ZEEKR จับมือ ททท. เปิดประสบการณ์ท่องเที่ยวแบบลักชูรีของไทย!
ZEEKR Thailand จับมือการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดตัวแคมเปญ "Amazing Thailand in ZEEKR Luxury Way" ยกระดับประสบการณ์ท่องเที่ยวไทยด้วยการเดินทางระดับพรีเมียม พร้อมสนับสนุนยุทธศาสตร์ "Value Over Volume" ของ ททท. ปี 2026 ที่มุ่งสร้างการท่องเที่ยวคุณภาพและเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ
ความร่วมมือครั้งแรกระหว่าง Amazing Thailand และ ZEEKR เป็นการผสานศักยภาพของสองแบรนด์พรีเมียม เพื่อสร้างประสบการณ์เดินทางที่สมบูรณ์แบบ โดย ZEEKR นำเสนอแนวคิด "ZEEKR คือ Puzzle Piece ของ Premium Experience" ให้รถยนต์เป็นมากกว่ายานพาหนะ แต่เป็นส่วนหนึ่งของ Luxury Experience ตั้งแต่ต้นทางถึงจุดหมาย มอบคุณภาพชีวิตและประสบการณ์ที่เหนือกว่าในทุกการเดินทาง
ภายใต้แคมเปญนี้ ทั้งสององค์กรจะร่วมพัฒนาคอนเทนต์ท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ พาผู้คนค้นพบ Hidden Gems ของประเทศไทย ทั้งแหล่งท่องเที่ยวด้านวัฒนธรรม ธรรมชาติ และวิถีชีวิตท้องถิ่นที่ยังไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้าง โดย ททท. จะคัดสรรเส้นทางและประสบการณ์ พร้อมถ่ายทอดผ่านการเดินทางด้วยรถยนต์ไฟฟ้า ZEEKR
คอนเทนต์ทั้งหมดจะเผยแพร่ผ่านช่องทางของ ททท. ทั้งอนุสาร อสท. และแพลตฟอร์มออนไลน์ ในรูปแบบวิดีโอ บทความ และคอนเทนต์ด้านวัฒนธรรม อาหาร ชุมชนยั่งยืน รวมถึงเทรนด์การท่องเที่ยวใหม่ เช่น Wellness Tourism, Longevity Lifestyle และการท่องเที่ยวเชิงคุณค่า เพื่อเข้าถึงนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศ

ภายใต้แนวคิด The ZEEKR Voyage ZEEKR เชื่อว่าการเดินทางที่ดีที่สุด คือการเดินทางที่พาผู้คนกลับมาพร้อมเรื่องราว แรงบันดาลใจ มิตรภาพ และความทรงจำที่มีความหมาย
ซีรีส์ "Travel the ZEEKR Way" จะนำเสนอการเดินทางผ่าน 4 ภูมิภาคของประเทศไทย ได้แก่
- Northern Escape – Slow Down. Breathe Deeper สัมผัสธรรมชาติ วัฒนธรรม และงานหัตถกรรมภาคเหนือ
- Isaan Stories – Where Nature Meets Design ค้นพบเสน่ห์ของภูมิปัญญาและงานดีไซน์จากอีสาน
- Southern Serenity – Find Calm by the Sea ดื่มด่ำความงดงามของทะเลและธรรมชาติภาคใต้
- Urban Retreat – Rediscover the City เปิดมุมมองใหม่ของเมืองหลวงที่ผสานอดีตกับวัฒนธรรมร่วมสมัย
แต่ละตอนจะถ่ายทอดเรื่องราวของผู้คน ธรรมชาติ และวัฒนธรรม เพื่อสะท้อนคุณค่าของการเดินทางที่มีความหมายมากกว่าการไปถึงจุดหมาย
แคมเปญยังใช้กลยุทธ์ KOL 3 กลุ่ม ได้แก่ The Zecret Revealer, The Zecret Insider และ The Zecret Visualizer เพื่อสร้างการรับรู้และแรงบันดาลใจให้ผู้คนออกเดินทางตามเส้นทางที่คัดสรร

ความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวคุณภาพระดับภูมิภาค ผ่านการผสานเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้ากับเสน่ห์ของวัฒนธรรมและธรรมชาติไทย พร้อมถ่ายทอดเรื่องราวผ่านสื่อของทั้งสององค์กรสู่สายตานักเดินทางทั่วโลก
มิตซูบิชิ แอททราจ ใหม่ 2026 สปอร์ตขึ้น ปลอดภัยกว่าเดิม มาตรฐาน EURO 6
มิตซูบิชิ เปิดตัว มิตซูบิชิ แอททราจ ใหม่ รุ่นปี 2026 รถยนต์อีโค่ซีดานที่ได้รับการปรับโฉมให้มีความสปอร์ตและทันสมัยยิ่งขึ้น ด้วย Sporty Front Grille ดีไซน์ใหม่ ช่วยเสริมภาพลักษณ์ให้โดดเด่น โฉบเฉี่ยว และมีเอกลักษณ์มากกว่าเดิม

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือการยกระดับความปลอดภัยให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น โดย รุ่น Active ได้รับการติดตั้ง ADAS Camera พร้อมระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ ได้แก่ ระบบแจ้งเตือนก่อนการชนด้านหน้า (Forward Collision Warning: FCW) และระบบเตือนเมื่อรถออกนอกช่องทางเดินรถ (Lane Departure Warning: LDW) เพิ่มความมั่นใจในทุกการเดินทาง
ด้านสมรรถนะ มิตซูบิชิ แอททราจ ใหม่ ทั้งรุ่น Active และ Smart ผ่านมาตรฐานมลพิษ EURO 6 พร้อมขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 1.2 ลิตร MIVEC ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ INVECS III CVT ที่มอบการขับขี่นุ่มนวล คล่องตัว และประหยัดน้ำมัน
ภายในห้องโดยสารยังครบครันด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวก พร้อมพื้นที่เก็บสัมภาระด้านท้ายขนาดใหญ่ ตอบโจทย์ทั้งการใช้งานในชีวิตประจำวันและการเดินทางไกล ทำให้มิตซูบิชิ แอททราจ ใหม่ เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่มองหารถยนต์ซีดานขนาดกะทัดรัด ที่ให้ทั้งความคุ้มค่า ความประหยัด และความปลอดภัยในคันเดียว
ราคาและสีตัวถัง
- รุ่น Active ราคา 564,000 บาท
- รุ่น Smart ราคา 619,000 บาท
มีให้เลือก 3 สี ได้แก่
- สีเทา Graphite Grey
- สีดำ Jet Black Mica
- สีขาว White Diamond (เพิ่ม 7,000 บาท)
GSV จับมือ เซ็นทรัล เปิดโปรเจกต์สุดคลู Central x Rajadamnern Stadium Bag
บริษัท โกลเบิล สปอร์ต เวนเจอร์ส จำกัด (GSV) ผู้บริหาร “เวทีมวยราชดำเนิน” ผนึกกำลัง “ห้างเซ็นทรัล ในเครือเซ็นทรัล รีเทล” เปิดตัว Central x Rajadamnern Stadium Bag โปรเจคความร่วมมือแห่งปีภายใต้ความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ของสององค์กรไทย ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 8 ทศวรรษ ซึ่งผสานศักยภาพด้านกีฬา วัฒนธรรม ค้าปลีก การท่องเที่ยว เข้าด้วยกัน เพื่อถ่ายทอดอัตลักษณ์ เรื่องราว และคุณค่าที่ทั้งสององค์กรสั่งสมมายาวนาน ผ่านงานออกแบบร่วมสมัย พร้อมส่งต่อเสน่ห์ของมวยไทยและความเป็นไทยสู่ผู้บริโภค นักช้อป และนักท่องเที่ยว จากทั่วโลก
ด้วยศักยภาพของเวทีมวยราชดำเนิน ซึ่งยืนหยัดเป็นเวทีมวยที่รักษาจิตวิญญาณของมวยไทยไว้อย่างเข้มแข็ง และห้างเซ็นทรัล ผู้นำธุรกิจค้าปลีกที่มีเครือข่ายครอบคลุมเมืองท่องเที่ยวสำคัญทั่วประเทศ ความร่วมมือครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญในการต่อยอดคุณค่าของมวยไทยให้เข้าถึงผู้คนในวงกว้างผ่าน Central x Rajadamnern Stadium Bag ผลงานออกแบบที่หยิบจุดเด่นของทั้งสองผู้นำแห่งวงการรีเทลและวงการมวยไทยมาเล่าบนกระเป๋าใบเดียวกัน
โดยการดีไซน์ได้ใช้โลโก้สุดคลาสสิกของเซ็นทรัลที่เคยใช้ในช่วง พ.ศ. 2490 – 2516 และ “ยันต์ 8 ทิศ” อีกหนึ่งอัตลักษณ์สำคัญของมวยไทย จาก Rajadamnern Immersive Muay Thai Experience สัญลักษณ์ตามความเชื่อแต่โบราณที่สื่อถึงการปกป้องคุ้มครอง ความกล้าหาญ และความเข้มแข็งจากทุกทิศทาง โครงการแรกภายใต้ความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ของทั้งสององค์กร จึงเชื่อมโยงศักยภาพของธุรกิจ Sports Entertainment และธุรกิจค้าปลีกเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้บริโภคทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ
เธียรชัย พิสิฐวุฒินันท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โกลเบิล สปอร์ต เวนเจอร์ส จำกัด (GSV) ประธานรายการ RWS – Rajadamnern World Series และกรรมการบริหารเวทีมวยราชดำเนิน กล่าวว่า “GSV ได้พัฒนาเวทีมวยราชดำเนินอย่างต่อเนื่อง ทั้งการยกระดับมาตรฐานการแข่งขัน การพัฒนา Rajadamnern World Series (RWS) การสร้างประสบการณ์ใหม่ผ่านเทคโนโลยี แสง สี เสียง และการนำเสนอที่ตอบโจทย์ผู้ชมยุคใหม่ จนทำให้ ราชดำเนินไม่ได้เป็นเพียงเวทีมวยไทยที่เก่าแก่ที่สุดของโลก แต่เรากำลังสร้างให้ราชดำเนินเป็นแบรนด์ที่สามารถต่อยอด คุณค่าของมวยไทยไปสู่โอกาสใหม่ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง โดยมีความแข็งแกร่ง มีฐานผู้ชมในระดับนานาชาติ และมีศักยภาพ ในการต่อยอดสู่โอกาสทางธุรกิจในหลากหลายมิติ เราเชื่อว่ามวยไทยเป็นมากกว่ากีฬา แต่เป็นอัตลักษณ์ของประเทศที่สามารถเพิ่มคุณค่าผ่านความร่วมมือกับพันธมิตร เพื่อสร้างโอกาสใหม่ของมวยไทยให้เข้าถึงผู้คนทั่วโลก”
