Happitat เปิดตัวแลนด์มาร์กแห่งความสุขแห่งใหม่ย่านบางนา พร้อมโชว์โดรน 2,222 ลำ
บางนามีแลนด์มาร์กใหม่ให้ไปเช็กอินแล้ว! Happitat เปิดตัวอย่างเป็นทางการบนพื้นที่กว่า 2 แสนตารางเมตร พร้อมจัดงาน Grand Celebration ที่รวมทั้งศิลปิน ดนตรี Immersive Experience และโชว์โดรนกว่า 2,222 ลำ สร้างสีสันให้ค่ำคืนเปิดตัวแบบเต็มพื้นที่

คอนเซ็ปต์ของ Happitat คือการทำให้พื้นที่แห่งนี้เป็นมากกว่าศูนย์รวมร้านค้า แต่เป็น Destination ที่คนสามารถมา กิน ช้อป เที่ยว เรียนรู้ และใช้เวลาร่วมกัน ได้ในที่เดียว
เดินเล่นตั้งแต่ป่าจนถึงเมืองแห่งจินตนาการ
ภายใน Happitat แบ่งออกเป็น 3 อาคารหลัก ได้แก่ Bloominas, Wonderwild และ Festie Town ซึ่งแต่ละโซนมีบรรยากาศและคาแรกเตอร์ต่างกัน
Bloominas เน้นไลฟ์สไตล์และบริการ ตั้งแต่ร้านอาหาร ช้อปปิ้ง สุขภาพ และความงาม ขณะที่ Wonderwild จับกลุ่มครอบครัวและเด็ก มีทั้งพื้นที่การเรียนรู้ ร้านอาหาร คาเฟ่ และกิจกรรมกลางแจ้ง ส่วน Festie Town มาในบรรยากาศกึ่งเอาต์ดอร์ เน้นความบันเทิง ร้านค้า และกิจกรรมที่เปลี่ยนหมุนเวียนไปเรื่อย ๆ

อีกหนึ่งไฮไลต์คือ Immersive Experience อย่าง The Butterfly Trail และ Forest of Time ที่ใช้จอดิจิทัลขนาดใหญ่พาผู้ชมเข้าไปมีส่วนร่วมกับเรื่องราวในโลกของ Happitat
สายกิจกรรมก็มีให้เดินเก็บครบทั้งโครงการกับ Happitat Passport ภารกิจสะสมตราประทับ 7 จุด รวมถึง 4 เวิร์กช็อป ตั้งแต่จัดสวนขวด ทำ Herbarium ไปจนถึงเพนต์และทำของที่ระลึก
คืนเปิดตัวจัดเต็มทั้งศิลปินและโชว์ระดับใหญ่
ช่วงค่ำ Happitat เปลี่ยนบรรยากาศเป็นเวที Festival of Happiness ด้วยศิลปินและคนดังกว่า 100 ชีวิต
ไฮไลต์อยู่ที่ The Sky Canvas of Happiness การแสดงที่นำแนวคิด Butterfly Phenomenon มาผสมกับดนตรี แสง สี และเทคโนโลยี โดยมี Thailand Philharmonic Orchestra ร่วมแสดง พร้อม โต๋–ศักดิ์สิทธิ์, วี–วิโอเลต และ WIM เติมสีสันให้โชว์

ก่อนปิดไคลแมกซ์ด้วยโดรนกว่า 2,222 ลำ บนท้องฟ้าเหนือ Happitat ซึ่งสร้างสถิติใหม่ในประเทศไทย และกลายเป็นภาพจำสำคัญของค่ำคืนเปิดตัว
นอกจากนี้ยังมีเซอร์ไพรส์จากศิลปินและนักแสดงอีกหลายคน ตั้งแต่ ครอบครัวชมพู่ อารยา, ฟรีน–สโรชา, Butterbear & Bianca, หยิ่น–วอร์, พี่จอง คัลแลน จูดี้ และน้องแดน ไปจนถึงนักแสดงจีน โจว อี้หราน (Zhou Yiran) ที่ปรากฏตัวบน Green Carpet ท่ามกลางแฟน ๆ
ไม่ได้มีแค่พื้นที่ช้อป แต่ยังมีธรรมชาติให้พัก
อีกจุดที่น่าสนใจของ Happitat คือการดึงธรรมชาติเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ ทั้งสวนแนวราบและพื้นที่สีเขียวในแนวตั้ง รวมถึงการเชื่อมต่อกับผืนป่าธรรมชาติกว่า 30 ไร่ด้านหลังโครงการ
นอกจากนี้ยังมี The Hilltop Offices อาคารสำนักงานสูง 10 ชั้น ที่ออกแบบให้พื้นที่ทำงานเชื่อมโยงกับธรรมชาติและแนวคิดด้านคุณภาพชีวิต

