13 (2)

IP MAN 3

และแล้วหนังactionที่หลายคนรอคอยก็มาแล้ว

IP MAN ภาคนี้เป็นภาคที่ 3 แล้ว ใครที่เคยดูทั้งสองภาคแรกมาก่อนจะรู้ว่ามันส์มาก

ทั้งตัวเนื้อเรื่องที่อ้างอิงจากประวัติจริงของปรมาจารย์ ยิปมัน

ทั้งฉากต่อสู้สุดมันส์ จนทำให้ใครๆก็รู้จักมวยชนิดนี้ขึ้นมาในเวลาอันสั้น

อีกทั้งตัว ดอนนี่ เองที่แสดงฉากแอ็คชั่นได้ถึงใจ

ผมคนนึงที่เป็นแฟนติดตามผลงานของเค้าอยู่

ลองไปอ่านเรื่องย่อและรายละเอียดบางส่วนของเรื่องนี้กันครับ

ตอนนี้หนังเข้าโรงละ ไปจัดกันได้ตามสะดวก

เรื่องย่อ

ในช่วงปลายยุค 1950 ยิปมัน (ดอนนี่ เยน) ได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขกับภรรยาและลูกชาย แต่ไม่นานแก๊งอันธพาลนำโดย แฟรงค์ (ไมค์ ไทสัน) ชาวต่างชาติได้พยายามเข้ามายึดครองชุมชนแห่งนี้ ยิปมันจึงตัดสินใจนำลูกศิษย์ของเขาออกมาต่อสู้เพื่อปกป้องชุมชน

13 (2)

เกร็ดภาพยนตร์

– การกลับมาของยิปมัน ที่ครั้งนี้ ดอนนี่ เยน ออกมายืนยันว่าจะเป็นภาคสุดท้ายที่เขาจะร่วมแสดง

– ภรรยาของดอนนี่ เยน เคยให้ข่าวว่าเธอเป็นห่วงสามีว่าอาจจะได้รับบาดเจ็บกับการแสดงร่วมกับ ไมค์ ไทสัน แต่เมื่อถ่ายทำจริงๆ กลับกลายเป็น ดอนนี่ เยน ที่เป็นคนทำให้นิ้วชี้ของ ไมค์ ไทสัน หัก! จากการถ่ายทำในฉากๆนึงในภาพยนตร์

– ครั้งแรกที่ ไมค์ ไทสัน ร่วมแสดงในหนังแอคชั่น และรับบทที่จริงจังครั้งแรก เพราะก่อนหน้านี้เขามักจะรับเล่นหนังตลก

– การวัดกันกันระหว่างหมัดที่ว่องไวของหวิงชุน VS. มวยตะวันตก ที่ใช้ความหนักหน่วงของหมัดในการต่อสู้

– ออกแบบและกำกับการต่อสู้โดย หยวน หวู ปิง ผู้ที่เคยร่วมกันงานทั้ง 2 ภาคก่อนหน้านี้ การันตีผลงานด้วย The Matrix Reloaded, The Matrix Revolution, Kill Bill, Crouching Tiger and Hidden Dragon และ The Grandmaster

 2 (7)

เกี่ยวกับภาพยนตร์

ภาพยนตร์เรื่อง Ip Man 3 ถือเป็นภาพยนตร์ปิดไตรภาคของหนังชุดยิปมัน โดยการอำนวยการสร้าง ของเรย์มอน หว่อง โปรดิวเซอร์ที่เป็นผู้อยู่เบื้องหลังความประสบความสำเร็จทั้ง 2 ภาคแรก นำแสดงโดย ดอนนี่ เยน และกำกับภาพยนตร์โดย วิลสัน ยิป

เรย์มอน หว่อง วางแผนที่จะปิดตำนานยิปมัน มาได้สักพักหนึ่งแล้ว เขาและวิลสัน ยิป เคยคุยกันว่าเขาต้องการที่จะปิดตำนานนี้อย่างสวยงามที่สุดเพื่อเป็นการไว้อาลัย และเคารพต่ออาจารย์ยิปมันให้มากที่สุด ยิปมันภาคแรก เข้าฉายในปี 2008 และประสบความสำเร็จอย่างเกินคาดจนได้เกิดภาค 2 ขึ้น ให้หลังเพียงแค่ 2 ปี เท่านั้น เรย์มอน หว่อง รู้แน่นอนว่าเขาจะต้องสร้างภาคต่อเพื่อปิดตำนานอย่างยิ่งใหญ่ แต่เขาก็ต้องรอถึง 6 ปี เพื่อให้โปรเจคนี้เดินหน้าอีกครั้ง เหตุผลอันเนื่องมาจากคิวของนักแสดงอย่าง ดอนนี่ เยน นั้นไม่ตรงกับการเปิดกล้องเสียที และ นักแสดงแต่ละคนยังไม่ดูสูงวัยพอกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น จนกระทั่งในที่สุดทั้งทีมงานและนักแสดงพร้อมจึงได้ดำเนินการอย่างจริงจังอีกครั้ง และมาพร้อมกับข่าวดีที่ทุกคนจะต้องตื่นเต้น เมื่อ นักมวยระดับโลกอย่าง ไมค์ ไทสัน จะเข้ามาร่วมแสดงในภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วย

เรย์มอน หว่อง ต้องการทำภาพยนตร์ที่สรุปเรื่องราวของอาจารย์ยิปมัน พร้อมกับการต่อสู้ของมวยหย่งชุนกับมวยประเภทต่างๆ เพื่อยืนยันว่ามวยลักษณะนี้สามารถต่อสู้ได้กับทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นกังฟูแขนงอื่นๆ มวยไทย รวมไปถึงมวยตะวันตกที่เน้นถึงความหนักหน่วง เรย์มอน จึงหันไปหันไปหาบุคคลที่จะสามารถแสดงออกถึงมวยเหล่านั้นได้ เขาจึงมองไปที่นักมวยที่ยอดเยี่ยมอย่างไมค์ ไทสัน “เขาเป็นนักมวยที่ยอดเยี่ยม ผมเป็นแฟนมวยเขามาตั้งแต่ยุคแรกๆ” เรย์มอน กล่าว ไมค์ รับแสดงในภาพยนตร์เบาสมองอย่าง The Hangover มาแล้ว แต่เขายังไม่เคยรับเล่นให้กับภาพยนตร์แอคชั่นและจริงจังในเรื่องไหนเลย และ ยิปมัน 3 เป็นภาพยนตร์เรื่องแรกที่เขาจะมารับบทอย่างจริงจัง

“เขาได้รับเป็นตัวละครหลักในเรื่อง เขาเป็นตัวร้ายหลักที่อยู่เบื้องหลังเรื่องแย่ๆที่เกิดขึ้นกับโรงเรียน” วิลสัน ยิป กล่าว “ตอนที่ผมอ่านบท ตอนแรกๆ ก็กลัวว่าไมค์ ไทสัน จะรับเล่นบทเป็นตัวร้ายเหรอ แต่เมื่อผมอ่านจบ ผมถึงเข้าใจว่า จริงๆแล้ว ตัวละครตัวนี้ก็เป็นคนที่มีตรรกะความคิดของเขาเช่นกัน” ไมค์ ไทสัน กล่าวต่อว่า “เขารู้สึกเป็นเกียรติที่ได้มีส่วนร่วมในภาพยนตร์เรื่องนี้ เขาชอบตัวละครแฟรงค์ ในเรื่องมาก เขาไม่ได้เป็นตัวร้ายที่มีแต่ความร้ายกาจ แต่เต็มไปด้วยจิตใจที่เมตตา เขาเป็นคนมีเหตุผล และมองว่าศิลปะการต่อสู้เป็นสิ่งที่น่าเคารพ แฟรงค์เป็นคนที่น่ายำเกรงและมีหมัดที่หนักหน่วง

แต่เขาก็มีด้านที่อ่อนไหวและเป็นคนที่รักษาคำพูดด้วยเช่นกัน”

นอกเหนือจากเรื่องราวการต่อสู้กับมวยตะวันตกแล้ว ยังมีการต่อสู้กับมวยหลายแขนง ไม่ว่าจะเป็นการต่อสู้กับมวยไทยและการต่อสู้กับมวยหย่งชุนเองเพื่อแสดงให้เห็นว่าใครจะเป็นอาจารย์หย่งชุนที่ยอดเยี่ยมที่สุด

ดังนั้นจึงมีตัวละครอย่างเติ้งจินฉี ที่รับบท โดย จาง จิน นักแสดงที่มีฝีไม้ลายมือการต่อสู้ที่โดดเด่นที่เคยร่วมงานกับ หยวนหวูปิง มาแล้ว ใน SPL 2 เขาได้กลายมาเป็นคู่ปรับที่โดดเด่นมากในฉากท้ายๆของภาพยนตร์

1 (8)

เกี่ยวกับงานสร้าง

ภาพยนตร์เรื่องยิปมัน 3 นี้ได้ผู้กำกับและทีมงานสร้างชุดเดิมจาก 2 ภาคแรกมา ทำให้มีความคล่องตัวในการเตรียมงาน และช่วงการถ่ายทำ แต่สิ่งเดียวที่เปลี่ยนไปและยิ่งใหญ่กว่าเดิมนั้นคือผู้กำกับคิวบู๊ที่ครั้งนี้ได้สุดยอดผู้กำกับอย่าง หยวนหวู ปิง มาร่วมงานด้วยเป็นครั้งแรก

“ผมเชื่อว่าคนทั่วโลกไม่มีใครไม่รู้จัก หยวน หวู ปิง หรือ ถ้าไม่รู้จักอย่างน้อย ก็ต้องมีคนเคยดูผลงานของเขา แม้เขาจะไม่รู้ก็ตามที” เรย์มอน หว่อง กล่าว หยวน หวู ปิง เป็นผู้กำกับคิวบู๊ที่มีชื่อเสียงมากทั้งใน ฮ่องกง จีน และอเมริกา เพราะเขากุมผลงานอันยอดเยี่ยม และสร้างสมประสบการณ์มาอย่างยาวนานไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์เรื่อง The Matrix, Kill Bill, Crouching Tiger and Hidden Dragon และล่าสุดอย่าง The Grandmaster ที่เป็นเรื่องราวของปรมาจารย์ยิปมัน เช่นกัน

ภาพยนตร์เรื่องนี้จึงเต็มเปี่ยมไปด้วยทีมงานชั้นยอดที่รวมไปถึงนักแสดงหน้าเก่าและหน้าใหม่ แต่ทุกคนก็ร่วมงานกันได้อย่างไม่มีปัญหาและเต็มไปด้วยความเคารพและมิตรภาพ

แม้กระนั้นภรรยาของ ดอนนี่ เยน ได้ทราบข่าวว่าสามีของเธอจะต้องมีฉากต่อสู้กับ ไมค์ ไทสัน เธอกลัวมากว่า ดอนนี่ เยน จะได้รับบาดเจ็บ และกำชับกับเรย์มอน อย่างเป็นห่วงถึงสามีของเธอ เมื่อถึงเวลาได้ถ่ายทำจริงๆ เมื่อถึงฉากที่ไมค์ ไทสัน ต้องต่อสู้กับ ดอนนี่ เยน กลับกลายเป็นว่า ไมค์ ไทสัน เองที่เป็นคนนิ้วก้อยหักจากการต่อสู้ในฉากนั้น แต่ไมค์ ไทสัน ก็ไม่ได้ถือโทษโกรธอะไรกับทีมงาน “เขาพลั้งมือตัวเองไปนิด ไม่คิดว่ามวยหย่งชุนจะไวขนาดนี้” ไมค์ กล่าว

 

30

ภาพยนตร์เรื่องนี้นอกจากการต่อสู้ที่เข้มข้น ยังแฝงไปด้วยเรื่องราวดราม่าที่ยอดเยี่ยม ครอบครัวได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของยิปมันนอกเหนือจากศิลปะการต่อสู้ ภาพยนตร์มีการร้อยเรื่องราวให้เห็นว่ายิปมันเป็นคนเช่นไร ถึงแม้ศิลปะการต่อสู้จะเป็นส่วนหนึ่งในชีวิต แต่การปกป้องคนรักและการอยู่กับคนที่เขารักนั้นก็สำคัญไม่แพ้กัน “เราทุกคนรู้ว่ายิปมันเป็นคนที่มีลูกศิษย์รักมากมาย แต่เรายังไม่เคยเห็นแง่มุม ครอบครัว ส่วนสำคัญที่หล่อหลอมมาเป็นตัวเขา” เรย์มอน หว่อง กล่าว “ผมเซอร์ไพรส์มากเมื่อได้อ่านบทหนังเรื่องนี้ มันมีทั้งแอคชั่นที่น่าทึ่งและเรื่องราวที่ผมวางไม่ลง ผมไม่คิดว่าผมจะได้ทำหนังแอคชั่น ที่ผสมบทดราม่าที่ยอดเยี่ยมขนาดนี้” วิลสัน ยิป กล่าว

