Tomorrowland Thailand เปิดไลน์อัปอาหาร รวมเชฟดังไทย-เบลเยียม
Tomorrowland Thailand ไม่ได้เตรียมแค่เวทีและไลน์อัปศิลปินเท่านั้น แต่ยังจัดเต็มเรื่องอาหารและเครื่องดื่มด้วย ล่าสุดเผยรายชื่อเชฟและร้านอาหารชุดแรกที่จะมาร่วมสร้างประสบการณ์ด้านรสชาติ ตั้งแต่อาหารไทยร่วมสมัย คอร์สพิเศษจากเชฟชื่อดัง ไปจนถึงเมนูซิกเนเจอร์จากเบลเยียม

ไฮไลต์อยู่ที่ 2 ห้องอาหารพิเศษอย่าง Papillon Restaurant by Baan Tepa และ B-EAT with Gaggan Anand ที่ออกแบบประสบการณ์ให้แตกต่างจากโซนอาหารทั่วไปของเทศกาล
Papillon Restaurant by Baan Tepa ตั้งอยู่ริมทะเลสาบ ให้บรรยากาศที่สงบและเป็นส่วนตัวมากขึ้น พร้อมเมนูที่เชฟตาม-ชุดารี เทพาคำ แห่ง Baan Tepa ออกแบบขึ้นสำหรับ Tomorrowland Thailand โดยเฉพาะ ราคา 3,800 บาทต่อคน รวมเครื่องดื่มต้อนรับ น้ำดื่ม เมนูทานเล่น อาหาร 3 คอร์ส และของหวาน
อีกหนึ่งตัวเลือกคือ B-EAT with Gaggan Anand ที่เน้นบรรยากาศสนุกและคึกคักกว่า ผสมผสานอาหาร เครื่องดื่ม และดนตรีเข้าด้วยกัน โดยเซ็ตในราคา 2,900 บาทต่อคน ประกอบด้วยคอร์สชิมอาหาร 4 เมนู ชูตเตอร์ 1 แก้ว และคราฟต์ค็อกเทล 2 แก้ว พร้อมสั่งเครื่องดื่มเพิ่มเติมได้ภายในงาน

ส่วนไลน์อัปเชฟและร้านอาหารที่มาร่วมงานยังมีทั้ง เชฟแพม-พิชญา สุนทรญาณกิจ จาก Khao San Sek และ Smoked, เชฟอู๋-สิทธิกร จันทป จาก AKKEE, เชฟต้น-ธิติฏฐ์ ทัศนาขจร จาก Le Du Kaan, Sra Bua by Num Weerawat, เจมส์-ธีรดนย์ ศุภพันธุ์ภิญโญ จาก Talay Jai, Nara Thai Cuisine และ Blue Elephant Bangkok
สำหรับเครื่องดื่ม จะได้พบกับ ฝาเบียร์-สุชาดา โสภาจารี จาก Lost in Thaislation ที่นำแรงบันดาลใจจากรสชาติอาหารไทยมาตีความใหม่ในรูปแบบค็อกเทล หลังจากเคยไปร่วมสร้างสีสันใน Tomorrowland Belgium และร่วมถ่ายทอดเรื่องราวในสารคดี We Are Tomorrow ของ Tomorrowland และ Amazon Music

ด้านเมนูจากฝั่งเบลเยียมก็มีของเด็ดที่แฟน Tomorrowland น่าจะคุ้นเคย โดยเฉพาะ Tomorrowland Waffle รูปผีเสื้อ ที่พัฒนาร่วมกับเชฟขนมหวานชาวเบลเยียม Roger van Damme รวมถึงเฟรนช์ฟรายส์สไตล์เบลเยียม ขณะที่โซนอาหารทั่วไปจะมีทั้งสตรีทฟู้ดไทยและเอเชีย เบอร์เกอร์ เคบับ ฮอตดอก รวมถึงเมนูมังสวิรัติและแพลนท์เบส
สำหรับใครที่อยากสัมผัสประสบการณ์แบบพิเศษ Papillon Restaurant by Baan Tepa และ B-EAT ต้องสำรองที่นั่งล่วงหน้า โดยบัตรรับประทานอาหารจะเปิดขายวันที่ 15 ตุลาคม 2569 เวลา 15.00 น. ผ่านช่องทางออนไลน์อย่างเป็นทางการของ Tomorrowland

Tomorrowland Thailand จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11–13 ธันวาคม 2569 ที่ Wisdom Valley พัทยา ภายใต้ธีม “Consciencia” ซึ่งถือเป็นเทศกาล Tomorrowland เต็มรูปแบบครั้งแรกในเอเชีย
นอกจากดนตรีแล้ว งานนี้จึงน่าจะเป็นอีกหนึ่งเทศกาลที่สายกินไม่ควรมองข้าม เพราะตั้งแต่คอร์สอาหารระดับไฟน์ไดนิ่ง ไปจนถึงวาฟเฟิล เฟรนช์ฟรายส์ และสตรีทฟู้ด ก็มีให้เลือกตั้งแต่ต้นงานยันจบเทศกาล
Mazda CX-6e รถไฟฟ้า 100% สำหรับครอบครัว เริ่ม 1.259 ล้านบาท
มาสด้าเปิดตัว The All-Electric Mazda CX-6e รถ SUV ไฟฟ้า 100% รุ่นใหม่ที่เข้ามาเติมไลน์อัป CX-Series ในไทย ชูจุดเด่นทั้งดีไซน์สไตล์ Kodo เทคโนโลยีอัจฉริยะ และแนวคิดการขับขี่แบบ Jinba-Ittai พร้อมให้เลือก 2 รุ่น ราคาเริ่มต้น 1,259,000 บาท
CX-6e พัฒนาบนแพลตฟอร์มรถยนต์ไฟฟ้าโดยเฉพาะ และผลิตที่ประเทศจีนโดย Changan Mazda Automobile (CMA) ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง Mazda และ Changan Automobile โดยนำเทคโนโลยีระบบไฟฟ้าและระบบอัจฉริยะมาผสานกับเอกลักษณ์ด้านการออกแบบและการขับขี่ของ Mazda

ด้านขุมพลังใช้แบตเตอรี่ LFP ขนาด 77.9 kWh ขับเคลื่อนล้อหลัง ให้กำลังสูงสุด 258 แรงม้า (190 kW) แรงบิด 290 นิวตัน-เมตร และวิ่งได้ไกลสูงสุด 555 กม. ตามมาตรฐาน NEDC พร้อมรองรับ DC Fast Charging จาก 30-80% ในเวลา 15 นาที
ภายในเน้นความเป็น Smart Cabin ด้วยจอ Ultra-Wide Center Display ขนาด 26.45 นิ้ว ความละเอียด 5K รองรับการแบ่งหน้าจอแบบ Dual-split พร้อม AR Head-Up Display, จอสัมผัสสำหรับผู้โดยสารตอนหลัง, Voice & Gesture Control, Ambient Lighting 256 สี และระบบเสียงลำโพง 23 ตัว

