Ford_Work_Play_Dream_sm01

กิจกรรมสุดคูล กับ EcoSport Presents: Work, Play & Dream

ฟอร์ด ประเทศไทย เชิญชวนสื่อมวลชนทดสอบสมรรถนะของรถฟอร์ด เอคโค่สปอร์ต บนเส้นทางกรุงเทพฯ – นครปฐม พร้อมร่วมกิจกรรมต่างๆ ในกิจกรรมสุดคูล EcoSport Presents: Work, Play & Dream ณ ร้านอาหารสุดเก๋ภายใต้บรรยากาศอันแสนร่มรื่น Tree & Tide Riverside Café and Organic Garden

Ford_Work_Play_Dream_sm01
ในวันนั้นเองฟอร์ดยังมีกิจกรรมที่แบ่งออกเป็น 3 กิจกรรมย่อยเพื่อพิสูจน์ความอเนกประสงค์ของรถฟอร์ด เอคโค่สปอร์ต โดยกิจกรรมแรก Work Smart on Space สื่อมวลชนต้องใช้ไอเดียในการออกแบบและจัดสรรพื้นที่ใช้สอยในรถฟอร์ด เอคโค่สปอร์ตให้ลงตัวตามเทคนิคของคุณเอ วัฒนา โกวัฒนาภรณ์ ผู้ก่อตั้ง และ Interior Designer จาก Balance Interior Design

Ford_Work_Play_Dream_sm11
ก่อนที่จะเริ่มกิจกรรมคุณเอ ก็ได้แนะนำเทคนิคการออกแบบและจัดสรรพื้นที่ภายในรถ โดยมีแนวคิดการออกแบบและจัดการพื้นที่โดยรักษาสมดุลระหว่างไลฟ์สไตล์และฟังก์ชั่นการใช้งานให้ออกมาลงตัวเพื่อรองรับทุกการใช้งาน เทคนิคที่คุณเอแนะนำเพื่อจัดสรรพื้นที่ในรถได้อย่างลงตัว ได้แก่

Ford_Work_Play_Dream_sm12
“ความถี่ในการใช้งาน” แบ่งโซนพื้นที่เก็บของให้เป็นหมวดหมู่ โดยพิจารณาว่าอะไรที่ใช้บ่อยและใช้เป็นประจำควรวางเอาไว้ด้านหน้า หรือวางไว้ในตำแหน่งที่สามารถหยิบใช้งานได้ง่ายและสะดวกที่สุด

Ford_Work_Play_Dream_sm13
“ลำดับจากเวลาใช้งาน” เรียงลำดับการจัดวางสิ่งของโดยดูว่าจะมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นในวันนั้นบ้าง แล้วเรียงเก็บสิ่งของขึ้นรถตามลำดับเวลาเพื่อช่วยทำให้การขนของขึ้น – ลงง่าย สะดวก แถมยังประหยัดเวลาในการเดินทาง

Ford_Work_Play_Dream_sm07
“เรียงจากใหญ่ไปเล็ก” เมื่อต้องขนสัมภาระครั้งละมากๆ ให้เลือกสัมภาระชิ้นใหญ่ไว้ด้านในหรือล่างสุดก่อน ตามด้วยของที่มีขนาดรองๆ ลงมา แล้วค่อยวางของที่มีขนาดเล็กที่สุด ปิดท้ายด้วยของที่มีขนาดเล็กมากๆ หรือของที่สามารถปรับเปลี่ยนรูปทรงได้ เช่น ผ้าหรือสิ่งของที่บรรจุอยู่ในถุงหิ้วพลาสติก โดยอาจวางไว้ตามซอกหรือช่องว่างระหว่างสัมภาระชิ้นใหญ่ก็ได้เช่นกัน

Ford_Work_Play_Dream_sm08
“เรียงสิ่งของต่อกัน” บรรจุของใช้ลงในกล่องกระดาษหรือตะกร้าพลาสติกทรงสี่เหลี่ยม และนำมาวางเรียงต่อกันให้พอดีกับพื้นที่ห้องเก็บของด้านหลัง ตามแนวขวางหรือแนวลึก เพื่อกันไม่ให้ของเลื่อนไปมาระหว่างที่รถวิ่ง นอกจากจะช่วยจำแนกของเป็นหมวดหมู่ ใช้งานง่ายแล้ว ยังไม่เพิ่มน้ำหนักบรรทุกอีกด้วย

Ford_Work_Play_Dream_sm14
นอกจากนี้ การเลือกรถที่ได้รับการออกแบบให้เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายก็สามารถช่วยตอบโจทย์เรื่องความคล่องตัวทุกการใช้งานได้เช่นกัน ซึ่ง “ฟอร์ด เอคโค่สปอร์ต” ก็เป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ขับขี่ที่มีไลฟ์สไตล์หลากหลาย และต้องการความอเนกประสงค์ของรถยนต์ โดยฟอร์ด เอคโค่สปอร์ตโดดเด่นด้วยพื้นที่เก็บของท้ายรถที่มีความจุถึง 705 ลิตรเมื่อพับเบาะ พร้อมช่องเก็บของภายในตัวรถถึง 21 ช่อง ทั้งนี้ พื้นที่เก็บของอเนกประสงค์ของฟอร์ด เอคโค่สปอร์ต ยังสามารถนำมาจัดสรรและประยุกต์ใช้ตามเทคนิคข้างต้นให้เกิดประโยชน์สูงสุด เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของผู้ขับขี่แต่ละคนอย่างลงตัว

Ford_Work_Play_Dream_sm06
กิจกรรมที่สอง Sport Playground ชวนออกหมัดโดยใช้อุปกรณ์ต่อยมวยที่บรรจุในรถฟอร์ด เอคโค่สปอร์ต โดยมีเทรนเนอร์จาก Muaythai Mania Academy (MTM)

Ford_Work_Play_Dream_sm05
และสุดท้ายกิจกรรม Dream Maker ร่วมประดิษฐ์กระเป๋าอเนกประสงค์สุดเก๋สำหรับใช้ในรถ ซึ่งได้คุณเต้าหู้ ณฤต เลิศอุตสาหกูล กูรูด้านดีไอวาย เจ้าของเพจ Hoo DIY สุดสร้างสรรค์ มาแชร์ไอเดียการทำกระเป๋าที่รับรองว่าทั้งถูกใจและใช้งานได้จริง

Ford_Work_Play_Dream_sm15
ปฏิเสธไม่ได้ว่ารถยนต์อเนกประสงค์หรือรถเอสยูวีกำลังเป็นที่นิยมในปัจจุบัน ด้วยฟังก์ชั่นของรถที่ตอบสนองการใช้งานได้อย่างอเนกประสงค์ ผนวกกับดีไซน์ของรถที่ลุยไปได้ทุกพื้นที่เหมาะกับสภาพท้องถนนเมืองไทย ส่งผลให้รถยนต์ประเภทนี้มียอดขายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

Ford_Work_Play_Dream_sm09
สุดท้ายแล้วทุกกิจกรรมที่ทำในวันนี้มีการเก็บคะแนน และแน่นอนที่สุดทีมที่ชนะคงหนีไม่พ้นทีมเราที่มีมนุษย์เฮฟวี่รวมอยู่ในทีมหลายคน 555

ไปดูคลิปสนุกๆ ที่ถ่ายมากันให้ฮาได้ที่ GO TOVLOG-09 ECOSPORT LIL TRIP >>>>


BRV_Life_Battle03

ฮอนด้า จัดกิจกรรม “BR-V Life Battle”

ชวนลูกค้าทั้งกลุ่มครอบครัวตัวเที่ยวและเพื่อนซี้ขาลุย
สัมผัสการใช้ชีวิตแบบ บีอาร์-วี บนเส้นทางสู่มัลดีฟส์เมืองไทย จ.กาญจนบุรี

BRV_Life_Battle03 BRV_Life_Battle05 BRV_Life_Battle02 BRV_Life_Battle04 บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด จัดกิจกรรม “BR-V Life Battle ภารกิจพิชิต
มัลดีฟส์เมืองไทย” ชวนลูกค้าทั้งกลุ่มครอบครัวตัวเที่ยวนำทีมโดย สิงโต นำโชค และกลุ่มเพื่อนซี้ขาลุย
นำทีมโดย ดีเจโบ และดีเจเจมส์ ได้ออกไป #ใช้ชีวิตแบบBRV พร้อมร่วมสนุกกับภารกิจสุดท้าทาย
ตลอดการเดินทางกว่า 300 กิโลเมตร สู่ เลคเฮฟเว่น รีสอร์ท มัลดีฟส์เมืองไทย จ.กาญจนบุรี

BRV_Life_Battle06 BRV_Life_Battle07 กิจกรรม BR-V Life Battle นี้ จัดขึ้นเพื่อให้ลูกค้าที่มีไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย ได้สัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆ บนเส้นทางท้าทายไปกับ ฮอนด้า บีอาร์-วี โดยได้รับเกียรติจาก คุณสมภพ ปฏิภานธาดา ผู้จัดการทั่วไปส่วนการตลาดและการวางแผนกลยุทธ์ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด และคุณอริสร โตวิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการบริษัท บริษัท ยูไนเต็ด ฮอนด้า ออโตโมบิล จำกัด ให้การต้อนรับ ณ โชว์รูมฮอนด้า บริษัท ยูไนเต็ด ฮอนด้า ออโตโมบิล จำกัด บนถนนราชพฤกษ์

