Mercedes-Benz มาแรง! ยอดขายรถ EV โต 130% พร้อมเปิดแคมเปญ "FLEX" ให้การมีเบนซ์ง่ายกว่าเดิม
ตลาดรถยนต์หรูในไทยยังคึกคัก โดยเฉพาะฝั่งรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) ที่ยังเติบโตต่อเนื่อง ล่าสุด Mercedes-Benz ประเทศไทย เผยว่าช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า 100% เติบโตมากกว่า 130% ซึ่งมีแรงส่งสำคัญจาก The all-new electric CLA ที่ทำยอดขายกว่า 300 คันในเวลาเพียง 2 เดือน และมียอดจองสะสมแล้วกว่า 1,350 คัน
แต่สิ่งที่น่าสนใจไม่ได้มีแค่เรื่องรถรุ่นใหม่ เพราะปีนี้ Mercedes-Benz กำลังเปลี่ยนภาพการเป็น "ผู้ผลิตรถยนต์" ไปสู่การเป็น Mobility Solutions Provider ที่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์การใช้งานตลอดอายุการครอบครองรถ
ไฮไลต์คือ "FLEX Mobility Campaign"
แนวคิดของแคมเปญนี้คือ "Flex to fit you" หรือการออกแบบการเป็นเจ้าของรถให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของแต่ละคนมากขึ้น
แพ็กเกจใหม่ StarChoice เปิดโอกาสให้ลูกค้าเลือกเพิ่มบริการได้ตามต้องการ ไม่ว่าจะเป็น
- 🚗 StarProtection ประกันภัยชั้น 1
- 🔧 StarCare โปรแกรมบำรุงรักษาตามระยะ
- 🛡️ StarGuarantee ขยายการรับประกันคุณภาพรถ
ลูกค้าสามารถเลือกได้ตั้งแต่ 1 รายการ ไปจนถึง Full Package ซึ่งรวมทั้ง 3 บริการในราคา 6,000 บาทต่อเดือน ตลอดสัญญา 3-5 ปี และหากเทียบกับการซื้อแยก บริษัทระบุว่าสามารถประหยัดได้สูงสุด 400,000 บาท
ไม่ใช่แค่ซื้อรถ แต่เลือกอนาคตได้
อีกจุดที่น่าสนใจของ FLEX คือแนวคิดการดูแลลูกค้าตลอดวงจรการใช้งาน
- Pre-FLEX เลือกแพ็กเกจที่เหมาะกับตัวเองตั้งแต่วันออกรถ
- We-FLEX รับสิทธิประโยชน์และกิจกรรมไลฟ์สไตล์ระหว่างการใช้งาน
- Re-FLEX เมื่อครบสัญญา สามารถเลือกคืนรถ รีไฟแนนซ์ หรือเป็นเจ้าของรถต่อได้
แนวทางนี้ทำให้การครอบครองรถหรูมีความยืดหยุ่นมากกว่ารูปแบบเดิม และตอบโจทย์ทั้งลูกค้าบุคคล ลูกค้าองค์กร และผู้ใช้รถฟลีท
รุ่นที่เข้าร่วมแคมเปญ พร้อมค่างวดเริ่มต้น
ในช่วงแรก FLEX Mobility Campaign ครอบคลุมรถยนต์ Mercedes-Benz ทั้งหมด 8 รุ่น โดยแบ่งตามเงินดาวน์เริ่มต้น ดังนี้
💰 ดาวน์ 500,000 บาท
- GLA 200 AMG Dynamic (Night Edition) ผ่อนเริ่มต้น 27,000 บาท/เดือน
- The all-new electric CLA ผ่อนเริ่มต้น 30,000 บาท/เดือน
- C 220 d AMG Line (Night Edition) ผ่อนเริ่มต้น 30,000 บาท/เดือน
- C 350 e AMG Dynamic (Night Edition) ผ่อนเริ่มต้น 34,000 บาท/เดือน
💰 ดาวน์ 750,000 บาท
- E 220 d AMG Line ผ่อนเริ่มต้น 36,500 บาท/เดือน
- E 350 e AMG Dynamic ผ่อนเริ่มต้น 36,500 บาท/เดือน
- E 350 e Exclusive ผ่อนเริ่มต้น 30,500 บาท/เดือน
- GLC 350 e 4MATIC Coupe AMG Dynamic ผ่อนเริ่มต้น 40,000 บาท/เดือน

ค่างวดทั้งหมดสามารถเลือกเพิ่มบริการ StarProtection, StarCare และ StarGuarantee เข้าไปในแพ็กเกจได้ โดยแพ็กเกจ Full Package อยู่ที่ 6,000 บาทต่อเดือน ตลอดสัญญา 3-5 ปี ซึ่งช่วยให้ลูกค้าบริหารค่าใช้จ่ายในการดูแลรถได้ง่ายขึ้น และยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายรวมได้สูงสุด 400,000 บาท เมื่อเทียบกับการซื้อบริการแยกตามปกติ
ตลาดไทยยังโตหลายเซกเมนต์
นอกจากรถ EV ที่เติบโตแรงแล้ว Mercedes-Benz ยังเผยว่า
- Mercedes-Maybach เติบโต 83%
- G-Class เติบโต 100%
- รถ Plug-in Hybrid เติบโต 34%
- Sprinter โต 83%
- V-Class โต 14%
