ฉีกขอบเขตก้าวสู่โลกแฟชั่น “Honda ACCORD Hybrid X GREYHOUND Original” คอลเล็กชั่นพิเศษใน ELLE Fashion Week 2019

จากที่สุดแห่งยนตรกรรมสปอร์ตพรีเมียมซีดาน “ฮอนด้า แอคคอร์ด ไฮบริด ใหม่” 
สู่อีกขั้นของโลกแฟชั่นที่ผสมผสานความลงตัวกับดีเอ็นเอสตรีทแฟชั่นอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของแบรนด์ “GREYHOUND Original” ของดีไซน์เนอร์หนุ่ม “บี – บดินทร์ อภิมาน” ในการออกแบบเสื้อผ้าคอลเล็กชั่นพิเศษ “GREYHOUND Original Presented by All-new Honda Accord Hybrid” ที่สะท้อนความพรีเมียมและการใช้งาน
ได้อย่างลงตัว ผ่านโชว์ชุดฟินาเล่ในงาน ELLE Fashion Week Fall/Winter 2019 เมื่อวันอาทิตย์ที่ 1 กันยายน 2562

ในแวดวงการออกแบบเหล่าแฟชั่นดีไซน์เนอร์ ต่างมุ่งสร้างสรรค์ผลงานที่แปลกใหม่ ท้าทาย และฉีกกรอบแห่งการ
ออกแบบเดิมๆ เพื่อรังสรรค์ชิ้นงานอันโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ และนำไปสู่นิยามใหม่แห่งวงการแฟชั่น เช่นเดียวกับ ดีไซน์เนอร์ “บี – บดินทร์ อภิมาน” และ พศิน สอิ้งทอง ผู้ช่วยดีไซน์เนอร์จากแบรนด์ “GREYHOUND Original” ที่ได้หยิบยกคาแร็กเตอร์ที่โดดเด่นของ ฮอนด้า แอคคอร์ด ไฮบริด ใหม่ มาเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบ โดยผสมผสานเข้ากับความสตรีทที่มีสไตล์เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์


แฟชั่นโชว์ “GREYHOUND Original Presented by All-new Honda Accord Hybrid” เปิดตัวด้วยบรรยากาศ
ที่น่าตื่นเต้นและสะกดทุกสายตาของผู้ชม เมื่อ ฮอนด้า แอคคอร์ด ไฮบริด ใหม่ ปรากฎขึ้นกลางรันเวย์ และมีแสงไฟค่อยๆ ส่องไปที่รถ หลังจากนั้นแสงจากไฟหน้าดีไซน์ใหม่แบบ LED ค่อยๆ สว่างขึ้น เผยให้เห็นถึงดีไซน์ภายนอก
ที่หรูหราสง่างาม โฉบเฉี่ยวด้วยเส้นสายอันเป็นเอกลักษณ์ และผสานความสปอร์ตไว้อย่างลงตัว


เหล่านายแบบและนางแบบต่างเดินตบเท้าออกมาในชุดสีขาวสไตล์สตรีทโมเดิร์น เพื่อให้ผู้ชมได้เห็นถึงรายละเอียดการออกแบบด้วยเส้นสายโค้งเว้า พลิ้วไหว แฝงด้วยความหรูหราและลูกเล่นการตัดเย็บที่พร้อมตอบสนองทุกการใช้งาน ในครั้งนี้ 
นายพิทักษ์ พฤทธิสาริกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารปฏิบัติการ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ได้เข้าร่วมชมโชว์และมอบดอกไม้เพื่อขอบคุณและแสดงความยินดีให้แก่ดีไซน์เนอร์ในตอนจบของ
แฟชั่นโชว์ด้วย

บี บดินทร์ อภิมาน เผยถึงแรงบันดาลใจในการออกแบบเสื้อผ้าในคอลเล็กชั่น GREYHOUND Original Presented by All-new Honda Accord Hybrid ว่า “การออกแบบเสื้อผ้าในคอลเล็กชั่นนี้ ผมได้หยิบยกคาแร็กเตอร์ของ ฮอนด้า แอคคอร์ด ไฮบริด ใหม่ คือ ความสปอร์ตพรีเมียมมาผสมกับสไตล์ของแบรนด์ GREYHOUND Original ทั้งวัสดุที่เลือกใช้ วิธีการตัดเย็บและประเภทของเสื้อผ้าที่ดีไซน์ออกมา


การออกแบบจะหยิบยกชุดที่เป็นทางการอย่างสูท ที่แสดงถึงความหรูหรา มาผสานกับแพทเทิร์นการตัดเย็บที่ประณีต เน้นเส้นสาย ความโค้งเว้า รวมถึงนำกิมมิคเล็กๆ มาใช้ เช่น กระเป๋าทรงแบ็คแพ็ก เพื่อสื่อถึงฟังก์ชันการใช้งาน และแสดงให้เห็นถึงความเชื่อในการมุ่งมั่นที่จะออกจากกรอบแฟชั่นเดิมๆ สะท้อนถึงเอกลักษณ์ของคนรุ่นใหม่ที่คิดนอกกรอบ ด้วยไลฟ์สไตล์ที่ดูเท่ หรูหรา สอดคล้องกับฮอนด้า แอคคอร์ด ไฮบริด ใหม่ ที่มาพร้อมเอกลักษณ์ความสปอร์ตพรีเมียม ครบครันด้วยฟังก์ชันการใช้งานและเทคโนโลยีอันล้ำสมัย ที่ถือเป็นโลกบทใหม่แห่งยนตกรรม”

ฮอนด้า แอคคอร์ด ไฮบริด ใหม่ โดดเด่นด้วยดีไซน์ใหม่ทั้งภายนอกและภายในห้องโดยสารที่ผสมผสานเอกลักษณ์ความสปอร์ตพรีเมียม มาพร้อมระบบขับเคลื่อน Sport Hybrid Intelligent Multi-Mode Drive 
(i-MMD) ของเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร Atkinson-Cycle DOHC i-VTEC 4 สูบ 16 วาล์ว ผสานกับมอเตอร์ไฟฟ้าที่ทรงพลัง 2 ตัว พร้อมด้วยเกียร์อัตโนมัติอัตราทดแปรผันต่อเนื่องไฟฟ้า (E-CVT) และแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออน ให้กำลังสูงสุดทั้งระบบได้ถึง 215 แรงม้า เหนือระดับด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ Honda SENSING พร้อมด้วยเทคโนโลยีอำนวยความสะดวกที่ครบครันโดยฮอนด้า แอคคอร์ด ไฮบริด ใหม่ มีให้เลือก 2 รุ่น ได้แก่ รุ่น HYBRID และ รุ่น HYBRID TECH

ปิดท้ายด้วยคอลเล็กชั่นที่นำเสนอเสื้อผ้าในสไตล์สตรีทอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ GREYHOUND Original ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Bangkok Pose” ซึ่งเป็นการหยิบยกวิถีชีวิตของผู้คนในหลากหลายอาชีพ และสะท้อนเหตุการณ์
ในชีวิตประจำวันที่เต็มไปด้วยความเร่งรีบและไม่หยุดนิ่งของผู้คนในกรุงเทพมหานคร แต่แฝงไปด้วยเสน่ห์ของสังคมเมืองถ่ายทอดสู่งานออกแบบบเสื้อผ้าสไตล์ Modern-Tailoring ทำให้โชว์นี้เปี่ยมไปด้วยสีสันแห่งความสนุกและความหลากหลาย และสะท้อนดีเอ็นเอในฐานะแบรนด์สตรีทแฟชั่นอันดับหนึ่งได้เป็นอย่างดี

ผู้ที่สนใจ ฮอนด้า แอคคอร์ด ไฮบริด ใหม่ สามารถทดลองขับเพื่อสัมผัสประสบการณ์การขับขี่ หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ หรือ www.honda.co.th/accord


BMW Premium Selection โปรแกรมการรับประกันจากกลุ่มอลิอันซ์ ยกระดับความคุ้มครองสูงสุดสำหรับลูกค้ารถยนต์มือสอง

