ซัมซุงจับมือยูเนสโก จัดแฮ็คคาธอน สร้างทักษะดิจิทัลสตรีกลุ่มชาติพันธุ์ ชูเทคโนโลยีช่วยอนุรักษ์มรดกภูมิปัญญา และสร้างโอกาสทางการค้า

ซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ ร่วมกับ องค์การยูเนสโก สำนักงานเพื่อการศึกษาในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก จัดกิจกรรม “Hack Culture: กระเทาะเปลือกวัฒนธรรม: การแก้ปัญหาด้วยสื่อดิจิทัล เพื่อเสริมศักยภาพสตรีและรักษาหัตถกรรมท้องถิ่น” (Hack Culture: Digital Solutions to Empower Women & Safeguard Traditional Crafts) จัดอบรมและการแข่งขันการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ (ICT) ในรูปแบบแฮ็คคาธอน (Hackathon) ให้กับกลุ่มสตรีชาติพันธุ์ม้ง หวังใช้เทคโนโลยีช่วยบันทึกและสืบทอดมรดกภูมิปัญญาด้านหัตกรรมท้องถิ่น สร้างโอกาสทางการตลาด นำทีมให้ความรู้โดยอาสาสมัครจากซัมซุงจากสำนักงานใหญ่กว่า 30 ชีวิต ผู้เชี่ยวชาญจากยูเนสโก กลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจหัตถกรรมท้องถิ่น และคณาจารย์จากอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

พ่อหลวงเมธาพันธ์ ภุชกฤษฎาภา ผู้ใหญ่บ้านดอยปุย กล่าวว่า “รายได้หลักของกลุ่มแม่บ้านชาวม้งก็คืองานหัตถกรรมฝีมือ ปัญหาที่หมู่บ้านดอยปุยกำลังเผชิญอยู่คือ ทักษะงานหัตถกรรมเหล่านั้นถูกถ่ายทอดโดยปากเปล่าและการจดจำ นับวันคนรุ่นใหม่สนใจงานหัตถกรรมน้อยลงเรื่อยๆ หลายคนไปเรียนต่อในเมืองแล้วไม่ได้กลับมาทำงานที่หมู่บ้านอีก โจทย์ที่ต้องแก้ไขคือจะเก็บมรดกวัฒนธรรมเหล่านี้ที่มีอายุกว่า 100 ปีไว้ได้อย่างไร ทำอย่างไรให้คนรุ่นใหม่รู้จักและเข้าใจเอกลักษณ์ทางหัตถกรรมของชาวม้ง นอกจากนี้ข้อจำกัดอีกข้อก็คือ รายได้จากการขายสินค้าขึ้นอยู่กับนักท่องเที่ยวที่ขึ้นมาบนดอยเป็นหลัก ดังนั้นโจทย์ก็คือชาวบ้านจะขายสินค้าโดยไม่พึ่งนักท่องเที่ยวเพียงช่องทางเดียวได้อย่างไร การที่ซัมซุงจะนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาช่วยแก้ปัญหาที่หมู่บ้านดอยปุยกำลังเผชิญอยู่ ถือว่า เป็นโครงการที่ดี”

นางสาวจีเฮียน ยูน ผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายกิจกรรมเพื่อสังคม บริษัท ซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด (ประเทศเกาหลี) เผยว่า “การเสริมพลังให้กับคนในสังคมผ่านการมอบความรู้ นวัตกรรม และสร้างสรรค์ผลงาน เป็นหนึ่งในวิสัยทัศน์ด้านความรับผิดชอบต่อสังคมของซัมซุงทั่วโลก โดยซัมซุงได้มุ่งส่งเสริมการศึกษาให้สตรีและคนรุ่นใหม่มาตั้งแต่ปี 2553 กิจกรรม “Hack Culture: กระเทาะเปลือกวัฒนธรรม: การแก้ปัญหาด้วยสื่อดิจิทัล เพื่อเสริมศักยภาพสตรีและรักษาหัตถกรรมท้องถิ่น” เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Samsung OneWeek ซึ่งเป็นโครงการที่ซัมซุงนำพนักงานอาสาสมัครที่มีความเชี่ยว ชาญด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม มามอบความรู้แก่ชุมชนที่ต้องการความช่วยเหลือในภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก โดยในปีนี้พนักงานชาวเกาหลีร่วม 200 คน ได้กระจายตัวไปทำกิจกรรมอาสาสมัครเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ ใน 6 ประเทศทั่วโลก ได้แก่ กัมพูชา คาซัคสถาน อินโดนีเซีย ไทย เนปาล และฮังการี ซึ่งกิจกรรมในแต่ละประเทศจะมีลักษณะแตกต่างกัน ตามความต้องการและบริบทของแต่ละประเทศ”