อีกจุดที่น่าสนใจคือระบบความปลอดภัยที่ให้มา 17 ระบบ ADAS พร้อมถุงลมนิรภัย 9 ตำแหน่ง รวมถึงกระจกมองข้างและกระจกมองหลังแบบดิจิทัล ช่วยเพิ่มมุมมองรอบตัวรถและลดจุดอับสายตา
2 รุ่น 2 สไตล์
Mazda CX-6e Premium
ล้ออัลลอย 19 นิ้ว ห้องโดยสารตกแต่งด้วยผ้าและหนังสีดำ วิ่งได้สูงสุด 555 กม. ราคา 1,259,000 บาท
Mazda CX-6e Premium Sports
เพิ่มความสปอร์ตด้วยล้อ Black Diamond Cut Double 5-Spoke ขนาด 21 นิ้ว ห้องโดยสารหนังทูโทนม่วง-ขาว พร้อมกระจกมองข้างและกระจกมองหลังแบบดิจิทัล วิ่งได้สูงสุด 524 กม. ราคา 1,299,000 บาท

ตัวรถมีสีภายนอกให้เลือก 6 สี ได้แก่ Nightfall Violet, Machine Gray, Soul Red Crystal, Crystal White Pearl, Aero Gray และ Jet Black
สำหรับผู้ที่จองในเดือนตุลาคม มาสด้าให้ข้อเสนอทั้งดอกเบี้ยพิเศษ 1.88%, ประกันภัยชั้น 1 Mazda Premium Insurance 1 ปี และโปรแกรมคุ้มครองรถไฟฟ้า 8 ปี ซึ่งครอบคลุมการรับประกันตัวรถ แบตเตอรี่ และบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ยังมี Home Charger ABB พร้อมติดตั้งฟรี มูลค่า 39,990 บาท และ Mazda Connectivity ฟรี 5 ปี

The All-Electric Mazda CX-6e เปิดให้สัมผัสและจองแล้ววันนี้ที่โชว์รูม Mazda ทั่วประเทศ รวมถึง Mazda Virtual Showroom โดยถือเป็นอีกก้าวสำคัญของ Mazda ในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าของไทย
One Bangkok Retail ก้าวสู่ปีที่ 3 เติมแบรนด์ใหม่ ประสบการณ์ใหม่ ใจกลางกรุงเทพฯ
หลังเปิดให้บริการครบ 2 ปี One Bangkok Retail กำลังก้าวเข้าสู่บทใหม่ภายใต้แนวคิด “The Next Chapter of One Bangkok Retail” เดินหน้าขยายประสบการณ์ด้านช้อปปิ้ง อาหาร ความบันเทิง และไลฟ์สไตล์ใจกลางกรุงเทพฯ พร้อมเติมแบรนด์และคอนเซ็ปต์ใหม่อย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบัน One Bangkok Retail ประกอบด้วย Parade และ The Storeys โดยมีผู้มาเยือนมากกว่า 40 ล้านคนต่อปี อัตราการเช่าพื้นที่อยู่ที่ประมาณ 96% และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 98% ภายในสิ้นปี 2569 ขณะที่ยอดขายเติบโตมากกว่า 50% จากปีก่อน และมีสมาชิก One Bangkok มากกว่า 300,000 ราย
ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ที่นี่ไม่ได้เน้นแค่การเพิ่มจำนวนร้าน แต่เลือกนำเสนอแบรนด์และคอนเซ็ปต์ที่แตกต่าง ตั้งแต่แบรนด์ลักชัวรีอย่าง Rolex, Patek Philippe และ BOSS ไปจนถึง Experiential Retail อย่าง TECHHOUSE by Dotlife, The Decorum Park House, One Ultra Screens และ HarborLand รวมถึงร้านอาหารและเครื่องดื่มกว่า 400 ร้าน
ปีที่ 3 มีอะไรใหม่?
ช่วงเดือนตุลาคม–พฤศจิกายนนี้ เตรียมพบกับแบรนด์และคอนเซ็ปต์ใหม่หลายรายการ โดย Tsutaya Bookstore จะเปิดสาขาแรกในประเทศไทย ขณะที่ Edikted แบรนด์สตรีทแวร์จากสหรัฐฯ จะเปิดตัวครั้งแรกในเอเชีย พร้อมด้วย Harbor Island คอนเซ็ปต์ Indoor Water Park และ Family Entertainment
ด้านไนท์ไลฟ์จะมี Yoru, Checkmate และ Hotline จากกลุ่ม Tic Tac Toe ส่วนสายกินเตรียมพบร้านใหม่จาก ข้าวต้มรวยมิตร, Yamashita Honki Udon, Haku Sushi Bar และ Shabu Baru Group
นอกจากร้านค้า One Bangkok ยังเดินหน้าสร้างกิจกรรมตลอดทั้งปี ทั้งเทศกาล คอนเสิร์ตกลางแจ้ง ครีเอทีฟมาร์เก็ต เวิร์กช็อป และกิจกรรมร่วมกับแบรนด์ต่าง ๆ ภายใต้แนวคิด “Creating Reasons to Come Back” เพื่อให้ทุกครั้งที่กลับมา มีอะไรใหม่ให้ค้นหา
ปลายปีนี้ยังมีทั้งแคมเปญครบรอบ 2 ปี “Better Twogether, Double the Joy” วันที่ 1 ตุลาคม–13 พฤศจิกายน, One Oktoberfest วันที่ 28 ตุลาคม–1 พฤศจิกายน และ Onederous Christmas 2026 ก่อนปิดท้ายด้วย One Bangkok Countdown Celebration 2027

พร้อมกันนี้ One Bangkok เตรียมพัฒนาพื้นที่ POST 1928 รองรับแบรนด์และคอนเซ็ปต์ใหม่ในอนาคต ต่อยอด Ecosystem ที่เชื่อมคนทำงาน โรงแรม ที่พักอาศัย นักท่องเที่ยว และกลุ่ม MICE เข้าไว้ด้วยกัน
จากจุดหมายปลายทางด้านรีเทล สู่พื้นที่ที่รวมทั้ง ช้อป กิน เที่ยว และใช้เวลา One Bangkok Retail กำลังเดินหน้าสร้างเหตุผลใหม่ ๆ ให้คนอยากกลับมาเยือนอีกครั้ง และค้นพบประสบการณ์ใหม่อยู่เสมอ
Sony x Hello Kitty คอลเลกชันลิมิเต็ด เอาใจสาวก Sanrio
โซนี่ ไทย จับมือ Hello Kitty เปิดตัวคอลเลกชันพิเศษ Sony x Hello Kitty ครั้งแรกในไทย เอาใจแฟน Sanrio ด้วยการนำแกดเจ็ตยอดนิยมของ Sony มาจับคู่กับกระเป๋า Hello Kitty ดีไซน์พิเศษ โดยวางจำหน่ายแบบเอ็กซ์คลูซีฟที่ Sony Store 6 สาขา และ Sony Store Online จำนวนจำกัด

