The Story from the Sea เมื่ออาหารทะเลไม่ได้จบแค่บนจาน
Seafood from Norway ชวน ญาญ่า – อุรัสยา เสปอร์บันด์ ออกเดินทางสู่เมืองชายฝั่งของนอร์เวย์อีกครั้ง ผ่านแคมเปญ “The Story from the Sea” ถ่ายทอดเรื่องราวเบื้องหลังอาหารทะเลผ่านผู้คน ชุมชนชาวประมง ฟาร์มเพาะเลี้ยง เชฟ และครอบครัวท้องถิ่นที่มีวิถีชีวิตผูกพันกับท้องทะเล
การเดินทางครั้งนี้พาไปไกลกว่าเรื่องของแซลมอนหรืออาหารทะเลบนจาน แต่เป็นการทำความรู้จักกับวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชุมชนชายฝั่ง ตั้งแต่แหล่งเพาะเลี้ยงไปจนถึงมื้ออาหารของครอบครัวในท้องถิ่น
สำหรับญาญ่า นอร์เวย์เป็นสถานที่ที่มีความหมายอยู่แล้ว การกลับมาในครั้งนี้จึงเต็มไปด้วยประสบการณ์ใหม่ โดยเฉพาะการได้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างอาหาร ครอบครัว และธรรมชาติ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผู้คนที่นี่
ขณะเดียวกัน ความนิยมของอาหารทะเลนอร์เวย์ในประเทศไทยยังเติบโตต่อเนื่อง โดยช่วงเดือนมกราคม–กรกฎาคม 2569 มูลค่าการส่งออกอาหารทะเลจากนอร์เวย์มายังประเทศไทยเพิ่มขึ้น 7% อยู่ที่ประมาณ 7,000 ล้านบาท ขณะที่ปริมาณนำเข้าแซลมอนนอร์เวย์และฟยอร์ดเทราต์สดเพิ่มขึ้น 15% รวม 20,488 ตัน

นอกจากแซลมอนและฟยอร์ดเทราต์แล้ว นอร์เวย์ยังมีอาหารทะเลที่คนไทยคุ้นเคยอย่างนอร์วีเจียนซาบะ โดย Seafood from Norway ต้องการนำเสนอให้เห็นถึงเรื่องราวของผู้คน ความพิถีพิถัน และแนวทางด้านความยั่งยืนที่อยู่เบื้องหลังอาหารทะเลเหล่านี้
อีกหนึ่งไฮไลต์คือแคมเปญ “From Sea to Sky: Salmon Passport อิ่ม ฟิน บินลัดฟ้าไปนอร์เวย์” ที่เปิดโอกาสให้คนไทยร่วมลุ้นเดินทางไปสัมผัสนอร์เวย์ด้วยตัวเอง
ส่วนใครที่อยากออกเดินทางผ่านหน้าจอก่อน สามารถชมภาพยนตร์สั้น “The Story from the Sea” ที่พาญาญ่าไปพบกับผู้คนและชุมชนชายฝั่งของนอร์เวย์ได้ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2569 ผ่านช่องทางออนไลน์ของ Seafood from Norway

เพราะเบื้องหลังอาหารทะเลหนึ่งจาน อาจมีทั้งผู้คน ทะเล และเรื่องราวอีกมากมายรอให้เราได้รู้จัก
ASICS SportStyle Takes Over Songwat: เมื่อสนีกเกอร์พาคนเมืองออกไปสำรวจทรงวาด
Explore Your Steps — เปลี่ยนการเดินเล่นในย่านเก่าให้กลายเป็นประสบการณ์ของคนรักสนีกเกอร์ จากย่านเก่าแก่ริมแม่น้ำที่เต็มไปด้วยตึกโบราณ ร้านอาหาร และงานศิลปะ ถนนทรงวาดถูกเปลี่ยนบรรยากาศให้กลายเป็นพื้นที่ของคนรักสนีกเกอร์ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา กับงาน “ASICS SportStyle: Songwat Takeover” ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 29-30 สิงหาคม ณ Lost in Songwat ภายใต้คอนเซปต์ “Explore Your Steps”
ครั้งนี้ ASICS ไม่ได้ชวนคนมาดูรองเท้าเพียงอย่างเดียว แต่เลือกใช้ “การเดิน” เป็นตัวเชื่อมระหว่างรองเท้า เมือง และไลฟ์สไตล์ ผ่านกิจกรรมที่พาผู้ร่วมงานออกไปสำรวจมุมต่างๆ ของทรงวาด พร้อมสัมผัสตัวตนของ ASICS SportStyle ที่อยู่กึ่งกลางระหว่างแฟชั่น สตรีทคัลเจอร์ และชีวิตประจำวัน

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญคือการเปิดตัว GEL-STRATUS™ MC และ GEL-NYC™ 2.0 สองสนีกเกอร์ที่สะท้อนแนวทางของ ASICS ในการนำดีไซน์จากรองเท้าวิ่งในอดีตมาตีความใหม่ให้เข้ากับชีวิตของคนเมือง
GEL-STRATUS™ MC จากรองเท้าวิ่งยุคเก่าสู่สนีกเกอร์ของวันนี้
GEL-STRATUS™ MC น่าสนใจตั้งแต่ที่มาของดีไซน์ เพราะหยิบ Upper จาก GEL-STRATUS™ 4 รองเท้าวิ่งรุ่นที่อยู่ในคลังของ ASICS ช่วงปี 2011-2014 มาผสานเข้ากับชุดพื้นของ GEL-JOG™ MC
ดีไซน์ยังคงลายเส้นและโครงสร้าง Midfoot ที่เป็นเอกลักษณ์ รวมถึงผ้าตาข่ายที่มองเห็นได้ชัด ขณะที่เทคโนโลยี Rearfoot GEL™ เข้ามาช่วยรองรับแรงกระแทกบริเวณส้นเท้า ทำให้รองเท้าคู่นี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องของหน้าตา แต่ยังคงกลิ่นอายของรองเท้ากีฬาที่เป็นรากฐานของ ASICS เอาไว้
อีกจุดที่น่าสนใจคือการเลือกใช้ โพลีเอสเตอร์รีไซเคิลกับวัสดุผ้าตาข่ายบน Upper เป็นอีกองค์ประกอบที่สะท้อนแนวคิดเรื่องความยั่งยืนของแบรนด์
GEL-NYC™ 2.0 สนีกเกอร์ที่เกิดมาเพื่อจังหวะชีวิตในเมือง
ถ้า GEL-STRATUS™ MC เล่นกับกลิ่นอายเรโทร GEL-NYC™ 2.0 ก็เป็นอีกด้านของ ASICS SportStyle ที่มองไปข้างหน้า ด้วยดีไซน์ที่ดูพรีเมียมและรายละเอียดที่ได้รับแรงบันดาลใจจากรองเท้าวิ่งของ ASICS