พูดง่าย ๆ คือ Happitat พยายามวางตัวเองให้เป็นพื้นที่ที่ไม่ได้มาแค่ “เดินห้าง” แต่สามารถใช้เวลาอยู่ได้ทั้งวัน ตั้งแต่กินข้าว พาเด็กมาเรียน ทำกิจกรรม ช้อปปิ้ง ดูโชว์ ไปจนถึงนั่งพักท่ามกลางพื้นที่สีเขียว
และหลังจากงานเปิดตัวผ่านไป นี่น่าจะเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่น่าจับตาของโซนบางนา เพราะ Happitat ยังเตรียมกิจกรรมและอีเวนต์ใหม่ ๆ หมุนเวียนตลอดทั้งปี
Happitat เปิดให้เข้าใช้บริการแล้ว ตั้งแต่วันที่ 21 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป
NEW TANK 500 3.0T DIESEL เปิดราคา 1.669 ล้านบาท ดีเซล 3.0 ลิตร 231 แรงม้า
ใครที่กำลังมองหา PPV คันใหญ่ที่ไม่ได้มีดีแค่ความหรู ตอนนี้ GWM เติมตัวเลือกใหม่ด้วย NEW TANK 500 3.0T DIESEL ที่กลับมาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซล 3.0 ลิตร และเน้นสมรรถนะสำหรับการใช้งานแบบครบเครื่อง
หัวใจสำคัญคือเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ VGT 3.0 ลิตร จับคู่เกียร์อัตโนมัติ 9AT ให้กำลังสูงสุด 231 แรงม้า แรงบิด 620 นิวตัน-เมตร พร้อมอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยที่ระบุไว้ 7.1 ลิตร/100 กม. เรียกว่าขยับความแรงขึ้น แต่ยังพยายามรักษาความประหยัดไว้ในระดับใกล้เคียงกับเครื่อง 2.4 ลิตร
3.0 ดีเซล มีทั้ง 2WD และ 4WD
NEW TANK 500 3.0T DIESEL มีให้เลือก 2 รุ่นย่อย และระบบขับเคลื่อน 2 แบบ รวม 4 รุ่น
- 2WD ULTRA — 1,669,000 บาท
- 2WD BLACK WARRIOR — 1,699,000 บาท
- 4WD ULTRA — 1,769,000 บาท
- 4WD BLACK WARRIOR — 1,799,000 บาท
ส่วนสายลุย รุ่น 4WD มาพร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้ออัจฉริยะและเทคโนโลยีช่วยขับขี่ออฟโรด รองรับตั้งแต่การใช้งานในเมือง ไปจนถึงทริปทางไกลและเส้นทางสมบุกสมบัน
ห้องโดยสาร 7 ที่นั่ง เน้นความสบาย
ภายในยังคงคอนเซ็ปต์ PPV ระดับพรีเมียมแบบ 7 ที่นั่ง พร้อมอุปกรณ์ที่เน้นความสะดวกในการเดินทาง เช่น
- บันไดข้างไฟฟ้า Power Side Step
- หน้าจอผู้ขับ 12.3 นิ้ว
- หน้าจอกลาง 14.6 นิ้ว
- Apple CarPlay / Android Auto
- Coffee OS 3.0
- ระบบเสียงรอบทิศทาง
- เบาะแถว 3 ปรับพับด้วยไฟฟ้า
- ระบบเชื่อมต่อและควบคุมรถผ่านแอปฯ
ด้านความปลอดภัยก็จัดมาเต็ม ทั้ง ADAS Level 2, กล้องมองภาพรอบคัน 360 องศา และโครงสร้างตัวถังที่ใช้เหล็กกล้าแรงดึงสูงมากกว่า 75%
Early Bird รุ่น 4WD ลดทันที 50,000 บาท
ช่วงเปิดตัว GWM จัดข้อเสนอ Early Bird สำหรับลูกค้าที่จองรุ่น 4WD ตั้งแต่ 21 สิงหาคม – 30 กันยายน 2569
- TANK 500 3.0T DIESEL ULTRA 4WD — 1,719,000 บาท
- TANK 500 3.0T DIESEL BLACK WARRIOR 4WD — 1,749,000 บาท
พร้อมการรับประกันรถใหม่ 5 ปี หรือ 150,000 กม. และ รับประกันเครื่องยนต์สูงสุด 8 ปี หรือ 1,000,000 กม.
ใครอยากแต่งเพิ่ม GWM ก็มี Body Kit แท้ ทั้งสเกิร์ตหน้า–ข้าง–หลัง ราคาโปรโมชั่น 37,990 บาท จากปกติ 42,500 บาท
แล้วคันไหนเหมาะกับใคร?
ถ้าเน้นใช้งานในเมือง เดินทางครอบครัว และอยากได้ TANK 500 ในราคาที่เข้าถึงง่ายขึ้น รุ่น 2WD ก็น่าสนใจ
แต่ถ้าความต้องการคือ “รถคันเดียวจบ” ทั้งเดินทางไกล ลุยทางฝุ่น หรือออกทริปแบบจริงจัง รุ่น 4WD ดูจะตอบโจทย์กว่า โดยเฉพาะช่วงเปิดตัวที่มีส่วนลด Early Bird 50,000 บาท

สำหรับการส่งมอบ รุ่น 4WD เริ่มปลายเดือนกันยายน 2569 ส่วนรุ่น 2WD จะเริ่มส่งมอบในเดือนมกราคม 2570 เป็นต้นไป
NEW TANK 500 3.0T DIESEL เปิดตัวครั้งแรกในงาน BIG MOTOR SALE 2026 ระหว่างวันที่ 21–30 สิงหาคม 2569 ที่บูธ GWM A05 ไบเทค บางนา
สรุปสั้น ๆ: 3.0 ดีเซล / 231 แรงม้า / 620 นิวตัน-เมตร / 9AT / 7 ที่นั่ง / มีทั้ง 2WD และ 4WD / เริ่ม 1.669 ล้านบาท
MAXUS Commercial เปิดตัวไทย ลุยตลาดรถไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ 4 รุ่น ราคาเริ่ม 990,000 บาท
ตลาดรถไฟฟ้าในไทยกำลังขยับจากรถยนต์นั่งส่วนบุคคลไปสู่กลุ่มรถเพื่อการใช้งานมากขึ้น ล่าสุด MAXUS Commercial เปิดตัวในประเทศไทยอย่างเป็นทางการครั้งแรก พร้อมนำรถไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ 4 รุ่น มาจัดแสดงในงาน BIG Motor Sale 2026 ระหว่างวันที่ 22–31 สิงหาคม 2569 ที่ไบเทค บางนา
ครั้งนี้ MAXUS วางโจทย์ไว้ชัดเจนว่า รถไฟฟ้าไม่ได้มีไว้แค่เดินทาง แต่สามารถเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจ ตั้งแต่งานขนส่งสินค้า โลจิสติกส์ รถรับส่งผู้โดยสาร ไปจนถึงรถที่นำไปดัดแปลงสำหรับงานเฉพาะทาง

ไฮไลท์สำคัญคือรถทั้ง 4 รุ่นติดตั้งแบตเตอรี่จาก CATL และมีขนาดตัวถังกับความสามารถแตกต่างกัน เพื่อให้เลือกใช้งานได้ตามรูปแบบของแต่ละธุรกิจ
4 รุ่นหลักของ MAXUS Commercial
MAXUS eDeliver 5 เป็นรุ่นเริ่มต้นสำหรับงานขนส่งในเมือง มีแบตเตอรี่ CATL ขนาด 64 kWh กำลังสูงสุด 120 kW วิ่งได้ 321–454 กิโลเมตรตามมาตรฐาน WLTP และรองรับน้ำหนักบรรทุกสูงสุด 1,265 กิโลกรัม
รุ่น L2H1 ราคา 990,000 บาท ส่วนรุ่น L2H2 ราคา 1,100,000 บาท
ขยับขึ้นมาเป็น MAXUS eDeliver 7 รถตู้ไฟฟ้าที่รองรับทั้งการขนส่งสินค้าและผู้โดยสาร ใช้แบตเตอรี่ 88 kWh กำลังสูงสุด 150 kW วิ่งได้ 328–469 กิโลเมตรตามมาตรฐาน WLTP มีพื้นที่บรรทุกสูงสุด 8.7 ลูกบาศก์เมตร และรับน้ำหนักได้สูงสุด 1,200 กิโลกรัม
ราคาพิเศษในงานอยู่ที่ 1,250,000 บาท