ภาพรวมสะท้อนว่าตลาดรถหรูยังคงมีความเคลื่อนไหวในหลายเซกเมนต์ พร้อมรับการเปิดตัวรถรุ่นใหม่อีกหลายรุ่นในช่วงครึ่งปีหลัง ทั้งสายไฟฟ้าและกลุ่ม Top-End Vehicle
โดย FLEX Mobility Campaign จะเริ่มตั้งแต่ 1 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป ถือเป็นอีกก้าวของ Mercedes-Benz ที่ไม่ได้แข่งขันกันแค่เรื่องรถ แต่กำลังแข่งขันด้วย "ประสบการณ์การเป็นเจ้าของ" ที่ยืดหยุ่นและเข้ากับไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้มากขึ้น
Madonna และ Shakira กับลุคคริสตัลที่ขโมยทุกสายตาใน Halftime Show
ฟุตบอลโลกรอบชิงชนะเลิศปีนี้ไม่ได้มีแค่เกมระหว่าง สเปน และ อาร์เจนตินา ที่ดุเดือด แต่ยังสร้างอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์กับ Halftime Show ครั้งแรกของทัวร์นาเมนต์ ซึ่งกลายเป็นเวทีที่ดนตรี แฟชั่น และความบันเทิงมารวมตัวกันอย่างสมบูรณ์แบบ
หนึ่งในเบื้องหลังความเปล่งประกายของโชว์ครั้งนี้คือ Swarovski ที่อยู่เบื้องหลังลุคของสองซูเปอร์สตาร์อย่าง Madonna และ Shakira
Madonna กับลุคที่ยังคงความเป็นไอคอน
Madonna เลือกสวมเครื่องประดับจากคอลเลกชัน Millenia ที่โดดเด่นด้วยคริสตัลสีฟูเชีย พร้อมสร้อย UNA Angelic และต่างหูดีไซน์พิเศษ ขณะที่แดนเซอร์ก็มาในชุดประดับคริสตัลทั้งทีม ช่วยให้ทุกจังหวะบนเวทีสะท้อนแสงได้อย่างโดดเด่น
Shakira จัดเต็มด้วยคริสตัลกว่า 200,000 เม็ด
อีกหนึ่งลุคที่เรียกเสียงฮือฮาคือชุดคัสตอมจาก Roberto Cavalli ของ Shakira ซึ่งประดับคริสตัล Swarovski มากกว่า 200,000 เม็ด ใช้เวลารังสรรค์กว่า 120 ชั่วโมง ก่อนออกมาโชว์เพลง "Dai Dai!" เพลงประจำการแข่งขัน พร้อมปิดลุคด้วยแว่นสีทองจากคอลเลกชัน Hyperbola
ชุดนี้เลือกใช้คริสตัลทั้งแบบ Flat Back Hotfix และ Chaton ในโทนสีชมพู ส้ม และเหลืองทอง ทำให้ชุดเปล่งประกายและมีมิติเมื่อกระทบกับแสงไฟบนเวที
มากกว่าการแข่งขันฟุตบอล
Halftime Show ครั้งแรกของฟุตบอลโลกรอบชิงฯ พิสูจน์ให้เห็นว่าฟุตบอลยุคใหม่ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของเกมในสนาม แต่ยังเป็นเวทีที่ผสานกีฬา ดนตรี และแฟชั่นเข้าด้วยกันอย่างลงตัว และคริสตัลของ Swarovski ก็เป็นอีกหนึ่งรายละเอียดที่ช่วยให้โชว์ครั้งประวัติศาสตร์นี้น่าจดจำมากยิ่งขึ้น
GWM พร้อมลุย! ส่ง TANK 300 Diesel ลงศึก AXCR 2026 พร้อมเปิดตัวทีมแข่งอย่างเป็นทางการ
หลังสร้างชื่อในตลาดรถยนต์พลังงานใหม่มาหลายปี ล่าสุด GWM กำลังก้าวเข้าสู่โลกมอเตอร์สปอร์ตอย่างเต็มตัว ด้วยการเปิดตัว GWM EK Group Racing Team พร้อมส่ง GWM TANK 300 Diesel ลงแข่งขัน Asia Cross Country Rally 2026 (AXCR 2026) ซึ่งนับเป็นครั้งแรกของแบรนด์รถยนต์จีนที่ทำตลาดในประเทศไทยที่เข้าร่วมการแข่งขันครอสคันทรีระดับนานาชาติรายการนี้
หลายคนอาจมองว่า AXCR เป็นเพียงการแข่งขันออฟโรด แต่ในมุมของผู้ผลิตรถยนต์ นี่คือสนามทดสอบที่โหดที่สุดแห่งหนึ่งของเอเชีย เส้นทางกว่า 2,000 กิโลเมตร จากพัทยาไปจนถึงพิษณุโลก เต็มไปด้วยโคลนลึก ทางหิน ร่องวิบาก และสภาพพื้นผิวที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา จึงเป็นบทพิสูจน์ทั้งรถ ทีมแข่ง และคนขับไปพร้อมกัน

สิ่งที่น่าสนใจคือ GWM เลือกส่ง TANK 300 Diesel ลงแข่งขันในคลาส T2 (Cross-Country Production Car) ซึ่งเป็นประเภทที่รถแข่งต้องยังคงพื้นฐานใกล้เคียงกับรถที่วางจำหน่ายจริงมากที่สุด นั่นหมายความว่าสิ่งที่ถูกทดสอบไม่ใช่แค่ฝีมือของนักแข่ง แต่รวมถึงโครงสร้างตัวรถ ระบบขับเคลื่อน เครื่องยนต์ และความทนทานของรถที่ลูกค้าสามารถซื้อใช้งานได้จริง