แนวคิดของรุ่นนี้ชัดเจนกับการเป็นสนีกเกอร์สำหรับชีวิตประจำวัน ตั้งแต่การเดินเล่นในเมือง ไปจนถึงการจับคู่กับแฟชั่นในแต่ละวัน โดยยังคงพื้นฐานเรื่องความสบายและการรองรับที่เป็น DNA ของ ASICS
และแน่นอนว่าในงาน Songwat Takeover ผู้ร่วมงานสามารถทดลองสวมใส่ทั้งสองรุ่นได้จริง ทำให้การเปิดตัวไม่ได้จบอยู่แค่การชมรองเท้า แต่ได้สัมผัสฟีลของรองเท้าบนเท้าจริงด้วย
เมื่อการเดิน 5,000 ก้าว กลายเป็นส่วนหนึ่งของงานสนีกเกอร์
คอนเซปต์ “Explore Your Steps” ถูกนำมาใช้ได้อย่างตรงตัวผ่านกิจกรรม 5,000 Steps Comfort Test ที่ชวนผู้ร่วมงานออกเดินสำรวจ 7 หมุดหมายรอบทรงวาด ตั้งแต่สถาปัตยกรรมเก่าแก่กว่า 100 ปี กราฟฟิตี้ ไปจนถึงจุดถ่ายรูปที่ซ่อนอยู่ตามตรอกต่างๆ
ผู้ร่วมกิจกรรมยังได้รับ Passport สำหรับสะสมตราประทับตามจุดต่างๆ ก่อนกลับมาแลกรับของที่ระลึก เรียกได้ว่าเป็นการเปลี่ยน “การทดลองรองเท้า” ให้กลายเป็นประสบการณ์จริงบนถนน
หลังจากเดินกันจนได้ระยะแล้ว งานยังต่อด้วยกิจกรรม DIY ทั้ง Tote Bag และยาดมสมุนไพร รวมถึง Live Painting ก่อนปิดท้ายด้วย After Party ที่หยิบร้านอาหารและเมนูดังในย่านทรงวาดมาเป็นส่วนหนึ่งของงาน
อีกพื้นที่ที่น่าสนใจคือ SneakerHeads Cave ซึ่งนำ ASICS Rare Item รุ่นหายากมาจัดแสดง พร้อมเปิดวงสนทนากับคนในวงการสนีกเกอร์ นำโดย ปิ๊น-อนุพงศ์ คุตติกุล จาก Carnival, เช้ง-วรภูมิ เชื้อวนิช นักสะสมสนีกเกอร์, รอน-อัฐกร โลกานุวงศ์ แฟน ASICS และ เอม-ธนาวัต นุตสถิตย์ จาก Sneaker on Sight
นอกจากนี้ยังมี เน๋ง-ศรัณย์ นราประเสริฐกุล, แทด-ฐาปนา จงกลรัตนาภรณ์ จาก ATLAS และ ฟีฟ่า-ธนัช โอสายไทย จาก Domundi มาร่วมพูดคุยถึงความชื่นชอบและมุมมองที่มีต่อสนีกเกอร์ของ ASICS

ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่ทำให้งาน ASICS SportStyle: Songwat Takeover น่าสนใจ อาจไม่ใช่แค่รองเท้าคู่ใหม่ แต่คือการหยิบเอาสิ่งที่ดูธรรมดาที่สุดอย่าง “การเดิน” มาเปลี่ยนให้เป็นประสบการณ์ ตั้งแต่การเดินชมเมือง สำรวจวัฒนธรรม ไปจนถึงการค้นหาสไตล์ของตัวเอง
เพราะสำหรับ ASICS SportStyle สนีกเกอร์หนึ่งคู่ไม่ได้มีไว้แค่ก้าวไปข้างหน้า แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของวิธีที่เราเลือกใช้ชีวิตในแต่ละวันด้วย
“คนไทยไม่เคยทิ้งกัน” เมื่อ SPIRIT 4x4 เดินทางสู่น่าน ส่งกำลังใจหลังน้ำท่วม
หลังสถานการณ์อุทกภัยครั้งล่าสุดในจังหวัดน่าน หลายพื้นที่ยังต้องการทั้งความช่วยเหลือและกำลังใจ และในช่วงวันที่ 26-28 สิงหาคม 2569 ทีมงานจาก SPIRIT 4x4 ได้ออกเดินทางสู่พื้นที่อำเภอปัว เพื่อนำสิ่งของจำเป็นไปส่งต่อให้กับผู้ได้รับผลกระทบ

กิจกรรมครั้งนี้จัดขึ้นโดย โรงเรียนพัฒนาทักษะการขับขี่รถขับเคลื่อน 4 ล้อ หรือ Spirit of The 4×4 Driving School ซึ่งก่อตั้งโดย บริษัท สื่อสากล จำกัด ผู้จัดงาน Thailand International Motor Expo โดยได้รับการสนับสนุนจาก ฟอร์ด ประเทศไทย
ปลายทางของการเดินทางคือ โรงเรียนบ้านส้าน วัดส้าน และชุมชนบ้านห้วยปูด อำเภอปัว จังหวัดน่าน ที่ทีมงานได้นำของใช้จำเป็นไปมอบให้กับอาจารย์ นักเรียน พระสงฆ์ และชาวบ้านในพื้นที่

สำหรับ SPIRIT 4x4 การเดินทางครั้งนี้อาจไม่ใช่การแข่งขัน ไม่ใช่ทริปท่องเที่ยว และไม่ใช่การพิสูจน์สมรรถนะของรถขับเคลื่อน 4 ล้อ แต่เป็นอีกครั้งที่ทักษะและศักยภาพของการเดินทางถูกนำมาใช้ในเวลาที่ผู้คนต้องการความช่วยเหลือ
เพราะในวันที่บางพื้นที่ยังต้องฟื้นตัวจากน้ำท่วม สิ่งที่สำคัญไม่แพ้สิ่งของจำเป็น คือการส่งต่อข้อความง่าย ๆ ว่า...