แล้วมันก็ผนวกเรื่องราวของลูกศิษย์ที่พวกเรารู้จักกันเป็นอย่างดีอย่าง บรูซ ลี “เราไม่ได้โฟกัส ว่าใครคือบรูซ ลี เราไม่ได้โฟกัสว่าเราต้องมีเขาในเรื่อง แต่เราก็ใส่เขาไว้ในจุดๆที่เมื่อคุณได้ดูแล้ว คุณจะรู้ได้ทันทีว่านี่คือเขา” เรย์มอน กล่าว ภาพยนตร์ได้มีการกล่าวแบบหลวมๆ ว่ามีลูกศิษย์คนหนึ่งที่เข้ามา แต่การที่ยิปมันจะรับใครเป็นลูกศิษย์ง่ายๆนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย

เป็นที่ทราบกันดีว่า บรูซ ลี ได้ศึกษาศิลปะต่อสู้กับยิปมันในช่วงปี 1954 – 1957 เป็นเวลาเพียงแค่ 3 ปี และในที่สุด บรูซ ลี ได้พัฒนาเป็นวิชาของตนเองที่ชื่อว่า “จีทคุนโด้” ซึ่งมีพื้นฐานมาจากมวยหย่งชุนนั่นเอง

15 (2)

 

 เกี่ยวกับตัวละคร

1_7

ดอนนี่ เยน รับบท ยิปมัน

เขาเป็นคนที่รักความยุติธรรม กล้าหาญ และเป็นคนที่มีจิตใจดี เขาเป็นคนที่รักครอบครัวและลูกศิษย์ เขาถ่ายทอดวิชาความรู้ต่อคนรุ่นหลัง หนึ่งในลูกศิษย์ที่โด่งดังที่สุดคือ บรูซ ลี

 

4 (4)

สงไต้หลิน รับบท จาง หวิง ซิง

เธอเป็นภรรยาที่เคารพรักและซื่อสัตย์ต่อยิปมันเสมอมา แม้ว่าเธอจะต้องพบเจอความลำบากและความอันตรายแต่เธอก็ไม่เคยทิ้งสามีและคอยดูแลลูกๆ ของเธอตลอดเวลา

 

22

จาง จิน รับบท ชุง ติน ชิ

ผู้ชายที่พบเจอกับความยากลำบากมาทั้งชีวิต แต่เขาเป็นคนที่มีความสามารถทางศิลปะมวยหย่งชุนเช่นเดียวกับยิปมัน แต่เขาเลือกเส้นทางที่จะต้องต่อสู้เพื่อการดำรงชีพ

 

23

ไมค์ ไทสัน รับบท แฟรงค์

ชายต่างชาติชาวตะวันตก ที่ดิ้นรนชีวิตด้วยการต่อสู้และการควบคุมแกงค์อันธพาล เขามีทั้งความแข็งแกร่งและความฉลาดเฉลียวในตนเอง เขาเป็นคนที่ชื่นชมศิลปะการต่อสู้และซื่อสัตย์ต่อคำพูดของตนเอง

 

 

IPM-3 IPM-4 IPM-5 IPM-6


heavy, jazz, thailand

Thailand Jazz Competition 2016

เดินทางมาถึงปีที่ 11 สำหรับ ‘Thailand Jazz Competition 2016’  จัดโดย คณะดุริยางคศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เพื่อชิงรางวัลถ้วยพระราชทาน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่สุดแห่งการประชันดนตรีแจ๊สแห่งเดียวในประเทศไทยครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อเปิดโอกาสให้ศิลปินแจ๊สหน้าใหม่ได้มีโอกาสแสดงศักยภาพ อีกทั้งยังเป็นการเน้นย้ำให้เห็นความสำคัญของศาสตร์ทางด้านดนตรีซึ่งมีอิทธิพลต่อความคิดและจิตใจของมนุษย์ ตามแนวพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

heavy, jazz, thailand
ซึ่งการแข่งขันได้แบ่งเป็น 3 ประเภท คือ Jazz Ensemble Competition และ Jazz Big Band Competition   ซึ่งภายในงานได้รวมไว้ด้วยศิลปินมากมายที่สร้างชื่อเสียงให้กับวงการเพลงแจ๊สของไทย นำโดย อ.รัตนะ วงศ์สรรเสริญ (ซัน) อาจารย์ประจำคณะดุริยางคศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ที่ถูกยกให้เป็นนักเปียโนแจ๊สรุ่นใหม่มือวางอันดับต้นของเมืองไทยที่น่าจับตามอง และ นักร้องเสียงอันส่งพลัง อ.บัณฑิตา ประชามอญ อาจารย์พิเศษสาขาดนตรีแจ๊ส คณะดุริยางคศาสตร์ หรือ ที่รู้จักในวงการดนตรี “แนท The Voice” ร่วมด้วย อ.ชนุตร์ เตชธนนันท์ กับ อ.ศิริวัฒน์ เปลี่ยนสันเทียะ กับโชว์สุดพิเศษที่ชื่อว่า “Two of a Kind”

heavy, jazz, thailand

เพื่องานครั้งนี้ เอ้ กุลจิรา คงทอง กับ พัด สุทธิภัทร สุทธิวาณิช จากเวทีการประกวด The Voice Thailand จะมาโชว์พลังเสียงในบทเพลงแจ๊ส ในรูปแบบ Jazz Big Band บรรเลงโดยวง Silpakorn University Jazz Orchestra รวมไปถึง กิ่ง เหมือนแพร จากเวที The Star ที่จะมาเป็นพิธีกรในครั้งนี้

heavy, jazz, thailand

นอกจากศิลปินไทยแล้ว Thailand Jazz Competition 2016 ยังได้รับเกียรติจาก เจเรมี่ มอนเทโร เป็นมือเปียโน นักประพันธ์เพลง และนักวิชาการทางด้านดนตรี ที่ได้รับการยอมรับ และได้รับรางวัลจากสถานบันทางดนตรีต่างๆ มาแล้วทั่วโลก อีกทั้งยังถือเป็น นักดนตรีแจ๊สจากชาติอาเซียน (ASEAN) ที่ได้รับการยอมรับ และ ประสบความสำเร็จมากที่สุดในวงการแจ๊สระดับนานาชาติ  และ เมริสา ตัม  เป็นนักรัองแจ๊ส ขาวสิงคโปร์ที่ได้รับการยกย่องว่าดีที่สุด ในภูมิภาคเอเชียนตะวันออกเฉียงใต้ มาเป็นกรรมการตัดสินพิเศษอีกด้วย

heavy, jazz, thailand

ขอเชิญทุกท่านร่วมสัมผัสความงดงามของดนตรีแจ๊สได้ที่งาน Thailand Jazz Competition 2016 รอบรองชนะเลิศวันที่ 16 มกราคม 2559 และรอบชิงชนะเลิศวันที่ 17 มกราคม 2559  เวลา  17.00 น.- 23.00 น. ณ เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เข้าชมฟรี…

heavy, jazz, thailand
heavy, jazz, thailand
heavy, jazz, thailand
heavy, jazz, thailand


SONY DSC

The all-new MINI Clubman

มินิ ประเทศไทย ได้เผยโฉม มินิ คลับแมน โฉมใหม่ ให้สื่อมวลชนไทยได้ร่วมสัมผัสพร้อมกันเป็นครั้งแรก หลังจากที่ได้เปิดตัวในงานมหกรรมยานยนต์ แฟรงก์เฟิร์ต อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2015 ที่ประเทศเยอรมนีเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา มินิ คลับแมน โฉมใหม่นี้ มาพร้อมฝากระโปรงท้ายแบบบานพับสองข้างอันเป็นเอกลักษณ์ และขนาดที่ใหญ่กว่ารถยนต์ในตระกูลมินิทุกรุ่น นับเป็นก้าวแรกของมินิในการเข้าสู่เซ็กเมนต์รถยนต์คอมแพคระดับพรีเมี่ยม ในขณะที่ยังคงรักษาคุณลักษณะเด่นด้านความรู้สึกในการขับขี่ที่สนุกสนาน การแสดงออกถึงสไตล์และนวัตกรรม ที่ทำให้รถยนต์แบรนด์อังกฤษนี้ได้รับการยกย่องให้เป็นตำนาน

มินิ คลับแมน โฉมใหม่ กับการเจาะตลาดรถยนต์คอมแพคระดับพรีเมี่ยม

SONY DSC SONY DSC SONY DSC

ด้วยความยาวที่เพิ่มขึ้น 27 เซนติเมตร กว้างขึ้น 9 เซนติเมตร และฐานล้อที่ยาวขึ้น 10 เซนติเมตร เมื่อเทียบกับรถยนต์มินิ แฮทช์ 5 ประตู มินิ คลับแมน โฉมใหม่นี้ จึงเป็นรถยนต์มินิที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ซี่งไม่เพียงเป็นการตีความใหม่ให้กับการเดินทางในแบบดั้งเดิมตามสไตล์อังกฤษ สำหรับศตวรรษที่ 21 แต่ยังเป็นการผจญภัยครั้งใหม่ของแบรนด์มินิในเซ็กเมนต์รถยนต์คอมแพคระดับพรีเมี่ยม ช่องเก็บสัมภาระที่มีความจุมากถึง 360 ลิตร และยังสามารถขยายขนาดเพิ่มขึ้นเป็น 1,250 ลิตร เมื่อทำการพับเบาะที่นั่งหลังซึ่งแยกกันที่ 40:20:40

คุณปรีชา นินาทเกียรติกุล ผู้จัดการทั่วไป มินิ ประเทศไทย กล่าวว่า “ด้วยขนาดที่ยาวและกว้างขึ้น รวมถึงบุคลิกที่เติบโตขึ้นอย่างชัดเจนของ มินิ คลับแมน โฉมใหม่ เรากำลังสร้างความตื่นเต้นเร้าใจให้กับคนรักมินิเจเนอเรชั่นใหม่ในประเทศไทย ช่องเก็บสัมภาระที่ขยายความจุมากขึ้น เป็นการยกระดับความอเนกประสงค์และตอบโจทย์ทุกการใช้งานสำหรับครอบครัวรวมไปถึงกลุ่มผู้ใช้งานแนวสปอร์ตที่หลงใหลในการเดินทางและกิจกรรมที่หลากหลาย นอกจากนี้เรายังได้นำเสนอฟีเจอร์ใหม่ๆ ที่ไม่เคยมีมาก่อนในรถยนต์ตระกูลมินิ เราจึงมีความมั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่า มินิ คลับแมน โฉมใหม่ จะประสบความสำเร็จในประเทศไทย”

ฟีเจอร์ใหม่ในมินิ: Air Curtains และ Air Breathers เสริมประสิทธิภาพช่องระบายอากาศ

SONY DSC SONY DSC

คุณสมบัติทางด้านแอโรไดนามิกส์ของมินิ คลับแมน โฉมใหม่ ได้รับการพัฒนาขึ้นด้วยการติดตั้งส่วนประกอบเพิ่มเติมในระบบการระบายอากาศซึ่งถูกนำมาใช้ในรถยนต์มินิเป็นครั้งแรก ได้แก่ ช่องระบายอากาศ (Air Curtains) เป็นช่องลมขนาดเล็กในแนวตั้งที่กันชนหน้า ซึ่งช่วยให้กระแสลมสามารถไหลผ่านไปยังซุ้มล้อหน้า ทำงานร่วมกับช่องระบายอากาศ (Air Breathers) ที่ด้านหลังของซุ้มล้อคู่หน้า ช่วยระบายแรงสั่นสะเทือนอันเกิดจากแรงดันอากาศ