  “สำหรับในประเทศไทย ซัมซุงได้ร่วมมือกับยูเนสโก โดยนำอาสาพนักงานซัมซุงกว่า 30 คนมาร่วมจัดงานแฮ็คคาธอนเพื่ออบรมให้ความรู้การใช้เทคโนโลยีและสื่อดิจิทัลในการแก้ปัญหาเกี่ยวกับหัตถกรรมท้องถิ่นให้กับสตรีกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งนอกจากจะเป็นการช่วยปลดล็อคข้อจำกัดในการเข้าถึงเทคโนโลยีของพวกเธอแล้ว ซัมซุงยังหวังว่า ทักษะดิจิทัลจะเป็นประโยชน์ในการสร้างรายได้ และเป็นเครื่องมือในการส่งผ่านภูมิปัญญาหัตถกรรมจากรุ่นผู้เฒ่าผู้แก่ ไปสู่เจเนอเรชั่นใหม่ รุ่นต่อรุ่น”นางสาวจีเฮียน ยูน กล่าวเสริม

ดร.ซุง บี แฮน์ หัวหน้าแผนกวัฒนธรรม องค์การยูเนสโก กรุงเทพมหานคร กล่าวว่า “สตรีกลุ่มชาติพันธุ์ม้งสามารถสร้างสรรค์และผลิตสินค้าหัตถกรรม โดยใช้วิธีสืบทอดความรู้จากรุ่นสู่รุ่นมาแต่อดีต แต่ปัจจุบัน สถานการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไปจากการลงสำรวจพื้นที่ของยูเนสโกพบว่า จังหวัดเชียงใหม่เกิดความเปลี่ยนแปลงเช่นเดียว กับส่วนอื่นๆ ทั่วโลก ความอยู่รอดของทักษะงานฝีมือกำลังเสี่ยงที่จะสูญหายไปจากปัจจัยรอบด้านมากมาย เช่น การแข่งขันจากผู้ผลิ ตที่ใช้เครื่องจักรในการผลิตสินค้าที่ถูกและรวดเร็วกว่า รวมถึงคนรุ่นใหม่ในชนเผ่าที่ไม่มีความสนใจในการทำงานหัตถกรรม จึงเป็นที่มาของโครงการความร่วมมือระหว่างซัมซุงและยูเนสโก ที่ต้องการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศมาเป็นตัวช่วยแก้ปัญหาดังกล่าว”

ตลอดระยะเวลา 4 วันของการดำเนินกิจกรรมแฮ็คคาธอน บรรยากาศเป็นไปอย่างสนุกสนาน เต็มไปด้วยพลังแห่งความมุ่งมั่นของคนรุ่นใหม่ที่ต้องการสร้างสรรค์สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม เหล่าอาสาฯ ได้ช่วยสตรีชนเผ่าม้ง พัฒนาต้นแบบสื่อดิจิทัล (Prototype) ในการแก้ไขปัญหาด้านการอนุรักษ์มรดกภูมิปัญหาและขยายโอกาสทางการตลาดให้กับสินค้าหัตถกรรม โดยแบ่งกลุ่มการทำกิจกรรมเป็น 5 กลุ่มย่อย แต่ละกลุ่มได้นำเสนอผลงานในรูปแบบต่างๆ ได้แก่ เวปไซต์และเฟสบุ๊คที่รวบรวมข้อมูลและประวัติความเป็นมาของงานหัตกรรม วิดิโอและคอร์สสอนการปักผ้าเบื้องต้นสำหรับผู้ที่สนใจและนักท่องเที่ยว รวมทั้งการทำแบรนดิ้งและบรรจุภัณฑ์สินค้าให้น่าสนใจและทันสมัย โดยต้นแบบผลงานที่แต่ละกลุ่มได้พัฒนาขึ้นสามารถนำมาขยายผลต่อให้กับคนในชุมชนหมู่บ้านดอยปุย ซึ่งมีจำนวนทั้งสิ้นราว 1,408 คน ประกอบด้วย 3 ชนเผ่า ได้แก่ ม้ง ปกากะญอ (กะเหรี่ยง) และคนพื้นเมือง

