All-New Mitsubishi Pajero การกลับมาของตำนานสายลุย เพิ่มความหรู ความสบาย และความสามารถ
ชื่อของ Mitsubishi Pajero สำหรับคนรักรถ SUV อาจไม่ได้เป็นเพียงชื่อของรถยนต์รุ่นหนึ่ง แต่เป็นชื่อที่ผูกอยู่กับภาพของการเดินทาง การผจญภัย และสมรรถนะบนเส้นทางที่รถทั่วไปอาจไปไม่ถึง
หลังจากสร้างชื่อมายาวนานหลายทศวรรษ วันนี้ Pajero กลับมาอีกครั้งในฐานะ All-New Mitsubishi Pajero ครอสคันทรี SUV รุ่นเรือธงเจเนอเรชันใหม่ ที่ไม่ได้พยายามย้อนกลับไปขายความทรงจำเพียงอย่างเดียว แต่เลือกนำ DNA เดิมมาตีความใหม่ให้เข้ากับโลกของ SUV ยุคปัจจุบัน
และที่น่าสนใจไม่น้อยคือ รถรุ่นนี้เปิดตัวครั้งแรกของโลกในประเทศไทย ก่อนจะทยอยเปิดตัวในตลาดญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และอีกหลายประเทศทั่วโลก
เมื่อ Pajero โตขึ้น แต่ยังไม่ทิ้งความเป็นตัวเอง
ตลอดระยะเวลาหลายสิบปี Pajero สร้างชื่อจากการเป็น SUV ที่พร้อมออกนอกเส้นทาง แต่ในรถรุ่นใหม่นี้ มิตซูบิชิเลือกเพิ่มมิติใหม่ให้กับรถรุ่นเรือธง โดยวางแนวคิดหลักไว้บน 3 คำคือ Confidence, Comfort และ Prestige
พูดง่าย ๆ คือยังต้องขับลุยได้เหมือนเดิม แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องขับสบายขึ้น ใช้งานในชีวิตประจำวันได้ดีขึ้น และมีความพรีเมียมมากพอสำหรับการเป็นรถรุ่นท็อปของแบรนด์
แนวคิดนี้สะท้อนออกมาตั้งแต่รูปลักษณ์ภายนอกที่ยังคงความแข็งแกร่งของรถสายลุย แต่ปรับบุคลิกให้ดูสง่างามขึ้น ด้วยสัดส่วนตัวรถทรงสูงและเส้นสายที่เน้นแนวนอน ซุ้มล้อขนาดใหญ่ และรายละเอียดที่พยายามเชื่อมโยงกลับไปยัง Pajero รุ่นก่อน ๆ
ไฟหน้ารูปทรงตัว T ช่วยสร้างลุคที่ดูทันสมัย ขณะที่รายละเอียดอย่างเสา C และรูปทรงด้านท้ายก็มีแรงบันดาลใจจากเอกลักษณ์ของ Pajero รุ่นแรก
ผลลัพธ์คือ SUV ที่ยังดูพร้อมลุย แต่ไม่จำเป็นต้องอยู่บนเส้นทางออฟโรดตลอดเวลา เพราะจอดอยู่หน้าโรงแรมหรือขับเข้าเมืองก็ยังดูเข้ากับบทบาทของตัวเอง
ห้องโดยสารที่เปลี่ยนภาพจำของ Pajero ไปพอสมควร
อีกหนึ่งจุดที่ All-New Mitsubishi Pajero เปลี่ยนไปอย่างชัดเจนคือห้องโดยสาร คอนโซลหน้าใช้แผงหน้าจอแบบ Monolithic Display เชื่อมต่อหน้าจอขนาด 14.3 นิ้ว 2 หน้าจอเข้าด้วยกัน พร้อมนำแรงบันดาลใจจากชุดมาตรวัดแบบ 3 ช่องของ Pajero รุ่นเก่ากลับมาตีความใหม่ในรูปแบบดิจิทัล

รายละเอียดภายในยังพยายามสร้างบรรยากาศที่หรูขึ้นด้วยเทคนิคงานฝีมือญี่ปุ่น รวมถึงการเลือกใช้โทนสี Camel ที่ช่วยให้ห้องโดยสารดูอบอุ่นกว่าภาพจำของรถ 4x4 แบบดั้งเดิม
สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้จะยกระดับความพรีเมียมขึ้น แต่ Pajero ก็ยังคงให้ความสำคัญกับการใช้งานจริง ห้องโดยสารเป็นแบบ 3 แถว 7 ที่นั่ง เบาะแถวที่สองเลื่อนได้ และออกแบบพื้นที่แถวที่สามให้ผู้ใหญ่สามารถใช้งานได้สะดวกขึ้น
ระบบปรับอากาศแบบ 3 โซน ระบบระบายอากาศเบาะนั่ง และการเพิ่มวัสดุเก็บเสียงทั่วทั้งห้องโดยสาร ทำให้ภาพของ Pajero รุ่นใหม่นี้ดูใกล้กับ SUV สำหรับการเดินทางระยะไกลมากขึ้นกว่ารถลุยแบบแข็ง ๆ ในอดีต
หัวใจยังเป็นรถ 4WD สายลุย
แม้ภายในจะหรูขึ้น แต่พื้นฐานสำคัญของ Pajero ยังคงอยู่ครบ รถรุ่นใหม่ยังใช้โครงสร้างแบบ Ladder Frame และติดตั้งระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ Super Select 4WD-II ทำงานร่วมกับระบบ Super-All Wheel Control หรือ S-AWC ซึ่งเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีสำคัญของ Mitsubishi
ผู้ขับขี่สามารถเลือกการขับเคลื่อนได้ทั้ง 2H, 4H, 4HLc และ 4LLc พร้อมโหมดการขับขี่ 7 รูปแบบ ตั้งแต่ Normal และ Eco ไปจนถึง Gravel, Snow, Mud, Sand และ Rock

ขุมพลังเป็นเครื่องยนต์คลีนดีเซล 2.4 ลิตร เทอร์โบแปรผัน ให้แรงบิดสูงสุด 480 นิวตันเมตร จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีดรุ่นใหม่
ตัวเลขอาจไม่ใช่สิ่งเดียวที่ Pajero ต้องการนำเสนอ เพราะสิ่งที่รถรุ่นนี้พยายามสร้างคือความสมดุลระหว่างการขับบนถนนปกติกับการออกนอกเส้นทาง
ด้านหน้าใช้ช่วงล่างอิสระแบบปีกนกสองชั้น ส่วนด้านหลังเป็นคานแข็งแบบ 5-Link ที่พัฒนาขึ้นใหม่ เพื่อให้ยังคงความสามารถในการลุย แต่เพิ่มความนุ่มนวลสำหรับการเดินทางในชีวิตประจำวัน
SUV คันใหญ่ที่ไม่ได้มีไว้สำหรับทางฝุ่นเท่านั้น
All-New Mitsubishi Pajero มีความยาว 4,920 มิลลิเมตร กว้าง 1,925 มิลลิเมตร และสูง 1,910 มิลลิเมตร พร้อมระยะต่ำสุดถึงพื้น 230 มิลลิเมตร
ตัวเลขเหล่านี้บอกชัดว่ามันยังเป็น SUV ขนาดใหญ่ที่พร้อมรับมือกับเส้นทางสมบุกสมบัน แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือเทคโนโลยีที่ช่วยให้รถคันใหญ่ใช้งานง่ายขึ้น