“คนไทยไม่เคยทิ้งกัน”
รถใหม่ต้องน่าสนใจ แต่บริการหลังการขายต้องพร้อม CHERY GROUP เร่งลงทุนครั้งใหญ่ในไทย
เวลาซื้อรถยนต์สักคัน โดยเฉพาะรถยนต์พลังงานไฟฟ้า คำถามที่หลายคนเริ่มให้ความสำคัญไม่ได้มีแค่ “รถวิ่งได้ไกลแค่ไหน” หรือ “แรงกี่แรงม้า” แต่ยังรวมถึงคำถามง่าย ๆ อย่าง ถ้ารถมีปัญหา จะซ่อมที่ไหน อะไหล่มาเร็วไหม และใครจะดูแลเรา
นี่คือเหตุผลที่ CHERY GROUP กำลังเดินหน้าลงทุนด้านบริการหลังการขายในประเทศไทยครั้งใหญ่ เพื่อรองรับการเติบโตของแบรนด์ในเครือ ไม่ว่าจะเป็น OMODA & JAECOO, CHERY, iCAUR, LEPAS และแบรนด์อื่น ๆ ที่เตรียมเข้ามาทำตลาดในอนาคต
เป้าหมายไม่ได้อยู่แค่การขายรถให้ได้มากขึ้น แต่คือการสร้างความมั่นใจให้ลูกค้าไปตลอดช่วงเวลาที่เป็นเจ้าของรถ
อะไหล่เกือบ 200,000 ชิ้น กับเป้าหมายลดเวลารอของลูกค้า
หนึ่งในเรื่องที่เจ้าของรถให้ความสำคัญมากที่สุดคือ “อะไหล่มีหรือไม่”
CHERY GROUP จึงขยายคลังอะไหล่เพิ่ม เพื่อรองรับจำนวนรถและแบรนด์ที่เพิ่มขึ้น ปัจจุบันมีพื้นที่จัดเก็บอะไหล่รวมกว่า 17,000 ตารางเมตร รองรับอะไหล่มากกว่า 8,400 รายการ เกือบ 200,000 ชิ้น
สำหรับ OMODA & JAECOO ปัจจุบันมีอัตราความพร้อมในการจัดส่งอะไหล่ หรือ Part Fill Rate อยู่ที่ 94% พร้อมตั้งเป้าลดระยะเวลาการรอของลูกค้า โดยสามารถส่งอะไหล่ให้ศูนย์บริการในกรุงเทพฯ และปริมณฑลภายใน 24 ชั่วโมง และต่างจังหวัดภายใน 2 วัน
ฟังดูเป็นเรื่องเบื้องหลัง แต่สำหรับคนใช้รถ นี่คือปัจจัยที่อาจหมายถึงจำนวนวันที่รถต้องจอดรอซ่อม
รถชนหรือสีถลอก ต้องมีศูนย์ซ่อมที่ได้มาตรฐาน
อีกหนึ่งจุดที่ CHERY GROUP กำลังเร่งพัฒนาคือเครือข่ายศูนย์ซ่อมตัวถังและสี
โครงการจะเริ่มต้นกับ OMODA & JAECOO ก่อน โดยปัจจุบันมีศูนย์ Certified Body & Paint Shop ที่ผ่านการรับรองแล้ว 35 แห่งทั่วประเทศ
ขั้นต่อไปคือการพัฒนา Authorized Body & Paint Repair Center แบบเต็มรูปแบบ โดยภายในปี 2569 ตั้งเป้าเปิดให้ได้ 10 แห่ง แบ่งเป็นกรุงเทพฯ และปริมณฑล 5 แห่ง และต่างจังหวัดอีก 5 แห่ง
สิ่งที่แตกต่างไม่ใช่แค่มีสถานที่ซ่อมเพิ่มขึ้น แต่รวมถึงมาตรฐานเครื่องมือ ห้องพ่นสี ระบบผสมสี การดึงตัวถัง การจัดการอะไหล่ และการฝึกอบรมบุคลากร เพื่อให้คุณภาพงานซ่อมมีมาตรฐานใกล้เคียงกันมากขึ้น
รถ EV มากขึ้น ช่างก็ต้องพร้อมมากขึ้น
รถยนต์ยุคใหม่ไม่ได้ซ่อมเหมือนรถเมื่อสิบปีก่อน โดยเฉพาะระบบไฟฟ้าและแบตเตอรี่แรงดันสูง
CHERY GROUP จึงเตรียมเปิด Technical Center แห่งใหม่ในเดือนพฤศจิกายน 2569 เพื่อเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาช่างเทคนิคและบุคลากรด้านบริการหลังการขาย
ศูนย์แห่งนี้มีทั้งห้องฝึกอบรมด้านเทคนิค พื้นที่สำหรับงานซ่อมใหญ่ รวมถึงพื้นที่สำหรับการฝึกอบรมด้านอื่น ๆ และรองรับผู้เข้ารับการอบรมได้ประมาณ 3,600 คนต่อปี
หลักสูตรจะครอบคลุมตั้งแต่งานวิเคราะห์และวินิจฉัยปัญหา งานซ่อมแบตเตอรี่แรงดันสูง ไปจนถึงงานตัวถังและสี ซึ่งเป็นอีกส่วนสำคัญในการรองรับรถยนต์พลังงานใหม่ที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เมื่อปัญหาเกิดขึ้น ลูกค้าไม่ควรต้องตามเรื่องอยู่ฝ่ายเดียว
นอกจากเรื่องศูนย์บริการและอะไหล่ CHERY GROUP ยังจัดตั้งทีมเฉพาะกิจเพื่อดูแลลูกค้าผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย
หน้าที่ไม่ได้มีเพียงตอบคำถาม แต่รวมถึงการรับเรื่องร้องเรียน ให้คำแนะนำเบื้องต้น และประสานงานกับศูนย์บริการหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เรื่องของลูกค้าได้รับการติดตามต่อเนื่อง
แนวคิดนี้สะท้อนภาพของบริการหลังการขายในยุคใหม่ ที่การดูแลลูกค้าไม่ได้เริ่มต้นเมื่อเดินเข้าศูนย์บริการเท่านั้น แต่เริ่มตั้งแต่วันที่ลูกค้าหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาสอบถามหรือแจ้งปัญหา
รถขายดีอย่างเดียวอาจไม่พอ
ตลาดรถยนต์ไทยกำลังมีตัวเลือกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะกลุ่มรถยนต์จากจีนและรถยนต์พลังงานไฟฟ้า
