‘ฝาเบียร์’ บาร์เทนเดอร์สาวไทย ร่วมถ่ายทอดเรื่องราวใน ‘We Are Tomorrow’ สารคดีจาก Tomorrowland และ Amazon Music

เรื่องราวการเริ่มต้นชีวิตใหม่ของ ฝาเบียร์-สุชาดา โสภาจารี บาร์เทนเดอร์และผู้ก่อตั้งค็อกเทลบาร์ Lost in Thaislation ถูกนำเสนอใน We Are Tomorrow สารคดีซีรีส์จาก Tomorrowland ที่ร่วมกับ Amazon Music ถ่ายทอดเรื่องราวของผู้คนจากหลากหลายวงการ ซึ่งมีเสียงดนตรีและ Tomorrowland เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางชีวิต

เมื่อวันที่ 23 กันยายนที่ผ่านมา ฝาเบียร์เข้าร่วมงานฉายรอบปฐมทัศน์ของ We Are Tomorrow ณ โรงภาพยนตร์พารากอน ซีนีเพล็กซ์ สยามพารากอน ก่อนที่สารคดีจะเปิดให้ชมพร้อมกันทั่วโลกในวันที่ 25 กันยายน 2569 เวลา 20.00 น. ตามเวลาประเทศไทย ผ่านช่อง YouTube ของ Tomorrowland

สำหรับเรื่องราวของฝาเบียร์ สารคดีพาผู้ชมย้อนกลับไปตั้งแต่ช่วงวัยเด็กในกรุงเทพฯ ที่เติบโตมากับคุณยาย ก่อนค้นพบความหลงใหลในบรรยากาศของเมืองยามค่ำคืน และตัดสินใจเข้าสู่เส้นทางบาร์เทนเดอร์ หลังได้รับแรงบันดาลใจจากภาพยนตร์เรื่อง Cocktail ที่นำแสดงโดย Tom Cruise

จากจุดเริ่มต้นดังกล่าว เธอเดินหน้าสะสมประสบการณ์ในหลากหลายสถานที่ ทั้งบาร์ชายหาด โรงแรม และค็อกเทลบาร์ในต่างประเทศ จนพัฒนาทักษะและแนวคิดด้านเครื่องดื่มของตัวเองอย่างต่อเนื่อง

แต่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญเกิดขึ้นเมื่อเธออายุ 36 ปี หลังยุติความสัมพันธ์ที่ดำเนินมายาวนานกว่าทศวรรษ จนต้องเริ่มต้นชีวิตใหม่โดยแทบไม่มีทั้งบ้าน เงินเก็บ หรือทิศทางที่ชัดเจน ฝาเบียร์มองช่วงเวลานั้นว่าเป็นการ “รีเซ็ตชีวิตเต็มรูปแบบ” และเลือกใช้ช่วงเวลานั้นกลับมาสร้างเส้นทางของตัวเองอีกครั้ง

หนึ่งในผลลัพธ์จากการเริ่มต้นใหม่คือ Lost in Thaislation ค็อกเทลบาร์ในกรุงเทพฯ ที่เปิดมาแล้วประมาณ 3 ปี โดยนำแรงบันดาลใจจากอาหารริมทางและเมนูดังของร้านอาหารย่านทองหล่อ มาตีความใหม่ผ่านเครื่องดื่ม เช่น ค็อกเทลที่ได้แรงบันดาลใจจาก ข้าวเหนียวมะม่วง ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในเมนูที่สะท้อนแนวคิดของร้านได้อย่างชัดเจน

ใน We Are Tomorrow เรื่องราวของฝาเบียร์ถูกนำเสนอควบคู่กับบุคคลอีก 3 คน ได้แก่ Miss Monique ดีเจและโปรดิวเซอร์จากยูเครน, Olav Stubberud ช่างภาพชาวนอร์เวย์ และ Luca จากเยอรมนี ทั้งหมดมีเส้นทางชีวิตแตกต่างกัน แต่มีดนตรีและความเชื่อมโยงกับ Tomorrowland เป็นจุดร่วม

ซีรีส์ We Are Tomorrow เกิดจากความร่วมมือระหว่าง Tomorrowland และ Amazon Music โดยเริ่มนำเสนอเรื่องราวของศิลปินและสมาชิกในคอมมูนิตี้ Tomorrowland ตั้งแต่ปี 2565 ที่ผ่านมาเคยนำเสนอศิลปินอย่าง Topic, Vintage Culture, Alok และ John Summit รวมถึงเรื่องราวของผู้คนจากหลากหลายประเทศ

ผลงานตอนที่นำเสนอเรื่องราวของ Alok ในปี 2566 ยังได้รับรางวัล Webby Award ประจำปี 2567 ในสาขา Video Events & Livestreams (Branded)

สำหรับประเทศไทย การเปิดตัวตอนล่าสุดยังเชื่อมโยงกับการจัดงาน Tomorrowland Thailand โดยภายในงานรอบปฐมทัศน์ที่กรุงเทพฯ มีการเปิดเผยว่า Miss Monique จะมาร่วมแสดงใน Tomorrowland Thailand เป็นครั้งแรก ขณะที่ฝาเบียร์เตรียมนำ Lost in Thaislation ไปเปิดบาร์ค็อกเทลภายในงาน เพื่อสร้างสรรค์เครื่องดื่มต้อนรับแฟนเพลง

We Are Tomorrow เปิดให้รับชมพร้อมกันทั่วโลกตั้งแต่วันที่ 25 กันยายน 2569 เวลา 20.00 น. ตามเวลาประเทศไทย ทาง YouTube ของ Tomorrowland


Mercedes-Benz เปิดพรีวิว The all-new electric GLC ราคาไม่เกิน 3.7 ล้านบาท

เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย เปิดตัว The all-new electric GLC รถ SUV ไฟฟ้ารุ่นใหม่อย่างเป็นทางการในไทยเป็นครั้งแรก พร้อมเผยราคาจำหน่ายคาดการณ์ไม่เกิน 3.7 ล้านบาท ก่อนเปิดตัวจริงในงาน Motor Expo 2026 ช่วงปลายปี

The all-new electric GLC ถือเป็นรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรกของ Mercedes-Benz ที่พัฒนาขึ้นบนแพลตฟอร์ม MB.EA-M (Mercedes-Benz Electric Architecture for Mid-Size Vehicles) โดยเน้นจุดเด่นเรื่องประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ควบคู่กับดีไซน์ใหม่ของตระกูล GLC