BRV_Life_Battle17 BRV_Life_Battle14

เริ่มต้นกับภารกิจแรก “ท้าจัดเต็ม ขนจุใจ” ซึ่งเป็นภารกิจที่ลูกค้าจะได้สัมผัสถึงความอเนกประสงค์ของ ฮอนด้า บีอาร์-วี ใหม่ ที่มาพร้อมกับพื้นที่อเนกประสงค์ที่กว้างขวางให้ทุกท่านได้ขนของได้อย่างจุใจ แต่ยังคงไว้ซึ่งห้องโดยสารที่กว้างขวางสะดวกสบาย ถึง 7 ที่นั่ง

BRV_Life_Battle16 BRV_Life_Battle15 BRV_Life_Battle18 BRV_Life_Battle13 BRV_Life_Battle11 BRV_Life_Battle12

กลุ่มลูกค้าเดินทางสู่เขื่อนศรีนครินทร์ เพื่อร่วมทำภารกิจที่ 2 “ลุยด้วยกัน มันส์เป็นทีม” ซึ่งแต่ละทีมจะได้รับโจทย์จากหัวหน้าทีมของตนเพื่อถ่ายภาพสุดท้าทายกับ ฮอนด้า บีอาร์-วี ท่ามกลางธรรมชาติอันงดงามของเขื่อนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ผ่านฟังก์ชั่นการเชื่อมต่อโทรศัพท์แบบไร้สายบนหน้าจอสัมผัสของ ฮอนด้า บีอาร์-วี ทำให้การสื่อสารระหว่างหัวหน้าทีมและผู้เข้าร่วมภารกิจดำเนินไปอย่างสะดวกสบายตลอดเส้นทาง พร้อมสนุกสนานกับภารกิจสุดท้าย “ท้าวัดใจ ใช้ชีวิตแบบ BR-V” ที่ เลคเฮฟเว่น รีสอร์ท มัลดีฟส์เมืองไทย กับการแบทเทิลกลางสายน้ำของทั้งสองทีม โดยในช่วงเย็นทุกท่านยังได้ร่วมสนุกกับกิจกรรมท่ามกลางบรรยากาศธรรมชาติ พร้อมชมมินิคอนเสิร์ตจาก สิงโต นำโชค และ วง Season Five ที่มาช่วยสร้างบรรยากาศแห่งความสุขปิดท้ายค่ำคืนสุดประทับใจให้แก่ลูกค้า

BRV_Life_Battle10 BRV_Life_Battle08

BR-V Life Battle อีกหนึ่งกิจกรรมดีๆ ที่ช่วยให้ทุกคนได้สัมผัสประสบการณ์ชีวิตที่ในรูปแบบใหม่ๆ ไปพร้อมกับ ฮอนด้า บีอาร์-วี ที่มาพร้อมสมรรถนะการขับขี่ที่ทรงพลัง พร้อมช่วงล่างยกสูงแบบ SUV และให้อัตรา
การประหยัดน้ำมันดีเยี่ยม โดดเด่นด้วยดีไซน์สปอร์ต และนั่งสบายทั้งรุ่น 7 ที่นั่ง และ 5 ที่นั่ง
สำหรับผู้ที่สนใจสามารถสัมผัสประสบการณ์ด้วยการทดลองขับ หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ หรือ www.honda.co.th/brv


All-New Trailblazer 2016

เชฟโรเลต เปิดตัวเทรลเบลเซอร์รุ่นใหม่ล่าสุดครั้งแรก
ที่งานบิ๊ก มอเตอร์เซล 2016


จากกระแสและเสียงตอบรับที่ดีจากลูกค้าตั้งแต่งานมอเตอร์โชว์ช่วงต้นปีที่ผ่านมา เชฟโรเลต เซลส์ ประเทศไทย ตอบรับลูกค้าด้วยการเปิดตัวเทรลเบลเซอร์รุ่นใหม่ล่าสุดที่งานบิ๊ก มอเตอร์เซล 2016 รถอเนกประสงค์แบบ 7 ที่นั่งรุ่นใหม่นี้ได้รับการยกระดับความหรูหรา สะดวกสบาย เทคโนโลยี สมรรถนะ และการขับขี่ที่เหนือกว่า ด้วยการปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์ภายนอก ภายในเน้นย้ำความเป็นรถเอสยูวี ระดับพรีเมี่ยม สไตล์อเมริกัน


การออกแบบภายนอกและภายในใหม่


เทรลเบลเซอร์รุ่นใหม่ล่าสุดมาพร้อมกับการออกแบบเส้นสายลวดลายที่เฉียบคมแสดงให้เห็นถึงความบึกบึนและความหรูหราที่มากยิ่งขึ้น สัดส่วนตัวถังยังคงมีความแข็งแกร่งเพื่อเน้นย้ำศักยภาพการลุยไปได้ทุกที่ เทรลเบลเซอร์รุ่นใหม่ล่าสุดมาพร้อมกระจังหน้าใหม่ ฝากระโปรงใหม่ ล้ออัลลอยใหม่ และไฟหน้าใหม่ ซึ่งมาพร้อมกับไฟส่องสว่างขณะขับขี่เวลากลางวัน


ภายในห้องโดยสารให้ความรู้สึกถึงความหรูหราเช่นเดียวกับภายนอก การออกแบบเน้นความสะดวกสบาย ความกว้างขวาง ความหรูหราประณีต และเทคโนโลยี แผงแดชบอร์ดและคอนโซลด้านหน้าได้รับการปรับดีไซน์ใหม่ให้มีความสวยงามและใช้งานง่ายยิ่งขึ้น โดยภายในจะใช้วัสดุที่มีผิวสัมผัสนุ่มนวล เพิ่มความรู้สึกพรีเมี่ยม และช่วยลดเสียงรบกวนในห้องโดยสาร คอนโซลกลางได้รับการออกแบบใหม่ตอบสนองการใช้งานได้ดียิ่งขึ้น มาพร้อมกับหน้าจอทัชสกรีนสีขนาด 8 นิ้ว (ขึ้นอยู่กับรุ่น) แสดงผลระบบอินโฟเทนเมนท์รุ่นใหม่ล่าสุด


ผู้โดยสารที่นั่งแถวที่สองและแถวที่สามจะมีทัศนวิสัยที่กว้างไกลรอบด้านด้วยเบาะที่นั่งที่จัดวางแบบโรงภาพยนตร์ (theatre-style) สะดวกสบายด้วยช่องปรับอากาศที่มีการควบคุมแบบแยกส่วนซึ่งรวมถึงผู้โดยสารเบาะแถวที่สาม นอกจากนี้ยังสามารถพับเบาะทั้งสามแถวให้แบนราบเพื่อขยายพื้นที่ให้มีความกว้างขวางมากขึ้นสำหรับการบรรทุกสัมภาระได้อีกด้วย


รถเอสยูวี ระดับพรีเมี่ยม สไตล์อเมริกัน ที่มีความปราดเปรียว


เทรลเบลเซอร์รุ่นใหม่ล่าสุดขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ดูราแม็กซ์ 4 สูบ ดีเซลเทอร์โบ 2.5 ลิตร ที่ถูกปรับปรุงใหม่เพื่อสมรรถนะที่ดีขึ้น ประหยัดน้ำมันยิ่งกว่า และลดมลพิษไอเสีย ด้วยการใช้ระบบเทอร์โบแปรผันหรือ VGT (Variable Geometry Turbocharger) มีพละกำลัง 180 แรงม้า (132 กิโลวัตต์) ที่ 3,600 รอบต่อนาที แรงบิด 440 นิวตันเมตร (325 ฟุต-ปอนด์) ที่รอบต่ำ 2,000 รอบต่อนาที เครื่องยนต์รุ่นนี้ผ่านมาตรฐานไอเสียยูโร 4

สมรรถนะของเครื่องยนต์ถูกควบคุมโดยกล่องควบคุมเครื่องยนต์ (ECU) ที่พัฒนาโดยจีเอ็ม เพื่อเสริมบุคลิกการขับขี่ของเครื่องยนต์รุ่นนี้โดยเฉพาะ โดยมีฟังก์ชั่นควบคุมที่เป็นสิทธิบัตรของจีเอ็มมากกว่า 150 ฟังก์ชั่น ซึ่งช่วยประสานการทำงานระหว่างซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

ระบบส่งกำลังเป็นเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด เครื่องยนต์ดูราแม็กซ์ 2.5 ลิตรถูกติดตั้งวัสดุดูดซับเสียงรบกวนบริเวณหัวฉีด เพื่อให้ทำงานได้เงียบขึ้น เทรลเบลเซอร์รุ่นใหม่ล่าสุดยังมาพร้อมยางรองตัวถังและยางรองแท่นเครื่องยนต์แบบใหม่ ซึ่งช่วยลดแรงสั่นสะเทือนของเครื่องยนต์ ทำให้มีระดับเสียงและแรงสั่นสะเทือนภายในห้องโดยสารลดลง โดยจากการทดสอบของทีมวิศวกรแสดงให้เห็นว่าห้องโดยสารเงียบลง 2-4 เดซิเบล


อีกหนึ่งการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อเพิ่มความหรูหราอย่างลงตัว คือ ความลู่ลมตามหลักอากาศพลศาสตร์ ซึ่งทำให้เทรลเบลเซอร์รุ่นใหม่ล่าสุดมีประสิทธิภาพด้านอากาศพลศาสตร์ดีขึ้น 12 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความประหยัดน้ำมัน นอกจากนี้ยังมีการปรับปรุงซีลกระจกหน้าต่าง กระจกบังลมหน้า แผงประตู และแนวหลังคาใหม่เพื่อลดเสียงลม กระจกมองข้างถูกปรับปรุงการออกแบบเพื่อขจัดเสียงรบกวน ขณะที่กระจกหน้าต่างซ้ายและขวามีความหนายิ่งขึ้น 10 เปอร์เซ็นต์ ทำให้มีความเงียบขณะขับขี่มากกว่าเดิม 8 เปอร์เซ็นต์