นางสาวลิม คาง ฮา หนึ่งในพนักงานอาสามัครซัมซุง ได้กล่าวถึงความรู้สึกจากการเข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้ว่า “ตลอดเวลา 4 วันที่ได้ร่วมทำกิจกรรมกับพี่น้องสตรีชาวม้งเป็นช่วงเวลาที่ประทับใจและได้เรียนรู้อะไรเยอะมาก ถึงแม้เราจะเป็นอาสาที่มาให้ความรู้และช่วยพวกเขาพัฒนาสื่อออนไลน์เพื่อช่วยแก้ไ ขปัญหาที่เกิดขึ้น แต่เราก็ได้เรียนรู้จากพวกเขาเช่นเดียวกัน สิ่งที่สำคัญไม่ได้ขึ้นอยู่กับการแข่งขันหรือสิ่งที่คิดค้นขึ้น แต่มันคือความรู้สึกว่าเราได้เป็นผู้ให้ ได้ทำสิ่งที่มีค่าให้กับคนกลุ่มหนึ่งที่ต้องการมัน ซึ่งความรู้สึกนี้เป็นความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูก และประสบการณ์ในครั้งนี้ได้เปลี่ยนมุมมองในการดำเนินชีวิตของฉันอย่างที่ไม่ได้คาดคิดไว้มาก่อน”

นางสาวศศิพัชร์ เฟื่องฟูกิจการ หนึ่งในสตรีกลุ่มชาติพันธุ์ม้งที่เข้ารับการอบรมและหนึ่งในสมาชิกทีมที่ได้รับรางวัลชนะเลิศจากการแข่งขัน กล่าวว่า “สนุกและได้ประโยชน์มากจากการเข้าร่วมกิจกรรมนี้ค่ะ นอกจากความรู้ที่ได้แล้วยังรู้สึกผูกพันธ์กับพี่ๆ อาสาซัมซุงที่มาจัดกิจกรรมให้  รู้สึกขอบคุณและประทับใจมาก จะนำความรู้ที่ไ ด้จากการอบรมในครั้งนี้ไปเป็นเครื่องมือในการโปรโมทสินค้าของทั้งร้านตัวเองและของหมู่บ้าน โดยจะใช้เฟสบุ๊คขึ้นมาเป็นช่องทางหลัก ตื่นเต้นมากกับโปรเจคใหม่ที่จะได้ทำ และดีใจที่หมู่บ้านดอยปุยจะมีช่องทางในการบันทึกงานหัตถกรรมฝีมือซึ่งเป็นวัฒนธรรมและเอกลักษณ์ของชาวม้ง ขอบคุณซัมซุงและยูเนสโกที่จัดกิจกรรมนี้ขึ้นมาค่ะ”


Subaru ส่งสมาชิกฝึกอบรมขับขี่รถขับเคลื่อน 4 ล้อกับ Spirit of the 4×4 Driving School!

