เช็คอิน! แลนด์มาร์คงานศิลป์แห่งใหม่ล่าสุด ‘ภิรัชทาวเวอร์ แอท สาทร’ ใจกลางกรุงเทพฯ

กลุ่มบริษัทภิรัชบุรี จับมือกับสองศิลปิน วีร์ วีรพร เจ้าของสตูดิโอกราฟิก Conscious ที่เชี่ยวชาญการสร้างสรรค์ผลงานด้วยการออกแบบและสื่อสารผ่านตัวอักษร และ วิชชุลดา ปัณฑรานุวงศ์ ศิลปินผู้ชื่นชอบการสร้างสรรค์ผลงานจากวัสดุเหลือใช้ให้คนกลับมาเห็นคุณค่าอีกครั้ง และเป็นเจ้าของผลงานแชนเดอร์เลียร์สัตว์ประหลาดที่ได้จัดแสดงที่ช่างชุ่ย มาร่วมสร้างผลงานชิ้นโบว์แดงบนแลนด์มาร์คแสดงงานศิลปะแห่งใหม่บนถนนสาทร โดยใช้แรงบันดาลใจจากการที่ย่านสาทรเป็นที่อยู่อาศัยของทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติมายาวนาน จนพัฒนามาเป็นศูนย์กลางธุรกิจที่มีความหลากหลายของผู้คนที่มารวมตัวอยู่ในที่เดียวกัน มาสร้างสรรค์เป็นชุดงานศิลปะหมุนเวียน โดยจะมีด้วยกันทั้งหมด 4 ชิ้น


ผลงานชิ้นแรกที่ถือเป็นชิ้นเปิดตัว ณ แลนด์มาร์คแห่งนี้ใช้ชื่อว่า “ความเป็นย่าน เกิดจากความสัมพันธ์” ที่สร้างสรรค์ขึ้นด้วยเชือกหลากสี ผูก พัน ร้อย และซ้อนทับกันจนเกิดเป็นตัวอักษรคำว่า “สาทร” ขึ้นมาจากพื้นที่ว่าง แทนความสัมพันธ์ของหลากหลายวัฒนธรรม เชื้อชาติ และยุคสมัย ที่หลอมรวมกันจนเกิดเป็นย่านแห่งนี้ขึ้น โดยตัวอักษรทั้ง 4 ตัวที่ใช้ประกอบกันจนเป็นคำว่า สาทร นั้นเป็นการรวมตัวกันของวิวัฒนาการแบบตัวอักษรตามเครื่องมือและวัสดุที่ใช้ คือ ตัวอักษรโป้งไม้ ตัวอักษรประดิษฐ์พู่กัน ตัวอักษรนริศ และตัวอักษรสุขุมวิท ซึ่งถือเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่บันทึกความเปลี่ยนแปลงของสังคม

วีร์ วีรพร กล่าวถึงผลงานชิ้นนี้ว่า “โดยพื้นฐานที่เป็นนักออกแบบกราฟิก จึงมีวัตถุดิบหนึ่งที่ใช้จนชำนาญคือตัวอักษร ส่วนทักษะอีกอย่างที่มีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ คือการเรียบเรียงข้อมูล โดยมีความท้าทายคือการนำสองสิ่งนี้มาแสดงออกให้เป็นงานศิลปะ

“ผลงานชิ้นนี้ คือ ความบาลานซ์ระหว่าง ศิลปะ งานออกแบบ และสังคม ที่จะช่วยบอกเล่าเรื่องราวผ่านการรับรู้ทางสายตา เพื่อสร้างความประทับใจให้กับผู้ชม” วิชชุลดา ปัณฑรานุวงศ์ กล่าวเสริม


คุณปิติภัทร บุรี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ภิรัชแมนเนจเม้นท์ จำกัด ภายใต้ กลุ่มบริษัทภิรัชบุรี กล่าวว่า “เราตั้งใจมอบพื้นที่ด้านหน้าภิรัชทาวเวอร์ แอท สาทร สร้างที่จัดแสดงงานศิลปะให้แก่ศิลปินชาวไทย รวมถึงเป็นที่ที่ให้คนผ่านไปผ่านมาในย่านสาทรแห่งนี้ ได้มีที่เสพและชื่นชมงานศิลปะที่ช่วยสร้างความผ่อนคลาย และมอบคุณค่าทางด้านความคิดและจรรโลงจิตใจ ตามความตั้งใจที่ต้องการให้ ภิรัชทาวเวอร์ แอท สาทร เป็นโอเอซิสที่นอกจากจะตอบโจทย์ด้านไลฟ์สไตล์สำหรับคนทำงานรุ่นใหม่แล้ว ยังเป็นพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจและส่งเสริมการแสดงความคิดสร้างสรรค์ด้วย”

**********

สามารถรับชมและดื่มด่ำกับผลงาน “ความเป็นย่าน เกิดจากความสัมพันธ์” ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยเรื่องราวของย่านสาทร ได้แล้ว ตั้งแต่วันนี้ จนถึงสิ้นเดือนกรกฎาคม และเตรียมพบกับผลงานชิ้นต่อภายใต้แนวคิดย่านสาทรได้เร็วๆ นี้ ณ ภิรัชทาวเวอร์ แอท สาทร หรือแชร์และติดตามรับชมผลงานเพิ่มเติมได้ที่ #BhirajAtSathonArt


บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย จัดงานเสวนา “The Future of Mobility” เผยวิสัยทัศน์สู่การขับเคลื่อนแห่งอนาคตผ่านมุมมองของผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญ

บีเอ็มดับเบิลยูจัดงานเสวนา “The Future of Mobility” ระดมนักคิดและผู้เชี่ยวชาญในแวดวงยานยนต์มาร่วมพูดคุยถึงทิศทางของระบบคาร์แชร์ริ่ง (Car Sharing) ในประเทศไทย ภายในงานเดียวกัน ยังมีผู้บริหารจากบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แสดงวิสัยทัศน์แห่งผู้นำยนตรกรรมไฟฟ้าภายใต้
แบรนด์บีเอ็มดับเบิลยู i แนะนำนวัตกรรมแห่งอนาคตที่ตอบสนองความต้องการของตลาดอย่างรอบด้าน รวมถึงเผยพันธกิจของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ในการปูรากฐานอันแข็งแกร่งเพื่อเตรียมความพร้อมสู่อนาคตของยานยนต์ไฟฟ้าอย่างยั่งยืนด้วยการเดินหน้าประกอบแบตเตอรี่แรงดันสูงในประเทศไทย และการมุ่งขยายเครือข่ายการให้บริการสถานีอัดประจุไฟฟ้าสาธารณะในโครงการ ChargeNow อย่างต่อเนื่องทั่วประเทศ

บีเอ็มดับเบิลยูมียอดการส่งมอบรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) ในประเทศไทยที่พุ่งสูงขึ้นถึง 122% ในปีที่ผ่านมา ซึ่งในเร็วๆ นี้จะมีรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดรุ่นใหม่ๆ ออกสู่ตลาดในเมืองไทยเพื่อต่อยอดความสำเร็จหลังจากการเปิดตัวของบีเอ็มดับเบิลยู 530e บีเอ็มดับเบิลยู 740Le บีเอ็มดับเบิลยู i8 Coupe และบีเอ็มดับเบิลยู i8 Roadster ด้วยความมุ่งมั่นของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ยังคงขยายเครือข่ายการให้บริการสถานีอัดประจุไฟฟ้าสาธารณะสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดอย่างต่อเนื่อง สานต่อจากการริเริ่มโครงการ ChargeNow เมื่อปี 2560 โดยมุ่งเน้นการสร้างเครือข่ายสถานีอัดประจุไฟฟ้าที่สมาชิก ChargeNow ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของรถยนต์รุ่นใดหรือยี่ห้อใดก็ตาม สามารถมาใช้บริการได้อย่างสะดวกสบาย ที่สถานี ChargeNow ทุกสาขา โดยปัจจุบันให้บริการทั้งหมด 121 หัวจ่าย ทั้งที่สถานี ChargeNow และที่ผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการของบีเอ็มดับเบิลยู ใน 57 แห่งทั่วประเทศไทยนอกจากนี้ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย ยังขยายพันธกิจความยั่งยืนสู่อนาคตของยานยนต์พลังงานไฟฟ้า ด้วยการประกาศเริ่มต้นการประกอบแบตเตอรี่แรงดันสูงในประเทศไทย ทั้งการประกอบโมดูลแบตเตอรี่และการประกอบตัวแบตเตอรี่แพ็ค โดยบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง และแดร็คเซิลไมเออร์ กรุ๊ป วางแผนที่จะลงทุนร่วมกันกว่า 400 ล้านบาท ทั้งนี้โรงงานประกอบแบตเตอรี่แรงดันสูงแห่งใหม่จะเริ่มต้น
สายการประกอบอย่างเต็มกำลังภายในปี 2562 โดยแบตเตอรี่แรงดันสูงที่ประกอบสมบูรณ์แล้ว จะถูกส่งไปยังโรงงานบีเอ็มดับเบิลยูที่ระยอง เพื่อติดตั้งในรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดในตระกูลบีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 5 และบีเอ็มดับเบิลยู 
ซีรี่ส์ 7 เริ่มต้นเฟสแรก ภายในปี 2562 เป็นต้นไป นอกจากนี้ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย ยังได้รับอนุมัติการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ในการลงทุนเพิ่มเติมด้วยมูลค่ากว่า 700 ล้านบาท สำหรับการประกอบรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดในอนาคต

