พระราม 3 กรุ๊ป ฮอนด้า เปิดทดลองขับ Honda e:N2 รถไฟฟ้า 100% จากญี่ปุ่น

Honda e รถเอสยูวีไฟฟ้า 100% ราคา 1,429,000 บาท เตรียมเปิดให้ผู้สนใจทดลองขับในกิจกรรม Honda e Media Test Drive ระหว่างวันที่ 24–25 ตุลาคม 2569 ณ Siam Charoen Nakhon Café โดยพระราม 3 กรุ๊ป ฮอนด้า จัดสถานีทดสอบ 4 รูปแบบ เพื่อให้สัมผัสทั้งอัตราเร่ง การควบคุม ช่วงล่าง และความเงียบภายในห้องโดยสาร

Honda e ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงสุด 204 แรงม้า แรงบิด 310 นิวตัน-เมตร รองรับระยะทางวิ่งสูงสุด 530 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง ตามมาตรฐาน NEDC พัฒนาบนแพลตฟอร์มขับเคลื่อนล้อหน้า e Architecture F โดยเน้นการตอบสนองที่คล่องตัวและควบคุมง่าย

4 สถานีทดสอบ สัมผัสสมรรถนะรอบด้าน กิจกรรมครั้งนี้แบ่งการทดสอบออกเป็น 4 สถานี ได้แก่

  • Acceleration Test ทดสอบอัตราเร่งและการตอบสนองของมอเตอร์ไฟฟ้า
  • Handling & Lane Change สัมผัสการควบคุม การทรงตัว และความคล่องตัวในการเปลี่ยนเลน
  • Suspension Test ทดสอบการทำงานของช่วงล่างและการซับแรงสะเทือนบนพื้นผิวถนนที่แตกต่างกัน
  • Noise & Comfort Test สัมผัสความเงียบและความสบายภายในห้องโดยสาร

ดีไซน์ Fastback พร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวก

ตัวรถมาในสไตล์สปอร์ตเอสยูวีท้ายลาดแบบ Fastback พร้อมห้องโดยสารกว้างขวาง และอุปกรณ์ที่ติดตั้งเป็นครั้งแรกในรถยนต์ฮอนด้าที่จำหน่ายในประเทศไทย เช่น กระจกหลังแบบ Privacy Glass กระจกหน้าต่างคู่หน้าและคู่หลังแบบกันเสียง ระบบกระจายกลิ่นหอม Aroma Diffuser กระจกมองหลังแบบกล้องพร้อมระบบปรับลดแสงอัตโนมัติ และถุงลมกลางด้านหน้า

ด้านความปลอดภัยมี Honda SENSING จำนวน 6 ฟังก์ชัน พร้อมระบบเตือนมุมอับสายตา BSI ระบบเตือนรถเคลื่อนผ่านขณะถอย CTM กล้องมองภาพรอบทิศทาง MVCS และเซนเซอร์กะระยะด้านหน้าและด้านหลังอย่างละ 4 จุด

ข้อเสนอพิเศษสำหรับลูกค้าที่จองภายในเดือนตุลาคม

ผู้ที่จอง Honda e ระหว่างวันที่ 1–31 ตุลาคม 2569 และรับรถภายในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2569 รับข้อเสนอพิเศษ ได้แก่ ดอกเบี้ย 0% ประกันภัยชั้น 1 ปีแรก Honda Ultimate Care โฮมชาร์จเจอร์พร้อมบริการติดตั้ง และส่วนลดเงินสด 200,000 บาท โดยเป็นไปตามเงื่อนไขที่บริษัทกำหนด

ผู้สนใจสามารถทดลองขับ Honda e ได้ในวันที่ 24–25 ตุลาคม 2569 ณ Siam Charoen Nakhon Café หรือนัดหมายทดลองขับได้ที่ศูนย์บริการพระราม 3 กรุ๊ป ฮอนด้า ทั้ง 6 สาขา ได้แก่ ดาวคะนอง, พระประแดง, สาธุประดิษฐ์, บางคอแหลม, หัวลำโพง และสำโรง สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง facebook.com/rama3sathupradit


smart บุกตลาดรถ EV ไทย 3 รุ่น ราคาเริ่ม 1.449 ล้านบาท เปิดโชว์รูมแรกที่สาทร พ.ย. นี้

smart แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าที่มี Mercedes-Benz ร่วมพัฒนาด้านการออกแบบ เข้ามาทำตลาดในไทยอย่างเป็นทางการแล้ว โดยกลุ่มธนบุรีรับหน้าที่นำเข้าและจัดจำหน่าย พร้อมเปิดตัวรถ 3 รุ่น ได้แก่ smart #1, smart #3 และ smart #5 ราคาเริ่มต้น 1.449 ล้านบาท

ราคาจำหน่ายทั้ง 3 รุ่น เป็นรุ่น Premium ทั้งหมด ได้แก่

  • smart #1 เอสยูวีไฟฟ้าขนาดคอมแพ็กต์ ราคา 1,449,000 บาท
  • smart #3 เอสยูวีไฟฟ้าทรงสปอร์ตคูเป้ ราคา 1,549,000 บาท
  • smart #5 เอสยูวีไฟฟ้าขนาดกลาง ราคา 1,749,000 บาท

รถทั้งสามรุ่นออกแบบโดยทีม Mercedes-Benz Global Design โดย smart วางแนวทางการพัฒนารถให้ผสมผสานงานออกแบบ เทคโนโลยี และความปลอดภัยเข้าด้วยกัน ภายใต้แนวคิดของแบรนด์ที่ให้ความสำคัญกับรายละเอียด ความปลอดภัย และประสบการณ์ขับขี่