โรงเรียนพัฒนาทักษะการขับขี่รถขับเคลื่อนสี่ล้อ (Spirit of the 4×4 Driving School) โดย สุกานดา ปภัสร์พงษ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนฯ ได้รับความไว้วางใจจาก บริษัท ทีซี ซูบารุ (ประเทศไทย) จํากัด ให้จัดฝึกอบรมการขับรถขับเคลื่อน 4 ล้อ ขั้นพื้นฐาน (Basic Full Time) แก่เจ้าของรถ Subaru Forester เพื่อเพิ่มทักษะการขับขี่รถขับเคลื่อน 4 ล้อ และสามารถใช้งานรถ Subaru รุ่นนี้ได้เต็มประสิทธิภาพ ณ สนาม Spirit Adventure Ground จังหวัดนครนายก

นอกจากนี้ เนื่องในวันที่ 31 กค. ที่ผ่านมาเป็นวันเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าโลก บริษัท ทีซี ซูบารุ (ประเทศไทย) จํากัด ร่วมกับ Spirit 4×4 มอบเงินจำนวน 40,000 บาท สนับสนุนกิจกรรมหน่วยงานเขตการจัดการอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ที่ 5 เพื่อเป็นขวัญ และกำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ฯ

หน่วยงานภาครัฐ และเอกชน หรือผู้ที่สนใจเข้าร่วมฝึกอบรมการขับรถขับเคลื่อน 4 ล้ออย่างถูกวิธี สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โรงเรียนพัฒนาทักษะการขับขี่รถขับเคลื่อนสี่ล้อ spirit4x4.imc.co.th หรือ facebook.com/Spirit4x4 และโทรศัพท์ 0-2641-8444 ต่อ 404-405


Bullet Trials 500cc 
ดีเอ็นเอจากรถแข่งไทรอัลส์ในตำนาน ที่มีเพียง 210 คันในไทย!

รอยัล เอนฟิลด์ บุลเล็ต ตำนานที่ยังมีชีวิต การเดินทางของบุลเล็ตเริ่มต้นในปี 1932 
กินระยะเวลายาวนานกว่า 87 ปี ทำให้รอยัล เอนฟิลด์ ถูกขนานนามว่าเป็นแบรนด์รถจักรยานยนต์ที่ดำเนินสายการผลิตมายาวนานที่สุดในโลก เส้นทางความเป็นมาของบุลเล็ตเปรียบดั่งตำนานและเป็นไอคอนของยุคสมัย อาจกล่าวได้ว่าเรื่องราวที่มีความสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ของบุลเล็ตคือความสำเร็จของรอยัล เอนฟิลด์ บุลเล็ตในการแข่งขันไทรอัลส์ แชมเปี้ยนชิพส์ และด้วยแรงบันดาลใจจากตำนานการแข่งขันของรอยัล เอนฟิลด์ในรายการ International Six Days Trials (ISDT) และเพื่อสรรเสริญต่อ จอห์นนี บริทเทน พ่อมดแห่งการแข่งขันไทรอัลส์ 
รอยัล เอนฟิลด์ จึงเปิดตัว บุลเล็ต ไทรอัลส์ เวิร์คส์ เรพริกา 2019