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย มอบความคุ้มครองอย่างเหนือชั้นแก่ลูกค้าที่ซื้อรถยนต์มือสองที่ได้มาตรฐาน ผ่านการตรวจสอบและได้รับการรับรองจากผู้เชี่ยวชาญของบีเอ็มดับเบิลยู ภายใต้โปรแกรม BMW Premium Selection ด้วยโปรแกรมการรับประกันจากกลุ่มอลิอันซ์อย่างต่ำ 24 เดือน ที่ให้ความปลอดภัยและความอุ่นใจกับลูกค้าอย่างรอบด้านมร. อเล็กซานเดอร์ บารากา ประธาน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า “ลูกค้าสามารถมั่นใจได้ว่ารถยนต์มือสองทุกคันในโปรแกรม BMW Premium Selection ผ่านการใช้งานมาไม่เกิน 6 ปี นับจากวันแรกที่รับประกัน หรือไม่เกิน 150,000 ก.ม. ไม่เคยมีอุบัติเหตุรุนแรง ไม่เคยเปลี่ยนแปลงสีตัวถัง ผ่านการตรวจและรับรองตามมาตรฐานของบีเอ็มดับเบิลยูระดับโลก เพื่อความคุ้มค่าและคุณภาพสูงสุดก่อนถึงมือผู้ใช้ ซึ่งโปรแกรมการรับประกันจากกับกลุ่มอลิอันซ์ ตอกย้ำความแข็งแกร่งของการมุ่งมอบประสบการณ์สุด
พรีเมียมให้กับลูกค้า และต่อยอดมาตรฐานชั้นเลิศของธุรกิจรถมือสองของบีเอ็มดับเบิลยู โดยเราเชื่อมั่นว่าตลาดรถยนต์พรีเมียมมือสองในประเทศมีศักยภาพในการเติบโต เพราะโปรแกรมอย่าง BMW Premium Selection ทำให้ทุกคนสามารถเป็นเจ้าของรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูได้ง่ายดายขึ้น ทั้งยังโดดเด่นด้วยราคาที่คุ้มค่า เปี่ยมด้วยคุณภาพ และบริการที่ครบวงจร”

มร. สตีเฟ่น วัทคิ่นส์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ ดับเบิลยู พี เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) จำกัด 
กล่าวว่า “อลิอันซ์ พาร์ทเนอร์ (AzP) เป็นกลุ่มบริษัทที่ให้บริการด้านประกันภัยการเดินทางและบริการให้
ความช่วยเหลือที่ใหญ่ที่สุดในโลก นับตั้งแต่ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2543 เอ ดับเบิลยู พี เซอร์วิสเซส 
(ประเทศไทย) ได้เติบโตและก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในตลาดประกันภัยระดับแนวหน้า ในฐานะบริษัทที่ให้บริการความช่วยเหลือครบวงจรชั้นนำของโลก และการให้บริการก็ถือเป็นงานหลักของเรา เราจึงมีความยินดี
เป็นอย่างยิ่งที่จะได้มอบบริการระดับพรีเมียมให้แก่ลูกค้ารถยนต์มือสองในโปรแกรม BMW Premium Selection ที่มาพร้อมประกันภัยชั้นเลิศ และยังเป็นการร่วมกันกับบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ในการเสริมสร้างศักยภาพตลาดรถยนต์มือสองในไทยให้มีความแข็งแกร่งอีกด้วย”

โปรแกรมการรับประกันภายใต้ความคุ้มครองของกลุ่มอลิอันซ์ จะครอบคลุมทั้งการซ่อมแซมความบกพร่องทางกลไกและระบบไฟฟ้า รวมถึงค่าอะไหล่และค่าแรงโดยผู้เชี่ยวชาญ กำจัดทุกข้อกังวลในเรื่องค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงรถยนต์ นอกจากนี้ BMW Premium Selection ยังมีบริการอื่น ๆ เช่น การนำรถยนต์คันเก่ามาเปลี่ยนเป็นบีเอ็มดับเบิลยูคันใหม่ในราคาพิเศษ (Trade-in) รวมไปถึงหลากหลายผลิตภัณฑ์ทางการเงิน เช่น ข้อเสนอเงินดาวน์ 0% สำหรับรถยนต์ในโปรแกรม BMW Premium Selection ทุกรุ่น โดยมีค่างวดเพียง 2%* ของราคารถยนต์เต็ม และแบ่งการชำระเป็น 12-60 เดือนตามเงื่อนไขที่กำหนด

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถสอบถามได้ที่ตัวแทนจำหน่าย BMW Premium Selection 12 แห่ง 
ทั่วประเทศ คือ มิลเลนเนียม ออโต้ พระรามสี่, มิลเลนเนียม ออโต้ ลาดพร้าว, มิลเลนเนียม ออโต้ 
พระรามสาม, มิลเลนเนียม ออโต้ อุบลราชธานี, มิลเลนเนียม ออโต้ หาดใหญ่, มิลเลนเนียม ออโต้ ภูเก็ต, บาเซโลนา มอเตอร์ วิภาวดี, บาเซโลนา มอเตอร์ บางแค, ยูโรปา มอเตอร์ ราชพฤกษ์, อมร เพรสทีจ รัชดาภิเษก, สกายออโต้ เฮ้าส์ ขอนแก่น และ นิธิบูรณ์ พิษณุโลก หรือไปที่ usedcar.bmw.co.th

*คำนวณจากค่าผ่อนชำระเป็นเวลา 48 เดือน และเป็นสินเชื่อแบบบอลลูน 20%


อัลตร้าบูสท์ ‘MANCHESTER_ROSE’ รุ่นฉลองการคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ หนแรกในประวัติศาสตร์สโมสร

อาดิดาส ฟุตบอล ร่วมกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สโมสรยักษ์ใหญ่จากเกาะอังกฤษ เปิดตัวรองเท้าวิ่งอัลตร้าบูสท์ (Ultraboost) รุ่นพิเศษที่ได้แรงบันดาลใจมาจาก “กุหลาบแดงแห่ง
แลงคาเชียร์” ซึ่งมีการนำมาติดที่บริเวณลิ้นรองเท้า พร้อมพิมพ์โลโก้ของสโมสรบนพื้นรองด้านในและระบุข้อความ “110 YEARS – MANCHESTER_ROSE – 1909_2019” ที่สื่อถึงการคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ ได้สำเร็จเป็นครั้งแรกย้อนไปเมื่อปีค.ศ. 1909 ในการแข่งขันเอฟเอ คัพ รอบชิงชนะเลิศ ระหว่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กับ บริสตอล ซิตี้ ที่ฝ่ายแรกสามารถคว้าชัยชนะและถ้วยแชมป์ไปครองด้วยประตูโทนในช่วงครึ่งเวลาแรกจาก แซนดี้ เทิร์นบูล ในแมตช์นั้นนักเตะแมนฯ ยูไนเต็ด ได้ลงแข่งขันภายใต้เสื้อแข่งขันสีขาวที่มีรูปดอกกุหลาบสีแดงอยู่บนอกเสื้อ จึงเป็นที่มาของการออกแบบรองเท้าวิ่งอัลตร้าบูสท์รุ่นพิเศษ เพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 110 ปีของการคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ ได้สำเร็จเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของสโมสรนั่นเองรองเท้าวิ่งอัลตร้าบูสท์ รุ่นฉลองแชมป์เอฟเอ คัพ ปี 1909 ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด วางจำหน่ายในจำนวนจำกัดที่ร้านอาดิดาส แบรนด์ เซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์, ร้านอาริ ฟุตบอล คอนเซ็ปต์ สโตร์ สาขาสยามสแควร์ ซอย 6 และร้านซูเปอร์สปอร์ต สาขาเซ็นทรัลเวิลด์ ในราคา 6,300 บาท ตั้งแต่วันที่ 12 กันยายน 2562 เป็นต้นไป

ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ adidas.com/football หรือติดตามผ่านทางอินสตาแกรมและทวิตเตอร์ได้ที่ @adidasfootball


5 เหตุผลที่ใครๆ ต้องเปลี่ยนมาใช้ “กาแลคซี่ โน้ต 10”

ในยุคนี้สมาร์ทโฟนได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวันของใครหลายคน เพราะนอกจากเอาไว้ติดต่อสื่อสารกับคนรอบตัว ยังเป็นอุปกรณ์ที่เข้ามาช่วยเติมเต็มไลฟ์สไตล์ต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพและรวดเร็วมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการรับ–ส่งข้อมูลข่าวสาร ตามติดความบันเทิงที่น่าสนใจ รวมถึงเก็บภาพและวิดีโอเพื่อบันทึกความทรงจำ จึงไม่แปลกที่จะมีสมาร์ทโฟนหลากหลายรูปแบบออกมาเป็นตัวเลือกให้ผู้บริโภค

กาแลคซี่ โน้ต 10 และ กาแลคซี่ โน้ต 10 พลัส สุดยอดสมาร์ทโฟนทรงพลังที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นให้เป็นมากกว่าเครื่องมือสื่อสารหรือเพียงสมาร์ทโฟนที่ถ่ายรูปได้ ด้วยการชูจุดเด่นด้านประสิทธิภาพการใช้งานที่เหนือกว่าทุกสมาร์ทโฟนที่เคยมีมา สอดคล้องกับความต้องการของคนทำงานรุ่นใหม่ที่ไม่มีเส้นแบ่งระหว่างการทำงานและการใช้ชีวิต ให้พวกเขาสามารถใช้ประโยชน์จากสมาร์ทโฟนได้อย่างเต็มที่ ทั้งเร็วขึ้น ง่ายขึ้น แถมยังเติมเต็มในเรื่องของความคิดสร้างสรรค์ได้อย่างลงตัว และสิ่งที่กำลังจะกล่าวถึงต่อไปนี้คือ 5 เหตุผลที่ทำไมคุณต้องเป็นเจ้าของ กาแลคซี่ โน้ต 10…