เตรียมเปิดโชว์รูมสาทร ก่อนขยายจุดขายอีก 10 แห่ง

การเข้ามาทำตลาดครั้งนี้ กลุ่มธนบุรีดำเนินงานผ่านบริษัท ธนบุรีสตาร์ดัส จำกัด โดยเตรียมเปิดโชว์รูม smart แห่งแรกบนถนนสาทรภายในเดือนพฤศจิกายน 2569 เพื่อรองรับการจำหน่ายและบริการหลังการขาย

จากนั้นในเดือนธันวาคม มีแผนเพิ่มจุดจำหน่ายแบบ Shop-in-Shop ภายในโชว์รูม Mercedes-Benz จำนวน 10 แห่ง ทั้งในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และต่างจังหวัด ได้แก่

  • smart แอทต้า ราชพฤกษ์
  • smart บีเคเค บางนา
  • smart สวนหลวง ศรีนครินทร์
  • smart เค้งหงษ์ทอง แจ้งวัฒนะ
  • smart ไพรม์มัส ประดิษฐมนูธรรม
  • smart ทองหล่อ รามอินทรา
  • smart ทีทีซี พัฒนาการ
  • smart ออโตโพลิส ขอนแก่น
  • smart เจริญมอเตอร์ เชียงใหม่
  • smart ทีทีซี อุบลราชธานี

กลุ่มธนบุรีมีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยกว่า 85 ปี และจะใช้เครือข่ายผู้จำหน่าย Mercedes-Benz ที่มีอยู่มารองรับการขายและบริการรถยนต์ smart ในไทย

เพิ่มทางเลือกในตลาด EV พรีเมียม

smart ระบุว่าการเข้ามาในไทยเป็นส่วนหนึ่งของแผนขยายตลาดภายใต้แนวคิด “Year of Opening New Frontiers” ปัจจุบันแบรนด์ทำตลาดอยู่ในกว่า 40 ประเทศทั่วโลก โดยประเทศไทยเป็นอีกหนึ่งตลาดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่แบรนด์ต้องการขยายธุรกิจ

ผู้สนใจสามารถชมรถได้ที่บูธ smart หมายเลข B01 ในงานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 43 ส่วนโชว์รูมบนถนนสาทรมีกำหนดเปิดภายในเดือนพฤศจิกายนนี้ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ th.smart.com


K-LIVE FESTIVAL BAND:AGE IN BANGKOK เมื่อดนตรีเกาหลีและไทยมาเจอกันบนเวทีเดียว

รวมภาพบรรยากาศ K-LIVE FESTIVAL BAND:AGE IN BANGKOK เทศกาลดนตรีที่พาศิลปินเกาหลีและไทยมาเล่นสดร่วมกัน ณ UOB Live กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 17 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยบัตรขายหมดภายในวันเดียวหลังเปิดจำหน่ายเมื่อวันที่ 11 กันยายน

ภายใต้คอนเซปต์ “Now Is the Age of Bands (BAND + AGE)” งานนี้มีทั้งดนตรีอัลเทอร์เนทีฟร็อก โมเดิร์นร็อก และอินดี้ร็อก จากศิลปินที่มีสไตล์แตกต่างกัน ตั้งแต่ EVAN และ ONEWE ไปจนถึง HYUKOH ที่นำเสนอซาวด์อันเป็นเอกลักษณ์ ขณะที่ Minsu ถ่ายทอดบทเพลงอินดี้ในแบบของตัวเอง ส่วน PAPER PLANES ตัวแทนจากไทย เติมความหนักแน่นด้วยดนตรีร็อก พร้อม DJ JINWOOK และ DJ MAKTOOP ที่ช่วยเพิ่มจังหวะความสนุกให้กับงาน

นอกเหนือจากคอนเสิร์ต แฟนเพลงยังได้ร่วมกิจกรรมก่อนเข้าชมการแสดง ทั้ง “PEEL IT OFF” ที่ให้ลอกสติกเกอร์เพื่อค้นพบภาพและรายชื่อศิลปิน และ “TURN IT UP” ซึ่งเปิดให้ตกแต่งแท่งไฟ ป้ายเชียร์ และพวงกุญแจตามสไตล์ตัวเอง รวมถึงมุมถ่ายภาพ Photo Wall และกิจกรรมถ่ายภาพร่วมกับศิลปินสำหรับผู้โชคดี

Korea Season 2026 แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมผ่านเสียงดนตรี

เทศกาลนี้เป็นส่วนหนึ่งของ Korea Season 2026 โครงการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมที่ได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยวแห่งสาธารณรัฐเกาหลี ร่วมกับมูลนิธิแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมนานาชาติเกาหลี (KOFICE) และศูนย์วัฒนธรรมเกาหลีประจำประเทศไทย

ก่อนหน้านี้ โครงการได้จัดการแสดงบัลเลต์ต้นฉบับจากเกาหลีเรื่อง GAT เมื่อเดือนพฤษภาคม และยังมีกิจกรรมต่อเนื่องในช่วงปลายปี โดยผู้สนใจสามารถเข้าชมนิทรรศการ <A Landscape Carried by Wishes> ณ ห้องอเนกประสงค์ของศูนย์วัฒนธรรมเกาหลีประจำประเทศไทย ซึ่งมีกำหนดเริ่มจัดแสดงตั้งแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน 2569 เป็นต้นไป