แม้จะผ่านการปรับแต่งเพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐาน FIA แต่ตัวรถยังคงใช้พื้นฐานจากรุ่นจำหน่ายจริงเป็นหลัก โดยเปลี่ยนเฉพาะอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับการแข่งขัน เช่น โรลเคจ อุปกรณ์ความปลอดภัย ยาง Mud Terrain วินช์ และอุปกรณ์กู้ภัย ขณะที่เครื่องยนต์ ระบบส่งกำลัง เทอร์โบ และระบบหล่อเย็นยังคงสเปกเดิมจากโรงงาน นอกจากนี้ การเตรียมรถส่วนใหญ่ยังดำเนินการโดยทีมช่างและพาร์ตเนอร์ชาวไทยอีกด้วย

การลงสนามครั้งนี้มาในชื่อ GWM EK Group Racing Team ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง GWM และ EK Group พันธมิตรผู้จำหน่ายในภาคตะวันออกที่ร่วมงานกันมาตั้งแต่ปี 2021 เพื่อรวมทั้งประสบการณ์ด้านมอเตอร์สปอร์ตและความเชี่ยวชาญด้านรถยนต์ไว้ในทีมเดียว
สำหรับการแข่งขันปีนี้ ทีมจะส่ง GWM TANK 300 ลงสนาม 2 คัน ได้แก่
- หมายเลข 114 ขับโดย โอฬาร สรสิริรัตน์ จับคู่กับผู้นำทาง สมเกียรติ น้อยจาด อดีตแชมป์โอเวอร์ออลล์ AXCR ปี 2011
- หมายเลข 128 ขับโดย โทวัล ธรวรรณเสน อดีตแชมป์โอเวอร์ออลล์ AXCR ปี 2000 จับคู่กับ ชัพวิชญ์ จุลสันติรัตน์ แชมป์ Thailand Rally Raid Annual Champion 2025
สำหรับ GWM การลงแข่งขันครั้งนี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเรื่องอันดับบนโพเดียม แต่ยังเป็นโอกาสเก็บข้อมูลจากการใช้งานจริง เพื่อนำกลับไปพัฒนารถรุ่นต่อไป ทั้งด้านความทนทาน ระบบขับเคลื่อน และวิศวกรรมของตัวรถ

AXCR 2026 จึงเป็นมากกว่าการเปิดตัวทีมแข่งใหม่ แต่ยังเป็นครั้งแรกที่ได้เห็น GWM TANK 300 Diesel ลงพิสูจน์สมรรถนะในสนามออฟโรดระดับนานาชาติแบบเต็มตัว ซึ่งน่าจะเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์ที่แฟนรถสายลุยและมอเตอร์สปอร์ตต้องติดตามในปีนี้
กรมชลประทานรับมอบ Ford Ranger 88 คัน เสริมภารกิจลุยงานทั่วประเทศ
ฟอร์ด ประเทศไทย ส่งมอบรถกระบะ Ford Ranger จำนวน 88 คัน ให้กับ กรมชลประทาน เพื่อนำไปใช้สนับสนุนการปฏิบัติงานและโครงการต่าง ๆ ในพื้นที่ทั่วประเทศ โดยรถทั้งหมดจะถูกกระจายไปประจำหน่วยงานในแต่ละจังหวัด เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการลงพื้นที่และรองรับภารกิจที่ต้องเดินทางในเส้นทางทุรกันดาร
รถที่ส่งมอบมีทั้งหมด 2 รุ่น
- Ford Ranger Sport 4x4 จำนวน 67 คัน
- Ford Ranger XLS Double Cab จำนวน 21 คัน
รวมทั้งสิ้น 88 คัน

พิธีส่งมอบจัดขึ้นที่กรมชลประทาน โดยมี รัฐการ จูตะเสน กรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทย และ รณภูมิ อยู่ภิรมย์ ผู้จัดการฝ่ายขายลูกค้ารายใหญ่ เป็นผู้ส่งมอบรถให้กับ อุทัย ใหญ่นอก ผู้อำนวยการส่วนยานพาหนะและขนส่ง กรมชลประทาน
เตรียมใช้งานในภารกิจภาคสนาม
Ford Ranger ทั้ง 88 คัน จะถูกนำไปใช้งานในภารกิจของกรมชลประทานทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการสำรวจพื้นที่ ติดตามโครงการ หรือการเข้าถึงพื้นที่ห่างไกลที่ต้องอาศัยรถกระบะสมรรถนะสูง
จุดเด่นที่เหมาะกับการใช้งานของหน่วยงานภาครัฐ ได้แก่
- ระบบขับเคลื่อนที่รองรับการใช้งานในหลายสภาพเส้นทาง
- ช่วงล่างและสมรรถนะที่เหมาะกับงานภาคสนาม
- ห้องโดยสารรองรับการเดินทางระยะไกล
- เทคโนโลยีและระบบความปลอดภัยที่ช่วยเพิ่มความมั่นใจระหว่างปฏิบัติงาน
ฟอร์ดย้ำความสำคัญของบริการหลังการขาย
นอกจากการส่งมอบรถแล้ว ฟอร์ดยังระบุว่าจะดูแลการใช้งานผ่านบริการหลังการขายภายใต้แนวคิด "สะดวก มั่นใจ ประทับใจ" เพื่อช่วยให้หน่วยงานสามารถใช้งานรถได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพตลอดอายุการใช้งาน