ฝากระโปรงท้ายแบบบานพับสองข้าง พร้อมไฟหลัง LED ดีไซน์ใหม่

SONY DSC SONY DSC SONY DSC

ฝากระโปรงท้ายแบบบานพับสองข้างใช้วัสดุโลหะที่โดดเด่นสะดุดตาเป็นอีกจุดเด่นชวนมองในส่วนท้ายของ มินิ คลับแมน โฉมใหม่ เสากลางระหว่างบานกระจกซ้าย-ขวามีขนาดเล็กลงกว่าในรุ่นก่อนหน้า ซึ่งช่วยเพิ่มวิสัยทัศน์ในการมองด้านหลังให้ดียิ่งขึ้น การเปิดฝากระโปรงท้ายสามารถทำได้ด้วยการใช้มือเปิดจากปุ่มที่มือจับฝากระโปรงทั้งสองข้างซึ่งทำจากวัสดุชุบโครเมียม หรือสามารถเปิดได้โดยไม่ต้องสัมผัสตัวรถด้วยการใช้เท้าไปจ่อที่บริเวณใต้กันชนท้าย ฝากระโปรงท้ายก็จะเปิดโดยอัตโนมัติทีละข้าง ซึ่งฟีเจอร์นี้สามารถใช้งานได้เมื่อผู้ขับมีกุญแจรถอยู่กับตัว

SONY DSC

นวัตกรรมการจัดไฟแบบพิเศษเฉพาะสำหรับ มินิ คูเปอร์ เอส คลับแมน และ มินิ คูเปอร์ เอส คลับแมน ไฮทริม โฉมใหม่: LED headlamp ประกอบด้วย LED daytime driving light, LED rear lights และ LED fog light เพื่อความปลอดภัยสูงสุด

การตกแต่งภายใน: พื้นที่กว้างขวาง, ระบบแสงไฟสร้างบรรยากาศ, เบาะนั่งปรับได้ด้วยระบบไฟฟ้า

SONY DSCSONY DSC SONY DSC SONY DSC

หน้าจอแสดงผลส่วนกลางที่เป็นเอกลักษณ์ของมินิได้รับการจัดวางอย่างสอดประสานกลมกลืนใน มินิ คลับแมน โฉมใหม่ โดยที่ มินิ คูเปอร์ คลับแมน และ มินิ คูเปอร์ ดี คลับแมน โฉมใหม่ มาพร้อมหน้าจอสีขนาด 6.5 นิ้ว และ มินิ

SONY DSC

คูเปอร์ เอส คลับแมน และ มินิ คูเปอร์ เอส คลับแมน ไฮทริม โฉมใหม่ มาพร้อมหน้าจอสีขนาด 8.8 นิ้ว ซึ่งทำหน้าที่เป็นจอแสดงผลข้อมูลการขับขี่ จอควบคุมความบันเทิง และโทรศัพท์ อีกทั้งยังเพิ่มลูกเล่นให้การขับขี่ในทุกเส้นทางได้อย่างเพลิดเพลิน เทคโนโลยี LED ใหม่ล่าสุดที่สามารถเปลี่ยนสีไฟรอบวงแหวนหน้าปัดแสดงผลกลางตามสถานะ ไม่ว่าจะเป็นการขับขี่บนถนน หรือการทำงานของฟังก์ชั่นต่างๆ ตามความพึงพอใจของผู้ขับขี่

SONY DSC SONY DSC

การจัดแสงไฟภายในห้องโดยสาร ซึ่งใช้ LED และแสงไฟสร้างบรรยากาศ มาพร้อมกับฟีเจอร์พิเศษ MINI Excitement Package ซึ่งสามารถปรับเปลี่ยนสีได้ และการเปิดการทำงานของหน้าจอเมื่อเปิดหรือปิดประตูรถ นอกจากนี้ ยังเพิ่มลูกเล่นการฉายไฟลงมาบนพื้นถนนฝั่งคนขับ เป็นโลโก้ MINI เมื่อเราทำการปลดล็อกรถยนต์ และอีกหนึ่งฟีเจอร์มาตรฐานใหม่ สำหรับมินิ คูเปอร์ เอส คลับแมน ไฮทริม คือ การปรับตั้งค่าต่างๆ ของเบาะที่นั่งผู้ขับและผู้โดยสารตอนหน้าด้วยระบบไฟฟ้า โดยระบบจะจดจำองศาของที่นั่งคนขับ และยังเป็นครั้งแรกของรถยนต์มินิที่การปรับระดับต่างๆ ของเบาะ ไม่ว่าจะเป็นที่รองศีรษะ การปรับที่นั่งตามยาว การจัดองศาของพนักพิงหลัง สามารถปรับได้เพียงแค่กดปุ่มเดียว

เครื่องยนต์ชุดใหม่ที่ให้อารมณ์การขับขี่แบบสปอร์ตและสมรรถนะที่โดดเด่น

SONY DSC

มินิ คลับแมน โฉมใหม่ ขับเคลื่อนด้วยพลังของเครื่องยนต์ใหม่ล่าสุด 3 รุ่น โดยขุมกำลังของมินิ รุ่นใหม่นี้ ประกอบด้วยเทคโนโลยี MINI TwinPower Turbo ให้อารมณ์ในการขับขี่แบบโกคาร์ทโดยเพิ่มสมรรถนะของเครื่องยนต์ด้านต่างๆ ที่ดียิ่งขึ้น เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ในมินิ คูเปอร์ เอส คลับแมน โฉมใหม่ กำลังขับเคลื่อนสูงสุดอยู่ที่ 141 กิโลวัตต์/192 แรงม้า (อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ยอยู่ที่ 5.9 ลิตร/100 กิโลเมตร ระดับการปล่อย CO2 อยู่ที่ 141 กรัม/กิโลเมตร) มินิ คูเปอร์ คลับแมน โฉมใหม่ เครื่องยนต์เบนซิน 3 สูบ กำลังขับเคลื่อน 100 กิโลวัตต์/136 แรงม้า (อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ยอยู่ที่ 5.3 ลิตร/100 กิโลเมตร ระดับการปล่อย CO2 อยู่ที่ 125 กรัม/กิโลเมตร) สำหรับใน มินิ คูเปอร์ ดี คลับแมน โฉมใหม่ ใช้เครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ กำลังขับเคลื่อน 110 กิโลวัตต์/150 แรงม้า (อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ยอยู่ที่ 4.9 ลิตร/100 กิโลเมตร ระดับการปล่อย CO2 อยู่ที่ 130 กรัม/กิโลเมตร)

ครั้งแรกของมินิ กับเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด Steptronic

SONY DSC

เครื่องยนต์ 4 สูบใน มินิ คูเปอร์ เอส คลับแมน, มินิ คูเปอร์ เอส คลับแมน ไฮทริม และ มินิ คูเปอร์ ดี คลับแมน
โฉมใหม่ จะถูกเชื่อมต่อเข้ากับระบบเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด Steptonic ซึ่งเป็นครั้งแรกที่เกียร์อัตโนมัติประเภทนี้ถูกนำมาใช้ในรถยนต์มินิ ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเปลี่ยนเกียร์ที่ฉับไว และนุ่มนวลไร้รอยต่อ เนื่องจากจำนวนเกียร์ที่เพิ่มมากขึ้นส่งผลให้รอบเครื่องยนต์ในแต่ละเกียร์ใช้กำลังน้อยลง

มิติใหม่ของการอารมณ์ขับขี่แบบโกคาร์ท: ระบบกันสะเทือนอันเป็นเอกลักษณ์ของรถยนต์มินิ ที่มาพร้อมไดนามิค แดมเปอร์ คอนโทรล (Dynamic Damper Control)

SONY DSC

มินิ คูเปอร์ เอส คลับแมน และ มินิ คูเปอร์ เอส คลับแมน ไฮทริม โฉมใหม่ มาพร้อมฟังก์ชั่นไดนามิค แดมเปอร์ คอนโทรล (Dynamic Damper Control) ซึ่งเป็นระบบปรับความนุ่มนวลของโช๊กอัพอัตโนมัติ ซึ่งสามารถปรับแต่งได้โดยเลือกการตั้งค่าที่เหมาะสมตามความชอบและสไตล์การขับขี่ โดยสามารถเลือกได้ทั้งการขับขี่แนวรถแข่งแบบสปอร์ตหรือเลือกการขับขี่ที่นุ่มนวล ระบบควบคุมด้วยไฟฟ้าของวาล์วแดมเปอร์มอบการตอบสนองต่อพื้นผิวที่ไม่ราบเรียบของท้องถนนที่เป็นเอกลักษณ์และมีความหลากหลาย

ล้ออัลลอย 2 แบบให้เลือก

SONY DSC SONY DSC

มินิ คูเปอร์ คลับแมน และ มินิ คูเปอร์ ดี คลับแมน โฉมใหม่ มาพร้อมกับล้ออัลลอยน้ำหนักเบาแบบ Net Spoke ขนาด 17 นิ้ว สีเงิน ในขณะที่ มินิ คูเปอร์ เอส คลับแมน และ มินิ คูเปอร์ เอส คลับแมน ไฮทริม โฉมใหม่ มาพร้อมกับล้ออัลลอยน้ำหนักเบาแบบ Star Spoke ในสีเงินและสีดำสำหรับลุคสปอร์ต

ราคา (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)
มินิ คูเปอร์ คลับแมน : 2,388,000 บาท
มินิ คูเปอร์ ดี คลับแมน : 2,688,000 บาท
มินิ คูเปอร์ เอส คลับแมน : 3,088,000 บาท
มินิ คูเปอร์ เอส คลับแมน ไฮทริม : 3,288,000 บาท

โปรแกรมบำรุงรักษา MINI Service Inclusive

SONY DSC

มินิ คลับแมน โฉมใหม่ ทุกรุ่นมอบความสบายใจให้แก่ลูกค้า ด้วยโปรแกรมบำรุงรักษา MINI Service Inclusive หรือ MSI ที่มีระยะเวลาคุ้มครองการบำรุงรักษาพร้อมทั้งการรับประกันภายใต้เงื่อนไขและข้อตกลงเช่นเดียวกัน การรับประกันคุณภาพของผลิตภัณฑ์ตลอดระยะเวลาการคุ้มครอง นานถึง 5 ปี หรือ 50,000 กม.


heavy, 69, JASPAL, STAR, WARS

STAR WARS | JASPAL SPECIAL COLLECTION

heavy, 69, JASPAL, STAR, WARS
ปีค.ศ. 2015 นับเป็นบทสำคัญของการเดินทางในเส้นทางอารยธรรม Space Age ด้วยการกลับมาของ Star Wars Episode 7: The Force Awakens ที่ไม่เพียงปลุกกระแสภาพยนตร์ไซไฟมหากาพย์ให้กระหึ่มขึ้นเท่านั้น แต่ยังนำเอาความอาวองต์การ์ดของกองกำลัง Storm Trooper และการต่อสู้ระหว่างธรรมะกับอธรรมแห่งสงครามอวกาศ มาขึ้นแท่นความคลาสสิกแห่งจินตนาการอันเหนือขีดจำกัดที่ครองใจคอภาพยนตร์ทั่วโลกอีกครั้ง นอกจากความอลังการบนจอแล้ว อารยธรรม Starwars ยังส่งอิทธิพลการสร้างสรรค์มาถึงโลกแฟชั่น โดยเฉพาะเทรนด์การออกแบบแนว Futuristic อย่างคอลเลกชั่นพิเศษล่าสุด STAR WARS I Jaspal Special collection ที่หยิบเอาเรื่องราวและคาแร็กเตอร์ต่างๆ ที่ปรากฎในภาพยนตร์ มาตีความใหม่ในตามแบบฉบับของยัสปาล สะท้อนอนาคตด้วยเทคนิคการสร้างสรรค์อันล้ำสมัย เพื่อที่สุดแห่งแฟชั่นที่ไม่เหมือนใครและสวมใส่ได้จริง

heavy, 69, JASPAL, STAR, WARS
heavy, 69, JASPAL, STAR, WARS
STAR WARS I Jaspal Special collection สำหรับผู้ชายมีคีย์เวิร์ดคือ Sports Futuristic ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญทางด้านสไตล์ โดยหยิบเอาเนื้อหาของภาพยนตร์ที่ว่าด้วยคู่ต่างขั้ว ด้านมืดและด้านสว่างของตัวละครมาเป็นโทนสีหลักของคอลเลกชั่นคือ ขาว ดำ และสีเทา Neon Noir เคลือบสีแบบพิเศษเพื่อฉายประกายในความมืด นอกจากสามโทนสีเท่ที่กล่าวมาแล้ว ยังมีการนำเอาสีสันของอาวุธสงครามอวกาศสีแดงและน้ำเงิน จากดาบของเหล่าคาแรกเตอร์เด่นในภาพยนตร์ พร้อมสอดแทรกสีทองเพื่อสร้างสรรค์พาเล็ตต์สีที่แปลกใหม่ ล้ำสมัยกว่าที่เคย