สำหรับงานที่ต้องการรถขนาดใหญ่ขึ้น MAXUS eDeliver 9 มาพร้อมแบตเตอรี่ 100 kWh กำลังสูงสุด 170 kW มีพื้นที่บรรทุกสูงสุด 11 ลูกบาศก์เมตร และรองรับน้ำหนักบรรทุกสูงสุด 1,490 กิโลกรัม
รุ่นนี้เปิดจองในงานด้วยราคาพิเศษ 1,300,000 บาท
ส่วนสายกระบะต้องดู MAXUS eTerron 9 รถกระบะไฟฟ้าสมรรถนะสูงที่ใช้แบตเตอรี่ 102.2 kWh ให้กำลังสูงสุด 325 kW วิ่งได้สูงสุด 430 กิโลเมตรตามมาตรฐาน WLTP รองรับน้ำหนักลากจูงสูงสุด 3,500 กิโลกรัม และทำอัตราเร่ง 0–100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 5.8 วินาที
ราคาพิเศษสำหรับการเปิดจองอยู่ที่ 1,690,000 บาท
ไม่ได้มีแค่รถส่งของ
อีกจุดที่น่าสนใจในบูธคือการนำรถไปต่อยอดให้เห็นภาพการใช้งานจริง ทั้ง eDeliver 5 และ eDeliver 7 ที่นำมาปรับเป็น Passenger Van รวมถึง Ambulance Concept ที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ในการนำแพลตฟอร์ม Commercial EV ไปพัฒนาสำหรับงานเฉพาะทาง
อย่างไรก็ตาม Ambulance Concept ที่จัดแสดงเป็นการตกแต่งภายนอกในรูปแบบรถพยาบาลเท่านั้น ยังไม่ได้ติดตั้งอุปกรณ์ทางการแพทย์หรือระบบสำหรับใช้งานเป็นรถพยาบาลเต็มรูปแบบ
สำหรับโปรโมชั่นภายในงาน ลูกค้าที่จองและออกรถจะได้รับ Wall Charger ขนาด 7 kW, บริการ Roadside Assistance 3 ปี พร้อมผ้ายางและกรอบป้ายทะเบียน ขณะที่ผู้จอง eTerron 9 ยังได้รับประกันภัยชั้น 1 และ พ.ร.บ. ตามเงื่อนไขของแคมเปญ

MAXUS Commercial ยังเตรียมขยายเครือข่ายโชว์รูมและศูนย์บริการ จากสาขาแรกย่านรามอินทรา ไปยังบางนาและชลบุรี รวมถึงวางแผนขยายเครือข่ายไปยังหัวเมืองสำคัญทั่วประเทศในปีหน้า
การเข้ามาของ MAXUS จึงน่าจับตาไม่น้อย เพราะตลาด Commercial EV ในไทยกำลังเริ่มมีทางเลือกมากขึ้น และโจทย์สำคัญอาจไม่ใช่แค่ “รถไฟฟ้ารุ่นไหนน่าใช้” แต่เป็น “รถคันไหนช่วยให้ธุรกิจทำงานได้คุ้มที่สุด” ซึ่งน่าจะเป็นสนามที่ MAXUS ต้องพิสูจน์ตัวเองต่อจากนี้
Royal Enfield Obsidian ชอปเปอร์คันเดียวในโลก เปิดตัวครั้งแรกที่ Art of Speed 2026
ถ้ารถมอเตอร์ไซค์คือ “ผืนผ้าใบ” สำหรับงานศิลปะ Royal Enfield Obsidian ก็คือผลงานที่ถูกวาดขึ้นด้วยมือแบบแทบไม่เหลือเค้าโครงเดิม
Royal Enfield เปิดตัว Obsidian รถคัสตอมทรงชอปเปอร์แบบ One-off ระดับโลกครั้งแรกที่งาน Art of Speed 2026 ประเทศมาเลเซีย โดยได้ Padin Musa จากสำนัก Abah & Sons มารับหน้าที่เปลี่ยนพื้นฐานของ Super Meteor 650 ให้กลายเป็นชอปเปอร์ทรงแคบที่ทั้งดิบ คลาสสิก และมีรายละเอียดเฉพาะตัวแบบที่หาไม่ได้จากรถโรงงาน

คอนเซปต์ของ Obsidian ชัดเจนตั้งแต่แรกว่าไม่ได้สร้างมาเพื่อจอดโชว์อย่างเดียว แต่ต้อง “ขี่ได้จริง” โดยยึด 4 แนวคิดหลัก ได้แก่ เรียบง่าย เพรียวบาง เชื่อถือได้ และดูแลรักษาง่าย
สิ่งที่น่าสนใจคือ นอกจากเครื่องยนต์ Super Meteor 650 แล้ว ชิ้นส่วนแทบทุกจุดถูกออกแบบและสร้างขึ้นใหม่โดย Abah & Sons ตั้งแต่ช่วงหน้า เฟรม ไปจนถึงรายละเอียดเล็ก ๆ เพื่อให้ได้สัดส่วนแบบชอปเปอร์ที่ดูบางและสะอาดตา
ตัวรถเลือกใช้ ล้อหน้า 21 นิ้ว และล้อหลัง 18 นิ้ว จับคู่กับดุมล้อสไตล์วินเทจจาก Hallcraft และยางลาย Waveway Tread จากญี่ปุ่น ขณะที่แฮนด์มาในสไตล์ชอปเปอร์คลาสสิก พร้อมซ่อนสายคันเร่งไว้ภายใน ช่วยให้เส้นสายของรถดูสะอาดขึ้น