รถรุ่นนี้มาพร้อมแบตเตอรี่ความจุ 85 kWh แต่สามารถทำอัตราการใช้พลังงานเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 15-16 kWh/100 กิโลเมตร และมีระยะทางขับขี่มากกว่า 600 กิโลเมตรตามมาตรฐาน WLTP

ก่อนเปิดตัวอย่างเป็นทางการ The all-new electric GLC ถูกนำมาจัดแสดงให้คนไทยได้ชมเป็นครั้งแรกในงาน Mercedes-Benz StarFest 2026: Celebrating The Extraordinary ระหว่างวันที่ 24-27 กันยายน 2569 ที่ศูนย์การค้า Gaysorn Amarin ชั้น G

ดีไซน์ใหม่ของ GLC กับแนวคิด Sensual Purity

หนึ่งในไฮไลต์ของการเปิดตัวครั้งนี้คือ Designer Talk Session กับ Hauke Thum ดีไซเนอร์จาก Mercedes-Benz Design ประเทศเยอรมนี ซึ่งมาร่วมเล่าถึงแนวคิดเบื้องหลังการออกแบบ The all-new electric GLC

ด้านหน้าของรถโดดเด่นด้วย Iconic Grille กระจังหน้าดีไซน์ใหม่ที่นำองค์ประกอบจากเอกลักษณ์ดั้งเดิมของ Mercedes-Benz มาตีความใหม่ภายใต้แนวคิด “Sensual Purity” และการลดทอนรายละเอียดให้เกิดความเรียบง่าย แต่ยังคงสร้างเอกลักษณ์ได้อย่างชัดเจน

ตัวกระจังหน้าใช้โครงสร้างแบบ Smoked-Glass Look พร้อม Illuminated Elements, Contour Lighting และ Illuminated Graphics ซึ่งสามารถทำงานร่วมกันเป็น Animated Welcome Presentation เมื่อผู้ใช้งานเข้าใกล้รถ

ขณะที่เส้นสายด้านข้างและส่วนท้ายใช้แสงและเงาเข้ามาช่วยสร้างมิติ ทำให้ตัวรถดูแตกต่างในแต่ละมุมมอง

ภายในเน้นเทคโนโลยีและบรรยากาศแบบใหม่

ห้องโดยสารของ The all-new electric GLC ยังคงเน้นการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีและงานออกแบบ โดยมี MBUX Hyperscreen หน้าจอขนาดใหญ่แบบ Pillar-to-Pillar เป็นองค์ประกอบหลักของคอนโซลหน้า

รายละเอียดอื่นๆ ตั้งแต่ช่องปรับอากาศ Galvanised Air Vents ระบบ Climate Control ไปจนถึง Ambient Styles และ Ambient Lighting ถูกออกแบบให้ทำงานร่วมกันเพื่อสร้างบรรยากาศภายในตามโหมดการใช้งานของรถ

อีกหนึ่งเทคโนโลยีสำคัญคือ MB.OS ระบบปฏิบัติการยุคใหม่ของ Mercedes-Benz ที่รองรับการทำงานร่วมกับเทคโนโลยี AI และเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางการพัฒนารถยนต์เจเนอเรชันใหม่ของแบรนด์

เตรียมเปิดตัวจริง Motor Expo 2026

Mercedes-Benz ประเทศไทย ระบุว่า The all-new electric GLC จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทยช่วงปลายปี 2569 ที่งาน Motor Expo 2026 โดยคาดว่าจะตั้งราคาจำหน่ายต่ำกว่า 3.7 ล้านบาท

ด้วยตำแหน่งทางการตลาดในกลุ่ม Mid-Size SUV ทำให้ GLC รุ่นไฟฟ้าจะเข้ามาเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการรถ SUV พรีเมียมที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า โดยจุดขายสำคัญอยู่ที่ระยะทางวิ่งต่อการชาร์จและประสิทธิภาพการใช้พลังงานของแพลตฟอร์ม MB.EA-M

Mercedes-Benz ปรับราคารถ 11 รุ่น ลดสูงสุดกว่า 1 ล้านบาท

นอกจากการเปิดตัว GLC EV แล้ว Mercedes-Benz ประเทศไทย ยังประกาศปรับโครงสร้างราคาจำหน่ายรถยนต์ 11 รุ่น โดยลดราคาสูงสุดถึง 1,030,000 บาท

  • C 220 d ราคาใหม่ 2,690,000 บาท ลด 190,000 บาท
  • C 350 e plug-in hybrid ราคาใหม่ 2,890,000 บาท ลด 100,000 บาท
  • E 220 d ราคาใหม่ 3,490,000 บาท ลด 440,000 บาท
  • E 350 e plug-in hybrid ราคาใหม่ 3,690,000 บาท ลด 390,000 บาท
  • GLC 220 d 4MATIC ราคาใหม่ 3,490,000 บาท ลด 230,000 บาท
  • GLC 350 e 4MATIC plug-in hybrid ราคาใหม่ 3,690,000 บาท ลด 490,000 บาท
  • GLC 350 e 4MATIC Coupe plug-in hybrid ราคาใหม่ 3,990,000 บาท ลด 350,000 บาท
  • GLE 300 d 4MATIC ราคาใหม่ 4,950,000 บาท ลด 640,000 บาท
  • GLS 450 d 4MATIC ราคาใหม่ 5,950,000 บาท ลด 1,030,000 บาท
  • Mercedes-AMG CLE 53 4MATIC+ Coupe ราคาใหม่ 4,950,000 บาท ลด 300,000 บาท
  • Mercedes-AMG GLE 53 Hybrid 4MATIC+ ราคาใหม่ 5,590,000 บาท ลด 260,000 บาท

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถชม The all-new electric GLC และรถยนต์ Mercedes-Benz รุ่นอื่นๆ ได้ที่งาน Mercedes-Benz StarFest 2026: Celebrating The Extraordinary ระหว่างวันที่ 24-27 กันยายน 2569 ณ Gaysorn Amarin ชั้น G

ภายในงานยังมีข้อเสนอสำหรับรถรุ่นที่ร่วมรายการ เช่น E 350 e Exclusive ราคาเริ่มต้น 3.14 ล้านบาท พร้อมส่วนลดสูงสุด 1,490,000 บาท ประกันภัยชั้นหนึ่ง StarProtection และบัตรเติมน้ำมันมูลค่า 10,000 บาท โดยเงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด


“ข้าวนอน” คาแรกเตอร์ฝีมือคนไทย คว้าแชมป์ Chery Q Thai Qute Companion Contest

เชอรี ประเทศไทย เผยโฉม “ข้าวนอน” คาแรกเตอร์คู่หูตัวใหม่ของ Chery Q หลังคว้ารางวัลชนะเลิศจากกิจกรรม Chery Q Thai Qute Companion Contest เวทีประกวดออกแบบคาแรกเตอร์ที่เปิดโอกาสให้นักออกแบบไทยถ่ายทอดความเป็นเพื่อนคู่ใจของ Chery Q ผ่านแนวคิด “The Best Companionship & Thai Identity”

กิจกรรมครั้งนี้มีผู้ส่งผลงานเข้าร่วมกว่า 130 ผลงาน ก่อนคัดเลือกเหลือ 5 ผลงานในรอบสุดท้าย โดย “ข้าวนอน” ผลงานของ นฤมิต คำวิเศษ ได้รับรางวัลชนะเลิศ พร้อมเงินรางวัล 50,000 บาท โล่รางวัล และประกาศนียบัตร ที่สำคัญคือมีโอกาสต่อยอดเป็นหนึ่งในคาแรกเตอร์อย่างเป็นทางการของ Chery Q ในระดับโลก

“ข้าวนอน” ถูกออกแบบเป็นเมล็ดข้าวไทยที่มีบุคลิกอบอุ่น สดใส และเป็นมิตร สื่อถึงความเป็นเพื่อนร่วมทางของ Chery Q ขณะเดียวกันก็หยิบเอาอัตลักษณ์ความเป็นไทยมาตีความใหม่ให้เข้ากับคาแรกเตอร์ที่เข้าถึงง่าย ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ผลงานนี้โดดเด่นจากแนวคิดของผู้เข้าร่วมประกวดจำนวนมาก

นอกจาก “ข้าวนอน” แล้ว ผลงานที่ได้รับรางวัลในครั้งนี้ยังมี

  • รองชนะเลิศอันดับ 1 “กนก” ผลงานของ ปิยาภรณ์ สินธุเจริญ คาแรกเตอร์ปลากัดครีบยาวหางพู่กันไทยแท้ ผู้รักการผจญภัยในเมืองใหญ่ รับเงินรางวัล 30,000 บาท
  • รองชนะเลิศอันดับ 2 “เฉา” ผลงานของ ปุญญพัฒน์ หอมขำ คาแรกเตอร์ลูกผสมระหว่างสุนัขและช้าง ที่มีทั้งความขี้เล่น อ่อนโยน ซื่อสัตย์ และกล้าหาญ รับเงินรางวัล 20,000 บาท
  • รางวัลชมเชย “คิวบัฟ” ผลงานของ เอกอัปสร จันทรวิลักษณ์ และ “มีโชค” ผลงานของ กวิน วิวัฒน์มนัสกุล รับเงินรางวัล 10,000 บาทต่อรางวัล

จิม ลี ผู้อำนวยการบริหารแบรนด์ เชอรี และ ไอคาร์ ประเทศไทย กล่าวว่า กิจกรรมครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้คนไทยเข้ามามีส่วนร่วมในการเติมสีสัน บุคลิก และเรื่องราวให้กับ Chery Q ผ่านมุมมองของครีเอเตอร์ไทย

สำหรับคาแรกเตอร์ที่ได้รับรางวัล เชอรีมองว่านอกจากความน่ารักแล้ว ยังสามารถนำไปพัฒนาต่อเพื่อสร้างความผูกพันกับผู้ใช้งาน และมีโอกาสเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ “Chery Q Qute Companion” แก๊งคาแรกเตอร์คู่หูของ Chery Q

กิจกรรม Chery Q Thai Qute Companion Contest จึงไม่ได้เป็นเพียงการประกวดออกแบบคาแรกเตอร์ แต่ยังเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการนำงานสร้างสรรค์จากคนไทยมาผสมเข้ากับแบรนด์รถยนต์ และเปิดทางให้ผลงานที่เริ่มต้นจากไอเดียของนักออกแบบไทยมีโอกาสไปต่อในระดับสากล

ผู้สนใจสามารถติดตามข่าวสารของ Chery Thailand ได้ทางช่องทางโซเชียลมีเดียของแบรนด์ และสามารถสัมผัสหรือทดลองขับ Chery Q รวมถึงรถรุ่นอื่น ๆ ได้ที่โชว์รูมเชอรี 57 แห่งทั่วประเทศ


Honda Skill Contest 2026 เวทีพัฒนาคนฮอนด้า ยกระดับมาตรฐานบริการสู่ความเป็นเลิศ

ฮอนด้า ออโตโมบิล ประเทศไทย เดินหน้าพัฒนาศักยภาพบุคลากรในเครือข่ายผู้จำหน่ายทั่วประเทศ ผ่านการแข่งขันทักษะพนักงาน Honda Skill Contest 2026 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 36 ภายใต้แนวคิด “Excellence in Motion ก้าวข้ามขีดจำกัด มุ่งสู่ความเป็นเลิศ”

การแข่งขันครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อพัฒนาความรู้ ความเชี่ยวชาญ และทักษะการทำงานของบุคลากรในหลากหลายสายงาน ตั้งแต่งานขาย งานบริการ งานซ่อมบำรุง งานตัวถังและสี ไปจนถึงงานดูแลลูกค้าและการขับขี่ปลอดภัย เพื่อให้พร้อมรับกับทั้งพฤติกรรมของผู้บริโภคและเทคโนโลยียานยนต์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง

ปีนี้มีผู้เข้าร่วมการแข่งขันกว่า 2,219 คน จากผู้จำหน่ายฮอนด้ากว่า 200 แห่งทั่วประเทศ ก่อนผ่านการคัดเลือกจนเหลือผู้เข้าแข่งขันในรอบชิงชนะเลิศ 120 คน เพื่อประชันทักษะภาคปฏิบัติและความรู้ใน 10 ประเภทการแข่งขัน

การแข่งขันครอบคลุมตั้งแต่ช่างซ่อมทั่วไป ช่างซ่อมตัวถังและสี ที่ปรึกษาการบริการ พนักงานอะไหล่ ที่ปรึกษาการขาย พนักงานลูกค้าสัมพันธ์ ไปจนถึงงานตรวจสอบคุณภาพรถใหม่ และครูฝึกขับขี่ปลอดภัย สะท้อนว่ามาตรฐานการบริการไม่ได้เกิดขึ้นจากบุคลากรเพียงตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่ง แต่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญของคนในทุกจุดที่ลูกค้าสัมผัสกับแบรนด์