heavy, 69, JASPAL, STAR, WARS
heavy, 69, JASPAL, STAR, WARS
ส่วนของคอลเลกชั่นสำหรับผู้หญิง นำเสนอด้วยธีม Glamorous Galactic สื่อภาพลักษณ์ของผู้หญิงแห่งอนาคตผู้ปรากฏกายอยู่ในยุคปัจจุบันอย่างกลมกลืน สไตล์ Futuristic นั้นฉายชัดอยู่บนโครงสร้างแห่งเสื้อผ้าในคอลเลกชั่นผู้หญิง โทนสีที่ใช้อิงถึงความเคร่งขรึมอย่างสีดำ น้ำเงิน เทา ผนวกกับสีเงิน ที่เติมความเฉียบคมให้กับพาเลตต์สีอันทรงพลัง

heavy, 69, JASPAL, STAR, WARS
heavy, 69, JASPAL, STAR, WARS
ทางด้านวัสดุและผิวสัมผัสนั้นก็เป็นอีกหนึ่งความโดดเด่นของคอลเลกชั่น ยัสปาลคัดสรรเทคนิคพิเศษต่างๆ เพื่อสร้างความเป็นโลกอนาคตตามสไตล์ Star Wars เช่น Reflective print การพิมพ์แบบสะท้อนแสง การใช้สีทองและเงินเคลือบผิวผ้าเพื่อเพิ่มมิติเมื่อเคลื่อนไหวขณะสวมใส่ การพิมพ์ลายนูน การปัก และเทคโนโลยีการขึ้นโครงสร้างลายแบบ 3 มิติ รวมถึงลูกเล่นในการใช้วัสดุที่ดูล้ำสมัยในทุกมุมมมอง ไม่ว่าจะเป็นผิวสัมผัส ลวดลาย และจังหวะแห่งสีสัน ให้สอดคล้องกับแก่นเรื่องของภาพยนตร์ที่ว่าด้วยความเป็นอนาคต แต่ทว่าประเด็นหลักของเนื้อหาคือสัจธรรมของโลกซึ่งไม่อาจกำหนดด้วยกาลเวลา STAR WARS I Jaspal Special collection จึงสื่อถึงรูปลักษณ์แห่งอนาคตที่สวมใส่ได้จริง และอยู่เหนือกฏเกณฑ์แห่งยุคสมัย

heavy, 69, JASPAL, STAR, WARS
heavy, 69, JASPAL, STAR, WARS
พบกับ STAR WARS I Jaspal Special collection แบบเอ็กซ์คลูซีฟก่อนใครได้ใน Exclusive Preview วันที่ 26 พฤศจิกายนนี้ที่ ร้าน Jaspal สาขาเซ็นทรัลพลาซาลาดพร้าว ก่อนวางจำหน่ายพร้อมกันทั่วประเทศที่ร้าน Jaspal ทุกสาขา 27 พฤศจิกายนนี้ ….


BMW, 7, Series, heavy

BMW 740Li โฉมใหม่ นิยามแห่งความร่วมสมัยและล้ำยุคของสุนทรียภาพแห่งการขับขี่ยนตรกรรมหรู

BMW, 7, Series, heavy

การขับขี่ยนตรกรรมหรู นำเสนอเทคโนโลยีล้ำสมัยอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ซึ่งได้รับการออกแบบเพื่อยกระดับสมรรถนะและความปราดเปรียวในการขับขี่ รวมไปถึงความปลอดภัย ความเป็นมิตรกับผู้ใช้งาน ความสะดวกสบายและความสุขในระหว่างการเดินทางไกล การเปิดตัวของ บีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 7 โฉมใหม่ ในครั้งนี้ ยังนำเสนอนวัตกรรมที่แสดงถึงความเชี่ยวชาญในการพัฒนาเทคโนโลยีที่โดดเด่นในฐานะผู้นำการผลิตรถยนต์พรีเมี่ยมระดับโลกที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด

BMW, 7, Series, heavy
BMW, 7, Series, heavy

การออกแบบที่แสดงถึงความล้ำสมัย ความปราดเปรียว ความหรูหราสง่างามที่ไม่เหมือนใคร

BMW, 7, Series, heavy

การออกแบบของบีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 7 โฉมใหม่ สะท้อนตัวตนที่แท้จริงของรถรุ่นนี้ได้เป็นอย่างดี ทั้งสัดส่วนที่งดงามลงตัว การออกแบบภายนอกอย่างพิถีพิถัน เส้นสายเฉียบคมที่แสดงถึงความทันสมัย  ปราดเปรียวและสง่างาม ดุลยภาพแห่งสุนทรียะในการขับขี่และความสะดวกสบายในการเดินทางระยะไกล ที่แสดงออกมาผ่านสุดยอดยนตรกรรมหรูอย่างไร้ที่ติ

รถยนต์รุ่นแฟลกชิปที่มาพร้อมสมรรถนะล้ำหน้าและรูปลักษณ์ดึงดูดสะกดทุกสายตา 

BMW, 7, Series, heavy
BMW, 7, Series, heavy
BMW, 7, Series, heavy
BMW, 7, Series, heavy
BMW, 7, Series, heavy
BMW, 7, Series, heavy

เช่นเดียวกับรุ่นก่อนหน้า บีเอ็มดับเบิลยู 740Li โฉมใหม่ เป็นรุ่นฐานล้อยาว มีขนาดความยาวของตัวรถ 5,238 มิลลิเมตร กว้าง 1,902 มิลลิเมตร สูง 1,485 มิลลิเมตร และเป็นรุ่นที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของบีเอ็มดับเบิลยูเท่าที่เคยผลิตมา และยังเป็นรถยนต์รุ่นแรกของบีเอ็มดับเบิลยูที่ใช้ฟีเจอร์ Air Flap Control ซึ่งจะทำงานเมื่อระบบต้องการระบายความร้อนโดยนอกจากจะพัฒนาสมรรถนะด้านแอโรไดนามิกส์ให้กับรถแล้ว ยังเพิ่มความสะดุดตาให้กับส่วนหน้าของรถด้วยจำนวนซี่ของไตคู่บีเอ็มดับเบิลยูที่เพิ่มขึ้น ไฟหน้ายังได้รับการออกแบบขยายไปจนถึงขอบไต ในขณะที่ไฟทรงกลมคู่อันเป็นเอกลักษณ์ของบีเอ็มดับเบิลถูกจัดวางอย่างพอดี ช่วยทั้งการใช้งานและดึงดูดสายตา นอกจากนี้ ยังเป็นไฟแอลอีดี โดยมีให้เลือกแบบเลเซอร์ไลท์ด้วยเช่นกัน ซึ่งล้วนขับเน้นเทคโนโลยีอันละเอียดอ่อนที่เหนือชั้น ไฟหน้าแบบเลเซอร์ไลท์สามารถสังเกตได้จากแถบสีฟ้าตรงกลางของดวงไฟ

BMW EfficientLightweight: โครงสร้างแบบ Carbon Core ช่วยลดน้ำหนักรวมของรถได้มากถึง 130 กิโลกรัม

BMW, 7, Series, heavy

เทคโนโลยี BMW EfficientLightweight ช่วยลดน้ำหนักรวมของบีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 7 โฉมใหม่นี้ได้สูงสุดถึง 130 กิโลกรัม เมื่อเปรียบเทียบกับรุ่นก่อนหน้า ด้วยโครงสร้างตัวถังที่ผลิตด้วย Carbon Core ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ใช้ในบีเอ็มดับเบิลยู i8 ทำให้บีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 7 เป็นรถยนต์รุ่นแรกในเซ็กเมนต์นี้ที่ใช้โครงสร้างผลิตจากพลาสติกเสริมเส้นใยคาร์บอน (CFRP) ผสมผสานกับโครงสร้างเหล็กและอะลูมิเนียม ช่วยเสริมความแข็งแกร่งและความมั่นคงของห้องโดยสาร ในขณะเดียวกันก็ช่วยลดน้ำหนักของตัวรถได้อย่างมาก

BMW, 7, Series, heavy

นวัตกรรมใหม่ล่าสุดนี้มอบอิสระแห่งการขับขี่ให้แก่ผู้ขับขี่มากยิ่งขึ้น โดยสามารถเลือกใช้งานโหมดที่เหมาะสมที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานใน Sport Mode หรือ Eco Pro Mode เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายในการขับขี่ หรือเลือกใช้ ADAPTIVE mode ซึ่งสามารถเรียกใช้งานได้ผ่านสวิทซ์ควบคุมแบบใหม่ การตั้งค่าเหล่านี้ขึ้นอยู่กับรูปแบบในการขับขี่และประเภทของเส้นทาง

การสั่งการด้วยระบบสัมผัสและการเคลื่อนไหวมือ

 

BMW, 7, Series, heavy

อีกหนึ่งฟังก์ชั่นใหม่ของการใช้งานร่วมกับระบบ iDrive คือ การสั่งงานด้วยการเคลื่อนไหวของมือโดยไม่ต้องสัมผัสหน้าจอ หรือ BMW Gesture Control ซึ่งถูกนำมาใช้งานเป็นครั้งแรก เซ็นเซอร์ 3 มิติจะจับการเคลื่อนไหวของการสั่งงานระบบควบคุมความบันเทิงและการสื่อสาร ซึ่งใช้งานได้อย่างง่าย เช่น การปรับระดับเสียง การรับหรือปฏิเสธสายเรียกเข้าโทรศัพท์ เป็นต้น

บีเอ็มดับเบิลยู ทัช คอมมานด์: เชื่อมต่อรถกับโลกภายนอกได้อย่างสมบูรณ์

BMW, 7, Series, heavy

นวัตกรรมของระบบควบคุมแบบมัลติฟังก์ชั่นซึ่งใช้ในบีเอ็มดับเบิลยู 740Li โฉมใหม่นั้น มาในรูปแบบของ บีเอ็มดับเบิลยู ทัช คอมมานด์ (BMW Touch Command) หรือควบคุมสั่งการด้วยระบบสัมผัสผ่านหน้าจอแท็บเล็ตพกพาขนาด 7 นิ้ว สามารถใช้งานได้จากทั้งภายในและนอกตัวรถ ซึ่งสามารถปรับและควบคุมระบบต่างๆ ของรถ ไม่ว่าจะเป็นการปรับที่นั่ง แสงไฟภายในตัวรถ การปรับอุณหภูมิ รวมถึงระบบความบันเทิงต่างๆ ระบบนำทาง และระบบการสื่อสาร และยังสามารถเล่นไฟล์เพลงและวิดีโอ รวมถึงใช้เป็นเกมส์คอนโซลได้อีกด้วย

สัมผัสประสบการณ์เหนือระดับแห่งการโดยสารด้วย Ambient Light หลังคากระจกแบบ Sky Lounge Panorama และไฟ Welcome Light Carpet 

BMW, 7, Series, heavy

ด้วยบรรยากาศที่หรูหราภายในบีเอ็มดับเบิลยู 740Li โฉมใหม่ที่ได้รับการออกแบบแสงไฟอย่างพิถีพิถัน โดยเฉพาะไฟ Welcome Light Carpet ที่ให้ความรู้สึกเอ็กซ์คลูซีฟด้วยเส้นนำสายตารอบตัวรถประหนึ่งการปูพรมต้อนรับ อีกหนึ่งฟีเจอร์พิเศษที่มาพร้อมกันคือ ไฟ Ambient Light ที่ช่วยสร้างบรรยากาศ ความหรูหราให้กับห้องโดยสาร

BMW, 7, Series, heavy

บีเอ็มดับเบิลยู 740Li โฉมใหม่ ยังมาพร้อมกับหลังคากระจกแบบ Sky Lounge Panorama ช่วยสร้างบรรยากาศเสมือนท้องฟ้าที่ประดับประดาไปด้วยดวงดาวหลากสี เป็นอีกหนึ่งความพิเศษเหนือระดับรถยนต์ซีดานหรูในเซ็กเมนต์เดียวกัน