รวิศรา จิราธิวัฒน์ ประธานบริหารฝ่ายการตลาด เซ็นทรัล รีเทล ดีพาทเมนท์สโตร์ กล่าวว่า “ห้างเซ็นทรัลเป็นจุดหมายปลายทางของผู้คนจากทั่วโลก วันนี้ บทบาทของห้างสรรพสินค้าไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการช้อปปิ้ง แต่ยังเป็นพื้นที่เชื่อมโยงผู้คน วัฒนธรรม และแรงบันดาลใจเข้าไว้ด้วยกัน Central x Rajadamnern Stadium Bag จึงเป็นอีกก้าวสำคัญของห้างเซ็นทรัลและเวทีมวยราชดำเนิน ที่เราได้ร่วมกันนำอัตลักษณ์ของหนึ่งในกีฬาประจำชาติ อย่างมวยไทย มาต่อยอดเป็นของสะสมดีไซน์ร่วมสมัย เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวความเป็นไทยในมุมมองใหม่ เพื่อส่งต่อเสน่ห์ของประเทศไทยสู่สายตาโลก”
ร่วมเป็นเจ้าของกระเป๋า “Central x Rajadamnern Stadium Bag” ได้ที่ห้างเซ็นทรัลสาขาที่ร่วมรายการและเวทีมวย ราชดำเนินตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม – 31 ตุลาคม 2569 (หรือจนกว่าสินค้าจะหมด)
เปิดราคา Honda City 2569 เข้าถึงง่ายยิ่งขึ้นในราคาเริ่มต้น 569,000 บาท
ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) เปิดตัวพร้อมประกาศราคา Honda City ใหม่ การการกลับมาพร้อมดีไซน์ใหม่ที่อัปความสปอร์ตอีกขั้น ทั้งกระจังหน้าดีไซน์ใหม่ ไฟหน้าแบบ LED ในทุกรุ่น และไฟหน้า Connecting Light แบบ LED รวมทั้งไฟท้าย LED แบบใส พร้อมเพิ่มฟีเจอร์ใหม่! อาทิ ระบบกล้องมองภาพรอบทิศทาง (Multi-View Camera System: MVCS) ระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 10 นิ้ว แบบ Advanced Touch รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto แบบไร้สาย อุปกรณ์ชาร์จไฟแบบไร้สาย กระจกมองหลังแบบตัดแสงแบบอัตโนมัติ กับราคาพิเศษช่วงเปิดตัว* ถึง 30 ก.ย. 2569 นี้ เริ่มต้น 569,000 บาท (Honda City ใหม่ ซีดาน TURBO รุ่นย่อย S) เข้าถึงไฮบริดซิตี้คาร์จากฮอนด้าได้ง่ายกว่าที่เคย กับรุ่นเริ่มต้นไฮบริดใหม่! e:HEV V ราคาพิเศษช่วงเปิดตัว* เริ่มต้น 619,000 บาท (Honda City ใหม่ ซีดาน รุ่นย่อย e:HEV V) โดยมีให้เลือกทั้งรุ่นซีดานและแฮทช์แบ็ก ทางเลือกละ 4 รุ่นย่อย กับ 2 ขุมพลังการขับเคลื่อนทั้ง VTEC TURBO และฟูลไฮบริด e:HEV – The EXCITING Hybrid รวม 8 รุ่นย่อย พร้อมตอบโจทย์ความต้องการลูกค้าได้อย่างครอบคลุม
ข้อเสนอพิเศษ!* สำหรับ Honda City ใหม่ ทั้งรุ่นซีดาน และแฮทช์แบ็ก เมื่อจองตั้งแต่ 26 มิ.ย. 2569 – 30 ก.ย. 2569 และรับรถภายในวันที่ 31 ต.ค. 2569
- ดอกเบี้ย เริ่มต้น 1.69%*
- ฟรีประกันภัย ชั้น 1* (1 ปี)
- สำหรับรุ่นระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด e:HEV มาพร้อมการรับประกันแบตเตอรี่ไฮบริด 10 ปี และรับประกันระบบไฮบริดทั้งระบบ 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง
พิเศษ! โค้งสุดท้ายถึง 30 มิ.ย. นี้ รับเพิ่มบัตรน้ำมันมูลค่า 5,000 บาท* เมื่อจองระหว่างวันที่ 26 มิ.ย. –
30 มิ.ย. 2569 และรับรถภายในวันที่ 31 ส.ค. 2569
ครั้งแรกกับการเปิดตัวแคมเปญพิเศษ ‘Gen to Gen #Honda จากรุ่นสู่รุ่น’โดยฮอนด้า ขอมอบสิทธิพิเศษ* สำหรับลูกค้าที่ออกรถยนต์ Honda City ใหม่ ทุกรุ่นย่อย ดังนี้
- ลูกค้าที่ถือครองรถยนต์ฮอนด้า 1–4 ปี รับสิทธิพิเศษมูลค่า 6,000 บาท
- ลูกค้าที่ถือครองรถยนต์ฮอนด้า 5 ปีขึ้นไป รับสิทธิพิเศษมูลค่า 8,000 บาท
- พิเศษ! สำหรับลูกค้าที่เป็นเจ้าของรถยนต์ฮอนด้ามากกว่า 1 คัน รับสิทธิพิเศษเพิ่มอีก 3,000 บาท
- เพิ่มเติม! พร้อมดูแลต่อเนื่อง สำหรับรถยนต์ฮอนด้าคันเดิม จะได้รับ Service e-coupon มูลค่า 3,000 บาท สำหรับซื้อสินค้า ผลิตภัณฑ์ หรือบริการที่ศูนย์บริการฮอนด้าทั่วประเทศ
ราคา Honda City ใหม่ ทั้งราคาพิเศษช่วงเปิดตัว* และราคาอย่างเป็นทางการ มีดังนี้
ราคาพิเศษช่วงเปิดตัว* เมื่อจองระหว่างวันที่ 26 มิ.ย. 2569 – 30 ก.ย. 2569 และรับรถภายในวันที่ 31 ต.ค. 2569 (ปรับเป็นราคาปกติ ตั้งแต่ 1 ต.ค. 2569 เป็นต้นไป)
โคจิ อิวานามิ ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด
กล่าวว่า “การเปิดตัว Honda City ใหม่ ในครั้งนี้ ถือเป็นการกลับมาครั้งใหญ่ที่ยกระดับซิตี้คาร์ของฮอนด้า ให้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างครอบคลุม ผ่านการพัฒนาทั้งดีไซน์ภายนอกที่ปรับลุคให้สปอร์ตยิ่งขึ้น พร้อมเพิ่มเทคโนโลยีล้ำสมัยที่ตอบโจทย์การใช้งานอย่างแท้จริง ควบคู่กับความคุ้มค่าที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ผ่านราคาพิเศษช่วงเปิดตัว เพื่อให้ลูกค้าเป็นเจ้าของ Honda City ได้สะดวกยิ่งขึ้น รวมถึงการเพิ่มรุ่นเริ่มต้นไฮบริดใหม่ ที่มาพร้อมราคาที่ดึงดูดใจ ช่วยให้ลูกค้าเข้าถึงไฮบริดซิตี้คาร์ได้ง่ายยิ่งขึ้น นอกจากนี้ เรายังใช้กลยุทธ์ Music Marketing พร้อมด้วยพรีเซนเตอร์ ‘มิลลิ’ มาร่วมถ่ายทอดพลังและตัวตนของคนรุ่นใหม่ ที่เชื่อมโยงกับกลุ่มลูกค้า Gen Z ได้อย่างลงตัว เพื่อสะท้อนคาแรกเตอร์ของ City ได้อย่างชัดเจน เรามั่นใจว่าการกลับมาครั้งนี้ จะช่วยสร้างความคึกคักให้กับตลาดซิตี้คาร์ ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘Quake ’Em Up’ และพร้อมพาฮอนด้า กลับสู่ตำแหน่งผู้นำในกลุ่มซิตี้คาร์อีกครั้ง”
Honda City ใหม่ โดดเด่นด้วยลุคที่อัปความสปอร์ตไปอีกขั้นด้วยกระจังหน้าดีไซน์ใหม่ พร้อมไฟหน้าแบบ LED ในทุกรุ่น อีกทั้งไฟหน้า Connecting Light แบบ LED ดีไซน์เต็มความกว้างตัวรถ สะท้อนความล้ำสมัย สะดุดตา รวมทั้งไฟท้าย LED แบบใส ล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่ พร้อมเพิ่มฟีเจอร์ใหม่!** ตอบโจทย์ที่ลูกค้ามองหา อาทิ
- ใหม่! ระบบกล้องมองภาพรอบทิศทาง (Multi-View Camera System: MVCS) ตั้งแต่รุ่นย่อย e:HEV SV
- ใหม่! ระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสแบบ Advanced Touch รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto แบบไร้สายดีไซน์ใหม่ที่อัปเกรดเป็นหน้าจอขนาด 10 นิ้ว ตั้งแต่รุ่นย่อย e:HEV SV
- ใหม่! ไฟสร้างบรรยากาศภายในห้องโดยสาร ตั้งแต่รุ่นย่อย e:HEV SV
- ใหม่! อุปกรณ์ชาร์จไฟแบบไร้สาย (Wireless Charger) ในรุ่นย่อย e:HEV RS
- ใหม่! กระจกมองหลังแบบตัดแสงแบบอัตโนมัติ ในรุ่นย่อย e:HEV RS
ปลอดภัย มั่นใจในทุกการเดินทางด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยล้ำสมัยและเทคโนโลยีเพื่อการขับขี่** อาทิ
- เทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ Honda SENSING ครอบคลุม 6 ฟังก์ชันหลัก ติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานในทุกรุ่นย่อย
- ระบบแสดงภาพมุมอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน (Honda LaneWatch)
- ระบบเบรกมือไฟฟ้า (Electric Parking Brake) และระบบ Auto Brake Hold
- ระบบสตาร์ทเครื่องยนต์พร้อมเครื่องปรับอากาศด้วยกุญแจรีโมท (Remote Engine Start)
- ระบบล็อกรถอัตโนมัติเมื่อกุญแจรีโมทอยู่ห่างจากตัวรถ (Walk Away Auto Lock)