1. ครั้งแรกของ กาแลกซี่ โน้ต ที่มาพร้อมกันถึง 2 ขนาด

ผู้ที่ชอบสมาร์ทโฟนขนาดพอดีมือดีใจได้เลย เพราะเป็นครั้งแรกที่กาแลคซี่ โน้ตในปี 2019 นี้มาพร้อมกันถึง 2 รุ่น นำโดยกาแลคซี่ โน้ต 10 ที่มีขนาดหน้าจอ 6.3 นิ้ว บางเพียง 7.9 มิลลิเมตร มีความกะทัดรัดส่งผลให้จับได้ถนัดมือมากยิ่งขึ้น เหมาะที่สุดกับกับคุณสาวๆ ทั้งหลายที่ชอบดีไซน์พรีเมี่ยม มาพร้อมกระจก Corning Gorilla Glass 6 แข็งแรง ทนทานสุดๆ แต่ถ้าใครอยากได้จอใหญ่จุใจ แนะนำให้จัดกาแลคซี่ โน้ต 10 พลัส ที่มีขนาดหน้าจอถึง 6.8 นิ้ว ใหญ่กว่ารุ่นก่อนหน้าถึง 0.4 นิ้ว แต่บางเบาจับถนัดมือกว่าเดิมรับประกันเต็มอิ่มทุกความบันเทิง

2. แตกต่างด้วยพลังแห่ง S Pen

อย่างที่รู้กันดีว่า S Pen นั้นก็เปรียบเสมือน DNA ของกาแลคซี่ตระกูลโน้ต ที่เข้ามาช่วยปลดปล่อยความคิดสร้างสรรค์ของคุณให้มีอิสระมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการจดเขียนข้อมูล วาดภาพ หรือระบายสีก็ทำได้อย่างสมบูรณ์แบบ ที่สำคัญคือ S Pen เจเนเรชั่นล่าสุดนี้ยังถูกพัฒนามาให้ฉลาดไปอีกขั้น มาพร้อมกับ Air Actions ช่วยให้คุณควบคุมการทำงานของสมาร์ทโฟนเพียงแค่ตวัดก็สั่งการได้ แม้ไม่สัมผัสหน้าจอ คอนโทรลได้ทั้งการถ่ายภาพ เล่นวิดีโอ ปรับความดังเสียง เลื่อนไสลด์ และอื่นๆ มากไปกว่านั้นยังสามารถเปลี่ยนลายมือเป็นตัวพิมพ์ และส่งออกเป็นไฟล์ Word หรือ PDF ได้ทันที สะดวกสบายขนาดนี้ใครล่ะจะอดใจไหว?

3. เป็นเจ้าของกล้องคุณภาพระดับมือโปร! ที่ให้คุณถ่ายภาพและวิดีโออย่างมืออาชีพ

เมื่อประสิทธิภาพของกล้องกลายเป็นอีกปัจจัยหลักในการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค ดังนั้นกล้องในกาแลคซี่ โน้ต 10 จึงถูกออกแบบให้มีความฉลาดระดับมืออาชีพ มาพร้อมเลนส์กล้องที่หลากหลายพร้อมใช้งาน ทั้งการถ่ายภาพนิ่ง วิดีโอ และตัดต่อได้ทันที อีกทั้งกาแลคซี่ โน้ต 10 พลัส ยังครองอันดับ 1 กล้องสมาร์ทโฟนที่ดีที่สุดในโลกจากการจัดอันดับของ DxOMark ถ่ายหน้าชัดหลังเบลอได้สวยเป็นธรรมชาติด้วยฟีเจอร์ Live Focus เนรมิตเอฟเฟกต์หน้าชัด หลังเบลอ เป็นธรรมชาติทั้งภาพนิ่ง และวิดีโอ

มากไปกว่านั้นยังมาพร้อมระบบกันสั่นอัจฉริยะ (Super Steady) ให้คุณถ่ายภาพวิดีโอได้นิ่งระดับแอคชั่นแคม! ภาพชัดในสถานการณ์ที่สั่นไหว ที่สำคัญคือครั้งนี้ยังมาพร้อมกับฟีเจอร์ Zoom-in Mic ยิ่งซูมภาพใกล้เสียงยิ่งชัด พร้อมกับลดเสียงรอบข้างในเวลาเดียวกัน เหมาะกับสายคอนเทนต์ครีเอเตอร์เป็นที่สุด

4. เพิ่มความสนุกอีกขั้นด้วยเทคโนโลยี AR Doodle และ 3D

สร้างจินตนาการด้านศิลปะของคุณในมิติใหม่ด้วยการวาดภาพ 3 มิติบนวิดีโอด้วย AR Doodle ผ่านปากกา S Pen ทำให้ภาพวาดของคุณเคลื่อนไหวตามใบหน้าและพื้นที่รอบตัว สนุกและไม่เหมือนใครเหมาะที่สุดกับการสร้างสรรค์คอนเทนบนโซเชียลมีเดีย นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยี 3D Scanner ที่กาแลคซี่ โน้ต 10 พลัส จะช่วยให้คุณสามารถถ่ายรูปวัตถุแบบ 3D ได้ 360 องศา และเปลี่ยนเป็น GIF แบบเคลื่อนไหวได้อย่างลงตัว

5. ซื้อตอนนี้โปรแรงเว่อร์! เอาเครื่องเก่ามาแลกเครื่องใหม่    

คุณสามารถเป็นเจ้าของ กาแลคซี่ โน้ต 10 และ โน้ต 10 พลัส พร้อมรับส่วนลดพิเศษในโปรโมชั่น เก่าแลกใหม่ มูลค่าสูงสุด 2,500 บาท เมื่อนำโทรศัพท์มือถือเครื่องเก่ามาแลกซื้อ กาแลคซี่ โน้ต 10 และกาแลคซี่ โน้ต 10 พลัส ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ที่ซัมซุงแบรนด์ช็อปและร้านค้าที่ร่วมรายการ จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2562 สามารถตรวจสอบรายละเอียดโปรโมชั่นเพิ่มเติมได้ที่จุดขาย หรือเว็ปไซต์ http://www.samsung.com/th/note10/specialoffer บอกเลยว่ารอช้าไม่ได้แล้ว! 

กาแลคซี่ โน้ต 10 พร้อมให้คุณเป็นเจ้าของแล้วตั้งแต่วันนี้ โดย กาแลคซี่ โน้ต 10 มีให้เลือก 3 สี ได้แก่ Aura Glow, Aura Pink และ Aura Black ในราคา 32,900 บาท และกาแลคซี่ โน้ต 10 พลัส มาในสี Aura Glow, Aura White และ Aura Black รุ่น
ความจุ 256 GB ราคา 37,900 บาท และ 512GB ในราคา 40,900 บาท สามารถตรวจสอบข้อมูลผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมได้ที่ www.samsung.com/th/note10


“Singha Corporation Presents “LUKAS GRAHAM Live in Bangkok 2019”

เตรียมตัวไปร้องเพลง 7 Years และ Love Someone ใน คอนเสิร์ต
“Singha Corporation Presents “LUKAS GRAHAM Live in Bangkok 2019”
วันที่ 28 กันยายน นี้ ที่ GMM Live House Central world

เริ่มขายบัตร Early Bird ในวันศุกร์ที่ 30 สิงหาคมนี้เวลา 10 โมง ราคา 2,300 และ 1,800 ถึงวันที่ 6 กันยายนเท่านั้น !

ซื้อบัตรได้ที่ : https://www.theconcert.co.th/p/30

? อย่าลืมเข้าไปกด join event ได้ที่ : https://www.facebook.com/events/346645816223693/?ti=as
จะได้ไม่พลาดอัพเดทข้อมูลต่างๆกันน้า

#SinghaCorporationPresentsLUKASGRAHAMliveinBangkok2019
#LUKASGRAHAMliveinBangkok2019
#LUKASGRAHAM
#SinghaExperience #WarnerMusicThailand
#GodzillionaireEntertainment
#AmproviseGroup
#Transcendence
#SPICYDISC


AEPW ระดมทุนกว่าพันล้านดอลลาร์ช่วยลดปัญหาขยะพลาสติก
เปิดตัวครั้งแรกในไทยและอาเซียน

บริษัทยักษ์ใหญผู้ประกอบการห่วงโซ่พลาสติก จัดงานเสวนาเปิดตัวความร่วมมือ “Alliance to End Plastic Waste” (AEPW) องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรระดับโลก ครั้งแรกในไทย ระดมทุนกว่าพันล้านดอลล่าร์สหรัฐ มุ่งเน้นการขจัดและจัดการกับปัญหาขยะพลาสติกอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมหาสมุทร โดยไทยจัดอยู่ในลำดับที่ 6 ประเทศที่มีขยะพลาสติกมากที่สุดในโลก  ปัจจุบัน AEPW ประกอบด้วยสมาชิกจำนวน 40 บริษัท