ในงานเสวนาครั้งนี้ ดร. แอนเดรียส อัลมานน์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ฝ่ายบริหารผลิตภัณฑ์ยานยนต์ไฟฟ้าและ บีเอ็มดับเบิลยู i บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ได้ร่วมแสดงวิสัยทัศน์ด้านนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าภายใต้แบรนด์ 
บีเอ็มดับเบิลยู i ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ในการสร้างสรรค์ระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าที่อยู่บนพื้นฐานแนวคิดของความยั่งยืน โดยความนิยมในยานยนต์ไฟฟ้าได้เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดทั่วโลก และยังคงมีแนวโน้มที่จะเติบโตขึ้นอีกมากในอนาคต ถ้าว่ากันในระดับโลกแล้ว บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ทำผลงานได้อย่างโดดเด่นด้วยยอดการส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้าและปลั๊กอินไฮบริดทั่วโลก มากกว่า 140,000 คัน ในปี 2561 โดยบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป มียอดการส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้าภายใต้แบรนด์บีเอ็มดับเบิลยู และมินิ ทั่วโลก รวมทั้งสิ้น 142,617 คัน นับเป็นอัตราการเติบโตถึง 38.4%

การพัฒนายานยนต์ไฟฟ้าคือหนึ่งในเสาหลักของกลยุทธ์ NUMBER ONE > NEXT ของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป และเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สู่ยานยนต์แห่งโลกอนาคต ACES (Autonomous ระบบขับขี่อัตโนมัติ, Connectedระบบเชื่อมต่อครบวงจร, Electrified ระบบขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า และ Services/Shared การให้บริการ) หลังจากการเปิดตัวของบีเอ็มดับเบิลยู i3 บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป เป็นผู้ริเริ่มและก้าวสู่ความเป็นผู้นำในนวัตกรรม
ยานยนต์ไฟฟ้า โดยภายในปี พ.ศ. 2564 บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป จะมีรถยนต์ไฟฟ้าทั้งหมด 5 รุ่น คือ บีเอ็มดับเบิลยู i3 มินิ อิเล็คทริค บีเอ็มดับเบิลยู iX3 บีเอ็มดับเบิลยู i4 และบีเอ็มดับเบิลยู iNEXT และภายในปี พ.ศ. 2568 
บีเอ็มดับเบิลยู i จะมีรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้ารวมทั้งหมด 25 รุ่น ประกอบด้วยรถยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ถึง 12 รุ่น ขณะที่แบรนด์และผลิตภัณฑ์อื่นๆ ภายใต้ความดูแลของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ก็ยังมีเป้าหมายที่จะพัฒนานวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง

ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2564 เป็นต้นไป การสร้างสายการประกอบรถยนต์จะมีความยืดหยุ่นมากขึ้น โดยรถยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ รถยนต์ระบบปลั๊กอินไฮบริด และรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาป จะใช้สาย
การประกอบร่วมกัน เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ขับขี่ว่าบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป จะสามารถรองรับความต้องการของผู้บริโภคอย่างมีประสิทธิภาพและฉับไว ภายในสิ้นปี 2562 นี้ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป คาดว่าจะมีรถยนต์ไฟฟ้ามากกว่า 5 แสนคันบนท้องถนนทั่วโลก

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ได้ร่วมมืออย่างต่อเนื่องกับทั้งภาครัฐและพันธมิตรภาคเอกชน ในการสนับสนุน พัฒนาระบบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับยนตรกรรมไฟฟ้า และการติดตั้งสถานีชาร์จแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า โดยในปีพ.ศ. 2559 บริษัทได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) เพื่อดำเนินโครงการนำร่อง “Electric Vehicle Charging and Car Sharing Zones” หรือ Charge & Share โดยบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ได้นำรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู i3 ซึ่งขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้าโดยสมบูรณ์และปราศจากการปล่อยไอเสีย พร้อมด้วยรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด บีเอ็มดับเบิลยู 330e และบีเอ็มดับเบิลยู X5 xDrive40e ให้ทางมหาวิทยาลัยทดลองใช้ในโครงการดังกล่าวดร.ยศพงษ์ ลออนวล นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย และประธานคลัสเตอร์วิจัยยานยนต์ มจธ. กล่าวว่า “Charge & Share เป็นโครงการที่ริเริ่มขึ้นโดยกลุ่มคลัสเตอร์วิจัยยานยนต์ของ มจธ. ด้วยเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในรั้ว มจธ. ให้เป็นรูปธรรม และเปลี่ยนรูปแบบการเดินทางมาเป็น Car Sharing เพื่อศึกษาพฤติกรรมของคนไทยในการใช้งานระบบดังกล่าวด้วย ความร่วมมือกับบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เชื่อมั่นว่าโครงการนี้จะเป็นอีกก้าวสำคัญที่จะนำประเทศไทยนำไปสู่อนาคตที่ยั่งยืน”

สำหรับโครงการ Charge & Share นั้น มจธ. ได้เปิดสถานีประจุไฟฟ้าสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าขึ้น โดยมีรถยนต์ให้บริการในรูปแบบ Car Sharing ซึ่งหนึ่งในนั้นคือรถยนต์ไฟฟ้า บีเอ็มดับเบิลยู i3 ซึ่งบุคลากรของมหาวิทยาลัยนำไปใช้ในงานราชการ พร้อมเก็บข้อมูลพฤติกรรมการขับขี่ เพื่อศึกษาลักษณะการใช้งาน รวมถึงข้อจำกัดต่างๆ ของการใช้รถยนต์ไฟฟ้า ควบคู่กับการศึกษาพฤติกรรมของคนไทยในการใช้บริการระบบ Car Sharing และ 
EV Car Sharing เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการวิเคราะห์ถึงความเป็นไปได้ที่จะมีการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย และระบบ Car Sharing นั้นได้รับความร่วมมือจากบริษัท ฮ้อปคาร์ จำกัด ผู้ให้บริการ Car Sharing แห่งแรกในประเทศไทย ในการช่วยบริหารจัดการระบบการจองและคืนรถ รวมไปถึงให้บริการผู้ใช้อีกด้วยการบริการของฮ้อปคาร์ เน้นให้เช่ารถยนต์คันเล็ก อีโคคาร์ เหมาะสำหรับขับขี่ในเมือง โดยขณะนี้ มีรถยนต์ให้บริการทั้งหมดประมาณ 200 คัน และมีฐานลูกค้ากว่า 60,000 คน ซึ่งส่วนใหญ่ใช้บริการอยู่ในกรุงเทพฯ ก้าวต่อไปของฮ้อปคาร์ คือยกระดับบริการสู่รถยนต์ไฟฟ้า หรือ electric car sharing โดยปัจจุบันได้นำรถยนต์ไฟฟ้าอย่างบีเอ็มดับเบิลยู i3 มาทดลองใช้ และในอนาคตจะทยอยเพิ่มจำนวนรถยนต์ไฟฟ้าต่อไป

เพื่อรองรับการเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย การพัฒนาสาธารณูปโภคพื้นฐาน และตอบรับแผน
ระยะยาวของสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน ที่ได้ตั้งเป้ายอดการใช้รถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดในประเทศไทยไว้ 1.2 ล้านคัน ภายในปี 2579 บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ร่วมกับพันธมิตรในโครงการ ChargeNow จึงได้เดินหน้าขยายเครือข่ายการให้บริการสถานีอัดประจุไฟฟ้าสาธารณะในโครงการ ChargeNow อย่างต่อเนื่อง หลังจากที่ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการไปเมื่อเดือนสิงหาคม 2560 ที่ผ่านมา ซึ่งในปัจจุบันมีสถานีพร้อมให้บริการทั้งหมดมากกว่า 121 หัวจ่ายกระจายอยู่ 57 แห่งทั่วประเทศไทย รวมถึงภายในศูนย์บริการของ
ผู้จำหน่ายบีเอ็มดับเบิลยูอย่างเป็นทางการ และมีเป้าหมายที่จะติดตั้งให้ครบทั้งหมด 150 หัวจ่าย ภายในสิ้นปี 2563 และเพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้ใช้รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดและรถยนต์ไฟฟ้าทุกคน โครงการ ChargeNow พร้อมให้บริการได้ในทุกเครือข่ายฯ ในมาตรฐานที่ใกล้เคียงกัน และมีระบบการให้บริการที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน


‘สีทูโทน’ Mix & Match ยังไงให้เผ็ดสุดในย่านนั้น!

ช่วงนี้การแต่งกายในโทนสีเดียวดูเหมือนจะเอาท์ไปแล้ว และถ้าถามว่าเทรนด์ไหนมาแรงแซงโค้งที่สุดในชั่วโมงนี้ จะเป็นอะไรเลยไม่ได้นอกจาก “แฟชั่นสีทูโทน” แฟชั่นใหม่ของสายสตรองที่จะทำให้การแต่งตัวของคุณเป็นเรื่องที่สนุกสนานมากยิ่งขึ้น เพียงแค่คุณแต่งตัว แต่งหน้า ทำผม ในสไตล์ทูโทนเพียงเท่านี้การแต่งตัวก็จะกลายเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้น ไม่จืดชืดจำเจอีกต่อไป หากใครยังนึกภาพไม่ออกว่าจะแต่งตัวแบบแฟชั่นทูโทนได้อย่างไรให้ออกมาเก๋ เรามีไอเดียง่ายๆ มาฝากกัน !