10 ผู้ชนะ Honda Skill Contest 2026

  1. พนักงานช่างซ่อมทั่วไป
    สามารถ หมัดกอเซ็ม
    บริษัท บางปู ฮอนด้า ออโตโมบิล จำกัด
  2. พนักงานช่างซ่อมตัวถังและสี
    พลเทพ ดาราตะคุ และ ดิเรก ชาสูงเนิน
    บริษัท นครราชสีมา ฮอนด้า ออโตโมบิล จำกัด
  3. ที่ปรึกษาการบริการ
    วัชรินทร์ เหรียญทอง
    บริษัท ปราจีนบุรี ฮอนด้าคาร์ส จำกัด
  4. พนักงานอะไหล่
    วณิภา ศรีวิจิตร
    บริษัท สระบุรีฮอนด้าคาร์ส จำกัด
  5. ที่ปรึกษาการขาย
    รพีพร ฉิมแพ
    บริษัท เอชซีเอ็น ฮอนด้า ออโตโมบิล จำกัด
  6. พนักงานลูกค้าสัมพันธ์
    สิริรักษ์ ปิยะเวช
    บริษัท นนทบุรีฮอนด้าคาร์ส จำกัด
  7. พนักงานช่างบริการตามระยะแบบคู่
    เจษฎาภรณ์ เลาะหมัด และ นัฐพงษ์ พิชัยศักดิ์
    บริษัท ฉะเชิงเทรา ฮอนด้าคาร์ส จำกัด
  8. ที่ปรึกษาการบริการซ่อมตัวถังและสี
    ธวัชชัย มากทรัพย์
    บริษัท ฮอนด้าคาร์ส นครสวรรค์ จำกัด สาขาเขาเขียว
  9. พนักงานตรวจสอบคุณภาพรถใหม่
    นรินทร์ ทองสง่า
    บริษัท วี. กรุ๊ป ฮอนด้าคาร์ส จำกัด สาขาแจ้งวัฒนะ
  10. ครูฝึกขับขี่ปลอดภัย
    สิทธิชัย พิมล
    บริษัท วี. กรุ๊ป ฮอนด้าคาร์ส จำกัด สาขาหนองแขม

การแข่งขัน Honda Skill Contest จึงไม่ได้เป็นเพียงเวทีสำหรับค้นหาผู้มีทักษะยอดเยี่ยมในแต่ละสายงาน แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาบุคลากรอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เครือข่ายผู้จำหน่ายฮอนด้าสามารถส่งมอบบริการที่มีมาตรฐานและสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าในทุกช่วงของการเป็นเจ้าของรถ

ในอีกมุมหนึ่ง การพัฒนาคนในเครือข่ายบริการยังเป็นการยกระดับขีดความสามารถของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยไปพร้อมกัน เพราะเบื้องหลังประสบการณ์ที่ดีของลูกค้า ไม่ได้มีเพียงเทคโนโลยีหรือผลิตภัณฑ์ แต่ยังรวมถึงบุคลากรที่มีความรู้และพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรม

สร้างคนเก่ง สร้างแบรนด์แกร่ง และสร้างอุตสาหกรรมที่ยั่งยืน จึงเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่ฮอนด้าใช้ในการพัฒนาธุรกิจควบคู่ไปกับการดูแลลูกค้าและสังคมในระยะยาว


PlayStation จับมือ Lisa เปิดตัว DualSense Limited Edition ดีไซน์พิเศษ

โซนี่ อินเตอร์แอคทีฟ เอ็นเตอร์เทนเมนต์ กลับมาร่วมงานกับ Lisa (ลิซ่า ลลิษา มโนบาล) อีกครั้ง หลังจากเคยร่วมแคมเปญระดับโลกของ PS5 เมื่อปีที่ผ่านมา พร้อมเปิดตัว คอนโทรลเลอร์ไร้สาย DualSense – Lisa Limited Edition รุ่นพิเศษที่ออกแบบร่วมกับลิซ่าโดยเฉพาะ

ตัวคอนโทรลเลอร์มาในโทน Chroma Pearl (สีไข่มุกโครมา) ซึ่งเป็นสีโปรดของลิซ่า พร้อมนำองค์ประกอบที่เป็นเอกลักษณ์ของเธอมาถ่ายทอดลงบนดีไซน์ ไม่ว่าจะเป็น ผมหน้าม้าและดวงตาบนทัชแพด ลวดลายดาว และตัวอักษร “LL” ที่เพิ่มรายละเอียดให้กับตัวเครื่อง

สำหรับแฟน ๆ ของลิซ่าและ PlayStation ที่สนใจ รุ่นนี้จะวางจำหน่ายในจำนวนจำกัดตามร้านค้าที่ร่วมรายการ ตั้งแต่วันที่ 30 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป ในราคาแนะนำ 2,890 บาท

ส่วนการสั่งซื้อล่วงหน้าจะเปิดตั้งแต่วันที่ 2 ตุลาคม 2569 หรือจนกว่าสินค้าจะหมด

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความร่วมมือและ DualSense – Lisa Limited Edition สามารถติดตามได้ทาง PlayStation.Blog


AAS Group จับมือ Dongfeng ตั้ง AI Mobility นำ VOYAH ลุยตลาดรถยนต์พรีเมียมไทย

เอเอเอส กรุ๊ป เดินหน้าขยายธุรกิจสู่ตลาดรถยนต์พลังงานใหม่ หลังลงนามสัญญาแต่งตั้งเป็นผู้แทนจำหน่าย VOYAH แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย ร่วมกับ Dongfeng Motor Group พร้อมจัดตั้งบริษัท AI Mobility เพื่อดูแลการนำเข้า การจำหน่าย และบริการหลังการขายของแบรนด์ VOYAH ในไทยอย่างเต็มรูปแบบ

เอเอเอส กรุ๊ป ระบุว่า ได้ลงนามสัญญา Sole Distributor Agreement กับ Dongfeng Motor Group เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2569 เพื่อเตรียมนำเข้าและจัดจำหน่าย VOYAH แบรนด์รถยนต์พลังงานใหม่ระดับพรีเมียมของ Dongfeng ในประเทศไทย โดยความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นการต่อยอดจากประสบการณ์ของ AAS Group ในตลาดรถยนต์ระดับพรีเมียมและลักชัวรี ซึ่งดำเนินธุรกิจในไทยมานานกว่า 4 ทศวรรษ

การทำตลาด VOYAH ในประเทศไทยจะดำเนินการผ่าน บริษัท เอไอ โมบิลิตี้ จำกัด (AI Mobility Co., Ltd.) บริษัทใหม่ภายใต้ AAS Group ซึ่งจะรับผิดชอบตั้งแต่การนำเข้าและจัดจำหน่าย ไปจนถึงการสร้างเครือข่ายโชว์รูม ศูนย์บริการ และการดูแลลูกค้าทั่วประเทศ