บีเอ็มดับเบิลยู เลเซอร์ไลท์: ความแตกต่างที่เหนือกว่าในเซ็กเมนต์รถซีดานหรู

BMW, 7, Series, heavy
BMW, 7, Series, heavy
BMW, 7, Series, heavy

อีกฟีเจอร์ใหม่ของบีเอ็มดับเบิลยู 740Li ที่แตกต่างจากรถยนต์ซีดานในเซ็กเมนต์เดียวกันคือ บีเอ็ม ดับเบิลยู เลเซอร์ไลท์ (BMW Laserlight) ซึ่งคล้ายกับที่ใช้ในบีเอ็มดับเบิลยู i8 ด้วยเทคโนโลยีบีเอ็มดับเบิลยู เซเลคทีฟ บีม (BMW Selective Beam) ช่วยลดความพร่ามัวและเพิ่มประสิทธิภาพในการมองเห็น เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกเพิ่มเติมจากไฟแอลอีดีในรุ่นมาตรฐาน ไฟหน้าแบบเลเซอร์นี้มีแสงสีขาวและให้ความสว่างได้ในระยะ 600 เมตร สำหรับไฟสูง ซึ่งเป็นระยะที่ไกลกว่าความสว่างจากไฟหน้าแบบแอลอีดีถึงสองเท่าและให้ความเข้มของแสงมากกว่าไฟหน้าแบบแอลอีดีถึงสี่เท่า

ช่วงล่างแบบถุงลมและระบบควบคุมความนุ่มของโช้กอัพที่มาในรุ่นมาตรฐาน

BMW, 7, Series, heavy

ด้วยช่วงล่างระบบถุงลม สำหรับเพลาขับทั้งหน้าและหลัง และระบบพวงมาลัยพาวเวอร์ไฟฟ้า บีเอ็มดับเบิลยู 740Li โฉมใหม่มาพร้อมกับทุกองค์ประกอบเพื่อสร้างความแม่นยำ การเคลื่อนไหวในการขับขี่อย่างมั่นคงและ สอดประสานอย่างกลมกลืน ช่วงล่างแบบถุงลมซึ่งทำงานด้วยการใช้พลังงานจากแบตเตอรี่อัดลมเข้าไปเก็บในถังลม ทำให้สามารถรักษาระดับของรถไว้ได้ แม้ในเวลาที่เครื่องยนต์หยุดทำงาน ระดับความสูง ของรถจะถูกปรับให้คงที่อยู่เสมอไม่ว่าจะมีน้ำหนักบรรทุกเท่าไหร่ก็ตาม และเนื่องจากในแต่ละล้อ มีตัวจ่ายลมที่ทำงานอย่างเป็นอิสระ จึงสามารถปรับระดับของรถให้เสถียรได้ แม้ว่าน้ำหนักในการบรรทุกของล้อแต่ละข้างจะไม่เท่ากันก็ตาม นอกจากนี้ ผู้ขับขี่ยังสามารถปรับการควบคุมระดับนี้ได้ด้วยตนเอง ทั้งในระหว่างการขับขี่บนท้องถนน หรือแม้แต่การขับในพื้นที่ต่างระดับ เช่น ในอาคารจอดรถที่มีความ ลาดชัน การปรับระดับจะกลับสู่ค่ามาตรฐานโดยอัตโนมัติที่ความเร็ว 35 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และเมื่ออยู่ในโหมด SPORT และใช้ความเร็วสูงในการขับขี่ ระบบจะปรับระดับความสูงของตัวรถลงมา 10 มิลลิเมตรโดยอัตโนมัติ

เครื่องยนต์เบนซินแบบ 6 สูบแถวเรียง รุ่นใหม่

BMW, 7, Series, heavy

บีเอ็มดับเบิลยู 740Li โฉมใหม่นี้ มาพร้อมกับเครื่องยนต์ 6 สูบแถวเรียงรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นเครื่องยนต์รุ่นล่าสุดของบีเอ็มดับเบิลยู ด้วยปริมาตรกระบอกสูบขนาด 3 ลิตร ซึ่งใช้เทคโนโลยีบีเอ็มดับเบิลยู ทวินพาวเวอร์ เทอร์โบ ให้กำลังสูงสุด 240 กิโลวัตต์ / 326 แรงม้า ที่ 5,500 ถึง 6,500 รอบต่อนาที อัตราเร่งความเร็วจากศูนย์ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 5.6 วินาที อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ยที่ 14.3 กิโลเมตรต่อลิตร และมีอัตราการปล่อย CO2 อยู่ที่ 166 กรัมต่อกิโลเมตร ตามการทดสอบของอียู


heavy, ford, eco

10 SMALL BUT MIGHTY

10 เทคโนโลยีที่ถูกพัฒนาให้มีขนาดจิ๋วแต่แจ๋ว

ในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา เทคโนโลยีได้ถูกพัฒนาก้าวไกลไปมาก จากคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดใหญ่เท่าบ้านกลายเป็นเครื่องเล็กกะทัดรัดขนาดพอเหมาะกับฝ่ามือ สังเกตได้ว่าเทคโนโลยีในปัจจุบันได้ถูกลดขนาดให้เล็กลงแต่กลับทวีความแจ๋วในตัวเอง ฟอร์ดจะพาคุณเดินทางย้อนเวลาไปพบกับการเปรียบเทียบของ 10 วิวัฒนาการของเทคโนโลยียอดนิยมจากอดีตสู่วันนี้ แล้วคุณจะประหลาดใจว่าโลกของเราได้พัฒนาไปไกลขนาดไหน

heavy, ford, eco
โทรศัพท์
ก่อน: เมื่อโลกรู้จักโทรศัพท์ระบบหมุนหมายเลข การโทรออกโดยใช้โทรศัพท์รุ่นเก่าขนาดใหญ่เทอะทะก็กลายเป็นเรื่องง่ายทันที

ปัจจุบัน: การโทรศัพท์โดยใช้สมาร์ทโฟนสุดบางเฉียบก็เป็นเรื่องง่ายเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น การส่งอีเมล ถ่ายรูป ท่องอินเทอร์เน็ต การหาคู่รวมถึงการบริหารจัดการชีวิตในเรื่องต่างๆ ต้องยอมรับว่า โทรศัพท์กลายเป็น “ปัจจัยที่ 5” ในการดำรงชีวิตของมนุษย์ไปแล้ว

heavy, ford, eco
คอมพิวเตอร์
ก่อน: คอมพิวเตอร์เครื่องแรกของโลกมีน้ำหนักประมาณ 30 ตัน ซึ่งมีขนาดใหญ่เทียบเท่ากับบ้านหนึ่งหลัง อย่างไรก็ตามเทคโนโลยีนี้นับว่าเป็นวิวัฒนาการที่ก้าวล้ำที่สุดในขณะนั้น ทั้งนี้คอมพิวเตอร์ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาเชิงคณิตศาสตร์ที่หลากหลาย ด้วยความสามารถในการคำนวณและประมวลผลคำสั่งได้หลายพันคำสั่งต่อวินาที

ปัจจุบัน: คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลมีน้ำหนักแค่ 2 กิโลกรัมและยังสะดวกในการพกพาไปยังที่ต่างๆ คอมพิวเตอร์ในปัจจุบันถูกใช้มากกว่าการแก้ไขปัญหาเชิงคณิตศาสตร์และยังประมวลผลคำสั่งได้หลายพันล้านคำสั่งต่อวินาที

heavy, ford, eco
โดรน
ก่อน: การถ่ายภาพจากมุมสูงจำเป็นต้องใช้รถเครน กล้องและความกล้าหาญเป็นอย่างมาก

ปัจจุบัน: โดรนได้เข้ามามีบทบาทต่อมนุษย์ โดรนเป็นอุปกรณ์ไร้คนขับที่ใช้ถ่ายภาพจากกลางอากาศ สามารถบินได้สูงกว่า 1 กิโลเมตร ในขณะเดียวกันก็สามารถรักษากล้องให้อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ ที่สำคัญกว่านั้น คือ โดรนช่วยให้มนุษย์ปลอดภัย ไม่ต้องเสี่ยงอันตรายอีกต่อไป

heavy, ford, eco
กล้อง
ก่อน: การถ่ายภาพนิ่งให้สวยสมบูรณ์แบบต้องใช้เวลาอย่างน้อย 10 นาที เพื่อจัดเตรียมกล้อง และอีก 1 วันเพื่อล้างฟิล์ม

ปัจจุบัน: ภายในระยะเวลาเพียง 10 นาที มนุษย์สามารถถ่ายรูปมุมสวยๆ กว่า 500 รูป และสามารถดูรูปภาพได้ทันที

heavy, ford, eco
เครื่องยนต์
ก่อน: เครื่องยนต์ในสมัยโบราณถูกจดจำด้วยขนาด ทั้งนี้เราสามารถยืนยันข้อเท็จจริงดังกล่าวด้วยเครื่องยนต์ V8 ของฟอร์ดในปี พ.ศ. 2475 ที่มีน้ำหนักกว่า 230 กิโลกรัม มาพร้อมพละกำลัง 48 กิโลวัตต์

ปัจจุบัน: วลีที่กล่าวว่า “ยิ่งใหญ่ยิ่งดี” ได้สิ้นสุดลงและเครื่องยนต์อีโค่บูสท์ 1.0 ลิตรของฟอร์ดได้ยืนยันถึงข้อเท็จจริงนี้ แต่อย่าให้ขนาดของเครื่องยนต์หลอกคุณ แม้เครื่องยนต์จะมีน้ำหนักแค่ 97 กิโลกรัม ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าครึ่งของเครื่องยนต์รุ่นบุกเบิกในปี พ.ศ. 2475 แต่เครื่องยนต์อีโค่บูสท์สามารถส่งกำลังได้มากกว่าสองเท่าซึ่งแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพจิ๋วแต่แจ๋วอย่างแท้จริง

heavy, ford, eco
เซลฟี่
ก่อน: การถ่ายเซลฟี่เริ่มได้รับความนิยมในปี พ.ศ. 2468 แต่อย่างไรก็ดีการถ่ายเซลฟี่สามารถถ่ายได้ที่ตู้ถ่ายรูปเท่านั้น

ปัจจุบัน: กล้องถ่ายเซลฟี่ได้ถูกพัฒนาขึ้น พร้อมที่จะถ่ายรูปทุกขณะและยังมากับฟังก์ชั่นลบเลือนริ้วรอยต่างๆ ที่ไม่พึงปรารถนาเพียงแค่คลิกปุ่มเดียว

heavy, ford, eco
ฮาร์ดไดรฟ์
ก่อน: ในยุค 50 ข้อมูลคอมพิวเตอร์ถูกบันทึกลงม้วนเทปแม่เหล็กและเทปหนึ่งม้วนสามารถบันทึกข้อมูลได้เพียง 2 เมกะไบต์

ปัจจุบัน: ยูเอสบีแฟลชไดร์ฟสามารถบรรจุข้อมูลได้ถึง 512 กิกะไบต์ ซึ่งเทียบเท่ากับม้วนเทปจากศตวรรษที่ 50 ถึง 256,000 ม้วน

heavy, ford, eco
วิทยุ
ก่อน: หากต้องการฟังเพลงโปรดในศตวรรษที่ 20 คุณจะต้องรีบกลับบ้านเพื่อรับฟังเพลงจากวิทยุท้องถิ่นเท่านั้น

ปัจจุบัน: เราสามารถรับฟังทุกอย่างได้ทุกที่ทุกเวลาแม้ในขณะวิ่งออกกำลังกาย ไม่ว่าจะเป็น การฟังเพลงแบบสตรีมมิ่ง พ็อดคาสท์ หรือวิทยุดิจิตอล

heavy, ford, eco
เครื่องคิดเลข
ก่อน: ในศตวรรษที่ 20 เครื่องคิดเลขเชิงกลอันแสนหนักอึ้งมีประสิทธิภาพในการคำนวณบวกลบเลขอย่างง่าย

ปัจจุบัน: นักคณิตศาสตร์ นักวิทยาศาสตร์และวิศวกรใช้เครื่องคิดเลขทางวิทยาศาสตร์ขนาดพกพาเพื่อคำนวณสมการอย่างเช่น

heavy, ford, eco
เครื่องอัดเสียง
ก่อน: หากมีบางสิ่งที่สำคัญต้องพูดในปี พ.ศ. 2463 เครื่องอัดเสียงในยุคนั้นสามารถบันทึกเสียงได้ 1,200 คำ

ปัจจุบัน: เครื่องอัดเสียงแบบพกพาสามารถบันทึกได้สูงถึง 1,200 ชั่วโมง หมายความว่ามนุษย์สามารถบันทึกทั้งสิ่งที่สำคัญและสิ่งที่ไม่สำคัญได้อย่างยาวนานต่อเนื่อง


heavy, MOOSE, party, music

MOOSE presents The MixMash: A Festival of Fusion

heavy, MOOSE, party, music
“MOOSE presents THE MIXMASH : A Festival of Fusion” ชวนคุณมาร่วมสุดยอดเทศกาลแห่งสัมผัสทางรสชาติและบีทระดับโลก ผสานการสร้างสรรค์อาหาร ดนตรี และศิลปะเป็นความสนุกสดใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นที่ไหนมาก่อน!!! นำเสนอความฟิวชั่นด้วย 3 โซนสุดตื่นตาคือ Concrete Orchard, Steel Field และโซนสุดเอ็กซ์คลูซีฟ อย่าง Mash-Up Meadow ที่คุณจะได้ใกล้ชิดกับเชฟมิชลินสตาร์จากร้าน Casamia ประเทศอังกฤษ เจ้าของรางวัล Chef of The Year by Good Food Guide 2015 หรือดื่มด่ำกับซาวด์ระดับโลกกับ DJ Yoda ผู้โด่งดังและกำลังเป็นที่นิยมในวงการดนตรีระดับสากล การันตีฝีมือด้วยรางวัล The Independent Music Awards และ Sony Radio Academy Awards พร้อมด้วยเหล่าเชฟชั้นนำและกองทัพศิลปินชื่อดังจากไทยและทั่วทุกมุมโลกที่ Moose คัดสรรมาร่วมเทศกาลกันอย่างคับคั่งเพื่อร่วมสร้างปรากฎการณ์ที่พลาดไม่ได้ในครั้งนี้

ไฮไลท์ศิลปิน ดีเจ และเชฟ ที่จะมาโชว์และคอลลาโบเรทความแปลกใหม่บน 3 เวทีสุดพิเศษ ของ Moose presents The MIXMASH: A FESTIVAL OF FUSION

heavy, MOOSE, party, music

DJ Yoda Duncan Beiny
“THE CUT N’ PASTE KING, UK”
เวที Mash-Up Meadow
วันเสาร์ที่ 28 พฤศจิกายน 2015
เวลา 21:00 น. – 22:00 น.