เริ่มต้นกันที่เสื้อผ้าการแต่งกาย เพียงแค่เราเลือกเสื้อผ้าสีสันสดใสมามิกซ์แอนด์แมชกัน เช่น สีม่วงและสีฟ้า หรือ สีเหลืองและสีรุ้ง เพียงเท่านี้ก็จะดูโดดเด่นอย่าน่าเหลือเชื่อ ไม่ว่าจะเดินไปที่ไหนรับรองว่าใครๆ ก็ต้องเหลียว! หรือ จะจัดชุดเข้าโทนแม่สีอย่าง สีน้ำเงินสด จะแต่งเป็นเดรสสีพื้น สีเดียวทั้งตัวหรือแมทช์กับสีเข้มอย่างสีดำหรือเทาก็ได้ จะช่วยให้ได้ลุคที่แซ่บฮ็อตสุดๆ ส่วนสาวกสายมุ้งมิ้งที่มีใจรักในสีชมพูก็สามารถแต่งคู่กับสีน้ำเงินเข้มหรือผ้ายีนส์ก็ได้ จะทำให้ได้ลุคหวานอมเปรี้ยวอย่างลงตัวสุดๆ ทั้งนี้หากคุณชอบโทนสีในแนวแบบ Tropical ให้ความสดใสซาบซ่าเหมือนสีพระอาทิตย์ ก็จัดไปสีส้มกับสีแดงประกอบกันรับรองจี๊ดดดด

ในส่วนของการแต่งหน้า สาวๆทราบกันไหมว่าการแต่งหน้าด้วยสีทูโทน อย่างเช่นการนำสีชมพู สีม่วง สีฟ้า และสีเหลืองมามิกซ์กัน แท้จริงแล้วไม่ได้น่ากลัวเสมอไป แต่คุณสามารถเลือกสีที่แตกต่างกันมามิกซ์แอนด์แมชกันให้เข้ากันได้อย่างลงตัวแบบน่าเหลือเชื่อ เช่น การนำสีม่วงมาผสมผสานไปกับสีฟ้าน้ำทะเล ให้ลุคสายตาอันลึกลับน่ามองชวนหลงใหลเป็นที่สุด! แต่แนะนำว่าหากทาดวงตาด้วยสีจัดๆต้องอย่าลืมทาปากสีแจ่มๆไปด้วย จะทำให้ใบหน้าของคุณดูสดใสกลมกลืนไปกับสีตาอย่างน่าอัศจรรย์

เมื่อเครื่องแต่งกายพร้อม หน้าพร้อม จะขาดอีกอย่างไปไม่ได้ในการเสริมลุคทูโทนให้เก๋ไก๋ ได้แก่ การทำผมให้เป็นที่น่าจดจำด้วยการย้อมแบบสีทูโทนออมเบร (Two tone Ombre) นั่นก็คือ การทำสีผมไล่เฉดสีจากโทนสีเข้มไปสีอ่อนให้กลมกลืนกัน โดยเลือกจับคู่เฉดสีสวยๆให้เข้าคู่กัน เช่น สีม่วงไล่เฉดไปสีชมพูอ่อน หรือ สีฟ้าไล่ไปเฉดม่วงอ่อน เป็นต้น ขอบอกเลยว่านอกจากจะทำให้สีผมของคุณออกมาสวยน่ามองที่สุดแล้ว การทำสีผมแบบออมเบรยังจะทำให้ผมของคุณดูมีมิติมากขึ้นอีกด้วย!

ออเนอร์ ถือเป็นอีกแบรนด์หนึ่งที่ตอบโจทย์เทรนด์ในยุคนี้ได้เป็นอย่างดีด้วยการนำเสนอสมาร์ทโฟนแบบครบจบในเครื่องเดียว แถมยังมาพร้อมดีไซน์ไล่เฉดสีอันมีเสน่ห์โดยใช้เทคโนโลยี 3D Photolithography เน้นความรู้สึกหรูหราและสะท้อนเฉดสีที่แตกต่างกันในหลากหลายมุมมองอย่าง HONOR 20 Lite ที่มาพร้อม สีฟ้า Phantom Blue และ สีแดง Phantom Red ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากการเปลี่ยนสีของเมฆที่น่าทึ่งในยามพระอาทิตย์ตกดินและพระอาทิตย์ขึ้นไม่เพียงแต่ดีไซน์ที่โด่ดเด่น HONOR 20 Lite ยังเหมาะกับสายโซเชียลชอบอัปเดตไลฟ์สไตล์ ด้วยกล้องหน้ามาพร้อมความละเอียด 32 ล้านพิกเซล บวกกับจำนวนเมกะพิกเซลที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้ไฟล์รูปภาพละเอียดแบบที่ว่าสามารถนำไปปริ้นเป็นโปสเตอร์โดยที่รายละเอียดของภาพยังคงชัดเจนและสวยงาม เต็มอิ่มกับความบันเทิงมัลติติมีเดียอย่างลื่นไหลด้วยพื้นที่จัดเก็บข้อมูล 128GB และสามารถขยายพื้นที่ได้สูงสุดถึง 512 GB เรียกได้ว่าตอบโจทย์ทั้งการใช้งานและมิกซ์แอนด์แมตช์เข้ากับแฟชั่นทูโฟนได้แบบชิคๆอีกด้วย

สำหรับใครที่สนใจ HONOR 20 Lite วางจำหน่ายในราคาเพียง 7,990 บาท สามารถเลือกซื้อได้ที่ร้านค้าตัวแทนจำหน่ายและโอเปอร์เรเตอร์ชั้นนำทั่วประเทศ อัพเดทข่าวสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับออเนอร์ได้ที่ facebook.com/HonorThai


“Hey BMW” BMW X5 xDrive30d M Sport ความใหญ่ที่ปราดเปรียว!

ปลายปี 2561 ที่ผ่านมา บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย ได้เปิดตัว BMW X5 เจเนอเรชั่นที่ 4 ที่โดดเด่นด้วยการผสมผสานสมรรถนะและความสะดวกสบายอย่างเหนือระดับ เสริมความแข็งแกร่งให้แก่รถยนต์ในตระกูล Sports Activity Vehicle ด้วยหนึ่งในรถยนต์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในตระกูล XBMW X5 ใหม่ ยังคงรูปลักษณ์อันเฉพาะตัวของ Sports Activity Vehicle แต่มาในดีไซน์ใหม่ที่เรียบหรูยิ่งขึ้น ด้วยพื้นผิวตัวถังที่ราบเรียบ ตัดกับเส้นสายที่เฉียบคมและดุดัน เพิ่มลุคสง่างามให้แก่
BMW X5 รุ่นล่าสุดนี้ และนอกจากนี้ ตัวรถยังมีขนาดใหญ่ขึ้น ยาว 4,922 มิลลิเมตร กว้าง 2,004 มิลลิเมตร และสูง 1,745 มิลลิเมตร ให้ความรู้สึกโปร่งสบายแก่ผู้โดยสาร พร้อมปริมาตรในการบรรจุของ 650-1,870 ลิตร

BMW X5 ใหม่ ปราดเปรียวยิ่งขึ้นด้วยชุดแต่ง M Aerodynamics เสริมลุคสปอร์ตด้วยขอบหน้าต่างและราวหลังคาสีดำเงา กระจังหน้าทรงไตคู่ที่มีผิวอลูมิเนียมแบบด้าน พร้อมให้ความรู้สึกทรงพลังด้วยชุดเบรกและช่วงล่างแบบ M Sport และล้ออัลลอย M ขนาด 22 นิ้ว ลาย Double-spoke

เกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะแบบ Steptronic ทำงานคู่กับเครื่องยนต์ดีเซล 6 สูบ เทคโนโลยี BMW TwinPower Turbo ขับเคลื่อนBMW X5 ใหม่ด้วยกำลังสูงสุด 195 กิโลวัตต์ / 265 แรงม้า ที่ 4,000 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 620 นิวตันเมตรที่ 2,000-2,500 รอบต่อนาที ส่งพลังให้เร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายใน 6.5 วินาที และมีความเร็วสูงสุด 230 กิโลเมตรต่อชั่วโมง BMW X5 ยังคล่องตัวด้วยระบบขับเคลื่อนสี่ล้อBMW xDrive เจเนอเรชั่นล่าสุด ที่ได้รับการพัฒนากำลังขับเคลื่อนและควบคุมการทรงตัวได้อย่างดีเยี่ยม ด้วยการถ่ายแรงขับเคลื่อนอย่างนุ่มนวลระหว่างล้อหลังทั้งสองข้างบนเส้นทางออนโรดและออฟโรด

BMW X5 ใหม่ ยังมาพร้อมช่วงล่างแบบ Adaptive M ระบบควบคุมการยึดเกาะถนน (Dynamic Traction Control) ระบบ Driving Experience Control สำหรับเลือกรูปแบบการขับขี่พร้อมโหมด ECO PRO และระบบควบคุมเสถียรภาพการขับขี่ (Dynamic Stability Control) เพิ่มประสิทธิภาพการขับขี่บนเส้นทางออฟโรด พร้อมมอบความสปอร์ตคล่องตัวและความสะดวกสบายได้ตลอดเส้นทาง