สีภายนอก มีให้เลือกทั้งหมด 7 สี ได้แก่
- ใหม่! สีแดง Blazing Red Pearl (เฉพาะรุ่นย่อย e:HEV RS)
- ใหม่! สีเทา Urban Gray Pearl (เฉพาะรุ่นย่อย e:HEV RS)
- พิเศษ! เฉพาะ Honda City ใหม่ แฮทช์แบ็ก รุ่นย่อย e:HEV RS ใหม่! สีเทา Urban Gray Pearl มาพร้อมหลังคาสีดำ (ทูโทน)
- สีขาว Platinum White Pearl (เฉพาะรุ่นย่อย e:HEV RS และ e:HEV SV)
- สีน้ำเงิน Brilliant Sporty Blue Metallic (เฉพาะรุ่นย่อย e:HEV SV และ e:HEV V)
- สีเทา Meteoroid Gray Metallic
- สีดำ Crystal Black Pearl
- สีขาว Taffeta White (เฉพาะรุ่นย่อย e:HEV V และ S)
มาพร้อมภายในห้องโดยสารสีดำ และใหม่! ทางเลือกสีภายในห้องโดยสารสีเทา Platinum เฉพาะ Honda City รุ่นซีดาน รุ่นย่อย e:HEV SV ที่สามารถเลือกจับคู่ได้กับสีภายนอกสีเทา Meteoroid Gray Metallic หรือสีดำ Crystal Black Pearl เท่านั้น
การกลับมาครั้งนี้ ฮอนด้าพร้อมสร้างปรากฏการณ์ความตื่นเต้นครั้งใหม่ เพื่อเดินหน้าตอกย้ำความแข็งแกร่งและ ตั้งเป้าครองตำแหน่งผู้นำกลุ่มซิตี้คาร์ในประเทศอีกครั้ง โดยมุ่งเน้นการเข้าถึงและเชื่อมต่อกับกลุ่มลูกค้าเจเนอเรชันใหม่ (Gen Z) ผ่านการเปิดตัวพรีเซนเตอร์ “MILLI (มิลลิ)” หรือ ดนุภา คณาธีรกุล แรปเปอร์สาวตัวจี๊ดแห่งยุค ตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่พกเอเนอร์จี้มาแบบจัดเต็ม เพื่อร่วมถ่ายทอด DNA ความสนุก คล่องตัว และความโดดเด่นของ Honda City ใหม่ นอกจากนี้ยังใช้กลยุทธ์ Music Marketing ส่งซิงเกิลพิเศษ ‘CITY QUAKE’ เขย่าพลังและสาดความมันส์ไปกับบีทที่พร้อมจะสั่นทุกสตรีท ซึ่งถือเป็นการพลิกโฉมการสื่อสารที่จะมาอัปเลเวล ความเร้าใจ ให้การเปิดตัว Honda City ครั้งนี้ แตกต่างกว่าที่เคย
สัมผัสกับ Honda City ใหม่ ได้แล้ววันนี้ที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ และพร้อมส่งมอบลูกค้าทั่วประเทศตั้งแต่ต้นเดือนกรกฎาคมเป็นต้นไป และเตรียมพบกับกิจกรรมพิเศษจากฮอนด้า ที่จะเดินสายจัดแสดง Honda City ใหม่ ให้ทุกคนได้ร่วมสัมผัสทั่วประเทศ พร้อมกระทบไหล่อย่างใกล้ชิดกับพรีเซนเตอร์แรปเปอร์สาว ‘Milli (มิลลิ)’ ร่วมระเบิดความมันส์ QUAKE ‘EM UP… สั่นทุกสตรีท ทั่วไทยไปพร้อมกัน ตามรายละเอียดดังนี้
- 2 – 6 ก.ย. 2569 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเฟสติวัล หาดใหญ่ จ. สงขลา
- 14 – 18 ต.ค. 2569 ณ ศูนย์การค้าซ็นทรัลพลาซา ชลบุรี จ. ชลบุรี
- 4 – 10 พ.ย. 2569 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล โคราช จ. นครราชสีมา
ลูกค้าที่สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.honda.co.th/city และ www.honda.co.th/cityhatchback และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้จากที่ปรึกษาการขายโชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ หรือติดต่อศูนย์บริการข้อมูลฮอนด้า 24 ชั่วโมง โทร 0 2341 7777
หมายเหตุ
*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมกับที่ปรึกษาการขายโชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ
**อุปกรณ์มาตรฐานแตกต่างกันในแต่ละรุ่น
***ทดสอบตามมาตรฐาน UN R101 ในห้องปฏิบัติการ / ผ่านการรับรองมาตรฐานมลพิษระดับ Euro 6 (มอก. 3017-2563)
– สีขาว Platinum White Pearl เพิ่ม 10,000 บาท
– สีดำ Crystal Black Pearl, สีเทา Urban Gray Pearl เฉพาะรุ่นซีดาน สีแดง Blazing Red Pearl เพิ่ม 6,000 บาท
– สีเทา Urban Gray Pearl หลังคาสีดำ (ทูโทน) เฉพาะรุ่นแฮทช์แบ็ก เพิ่ม 10,000 บาท
Chery Q “คิวท์เกินคาด ครบเกินคลาส” พร้อมท้าชนในราคาเริ่มต้น 469,900 บาท
เชอรี ประเทศไทย (Chery Thailand) สร้างปรากฏการณ์ครั้งใหม่ให้ตลาดรถไฟฟ้าไทย ด้วยการเปิดตัว “Chery Q” พร้อมประกาศราคาอย่างเป็นทางการ ภายใต้แนวคิด “So Qute, So You คิวท์เกินคาด ครบเกินคลาส” ถ่ายทอดนิยามใหม่ของ City EV ที่เข้าใจทุกไลฟ์สไตล์คนเมือง
Chery Q โดดเด่นด้วยดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ ที่ผสานความน่ารัก ความทันสมัย และฟังก์ชันการใช้งานไว้อย่างลงตัว พร้อมเทคโนโลยีการขับขี่อัจฉริยะ ห้องโดยสารกว้างขวาง และระบบความปลอดภัยรอบด้าน เพื่อตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ที่มองหารถยนต์แฮตช์แบ็กพลังงานไฟฟ้า 100% ที่มอบทั้งความสะดวกสบาย ความคล่องตัว และความคุ้มค่าในทุกการเดินทาง พร้อมเป็นเจ้าของได้ในราคาเริ่มต้นเพียง 469,900 บาท
จิม ลี ผู้อำนวยการบริหารแบรนด์ เชอรี ประเทศไทย กล่าวว่า “ตลอดระยะเวลาเกือบ 1 ปีของการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย CHERY ได้รับการตอบรับอย่างดียิ่งจากผู้บริโภคชาวไทย นับตั้งแต่การเปิดตัว Chery V23 และ Chery TIGGO 8 CSH ซึ่งสะท้อนผ่านยอดขายที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง จนมียอดจำหน่ายสะสมมากกว่า 5,500 คัน ณ เดือนมิถุนายน 2569 และมียอดจองรวมในช่วงครึ่งปีแรกมากกว่า 11,000 คัน ความสำเร็จของรถยนต์ทั้งสองรุ่นสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ CHERY ในการนำเสนอยานยนต์พลังงานใหม่ที่ครอบคลุมทั้ง BEV และ PHEV เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคชาวไทยอย่างรอบด้าน พร้อมทั้งแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่ผู้บริโภคมีต่อแบรนด์ เทคโนโลยี คุณภาพผลิตภัณฑ์ และบริการหลังการขายของ CHERY อย่างชัดเจน”
จิม ลี กล่าวเสริม “เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ประเทศไทยได้รับเลือกให้เป็นประเทศแรกนอกประเทศจีนในการเปิดตัว ‘Chery Q’ รถไฟฟ้ารุ่นล่าสุดของเรา ซึ่งโดดเด่นด้วยความคุ้มค่า เทคโนโลยีที่ทันสมัย และฟังก์ชันการใช้งานที่ครบครัน เราเชื่อมั่นว่ารถรุ่นนี้จะสามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคชาวไทยได้เป็นอย่างดี พร้อมด้วยข้อเสนอพิเศษที่เตรียมไว้สำหรับลูกค้าในช่วงเปิดตัว”
Chery Q นิยามใหม่ “คิวท์เกินคาด ครบเกินคลาส” City EV สำหรับคนรุ่นใหม่
Chery Q ถ่ายทอดแนวคิดของรถไฟฟ้าสำหรับการใช้งานในเมืองยุคใหม่ ภายใต้สโลแกน “So Qute, So You คิวท์เกินคาด ครบเกินคลาส” ด้วยการผสานดีไซน์โดดเด่น เทคโนโลยีอัจฉริยะ และฟังก์ชันการใช้งานที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่เข้าด้วยกันอย่างลงตัว
ด้านสมรรถนะ Chery Q มาพร้อมระบบขับเคลื่อนล้อหลัง (Rear-Wheel Drive) ที่มอบความคล่องตัวและความสนุกในการขับขี่ ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงสุด 122 แรงม้า จับคู่กับแบตเตอรี่ความจุ 41.278 กิโลวัตต์ชั่วโมง สามารถวิ่งได้ไกลสูงสุด 400 กิโลเมตรต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง ตามมาตรฐาน NEDC
Q Iconic: ดีไซน์โดดเด่น สะท้อนเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร
จุดเด่นแรกของ Chery Q คือแนวคิดการออกแบบ Square-Circle Design ที่สร้างสมดุลระหว่างเส้นสายทรงสี่เหลี่ยมและความโค้งมนได้อย่างลงตัว ผสานความน่ารัก ความทันสมัย และความสปอร์ตไว้ในคันเดียว จนได้รับการยอมรับในระดับสากลด้วยรางวัล 2026 German Red Dot Product Design Award สาขา Product Design
รายละเอียดการออกแบบที่สะท้อนเอกลักษณ์เฉพาะตัว ได้แก่ ไฟหน้าและไฟท้าย LED ลายเซ็นรูปตัว Q กระจกมองข้างสีทูโทน มือจับประตูแบบกึ่งซ่อน (Semi-hidden Door Handle) ล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว ดีไซน์ทูโทน และเสาหลังคา C-Pillar แบบ Floating ที่เชื่อมต่อกับแนวกระจกด้านข้างอย่างกลมกลืน