ความคลาสสิกยังถูกเติมเข้าไปอีกด้วย Foot Clutch และ Jockey Shifter ซึ่งหัวเกียร์ทำจากแผ่นสเกตบอร์ดรีไซเคิล กลายเป็นรายละเอียดเล็ก ๆ ที่สะท้อนแนวคิดการนำของเก่ามาเล่าใหม่ในแบบของตัวเอง
อีกหนึ่งจุดที่สะดุดตาคือ Obsidian ถูกสร้างขึ้นในสไตล์ชอปเปอร์ดั้งเดิมที่ ไม่มีเบรกหน้า โดยใช้ระบบเบรกหลังพร้อมคาลิปเปอร์ Performance Machine ขณะที่ระบบจ่ายน้ำมันถูกเปลี่ยนเป็น คาร์บูเรเตอร์คู่แบบคัสตอม ช่วยให้ตัวถังดูแคบลงและได้อารมณ์รถคลาสสิกมากขึ้น
ด้านท้ายติดตั้ง Sissy Bar แบบคัสตอม ที่ไม่ได้มีไว้แค่สร้างภาพลักษณ์ แต่สามารถใช้รัดสัมภาระสำหรับการเดินทางไกลได้จริง พร้อมซ่อนไฟท้ายและสายไฟไว้ภายใน เพื่อรักษาความเรียบของดีไซน์
ทั้งหมดนี้ทำให้ Obsidian กลายเป็นงานคัสตอมที่น่าสนใจตรงการผสมระหว่าง งานฝีมือแบบดั้งเดิมกับการใช้งานจริง มากกว่าจะเป็นรถที่สร้างขึ้นมาเพื่อความหวือหวาเพียงอย่างเดียว
การเปิดตัวครั้งนี้ยังถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายของ Royal Enfield ในมาเลเซีย หลังเข้าร่วมงาน Art of Speed ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 และเป็นครั้งแรกที่แบรนด์เลือกเวทีนี้สำหรับการเปิดตัวรถคัสตอมระดับโลก
นอกจาก Obsidian ภายในงานยังมีรถคัสตอมอย่าง Carolina Reaper จาก Cheetah Customs ประเทศญี่ปุ่น รวมถึงกิจกรรมสกรีนเสื้อคัสตอมและโซน Half-Pipe Skateboarding ที่ช่วยเติมบรรยากาศให้พื้นที่ของ Royal Enfield กลายเป็นอีกหนึ่งจุดรวมตัวของคนที่หลงใหลในรถสองล้อและวัฒนธรรมคัสตอม
เพราะท้ายที่สุดแล้ว เสน่ห์ของ Royal Enfield อาจไม่ได้อยู่แค่ “รถที่ออกจากโรงงาน” แต่คือการเปิดพื้นที่ให้เจ้าของและนักสร้างสรรค์หยิบมันไปตีความต่อในแบบของตัวเอง
และ Obsidian ก็เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่า เมื่อรถมอเตอร์ไซค์กลายเป็นผืนผ้าใบ งานศิลปะบนสองล้อก็ไม่มีกรอบตายตัว
World Gym บุกไทยเปิดสาขาแรกที่สำโรง พร้อมเปิดพรีเซล 888 บาท/เดือน
สายฟิตมีเรื่องให้จับตาเมื่อ World Gym แบรนด์ฟิตเนสระดับโลกที่มีต้นกำเนิดจาก Muscle Beach รัฐแคลิฟอร์เนีย เตรียมเปิดสาขาแรกในประเทศไทยที่ อิมพีเรียล เวิลด์ สำโรง
จากจุดเริ่มต้นในปี 1976 วันนี้ World Gym ขยายไปเกือบ 300 สาขาใน 6 ทวีป และมีสมาชิกทั่วโลกมากกว่า 1 ล้านคน เรียกว่าผ่านยุคทองของวงการเพาะกายมาจนถึงยุคฟิตเนสที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี

สำหรับสาขาแรกในไทย จุดเด่นไม่ได้มีแค่เครื่องออกกำลังกายครบ ๆ แต่ยังจัดเต็มด้วยเทคโนโลยีอย่าง
- AI Posture Diagnostics วิเคราะห์สรีระ การทรงตัว และความยืดหยุ่นภายในประมาณ 3 นาที
- MyZone Switch ช่วยติดตามการออกกำลังกายและพลังงานที่ใช้แบบวัดผลได้
- อุปกรณ์จากแบรนด์อย่าง Matrix และ Abs Company
- เตรียมต่อยอดความร่วมมือกับ HYROX ในไทยช่วงปลายปีนี้

ที่น่าสนใจคือ World Gym วางคอนเซ็ปต์ให้ฟิตเนสระดับเวิลด์คลาสเข้าถึงง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสายเวท สายคาร์ดิโอ หรือคนที่อยากเริ่มดูแลตัวเองจริงจัง
และตอนนี้เปิดพรีเซลแล้ว!
สมาชิกกลุ่มแรกสมัครได้ในราคา 888 บาท/เดือน โดยเป็นข้อเสนอจำนวนจำกัด

ใครกำลังหายิมใหม่ หรืออยากเปลี่ยนบรรยากาศการออกกำลังกาย เตรียมปักหมุด World Gym สำโรง ไว้ได้เลย
📍 อิมพีเรียล เวิลด์ สำโรง
💰 พรีเซล 888 บาท/เดือน
🔗 ลงทะเบียนล่วงหน้าได้ที่เว็บไซต์ World Gym Thailand
OJ CLUB จากเจ้าของรถ สู่คอมมูนิตี้ที่ชวนกันออกไปใช้ชีวิต
เมื่อการเป็นเจ้าของรถไม่ได้จบลงแค่การขับรถกลับบ้าน OMODA & JAECOO กำลังพยายามเปลี่ยนพื้นที่ของคนใช้รถให้กลายเป็นคอมมูนิตี้ที่ได้ออกไปเจอผู้คน เปิดประสบการณ์ใหม่ และแชร์เรื่องราวระหว่างทาง ผ่าน OJ CLUB ภายใต้แนวคิด “From Ownership to Community”

เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา OJ CLUB จัด 2 ทริป 2 สไตล์ เพื่อสะท้อนไลฟ์สไตล์ของสมาชิกที่แตกต่างกัน ตั้งแต่สายลุยที่ชอบเส้นทางออฟโรด ไปจนถึงคนที่อยากใช้เวลาชิล ๆ กับวัฒนธรรม อาหาร และธรรมชาติ
ทริปแรก “OJ CLUB x AUTOGLAM: REEVENTURE” พาสมาชิก JAECOO 6T REEV ไปสัมผัสเส้นทางออฟโรดที่เขากระโจม จ.ราชบุรี ระหว่างวันที่ 12-13 สิงหาคม โดยมี “นนท์” จาก AUTO GLAM มาร่วมแชร์ประสบการณ์การใช้งาน JAECOO บนเส้นทางออฟโรด พร้อมแนะนำเทคนิคการขับขี่และการใช้งานระบบ REEV ในสถานการณ์จริง

นอกจากได้ลองสมรรถนะของรถบนเส้นทางจริง สมาชิกยังได้ทำความเข้าใจกับการทำงานของระบบขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า รวมถึงฟังก์ชันต่าง ๆ ของรถ เพื่อให้การขับขี่ทั้งสนุกและมั่นใจมากขึ้น
จากภูเขาและเส้นทางลุย OJ CLUB เปลี่ยนบรรยากาศมาต่อกันที่เชียงใหม่กับ “OJ CLUB EXCLUSIVE JOURNEY: From Heritage to New Horizons” ระหว่างวันที่ 15-16 สิงหาคม ทริปที่เปิดกว้างสำหรับลูกค้า OMODA & JAECOO ทุกรุ่น พาสมาชิกออกไปสัมผัสเสน่ห์ของเชียงใหม่ ผ่านทั้งสถานที่สำคัญ วัฒนธรรม และธรรมชาติ พร้อมใช้เวลาร่วมกันตลอดการเดินทาง