ภายในห้องโดยสารของBMW X5 ใหม่ มอบความรู้สึกหรูหราและมีระดับ ด้วยวัสดุคุณภาพเยี่ยม ดีไซน์ที่ลงตัว และระบบการควบคุมที่ล้ำสมัย แผงหน้าปัดดิจิทัลและจอ Control Display ได้รับการออกแบบทั้งกราฟฟิคและดีไซน์มาให้สอดรับกัน พร้อมด้วยเบาะนั่งหนังแท้ Vernasca และพวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นแบบ M Sport ฟีเจอร์อื่น ๆ ที่โดดเด่นของBMW X5 ใหม่ ยังมีหลังคากระจกแบบ Panorama ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นกว่ารุ่นเก่า 30%

นอกจากความสะดวกสบายและความเหนือระดับยิ่งขึ้นแล้ว BMW X5 ใหม่ยังสามารถรองรับการใช้งานได้อย่างหลากหลาย เบาะหลังพับได้แบบ 40 : 20 : 40 รองรับปริมาตรการบรรจุของตั้งแต่ 650 ลิตรถึง 1,870 ลิตร พร้อมประตูท้ายที่สามารถแยกเปิดสองส่วนเพื่อให้สะดวกต่อการขนย้ายสัมภาระ ซึ่งสามารถเปิดปิดอัตโนมัติด้วยระบบไฟฟ้า

ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ล้ำสมัย เช่น ระบบ Parking Assistant Plus ที่มาพร้อมกับระบบ Reversing Assistant ช่วยถอยรถในทิศทางเดิมแบบอัตโนมัติ ช่วยให้ตัวรถสามารถจดจำทิศทางที่ขับตรงไปข้างหน้าในระยะ 50 เมตรสุดท้าย ด้วยความเร็วไม่เกิน 36 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ และสามารถถอยออกในทิศทางเดิมแบบอัตโนมัติ ทั้งนี้ Parking Assistant Plus มาพร้อมกับกล้องมองรอบทิศทาง Surround View Camera รวมทั้งวิวด้านบน วิวพาโนรามิค และรีโมท 3D วิวที่ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเชื่อมต่อเพื่อดูภาพของรถที่จอดทางโทรศัพท์สมาร์ทโฟนได้ ผ่านระบบ BMW ConnectedDrive นอกจากนี้ ยังมาพร้อมระบบ Driving Experience Control เลือกรูปแบบการขับขี่พร้อม ECO PRO ที่ได้รับการติดตั้งเป็นอุปกรณ์พื้นฐานในBMW X5 ใหม่

อีกหนึ่งความพิเศษของ Sports Activity Vehicle รุ่นนี้ คือระบบ BMW Live Cockpit Professional ที่โดดเด่นด้วยจอแสดงผลขนาด 12.3 นิ้ว พร้อมการเชื่อมต่อที่ครบครัน ส่วน BMW Head-Up Display เจเนอเรชั่นล่าสุด ขนาด 7×3.5 นิ้ว สามารถแสดงภาพกราฟฟิคสามมิติได้ ขณะที่ระบบควบคุมผ่าน iDrive, BMW Gesture Control และจอ Control Display ระบบสัมผัสขนาด 10.25 นิ้ว ก็ยังเป็นทางเลือกเพื่อมอบที่สุดแห่งความสะดวกสบายแก่ผู้ขับขี่ นอกจากนี้ BMW X5 xDrive30d M Sport ใหม่ ยังมาพร้อม BMW ConnectedDrive มอบบริการการเชื่อมต่อแบบไร้ขีดจำกัดระหว่างยานยนต์และผู้ขับขี่

ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2562 เป็นต้นไป ผู้ขับขี่และผู้โดยสารรถยนต์BMWจะพบกับความสะดวกสบายที่เหนือกว่าด้วยระบบ BMW Intelligent Personal Assistant ผู้ช่วยส่วนตัวฉลาดล้ำ ที่พร้อมทำงาน เพียงแค่ทักด้วยประโยค “Hey BMW” (สวัสดี BMW) ซึ่งถือเป็นประสบการณ์ใหม่และอีกหนึ่งก้าวสำคัญในโลกยานยนต์ เมื่อผู้ขับขี่สามารถควบคุม และใช้งานฟังก์ชั่นต่างๆ ในรถยนต์ได้อย่างครบวงจรมากขึ้น เพียงแค่สั่งงานด้วยเสียง

ระบบ BMW Intelligent Personal Assistant ติดตั้งมาเป็นส่วนหนึ่งของระบบปฏิบัติการ BMW Operating System 7.0 และทำงานประสานเป็นหนึ่งเดียวกับระบบ BMW Live Cockpit Professional ความสามารถของระบบผู้ช่วยส่วนตัวนั้นพัฒนาอยู่ตลอดเวลา ยิ่งใช้งานมาก ผู้ช่วยส่วนตัวก็จะรู้ใจมากขึ้น โดยตัวระบบใช้เทคโนโลยีแพลตฟอร์ม จาก Open Mobility Cloud ของBMW ร่วมกับนวัตกรรมอย่างปัญญาประดิษฐ์ (AI) ดังนั้น ฟังก์ชั่นต่างๆ และความสามารถของผู้ช่วยส่วนตัวจึงรองรับการอัพเกรดอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มเติมคุณสมบัติและรูปแบบการเรียนรู้ใหม่ๆ ได้อีกในอนาคต

ระบบผู้ช่วยส่วนตัวพร้อมรับคำสั่งจากเสียงพูดในรูปแบบที่เป็นธรรมชาติ ใกล้เคียงกับบทสนทนาในชีวิตประจำวัน พ่วงด้วยฟังก์ชั่นอันชาญฉลาดอีกมากมาย ระบบสามารถเรียนรู้และจดจำกิจวัตรประจำวันและความชอบส่วนตัวของผู้ขับขี่ได้ ก่อนจะนำมาปรับใช้งานอย่างถูกต้อง แม่นยำ เช่น หากผู้ขับขี่รู้สึกว่าอุณหภูมิในตัวรถหนาวเกินไป ก็สามารถพูดออกคำสั่งว่า “Hey BMW, I’m cold” เพื่อให้ระบบปรับการทำงานของระบบปรับอากาศให้เหมาะสม ทั้งนี้BMWได้พัฒนาให้ระบบผู้ช่วยส่วนตัวนี้สามารถอัพเกรดเพื่อเพิ่มเติมคุณสมบัติและรูปแบบการเรียนรู้ใหม่ๆ ได้อีกในอนาคต

การเปิดตัวระบบ BMW Intelligent Personal Assistant ในครั้งนี้ ยังเสมือนเป็นการพาผู้เชี่ยวชาญ ที่รู้ลึก รู้จริงเรื่องรถยนต์ BMW ขึ้นรถคู่ใจไปกับผู้ขับขี่ทุกขณะ เพราะผู้ขับสามารถถามคำถามพื้นฐาน ตั้งแต่วิธีใช้งานระบบปรับการทำงานไฟสูงอัตโนมัติ ไปจนถึงคำถามที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลในการขับขี่ เช่น ระดับน้ำมัน และระยะทางที่สามารถขับต่อไปได้ ระบบ BMW Intelligent Personal Assistant จึงเป็นระบบผู้ช่วยส่วนตัวที่ครบเครื่อง เติมสุนทรียภาพให้กับประสบการณ์อันเหนือระดับในการขับขี่BMWในชีวิตประจำวัน

**********

BMW X5 xDrive30d M Sport 
ราคาจำหน่าย: 5,699,000 (พร้อมโปรแกรมบำรุงรักษา BSI Standard)


BMW Series 3 ‘Ultimate Driving Machine’ เจเนอเรชั่นที่ 7 หล่อขึ้น มันส์ขึ้น และฉลาดขึ้น!

หลังจากที่ได้เปิดตัวครั้งแรกไปเมื่อปี พ.ศ. 2518 BMW Series 3 เจเนอเรชั่นแรก เป็นเวลากว่า 40 ปีที่ BMW Series 3 ได้พิสูจน์ถึงความเป็นที่สุดแห่งยนตรกรรม หรือ “Ultimate Driving Machine” ด้วยเอกลักษณ์ดีไซน์ที่ทันสมัย สมรรถนะและประสิทธิภาพการขับขี่เหนือระดับ รวมถึงนวัตกรรมล้ำยุค ที่ครองใจแฟนๆ มาทุกยุคทุกสมัย จนมาสู่รุ่นล่าสุดกับ BMW Series 3 ใหม่ ที่กลับมาอีกครั้งในเจเนอเรชั่นที่ 7 กับการพัฒนาทั้งในด้านดีไซน์ ระบบช่วงล่าง เครื่องยนต์ และเทคโนโลยีการขับขี่ เพื่อมอบประสบการณ์ที่เหนือระดับยิ่งขึ้น อันเป็นหัวใจสำคัญของ BMW

BMW Series 3 ใหม่ มาในดีไซน์ที่โฉบเฉี่ยวสะดุดตา ตอกย้ำความสปอร์ตมากยิ่งขึ้น ด้วยเส้นสายที่แข็งแกร่งและคมชัด ด้านหน้าของตัวรถมาในรูปลักษณ์ที่ดุดันยิ่งขึ้นด้วยกระจังหน้าทรงไตคู่ขนาดใหญ่ขึ้นในกรอบที่เชื่อมกับไฟหน้าคู่ LED ทรงเรียวยาวดีไซน์ใหม่ล่าสุด รับกับช่องดักอากาศรูปทรง T เพิ่ม
ความโดดเด่นให้แก่ด้านหน้าของรถ