คอลเลกชันนี้มีทั้ง Xperia 10 VIII และหูฟังไร้สาย WH-1000XM6, WH-CH730N และ WH-CH530 โดยแต่ละรุ่นมาพร้อมกระเป๋า Hello Kitty ที่ออกแบบให้ใช้งานคู่กับผลิตภัณฑ์
Xperia 10 VIII x Hello Kitty
Xperia 10 VIII ราคา 23,990 บาท เป็นสมาร์ทโฟนน้ำหนักเบา มาพร้อมหน้าจอที่สว่างขึ้นประมาณ 50% จากรุ่นก่อนหน้า ลำโพงสเตอริโอ และแบตเตอรี่ใช้งานสูงสุด 2 วัน พร้อมฟีเจอร์ AI จาก Google ทั้ง Gemini, Circle to Search และ Ask Photos
เซ็ต Hello Kitty มาพร้อม กระเป๋าสะพายข้างแบบ Sacoche สำหรับใส่สมาร์ทโฟนและของใช้จำเป็น รวมถึงกระเป๋าผ้า Hello Kitty เปิดพรีออเดอร์ 12–25 ต.ค. 2569 และวางจำหน่าย 26 ต.ค. โดยช่วงเปิดตัวรับฟรี LinkBuds Clip มูลค่า 6,990 บาท ตั้งแต่ 12–31 ต.ค.
3 หูฟังลิมิเต็ด
WH-1000XM6 หูฟังตัดเสียงรบกวนรุ่นเรือธง ราคา 14,490 บาท มาพร้อมกระเป๋าใส่หูฟังและกระเป๋าผ้า Hello Kitty เปิดพรีออเดอร์ 7–25 ต.ค. และวางจำหน่าย 26 ต.ค. 2569 โดยร่วมรายการทุกสี ยกเว้น Olive Gray
WH-CH730N ราคา 6,490 บาท เป็นหูฟังตัดเสียงรบกวนสำหรับใช้งานประจำวัน น้ำหนักเบา พับเก็บง่าย พร้อม Dual Noise Sensor เริ่มวางจำหน่าย พ.ย. 2569
ส่วน WH-CH530 ราคา 3,690 บาท เป็นหูฟัง On-ear ขนาดกะทัดรัด รองรับ Multipoint, Fast Pair/Swift Pair, LE Audio และ Voice Assistant เริ่มวางจำหน่าย พ.ย. 2569
ทั้ง WH-CH730N และ WH-CH530 มาพร้อมกระเป๋าใส่หูฟังและกระเป๋าผ้า Hello Kitty เช่นกัน
พิกัดสำหรับสายสะสม
Sony x Hello Kitty วางจำหน่ายที่ Sony Store สยามพารากอน, เซ็นทรัลเวิลด์, เซ็นทรัลพระราม 9, เดอะมอลล์บางแค, เดอะมอลล์บางกะปิ และฟิวเจอร์พาร์ครังสิต รวมถึง Sony Store Online ตั้งแต่ 7 ต.ค. 2569 เป็นต้นไป
ผู้ซื้อยังสามารถรับประกันเพิ่มอีก 3 เดือน จากปกติ 12 เดือน เมื่อลงทะเบียนผ่าน My Sony Rewards และสินค้าทั้งคอลเลกชันมีจำนวนจำกัด
Range Rover Sport Electric เปิดบทใหม่ SUV หรูสายสปอร์ตสู่โลกไฟฟ้า
เมื่อ Range Rover Sport เติมพลังไฟฟ้าเต็มรูปแบบ ความน่าสนใจไม่ได้อยู่แค่การเปลี่ยนจากเครื่องยนต์มาเป็นมอเตอร์ไฟฟ้า แต่คือการพยายามรักษาคาแรกเตอร์ความสปอร์ตและความสามารถในการลุยของ Range Rover Sport เอาไว้ พร้อมเพิ่มความฉับไวของการตอบสนองเข้าไปอีกขั้น
Range Rover Sport Electric คือรถไฟฟ้าเต็มรูปแบบรุ่นแรกของตระกูล Sport มาพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว ให้กำลังรวมสูงสุด 550 แรงม้า (PS) และแรงบิด 850 นิวตันเมตร ซึ่งถือว่าสูงที่สุดในตระกูล Range Rover Sport ขับเคลื่อนสี่ล้อ และสามารถเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ได้ภายใน 4.5 วินาที เมื่อใช้โหมด Dynamic Launch

ที่น่าสนใจคือ Range Rover ไม่ได้วางบุคลิกของรุ่นนี้ไว้แค่ความแรง แต่พยายามทำให้เป็นรถที่ "ขับสนุก" มากขึ้นด้วย โครงสร้างตัวถังมีความแข็งแกร่งกว่ารุ่นปลั๊กอินไฮบริด 61% ขณะที่จุดศูนย์ถ่วงต่ำลง 73 มิลลิเมตร ช่วยให้รถมีความมั่นคงและตอบสนองได้ไวขึ้น
แชสซีจัดเต็ม เพื่อให้รถไฟฟ้าคันใหญ่ขับได้คล่องขึ้น
Range Rover Sport Electric มาพร้อมชุดเทคโนโลยีช่วงล่างที่เน้นการควบคุม ทั้ง Dynamic Air Suspension, Adaptive Dynamics, โช้คอัพ Twin Valve และระบบควบคุมการโคลงตัวถังแบบอิเล็กทรอนิกส์ eARC ซึ่งสามารถสร้างแรงควบคุมได้สูงสุด 1,400 นิวตันเมตรในแต่ละเพลา
ระบบ Adaptive Dynamics ยังตรวจวัดพารามิเตอร์ต่าง ๆ มากถึง 100 รายการ 500 ครั้งต่อวินาที เพื่อปรับการทำงานของช่วงล่างให้เหมาะกับสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นการเข้าโค้ง การเบรก หรือพื้นผิวที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
อีกหนึ่งตัวช่วยคือระบบบังคับเลี้ยวสี่ล้อ ทำให้รถที่มีตัวถังค่อนข้างใหญ่สามารถเปลี่ยนทิศทางได้คล่องตัวขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่แคบหรือโค้งหักศอก
550 แรงม้า กับแบตเตอรี่ 118.5 kWh
หัวใจของ Range Rover Sport Electric คือแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนขนาด 118.5 kWh ทำงานร่วมกับสถาปัตยกรรมไฟฟ้า 800 โวลต์ และมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว ขนาดตัวละ 260 กิโลวัตต์
ตัวเลขระยะทางตามมาตรฐาน WLTP อยู่ที่สูงสุด 609 กิโลเมตร ส่วนระยะทางการใช้งานจริงที่ผู้ผลิตระบุไว้สูงสุดอยู่ที่ 536 กิโลเมตร
เมื่อใช้เครื่องชาร์จเร็ว DC สามารถเพิ่มระยะทางได้สูงสุด 220 กิโลเมตรภายใน 10 นาที หรือชาร์จจาก 10-80% ได้ประมาณ 22 นาที
Range Rover ยังพัฒนาระบบจัดการความร้อน ThermAssist™ เพื่อช่วยควบคุมอุณหภูมิของแบตเตอรี่และระบบขับเคลื่อนให้เหมาะสม ขณะที่แบตเตอรี่ได้รับการทดสอบอย่างหนักทั้งแรงสั่นสะเทือน แรงกระแทก และอุณหภูมิตั้งแต่ -40 ถึง +90 องศาเซลเซียส
ไม่ใช่แค่รถไฟฟ้าในเมือง แต่ยังพร้อมลุย
อีกด้านที่ทำให้ Range Rover Sport Electric แตกต่างจากภาพจำของรถ EV ทั่วไป คือความสามารถในการใช้งานบนเส้นทางออฟโรด
รถติดตั้งระบบ Intelligent Traction Management และระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบเสมือน สามารถลุยน้ำได้ลึกสูงสุด 900 มิลลิเมตร และรับมือทางลาดชันสูงสุด 45 องศา