ไม่ว่าจะเป็นกล้องมองภาพรอบคันแบบ 3 มิติ ระบบแสดงภาพบริเวณใต้ท้องรถด้านหน้า รวมถึงระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่อย่าง MI-PILOT, Adaptive Cruise Control และ Lane Keep Assist
ทั้งหมดนี้ทำให้ Pajero รุ่นใหม่ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อคนที่ออกทริปออฟโรดทุกสุดสัปดาห์เท่านั้น แต่ยังเหมาะกับคนที่ใช้รถคันเดียวสำหรับทั้งชีวิตในเมือง การเดินทางไกล และการออกไปเจอเส้นทางใหม่ ๆ ในวันหยุด
การกลับมาที่ไม่ได้อาศัยแค่ชื่อในตำนาน
Pajero เป็นหนึ่งในชื่อที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานของ Mitsubishi Motors โดยตลอด 4 เจเนอเรชันที่ผ่านมา มียอดการผลิตรวมกว่า 3.29 ล้านคัน และทำตลาดในกว่า 170 ประเทศทั่วโลก ดังนั้นการกลับมาครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการนำชื่อเก่ากลับมาใช้กับรถรุ่นใหม่
แต่เป็นความพยายามในการตอบคำถามว่า รถ SUV ระดับตำนานจะปรับตัวอย่างไรในวันที่ผู้ใช้ต้องการทั้งความหรู ความสบาย เทคโนโลยี และความสามารถในการออกนอกเส้นทางในคันเดียว

All-New Mitsubishi Pajero จึงยังคงเป็น Pajero ในความหมายเดิม คือรถที่พร้อมพาคุณออกไปได้ไกลกว่าเส้นทางปกติ เพียงแต่ครั้งนี้การเดินทางไปถึงปลายทางอาจสะดวกสบายและหรูหรากว่าที่เคย
All-New Mitsubishi Pajero เปิดตัวครั้งแรกของโลกที่ประเทศไทย และถือเป็นอีกหนึ่งการกลับมาที่น่าจับตาของตลาด SUV เพราะมันไม่ได้เลือกเดินตามเทรนด์ SUV สายเมืองเพียงอย่างเดียว แต่ยังรักษาความเป็นรถ 4x4 ตัวจริงเอาไว้ พร้อมเติมความพรีเมียมให้เหมาะกับโลกยุคใหม่มากขึ้น
The Story from the Sea เมื่ออาหารทะเลไม่ได้จบแค่บนจาน
Seafood from Norway ชวน ญาญ่า – อุรัสยา เสปอร์บันด์ ออกเดินทางสู่เมืองชายฝั่งของนอร์เวย์อีกครั้ง ผ่านแคมเปญ “The Story from the Sea” ถ่ายทอดเรื่องราวเบื้องหลังอาหารทะเลผ่านผู้คน ชุมชนชาวประมง ฟาร์มเพาะเลี้ยง เชฟ และครอบครัวท้องถิ่นที่มีวิถีชีวิตผูกพันกับท้องทะเล
การเดินทางครั้งนี้พาไปไกลกว่าเรื่องของแซลมอนหรืออาหารทะเลบนจาน แต่เป็นการทำความรู้จักกับวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชุมชนชายฝั่ง ตั้งแต่แหล่งเพาะเลี้ยงไปจนถึงมื้ออาหารของครอบครัวในท้องถิ่น
สำหรับญาญ่า นอร์เวย์เป็นสถานที่ที่มีความหมายอยู่แล้ว การกลับมาในครั้งนี้จึงเต็มไปด้วยประสบการณ์ใหม่ โดยเฉพาะการได้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างอาหาร ครอบครัว และธรรมชาติ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผู้คนที่นี่
ขณะเดียวกัน ความนิยมของอาหารทะเลนอร์เวย์ในประเทศไทยยังเติบโตต่อเนื่อง โดยช่วงเดือนมกราคม–กรกฎาคม 2569 มูลค่าการส่งออกอาหารทะเลจากนอร์เวย์มายังประเทศไทยเพิ่มขึ้น 7% อยู่ที่ประมาณ 7,000 ล้านบาท ขณะที่ปริมาณนำเข้าแซลมอนนอร์เวย์และฟยอร์ดเทราต์สดเพิ่มขึ้น 15% รวม 20,488 ตัน

นอกจากแซลมอนและฟยอร์ดเทราต์แล้ว นอร์เวย์ยังมีอาหารทะเลที่คนไทยคุ้นเคยอย่างนอร์วีเจียนซาบะ โดย Seafood from Norway ต้องการนำเสนอให้เห็นถึงเรื่องราวของผู้คน ความพิถีพิถัน และแนวทางด้านความยั่งยืนที่อยู่เบื้องหลังอาหารทะเลเหล่านี้
อีกหนึ่งไฮไลต์คือแคมเปญ “From Sea to Sky: Salmon Passport อิ่ม ฟิน บินลัดฟ้าไปนอร์เวย์” ที่เปิดโอกาสให้คนไทยร่วมลุ้นเดินทางไปสัมผัสนอร์เวย์ด้วยตัวเอง
ส่วนใครที่อยากออกเดินทางผ่านหน้าจอก่อน สามารถชมภาพยนตร์สั้น “The Story from the Sea” ที่พาญาญ่าไปพบกับผู้คนและชุมชนชายฝั่งของนอร์เวย์ได้ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2569 ผ่านช่องทางออนไลน์ของ Seafood from Norway

เพราะเบื้องหลังอาหารทะเลหนึ่งจาน อาจมีทั้งผู้คน ทะเล และเรื่องราวอีกมากมายรอให้เราได้รู้จัก
ASICS SportStyle Takes Over Songwat: เมื่อสนีกเกอร์พาคนเมืองออกไปสำรวจทรงวาด
Explore Your Steps — เปลี่ยนการเดินเล่นในย่านเก่าให้กลายเป็นประสบการณ์ของคนรักสนีกเกอร์ จากย่านเก่าแก่ริมแม่น้ำที่เต็มไปด้วยตึกโบราณ ร้านอาหาร และงานศิลปะ ถนนทรงวาดถูกเปลี่ยนบรรยากาศให้กลายเป็นพื้นที่ของคนรักสนีกเกอร์ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา กับงาน “ASICS SportStyle: Songwat Takeover” ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 29-30 สิงหาคม ณ Lost in Songwat ภายใต้คอนเซปต์ “Explore Your Steps”
ครั้งนี้ ASICS ไม่ได้ชวนคนมาดูรองเท้าเพียงอย่างเดียว แต่เลือกใช้ “การเดิน” เป็นตัวเชื่อมระหว่างรองเท้า เมือง และไลฟ์สไตล์ ผ่านกิจกรรมที่พาผู้ร่วมงานออกไปสำรวจมุมต่างๆ ของทรงวาด พร้อมสัมผัสตัวตนของ ASICS SportStyle ที่อยู่กึ่งกลางระหว่างแฟชั่น สตรีทคัลเจอร์ และชีวิตประจำวัน