ด้านข้างของ BMW Series 3 ใหม่ โดดเด่นด้วยกรอบหน้าต่างดีไซน์แบบ Hofmeister Kink อันเป็นเอกลักษณ์ของ BMW ที่ได้รับการออกแบบให้เป็นหนึ่งเดียวกับเสา C-pillar มอบมิติ
ไร้ขอบหรูหรายิ่งขึ้น พร้อมด้วยไฟท้ายดีไซน์ใหม่เรียวยิ่งขึ้นในรูปทรง L แนวนอนสีหม่นแบบสามมิติ และ
ท่อไอเสียแบบคู่ให้ท้ายรถดูกว้างและสปอร์ตกว่าเดิม

การออกแบบโครงสร้างและเทคโนโลยีแชสซีใหม่ล่าสุดใน BMW Series 3 มอบการควบคุมที่เฉียบคมและปราดเปรียวยิ่งขึ้น ผสมผสานทั้งความสปอร์ตและความนุ่มสบายไว้ได้อย่างลงตัว พร้อมด้วยประสิทธิภาพของชุดเบรกที่เหนือชั้น จุดศูนย์ถ่วงต่ำ และการกระจายน้ำหนักแบบ 50:50 นอกจากนี้ ตัวรถยังมีน้ำหนักที่
เบาลงกว่ารุ่นก่อนหน้าถึง 55 กิโลกรัม จากการใช้วัสดุอลูมิเนียมในชิ้นส่วนและโครงสร้างต่างๆ เช่น กระโปรงและกันชนหน้า

การออกแบบด้านอากาศพลศาสตร์ใน BMW Series 3 ใหม่ช่วยเสริมสมรรถนะ
การขับขี่ด้วยค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศต่ำถึง 0.26 ลดลง 0.03 จากรุ่นก่อนหน้า ทั้งจากระบบ Active Air Flap แผ่นปิดด้านในกระจังหน้าไตคู่เจเนอเรชั่นใหม่ล่าสุด และการจัดระเบียบทิศทางการไหลของอากาศ
ผ่าน Air Curtains ที่ช่วยลดแรงเสียดทานอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

มิติของตัวรถ มีความกว้างเพิ่มขึ้น 16 มิลลิเมตร ยาวขึ้น 76 มิลลิเมตร ฐานล้อมีขนาด 2,851 มิลลิเมตร กว้างขึ้นจากรุ่นก่อนหน้า 41 มิลลิเมตร ทำให้บริเวณห้องโดยสารด้านหลังมีพื้นที่กว้างขวาสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น

BMW 320d Sport

BMW Series 3 ใหม่ มีเครื่องยนต์ให้เลือก 2 รุ่น เริ่มจาก BMW 320d Sport ที่มากับเครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบรุ่นล่าสุดที่มีพละกำลัง
สูงสุด 140 กิโลวัตต์ / 190 แรงม้าที่ 4,000 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 400 นิวตันเมตรที่ 1,750 – 2,500 รอบต่อนาทีสามารถเร่งความเร็วจาก 
0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 6.8 วินาที และมีความเร็วสูงสุด 240 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

BMW 320d Sport ใหม่ มาพร้อมล้ออัลลอย 18 นิ้วลาย V Spoke และชุดแต่ง BMW Individual high-gloss Shadow Line ด้วยขอบหน้าต่าง ขอบช่องดักอากาศ และซี่บริเวณกระจังหน้าไตคู่สีดำเงาเช่นเดียวกับภายใน ซึ่งตกแต่งด้วยวัสดุอลูมิเนียมลาย Mesheffect พร้อมพวงมาลัยและที่นั่งด้านหน้าแบบสปอร์ต

BMW 330i M Sport

ส่วน BMW 330i M Sport มาพร้อมกับเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ส่งกำลังสูงสุด 190 กิโลวัตต์ / 258 แรงม้าที่ 5,000 – 6,500 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 400 นิวตันเมตรที่ 1,550 – 4,400 รอบต่อนาที เร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 5.8 วินาที และมีความเร็วสูงสุด 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ส่วนBMW 330i M Sport โดดเด่นด้วยชุดแต่ง M Sport ที่ช่วยเสริมทั้งรูปลักษณ์โฉบเฉี่ยวและสมรรถนะปราดเปรียว ไม่ว่าจะเป็นระบบช่วงล่าง ชุดเบรก และชุดแอโรไดนามิคส์ แบบ M Sport 
ล้ออัลลอย M ขนาด 18 นิ้วลาย Double Spoke และพวงมาลัยหนังแท้ M ภายในตกแต่งด้วยวัสดุอลูมิเนียม Tetragon

ทั้งสองรุ่นรองรับระบบ Driving Experience Control ที่มีรูปแบบการขับขี่ให้เลือกทั้งในโหมด COMFORT, SPORT และ ECO PRO

ภายในห้องโดยสาร

มีการออกแบบโดยคำนึงถึงผู้ขับขี่เป็นหัวใจสำคัญ พร้อมแผงหน้าปัดและจอ Control Display ในดีไซน์ใหม่ สะดวกสบายด้วยพื้นที่ด้านหน้าและด้านหลังที่กว้างขวางยิ่งขึ้น รวมถึงพื้นที่จุสัมภาระถึง 480 ลิตร เบาะนั่งสามารถพับได้แบบ 40:20:40 บรรยากาศหรูหราด้วยไฟ ambient light และระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบ 3 ตอน

นอกจากระบบ BMW Intelligent Personal Assistant ที่ติดตั้งมาเป็นส่วนหนึ่งของระบบปฏิบัติการ BMW Operating System 7.0 ในBMW 330i M Sport และทำงานประสานเป็นหนึ่งเดียวกับระบบ BMW Live Cockpit Professional แล้ว BMW Series 3 ใหม่ ยังมาพร้อมระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่อย่างระบบช่วยนำรถเข้าที่จอด (Parking Assistant) ใน BMW 330i M Sport ระบบเซนเซอร์ควบคุมระยะการจอดด้านหน้าและหลัง (Park Distance Control) ใน BMW 320d Sport ที่มาพร้อมระบบ BMW Live Cockpit Plus รวมถึงระบบการเชื่อมต่อ BMW ConnectedDrive เพื่อการเชื่อมต่ออย่างไร้ขีดจำกัด และระบบชาร์จโทรศัพท์แบบไร้สายใน BMW 330i M Sport

อีกหนึ่งก้าวสู่อนาคตแห่งรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติของ BMW คือ ฟังก์ชั่น Reversing Assistant ใน BMW 330i M Sport ซึ่งจะให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ขับขี่ขณะถอยจอดหรือถอยออกจากที่แคบอัตโนมัติได้อย่างมีประสิทธิภาพเหนือกว่าคู่แข่งอื่น ๆ ในเซกเมนต์ โดยฟังก์ชั่น Reversing Assistant นี้ เป็นส่วนหนึ่งของระบบช่วยนำรถเข้าที่จอดอัตโนมัติ Parking Assistant ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถถอยออกจากบริเวณที่มีพื้นที่แคบ เช่น อาคารจอดรถ ทางเลี้ยวเข้า หรือทางตัน ได้อย่างง่ายดายแม้จะมีมุมมองที่จำกัด

ฟังก์ชั่น Reversing Assistant จะจดจำองศาการเลี้ยวของพวงมาลัยขณะขับเข้าไปยังพื้นที่แคบได้เป็นระยะทางไกลสูงสุด 50 เมตร ขณะขับขี่ที่ความเร็วไม่เกิน 36 กิโลเมตรต่อชั่วโมง สามารถเริ่มใช้งานโดยกดปุ่ม Reversing Assistant ขณะจอดนิ่งที่เกียร์ P หลังจากนั้น รถยนต์จะถอยหลังอัตโนมัติตามเส้นทางที่ขับเข้าไปล่าสุด

ผู้ขับขี่จะมีหน้าที่เพียงแค่แตะเบรกหรือคันเร่ง โดยความเร็วในการถอยอัตโนมัติจะอยู่ที่ความเร็วสูงสุด 9 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งระบบจะสามารถจดจำองศาการเลี้ยวภายในระยะ 50 เมตรสุดท้ายไว้ได้เป็นระยะเวลายาวนาน ทำให้ผู้ขับขี่สามารถแม้กระทั่งถอยออกจากที่จอดรถได้แม้จะจอดทิ้งไว้ข้ามคืนหรือเป็นระยะเวลาหลายวัน

**********

BMW 320d Sport ใหม่
ราคาจำหน่าย: 2,959,000 บาท (พร้อมโปรแกรมบำรุงรักษา BSI Standard)
BMW 330i M Sport ใหม่
ราคาจำหน่าย: 3,359,000 บาท (พร้อมโปรแกรมบำรุงรักษา BSI Standard)


เอ็มจี เปิดตัว NEW MG ZS EV รถยนต์เอสยูวีพลังงานไฟฟ้า 100% ในราคา 1,190,000 บาท เป็นไปได้ไง!