Firefly Comfort Plus ราคา 799,000 บาท เพิ่มออปชันพรีเมียม พร้อมเปิดโชว์รูมใหม่ที่เซ็นทรัลเวิลด์

Firefly เพิ่มทางเลือกให้คนเมืองที่มองหารถยนต์ไฟฟ้าขนาดกะทัดรัด ด้วย Comfort Plus รุ่นใหม่ที่เพิ่มกำลังเป็น 161 แรงม้า พร้อมเบาะคู่หน้าปรับอุณหภูมิ พวงมาลัยอุ่น และระบบชาร์จไร้สาย 50W ขณะที่รุ่น Comfort ปรับราคาพิเศษเหลือ 759,000 บาท พร้อมเปิดแฟล็กชิปโชว์รูมแห่งแรกของโลกที่เซ็นทรัลเวิลด์

Firefly แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าจาก NIO เพิ่มทางเลือกให้ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในไทยด้วย Firefly Comfort Plus ราคา 799,000 บาท รุ่นย่อยใหม่ที่ต่อยอดจาก Comfort ด้วยสมรรถนะและอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่เพิ่มขึ้น ส่วนรุ่น Comfort มีราคาพิเศษ 759,000 บาท จากราคาปกติ 799,000 บาท

อีกหนึ่งความเคลื่อนไหวคือการเปิด Firefly Flagship Showroom บนชั้น 5 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ พื้นที่กว่า 350 ตารางเมตร ซึ่งออกแบบให้เป็นมากกว่าโชว์รูมรถยนต์ มีทั้งพื้นที่จัดแสดงรถ จุดให้คำปรึกษาและจองทดลองขับ คาเฟ่ พื้นที่จัดกิจกรรม และโซนไลฟ์สไตล์ รวมถึงผลงานสร้างสรรค์จาก เต๊นท์ คัจฉกุล แก้วเกต ศิลปินและนักวาดภาพประกอบที่มาร่วมเติมสีสันให้กับพื้นที่

Firefly Comfort Plus เพิ่มกำลังและออปชันที่น่าสนใจ

จุดต่างสำคัญของ Firefly Comfort Plus อยู่ที่สมรรถนะและอุปกรณ์ภายในห้องโดยสาร โดยเพิ่มกำลังสูงสุดเป็น 161 แรงม้า แรงบิด 204 นิวตันเมตร จากรุ่น Comfort ที่มีกำลัง 143 แรงม้า แรงบิด 200 นิวตันเมตร

อุปกรณ์ที่เพิ่มเข้ามามีทั้งเบาะนั่งคู่หน้าปรับอุณหภูมิได้ทั้งร้อนและเย็น พวงมาลัยพร้อมระบบอุ่น กระจกมองข้างพับไฟฟ้า กระจกมองหลังแบบไร้กรอบ และแท่นชาร์จโทรศัพท์ไร้สายกำลังสูงสุด 50W นอกจากนี้ยังมีช่อง USB-C สำหรับผู้โดยสารแถวที่สอง ระบบกระจายกลิ่นหอมภายในห้องโดยสาร ล้อดีไซน์ใหม่ และสีตัวถังใหม่ “ชาไทย”

ทั้งสองรุ่นใช้แบตเตอรี่ LFP ความจุ 42.1 kWh ขับเคลื่อนล้อหลังด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า โดยรุ่น Comfort ระบุระยะทางวิ่งสูงสุด 400 กิโลเมตรต่อการชาร์จตามมาตรฐาน NEDC รองรับการชาร์จ AC สูงสุด 7 kW และ DC สูงสุด 100 kW รวมถึงระบบสลับแบตเตอรี่ของ NIO สำหรับรุ่น Comfort ยังได้รับอุปกรณ์ฝาท้ายไฟฟ้าเพิ่มเติม ขณะที่ Comfort Plus มาพร้อมระบบตรวจวัดแรงดันลมยางแบบ TPMS Direct ส่วนรุ่น Comfort ใช้ระบบ iTPMS แบบ Indirect

โชว์รูมใหม่ที่มากกว่าพื้นที่จัดแสดงรถ

Firefly Flagship Showroom ตั้งอยู่ที่ชั้น 5 โซน Central Court ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 10.00–22.00 น. ภายใต้แนวคิดที่ต้องการให้ผู้เข้าชมได้ทำความรู้จักแบรนด์ผ่านประสบการณ์ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการชมรถ รับคำแนะนำ ทดลองขับ หรือนั่งพักผ่อนภายในคาเฟ่

พื้นที่แห่งนี้ยังเตรียมรองรับกิจกรรมและความร่วมมือกับพันธมิตร เพื่อเชื่อมโยงแบรนด์เข้ากับไลฟ์สไตล์ของคนเมืองมากขึ้น นอกจากนี้ ลูกค้า Firefly ยังมีสิทธิ์ใช้ที่จอดรถพิเศษ centralwOrld Privilege Parking จำนวน 6 ช่อง บริเวณชั้น P3 ของอาคารจอดรถ

โปรโมชันเปิดตัวถึง 15 พฤศจิกายน 2569

สำหรับผู้ที่จองรถระหว่างวันที่ 19 ตุลาคม–15 พฤศจิกายน 2569 รุ่น Comfort รับสิทธิประโยชน์รวมมูลค่าสูงสุด 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย 0.99% นาน 4 ปี ส่วนรุ่น Comfort Plus รับดอกเบี้ย 1.98% นาน 4 ปี พร้อมบัตรของขวัญ Central มูลค่า 10,000 บาท สำหรับ 30 คันแรก

