Hashtag B ยกเบเกอรี่ฮ่องกงมาไว้กลางกรุงเทพฯ เปิด New Concept Store แห่งแรกในไทยที่เซ็นทรัลเวิลด์
จากสาขาแรกที่สยามพารากอนในปี 2568 วันนี้ Hashtag B แบรนด์เบเกอรี่จากฮ่องกงเดินหน้าขยายตลาดในไทยอีกขั้น ด้วยการเปิด New Concept Store แห่งแรกในไทยที่เซ็นทรัลเวิลด์ พร้อมครัวเบเกอรี่ภายในร้านที่อบสดตลอดวัน
จุดเด่นของสาขาใหม่นี้คือการทำให้ประสบการณ์ของ Hashtag B ไม่ได้มีแค่การซื้อเบเกอรี่กลับบ้าน แต่ลูกค้าจะได้เห็นและสัมผัสบรรยากาศของการอบสด รวมถึงกลิ่นหอมจากเตาที่ช่วยเติมความสดใหม่ให้กับขนมแต่ละชิ้น โดยภายในร้านสามารถผลิตเบเกอรี่ได้มากกว่า 30 รายการ

เมนูที่ยังคงเป็นพระเอกคือ Napoleon Egg Tart ทาร์ตไข่ซิกเนเจอร์ที่ได้รับความนิยมในไทย ขณะที่ Shio Pan และ Polo Bun เป็นอีกสองเมนูขายดีของร้าน นอกจากนี้ยังมี Bagel เนื้อสัมผัสหนึบ รวมถึงขนมปัง ครัวซองต์ และเบเกอรี่สูตรพิเศษอีกหลายรายการ
สิ่งที่ Hashtag B พยายามสื่อสารมากขึ้นในตลาดไทย คือการเป็นมากกว่าแบรนด์ที่คนรู้จักจากทาร์ตไข่ แต่ต้องการให้ลูกค้าได้รู้จักเบเกอรี่สไตล์ฮ่องกงในมิติที่หลากหลายขึ้น โดยยังคงมาตรฐานเดียวกับที่เสิร์ฟในฮ่องกง และมี Head Chef จากฮ่องกงเข้ามาดูแลมาตรฐานการผลิตอย่างใกล้ชิด

หลังจากใช้ปีแรกสร้างการรับรู้ผ่านทั้งสาขาหลักและ Pop-up Store รวมถึงการทำเมนูพิเศษร่วมกับแบรนด์ไทยอย่าง Karun Thai Tea และ BEANS Coffee Roaster Hashtag B มองว่าถึงเวลาขยับเข้าสู่ช่วงขยายสาขาอย่างจริงจัง
นอกจากเซ็นทรัลเวิลด์แล้ว ภายในเดือนตุลาคม 2569 ยังเตรียมเปิดอีก 3 สาขา ได้แก่ เซ็นทรัลลาดพร้าว เซ็นทรัลบางนา และเมกาบางนา เพื่อให้เข้าถึงคนกรุงเทพฯ และพื้นที่โดยรอบได้มากขึ้น
อีกหนึ่งสิ่งที่น่าจับตาคือการเตรียมเพิ่มเมนูเครื่องดื่มสไตล์ฮ่องกง โดยเฉพาะชานมต้นตำรับ ซึ่งจะเข้ามาเติมประสบการณ์ให้ร้านครบมากขึ้น