ความสามารถนี้ถูกนำไปพิสูจน์จริงในการทดสอบครั้งสุดท้ายที่เหมืองหินอ่อนคาร์ราราในประเทศอิตาลี เส้นทางที่มีทั้งพื้นหินอ่อนขัดเรียบ ฝุ่นหินอ่อนละเอียด ทางลาดชัน และโค้งแคบ เพื่อทดสอบทั้งแรงยึดเกาะและการควบคุมรถในสภาพพื้นผิวที่คาดเดาได้ยาก
ภารกิจดังกล่าวยังเป็นบทสรุปของโปรแกรมทดสอบทั่วโลก ซึ่งรวมถึงการนำรถไปทดสอบที่สนาม Magarigawa Club ใกล้กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่นด้วย
ดีไซน์ยังคงเป็น Range Rover Sport
แม้จะเป็นรถไฟฟ้า แต่ Range Rover Sport Electric ยังคงรักษาภาพลักษณ์ของ Sport เอาไว้ โดยมีการปรับรายละเอียดบางส่วนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านอากาศพลศาสตร์
กระจังหน้าและล้ออัลลอยถูกออกแบบขึ้นใหม่สำหรับรุ่นไฟฟ้าโดยเฉพาะ ช่วยเพิ่มระยะทางได้สูงสุด 16 กิโลเมตรเมื่อขับด้วยความเร็วระดับทางหลวง ขณะเดียวกันยังมีการพัฒนาเสียงเฉพาะรุ่น เพื่อสร้างคาแรกเตอร์ที่แตกต่างในแต่ละโหมดการขับขี่

รุ่นที่เปิดรับคำสั่งซื้อประกอบด้วย Dynamic SE, Dynamic HSE, Autobiography และ First Edition พร้อมตัวเลือก Black Pack และ Satin Wrap สำหรับรุ่น First Edition จะมาในสี Zadar Grey พร้อม Satin Wrap หลังคาสีดำ และล้ออัลลอยขนาด 22 นิ้ว
ส่วนใครที่ต้องการความเฉพาะตัวมากขึ้น รุ่น Autobiography สามารถเลือกใช้บริการ Range Rover Bespoke เพื่อปรับแต่งสีตัวถัง วัสดุภายใน รายละเอียดการตกแต่ง รวมถึงงานปักบนเบาะได้ตามต้องการ
เปิดรับคำสั่งซื้อในไทยแล้ว
Range Rover Sport Electric ผลิตที่โรงงานโซลิฮัลล์ ประเทศอังกฤษ บนสายการผลิตเดียวกับ Range Rover Sport รุ่นปลั๊กอินไฮบริด เบนซิน และดีเซล โดยรถทุกคันมาพร้อม Battery Digital Twin และรองรับการอัปเดตซอฟต์แวร์ผ่านระบบ Software Over the Air แบตเตอรี่รับประกัน 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน

สำหรับประเทศไทย อินช์เคป (ประเทศไทย) ผู้นำเข้าและผู้แทนจำหน่าย Range Rover อย่างเป็นทางการ เปิดรับคำสั่งซื้อ Range Rover Sport Electric แล้ววันนี้ ส่วนราคาจำหน่ายและรายละเอียดรุ่นย่อยสำหรับประเทศไทยจะประกาศให้ทราบในภายหลัง โดยคาดว่าจะเริ่มส่งมอบได้ในช่วงต้นปี 2570
เรียกได้ว่า Range Rover Sport Electric ไม่ได้พยายามเป็นเพียง Range Rover Sport ที่เปลี่ยนมาใช้ไฟฟ้า แต่เป็นการนำจุดเด่นของรถไฟฟ้า ทั้งแรงบิดที่มาเร็ว การควบคุมที่แม่นยำ และจุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำ มาผสมกับความสามารถในการลุยและความหรูหราที่เป็นเอกลักษณ์ของ Range Rover Sport
LUXEED EHV (V9) เปิดตัวในไทย MPV หรูที่เปลี่ยนห้องโดยสารให้เป็นพื้นที่ส่วนตัว
LUXEED แบรนด์รถยนต์ระดับไฮเอนด์จาก Chery Group พา LUXEED EHV (V9) มาให้คนไทยได้เห็นตัวจริงเป็นครั้งแรก ภายในงานมหกรรมศิลปะการแสดงและดนตรีนานาชาติ กรุงเทพฯ ครั้งที่ 28 ที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย โดยเลือกพื้นที่ที่เต็มไปด้วยงานศิลปะและการแสดงเป็นเวทีเปิดตัว เพื่อสะท้อนแนวคิดของแบรนด์ที่มองว่า “ยนตรกรรม” และ “ศิลปะ” ต่างให้ความสำคัญกับรายละเอียดและการสร้างประสบการณ์

LUXEED EHV (V9) เปิดตัวในประเทศจีนเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา และมียอดส่งมอบสะสมมากกว่า 20,000 คัน โดยจุดเด่นของรถถูกวางไว้ตั้งแต่ดีไซน์ ห้องโดยสาร เทคโนโลยีอัจฉริยะ ไปจนถึงระบบขับเคลื่อนแบบ REEV
ดีไซน์หรูที่เน้นความเรียบ แต่ยังมีรายละเอียดให้มอง
EHV (V9) มาในรูปแบบ MPV ขนาดใหญ่ ความยาวตัวรถ 5.4 เมตร พร้อมเส้นสายตัวถังที่เน้นความเรียบหรูและลื่นไหล ไฟหน้า Diamond Headlights ได้แรงบันดาลใจจากประกายของอัญมณี ขณะที่ด้านหลังมีแถบไฟ Starlight ซึ่งช่วยสร้างเอกลักษณ์ให้ตัวรถเมื่อมองจากด้านท้ายในเวลากลางคืน
อีกหนึ่งรายละเอียดที่น่าสนใจคือการเลือกใช้วัสดุและเทคนิคการทำสีตัวถังที่ช่วยให้เฉดสีและมิติของรถเปลี่ยนไปตามสภาพแสง ทำให้ EHV (V9) ดูแตกต่างกันในแต่ละมุมมอง
ไฮไลต์อยู่ที่เบาะแถวสอง หมุนได้ตั้งแต่ 45 ถึง 180 องศา
หากพูดถึงจุดที่น่าจะสร้างความแตกต่างให้กับ EHV (V9) ได้มากที่สุด คงเป็นห้องโดยสาร โดยเฉพาะเบาะแถวที่สองที่สามารถหมุนได้หลายองศา ตั้งแต่ 45, 90 และ 180 องศา ซึ่ง LUXEED ระบุว่าเป็นครั้งแรกในประเทศไทย

แนวคิดนี้ทำให้พื้นที่แถวสองไม่ได้มีไว้แค่นั่งโดยสาร แต่สามารถปรับบรรยากาศให้เหมาะกับการพักผ่อน การพูดคุย หรือการทำงานระหว่างเดินทางได้ รวมถึงมีโหมด Zero-Gravity สำหรับปรับเบาะในลักษณะเอนนอนเพื่อเพิ่มความผ่อนคลาย
ด้วยตัวรถที่ยาวถึง 5.4 เมตร และฐานล้อขนาดใหญ่ ห้องโดยสารจึงถูกออกแบบให้มีพื้นที่ค่อนข้างเต็มที่สำหรับผู้โดยสารทุกตำแหน่ง ขณะที่เมื่อพับเบาะแถวสามลง พื้นที่เก็บสัมภาระสามารถรองรับกระเป๋าเดินทางขนาด 20 นิ้วได้ถึง 20 ใบ หรือถุงกอล์ฟ 4 ใบ
ไม่ได้เน้นแค่ความสบาย แต่ใส่ AI เข้ามาในห้องโดยสารด้วย
EHV (V9) ยังมาพร้อมแนวคิด Intelligent Cockpit Experience โดยนำเทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยให้การใช้งานภายในรถเป็นธรรมชาติมากขึ้น