ครั้งแรกในไทยกับ ‘NEW MG ZS EV’ รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% รุ่นแรกของเอ็มจี ที่มาพร้อมเทคโนโลยียนตรกรรมที่จะมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือกว่าเพื่อการใช้ชีวิตที่ ‘ง่าย’ ยิ่งขึ้น พร้อมผนึกกำลังทุกภาคส่วนสร้างความมั่นใจให้ลูกค้า ตั้งเป้าขยายสถานีชาร์จครอบคลุมทุกโชว์รูม โดยเปิดรับจองอย่างเป็นทางการพร้อมข้อเสนอสุดพิเศษที่โชว์รูมทั่วประเทศตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

ตลอดระยะเวลากว่า 5 ปีของการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย เอ็มจีได้มุ่งมั่นนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพที่มาพร้อมนวัตกรรมใหม่ๆ สู่ตลาดเมืองไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมสร้างการเติบโตให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในทุกมิติตามพันธสัญญาที่เคยให้ไว้ และสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ในการดำเนินธุรกิจของเอสเอไอซี คอร์ปอเรชั่น ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของเอ็มจี ที่กำหนดแนวของทางการพัฒนารถยนต์ภายใต้ 4 แกนหลัก คือ

  • มีความอัจฉริยะในการเชื่อมต่อ (Intelligent Connectivity)
  • การใช้พลังงานทางเลือก (Electrification)
  • เป็นทรัพยากรที่สามารถใช้ร่วมกันได้ (Sharing)
  • มีความเป็นสากล (Globalization)

การเปิดตัว ‘NEW MG ZS EV’ รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% รุ่นแรกของเอ็มจี นอกจากสะท้อนให้เห็นการพัฒนาอย่างไม่หยุดนิ่งของเอ็มจีตามแนวทางดังกล่าวแล้วยังเป็นอีกหนึ่งปรากฏการณ์สำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานทางเลือกที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม พร้อมส่งเสริมให้คนไทยหันมาใช้พลังงานทดแทนตามนโยบายอุตสาหกรรม 4.0 ของกระทรวงอุตสาหกรรมได้เป็นอย่างดี

NEW MG ZS EV มาพร้อมความโดดเด่นทั้งในด้านคุณภาพ สมรรถนะ ความอัจฉริยะ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ของ SUV ตามแบบฉบับของเอ็มจีที่ผสมผสานระหว่าง ความสวยงาม ความเป็นสากล และความทันสมัยในสไตล์รถยุโรปเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ภายนอกโดดเด่นด้วยสีตัวถังแบบพิเศษ ‘สีฟ้า Copenhagen Blue’ กระจังหน้าทันสมัยพร้อมการติดตั้งจุดชาร์จไว้บริเวณหลังกระจังหน้า ล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่ขนาด 17 นิ้ว

ภายในห้องโดยสารตกแต่งโทนสีดำ พร้อมการตกแต่งคอนโซลหน้าด้วยวัสดุนุ่มแบบ Soft touch ให้ความรู้สึกหรูหรามีระดับมากขึ้น พวงมาลัยทรงสปอร์ตหุ้มหนังแบบมัลติฟังก์ชั่น สามารถควบคุมฟังก์ชั่นการใช้งานในรถที่เชื่อมกับหน้าจอสีระบบสัมผัสขนาด 8 นิ้วได้เพียงปลายนิ้ว และระบบปรับอากาศแบบดิจิตอลที่มาพร้อมระบบกรองอากาศที่สามารถกรองฝุ่นขนาดเล็ก PM 2.5 อีกทั้งยังมีห้องโดยสารที่กว้างสบายและยังคงโดดเด่นด้วยหลังคาซันรูฟแบบพาโนรามา (Panoramic Sunroof)

NEW MG ZS EV เป็นรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% ที่ให้อัตราเร่งที่รวดเร็วต่อเนื่อง พร้อมการขับขี่ที่เงียบจากมอเตอร์ไฟฟ้า แบบ Permanent Magnet Synchronous Motor ที่ได้รับการพัฒนาให้ส่งกำลังได้ดีเยี่ยม และช่วยระบายความร้อนได้ดียิ่งขึ้น พร้อมแบตเตอรี่ แบบลิเธี่ยม ไอออน (Lithium-ion) ความจุ 44.5 kWh ที่ผ่านการรับรองและทดสอบตามมาตรฐานสากล


เรื่องที่หลายคนเป็นกังวลแต่ NEW MG ZS EV สามารถวิ่งผ่านน้ำที่มีความสูงได้ถึงกว่า 40 เซนติเมตร ในขณะที่แบตเตอรี่ยังคงสามารถทำงานได้ตามปกติ อีกทั้งยังมีระบบการปกป้องแบตเตอรี่แบบ 360 องศา และระบบการจัดการอุณหภูมิอัจฉริยะที่ช่วยให้ระบบการทำงานต่างๆ ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพภายใต้สภาวะแวดล้อมที่มีอุณหภูมิต่ำและสูง และระบบควบคุมแบบอิเล็กทรอนิกส์ โดยมีพละกำลังสูงสุด 110 กิโลวัตต์ (150 แรงม้า) แรงบิดสูงสุด 350 นิวตันเมตร สามารถเร่งจาก 0-50 กิโลเมตร/ชั่วโมง ได้ด้วยระยะเวลาแค่ 3.1 วินาที และให้ระยะทางขับเคลื่อนสูงสุด 337 กิโลเมตร* ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง (ตามมาตรฐาน NEDC หรือมาตรฐานการทดสอบความประหยัดน้ำมันและมลพิษของยุโรป)

ยิ่งไปกว่านั้น NEW MG ZS EV ยังมาพร้อมระบบ KERS (Kinetic Energy Recovery System) ที่สามารถ ชาร์จพลังงานในระหว่างการขับขี่กลับเข้าแบตเตอรี่ (Regenerative) ที่สามารถเลือกระดับการชาร์จพลังงานกลับได้ถึง 3 ระดับ นอกจากนี้ ยังสามารถปรับโหมดการขับขี่ได้ 3 รูปแบบ เพื่อให้เหมาะกับสไตล์ในการขับขี่ของแต่ละคน ประกอบด้วย โหมดการขับขี่แบบ Eco เพื่อการประหยัดพลังงานมากยิ่งขึ้น แบบ Normal สำหรับการขับขี่ทั่วไปและ แบบ Sport เพื่อการขับขี่ที่เร้าใจ

NEW MG ZS EV รองรับการชาร์จไฟได้ 2 รูปแบบ คือ

  1. การชาร์จไฟแบบธรรมดา (Normal Charge) ผ่าน MG Home Charger ใช้เวลาชาร์จไฟจาก 0-100% ในระยะเวลาเพียง 6.5 ชั่วโมง
  2. การชาร์จไฟแบบเร็ว (Quick Charge) ผ่านสถานีชาร์จไฟฟ้าสาธารณะ (Public Charging Station) โดยใช้เวลาชาร์จไฟจาก 0-80% ในระยะเวลาเพียง 30 นาที

นอกจากนี้ เอ็มจี ยังได้ลงนามความร่วมมือกับ บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) หรือ EA เพื่อติดตั้งสถานีชาร์จ EA anywhere ให้กับโชว์รูมของเอ็มจี ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ถึง 107 แห่งทั่วประเทศ และกำลังจะขยายเป็น 130 แห่งภายในปีนี้ อีกทั้งยังได้ลงนามความร่วมมือกับการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และกำลังอยู่ในระหว่างการเจรจากับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ในการติดตั้งที่ชาร์จ เพื่อเป็นการลดข้อจำกัดและคลายความกังวลของผู้บริโภคในการที่จะตัดสินใจใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้า

ด้วยระบบปฏิบัติการอัจฉริยะ i-SMART ที่ยกระดับประสบการณ์การขับขี่ของผู้ใช้รถยนต์เอ็มจี ใน 3 แกนหลัก คือ

  • ด้านการสั่งการด้วยเสียงภาษาไทย หรือ SMART Command
  • ด้านการเชื่อมต่อผ่านหน้าจอภายในรถ หรือ SMART Connect
  • ด้านการตรวจเช็กรถจากมือถือ หรือ SMART Check ซึ่งผู้ขับขี่ NEW MG ZS EV จะสามารถเช็คระดับพลังงานคงเหลือของแบตเตอรี่ การเช็คสถานะและระยะเวลาของการชาร์จแบตเตอรี่ แบบเรียลไทม์ การค้นหาสถานีอัดประจุไฟฟ้าใกล้เคียง หรือสถานีชาร์จที่โชว์รูมทั่วประเทศ รวมทั้งการสั่งการ MG Home Charger สำหรับการชาร์จไฟที่บ้านได้อีกด้วย

NEW MG ZS EV จะเปิดรับจองอย่างเป็นทางการพร้อมข้อเสนอพิเศษสำหรับลูกค้าตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปที่โชว์รูม เอ็มจีทั่วประเทศ สำหรับรถทดลองขับจะพร้อมที่โชว์รูมเอ็มจีตั้งแต่วันที่ 20 กรกฎาคม โดยจะสามารถส่งมอบรถให้กับลูกค้าได้ในช่วงเวลาเดียวกัน ยิ่งไปกว่านั้น ทางบริษัทฯ ยังมีกำหนดจัดกิจกรรมการตลาดแนะนำรถยนต์พลังงานไฟฟ้าให้เป็นที่รู้จักแพร่หลายมากขึ้นผ่านกิจกรรม Roadshow ทั่วประเทศ รวมถึงงานแสดงรถยนต์สำคัญๆ ซึ่งได้แก่ งาน BIG Motor Sale 2019 ในเดือนสิงหาคมนี้เช่นกัน

ผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ MG CALL CENTRE โทร. 1267 หรือที่เว็บไซต์ www.mgcars.com

**********

#NewMGZSEV #MGCarsTH #PassionDrives


‘ลามิน่า’ สานต่อกิจกรรมตอบแทนแผ่นดินเกิดเดินหน้าสร้างพื้นที่สีเขียวภายใต้โครงการ “รักษ์โลกกับลามิน่า” ณ สถานีวนวัฒนวิจัยสะแกราช อ.วังน้ำเขียว

บริษัท เทคโนเซล (เฟรย์) จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายฟิล์มกรองแสงรถยนต์และอาคารลามิน่า ฟิล์มกลุ่มพิเศษลูมาร์ ผลิตโดยซีพีฟิล์มอิงค์ มาตรฐานไอเอสโอ 9001 ในเครือบริษัท อีสท์แมน เคมิคัล จากสหรัฐอเมริกา อุปกรณ์บรรทุกสัมภาระธูเล่ จากสวีเดน ผลิตภัณฑ์เคลือบปกป้องรถยนต์ เรือ อากาศยาน ไทรบอส จากอังกฤษ ผลิตภัณฑ์ลำโพงติดรถยนต์ระดับไฮเอนด์ โซนิค ดีไซน์ จากญี่ปุ่น และฟิล์มนิรภัยติดกระจกด้านนอกรถคุณภาพสูง เบรย์ จากสหรัฐอเมริกา แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย โดย นางสาวจันทร์นภา สายสมร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร นำทีมปลูกป่าเพิ่มเติม 50 ไร่ ในโครงการรักษ์โลกกับลามิน่าต่อเนื่องเป็นปีที่ 12ภายในงานได้รับเกียรติจาก นายจิระศักดิ์ ชูความดี รองอธิบดีกรมป่าไม้ เป็นประธานในพิธี และได้รับความร่วมมือจากกรมป่าไม้ ชมรมรถขับเคลื่อนสี่ล้อกลุ่มกระทิงโทน คณะผู้บริหารศูนย์ตัวแทนจำหน่าย ผู้จำหน่ายรถยนต์ กลุ่มลามิน่าฟิล์มแฟนเพจ ผู้ใช้ฟิล์มกรองแสงลามิน่า สื่อมวลชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันปลูกป่าพลิกฟื้นคืนความอุดมสมบูรณ์ จำนวนทั้งสิ้น 50 ไร่ ณ สถานีวนวัฒนวิจัยสะแกราช ต.อุดมทรัพย์ อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

โครงการรักษ์โลกกับลามิน่า ปีที่ 12 ติดฟิล์มให้โลกในปีนี้ ได้น้อมนำศาสตร์พระราชาเกี่ยวกับการฟื้นฟูสภาพป่าและสิ่งแวดล้อมมาปรับใช้ ทั้งยังมีการปลูกป่าแบบผสมผสานด้วยการแบ่งแปลงปลูกออกเป็น หนึ่ง ปลูกพืชเด่นคืนถิ่นให้กับป่าสะแกราช ได้แก่ เคี่ยมคะนอง ตะเคียนทอง จันทร์หอม มะริด และสอง ปลูกพืชเพื่อเป็นอาหารของสัตว์ป่า ทั้งสำหรับสัตว์ปีก กระทิง กวาง กระรอกและสัตว์ฟันแทะ ได้แก่ มะค่าโมง พระเจ้าห้าพระองค์ ปลูกกระจายไปในพื้นที่ 50 ไร่

นอกจากนี้ยังได้มอบเงินเพื่อสนับสนุนการดูแลผืนป่าดังกล่าวอย่างต่อเนื่องอีก 2 ปี เพื่อการบำรุงรักษาต้นไม้ในโครงการให้เจริญเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป ซึ่งการปลูกป่าในโครงการนี้มีอัตรารอดและเติบโตสูงถึง 95% นอกเหนือจากการคืนผืนป่าให้กับประเทศไทยแล้วยังได้มีโอกาสทำให้บริเวณนี้เป็นแหล่งอาหารสัตว์ป่าที่อุดมสมบูรณ์อีกด้วย

นับตั้งแต่เริ่มโครงการแรกในปี พ.ศ.2551 จนถึงโครงการล่าสุดในปีนี้ รักษ์โลกกับลามิน่าได้คืนผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์ให้ประเทศไทยไปแล้วกว่า 550 ไร่ นับเป็นต้นไม้กว่า 110,000 ต้น รวมถึงยังได้ขยายขอบเขตของโครงการเพื่อการรักษาสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นการสร้างโป่งเพื่อเป็นแหล่งอาหารของสัตว์ป่า หรือแม้แต่การปลูกปะการังเพื่อช่วยฟื้นฟูทะเลไทยในโครงการที่ดำเนินการก่อนหน้านี้

ทั้งนี้ โครงการรักษ์โลกกับลามิน่า จัดตั้งขึ้นมาเพื่อสนองแนวพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนีพันปีหลวง ในการรักษาสภาพทางนิเวศวิทยาสิ่งแวดล้อม สนับสนุนโครงการทำดีเพื่อแผ่นดิน โดยลามิน่าริเริ่มโครงการนี้ด้วยความตั้งใจที่จะปลุกจิตสำนึกให้เกิดความรักสิ่งแวดล้อม เกิดความหวงแหนและเล็งเห็นความสำคัญของต้นไม้ที่มีต่อสภาพแวดล้อมและวิถีชีวิตของมนุษย์

ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกล่าวสรุปว่า นอกเหนือจากการเติบโตทางธุรกิจแล้ว สิ่งหนึ่งที่ลามิน่ามุ่งมั่นมาตลอดนับตั้งแต่ดำเนินธุรกิจมาตลอดกว่า 2 ทศวรรษคือ การเติบโตเคียงคู่สังคมไทย รวมถึงการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมด้วยการสนับสนุนกิจกรรมด้านต่างๆ เพื่อพัฒนาสังคมในภาพรวม ซึ่งบริษัทฯ ขอยืนยันที่จะเติบโตอย่างยั่งยืนเคียงข้างสังคมไทยต่อไป


‘Burn Rubber Riding Academy & Track Days’ สถาบันสอนการขับขี่มอเตอร์สปอร์ตที่จะพาเราก้าวข้ามขีดจำกัด!!!

บริษัท เบิร์นรับเบอร์ จำกัด เรียกเสียงฮือฮาจากแฟนมอเตอร์สปอร์ตอีกครั้ง ภายใต้ปรากฏการณ์ความเร็วแรงครั้งใหม่กับ “Burn Rubber Riding Academy & Track Days” (เบิร์นรับเบอร์ ไรด์ดิ้ง อะคาเดมี่ แอนด์ แทร็ค เดย์) สถาบันสอนขับขี่แนวมอเตอร์สปอร์ตแห่งแรกในประเทศไทยที่มีมาตรฐานหลักสูตรทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติระดับสากล

พบกับการฝึกสอนจากโค้ชผู้เชี่ยวชาญที่จะช่วยพัฒนาศักยภาพการขับขี่ พร้อมแนะนำเทคนิคการขับขี่อย่างมืออาชีพและปลอดภัยอย่างสูงสุด มาร่วมสัมผัสความเร็วแรงไปกับ “Burn Rubber Riding Academy & Track Days” ได้ในระหว่างวันที่ 29-30 มิถุนายน 2562 ณ สนามพีระ อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.ชลบุรี โดยมีรายละเอียดการสมัครฯ มีดังนี้

1.ACADEMY

  • ACADEMY (1 DAY) 6,500 บาท (รวมบุฟเฟ่ต์อาหารกลางวัน 1 มื้อ 1 วัน)
  • ACADEMY (2 DAYS) 9,500 บาท (รวมบุฟเฟ่ต์อาหารกลางวัน 2 มื้อ 2 วัน)

2.TRACKDAYS

  • TRACK DAYS (1 Day) THB 3,000 บาท (รวมบุฟเฟ่ต์อาหารกลางวัน 1 มื้อ 1 วัน)
  • TRACK DAYS (2 Days) THB 4,500 บาท (รวมบุฟเฟ่ต์อาหารกลางวัน 2 มื้อ 2 วัน)

สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถสมัครได้ตั้งแต่วันนี้ – 27 มิถุนายน 2562 ผ่านทางเว็บไซต์ https://bit.ly/2wWPLmT
และติดตามข่าวสารประชาสัมพันธ์ของ Burn Rubber Riding Academy & Track Days ได้ที่เฟซบุ๊ก Burn Rubber Riding Academy & Track Days


กรกฎาคม 2562 เตรียมพบกับ Audi TT Roadster และ Audi TTS จิ๊วจี๊ดสเปคไทย!