ทั้งสองรุ่นยังได้รับประกันภัยชั้นหนึ่งปีแรก เครื่องชาร์จพกพา 3.5 kW, e-Sim พร้อมอินเทอร์เน็ต 3 ปี บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมงนาน 8 ปี รับประกันแบตเตอรี่แรงดันสูง 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร และรับประกันคุณภาพรถยนต์ 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร โดยสิทธิประโยชน์เป็นไปตามเงื่อนไขของบริษัท

สำหรับลูกค้า Firefly ปัจจุบัน ยังมีสิทธิพิเศษรับประกันภัยชั้นหนึ่งเพิ่มอีก 1 ปี พร้อมติดตั้งฝาท้ายไฟฟ้า ภายใต้เงื่อนไขที่บริษัทกำหนด ผู้สนใจสามารถแวะชม Firefly Comfort และ Comfort Plus ได้ที่โชว์รูมชั้น 5 เซ็นทรัลเวิลด์ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมผ่าน LINE Official Account: @firefly.thailand


มาสด้าเปิดโชว์รูมใหม่ สาทร-พระราม 3 ลงทุน 200 ล้าน พร้อมศูนย์บริการขนาดใหญ่

ใครใช้รถมาสด้าและอยู่แถวสาทร สีลม หรือพระราม 3 มีตัวเลือกเข้าศูนย์บริการเพิ่มแล้ว กับ มาสด้า สาทร-พระราม 3 โชว์รูมและศูนย์บริการแห่งใหม่จากความร่วมมือระหว่างมาสด้าและพระราม 7 กรุ๊ป บนถนนนราธิวาสราชนครินทร์ ใกล้เซ็นทรัล พระราม 3 และ King Square

ที่นี่ใช้งบลงทุนกว่า 200 ล้านบาท บนพื้นที่ 12,000 ตารางเมตร รองรับทั้งการซื้อรถและบริการหลังการขาย โดยรับรถเข้าบริการได้สูงสุด 1,400 คันต่อเดือน เปิดให้บริการทุกวันตลอด 7 วันต่อสัปดาห์ เหมาะกับคนที่ต้องการความยืดหยุ่นในการนำรถเข้าศูนย์


อีกจุดที่น่าสนใจคือพื้นที่รับรองลูกค้าที่ออกแบบให้กว้างขวางและนั่งพักได้สบาย มีทั้งมุมเครื่องดื่มและอาหารว่าง Wi-Fi พื้นที่ทำงาน พื้นที่สำหรับครอบครัว และจุดชาร์จอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ใครต้องรอรถก็ยังสามารถนั่งทำงานหรือพักผ่อนได้ระหว่างนั้น

แนวทางการดูแลยังคงยึดสไตล์ญี่ปุ่นตามแนวคิด Omotenashi ที่ใส่ใจในรายละเอียด ควบคู่กับ Human-centric Philosophy ซึ่งให้ความสำคัญกับความต้องการของลูกค้า ตั้งแต่การเลือกซื้อรถไปจนถึงการดูแลหลังการขาย

สำหรับพระราม 7 กรุ๊ป นี่เป็นอีกก้าวของการต่อยอดความร่วมมือกับมาสด้าที่เริ่มมาตั้งแต่ปี 2553 โดยมุ่งให้โชว์รูมเป็นมากกว่าสถานที่ซื้อรถหรือซ่อมบำรุง แต่เป็นพื้นที่ที่ลูกค้าได้รับความสะดวกสบายและรู้สึกถึงการต้อนรับอย่างจริงใจ

การเปิดสาขาใหม่ครั้งนี้จึงช่วยเพิ่มความสะดวกให้ลูกค้าในย่านธุรกิจกรุงเทพฯ ทั้งสาทร สีลม พระราม 3 พระราม 4 เจริญนคร และฝั่งธนบุรี พร้อมสะท้อนแนวคิด “Joy Drives Lives” ของมาสด้า ที่มองว่าความสุขจากการใช้รถไม่ได้มีแค่ตอนขับ แต่รวมถึงความสบายใจในทุกครั้งที่นำรถเข้ารับบริการด้วย


All-New Mitsubishi Pajero ราคาเริ่มต้น 1.499 ล้านบาท SUV 7 ที่นั่ง ดีไซน์หรูขึ้น พร้อมลุยทุกเส้นทาง

All-New Mitsubishi Pajero เปิดราคาในไทย 3 รุ่นย่อย ตั้งแต่ GLS 2WD ราคา 1,499,000 บาท, GSR 2WD ราคา 1,699,000 บาท และ Super Exceed 4WD ราคา 1,999,000 บาท พร้อมโปรโมชันพิเศษสำหรับผู้จองและรับรถถึง 31 ธันวาคม 2569

Pajero ใหม่ยังคงจุดเด่นของ SUV สายลุย แต่เพิ่มความพรีเมียมทั้งดีไซน์และห้องโดยสาร เหมาะกับการใช้งานในเมืองและพาครอบครัวออกเดินทางในวันหยุด

ดีไซน์ใหม่ หรูและแข็งแกร่งกว่าเดิม

ตัวรถมาในแนวคิด Grand Charisma เน้นรูปลักษณ์บึกบึนผสมความหรูหรา กระจังหน้ามีให้เลือก 2 สไตล์ตามรุ่น พร้อมไฟหน้าและไฟท้าย LED รูปตัว T ส่วนล้ออัลลอยมีขนาด 18 นิ้วในรุ่น GLS และ 20 นิ้วในรุ่น GSR กับ Super Exceed