ดีเจคนดังจากลอนดอนผู้ถูกยกให้เป็นเจ้าแห่งการเล่นแผ่นเสียงและตัดต่อเพลงจากเวที DMC Scratch DJ of the Year เขาได้รับการขนานนามว่าเป็น 1 ใน 10 ดีเจที่ควรดูก่อนตาย (Ten DJs to See before You Die) จาก Q Magazine เขาหลงใหลในศาสตร์ของดนตรีกับอาหาร ไม่ว่าจะเป็นการใช้แรงบันดาลใจเรื่องอาหารมาสร้างสรรค์เนื้อหาและบีทดนตรี ไปจนถึงการเปิดร้านบาร์บีคิวเป็นของตัวเอง “ผมคิดว่าดนตรีและอาหารมีส่วนเกี่ยวโยงกันมาก ผมเลยทำเพลงชื่อ Pizza ร่วมกับ Sway และอีกเพลง Breakfast Cereal ทำกับ Biz Markie รวมถึงอัลบั้มชื่อ Chop Suey ส่วนผลงานล่าสุดคือ Breakfast of Champions” เขากล่าว

heavy, MOOSE, party, music

INTER CHEF – CASAMIA
“Cooking Show by Inter Chef Signature”
เวที Steel Field
วันเสาร์ 28 – วันอาทิตย์ที่ 29 พฤศจิกายน 2015
เวลา 17:00 – 18:00 น.

ร้าน Casamia (หรือ my house ในภาษาอังกฤษ) ที่ร่วมฟูมฟักโดยสองพี่น้องซานเชส-อีเกลเซียส เชฟคู่หูผู้สั่งสมชื่อเสียงมาจากพลังการสร้างสรรค์เมนูอาหารแบบไม่เหมือนใครจากการใช้วัตถุดิบที่มีในประเทศอังกฤษ “ในปี 2007 เราวิเคราะห์กันว่า ร้านอาหารญี่ปุ่นนั้นได้อิทธิพลมาจากฤดูกาลที่เปลี่ยนแปลง ซึ่งไม่เพียงส่งผลต่อลักษณะของเมนูเท่านั้น แต่ยังรวมถึงสิ่งที่ใช้ตกแต่งอาหารเพื่อสะท้อนถึงทั้ง 4 ฤดูกาล ซึ่งเป็นแนวคิดที่น่าสนใจ เราจึงนำเอามาปรับใช้และพัฒนากันอยู่ 2-3 ปี เพื่อรวมเอาสัมผัสต่าง ๆ ทั้ง รูป รส กลิ่น เสียง และสัมผัสแห่งฤดูกาลของอังกฤษ มาสร้างสรรค์เมนูที่จะพาย้อนความทรงจำไปยังวัยเด็กของเรา ทั้งการเดินทางหรือผู้คนที่วนเวียนผ่านเข้ามา” พวกเขากล่าว ซึ่งเหล่าอาหารเลิศรสที่เกิดจากแนวคิดนี้เองทำให้ร้าน Casamia ได้รับมาตรฐานมิชลินสตาร์มาตั้งแต่ปี 2009 และล่าสุดยังคว้ารางวัล Chef of The Year by Good Food Guide 2015 และสำหรับ MOOSE presents THE MIXMASH : A Festival of Fusion นอกจากจะโชว์การทำอาหารแล้ว Casamia ยังจะชวนแขกของ The MixMash มาร่วมเอ็กซ์คลูซีฟดินเนอร์กับพวกเขาด้วย

DJ STEVIE Z
“AUSTRALIA MEETS THAILAND”
เวที Mash-up Meadow
วันศุกร์ที่ 27 พฤศจิกายน 2015 เวลา 20:00 – 21:00
วันเสาร์ที่ 28 พฤศจิกายน 2015 เวลา 17:00 – 18:00
วันอาทิตย์ที่ 29 พฤศจิกายน 2015 เวลา21:00 – 23:00

DJ Stevie-Z ดีเจสุดฮอตแห่งเมืองโกลด์โคสท์ ประเทศออสเตรเลีย เจ้าของฝีมือการมิกซ์เพลงหลากแนวอันเป็นเอกลักษณ์ที่โด่งดังไกลถึงลาสเวกัส เขาจะมาสร้างความตื่นตาตื่นใจที่ไม่เคยเกิดขึ้นที่ไหนมาก่อน ณ MOOSE presents THE MIXMASH : A Festival of Fusion โดยการสปินแผ่นพร้อมกับการเชิดหนังใหญ่ วัฒนธรรมอันเก่าแก่และล้ำค่าของไทย ผสานกันเป็นซาวด์ใหม่ในแบบฉบับของเขา

heavy, MOOSE, party, music

DANCAKES
เวที Concrete Orchard
Pancake art by Dancakes คู่กับดีเจ
วันที่ 27-29 พฤศจิกายน 2015 เวลา 13:00 – 14:00 น.
Pancake art by Dancakes คู่กับขิม
วันที่ 27-28พฤศจิกายน 2015 เวลา 16:00 – 17:00 น.
Pancake art by Dancakes คู่กับระนาด
วันที่ 27-29 พฤศจิกายน 2015เวลา 18:00 – 19:00 น.

Dr. Dan หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ Doctor Dan the Pancake Man ปรมาจารย์การสร้างสรรค์ศิลปะแพนเค้กคนแรกของโลก! ที่ใครๆก็เคยเห็นฝีมือฉกาจของเขามาแล้วบนยูทูป ซึ่งคราวนี้ ดร. แดน จะโชว์ฝีมือการทำแพนเค้กพร้อมกับการบรรเลงระนาด เครื่องดนตรีอันเก่าแก่ของไทยถือเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ที่รวมเอาวัฒนธรรมตะวันตกและตะวันออกเข้าด้วยกันได้อย่างลงตัวและหาชมที่ไหนไม่ได้

heavy, MOOSE, party, music

Cotton Candy Dance / Dj Pitchy
“Cotton Candy Dancing Show”
เวที Concrete Orchard
วันศุกร์ที่ 27 พฤศจิกายน 2015
Cotton candy dance show กับขิม เวลา 15:00 – 16:00
Cotton candy dance show กับดีเจ เวลา 19:00-20:00
วันเสาร์ที่ 28 พฤศจิกายน 2015 เวลา
Cotton candy dance show กับ DJ Pitchy เวลา 15:00 – 16:00
และเวลา 19:00 – 20:00

วันอาทิตย์ที่ 29 พฤศจิกายน 2015 Cotton candy dance show กับขิม เวลา 16:00 – 17:00 Cotton candy dance show กับ DJ เวลา 19:00 –20:00 น.
หากจะยกให้ใครเป็นไมเคิล แจ็คสันแห่งรัสเซีย ต้องไม่พลาดชื่อ David Shtorm ราชาแห่งการสร้างสรรค์ขนมสายไหมเจ้าของฉายา CandyKing เขาจะบินตรงมาเพื่อเรียกเสียงฮือฮาด้วยท่าปั่นสายไหมแบบ Moonwalk วาดเส้นสายและสีสันแห่งน้ำตาลบนอากาศเป็นขนมสายไหมรูปร่างต่างๆ ให้เข้ากับบีทสุดเท่จากผีมือการสปินแผ่นโดย DJ Pitchy ดีเจสาวผู้หลงใหลในดนตรีอิเล็ก- โทรนิกซ์

heavy, MOOSE, party, music

MODERN DOG
“SIGHT & SOUND BY May+TNoijinda”
เวที Mash-up Meadow
วันอาทิตย์ที่ 29 พฤศจิกายน 2015
เวลา 20:00 – 21:00

Sight and Sound โชว์พิเศษจากเมธีน้อยจินดา มือกีต้าร์ประจำวงอัลเทอร์เนทีฟไทยระดับตำนานอย่าง Modern Dog งานนี้จะเป็นงานแรกที่พวกเขาจะแสดงเพลงผ่านผลงานศิลปะด้วยเทคนิคการสร้างสรรค์เซรามิก ไปพร้อมกับดนตรีที่เล่นสดเบื้องหลัง เพื่อสร้างแรงบันดาลให้ชิ้นงาน หลังจากนั้นจะทำการบันทึกลายเซ็นต์ไว้ในทุกชิ้นงานและมอบผลงานให้แก่ผู้โชคดีด้วย

heavy, MOOSE, party, music

BUDDHA BLESS
“SPECIAL ACAPPELLA AND COOKING SHOW”
เวที Mash-up Meadow
วันศุกร์ที่ 27 พฤศจิกายน 2015
เวลา 21:00 – 22:00

ในเฟสติวัลแบบฟิวชั่น The MixMash Festival ครั้งนี้ Buddha Bless แร็พเปอร์ไทยขวัญใจวัยคูล ได้นำเพลง “ไข่เจียว” ที่ใครๆก็รู้จักันดีมาปรุงแต่งใหม่ ใส่สีสันให้ดูสนุกมากขึ้นตามสไตล์ฮิปฮอป แต่แค่นั้นยังไม่พอ! พวกเขายังจะมาโชว์แร็พไปพร้อมกับทำอาหาร รับรองได้ว่าจะเป็นประสบการณ์ใหม่ที่คุณยังไม่เคยได้เห็นที่ไหนมาก่อน

NANTA
“COOKING SHOW, KOREA”
เวที Mash-up Meadow
วันศุกร์ที่ 27 พฤศจิกายน 2015
เวลา 19:00 – 20:00

‘NANTA cooking show’ โชว์อันโด่งดังสัญชาติเกาหลีจะมาสร้างความฮือฮาบนเวที Mash-up Meadow กับการแสดงที่จัดเตรียมมาเพื่อ The MIXMASH Festival โดยเฉพาะเท่านั้น ทั้งสาธิตการทำอาหาร ไปพร้อมกับนำข้าวของเครื่องใช้ อุปกรณ์ในครัว มาสร้างจังหวะประกอบการแสดงและแน่นอนว่าผู้ที่มาร่วมงานจะได้ความสนุกแบบครบสัมผัสทั้ง 4 รูป รส กลิ่น และเสียง (4D Multi-sensory)

เชฟ ชุมพล/ต๊อก ศุภกร
“Chef & Rapper, the Live Cuisine Poem”
เวที Mash-up Meadow
วันสาร์ที่ 28 พฤศจิกายน 2015
เวลา 19:00 –20:00

การทำอาหารที่สดใหม่และมันส์มากที่สุดโดยการจับมือกันระหว่างดาราหนุ่มอารมณ์ดีและกวีเพลงแร็พ ต๊อก ศุภกร กิจสุวรรณ กับเชฟชุมพล แจ้งไพร เชฟอาหารไทยอันดับ 1 ประจำรายการ Iron Chef Thailand ผู้คร่ำหวอดในวงการมากว่า 30 ปี แถมยังเป็นเจ้าของภัตตาคารสุดครีเอทและรสชาติเลิศที่สุดแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ทั้งสองจะมาสาธิตการทำอาหารแบบไทยแท้ ให้เข้ากับการแร็พจากกลอนบทประพันธ์ของรัชกาลที่ 2