การแข่งขันจึงไม่ได้อยู่แค่เรื่องราคา ออปชัน หรือเทคโนโลยีอีกต่อไป เพราะเมื่อรถออกจากโชว์รูมแล้ว ประสบการณ์ของเจ้าของรถต่างหากที่จะเป็นสิ่งที่ทำให้แบรนด์ได้รับความเชื่อมั่นในระยะยาว
การลงทุนของ CHERY GROUP ในครั้งนี้จึงเป็นเหมือนการวางรากฐานรองรับอนาคต ตั้งแต่คลังอะไหล่ ระบบโลจิสติกส์ ศูนย์ซ่อมตัวถังและสี การพัฒนาช่างเทคนิค ไปจนถึงทีมดูแลลูกค้าออนไลน์
สำหรับผู้บริโภค สิ่งที่น่าสนใจอาจไม่ใช่จำนวนเงินลงทุนหรือขนาดของคลังอะไหล่เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ว่าระบบทั้งหมดนี้จะช่วยให้ วันที่รถต้องเข้าศูนย์ กลายเป็นเรื่องที่ง่ายและใช้เวลาน้อยลงได้จริงหรือไม่
และนี่น่าจะเป็นโจทย์สำคัญที่ CHERY GROUP ต้องพิสูจน์ให้เห็นไปพร้อมกับการเติบโตของทุกแบรนด์ในเครือบนถนนเมืองไทย
Royal Enfield พา “Flat Track” ลงสนามไทย เปิดตัว FT450 พร้อม Slide School Cup 2026
ถ้าคุณคิดว่าการแข่งมอเตอร์ไซค์ต้องเต็มไปด้วยสนามแอสฟัลต์ ความเร็วทางตรง และการเบรกหนัก ๆ ลองมาดูโลกของ Flat Track ที่ทุกอย่างดูเรียบง่ายกว่า แต่ความท้าทายกลับอยู่ที่การควบคุมรถให้ “สไลด์” ผ่านโค้งบนสนามดินอย่างแม่นยำ
ปีนี้ Royal Enfield เตรียมพาอีกหนึ่งวัฒนธรรมมอเตอร์สปอร์ตเข้ามาให้สัมผัสกันในประเทศไทย กับการแข่งขัน Slide School Cup 2026 ที่จะจัดขึ้นเป็นครั้งแรก ณ สนามไทยแลนด์ เซอร์กิต พร้อมเปิดตัวรถแข่งสายแฟลตแทร็กอย่าง Royal Enfield FT450
เมื่อการสไลด์ไม่ใช่เรื่องของการเสียการควบคุม
เสน่ห์ของ Flat Track อยู่ที่สนามดินรูปทรงวงรี ผู้ขับขี่ต้องทำเวลาผ่านจำนวนรอบที่กำหนด โดยมีทักษะสำคัญคือการควบคุมรถขณะสไลด์ผ่านโค้ง
มันอาจดูเหมือนการปล่อยให้รถเสียการยึดเกาะ แต่ในความเป็นจริง ทุกจังหวะต้องอาศัยทั้งการควบคุมคันเร่ง การถ่ายน้ำหนัก การทรงตัว และการอ่านอาการของรถ
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ Flat Track ไม่ได้เป็นเพียงกีฬามอเตอร์สปอร์ต แต่ยังเป็นศาสตร์ของการควบคุมรถที่หลายคนเชื่อว่าสามารถนำไปต่อยอดทักษะการขี่ในชีวิตประจำวันได้อีกด้วย
Royal Enfield เริ่มเปิด Slide School Thailand ตั้งแต่ปี 2567 เพื่อให้ผู้ขับขี่ได้เข้ามาเรียนรู้พื้นฐานของการขี่แบบ Flat Track และ Slide School Cup 2026 คืออีกขั้นของผู้ที่อยากเปลี่ยนจาก “เรียนรู้การสไลด์” ไปสู่ “การลงแข่งขันจริง”
FT450 รถที่เกิดมาเพื่อเล่นดิน
ดาวเด่นของงานครั้งนี้คือ Royal Enfield FT450 รถมอเตอร์ไซค์ที่พัฒนาต่อยอดจากแพลตฟอร์มของ Guerrilla 450 แต่ถูกปรับบุคลิกใหม่ให้พร้อมสำหรับสนามดินอย่างเต็มตัว
ตัวรถถูกลดทอนสิ่งที่ไม่จำเป็น เพิ่มอุปกรณ์สำหรับการแข่งขัน และเน้นการควบคุมเป็นหลัก
ไฮไลต์สำคัญของ FT450 ได้แก่
- ล้อขนาด 18 นิ้ว พร้อมดุมล้อเฉพาะทาง เพื่อเพิ่มความมั่นคงบนสนาม Flat Track
- แฮนด์บาร์ออกแบบพิเศษ เพิ่มแรงงัดและช่วยให้ควบคุมรถในจังหวะสไลด์ได้ง่ายขึ้น
- ท่อไอเสีย Slip-on สำหรับการแข่งขัน ช่วยให้การตอบสนองของเครื่องยนต์มีความดุดันและเร้าใจมากขึ้น
- ยาง Flat Track เฉพาะทาง เพื่อให้การยึดเกาะและการส่งกำลังบนพื้นสนามดินมีประสิทธิภาพ
แม้จะดูเป็นรถที่เกิดมาเพื่อการแข่งขัน แต่แนวคิดของ FT450 คือการทำให้ Flat Track เข้าถึงได้ทั้งผู้เริ่มต้นและนักขี่ที่มีประสบการณ์
เพราะในโลกของการสไลด์ บางครั้งรถที่เรียบง่ายและควบคุมได้ดี อาจให้ความสนุกมากกว่าตัวเลขแรงม้าสูง ๆ
จากห้องเรียนสู่สนามแข่ง
Slide School Cup 2026 จะเปิดฉากขึ้นในประเทศไทยช่วงเดือนตุลาคมนี้ โดยเป็นการแข่งขันที่ต่อยอดจากโปรแกรม Slide School และความสำเร็จของการแข่งขันในยุโรป
ผู้ผ่านหลักสูตร Slide School จะได้ลงแข่งขันในรูปแบบดวลตัวต่อตัวบนสนาม Flat Track โดยใช้รถ FT411 และ FT450 ก่อนคัดเลือกหาผู้ขับขี่ที่ทำผลงานดีที่สุด
นอกจากเรื่องของการแข่งขัน สิ่งที่น่าสนใจคือ Royal Enfield กำลังพยายามสร้างคอมมูนิตี้ของคนที่รักการขี่มอเตอร์ไซค์ในอีกมิติหนึ่ง