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญคือการเปิดตัว GEL-STRATUS™ MC และ GEL-NYC™ 2.0 สองสนีกเกอร์ที่สะท้อนแนวทางของ ASICS ในการนำดีไซน์จากรองเท้าวิ่งในอดีตมาตีความใหม่ให้เข้ากับชีวิตของคนเมือง
GEL-STRATUS™ MC จากรองเท้าวิ่งยุคเก่าสู่สนีกเกอร์ของวันนี้
GEL-STRATUS™ MC น่าสนใจตั้งแต่ที่มาของดีไซน์ เพราะหยิบ Upper จาก GEL-STRATUS™ 4 รองเท้าวิ่งรุ่นที่อยู่ในคลังของ ASICS ช่วงปี 2011-2014 มาผสานเข้ากับชุดพื้นของ GEL-JOG™ MC
ดีไซน์ยังคงลายเส้นและโครงสร้าง Midfoot ที่เป็นเอกลักษณ์ รวมถึงผ้าตาข่ายที่มองเห็นได้ชัด ขณะที่เทคโนโลยี Rearfoot GEL™ เข้ามาช่วยรองรับแรงกระแทกบริเวณส้นเท้า ทำให้รองเท้าคู่นี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องของหน้าตา แต่ยังคงกลิ่นอายของรองเท้ากีฬาที่เป็นรากฐานของ ASICS เอาไว้
อีกจุดที่น่าสนใจคือการเลือกใช้ โพลีเอสเตอร์รีไซเคิลกับวัสดุผ้าตาข่ายบน Upper เป็นอีกองค์ประกอบที่สะท้อนแนวคิดเรื่องความยั่งยืนของแบรนด์
GEL-NYC™ 2.0 สนีกเกอร์ที่เกิดมาเพื่อจังหวะชีวิตในเมือง
ถ้า GEL-STRATUS™ MC เล่นกับกลิ่นอายเรโทร GEL-NYC™ 2.0 ก็เป็นอีกด้านของ ASICS SportStyle ที่มองไปข้างหน้า ด้วยดีไซน์ที่ดูพรีเมียมและรายละเอียดที่ได้รับแรงบันดาลใจจากรองเท้าวิ่งของ ASICS

แนวคิดของรุ่นนี้ชัดเจนกับการเป็นสนีกเกอร์สำหรับชีวิตประจำวัน ตั้งแต่การเดินเล่นในเมือง ไปจนถึงการจับคู่กับแฟชั่นในแต่ละวัน โดยยังคงพื้นฐานเรื่องความสบายและการรองรับที่เป็น DNA ของ ASICS
และแน่นอนว่าในงาน Songwat Takeover ผู้ร่วมงานสามารถทดลองสวมใส่ทั้งสองรุ่นได้จริง ทำให้การเปิดตัวไม่ได้จบอยู่แค่การชมรองเท้า แต่ได้สัมผัสฟีลของรองเท้าบนเท้าจริงด้วย
เมื่อการเดิน 5,000 ก้าว กลายเป็นส่วนหนึ่งของงานสนีกเกอร์
คอนเซปต์ “Explore Your Steps” ถูกนำมาใช้ได้อย่างตรงตัวผ่านกิจกรรม 5,000 Steps Comfort Test ที่ชวนผู้ร่วมงานออกเดินสำรวจ 7 หมุดหมายรอบทรงวาด ตั้งแต่สถาปัตยกรรมเก่าแก่กว่า 100 ปี กราฟฟิตี้ ไปจนถึงจุดถ่ายรูปที่ซ่อนอยู่ตามตรอกต่างๆ
ผู้ร่วมกิจกรรมยังได้รับ Passport สำหรับสะสมตราประทับตามจุดต่างๆ ก่อนกลับมาแลกรับของที่ระลึก เรียกได้ว่าเป็นการเปลี่ยน “การทดลองรองเท้า” ให้กลายเป็นประสบการณ์จริงบนถนน
หลังจากเดินกันจนได้ระยะแล้ว งานยังต่อด้วยกิจกรรม DIY ทั้ง Tote Bag และยาดมสมุนไพร รวมถึง Live Painting ก่อนปิดท้ายด้วย After Party ที่หยิบร้านอาหารและเมนูดังในย่านทรงวาดมาเป็นส่วนหนึ่งของงาน
อีกพื้นที่ที่น่าสนใจคือ SneakerHeads Cave ซึ่งนำ ASICS Rare Item รุ่นหายากมาจัดแสดง พร้อมเปิดวงสนทนากับคนในวงการสนีกเกอร์ นำโดย ปิ๊น-อนุพงศ์ คุตติกุล จาก Carnival, เช้ง-วรภูมิ เชื้อวนิช นักสะสมสนีกเกอร์, รอน-อัฐกร โลกานุวงศ์ แฟน ASICS และ เอม-ธนาวัต นุตสถิตย์ จาก Sneaker on Sight
นอกจากนี้ยังมี เน๋ง-ศรัณย์ นราประเสริฐกุล, แทด-ฐาปนา จงกลรัตนาภรณ์ จาก ATLAS และ ฟีฟ่า-ธนัช โอสายไทย จาก Domundi มาร่วมพูดคุยถึงความชื่นชอบและมุมมองที่มีต่อสนีกเกอร์ของ ASICS

ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่ทำให้งาน ASICS SportStyle: Songwat Takeover น่าสนใจ อาจไม่ใช่แค่รองเท้าคู่ใหม่ แต่คือการหยิบเอาสิ่งที่ดูธรรมดาที่สุดอย่าง “การเดิน” มาเปลี่ยนให้เป็นประสบการณ์ ตั้งแต่การเดินชมเมือง สำรวจวัฒนธรรม ไปจนถึงการค้นหาสไตล์ของตัวเอง
เพราะสำหรับ ASICS SportStyle สนีกเกอร์หนึ่งคู่ไม่ได้มีไว้แค่ก้าวไปข้างหน้า แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของวิธีที่เราเลือกใช้ชีวิตในแต่ละวันด้วย
“คนไทยไม่เคยทิ้งกัน” เมื่อ SPIRIT 4x4 เดินทางสู่น่าน ส่งกำลังใจหลังน้ำท่วม
หลังสถานการณ์อุทกภัยครั้งล่าสุดในจังหวัดน่าน หลายพื้นที่ยังต้องการทั้งความช่วยเหลือและกำลังใจ และในช่วงวันที่ 26-28 สิงหาคม 2569 ทีมงานจาก SPIRIT 4x4 ได้ออกเดินทางสู่พื้นที่อำเภอปัว เพื่อนำสิ่งของจำเป็นไปส่งต่อให้กับผู้ได้รับผลกระทบ

กิจกรรมครั้งนี้จัดขึ้นโดย โรงเรียนพัฒนาทักษะการขับขี่รถขับเคลื่อน 4 ล้อ หรือ Spirit of The 4×4 Driving School ซึ่งก่อตั้งโดย บริษัท สื่อสากล จำกัด ผู้จัดงาน Thailand International Motor Expo โดยได้รับการสนับสนุนจาก ฟอร์ด ประเทศไทย
ปลายทางของการเดินทางคือ โรงเรียนบ้านส้าน วัดส้าน และชุมชนบ้านห้วยปูด อำเภอปัว จังหวัดน่าน ที่ทีมงานได้นำของใช้จำเป็นไปมอบให้กับอาจารย์ นักเรียน พระสงฆ์ และชาวบ้านในพื้นที่

สำหรับ SPIRIT 4x4 การเดินทางครั้งนี้อาจไม่ใช่การแข่งขัน ไม่ใช่ทริปท่องเที่ยว และไม่ใช่การพิสูจน์สมรรถนะของรถขับเคลื่อน 4 ล้อ แต่เป็นอีกครั้งที่ทักษะและศักยภาพของการเดินทางถูกนำมาใช้ในเวลาที่ผู้คนต้องการความช่วยเหลือ
เพราะในวันที่บางพื้นที่ยังต้องฟื้นตัวจากน้ำท่วม สิ่งที่สำคัญไม่แพ้สิ่งของจำเป็น คือการส่งต่อข้อความง่าย ๆ ว่า...