THE WISE GUISE
DJs, BRISTOL, UK

ดีเจสองพี่น้องที่มีบทบาทในคลับชั้นนำของอังกฤษมามากว่า 20 ปี เคยทำงานร่วมกับศิลปินดนตรีแดนซ์ชื่อดังมาแล้วมากมาย Wise Guise มีชื่อในเรื่องดีไซน์การแสดงที่เผยให้เห็นทักษะและอิทธิพลด้านดนตรีอันหลากหลายสไตล์ของพวกเขา รวมทั้งความสามารถด้านดีเจที่เหนือชั้น ผู้ชมจะได้รับชมการแสดงที่ผสมผสานสไตล์ทั้งโอลด์สคูลและความร่วมสมัยไว้ได้อย่างกลมกลืน ซึ่งรวมเอากลิ่นอายดนตรีหลากแนว ทั้งฮิปฮอป เฮ้าส์ ฟังก์ อิเล็กโทร ดิสโก้ ดรัมแอนด์เบส เข้าด้วยกันเป็นฟิวชั่นซาวด์แทร็คที่หาฟังได้เฉพาะที่งานนี้เท่านั้น

นอกจากนี้ แต่ละเวทียังมีไฮไลท์เด็ดอีกมากมาย อย่างเวทีสุดฟิวชั่น Steel Field กับโชว์จาก ‘Stomp Kitchen’ สร้างบีทสนุกด้วยการร้องเล่นเต้นเคาะอุปกรณ์ทำครัวกันอย่างมันส์ๆ และเสริมด้วยกิจกรรมที่คุณสามารถมีส่วนร่วมอย่าง ‘Food graffiti on canvas’ โดย DJ Creet ที่นำเอาวัตถุดิบประกอบอาหารสร้างสรรงานกราฟิตี้พร้อมกับเสียงดนตรีสุดคลู ต่อด้วยกิจกรรมสุดคูลชวนคุณมาวาดภาพจินตนาการลงบนแผ่นขนมปัง Bread Painting Workshop โดยศิลปินและนักวาดภาพประกอบคนดังอย่างโอ่ง กงพัฒน์ ตามด้วยอีกบูธสุดสร้างสรรค์ ‘5 minutes dish workshop’ ซึ่งจะมาโชว์สอนการทำอาหารเมนูแสนง่ายภายใน 5 นาที ตามด้วยเวิร์คช็อปเอาใจคนรักสุขภาพกับการคำนวณแคลอรี่โดยโค้ช เชฟร็อค ภูริ หัสดินทร์ จากหนุ่มอ้วน 135 กิโล สู่เทรนเนอร์ฟิตเนสชั้นนำ ทางด้านเวทีใหญ่อย่าง Mash-Up Meadow ก็สร้างสีสันแห่งดนตรีด้วยศิลปินหลากแขนงทั้งฮิปฮ็อป ร็อคและป๊อป อาทิ The Parkinson, Super Baker,และ Yokee Playboy

ปิดท้ายด้วยโซนพิเศษที่ไม่ควรพลาดอย่างยิ่งคือ MOOSE Kitchen ที่เหล่าเชฟคนดังจะมาชวนคุณร่วมทำครัวสุดคูลแห่งนี้กับเมนูหลากประเภทในเวิร์กช็อพสนุกๆ นอกจากเวิร์กช็อฟแล้ว เชฟแต่ละคนใน MOOSE Kitchen จะท้าให้เชฟอีกคนมาแข่งกันสร้างสรรค์จานพิเศษสุดล้ำสำหรับครัวมูสแห่งนี้อีกด้วย แถมยังมีอีกหนึ่งกิจกรรมที่จะมาเสริมทัพความฟิวชั่นของงานเฟสติวัลครั้งนี้ให้มี ‘ชีวิตชีวา’ และ ‘แตกต่าง’ อย่างที่สุด คือการสร้างสรรค์เมนูฟิวชั่นสุดพิเศษของเหล่าร้านค้าภายในงานที่ตั้งใจคิดค้นและออกแบบเมนูมาเพื่อ The MixMash Festival โดยเฉพาะ ด้วยการนำผลิตภัณฑ์คุณภาพ รสชาติแท้ๆจากต้นกำเนิด วัตถุดิบออร์แกนิกที่หาได้ในท้องถิ่นเท่านั้นมาผ่านขั้นตอนกระบวนการต่างๆ เพื่อรังสรรค์ขึ้นมาเป็นเมนูพิเศษในแบบฉบับของตัวเอง
หมายเหตุ กำหนดการและกิจกรรม อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสม กรุณาติดตามได้ที่เว็บไซด์ www.themixmashfestival.com และ facebook.com/themixmashfestival

heavy, MOOSE, party, music

สำหรับผู้ที่สนใจร่วมเดินทางเปิดประสบการณ์ใหม่ไปพร้อมกับ The MIXMASH Festival สามารถซื้อบัตรได้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2558 ที่เว็บไซต์ www.themixmashfestival.com

สิทธิพิเศษสำหรับผู้ที่ซื้อบัตร The MIXMASH Festival ผ่านทางเว็บไซต์และหน้างานจะได้รับคูปองอาหารฟรี มูลค่า 300 บาท/ วัน

การเดินทางมางาน THE MIXMASH: A Festival of Fusion

สถานที่ คือ ราชดำริซอย 2 เวลาเปิด-ปิด :วันศุกร์ที่ 27 พ.ย. ถึง วันอาทิตย์ที่ 29 พ.ย. นี้ ระหว่าง 12.00 น. – 24.00 น. (เที่ยงวันยันเที่ยงคืน)

  • รถประจำทางสาธารณะ: รถปรับอากาศสาย 16, 25, 73, 79, 204, 511, 513, 514 รถเมล์ธรรมดาสาย 2, 15, 16, 25, 40, 54, 73, 204
  • จากสถานี BTS (รถไฟฟ้า): เดินจากสถานีชิดลมมาประมาณ 700 เมตร
  • จากสนามบิน :แท็กซี่จากสนามบิน (ใช้ทางด่วนพระราม 9) ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 – 1.30 ชั่วโมงขึ้นอยู่กับสภาพการจราจร แท็กซี่มิเตอร์ทั่วไปเริ่มต้นที่ 35 บาท ส่วนแอร์พอร์ตแท็กซี่เริ่มต้นที่ 50 บาท หรือเดินทางด้วยแอร์พอร์ตลิงค์จากสนามบินมายังสถานีพญาไท (45 บาท) เพื่อเปลี่ยนสายไปยังรถไฟฟ้า BTS แล้วเดินทางต่อมายังสถานีชิดลม (27 บาท)

heavy, chevy, truck

Classic Chevy Truck เปิดตำนานรถกระบะคลาสสิก

heavy, chevy, truck
 เมื่อเชฟโรเลตเผยโฉมรถกระบะโคโลราโดในประเทศไทยในเดือนกันยายน 2553 คุณนครเป็นหนึ่งในเจ้าของรถกระบะเชฟวี่คลาสสิกที่เข้าร่วมงานดังกล่าวพร้อมกับนำรถกระบะคันโปรดของเขาอย่างอาปาเช่ สเตปไซด์ รุ่นปี 1954 มาร่วมจัดแสดง คุณนครยังมีรถกระบะเชฟวี่คลาสสิกปี 1959 อีกหนึ่งคัน และเป็นสมาชิกกลุ่มไทยอเมริกันคลาสสิกคาร์คลับมาตลอด 10 ปีที่ผ่านมา เขาคาดการณ์ว่าประเทศไทยมีรถกระบะเชฟโรเลตสุดคลาสสิกจำนวนมากถึง 200 คัน

heavy, chevy, truck
รถกระบะคลาสสิกที่ยังสามารถใช้งานได้ดีเหล่านี้สะท้อนความเป็นจริงในด้านของความมุ่งมั่นในการผลิตยานยนต์คุณภาพเยี่ยมของเจนเนอรัล มอเตอร์ส ปัจจุบัน รถเชฟโรเลตทุกรุ่นผลิตด้วยหลักการสร้างคุณภาพในกระบวนการผลิตของจีเอ็มเพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านของความทนทานและไว้วางใจได้เสมอ 

heavy, chevy, truck
คุณอาภากร ศรีเจริญ จากจังหวัดราชบุรีซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิกไทยอเมริกันคลาสสิกคาร์คลับ พบกับรถรถเชฟโรเลต อาปาเช่รุ่นปี 1960 ในสภาพผุพังที่ศูนย์จำหน่ายรถมือสองแห่งหนึ่ง แต่คุณอาภากรก็นำรถคันนั้นมาชุบชีวิตให้เหมือนใหม่โดยได้รับการช่วยเหลือจากเพื่อนร่วมคลับ “ผมรักรถกระบะอเมริกันอย่างมาก ทุกชิ้นส่วนมีความสำคัญเท่ากันหมด เมื่อเทียบกับรถกระบะยี่ห้ออื่นแล้ว มีเพียงเชฟวี่เท่านั้นที่ทำให้ผมรู้สึกถึงความเป็นอเมริกันอย่างแท้จริง”

heavy, chevy, truck
เมื่อพูดถึงเสน่ห์ของรถกระบะอเมริกันคลาสสิก คุณอาภากรกล่าวเพิ่มเติมว่า “เราไม่สามารถซื้อเวลาได้ แต่เมื่อได้ขับรถคลาสสิกหรือรถวินเทจก็เหมือนกับการซื้อความทรงจำ ผมเคยชมภาพยนตร์ตะวันตกที่มีรถกระบะเหล่านี้ แต่เวลานี้ผมได้นั่งอยู่หลังพวงมาลัยด้วยความรู้สึกที่มากกว่าความภาคภูมิใจ มันคือความสุขและความพิเศษที่ได้คืนชีวิตให้กับรถและได้ขับรถคลาสสิกแบบนี้”

heavy, chevy, truck
ความทรงจำเกี่ยวกับรถกระบะอเมริกันคลาสสิกไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ในประเทศไทย คุณชาลี ยิ้มย่อง จากกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นเจ้าของรถเชฟโรเลต ซี10 สเตปไซด์ รุ่นปี 1966 กล่าวว่า “ผมซื้อรถเชฟวี่มาจากชายชราคนหนึ่งในจังหวัดนครปฐมซึ่งเขาซื้อต่อมาจากกองทัพอากาศสหรัฐฯ ในช่วงสิ้นสุดสงครามเวียดนาม ผมรักรถคันนี้มากเพราะดูแข็งแกร่งบึกบึน”

heavy, chevy, truck
การตัดสินใจจัดแสดงรถกระบะเชฟวี่สุดคลาสสิกที่งานเปิดตัวโคโลราโดในปี 2553 ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อแสดงถึงความแปลกใหม่ แต่เป็นการสะท้อนประสบการณ์เกือบ 100 ปีในการผลิตรถกระบะของเจนเนอรัล มอเตอร์ส และประสบการณ์เกือบ 70 ปีของเชฟโรเลต รวมถึงเสน่ห์ที่ยาวนานไม่เปลี่ยนแปลง

heavy, chevy, truck
ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจแต่อย่างใดที่ มร. มาร์คอส เพอร์ตี้ กรรมการผู้จัดการของจีเอ็ม ประเทศไทยและเชฟโรเลต เซลส์ ประเทศไทย มีประสบการณ์มากมายเกี่ยวกับรถกระบะเชฟโรเลต เนื่องจากเขาทำงานในศูนย์การผลิตสามแห่งที่ผลิตรถกระบะขนาดใหญ่ของเชฟโรเลตในสหรัฐอเมริกา

“ผมชอบที่จะเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของรถกระบะเชฟโรเลต และผมคิดว่าโคโลราโดรุ่นปัจจุบันที่เราผลิตและจัดจำหน่ายในประเทศไทยเป็นการต่อยอดจากตำนานความสำเร็จดังกล่าว โดยเฉพาะการผลิตที่เน้นความทนทาน เหมือนกับรถกระบะเชฟวี่สุดคลาสสิกที่เรายังสามารถเห็นได้บนท้องถนนทั่วประเทศไทย” มร. เพอร์ตี้กล่าว

นี่คือบางส่วนของรถกระบะของเชฟโรเลตที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์