ภายในตกแต่งโทน Camel-Black พร้อมเบาะหนังแท้ Semi-Aniline และหลังคากระจกพาโนรามา ห้องโดยสาร 3 แถวรองรับผู้โดยสาร 7 ที่นั่ง เบาะแถวสองเลื่อนหน้า-หลังได้ 150 มม. ส่วนเบาะแถวสามพับแยกเพื่อเพิ่มพื้นที่เก็บสัมภาระได้

ดีเซล 2.4 ลิตร พร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ

ทุกรุ่นใช้เครื่องยนต์ดีเซล 2.4 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 204 แรงม้า แรงบิด 480 นิวตันเมตร จับคู่เกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ

รุ่น Super Exceed มาพร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ Super Select 4WD-II และ Super All Wheel Control (S-AWC) เลือกโหมดขับขี่ได้ 7 รูปแบบ ตั้งแต่ถนนทั่วไปไปจนถึงทางโคลน ทราย และพื้นหิน รองรับทั้งการเดินทางในชีวิตประจำวันและเส้นทางออฟโรด

อุปกรณ์อำนวยความสะดวกและความปลอดภัย

รุ่น Super Exceed ได้หน้าจอคู่ขนาด 14.3 นิ้ว ส่วน GLS และ GSR ใช้หน้าจอขนาด 12.3 นิ้ว พร้อมระบบเสียง Dynamic Sound Yamaha Ultimate ลำโพง 12 ตำแหน่ง

ด้านความปลอดภัย ทุกรุ่นมีถุงลมนิรภัย 7 ตำแหน่งและระบบ Diamond Sense โดยรุ่น GLS และ GSR มีระบบช่วยเหลือการขับขี่ 13 ระบบ ส่วน Super Exceed เพิ่มเป็น 16 ระบบ พร้อม MI-PILOT ที่ช่วยควบคุมความเร็วและรักษาตำแหน่งรถในช่องทาง

ราคาและโปรโมชัน

  • GLS 2WD: 1,499,000 บาท
  • GSR 2WD: 1,699,000 บาท
  • Super Exceed 4WD: 1,999,000 บาท

โปรโมชันสำหรับผู้จองและรับรถตั้งแต่วันนี้ถึง 31 ธันวาคม 2569 ได้แก่ ดอกเบี้ยพิเศษ 1.99% ประกันภัยชั้น 1 พร้อมบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 1 ปี แพ็กเกจบำรุงรักษาและฟรีค่าแรงเช็กระยะ 5 ปี หรือ 100,000 กม. พร้อมรับประกันคุณภาพรถยนต์ 5 ปี หรือ 100,000 กม. ตามเงื่อนไขบริษัท

ลูกค้ามิตซูบิชิเดิมรับส่วนลดเพิ่ม 10,000 บาทผ่านแอป M-Drive และลูกค้า 2,000 ท่านแรก รับ Pajero Exclusive Box

ผู้สนใจสามารถไปชมรถและทดลองขับได้ที่โชว์รูม Mitsubishi Motors ทั่วประเทศ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ mitsubishi-motors.co.th หรือโทร. 02-079-9500


LISA จับมือ heytea เปิดตัวเมนูข้าวเหนียวมะม่วง พร้อมคอลเลกชันสุดพิเศษ

จากเครื่องดื่มแก้วโปรดสู่ความร่วมมือระดับโลก เมื่อ LISA หรือ ลิซ่า สมาชิก BLACKPINK และป๊อปไอคอนระดับโลก จับมือกับ heytea แบรนด์ชาสไตล์ใหม่ เปิดตัวเมนู Mango Coconut Sticky Rice ที่นำแรงบันดาลใจจากข้าวเหนียวมะม่วง ขนมไทยยอดนิยม มาสร้างสรรค์เป็นเครื่องดื่ม พร้อมบรรจุภัณฑ์ลิมิเต็ดเอดิชันและสินค้าคอลเลกชันพิเศษสำหรับแฟน ๆ

แคมเปญเปิดตัวเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2569 ที่ร้าน heytea สาขาร่วมรายการในประเทศจีน ฮ่องกง มาเก๊า ประเทศไทย และตลาดอื่น ๆ ทั่วโลก

จากเครื่องดื่มแก้วโปรดสู่การร่วมงานระดับโลก

ความสัมพันธ์ระหว่าง LISA กับ heytea เริ่มเป็นที่พูดถึงตั้งแต่ปี 2568 หลังลิซ่าโพสต์ภาพเครื่องดื่มมัทฉะของแบรนด์บน Instagram ซึ่งได้รับยอดกดถูกใจมากกว่า 6.7 ล้านครั้ง ก่อนจะเผยภาพขณะถือเครื่องดื่ม Cloud Coconut Blue ระหว่างทัวร์คอนเสิร์ต BLACKPINK ที่ลอนดอน ยิ่งทำให้แบรนด์ได้รับความสนใจจากแฟน ๆ ในหลายประเทศ

ล่าสุดในเดือนกันยายนที่ผ่านมา ลิซ่ายังแวะไปที่ร้าน heytea lab สาขาเซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ ก่อนเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ พร้อมทดลองเครื่องดื่มหลายเมนู รวมถึง Mango Coconut Sticky Rice ที่กลายเป็นอีกหนึ่งเมนูที่ถูกพูดถึงบนโซเชียลมีเดีย