“คนไทยไม่เคยทิ้งกัน”
รถใหม่ต้องน่าสนใจ แต่บริการหลังการขายต้องพร้อม CHERY GROUP เร่งลงทุนครั้งใหญ่ในไทย
เวลาซื้อรถยนต์สักคัน โดยเฉพาะรถยนต์พลังงานไฟฟ้า คำถามที่หลายคนเริ่มให้ความสำคัญไม่ได้มีแค่ “รถวิ่งได้ไกลแค่ไหน” หรือ “แรงกี่แรงม้า” แต่ยังรวมถึงคำถามง่าย ๆ อย่าง ถ้ารถมีปัญหา จะซ่อมที่ไหน อะไหล่มาเร็วไหม และใครจะดูแลเรา
นี่คือเหตุผลที่ CHERY GROUP กำลังเดินหน้าลงทุนด้านบริการหลังการขายในประเทศไทยครั้งใหญ่ เพื่อรองรับการเติบโตของแบรนด์ในเครือ ไม่ว่าจะเป็น OMODA & JAECOO, CHERY, iCAUR, LEPAS และแบรนด์อื่น ๆ ที่เตรียมเข้ามาทำตลาดในอนาคต
เป้าหมายไม่ได้อยู่แค่การขายรถให้ได้มากขึ้น แต่คือการสร้างความมั่นใจให้ลูกค้าไปตลอดช่วงเวลาที่เป็นเจ้าของรถ
อะไหล่เกือบ 200,000 ชิ้น กับเป้าหมายลดเวลารอของลูกค้า
หนึ่งในเรื่องที่เจ้าของรถให้ความสำคัญมากที่สุดคือ “อะไหล่มีหรือไม่”
CHERY GROUP จึงขยายคลังอะไหล่เพิ่ม เพื่อรองรับจำนวนรถและแบรนด์ที่เพิ่มขึ้น ปัจจุบันมีพื้นที่จัดเก็บอะไหล่รวมกว่า 17,000 ตารางเมตร รองรับอะไหล่มากกว่า 8,400 รายการ เกือบ 200,000 ชิ้น
สำหรับ OMODA & JAECOO ปัจจุบันมีอัตราความพร้อมในการจัดส่งอะไหล่ หรือ Part Fill Rate อยู่ที่ 94% พร้อมตั้งเป้าลดระยะเวลาการรอของลูกค้า โดยสามารถส่งอะไหล่ให้ศูนย์บริการในกรุงเทพฯ และปริมณฑลภายใน 24 ชั่วโมง และต่างจังหวัดภายใน 2 วัน
ฟังดูเป็นเรื่องเบื้องหลัง แต่สำหรับคนใช้รถ นี่คือปัจจัยที่อาจหมายถึงจำนวนวันที่รถต้องจอดรอซ่อม
รถชนหรือสีถลอก ต้องมีศูนย์ซ่อมที่ได้มาตรฐาน
อีกหนึ่งจุดที่ CHERY GROUP กำลังเร่งพัฒนาคือเครือข่ายศูนย์ซ่อมตัวถังและสี
โครงการจะเริ่มต้นกับ OMODA & JAECOO ก่อน โดยปัจจุบันมีศูนย์ Certified Body & Paint Shop ที่ผ่านการรับรองแล้ว 35 แห่งทั่วประเทศ
ขั้นต่อไปคือการพัฒนา Authorized Body & Paint Repair Center แบบเต็มรูปแบบ โดยภายในปี 2569 ตั้งเป้าเปิดให้ได้ 10 แห่ง แบ่งเป็นกรุงเทพฯ และปริมณฑล 5 แห่ง และต่างจังหวัดอีก 5 แห่ง
สิ่งที่แตกต่างไม่ใช่แค่มีสถานที่ซ่อมเพิ่มขึ้น แต่รวมถึงมาตรฐานเครื่องมือ ห้องพ่นสี ระบบผสมสี การดึงตัวถัง การจัดการอะไหล่ และการฝึกอบรมบุคลากร เพื่อให้คุณภาพงานซ่อมมีมาตรฐานใกล้เคียงกันมากขึ้น
รถ EV มากขึ้น ช่างก็ต้องพร้อมมากขึ้น
รถยนต์ยุคใหม่ไม่ได้ซ่อมเหมือนรถเมื่อสิบปีก่อน โดยเฉพาะระบบไฟฟ้าและแบตเตอรี่แรงดันสูง
CHERY GROUP จึงเตรียมเปิด Technical Center แห่งใหม่ในเดือนพฤศจิกายน 2569 เพื่อเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาช่างเทคนิคและบุคลากรด้านบริการหลังการขาย
ศูนย์แห่งนี้มีทั้งห้องฝึกอบรมด้านเทคนิค พื้นที่สำหรับงานซ่อมใหญ่ รวมถึงพื้นที่สำหรับการฝึกอบรมด้านอื่น ๆ และรองรับผู้เข้ารับการอบรมได้ประมาณ 3,600 คนต่อปี
หลักสูตรจะครอบคลุมตั้งแต่งานวิเคราะห์และวินิจฉัยปัญหา งานซ่อมแบตเตอรี่แรงดันสูง ไปจนถึงงานตัวถังและสี ซึ่งเป็นอีกส่วนสำคัญในการรองรับรถยนต์พลังงานใหม่ที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เมื่อปัญหาเกิดขึ้น ลูกค้าไม่ควรต้องตามเรื่องอยู่ฝ่ายเดียว
นอกจากเรื่องศูนย์บริการและอะไหล่ CHERY GROUP ยังจัดตั้งทีมเฉพาะกิจเพื่อดูแลลูกค้าผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย
หน้าที่ไม่ได้มีเพียงตอบคำถาม แต่รวมถึงการรับเรื่องร้องเรียน ให้คำแนะนำเบื้องต้น และประสานงานกับศูนย์บริการหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เรื่องของลูกค้าได้รับการติดตามต่อเนื่อง
แนวคิดนี้สะท้อนภาพของบริการหลังการขายในยุคใหม่ ที่การดูแลลูกค้าไม่ได้เริ่มต้นเมื่อเดินเข้าศูนย์บริการเท่านั้น แต่เริ่มตั้งแต่วันที่ลูกค้าหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาสอบถามหรือแจ้งปัญหา
รถขายดีอย่างเดียวอาจไม่พอ
ตลาดรถยนต์ไทยกำลังมีตัวเลือกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะกลุ่มรถยนต์จากจีนและรถยนต์พลังงานไฟฟ้า
การแข่งขันจึงไม่ได้อยู่แค่เรื่องราคา ออปชัน หรือเทคโนโลยีอีกต่อไป เพราะเมื่อรถออกจากโชว์รูมแล้ว ประสบการณ์ของเจ้าของรถต่างหากที่จะเป็นสิ่งที่ทำให้แบรนด์ได้รับความเชื่อมั่นในระยะยาว
การลงทุนของ CHERY GROUP ในครั้งนี้จึงเป็นเหมือนการวางรากฐานรองรับอนาคต ตั้งแต่คลังอะไหล่ ระบบโลจิสติกส์ ศูนย์ซ่อมตัวถังและสี การพัฒนาช่างเทคนิค ไปจนถึงทีมดูแลลูกค้าออนไลน์
สำหรับผู้บริโภค สิ่งที่น่าสนใจอาจไม่ใช่จำนวนเงินลงทุนหรือขนาดของคลังอะไหล่เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ว่าระบบทั้งหมดนี้จะช่วยให้ วันที่รถต้องเข้าศูนย์ กลายเป็นเรื่องที่ง่ายและใช้เวลาน้อยลงได้จริงหรือไม่
และนี่น่าจะเป็นโจทย์สำคัญที่ CHERY GROUP ต้องพิสูจน์ให้เห็นไปพร้อมกับการเติบโตของทุกแบรนด์ในเครือบนถนนเมืองไทย
Royal Enfield พา “Flat Track” ลงสนามไทย เปิดตัว FT450 พร้อม Slide School Cup 2026
ถ้าคุณคิดว่าการแข่งมอเตอร์ไซค์ต้องเต็มไปด้วยสนามแอสฟัลต์ ความเร็วทางตรง และการเบรกหนัก ๆ ลองมาดูโลกของ Flat Track ที่ทุกอย่างดูเรียบง่ายกว่า แต่ความท้าทายกลับอยู่ที่การควบคุมรถให้ “สไลด์” ผ่านโค้งบนสนามดินอย่างแม่นยำ
ปีนี้ Royal Enfield เตรียมพาอีกหนึ่งวัฒนธรรมมอเตอร์สปอร์ตเข้ามาให้สัมผัสกันในประเทศไทย กับการแข่งขัน Slide School Cup 2026 ที่จะจัดขึ้นเป็นครั้งแรก ณ สนามไทยแลนด์ เซอร์กิต พร้อมเปิดตัวรถแข่งสายแฟลตแทร็กอย่าง Royal Enfield FT450
เมื่อการสไลด์ไม่ใช่เรื่องของการเสียการควบคุม
เสน่ห์ของ Flat Track อยู่ที่สนามดินรูปทรงวงรี ผู้ขับขี่ต้องทำเวลาผ่านจำนวนรอบที่กำหนด โดยมีทักษะสำคัญคือการควบคุมรถขณะสไลด์ผ่านโค้ง
มันอาจดูเหมือนการปล่อยให้รถเสียการยึดเกาะ แต่ในความเป็นจริง ทุกจังหวะต้องอาศัยทั้งการควบคุมคันเร่ง การถ่ายน้ำหนัก การทรงตัว และการอ่านอาการของรถ
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ Flat Track ไม่ได้เป็นเพียงกีฬามอเตอร์สปอร์ต แต่ยังเป็นศาสตร์ของการควบคุมรถที่หลายคนเชื่อว่าสามารถนำไปต่อยอดทักษะการขี่ในชีวิตประจำวันได้อีกด้วย
Royal Enfield เริ่มเปิด Slide School Thailand ตั้งแต่ปี 2567 เพื่อให้ผู้ขับขี่ได้เข้ามาเรียนรู้พื้นฐานของการขี่แบบ Flat Track และ Slide School Cup 2026 คืออีกขั้นของผู้ที่อยากเปลี่ยนจาก “เรียนรู้การสไลด์” ไปสู่ “การลงแข่งขันจริง”
FT450 รถที่เกิดมาเพื่อเล่นดิน
ดาวเด่นของงานครั้งนี้คือ Royal Enfield FT450 รถมอเตอร์ไซค์ที่พัฒนาต่อยอดจากแพลตฟอร์มของ Guerrilla 450 แต่ถูกปรับบุคลิกใหม่ให้พร้อมสำหรับสนามดินอย่างเต็มตัว
ตัวรถถูกลดทอนสิ่งที่ไม่จำเป็น เพิ่มอุปกรณ์สำหรับการแข่งขัน และเน้นการควบคุมเป็นหลัก
ไฮไลต์สำคัญของ FT450 ได้แก่
- ล้อขนาด 18 นิ้ว พร้อมดุมล้อเฉพาะทาง เพื่อเพิ่มความมั่นคงบนสนาม Flat Track
- แฮนด์บาร์ออกแบบพิเศษ เพิ่มแรงงัดและช่วยให้ควบคุมรถในจังหวะสไลด์ได้ง่ายขึ้น
- ท่อไอเสีย Slip-on สำหรับการแข่งขัน ช่วยให้การตอบสนองของเครื่องยนต์มีความดุดันและเร้าใจมากขึ้น
- ยาง Flat Track เฉพาะทาง เพื่อให้การยึดเกาะและการส่งกำลังบนพื้นสนามดินมีประสิทธิภาพ
แม้จะดูเป็นรถที่เกิดมาเพื่อการแข่งขัน แต่แนวคิดของ FT450 คือการทำให้ Flat Track เข้าถึงได้ทั้งผู้เริ่มต้นและนักขี่ที่มีประสบการณ์
เพราะในโลกของการสไลด์ บางครั้งรถที่เรียบง่ายและควบคุมได้ดี อาจให้ความสนุกมากกว่าตัวเลขแรงม้าสูง ๆ
จากห้องเรียนสู่สนามแข่ง
Slide School Cup 2026 จะเปิดฉากขึ้นในประเทศไทยช่วงเดือนตุลาคมนี้ โดยเป็นการแข่งขันที่ต่อยอดจากโปรแกรม Slide School และความสำเร็จของการแข่งขันในยุโรป
ผู้ผ่านหลักสูตร Slide School จะได้ลงแข่งขันในรูปแบบดวลตัวต่อตัวบนสนาม Flat Track โดยใช้รถ FT411 และ FT450 ก่อนคัดเลือกหาผู้ขับขี่ที่ทำผลงานดีที่สุด
นอกจากเรื่องของการแข่งขัน สิ่งที่น่าสนใจคือ Royal Enfield กำลังพยายามสร้างคอมมูนิตี้ของคนที่รักการขี่มอเตอร์ไซค์ในอีกมิติหนึ่ง