บุลเล็ต ไทรอัลส์ มาพร้อมเครื่องยนต์ 500 ซีซี จำหน่ายจำนวนจำกัดเพียง 210 คันในประเทศไทย มีดีไซน์ที่โดดเด่นและฟังก์ชั่นรองรับการใช้งานที่สะท้อนยุคที่รุ่งเรืองของการแข่งไทรอัลส์สุดคลาสสิกระหว่างทศวรรษ 1940 และ 1950 ซึ่ง
รถบุลเล็ต ไทรอัลส์รุ่นใหม่ใช้ยางที่มีลายดอกยางทรงเหลี่ยมเพื่อเพิ่มการยึดเกาะบนทางออฟโรดและแฮนด์เดิลบาร์เสริมแกร่งด้วยคานขวางหรือ Crossbar รถมอเตอร์ไซค์รุ่นนี้ยังมาพร้อมท่อไอเสียที่เฉียงสูงขึ้นเพื่อเพิ่มระยะห่างจากพื้นเพื่อเพิ่มความมั่นใจเมื่อต้องลุยน้ำ และยังติดตั้งระบบเบรกป้องกันล้อล็อก (ABS) แบบดูอัลแชนแนล (Dual Channel) บุลเล็ต ไทรอัลส์ถูกติดตั้งบังโคลนล้อดีไซน์ใหม่ เบาะนั่งเดี่ยว และแรคบรรทุกสัมภาระ นอกจากนี้ ยังมีอุปกรณ์ตกแต่ง 5 รายการที่ได้รับการออกแบบสำหรับรถมอเตอร์ไซค์รุ่นนี้โดยเฉพาะ ได้แก่ การ์ดป้องกันเครื่องยนต์ขนาดเล็ก ตะแกรงครอบไฟหน้า บอร์ดประทับหมายเลขแข่ง การ์ดกันแคร้งใต้เครื่องอลูมิเนียม และปลอกสวมครอสบาร์ โดยบุลเล็ต ไทรอัลส์ 500 มีราคาจำหน่ายรวมอุปกรณ์ตกแต่ง 5 รายการที่ 191,500 บาทมาร์ค เวลส์ หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์และการออกแบบอุตสาหกรรม รอยัล เอนฟิลด์ โกลบอล กล่าวภายในงานเปิดตัวบุลเล็ต ไทรอัลส์ว่า “รอยัล เอนฟิลด์มีประวัติศาสตร์อันยาวนานที่น่าภาคภูมิใจในการสร้างรถมอเตอร์ไซค์ที่เป็นอมตะและมีความทนทาน ซึ่งบุลเล็ตคือรถมอเตอร์ไซค์ที่ทนทานและมีประวัติศาสตร์ความเป็นมายาวนานที่สุด ภาพของรถมอเตอร์ไซค์บุลเล็ต ไทรอัลส์ที่ขี่โดยจอห์นนี บริทเทนนั้นเป็นสิ่งที่เราไม่เคยลืม ภาพเหล่านั้นทำให้เรารำลึกถึงสมรรถนะอันล้นเหลือของรถมอเตอร์ไซค์ที่อยู่เหนือเส้นทางอันท้าทายและความสำเร็จในการแข่งขันไทรอัลส์ 
โดยรถมอเตอร์ไซค์บุลเล็ต ไทรอัลส์ ปี 2019 ได้แรงบันดาลใจจากรถไทรอัลส์ของจอห์นนี บริทเทนที่คว้าแชมป์มากกว่า 
50 ครั้งระหว่างปี 1948 ถึง 1965 และยังเป็นการอุทิศให้แก่รากฐานของการออกแบบและความเชี่ยวชาญทางวิศวกรรมของเราได้อย่างสมบูรณ์แบบจนเกิดเป็นช่วงล่างแบบสวิงอาร์มครั้งแรกในรถบุลเล็ตในปี 1949 และในปีนี้ เราร่วมรำลึกครบรอบ 70 ปีแห่งชัยชนะในรายการ ISDT ของบุลเล็ต ไทรอัลส์ ที่นับเป็นการนำเสนอช่วงล่างแบบสวิงอาร์มเป็นครั้งแรกในปี 1949 ผมมั่นใจว่ารถมอเตอร์ไซค์รุ่นนี้จะได้เสียงตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้ที่มีความหลงใหลต่อแบรนด์รอยัล เอนฟิลด์ใน
ประเทศไทย”

ประวัติศาสตร์ของการแข่งขันไทรอัลส์สามารถย้อนกลับไปได้ถึงต้นยุคทศวรรษ 1920 เมื่อผู้ผลิตรถจักรยานยนต์มักให้รถของตนเข้าร่วมการแข่งขันรถที่เรียกว่าไทรอัลส์ โดยให้คำนิยามการแข่งขันว่า “ไทรอัลส์ที่ไว้ใจได้” (Reliability Trials) เนื่องจากเป็นการโชว์สมรรถนะและศักยภาพในการยึดเกาะถนน ความสามารถในการควบคุมทิศทาง และความทนทานโดยรวมที่ไว้ใจได้ โดยร่วมการแข่งขันในสหราชอาณาจักรและทั่วทั้งภูมิภาคยุโรป อย่างไรก็ตามเมื่อพื้นผิวถนนถูกปรับปรุงให้ดีขึ้นในช่วงทศวรรษที่ 20 การแข่งขันแบบไทรอัลส์ได้เปลี่ยนสนามไปสู่การแข่งขันบน “เส้นทางออฟโรด” ที่จัดขึ้นเป็นโดยเฉพาะ ซึ่งพื้นผิวเส้นทางที่ท้าทายคือบททดสอบอันหนักหน่วงสำหรับทั้งคนและตัวรถ