เทรลเบลเซอร์เป็นรถเอสยูวีที่ได้รับการยกย่องว่ามีสมรรถนะการขับขี่ที่ดีที่สุดรุ่นหนึ่งในตลาด ด้วยช่วงล่างแบบคอยล์สปริงสี่ล้อ ช่วงล่างด้านหลังแบบมัลติลิงก์ พร้อมคอยล์สปริงและช็อกอัพแก๊ส และระบบดิสก์เบรกสี่ล้อ


เทรลเบลเซอร์รุ่นใหม่ล่าสุดได้รับการติดตั้งยางรองตัวถังใหม่ เพื่อแยกห้องโดยสารออกจากแชสซีส์ เพิ่มสมรรถนะในการขับขี่ให้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีส่วนประกอบใหม่ที่ช่วยลดเสียงในการทำงานของดิสก์เบรกหน้า ในส่วนของระบบกันสะเทือนยังถูกปรับตั้งใหม่พร้อมช็อกอัพแบบไดเกรสซีฟ ซึ่งช่วยให้
เทรลเบลเซอร์รุ่นใหม่มีการขับขี่ที่สะดวกสบายและเสถียรภาพที่เหนือชั้น

เทรลเบลเซอร์รุ่นใหม่ล่าสุดยังมาพร้อมระบบพวงมาลัยไฟฟ้า (EPS) ที่ช่วยอำนวยความสะดวกสบายในการบังคับพวงมาลัยสำหรับการขับขี่ในเมืองและขณะจอดรถ อีกทั้งยังช่วยให้ประหยัดน้ำมันได้มากขึ้น ระบบบังคับเลี้ยวจะเพิ่มน้ำหนักขึ้นตามความเร็วในการขับขี่ ดังนั้นจึงมีน้ำหนักพวงมาลัยที่เหมาะสมเมื่อขับขี่ด้วยความเร็วสูงขึ้น


คุณสมบัติที่หรูหราในรถเอสยูวี ระดับพรีเมี่ยม สไตล์อเมริกัน


ในเรื่องของความปลอดภัยยังคงมีความสำคัญสูงสุดสำหรับเชฟโรเลต ทีมวิศวกรรมจีเอ็มได้ทำการปรับปรุงโครงสร้างและวัสดุตัวถังของเทรลเบลเซอร์รุ่นใหม่ล่าสุด ให้มีความแข็งแรง เพื่อความปลอดภัยของผู้ขับขี่และผู้โดยสารมากยิ่งขึ้น เทรลเบลเซอร์รุ่นใหม่ล่าสุดยังมาพร้อมกับระบบความปลอดภัยทั้งแบบแอคทีฟและแพสซีฟ (ขึ้นอยู่กับรุ่น) ทั้งระบบป้องกันล้อหมุนฟรีทั้งขณะออกตัวและในโค้ง Traction Control System (TCS), ระบบรองรับการเบรกกะทันหัน Panic Brake Assist (PBA), ระบบกระจายแรงเบรก Electronic Brake Force Distribution (EBD), ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว Electronic Stability Control (ESC), ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางชัน Hill Descent Control (HDC) ระบบป้องกันการไหลของรถเมื่อขึ้นทางชัน Hill Start Assist (HSA) ระบบรักษาเสถียรภาพขณะลากจูง (Trailer Sway Control) ระบบป้องกันการพลิกคว่ำ (Anti-Rolling Protection) พร้อมกับถุงลมนิรภัยคู่หน้าสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ตลอดจนถุงลมนิรภัยป้องกันหัวเข่าสำหรับผู้ขับขี่


เทคโนโลยีอื่นๆ เช่น ระบบแจ้งเตือนมุมอับสายตา (Side Blind Zone Alert) ระบบแจ้งเตือนการจราจรขณะถอยหลัง (Rear Cross Traffic Alert) ระบบแจ้งเตือนเมื่อออกจากช่องจราจร (Lane Departure Warning) ระบบเตือนการชนด้านหน้า (Forward Collision Alert) ระบบช่วยเหลือการจอดด้านหน้าและหลัง (Front and Rear Parking Assist) ระบบแจ้งเตือนให้คาดเข็มขัดนิรภัย สำหรับผู้โดยสารแถวสอง (Second Row Seat Belt Reminder) และระบบตรวจสอบแรงดันลมยาง (Tire Pressure Monitoring System) นอกจากนี้ยังมีเซ็นเซอร์ตรวจจับปริมาณน้ำฝน ไฟหน้าเปิด/ปิดอัตโนมัติ


กระจกหน้าต่างคู่หน้าเลื่อนลงเล็กน้อยเพื่อช่วยในการปิดประตูให้ง่ายยิ่งขึ้น นอกจากนี้เทรลเบลเซอร์รุ่นใหม่ยังเป็นรถเอสยูวีรุ่นแรกในตลาดที่มีฟังก์ชั่นรีโมทสตาร์ท ซึ่งมีประโยชน์อย่างมากในสภาพอากาศร้อนอบอ้าวอย่างเมืองไทย ผู้ขับขี่สามารถสตาร์ทเครื่องยนต์ได้จากกุญแจ เพื่อให้ห้องโดยสารมีอุณหภูมิที่เย็นสบายก่อนขึ้นรถ


เทคโนโลยีการเชื่อมต่อมีความสำคัญสำหรับผู้ขับขี่ในยุคปัจจุบัน เทรลเบลเซอร์รุ่นใหม่ล่าสุดรองรับการเชื่อมต่อแอปเปิล คาร์เพลย์ ทำให้ลูกค้าสามารถแสดงผลหน้าจอสมาร์ทโฟนขึ้นบนหน้าจอทัชสกรีนของตัวรถได้ นอกจากนี้ยังมีฟังก์ชั่นสิริ อายส์ฟรี และซอฟต์แวร์สั่งงานด้วยเสียง ทำให้ผู้ขับขี่สามารถสั่งงานด้วยเสียงโดยไม่ต้องละมือจากพวงมาลัย


ราคาจำหน่าย
เทรลเบลเซอร์รุ่นใหม่ล่าสุดมีทั้งหมด 3 รุ่นย่อย ตามราคาดังต่อไปนี้
The All-New Trailblazer 2.5L VGT 4X2 AT LT 1,244,000 บาท
The All-New Trailblazer 2.5L VGT 4X2 AT LTZ 1,379,000 บาท
The All-New Trailblazer 2.5L VGT 4X4 AT LTZ 1,479,000 บาท

เชฟโรเลตเทรลเบลเซอร์รุ่นใหม่ล่าสุด พร้อมให้ลูกค้าสั่งจองแล้วที่ผู้จัดจำหน่ายเชฟโรเลตทั่วประเทศ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 1734 หรือเข้าชมที่เว็บไซต์ http://www.chevrolet.co.th/


Challenge Your Power พลังขับที่วัดใจคุณ

เชฟโรเลตชวนลูกค้าวัดใจกับพลังขับโคโลราโดรุ่นใหม่ล่าสุด

พิสูจน์สมรรถนะอันดุ แกร่ง แรง เหนือใครของรถกระบะโคโลราโดรุ่นใหม่ล่าสุด ในงานจะได้สนุกเร้าใจไปกับอเมริกัน ดริฟท์ โชว์ การแสดงสมรรถนะรถกระบะแบบดริฟท์ครั้งแรกในประเทศไทย และถ่ายทอดสดการทดสอบพลังขับที่วัดใจคุณผ่านดิจิตัล บิลบอร์ด 13 แห่งทั่วกรุงเทพฯ พร้อมรับข้อเสนอสุดพิเศษสำหรับลูกค้าที่จองรถกระบะรุ่นใหม่ล่าสุดภายในงาน


เชฟโรเลต เซลส์ ประเทศไทยจัดกิจกรรมเปิดตัวรถกระบะเชฟโรเลต โคโลราโดรุ่นใหม่ล่าสุดในวันที่ 22-24 กรกฎาคม ณ ลุมพินี สแควร์ (สวนลุมไนท์บาซาร์เดิม) และผู้จัดจำหน่ายเชฟโรเลตทั่วประเทศ โดยลูกค้าและผู้เข้าชมงานจะได้พบกับกิจกรรมสาธิตการขับที่แสดงศักยภาพอันเหนือชั้นของรถกระบะโคโลราโดโดยนักขับมืออาชีพ และเปิดโอกาสให้ลูกค้าสัมผัสความท้าทายในสถานีการขับขี่ที่ตื่นเต้นเร้าใจ ไม่ว่าจะเป็นสถานีเนินสูง เนินไต่ระดับ และเนินสลับ พร้อมจัดแสดงอุปกรณ์ตกแต่งรถกระบะที่ลูกค้าสามารถเลือกสรรเพื่อเสริมเอกลักษณ์เฉพาะตัวอย่างไร้ขีดจัด และรับข้อเสนอโปรโมชั่นพิเศษอีกมากมาย


กิจกรรมการเปิดตัวเชฟโรเลตโคโลราโดรุ่นใหม่ล่าสุด รถกระบะรุ่นใหม่สายพันธุ์อเมริกันจะเริ่มขึ้นในวันที่ 22-24 กรกฏาคม ณ ลุมพินี สแควร์ (สวนลุมไนท์บาซาร์เดิม) เวลา 10.00 – 20.00 น. และอีก 4 จังหวัดทั่วประเทศ ดังนี้
วันที่ 6 – 7 สิงหาคม 2559 ณ ลานด้านหน้าที่ว่าการอำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี
วันที่ 13 – 14 สิงหาคม 2559 ณ บิ๊กซี ดอนจั่น จังหวัดเชียงใหม่
วันที่ 20 – 21สิงหาคม 2559 ณ บิ๊กซี ขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น
วันที่ 27 – 28 สิงหาคม 2559 ณ ลานด้านข้างโรงแรมวังใต้ จังหวัดสุราษฎร์ธานี