สำหรับใครที่อยากลอง Hashtag B แบบได้บรรยากาศร้านใหม่ สามารถแวะไปที่ Hashtag B สาขาเซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 6 โซน Central Court บริเวณลิฟต์แก้ว ได้แล้ววันนี้
TOPAZ & TP1 เปิดพื้นที่ Premium Automotive Lifestyle ที่ Reignwood Park
คนรักรถมีพื้นที่ใหม่ให้แวะไปดูแลรถคันโปรด เมื่อ Reignwood Park เปิดตัว TOPAZ & TP1 at Reignwood Park บนพื้นที่กว่า 2,200 ตารางเมตร ภายใน PARK11 ไลฟ์สไตล์คอมมูนิตี้มอลล์บริเวณด้านหน้าโครงการ พร้อมนำมาตรฐานงาน Automotive Detailing จากประเทศอังกฤษมาให้บริการในไทย
โครงการใช้งบลงทุนกว่า 150 ล้านบาท เพื่อพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวให้เป็นมากกว่าสถานที่ดูแลรถ โดยตั้งใจให้เป็นส่วนหนึ่งของ Premium Automotive Lifestyle และเป็นพื้นที่สำหรับคนรักรถที่สามารถเข้ามาดูแลรถ พร้อมใช้เวลาไปกับกิจกรรมอื่นภายใน Reignwood Park ได้ในวันเดียวกัน
TOPAZ จากลอนดอน สู่พื้นที่ดูแลรถระดับพรีเมียม
TOPAZ Detailing ก่อตั้งขึ้นที่กรุงลอนดอนในปี 2009 และเติบโตจากความเชี่ยวชาญด้านการดูแลรถ โดยเฉพาะกลุ่ม Luxury Car, Supercar และ Hypercar ปัจจุบันมีสตูดิโอในหลายประเทศทั้งยุโรป ตะวันออกกลาง และเอเชีย
จุดเด่นของ TOPAZ อยู่ที่การให้ความสำคัญกับรายละเอียดในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การตรวจสภาพรถ การเลือกวิธีดูแลพื้นผิว การติดตั้งฟิล์ม ไปจนถึงการตรวจสอบคุณภาพก่อนส่งมอบ
สำหรับสาขาในประเทศไทย ทีมงานได้รับการฝึกอบรมจาก TOPAZ UK เพื่อถ่ายทอดแนวทางการทำงานของแบรนด์ โดยให้บริการตั้งแต่ Paint Protection Film (PPF), Ceramic Coating, Car Detailing และ Paint Protection
อีกหนึ่งส่วนสำคัญคือระบบออกแบบ Pattern สำหรับ PPF ที่พัฒนาจากสำนักงานใหญ่ เพื่อให้ฟิล์มสามารถเข้ากับรูปทรงของชิ้นส่วนรถแต่ละรุ่นได้อย่างละเอียด ขณะที่พื้นที่ปฏิบัติงานได้รับการออกแบบให้เหมาะกับงานดูแลรถ ทั้งเรื่องแสง อุณหภูมิ ฝุ่น และคุณภาพน้ำ
TOPAZ และ TP1 เลือกประสบการณ์ให้เหมาะกับรถแต่ละคัน
ภายในพื้นที่เดียวกันยังมี TP1 ที่นำองค์ความรู้ของ TOPAZ มาพัฒนาเป็นบริการ Premium Car Detailing โดยผสานเทคโนโลยี วัสดุระดับพรีเมียม ความเชี่ยวชาญ และงานฝีมือเข้าด้วยกัน
บริการครอบคลุมทั้งการดูแลพื้นผิว การปกป้องสีรถ และ Premium PPF ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงจากรอยขีดข่วน สะเก็ดหิน มลภาวะ และรังสี UV
แนวคิดสำคัญคือการดูแลรถไม่ได้มีสูตรเดียวสำหรับทุกคัน แต่เริ่มจากการประเมินสภาพรถและความต้องการของเจ้าของ ก่อนเลือกวิธีการที่เหมาะสมกับรถแต่ละคัน
จากศูนย์ดูแลรถ สู่ Community ของคนรักรถ
การเปิด TOPAZ & TP1 ยังเป็นส่วนหนึ่งของแนวคิดในการพัฒนา PARK11 ให้เป็นพื้นที่รวมกิจกรรมและไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย โดย Automotive Lifestyle เป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบที่ Reignwood Park ต้องการต่อยอด
ในอนาคตพื้นที่แห่งนี้มีโอกาสต่อยอดไปสู่กิจกรรมอย่าง Car Community, Morning Drive, Car Gathering หรือ Automotive Experience รวมถึงความร่วมมือกับแบรนด์รถยนต์ระดับพรีเมียม
ทำให้ PARK11 ไม่ได้เป็นเพียงจุดที่เจ้าของรถนำรถมาดูแล แต่มีโอกาสพัฒนาไปสู่พื้นที่นัดพบของคนที่มีความสนใจเรื่องรถเหมือนกัน
Exclusive Opening Campaign
ในช่วงเปิดตัว TOPAZ & TP1 at Reignwood Park มีแคมเปญพิเศษสำหรับลูกค้าที่เข้ารับบริการติดตั้ง Paint Protection Film (PPF) ที่สาขา Reignwood Park รับฟรีบริการติดตั้ง Interior Film สำหรับปกป้องพื้นที่ภายในรถ เช่น หน้าจอ คอนโซล และแผงประตู จากรอยขีดข่วน คราบสกปรก และรอยนิ้วมือ
สำหรับคนรักรถที่กำลังมองหาพื้นที่ดูแลรถระดับพรีเมียม ที่นี่จึงเป็นอีกหนึ่งจุดหมายใหม่ที่น่าจับตา เพราะนอกจากเรื่องการดูแลรถแล้ว ยังถูกวางให้เป็นพื้นที่สำหรับใช้เวลา พบปะ และสร้างคอมมูนิตี้ของคนรักรถในอนาคต
CHANGAN NEVO x PUNTHAI COFFEE ชวนเติมความสดชื่นให้ทุกการเดินทาง กับแคมเปญ “Taste Your Smart Drive”
ใครที่กำลังมองหารถไฟฟ้า SUV พร้อมหาเหตุผลดี ๆ แวะดื่มกาแฟระหว่างวัน แคมเปญใหม่จาก CHANGAN NEVO และ PUNTHAI COFFEE น่าจะตอบโจทย์ไม่น้อย กับ “NEVO Q05 x PUNTHAI COFFEE: Taste Your Smart Drive” ที่หยิบเรื่องรถและกาแฟมาเชื่อมกันในแบบที่เข้าถึงง่ายขึ้น
ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน – 31 ตุลาคม 2569 ผู้ที่สนใจสามารถร่วมกิจกรรมได้ 3 รูปแบบ พร้อมลุ้นรับเครื่องดื่มพันธุ์ไทยฟรีรวม 30,000 แก้ว และรางวัลใหญ่เครื่องดื่มฟรีตลอด 1 ปี จำนวน 5 รางวัล มูลค่ารางวัลละ 21,900 บาท
3 วิธีร่วมสนุกกับ “Taste Your Smart Drive”
1. ลงทะเบียนรับกาแฟฟรี
ลงทะเบียนรับ E-Voucher เครื่องดื่มกาแฟพันธุ์ไทยเมนูร้อนหรือเย็นฟรี 1 แก้ว จำนวน 24,000 สิทธิ์ แบ่งเป็นเดือนละ 12,000 สิทธิ์ สามารถใช้บริการได้ที่ร้านกาแฟพันธุ์ไทยที่ร่วมรายการทั่วประเทศ ยกเว้นสาขาท่าอากาศยาน
2. ทดลองขับ NEVO Q05 พร้อมลุ้นกาแฟฟรี 1 ปี
ลงทะเบียนทดลองขับ NEVO Q05 รับ E-Voucher เครื่องดื่มพันธุ์ไทยฟรี 1 แก้ว สำหรับ 3,000 คนแรกของแต่ละเดือน รวม 6,000 สิทธิ์ตลอดแคมเปญ
นอกจากนี้ ผู้ที่ทดลองขับ NEVO Q05 กับโชว์รูมผู้แทนจำหน่าย CHANGAN ภายในช่วงกิจกรรม ยังมีสิทธิ์ลุ้นรางวัลใหญ่ เครื่องดื่มกาแฟพันธุ์ไทยฟรี 1 ปี จำนวน 365 แก้ว โดยไม่จำกัดจำนวนต่อวัน จำนวน 3 รางวัล มูลค่ารางวัลละ 21,900 บาท
3. Share Your Smart Drive Moment
สายโซเชียลสามารถร่วมสนุกด้วยการแชร์ภาพถ่ายปลอกแก้วลายพิเศษ “NEVO Q05 x PUNTHAI COFFEE: Taste Your Smart Drive” ผ่าน Facebook พร้อมทำตามกติกาที่ CHANGAN กำหนด เพื่อร่วมลุ้นเครื่องดื่มพันธุ์ไทยฟรี 1 ปี จำนวน 2 รางวัล
เมื่อรวมทั้งสองกิจกรรมชิงรางวัลใหญ่แล้ว มีเครื่องดื่มฟรี 1 ปีให้ลุ้นทั้งหมด 5 รางวัล รวมมูลค่ากว่า 109,500 บาท
รถไฟฟ้า x กาแฟ กับ Everyday Lifestyle
จุดน่าสนใจของแคมเปญนี้อยู่ที่การนำสองสิ่งที่อยู่ในชีวิตประจำวันของคนเมืองมาเชื่อมกัน ทั้งการเดินทางและกาแฟแก้วโปรด โดย CHANGAN ต้องการสื่อถึงแนวคิด “Smart Drive, Easy Life” ของ NEVO Q05 ที่เน้นการเดินทางที่สะดวกและใช้งานง่าย ขณะที่ PUNTHAI COFFEE เข้ามาเติมสีสันให้กับแต่ละ Journey ด้วยเครื่องดื่มที่คุ้นเคย
สำหรับคนที่กำลังสนใจ NEVO Q05 แคมเปญนี้จึงเป็นอีกโอกาสที่จะได้สัมผัสรถจริงผ่านการทดลองขับ พร้อมรับสิทธิ์จาก PUNTHAI COFFEE ไปพร้อมกัน
ร่วมกิจกรรมได้ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน – 31 ตุลาคม 2569 หรือจนกว่าสิทธิ์จะครบตามจำนวนที่กำหนด
รายละเอียดและกติกาเพิ่มเติมติดตามได้ที่ Facebook: CHANGAN Thailand หรือเว็บไซต์ CHANGAN Thailand และสอบถามข้อมูลได้ที่ CHANGAN Call Center 02 078 6666 หรือ PT Call Center 1614
หมายเหตุ: เงื่อนไขการรับสิทธิ์และการทดลองขับเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ CHANGAN Thailand
Hyundai STARIA Hybrid 11 ที่นั่ง เปิดตัวครั้งแรกในไทย
ถ้ารถ MPV สำหรับหลายคนไม่ได้มีหน้าที่แค่พาครอบครัวไปเที่ยว แต่ต้องรองรับทั้งสมาชิกหลายเจเนอเรชัน สัมภาระจำนวนมาก หรือแม้แต่ใช้ทำธุรกิจในวันทำงาน Hyundai STARIA Hybrid คือทางเลือกใหม่ที่น่าสนใจ เพราะนี่คือ MPV 11 ที่นั่งที่มาพร้อมขุมพลัง Hybrid เป็นครั้งแรกในตลาดไทย
ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) เปิดตัว The new STARIA Hybrid เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2569 โดยนำจุดเด่นของ STARIA เดิม ทั้งเรื่องพื้นที่ใช้สอยและความอเนกประสงค์ มาผสานเข้ากับระบบ Turbo Hybrid พร้อมแนวคิด “11-seater Hybrid. Ready for Every Mission รถไฮบริด 11 ที่นั่ง พร้อมสำหรับทุกภารกิจ”
242 แรงม้า พร้อมความประหยัด 17.2 กม./ลิตร
หัวใจสำคัญของ STARIA Hybrid อยู่ที่ระบบขับเคลื่อน 1.6 ลิตร T-GDI Turbo Hybrid ซึ่งทำงานร่วมกันระหว่างเครื่องยนต์เบนซินกำลังสูงสุด 178 แรงม้า มอเตอร์ไฟฟ้า 72 แรงม้า และแบตเตอรี่ไฮบริดขนาด 1.49 kWh ให้กำลังรวมสูงสุด 242 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 367 นิวตัน-เมตร