MG เปิดตัวรถต้นแบบไฟฟ้า 2 รุ่นใหม่ในงาน Goodwood Festival of Speed 2026
ในปี 2026 MG เลือกงาน Goodwood Festival of Speed 2026 ประเทศอังกฤษ เป็นเวทีเปิดตัวรถต้นแบบพลังงานไฟฟ้า 2 รุ่นใหม่ของแบรนด์ ได้แก่ MG GO! และ MG CYBER CONCEPT พร้อมนำรถรุ่นต่าง ๆ มาจัดแสดงครบทั้งไลน์อัป
การเปิดตัวครั้งนี้แสดงให้เห็นแนวทางการออกแบบรถรุ่นใหม่ของ MG ที่ยังคงหยิบจุดเด่นของแบรนด์ในอดีตมาต่อยอดเข้ากับเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้า
Goodwood Festival of Speed งานที่ค่ายรถทั่วโลกจับตา
Goodwood Festival of Speed จัดขึ้นเป็นประจำทุกเดือนกรกฎาคมที่ Goodwood Estate ประเทศอังกฤษ ถือเป็นหนึ่งในงานมอเตอร์สปอร์ตที่ใหญ่ที่สุดของโลก
ภายในงานมีทั้งการแข่งขัน Hill Climb การจัดแสดงรถแข่ง รถคลาสสิก รถต้นแบบ และการเปิดตัวรถรุ่นใหม่จากผู้ผลิตหลายแบรนด์ จึงเป็นอีกเวทีสำคัญที่ค่ายรถเลือกใช้เผยโฉมรถรุ่นใหม่ต่อสาธารณชน
MG GO! ต้นแบบแฮทช์แบ็กไฟฟ้า เตรียมต่อยอดสู่รุ่นผลิตจริง
รถต้นแบบคันแรกคือ MG GO! รถไฟฟ้ากลุ่ม B-Segment Hatchback ซึ่ง MG ระบุว่าจะเป็นพื้นฐานของรถรุ่นใหม่ที่เตรียมเปิดตัวในปี 2027

งานออกแบบมาในสไตล์ Retro Futuristic นำแรงบันดาลใจจากรถคลาสสิกอย่าง MGB GT มาผสมกับเส้นสายสมัยใหม่ พร้อมอ้างอิงรถรุ่นสำคัญของแบรนด์อย่าง MG Metro Turbo, MG ZR และ MG EX4
จุดเด่นของ MG GO!
- รถต้นแบบไฟฟ้ากลุ่ม B-Segment Hatchback
- ออกแบบโดยทีม MG Design Centre London
- ใช้แนวคิด Retro Futuristic
- เตรียมต่อยอดสู่รุ่นผลิตจริงในปี 2027
MG CYBER CONCEPT ต้นแบบ SUV ไฟฟ้าระดับแฟลกชิป
อีกหนึ่งคันคือ MG CYBER CONCEPT รถต้นแบบไฟฟ้ากลุ่ม D-Segment SUV ที่พัฒนาภายใต้แนวคิด Performance without Compromise

ตัวรถได้รับแรงบันดาลใจจาก MG EX181 รถทำสถิติความเร็วในอดีต ก่อนนำมาตีความใหม่ในรูปแบบ SUV ไฟฟ้า โดยยังคงเน้นสมรรถนะควบคู่กับการใช้งานในชีวิตประจำวัน
จุดเด่นของ MG CYBER CONCEPT
- รถต้นแบบไฟฟ้ากลุ่ม D-Segment SUV
- เน้นสมรรถนะและการขับขี่
- ดีไซน์สปอร์ตผสมความหรูหรา
- พัฒนาภายใต้แนวคิด Performance without Compromise
รถ MG ที่ร่วมจัดแสดงในงาน
นอกจากรถต้นแบบทั้งสองรุ่น MG ยังนำรถรุ่นต่าง ๆ มาจัดแสดงภายในงาน ได้แก่
- NEW MG URBAN
- MG4 ELECTRIC
- MG S5 EV
- MG IM5
- MG IM6
- MG CYBERSTER
สรุป
แม้ MG จะยังไม่เปิดเผยรายละเอียดทางเทคนิคของรถต้นแบบทั้งสองรุ่นมากนัก แต่การเลือกเปิดตัวในงาน Goodwood Festival of Speed ก็ทำให้เห็นแนวทางของแบรนด์ในช่วงต่อจากนี้ ทั้งการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ และการนำเอกลักษณ์ของ MG ในอดีตกลับมาต่อยอดให้เข้ากับยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะ MG GO! ที่มีแผนพัฒนาเป็นรถรุ่นจำหน่ายจริงในปี 2027
ASICS NOVABLAST™ 6 ยกระดับการวิ่งด้วยเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด
ASICS แบรนด์รองเท้าและเสื้อผ้ากีฬาจากญี่ปุ่น เปิดตัว NOVABLAST™ 6 รองเท้าวิ่ง Daily Trainer รุ่นใหม่ ที่ต่อยอดความสำเร็จของซีรีส์ NOVABLAST™ ซึ่งได้รับความนิยมจากนักวิ่งทั่วโลก ด้วยจุดเด่นด้านน้ำหนักเบา การรองรับแรงกระแทก และการส่งแรงคืนที่ยอดเยี่ยม พร้อมอัปเกรดเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มความเด้ง ความสบาย และประสิทธิภาพการวิ่งในทุกก้าว
ไฮไลต์ของ NOVABLAST™ 6
