MAXUS Commercial เปิดตัวไทย ลุยตลาดรถไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ 4 รุ่น ราคาเริ่ม 990,000 บาท

ตลาดรถไฟฟ้าในไทยกำลังขยับจากรถยนต์นั่งส่วนบุคคลไปสู่กลุ่มรถเพื่อการใช้งานมากขึ้น ล่าสุด MAXUS Commercial เปิดตัวในประเทศไทยอย่างเป็นทางการครั้งแรก พร้อมนำรถไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ 4 รุ่น มาจัดแสดงในงาน BIG Motor Sale 2026 ระหว่างวันที่ 22–31 สิงหาคม 2569 ที่ไบเทค บางนา

ครั้งนี้ MAXUS วางโจทย์ไว้ชัดเจนว่า รถไฟฟ้าไม่ได้มีไว้แค่เดินทาง แต่สามารถเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจ ตั้งแต่งานขนส่งสินค้า โลจิสติกส์ รถรับส่งผู้โดยสาร ไปจนถึงรถที่นำไปดัดแปลงสำหรับงานเฉพาะทาง

ไฮไลท์สำคัญคือรถทั้ง 4 รุ่นติดตั้งแบตเตอรี่จาก CATL และมีขนาดตัวถังกับความสามารถแตกต่างกัน เพื่อให้เลือกใช้งานได้ตามรูปแบบของแต่ละธุรกิจ

4 รุ่นหลักของ MAXUS Commercial

MAXUS eDeliver 5 เป็นรุ่นเริ่มต้นสำหรับงานขนส่งในเมือง มีแบตเตอรี่ CATL ขนาด 64 kWh กำลังสูงสุด 120 kW วิ่งได้ 321–454 กิโลเมตรตามมาตรฐาน WLTP และรองรับน้ำหนักบรรทุกสูงสุด 1,265 กิโลกรัม

รุ่น L2H1 ราคา 990,000 บาท ส่วนรุ่น L2H2 ราคา 1,100,000 บาท

ขยับขึ้นมาเป็น MAXUS eDeliver 7 รถตู้ไฟฟ้าที่รองรับทั้งการขนส่งสินค้าและผู้โดยสาร ใช้แบตเตอรี่ 88 kWh กำลังสูงสุด 150 kW วิ่งได้ 328–469 กิโลเมตรตามมาตรฐาน WLTP มีพื้นที่บรรทุกสูงสุด 8.7 ลูกบาศก์เมตร และรับน้ำหนักได้สูงสุด 1,200 กิโลกรัม

ราคาพิเศษในงานอยู่ที่ 1,250,000 บาท

สำหรับงานที่ต้องการรถขนาดใหญ่ขึ้น MAXUS eDeliver 9 มาพร้อมแบตเตอรี่ 100 kWh กำลังสูงสุด 170 kW มีพื้นที่บรรทุกสูงสุด 11 ลูกบาศก์เมตร และรองรับน้ำหนักบรรทุกสูงสุด 1,490 กิโลกรัม

รุ่นนี้เปิดจองในงานด้วยราคาพิเศษ 1,300,000 บาท

ส่วนสายกระบะต้องดู MAXUS eTerron 9 รถกระบะไฟฟ้าสมรรถนะสูงที่ใช้แบตเตอรี่ 102.2 kWh ให้กำลังสูงสุด 325 kW วิ่งได้สูงสุด 430 กิโลเมตรตามมาตรฐาน WLTP รองรับน้ำหนักลากจูงสูงสุด 3,500 กิโลกรัม และทำอัตราเร่ง 0–100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 5.8 วินาที

ราคาพิเศษสำหรับการเปิดจองอยู่ที่ 1,690,000 บาท

ไม่ได้มีแค่รถส่งของ

อีกจุดที่น่าสนใจในบูธคือการนำรถไปต่อยอดให้เห็นภาพการใช้งานจริง ทั้ง eDeliver 5 และ eDeliver 7 ที่นำมาปรับเป็น Passenger Van รวมถึง Ambulance Concept ที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ในการนำแพลตฟอร์ม Commercial EV ไปพัฒนาสำหรับงานเฉพาะทาง

อย่างไรก็ตาม Ambulance Concept ที่จัดแสดงเป็นการตกแต่งภายนอกในรูปแบบรถพยาบาลเท่านั้น ยังไม่ได้ติดตั้งอุปกรณ์ทางการแพทย์หรือระบบสำหรับใช้งานเป็นรถพยาบาลเต็มรูปแบบ

สำหรับโปรโมชั่นภายในงาน ลูกค้าที่จองและออกรถจะได้รับ Wall Charger ขนาด 7 kW, บริการ Roadside Assistance 3 ปี พร้อมผ้ายางและกรอบป้ายทะเบียน ขณะที่ผู้จอง eTerron 9 ยังได้รับประกันภัยชั้น 1 และ พ.ร.บ. ตามเงื่อนไขของแคมเปญ

MAXUS Commercial ยังเตรียมขยายเครือข่ายโชว์รูมและศูนย์บริการ จากสาขาแรกย่านรามอินทรา ไปยังบางนาและชลบุรี รวมถึงวางแผนขยายเครือข่ายไปยังหัวเมืองสำคัญทั่วประเทศในปีหน้า

การเข้ามาของ MAXUS จึงน่าจับตาไม่น้อย เพราะตลาด Commercial EV ในไทยกำลังเริ่มมีทางเลือกมากขึ้น และโจทย์สำคัญอาจไม่ใช่แค่ “รถไฟฟ้ารุ่นไหนน่าใช้” แต่เป็น “รถคันไหนช่วยให้ธุรกิจทำงานได้คุ้มที่สุด” ซึ่งน่าจะเป็นสนามที่ MAXUS ต้องพิสูจน์ตัวเองต่อจากนี้

Privacy Preference Center