จุดเด่นคือแรงบิดสูงสุดมาในช่วงรอบต่ำตั้งแต่ 1,000–4,100 รอบต่อนาที ช่วยให้การออกตัวและเร่งแซงทำได้มั่นใจ แม้ต้องเดินทางพร้อมผู้โดยสารและสัมภาระจำนวนมาก
ขณะเดียวกัน ระบบ Hybrid ยังช่วยให้ STARIA ทำตัวเลขความประหยัดสูงสุด 17.2 กม./ลิตร ตามมาตรฐาน NEDC ทำให้รถขนาดใหญ่ที่ต้องรองรับคนถึง 11 คน ยังสามารถตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวันได้มากขึ้น
11 ที่นั่ง จุดขายที่ทำให้ STARIA แตกต่าง
สิ่งที่ทำให้ STARIA Hybrid น่าสนใจเป็นพิเศษคือห้องโดยสารที่รองรับได้ถึง 11 ที่นั่ง บนตัวถังยาว 5,253 มม. กว้าง 1,997 มม. สูง 1,990 มม. และฐานล้อยาว 3,273 มม.
พื้นที่ภายในถูกออกแบบให้รองรับทั้งครอบครัวขนาดใหญ่ การเดินทางเป็นกลุ่ม หรือการใช้งานเชิงธุรกิจ โดยมี Premium Comfort Seat สำหรับผู้โดยสารแถวที่ 2 และ 3 รวมถึงพนักพิงศีรษะดีไซน์ใหม่ เพื่อเพิ่มความสบายระหว่างเดินทาง

ในเรื่องความสะดวกก็จัดมาให้ค่อนข้างครบ ทั้งประตูสไลด์ไฟฟ้าสองฝั่ง Smart Power Tailgate ระบบปรับอากาศแยกด้านหน้าและด้านหลัง ม่านบังแดด เบาะคนขับปรับไฟฟ้า และจุดยึดเบาะเด็ก ISOFIX 4 จุด รวมถึงล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว
เทคโนโลยีที่ช่วยให้รถใหญ่ขับง่ายขึ้น
อีกหนึ่งเทคโนโลยีที่น่าสนใจคือ e-Motion Drive ซึ่งทำงานร่วมกันระหว่างมอเตอร์ไฟฟ้าและระบบ ECU เพื่อช่วยให้การขับขี่ของรถ MPV ขนาดใหญ่มีความนุ่มนวลและควบคุมได้แม่นยำขึ้น
ระบบนี้ประกอบด้วย e-Ride ที่ช่วยลดแรงสั่นและการโยนตัว, e-Handling ที่ช่วยเพิ่มความแม่นยำขณะเข้าโค้ง, e-EHA สำหรับช่วยควบคุมรถในจังหวะหักหลบ และ e-Traction ที่ช่วยเรื่องการยึดเกาะและเสถียรภาพของรถ

ด้านอุปกรณ์ภายในยังมีหน้าจอ Infotainment ขนาด 12.3 นิ้ว รองรับ Wireless Apple CarPlay และ Android Auto พร้อม Hyundai Bluelink สำหรับเชื่อมต่อและควบคุมรถผ่านสมาร์ตโฟน รวมถึง USB Type-C 7 จุด Wireless Charger และเครื่องเสียง BOSE พร้อมลำโพง 12 ตำแหน่ง
SmartSense 15 ระบบ เพิ่มความมั่นใจทุกการเดินทาง
สำหรับรถที่มีขนาดใหญ่และรองรับผู้โดยสารจำนวนมาก ระบบช่วยขับขี่จึงเป็นอีกส่วนที่มีความสำคัญ STARIA Hybrid มาพร้อม Hyundai SmartSense มากถึง 15 ระบบ
ตั้งแต่ Smart Cruise Control with Stop & Go, Forward Collision-Avoidance Assist, ระบบช่วยลดความเสี่ยงขณะเลี้ยวผ่านทางแยก, Lane Keeping Assist และ Lane Following Assist ไปจนถึง Blind-Spot Collision-Avoidance Assist, Blind-Spot View Monitor และ Rear Cross-Traffic Collision-Avoidance Assist