ความน่าสนใจของทั้งสองทริปจึงไม่ได้อยู่แค่ปลายทาง แต่เป็นเรื่องของ “คน” ที่ได้มาเจอกันระหว่างทาง ทั้งการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การใช้รถ พูดคุยกับทีมงาน และสร้างความคุ้นเคยกับสมาชิกคนอื่น ๆ
สำหรับ OMODA & JAECOO เป้าหมายของ OJ CLUB จึงดูจะมากกว่าการจัดกิจกรรมให้ลูกค้า แต่คือการค่อย ๆ สร้างพื้นที่ให้คนที่มีความสนใจร่วมกันได้ออกไปใช้ชีวิตในแบบของตัวเอง และเติบโตไปพร้อมกับแบรนด์

เพราะสุดท้ายแล้ว ความทรงจำดี ๆ จากการเป็นเจ้าของรถ อาจไม่ได้เกิดขึ้นตอนอยู่หลังพวงมาลัยเสมอไป แต่อาจเกิดขึ้นระหว่างทาง เมื่อมีคนร่วมเดินทางไปด้วยกัน
MINI Aceman SE Collection 3 คาแรกเตอร์ใหม่ของคนเมือง กับ 3 รุ่นพิเศษที่มีแค่ 130 คัน
ถ้าการใช้ชีวิตในเมืองมีหลายมุม MINI ก็ขอเลือกเล่าเรื่องเดียวกันผ่านรถ 3 คาแรกเตอร์ สำหรับ MINI Aceman SE Collection รุ่นพิเศษที่เปิดตัวในไทยพร้อมกัน 3 แบบ ภายใต้แนวคิด “Shades of Urban Living” ตั้งแต่สายดีไซน์จัดเต็ม ไปจนถึงสายดาร์กและสายสปอร์ต โดยมีจำนวนจำกัดรวมเพียง 130 คัน
ทั้ง 3 รุ่นยังคงเป็นรถครอสโอเวอร์ไฟฟ้า 100% ที่เน้นความคล่องตัวแบบ MINI แต่เติมรายละเอียดเฉพาะตัวเข้ามาให้เลือกชัดขึ้นว่า “คันไหนใช่เรา” โดยจะเริ่มให้สัมผัสคันจริงในงาน MINI Expo 2026 วันที่ 21–31 สิงหาคม 2569 ที่เมกาบางนา
1. MINI Aceman SE Multitone Collection — สายดีไซน์ที่ไม่ชอบอะไรซ้ำใคร
ราคา 1,799,000 บาท จำกัด 50 คัน
รุ่นที่โดดเด่นที่สุดเรื่องงานดีไซน์ มาในสี Indigo Sunset Blue พร้อมหลังคา Multitone Roof ที่ไล่เฉดจากขาวไปน้ำเงินด้วยกระบวนการพ่นสีแบบ wet-on-wet ทำให้แต่ละคันมีรายละเอียดของเฉดสีแตกต่างกันเล็กน้อย

ล้อ Slide Spoke ขนาด 18 นิ้วแบบทูโทนช่วยเติมความสดให้ตัวรถ ขณะที่ภายในเลือกใช้เบาะ Vescin/ผ้าโทนดำ-น้ำเงิน พร้อมเบาะคู่หน้าปรับไฟฟ้าและระบบนวด Active Seat สำหรับผู้ขับขี่
อุปกรณ์เด่นยังมี Parking Assistant, Driving Assistant, MINI Navigation AR และหน้าจอ OLED ทรงกลม MINI Interaction Unit เรียกได้ว่าเป็น Aceman สำหรับคนที่มองรถเป็นส่วนหนึ่งของสไตล์การใช้ชีวิต มากกว่าแค่พาหนะ
2. MINI Aceman SE Shadow Collection — ดำทั้งคัน แต่คาแรกเตอร์ไม่ธรรมดา
ราคา 1,999,000 บาท จำกัด 50 คัน
ถ้า Multitone คือสีสัน Shadow ก็คืออีกด้านที่ตรงข้ามกันแบบชัดเจน ด้วยสี Midnight Black ที่ถูกใช้ตั้งแต่ตัวถัง หลังคา ราวหลังคา ไปจนถึงฝาครอบกระจกมองข้าง เติมความดุดันด้วย Panorama Roof และล้อ JCW Slide Spoke สีดำขนาด 18 นิ้ว

ภายในยังคุมโทนเข้มด้วยเบาะ Vescin สีดำ พร้อมชุดแต่ง John Cooper Works เบาะสปอร์ต JCW และพวงมาลัย JCW
ความพิเศษอยู่ที่อุปกรณ์ที่จัดมาแบบครบเครื่อง ทั้ง Parking Assistant Plus, Driving Assistant Plus, Comfort Plus, เครื่องเสียง Harman Kardon, กล้องรอบคัน 360 องศา, Remote 3D View และ Drive Recorder เหมาะกับคนที่ชอบความเรียบ เท่ และไม่ต้องการสีสันมากมายเพื่อให้รถโดดเด่น
3. MINI Aceman SE JCW Collection — เมื่อความเป็นเมืองเจอกับกลิ่นอายมอเตอร์สปอร์ต
ราคา 2,099,000 บาท จำกัด 30 คัน
ตัวท็อปของคอลเลกชันนี้เลือกเติม DNA จาก John Cooper Works เข้ามาเต็มที่ มีให้เลือก 3 สี ได้แก่ Legend Grey, Nanuq White และ Melting Silver พร้อมหลังคาและกระจกมองข้างสีดำ
ล้อ JCW Lap Spoke ขนาด 19 นิ้ว พร้อมยาง 225/40 R19 ช่วยให้ภาพรวมดูสปอร์ตขึ้น ขณะที่ภายในจัดเต็มด้วยเบาะ Vescin/Cord JCW เบาะนั่งสปอร์ต พวงมาลัย และชุดตกแต่ง JCW

ฟังก์ชันที่ให้มาก็ครบที่สุดใน 3 รุ่น ทั้ง Head-up Display, Parking Assistant Plus, Driving Assistant Plus, Comfort Plus, Harman Kardon, Navigation AR, กล้อง 360 องศา และ Remote 3D View
ไฟฟ้า 218 แรงม้าเหมือนกัน แต่เลือกคาแรกเตอร์ได้ต่างกัน
ทั้ง 3 Collection ใช้ขุมพลังไฟฟ้าเดียวกัน มอเตอร์กำลังสูงสุด 218 แรงม้า (160 kW) แรงบิด 330 นิวตัน-เมตร ขับเคลื่อนล้อหน้า พร้อมแบตเตอรี่ 54.2 kWh
ทำ 0–100 กม./ชม. ได้ใน 7.1 วินาที ความเร็วสูงสุด 170 กม./ชม. และวิ่งได้สูงสุด 405 กม. ตามมาตรฐาน WLTP ส่วนการชาร์จ DC รองรับสูงสุด 95 kW จาก 10–80% ใช้เวลาประมาณ 31 นาที