ผู้เข้าชมงานจะได้สัมผัสและพิสูจน์สมรรถนะโคโลราโดรุ่นใหม่ล่าสุดด้วยการทดลองขับผ่านสถานีทดสอบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเนินไต่ระดับและเนินขอนไม้ ที่จะแสดงให้เห็นถึงพละกำลังของเครื่องยนต์ การควบคุมที่แม่นยำ ความนุ่มนวลและแน่นหนึบของช่วงล่าง รวมถึงเสียงรบกวนและแรงสั่นสะเทือนในห้องโดยสารที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด สถานีการทดสอบเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าโคโลราโดรุ่นใหม่ล่าสุดเป็นรถกระบะพันธุ์แกร่งที่ตอบสนองชีวิตทุกด้าน

เชฟโรเลตยังมีเสนอโปรโมชั่นสุดพิเศษให้คุณเป็นได้มากกว่า สำหรับลูกค้าที่จองรถกระบะสายพันธุ์อเมริกันแท้โคโลราโดรุ่นใหม่ล่าสุดตั้งแต่วันที่ 11 – 24 กรกฎาคม และรับรถภายในวันที่ 31 สิงหาคมนี้ จะได้รับชุดอุปกรณ์ตกแต่ง Strong Pack ของเชฟโรเลต ประกอบด้วยกระจังหน้าสีดำเงาแบบสปอร์ต โลโก้เชฟโรเลตสีดำหน้าและหลัง สติกเกอร์สีดำด้านสำหรับตกแต่งฝากระโปรงหน้า สติกเกอร์สีดำด้านสำหรับตกแต่งฝากระโปรงท้ายพร้อมสัญลักษณ์คำว่า “Colorado” ชุดครอบฝาถังน้ำมันโครเมียมพร้อมตราสัญลักษณ์เชฟโรเลตสีดำ และที่วางแก้วน้ำ รวมมูลค่า 12,100 บาท

ราคาจำหน่ายของรถกระบะรุ่นใหม่ล่าสุดนี้เริ่มต้นที่ 594,000 บาท สำหรับรุ่นแอลเอส ขณะที่รุ่นสูงสุด ไฮ คันทรีมีราคาจำหน่ายที่ 1,068,000 บาท

สำหรับลูกค้าที่สนใจ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการลูกค้าสัมพันธ์เชฟโรเลต โทร 1734 หรือเว็บไซต์ www.chevrolet.co.th หรือติดต่อผู้จัดจำหน่ายเชฟโรเลตใกล้บ้าน


LEGO, Ford, Heavy

LEGO Ford GT at Le Mans 24 hours

เลโก้รถแข่ง ฟอร์ด จีที จัดแสดงฉลองชัยที่สนามแข่งเลอ ม็องส์

LEGO, Ford, Heavy
หลังจากใช้ระยะเวลาร่วม 3 สัปดาห์ พร้อมความอดทนอย่างมหาศาลในการต่อเลโก้จำนวน 40,000 ชิ้น ผลลัพธ์ที่ได้คือเวอร์ชั่นตัวต่อเลโก้ของรถแข่ง ฟอร์ด จีที ที่ได้ชัยชนะเข้าเส้นชัยคว้าอันดับ 1 การแข่งขัน 24 ชั่วโมง เลอ ม็องส์ ในรุ่น GTE Pro ฉลองครบรอบ 50 ปีชัยชนะครั้งแรกเมื่อปี 1966

LEGO, Ford, Heavy
โมเดลจำลองดังกล่าวมีขนาดใหญ่ 1 ใน 3 ของรถยนต์ขนาดจริง โดยเวอร์ชั่นตัวต่อเลโก้ของรถแข่ง ฟอร์ด จีที ได้ถูกไปจัดแสดง ณ สนามเซอร์กิต เดอ ลา ซาร์ต (Circuit de la Sarthe) ประเทศฝรั่งเศส เคียงข้างกับรถยนต์ ฟอร์ด จีที 40 รุ่นคลาสสิก เพื่อเป็นการรำลึกถึงช่วงเวลา 50 ปีก่อนที่รถยนต์รุ่นนี้เข้าเส้นชัยในลำดับที่ 1 ลับดับที่ 2 และลำดับที่ 3 ในการแข่งขันระดับตำนาน

เวอร์ชั่นเลโก้ของรถแข่ง ฟอร์ด จีที ใช้หมายเลขรถ 66 และรายละเอียดอื่นๆ รวมถึงกระจกด้านข้างสีเขียวและที่บังแสงอาทิตย์ด้านบนเช่นเดียวกับรถยนต์ขนาดจริง


การแข่งรถมาราธอน 24 ชั่วโมงที่สนามเลอ ม็องส์ คืออะไร
การแข่งรถมาราธอน 24 ชั่วโมงที่สนามเลอ ม็องส์ คือการแข่งขันรถสปอร์ตประเภทเอนดูรานซ์ที่เก่าแก่ที่สุดของโลกซึ่งยังคงมีการจัดการแข่งขันอยู่ในทุกปีๆ นับตั้งแต่ปี 1923 โดยตั้งแต่ปี 2012 การแข่งขันรถมาราธอน 24 ชั่วโมง ณ สนามเลอ ม็องส์ถือเป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขันเอฟไอเอ เวิลด์ เอนดูรานซ์ แชมเปี้ยนชิพ และเป็นการแข่งขันรถครั้งที่ 3 ในรอบการแข่งขันของปีนี้