นอกจากนี้ยังมี High Beam Assist, Safe Exit Assist, Driver Attention Warning, Leading Vehicle Departure Alert, Manual Speed Limit Assist และ Rear Occupant Alert พร้อมระบบความปลอดภัยพื้นฐานอย่าง ABS, Electronic Stability Control, Hill-start Assist Control และ TPMS
มี 2 รุ่น ราคาเริ่ม 2.099 ล้านบาท
The new STARIA Hybrid มีให้เลือก 2 รุ่น ได้แก่
- Hyundai new STARIA Hybrid Modern ราคา 2,099,000 บาท
- Hyundai new STARIA Hybrid Premium ราคา 2,399,000 บาท
สีตัวถังมีทั้ง Creamy White และ Abyss Black Pearl ส่วนรุ่น Premium เพิ่มสีใหม่ Galaxy Maroon Pearl จับคู่กับห้องโดยสารสี Obsidian Black
ช่วงเปิดตัว ฮุนไดยังมี STARIA Hybrid Privilege Package สำหรับลูกค้าที่จองและรับรถระหว่างวันที่ 10 กันยายน – 31 ตุลาคม 2569 โดยมีทั้งดอกเบี้ยเริ่มต้น 1.69% ประกันภัยชั้นหนึ่งและ พ.ร.บ. 1 ปี รวมถึง Hyundai Smart Care และการรับประกันตัวรถกับแบตเตอรี่แรงดันสูงตามเงื่อนไขของบริษัท

มองภาพรวมแล้ว STARIA Hybrid เป็นการนำจุดแข็งของรถ MPV ขนาดใหญ่มาต่อยอดด้วยระบบ Hybrid ได้ค่อนข้างตรงโจทย์ โดยเฉพาะคนที่ต้องการ รถคันเดียวที่รองรับทั้งครอบครัว การเดินทางไกล และการใช้งานเพื่อธุรกิจ พร้อมพื้นที่ 11 ที่นั่งและกำลัง 242 แรงม้า
ใครกำลังมองหา MPV คันใหญ่ที่ไม่ได้มีดีแค่เรื่องพื้นที่ แต่ต้องการทั้งสมรรถนะ เทคโนโลยี และความประหยัด STARIA Hybrid น่าจะเป็นอีกหนึ่งรุ่นที่ควรไปสัมผัสคันจริงและทดลองขับด้วยตัวเอง
COCKPIT เปิดสาขาใหม่ ‘จีทีเอส มอเตอร์สปอร์ต’ ดูแลรถครบจบในที่เดียว
คนใช้รถย่านกรุงเทพกรีฑาและพื้นที่ใกล้เคียงมีอีกหนึ่งตัวเลือกสำหรับดูแลรถ เมื่อ COCKPIT เปิดสาขาใหม่ ‘ค็อกพิท จีทีเอส มอเตอร์สปอร์ต’ บนทำเลกรุงเทพกรีฑาตัดใหม่ พร้อมให้บริการทั้งเรื่องยางและงานดูแลรถแบบครบวงจร
สาขาใหม่นี้อยู่ภายใต้เครือข่ายศูนย์บริการรถยนต์ของ COCKPIT ที่บริหารงานโดยบริษัท บริดจสโตนเซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด โดยออกแบบการให้บริการให้ตอบโจทย์คนใช้รถในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่การเลือกยาง ตรวจเช็กสภาพรถ ไปจนถึงงานบริการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลรถ

จุดเด่นอีกอย่างคือการมีทีมช่างที่มีประสบการณ์ พร้อมอุปกรณ์สำหรับงานบริการที่ทันสมัย ช่วยให้การดูแลรถเป็นเรื่องง่ายขึ้น โดยเฉพาะสำหรับคนที่ต้องการจัดการทั้งเรื่องยางและงานบำรุงรักษารถในจุดเดียว
การเปิดสาขาใหม่ครั้งนี้ยังเป็นส่วนหนึ่งของการขยายเครือข่าย COCKPIT ให้ครอบคลุมพื้นที่ต่าง ๆ มากขึ้น เพื่อรองรับจำนวนผู้ใช้รถที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการเติบโตของชุมชนและเส้นทางคมนาคมในทำเลกรุงเทพกรีฑา

สำหรับใครที่กำลังมองหาศูนย์บริการใกล้บ้าน ‘ค็อกพิท จีทีเอส มอเตอร์สปอร์ต’ ถือเป็นอีกหนึ่งจุดหมายสำหรับคนรักรถที่ต้องการความสะดวก พร้อมดูแลทั้งเรื่องยางและเรื่องรถในที่เดียว ภายใต้แนวคิด “คุ้มครบไว อุ่นใจที่ค็อกพิท”
SOMSAK เปลี่ยนมื้ออาหารเป็นพลัง ส่งต่อ 55,000 บาทช่วยผู้หญิงและครอบครัวกลุ่มเปราะบาง
เมื่อมื้ออาหารไม่ได้จบลงแค่ความอร่อย แต่สามารถกลายเป็นโอกาสให้ใครอีกหลายคนได้ก้าวต่อ นี่คือแนวคิดเบื้องหลังกิจกรรมของ SOMSAK (สมศักดิ์) ร้านอาหารไทยสไตล์อีสานย่านเอกมัย ที่ตลอดเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ร่วมกับลูกค้า ช่างฝีมือ และชุมชน ส่งต่อการสนับสนุนแก่ผู้หญิงและครอบครัวกลุ่มเปราะบางทั่วประเทศ
ตลอดแคมเปญ SOMSAK มอบเงินบริจาคและการสนับสนุนรวม 55,000 บาท ให้แก่ สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ (APSW) ผ่าน 3 รูปแบบที่เชื่อมโยงกับสิ่งที่ร้านให้ความสำคัญ ทั้งอาหาร การแบ่งปัน และงานฝีมือ
จากมื้อพิเศษ สู่การช่วยเหลือที่จับต้องได้
กิจกรรมเริ่มต้นในวันที่ 12 สิงหาคม ด้วยเซตเมนูพิเศษวันแม่โดย เชฟแอนดรูว์ มาร์ติน (Chef Andrew Martin) ซึ่ง SOMSAK นำรายได้ 50% จากยอดขายเซตดังกล่าว สมทบทุนให้กับ APSW เพื่อสนับสนุนงานด้านที่พักพิง การดูแลสุขภาพ และการฝึกอาชีพสำหรับผู้หญิงและครอบครัวที่ต้องการความช่วยเหลือ