ร้าน heytea lab สาขาเซ็นทรัลเวิลด์ เป็นสาขาแรกของแบรนด์ในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยนอกจากเครื่องดื่มซิกเนเจอร์แล้ว ยังมีเมนูที่นำรสชาติท้องถิ่นมาตีความใหม่ เช่น teaAir · Rock Oolong Jackfruit ทาร์ตไข่ครัวซองต์ชาไทย และเจลาโตชาไทยมะนาว

Mango Coconut Sticky Rice เมื่อข้าวเหนียวมะม่วงมาอยู่ในแก้วชา

Mango Coconut Sticky Rice ไม่ใช่เมนูใหม่สำหรับ heytea เพราะเปิดตัวครั้งแรกในประเทศจีนตั้งแต่ปี 2564 และกลับมาให้บริการอีกหลายครั้งตามเสียงเรียกร้องของลูกค้า จนกลายเป็นหนึ่งในเมนูซิกเนเจอร์ตามฤดูกาลของแบรนด์

ความน่าสนใจอยู่ที่การนำข้าวเหนียวมะม่วง ขนมไทยที่หลายคนคุ้นเคย มาถ่ายทอดในรูปแบบเครื่องดื่ม โดยผสานเกล็ดน้ำแข็งเนื้อนุ่มจากมะม่วงและมะพร้าว เข้ากับเนื้อมะม่วงชิ้นและข้าวเหนียวมะพร้าวที่อยู่ด้านล่าง ให้ทั้งความหวานสดชื่นและสัมผัสนุ่มหนึบในแก้วเดียว

อีกหนึ่งรายละเอียดที่แบรนด์ให้ความสำคัญคือการใช้ข้าวเหนียวเมล็ดยาวนำเข้าจากประเทศไทย โดยพนักงานจะเตรียมข้าวเหนียวมะพร้าวสดใหม่ทุกวัน ตั้งแต่การหุงและคัดแยกเมล็ดข้าว ไปจนถึงการคลุกเคล้ากับกะทิ เพื่อให้ข้าวเหนียวยังคงความนุ่มหนึบและเนื้อสัมผัสที่ชัดเจน

การนำรสชาติจากบ้านเกิดของ LISA มาสร้างสรรค์เป็นเมนูระดับโลก จึงเป็นมากกว่าการจับคู่ระหว่างศิลปินกับแบรนด์เครื่องดื่ม แต่ยังเป็นการนำเสน่ห์ของขนมไทยมาถ่ายทอดผ่านวัฒนธรรมการดื่มชารูปแบบใหม่

คอลเลกชันพิเศษที่แฟน LISA ไม่ควรพลาด

นอกจากเครื่องดื่ม Mango Coconut Sticky Rice แล้ว ความร่วมมือครั้งนี้ยังมาพร้อมภาพวาด LISA ในสไตล์ลายเส้นวาดมืออันเป็นเอกลักษณ์ของ heytea ซึ่งนำไปใช้บนบรรจุภัณฑ์ลิมิเต็ดเอดิชันและสินค้าคอลเลกชันพิเศษ

สำหรับประเทศไทย ยังมีไอเทมที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ ทั้งถุงกระดาษ ผ้าพันคอ หมวก และแก้วน้ำ เติมความพิเศษให้กับคอลเลกชันที่เชื่อมโยงตัวตนของ LISA เข้ากับแรงบันดาลใจจากประเทศไทย

ใครที่เป็นทั้งแฟน LISA และคนรักข้าวเหนียวมะม่วง สามารถติดตามรายละเอียดเมนูและสินค้าคอลเลกชันพิเศษได้ที่ช่องทางของ heytea และร้านสาขาที่ร่วมรายการ โดยรายละเอียดการจำหน่ายอาจแตกต่างกันไปในแต่ละตลาด


POCARI SWEAT RUN Carnival 2027 จับคู่สตรีทแฟชั่นกับวัฒนธรรมการวิ่ง เปิดรับสมัคร ต.ค. นี้

POCARI SWEAT RUN กลับมาเป็นปีที่ 5 พร้อมเพิ่มสีสันให้วงการงานวิ่ง ด้วยการจับมือ Carnival Running แบรนด์แอคทีฟแวร์และสตรีทแวร์ของไทย จัดงาน POCARI SWEAT RUN Carnival 2027 ที่ผสมผสานการวิ่งเข้ากับสตรีทแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ ภายใต้แนวคิดที่อยากให้การออกกำลังกายเป็นมากกว่าการดูแลสุขภาพ แต่ยังสะท้อนตัวตนของผู้ร่วมงานได้ด้วย

ปีนี้ผู้จัดเตรียมรองรับนักวิ่งกว่า 7,000 คน หลังจากงานครั้งก่อนมีผู้สมัครเข้าร่วมกว่า 6,300 คน พร้อมนำเสนอคอนเซปต์ FLUID MOTION ที่ได้แรงบันดาลใจจากจังหวะการวิ่งและการเคลื่อนไหวของสายน้ำ ถ่ายทอดผ่านลวดลายกราฟิกที่ผสานเอกลักษณ์ของ POCARI SWEAT และ Carnival Running ลงในชุด Race Pack ทั้งเสื้อวิ่งอย่างเป็นทางการและกระเป๋าดีไซน์พิเศษ