AEPW ร่วมกับสภาธุรกิจโลกเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (WBCSD)  ตั้งเป้าระดมทุน 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายใน 5 ปี เพื่อพัฒนาแนวทางการการลดปริมาณและจัดการขยะพลาสติก รวมถึงส่งเสริมวิธีการจัดการหลังการใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประเทศไทย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่กำลังประสบปัญหาวิกฤติจากขยะพลาสติก

จากเวทีเสวนา พบว่ามีปัญหาหลายอย่างในการจัดการขยะพลาสติกในไทย และหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อาทิ การขาดโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น อาทิ ระบบการคัดแยกขยะ การจัดการที่ขาดความรู้ เช่น การทิ้งขยะและของเสียลงในแม่น้ำ ซึ่งจะทำให้ขยะไหลลงสู่มหาสมุทร รวมทั้งการขาดความเข้าใจและความรู้ในการจัดการกับพสาสติกที่ใช้แล้ว โดยการนำพลาสติกมารีไซเคิลจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับขยะพลาสติกได้

กลยุทธิ์ของ AEPW มีกระบวนการการดำเนินงานอยู่บนรากฐาน 4 ด้านด้วยกัน คือ การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนานวัตกรรม การส่งเสริมความรู้ความเข้าใจและการมีส่วนร่วม รวมทั้งการฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ

ปัจจุบัน AEPW ให้ความสำคัญในการริเริ่มโครงการความร่วมมือต่างๆ ที่สะท้อนให้เห็นถึงแนวทางการจัดการขยะพลาสติก อาทิ เช่น การทำงานร่วมกับเมืองต่าง ๆ เพื่อวางแผนการจัดการแบบระบบบูรณาการในเขตเมืองใหญ่ที่ยังขาดโครงสร้างพื้นฐาน การส่งเสริมเทคโนโลยีรวมถึงรูปแบบธุรกิจที่ป้องกันการเกิดขยะพลาสติกในมหาสมุทร โดยความร่วมมือต่างๆ เหล่านี้จะนำมาเป็นต้นแบบดำเนินการในประเทศไทยด้วยเช่นกัน

“เราพบว่าขยะพลาสติกร้อยละ 60 ในมหาสมุทรมีต้นกำเนิดมาจาก 5 ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พวกเราเห็นตรงกันว่า ปัญหานี้เป็นปัญหาระดับโลกที่ต้องการการแก้ไขอย่างเร่งด่วน โดยต้องมีผู้นำที่มีความแข็งแกร่ง” นายชลณัฐ ญาณารณพ รองผู้จัดการใหญ่ บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) และ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี กล่าวเสริม “เรามีกรณีศึกษาที่ประสบความสำเร็จมากมาย โครงการนำร่องการจัดการขยะตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนวียน และการร่วมมือเพื่อหาแนวทางการแก้ไขปัญหากับหลายภาคส่วน ตัวอย่างเช่น โครงการพัฒนาหุ่นยนต์เก็บขยะลอยน้ำ 4.0 (Smart Litter Trap 4.0)”

ประเทศไทยได้ตระหนักถึงความท้าทายระดับโลกนี้ รัฐบาลไทยจึงได้ริเริ่มปฎิบัติการเชิงรุก เช่น การขับเคลื่อนนโยบาล ลด ละ เลิกการใช้ขยะพลาสติกสำหรับปี 2561 – 2573 โดยตั้งเป้าเลิกใช้พลาสติกที่บางกว่า 36 ไมครอน รวมถึงใยสังเคราะห์ (Styrofoam) กล่องอาหารพลาสติก หลอดพลาสติก และแก้วพลาสติกใช้แล้วทิ้งภายในปี 2565 และตั้งเป้าลดขยะพลาสติกในมหาสมุทรในประเทศไทยให้ได้อย่างน้อยร้อยละ 50 ภายในปี 2570

สามารถค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.endplasticwaste.org


แว้นอย่างมีสไตล์! ‘Triumph Motorcycles’ เปิด 7 ไอเทมคู่กายไบค์เกอร์

การขี่มอเตอร์ไซค์ไม่ว่าจะเป็นช่วงฤดูกาลไหนหรือเวลาใด การเลือกใช้อุปกรณ์ที่จำเป็นต่อการขับขี่รถมอเตอร์ไซค์ให้เหมาะสม เป็นสิ่งสำคัญต่อการขับขี่เป็นอย่างมาก เพราะหากเราเลือกสวมใส่อุปกรณ์ที่เหมาะสมก็จะสามารถทำให้การขับขี่เป็นไปอย่างราบรื่นปลอดภัยตลอดการเดินทาง โดยปัจจุบันอุปกรณ์สำหรับการขับขี่มอเตอร์ไซค์หลากหลายชิ้นได้ถูกออกแบบ และผลิตขึ้นเพื่อช่วยอำนวยความสะดวกสบายและรองรับผู้ขับขี่มากขึ้น ครั้งนี้ ไทรอัมพ์ มอเตอร์ไซเคิลส์ จะมารวบรวม 7 ไอเทมคู่กายชาวไบค์เกอร์ที่ต้องมี ก่อนสตาร์ทรถออกไปท่องเที่ยวมาฝากกัน

เสื้อยืด – ออกทริปขับขี่มอเตอร์ไซค์ การแต่งกายมีความสำคัญ ปัจจุบันเราจะเห็นนวัตกรรมการผลิตเสื้อผ้าที่สามารถช่วยเรื่องระบายอากาศ รวมถึงซึมซับเหงื่อได้เป็นอย่างดี ดังนั้นหากต้องออกทริปขับขี่ในสภาพอากาศร้อน ควรเลือกใส่เสื้อที่รู้สึกสวมใส่สบาย ไม่อึดอัด หากซับเหงื่อหรือระบายอากาศได้ด้วยก็จะดีมาก เนื่องจากเสื้อยืดเป็นเสื้อที่ต้องแนบกับผิวกายของผู้ขับขี่ตลอดการเดินทางนั่นเอง

เสื้อแจ็คเก็ต – อีกหนึ่งไอเท็มสำคัญที่เป็นเหมือนสัญลักษณ์ของชาวไบค์เกอร์ นอกจากความเท่แล้วนั้น ความพิเศษของเสื้อแจ็กเก็ตที่ผลิตขึ้นมาเพื่อสำหรับขับขี่มอเตอร์ไซค์โดยเฉพาะจะมีความแตกต่างจากแจ็คเก็ตที่มีขายอยู่ในท้องตลาดทั่วไป เนื่องจากเสื้อแจ็คเก็ตที่ว่านี้จะมีการ์ดป้องกันในจุดสำคัญหลาย ๆ ส่วน ไม่ว่าจะเป็น ข้อมือ ข้อศอก หัวไหล่ หรือหลัง เป็นต้น

กางเกงยีนส์ – หลายคนอาจคิดว่าใส่กางเกงยีนส์แบบไหนขี่รถมอเตอร์ไซค์ก็ได้ แต่ความจริงแล้วการเลือกสวมใส่กางเกงยีนส์ที่ผลิตขึ้นมาเพื่อใช้ในการขับขี่มอเตอร์ไซค์โดยเฉพาะก็สำคัญไม่แพ้อุปกรณ์อื่น ๆ เพราะกางเกงยีนส์สำหรับผู้ขี่รถมอเตอร์ไซค์โดยเฉพาะ จะผลิตจากผ้ามีความแข็งแรงทนทาน สามารถรองรับแรงกระแทกและทนต่อการขัดถูได้ดี รวมทั้งยังมาพร้อมการ์ดป้องกันในจุดสำคัญหลาย ๆ ส่วนของร่างกายด้วยเช่นกัน

ถุงมือ – แน่นอนประโยชน์หลักของถุงมือมอเตอร์ไซค์ก็คือช่วยป้องกันมือของเรา ช่วยลดอาการบาดเจ็บที่จะเกิดกับมือได้ ยิ่งหากต้องขับขี่มอเตอร์ไซด์ทุก ๆ วันเป็นระยะเวลานาน ๆ ถุงมือจะช่วยลดอาการมือด้านและมือพองเนื่องจากการเสียดสีจากแฮนด์รถมอเตอร์ไซค์ได้ด้วย

รองเท้าบูท – การเลือกรองเท้าให้เหมาะสมขับการขับขี่มอเตอร์ไซค์เป็นเรื่องสำคัญอีกอย่างหนึ่ง โดยรองเท้าบูทสำหรับขี่รถมอเตอร์ไซค์ สามารถช่วยป้องกันข้อเท้าหรือนิ้วหัก พร้อมช่วยกระชับข้อเท้าระหว่างการปรับเปลี่ยนเกียร์ขณะขับขี่