Q Space: พื้นที่กว้างขวางเกินตัว
Chery Q ได้รับการออกแบบให้มีห้องโดยสารที่กว้างขวาง โปร่งสบาย รองรับทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสารได้อย่างสะดวกสบาย ภายในมาพร้อม Smart Centre Console ที่ช่วยเพิ่มพื้นที่จัดเก็บสัมภาระและสิ่งของจำเป็น พร้อม 50W Wireless Charger สำหรับชาร์จสมาร์ทโฟนแบบไร้สายได้อย่างรวดเร็ว โดยบริเวณแท่นชาร์จได้รับการออกแบบตามแนวคิด Flexible Space ที่สามารถปรับเปลี่ยนการใช้งานได้ตามต้องการ
นอกจากนี้ ยังมีช่องเก็บของใต้เบาะนั่งด้านหลังเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดเก็บสัมภาระ และเมื่อพับเบาะหลังลง สามารถขยายพื้นที่เก็บสัมภาระได้สูงสุดถึง 1,450 ลิตร รองรับทั้งการเดินทาง การช้อปปิ้ง และกิจกรรมไลฟ์สไตล์ต่าง ๆ ได้อย่างครบครัน
Q Smart: เทคโนโลยีอัจฉริยะเพื่อการขับขี่ที่มั่นใจ
Chery Q มาพร้อมเทคโนโลยีอัจฉริยะที่ช่วยยกระดับประสบการณ์การใช้งานในเมือง ไม่ว่าจะเป็น Automatic Parking Assist (APA) ระบบช่วยจอดอัตโนมัติที่ช่วยให้การจอดรถในพื้นที่จำกัดเป็นเรื่องง่ายยิ่งขึ้น รวมถึงระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่อัจฉริยะ (ADAS) มากถึง 21 ฟังก์ชัน เพื่อเพิ่มความปลอดภัยและความมั่นใจในทุกเส้นทาง
นอกจากนี้ ยังรองรับการเชื่อมต่อผ่าน CarLinko Remote Application ที่ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถตรวจสอบสถานะรถ ควบคุมฟังก์ชันต่าง ๆ จากระยะไกล และติดตามข้อมูลการใช้งานรถแบบ Real-Time ผ่านสมาร์ทโฟนได้อย่างสะดวก
ภายในห้องโดยสารยังอัดแน่นด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวก อาทิ ระบบชาร์จโทรศัพท์ไร้สาย ระบบปรับอากาศดิจิทัล เบาะนั่งคนขับปรับไฟฟ้า กระจกมองข้างพับไฟฟ้า ระบบล็อก–ปลดล็อกอัจฉริยะ และพวงมาลัยปรับได้ 4 ทิศทาง เพื่อความสะดวกสบายสูงสุดในการใช้งานประจำวัน
Chery Q ถูกออกแบบให้ใช้งานได้อย่างสะดวกในทุกสถานการณ์ ด้วย Electric Tailgate ประตูท้ายไฟฟ้า และ Electric Frunk พื้นที่เก็บสัมภาระด้านหน้าพร้อมระบบเปิด–ปิดไฟฟ้า
แบตเตอรี่ LFP ความจุ 41.278 กิโลวัตต์ชั่วโมง ได้รับการออกแบบให้มีความปลอดภัยและความทนทานสูง พร้อมรองรับการชาร์จเร็วแบบ DC จาก 30% ถึง 80% ภายในเวลาประมาณ 16.5 นาที ช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการเดินทาง
นอกจากนี้ ยังรองรับฟังก์ชัน Vehicle-to-Load (V2L) กำลังไฟสูงสุด 6.6 กิโลวัตต์ สามารถจ่ายไฟให้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าภายนอกได้อย่างสะดวก รองรับกิจกรรมและไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย
Q Play: เติมความสนุกในทุกการเดินทาง
Chery Q มาพร้อมหน้าจอสัมผัสกลางขนาดใหญ่ถึง 15.6 นิ้ว และหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่ขนาด 8.88 นิ้ว ช่วยให้ผู้ขับขี่เข้าถึงข้อมูลและฟังก์ชันต่าง ๆ ได้อย่างสะดวก รองรับการเชื่อมต่อแบบไร้สายผ่าน Wireless Apple CarPlay และ Android Auto
นอกจากนี้ ยังมีฟังก์ชันที่ช่วยเพิ่มความสนุกและความเป็นส่วนตัวในการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็น Quick Gestures, Personalized Wallpaper โดยสามารถเลือกคาแรกเตอร์เพื่อนร่วมทางได้มากถึง 8 แบบ และโหมดการแสดงผลที่สามารถปรับแต่งได้ตามสไตล์ผู้ใช้งาน รวมถึงรองรับการติดตั้งกล้องบันทึกภาพผ่านพอร์ต USB สำหรับ DVR เพื่อเพิ่มความสะดวกในการใช้งานประจำวัน
Q Talk: สื่อสารได้อย่างมีสไตล์
Chery Q มาพร้อม Q Talk ระบบการสื่อสารภายนอกด้วยเสียง ที่ออกแบบชุดข้อความสำเร็จรูปไว้ 5 รูปแบบ เพื่อเพิ่มสีสันและสร้างประสบการณ์ใหม่ในการใช้งานรถไฟฟ้าในชีวิตประจำวัน
อีกหนึ่งฟีเจอร์ที่โดดเด่นคือระบบสื่อสารภายนอกผ่านไมโครโฟนที่ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถส่งเสียงพูดออกไปนอกตัวรถได้โดยตรงนานสูงสุด 59 วินาที พร้อมเลือกปรับโทนเสียงได้ 3 รูปแบบ ได้แก่ เสียงปกติ เสียงทุ้มขนาดใหญ่ และเสียงสไตล์การ์ตูน เพื่อเพิ่มความสนุกและสร้างเอกลักษณ์ในการใช้งาน
ปิดท้ายด้วยระบบการสื่อสารภายนอกด้วยเสียงแวดล้อมที่ช่วยสร้างบรรยากาศและประสบการณ์ที่แตกต่างในแต่ละโอกาส เพิ่มมิติใหม่ให้กับการใช้งานรถไฟฟ้า และสะท้อนบุคลิกของผู้ใช้งานได้อย่างสร้างสรรค์
ด้วยการผสานดีไซน์อันโดดเด่น เทคโนโลยีอัจฉริยะ และฟังก์ชันที่ตอบโจทย์การใช้งานจริง Chery Q จึงพร้อมก้าวขึ้นมาเป็น City EV รุ่นใหม่ที่มอบประสบการณ์การขับขี่ที่ “คิวท์เกินคาด ครบเกินคลาส” อย่างแท้จริง
สำหรับประเทศไทย Chery Q มีให้เลือกทั้งหมด 3 รุ่น ได้แก่ Qlick, Qool และ Quint พร้อมตัวเลือกสีภายนอก 4 สี ได้แก่ Creamy Beige (ครีมมี่เบจ), Sporty White (สปอร์ตี้ไวท์), Magic Purple (แมจิกเพอเพิล) และ Rose Peach (โรเซ่พีช) มาพร้อมสีภายในสี Cool Black (สีดำ) รวมถึงสีภายในพิเศษ Minty Mix (เขียวตัดดำ) สำหรับรุ่น Quint ที่ช่วยสะท้อนความโดดเด่นและความเป็นตัวตนของผู้ใช้งานได้อย่างลงตัว
ฉลองการเปิดตัวและเปิดราคาอย่างเป็นทางการ CHERY ราคาเริ่มต้นเพียง 469,900 บาท
จากการเปิดตัวรถ Chery Q ในประเทศจีน Chery Q สามารถสร้างความสำเร็จด้วยยอดจองกว่า 21,000 คัน ภายในเวลาเพียง 2 ชั่วโมง ขณะที่ในประเทศไทยก็ได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลามเช่นกัน โดยมีผู้ลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิพิเศษแล้วมากกว่า 3,000 รายตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569 จากการที่ Chery Q ได้รับการตอบรับที่อบอุ่นจากคนไทย ดังนั้นเราจึงได้ทำราคาที่ดีที่สุดเพื่อให้การเป็นเจ้าของ Chery Q เป็นเรื่องที่เข้าถึงได้ง่ายยิ่งขึ้น พร้อมแคมเปญพิเศษเพื่อเป็นการขอบคุณลูกค้าชาวไทย
CHERY เปิดเวทีประกวดออกแบบคาแรกเตอร์ Chery Q ชิงเงินรางวัลรวม 100,000 บาท พร้อมโอกาสก้าวสู่คาแรกเตอร์ทางการระดับโลก
หลังจากเปิดตัวแก๊งคาแรกเตอร์ทั้ง 8 ตัวประจำรถ Chery Q ให้ผู้บริโภคชาวไทยได้ทำความรู้จักกันไปแล้ว ล่าสุด CHERY Thailand เตรียมต้อนรับสมาชิกคาแรกเตอร์ตัวใหม่จากฝีมือคนไทย ผ่านกิจกรรม “Chery Q Thai Qute Companion Contest” เวทีประกวดออกแบบคาแรกเตอร์อย่างเป็นทางการของ Chery Q
กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อเปิดโอกาสให้นักออกแบบคนไทยได้ร่วมสร้างสรรค์และถ่ายทอดเรื่องราวการเดินทางของ Chery Q ในประเทศไทย ภายใต้แนวคิด “The Best Companionship & Thai Identity” สะท้อนความเป็นเพื่อนคู่ใจที่พร้อมเดินทางไปกับผู้ใช้งาน ควบคู่กับการนำเสนอเอกลักษณ์และเสน่ห์ความเป็นไทยในมุมมองสร้างสรรค์
ผู้ชนะการประกวดจะได้รับเงินรางวัลมูลค่ารวม 100,000 บาท พร้อมโอกาสในการพัฒนาผลงานสู่การเป็นคาแรกเตอร์อย่างเป็นทางการของ Chery Q ซึ่งจะถูกนำไปใช้เป็นหนึ่งในคาแรกเตอร์ประจำรถ Chery Q ในตลาดทั่วโลก
สำหรับผู้ที่สนใจ CHERY เปิดรับสมัครและส่งผลงานเข้าประกวดตั้งแต่วันที่ 24 มิถุนายน – 31 สิงหาคม 2569 โดยสามารถติดตามรายละเอียด กติกาการประกวด และช่องทางการสมัครเพิ่มเติมได้ทางเฟซบุ๊ก Chery Thailand