ไม่ใช่แค่การขี่ท่องเที่ยว ไม่ใช่เพียงการแต่งรถ หรือการเดินทางไกล แต่คือการพัฒนาทักษะและสนุกไปกับการควบคุมรถในรูปแบบที่แตกต่างออกไป
สำหรับคนที่อยากลองสัมผัสมอเตอร์สปอร์ต แต่รู้สึกว่าการเริ่มต้นบนสนามแข่งอาจดูไกลตัวเกินไป Flat Track อาจเป็นอีกหนึ่งประตูที่น่าสนใจ
และการมาถึงของ Royal Enfield Slide School Cup 2026 ก็อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราได้เห็นวัฒนธรรมการ “สไลด์บนดิน” เติบโตขึ้นในประเทศไทยอย่างจริงจังมากขึ้นในอนาคต
GWM วางหมากครึ่งหลังปี 2026 เตรียมเปิดรถใหม่ 4 รุ่น พร้อมยกระดับบริการหลังการขาย
ตลาดรถยนต์ไทยยังเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญของ GWM และทิศทางหลังจากนี้ดูเหมือนจะไม่ได้โฟกัสเพียงเรื่องการเปิดตัวรถรุ่นใหม่เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการสร้างความเชื่อมั่นระยะยาว โดยเฉพาะเรื่องบริการหลังการขายและเครือข่ายพาร์ทเนอร์ทั่วประเทศ
ในงาน GWM Partner Meeting 2026 ภายใต้แนวคิด “Together, Stronger than ever” GWM ได้รวมเครือข่ายพาร์ทเนอร์กว่า 71 แห่งจากทั่วประเทศ เพื่อพูดคุยถึงทิศทางธุรกิจ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และวางแผนการเติบโตของแบรนด์ในประเทศไทย
ครึ่งปีหลัง เตรียมเปิดรถใหม่อย่างน้อย 4 รุ่น
หนึ่งในประเด็นที่น่าสนใจคือแผนการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 ซึ่ง GWM ระบุว่าจะมีอย่างน้อย 4 รุ่น ครอบคลุมหลายรูปแบบพลังงาน ทั้ง
- รถยนต์ไฟฟ้า EV ที่เข้าถึงง่ายมากขึ้น
- รถยนต์ไฮบริด HEV
- รถยนต์เครื่องยนต์ดีเซล
แนวคิดหลักยังคงอยู่ภายใต้กลยุทธ์ “All Scenarios – All Powertrains – All Users” หรือการมีรถให้เลือกครอบคลุมทั้งรูปแบบการใช้งาน ระบบขับเคลื่อน และกลุ่มผู้ใช้
เบื้องหลังแนวทางนี้คือ GWM ONE Platform แพลตฟอร์มที่รองรับทั้ง HEV, PHEV, BEV และเครื่องยนต์สันดาป โดยใช้ชิ้นส่วนร่วมกันมากกว่า 95% ซึ่งช่วยให้บริษัทสามารถควบคุมต้นทุนการผลิต และนำเสนอรถที่มีเทคโนโลยีและอุปกรณ์ครบครันในระดับราคาที่แข่งขันได้
จากแบรนด์เดียว สู่การแบ่งกลุ่ม Mainstream และ Premium
อีกหนึ่งทิศทางที่ชัดเจนขึ้นคือการแบ่งโครงสร้างแบรนด์ออกเป็น 2 กลุ่ม
กลุ่ม Mainstream ภายใต้ชื่อ GWM จะเน้นรถที่ตอบโจทย์การใช้งานจริง ความคุ้มค่า และราคาที่เข้าถึงได้ ขณะที่ TANK และ WEY จะถูกวางตำแหน่งเป็นกลุ่ม Premium เพื่อรองรับลูกค้าที่มองหาประสบการณ์และความหรูหราที่มากขึ้น
แนวทางนี้สะท้อนว่า GWM ต้องการขยายฐานลูกค้าให้ครอบคลุมมากขึ้น ตั้งแต่ผู้ที่กำลังมองหารถคันแรก รถครอบครัว ไปจนถึงกลุ่มที่ต้องการรถระดับพรีเมียม
บริการหลังการขาย กลายเป็นโจทย์สำคัญของ GWM
สิ่งที่ GWM ให้ความสำคัญมากในครั้งนี้คือเรื่องบริการหลังการขาย โดยประกาศเป้าหมายในการก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในแบรนด์รถยนต์จีนที่ผู้บริโภคไทยไว้วางใจมากที่สุด
แผนงานประกอบด้วยการเพิ่มสต็อกอะไหล่ การพัฒนาทักษะของช่างเทคนิค และการยกระดับมาตรฐานบริการทั่วประเทศ
ขณะเดียวกัน Partner Store จะมีบทบาทมากขึ้น ไม่ใช่เพียงจุดจำหน่ายรถ แต่จะกลายเป็นศูนย์กลางในการดูแลลูกค้าในแต่ละพื้นที่ รวมถึงรับฟังปัญหาและความคิดเห็นจากผู้ใช้จริง เพื่อนำข้อมูลกลับไปพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการของแบรนด์
ประเด็นเรื่องความโปร่งใสด้านราคาและการรักษามูลค่ารถมือสอง หรือ Resale Value ก็เป็นอีกหนึ่งหัวข้อที่ GWM ระบุว่าจะให้ความสำคัญมากขึ้นเช่นกัน
ยอดขายยังเติบโต ทั้งในไทยและต่างประเทศ
ในระดับโลก GWM ทำยอดขายเดือนกรกฎาคม 2026 ได้ 108,067 คัน เพิ่มขึ้น 3.54% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยยอดขายในต่างประเทศเติบโตถึง 50.93% หรือ 62,015 คัน
ยอดขายสะสมทั่วโลกระหว่างเดือนมกราคมถึงกรกฎาคมอยู่ที่ 691,962 คัน
ส่วนในประเทศไทย GWM ระบุว่ายอดขายในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2026 เติบโตขึ้น 19% และปัจจุบันมีรถ GWM บนท้องถนนในประเทศไทยมากกว่า 64,000 คัน
สำหรับ GWM ครึ่งหลังของปี 2026 จึงน่าจะเป็นช่วงที่น่าจับตามองไม่น้อย ทั้งจากการเปิดตัวรถใหม่อย่างน้อย 4 รุ่น และการปรับเกมครั้งสำคัญในเรื่องบริการหลังการขาย
เพราะในตลาดรถยนต์ที่การแข่งขันเรื่องราคาและเทคโนโลยีเข้มข้นขึ้นทุกวัน การมีรถใหม่ที่น่าสนใจอาจช่วยดึงลูกค้าเข้ามาที่โชว์รูมได้ แต่สิ่งที่จะทำให้ลูกค้าอยู่กับแบรนด์ในระยะยาว อาจเป็นประสบการณ์หลังจากวันที่รับรถกลับบ้านไปแล้วมากกว่า
ทุกนาทีมีค่า… Nissan ชวนคิดใหม่เรื่องเวลา กับการเดินทางแบบ “ไม่ต้องรอชาร์จ”
ในแต่ละวัน เราใช้เวลาไปกับเรื่องต่าง ๆ มากมาย ทั้งรถติด การเดินทาง งาน และภารกิจที่ต้องจัดการจนแทบไม่มีเวลาว่างให้ตัวเอง
แล้วถ้ามีเวลาบางส่วนที่เคยต้องเสียไปกับ “การรอ” กลับคืนมา เราอยากเอาไปทำอะไร?