จากนั้นในวันที่ 20 สิงหาคม ร้านได้จัดกิจกรรม “ครัวปันสุข (Pan Sook Community Kitchen)” โดยปิดร้านชั่วคราวเพื่อเปิดพื้นที่ต้อนรับบุคลากร คุณแม่เลี้ยงเดี่ยว และผู้ที่ได้รับความช่วยเหลือจาก APSW รวม 30 คน มาร่วมรับประทานอาหารมื้อพิเศษที่ทีมเชฟตั้งใจจัดเตรียมให้
อีกหนึ่งส่วนที่น่าสนใจคือการนำเรื่องของ งานฝีมือ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการสนับสนุน โดย SOMSAK อุดหนุนผลงานผ้าปักมือจากเวิร์กช็อปฝึกอาชีพของ APSW มูลค่า 5,000 บาท พร้อมเปิดพื้นที่ภายในร้านให้จัดแสดงและจำหน่ายผลงานตลอดเดือนสิงหาคม โดยรายได้ 100% จากการจำหน่าย ส่งกลับไปยังสมาคมฯ
อาหาร งานฝีมือ และชุมชนที่เชื่อมถึงกัน
สำหรับ SOMSAK แนวคิดนี้มีจุดเริ่มต้นจากวิถีชีวิตของชาวอีสาน ซึ่งผู้หญิงมีบทบาทสำคัญทั้งในการดูแลครอบครัว ถ่ายทอดวัฒนธรรมอาหาร และเชื่อมโยงผู้คนในชุมชน การนำสิ่งเหล่านี้มาต่อยอดเป็นกิจกรรมเพื่อสังคม จึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการบริจาค แต่เป็นการสร้างพื้นที่ให้ผู้คนได้มีส่วนร่วมผ่านสิ่งใกล้ตัว
อัชฌา วงศ์จินดาเวศย์ ผู้ร่วมก่อตั้ง Pocket Rocket Group กล่าวว่า หัวใจของ SOMSAK คือการยกย่องคุณค่าของผู้หญิงและวิถีชีวิตที่อยู่เบื้องหลังวัฒนธรรมอาหารอีสาน โดยตั้งใจเปลี่ยนมื้ออาหารและความสุขบนโต๊ะอาหารให้สามารถส่งต่อประโยชน์กลับคืนสู่สังคมได้จริง พร้อมขอบคุณลูกค้าที่ร่วมทำให้แนวคิดดังกล่าวเกิดขึ้นเป็นรูปธรรม
ขณะที่ APSW มองว่าความร่วมมือจากภาคเอกชนและชุมชนมีส่วนสำคัญในการเดินหน้างานช่วยเหลือผู้หญิงและเด็ก ทั้งด้านที่พักพิงฉุกเฉิน สุขภาพ และการฝึกทักษะอาชีพ เพื่อให้ผู้ที่กำลังเผชิญปัญหาสามารถกลับมายืนได้ด้วยตัวเองอีกครั้ง
แม้แคมเปญวันแม่ของ SOMSAK จะสิ้นสุดลงแล้ว แต่การทำงานของ APSW ยังคงเดินหน้าต่อเนื่องตลอดทั้งปี ผู้ที่สนใจสามารถร่วมบริจาคหรือสนับสนุนกิจกรรมของสมาคมฯ ได้ที่ www.apsw-thailand.org
Ben Dhiman คว้าชัย UTMB 2026 สร้างสถิติใหม่ พร้อม METAFUJI™ TRAIL 2
เส้นทางเทรลระยะ 174 กิโลเมตรของ UTMB® 2026 ที่ชามอนีซ์ ประเทศฝรั่งเศส กลายเป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญของวงการวิ่งเทรล เมื่อ Ben Dhiman นักกีฬา ASICS จากสหรัฐอเมริกา คว้าแชมป์พร้อมทำเวลา 18:16:29 ชั่วโมง สร้างสถิติสนามครั้งใหม่ให้กับการแข่งขัน
หลังจากจบอันดับ 2 ในปี 2025 Dhiman กลับมาที่ชามอนีซ์อีกครั้งพร้อมเป้าหมายที่ชัดเจน ก่อนจะทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมตลอดเส้นทาง โดยสามารถขึ้นนำการแข่งขันได้ตั้งแต่ช่วงต้นและรักษาตำแหน่งไว้จนเข้าเส้นชัย

ความสำเร็จครั้งนี้เกิดขึ้นพร้อมกับ METAFUJI™ TRAIL 2 รองเท้าวิ่งเทรลประสิทธิภาพสูงของ ASICS ที่ Dhiman เลือกใช้ในการแข่งขันระยะ 174 กิโลเมตร ซึ่งต้องรับมือกับระดับความสูงสะสมถึง 9,700 เมตร+
“วันนี้ผมไม่ได้คิดถึงความยากของเส้นทาง ผมเพียงแค่ทุ่มเททุกอย่างที่มีให้กับการแข่งขัน การรู้จักอดทน เชื่อมั่นในสิ่งที่ฝึกซ้อมมา และยึดมั่นในพลังของทีม คือองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยให้ผมทำสำเร็จ”
ชัยชนะของ Dhiman ยังต่อยอดจากผลงานเมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งเขาคว้าอันดับ 2 ตามหลัง Tom Evans เพื่อนร่วมทีม ASICS โดยในปีนั้นทั้งคู่ครองอันดับ 1 และ 2 บนโพเดียมให้กับ ASICS
ASICS Trail Team ทำผลงานโดดเด่นตลอดสัปดาห์