สำหรับคนที่เกิดช่วงปี 2510 – 2530

ก็อปเค้ามา ฮาดี ผมเองก็เกิดช่วงนี้

คนที่เกิด 2510 – 2530 อยากให้อ่านมากเลย

1.คุณเป็นรุ่นสุดท้ายที่ได้เล่นมอญซ่อนผ้า กระโดดยาง รีรีข้าวสาร เป่าก.บ ฯลฯ โดยไม่ต้องไปหาดูตามงานวัดหรืองานแสดงศิลปวัฒนธรรม
2. คุณเกิดมาร้องเพลง ขอมอบดอกไม้ในสวนได้ทันในยุคที่พี่แจ้ นกแล นิธิทัศน์ยังดัง และเมื่อโตขึ้น คุณก็ยังไม่แก่เกินไปที่จะฟังดีทูบี
3.คุณได้เห็นคาราบาวยุคก่อนประวัติศาสตร์เฟื่องฟูและเสื่อมถอย (เรเนซองส์)
4. คุณได้เห็น ก็อต จักรพันธ์(คนเดียวกับเจ้าชายลูกทุ่ง)ยังร้องเพลงสตริงวัยรุ่น
5.คุณเกิดมาทันพอดีในยุคที่รองเท้าและถุงเท้านักเรียนแลกซื้อของเล่น(หลอกเด็ก) และหลังจากหมดยุคคุณ มันก็ไม่ทำมาหลอกเด็กอีกเลย
6.คุณโชคดีที่เกิดมาทันในยุคที่เมืองไทยมีดาราเด็กชื่อดังอย่างน้องตูมตาม เพราะสามารถนำมาเปรียบเทียบกับความน่ารักของน้องพลับในยุคนี้ได้
7. คุณโตมาพร้อมกับโงกุน ดราก้อนบอลมันออกฉายทีวีครั้งแรกปี 2529 – 2538 หนังสือการ์ตูนอัพเดททุกสัปดาห์ มีพิมพ์ทุกสำนัก ไม่มีการดองเพราะยังไม่มีลิขสิทธ์ อ่านแล้วไปดูช่อง 9 อีกยังมันส์ ถามเด็กผู้ชายยุคนั้นไม่มีใครไม่รู้จักพลังคลื่นเต่าที่กินเวลา 10 กว่าปีถึงจะจบ (แต่เด็กรุ่นใหม่ใช้เวลาอ่านแค่วันเดียว)
8.สุดยอดแห่งการ์ตูนก็มีในยุคนี้ เช่น เซนต์เซย่า เจ็ทแมน จีบัน เกียบัน ชาลีบัน ซึบาสะ นายมดแดง อุลตร้าแมน เซเลอร์มูน รันม่า 1 / 2 ฯลฯ มันเข้ามาฉายตอนเราอยู่อนุบาล – ประถม แล้วพอขึ้นชั้นมัธยม มันก็ค่อยๆ หายไป (แล้วฮีโร่ของเด็กยุคนี้ล่ะ จา พนม)
9.คุณเกิดมาทันพอดีกับช่วงเกมส์กด วีดีโอเกมส์ คอนทร้า มาริโอ พอโตขึ้นก็ยังไม่แก่เกินไปที่จะเล่นเพลย์สเตชั่น และทามาก็อตจิ
10. ในช่วงเริ่มเข้าสู่วัยรุ่น คุณก็โตมาพร้อมกับอาร์เอส ยุคที่นักร้องอายุไล่เลี่ยกับคุณ ออกเทปกันให้ควั่ก และคุณยังได้เห็นตำนานร็อกหรั่ง หินเหล็กไฟ เสือ อิทธิ ไฮร็อคล่มสลายไปต่อหน้าต่อตาหลังการเข้ามาของเต๋า ทัชบอยสเก๊าท์แก๊งใจง่าย หลังจากนั้นก็เป็นยุคทองของอาร์เอส โดยแท้จริง (แต่นั่นมันอดีต ยุคนี้เค้าห้ามเอาของเกี่ยวกับอาร์เอสเข้าบ้าน)
11.หนังไทยก็ทำตามวัยของคุณ แล้วมันก็มีเยอะจริงๆ อนึ่งคิดถึงฯ น้ำเต้าหู้กับครูระเบียบ ปีหนึ่งเพื่อนกันฯ กระโปรงบานขาสั้น โลกทั้งใบฯ เด็กเสเพล พอคุณโตเข้าหน่อยก็มีหนังอย่าง โอเนกาทีฟ จักรยานสีแดง แล้วที่ทำมาโดนใจคนยุคนี้จริงๆ อย่างหนังระลึกชาติ แฟนฉัน
12.คุณโชคดีมากๆที่เคยร้องไห้ตอนฟังเพลง “เราและนาย” ของโลโซในงานวันปัจฉิมนิเทศเพราะตอนนี้คงไม่มีใครเสียน้ำตาให้กับเพลงนี้อีก แล้วเพราะเนื้อเพลงช่างตรงข้ามกับภาพลักษณ์ของวงสิ้นดี
13.คุณได้ซึมซับอารมณ์และบรรยากาศของการเข้าฉายครั้งแรกของสุดยอดหนังตื่นตา ตื่นใจในยุคนั้นอย่าง Terminator 2, Jurassic Park, Speed (ภาคหลังอย่าได้พูด)
14.รองเท้าแตะในตำนานอย่าง Scholl (สกอลล์) ก็มาฮิตที่สุดในยุคคุณนี่แหละ ใส่กันทั่วบ้านทั่วเมือง (ร้อยละ 70 ของเด็กวัยรุ่นยุคนั้นโดนขโมยแต๊บมาแล้ว)
15.คุณเกิดมาทันได้ดูลิเวอร์พูลยุคล่าอาณานิคม (ยุค’80)และตกเป็นเมืองขึ้น (ยุค’90) จนถึงปัจจุบัน
16. มีหมากฝรั่งบุหรี่ด้วย อิอิ กินแล้วโดนดุประจำ
17.เรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์
18. ดูดาวพระศุกร์ สายโลหิต เวอร์ชั่น ศรราม สุวนันท์
19. 10ปีที่แล้วเจ้าขุนทองเป็นยังไง 10 ปีให้หลัง เจ้าขุนทองก็ยังอยู่ มันไม่แก่ขึ้นเลยว่ะ
20.คุณได้เห็นยุคที่ทีมชาติไทยยังเป็นดรีมทีม จนปัจจุบันกลายเป็นฝันค้าง
21. 3 หนุ่ม 3 มุม บ่ายวันเสาร์
22. Window 95 โอ้ว…จอร์จ มันยอดมาก Word, Excell, Access 97 ใช้ยากจริงๆ
23. packlink 1145 ใช้ส่งข้อความ เป็นอะไรที่วัยรุ่น hit hot มาก
24. ยุคเฟื่องฟูของวงไมโคร “ขอมือขวาหน่อยคร้าบ”
25. แผ่นซีดียังราคา 250 บาททั้ง Grammy และ RS
26. โอ้ว…อินเทอร์เน็ต สุดยอดใช้แชทได้ด้วย
27. หนังจีนเล่นไพ่ โคตรสารพัดเทคนิคในการโกง คนตัดคน ภาค 1, 2, 3 พระเอกต้องโง่ก่อน แล้วมาเก่งสุดๆ ได้อาจารย์ที่เก่งกว่าตัวโกง แต่ถูกโกงแล้วมาถ่ายทอดฝีมือโคตรเซียนให้ลูกศิษย์
28. โฆษณาฮิต “อยากรู้เรื่องยาคูลท์ ถามสาวยาคูลท์สิคะ”
29. ทำบัตรประชาชน ต้องออกใบเหลืองให้ก่อน อีกสามเดือนมารับของจริง รูปที่ได้มาติดบัตร…ใช่ผมเหรอว่ะ
30.ไม่มีรายการถึงลูกถึงคน เจอแต่ มาตามนัด ฝันที่เป็นจริง ตาวิเศษเห็นนะ ฯลฯ
31. เขาทรายเก่งที่สุด ต่อยมวยทีไร ชนะทุกที
32.เราได้เรียนรู้พร้อมกับมานี มานะ ปิติ วีระ เพชร ชูใจ จันทร ฯลฯ
33. เราได้ดูหนังจักร ๆ วงศ์ ๆ ทั้งช่อง 3 จันทร์ – ศุกร์ และช่อง 7 เสาร์ – อาทิตย์
34. เราได้ดูขวัญเรียม บ้านทรายทอง แหวนทองเหลือง มนต์รักอสูร ผยอง ฯลฯ ที่ทำซ้ำไปซ้ำมา
35. เราทันสี่แผ่นดิน 2 เวอร์ชั่น
36.เราดูคู่กรรมตั้งแต่พี่เบิร์ดหนุ่ม จนเป็นศรราม
37. เรามี BMX ขี่
38.เราเต้นแร็ปตามแบบพี่ทัช
39.เราใส่รองเท้าที่ร้อยเชือกสีสะท้อนแสง
40.ได้เห็นเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ
41.ในโรงเรียนจะมีหลุมลูกแก้วและเส้นอยู่เต็มไปหมด
42.เราเห็นการเปลี่ยนแปลงของโทรศัพท์มือถือตั้งแต่กระติกน้ำจนถึงกล่องไม้ขีด
43.คุณต้องเคยสะสมสมุดสติ๊กเกอร์เพื่อเอาไปแลกของรางวัลแน่ๆ
44.ได้กินไอติมที่ถ้าใครได้ปลายไม้เป็นสีแดงจะสามารถเอาไปแลกกินไอติมฟรีได้อีกอันนึงด้วยนะ
กระทู้ดักคนแก่ อิอิ


386A0213

Outdoor Products Brand Launch

Outdoor Products Brand Launch Event in Bangkok 2016

Presented by Bratpack Thailand

Outdoor Products ร่วมกับ Bratpack Thailand จัดงานเปิดตัวเพื่อแสดงถึงการกลับมาอย่างเป็นทางการของแบรนด์กระเป๋าชื่อดังที่มีต้นกำเนิดจากประเทศสหรัฐอเมริกา

386A0213งาน Outdoor Products Brand Launch Event in Bangkok 2016 Presented by Bratpack Thailand นี้ถูกจัดขึ้นภายใต้บรรยากาศและกลิ่นอายของยุค 90’s ซึ่งเป็นยุคที่เฟื่องฟูอย่างมากยุคหนึ่งในด้านแฟชั่น ศิลปะและดนตรี และที่สำคัญคือเป็นยุคที่ทำให้ผู้คนทั่วโลกได้รู้จักกับแบรนด์ Outdoor Products ในวงกว้างรวมถึงประเทศไทยด้วย

386A0241รูปแบบของงานนี้จัดขึ้นในแนวปาร์ตี้สนุกสนานภายใต้ธีมของยุค 90’s ซึ่งภายในงานประกอบด้วยโซนที่บอกเล่าถึงประวัติความเป็นมาของแบรนด์กระเป๋า Outdoor Products จากอดีตจนถึงปัจจุบัน พร้อมกับมีการจัดแสดงกระเป๋า Outdoor Products รุ่นคลาสสิคในอดีตและคอลเลกชั่นใหม่ล่าสุด Spring/Summer 2016 ที่ถูกดีไซน์โดยทีมงานออกแบบจากประเทศญี่ปุ่น

OUTDOOR C1_0132โดยงานนี้ทางทีมงานผู้บริหารแบรนด์ Outdoor Products จากประเทศญี่ปุ่นและสิงคโปร์ได้เดินทางมาร่วมงานนี้ประกอบไปด้วย Mr. Yanagi Tari ตำแหน่ง Brand Manager ของ Outdoor Products Japan, Mr. John Ng ตำแหน่ง Director of Sideframe Company จากสิงคโปร์ Mr. Klevin Sng ตำแหน่ง Outdoor Products’s Regional Brand Manager จากบริษัท Primer International Management รวมถึงคุณวิฑูรย์และคุณวิภพ ตติยมณีกุล กรรมการผู้จัดการบริษัท Star Fashion Group ผู้นำเข้าอย่างเป็นทางการของแบรนด์ Outdoor Products ในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียว

OUTDOOR C1_0204นอกจากนี้ภายในงานยังมีกิจกกรมให้ร่วมสนุกอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการออกบูทของร้านเบอร์เกอร์สุดฮิปที่โด่งดังแห่งยุคอย่าง Mother Trucker บูทเครื่องดื่มเท่ห์มีสไตล์จาก Hennessy Thailand ที่มาสร้างสรรค์เครื่องดื่มเท่ๆให้ได้ลิ้มลอง ตู้เกมส์ Street Fighter เครื่องเล่นสุดเจ๋งของยุค 90’s และโซนดูแลทรงผมสุดฮิปจากทีมงาน Barber Brain ที่พร้อมให้บริการแก่แขก VIP ที่มาร่วมงานทุกท่าน และเพื่อให้ครบเครื่องกับในธีมของงานปาร์ตี้ย้อนยุค 90’s วงดนตรีที่จะมาร่วมมอบความสนุกให้กับแขกทุกท่านจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากวง Polycat ซึ่งมาแสดงดนตรีกันสดๆถึงหนึ่งชั่วโมงเต็ม