อีกหนึ่งไฮไลต์คือ Bernie Doll ตุ๊กตามาสคอตของ CARNIVAL ที่จะมาร่วมสร้างสีสันภายในงาน พร้อมรางวัลพิเศษสำหรับนักวิ่ง TOP 100 ชายและหญิง ในระยะ 21.1 และ 10 กิโลเมตร

การแข่งขันแบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ฮาล์ฟมาราธอน 21.1 กิโลเมตร, 10 กิโลเมตร และ Fun Run 5 กิโลเมตร รองรับทั้งนักวิ่งที่ต้องการท้าทายขีดจำกัดของตัวเองและผู้ที่อยากสนุกกับการวิ่งในบรรยากาศสตรีทไลฟ์สไตล์

ด้านการดูแลความปลอดภัย ผู้จัดระบุว่ามีการตรวจวัดเส้นทางร่วมกับสมาคมกีฬากรีฑาแห่งประเทศไทยฯ พร้อมจัดเตรียมทีมแพทย์ บุคลากรทางการแพทย์ ประกันอุบัติเหตุสำหรับผู้เข้าร่วม และจุดบริการ POCARI SWEAT ตลอดเส้นทาง

POCARI SWEAT RUN Carnival 2027 จัดขึ้น 2 วัน ณ ลานพลาซ่า สนามกีฬาอินดอร์ สเตเดียม หัวหมาก กรุงเทพฯ โดยวันที่ 16 มกราคม 2570 เป็นวันรับอุปกรณ์การแข่งขัน (Expo Day) และวันที่ 17 มกราคม 2570 เป็นวันแข่งขัน (Race Day)

สำหรับผู้ที่สนใจสมัคร รอบนักวิ่งเก่า (Loyalty) เปิดวันที่ 15 ตุลาคม 2569 ส่วนรอบทั่วไป (Regular) เปิดวันที่ 18 ตุลาคม 2569 โดยปิดรับสมัครวันที่ 30 พฤศจิกายน 2569 หรือเมื่อมีผู้สมัครครบตามจำนวนที่กำหนด

ติดตามรายละเอียดและสิทธิพิเศษเพิ่มเติมได้ทางโซเชียลมีเดียของ POCARI SWEAT Thailand


CHERY V23 BORN TO PLAY WILD ชวนลูกค้าออกไปสนุกกับธรรมชาติที่เขาใหญ่

เปลี่ยนทริปขับรถให้เป็นการผจญภัยไปกับ CHERY V23 ที่พาลูกค้าออกไปใช้ชีวิตท่ามกลางธรรมชาติ ณ เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา กับกิจกรรม “CHERY V23 BORN TO PLAY WILD” ทริป 2 วัน 1 คืน เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ที่รวมทั้งการขับขี่ กิจกรรมกลางแจ้ง และช่วงเวลาดี ๆ ของคนรักรถไว้ด้วยกัน

ไฮไลต์ของทริปนี้อยู่ที่การพา CHERY V23 ไปสัมผัสทั้งเส้นทาง On-Road และ Off-Road ณ สนาม 8 Speed เขาใหญ่ ให้ลูกค้าได้ทดลองระบบขับเคลื่อน 4 ล้อและโหมดการขับขี่ต่าง ๆ พร้อมสนุกกับกิจกรรมแคมป์ปิ้ง ทดลองนอนในรถ และเล่นเกมท่ามกลางบรรยากาศธรรมชาติ

นอกจากความสนุกจากการเดินทางแล้ว ทริปนี้ยังมีกิจกรรม CSR ที่ศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย เปิดโอกาสให้ผู้ร่วมกิจกรรมได้มีส่วนร่วมกับการอนุรักษ์สัตว์และธรรมชาติอีกด้วย

กิจกรรมครั้งนี้สะท้อนแนวคิด “CHERY FOR FAMILY” ที่ต้องการให้ความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์กับลูกค้าเป็นมากกว่าการซื้อขายรถยนต์ แต่เป็นการสร้างมิตรภาพและประสบการณ์ร่วมกัน พร้อมออกเดินทางไปสร้างความทรงจำใหม่ ๆ ในแบบฉบับของครอบครัว CHERY


เชฟป้อมเปิดตำรับ “ขวัญทิพย์” สืบสานเสน่ห์สำรับอาหารไทยจากรุ่นสู่รุ่น

อาหารไทยไม่ได้มีเสน่ห์เพียงรสชาติ แต่ยังอยู่ในวิธีการปรุง การเลือกวัตถุดิบ และวัฒนธรรมการรับประทานที่สืบทอดกันมา “ขวัญทิพย์” (Kwantip – Samrub Thai Dining) ร้านอาหารไทยของเชฟป้อม ม.ล.ขวัญทิพย์ เทวกุล จึงนำเสนออาหารผ่านรูปแบบสำรับไทยดั้งเดิม พร้อมถ่ายทอดตำรับอาหารของครอบครัวจากรุ่นสู่รุ่น

หัวใจของสำรับไทยคือการจัดอาหารหลายชนิดมาเสิร์ฟพร้อมกัน โดยแต่ละจานมีรสชาติและสัมผัสแตกต่างกัน เพื่อให้รับประทานสลับกันอย่างสมดุล ทั้งรสเผ็ด เปรี้ยว เค็ม และหวาน รวมถึงเทคนิคการปรุงที่หลากหลาย ตั้งแต่การยำ ต้ม ผัด แกง ไปจนถึงทอด ซึ่งช่วยให้แต่ละจานส่งเสริมรสชาติซึ่งกันและกัน และทำให้มื้ออาหารมีความครบถ้วนยิ่งขึ้น