สำหรับ AAS Group การเข้ามาของ VOYAH ถือเป็นการเพิ่มแบรนด์รถยนต์พลังงานใหม่ระดับพรีเมียมเข้าสู่พอร์ตธุรกิจ จากเดิมที่มีแบรนด์อย่าง Bentley, Porsche, Ducati และ Harley-Davidson รวมถึงธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้าจากกลุ่ม Changan เช่น Deepal, Avatr, Nevo และ Lumin

ผสานเทคโนโลยี Dongfeng กับประสบการณ์ AAS

จุดสำคัญของความร่วมมือครั้งนี้คือการนำความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมและเทคโนโลยียานยนต์พลังงานใหม่ของ Dongfeng มารวมกับประสบการณ์ด้านการทำตลาดรถยนต์ระดับพรีเมียมและการบริการลูกค้าของ AAS Group

นอกจากการจำหน่ายรถยนต์แล้ว AI Mobility ยังเตรียมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านบริการ ทั้งโชว์รูม ศูนย์บริการ งานซ่อมบำรุงทางเทคนิค รวมถึงระบบดูแลลูกค้าตลอดอายุการใช้งาน โดยบริษัทระบุว่าจะใช้แนวทาง Customer-Centric เป็นหนึ่งในแนวทางหลักของการดำเนินธุรกิจ

หวัง หลง ประธานกรรมการ บริษัท China Dongfeng Motor Industry Import and Export จำกัด กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญสำหรับการขยายธุรกิจรถยนต์พลังงานใหม่ของ Dongfeng และมองว่าความร่วมมือกับ AAS Group จะช่วยนำประสบการณ์ด้านวิศวกรรมของ Dongfeng มาผสานกับเครือข่ายการจำหน่ายและบริการของ AAS เพื่อทำตลาด VOYAH ในประเทศไทย

ด้าน อนุวัชร อินทรภูวศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอไอ โมบิลิตี้ จำกัด กล่าวว่า การนำ VOYAH เข้ามาทำตลาดในไทยมีเป้าหมายที่จะนำเสนอรถยนต์ที่ผสมผสานความสะดวกสบาย การออกแบบ และเทคโนโลยีเข้าด้วยกัน พร้อมวางระบบการดูแลลูกค้าตั้งแต่การซื้อรถไปจนถึงบริการหลังการขาย

VOYAH คือแบรนด์อะไร?

VOYAH เปิดตัวในปี 2563 ในฐานะแบรนด์รถยนต์พลังงานใหม่ระดับพรีเมียมของ Dongfeng โดยพัฒนาแนวคิดรถยนต์ที่ผสมผสานระบบขับเคลื่อนพลังงานไฟฟ้า เทคโนโลยีอัจฉริยะ และการออกแบบเข้าด้วยกัน

หนึ่งในรุ่นสำคัญของแบรนด์คือ VOYAH DREAM รถ MPV ระดับพรีเมียมที่เน้นพื้นที่ห้องโดยสารและความสะดวกสบาย เหมาะทั้งสำหรับการเดินทางของครอบครัวและการใช้งานในภาคธุรกิจ

สำหรับประเทศไทย VOYAH จึงเข้ามาในช่วงที่ตลาดรถยนต์พลังงานใหม่มีตัวเลือกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดย AAS Group จะนำประสบการณ์จากตลาดรถยนต์พรีเมียมเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการวางตำแหน่งแบรนด์และสร้างเครือข่ายบริการในประเทศ

Dongfeng ยักษ์ใหญ่จากจีน

Dongfeng Motor Corporation ก่อตั้งขึ้นในปี 2512 และมีสำนักงานใหญ่ที่เมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย์ ประเทศจีน ปัจจุบันดำเนินธุรกิจครอบคลุมทั้งรถยนต์นั่งส่วนบุคคล รถยนต์เพื่อการพาณิชย์ รถยนต์พลังงานใหม่ ชิ้นส่วนยานยนต์ รวมถึงธุรกิจและบริการที่เกี่ยวข้อง

บริษัทระบุว่ามีพนักงานมากกว่า 127,000 คน มีสินทรัพย์รวมกว่า 499,300 ล้านหยวน และมียอดจำหน่ายรถยนต์ในต่างประเทศมากกว่า 1.2 ล้านคัน ครอบคลุมกว่า 100 ประเทศทั่วโลก

การจับมือกับ AAS Group ในครั้งนี้จึงเป็นอีกก้าวของ Dongfeng ในการขยายธุรกิจรถยนต์พลังงานใหม่เข้าสู่ตลาดประเทศไทย ขณะที่ AAS Group จะใช้ AI Mobility เป็นหน่วยงานหลักในการพัฒนาแบรนด์ VOYAH และระบบบริการในประเทศไทย

หลังจากนี้จึงต้องติดตามว่า VOYAH จะเปิดตัวรุ่นใดในประเทศไทยเป็นรุ่นแรก รวมถึงราคาและรูปแบบเครือข่ายโชว์รูมและศูนย์บริการที่จะเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดตำแหน่งของแบรนด์ในตลาดรถยนต์พรีเมียมของไทย


YOTEL Bangkok Sukhumvit เปิดโรงแรมแรกในไทยที่ Cloud 11

YOTEL เตรียมเปิดโรงแรมแห่งแรกในประเทศไทยกับ YOTEL Bangkok Sukhumvit โรงแรมขนาด 250 ห้อง ภายในโครงการ Cloud 11 ย่านเซาท์สุขุมวิท ในวันที่ 15 ตุลาคม 2569 พร้อมนำจุดเด่นด้านดีไซน์และเทคโนโลยีมาใช้เพื่อสร้างประสบการณ์การเข้าพักรูปแบบใหม่

โรงแรมแห่งนี้เป็นโรงแรมแห่งที่ 24 ของ YOTEL ทั่วโลก และแห่งที่ 4 ในเอเชีย รวมถึงเป็น YOTEL แห่งแรกในเอเชียที่เข้าร่วม Select by Hilton ทำให้สมาชิก Hilton Honors สามารถสะสมและแลกคะแนน รวมถึงรับสิทธิประโยชน์ตามเงื่อนไขของโปรแกรม

ห้องพักมาพร้อม SmartBed™ เตียงปรับเอนได้ที่เปลี่ยนจากเตียงเป็นโซฟาได้ พร้อม Wi-Fi ความเร็วสูง SmartTV ระบบไฟปรับบรรยากาศ และฝักบัวเรนชาวเวอร์ ขณะที่ Self Check-in ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งนาที และมีหุ่นยนต์ผู้ช่วยสำหรับจัดส่งน้ำดื่ม ผ้าเช็ดตัว และของใช้ต่าง ๆ ถึงหน้าห้อง