ไม่ใช่แค่การขี่ท่องเที่ยว ไม่ใช่เพียงการแต่งรถ หรือการเดินทางไกล แต่คือการพัฒนาทักษะและสนุกไปกับการควบคุมรถในรูปแบบที่แตกต่างออกไป
สำหรับคนที่อยากลองสัมผัสมอเตอร์สปอร์ต แต่รู้สึกว่าการเริ่มต้นบนสนามแข่งอาจดูไกลตัวเกินไป Flat Track อาจเป็นอีกหนึ่งประตูที่น่าสนใจ
และการมาถึงของ Royal Enfield Slide School Cup 2026 ก็อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราได้เห็นวัฒนธรรมการ “สไลด์บนดิน” เติบโตขึ้นในประเทศไทยอย่างจริงจังมากขึ้นในอนาคต
GWM วางหมากครึ่งหลังปี 2026 เตรียมเปิดรถใหม่ 4 รุ่น พร้อมยกระดับบริการหลังการขาย
ตลาดรถยนต์ไทยยังเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญของ GWM และทิศทางหลังจากนี้ดูเหมือนจะไม่ได้โฟกัสเพียงเรื่องการเปิดตัวรถรุ่นใหม่เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการสร้างความเชื่อมั่นระยะยาว โดยเฉพาะเรื่องบริการหลังการขายและเครือข่ายพาร์ทเนอร์ทั่วประเทศ
ในงาน GWM Partner Meeting 2026 ภายใต้แนวคิด “Together, Stronger than ever” GWM ได้รวมเครือข่ายพาร์ทเนอร์กว่า 71 แห่งจากทั่วประเทศ เพื่อพูดคุยถึงทิศทางธุรกิจ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และวางแผนการเติบโตของแบรนด์ในประเทศไทย
ครึ่งปีหลัง เตรียมเปิดรถใหม่อย่างน้อย 4 รุ่น
หนึ่งในประเด็นที่น่าสนใจคือแผนการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 ซึ่ง GWM ระบุว่าจะมีอย่างน้อย 4 รุ่น ครอบคลุมหลายรูปแบบพลังงาน ทั้ง
- รถยนต์ไฟฟ้า EV ที่เข้าถึงง่ายมากขึ้น
- รถยนต์ไฮบริด HEV
- รถยนต์เครื่องยนต์ดีเซล
แนวคิดหลักยังคงอยู่ภายใต้กลยุทธ์ “All Scenarios – All Powertrains – All Users” หรือการมีรถให้เลือกครอบคลุมทั้งรูปแบบการใช้งาน ระบบขับเคลื่อน และกลุ่มผู้ใช้
เบื้องหลังแนวทางนี้คือ GWM ONE Platform แพลตฟอร์มที่รองรับทั้ง HEV, PHEV, BEV และเครื่องยนต์สันดาป โดยใช้ชิ้นส่วนร่วมกันมากกว่า 95% ซึ่งช่วยให้บริษัทสามารถควบคุมต้นทุนการผลิต และนำเสนอรถที่มีเทคโนโลยีและอุปกรณ์ครบครันในระดับราคาที่แข่งขันได้
จากแบรนด์เดียว สู่การแบ่งกลุ่ม Mainstream และ Premium
อีกหนึ่งทิศทางที่ชัดเจนขึ้นคือการแบ่งโครงสร้างแบรนด์ออกเป็น 2 กลุ่ม
กลุ่ม Mainstream ภายใต้ชื่อ GWM จะเน้นรถที่ตอบโจทย์การใช้งานจริง ความคุ้มค่า และราคาที่เข้าถึงได้ ขณะที่ TANK และ WEY จะถูกวางตำแหน่งเป็นกลุ่ม Premium เพื่อรองรับลูกค้าที่มองหาประสบการณ์และความหรูหราที่มากขึ้น
แนวทางนี้สะท้อนว่า GWM ต้องการขยายฐานลูกค้าให้ครอบคลุมมากขึ้น ตั้งแต่ผู้ที่กำลังมองหารถคันแรก รถครอบครัว ไปจนถึงกลุ่มที่ต้องการรถระดับพรีเมียม
บริการหลังการขาย กลายเป็นโจทย์สำคัญของ GWM
สิ่งที่ GWM ให้ความสำคัญมากในครั้งนี้คือเรื่องบริการหลังการขาย โดยประกาศเป้าหมายในการก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในแบรนด์รถยนต์จีนที่ผู้บริโภคไทยไว้วางใจมากที่สุด
แผนงานประกอบด้วยการเพิ่มสต็อกอะไหล่ การพัฒนาทักษะของช่างเทคนิค และการยกระดับมาตรฐานบริการทั่วประเทศ
ขณะเดียวกัน Partner Store จะมีบทบาทมากขึ้น ไม่ใช่เพียงจุดจำหน่ายรถ แต่จะกลายเป็นศูนย์กลางในการดูแลลูกค้าในแต่ละพื้นที่ รวมถึงรับฟังปัญหาและความคิดเห็นจากผู้ใช้จริง เพื่อนำข้อมูลกลับไปพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการของแบรนด์
ประเด็นเรื่องความโปร่งใสด้านราคาและการรักษามูลค่ารถมือสอง หรือ Resale Value ก็เป็นอีกหนึ่งหัวข้อที่ GWM ระบุว่าจะให้ความสำคัญมากขึ้นเช่นกัน
ยอดขายยังเติบโต ทั้งในไทยและต่างประเทศ
ในระดับโลก GWM ทำยอดขายเดือนกรกฎาคม 2026 ได้ 108,067 คัน เพิ่มขึ้น 3.54% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยยอดขายในต่างประเทศเติบโตถึง 50.93% หรือ 62,015 คัน
ยอดขายสะสมทั่วโลกระหว่างเดือนมกราคมถึงกรกฎาคมอยู่ที่ 691,962 คัน
ส่วนในประเทศไทย GWM ระบุว่ายอดขายในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2026 เติบโตขึ้น 19% และปัจจุบันมีรถ GWM บนท้องถนนในประเทศไทยมากกว่า 64,000 คัน
สำหรับ GWM ครึ่งหลังของปี 2026 จึงน่าจะเป็นช่วงที่น่าจับตามองไม่น้อย ทั้งจากการเปิดตัวรถใหม่อย่างน้อย 4 รุ่น และการปรับเกมครั้งสำคัญในเรื่องบริการหลังการขาย
เพราะในตลาดรถยนต์ที่การแข่งขันเรื่องราคาและเทคโนโลยีเข้มข้นขึ้นทุกวัน การมีรถใหม่ที่น่าสนใจอาจช่วยดึงลูกค้าเข้ามาที่โชว์รูมได้ แต่สิ่งที่จะทำให้ลูกค้าอยู่กับแบรนด์ในระยะยาว อาจเป็นประสบการณ์หลังจากวันที่รับรถกลับบ้านไปแล้วมากกว่า
ทุกนาทีมีค่า… Nissan ชวนคิดใหม่เรื่องเวลา กับการเดินทางแบบ “ไม่ต้องรอชาร์จ”
ในแต่ละวัน เราใช้เวลาไปกับเรื่องต่าง ๆ มากมาย ทั้งรถติด การเดินทาง งาน และภารกิจที่ต้องจัดการจนแทบไม่มีเวลาว่างให้ตัวเอง
แล้วถ้ามีเวลาบางส่วนที่เคยต้องเสียไปกับ “การรอ” กลับคืนมา เราอยากเอาไปทำอะไร?