- ครั้งแรก ที่นำโฟม FF TURBO™ SQUARED จากซีรีส์ MEGABLAST™ และ SONICBLAST™ มาใช้ใน NOVABLAST™
- ผสานโครงสร้าง Forefoot Trampoline Pod เพื่อเพิ่มแรงส่งและการตอบสนองที่เด้งคล้ายแทรมโพลีน
- โฟม FF BLAST™ MAX ช่วยซับแรงกระแทกได้ดีขึ้น เพิ่มความนุ่มสบายและสมดุลในการวิ่ง
- พื้นยาง ASICSGRIP™ บริเวณหน้าเท้า เพิ่มการยึดเกาะและประสิทธิภาพในการถีบส่ง (Toe-off)
- อัปเปอร์ Engineered Mesh รุ่นใหม่ ระบายอากาศดีขึ้น พร้อมความกระชับที่ยืดหยุ่นเข้ากับรูปเท้า
- คงเอกลักษณ์ Midsole ดีไซน์เรขาคณิตที่สะท้อนความเด้งและพลังของซีรีส์ NOVABLAST™
พอล แลงก์ ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายผลิตภัณฑ์รองเท้าวิ่ง Performance ของ ASICS กล่าวว่า NOVABLAST™ เป็นหนึ่งในรองเท้าวิ่งที่เติบโตเร็วที่สุดของแบรนด์ และในรุ่นที่ 6 ได้ยกระดับประสบการณ์การวิ่งด้วยเทคโนโลยี FF TURBO™ SQUARED และการปรับโครงสร้างรองเท้าใหม่ เพื่อให้ตอบสนองได้ดีขึ้น คล่องตัวกว่าเดิม และมอบความสนุกในทุกการวิ่ง

ดรูว์ ฮันเตอร์ นักวิ่งระยะกลางอาชีพของ ASICS ระบุว่า NOVABLAST™ 6 ให้ความเด้งและการส่งแรงคืนที่เหนือกว่ารุ่นก่อน โดยเฉพาะเมื่อวิ่งด้วยความเร็วสูง จึงเป็นรองเท้าซ้อมวิ่งประจำวันที่ตอบโจทย์ทั้งความสบายและประสิทธิภาพได้อย่างลงตัว
ราคาและวันวางจำหน่าย
- วางจำหน่าย: 16 กรกฎาคม 2569
- ราคา: 5,500 บาท
- ช่องทาง: ASICS Store
BYD และ REVER ฉลอง 4 หมุดหมายสำคัญ ตอกย้ำความสำเร็จ พร้อมเร่งสร้างระบบนิเวศ EV ไทย
บริษัท บีวายดี ออโต้ (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกับ บริษัท เรเว่ ออโตโมทีฟ จำกัด ผู้จัดจำหน่ายและให้บริการหลังการขายรถยนต์พลังงานใหม่ BYD และ DENZA อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ประกาศความสำเร็จครั้งสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ ยอดส่งมอบรถสะสมกว่า 130,000 คันในไทย, โรงงาน BYD ประเทศไทย ครบรอบ 2 ปี, เปิดตัว "หลิงหลิง คอง" พรีเซนเตอร์คนแรกของ BYD SEALION 5 DM-i และ ประกาศราคาคาดการณ์ BYD SEALION 5 DM-i Standard รุ่นใหม่ พร้อมจัดแคมเปญพิเศษตอบแทนลูกค้า

เบนสัน เคอ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท บีวายดี ออโต้ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ความสำเร็จจากยอดส่งมอบกว่า 130,000 คัน และการดำเนินงานครบ 2 ปีของโรงงานในจังหวัดระยอง สะท้อนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคไทย โดยตลอด 2 ปีที่ผ่านมา BYD มุ่งพัฒนาระบบนิเวศยานยนต์พลังงานใหม่ ควบคู่กับการสร้างงาน พัฒนาบุคลากร และเพิ่มการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ พร้อมเดินหน้านำเทคโนโลยียานยนต์พลังงานใหม่มาสู่ประเทศไทย เพื่อสนับสนุนการเป็นศูนย์กลาง EV ของอาเซียน
ประธานวงศ์ พรประภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจเรเว่ กล่าวว่า บริษัทเดินหน้าขยายตลาดด้วยเทคโนโลยี BYD DM-i พร้อมเปิดตัว BYD SEALION 5 DM-i Standard รุ่นย่อยใหม่ เพื่อมอบทางเลือกที่คุ้มค่าในกลุ่มรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด หรือ "รถยนต์ไฟฟ้าที่เติมน้ำมันได้" ซึ่งโดดเด่นทั้งด้านความประหยัด สมรรถนะ และการใช้งานจริง ปัจจุบันเรเว่มีเครือข่ายผู้จำหน่ายและศูนย์บริการ BYD และ DENZA มากกว่า 175 แห่งทั่วประเทศ พร้อมเปิดตัว "หลิงหลิง - ศิริลักษณ์ คอง" เป็นพรีเซนเตอร์คนแรกของ BYD SEALION 5 DM-i เพื่อสร้างการรับรู้ในกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่