ด้านสิ่งอำนวยความสะดวกมีทั้ง YOTEL Swim Club สระว่ายน้ำกลางแจ้งพร้อมพูลบาร์ ฟิตเนส 24 ชั่วโมง และ Komyuniti พื้นที่ All-Day Dining ที่รวมร้านอาหาร พื้นที่ทำงาน และพื้นที่พบปะสังสรรค์ ส่วน Fatty’s รูฟท็อปบาร์และร้านอาหารบนชั้น 23 มีกำหนดเปิดในเดือนพฤศจิกายน 2569


ทำเลของโรงแรมเชื่อมต่อ BTS ผ่านทางเดินลอยฟ้าระยะทางประมาณ 300 เมตร และอยู่ห่างจาก BITEC เพียง 2.3 กิโลเมตร ขณะที่ Cloud 11 เองถูกพัฒนาให้เป็นครีเอทีฟแลนด์มาร์กที่รวมทั้งพื้นที่ทำงาน สตูดิโอ แกลเลอรี ร้านค้า พื้นที่จัดงาน และกิจกรรมด้านความคิดสร้างสรรค์ไว้ในโครงการเดียว

YOTEL ก่อตั้งที่กรุงลอนดอนในปี 2550 และปัจจุบันมีโรงแรมในเอเชียทั้งโตเกียวและสิงคโปร์ พร้อมเตรียมเปิด YOTEL Kuala Lumpur ในช่วงต้นปี 2570

YOTEL Bangkok Sukhumvit เปิดจองสำหรับการเข้าพักตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2569 ราคาเริ่มต้น 1,800 บาทต่อคืน พร้อมโปรโมชั่นส่วนลดค่าห้องพัก 20% ในช่วงเวลาจำกัด


DENZA Z9GT เปิดตัวไทย ชาร์จ 10–97% ใน 9 นาที พร้อมพลัง 1,156 แรงม้า

DENZA Z9GT เปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทย พร้อมจุดเด่นที่น่าจับตามอง โดยเฉพาะเทคโนโลยีชาร์จเร็ว BYD FLASH ที่ทำงานร่วมกับแบตเตอรี่ BYD Blade Battery รุ่นที่ 2 สามารถชาร์จจาก 10–70% ได้ในเวลา 5 นาที และ 10–97% ในเวลาเพียง 9 นาที เมื่อใช้กับสถานีชาร์จ BYD FLASH

นอกจากเรื่องชาร์จเร็วแล้ว Z9GT ยังเป็นรถไฟฟ้าที่เน้นทั้งความแรงและความหรู ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 3 ตัว ให้กำลังสูงสุดถึง 1,156 แรงม้า เร่งจาก 0–100 กม./ชม. ใน 2.7 วินาที ขณะที่ภายในก็จัดอุปกรณ์มาให้ครบทั้งความสะดวกสบายและความบันเทิง

จุดเด่นอยู่ที่แบตเตอรี่ใหม่และชาร์จเร็ว

DENZA Z9GT เป็นรถรุ่นแรกในประเทศไทยที่ใช้ BYD Blade Battery รุ่นที่ 2 ความจุ 122.5 kWh ซึ่งเป็นแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ และออกแบบมาให้รองรับการชาร์จด้วยกำลังสูง

เมื่อทำงานร่วมกับระบบไฟฟ้าแรงดันสูง 1,000 โวลต์ จึงสามารถรองรับ BYD FLASH ได้ โดยชาร์จจาก 10–70% ในประมาณ 5 นาที หรือ 10–97% ใน 9 นาที

พูดง่าย ๆ คือ หากต้องเดินทางไกลและจำเป็นต้องแวะชาร์จ การเติมไฟให้พร้อมเดินทางต่อสามารถใช้เวลาสั้นลงกว่าการชาร์จรถ EV แบบทั่วไปอย่างมาก

แบตเตอรี่ก้อนนี้รองรับระยะทางสูงสุด 701 กิโลเมตรต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้งตามมาตรฐาน NEDC และยังสามารถจ่ายไฟออกไปใช้งานกับอุปกรณ์ภายนอกได้สูงสุด 4 kW เช่น อุปกรณ์แคมป์ปิ้งหรือเครื่องใช้ไฟฟ้าบางประเภท

ส่วนเครือข่ายสถานีชาร์จ BYD FLASH ในไทยกำลังอยู่ระหว่างการขยายให้ครอบคลุมพื้นที่มากขึ้น และมีแผนที่จะนำแบตเตอรี่รุ่นใหม่นี้ไปใช้กับรถ BYD และ DENZA รุ่นอื่นในอนาคต

1,156 แรงม้า กับมอเตอร์ 3 ตัว

แม้จะเป็นรถที่เน้นความหรู แต่เรื่องความแรงก็จัดมาเต็ม DENZA Z9GT ใช้มอเตอร์ไฟฟ้า 3 ตัว แบ่งเป็นด้านหน้า 1 ตัว และด้านหลัง 2 ตัว ทำงานร่วมกันในระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ

กำลังรวมสูงสุดอยู่ที่ 850 กิโลวัตต์ หรือ 1,156 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 1,210 นิวตันเมตร สามารถเร่งจาก 0–100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 2.7 วินาที และทำความเร็วสูงสุด 240 กม./ชม.

การมีมอเตอร์ด้านหลังแยกซ้าย-ขวา ทำให้รถสามารถควบคุมกำลังของแต่ละล้อได้อย่างละเอียดขึ้น ช่วยให้การเข้าโค้งและการควบคุมรถทำได้แม่นยำขึ้น

นอกจากนี้ยังมีระบบ e³ ที่ช่วยควบคุมการทำงานของมอเตอร์ ระบบเลี้ยวล้อหลัง และการเคลื่อนที่ของตัวรถให้ทำงานสัมพันธ์กัน รวมถึงระบบ e³ Parking และ APA ที่ช่วยให้การจอดรถง่ายขึ้น

ดีไซน์ Gran Turismo สปอร์ตแต่ยังดูหรู

Z9GT ใช้ตัวถังแบบ Gran Turismo (GT) ซึ่งมีเส้นสายที่ดูสปอร์ต แต่ยังคงความหรูสำหรับการเดินทางระยะไกล