นี่คือคำถามที่อยู่เบื้องหลังแคมเปญใหม่ของ Nissan ภายใต้ชื่อ “Every Minute Matters – ทุกนาทีมีค่า” ที่หยิบเรื่องใกล้ตัวอย่าง “เวลา” มาเป็นหัวใจของการสื่อสาร พร้อมแนวคิด “ชีวิตไปต่อ ไม่ต้องรอชาร์จ”
จุดเด่นของเรื่องนี้อยู่ที่เทคโนโลยี Nissan e-POWER ซึ่งให้ล้อขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า แต่ไม่ต้องเสียบปลั๊กเพื่อชาร์จแบตเตอรี่แบบรถ EV ทั่วไป โดยเครื่องยนต์เบนซินจะทำหน้าที่ผลิตกระแสไฟฟ้าสำหรับระบบ
ผลลัพธ์คือประสบการณ์การขับขี่ที่มีการตอบสนองในแบบมอเตอร์ไฟฟ้า แต่ยังคงความสะดวกสำหรับคนที่ไม่อยากวางแผนเรื่องจุดชาร์จ หรือเพิ่มเวลารอระหว่างการเดินทาง

แคมเปญนี้จึงไม่ได้พูดถึงแค่เรื่องเทคโนโลยี แต่พยายามโยงเข้ากับชีวิตจริงของคนเมือง
เพราะสำหรับบางคน เวลาที่เพิ่มขึ้นอาจหมายถึงการกลับบ้านเร็วขึ้นเพื่อกินข้าวกับครอบครัว บางคนอาจได้มีเวลาสำหรับงานอดิเรก หรือแค่มีเวลาพักหายใจเพิ่มขึ้นจากวันที่เต็มไปด้วยเรื่องต้องทำ
แนวคิด Every Minute Matters เริ่มปรากฏผ่านสื่อ Digital Out-of-Home ในหลายพื้นที่ของกรุงเทพฯ และจะทยอยเชื่อมโยงแนวคิด “ทุกนาทีมีค่า” เข้ากับการใช้ชีวิตของผู้คนในมุมต่าง ๆ
ในวันที่เทคโนโลยียานยนต์กำลังมีทางเลือกมากขึ้น Nissan เลือกนำเสนอ e-POWER ในฐานะอีกหนึ่งคำตอบสำหรับคนที่อยากได้ประสบการณ์การขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า แต่ยังไม่อยากเพิ่ม “เวลารอชาร์จ” เข้าไปในตารางชีวิต