นอกจากแชมป์ UTMB® แล้ว นักกีฬา ASICS Trail Team ยังสร้างผลงานได้อย่างน่าสนใจตลอดสัปดาห์การแข่งขัน โดยมีนักกีฬาเข้าร่วมทั้งหมด 37 คน และสามารถคว้าอันดับ Top 10 รวมถึงโพเดียมในหลายรายการ
UTMB® Race – 174 กม.
Ben Dhiman คว้าแชมป์ด้วยเวลา 18:16:29 ชั่วโมง ขณะที่ Virgile Moriset จากฝรั่งเศส จบอันดับ 4 ด้วยเวลา 19:00:23 ชั่วโมง
CCC® Race – 108 กม.
Anna-Stiina Erkkilä จบอันดับ 6 ด้วยเวลา 12:36:12 ชั่วโมง และ Marie Goncalves จบอันดับ 9 ด้วยเวลา 12:51:08 ชั่วโมง
OCC Race – 60 กม.
Miguel Benitez และ Sara Alonso คว้าอันดับ 3 ในประเภทชายและหญิง ด้วยเวลา 05:17:43 และ 06:09:11 ชั่วโมงตามลำดับ ขณะที่ Makena Morley จบอันดับ 4 และ Ida Amelie Robsahm จบอันดับ 5 ในประเภทหญิง
ETC Race – 15 กม.
Romain Discher คว้าอันดับ 2 ด้วยเวลา 01:20:13 ชั่วโมง
YCC – 15 กม.
Luna Beck คว้าอันดับ 3 ด้วยเวลา 01:52:23 ชั่วโมง
ผลงานเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงอีกด้านของการแข่งขันเทรลระดับโลก ที่ไม่ได้วัดกันเพียงความเร็ว แต่ยังรวมถึงการบริหารแรง การรับมือกับภูมิประเทศ และการรักษาสมาธิตลอดระยะทางที่ยาวนาน
จาก UTMB สู่เส้นทางเทรลในไทย
ความสำเร็จของ ASICS Trail Team ยังเชื่อมโยงกับการพัฒนาวงการวิ่งเทรลในประเทศไทย ซึ่ง ASICS เดินหน้าจัดกิจกรรมและงานวิ่งที่เปิดโอกาสให้นักวิ่งได้สัมผัสเส้นทางธรรมชาติ พร้อมพัฒนารองเท้าให้ตอบโจทย์นักวิ่งในรูปแบบที่หลากหลาย
นอกจาก METAFUJI™ TRAIL 2 ที่ Ben Dhiman ใช้แข่งขัน UTMB® 2026 แล้ว ASICS ยังมีรองเท้าวิ่งเทรลอีกหลายรุ่น เช่น TRABUCO MAX™ 5, FUJI SPEED™ 4, TRABUCO™ 14 และ BLAZEBLAST™ ซึ่งออกแบบมาให้เหมาะกับลักษณะการวิ่งและความท้าทายของเส้นทางที่แตกต่างกัน

สำหรับชัยชนะของ Dhiman ครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงสถิติใหม่บนเส้นทาง 174 กิโลเมตร แต่ยังเป็นอีกหนึ่งภาพสะท้อนของการวิ่งเทรลยุคใหม่ ที่ความแข็งแกร่งของร่างกายต้องเดินทางไปพร้อมกับความนิ่งของจิตใจ จึงจะพานักวิ่งไปถึงเส้นชัยที่ตั้งใจไว้
Café Amazon × เด็กสมบูรณ์ เมื่อ “กาแฟ × ซีอิ๊ว” กลายเป็นเมนูที่ต้องลอง
ใครจะคิดว่า “กาแฟ” กับ “ซีอิ๊ว” จะมาอยู่ในแก้วเดียวกันได้ แต่ Café Amazon และเด็กสมบูรณ์กำลังลองทำสิ่งนั้นจริง ๆ ผ่านแคมเปญ “Baby Somboon Club” ที่หยิบรสหวานเค็มของซีอิ๊วดำมาผสมกับเครื่องดื่มยอดนิยม จนเกิดเป็น 2 เมนูพิเศษสำหรับคนที่ชอบลองอะไรใหม่ ๆ
แทนที่จะนำซีอิ๊วมาใส่กาแฟตรง ๆ เมนูครั้งนี้เลือกใช้ ซีอิ๊วดำไซรัป จับคู่กับคาราเมล เพื่อเติมรสหวาน เค็ม และกลิ่นเฉพาะตัวเข้าไปในเครื่องดื่ม ทำให้ฟังดูแปลก แต่ยังอยู่บนพื้นฐานของรสชาติที่คุ้นเคย
กาแฟเข้ม ๆ กับความหวานเค็มที่ไม่คุ้น
เมนูแรกคือ Iced Espresso Caramel Soy Sauce ราคา 89 บาท ใช้เอสเปรสโซเป็นเบส เพิ่มคาราเมลและซีอิ๊วดำไซรัป ทำให้กาแฟมีทั้งความเข้ม ความหอมหวาน และปลายรสเค็มเล็ก ๆ เข้ามาตัดกัน
จากกาแฟเย็นที่คุ้นเคย จึงกลายเป็นรสชาติที่มีมิติมากขึ้น และน่าจะเป็นแก้วที่เหมาะกับคนชอบกาแฟแต่กำลังมองหาอะไรที่ต่างจากเมนูเดิม ๆ
อีกแก้วคือ Milky Frappe Caramel Soy Sauce ราคา 89 บาท สำหรับสายไม่ดื่มกาแฟ เป็นนมสดปั่นเนื้อเนียน ผสมคาราเมลกับซีอิ๊วดำไซรัป รสโดยรวมจะออกไปทางหวานมันละมุน ก่อนมีรสหวานเค็มเข้ามาเพิ่มความแปลกใหม่
Collaboration ที่เล่นกับ “ความไม่เข้ากัน”
สิ่งที่น่าสนใจของ Baby Somboon Club อาจไม่ใช่แค่ตัวเครื่องดื่ม แต่คือการจับแบรนด์จากคนละโลกมาอยู่ด้วยกัน
ฝั่งหนึ่งคือ Café Amazon ร้านกาแฟที่มีสาขากว่า 4,800 แห่งทั่วประเทศ ขณะที่อีกฝั่งคือเด็กสมบูรณ์ แบรนด์เครื่องปรุงรสที่คนไทยคุ้นเคยมานาน การนำสองภาพจำนี้มาชนกันจึงทำให้คำว่า “กาแฟ × ซีอิ๊ว” กลายเป็นบทสนทนาได้ทันที ก่อนที่ใครจะได้ลองชิมเสียอีก