รถมอเตอร์ไซค์คันโปรด และหมวกกันน็อคคู่ใจ – แน่นอนว่าขาดไม่ได้กับรถมอเตอร์ไซค์คันโปรดและหมวกกันน็อคคู่ใจที่จะพาคุณออกไปเปิดประสบการณ์การขับขี่และถึงที่หมายได้อย่างปลอดภัย ที่สำคัญอย่าลืมเช็ครถมอเตอร์ไซค์ก่อนออกเดินทางทุกครั้งว่าอยู่ในสภาพพร้อมใช้งานไม่มีอะไรชำรุดหรือเสียหาย และอีกอย่างหนึ่งคือการเลือกรถมอเตอร์ไซค์ให้เหมาะกับการเดินทางแต่ละประเภท ก็มีส่วนที่ทำให้คุณสามารถขับขี่ได้อย่างมั่นใจมากขึ้นด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ไทรอัมพ์ มีอุปกรณ์สวมใส่สำหรับการขี่รถมอเตอร์ไซค์มากมาย ที่ได้รับการออกแบบขึ้นเป็นพิเศษให้ลูกค้าได้เลือกสรรตามแต่ละสไตล์ของผู้ขับขี่ อาทิ เสื้อยืด เสื้อแจ็คเก็ต รองเท้า ถุงมือ ฯลฯ ซึ่งทุกชิ้นผ่านการออกแบบและผลิต เพื่อให้สามารถตอบสนองทุกความต้องการของนักขี่สมัยใหม่ได้เป็นอย่างดี ควบคู่ไปกับการพัฒนารถมอเตอร์ไซค์เพื่อผู้ขับขี่ทุกคน


10 มนุษย์อึด! ชาวไทยเตรียมลุยแตะรถชิงรถรายการ “SUBARU CHALLENGE: THE ASIA FACE OFF 2019” ที่สิงคโปร์

บริษัท ทีซี ซูบารุ (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศผลการแข่งขัน Subaru Thailand Palm Challenge 2109 “Hold it, Keep it” “แตะรถชิงรถกับซูบารุ ปีที่ 12” เผยโฉม 10 ตัวแทนชาวไทย เข้าร่วมการแข่งขันในรายการ “SUBARU CHALLENGE: THE ASIA FACE OFF 2019” ที่ประเทศสิงคโปร์ เพื่อชิงรถยนต์ The All-New Forester 2.0i-L มูลค่ารวม 1,330,000 บาท

นายศิริพงษ์ ทุษดี ผู้ที่สามารถยืนแตะรถยนต์ซูบารุ พร้อมผ่านบททดสอบต่าง ๆ ท่ามกลางสภาวะอากาศที่ร้อนอบอ้าวได้นานที่สุด ทำเวลาได้ 7 ชั่วโมง 30 นาที 09 วินาที นำทีมตัวแทนชาวไทยทั้ง 10 คน เข้าร่วมการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศระดับภูมิภาค ประชันความแข็งแกร่งกับตัวแทนอีก 8 ประเทศ จากกลุ่มบริษัทมอเตอร์ อิมเมจ ประกอบด้วย จีน กัมพูชา ฮ่องกง มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ไต้หวัน เวียดนาม และสิงคโปร์ ซึ่งกำหนดจัดขึ้น ที่ประเทศสิงคโปร์ ในเดือนพฤศจิกายนนี้

สามารถติดตามความเคลื่อนไหวการแข่งขัน “SUBARU CHALLENGE: THE ASIA FACE OFF 2019” และส่งกำลังใจให้ 10 ตัวแทนชาวไทยได้ที่ facebook.com/SubaruThailandPalmChallenge


Mercedes-Benz A 200 AMG Dynamic น้องใหม่ตระกูล A-Class พรีเมี่ยมคอมแพ็คคาร์เครื่องเล็กแต่แรง!

บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัว “The new Mercedes-Benz A-Class” เจเนอเรชันที่ 4 รุ่นใหม่ล่าสุดสำหรับยังก์เจเนอเรชัน ที่จะเข้ามาเติมเต็ม พอร์ตโฟลิโอของรถยนต์ในกลุ่ม Compact Car ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ นำเสนอในรุ่น Mercedes-Benz A 200 AMG Dynamic มาพร้อมกับรูปลักษณ์ ที่ดูสปอร์ต และโฉบเฉี่ยวมากขึ้น ภายในที่ได้รับการออกแบบใหม่ มีระบบความปลอดภัยที่ดีที่สุด พร้อมให้สมรรถนะการขับขี่ที่เร้าใจจากเครื่องยนต์ใหม่ ขนาด 1.3 ลิตร ให้กำลังสูงสุดถึง 163 แรงม้า ที่มีอัตราการปล่อยไอเสียต่ำ และอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันที่ดียิ่งขึ้นพร้อมยกระดับความสะดวกสบายขณะขับขี่ด้วย “เอ็มบียูเอ็กซ์” (MBUX) หรือ “Mercedes-Benz User Experience” ระบบมัลติมีเดียใหม่ล่าสุดที่ติดตั้งใน The new A-Class เป็นรุ่นแรกในกลุ่มรถยนต์คอมแพ็คคาร์ Mercedes-Benz A 200 AMG Dynamic นำเสนอในราคา 2,490,000 บาท สำหรับผู้สนใจสามารถเยี่ยมชมพร้อมสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ผู้จำหน่ายรถยนต์ เมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการทั้ง 33 แห่งทั่วประเทศ หรือในงาน “เมอร์เซเดส-เบนซ์ สตาร์เฟส” ที่จะเคลื่อนคาราวานไปทั่วประเทศจนถึงสิ้นเดือนตุลาคม 2562 นี้มร.โรลันด์ โฟล์เกอร์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “เมอร์เซเดส-เบนซ์ นำเสนอรถยนต์กลุ่มคอมแพ็คคาร์ครั้งแรกจากการเปิดตัว Mercedes-Benz A-Class ในงานเจนีวา มอเตอร์โชว์ เมื่อปีพ.ศ. 2540 นับเป็นเวลากว่า 20 ปี ที่รถยนต์ตระกูล A-Class ได้รับการพัฒนาสมรรถนะในด้านต่างๆ รวมถึงการปรับรูปแบบดีไซน์มาอย่างต่อเนื่อง ทำให้รถยนต์ตระกูล A-Class ได้รับการตอบรับที่ดีจากสาวกดาวสามแฉกจากทั่วโลก ส่งผลให้ยอดขายรถยนต์ในกลุ่มคอมแพ็คคาร์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก”

“โดยในปีที่ผ่านมารถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ที่ถูกจำหน่ายทั่วโลกทุกๆ สี่คันจะเป็นรถยนต์ คอมแพ็คคาร์หนึ่งคัน ซึ่งปัจจัยที่ทำให้บริษัทฯ ประสบความสำเร็จในตลาดพรีเมี่ยมคอมแพ็คคาร์ คือ การขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อให้ลูกค้ามีตัวเลือกที่หลากหลายมากขึ้น การปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์ ของรถยนต์ การนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาใช้ในรถยนต์ ตลอดจนความสามารถในการสร้างสรรค์ยนตรกรรมในด้านสมรรถนะที่ดีเยี่ยม และมอบความสะดวกสบายให้แก่ทั้งผู้ขับขี่ และผู้โดยสารได้อย่างเหนือระดับ”

“ด้วยเหตุนี้ ทางบริษัทฯ จึงมีความมุ่งมั่นในการสานต่อความสำเร็จของรถยนต์กลุ่มคอมแพ็คคาร์ ด้วยการเปิดตัวรถยนต์ The new Mercedes-Benz A-Class เจเนอเรชันที่ 4 ในรุ่น Mercedes-Benz A 200 AMG Dynamic เจาะกลุ่มเป้าหมายยังก์เจเนอเรชัน เติมเต็มพอร์ตโฟลิโอของรถยนต์กลุ่มคอมแพ็คคาร์ที่ปัจจุบันบริษัทฯ นำเสนอใน 5 รุ่นย่อยได้แก่ CLA 200 Urban, CLA 250 AMG Dynamic (Night Edition), CLA 250 AMG Dynamic (WhiteArt Edition), GLA 200 Urban และ GLA 250 AMG Dynamic โดย Mercedes-Benz A 200 AMG Dynamic มาพร้อมกับดีไซน์สปอร์ตเร้าใจทั้งดีไซน์ภายนอก และภายในที่ได้รับการออกแบบใหม่ทั้งหมด แต่ยังคงความเป็นเอกลักษณ์ของรถยนต์ตระกูลเอ-คลาสอยู่อย่างเต็มเปี่ยม ไม่ว่าจะเป็นรูปลักษณ์ภายนอกที่ดูปราดเปรียว ภายในห้องโดยสารที่กว้างขวางเพื่อประโยชน์ใช้สอยสูงสุด เครื่องยนต์ที่ทันสมัยมีอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันที่ยอดเยี่ยม และมีระบบความปลอดภัยที่ดีที่สุด เพื่อตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายที่เป็นคนรุ่นใหม่ที่รักอิสระ ชื่นชอบดิจิทัลไลฟ์สไตล์ และให้ความสำคัญกับการสร้างบาลานซ์ให้กับการใช้ชีวิต”