สำหรับลูกค้าที่สนใจสามารถสัมผัสและทดลองขับ Chery Q รวมถึงรถรุ่นอื่น ๆ พร้อมข้อเสนอพิเศษ ได้อย่างต่อเนื่องผ่านเครือข่ายโชว์รูมเชอรีทั้ง 55 แห่งทั่วประเทศ โดย Chery Q คาดว่าสามารถส่งมอบรถล็อตแรกให้ลูกค้าชาวไทยภายในเดือนกรกฎาคมนี้ ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.chery-thailand.com และเฟซบุ๊ก Chery Thailand
*สามารถขอรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ผู้จำหน่ายเชอรีอย่างเป็นทางการ
CHERY ปูทางสู่การเติบโตอย่างแข็งแกร่งในประเทศไทย
ประเทศไทยนับเป็นหนึ่งในตลาดยุทธศาสตร์สำคัญของ CHERY ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัทฯ จึงเดินหน้าลงทุนอย่างต่อเนื่องควบคู่ไปกับการวางรากฐานธุรกิจในระยะยาว เพื่อรองรับการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต โดยความสำเร็จในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมาได้สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพและการยอมรับของแบรนด์จากผู้บริโภคชาวไทยอย่างชัดเจน
หนึ่งในก้าวสำคัญคือความคืบหน้าของโครงการก่อสร้างโรงงานประกอบรถยนต์ CHERY ในจังหวัดระยอง ด้วยมูลค่าการลงทุนกว่า 5,000 ล้านบาท บนพื้นที่ 104 ไร่ ซึ่งจะเป็นฐานการผลิตสำคัญเพื่อรองรับการขยายตัวของธุรกิจในประเทศไทยและภูมิภาคในอนาคต
ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าขยายเครือข่ายผู้จำหน่ายประเภท 3S อย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันมีผู้จำหน่ายรวม 55 แห่งทั่วประเทศ และตั้งเป้าเพิ่มจำนวนโชว์รูมและศูนย์บริการเป็น 70 แห่งภายในสิ้นปี 2569 เพื่อยกระดับการเข้าถึงผลิตภัณฑ์และบริการให้ครอบคลุมทุกภูมิภาค
เพื่อเสริมความแข็งแกร่งด้านบริการหลังการขาย ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2569 เป็นต้นไป บริษัทฯ มีแผนเปิดให้บริการศูนย์ซ่อมตัวถังและสีมาตรฐาน (Certified Body and Paint) เพื่อรองรับการให้บริการอย่างครบวงจร โดยลูกค้า CHERY จะได้รับความสะดวกผ่านเครือข่ายพันธมิตรบริษัทประกันชั้นนำ พร้อมกระบวนการซ่อมที่รวดเร็วและได้มาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการยกระดับประสบการณ์การบริการและสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้าในระยะยาว
นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีแผนขยายพื้นที่คลังอะไหล่จากเดิม 5,000 ตารางเมตร เป็น 10,000 ตารางเมตร ในย่านบางนา–ตราด เพื่อรองรับการเติบโตของจำนวนรถยนต์ CHERY ในประเทศไทย และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการอะไหล่ให้ครอบคลุมและรวดเร็วยิ่งขึ้น
ควบคู่กันนั้น CHERY ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านบริการหลังการขาย โดยได้จัดสรรงบประมาณกว่า 34 ล้านบาท เพื่อจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมบุคลากรด้านเทคนิคและงานบริการหลังการขาย (Training Center) ซึ่งมีกำหนดแล้วเสร็จภายในไตรมาส 4 ปี 2569 เพื่อยกระดับองค์ความรู้ ทักษะ และมาตรฐานการให้บริการให้สอดคล้องกับมาตรฐานระดับสากลของ CHERY พร้อมรองรับการเติบโตของธุรกิจในอนาคต
ในด้านการดูแลลูกค้า CHERY ยังคงเดินหน้ารับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้ดำเนินการยกระดับคุณภาพการบริการในหลายด้าน อาทิ การลงทุนกว่า 46 ล้านบาท เพื่อปรับปรุงกระจกมองข้างของ V23 ให้ตอบโจทย์การใช้งานได้ดียิ่งขึ้น การจัดเตรียมรถสำรองสำหรับลูกค้าระหว่างเข้ารับบริการซ่อมบำรุง รวมถึงการเพิ่มจำนวนทีมช่างติดตั้ง Wall Charger เป็น 2 เท่า เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
“การดำเนินงานทั้งหมดนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ CHERY ในการยกระดับประสบการณ์การใช้งานและการบริการแก่ลูกค้า พร้อมเตรียมความพร้อมรองรับการเติบโตของตลาดยานยนต์พลังงานใหม่ในประเทศไทยอย่างยั่งยืนในระยะยาว”
#CHERYQ #SoQuteSoYou #CHERYTHAILAND #CHERY
Nike Football เปิดโกดังความมันส์ ‘Nike Goal-Dang’ เพิ่มสีสัน ทรงวาด!
เมื่อย่านทรงวาดได้ “วาดเขียน” เรื่องราวฉบับใหม่ผ่านทุกตรอกซอกซอยและร้านรวงในย่านประวัติศาสตร์ พร้อมเนรมิตทั้งย่านให้กลายเป็นรันเวย์ ที่ซึ่งฟุตบอล แฟชั่น และสตรีทคัลเจอร์มาบรรจบกันอย่างน่าอัศจรรย์
ทันทีที่มหกรรมฟุตบอลระดับโลกได้เปิดฉากขึ้น โมเดลทั้ง 40 คนได้ปรากฏตัวอย่างแนบเนียนไปตามถนนสายสำคัญของย่านทรงวาด โดยแต่ละคนมาในลุคที่รังสรรค์ขึ้นจากเสื้อฟุตบอลของ Nike ในรูปแบบเฉพาะตัว ซึ่งหลอมรวมกีฬา แฟชั่น และวิถีชีวิตคนเมืองเข้าไว้ด้วยกัน ท่ามกลางสีสันและความคึกคักของเมืองหลวง
เบื้องหลังการเนรมิตย่านทรงวาดให้กลายเป็นรันเวย์ครั้งนี้คือ Nike Goal-Dang (ไนกี้ โกลดัง) ป๊อปอัพสโตร์ที่หลอมรวมวัฒนธรรมฟุตบอลเข้ากับอัตลักษณ์ท้องถิ่น โดยได้รับแรงบันดาลใจจากแคมเปญ “Rip the Script” ของ Nike Football ที่เฉลิมฉลองคนรุ่นใหม่ผู้กล้าฉีกกรอบแบบเดิม ๆ และนิยามการเล่นฟุตบอลในแบบของตนเองขึ้นใหม่ สำหรับกรุงเทพฯ แนวคิดดังกล่าวถูกตีความผ่านมุมมองเฉพาะตัวที่หล่อหลอมจากงานคราฟต์ พลังของสตรีทคัลเจอร์ และความคิดสร้างสรรค์อันเป็นเอกลักษณ์ของย่านทรงวาด
อีกจุดเด่นของ ไนกี้ โกลดัง คือความร่วมมือระหว่าง Nike กับศิลปินและนักออกแบบท้องถิ่น ที่มาร่วมกันตีโจทย์กีฬาฟุตบอลผ่านมุมมองด้านศิลปะในแบบของตัวเอง โดยศิลปินที่เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้รวมถึง IWANNABANGKOK©, Smile Club Thailand, O Thongchai, Teerapon Sisung และ Ladderice ที่แต่ละคนได้นำเอามุมมองที่แตกต่างในแบบของตัวเองมาเล่าเรื่องราวของฟุตบอล ผสานความเป็นไทย และงานฝีมืออันประณีตไว้อย่างลงตัว
หนึ่งในผลงานไฮไลต์ที่แสดงอยู่ภายใน ไนกี้ โกลดัง คือชุดคัสตอมที่ IWANNABANGKOK© เป็นผู้สรรค์สร้างโดยนำเอารองเท้าสตั๊ดฟุตบอลรุ่นยอดนิยมอย่าง Nike Mercurial Vapor มาทำเป็นชุดคัสตอมดีไซน์พิเศษ โดยได้ศิลปินไทยที่โด่งดังระดับโลกอย่าง LISA มาสวมใส่ในภาพยนตร์สั้น “Rip the Script” ซึ่งเป็นการโชว์ความสามารถของศิลปินไทยบนเวทีระดับโลกอย่างแท้จริง
ตลอดช่วงเวลาของกิจกรรม ไนกี้ โกลดัง ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมกิจกรรมเวิร์คช็อปเพื่อสนุกไปกับโลกของวัฒนธรรมฟุตบอลที่เผยแพร่ผ่านมุมมองด้านศิลปะของศิลปิน และนักออกแบบคนไทย นำโดยศิลปินนักออกแบบตัวอักษรชื่อดังอย่าง คุณ แม่น จิรวัฒน์ ศรีเลื่อนสร้อย มาเป็นผู้จัดกิจกรรม THAIPOGRAPHY เพื่อสร้างสรรค์งานร่วมสมัยในการตีความศิลปะตัวอักษรไทย นำเสนออัตลักษณ์ความเป็นไทยผ่านงานออกแบบกราฟิกและการเล่าเรื่องด้วยภาพ
เวิร์คช็อปจาก Ladderice ครีเอทีฟ ที่นำเอาวัฒนธรรมฟุตบอลมาผสานกับแฟชั่น และเทคนิคการพิมพ์ด้วยสไตล์การพิมพ์ที่เป็นซิกเนเจอร์อย่างเทคนิค Blueprint Cyanotype นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมเวิร์คช็อป Copper Weaving โดยคุณธีรพล สีสังข์ ที่นำเอาศิลปะการถักทอทองแดง และแรงบันดาลใจของกีฬาฟุตบอลมาถ่ายทอดเป็นผลงานที่สวยงามและร่วมสมัย โดยกิจกรรมเวิร์คช็อปเหล่านี้พร้อมให้ผู้สนใจได้เข้าร่วมเพื่อสัมผัสโลกของเกมการแข่งขันฟุตบอลที่เกิดขึ้นนอกเหนือจากสนามแข่งขัน เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ และความสร้างสรรค์จากเกมในแบบของตัวเอง
ไนกี้ โกลดัง เปิดให้ผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมระหว่างวันที่ 12 – 21 มิถุนายนนี้ ที่ ถนนทรงวาด กรุงเทพมหานครฯ
ฟอร์ด ‘Rapid Hub’ ยกระดับบริการหลังการขาย พร้อมส่งรถคืนลูกค้าได้เร็วขึ้น!