รถทั้ง 5 รุ่นได้รับการรับรอง Made in Thailand มีการจ้างงานกว่า 5,234 คน โดยเป็นพนักงานชาวไทยประมาณ 94% ใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศราว 46-50% และผลิตทั้งเพื่อจำหน่ายในประเทศและส่งออก

BYD SEALION 5 DM-i Standard รุ่นใหม่ ขับเคลื่อนด้วยระบบปลั๊กอินไฮบริด BYD DM-i ใช้เครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า กำลังรวม 155 กิโลวัตต์ อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 8.4 วินาที ติดตั้ง BYD Blade Battery ขนาด 13.08 kWh วิ่งไฟฟ้าล้วนได้สูงสุด 80 กม. และมีระยะทางรวมสูงสุด 1,180 กม.
ตัวรถมาพร้อมช่วงล่างหน้า MacPherson Strut หลัง Multi-link ล้ออัลลอย 18 นิ้ว ไฟหน้า-ไฟท้าย LED หน้าจอผู้ขับขี่ LCD 8.8 นิ้ว หน้าจอสัมผัส 10.1 นิ้ว รองรับ NFC Card และ BYD Digital Key พร้อมระบบช่วยขับ เช่น AEB, FCW และ ICC โดยประกาศ ราคาคาดการณ์ 699,900 บาท

หนึ่งในไฮไลต์คือการส่งมอบรถยนต์พลังงานใหม่คันที่ 130,000 ในประเทศไทย ซึ่งเป็น BYD SEALION 5 DM-i ให้กับ อุษา เสมคำ หรือ "อาม่าเหม้งจู" จากภาพยนตร์ หลานม่า สะท้อนศักยภาพของเทคโนโลยี BYD DM-i ที่ตอบโจทย์ผู้ใช้งานทุกช่วงวัย
เพื่อฉลองความสำเร็จดังกล่าว BYD และเรเว่ จัดแคมเปญ "130,000 of Trust, We reward you" สำหรับลูกค้าที่จองและรับรถ BYD และ DENZA ภายใน 31 กรกฎาคม 2569 รับสิทธิประโยชน์รวมมูลค่าสูงสุดกว่า 75,000 บาท ได้แก่ Lifetime Warranty, โฮมชาร์จเจอร์พร้อมติดตั้ง, ประกันภัยชั้น 1 และฟิล์มเซรามิก XUV Max III ตามเงื่อนไขที่บริษัทกำหนด
ZEEKR จับมือ ททท. เปิดประสบการณ์ท่องเที่ยวแบบลักชูรีของไทย!
ZEEKR Thailand จับมือการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดตัวแคมเปญ "Amazing Thailand in ZEEKR Luxury Way" ยกระดับประสบการณ์ท่องเที่ยวไทยด้วยการเดินทางระดับพรีเมียม พร้อมสนับสนุนยุทธศาสตร์ "Value Over Volume" ของ ททท. ปี 2026 ที่มุ่งสร้างการท่องเที่ยวคุณภาพและเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ
ความร่วมมือครั้งแรกระหว่าง Amazing Thailand และ ZEEKR เป็นการผสานศักยภาพของสองแบรนด์พรีเมียม เพื่อสร้างประสบการณ์เดินทางที่สมบูรณ์แบบ โดย ZEEKR นำเสนอแนวคิด "ZEEKR คือ Puzzle Piece ของ Premium Experience" ให้รถยนต์เป็นมากกว่ายานพาหนะ แต่เป็นส่วนหนึ่งของ Luxury Experience ตั้งแต่ต้นทางถึงจุดหมาย มอบคุณภาพชีวิตและประสบการณ์ที่เหนือกว่าในทุกการเดินทาง
ภายใต้แคมเปญนี้ ทั้งสององค์กรจะร่วมพัฒนาคอนเทนต์ท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ พาผู้คนค้นพบ Hidden Gems ของประเทศไทย ทั้งแหล่งท่องเที่ยวด้านวัฒนธรรม ธรรมชาติ และวิถีชีวิตท้องถิ่นที่ยังไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้าง โดย ททท. จะคัดสรรเส้นทางและประสบการณ์ พร้อมถ่ายทอดผ่านการเดินทางด้วยรถยนต์ไฟฟ้า ZEEKR
คอนเทนต์ทั้งหมดจะเผยแพร่ผ่านช่องทางของ ททท. ทั้งอนุสาร อสท. และแพลตฟอร์มออนไลน์ ในรูปแบบวิดีโอ บทความ และคอนเทนต์ด้านวัฒนธรรม อาหาร ชุมชนยั่งยืน รวมถึงเทรนด์การท่องเที่ยวใหม่ เช่น Wellness Tourism, Longevity Lifestyle และการท่องเที่ยวเชิงคุณค่า เพื่อเข้าถึงนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศ

ภายใต้แนวคิด The ZEEKR Voyage ZEEKR เชื่อว่าการเดินทางที่ดีที่สุด คือการเดินทางที่พาผู้คนกลับมาพร้อมเรื่องราว แรงบันดาลใจ มิตรภาพ และความทรงจำที่มีความหมาย