แนวคิดนี้สอดรับกับพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ที่ไม่ได้เลือกเครื่องดื่มเพียงเพราะรสชาติ แต่ยังมองหาประสบการณ์ใหม่ ความสนุก และบางครั้งก็ต้องเป็นอะไรที่มีเรื่องให้ถ่าย ให้แชร์ หรือชวนเพื่อนมาลองด้วยกัน
งานเปิดตัวที่ Café Amazon Experience จึงถูกออกแบบให้เป็นมากกว่างานชิมเครื่องดื่ม ตั้งแต่กิจกรรมท้าพิสูจน์ “กฎความอร่อย 45 องศา” โซนจำลองหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ Baby Somboon Club ไปจนถึงการแปลงโฉมเป็นเวอร์ชัน Baby Somboon และการชิม Iced Espresso Caramel Soy Sauce ในด่าน “The Last Boss”
ทั้งหมดสะท้อนชัดว่าแคมเปญนี้ไม่ได้ตั้งใจขายเพียงเครื่องดื่มหนึ่งแก้ว แต่กำลังขาย “ประสบการณ์ที่อยากเอาไปเล่าต่อ”
แปลกแค่ไหน ต้องลองเอง
กาแฟกับซีอิ๊วอาจไม่ใช่คู่รสชาติที่ทุกคนนึกถึงเป็นอันดับแรก แต่บางครั้งเมนูที่ทำให้เราอยากเดินเข้าไปลอง ก็เริ่มต้นจากคำถามง่าย ๆ ว่า
“มันจะเข้ากันจริงเหรอ?”
ใครอยากรู้คำตอบ สามารถลอง Iced Espresso Caramel Soy Sauce และ Milky Frappe Caramel Soy Sauce ราคาแก้วละ 89 บาท ได้ตั้งแต่ 1–30 กันยายน 2569 ที่ Café Amazon ทุกสาขาทั่วประเทศ
หนึ่งเดือนเท่านั้นสำหรับการพิสูจน์ว่า “กาแฟ × ซีอิ๊ว” จะกลายเป็นของแปลกที่ลองครั้งเดียว หรือเป็นคู่รสชาติใหม่ที่อร่อยกว่าที่คิด
All-New Mitsubishi Pajero การกลับมาของตำนานสายลุย เพิ่มความหรู ความสบาย และความสามารถ
ชื่อของ Mitsubishi Pajero สำหรับคนรักรถ SUV อาจไม่ได้เป็นเพียงชื่อของรถยนต์รุ่นหนึ่ง แต่เป็นชื่อที่ผูกอยู่กับภาพของการเดินทาง การผจญภัย และสมรรถนะบนเส้นทางที่รถทั่วไปอาจไปไม่ถึง
หลังจากสร้างชื่อมายาวนานหลายทศวรรษ วันนี้ Pajero กลับมาอีกครั้งในฐานะ All-New Mitsubishi Pajero ครอสคันทรี SUV รุ่นเรือธงเจเนอเรชันใหม่ ที่ไม่ได้พยายามย้อนกลับไปขายความทรงจำเพียงอย่างเดียว แต่เลือกนำ DNA เดิมมาตีความใหม่ให้เข้ากับโลกของ SUV ยุคปัจจุบัน
และที่น่าสนใจไม่น้อยคือ รถรุ่นนี้เปิดตัวครั้งแรกของโลกในประเทศไทย ก่อนจะทยอยเปิดตัวในตลาดญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และอีกหลายประเทศทั่วโลก
เมื่อ Pajero โตขึ้น แต่ยังไม่ทิ้งความเป็นตัวเอง
ตลอดระยะเวลาหลายสิบปี Pajero สร้างชื่อจากการเป็น SUV ที่พร้อมออกนอกเส้นทาง แต่ในรถรุ่นใหม่นี้ มิตซูบิชิเลือกเพิ่มมิติใหม่ให้กับรถรุ่นเรือธง โดยวางแนวคิดหลักไว้บน 3 คำคือ Confidence, Comfort และ Prestige
พูดง่าย ๆ คือยังต้องขับลุยได้เหมือนเดิม แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องขับสบายขึ้น ใช้งานในชีวิตประจำวันได้ดีขึ้น และมีความพรีเมียมมากพอสำหรับการเป็นรถรุ่นท็อปของแบรนด์
แนวคิดนี้สะท้อนออกมาตั้งแต่รูปลักษณ์ภายนอกที่ยังคงความแข็งแกร่งของรถสายลุย แต่ปรับบุคลิกให้ดูสง่างามขึ้น ด้วยสัดส่วนตัวรถทรงสูงและเส้นสายที่เน้นแนวนอน ซุ้มล้อขนาดใหญ่ และรายละเอียดที่พยายามเชื่อมโยงกลับไปยัง Pajero รุ่นก่อน ๆ
ไฟหน้ารูปทรงตัว T ช่วยสร้างลุคที่ดูทันสมัย ขณะที่รายละเอียดอย่างเสา C และรูปทรงด้านท้ายก็มีแรงบันดาลใจจากเอกลักษณ์ของ Pajero รุ่นแรก
ผลลัพธ์คือ SUV ที่ยังดูพร้อมลุย แต่ไม่จำเป็นต้องอยู่บนเส้นทางออฟโรดตลอดเวลา เพราะจอดอยู่หน้าโรงแรมหรือขับเข้าเมืองก็ยังดูเข้ากับบทบาทของตัวเอง
ห้องโดยสารที่เปลี่ยนภาพจำของ Pajero ไปพอสมควร
อีกหนึ่งจุดที่ All-New Mitsubishi Pajero เปลี่ยนไปอย่างชัดเจนคือห้องโดยสาร คอนโซลหน้าใช้แผงหน้าจอแบบ Monolithic Display เชื่อมต่อหน้าจอขนาด 14.3 นิ้ว 2 หน้าจอเข้าด้วยกัน พร้อมนำแรงบันดาลใจจากชุดมาตรวัดแบบ 3 ช่องของ Pajero รุ่นเก่ากลับมาตีความใหม่ในรูปแบบดิจิทัล

รายละเอียดภายในยังพยายามสร้างบรรยากาศที่หรูขึ้นด้วยเทคนิคงานฝีมือญี่ปุ่น รวมถึงการเลือกใช้โทนสี Camel ที่ช่วยให้ห้องโดยสารดูอบอุ่นกว่าภาพจำของรถ 4x4 แบบดั้งเดิม
สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้จะยกระดับความพรีเมียมขึ้น แต่ Pajero ก็ยังคงให้ความสำคัญกับการใช้งานจริง ห้องโดยสารเป็นแบบ 3 แถว 7 ที่นั่ง เบาะแถวที่สองเลื่อนได้ และออกแบบพื้นที่แถวที่สามให้ผู้ใหญ่สามารถใช้งานได้สะดวกขึ้น
ระบบปรับอากาศแบบ 3 โซน ระบบระบายอากาศเบาะนั่ง และการเพิ่มวัสดุเก็บเสียงทั่วทั้งห้องโดยสาร ทำให้ภาพของ Pajero รุ่นใหม่นี้ดูใกล้กับ SUV สำหรับการเดินทางระยะไกลมากขึ้นกว่ารถลุยแบบแข็ง ๆ ในอดีต
หัวใจยังเป็นรถ 4WD สายลุย
แม้ภายในจะหรูขึ้น แต่พื้นฐานสำคัญของ Pajero ยังคงอยู่ครบ รถรุ่นใหม่ยังใช้โครงสร้างแบบ Ladder Frame และติดตั้งระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ Super Select 4WD-II ทำงานร่วมกับระบบ Super-All Wheel Control หรือ S-AWC ซึ่งเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีสำคัญของ Mitsubishi
ผู้ขับขี่สามารถเลือกการขับเคลื่อนได้ทั้ง 2H, 4H, 4HLc และ 4LLc พร้อมโหมดการขับขี่ 7 รูปแบบ ตั้งแต่ Normal และ Eco ไปจนถึง Gravel, Snow, Mud, Sand และ Rock