ทั้งระบบสั่งงานด้วยท่าทาง หรือ Gesture Control และระบบสั่งงานด้วยเสียง AI Voice Interaction ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถควบคุมฟังก์ชันต่าง ๆ ภายในห้องโดยสารได้โดยไม่ต้องพึ่งการกดปุ่มหรือหน้าจอเพียงอย่างเดียว
REEV เดินทางไกลกว่า 1,000 กิโลเมตร
อีกประเด็นที่น่าสนใจคือระบบขับเคลื่อนแบบ REEV หรือ Range Extended Electric Vehicle ซึ่งใช้มอเตอร์ไฟฟ้าเป็นกำลังขับเคลื่อน และมีเครื่องยนต์เข้ามาช่วยเพิ่มระยะทางในการเดินทาง
LUXEED ระบุว่า EHV (V9) สามารถเดินทางรวมได้ไกลกว่า 1,000 กิโลเมตร ช่วยลดข้อจำกัดเรื่องการชาร์จสำหรับคนที่ต้องเดินทางระยะไกล ขณะเดียวกันยังมาพร้อมระบบช่วยจอด SIVP หรือ Super Intelligent Valet Parking

ด้านความปลอดภัยให้ถุงลมนิรภัยมา 12 ตำแหน่ง ซึ่งแบรนด์ระบุว่าเป็นจำนวนสูงสุดในกลุ่ม MPV ของไทยในปัจจุบัน
การนำ LUXEED EHV (V9) มาเผยโฉมครั้งนี้จึงเป็นเหมือนการให้คนไทยได้ทำความรู้จักกับแบรนด์และรถรุ่นใหม่ก่อนการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ โดยเฉพาะแนวคิดการทำให้ MPV ไม่ได้เป็นเพียงรถสำหรับพาครอบครัวเดินทาง แต่สามารถเปลี่ยนเป็นพื้นที่พักผ่อน ห้องทำงาน หรือพื้นที่ส่วนตัวบนล้อได้ตามรูปแบบการใช้งาน
iCAUR V27 REEV เปิดตัวไทย กับนิยามใหม่ของ Premium Classic Boxy SUV
ถ้าพูดถึงรถ SUV ทรงกล่อง หลายคนอาจนึกถึงดีไซน์แบบคลาสสิกที่ดูแข็งแรงและมีคาแรกเตอร์ชัด แต่ iCAUR กำลังหยิบภาพจำเหล่านั้นมาตีความใหม่ ด้วยการเปิดตัว iCAUR V27 REEV ในประเทศไทย รถ D-SUV ที่ผสมดีไซน์ Classic Boxy SUV เข้ากับเทคโนโลยี Range Extended Electric Vehicle หรือ REEV
iCAUR เป็นแบรนด์ยานยนต์พลังงานใหม่ภายใต้ Chery Group และเลือกประเทศไทยเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญสำหรับการเติบโตในเอเชีย โดย V27 REEV ถือเป็นรถรุ่นแรกที่นำเข้ามาทำตลาด พร้อมเปิดราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ 999,900 บาท และเตรียมส่งมอบตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป
ดีไซน์ทรงกล่องที่หยิบความคลาสสิกมาเล่าใหม่
จุดเด่นของ V27 REEV อยู่ที่รูปทรงตัวถังแบบ Boxy SUV ซึ่ง iCAUR วางคอนเซปต์ไว้ภายใต้คำว่า “Classic Never Fades” นำเส้นสายแบบรถคลาสสิกมาผสมกับรายละเอียดร่วมสมัย
ด้านหน้ามาพร้อมไฟหน้า LED ทรงกลม ไฟเลี้ยวแยกอิสระ ซุ้มล้อขนาดใหญ่ กระจกมองข้างทรงเหลี่ยม ราวหลังคา และล้ออัลลอยขนาด 21 นิ้ว ขณะที่ด้านท้ายใช้ประตูเปิดด้านข้าง พร้อมยางอะไหล่ติดตั้งภายนอกและไฟท้ายทรง Brick Taillights
ตัวรถมีขนาดค่อนข้างใหญ่ ด้วยความยาว 5,045 มม. กว้าง 1,976 มม. สูง 1,894 มม. และฐานล้อ 2,900 มม. ทำให้ V27 REEV มีสัดส่วนที่ดูเต็มคันและช่วยเพิ่มพื้นที่ใช้สอยภายใน
REEV ที่เน้นความยืดหยุ่นในการเดินทาง
หัวใจสำคัญของ V27 REEV คือระบบ Golden Range Extender ที่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อน ขณะที่เครื่องยนต์ทำหน้าที่ผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อส่งพลังงานให้ระบบขับเคลื่อน
แนวคิดนี้ทำให้รถสามารถใช้งานในเมืองด้วยพลังงานไฟฟ้าในชีวิตประจำวัน ขณะเดียวกันก็ยังมีเครื่องยนต์เข้ามาช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นเมื่อเดินทางไกล
V27 REEV สามารถขับด้วยไฟฟ้าได้สูงสุด 165 กม. ตามมาตรฐาน NEDC และมีระยะทางขับขี่รวมทั้งระบบสูงสุด 1,000 กม. รองรับการชาร์จ DC Fast Charging จาก 30–80% ภายในประมาณ 15 นาที และรองรับกำลังชาร์จ DC สูงสุดประมาณ 100 kW

นอกจากนี้ยังมีระบบ V2L จ่ายไฟให้กับอุปกรณ์ภายนอกได้สูงสุด 6 kW เหมาะกับคนที่ชอบเดินทางท่องเที่ยวหรือทำกิจกรรมกลางแจ้ง
ตัวรถยังมีโหมดจัดการพลังงาน 5 รูปแบบ ตั้งแต่การใช้ไฟฟ้าล้วน ไปจนถึงการบริหารพลังงานระหว่างไฟฟ้าและน้ำมัน รวมถึงโหมดที่ให้เครื่องยนต์ผลิตไฟฟ้าเพื่อสำรองพลังงานไว้ใช้ในภายหลัง
ห้องโดยสารที่อยากให้ใช้ชีวิตอยู่ในรถมากขึ้น
ภายในห้องโดยสาร iCAUR ใช้แนวคิด “Interstellar Cockpit” ผสมความคลาสสิกเข้ากับเทคโนโลยี โดยมีพื้นที่เหนือศีรษะที่เรียกว่า “Star Island” พร้อมหลังคากระจก Dual Skyview Roof ความยาว 1.4 เมตร และไฟ Ambient Light บริเวณเพดาน
อุปกรณ์หลักประกอบด้วยหน้าจอกลางขนาด 15.4 นิ้ว จอแสดงข้อมูลผู้ขับขี่ 8.88 นิ้ว แท่นชาร์จโทรศัพท์ไร้สาย และระบบเสียง Pioneer พร้อมลำโพงสูงสุด 15 ตำแหน่งรวมซับวูฟเฟอร์