รอยัล เอนฟิลด์ บุลเล็ตเปิดตัวครั้งแรกในปี 1932 พร้อมกับการได้ชื่อว่าเป็นรถมอเตอร์ไซค์ที่ “สมบูรณ์แบบสำหรับการขับขี่แบบทัวริ่งหรือแข่งขันไทรอัลส์” หลังจากเปิดตัวไม่นาน บุลเล็ตสามารถสร้างความสำเร็จจากการแข่งขันรายการ International Six Days Trial (ISDT) ในปี 1935 โดยที่ทีมรอยัล เอนฟิลด์ เป็นรถมอเตอร์ไซค์สัญชาติอังกฤษหนึ่งเดียวที่ไม่ถูกตัดแต้มแม้แต่คะแนนเดียว จากนั้นในปี 1937 นักขี่เอนฟิลด์ สร้างสถิติคว้าถ้วยรางวัลถึง 37 ใบและเหรียญทองอีก 
6 เหรียญในการแข่งขัน ISDT จากนักขี่ในตำนานอย่างชาร์ลี โรเจอร์ส (Charlie Rogers) จอร์จ โฮลด์เวิร์ธ (George Holdworth) และแจ็ค บุ๊คเกอร์ (Jack Booker) ซึ่งขี่บุลเล็ต 250 ซีซี และ 350 ซีซี รวมถึงเวอร์ชั่นคัสตอมพิเศษสำหรับการแข่งขันขนาด 500 ซีซี สู่ชัยชนะ

แต่ความสำเร็จที่แท้จริงเกิดขึ้นในช่วงหลังสงครามโลก รอยัล เอนฟิลด์ กลายเป็นบริษัทแถวหน้าในการแข่งขันไทรอัลส์อย่างแท้จริง ด้วยบุลเล็ตขนาด 350 ซีซี รุ่นใหม่ล่าสุดซึ่งออกแบบโดยเท็ด พาร์โด (Ted Pardoe) และโทนี่ วิลสัน โจนส์ 
(Tony Wilson-Jones) ซึ่งปฏิวัติวงการด้วยการผสมผสานช่วงล่างแบบสวิงอาร์มเข้ากับโช้คอัพน้ำมันเป็นครั้งแรกในรถจักรยานยนต์รุ่นผลิตจำหน่ายเชิงพานิชย์ การพัฒนาดังกล่าวพลิกโฉมการออกแบบรถมอเตอร์ไซค์ไปตลอดกาล 
โดยบุลเล็ตที่มาพร้อมช่วงล่างแบบสวิงอาร์มของรอยัล เอนฟิลด์ได้ฉีกขนบดั้งเดิมของการเปิดตัวรถด้วยการเผยโฉมที่ การแข่งขันไทรอัลส์ด้วยรถต้นแบบ 3 คันในการแข่งขัน Colmore Cup ปี 1948 หลังจากนั้น รถมอเตอร์ไซค์รุ่นนี้ได้รับการคัดเลือกให้ร่วมทีม British Trophy ในการแข่งขัน ISDT ปี 1949 จัดขึ้นในเมืองซานเรโม ประเทศอิตาลี ความสำเร็จตามมาพร้อมกับนักขี่บุลเล็ตทั้งสองคน ชาร์ลี โรเจอร์ส (Charlie Rogers) และวิค บริทเทน (Vic Brittain) คว้าเหรียญทองได้สำเร็จและส่งให้ทีมจากอังกฤษคว้าชัยชนะอันดับหนึ่ง บุลเล็ต ไทรอัลส์มาพร้อมช่วงล่างสวิงอาร์มจึงกลายหัวใจสำคัญของรถรุ่นนี้ต่อมาอีกถึง 14 ปีวิมัล ซุมบ์ลี หัวหน้าฝ่ายธุรกิจประจำภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก รอยัล เอนฟิลด์ กล่าวภายในงานเปิดตัวรถมอเตอร์ไซค์รุ่นนี้ว่า “รอยัล เอนฟิลด์ บุลเล็ต มีฐานลูกค้าที่มีความภักดีและหลงใหลอย่างยิ่งอยู่ทุกมุมโลกมาตลอด 8 ทศวรรษที่ผ่านมา บุลเล็ต ได้รับการยอมรับว่าเป็นรถมอเตอร์ไซค์ระดับไอคอนและมีชื่อเสียงในด้านความทรหดทนทานและใช้งานได้ยาวนาน อีกทั้งมีประเพณีการส่งต่อรถมอเตอร์ไซค์จากรุ่นสู่รุ่น เพื่อสานต่อตำนานแห่งไทรอัลส์ของบุลเล็ตในปี 2019 เรามีความยินดีที่จะประกาศการจัดจำหน่ายบุลเล็ต ไทรอัลส์ในประเทศไทย”