สุดท้ายแล้ว MINI Aceman SE Collection ทั้ง 3 รุ่นอาจใช้พื้นฐานเดียวกัน แต่คาแรกเตอร์ต่างกันชัดเจน ตั้งแต่ Multitone สำหรับสายดีไซน์, Shadow สำหรับสายเข้ม และ JCW สำหรับสายสปอร์ต และด้วยจำนวนรวมเพียง 130 คัน ใครกำลังมองหา EV ที่มีความเป็นตัวเองมากกว่ารถไฟฟ้าทั่วไป คอลเลกชันนี้น่าจะเป็นอีกหนึ่งรุ่นที่น่าจับตามอง
GWM TANK 300 DIESEL พิสูจน์ความแกร่งบนสนามโหด AXCR 2026
ถ้าจะพิสูจน์ว่ารถคันหนึ่ง “แกร่งแค่ไหน” การขับบนถนนเรียบอาจยังไม่พอ แต่การพาไปเจอเส้นทางโหดๆ ระยะทางนับพันกิโลเมตร คืออีกเรื่องหนึ่งที่ตอบคำถามได้ชัดเจนกว่า
นี่คือบททดสอบของ GWM TANK 300 DIESEL ในการแข่งขัน Asia Cross Country Rally 2026 (AXCR 2026) ซึ่งปีนี้ต้องเจอกับเส้นทางสุดทรหดกว่า 2,000 กิโลเมตร ตลอดการแข่งขัน 6 LEG และที่สำคัญคือ TANK 300 DIESEL ทั้ง 2 คันของ GWM Ek Group Racing Team สามารถพาตัวเองเข้าเส้นชัยได้ครบ

ผลงานของรถหมายเลข 114 ที่ขับโดย โอฬาร สรสิริรัตน์ พร้อมผู้นำทาง สมเกียรติ น้อยจาด จบที่อันดับ 12 Overall และอันดับ 4 ในรุ่น T2A-D ส่วนรถหมายเลข 128 ที่ขับโดย โทวัล ธรวรรณเสน และผู้นำทาง ชัพวิชญ์ จุลสันติรัตน์ จบอันดับ 15 Overall และอันดับ 6 ในรุ่น T2A-D
แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าตัวเลขอันดับ คือการที่ TANK 300 DIESEL ต้องรับมือกับสนามแข่งที่ขึ้นชื่อเรื่องความโหดและคาดเดาไม่ได้ ตั้งแต่สภาพเส้นทางที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ไปจนถึงระยะทางที่ต้องใช้ทั้งความอึดของรถและความแม่นยำของทีม
จากรถใช้งานจริง สู่สนามแข่งระดับสากล
TANK 300 DIESEL ที่ลงแข่งขันไม่ได้ถูกสร้างขึ้นใหม่ทั้งหมดเพื่อเป็นรถแข่ง แต่มีพื้นฐานมาจากรถที่จำหน่ายจริง ก่อนนำมาปรับแต่งให้เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยของ FIA และกติกาประเภท T2 ซึ่งเน้นให้รถแข่งยังคงใกล้เคียงกับรถโปรดักชันมากที่สุด

พูดง่ายๆ คือสนาม AXCR กลายเป็นเหมือนสนามสอบขนาดใหญ่ของรถ ตั้งแต่โครงสร้าง แชสซี ระบบส่งกำลัง ไปจนถึงความทนทานของเครื่องยนต์ ทุกอย่างต้องทำงานต่อเนื่องภายใต้สภาพแวดล้อมที่หนักกว่าการใช้งานทั่วไปหลายเท่า
สำหรับ GWM นี่จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการคว้าอันดับ แต่เป็นโอกาสในการนำรถและเทคโนโลยีไปเจอกับสถานการณ์จริง แล้วนำข้อมูลที่ได้กลับมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่อ
จุดเด่นที่ไม่ได้มีแค่คำว่า “ดีเซล”
หัวใจของ TANK 300 DIESEL คือเครื่องยนต์ดีเซล 2.37 ลิตร ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด พร้อมเทคโนโลยีอย่างระบบคอมมอนเรลแรงดันสูง 2,000 บาร์ และเทอร์โบแปรผันอัจฉริยะ ซึ่งออกแบบมาให้ตอบสนองได้ดีตั้งแต่รอบต่ำ

แนวคิดสำคัญจึงไม่ใช่แค่การทำให้รถ “แรง” แต่ต้องให้กำลังมาอย่างต่อเนื่อง ควบคุมง่าย และพร้อมรับมือกับการใช้งานหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่การขับในเมือง ไปจนถึงเส้นทางที่ต้องการสมรรถนะมากขึ้น
การผ่านการแข่งขัน AXCR 2026 จึงเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ว่าพื้นฐานของรถสามารถรับมือกับงานหนักได้จริง
ดีเซล 3 รุ่น สำหรับคนใช้รถคนละสไตล์
หลังจากเปิดตัวเครื่องยนต์ดีเซลในประเทศไทยเมื่อปี 2568 ปัจจุบัน GWM มีรถดีเซลให้เลือก 3 รุ่นหลัก ได้แก่ TANK 300 DIESEL, TANK 500 DIESEL และ POER SAHAR DIESEL
ทั้ง 3 รุ่นใช้เครื่องยนต์ดีเซล 2.37 ลิตร และเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีดเหมือนกัน แต่คาแรกเตอร์ของรถแตกต่างกันชัดเจน ตั้งแต่ TANK 300 ที่เน้นความลุยและดีไซน์แบบ Premium Boxy, TANK 500 ที่ขยับไปทาง SUV พรีเมียมสำหรับครอบครัว ไปจนถึง POER SAHAR ที่เป็นกระบะสมรรถนะสูงสำหรับทั้งงานและไลฟ์สไตล์