OUTDOOR C1_0123 OUTDOOR C1_0103 OUTDOOR C1_0116 OUTDOOR C1_0134OUTDOOR C2_0086_resize OUTDOOR C2_0105_resizeพิเศษสุดสำหรับแขกผู้มีเกียรติและสื่อมวลชนที่มาร่วมงานนี้ยังได้รับผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ Outdoor Products ที่ส่งตรงจากประเทศญี่ปุ่นอีกด้วย พร้อมทั้งกิจกรรมสนุกๆให้ได้ร่วมลุ้นรับของรางวัลจากทาง Bratpack Thailand ที่มีมูลค่ารวมกว่า 18,000 บาท งานนี้จะจัดขึ้นในวันที่ 16 มิถุนายน 2559 เวลา 15.30 น. ที่ Central Festival EastVille ชั้น 1 หน้าร้าน Bratpack Store

OUTDOOR C1_0222 13 OUTDOOR BackDrop_0078 OUTDOOR BackDrop_0143 OUTDOOR C1_0011_resize OUTDOOR C1_0099 OUTDOOR C1_0101 OUTDOOR C1_0138 OUTDOOR C1_0172

งานนี้ผมไปในฐานะ บก ของ TAN Magazine ด้วยครับผม ควบซะเลยOUTDOOR BackDrop_0014และแน่นอนมีของติดมือมาฝากชาว HEAVY69 ด้วย แต่จะแจกอะไรยังไง คอยติดตามทางเพจกันนะครับ ของมูลค่ากว่าสามพันบาท ขอบคุณทาง OUTDOOR PRODUCTS และ BRATPACK THAILAND ไว้ ณ ที่นี้

OUTDOOR C1_0130

………………………………………………………………………………………………………………………………….

Bratpack Thailand Facebook: https://www.facebook.com/BratpackThailand/

Outdoor Products Thailand Facebook: https://www.facebook.com/OutdoorProductsThailand/

 


Ford Advanced Driving Experience

ฟอร์ดจัดกิจกรรม Ford Advanced Driving Experience ชูเทคโนโลยีช่วยขับขี่อัจฉริยะใหม่ล่าสุด สะดวกสบายและปลอดภัยเหนือระดับใน เรนเจอร์ ไวลด์แทรค 3.2 ลิตร และเอเวอเรสต์ 3.2 ลิตร ไทเทเนี่ยม พลัส ปี 2016

ฟอร์ด ประเทศไทย จัดกิจกรรม Ford Advanced Driving Experience เชิญสื่อมวลชนร่วมทดสอบเทคโนโลยีช่วยเหลือผู้ขับขี่อัจฉริยะใหม่ ในกระบะสายพันธุ์แกร่ง ฟอร์ด เรนเจอร์ ไวลด์แทรค 3.2 ลิตร และรถยนต์อเนกประสงค์แบบ 7 ที่นั่ง ฟอร์ด เอเวอเรสต์ 3.2 ลิตร ไทเทเนี่ยม พลัส รุ่นปี 2016 เพื่อสัมผัสประสบการณ์การขับขี่เทคโนโลยีเหนือระดับ

ตลอดเส้นทางกรุงเทพฯ – พระนครศรีอยุธยา สื่อมวลชนได้ร่วมทดสอบเทคโนโลยีอันชาญฉลาดใหม่ที่เพิ่มในฟอร์ด เรนเจอร์ ไวลด์แทรค 3.2 ลิตร และฟอร์ด เอเวอเรสต์ 3.2 ลิตร ไทเทเนี่ยม พลัส รุ่นปี 2016 เพื่อมอบความสะดวกสบายและเพิ่มความมั่นใจสูงสุดขณะขับขี่ตลอดการเดินทาง ได้แก่


ระบบควบคุมความเร็วแบบรักษาระยะห่างอัตโนมัติ (Adaptive Cruise Control) ใช้เรดาร์วัดระยะห่างระหว่างรถคันหน้า โดยระบบจะตั้งค่าระบบควบคุมความเร็วแบบอัตโนมัติเพื่อให้รถอยู่ห่างจากรถคันหน้าในระยะที่ปลอดภัยตามความเร็วที่ตั้งไว้ โดยผู้ขับขี่ไม่ต้องเหยียบคันเร่งหรือเบรคตามคันหน้า หากรถคันหน้าเคลื่อนที่ด้วยความเร็วที่ต่ำลง ระบบจะลดความเร็วลงอัตโนมัติเพื่อรักษาระยะห่างในระยะที่ปลอดภัย เมื่อถนนกลับมาโล่งและคันหน้าเร่งความเร็ว ระบบจะเร่งความเร็วตามสภาพการจราจรกลับมาที่ความเร็วที่ตั้งค่าไว้


ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทาง (Lane Keeping System) ทำงานร่วมกับกล้องที่ติดตั้งบริเวณหน้ารถเพื่อตรวจจับหาเส้นแบ่งเลนบนพื้นถนนข้างหน้า โดยระบบจะสามารถตรวจสอบได้ว่าผู้ขับขี่กำลังเบนรถออกจากเลนโดยตั้งใจหรือไม่ จากนั้นจึงเปรียบเทียบข้อมูลจากกล้องกับมุมและแรงบิดของพวงมาลัย หากระบบพบว่าผู้ขับขี่กำลังเปลี่ยนเลนโดยไม่ตั้งใจ ระบบจะเข้าควบคุมแรงบิดของพวงมาลัยพาวเวอร์ไฟฟ้าเพื่อดึงรถกลับเข้าสู่เส้นทางเดิม หากรถยังคงเคลื่อนออกนอกเลน สัญญาณเตือนการเปลี่ยนเลนจะแจ้งเตือนผู้ขับขี่ด้วยระบบสั่นที่พวงมาลัย


ระบบเตือนการชนด้านหน้า (Forward Collision Warning System) ใช้เรดาร์บริเวณหน้ารถเพื่อวัดระยะห่างของรถกับวัตถุที่เคลื่อนที่อยู่ด้านหน้า โดยจะป้องกันการชนที่ความเร็วสูงกว่า 5 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หากระบบวัดค่าเวลาก่อนชนได้ต่ำกว่าที่กำหนดไว้ ระบบจะส่งสัญญาณเตือนพร้อมกระพริบไฟบนกระจกด้านหน้าและแสดงข้อความเตือนบนหน้าจอแสดงข้อมูล หากผู้ขับขี่ไม่ตอบสนองต่อสัญญาณเตือน ระบบจะชาร์จแรงเบรกเตรียมไว้ จึงทำให้ผู้ขับขี่สามารถหยุดรถได้อย่างรวดเร็วเมื่อแตะเบรก ลดความเสียหายจากการกระแทกหรือหลีกเลี่ยงโอกาสการชน


ระบบแจ้งเตือนการขับขี่ (Driver Alert System) จะส่งสัญญาณแจ้งเตือนเมื่อตรวจพบว่าผู้ขับขี่มีอาการเหนื่อยล้า ระบบดังกล่าวทำงานโดยใช้กล้องที่ติดตั้งอยู่บริเวณกระจกหน้าซึ่งเชื่อมต่อเข้ากับคอมพิวเตอร์ กล้องนี้มีหน้าที่ระบุและบันทึกตำแหน่งช่องทางที่รถวิ่งอยู่ เมื่อรถเคลื่อนที่ ระบบจะคาดการณ์ตำแหน่งที่รถควรจะอยู่โดยอ้างอิงจากตำแหน่งของช่องทางที่มีการบันทึกไว้ จากนั้นจึงวัดหาตำแหน่งที่แท้จริงของรถ หากพบว่ามีค่าความแตกต่างมาก ระบบจะส่งสัญญาณเตือนบนหน้าจอควบคุม หากผู้ขับขี่ยังไม่มีการตอบสนอง ระบบจะแสดงสัญญาณที่หน้าจอแสดงข้อมูล เพื่อให้ผู้ขับขี่ทราบว่าควรหยุดพัก อย่างไรก็ตาม ระบบจะไม่ส่งสัญญาณเตือนเมื่อมีการเปลี่ยนช่องทางเพื่อเร่งแซง เนื่องจากระบบสามารถรับรู้ได้ว่าผู้ขับขี่บังคับรถออกนอกช่องทางโดยตั้งใจ

ระบบเปิด-ปิดไฟสูงอัจฉริยะ (Auto High Beam Control) ระบบจะทำงานที่ความเร็วสูงกว่า 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ระบบนี้ใช้กล้องที่ติดตั้งอยู่ด้านหน้าตรวจสอบสภาวะต่างๆ อย่างต่อเนื่องเพื่อพิจารณาว่าเมื่อใดต้องเปิดหรือปิดไฟสูง ระบบจะเปิดไฟสูงเมื่อบริเวณนั้นมืดมากพอและไม่มีแสงไฟจากรถคันอื่นๆ โดยรอบ



นอกจากนี้ ยังมีการทดสอบเทคโนโลยีเพิ่มเติมใน ฟอร์ด เอเวอเรสต์ 3.2 ลิตร ไทเทเนี่ยม พลัส รุ่นปี 2016 ได้แก่ ระบบช่วยจอดอัจฉริยะ (Active Park Assist) ที่ช่วยให้การนำรถเข้าจอดเทียบข้างเป็นเรื่องง่ายดายด้วยการเหยียบคันเร่ง เข้าเกียร์ และเบรก โดยไม่จำเป็นต้องบังคับพวงมาลัย รวมไปถึง ระบบตรวจจับรถขณะออกจากซองจอด (Cross Traffic Alert) ซึ่งจะคอยแจ้งเตือนผู้ขับขี่ในกรณีที่มีรถคันอื่นอยู่ในจุดบอดหรือเมื่อมีรถตัดผ่านในขณะถอยออกจากซองจอด ช่วยให้การถอยรถออกจากช่องจอดได้เป็นได้ง่ายและสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น