ตัวรถติดตั้งล้ออัลลอยขนาด 20 นิ้ว ประตูแบบไร้กรอบ และสปอยเลอร์หลังไฟฟ้าที่สามารถช่วยเพิ่มแรงกดตัวรถเมื่อขับด้วยความเร็วสูง

มีสีตัวถังให้เลือก 5 สี ได้แก่ Force Green, Champagne Gold, Horizon White, Quantum Black และ Zenith Blue ซึ่งเป็นสีพิเศษ

ห้องโดยสารจัดเต็มทั้งความสบายและความบันเทิง

ภายใน Z9GT เน้นความสบายแบบรถ Luxury เบาะนั่งใช้หนังแท้ผสม Microsuede พร้อมระบบปรับไฟฟ้า อุ่นเบาะ ระบายอากาศ และนวด มีให้เลือก 3 โทนสี ได้แก่ ดำ-แดง, ดำ-เบจ และดำ

ระบบปรับอากาศแบ่งเป็น 4 โซน ทำให้ผู้โดยสารแต่ละส่วนสามารถปรับอุณหภูมิได้ตามต้องการ และมีระบบสั่งงานด้วยเสียงแยกอิสระ 4 โซน

นอกจากนี้ยังมีแท่นชาร์จโทรศัพท์แบบไร้สายกำลัง 50W ถึง 3 ตำแหน่ง และประตูแบบ Soft-Close ที่ช่วยให้ประตูปิดได้อย่างนุ่มนวล

ด้านหน้ามี AR-HUD ขนาด 50 นิ้ว สำหรับแสดงข้อมูลการขับขี่บนกระจกหน้า พร้อมหน้าจอกลางขนาด 17.3 นิ้ว และหน้าจอสำหรับผู้โดยสารด้านหน้าขนาด 13.2 นิ้ว

ด้านระบบเสียงใช้ Devialet พร้อมลำโพง 20 ตำแหน่ง และเป็นรถ DENZA รุ่นแรกในไทยที่มาพร้อม Google Built-in ช่วยให้การใช้งานฟังก์ชันต่าง ๆ และแอปพลิเคชันภายในรถทำได้ใกล้เคียงกับการใช้งานบนสมาร์ตโฟน

ระบบช่วยจอดและความปลอดภัยที่ออกแบบมาให้ใช้งานง่าย

แม้ Z9GT จะมีสมรรถนะสูง แต่ก็ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อการขับขี่อย่างเดียว ระบบช่วยเหลือการใช้งานในชีวิตประจำวันก็มีมาให้ครบ

ระบบ e³ Parking และ APA (Automatic Parking Assist) ช่วยจัดการการจอดให้สะดวกขึ้น ขณะที่ Smart Door Safety Opening จะช่วยตรวจสอบสิ่งกีดขวางบริเวณด้านข้างรถก่อนเปิดประตู เพื่อลดโอกาสเกิดอุบัติเหตุ

ราคาเปิดตัว 2.899 ล้านบาท

DENZA Z9GT ที่ทำตลาดในไทยเป็นรุ่น Z9 GT Performance AWD ตั้งราคาพิเศษช่วงเปิดตัวที่ 2,899,900 บาท ตั้งแต่วันนี้ถึง 30 กันยายน 2569

ผู้สนใจสามารถเข้าไปสัมผัสและทดลองขับ DENZA Z9GT ได้ที่โชว์รูมและศูนย์บริการ DENZA ทั่วประเทศ

ระยะทาง 701 กิโลเมตร เป็นตัวเลขตามมาตรฐาน NEDC ระยะทางใช้งานจริงอาจแตกต่างกันตามพฤติกรรมการขับขี่ น้ำหนักบรรทุก สภาพการจราจร และปัจจัยอื่น ๆ


Ford Thailand ครบรอบ 30 ปี เดินหน้าสร้างคุณค่าให้คนไทย ธุรกิจ และชุมชน

ฟอร์ด ประเทศไทย เดินทางมาครบ 30 ปี พร้อมสะท้อนบทบาทของแบรนด์ที่เติบโตไปพร้อมกับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ผ่าน 6 มิติสำคัญ ตั้งแต่การลงทุนและฐานการผลิต ผลิตภัณฑ์และบริการ ประสบการณ์ลูกค้า มอเตอร์สปอร์ต คอมมูนิตี้ ไปจนถึงการพัฒนาชุมชน

ตลอดระยะเวลา 30 ปี ฟอร์ดลงทุนในประเทศไทยสะสมกว่า 133,000 ล้านบาท สนับสนุนการจ้างงานนับหมื่นตำแหน่งในห่วงโซ่อุปทาน และผลิตรถยนต์ฝีมือคนไทยเพื่อส่งออกไปกว่า 130 ประเทศทั่วโลก รวมแล้วมากกว่า 3.3 ล้านคัน ขณะที่ยอดส่งมอบรถยนต์ให้ลูกค้าในไทยอยู่ที่มากกว่า 800,000 คัน

ฐานการผลิตไทย สู่ตลาดทั่วโลก

ประเทศไทยเป็นหนึ่งในฐานการผลิตสำคัญของฟอร์ด ผ่านโรงงาน Ford Thailand Manufacturing (FTM) และ AutoAlliance Thailand (AAT) โดยล่าสุดฟอร์ดยังเข้าซื้อโรงงานประกอบรถยนต์เดิมของซูซูกิที่ตั้งอยู่ใกล้โรงงาน FTM ในจังหวัดระยองเมื่อต้นปี 2569 สะท้อนถึงความเชื่อมั่นต่อศักยภาพของประเทศไทยในฐานะฐานการผลิตยานยนต์

พัฒนารถที่ตอบโจทย์ทั้งชีวิตและธุรกิจ

ตลอดช่วงที่ผ่านมา ฟอร์ดสร้างชื่อในตลาดไทยผ่าน Ranger และ Everest พร้อมเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีและสมรรถนะอย่างต่อเนื่อง

ประเทศไทยยังได้รับเลือกให้เป็นเวทีเปิดตัวรถยนต์ระดับโลกหลายรุ่น เช่น Ranger Raptor เจเนอเรชันแรก และ Ranger Super Duty รุ่น 4 ประตู รวมถึงการเปิดตัว Everest Platinum ที่นำเสนอความพรีเมียมควบคู่กับเทคโนโลยีช่วยขับขี่และสมรรถนะออฟโรด

จากรถยนต์ สู่ประสบการณ์การเป็นเจ้าของ

ฟอร์ดยังคงพัฒนางานบริการภายใต้แนวคิด “ดูแลลูกค้าเสมือนคนในครอบครัว” ล่าสุดต่อยอดด้วย Ford Rewards Club โปรแกรมสะสมคะแนนจากการใช้บริการที่ศูนย์บริการ เพื่อแลกรับส่วนลดและสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ

ด้านการใช้งานจริง Ford app มีผู้ใช้งานมากกว่า 130,000 ราย ขณะที่การนัดหมายเข้ารับบริการผ่านช่องทางออนไลน์เติบโตเฉลี่ย 26% ต่อปี และอัตราการกลับเข้ารับบริการเฉลี่ยอยู่ที่ 83% ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา

มอเตอร์สปอร์ต ห้องทดลองสมรรถนะของฟอร์ด

มอเตอร์สปอร์ตยังเป็นอีกส่วนหนึ่งของ DNA ฟอร์ด โดยทีม Ford Thailand Racing ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 2563 สามารถคว้าแชมป์มาแล้ว 31 รางวัล ภายในระยะเวลา 7 ปี จากการแข่งขันทั้งทางเรียบและออฟโรด

สนามแข่งยังทำหน้าที่เป็นพื้นที่ทดสอบรถภายใต้สภาวะจริง โดยเฉพาะ Ranger Raptor ที่พัฒนาบนพื้นฐานรถโปรดักชันจากโรงงาน และสามารถคว้าชัยชนะในการแข่งขันออฟโรดระดับเอเชียได้ถึง 2 ปีติดต่อกัน

คอมมูนิตี้ที่มากกว่าการเป็นเจ้าของรถ

จากผู้ใช้รถสู่เครือข่ายคอมมูนิตี้ ปัจจุบันฟอร์ดมีคลับผู้ใช้รถมากกว่า 50 กลุ่มทั่วประเทศ ทั้ง Ranger และ Raptor รวมถึงกิจกรรมอย่าง King of Tough และ Raptor Track Experience ที่เปิดโอกาสให้สมาชิกได้สัมผัสสมรรถนะของรถและสร้างความสัมพันธ์ร่วมกัน

ในอีกด้านหนึ่ง เสียงจากผู้ใช้งานจริงยังกลายเป็นข้อมูลสำคัญในการนำไปพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการให้ตอบโจทย์ลูกค้ามากขึ้น

เติบโตไปพร้อมกับชุมชน

ด้านสังคม ฟอร์ดเดินหน้าผ่าน Ford Philanthropy โดยระหว่างปี 2558-2569 ใช้งบประมาณกว่า 282 ล้านบาท สนับสนุนโครงการเพื่อสังคมมากกว่า 135 โครงการทั่วประเทศ ร่วมกับองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร 22 แห่ง ครอบคลุมทั้งการศึกษา การพัฒนาชุมชน การสร้างทักษะ และการยกระดับคุณภาพชีวิต

หนึ่งในโครงการสำคัญคือ Ford Community Center (FCC) ซึ่งทำหน้าที่เป็นพื้นที่กลางสำหรับการเรียนรู้ การมีส่วนร่วม และการพัฒนาโครงการที่เกิดจากความต้องการของชุมชน

สำหรับก้าวต่อไป ฟอร์ดระบุว่าจะเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยี และทางเลือกใหม่ ๆ ให้สอดรับกับความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลง พร้อมทำงานร่วมกับผู้จำหน่าย พันธมิตรทางธุรกิจ และชุมชน เพื่อสร้างการเติบโตไปพร้อมกับประเทศไทยในระยะยาว


Range Rover Electric เปิดตัว SUV หรูไฟฟ้ารุ่นแรก แรง 550 PS วิ่งไกล 600 กม.

Range Rover เปิดตัว Range Rover Electric รถยนต์พลังงานไฟฟ้ารุ่นแรกของตระกูล ที่นำความเงียบและการตอบสนองแบบรถไฟฟ้ามาผสานเข้ากับความหรูหราและความสามารถในการขับขี่ทุกสภาพภูมิประเทศอันเป็นเอกลักษณ์ของ Range Rover

Range Rover Electric ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ขนาด 260 kW ให้กำลังสูงสุด 550 PS และแรงบิด 850 Nm เร่งจาก 0–100 กม./ชม. ใน 4.5 วินาที พร้อมระยะทางขับขี่สูงสุดประมาณ 600 กิโลเมตรตามมาตรฐาน WLTP หรือสูงสุด 535 กิโลเมตรตามการใช้งานจริง

แม้จะเปลี่ยนมาใช้พลังงานไฟฟ้า แต่ความสามารถด้านการลุยยังคงอยู่ครบ ระบบ Intelligent Driveline Dynamics และ Integrated Traction Management สามารถจัดการแรงบิดและการยึดเกาะได้อย่างรวดเร็วภายใน 50 มิลลิวินาที ขณะที่ระบบ Single Pedal ช่วยควบคุมรถบนทางลาดชัน และตัวรถสามารถลุยน้ำลึกได้สูงสุด 900 มม.

ด้านแบตเตอรี่มีความจุใช้งาน 118.5 kWh ทำงานบนสถาปัตยกรรม 800 โวลต์ รองรับการชาร์จ DC จาก 10–80% ในเวลาประมาณ 22 นาที หรือเพิ่มระยะทางได้สูงสุด 220 กิโลเมตรภายใน 10 นาที เมื่อใช้เครื่องชาร์จที่รองรับกำลังสูงสุด 350 kW

การออกแบบยังคงภาพจำของ Range Rover ไว้ครบถ้วน แต่มีการปรับรายละเอียดบางส่วนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านอากาศพลศาสตร์ ทั้งกระจังหน้า ล้อ และแผ่นปิดใต้ท้องรถ ขณะที่ภายในยังเน้นความเงียบ ความประณีต และวัสดุระดับพรีเมียม

ก่อนเข้าสู่การผลิตจริง Range Rover Electric ผ่านการทดสอบกว่า 1.5 ล้านกิโลเมตร และมากกว่า 250,000 ชั่วโมง ทั้งในโลกจริงและโลกเสมือน ครอบคลุมสภาพแวดล้อมตั้งแต่อุณหภูมิ -40 องศาเซลเซียสในสวีเดน ไปจนถึงสภาพอากาศร้อนในทะเลทรายดูไบ

สำหรับประเทศไทย Range Rover Electric เปิดรับคำสั่งซื้อแล้ว โดยมีทั้งรุ่นฐานล้อมาตรฐานและฐานล้อยาว รวมถึงรุ่น Autobiography, SV, SV Ultra, SV Black และ First Edition ส่วนราคาจำหน่ายในไทยจะประกาศให้ทราบในภายหลัง และคาดว่าจะเริ่มส่งมอบช่วงต้นปี 2027


Privacy Preference Center