ขุมพลังเป็นเครื่องยนต์คลีนดีเซล 2.4 ลิตร เทอร์โบแปรผัน ให้แรงบิดสูงสุด 480 นิวตันเมตร จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีดรุ่นใหม่
ตัวเลขอาจไม่ใช่สิ่งเดียวที่ Pajero ต้องการนำเสนอ เพราะสิ่งที่รถรุ่นนี้พยายามสร้างคือความสมดุลระหว่างการขับบนถนนปกติกับการออกนอกเส้นทาง
ด้านหน้าใช้ช่วงล่างอิสระแบบปีกนกสองชั้น ส่วนด้านหลังเป็นคานแข็งแบบ 5-Link ที่พัฒนาขึ้นใหม่ เพื่อให้ยังคงความสามารถในการลุย แต่เพิ่มความนุ่มนวลสำหรับการเดินทางในชีวิตประจำวัน
SUV คันใหญ่ที่ไม่ได้มีไว้สำหรับทางฝุ่นเท่านั้น
All-New Mitsubishi Pajero มีความยาว 4,920 มิลลิเมตร กว้าง 1,925 มิลลิเมตร และสูง 1,910 มิลลิเมตร พร้อมระยะต่ำสุดถึงพื้น 230 มิลลิเมตร
ตัวเลขเหล่านี้บอกชัดว่ามันยังเป็น SUV ขนาดใหญ่ที่พร้อมรับมือกับเส้นทางสมบุกสมบัน แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือเทคโนโลยีที่ช่วยให้รถคันใหญ่ใช้งานง่ายขึ้น

ไม่ว่าจะเป็นกล้องมองภาพรอบคันแบบ 3 มิติ ระบบแสดงภาพบริเวณใต้ท้องรถด้านหน้า รวมถึงระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่อย่าง MI-PILOT, Adaptive Cruise Control และ Lane Keep Assist
ทั้งหมดนี้ทำให้ Pajero รุ่นใหม่ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อคนที่ออกทริปออฟโรดทุกสุดสัปดาห์เท่านั้น แต่ยังเหมาะกับคนที่ใช้รถคันเดียวสำหรับทั้งชีวิตในเมือง การเดินทางไกล และการออกไปเจอเส้นทางใหม่ ๆ ในวันหยุด
การกลับมาที่ไม่ได้อาศัยแค่ชื่อในตำนาน
Pajero เป็นหนึ่งในชื่อที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานของ Mitsubishi Motors โดยตลอด 4 เจเนอเรชันที่ผ่านมา มียอดการผลิตรวมกว่า 3.29 ล้านคัน และทำตลาดในกว่า 170 ประเทศทั่วโลก ดังนั้นการกลับมาครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการนำชื่อเก่ากลับมาใช้กับรถรุ่นใหม่
แต่เป็นความพยายามในการตอบคำถามว่า รถ SUV ระดับตำนานจะปรับตัวอย่างไรในวันที่ผู้ใช้ต้องการทั้งความหรู ความสบาย เทคโนโลยี และความสามารถในการออกนอกเส้นทางในคันเดียว

All-New Mitsubishi Pajero จึงยังคงเป็น Pajero ในความหมายเดิม คือรถที่พร้อมพาคุณออกไปได้ไกลกว่าเส้นทางปกติ เพียงแต่ครั้งนี้การเดินทางไปถึงปลายทางอาจสะดวกสบายและหรูหรากว่าที่เคย
All-New Mitsubishi Pajero เปิดตัวครั้งแรกของโลกที่ประเทศไทย และถือเป็นอีกหนึ่งการกลับมาที่น่าจับตาของตลาด SUV เพราะมันไม่ได้เลือกเดินตามเทรนด์ SUV สายเมืองเพียงอย่างเดียว แต่ยังรักษาความเป็นรถ 4x4 ตัวจริงเอาไว้ พร้อมเติมความพรีเมียมให้เหมาะกับโลกยุคใหม่มากขึ้น
MG ชวนคนเมืองออกมาวิ่งกับ THE URBAN CLUB เปลี่ยนเช้าวันธรรมดาให้สนุกกว่าเดิม
การใช้ชีวิตในเมืองอาจเต็มไปด้วยความเร่งรีบ แต่สำหรับคนรุ่นใหม่ การได้ออกมาเปลี่ยนบรรยากาศ พบเจอผู้คนใหม่ ๆ และใช้เวลากับกิจกรรมที่ชอบ ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีเติมพลังให้กับชีวิตในแต่ละวัน

เอ็มจีจึงเปิดตัว THE URBAN CLUB – RUN SMART, LIFE EASY คอมมูนิตี้ใหม่สำหรับคนเมืองและคนรุ่นใหม่ ที่อยากออกมาใช้ชีวิตให้สนุกกว่าเดิม ประเดิมกิจกรรมแรกด้วย CITY RUN การวิ่งระยะสั้น 4 กิโลเมตรบนเส้นทางใจกลางย่านสาทร
กิจกรรมครั้งนี้ไม่ได้มีแค่การออกกำลังกาย แต่ยังเป็นโอกาสให้เหล่านักวิ่งได้พบเพื่อนใหม่ที่มีไลฟ์สไตล์ใกล้เคียงกัน เติมสีสันให้เช้าวันหนึ่งของเมืองด้วยบรรยากาศแบบ Urban Vibe พร้อมกิจกรรมและเกมสนุก ๆ ระหว่างทาง

แนวคิดของ THE URBAN CLUB ยังสะท้อนคาแรกเตอร์ของ NEW MG URBAN รถยนต์ไฟฟ้าที่ออกแบบมาให้เข้ากับจังหวะชีวิตของคนเมือง ทั้งความคล่องตัว ขับง่าย และพร้อมพาไปใช้ชีวิตในทุกมุมของเมือง ไม่ต่างจากแนวคิดของ CITY RUN ที่ชวนทุกคนสนุกไปกับทุกระยะ โดยไม่ต้องรีบร้อนแข่งขันกับใคร
สำหรับเอ็มจี นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของคอมมูนิตี้ใหม่ เพราะ THE URBAN CLUB เตรียมต่อยอดไปสู่กิจกรรมไลฟ์สไตล์อีกหลากหลายรูปแบบ เพื่อเปิดพื้นที่ให้คนเมืองได้ออกมา Connect แชร์ประสบการณ์ และสนุกกับชีวิตนอกเหนือจากการเดินทางด้วยรถยนต์

ใครที่เป็นสาย City Life และกำลังมองหากิจกรรมใหม่ ๆ ที่จะทำให้วันธรรมดาไม่น่าเบื่อ อาจต้องจับตาดูว่า THE URBAN CLUB จะมีกิจกรรมอะไรให้ร่วมสนุกอีกในครั้งต่อไป




