การบอกเล่าเรื่องราวการครองความเป็นเจ้าสนามแข่ง ISDT ของบุลเล็ต ไทรอัลส์ไม่อาจสมบูรณ์แบบได้ถ้าไม่มี
จอห์นนี บริทเทน ผู้ซึ่งกวาดชัยชนะการแข่งขันไทรอัลส์กับรถบุลเล็ต ไทรอัลส์ 350 มานาน 15 ปี จอห์นนีเป็นลูกชายของตำนานนักขี่รายการไทรอัลส์อย่างวิค บริเทน (Vic Brittain) จอห์นนีร่วมทีมรอยัล เอนฟิลด์ตอนอายุ 18 ปี และคว้าเหรียญทองแรกจากการแข่งขัน ISDT ในปี 1950 ด้วยรถไทรอัลส์ บุลเล็ต 350 ซีซีอันโด่งดัง ประทับหมายเลข HNP 331 โดยจอห์นนีคว้าชัยชนะ Scottish Six Days Trial ซึ่งเป็นการแข่งขันระยะทาง 900 ไมล์ภายในระยะเวลา 6 วันเต็ม อย่างยิ่งใหญ่ถึงสองครั้ง (ปี 1952 และ 1957) ชนะการแข่งขัน Scott Trial สุดท้าทายอีกสองครั้ง (ปี 1955 และ 1956) และ British Experts Trial ที่มีความหฤโหดอีกสองครั้ง ซึ่งเขาเป็นผู้ชนะเลิศที่อายุน้อยที่สุดเท่าที่เคยมีมา (ปี 1952 และ 1953) อีกทั้งยังคว้าแชมป์รายใหญ่อีกกว่า 50 รายการและคว้าอันดับหนึ่งในการแข่งขันโอเพ่นไทรอัลส์อีกมากมายในช่วงเวลากว่า 15 ปี

รถมอเตอร์ไซค์ บุลเล็ต ไทรอัลส์ ปี 2019 คือการอุทิศให้แก่รถบุลเล็ต ไทรอัลส์ ปี 1949 ซึ่งจอห์นนี บริทเทนควบทะยานในการแข่งขันไทรอัลส์หลายรายการ รถมอเตอร์ไซค์รุ่นนี้ถ่ายทอดรูปลักษณ์และความรู้สึกของรถในช่วงต้นยุค 1950 ได้อย่างสมบูรณ์แบบ พร้อมติดตั้งฟีเจอร์ยุคใหม่อย่างระบบดิสก์เบรกคู่พร้อมเอบีเอส และระบบหัวฉีดอิเลคโทรนิค EFI บุลเล็ต ไทรอัลส์ 500 จะขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ UCE ขนาด 498 ซีซีและบุลเล็ต ไทรอัลส์ 350 จะใช้เครื่องยนต์ UCE ขนาด 
348 ซีซี

เพื่อยกระดับประสบการณ์การขับขี่รถไทรอัลส์ของรถจักรยานยนต์รุ่นใหม่ บุลเล็ต ไทรอัลส์มีอุปกรณ์ตกแต่งของแท้จาก
รอยัล เอนฟิลด์มากกว่า 30 รายการให้เลือกสรร ทั้งนี้ รอยัล เอนฟิลด์ ได้ออกแบบและพัฒนาอุปกรณ์ตกแต่งรถมอเตอร์ไซค์สุดพิเศษสำหรับบุลเล็ต ไทรอัลส์โดยเฉพาะจำนวน 5 รายการ ได้แก่ การ์ดป้องกันเครื่องยนต์ขนาดเล็ก ตะแกรงครอบไฟหน้า บอร์ดประทับหมายเลขแข่ง การ์ดกันแคร้งใต้เครื่องอลูมิเนียม และปลอกสวมครอสบาร์