นี่คือคำถามที่อยู่เบื้องหลังแคมเปญใหม่ของ Nissan ภายใต้ชื่อ “Every Minute Matters – ทุกนาทีมีค่า” ที่หยิบเรื่องใกล้ตัวอย่าง “เวลา” มาเป็นหัวใจของการสื่อสาร พร้อมแนวคิด “ชีวิตไปต่อ ไม่ต้องรอชาร์จ”
จุดเด่นของเรื่องนี้อยู่ที่เทคโนโลยี Nissan e-POWER ซึ่งให้ล้อขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า แต่ไม่ต้องเสียบปลั๊กเพื่อชาร์จแบตเตอรี่แบบรถ EV ทั่วไป โดยเครื่องยนต์เบนซินจะทำหน้าที่ผลิตกระแสไฟฟ้าสำหรับระบบ
ผลลัพธ์คือประสบการณ์การขับขี่ที่มีการตอบสนองในแบบมอเตอร์ไฟฟ้า แต่ยังคงความสะดวกสำหรับคนที่ไม่อยากวางแผนเรื่องจุดชาร์จ หรือเพิ่มเวลารอระหว่างการเดินทาง

แคมเปญนี้จึงไม่ได้พูดถึงแค่เรื่องเทคโนโลยี แต่พยายามโยงเข้ากับชีวิตจริงของคนเมือง
เพราะสำหรับบางคน เวลาที่เพิ่มขึ้นอาจหมายถึงการกลับบ้านเร็วขึ้นเพื่อกินข้าวกับครอบครัว บางคนอาจได้มีเวลาสำหรับงานอดิเรก หรือแค่มีเวลาพักหายใจเพิ่มขึ้นจากวันที่เต็มไปด้วยเรื่องต้องทำ
แนวคิด Every Minute Matters เริ่มปรากฏผ่านสื่อ Digital Out-of-Home ในหลายพื้นที่ของกรุงเทพฯ และจะทยอยเชื่อมโยงแนวคิด “ทุกนาทีมีค่า” เข้ากับการใช้ชีวิตของผู้คนในมุมต่าง ๆ
ในวันที่เทคโนโลยียานยนต์กำลังมีทางเลือกมากขึ้น Nissan เลือกนำเสนอ e-POWER ในฐานะอีกหนึ่งคำตอบสำหรับคนที่อยากได้ประสบการณ์การขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า แต่ยังไม่อยากเพิ่ม “เวลารอชาร์จ” เข้าไปในตารางชีวิต

เพราะสุดท้ายแล้ว สำหรับหลายคน รถอาจไม่ได้มีหน้าที่แค่พาเราไปถึงจุดหมาย แต่ควรช่วยให้เราเหลือเวลาไปใช้กับสิ่งที่สำคัญกว่า
และนั่นอาจเป็นความหมายของคำว่า “ทุกนาทีมีค่า” ได้ดีที่สุด
Honda พา HRC เข้าไทยครั้งแรก พร้อม 4 รถแต่ง 4 คาแรกเตอร์ ใน Bangkok Auto Salon 2026
ชื่อของ HRC หรือ Honda Racing Corporation อาจเป็นชื่อที่คุ้นเคยสำหรับแฟนมอเตอร์สปอร์ต เพราะนี่คือหน่วยงานที่อยู่เบื้องหลังโปรแกรมการแข่งขันของ Honda บนเวทีระดับโลก แต่ใน Bangkok Auto Salon 2026 ชื่อของ HRC ถูกนำมาตีความในอีกมุมหนึ่งที่ใกล้กับคนใช้รถทั่วไปมากขึ้น

Honda เลือกเปิดตัว HRC ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ พร้อมนำรถ 4 รุ่นมาแต่งใน 4 แนวทางที่แตกต่างกัน ตั้งแต่ SUV สายผจญภัย รถซีดานสไตล์ Street Racing สปอร์ตซีดาน ไปจนถึงรถ EV ที่ใส่กลิ่นอาย JDM แบบเต็มตัว
สิ่งที่น่าสนใจคือ รถทั้ง 4 คันไม่ได้พยายามเล่าเรื่องความแรงในแบบเดียวกัน แต่เลือกตีความคำว่า Racing DNA ให้เข้ากับคาแรกเตอร์ของรถแต่ละรุ่น
CR-V ในเวอร์ชันที่พร้อมออกนอกเมือง
เริ่มต้นด้วย Honda CR-V TRAILSPORT HRC Concept ที่เปลี่ยนภาพของ SUV ครอบครัวให้ดูพร้อมลุยมากขึ้น
คันนี้มาในธีมสีส้มที่เห็นได้ทั้งภายนอกและภายใน พร้อมยาง All-Terrain ขนาด 18 นิ้ว ไฟ LED บริเวณกระจังหน้า และชุดอุปกรณ์บนหลังคาอย่าง Roof Rail และ Cross Bar

รายละเอียดเล็ก ๆ อย่างเบาะเดินด้ายสีส้ม ไฟ Ambient Light และเข็มขัดนิรภัยสีเดียวกัน ช่วยให้ธีมของรถไปในทิศทางเดียวกันทั้งหมด
ภาพรวมจึงออกมาเป็น CR-V ในเวอร์ชันที่ยังดูใช้งานได้ในชีวิตประจำวัน แต่เพิ่มบรรยากาศของรถสาย Adventure สำหรับคนที่ชอบออกเดินทางในวันหยุด
City ที่ขยับเข้าใกล้โลก Street Racing
Honda City HRC Concept มาในอารมณ์ที่ต่างออกไปอย่างชัดเจน
City คันนี้ถูกเพิ่มชุดแอโรพาร์ตรอบคัน ทั้งสเกิร์ตหน้า ข้าง และหลัง รวมถึงสปอยเลอร์ท้ายรถ พร้อมล้อฟอร์จขนาด 17 นิ้ว และรายละเอียดสีดำในหลายจุด เช่น คาลิปเปอร์เบรก ปลายท่อ และโลโก้

ผลลัพธ์คือภาพของรถซีดานที่คุ้นเคย แต่มีบุคลิกดุดันและสปอร์ตขึ้น
เป็นแนวทางการแต่งที่น่าจะถูกใจคนที่ชอบรถใช้งานในชีวิตประจำวัน แต่ก็อยากให้รถมีคาแรกเตอร์และความแตกต่างจากรถเดิม ๆ
Civic HRC Concept สปอร์ตขึ้นในแบบที่ยังเป็น Civic
สำหรับ Civic ความสปอร์ตเป็นส่วนหนึ่งของภาพลักษณ์อยู่แล้ว และ Honda Civic HRC Concept ก็ไม่ได้พยายามเปลี่ยนสิ่งนั้นไปทั้งหมด
สิ่งที่ทำคือการเพิ่มรายละเอียดให้ภาพลักษณ์ของ Civic ดูเฉียบคมและเข้มขึ้น ด้วยชุดแต่งรอบคัน ล้อขนาด 18 นิ้วสี Matte Black และกราฟิก HRC รวมถึง S+ Shift

คันนี้จึงเหมือนการต่อยอดบุคลิกเดิมของ Civic มากกว่าการสร้างรถขึ้นมาใหม่
สำหรับคนที่เป็นแฟน Civic อยู่แล้ว น่าจะเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่ดูใกล้ตัว เพราะเป็นการแต่งที่ยังรักษาเส้นสายและตัวตนของรถเดิมเอาไว้
Super-ONE MUGEN เมื่อ EV เจอกับวัฒนธรรมรถแต่งญี่ปุ่น
อีกหนึ่งคันที่มีคาแรกเตอร์ชัดเจนที่สุดคือ Honda Super-ONE MUGEN
Honda นำรถ EV รุ่นใหม่มาตกแต่งด้วยชุดจาก MUGEN สำนักแต่งญี่ปุ่นที่มีประวัติยาวนานกับ Honda
ตั้งแต่สเกิร์ตรอบคัน โป่งซุ้มล้อ สปอยเลอร์หลังคาร์บอน ฝาครอบกระจกลายคาร์บอน ไปจนถึงล้อ MUGEN FC5 ขนาด 16 นิ้ว ทำให้ Super-ONE มีภาพลักษณ์แตกต่างจากรถ EV ทั่วไปอย่างชัดเจน