Audi TT  ลิมิเต็ดอิดิชั่น รุ่นฉลอง 20 ปี Audi TT ถูกจองหมดภายใน 5 นาที! หลังจากอาวดี้ ประเทศไทย เปิดจองทางออนไลน์พร้อมกัน ที่ www.audi.co.th ตั้งแต่เช้าวันที่ 20 มิถุนายน 2562 เวลา 09.00 น. ที่ผ่านมา ใช้เวลาเพียง 5 นาที มีผู้ตอบรับร่วมจองเกินคาดการณ์ เพราะนอกจากเป็น 1 ใน 5 คัน ของประเทศไทย ยังเป็นเพียง 1 ใน 999 คัน ของโลก เรียกว่าคุ้มค่าทั้งราคาและคุณค่าที่ได้ครอบครองรุ่นฉลอง 20 ปี ครั้งนี้ และเตรียมเปิดตัว Audi TT Roadster, Audi TTS รวมทั้ง Audi TT Coupé สเปคไทยให้หลายท่านที่พลาดในครั้งนี้ได้ชมและเป็นเจ้าของภายในเดือนกรกฎาคมนี้

อาวดี้ ประเทศไทย เผยว่า จากไลฟ์สไตล์ของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไป อาวดี้จึงได้ริเริ่มรูปแบบการตลาดใหม่ที่เข้าถึงลูกค้ามากขึ้น โดยนอกจากจะทำการสื่อสารการตลาดกับลูกค้าผ่านช่องทางโซเซี่ยลมีเดียรูปแบบต่างๆ ควบคู่ไปกับการจัดกิจกรรมที่โชว์รูมแล้ว ในเดือนมิถุนายนนี้ ยังได้เริ่มการจองรถทางออนไลน์ ด้วยรุ่นพิเศษอย่าง Audi TT 20 ปี ลิมิเต็ดอิดิชั่น ซึ่งประเทศไทยได้โตวต้าให้นำเข้ามาเพียง 5 คัน จากจำนวนผลิตทั่วโลก 999 คัน ในราคาเพียง 3.999 ล้านบาท

“ลูกค้าต่างให้ความสนใจกับกิจกรรมการจองทางออนไลน์ที่เราได้เริ่มขึ้น และที่ตื่นเต้นอย่างยิ่งคงเป็นรุ่นฉลอง 20 ปี ของ Audi TT ที่หลายคนรอคอย ขณะที่ราคาก็นับว่าคุ้มมาก สำหรับในทีมงานของเราก็ตื่นเต้นกับการที่ได้ริเริ่มช่องทางในการเข้าถึงลูกค้าใหม่ๆ โดยเฉพาะทางออนไลน์ เราถูกจองหมดทั้ง 5 คัน ภายใน 5 นาที ซึ่งสะท้อนถึงไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไปของลูกค้า”

ลูกค้าที่พลาดโอกาสจองผ่านทางออนไลน์ในครั้งนี้ อาวดี้ ประเทศไทย เตรียมแผนยก TT Family ที่จัดเต็ม ยกขบวนทั้ง Audi TT Coupé, Audi TT Roadster และ Audi TTS สามรุ่นยอดนิยมล่าสุดด้วยสเปคไทยมาให้ลูกค้าได้ยลโฉม และพร้อมให้เป็นเจ้าของในเดือนกรกฎาคมนี้แน่นอน

ทั้งนี้รถอาวดี้เป็นรถยนต์นำเข้าทุกรุ่นจากประเทศเยอรมัน ลูกค้าที่ออกรถใหม่จะได้รับการดูแลจาก Audi Protection การรับประกันรถใหม่ 5 ปี หรือระยะทาง 150,000 กิโลเมตร พร้อมบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน Roadside Assistance ทั่วประเทศ 24 ชั่วโมง นาน 5 ปี และสำหรับลูกค้า Audi e-tron รับประกันแบตเตอรี 8 ปี หรือ 160,000 กม.

**********

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
Audi Centre Thailand 02 765 8888
Audi New Petchburi 02 023 4888
Audi Pattaya 038 197 888
Audi Phuket 076 646 666


‘Meitu’ จับมือ ‘ก้องกาน’ ชวนแฟนๆ ชาวไทยสร้างสรรค์รูปถ่ายอันน่าทึ่งชิงรางวัลสุดเอ็กซ์คลูซีฟ!

Meitu Inc. บริษัทผู้นำกระบวนการสร้างสรรค์ภาพ/วีดีโอ และโซเชียลมีเดียที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และมีสำนักงานใหญ่อยู่ในประเทศจีน จับมือกับก้องกาน กันตภณ เมธีกุล เน้นย้ำให้เห็นถึงการผสมผสานเทคโนโลยีและศิลปะเพื่อสร้างสรรค์ผลงานในหลากหลายรูปแบบ พร้อมชวนทุกคนให้มีส่วนร่วมในความร่วมมือกันครั้งนี้ผ่านกิจกรรมการประกวดแต่งรูปถ่ายตามแนวคิดนิทรรศการเดี่ยวที่ไต้หวันของก้องกาน ที่มีชื่อว่า ‘Teleport To Taiwan‘ ระหว่างวันที่ 14 มิถุนายนถึง 7 กรกฎาคม 2562 แฟนๆ ที่ไม่สามารถเดินทางไปไต้หวันยังสามารถมีส่วนร่วมกับผลงานของก้องกานได้ด้วยการตกแต่งรูปถ่ายที่เป็นผลงานของก้องกานผ่านแอป Meitu

ผู้ใช้สามารถนำตัวเองเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในงานศิลปะของก้องกาน ด้วยการเลือกชิ้นงานที่แสดงออกถึงสไตล์ของตัวเองได้ดีที่สุดหรือทำให้พวกเขารู้สึกฉลาด น่ารัก และอยากรู้อยากเห็น ผลงานของคุณก้องกานแสดงออกถึงความสนุกสนานหยอกล้อและชวนให้ครุ่นคิดต่อยอด ดังนั้น Meitu ต้องการให้ผู้ใช้ชาวไทยได้ร่วมสนุกไปกับการสร้างสรรค์และโพสต์รูปที่แสดงออกถึงความเชื่อมั่นด้วยท่วงท่าที่สวยงาม

ในโอกาสนี้ แฟนๆ ยังสามารถชมผลงานของก้องกานที่จัดแสดงทั่วกรุงเทพฯ ทั้งที่เซ็นทรัลเวิลด์ อิงค์แอนด์ไลอ้อนคาเฟ่ ฟิกส์คอฟฟี่ และเดอะแวร์เฮาส์ 30 แฟนๆ สามารถถ่ายรูปผลงานศิลปะของก้องแบบออฟไลน์ และใช้แอป Meitu ทำการตกแต่งสร้างสรรค์รูปภาพจากชิ้นงานของก้องให้มีความโดดเด่นเฉพาะตัว โดยคิดเชื่อมโยงผสมผสานเทคโนโลยีและศิลปะเข้าไว้ด้วยกัน ตามสไตล์ของแต่ละคน

Meitu x Gongkan เชิญชวนแฟนๆ ร่วมถ่ายรูปกับผลงานของก้องกานและแบ่งปันบนอินสตาแกรม (ต้องเป็นบัญชีสาธารณะ) โดยโพสต์รูปพร้อมแฮชแท็ก @meitu.app_th ในรูป และ #MeituxGongkan ในโพสต์เพื่อรับโอกาสคว้ารางวัลสุดเอ็กซ์คลูซีฟของก้องกาน อาทิ กระเป๋าผ้าใบ เข็มกลัด สติ๊กเกอร์ พัด โปสการ์ดพร้อมลายเซ็นต์ศิลปิน โดยจะสุ่มคัดเลือกผู้ชนะเลิศจำนวน 11 คนจากทุกประเภท แน่นอนว่าแฟนๆ ที่โพสต์รูปมากที่สุดก็จะมีโอกาสได้รับรางวัลมากขึ้น สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแคมเปญมอบของรางวัล คลิกชมที่นี่


ก้องกานสร้างสรรค์ผลงานด้วยการเล่นกับพื้นที่โดยใช้สิ่งของหรือเหตุการณ์ในชีวิตประจำวัน เขาชวนให้แฟนๆ แฝงตัวเองเข้าไปอยู่ในงานศิลปะของเขาก่อนทำการปรับเปลี่ยนภาพด้วยเทคโนโลยีเพื่อสร้างผลงานของตนเอง ตัวอย่างเช่น หนึ่งผลงานที่เป็นภาพผู้หญิงกำลังดูดเส้นบะหมี่โดยมีเพียงศีรษะโผล่ออกมาผ่าน “teleport” และในขณะเดียวกันก็มีมือที่ถือชามบะหมี่ยื่นออกมาผ่านอีกช่องของหลุมดำ แต่สิ่งเดียวที่ขาดหายไปคือตะเกียบ

โค เปิดเผยว่า บริษัทฯ ต้องการใช้ศักยภาพของแอป Meitu ในการส่งเสริมความทรงพลังของคอนเทนท์ที่เกิดจากผู้ใช้โซเชียลมีเดียเพื่อเผยแพร่นิทรรศการ ‘Teleport To Taiwan’ ของก้องกานให้ขจรขจายไปสู่ทุกมุมโลก แฟนๆ ยังสามารถแบ่งปันความน่าตื่นเต้นนี้ด้วยการดาวน์โหลดฟิลเตอร์ AR ของก้องกาน โมเสค สติกเกอร์ และ Magic Brush ทุกฟีเจอร์ โหลดได้ฟรี ที่นี่ โดยทุกคนสามารถปรับแต่งภาพด้วยผลงานของเขา อย่างอิสระ

**********

นับตั้งแต่เปิดตัวสู่ประเทศไทยในปี 2561 แอป Meitu ครองอันดับหนึ่งแอปฟรียอดนิยม และยังเป็นผู้นำในกลุ่มแอปฟรีในการจัดอันดับแอปสำหรับรูปถ่ายทั้งใน App Store และ Google Play Store


Privacy Preference Center