อีกหนึ่งจุดที่น่าสนใจคือ Smart Cockpit ที่มีโหมดการใช้งานสำหรับสถานการณ์ต่าง ๆ เช่น การตั้งแคมป์ การพักผ่อน การเดินทางพร้อมสัตว์เลี้ยง การล้างรถ และการต้อนรับผู้ขับขี่ รวมถึงระบบแสดงภาพรอบคัน 540 องศาและภาพจำลองตัวรถแบบ 3 มิติ
พื้นที่ใช้สอยด้านหลังก็ถูกออกแบบมาให้รองรับการเดินทางจริงจัง เมื่อพับเบาะสามารถสร้างพื้นที่บรรทุกสัมภาระยาว 2.15 เมตร กว้าง 1.05 เมตร และสูง 1.35 เมตร มีความจุรวมสูงสุด 1,818 ลิตร
มีทั้ง 2WD และ 4WD ให้เลือก
iCAUR V27 REEV ทำตลาดในไทย 3 รุ่นย่อย ได้แก่
- 2WD PRIDE รุ่นเริ่มต้น
- 2WD PRIME รุ่นที่เพิ่มความจุแบตเตอรี่และระยะทางขับขี่ด้วยไฟฟ้า
- 4WD PRESTIGE รุ่นสูงสุด มาพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าคู่และระบบขับเคลื่อน i-AWD
สำหรับรุ่น 4WD PRESTIGE มีกำลังรวมสูงสุด 335 kW หรือ 455 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 505 นิวตันเมตร และอัตราเร่ง 0–100 กม./ชม. ภายใน 6 วินาที

ระบบ i-AWD สามารถกระจายกำลังระหว่างมอเตอร์คู่ตามสภาพการขับขี่ พร้อมโหมดการขับขี่สูงสุด 9 รูปแบบ ครอบคลุมทั้งการขับขี่บนถนนทั่วไปและพื้นผิวที่มีความท้าทายมากขึ้น
สำหรับสายลุย V27 REEV มีระยะใต้ท้อง 224 มม. รองรับการลุยน้ำลึกสูงสุด 600 มม. พร้อม Wading Mode, Crawl Mode และระบบช่วยกลับรถในพื้นที่จำกัดแบบ Pivot Turn
ราคาเริ่มต้นไม่ถึงล้าน พร้อมแพ็กเกจช่วงเปิดตัว
iCAUR V27 REEV เปิดราคาจำหน่ายในไทยเริ่มต้นที่ 999,900 บาท โดยในช่วงเปิดตัวมีข้อเสนอส่วนลด 30,000 บาท พร้อม Lifetime Battery Warranty Package และแพ็กเกจสิทธิประโยชน์มูลค่ารวม 100,000 บาท

แพ็กเกจดังกล่าวประกอบด้วยประกันภัยชั้นหนึ่ง 1 ปี อุปกรณ์ V2L เครื่องชาร์จแบบพกพา บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมงนาน 5 ปี และ T-Box Internet Data สำหรับเชื่อมต่อรถกับ iCAUR Application นาน 5 ปี
นอกจากนี้ยังรับประกันตัวรถ 8 ปี หรือ 200,000 กม. และรับประกันเครื่องยนต์ 10 ปีแบบไม่จำกัดระยะทาง สำหรับลูกค้าที่จองและออกรถภายในวันที่ 31 ตุลาคม 2569 ตามเงื่อนไขของบริษัท
เดินหน้าสร้างเครือข่ายในไทย
นอกจากตัวรถแล้ว อีกประเด็นที่น่าจับตาคือการสร้างเครือข่ายของ iCAUR ในประเทศไทย โดยแบรนด์ระบุว่าจะมีโชว์รูมและศูนย์บริการมากกว่า 25 แห่งทั่วประเทศภายในสิ้นปี 2569
ด้านอะไหล่ iCAUR เตรียมความพร้อมมากกว่า 95% ภายในเดือนตุลาคม 2569 พร้อมทีมบริการหลังการขายและมาตรฐานการให้บริการที่ตั้งเป้าให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันทั่วประเทศ

สำหรับ V27 REEV นอกจากจะเป็นรถรุ่นแรกของ iCAUR ในไทยแล้ว ยังเป็นการนำเสนอทางเลือกใหม่ของ SUV ทรงกล่อง ที่พยายามจับคู่ระหว่างเสน่ห์ของดีไซน์แบบคลาสสิกกับความยืดหยุ่นของระบบขับเคลื่อน REEV และพื้นที่ใช้สอยที่ออกแบบมาให้เข้ากับการใช้ชีวิตหลากหลายรูปแบบ
ด้วยราคาเริ่มต้นต่ำกว่าหนึ่งล้านบาท พร้อมตัวเลือกตั้งแต่ 2WD ไปจนถึง 4WD สมรรถนะ 455 แรงม้า V27 REEV จึงเป็นอีกหนึ่งรถใหม่ที่น่าจับตาในตลาด SUV ของไทยช่วงปลายปี 2569
TANK 500 3.0T ดีเซล พลังที่เพิ่มขึ้น กับความประหยัดที่ยังอยู่ในเกม
การขยับเครื่องยนต์จาก 2.4 ลิตรมาเป็น 3.0 ลิตร อาจฟังดูเป็นเรื่องของ “ความแรง” เป็นหลัก แต่สำหรับ NEW TANK 500 3.0T DIESEL GWM พยายามทำให้เรื่องนี้ไปไกลกว่านั้น เพราะโจทย์ไม่ได้มีแค่การเพิ่มพละกำลัง แต่ต้องการให้รถ SUV ขนาดใหญ่ยังขับง่าย นุ่มนวล และใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างคุ้มค่า
เครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ 3.0 ลิตร ความจุ 2,994 ซีซี จึงถูกพัฒนาขึ้นพร้อมกับระบบต่าง ๆ รอบตัวรถ เพื่อให้พลังที่เพิ่มขึ้นถูกนำมาใช้งานได้อย่างเต็มที่
231 แรงม้า 620 นิวตัน-เมตร ต่างจากเดิมแค่ไหน?
ตัวเลขที่เห็นชัดที่สุดคือกำลังสูงสุด 231 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 620 นิวตัน-เมตร เพิ่มขึ้นจากเครื่องยนต์ดีเซล 2.4 ลิตรเดิมที่ให้กำลัง 184 แรงม้า และแรงบิด 480 นิวตัน-เมตร พูดเป็นตัวเลขง่าย ๆ คือได้กำลังเพิ่มขึ้น 47 แรงม้า และแรงบิดเพิ่มขึ้นถึง 140 นิวตัน-เมตร ที่น่าสนใจคือแรงบิด 620 นิวตัน-เมตรมาในช่วงรอบค่อนข้างต่ำที่ 1,400–2,400 รอบต่อนาที ทำให้การออกตัวและการเร่งแซงไม่จำเป็นต้องลากรอบเครื่องยนต์สูงมาก เหมาะกับรถ SUV ขนาดใหญ่ที่ต้องรับทั้งน้ำหนักตัวรถ ผู้โดยสาร และสัมภาระ