ซีรีส์ "Travel the ZEEKR Way" จะนำเสนอการเดินทางผ่าน 4 ภูมิภาคของประเทศไทย ได้แก่
- Northern Escape – Slow Down. Breathe Deeper สัมผัสธรรมชาติ วัฒนธรรม และงานหัตถกรรมภาคเหนือ
- Isaan Stories – Where Nature Meets Design ค้นพบเสน่ห์ของภูมิปัญญาและงานดีไซน์จากอีสาน
- Southern Serenity – Find Calm by the Sea ดื่มด่ำความงดงามของทะเลและธรรมชาติภาคใต้
- Urban Retreat – Rediscover the City เปิดมุมมองใหม่ของเมืองหลวงที่ผสานอดีตกับวัฒนธรรมร่วมสมัย
แต่ละตอนจะถ่ายทอดเรื่องราวของผู้คน ธรรมชาติ และวัฒนธรรม เพื่อสะท้อนคุณค่าของการเดินทางที่มีความหมายมากกว่าการไปถึงจุดหมาย
แคมเปญยังใช้กลยุทธ์ KOL 3 กลุ่ม ได้แก่ The Zecret Revealer, The Zecret Insider และ The Zecret Visualizer เพื่อสร้างการรับรู้และแรงบันดาลใจให้ผู้คนออกเดินทางตามเส้นทางที่คัดสรร

ความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวคุณภาพระดับภูมิภาค ผ่านการผสานเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้ากับเสน่ห์ของวัฒนธรรมและธรรมชาติไทย พร้อมถ่ายทอดเรื่องราวผ่านสื่อของทั้งสององค์กรสู่สายตานักเดินทางทั่วโลก
มิตซูบิชิ แอททราจ ใหม่ 2026 สปอร์ตขึ้น ปลอดภัยกว่าเดิม มาตรฐาน EURO 6
มิตซูบิชิ เปิดตัว มิตซูบิชิ แอททราจ ใหม่ รุ่นปี 2026 รถยนต์อีโค่ซีดานที่ได้รับการปรับโฉมให้มีความสปอร์ตและทันสมัยยิ่งขึ้น ด้วย Sporty Front Grille ดีไซน์ใหม่ ช่วยเสริมภาพลักษณ์ให้โดดเด่น โฉบเฉี่ยว และมีเอกลักษณ์มากกว่าเดิม

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือการยกระดับความปลอดภัยให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น โดย รุ่น Active ได้รับการติดตั้ง ADAS Camera พร้อมระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ ได้แก่ ระบบแจ้งเตือนก่อนการชนด้านหน้า (Forward Collision Warning: FCW) และระบบเตือนเมื่อรถออกนอกช่องทางเดินรถ (Lane Departure Warning: LDW) เพิ่มความมั่นใจในทุกการเดินทาง
ด้านสมรรถนะ มิตซูบิชิ แอททราจ ใหม่ ทั้งรุ่น Active และ Smart ผ่านมาตรฐานมลพิษ EURO 6 พร้อมขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 1.2 ลิตร MIVEC ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ INVECS III CVT ที่มอบการขับขี่นุ่มนวล คล่องตัว และประหยัดน้ำมัน
ภายในห้องโดยสารยังครบครันด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวก พร้อมพื้นที่เก็บสัมภาระด้านท้ายขนาดใหญ่ ตอบโจทย์ทั้งการใช้งานในชีวิตประจำวันและการเดินทางไกล ทำให้มิตซูบิชิ แอททราจ ใหม่ เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่มองหารถยนต์ซีดานขนาดกะทัดรัด ที่ให้ทั้งความคุ้มค่า ความประหยัด และความปลอดภัยในคันเดียว
ราคาและสีตัวถัง
- รุ่น Active ราคา 564,000 บาท
- รุ่น Smart ราคา 619,000 บาท
มีให้เลือก 3 สี ได้แก่
- สีเทา Graphite Grey
- สีดำ Jet Black Mica
- สีขาว White Diamond (เพิ่ม 7,000 บาท)
GSV จับมือ เซ็นทรัล เปิดโปรเจกต์สุดคลู Central x Rajadamnern Stadium Bag
บริษัท โกลเบิล สปอร์ต เวนเจอร์ส จำกัด (GSV) ผู้บริหาร “เวทีมวยราชดำเนิน” ผนึกกำลัง “ห้างเซ็นทรัล ในเครือเซ็นทรัล รีเทล” เปิดตัว Central x Rajadamnern Stadium Bag โปรเจคความร่วมมือแห่งปีภายใต้ความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ของสององค์กรไทย ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 8 ทศวรรษ ซึ่งผสานศักยภาพด้านกีฬา วัฒนธรรม ค้าปลีก การท่องเที่ยว เข้าด้วยกัน เพื่อถ่ายทอดอัตลักษณ์ เรื่องราว และคุณค่าที่ทั้งสององค์กรสั่งสมมายาวนาน ผ่านงานออกแบบร่วมสมัย พร้อมส่งต่อเสน่ห์ของมวยไทยและความเป็นไทยสู่ผู้บริโภค นักช้อป และนักท่องเที่ยว จากทั่วโลก