อีกจุดที่น่าสนใจคือ GWM ให้การรับประกันเครื่องยนต์ของ TANK 300 DIESEL สูงสุด 1,000,000 กิโลเมตร หรือ 8 ปี แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน
ท้ายที่สุดแล้ว AXCR 2026 อาจไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการนำรถไปแข่ง แต่เป็นการเอา “รถใช้งานจริง” ไปเจอกับหนึ่งในบททดสอบที่หนักที่สุด แล้วดูว่ามันจะไปได้ไกลแค่ไหน
Mitsubishi Ralliart คว้าแชมป์ AXCR 2026 สมัยที่ 2 กับบทพิสูจน์ของ Triton ในสนามสุดโหด
เส้นทางกว่า 2,000 กิโลเมตรผ่าน 5 จังหวัดของไทย ไม่ได้มีแค่ความเร็ว แต่เต็มไปด้วยโคลน ฝน หลุมบ่อ ทางหิน และสถานการณ์ที่เปลี่ยนได้ตลอดเวลา นี่คือสนามของ Asia Cross Country Rally 2026 (AXCR 2026) ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 10–15 สิงหาคมที่ผ่านมา และกลายเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์สำคัญของทีม Mitsubishi Ralliart กับรถแข่ง Mitsubishi Triton Rally Car ทั้ง 3 คัน

ไฮไลต์สำคัญอยู่ที่รถหมายเลข 106 ของ คัตสึฮิโกะ ทากูชิ และทาคาฮิโระ ยาสุอิ ที่รักษาตำแหน่งผู้นำได้อย่างเหนียวแน่นตลอดการแข่งขัน 6 LEG ก่อนปิดฉากด้วยแชมป์ Overall และ T1D พร้อมสร้างสถิติเป็นคู่แข่งชาวญี่ปุ่นคู่แรกที่คว้าอันดับ 1 Overall ของ AXCR ได้สำเร็จ
6 วัน กับสนามที่ไม่มีคำว่าง่าย
AXCR 2026 พาทีมแข่งออกจากพัทยา ผ่านปราจีนบุรี นครสวรรค์ กำแพงเพชร ก่อนเข้าสู่พิษณุโลก ระยะทางรวมกว่า 2,000 กิโลเมตร โดยแต่ละช่วงมีโจทย์แตกต่างกัน ตั้งแต่ถนนลูกรังและโคลน ไปจนถึงทางหิน ทางแคบ และพื้นทรายแข็ง
รถหมายเลข 106 เริ่มต้นการแข่งขันด้วยอันดับ 3 ใน LEG 1 ก่อนค่อย ๆ ไต่ขึ้นสู่หัวแถว และคว้าอันดับ 1 ใน LEG 3 จนขึ้นเป็นผู้นำเวลารวม จากนั้นยังรักษาตำแหน่งไว้ได้แม้ต้องเจอกับปัญหากระจกหน้าเสียหายใน LEG 4 และแรงกดดันในช่วงท้ายของการแข่งขัน

เข้าสู่ LEG 5 ทีมยังรักษาความได้เปรียบไว้ได้ ก่อนปิดเกมใน LEG 6 ด้วยอันดับ 3 ของสเตจ และเวลารวมอันดับ 1 หลังผ่านการแข่งขันครบทั้ง 6 LEG
เบื้องหลังชัยชนะ ไม่ได้มีแค่คนขับ
ความน่าสนใจของการแข่งขันแรลลี่แบบ Cross Country คือชัยชนะไม่ได้เกิดจากฝีเท้าของนักแข่งเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเกมของทั้งทีม ตั้งแต่การอ่านเส้นทาง การวางกลยุทธ์ ไปจนถึงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

Mitsubishi Ralliart มี ฮิโรชิ มาซูโอกะ อดีตแชมป์ Dakar Rally 2 สมัย รับหน้าที่ผู้อำนวยการทีม พร้อมทีมงานจาก TANT SPORT และวิศวกรจาก Mitsubishi Motors ประเทศญี่ปุ่นที่ดูแลทั้งเรื่องรถและการสนับสนุนด้านเทคนิคตลอดการแข่งขัน
ตลอดการแข่งขัน รถทั้ง 3 คันต้องเจอกับทั้งยางแตก เส้นทางที่อ่านยาก ฝนตกหนัก โคลน รวมถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นระหว่างทาง แต่การตัดสินใจของทีมในแต่ละจังหวะมีส่วนสำคัญที่ทำให้รถยังสามารถไปต่อจนถึงเส้นชัยได้
Triton Rally Car กับโจทย์ที่หนักกว่าสนามทั่วไป
สำหรับรถแข่ง Mitsubishi Triton Rally Car ปีนี้ ทีมมีการปรับทั้งการจัดวางองค์ประกอบและระบบส่งกำลัง เพื่อช่วยกระจายน้ำหนักหน้า-หลังให้สมดุลขึ้น พร้อมปรับช่วงล่างและระบบกันสะเทือน เพื่อเพิ่มการยึดเกาะและความมั่นคงขณะเข้าโค้ง

นอกจากนี้ยังมีการปรับการตอบสนองของเครื่องยนต์ในช่วงความเร็วต่ำถึงปานกลาง เพื่อให้ควบคุมรถได้คล่องตัวขึ้นเมื่อเจอกับเส้นทางออฟโรดที่ต้องใช้ทั้งกำลังและความแม่นยำ
ทั้งหมดไม่ได้เกิดขึ้นในวันแข่ง แต่ผ่านการทดสอบความทนทานต่อเนื่อง 7 วันบนเส้นทางออฟโรดใกล้เขาใหญ่ รวมถึงการทำ Shakedown ที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ก่อนเข้าสู่การแข่งขันจริง
จากแชมป์ปี 2022 สู่การทวงบัลลังก์อีกครั้ง
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ Mitsubishi Ralliart ทำผลงานโดดเด่นใน AXCR หลังเปิดตัวในปี 2022 ด้วยแชมป์ Overall ก่อนคว้าแชมป์ประเภททีมในปี 2023 และกลับมาคว้าแชมป์ Overall และ T1D อีกครั้งในปี 2025
ชัยชนะในปี 2026 จึงเป็นมากกว่าถ้วยแชมป์อีกหนึ่งใบ แต่เป็นการยืนยันว่าเส้นทางของ Triton ในสนาม Cross Country ยังคงเดินหน้าต่อ พร้อมบทพิสูจน์จากสนามจริงว่า เมื่อรถ นักแข่ง ผู้นำทาง และทีมงานต้องรับมือกับระยะทางนับพันกิโลเมตร สิ่งที่สำคัญไม่แพ้ความเร็วคือ ความอึด ความแม่นยำ และการตัดสินใจในทุกวินาที