ที่ขวัญทิพย์ เชฟป้อมนำตำรับอาหารภาคกลางจากตระกูลวังเทวะเวสม์ ซึ่งได้รับการถ่ายทอดจากคุณย่า มาผสานกับตำรับอาหารภาคใต้จากทุ่งสงของคุณแม่ โดยให้ความสำคัญกับการรักษารสชาติและเทคนิคการปรุงแบบดั้งเดิม

เชฟป้อมอธิบายว่า อาหารแต่ละจานมี “รสเอก” ซึ่งเป็นแก่นสำคัญที่สร้างเอกลักษณ์ แม้แต่ละบ้านจะมีวิธีปรุงหรือปรับรสชาติแตกต่างกัน แต่สิ่งที่ทำให้อาหารจานนั้นยังคงเป็นต้นฉบับคือการรักษารสชาติหลักเอาไว้ แนวคิดนี้จึงเป็นหัวใจของการส่งต่อสูตรอาหารที่คุณย่าและคุณแม่เคยทำให้เธอรับประทาน และวันนี้เธอก็ยังคงปรุงอาหารตำรับเดียวกันให้ลูก ๆ และผู้ที่มารับประทาน

สำรับไทยในรูปแบบที่เข้าถึงได้เป็นส่วนตัวมากขึ้น

ขวัญทิพย์ยังคงรักษาแนวคิดการรับประทานอาหารแบบสำรับดั้งเดิม แต่ปรับรูปแบบการเสิร์ฟเป็นสำรับเดี่ยวสำหรับผู้รับประทานแต่ละคน เพื่อให้ได้ลิ้มลองอาหารหลากหลายชนิดอย่างครบถ้วน โดยยังคงความสมดุลของรสชาติในหนึ่งมื้อ พร้อมรองรับความชอบและข้อจำกัดด้านอาหารที่แตกต่างกัน

แทนที่จะตีความอาหารไทยผ่านกรอบของไฟน์ไดนิ่งแบบตะวันตก ร้านให้ความสำคัญกับตำรับต้นฉบับและความพิถีพิถันในการปรุงโดยไม่ลัดขั้นตอน เพราะรายละเอียดเหล่านี้เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้อาหารแต่ละจานยังคงเอกลักษณ์ของตัวเอง

เปิดรับวัตถุดิบใหม่ โดยไม่ทิ้งรากฐานอาหารไทย

แม้จะยึดมั่นในตำรับดั้งเดิม แต่แนวทางของเชฟป้อมไม่ได้จำกัดอยู่กับวัตถุดิบที่หาได้ในประเทศไทยเท่านั้น วัตถุดิบอย่างเนื้อวากิวญี่ปุ่น กุ้งอามะเอบิ คาเวียร์ และอูนิก็สามารถนำมาใช้ได้ หากเชฟเข้าใจคุณลักษณะของวัตถุดิบและรู้ว่าจะนำมาปรุงอย่างไรให้สอดคล้องกับแก่นของอาหารไทย

สำหรับเชฟป้อม ความเป็นอาหารไทยไม่ได้ขึ้นอยู่กับแหล่งกำเนิดของวัตถุดิบเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความเข้าใจในรสชาติ เทคนิค และองค์ประกอบที่ทำให้อาหารแต่ละจานยังคงเอกลักษณ์ดั้งเดิมไว้ได้

ขณะเดียวกัน เมนูของขวัญทิพย์ยังปรับเปลี่ยนตามฤดูกาลและความเหมาะสมของวัตถุดิบ เพื่อให้การปรุงอาหารสอดคล้องกับคุณภาพของวัตถุดิบในแต่ละช่วงเวลา โดยไม่ละทิ้งหลักการสำคัญของตำรับไทย

ส่งต่อมรดกอาหารไทยสู่คนรุ่นต่อไป

อีกหนึ่งส่วนสำคัญของขวัญทิพย์คือ เชฟแอร์ กุลพล สามเสน บุตรชายคนเล็กของเชฟป้อม ซึ่งเข้ามามีบทบาทในการสานต่อองค์ความรู้และขนบการปรุงอาหารของครอบครัว ความร่วมมือระหว่างแม่และลูกจึงเป็นเสมือนการส่งต่อเรื่องราวจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง ทั้งสูตรอาหาร เทคนิคการปรุง และความเข้าใจในรากฐานของอาหารไทยขวัญทิพย์จึงไม่ได้เป็นเพียงร้านอาหารที่นำเสนอสำรับไทย แต่ยังเป็นพื้นที่ที่ตำรับอาหารของครอบครัวได้รับการถ่ายทอดผ่านมื้ออาหาร ตั้งแต่รสชาติที่คุ้นเคย กรรมวิธีที่ต้องอาศัยความพิถีพิถัน ไปจนถึงวัฒนธรรมการจัดสำรับที่เปิดโอกาสให้รสชาติหลากหลายทำงานร่วมกัน

นี่คือแนวทางของเชฟป้อมในการรักษามรดกอาหารไทยให้ยังคงมีชีวิตอยู่ ไม่ใช่เพียงการเก็บสูตรอาหารจากอดีตไว้ แต่เป็นการทำให้คนรุ่นปัจจุบันได้สัมผัสและเข้าใจเสน่ห์ของอาหารไทย ผ่านสำรับที่เชื่อมโยงอดีตกับปัจจุบันได้อย่างเป็นธรรมชาติ


Privacy Preference Center