“นอกจากนี้รถยนต์ A-Class 4 ประตูนี้ ยังมาพร้อมกับระบบมัลติมีเดียใหม่ล่าสุดอย่าง MBUX หรือ Mercedes-Benz User Experience ที่เมอร์เซเดส-เบนซ์พัฒนาขึ้นเพื่อให้ใช้งานได้ง่าย และสามารถจดจำลักษณะการใช้งานของผู้เป็นเจ้าของได้ โดยรถยนต์รุ่นนี้ ถือเป็นครั้งแรกของรถยนต์ในกลุ่มคอมแพ็คคาร์ที่ระบบ MBUX จะทำงานร่วมกับบริการ Mercedes me connect ทำให้การเชื่อมต่อระหว่าง ลูกค้า รถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการ รวมถึงการบริการอื่นๆ ของเมอร์เซเดส-เบนซ์เป็นไปอย่างสะดวกและง่ายดายมากขึ้น อีกทั้งยังมีความสามารถใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นการจากทำงานร่วมกันของสองระบบนี้อีกมากมาย เช่น การสั่งการด้วยเสียงอัจฉริยะที่สามารถตรวจจับการสั่งการด้วยภาษาพูดอย่างเป็นธรรมชาติ (Natural speech recognition) ทำให้ระบบเข้าใจภาษาอังกฤษในหลายสำเนียงได้ เพียงแค่พูด คำว่า ‘Hey, Mercedes’ เพื่อเริ่มต้นการทำงาน ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถใช้สมาธิกับการขับรถได้ มากขึ้นระหว่างการสั่งการระบบ เป็นต้น”

Mercedes-Benz A 200 AMG Dynamic มาพร้อมกับ new design body language เหมาะสำหรับผู้ขับขี่ที่ต้องการเติมความโฉบเฉี่ยวให้กับชีวิตในเมืองใหญ่ เพราะนอกจากจะเป็นรถยนต์ระดับพรีเมี่ยมรุ่นแรกในตลาดที่ใช้เครื่องยนต์ขนาดเล็กเพียง 1,332 ซีซี แต่ให้กำลังสูงสุดถึง 163 แรงม้า ซึ่งถือเป็นคอมแพ็คคาร์ที่มีกำลังแรงม้ามากที่สุดในโลกเมื่อเทียบกับรถยนต์ที่มีขนาดเครื่องยนต์เท่ากัน แรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตรที่ความเร็ว 1,620 รอบ/นาที มีอัตราการปล่อยไอเสียต่ำเพียง 119-124 กรัม/กม. และยังมีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันที่ยอดเยี่ยมเฉลี่ยเพียง 5.2 ลิตร/100 กม. อีกด้วย

ดีไซน์ภายนอก

Mercedes-Benz A 200 AMG Dynamic มีการออกแบบที่สอดคล้องกับปรัชญา Sensual Purity ที่บริษัทฯ ยึดถือมาตลอด โดยจะเน้นความเรียบง่าย และให้ความสำคัญกับผิวสัมผัส แต่ในขณะเดียวกันก็มีความร้อนแรง และน่าดึงดูดใจ ด้วยโครงสร้างภายนอกแบบ AMG ที่โดดเด่นด้วยการตัดทอนเส้นสาย และช่องว่างให้มีน้อยที่สุด ถือเป็นการผสมผสานระหว่างดีไซน์คลาสสิกของรถยนต์ในกลุ่มคอมแพ็คคาร์ และความปราดเปรียวเร้าใจได้อย่างลงตัว ด้านหน้าของตัวรถดูมีความล้ำสมัยสอดรับกับช่วงกระโปรงหน้าที่ลาดตัวต่ำและทอดตัวยาวมี ฝากระจังหน้าแบบ diamond radiator grille ที่ประกอบด้วยเส้นเดี่ยวแนวนอน และ ตราสัญลักษณ์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ตรงกลาง ด้านกว้างของตัวรถถูกออกแบบมาให้ดูทรงพลังและเร้าอารมณ์สอดรับกับเส้นสายด้านข้างที่ทอดตัวอยู่บริเวณช่วงล่างของตัวถัง ช่วยให้ตัวรถดูกว้าง ส่วนกระจกมองข้างนั้นอยู่ในระนาบเดียวกับขอบล่างของกระจกห้องโดยสารพอดี นอกจากนั้นยังมีล้อขนาด 18 นิ้ว แบบ 5 ก้านคู่ และโคมไฟหน้าแบบ LED High Performance ที่มีความ เพรียวบาง และกรอบเคลือบโครเมี่ยมที่ทำงานร่วมกับไฟส่องสว่างขณะขับขี่ตอนกลางวันแบบ LED ที่มีลักษณะคล้ายคบเพลิง

ดีไซน์ภายใน

ภายในห้องโดยสารได้รับการปรับโฉมใหม่ให้ดูทันสมัย สไตล์สปอร์ตแบบ AMG และกว้างขวางเพื่อประโยชน์ใช้สอยที่มากที่สุด โดยจะมีพื้นที่ว่างบริเวณช่วงไหล่ ข้อศอก และเหนือศีรษะมากกว่าค่าเฉลี่ยของรถยนต์ประเภทเดียวกัน รวมไปถึงการออกแบบห้องโดยสาร ตอนหลังให้เข้าออกได้ง่าย ห้องเก็บสัมภาระด้านหลังมีปริมาตร 420 ลิตร ช่องกระโปรงหลัง มีขนาดกว้าง 950 มิลลิเมตร และมีระยะเส้นทแยงมุมจากตัวล็อกถึงขอบล่างของกระจกหลัง ถึง 462 มิลลิเมตร ช่วยให้ใส่หรือนำสัมภาระที่มีขนาดใหญ่ออกได้อย่างสะดวก พวงมาลัยของรถยนต์รุ่นนี้ตกแต่งแบบสปอร์ตท้ายตัดหุ้มด้วยหนัง nappa เพื่อเพิ่มความเร้าใจในการขับขี่ เบาะที่นั่งหุ้มด้วยหนัง ARTICO / DINAMICA microfibre ทั้งหมด โดยเบาะที่นั่งด้านคนขับ จะมาพร้อมหน่วยบันทึกความจำ อีกทั้งเบาะด้านหลังยังสามารถพับได้แบบ 40:20:40

รูปลักษณ์ของแผงหน้าปัดมีความล้ำสมัยด้วยฝาครอบทรงปีกนกที่ทอดยาวตั้งแต่ประตูหน้า ผ่านคอนโซลกลางอย่างไร้รอยต่อ เชื่อมไปจนถึงด้านบนของแผงหน้าปัดฝั่งผู้ขับขี่ที่มาพร้อมกับหน้าจอ Widescreen ขนาด 10.25 นิ้วต่อกัน 2 หน้าจอ เป็นอุปกรณ์มาตรฐานโดยหน้าจอทั้งสองจะอยู่ติดกันและมีลักษณะลอยตัวแบ่งการแสดงผลเป็น 2 ส่วน คือ แผงหน้าปัดสำหรับแสดงมาตรวัดต่างๆ ซึ่งเป็นหน้าจอแบบ Widescreen ขนาดใหญ่เพื่อให้ผู้ขับขี่มองเห็นได้ชัดเจน และอีกส่วนหนึ่งจะเป็นหน้าจออินโฟเทนเมนต์ที่ใช้ระบบ Touchscreen

ถือเป็นครั้งแรกของ เมอร์เซเดส-เบนซ์ที่นำหน้าจอระบบสัมผัสมาใช้ในรถยนต์คอมแพ็คคาร์ โดยผู้ขับขี่สามารถควบคุมและออกคำสั่งได้ด้วยการสัมผัสที่หน้าจอ หรือใช้ Touchpad ดีไซน์ใหม่ ส่วนช่องลมของครื่อง ปรับอากาศนั้นได้รับการออกแบบโดยใช้กังหัน (turbine) เป็นต้นแบบ ซึ่งถือเป็นจุดเด่นที่ช่วยขับเน้นลักษณะสปอร์ตอีกอย่างหนึ่งของรถยนต์รุ่นนี้ นอกจากนั้นส่วนล่างของคอนโซลกลางยังได้รับ การออกแบบให้มีลักษณะคล้ายปีกที่ดูแบนราบและไร้รอยต่อจากด้านหนึ่งไปอีกด้านหนึ่งของ ห้องโดยสาร โดยมีระบบไฟส่องสว่างในห้องโดยสารที่มีให้เลือกถึง 64 สี มากกว่ารุ่นก่อนหน้า ถึง 5 เท่า ที่ช่วยขับเน้นเอกลักษณ์นี้โดดเด่นยิ่งขึ้น อีกทั้งยังสามารถผสมสีสันต่างๆ เพิ่มเป็นสีพิเศษ ได้อีก 10 สีสำหรับผู้ขับขี่ที่ต้องการความแปลกใหม่ไม่เหมือนใครอีกด้วย

