รถใหม่ต้องน่าสนใจ แต่บริการหลังการขายต้องพร้อม CHERY GROUP เร่งลงทุนครั้งใหญ่ในไทย

เวลาซื้อรถยนต์สักคัน โดยเฉพาะรถยนต์พลังงานไฟฟ้า คำถามที่หลายคนเริ่มให้ความสำคัญไม่ได้มีแค่ “รถวิ่งได้ไกลแค่ไหน” หรือ “แรงกี่แรงม้า” แต่ยังรวมถึงคำถามง่าย ๆ อย่าง ถ้ารถมีปัญหา จะซ่อมที่ไหน อะไหล่มาเร็วไหม และใครจะดูแลเรา

นี่คือเหตุผลที่ CHERY GROUP กำลังเดินหน้าลงทุนด้านบริการหลังการขายในประเทศไทยครั้งใหญ่ เพื่อรองรับการเติบโตของแบรนด์ในเครือ ไม่ว่าจะเป็น OMODA & JAECOO, CHERY, iCAUR, LEPAS และแบรนด์อื่น ๆ ที่เตรียมเข้ามาทำตลาดในอนาคต

เป้าหมายไม่ได้อยู่แค่การขายรถให้ได้มากขึ้น แต่คือการสร้างความมั่นใจให้ลูกค้าไปตลอดช่วงเวลาที่เป็นเจ้าของรถ

อะไหล่เกือบ 200,000 ชิ้น กับเป้าหมายลดเวลารอของลูกค้า

หนึ่งในเรื่องที่เจ้าของรถให้ความสำคัญมากที่สุดคือ “อะไหล่มีหรือไม่”

CHERY GROUP จึงขยายคลังอะไหล่เพิ่ม เพื่อรองรับจำนวนรถและแบรนด์ที่เพิ่มขึ้น ปัจจุบันมีพื้นที่จัดเก็บอะไหล่รวมกว่า 17,000 ตารางเมตร รองรับอะไหล่มากกว่า 8,400 รายการ เกือบ 200,000 ชิ้น

สำหรับ OMODA & JAECOO ปัจจุบันมีอัตราความพร้อมในการจัดส่งอะไหล่ หรือ Part Fill Rate อยู่ที่ 94% พร้อมตั้งเป้าลดระยะเวลาการรอของลูกค้า โดยสามารถส่งอะไหล่ให้ศูนย์บริการในกรุงเทพฯ และปริมณฑลภายใน 24 ชั่วโมง และต่างจังหวัดภายใน 2 วัน

ฟังดูเป็นเรื่องเบื้องหลัง แต่สำหรับคนใช้รถ นี่คือปัจจัยที่อาจหมายถึงจำนวนวันที่รถต้องจอดรอซ่อม

รถชนหรือสีถลอก ต้องมีศูนย์ซ่อมที่ได้มาตรฐาน

อีกหนึ่งจุดที่ CHERY GROUP กำลังเร่งพัฒนาคือเครือข่ายศูนย์ซ่อมตัวถังและสี

โครงการจะเริ่มต้นกับ OMODA & JAECOO ก่อน โดยปัจจุบันมีศูนย์ Certified Body & Paint Shop ที่ผ่านการรับรองแล้ว 35 แห่งทั่วประเทศ

ขั้นต่อไปคือการพัฒนา Authorized Body & Paint Repair Center แบบเต็มรูปแบบ โดยภายในปี 2569 ตั้งเป้าเปิดให้ได้ 10 แห่ง แบ่งเป็นกรุงเทพฯ และปริมณฑล 5 แห่ง และต่างจังหวัดอีก 5 แห่ง

สิ่งที่แตกต่างไม่ใช่แค่มีสถานที่ซ่อมเพิ่มขึ้น แต่รวมถึงมาตรฐานเครื่องมือ ห้องพ่นสี ระบบผสมสี การดึงตัวถัง การจัดการอะไหล่ และการฝึกอบรมบุคลากร เพื่อให้คุณภาพงานซ่อมมีมาตรฐานใกล้เคียงกันมากขึ้น