ความเชื่อมั่นในแบรนด์ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในวันที่ลูกค้าซื้อรถ แต่วัดกันที่บริการหลังการขาย ฟอร์ด ประเทศไทย จึงมุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมบริการลูกค้ามาโดยตลอด โดยหนึ่งในกลไกสำคัญคือ Rapid Hub เครือข่ายสนับสนุนเชิงรุกที่ช่วยให้ผู้จำหน่ายและทีมวิศวกรสามารถแก้ไขเคสที่ซับซ้อนได้รวดเร็วขึ้น ช่วยลดระยะเวลาที่รถจอดซ่อมหรือ VOR (Vehicle Off Road) เหลือเพียง 4 วัน[1] และส่งมอบรถกลับคืนสู่มือลูกค้าได้รวดเร็วขึ้น
Rapid Hub เปิดตัวครั้งแรกในปี 2565 ด้วยเป้าหมายสำคัญในการปรับวิธีทำงานของฟอร์ดจากการรอรับปัญหาไปสู่การเข้าดูแลลูกค้าเชิงรุกทันทีเมื่อมีการเปิดงานซ่อมในระบบ แม้แนวคิดนี้จะดูเรียบง่าย แต่ในทางปฏิบัติ ต้องอาศัยความร่วมมือและการประสานงานระหว่างหลายทีมอย่างแนบแน่น เพื่อให้ทุกขั้นตอนดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ไม่สะดุด ปัญหาความล่าช้าในการดูแลรถหลายครั้งไม่ได้เกิดจากความซับซ้อนของอาการรถเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการส่งต่อข้อมูลที่ไม่เชื่อมโยงอย่างทันท่วงที Rapid Hub จึงถูกออกแบบมาเพื่อเชื่อมทุกทีมให้เห็นสถานะของเคสพร้อมกันตั้งแต่ต้น โดยเฉพาะเคสเร่งด่วนที่ต้องการการสนับสนุนอย่างทันท่วงที
โครงการนี้ เชื่อมการทำงานของ 3 ทีมหลัก ได้แก่ ทีมลูกค้าสัมพันธ์ ทีมวิศวกรเทคนิคภาคสนาม และผู้จัดการงานขายของแต่ละเขต เข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ ทำให้การติดตามเคสมีความต่อเนื่อง ตั้งแต่ศูนย์บริการวิเคราะห์อาการรถ ช่างเทคนิคจะประสานข้อมูลกลับมายังทีมลูกค้าสัมพันธ์ในทันที ก่อนที่ทีมลูกค้าสัมพันธ์จะประเมินระยะเวลาและแจ้งลูกค้าอย่างต่อเนื่องตลอดกระบวนการ เพิ่มความมั่นใจและลดความกังวลระหว่างรอรับรถ สำหรับเคสที่ไม่สามารถส่งมอบได้ภายในหนึ่งวัน ระบบจะยกระดับเป็นเคส ‘VOR 1 วัน’ ทันที และส่งทีมวิศวกรเทคนิคภาคสนามเข้าช่วยสนับสนุนเชิงรุกโดยทันที เช่น เคสที่มีไฟเตือนบนหน้าจอไม่แนะนำให้ขับต่อ การเข้าดูแลอย่างรวดเร็วไม่เพียงช่วยป้องกันปัญหาลุกลาม แต่ยังช่วยดูแลความปลอดภัยของลูกค้าเป็นสำคัญ
Rapid Hub ได้รับการสนับสนุนจากเครือข่ายวิศวกรภาคสนามที่ผ่านการรับรองความเชี่ยวชาญระดับสูง (Master Certified) จำนวน 10 แห่งทั่วประเทศ ทั้งในกรุงเทพและจังหวัดยุทธศาสตร์สำคัญ โดยทีมวิศวกรภาคสนามต้องเดินทางถึงผู้จำหน่ายภายใน 3 ชั่วโมง เพื่อช่วยเร่งการดูแลเคสที่ซับซ้อน จนสามารถมีดัชนี ‘การซ่อมเสร็จตั้งแต่ครั้งแรก’ สูงถึง 96%1 ขณะเดียวกัน ทีมงานยังลงพื้นที่ตรวจประเมินมาตรฐานช่างและความพร้อมของเครื่องมืออย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ศูนย์บริการทุกแห่งพร้อมดูแลลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เพราะบางเคสต้องการการวิเคราะห์ขั้นสูง ฟอร์ดจึงนำเทคโนโลยีแว่นตาช่วยเหลืองานซ่อมระยะไกลมาใช้เพื่อให้ช่างเทคนิคที่ศูนย์บริการสามารถสื่อสารกับวิศวกรส่วนกลางแบบเห็นภาพหน้างานได้แบบเรียลไทม์ ช่วยเพิ่มความแม่นยำในการวิเคราะห์และลดเวลาการเดินทางในการสนับสนุน ขณะเดียวกัน หากรถยังไม่สามารถส่งมอบให้ลูกค้าได้ภายในหนึ่งวัน ฟอร์ดยังมีบริการรถสำรองเพื่อช่วยให้ลูกค้ายังคงเดินทางได้อย่างไม่สะดุด[2]
เบื้องหลัง Rapid Hub คือมาตรฐานการดูแลที่แข็งแกร่งของศูนย์บริการฟอร์ดทั่วประเทศ ด้วยช่องซ่อมรวมกว่า 1,248 ช่อง และปริมาณใบสั่งซ่อมราว 400,000 ใบต่อปี ฟอร์ดจึงให้ความสำคัญกับการบริหารทรัพยากรช่าง เทคโนโลยี และกระบวนการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรองรับการส่งมอบบริการที่รวดเร็วและมีมาตรฐานในทุกพื้นที่
Rapid Hub จึงไม่ใช่เพียงโครงการที่ทำให้งานซ่อมเร็วขึ้น แต่คือการตอกย้ำความมุ่งมั่นของฟอร์ดในการดูแลลูกค้าอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง เพราะสำหรับฟอร์ดแล้ว การให้บริการหลังการขายไม่ใช่แค่การแก้ปัญหา แต่คือการส่งมอบความมั่นใจ และทำให้ลูกค้าได้รับการดูแลเสมือนคนในครอบครัวเสมอ
# # #
[1] ข้อมูล ณ วันที่ 1 มิถุนายน 2569
[2] ขึ้นอยู่กับเคสการดูแลรักษา สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่ศูนย์บริการฟอร์ดที่เข้ารับบริการ
เลอโนโวร่วมฉลองบอลโลก 2026 “Lenovo x FIFA activation” เปิดตัวสินค้าลิมิเต็ดเอดิชัน!