แต่เรื่องที่ GWM ให้ความสำคัญไม่แพ้ความแรงคือ การใช้เชื้อเพลิง แม้เครื่องยนต์จะใหญ่ขึ้น แต่มีการระบุอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยประมาณ 14.1 กม./ลิตร หรือ 7.1 ลิตรต่อ 100 กม. ในสภาวะรวม ซึ่งอยู่ในระดับใกล้เคียงกับเครื่องยนต์ดีเซล 2.4 ลิตรเดิม เบื้องหลังประสิทธิภาพดังกล่าวมีทั้งระบบฉีดเชื้อเพลิง High-Pressure Common Rail แรงดัน 2,000 บาร์ ห้องเผาไหม้ D-Scroll เทอร์โบ VGT และ Water-Cooled Intercooler รวมถึง Electronic Thermostat ที่ช่วยควบคุมอุณหภูมิของเครื่องยนต์ และการเคลือบชิ้นส่วนเพื่อลดแรงเสียดทานภายใน ดังนั้น 3.0T จึงไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้ “ใหญ่และแรงกว่าเดิม” เพียงอย่างเดียว แต่พยายามทำให้กำลังที่เพิ่มขึ้นมาพร้อมประสิทธิภาพในการใช้งานจริงด้วย
แรงขึ้นแล้ว เกียร์และช่วงล่างก็ต้องตามให้ทัน
เมื่อแรงบิดเพิ่มขึ้นจาก 480 เป็น 620 นิวตัน-เมตร ส่วนอื่นของรถก็ต้องรองรับให้เหมาะสมด้วย TANK 500 3.0T DIESEL มาพร้อมเกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะ ซึ่งสามารถถ่ายทอดกำลังจากเครื่องยนต์สู่ล้อด้วยประสิทธิภาพสูงสุด 97% การมีอัตราทดหลายจังหวะช่วยให้เลือกใช้กำลังของเครื่องยนต์ได้เหมาะกับสถานการณ์ ทั้งการขับในเมืองและการเดินทางไกล
ระบบเบรกก็ได้รับการปรับปรุง โดยใช้ Integrated Brake Control (IBC) พร้อมเพิ่มขนาดจานเบรกหลังเป็น 343 มิลลิเมตร เพื่อรองรับสมรรถนะที่เพิ่มขึ้น ส่วนช่วงล่างมีการปรับโช้คอัพและสปริง รวมถึงใช้เหล็กกันโคลงชุดใหม่ เพื่อเพิ่มความมั่นคงขณะเข้าโค้งหรือเปลี่ยนทิศทาง ขณะเดียวกันก็ยังต้องรักษาความนุ่มนวลที่เหมาะกับรถ SUV ระดับนี้

อีกเรื่องที่อาจไม่ได้อยู่ในตัวเลขพละกำลัง แต่ส่งผลกับความรู้สึกเวลานั่งอยู่ในรถโดยตรง คือการจัดการเสียงและแรงสั่นสะเทือน GWM ใส่ทั้งระบบลดเสียงแบบ Passive การออกแบบความถี่ของชิ้นส่วนเพื่อหลีกเลี่ยงการสั่นพ้อง Random Sprocket และ Balance Shaft รวมถึงแท่นเครื่องและ Torque Converter แบบไฮดรอลิก ทั้งหมดนี้มีเป้าหมายเดียวกัน คือทำให้เครื่องยนต์ดีเซลขนาดใหญ่ยังคงให้บรรยากาศการขับขี่ที่เงียบและนุ่มนวล
ไม่ได้เพิ่มแค่เครื่อง แต่เติมความสะดวกให้รถทั้งคัน
นอกจากเรื่องเครื่องยนต์และช่วงล่างแล้ว NEW TANK 500 3.0T DIESEL ยังเพิ่มรายละเอียดที่ทำให้รถเหมาะกับการใช้งานในชีวิตประจำวันมากขึ้น หนึ่งในนั้นคือ บันไดข้างแบบกางออกและพับเก็บอัตโนมัติ ซึ่งนอกจากช่วยให้ขึ้นลงรถง่ายขึ้นแล้ว ยังทำให้ตัวรถดูเต็มและมีความพรีเมียมมากขึ้น
ภายในห้องโดยสารเปลี่ยนมาใช้ Coffee OS 3.0 ขณะที่เบาะนั่งแถวที่ 3 สามารถปรับและพับด้วยระบบไฟฟ้า ช่วยให้การจัดพื้นที่โดยสารและพื้นที่เก็บสัมภาระทำได้สะดวกขึ้น ส่วนพวงมาลัยปรับด้วยระบบไฟฟ้า เพิ่มความสะดวกในการหาตำแหน่งการขับขี่ที่เหมาะกับแต่ละคน

เมื่อรวมทุกอย่างเข้าด้วยกัน TANK 500 3.0T จึงน่าสนใจตรงที่ GWM ไม่ได้เลือกเดินทางลัดด้วยการ “เพิ่มซีซีแล้วจบ” แต่พยายามยกระดับรถทั้งคันให้สมกับกำลังที่เพิ่มขึ้น จาก 184 แรงม้า 480 นิวตัน-เมตร มาเป็น 231 แรงม้า 620 นิวตัน-เมตร พร้อมเกียร์ 9 จังหวะ ระบบเบรกและช่วงล่างที่ปรับใหม่ รวมถึงการเพิ่มอุปกรณ์อำนวยความสะดวกในห้องโดยสาร
ทั้งหมดนี้ทำให้คาแรกเตอร์ของ TANK 500 3.0T ชัดขึ้นว่าเป็น SUV ขนาดใหญ่ที่ต้องการให้เจ้าของใช้ได้ตั้งแต่การเดินทางในเมือง วันทำงาน ไปจนถึงทริปครอบครัวหรือเส้นทางที่ต้องการสมรรถนะมากขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องเลือกระหว่าง “พลัง” กับ “ความคุ้มค่า” เพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง

และเพื่อเพิ่มความมั่นใจในการใช้งานระยะยาว GWM ยังให้การรับประกันชิ้นส่วนเครื่องยนต์ที่กำหนดสูงสุด 1,000,000 กิโลเมตร หรือ 8 ปี ภายใต้เงื่อนไขการรับประกันของบริษัท ใครอยากรู้ว่าเครื่องยนต์ 3.0T ให้ความรู้สึกแตกต่างจาก 2.4 ลิตรเดิมมากแค่ไหน ตอนนี้สามารถเข้าไปสัมผัสและทดลองขับ NEW TANK 500 3.0T DIESEL ได้ที่ GWM พาร์ตเนอร์ สโตร์ ทั่วประเทศ
adidas เปิดตัว Messi x Argentina Collection ฉลองเส้นทางทีมชาติของ ลิโอเนล เมสซี
adidas เปิดตัวคอลเลกชันพิเศษ Messi x Argentina Collection เพื่อร่วมฉลองเส้นทางการรับใช้ทีมชาติอาร์เจนตินาและความสำเร็จของ ลิโอเนล เมสซี โดยไฮไลต์อยู่ที่เสื้อเจอร์ซีรุ่นพิเศษที่ทีมชาติอาร์เจนตินาจะสวมลงสนามในเกมนัดอำลาทีมชาติของเมสซีในวันที่ 6 ตุลาคม 2569
เสื้อรุ่นพิเศษนี้หยิบแรงบันดาลใจจาก ธงชาติอาร์เจนตินา มาตีความใหม่ โดยนำสัญลักษณ์ Sun of May หรือ Sol de Mayo ซึ่งเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญของประเทศ มาจัดวางต่อเนื่องจากด้านหน้าไปจนถึงด้านหลังของตัวเสื้อ