รถ EV มากขึ้น ช่างก็ต้องพร้อมมากขึ้น

รถยนต์ยุคใหม่ไม่ได้ซ่อมเหมือนรถเมื่อสิบปีก่อน โดยเฉพาะระบบไฟฟ้าและแบตเตอรี่แรงดันสูง

CHERY GROUP จึงเตรียมเปิด Technical Center แห่งใหม่ในเดือนพฤศจิกายน 2569 เพื่อเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาช่างเทคนิคและบุคลากรด้านบริการหลังการขาย

ศูนย์แห่งนี้มีทั้งห้องฝึกอบรมด้านเทคนิค พื้นที่สำหรับงานซ่อมใหญ่ รวมถึงพื้นที่สำหรับการฝึกอบรมด้านอื่น ๆ และรองรับผู้เข้ารับการอบรมได้ประมาณ 3,600 คนต่อปี

หลักสูตรจะครอบคลุมตั้งแต่งานวิเคราะห์และวินิจฉัยปัญหา งานซ่อมแบตเตอรี่แรงดันสูง ไปจนถึงงานตัวถังและสี ซึ่งเป็นอีกส่วนสำคัญในการรองรับรถยนต์พลังงานใหม่ที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เมื่อปัญหาเกิดขึ้น ลูกค้าไม่ควรต้องตามเรื่องอยู่ฝ่ายเดียว

นอกจากเรื่องศูนย์บริการและอะไหล่ CHERY GROUP ยังจัดตั้งทีมเฉพาะกิจเพื่อดูแลลูกค้าผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย

หน้าที่ไม่ได้มีเพียงตอบคำถาม แต่รวมถึงการรับเรื่องร้องเรียน ให้คำแนะนำเบื้องต้น และประสานงานกับศูนย์บริการหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เรื่องของลูกค้าได้รับการติดตามต่อเนื่อง

แนวคิดนี้สะท้อนภาพของบริการหลังการขายในยุคใหม่ ที่การดูแลลูกค้าไม่ได้เริ่มต้นเมื่อเดินเข้าศูนย์บริการเท่านั้น แต่เริ่มตั้งแต่วันที่ลูกค้าหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาสอบถามหรือแจ้งปัญหา

รถขายดีอย่างเดียวอาจไม่พอ

ตลาดรถยนต์ไทยกำลังมีตัวเลือกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะกลุ่มรถยนต์จากจีนและรถยนต์พลังงานไฟฟ้า

การแข่งขันจึงไม่ได้อยู่แค่เรื่องราคา ออปชัน หรือเทคโนโลยีอีกต่อไป เพราะเมื่อรถออกจากโชว์รูมแล้ว ประสบการณ์ของเจ้าของรถต่างหากที่จะเป็นสิ่งที่ทำให้แบรนด์ได้รับความเชื่อมั่นในระยะยาว

การลงทุนของ CHERY GROUP ในครั้งนี้จึงเป็นเหมือนการวางรากฐานรองรับอนาคต ตั้งแต่คลังอะไหล่ ระบบโลจิสติกส์ ศูนย์ซ่อมตัวถังและสี การพัฒนาช่างเทคนิค ไปจนถึงทีมดูแลลูกค้าออนไลน์

สำหรับผู้บริโภค สิ่งที่น่าสนใจอาจไม่ใช่จำนวนเงินลงทุนหรือขนาดของคลังอะไหล่เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ว่าระบบทั้งหมดนี้จะช่วยให้ วันที่รถต้องเข้าศูนย์ กลายเป็นเรื่องที่ง่ายและใช้เวลาน้อยลงได้จริงหรือไม่

และนี่น่าจะเป็นโจทย์สำคัญที่ CHERY GROUP ต้องพิสูจน์ให้เห็นไปพร้อมกับการเติบโตของทุกแบรนด์ในเครือบนถนนเมืองไทย

Privacy Preference Center