เพราะสุดท้ายแล้ว สำหรับหลายคน รถอาจไม่ได้มีหน้าที่แค่พาเราไปถึงจุดหมาย แต่ควรช่วยให้เราเหลือเวลาไปใช้กับสิ่งที่สำคัญกว่า
และนั่นอาจเป็นความหมายของคำว่า “ทุกนาทีมีค่า” ได้ดีที่สุด
Honda พา HRC เข้าไทยครั้งแรก พร้อม 4 รถแต่ง 4 คาแรกเตอร์ ใน Bangkok Auto Salon 2026
ชื่อของ HRC หรือ Honda Racing Corporation อาจเป็นชื่อที่คุ้นเคยสำหรับแฟนมอเตอร์สปอร์ต เพราะนี่คือหน่วยงานที่อยู่เบื้องหลังโปรแกรมการแข่งขันของ Honda บนเวทีระดับโลก แต่ใน Bangkok Auto Salon 2026 ชื่อของ HRC ถูกนำมาตีความในอีกมุมหนึ่งที่ใกล้กับคนใช้รถทั่วไปมากขึ้น

Honda เลือกเปิดตัว HRC ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ พร้อมนำรถ 4 รุ่นมาแต่งใน 4 แนวทางที่แตกต่างกัน ตั้งแต่ SUV สายผจญภัย รถซีดานสไตล์ Street Racing สปอร์ตซีดาน ไปจนถึงรถ EV ที่ใส่กลิ่นอาย JDM แบบเต็มตัว
สิ่งที่น่าสนใจคือ รถทั้ง 4 คันไม่ได้พยายามเล่าเรื่องความแรงในแบบเดียวกัน แต่เลือกตีความคำว่า Racing DNA ให้เข้ากับคาแรกเตอร์ของรถแต่ละรุ่น
CR-V ในเวอร์ชันที่พร้อมออกนอกเมือง
เริ่มต้นด้วย Honda CR-V TRAILSPORT HRC Concept ที่เปลี่ยนภาพของ SUV ครอบครัวให้ดูพร้อมลุยมากขึ้น
คันนี้มาในธีมสีส้มที่เห็นได้ทั้งภายนอกและภายใน พร้อมยาง All-Terrain ขนาด 18 นิ้ว ไฟ LED บริเวณกระจังหน้า และชุดอุปกรณ์บนหลังคาอย่าง Roof Rail และ Cross Bar

รายละเอียดเล็ก ๆ อย่างเบาะเดินด้ายสีส้ม ไฟ Ambient Light และเข็มขัดนิรภัยสีเดียวกัน ช่วยให้ธีมของรถไปในทิศทางเดียวกันทั้งหมด
ภาพรวมจึงออกมาเป็น CR-V ในเวอร์ชันที่ยังดูใช้งานได้ในชีวิตประจำวัน แต่เพิ่มบรรยากาศของรถสาย Adventure สำหรับคนที่ชอบออกเดินทางในวันหยุด
City ที่ขยับเข้าใกล้โลก Street Racing
Honda City HRC Concept มาในอารมณ์ที่ต่างออกไปอย่างชัดเจน
City คันนี้ถูกเพิ่มชุดแอโรพาร์ตรอบคัน ทั้งสเกิร์ตหน้า ข้าง และหลัง รวมถึงสปอยเลอร์ท้ายรถ พร้อมล้อฟอร์จขนาด 17 นิ้ว และรายละเอียดสีดำในหลายจุด เช่น คาลิปเปอร์เบรก ปลายท่อ และโลโก้

ผลลัพธ์คือภาพของรถซีดานที่คุ้นเคย แต่มีบุคลิกดุดันและสปอร์ตขึ้น
เป็นแนวทางการแต่งที่น่าจะถูกใจคนที่ชอบรถใช้งานในชีวิตประจำวัน แต่ก็อยากให้รถมีคาแรกเตอร์และความแตกต่างจากรถเดิม ๆ
Civic HRC Concept สปอร์ตขึ้นในแบบที่ยังเป็น Civic
สำหรับ Civic ความสปอร์ตเป็นส่วนหนึ่งของภาพลักษณ์อยู่แล้ว และ Honda Civic HRC Concept ก็ไม่ได้พยายามเปลี่ยนสิ่งนั้นไปทั้งหมด
สิ่งที่ทำคือการเพิ่มรายละเอียดให้ภาพลักษณ์ของ Civic ดูเฉียบคมและเข้มขึ้น ด้วยชุดแต่งรอบคัน ล้อขนาด 18 นิ้วสี Matte Black และกราฟิก HRC รวมถึง S+ Shift

คันนี้จึงเหมือนการต่อยอดบุคลิกเดิมของ Civic มากกว่าการสร้างรถขึ้นมาใหม่
สำหรับคนที่เป็นแฟน Civic อยู่แล้ว น่าจะเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่ดูใกล้ตัว เพราะเป็นการแต่งที่ยังรักษาเส้นสายและตัวตนของรถเดิมเอาไว้
Super-ONE MUGEN เมื่อ EV เจอกับวัฒนธรรมรถแต่งญี่ปุ่น
อีกหนึ่งคันที่มีคาแรกเตอร์ชัดเจนที่สุดคือ Honda Super-ONE MUGEN
Honda นำรถ EV รุ่นใหม่มาตกแต่งด้วยชุดจาก MUGEN สำนักแต่งญี่ปุ่นที่มีประวัติยาวนานกับ Honda
ตั้งแต่สเกิร์ตรอบคัน โป่งซุ้มล้อ สปอยเลอร์หลังคาร์บอน ฝาครอบกระจกลายคาร์บอน ไปจนถึงล้อ MUGEN FC5 ขนาด 16 นิ้ว ทำให้ Super-ONE มีภาพลักษณ์แตกต่างจากรถ EV ทั่วไปอย่างชัดเจน

เมื่อรวมกับตัวรถสีขาวและกราฟิก MUGEN ก็ได้รถไฟฟ้าที่ยังมีกลิ่นอายของวัฒนธรรม JDM อยู่ครบ
คันนี้อาจเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจของโลกยานยนต์ยุคใหม่ เพราะแม้ขุมพลังจะเปลี่ยนจากเครื่องยนต์มาเป็นไฟฟ้า แต่เรื่องของการแต่งรถและการสร้างคาแรกเตอร์ก็ยังมีพื้นที่ให้สนุกได้เหมือนเดิม
4 รุ่น 4 มุมมองของคำว่าความสปอร์ต
รถทั้ง 4 คันในบูท Honda ครั้งนี้มีจุดร่วมคือชื่อ HRC แต่แต่ละคันกลับมีวิธีเล่าเรื่องที่แตกต่างกัน
CR-V ถูกพาไปในทางของรถสาย Adventure ขณะที่ City เลือกตีความความสปอร์ตผ่านวัฒนธรรม Street Racing ส่วน Civic ยังคงอยู่กับภาพของสปอร์ตซีดาน และ Super-ONE MUGEN เลือกเชื่อมโลก EV เข้ากับวัฒนธรรมรถแต่งญี่ปุ่น
นี่จึงเป็นอีกหนึ่งมุมที่น่าสนใจของการเปิดตัว HRC ในประเทศไทย เพราะแทนที่จะจำกัดความสปอร์ตไว้กับรถประเภทใดประเภทหนึ่ง Honda เลือกนำแรงบันดาลใจจากโลกมอเตอร์สปอร์ตมาปรับให้เข้ากับรถและการใช้งานที่หลากหลายกว่าเดิม