เมื่อรวมกับตัวรถสีขาวและกราฟิก MUGEN ก็ได้รถไฟฟ้าที่ยังมีกลิ่นอายของวัฒนธรรม JDM อยู่ครบ
คันนี้อาจเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจของโลกยานยนต์ยุคใหม่ เพราะแม้ขุมพลังจะเปลี่ยนจากเครื่องยนต์มาเป็นไฟฟ้า แต่เรื่องของการแต่งรถและการสร้างคาแรกเตอร์ก็ยังมีพื้นที่ให้สนุกได้เหมือนเดิม
4 รุ่น 4 มุมมองของคำว่าความสปอร์ต
รถทั้ง 4 คันในบูท Honda ครั้งนี้มีจุดร่วมคือชื่อ HRC แต่แต่ละคันกลับมีวิธีเล่าเรื่องที่แตกต่างกัน
CR-V ถูกพาไปในทางของรถสาย Adventure ขณะที่ City เลือกตีความความสปอร์ตผ่านวัฒนธรรม Street Racing ส่วน Civic ยังคงอยู่กับภาพของสปอร์ตซีดาน และ Super-ONE MUGEN เลือกเชื่อมโลก EV เข้ากับวัฒนธรรมรถแต่งญี่ปุ่น
นี่จึงเป็นอีกหนึ่งมุมที่น่าสนใจของการเปิดตัว HRC ในประเทศไทย เพราะแทนที่จะจำกัดความสปอร์ตไว้กับรถประเภทใดประเภทหนึ่ง Honda เลือกนำแรงบันดาลใจจากโลกมอเตอร์สปอร์ตมาปรับให้เข้ากับรถและการใช้งานที่หลากหลายกว่าเดิม

ใครอยากเห็นรายละเอียดของรถทั้ง 4 คันแบบเต็ม ๆ สามารถไปชมได้ที่บูท Honda A5 ฮอลล์ 100 ไบเทค บางนา ภายในงาน Bangkok Auto Salon 2026 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26–30 สิงหาคม 2569
สำหรับคนที่ชอบรถแต่ง งานนี้อาจไม่ใช่แค่การไปดูรถใหม่ แต่ยังเป็นพื้นที่สำหรับดูไอเดียว่า รถคันเดิมที่เราคุ้นเคย สามารถเปลี่ยนบุคลิกไปได้ไกลแค่ไหนเมื่อเติมความคิดสร้างสรรค์เข้าไป
Unbox 3 ตัวแรงจากญี่ปุ่น! Bangkok Auto Salon 2026 พา 3 คัสตอมคาร์ดีกรี Tokyo Auto Salon มาให้ชมถึงไทย
ถ้าพูดถึงงานที่รวมวัฒนธรรมรถแต่งของญี่ปุ่นไว้ในที่เดียว Bangkok Auto Salon 2026 ยังคงเป็นอีกหนึ่งงานที่สาย JDM และคนรักรถแต่งน่าจับตา โดยปีนี้มีของเด็ดส่งตรงจากญี่ปุ่นมาให้ชมกันถึง 3 คัน แต่ละคันมาคนละแนว ตั้งแต่สปอร์ต Hybrid ไปจนถึงรถสายลุยและ JDM ตัวแรง
ไฮไลต์สำคัญคือรถทั้ง 3 คันล้วนเป็นผลงานจากสำนักแต่งที่ไปสร้างชื่อบนเวที Tokyo Auto Salon 2026 ก่อนจะเดินทางมาให้แฟนรถแต่งในไทยได้ชมกันแบบใกล้ ๆ ระหว่างวันที่ 26–30 สิงหาคม 2569 ที่ Hall 100, BITEC บางนา
Honda Prelude BLITZ Type BZ
เริ่มกันที่คันที่น่าสนใจเป็นพิเศษ เพราะนี่คือการจับรถสปอร์ต Hybrid มาตีความใหม่ในแบบของ BLITZ
Honda Prelude e ถูกเติมความดุดันด้วยชุดแต่ง BLITZ Aero Speed พร้อมลวดลาย Shared Livery สีดำที่เป็นธีมของ Type BZ ปี 2026 ขณะที่รายละเอียดอื่น ๆ ก็จัดเต็มไม่แพ้กัน ทั้งเบาะ RECARO ช่วงล่าง BLITZ Damper ZZ-R SpecDSC Plus ที่ปรับความหนืดได้ถึง 96 ระดับ และชุดเบรก BIG CALIPER KIT II
ที่น่าสนใจคือ BLITZ ยังพัฒนา NUR-SPEC VSR Custom Edition สำหรับรถ Hybrid คันนี้โดยเฉพาะ เพื่อเพิ่มคาแรกเตอร์เสียงเครื่องยนต์ให้มีความสปอร์ตมากขึ้น
เรียกได้ว่าเป็นอีกภาพของรถ Hybrid ที่ไม่ได้มาในทางประหยัดเพียงอย่างเดียว แต่ยังสามารถเล่นกับเรื่องของสมรรถนะและงานแต่งได้เต็มที่
Toyota GR86 KUHL Racing OUTROAD W
ถ้า Prelude คือ Hybrid สายสปอร์ต GR86 คันนี้ก็เลือกเดินไปอีกทางแบบสุดขั้ว
KUHL Racing OUTROAD W เปลี่ยนภาพจำของ GR86 จากรถสปอร์ตคูเป้เตี้ย ๆ ให้กลายเป็นรถสไตล์ Safari/Off-Road โดยยกช่วงล่างขึ้นประมาณ 3 นิ้ว หรือราว 75 มม. พร้อมเติมชุด Wide Fender ที่ขยายตัวรถออกไปอีกข้างละ 60 มม.
รายละเอียดอย่าง Skid Plate, กันชนยกมุม และยาง All-Terrain ทำให้ GR86 คันนี้ดูพร้อมออกไปลุยทางฝุ่นมากกว่าจะอยู่แต่บนถนนเรียบ ๆ
งานดีไซน์ชุดนี้ยังคว้ารางวัล Excellence Award สาขา Concept Car Category จาก Tokyo Auto Salon 2026 มาแล้วด้วย จึงไม่ใช่แค่รถโชว์สวย ๆ แต่เป็นแนวคิดที่ KUHL สามารถพัฒนาไปเป็นรถแต่งแบบ Complete Car ได้จริง
Nissan Fairlady Z CREWCH CrazyZ
ปิดท้ายด้วยสาย JDM ที่น่าจะถูกใจคนชอบรถแต่งแบบจัดเต็ม กับ Nissan Fairlady Z RZ34 จาก CREWCH
คันนี้มาในแนว Hardcore Customizing แบบไม่พยายามเก็บความดิบเอาไว้ ทั้งบอดี้พาร์ทดีไซน์เฉพาะ ชุดแอโร่ งานสีตัวถังที่สะดุดตา ช่วงล่างที่เน้น Fitment และล้อคัสตอมที่จัดตำแหน่งให้เต็มซุ้ม
ขุมพลังยังคงเป็นเครื่อง V6 Twin-Turbo 3.0 ลิตร รหัส VR30DDTT พร้อมท่อไอเสียแบบคัสตอม และภายในที่เติมบรรยากาศรถแข่งด้วยเบาะ Bucket Seat และพาร์ทสไตล์ Motorsport
สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้ตัวรถคือแนวคิดของ CREWCH ที่ต้องการรักษาวัฒนธรรมรถสปอร์ต JDM และงานจูนแบบญี่ปุ่นให้ยังคงอยู่ต่อไป พร้อมดึงคนรุ่นใหม่เข้ามาสัมผัสเสน่ห์ของโลก Custom Car
3 คัน 3 คาแรกเตอร์ แต่มีจุดร่วมเดียวกัน
จาก Prelude Hybrid สายสปอร์ต, GR86 สาย Off-Road ไปจนถึง Fairlady Z สาย Hardcore JDM ทั้งสามคันสะท้อนให้เห็นว่าโลกของรถแต่งญี่ปุ่นกำลังไปได้ไกลกว่าการโหลดเตี้ย ใส่ล้อใหญ่ หรือเพิ่มแรงม้า
บางคันเลือกเล่นกับ Hybrid บางคันเปลี่ยนรถสปอร์ตให้กลายเป็นรถลุย ขณะที่บางคันยังคงรักษากลิ่นอาย JDM แบบดั้งเดิมเอาไว้
ใครอยากเห็นว่ารถแต่งจากญี่ปุ่นในปี 2026 กำลังเดินไปทางไหน นี่น่าจะเป็น 3 คันที่ช่วยตอบคำถามได้ดีทีเดียว
Bangkok Auto Salon 2026 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 26–30 สิงหาคม 2569 ที่ Hall 100, BITEC บางนา ใครชอบรถแต่ง งานนี้มีทั้งไอเดียแต่งรถและแรงบันดาลใจให้เดินดูได้แบบเพลิน ๆ
Happitat เปิดตัวแลนด์มาร์กแห่งความสุขแห่งใหม่ย่านบางนา พร้อมโชว์โดรน 2,222 ลำ
บางนามีแลนด์มาร์กใหม่ให้ไปเช็กอินแล้ว! Happitat เปิดตัวอย่างเป็นทางการบนพื้นที่กว่า 2 แสนตารางเมตร พร้อมจัดงาน Grand Celebration ที่รวมทั้งศิลปิน ดนตรี Immersive Experience และโชว์โดรนกว่า 2,222 ลำ สร้างสีสันให้ค่ำคืนเปิดตัวแบบเต็มพื้นที่