ดีไซน์ยังคงใช้สีฟ้าและสีขาวซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของทีมชาติอาร์เจนตินา พร้อมเติมรายละเอียดสีทองในหลายจุด เพื่อสื่อถึงความสำเร็จตลอดเส้นทางการรับใช้ทีมชาติของเมสซี ขณะที่โลโก้ Performance แบบดั้งเดิมของ adidas ถูกแทนที่ด้วย โลโก้ซิกเนเจอร์ของเมสซี เพิ่มความพิเศษให้กับเสื้อรุ่นนี้
อีกหนึ่งรายละเอียดที่น่าสนใจคือหมายเลข 10 ที่ล้อมรอบด้วยกิ่งลอเรล ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของชัยชนะและเกียรติยศ รวมถึงตรา Sol de Mayo และการใช้สีทองบนตราสัญลักษณ์ หมายเลขนักเตะ และรายละเอียดบริเวณขอบเสื้อ
ด้านเทคโนโลยี เสื้อเจอร์ซีรุ่นนี้พัฒนาด้วยโครงสร้างผ้า 3 มิติแบบ Body-Mapped ที่ออกแบบให้สอดคล้องกับสรีระและการเคลื่อนไหวของนักกีฬา พร้อมโครงสร้างน้ำหนักเบา ช่วยให้เสื้อกระชับและระบายอากาศได้ดี

นอกจากนี้ยังมาพร้อมเทคโนโลยี CLIMACOOL+ ที่ช่วยจัดการความชื้นและระบายความร้อน เพื่อให้ผู้สวมใส่รู้สึกแห้งและเย็นสบายระหว่างการแข่งขัน
นอกจากเสื้อแข่งขันรุ่นพิเศษแล้ว Messi x Argentina Collection ยังมีเสื้อผ้าสำหรับช่วงก่อนการแข่งขัน หรือ Pre-Match รวมถึง Culture Wear สำหรับสวมใส่ในชีวิตประจำวัน พร้อมกางเกงขาสั้นและถุงเท้า
สำหรับเสื้อ Pre-Match ใช้กราฟิกที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก Sol de Mayo และสีสันจากธงชาติอาร์เจนตินา ส่วน Culture Wear นำแนวคิดเดียวกันมาต่อยอดเป็นเสื้อผ้าไลฟ์สไตล์ที่สามารถสวมใส่ได้ในชีวิตประจำวัน

Messi x Argentina Collection วางจำหน่ายแล้ววันนี้ ราคาเริ่มต้น 1,700–5,400 บาท ที่ adidas Brand Center, adidas Sport Performance, adidas App, adidas Online Store, LINE @adidasthailand, Ari Football, Supersports และร้านอุปกรณ์กีฬาชั้นนำทั่วประเทศที่ร่วมรายการ
One Ride 2026 รวมพลังนักบิดกว่า 2,100 คนในไทย ร่วมสร้างสถิติใหม่พร้อมภารกิจอนุรักษ์เสือดาวหิมาลัย
Royal Enfield One Ride 2026 ปิดฉากลงพร้อมสถิติใหม่ของการรวมตัวชาวสองล้อทั่วโลก โดยปีนี้มีนักบิดกว่า 150,000 คน จากมากกว่า 60 ประเทศ เข้าร่วมขบวนคาราวานกว่า 1,600 เส้นทางทั่วโลก เพื่อร่วมฉลองวาระครบรอบ 125 ปีของ Royal Enfield ภายใต้แนวคิด “Every Rider. Every Road. One Mission.”

กิจกรรมจัดขึ้นเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2569 และนับเป็น One Ride ครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่เริ่มจัดขึ้นครั้งแรกในปี 2011 โดยนอกจากการรวมตัวของกลุ่มผู้ใช้รถ Royal Enfield แล้ว ปีนี้ยังมีเป้าหมายสำคัญคือการสนับสนุนการอนุรักษ์ เสือดาวหิมะ และระบบนิเวศในเทือกเขาหิมาลัย ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์และจิตวิญญาณของแบรนด์
ไทยร่วมสร้างสถิติ นักบิดกว่า 2,100 คนออกเดินทางพร้อมกัน
สำหรับประเทศไทย One Ride 2026 ได้รับการตอบรับอย่างคึกคัก มีนักบิดเข้าร่วมมากกว่า 2,100 คน ตั้งแต่ผู้ใช้ Hunter รุ่นใหม่ ไปจนถึงเจ้าของรถรุ่นยอดนิยมอย่าง Classic และ Interceptor
บรรยากาศตลอดเส้นทางเต็มไปด้วยกลุ่มนักบิดที่ออกเดินทางไปด้วยกัน สะท้อนภาพของคอมมูนิตี้ Royal Enfield ที่ไม่ได้มีเพียงเรื่องของตัวรถ แต่ยังรวมถึงมิตรภาพ การเดินทาง และไลฟ์สไตล์ของคนที่ชื่นชอบการขี่มอเตอร์ไซค์ในแบบ Pure Motorcycling

หนึ่งในไฮไลต์ของกิจกรรมในประเทศไทย คือการได้รับเกียรติจาก ปุนีต อัครวาล (Puneet Agrawal) เอกอัครราชทูตอินเดียประจำประเทศไทย เป็นประธานปล่อยตัวขบวน One Ride 2026 อย่างเป็นทางการ
ขณะที่ภาพรวมในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกก็เติบโตขึ้นเช่นกัน โดยมีนักบิดเข้าร่วมเกือบ 12,000 คน ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุดของภูมิภาค โดยเมืองต่าง ๆ เช่น เกาสง โซล ซิดนีย์ จาการ์ตา และโอคแลนด์ ต่างมีจำนวนผู้เข้าร่วมเพิ่มขึ้นจากปีก่อน
ทุกการเดินทางมีส่วนร่วมกับการอนุรักษ์เสือดาวหิมะ
นอกจากการรวมตัวของชุมชนนักบิดแล้ว One Ride 2026 ยังถูกออกแบบให้เชื่อมโยงกับภารกิจด้านสิ่งแวดล้อม โดย Royal Enfield ให้คำมั่นว่าจะนำรายได้สมทบทุนบริจาคเข้าสู่โครงการอนุรักษ์เสือดาวหิมะตามจำนวนการเข้าร่วมกิจกรรมของนักบิด
ภารกิจดังกล่าวจะไม่ได้จบลงพร้อมกับการเดินทางในวันที่ 20 กันยายน เพราะ Royal Enfield เตรียมเผยแพร่ Global One Ride 2026 Aftermovie ในวันที่ 23 ตุลาคม 2569 ซึ่งตรงกับวันเสือดาวหิมะโลก (International Snow Leopard Day)

พร้อมกันนี้จะมีการประกาศยอดเงินสมทบทุนบริจาคจากกิจกรรม One Ride 2026 อย่างเป็นทางการ เพื่อสรุปผลจากการเดินทางของนักบิดทั่วโลก และเปลี่ยนทุกกิโลเมตรที่ร่วมเดินทางให้กลายเป็นอีกหนึ่งแรงสนับสนุนในการอนุรักษ์เสือดาวหิมะและระบบนิเวศของเทือกเขาหิมาลัย
สำหรับ Royal Enfield การจัด One Ride ในปีที่ครบรอบ 125 ปี จึงไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมรวมตัวของผู้ใช้รถ แต่ยังเป็นอีกหนึ่งเวทีที่สะท้อนตัวตนของคอมมูนิตี้นักบิดจากหลายประเทศ ซึ่งมีทั้งความชอบในการเดินทาง มิตรภาพ และความสนใจต่อโลกที่พวกเขาออกไปสัมผัสบนสองล้อร่วมกัน