ใครอยากเห็นรายละเอียดของรถทั้ง 4 คันแบบเต็ม ๆ สามารถไปชมได้ที่บูท Honda A5 ฮอลล์ 100 ไบเทค บางนา ภายในงาน Bangkok Auto Salon 2026 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26–30 สิงหาคม 2569
สำหรับคนที่ชอบรถแต่ง งานนี้อาจไม่ใช่แค่การไปดูรถใหม่ แต่ยังเป็นพื้นที่สำหรับดูไอเดียว่า รถคันเดิมที่เราคุ้นเคย สามารถเปลี่ยนบุคลิกไปได้ไกลแค่ไหนเมื่อเติมความคิดสร้างสรรค์เข้าไป
Unbox 3 ตัวแรงจากญี่ปุ่น! Bangkok Auto Salon 2026 พา 3 คัสตอมคาร์ดีกรี Tokyo Auto Salon มาให้ชมถึงไทย
ถ้าพูดถึงงานที่รวมวัฒนธรรมรถแต่งของญี่ปุ่นไว้ในที่เดียว Bangkok Auto Salon 2026 ยังคงเป็นอีกหนึ่งงานที่สาย JDM และคนรักรถแต่งน่าจับตา โดยปีนี้มีของเด็ดส่งตรงจากญี่ปุ่นมาให้ชมกันถึง 3 คัน แต่ละคันมาคนละแนว ตั้งแต่สปอร์ต Hybrid ไปจนถึงรถสายลุยและ JDM ตัวแรง
ไฮไลต์สำคัญคือรถทั้ง 3 คันล้วนเป็นผลงานจากสำนักแต่งที่ไปสร้างชื่อบนเวที Tokyo Auto Salon 2026 ก่อนจะเดินทางมาให้แฟนรถแต่งในไทยได้ชมกันแบบใกล้ ๆ ระหว่างวันที่ 26–30 สิงหาคม 2569 ที่ Hall 100, BITEC บางนา
Honda Prelude BLITZ Type BZ
เริ่มกันที่คันที่น่าสนใจเป็นพิเศษ เพราะนี่คือการจับรถสปอร์ต Hybrid มาตีความใหม่ในแบบของ BLITZ
Honda Prelude e ถูกเติมความดุดันด้วยชุดแต่ง BLITZ Aero Speed พร้อมลวดลาย Shared Livery สีดำที่เป็นธีมของ Type BZ ปี 2026 ขณะที่รายละเอียดอื่น ๆ ก็จัดเต็มไม่แพ้กัน ทั้งเบาะ RECARO ช่วงล่าง BLITZ Damper ZZ-R SpecDSC Plus ที่ปรับความหนืดได้ถึง 96 ระดับ และชุดเบรก BIG CALIPER KIT II
ที่น่าสนใจคือ BLITZ ยังพัฒนา NUR-SPEC VSR Custom Edition สำหรับรถ Hybrid คันนี้โดยเฉพาะ เพื่อเพิ่มคาแรกเตอร์เสียงเครื่องยนต์ให้มีความสปอร์ตมากขึ้น
เรียกได้ว่าเป็นอีกภาพของรถ Hybrid ที่ไม่ได้มาในทางประหยัดเพียงอย่างเดียว แต่ยังสามารถเล่นกับเรื่องของสมรรถนะและงานแต่งได้เต็มที่
Toyota GR86 KUHL Racing OUTROAD W
ถ้า Prelude คือ Hybrid สายสปอร์ต GR86 คันนี้ก็เลือกเดินไปอีกทางแบบสุดขั้ว
KUHL Racing OUTROAD W เปลี่ยนภาพจำของ GR86 จากรถสปอร์ตคูเป้เตี้ย ๆ ให้กลายเป็นรถสไตล์ Safari/Off-Road โดยยกช่วงล่างขึ้นประมาณ 3 นิ้ว หรือราว 75 มม. พร้อมเติมชุด Wide Fender ที่ขยายตัวรถออกไปอีกข้างละ 60 มม.
รายละเอียดอย่าง Skid Plate, กันชนยกมุม และยาง All-Terrain ทำให้ GR86 คันนี้ดูพร้อมออกไปลุยทางฝุ่นมากกว่าจะอยู่แต่บนถนนเรียบ ๆ
งานดีไซน์ชุดนี้ยังคว้ารางวัล Excellence Award สาขา Concept Car Category จาก Tokyo Auto Salon 2026 มาแล้วด้วย จึงไม่ใช่แค่รถโชว์สวย ๆ แต่เป็นแนวคิดที่ KUHL สามารถพัฒนาไปเป็นรถแต่งแบบ Complete Car ได้จริง
Nissan Fairlady Z CREWCH CrazyZ
ปิดท้ายด้วยสาย JDM ที่น่าจะถูกใจคนชอบรถแต่งแบบจัดเต็ม กับ Nissan Fairlady Z RZ34 จาก CREWCH
คันนี้มาในแนว Hardcore Customizing แบบไม่พยายามเก็บความดิบเอาไว้ ทั้งบอดี้พาร์ทดีไซน์เฉพาะ ชุดแอโร่ งานสีตัวถังที่สะดุดตา ช่วงล่างที่เน้น Fitment และล้อคัสตอมที่จัดตำแหน่งให้เต็มซุ้ม
ขุมพลังยังคงเป็นเครื่อง V6 Twin-Turbo 3.0 ลิตร รหัส VR30DDTT พร้อมท่อไอเสียแบบคัสตอม และภายในที่เติมบรรยากาศรถแข่งด้วยเบาะ Bucket Seat และพาร์ทสไตล์ Motorsport
สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้ตัวรถคือแนวคิดของ CREWCH ที่ต้องการรักษาวัฒนธรรมรถสปอร์ต JDM และงานจูนแบบญี่ปุ่นให้ยังคงอยู่ต่อไป พร้อมดึงคนรุ่นใหม่เข้ามาสัมผัสเสน่ห์ของโลก Custom Car
3 คัน 3 คาแรกเตอร์ แต่มีจุดร่วมเดียวกัน
จาก Prelude Hybrid สายสปอร์ต, GR86 สาย Off-Road ไปจนถึง Fairlady Z สาย Hardcore JDM ทั้งสามคันสะท้อนให้เห็นว่าโลกของรถแต่งญี่ปุ่นกำลังไปได้ไกลกว่าการโหลดเตี้ย ใส่ล้อใหญ่ หรือเพิ่มแรงม้า
บางคันเลือกเล่นกับ Hybrid บางคันเปลี่ยนรถสปอร์ตให้กลายเป็นรถลุย ขณะที่บางคันยังคงรักษากลิ่นอาย JDM แบบดั้งเดิมเอาไว้
ใครอยากเห็นว่ารถแต่งจากญี่ปุ่นในปี 2026 กำลังเดินไปทางไหน นี่น่าจะเป็น 3 คันที่ช่วยตอบคำถามได้ดีทีเดียว
Bangkok Auto Salon 2026 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 26–30 สิงหาคม 2569 ที่ Hall 100, BITEC บางนา ใครชอบรถแต่ง งานนี้มีทั้งไอเดียแต่งรถและแรงบันดาลใจให้เดินดูได้แบบเพลิน ๆ