เทคโนโลยี และระบบความปลอดภัย

Mercedes-Benz A 200 AMG Dynamic เป็นรถยนต์ รุ่นที่ได้รับการปรับเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด จึงมาพร้อมกับเทคโนโลยีที่ไม่เคยมีในรถยนต์รุ่นก่อนหน้ามากมาย เช่น ระบบช่วยหยุดรถ (Active Brake Assist) ที่ได้รับพัฒนาขึ้นไปอีกขั้นโดยสามารถ ลดความเสียหายหรือป้องกันการพุ่งชนกับรถยนต์ข้างหน้าที่ใช้ความเร็วต่ำกว่า กำลังชะลอ หรือแม้แต่รถที่จอดอยู่ข้างหน้าได้ และยังช่วยป้องกันไม่ให้รถเฉี่ยวชนกับผู้ที่ข้ามถนนหรือผู้ใช้จักรยานได้เช่นกัน อีกทั้งยังเป็นครั้งแรกของรถยนต์ในตระกูลคอมแพ็คคาร์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ที่มาพร้อมกับระบบช่วยจอดพร้อมกล้องหลัง (Parking package with reversing camera) ที่จะช่วยให้การถอยจอดง่ายขึ้นอีกด้วย นอกจากนั้นยังมีเทคโนโลยีที่เป็นไฮไลท์ของรถยนต์รุ่นใหม่นี้ คือบริการ Mercedes me connect ที่มีความสามารถในการเชื่อมต่อระหว่างลูกค้า และผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการ ที่จะทำงานร่วมกับระบบมัลติมีเดียอัจฉริยะที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาใหม่ล่าสุดอย่างระบบ MBUX หรือ Mercedes-Benz User Experience เป็นครั้งแรกสำหรับรถยนต์ในกลุ่มคอมแพ็คคาร์ โดยผลลัพธ์ที่ได้คือ มีฟีเจอร์ต่างๆ ที่หลากหลายขึ้น และความสะดวกสบายที่ มากขึ้นสำหรับผู้ขับขี่ บริการ Mercedes me connect มาพร้อมฟังก์ชันอันโดดเด่นมากมายที่ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเลือกปรับเพิ่มบริการ และฟังก์ชันต่างๆ ตามต้องการได้ผ่านแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟน อาทิ

Mercedes-Benz emergency call system

ในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุรถชน เซ็นเซอร์ ของระบบนี้จะทำงานโดยอัตโนมัติ และส่งตำแหน่งของรถยนต์ให้กับศูนย์ช่วยเหลือทันที

  • Vehicle Monitoring เจ้าของรถยนต์สามารถเช็คตำแหน่งล่าสุด หรือเส้นทางการขับขี่ของรถยนต์ได้ผ่านแอปพลิเคชั่นของ Mercedes me connect ได้
  • Vehicle Set-up ผู้ขับขี่สามารถตรวจสอบสภาพรถยนต์ได้จากระยะไกล โดยเซ็นเซอร์ที่ อยู่ในรถจะตรวจสอบสภาพของรถยนต์ในขณะนั้น และส่งเป็นข้อมูลผ่านแอปพลิเคชั่นฯให้ทั้งผู้ขับขี่ และศูนย์ซ่อมบำรุงสามารถเปิดดูรายละเอียดข้อมูลสถานะต่างๆ ได้
  • Maintenance Management ระบบนี้จะช่วยเตือนเมื่อถึงเวลานำรถยนต์เข้าตรวจสภาพ โดยจะตั้งวัน และเวลาเข้ารับบริการในครั้งต่อไปให้อัตโนมัติ
  • Remote Engine Start ฟังก์ชันที่ช่วยให้การใช้รถของคุณสะดวกสบายมากขึ้น โดยคุณสามารถเชื่อมต่อผ่านโทรศัพท์มือถือ เพื่อเปิดเครื่องปรับอากาศทำความเย็นล่วงหน้า หรือการสั่งเปิด หรือล็อกประตูรถจากระยะไกล เป็นต้น
  • Online Booking ฟังก์ชั่นสำหรับการนัดหมายเพื่อเข้ารับบริการต่างๆ จาก เมอร์เซเดส-เบนซ์ได้ง่ายเพียงปลายนิ้ว

สำหรับระบบ MBUX นั้น เป็นระบบมัลติมีเดียใหม่ล่าสุดที่เมอร์เซเดส-เบนซ์พัฒนาขึ้นเพื่อยกระดับความสะดวกสบายให้แก่ทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสาร รองรับการสั่งการผ่านจุดสำคัญ 2 จุด คือ หน้าจอ Widescreen ระบบสัมผัส (หน้าจอส่วนอินโฟเทนเมนต์) และ Touchpad ที่อยู่ ตรงคอนโซลกลาง

ระบบนี้มีจุดเด่นอยู่ที่คุณสมบัติด้านการเรียนรู้ที่สามารถจดจำความต้องการ ของผู้เป็นเจ้าของผ่านระบบ AI ส่งผลให้ MBUX เป็นระบบมัลติมีเดียที่สามารถปรับแต่งหรือปรับเปลี่ยนตามลักษณะ การใช้งานจริงของผู้เป็นเจ้าของรถได้ ซึ่งเป็นการสร้าง ความผูกพันระหว่างผู้ขับขี่ ผู้โดยสาร และรถยนต์ได้เป็นอย่างดี โดยระบบนี้มาพร้อมกับฟังก์ชันใหม่ๆ ที่น่าสนใจมากมาย อาทิ

  • Navigation ระบบนำทางแบบใหม่ที่มาพร้อมกับ GPS ที่แม่นยำยิ่งขึ้น และแผนที่ ที่แสดงผลแบบ 3D ด้วยกราฟิกที่มีความละเอียดสูง ทำงานร่วมกับระบบ AR ในการนำทางโดยผู้ใช้สามารถหาจุดหมายที่ต้องการได้ด้วยการสัมผัสหน้าจอ นอกจากนั้นยังสามารถรายงานสภาพถนนและสถานะของร้านค้าต่างๆ ได้แบบเรียลไทม์อีกด้วย
  • Personal profiles ที่จะจดจำข้อมูลของผู้ขับขี่แต่ละคนไว้ ทั้งลักษณะของการปรับเบาะ ที่นั่ง สีไฟในห้องโดยสารที่ชอบ สถานที่ที่ไปเป็นประจำ ฯลฯ โดยระบบนี้สามารถจดจำข้อมูลของผู้ขับขี่ได้ถึง 22 โปรไฟล์
  • Linguatronic ระบบสั่งการด้วยเสียงที่รองรับได้ทั้งภาษาอังกฤษ ภาษาเยอรมัน และภาษาฝรั่งเศสของทุกสำเนียงทั่วโลก ระบบนี้สามารถรับรู้และเข้าใจเกือบทุกคำที่ปรากฏอยู่ในระบบอินโฟเทนเม้นท์ของรถยนต์ โดยผู้ขับขี่สามารถเปิดระบบได้เพียงพูดคำว่า “Hey, Mercedes”

Mercedes-Benz A 200 AMG Dynamic ราคา 2,490,000 บาท


2 คู่รักบันลือโลก! มิคกี้ และ มินนี่ ในลุคไท๊ยไทยชวนแฟนๆ ทั่วโลกร่วมเช็คอินในแคมเปญ ‘Mickey GO Thailand’ พร้อมเปิดตัวคอลเลกชั่น ‘Mickey check in Bangkok’ เฉพาะในไทยเท่านั้น!