“กิจกรรม Ford Advanced Driving Experience จัดขึ้นเพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับด้วยเทคโนโลยีช่วยเหลือผู้ขับขี่อัจฉริยะอันล้ำสมัยที่ได้เพิ่มเติมขึ้นในฟอร์ด เรนเจอร์ ไวลด์แทรค 3.2 ลิตร และ ฟอร์ด เอเวอเรสต์ 3.2 ลิตร ไทเทเนี่ยม พลัส รุ่นปี 2016 ทั้งนี้เทคโนโลยีต่างๆ นั้น ได้ตอกย้ำความมุ่งมั่นของฟอร์ดในการนำเสนอรถที่เปี่ยมด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัยระดับโลกเพื่อให้ผู้บริโภคชาวไทยได้สัมผัสในราคาที่สามารถจับต้องได้ อีกทั้งยังเป็นการเดินหน้าผลักดันให้ฟอร์ด เรนเจอร์ สร้างมาตรฐานใหม่รถกระบะขึ้นอีกระดับ และตอกย้ำความตั้งใจในการสร้างมาเพื่อเป็นที่หนึ่งของ ฟอร์ด เอเวอเรสต์ เรามั่นใจว่าเทคโนโลยีใหม่ที่นำเสนอนี้จะทำให้ผู้บริโภคได้สัมผัสการขับขี่ที่เปี่ยมไปด้วยความสะดวกสบายและความปลอดภัย พร้อมตอบโจทย์ทุกความต้องการของผู้ขับขี่คนไทยได้เป็นอย่างดี” นางสาวอรอนงค์ ประทักษ์พิริยะ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าว


Honda_Civic_01

บทพิสูจน์กว่า 43 ปีของการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง 
สู่ที่สุดแห่งความสำเร็จของยนตรกรรมระดับโลก “ฮอนด้า ซีวิค”

ฮอนด้า ซีวิค กำเนิดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1972 และนับตั้งแต่นั้นมา ยนตรกรรมต้นแบบที่มีเอกลักษณ์เฉพาะของฮอนด้า คันนี้ ได้รับการสร้างสรรค์และพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความต้องการของผู้ใช้รถทั่วโลกในทุกยุคสมัย จวบจนถึงปัจจุบันรวมระยะเวลา 43 ปี โดยมีพื้นฐานแนวคิดแห่งการสร้างสรรค์และพัฒนาคือ การออกแบบเทคโนโลยียานยนต์ให้ก้าวล้ำนำสมัยอยู่เสมอ พร้อมทั้งตอบสนองความต้องการของผู้ใช้รถให้ได้มากที่สุด

ฮอนด้า ซีวิค ทั้ง 9 รุ่น จึงสะท้อนภาพลักษณ์ของยนตรกรรมที่เหนือนิยามของมาตรฐานแห่งโลกวิศวกรรมยานยนต์ ความก้าวล้ำทางเทคโนโลยียานยนต์ คือ ความหมายของฮอนด้า ซีวิค ที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง และ “จิตวิญญาณแห่งความท้าทาย” ยังคงเป็นหัวใจของ ฮอนด้า ซีวิค ที่ถูกถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นอยู่เสมอ

พบกับเรื่องราวของฮอนด้า ซีวิค ทั้ง 9 รุ่น สำหรับบทพิสูจน์กว่า 43 ปี แห่งความก้าวล้ำในการพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ของ ฮอนด้า ซีวิค สู่ความเป็นยนตรกรรมอันมีเอกลักษณ์ระดับโลก

ฮอนด้า ซีวิค รุ่นที่ 1 (ค.ศ. 1972 – 1979) : จุดกำเนิดของนวัตกรรม สู่การเป็นผู้นำมาตรฐานยานยนต์โลก

Honda_Civic_01
นับเป็นการพัฒนาครั้งสำคัญของโลก และเป็นจุดกำเนิดของนวัตกรรมของฮอนด้า ซีวิค นั่นคือ การนำเสนอเครื่องยนต์ CVCC หรือ Compound Vortex Controlled Combustion ซึ่งเป็นเครื่องยนต์รุ่นแรกที่สามารถผ่านมาตรฐาน Muskie Act หรือ กฎหมายควบคุมมลพิษในไอเสียที่เข้มงวดที่สุดในสหรัฐอเมริกา โดยออกแบบเพื่อให้เป็นรถยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและประหยัดน้ำมันมากที่สุด และในรุ่นเดียวกันนี้เอง ยังถือเป็นครั้งแรกที่ ฮอนด้า ซีวิค ได้พลิกโฉมประวัติศาสตร์การออกแบบรถยนต์คอมแพคท์และกลายเป็นมาตรฐานสำหรับรถยนต์ทั่วโลก ด้วยการออกแบบที่มีลักษณะเป็นทรง 2 มิติ (Two-box Styling) โดยวางเครื่องยนต์ไว้ด้านหน้าพร้อมระบบขับเคลื่อนล้อหน้า และยังเป็นครั้งแรกที่ขยายสายผลิตภัณฑ์ด้วยการนำเสนอระบบเกียร์อัตโนมัติ

ฮอนด้า ซีวิค รุ่นที่ 2 (1979 – 1983) : รถยนต์คุณภาพแห่งยุค 80’s


ตอกย้ำความสำเร็จของเครื่องยนต์จากรุ่นแรกด้วยการพัฒนาเครื่องยนต์สำหรับรุ่นที่ 2 ด้วยเครื่องยนต์ CVCC-II ที่เพิ่มประสิทธิภาพในการเผาไหม้และช่วยให้เครื่องยนต์ทรงพลังมากขึ้น ซึ่งส่งผลให้ฮอนด้า ซีวิค เป็นรถยนต์ที่ประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ได้มีการแนะนำโฉมใหม่ ทั้งในรูปแบบของรถ Country Station Wagon และแบบรถยนต์ 4 ประตู การันตีความสำเร็จของการเป็นยนตรกรรมแห่งยุค 80’s ของ ฮอนด้า ซีวิค รุ่นที่ 2 ด้วยรางวัล “U.S. Import Car of the Year” จากนิตยสาร Motor Trend

ฮอนด้า ซีวิค รุ่นที่ 3 (1983 – 1987) : ความสำเร็จทั้งในเอเชีย สหรัฐอเมริกา และยุโรป


ด้วยคอนเซ็ปต์ในการพัฒนาฮอนด้า ซีวิค รุ่นที่ 3 นี้ คือ “maximum space for people, minimum space for mechanisms” เป็นการมอบพื้นที่ภายในห้องโดยสารที่กว้างขวางขึ้นเพื่อความสะดวกสบายของผู้ใช้รถ ส่งผลให้ฮอนด้า ซีวิค รุ่นนี้ มีรูปแบบที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งแบบแฮทช์แบ็ค 3 ประตู, ซีดาน 4 ประตู, และแบบชัตเทิล 5 ประตู (shuttle) และเป็นครั้งแรกที่เผยโฉม ฮอนด้า ซีวิค เอสไอ โดดเด่นด้วยเครื่องยนต์ดับเบิ้ลโอเวอร์เฮดแคมชาฟท์ (DOHC) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่มีเฉพาะในรถแข่งฟอร์มูล่าวันเท่านั้น ส่งผลให้เป็นรุ่นที่ได้รับกระแสความนิยมอย่างล้นหลามในยุคนั้น ด้วยนวัตกรรมที่ล้ำหน้าและการออกแบบของหลังคาที่ยาวมากขึ้น ฮอนด้า ซีวิค ได้รับรางวัล    “Car of the Year” ในประเทศญี่ปุ่น ในปี 1984 และในปีเดียวกัน ฮอนด้า ซีวิค ได้ตอกย้ำความสำเร็จของการเป็นรถยนต์ที่มีประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมันสูงสุด ด้วยการได้รับคะแนนสูงสุดจากการทดสอบอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมัน เป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน จาก U.S. Environmental Protection Agency และยังประสบความสำเร็จในตลาดฝั่งยุโรปด้วยรางวัลด้านการออกแบบรถยนต์ “Torino-Piedmonte Car Design Award” นอกจากนี้ ฮอนด้า ซีวิครุ่นที่ 3 นี้ ยังเป็นรุ่นแรกที่นำเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย ก่อนที่จะเริ่มมีการประกอบและจำหน่ายในประเทศในรุ่นถัดไป

ฮอนด้า ซีวิค รุ่นที่ 4 (1987 – 1991) : อีกขั้นแห่งยนตรกรรมที่เร้าใจสไตล์สปอร์ต


รุ่นนี้เป็นอีกรุ่นที่สนองตอบทุกความต้องการของผู้ใช้รถ ด้วยนวัตกรรมเทคโนโลยีที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อการขับขี่ที่สะดวกสบาย และสนุกเร้าใจสไตล์สปอร์ต อาทิ ระบบกันสะเทือนดับเบิ้ลวิชโบน ซึ่งเป็นปีกนก 2 ชั้น ทั้ง 4 ล้อซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่มีเฉพาะในรถแข่งฟอร์มูล่าวันและรถสปอร์ตเท่านั้น สำหรับตัวถังได้รับการออกแบบให้ลู่ลม และกว้างขวางยิ่งขึ้น อีกทั้งยังนำเสนอเครื่องยนต์ VTEC ระบบ Twin Cams เพิ่มประสิทธิภาพในการเปิด-ปิดวาล์วที่สอดคล้องกับรอบของเครื่องยนต์ ทำให้การขับขี่เป็นไปอย่างราบรื่นในรอบความเร็วต่ำ และช่วยให้เร่งเครื่องได้อย่างไม่สะดุดที่รอบความเร็วสูง ความสำเร็จของฮอนด้า ซีวิค รุ่นที่ 4 ในตลาดยุโรปยังคงมีอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับรางวัล “Golden Steering Wheel Award” จากหนังสือพิมพ์สัญชาติเยอรมัน Bild am Sonntag และถูกจัดอันดับให้เป็นที่ 1 ในการเป็นยนตรกรรมคุณภาพที่น่าเชื่อถือ จัดอันดับโดยนิตยสาร L’Automobile ประเทศฝรั่งเศส