และนั่นอาจเป็นเสน่ห์ของ AXCR ที่ทำให้การแข่งขันครั้งนี้ไม่ได้วัดกันแค่ “ใครเร็วที่สุด” แต่คือ ใครไปถึงเส้นชัยได้ดีที่สุด.
Honda Super-ONE ใหม่ ราคา 990,000 บาท EV คันเล็กสายสนุกจากญี่ปุ่น จำกัด 30 คัน เปิดจอง 17 ส.ค. นี้
Honda Super-ONE ใหม่ เปิดราคาทางการ 990,000 บาท รถยนต์ไฟฟ้าคันเล็กจากญี่ปุ่นที่ไม่ได้มาในคอนเซ็ปต์ “ขับไปเรื่อย ๆ” แต่ชูจุดเด่นเรื่องความสนุกในการขับขี่แบบเต็มตัว พร้อม BOOST Mode สำหรับคนที่อยากได้ฟีลสปอร์ตในรถ EV ขนาดกะทัดรัด
งานนี้ใครสนใจต้องไว เพราะฮอนด้าเตรียมส่ง Super-ONE เข้าไทยแบบ CBU จากญี่ปุ่น เพียง 30 คันในปี 2569 และเปิดให้ลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิ์จองผ่านออนไลน์ วันที่ 17 สิงหาคม 2569 เวลา 10.00–17.00 น. เพียงวันเดียว
990,000 บาท กับ EV ที่เน้น “ขับสนุก”
Honda Super-ONE พัฒนาต่อยอดจากรถในตระกูล N Series มาในสไตล์ Low & Wide พร้อมดีไซน์ Boxy และโป่งล้อขนาดใหญ่ที่ช่วยสร้างคาแรกเตอร์ให้ดูแตกต่างจากรถ EV ทั่วไป
จุดขายสำคัญคือระบบขับขี่ที่จัดมาให้เลือกถึง 5 โหมด ได้แก่ ECON, CITY, NORMAL, SPORT และ BOOST โดยโหมด BOOST ถูกพัฒนาขึ้นเป็นพิเศษสำหรับรุ่นนี้ และสามารถเรียกใช้งานได้จากปุ่มบนพวงมาลัย
นอกจากเพิ่มพละกำลังแล้ว ยังมีระบบจำลองการเปลี่ยนเกียร์และ Active Sound Control เพื่อสร้างอารมณ์การขับขี่แบบสปอร์ตมากขึ้น เรียกได้ว่าเป็น EV ที่พยายามเก็บ “ความสนุกหลังพวงมาลัย” เอาไว้ให้มากที่สุด
ตัวเลขไม่ใหญ่ แต่ความสนุกจัดเต็ม
Super-ONE ให้กำลังสูงสุด 70 กิโลวัตต์ เมื่อใช้ BOOST Mode พร้อมแรงบิดสูงสุด 162 นิวตัน-เมตร ขับเคลื่อนด้วยแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออนขนาด 29.6 kWh และทำระยะทางได้สูงสุด 253 กม. ต่อการชาร์จ ตามมาตรฐาน NEDC
ตัวรถยังใช้แพลตฟอร์มน้ำหนักเบาที่พัฒนาต่อยอดจาก N Series พร้อมช่วงล้อและยางหน้ากว้าง เพื่อช่วยเพิ่มความคล่องตัวและเสถียรภาพในการเข้าโค้ง

ภายในก็ไม่ได้เน้นแค่ความกะทัดรัด แต่จัดเบาะคู่หน้าแบบ Bucket Seat, เบาะหลังพับ 50:50 และห้องโดยสารโทนขาว-เทา-ฟ้า เพิ่มอารมณ์สนุกให้เข้ากับคาแรกเตอร์ของรถ
อุปกรณ์ที่น่าสนใจก็มีทั้ง Google Built-in, จอสัมผัส 9 นิ้ว, Apple CarPlay และ Android Auto แบบไร้สาย, เครื่องเสียง BOSE 8 ลำโพง, Honda CONNECT รวมถึงเบาะคู่หน้าพร้อมระบบทำความร้อน
ด้านความปลอดภัยมี Honda SENSING พร้อมฟังก์ชันหลัก 6 ระบบ รวมถึง ACC with Low-Speed Follow, CMBS, LKAS และระบบช่วยควบคุมรถเมื่อออกนอกเลน
อยากแต่งให้สุด ก็มี BULLDOG และ MUGEN

อีกหนึ่งสีสันของ Super-ONE คืออุปกรณ์ตกแต่งที่เปิดโอกาสให้เจ้าของเลือกคาแรกเตอร์ของรถได้มากขึ้น
สายเรโทรสปอร์ตสามารถเลือก BULLDOG Full Package ราคา 110,000 บาท ได้แรงบันดาลใจจาก Honda City Turbo II หรือถ้าอยากไปทางสายแต่งญี่ปุ่นแบบจริงจัง ก็มีชุด MUGEN ให้เลือก โดยแพ็กเกจเต็มมีราคา 640,000 บาท
พูดง่าย ๆ คือรถคันเดียวกัน สามารถเลือกได้ตั้งแต่ลุคเรียบ ๆ ไปจนถึงจัดเต็มแบบสายซิ่ง
เปิดจอง 17 สิงหาคมนี้ ใครสนใจต้องจับเวลา
Honda Super-ONE ใหม่ ราคา 990,000 บาท และปีนี้มีจำหน่ายในไทยเพียง 30 คัน
เปิดให้ลงทะเบียนรับสิทธิ์จองออนไลน์ในวันที่ 17 สิงหาคม 2569 เวลา 10.00–17.00 น. ผ่านเว็บไซต์ Honda โดยฮอนด้าจะพิจารณาและติดต่อกลับตามลำดับการลงทะเบียน

สำหรับผู้ที่จองตามช่วงเวลาที่กำหนดและรับรถภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2569 ยังมีข้อเสนอทั้งดอกเบี้ยเริ่มต้น 1.69%, ประกันภัยชั้น 1 ฟรี 1 ปี และขยายการรับประกันรถยนต์ รวมถึงรับประกันแบตเตอรี่และระบบขับเคลื่อน EV สูงสุด 8 ปี หรือ 160,000 กม.
ส่วนการส่งมอบรถ Honda Super-ONE ในไทย เตรียมเริ่มตั้งแต่ พฤศจิกายน 2569 เป็นต้นไป
Honda Super-ONE จึงน่าสนใจตรงที่ไม่ได้พยายามเป็น EV ที่ใหญ่หรือวิ่งไกลที่สุด แต่เลือกจะเป็นรถคันเล็กที่มีคาแรกเตอร์ชัด และให้ความสำคัญกับ “ความสนุก” เป็นตัวตั้ง
ใครกำลังมองหา EV ไซซ์กะทัดรัดที่ไม่เหมือนใคร งานนี้อาจต้องตั้งปลุกไว้เลย เพราะ 30 คันเท่านั้น และเปิดจองวันเดียว 17 สิงหาคมนี้