  • แอดวานซ์ ดีไซน์ ซีรีส์ (ปี 1947 – 1955) (The Advance Design Series) เป็นรถใหม่รุ่นแรกของจีเอ็มหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยเวอร์ชั่นปี 1955½ เป็นรถรุ่นแรกที่มาพร้อมเครื่องยนต์สมอลบล็อก V8 ซึ่งขับเคลื่อนอยู่ในคอร์เวทท์เช่นกัน แอดวานซ์ ดีไซน์ ซีรีส์ช่วยวางรากฐานรถกระบะให้เชฟโรเลต และเป็นรถกระบะที่สร้างความสำเร็จให้จีเอ็มและอเมริกาหลังสิ้นสุดสงคราม
  • ทาสก์ ฟอร์ซ ซีรีส์ (ปี 1955 – 1959) (The Task Force Series) รวมถึงรถกระบะน้ำหนักเบาอาปาเช่และคาเมโอ ซึ่งเป็นรถกระบะสำหรับใช้งานส่วนบุคคลรุ่นแรกของเชฟโรเลต มาพร้อมสีตัวถังและการตกแต่งภายในแบบทูโทน คาเมโอเน้นความหรูหรา ถ่ายทอดการออกแบบหลายส่วนมาจากรถซีดานคลาสสิก เชฟโรเลต เบลแอร์
  • คอร์แวร์ 95 แรมพ์ไซด์ รุ่นปี 1961 – 1964 (The 1961-64 Corvair 95 Rampside) เปิดแนวคิดใหม่ให้รถกระบะ โดยมีแผงประตูด้านข้างที่เปิดออกได้ แรมพ์ไซด์เป็นรถกระบะที่มีความแตกต่างอย่างมาก และแสดงถึงศักยภาพของจีเอ็มในการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ ซึ่งเป็นแนวคิดที่เรายังคงใช้ในการพัฒนารถกระบะในปัจจุบัน
  • เอล คามิโน รุ่นปี 1970 (The 1970 El Camino) สร้างแนวคิดใหม่ให้กลุ่มรถกระบะด้วยเช่นกัน ด้วยการออกแบบคล้ายรถมัสเซิลคาร์ซึ่งมาพร้อมพื้นที่กระบะหลังแทนที่ฝากระโปรงหลัง
  • ซี/เค ซีรีส์ (รุ่นปี 1960 – 1999) (The C/K Series) รวมถึงรุ่นทรงอิทธิพลในปี 1988 ซึ่งมีส่วนสำคัญในการกระตุ้นความนิยมให้รถกระบะแนวสปอร์ตในช่วงทศวรรษที่ 1990 และนำมาสู่การพัฒนารถกระบะอีกหลายรุ่น อย่างโคโลราโด ไฮ คันทรี สปอร์ต เอดิชั่น
  • ซิลเวอร์ราโด ซีรีส์ (รุ่นปี 1999 – ปัจจุบัน) (The Silverado Series) รวมถึงรุ่นปี 2001 ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ดูราแม็กซ์ดีเซลที่มีพละกำลัง แรงบิดและความประหยัดน้ำมันที่เหนือชั้นที่สุด ทำให้จีเอ็มเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดได้ถึงสามเท่าภายในปี 2002 จีเอ็มผลิตเครื่องยนต์ดูราแม็กซ์ในประเทศไทยและส่งออกสู่อเมริกาเหนือสำหรับใช้งานในโคโลราโด
  • อวาแลนซ์ รุ่นปี 2002 (The 2002 Avalanche) มาพร้อมตัวถังแบบชิ้นเดียวและระบบการเปลี่ยนพื้นที่กระบะหลังเอกสิทธิ์เฉพาะซึ่งมีช่องระหว่างห้องโดยสารและกระบะหลังเพิ่มความอเนกประสงค์ ตลอดจนแผงกระจกหลังที่ถอดออกได้ซึ่งถือเป็นหนึ่งในอีกหลายนวัตกรรมที่จีเอ็มนำเสนอในกลุ่มรถกระบะ
  • โคโลราโด ไฮ คันทรี รุ่นปี 2015 (ประเทศไทย)  และโคโลราโด รุ่นปี 2016 (สหรัฐอเมริกา) คือรถกระบะขนาดกลางสองเวอร์ชั่นของเชฟโรเลต โคโลราโดเป็นรถที่มีความสำคัญที่สุดของเชฟโรเลตในประเทศไทย และได้รับความนิยมมากขึ้นอย่างต่อเนื่องในอเมริกาเหนือซึ่งบางรุ่นใช้เครื่องยนต์ดูราแม็กซ์ที่ผลิตในประเทศไทย

heavy, chevy, truck
 “โคโลราโดได้รับการพัฒนาและผลิตบนตำนานความสำเร็จของรถกระบะเชฟโรเลตที่ไม่มีแบรนด์ใดเทียบเท่า” มร. เพอร์ตี้กล่าว “ด้วยห้องโดยสารที่หรูหราสะดวกสบายและเทคโนโลยีที่ทันสมัยในรถกระบะโคโลราโด จึงไม่มีช่วงเวลาใดที่เหมาะสมไปกว่านี้อีกแล้วในการเป็นเจ้าของรถกระบะคันนี้”


Coca Cola

Active Campus Network Season 2

Coca Cola
กลุ่มธุรกิจโคคา-โคลา ประเทศไทย นำโดยนายนันทิวัต ธรรมหทัย ผู้อำนวยการองค์กรสัมพันธ์และการสื่อสาร จับมือกับ นิตยสาร a day โดยนายทรงกลด บางยี่ขัน บรรณาธิการบริหาร จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวโครงการ แอ็คทีฟ แคมปัส เน็ตเวิร์ค ซีซั่น 2 หลังจากโครงการในปีแรกประสบความสำเร็จและได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี เพื่อเดินหน้าขยายเครือข่ายสังคมจักรยาน ชวนชมรมจักรยานในมหาวิทยาลัยทั่วประเทศส่งโครงการจักรยานร่วมชิงทุนรวมมูลค่ากว่า 1.8 ล้านบาท สนับสนุนให้วัยรุ่นและคนไทยทุกคนใช้ชีวิตแอ็คทีฟและบริโภคอย่างสมดุล เพื่อสุขภาวะที่ดีอย่างยั่งยืน โดยมีเซเลบริตี้รักการปั่นร่วมงานอย่างคับคั่ง
Coca Cola
Coca Cola
Coca Cola

จากนั้นจึงนำเข้าสู่ช่วงสำคัญ โดยการพูดคุยกับผู้บริหารโคคา-โคลา ประเทศไทย ถึงการสนับสนุนโครงการแอ็คทีฟ แคมปัส เน็ตเวิร์ค ซีซั่น 2 และความพิเศษของโครงการในปีนี้ นายนันทิวัต ธรรมหทัย ผู้อำนวยการองค์กรสัมพันธ์และการสื่อสาร บริษัท โคคา-โคลา (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “สำหรับโครงการแอ็คทีฟ แคมปัส เน็ตเวิร์ค ซีซั่น 2 นี้ เราหวังสร้างแอ็คทีฟไลฟ์สไตล์โดยใช้จักรยานผ่าน 3 กิจกรรมหลัก ได้แก่

  • แอ็คทีฟ แคมปัส ซึ่งเปิดโอกาสให้ชมรมจักรยานจากมหาวิทยาลัยทั่วประเทศส่งโครงการเข้าชิง 12 ทุน ทุนละ 100,000 บาท
  • แอ็คทีฟ เทรนเนอร์ มอบทุนพิเศษเพิ่มให้อีก 4 ทุน ทุนละ 50,000 บาท พร้อมจักรยาน 20 คัน
  • สำหรับมหาวิทยาลัยที่ได้รับเลือกในการจัดกิจกรรมชวนน้องมัธยมร่วมปั่นจักรยาน และแอ็คทีฟ ไทยแลนด์ ทัวร์ ซึ่งเป็นการจับมือกับทุกมหาวิทยาลัยที่เข้าร่วมโครงการจัดทริปปั่นจักรยานทั่วประเทศรวม 12 ทริป เพื่อเชิญชวนประชาชนทั่วไปมาร่วมปั่นจักรยาน

เพราะเราเชื่อว่ายิ่งขยับร่างกายยิ่งขยายความสุข ทำให้คนไทยมีสุขภาวะที่ดีอย่างยั่งยืนได้ และพิเศษสุดสำหรับซีซั่นนี้ เรายังเตรียมรางวัลสุดพิเศษสำหรับมหาวิทยาลัยที่จัดโครงการดีเด่น และประชาชนทั่วไปที่ร่วมทริปมากที่สุดให้ไปร่วมปั่นจักรยานรอบเกาะสิงคโปร์ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดพัฒนาการของการสร้างสังคมจักรยานอย่างต่อเนื่อง และกระตุ้นให้คนไทยใช้ชีวิตแอ็คทีฟมากขึ้นด้วย”
Coca Cola
นายนันทิวัต ธรรมหทัย (ซ้ายสุด) ผู้อำนวยการองค์กรสัมพันธ์และการสื่อสาร บริษัท โคคา-โคลา (ประเทศไทย) จำกัด และนาย ทรงกลด บางยี่ขัน (กลาง) บรรณาธิการบริหาร นิตยสาร a day กับน้องๆ นักศึกษาและตัวแทนอาจารย์จากมหาวิทยาลัยที่ได้รับคัดเลือกเข้าร่วมโครงการในปีที่แล้ว
Coca Cola

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการแอ็คทีฟ แคมปัส เน็ตเวิร์ค ซีซั่น 2 ได้ที่ โทร. 086-304-4816 หรือเฟซบุ๊ค www.facebook.com/groups/activecampusnetwork


heavy, BMW, yodel

BMW Motorrad Days 2015

ครั้งแรกในประเทศไทยกับงาน BMW Motorrad Days 2015 ซึ่งบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ได้จัดขึ้นเพื่อคนรักบิ๊กไบค์ชาวไทย นอกจากกิจกรรมมากมายแล้ว ยังมีรถมอเตอร์ไซค์ บีเอ็มดับเบิลยู และอุปกรณ์ขับขี่จัดแสดงอีกด้วย โดยกิจกรรมไฮไลท์ในวันที่ 31 ตุลาคม นอกจากไลฟ์ คอนเสิร์ตจากโจอี้บอยและก้านคอคลับแล้ว ยังมีการแสดงโชว์เจ็ทสกี และฮัลโลวีน ปาร์ตี้ โดยนิตยสาร Maxim และสำหรับวันที่ 1 พฤศจิกายน พบกับการแสดงโชว์ฟลายบอร์ด และไลฟ์ คอนเสิร์ตจาก เจ เจตริน

heavy, BMW, yodel

สำหรับ GS Trophy Southeast Asia Qualifier 2015 นับเป็นการแข่งขันมอเตอร์ไซค์แนวแอดเวนเจอร์ จัดขึ้นโดยบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด เพื่อเฟ้นหานักแข่ง 3 คน เข้าร่วมทีมภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยการแข่งขันในรอบคัดเลือกนี้จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 30 ตุลาคม ถึง 1 พฤศจิกายน ณ สนามเอ็นดูโร่ พาร์ค ไทยแลนด์ เขตบางบอน กรุงเทพฯ เพื่อคัดเลือกผู้ชนะจากประเทศไทย 1 คน ประเทศมาเลเซีย 1 คน และประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคอีก 1 คน รวมทั้งสิ้น 3 คน เป็นตัวแทนเข้าร่วมทีมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยจะมีการประกาศผลการแข่งขัน GS Trophy Southeast Asia Qualifier 2015 ในวันที่ 1 พฤศจิกายน ก่อนไปร่วมชิงชัยในการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศระดับโลก

International GS Trophy 2016 จะจัดขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ในช่วงต้นปี พ.ศ. 2559 โดยในปีนี้ยังถือเป็น ครั้งแรกที่มีตัวแทนจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เข้าร่วมการแข่งขันอีกด้วย

ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมสัมผัสอีกประสบการณ์แห่งความสนุกในแบบฉบับของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด สำหรับท่านที่สนใจเข้าชมการแข่งขัน GS Trophy Southeast Asia Qualifier สามารถเข้าร่วมงานได้ในวันที่ 30 ตุลาคม ถึง 1 พฤศจิกายน เวลา 8:00 – 15:00 น. และงาน Motorrad Days 2015 ในวันที่ 31 ตุลาคม ถึง 1 พฤศจิกายน ตั้งแต่เวลา 15.00 น. เป็นต้นไป โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายในการเข้าชม

heavy, BMW, yodel


Privacy Preference Center