เลอโนโวผู้นำเทคโนโลยีระดับโลก เปิดงานกิจกรรม “Lenovo x FIFA activation” อย่างเป็นทางการ ณ SCBX NEXT TECH ศูนย์การค้าสยามพารากอน โดยกิจกรรมครั้งนี้เลอโนโวเตรียมพร้อมสร้างประสบการณ์ใหม่ให้แก่การแข่งขันฟุตบอลระดับโลกผ่านการใช้งานเทคโนโลยีที่ผสานประสิทธิภาพของ AI และไอทีโซลูชันประสิทธิภาพสูงในแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน ความร่วมมือครั้งนี้ไม่เพียงสะท้อนศักยภาพด้านเทคโนโลยีของเลอโนโวเท่านั้น แต่ยังมุ่งยกระดับประสบการณ์การรับชม FIFA World Cup 2026TM ให้สมจริงและเต็มอิ่มยิ่งกว่าเดิม
ในงานที่จัดขึ้น ผู้ร่วมงานได้มีโอกาสทดลองผลิตภัณฑ์ Lenovo x FIFA Special Edition ที่มาพร้อมดีไซน์ เทคโนโลยีล้ำสมัย และบรรจุภัณฑ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟภายใต้ธีม FIFA World Cup 2026TM เข้ากับโลกของฟุตบอลได้อย่างลงตัว เพื่อมอบประสบการณ์การใช้งานสุดพิเศษ เอาใจทั้งแฟนฟุตบอล และผู้ที่ชื่บชอบในเทคโนโลยี โดยนอกจากนี้ ตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน – 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569 ลูกค้าที่ซื้อผลิตภัณฑ์ Lenovo x FIFA Special Edition รุ่นที่ร่วมรายการจากร้านค้าตัวแทนจำหน่ายเลอโนโวอย่างเป็นทางการกว่า 800 แห่งทั่วประเทศ จะได้รับของที่ระลึก FIFA Merch สุดพิเศษอีกด้วย
เปิดประสบการณ์แห่งอนาคตของฟุตบอล
อุ่นเครื่องเพื่อเตรียมความพร้อมกับกิจกรรม “Lenovo x FIFA activation” เพื่อมอบประสบการณ์แบบ อินเทอร์แอ็กทีฟ รูปแบบใหม่ ให้ผู้เข้าร่วมงานได้สัมผัสเทคโนโลยี AI ของเลอโนโวที่เข้ามาพลิกโฉมโลกฟุตบอล ผ่านกิจกรรมสนุก ๆ และเทคโนโลยีล้ำสมัยภายในงาน:
Future Football Technology Wall
- พบกับจอ LED ขนาดใหญ่ที่นำเสนอการทำงานของเทคโนโลยี AI จากเลอโนโว ซึ่งช่วยยกระดับการวิเคราะห์การแข่งขันและสร้างประสบการณ์ใหม่ให้แฟนฟุตบอล พร้อมพื้นที่จัดแสดงผลิตภัณฑ์ Lenovo FIFA Special Edition หลายหลายรุ่น ที่สะท้อนการผสานเทคโนโลยีกับโลกฟุตบอลได้อย่างลงตัว
ตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน – 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569 ลูกค้าที่ซื้อผลิตภัณฑ์ FIFA Special Edition รุ่นที่ร่วมรายการจากร้านค้าตัวแทนจำหน่ายของเลอโนโวอย่างเป็นทางการกว่า 800 แห่งทั่วประเทศ จะได้รับของพรีเมียมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ (จนกว่าสินค้าจะหมด) นอกจากนี้ ลูกค้ายังสามารถร่วมสัมผัสประสบการณ์และชมคอลเลกชันสุดพิเศษได้ที่ Legion Concept Store ชั้น 4 โซน Power Mall ณ ศูนย์การค้าสยามพารากอน
โซนจัดแสดงผลิตภัณฑ์ใหม่จากเลอโนโว
- ภายในงานมีการจัดแสดงผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่จากไลน์ผลิตภัณฑ์ Yoga, Legion, IdeaPad และแท็บเล็ตของเลอโนโว รวมถึงรุ่น FIFA Limited Edition ที่พร้อมให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด
Pitch Mirror Selfie Zone
- โซนถ่ายภาพที่จำลองบรรยากาศสนามฟุตบอล พร้อมกระจกเซลฟีและข้อความสร้างแรงบันดาลใจ ให้ผู้เข้าชมได้เก็บภาพโมเมนต์สุดประทับใจแบบสไตล์ของตัวเอง
“Elite’s gone football” Product Experience Zone
- พบกับสแตนดี้เท่าขนาดจริงหลากหลายรูปแบบสำหรับถ่ายภาพ พร้อมพื้นที่ทดลองใช้งานผลิตภัณฑ์ Lenovo FIFA Special Edition ทั้งแล็ปท็อปและแท็บเล็ต ให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสประสิทธิภาพการทำงานและความบันเทิงได้อย่างเต็มอิ่มด้วยตนเอง
AI Smart Camera
- โซน Photo Booth ที่นำเทคโนโลยี AI มาสร้างประสบการณ์ถ่ายภาพแบบอินเทอร์แอ็กทีฟ มีทั้งเฟรม และเอฟเฟกต์ธีม FIFA ให้เลือกหลากหลาย ผู้เข้าชมยังสามารถสัมผัสเทคโนโลยี “Digital Avatars” ที่เปิดตัวสำหรับ FIFA World Cup 2026 ด้วยการสร้างอวตารเสมือนของตัวเองผ่านกระจกอินเทอร์แอ็กทีฟ พร้อมรับภาพกลับบ้านเป็นที่ระลึกจากงานอีกด้วย

อิเกีย เพิ่มความสนุกให้กับเฟอร์นิเจอร์กับ IKEA PS 2026
อิเกีย ประเทศไทย เปิดตัวคอลเล็กชั่น IKEA PS 2026/อิเกีย พีเอส 2026 คอลเล็กชั่นใหม่ที่มาพร้อมสีสันและการดีไซน์ที่สนุกสนาน พร้อมด้วยฟังก์ชั่นการใช้งานที่เต็มประสิทธิภาพ โดยภายในงาน ยังได้กูรูนักแต่งบ้านอย่าง ป๊ง-นันท์มนัส กองแก้ว เจ้าของช่อง homebies และกลุ่มแต่งบ้าน mid century modern ในเฟซบุ๊ก มาร่วมแบ่งปันมุมมองในการแต่งบ้านให้สะท้อนตัวตนและไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่อีกด้วย โดยสินค้าจากคอลเล็กชั่น IKEA PS 2026/อิเกีย พีเอส 2026 จะเริ่มทยอยวางจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 4 มิถุนายน 2569 และช่องทางออนไลน์ IKEA.co.th ตั้งแต่วันที่ 9 มิถุนายน 2569 เวลา 9.00 น. เป็นต้นไป
คอลเล็กชั่น IKEA PS 2026/อิเกีย พีเอส 2026 ประกอบไปด้วยเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้านมากกว่า 40 ชิ้น จากผลงานของดีไซเนอร์ 12 คน ที่ร่วมกันตีความความเรียบง่ายแบบสแกนดิเนเวียให้สนุกและมีชีวิตชีวามากขึ้น ผ่านดีไซน์ที่ไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อมอง แต่ยังชวนให้ผู้คนได้สัมผัส ทดลอง และค้นพบลูกเล่นต่าง ๆ ด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่สามารถโยก พับ ปรับ หรือเปลี่ยนรูปแบบการใช้งานได้ รวมถึงรายละเอียดเล็ก ๆ ที่ซ่อนความขี้เล่นไว้ในทุกมุม ขณะเดียวกัน หลายชิ้นยังถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์การใช้ชีวิตในพื้นที่จำกัด ด้วยฟังก์ชั่นที่ยืดหยุ่นและใช้งานได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่สามารถพับเก็บหรือปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้งานได้ เพื่อช่วยให้ทุกพื้นที่ในบ้านใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยสินค้าไฮไลต์ของคอลเล็กชั่นนี้ ได้แก่
- เก้าอี้พักผ่อน IKEA PS 2026/อิเกีย พีเอส 2026 แบบเป่าลมที่มาพร้อมที่สูบลมแบบเท้าเหยียบ ที่มาพร้อมแนวคิด “A chair that blows” ราคา 3,990 บาท
- เก้าอี้ม้านั่ง IKEA PS 2026/อิเกีย พีเอส 2026 ที่สามารถโยกเบาๆ ไปทางซ้ายและขวาได้ ย้อนวัยกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง กับแนวคิด “A bench that rocks” ราคา 5,690 บาท
- โคมตั้งพื้นแบบอัพไลท์ IKEA PS 2026/อิเกีย พีเอส 2026 ที่สามารถหมุนปรับการใช้งานได้ 3 รูปแบบ ที่มาพร้อมแนวคิด “A lamp that bends” ราคา 1,290 บาท
- รถเข็น IKEA PS 2026/อิเกีย พีเอส 2026 ที่มาพร้อมชั้นวางของทรงกลมแบบมีล้อเลื่อน ภายใต้แนวคิด “Storage that rolls” ราคา 1,590 บาท
คณิศร์ อุนจะนำ ผู้จัดการฝ่ายการตลาดและประชาสัมพันธ์ อิเกีย ประเทศไทย กล่าวว่า “คอลเล็กชั่น IKEA PS/อิเกีย พีเอส เปิดตัวครั้งแรกในปี 1995 และถือเป็นหนึ่งในคอลเล็กชั่นที่สะท้อนแนวคิด Democratic Design ของอิเกียได้ชัดเจนที่สุด ผ่านการออกแบบที่คำนึงถึงองค์ประกอบสำคัญทั้ง 5 ด้าน ได้แก่ รูปทรง (form) การใช้งาน (function) คุณภาพ (quality) ราคาที่เหมาะสม (low price) และความยั่งยืน (sustainability) โดยตลอด 30 ปีที่ผ่านมา IKEA PS/อิเกีย พีเอส ยังเป็นพื้นที่แห่งการทดลองไอเดียใหม่ ๆ ของอิเกีย ที่เปิดโอกาสให้นักออกแบบได้ผลักขอบเขตของงานดีไซน์สแกนดิเนเวียให้สนุกและสร้างสรรค์ยิ่งขึ้น สำหรับ IKEA PS 2026/อิเกีย พีเอส 2026 ซึ่งเป็นอิดิชั่นที่ 10 กลับมาภายใต้แนวคิด ‘เล่นสนุกทุกฟังก์ชั่น (Playful Functionality)’ ที่ผสานความเรียบง่ายเข้ากับลูกเล่นที่ชวนให้ผู้คนอยากสัมผัส ทดลอง และมีปฏิสัมพันธ์กับเฟอร์นิเจอร์มากขึ้น เพื่อเติมความสนุกให้การใช้ชีวิตในทุกวัน พร้อมเปิดโอกาสให้ทุกคนแสดงตัวตนผ่านการแต่งบ้านได้อย่างเต็มที่”
ภายในงานเปิดตัวคอลเล็กชั่น IKEA PS 2026/อิเกีย พีเอส 2026 ป๊ง-นันท์มนัส กองแก้ว กูรูนักแต่งบ้าน เจ้าของช่อง homebies และกลุ่มแต่งบ้าน mid century modern ในเฟซบุ๊ก ยังได้มาร่วมพูดคุยแบ่งปันประสบการณ์การแต่งบ้านที่สะท้อนตัวตนและไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ ภายใต้หัวข้อ “Where Personal Style Meets Functionality”
ผู้ที่สนใจ สามารถเลือกซื้อสินค้าจากคอลเล็กชั่น IKEA PS 2026/อิเกีย พีเอส 2026 ได้ที่สโตร์ของอิเกียโดยสินค้าจะเริ่มทยอยวางจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 4 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป
#IKEAPS2026 #IKEAThailand
ถึงไทยแล้ว The new S-Class คาราวานวิ่งรอบโลก “140 Years. 140 Places.” แคมเปญแห่งปี!
เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย จัดงานเฉลิมฉลอง 140 ปี แห่งนวัตกรรมยานยนต์ (140 Years of Innovation) ภายใต้แคมเปญ “140 Years. 140 Places.” รับการมาเยือนของคาราวาน
ระดับโลก นำโดย The new S-Class รถยนต์ระดับแฟล็กชิปของแบรนด์ที่เดินทางมาจัดแสดงในประเทศไทยเป็นครั้งแรก หลังการเปิดตัวแบบ World Premiere เมื่อต้นปีที่ผ่านมา พร้อมเปิดโอกาสให้คนไทยได้เป็นเจ้าของ The new Mercedes-Maybach S-Class ที่มีให้เลือกทั้งแบบ MANUFAKTUR package และรุ่นพิเศษอย่าง Mercedes-Maybach S 580 e Night Series ที่วางจำหน่ายในราคา 14,000,000 บาท แบบจำนวนจำกัดเพียง 16 คัน ในประเทศไทย เพื่อฉลองความสำเร็จในการขยายเครือข่ายตัวแทนจำหน่ายเมอร์เซเดส-มายบัค อย่างเป็นทางการ ทั้ง 10 แห่ง รวมถึงการยกระดับความสะดวกสบายของลูกค้าแบรนด์เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี ให้สามารถเข้ารับบริการได้ที่ตัวแทนจำหน่ายและศูนย์บริการฯ ทุกสาขาทั่วประเทศ ซึ่งสอดคล้องไปกับกระแสการเติบโตอย่างต่อเนื่องของรถยนต์ในเซกเมนต์ Top-End Luxury และรถยนต์สมรรถนะสูงในประเทศไทย
ภายในงาน เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ได้เนรมิต Community Space ของคนรักรถอย่าง “DAS HAUS BKK” ให้กลายเป็นพื้นที่เฉลิมฉลองหมุดหมายครั้งสำคัญของโลกแห่งยานยนต์ โดยมีการจัดแสดงรถยนต์ในกลุ่ม Mercedes-Benz Classic Car หลากหลายรุ่น สะท้อนถึงภาพลักษณ์ของแบรนด์ที่เปี่ยมด้วยคุณค่าทางมรดกและประวัติศาสตร์อันยาวนาน พร้อมเชื่อมโยงเรื่องราวแห่งความสำเร็จในอดีตสู่ยุคปัจจุบันด้วยการจัดแสดง The new S-Class ที่ทีมงานชาวเยอรมันเดินทางขับขี่ข้ามทวีปมาจนถึงกรุงเทพฯ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานได้สัมผัสประสบการณ์ระดับโลกและเป็นส่วนหนึ่งของ Mercedes-Benz Club ที่ประกอบไปด้วยสมาชิกและแฟนๆ ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ จากทั่วทุกมุมโลก
คริสเตียน เชลล์ ประธานบริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา เราได้มีการสื่อสารอย่างต่อเนื่องว่าในปีนี้เป็นปีแห่งการเฉลิมฉลองประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญของทั้งเมอร์เซเดส-เบนซ์ และผู้คนที่หลงใหลในยนตรกรรม เนื่องในโอกาสครบรอบ 140 ปี แห่งนวัตกรรมยานยนต์ (140 Years of Innovation) นับตั้งแต่คาร์ล เบนซ์ (Carl Benz) จดสิทธิบัตรในการสร้างรถยนต์คันแรกของโลกเมื่อปี ค.ศ. 1886ซึ่งนับเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เกิดวิวัฒนาการของการเดินทางมาจนถึงปัจจุบัน โดยตลอดช่วงศตวรรษที่ผ่านมา เมอร์เซเดส-เบนซ์ มีบทบาทในฐานะผู้บุกเบิกนวัตกรรมยานยนต์ ทั้งในด้านเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยและระบบความปลอดภัยที่ถูกประยุกต์ใช้ในรถยนต์ของทุกยุคสมัย ไปจนถึงการพัฒนาสมรรถนะการขับขี่และความสะดวกสบายที่เหนือชั้น และเมอร์เซเดส-เบนซ์ ยังคงมุ่งมั่นพัฒนารถยนต์อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลก
โดยหนึ่งในแคมเปญเฉลิมฉลองที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเมอร์เซเดส-เบนซ์ คือกิจกรรม “140 Years. 140 Places.” การเดินทางในรูปแบบคาราวานข้ามทวีป พร้อมการเผยโฉม The new S-Class ที่จะนำขบวนไปพบเจอกับผู้ที่หลงใหลในแบรนด์เมอร์เซเดส-เบนซ์ จากทั่วทุกมุมโลก โดยเดินทางขับขี่ด้วยระยะทางรวมกว่า 50,000 กิโลเมตร ผ่าน 6 ทวีปทั่วโลก เริ่มต้นที่ Mercedes-Benz Museum ในเมือง Stuttgart ประเทศเยอรมนี ไปยังมีจุดหมายที่เป็นแลนด์มาร์กสำคัญกว่า 140 แห่ง เพื่อเปิดโอกาสให้สมาชิกของ Mercedes-Benz Club และแฟนๆ ทุกคน ได้มีปฏิสัมพันธ์ร่วมกับแบรนด์อย่างใกล้ชิด รวมถึงการจัดกิจกรรม Meet & Greets และการโชว์เคสสุดพิเศษที่แตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ และสำหรับประเทศไทย เราได้รับเลือกเป็นจุดหมายสำคัญของการเดินทางในครั้งนี้ ซึ่งคาราวาน The new S-Class ได้เดินทางเข้าสู่ประเทศไทยทางจังหวัดอุบลราชธานี ผ่านพื้นที่เขาใหญ่ และเดินทางมาถึงกรุงเทพฯ โดยมีกำหนดการที่จะมุ่งหน้าสู่หัวหินและหาดใหญ่ ก่อนจะไปยังจุดหมายถัดไปที่ประเทศมาเลเซีย”
นอกจากการเฉลิมฉลอง 140 ปี แห่งนวัตกรรมยานยนต์ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ได้เดินหน้าตอกย้ำความเป็นผู้นำของรถยนต์ในเซกเมนต์ Top-End Luxury ด้วยการประกาศขยายเครือข่ายตัวแทนจำหน่ายและศูนย์บริการเมอร์เซเดส-มายบัค อย่างเป็นทางการ เพิ่มขึ้นอีก 7 แห่ง รวมเป็น 10 แห่ง ที่พร้อมเปิดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบแล้ววันนี้
โดยจากความสำเร็จในครั้งนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้เปิดโอกาสให้ลูกค้าชาวไทยเป็นเจ้าของสุดยอดยนตรกรรม The new Mercedes-Maybach S-Class รุ่นปรับโฉม ที่เพิ่งเปิดตัวสู่ตลาดโลกเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยมาพร้อมโปรแกรมการตกแต่งรถยนต์แบบ MANUFAKTUR package ที่ลูกค้าสามารถเลือกออกแบบรถยนต์ในแบบฉบับของตัวเองโดยไม่จำกัดรูปแบบที่ตายตัว ตั้งแต่การใช้โทนสีที่เป็นเอกลักษณ์ การเลือกใช้วัสดุขั้นสูง และการตกแต่งด้วยงานแฮนด์เมดรอบคัน
อีกหนึ่งเซอร์ไพรส์สำคัญ คือการเปิดจำหน่าย Mercedes-Maybach S 580 e Night Series ในราคา 14,000,000 บาท แบบจำนวนจำกัดเพียง 16 คัน ในประเทศไทย โดยในรุ่น Night Series จะโดดเด่นด้วยชุดแต่งที่ประกอบไปด้วยชิ้นส่วนโครเมียมแบบ Dark Chrome และพื้นผิวตัวถังที่มีความเงางามระยิบระยับเปรียบเสมือนเพชรที่ได้รับการเจียระไนอย่างประณีต รวมถึงการตกแต่งภายในห้องโดยสารที่ยกระดับความหรูหราขึ้นไปอีกขั้น มาพร้อมสีตัวถังที่ให้เลือกหลากหลายรูปแบบ ทั้งในโทนสีเทา สีดำ และสีขาว จนไปถึงสีทูโทนสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่ผสานคู่สีระหว่างสีดำ Onyx Black และสีเงิน Mojave Silver ได้อย่างลงตัว
ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อได้ที่ตัวแทนจำหน่าย Mercedes-Maybach อย่างเป็นทางการ ทั้ง 10 แห่ง
- บริษัท แอทต้า ออโต้เฮ้าส์ จำกัด (ATTA Autohaus)
- บริษัท เบนซ์ บีเคเค กรุ๊ป จำกัด (Benz BKK Group)
- บริษัท เบนซ์ บีเคเค วิภาวดี จำกัด (Benz BKK Vipawadee)
- บริษัท เบนซ์ พระราม 3 จำกัด (Benz Praram 3)
- บริษัท เบนซ์ ราชครู จำกัด (Benz Rajchakru)
- บริษัท ทองหล่อ-รามอินทรา จำกัด (Benz Thonglor)
- บริษัท ไพรม์มัส ออโต้เฮาส์ จำกัด (Primus Autohaus)
- บริษัท สวนหลวง ออโต้เฮ้าส์ จำกัด (Suanluang Autohaus)
- บริษัท ธนบุรีพานิช จำกัด (Thonburi Phanich)
- บริษัท ทีทีซี มอเตอร์ จำกัด (TTC Motor)