คอนเซ็ปต์ของ Happitat คือการทำให้พื้นที่แห่งนี้เป็นมากกว่าศูนย์รวมร้านค้า แต่เป็น Destination ที่คนสามารถมา กิน ช้อป เที่ยว เรียนรู้ และใช้เวลาร่วมกัน ได้ในที่เดียว
เดินเล่นตั้งแต่ป่าจนถึงเมืองแห่งจินตนาการ
ภายใน Happitat แบ่งออกเป็น 3 อาคารหลัก ได้แก่ Bloominas, Wonderwild และ Festie Town ซึ่งแต่ละโซนมีบรรยากาศและคาแรกเตอร์ต่างกัน
Bloominas เน้นไลฟ์สไตล์และบริการ ตั้งแต่ร้านอาหาร ช้อปปิ้ง สุขภาพ และความงาม ขณะที่ Wonderwild จับกลุ่มครอบครัวและเด็ก มีทั้งพื้นที่การเรียนรู้ ร้านอาหาร คาเฟ่ และกิจกรรมกลางแจ้ง ส่วน Festie Town มาในบรรยากาศกึ่งเอาต์ดอร์ เน้นความบันเทิง ร้านค้า และกิจกรรมที่เปลี่ยนหมุนเวียนไปเรื่อย ๆ

อีกหนึ่งไฮไลต์คือ Immersive Experience อย่าง The Butterfly Trail และ Forest of Time ที่ใช้จอดิจิทัลขนาดใหญ่พาผู้ชมเข้าไปมีส่วนร่วมกับเรื่องราวในโลกของ Happitat
สายกิจกรรมก็มีให้เดินเก็บครบทั้งโครงการกับ Happitat Passport ภารกิจสะสมตราประทับ 7 จุด รวมถึง 4 เวิร์กช็อป ตั้งแต่จัดสวนขวด ทำ Herbarium ไปจนถึงเพนต์และทำของที่ระลึก
คืนเปิดตัวจัดเต็มทั้งศิลปินและโชว์ระดับใหญ่
ช่วงค่ำ Happitat เปลี่ยนบรรยากาศเป็นเวที Festival of Happiness ด้วยศิลปินและคนดังกว่า 100 ชีวิต
ไฮไลต์อยู่ที่ The Sky Canvas of Happiness การแสดงที่นำแนวคิด Butterfly Phenomenon มาผสมกับดนตรี แสง สี และเทคโนโลยี โดยมี Thailand Philharmonic Orchestra ร่วมแสดง พร้อม โต๋–ศักดิ์สิทธิ์, วี–วิโอเลต และ WIM เติมสีสันให้โชว์

ก่อนปิดไคลแมกซ์ด้วยโดรนกว่า 2,222 ลำ บนท้องฟ้าเหนือ Happitat ซึ่งสร้างสถิติใหม่ในประเทศไทย และกลายเป็นภาพจำสำคัญของค่ำคืนเปิดตัว
นอกจากนี้ยังมีเซอร์ไพรส์จากศิลปินและนักแสดงอีกหลายคน ตั้งแต่ ครอบครัวชมพู่ อารยา, ฟรีน–สโรชา, Butterbear & Bianca, หยิ่น–วอร์, พี่จอง คัลแลน จูดี้ และน้องแดน ไปจนถึงนักแสดงจีน โจว อี้หราน (Zhou Yiran) ที่ปรากฏตัวบน Green Carpet ท่ามกลางแฟน ๆ
ไม่ได้มีแค่พื้นที่ช้อป แต่ยังมีธรรมชาติให้พัก
อีกจุดที่น่าสนใจของ Happitat คือการดึงธรรมชาติเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ ทั้งสวนแนวราบและพื้นที่สีเขียวในแนวตั้ง รวมถึงการเชื่อมต่อกับผืนป่าธรรมชาติกว่า 30 ไร่ด้านหลังโครงการ
นอกจากนี้ยังมี The Hilltop Offices อาคารสำนักงานสูง 10 ชั้น ที่ออกแบบให้พื้นที่ทำงานเชื่อมโยงกับธรรมชาติและแนวคิดด้านคุณภาพชีวิต

พูดง่าย ๆ คือ Happitat พยายามวางตัวเองให้เป็นพื้นที่ที่ไม่ได้มาแค่ “เดินห้าง” แต่สามารถใช้เวลาอยู่ได้ทั้งวัน ตั้งแต่กินข้าว พาเด็กมาเรียน ทำกิจกรรม ช้อปปิ้ง ดูโชว์ ไปจนถึงนั่งพักท่ามกลางพื้นที่สีเขียว
และหลังจากงานเปิดตัวผ่านไป นี่น่าจะเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่น่าจับตาของโซนบางนา เพราะ Happitat ยังเตรียมกิจกรรมและอีเวนต์ใหม่ ๆ หมุนเวียนตลอดทั้งปี
Happitat เปิดให้เข้าใช้บริการแล้ว ตั้งแต่วันที่ 21 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป






