ด้วยศักยภาพของเวทีมวยราชดำเนิน ซึ่งยืนหยัดเป็นเวทีมวยที่รักษาจิตวิญญาณของมวยไทยไว้อย่างเข้มแข็ง และห้างเซ็นทรัล ผู้นำธุรกิจค้าปลีกที่มีเครือข่ายครอบคลุมเมืองท่องเที่ยวสำคัญทั่วประเทศ ความร่วมมือครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญในการต่อยอดคุณค่าของมวยไทยให้เข้าถึงผู้คนในวงกว้างผ่าน Central x Rajadamnern Stadium Bag ผลงานออกแบบที่หยิบจุดเด่นของทั้งสองผู้นำแห่งวงการรีเทลและวงการมวยไทยมาเล่าบนกระเป๋าใบเดียวกัน
โดยการดีไซน์ได้ใช้โลโก้สุดคลาสสิกของเซ็นทรัลที่เคยใช้ในช่วง พ.ศ. 2490 – 2516 และ “ยันต์ 8 ทิศ” อีกหนึ่งอัตลักษณ์สำคัญของมวยไทย จาก Rajadamnern Immersive Muay Thai Experience สัญลักษณ์ตามความเชื่อแต่โบราณที่สื่อถึงการปกป้องคุ้มครอง ความกล้าหาญ และความเข้มแข็งจากทุกทิศทาง โครงการแรกภายใต้ความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ของทั้งสององค์กร จึงเชื่อมโยงศักยภาพของธุรกิจ Sports Entertainment และธุรกิจค้าปลีกเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้บริโภคทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ
เธียรชัย พิสิฐวุฒินันท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โกลเบิล สปอร์ต เวนเจอร์ส จำกัด (GSV) ประธานรายการ RWS – Rajadamnern World Series และกรรมการบริหารเวทีมวยราชดำเนิน กล่าวว่า “GSV ได้พัฒนาเวทีมวยราชดำเนินอย่างต่อเนื่อง ทั้งการยกระดับมาตรฐานการแข่งขัน การพัฒนา Rajadamnern World Series (RWS) การสร้างประสบการณ์ใหม่ผ่านเทคโนโลยี แสง สี เสียง และการนำเสนอที่ตอบโจทย์ผู้ชมยุคใหม่ จนทำให้ ราชดำเนินไม่ได้เป็นเพียงเวทีมวยไทยที่เก่าแก่ที่สุดของโลก แต่เรากำลังสร้างให้ราชดำเนินเป็นแบรนด์ที่สามารถต่อยอด คุณค่าของมวยไทยไปสู่โอกาสใหม่ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง โดยมีความแข็งแกร่ง มีฐานผู้ชมในระดับนานาชาติ และมีศักยภาพ ในการต่อยอดสู่โอกาสทางธุรกิจในหลากหลายมิติ เราเชื่อว่ามวยไทยเป็นมากกว่ากีฬา แต่เป็นอัตลักษณ์ของประเทศที่สามารถเพิ่มคุณค่าผ่านความร่วมมือกับพันธมิตร เพื่อสร้างโอกาสใหม่ของมวยไทยให้เข้าถึงผู้คนทั่วโลก”
รวิศรา จิราธิวัฒน์ ประธานบริหารฝ่ายการตลาด เซ็นทรัล รีเทล ดีพาทเมนท์สโตร์ กล่าวว่า “ห้างเซ็นทรัลเป็นจุดหมายปลายทางของผู้คนจากทั่วโลก วันนี้ บทบาทของห้างสรรพสินค้าไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการช้อปปิ้ง แต่ยังเป็นพื้นที่เชื่อมโยงผู้คน วัฒนธรรม และแรงบันดาลใจเข้าไว้ด้วยกัน Central x Rajadamnern Stadium Bag จึงเป็นอีกก้าวสำคัญของห้างเซ็นทรัลและเวทีมวยราชดำเนิน ที่เราได้ร่วมกันนำอัตลักษณ์ของหนึ่งในกีฬาประจำชาติ อย่างมวยไทย มาต่อยอดเป็นของสะสมดีไซน์ร่วมสมัย เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวความเป็นไทยในมุมมองใหม่ เพื่อส่งต่อเสน่ห์ของประเทศไทยสู่สายตาโลก”
ร่วมเป็นเจ้าของกระเป๋า “Central x Rajadamnern Stadium Bag” ได้ที่ห้างเซ็นทรัลสาขาที่ร่วมรายการและเวทีมวย ราชดำเนินตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม – 31 ตุลาคม 2569 (หรือจนกว่าสินค้าจะหมด)


