ในที่สุดวันนี้ก้มาถึงวันที่ บริษัท เดอะ วอลท์ ดิสนีย์ (ประเทศไทย) จำกัด เดินหน้าส่งมอบช่วงเวลาแห่งความมหัศจรรย์ (Magical Moments) ให้กับแฟนๆ ชาวไทยอย่างจริงจังด้วยการเปิดตัวแคมเปญ ‘มิคกี้ โก ไทยแลนด์ (Mickey Go Thailand)’ ที่ในเฟสแรกจะเริ่มตั้งแต่เดือนสิงหาคมนี้ถึงสิ้นปี 2563 เพื่อเป็นการพาแฟนๆ ก้าวเข้าสู่ ‘Year of The Mouse’ และร่วมเฉลิมฉลองปีชวด หรือปีหนูไปด้วยกัน และครั้งนี้พวกเราได้เข้าร่วมพูดคุยกับ (พี่อาร์ท) คุณปรีชา อาชามงคล Director of Consumer Products Commercialization ประจำประเทศไทย บริษัท เดอะ วอลท์ ดิสนีย์ (ประเทศไทย) จำกัด ถึงที่มาที่ไปของ Mickey Go Thailand ว่ามันเป็นมายังครั้งนี้จะเป็นเป็นครั้งแรกที่แฟนๆ จะได้เห็นตัวละครอย่างมิคกี้ เม้าส์ และมินนี่ เม้าส์ มาสัมผัสกับเสน่ห์ท้องถิ่นความเป็นไทย ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอันเป็นเอกลักษณ์ อาหารไทยเลิศรสมากมาย รวมถึงวัฒนธรรมไทยอันงดงาม ผ่านทั้งช่องทางออนไลน์ และออฟไลน์ พร้อมจับมือกับแบรนด์พันธมิตรชั้นนำจากหลากหลายกลุ่มผลิตภัณฑ์เปิดตัวคอลเลกชั่น ‘มิคกี้ เช็คอิน แบงค็อก (Mickey Check-in Bangkok)’ เป็นครั้งแรกในประเทศไทย

พี่อาร์ทได้เล่าให้เราฟังว่า “เดอะ วอลท์ ดิสนีย์ มุ่งมั่นสร้างสรรค์ประสบการณ์แห่งความบันเทิง และความสนุกสนานให้กับแฟนๆ ทั่วโลก โดยยึดหลักของ ‘การมอบช่วงเวลาแห่ง ความมหัศจรรย์’ หรือ ‘Magical Moments’ ผ่านการนำเสนอเนื้อหา และตัวละครต่างๆที่มีความหลากหลาย รวมถึงการสร้างสรรค์เนื้อหาที่ตรงกับความชื่นชอบของผู้คนในแต่ละท้องถิ่น (Localization) เพื่อสร้างความใกล้ชิดกับแฟนๆ ทั่วโลก

เพื่อเป็นการส่งมอบช่วงเวลาแห่งความมหัศจรรย์ (Magical Moments) ให้กับแฟนๆ ชาวไทยอีกครั้ง ในปีนี้ ดิสนีย์จึงได้เปิดตัวโลคอลแคมเปญ ‘มิคกี้ โก ไทยแลนด์’ (Mickey Go Thailand) โดย จะเริ่มขึ้นตั้งแต่เดือนสิงหาคมปีนี้ ไปจนตลอดปีพ.ศ. 2563 และนับเป็นการสานต่อความสำเร็จจากแคมเปญ ‘แชร์ อะ สมายล์ (Share A Smile)’ ที่จัดขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ 90 ปี ของ มิคกี้ เม้าส์ ตัวละครที่เป็นขวัญใจของคนทั่วโลก ที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก และได้รับเสียงตอบรับที่ยอดเยี่ยมจากแฟนๆ มิคกี้ เม้าส์ ชาวไทย”

มิคกี้ เม้าส์ (Mickey Mouse) ยังคงเป็นตัวละครที่อยู่ในหัวใจของแฟนๆ ทั่วโลก ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน ด้วยอุปนิสัยที่เต็มไปด้วยความสนุกสนาน และความสดใส ที่คอยย้ำเตือนคนทุกเพศทุกวัยถึงความสำคัญของความสุข เสียงหัวเราะ การคิดบวก และความหวัง และในแคมเปญ มิคกี้ โก ไทยแลนด์ นี้เขาไม่ได้มาคนเดียว แต่ยังจูงมือคู่หูที่คอยอยู่เคียงข้างเขาอยู่เสมออย่าง มินนี่ เม้าส์ (Minnie Mouse) มาร่วมสร้างสีสันให้แก่แฟนๆ ชาวไทยด้วยกัน“ในครั้งนี้จะเป็นครั้งแรกของแฟนๆ ชาวไทยที่จะได้เห็นตัวละครอย่างมิคกี้ เม้าส์ และมินนี่ เม้าส์ มาสัมผัสกับเสน่ห์ท้องถิ่นความเป็นไทย ทั้งสถานที่ท่องเที่ยวอันเป็นเอกลักษณ์ อาหารไทยเลิศรสมากมาย รวมถึงวัฒนธรรมไทย อันงดงาม ผ่านทั้งช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ ในรูปลักษณ์ที่ผสมผสานความน่ารักของตัวละคร เข้ากับ กลิ่นอายความเป็นไทย ไม่ว่าจะเป็นลวดลายกระจัง และลายผ้าขาวม้าที่สะท้อนถึงเอกลักษณ์ไทย

โดยเน้นสีสันสองโทน คือ โทนสีสว่างสดใส (Vivid Bright) เช่น สีชมพู สีเหลือง สีฟ้า และสีเขียว ที่แสดงถึงอุปนิสัยของคนไทยที่ร่าเริงแจ่มใส และพร้อมมอบรอยยิ้มให้กับทุกคนอยู่เสมอ ผสานกับโทนสีโทนอบอุ่นอย่างสีน้ำตาล สีม่วง และ สีน้ำเงิน เพื่อแสดงถึงการเป็นคนที่มีความเมตตา อบอุ่น และอ่อนน้อมถ่อมตน รวมถึงโทนสีทอง (Iconic Gold) เพื่อแสดงออกถึงความสง่างามของวัฒนธรรมไทย”

“ดิสนีย์มีความสัมพันธ์อันดียิ่งกับพันธมิตรในประเทศไทยมาอย่างยาวนาน ในโอกาสนี้จึงได้จับมือกับพันธมิตรที่เป็นแบรนด์ระดับชั้นนำของประเทศไทยในหลากหลายกลุ่มผลิตภัณฑ์ เพื่อร่วมมือกันสร้างสรรค์สินค้าลิขสิทธิ์ในชื่อคอลเลกชั่น ‘มิคกี้ เช็คอิน แบงค็อก (Mickey Check-in Bangkok)’ แฟนๆ จะได้เห็นมิคกี้ เม้าส์ และมินนี่ เม้าส์ในอิริยาบถต่างๆ รวมถึงท่องเที่ยว เช็คอิน ไปในสถานที่สำคัญๆ ของเมืองไทย เช่น ใส่ชุดไทย ไหว้ โดยสารรถตุ๊กตุ๊ก สัมผัสกับรสชาติขนมแบบไทยๆ ท่องเที่ยวใน ตลาดน้ำ เป็นต้น”

“โดยพันธมิตรที่เข้าร่วมแคมเปญฯ ประกอบด้วย กลุ่มเสื้อผ้าและแอคเซสเซอรี่ ได้แก่ ยูนิโคล่ (Uniqlo) เล ซองฟอง (Les Enphant) โฟร์พี (Four P’s) โซว กรุ๊ป (Shou Group) บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ (Big C Supercenter) แบรนด์โจซิลินส์ (Josilins) และโมโมจิ (Momoji) จากเบสท์ โปรเจคท์ (Best Project) พีดับเบิ้ลยูเอส คอลเลกชั่น (P.W.S. Collection) และพันธมิตรใหม่อย่าง พรีม่าโกลด์ (Prima Gold) กลุ่มของเล่น ได้แก่ การ์ตูน แคแร็คเตอร์ (Cartoon Character) และเกี๊ยก (Keak) กลุ่มเครื่องสำอางค์และสินค้าอุปโภคบริโภค ได้แก่ แบรนด์มิว-นิค (MYU-NIQUE) จากวรินดา เอส แอนด์ พี (S&P) และแบรนด์เวล-บี (Wel-B) จากโจ-ลี่ แฟมิลี่ รวมถึงกลุ่มสินค้าตกแต่งบ้าน ได้แก่ นีซ โปรดักท์ (Neez Product), ดับเบิ้ลสตาร์ (Double Star) และแบรนด์เจสสิก้า จากลีรุ่งเจริญ

สินค้าจากทุกแบรนด์จะเริ่มทยอยจัดจำหน่ายตั้งแต่เดือนสิงหาคมปีนี้เป็นต้นไป ในห้างสรรพสินค้าและร้านสะดวกซื้อต่างๆ ทั่วประเทศ และสำหรับช่องทางออนไลน์ ดิสนีย์ยังได้ร่วมมือกับ LINE สร้างสรรค์สติ๊กเกอร์ในแอปพลิเคชั่น ทั้งรูปตัวละครมิคกี้ เม้าส์ และมินนี่ เม้าส์ และข้อความจากใจมิคกี้ เม้าส์ และมินนี่ เม้าส์ ที่ต้องการส่งมอบให้แฟนๆ ชาวไทย อย่าง ‘สวัสดี’ ‘ขอบคุณ’ ฯลฯ เพื่อให้แฟนๆ ได้ใกล้ชิดกับตัวละครทั้งสองมากยิ่งขึ้น”

เตรียมตามรอย และตามเก็บสินค้าคอลเลกชั่นพิเศษภายใต้แคมเปญ “มิคกี้ โก ไทยแลนด์” จากหลากหลาย แบรนด์ชั้นนำของเมืองไทยที่ออกแบบมาเพื่อจำหน่ายในประเทศไทยโดยเฉพาะตั้งแต่เดือนสิงหาคมปีนี้ และตลอดปีพ.ศ. 2563 ไปด้วยกัน งานนี้มีกระเป๋าฉีกแน่นอน….


Privacy Preference Center