ฮอนด้า ซีวิค รุ่นที่ 5 (1991 – 1995) : พลิกโฉมการออกแบบรูปลักษณ์ครั้งสำคัญ


ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของฮอนด้า ซีวิค กับการพลิกโฉมให้มีรูปทรงที่โค้งมน ซึ่งเป็นการออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์ เพื่อลดแรงต้านทานและเพิ่มการลู่ลม การออกแบบตัวถังภายในที่ตอบความต้องการของคนรุ่นใหม่ในยุค 90’s ซึ่งเป็นโครงสร้างตัวถังแซมบ้า โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากคอนเซ็ปต์งานคาร์นิวัลในกรุงริโอ เดอ จาเนโร ที่เน้นพลังและความมีชีวิตชีวาในทุกๆ ด้าน อีกทั้งยังเป็นการเปลี่ยนแปลงสู่ความปลอดภัยที่เหนือกว่าด้วยการติดตั้งเทคโนโลยีความปลอดภัยที่ล้ำสมัยที่มีเฉพาะในรถยนต์ระดับหรูเท่านั้น อาทิ ป้องกันการหลุดโค้งด้วยระบบควบคุมการทรงตัว (TCS) ระบบป้องกันล้อล็อก (ABS) และระบบป้องกันการลื่นไถล (LSD) ด้วยความล้ำหน้าทางนวัตกรรมการออกแบบและเทคโนโลยีอันล้ำสมัย ทำให้ฮอนด้า ซีวิค รุ่นที่ 5 ได้รับรางวัล “Car of the Year Japan” สองปีติดต่อกัน ในปี 1991 และ 1992

ฮอนด้า ซีวิค รุ่นที่ 6 (1995 – 2000) : เปี่ยมด้วยสมรรถนะ ความปลอดภัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม


ฮอนด้า ซีวิค ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาโครงสร้างตามหลักอากาศพลศาสตร์ และโดดเด่นด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ตอบรับความต้องการของผู้ใช้รถในยุคนั้น ที่คำนึงถึงสมรรถนะของเครื่องยนต์ที่สูงขึ้น ปลอดภัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยเครื่องยนต์ VTEC ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของฮอนด้า และเป็นรุ่นที่ได้รางวัล “Car of the Year Japan” สองปีซ้อน ในปี 1995 และ 1996

ฮอนด้า ซีวิค รุ่นที่ 7 (2000 – 2005) : มาตรฐานความปลอดภัยที่เหนือระดับ สร้างบรรทัดฐานใหม่แก่วงการยานยนต์


มีการใช้โครงสร้างตัวนิรภัย G-CON เพื่อช่วยปกป้องห้องโดยสารจากการชนรอบทิศทาง จึงทำให้ ฮอนด้า ซีวิค รุ่นที่ 7 นี้ เป็นรถยนต์ที่มีเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยสูงสุด ซึ่งได้รับรางวัล Car of the Year Japan สองปีติดต่อกัน ในปี 2001 และ 2002 ประกอบกับแนวคิดการออกแบบและพัฒนาเพื่อให้เป็น “มาตรฐานของรถยนต์ระดับคอมแพคท์” ส่งผลให้ ฮอนด้า ซีวิค มีพื้นที่ห้องโดยสารที่กว้างขวางมากยิ่งขึ้น ประหยัดน้ำมันสูงสุด และให้การขับขี่ที่นุ่มนวล รวมถึงเปลี่ยนแปลงด้านการออกแบบด้วยการผสมผสานระหว่างตัวถังแบบทรงกล่อง และเพิ่มความโค้งมนให้กลมกลืนมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังนับเป็นครั้งแรกที่มีการจำหน่ายเครื่องยนต์ไฮบริด ในสหรัฐอเมริกา โดยผ่านการรับรองว่าเป็นรถยนต์ที่ปล่อยไอเสียเป็นศูนย์ จาก California Air Resources Board และมีอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงที่ 19.5 กม./ลิตร

ฮอนด้า ซีวิค รุ่นที่ 8 (2005 – 2012) : ยนตรกรรมระดับโลกอย่างแท้จริง


อีกครั้งที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก ฮอนด้า ซีวิค รุ่นที่ 8 ได้รับการผลิตใน 6 ภูมิภาคทั่วโลก โดดเด่นด้วยเครื่องยนต์ใหม่ที่มีขนาดเล็กลงแต่มีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ และให้ประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมันสูงสุด โดยได้รับเสียงตอบรับจากทั่วโลกว่าเป็นรุ่นที่สวยที่สุด และมียอดจำหน่ายสูงที่สุดด้วยเช่นกัน

ฮอนด้า ซีวิค รุ่นที่ 9 (2012 – 2016) : ยกระดับความหรูหรา สะดวกสบายด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย


ภายใต้แนวคิดในการพัฒนาฮอนด้า ซีวิค ให้เป็นยนตรกรรมที่โดดเด่นแห่งอนาคต ฮอนด้า ซีวิค รุ่นที่ 9 นี้ ได้รับการพัฒนาขึ้นภายใต้ความประณีตและหรูหรายิ่งขึ้น และยังคงมุ่งเน้นการเป็นรถยนต์ที่ประหยัดพลังงานมากที่สุด รองรับการใช้พลังงานทางเลือก E85 รวมถึงเทคโนโลยีอันล้ำหน้าที่ตอบสนองในทุกการใช้งานเพื่อความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ทั้งยังเป็นครั้งแรกที่มีเทคโนโลยี i-Mid หน้าจอแสดงข้อมูลแบบอัจฉริยะ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการขับขี่สูงสุด

ฮอนด้า ซีวิค ทั้ง 9 รุ่น ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงวิวัฒนาการแห่งความก้าวล้ำทางเทคโนโลยียานยนต์ที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นตลอด 43 ปี ซึ่งฮอนด้ายังคงมุ่งมั่นพัฒนาและสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ในฮอนด้า ซีวิค อย่างต่อเนื่อง ด้วยจิตวิญญาณแห่งความท้าทาย อันเป็นหัวใจสำคัญของฮอนด้า


GTR_NISMO02

NISSAN GT-R NISMO

มาตรฐานสมรรถนะใหม่สำหรับรถนิสสัน Supercar กับเครื่องยนต์ 600 แรงม้า และช่วงล่างอันแข็งแกร่ง รถ GT-R NISMO โมเดลปี 2015 ได้แก่ GT-R Premium และ GT-R Black Editions นำเสนอพลังแรง 600 แรงม้า แรงบิด 481 lb-ft และเครื่องยนต์สมรรถนะสูง turbocharge 3.8 ลิตร V6 VR38DETT เสริมพลังด้วยอากาศพลศาสตร์และช่วงล่างอันเป็นเอกลักษณ์

GTR_NISMO02
รุ่นนี้จัดเป็นรุ่นที่ 4 ที่นิสโม่เปิดตัว ต่อจาก 370Z Nismo ,JUKE NISMO และ JUKE NISMO RS จากประสบการการแข่งขันในรายการต่างๆ ทั่วโลกและสนาม Nurburgring นูเบิกริง 24 ชั่วโมงเมื่อปี 2012 รวมทั้งการวิ่งทำเวลา Time attack ที่โร้ดคอร์สในสนามเดียวกันซึ่งสามารถทำเวลาได้ในขั้น 7 นาที ทำให้นิสสันนำมาพัฒนา GT-R NISMO โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านสมรรถนะความเร็วได้ดังนี้คือ

GTR_NISMO11
เพิ่ม 55 แรงม้าและแรงบิดอีก 18 lb-ft

GTR_NISMO12GTR_NISMO13
ช่วงล่างแบบนิสโม่ tune โดยเสริมความแข็งแกร่งและลดน้ำหนัก

GTR_NISMO04GTR_NISMO09GTR_NISMO06
เสริมจุดเชื่อมต่อกาวเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งของบอดี้

GTR_NISMO05GTR_NISMO21
ออกแบบอากาศพลศาสตร์สไตล์นิสโม่ เพิ่ม downforce เกาะถนนมากขึ้น

GTR_NISMO08GTR_NISMO20
ใช้คาร์บอนไฟเบอร์ในชิ้นส่วนคือ ฝากระโปรงหลัง สปอยเลอร์ กันชนหน้าหลัง และตอนล่างด้านหน้า พร้อมสีให้เลือก 5 สีคือ ดำ แดง ขาว เงิน เทา (Jet Black, Solid Red, Pearl White, a limited production 4-stage metallic Super Silver and unique to the GT-R NISMO model, a low-gloss Matte Gray)

GTR_NISMO15
ใช้ที่เบาะที่นั่งตอนหน้าของ Recaro ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับสรีระ

GTR_NISMO16
พวงมาลัยสไตล์รถแข่งสัญลักษณ์สีแดงของนิสโม่ จาก Alcantara ประสานสมดุลระหว่างการตอบสนอง การจับที่กระชับ และความสะดวกสบาย

GTR_NISMO18
Panel แผงหน้าปัดออกแบบคล้ายเกมวีดีโอ

GTR_NISMO19GTR_NISMO22


Privacy Preference Center