เบนซ์สตาร์แฟลก สยายปีก ทุ่มงบกว่า 75 ล้าน เปิดตัว Benz Star Flag AMG Performance Center ใหญ่ที่สุดในเอเชีย

เบนซ์ สตาร์แฟลก ตัวแทนจำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส–เบนซ์ อย่างเป็นทางการ ประกาศความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ สยายปีก ทุ่มงบกว่า 75 ล้าน เปิดตัว Benz Star Flag AMG Performance Center ใหญ่ที่สุดในเอเชีย

คุณชยุส ยังพิชิต กรรมการผู้จัดการ บริษัท สตาร์แฟลก จำกัด หนึ่งในผู้บริหารที่รักความเร็วเป็นชีวิตจิตใจ ทั้งคร่ำหวอด หลงใหลรวมถึงสนใจในเรื่องยานยนต์เป็นอย่างมาก ทั้งนี้จึงก่อกำเนิดเป็นบริษัท สตาร์แฟลก จำกัด ขึ้นเมื่อปี 2556 พร้อมการตั้งเป้าหมายที่จะเป็นโชว์รูม และศูนย์บริการครบวงจรบนพื้นที่ขนาดใหญ่ ในระดับต้นๆ  ของภาคพื้นเอเชีย ในการให้บริการด้วยมาตรฐานระดับเวิลด์คลาสจากวันนั้นถึงวันนี้ เบนซ์สตาร์แฟลกประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง โดยที่ผ่านมามียอดขายเติบโตอย่างเห็นได้ชัดเจนในทุกปี และรักษาความเป็นอันดับ 1 ในด้านยอดขายถึง 5 ปีซ้อน โดยในปี 2561 มียอดขายเติบโตมากกว่า 1,200 คัน ส่วนปีนี้ บริษัทฯ ตั้งเป้าเติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 11โดยประมาณการจากการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ปีนี้ที่เติบโตเพิ่มขึ้น

ตลาดรถยนต์หรูมีการโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดย 6 เดือนแรกปีนี้มียอดขาย 13,449 คัน เบนซ์สตาร์แฟลกจึงเล็งเห็นโอกาสทางธุรกิจสำหรับรถยนต์กลุ่ม AMG ซึ่งเป็นสุดยอดสมรรถนะแห่งเมอร์เซเดส–เบนซ์ บริษัทฯ จึงเผยการทุ่มงบลงทุนยิ่งใหญ่อีกครั้งกับการประกาศ เปิดตัว Benz Star Flag AMG Performance Center ศูนย์ตัวแทนจำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส–เบนซ์ AMG ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย พร้อมศูนย์บริการหลังการขายที่ครบวงจรสำหรับเมอร์เซเดส–เบนซ์ AMG โดยเฉพาะ บนพื้นที่รวมกว่า 2,000 ตารางเมตร เพื่อตอบรับกระแสความนิยมและกลุ่มลูกค้าที่ให้ความสนใจเมอร์เซเดส–เบนซ์ AMG ที่มีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ภายใน Benz Star Flag AMG Performance Center มีพื้นที่จอดรถโชว์กว่า 600 ตารางเมตร สามารถจอดรถได้อย่างเต็มพื้นที่ เพื่อให้ลูกค้าที่เยี่ยมชมสามารถสัมผัสประสบการณ์อย่างเต็มรูปแบบกับรถยนต์เมอร์เซเดส–เบนซ์ AMG หลากหลายรุ่น ซึ่งปัจจุบันเมอร์เซเดส–เบนซ์ AMG มีรถยนต์ที่วางขายในประเทศไทย จำนวนทั้งหมด 19 รุ่น ทั้งรุ่นที่ประกอบในประเทศและนำเข้า ครอบคลุมตั้งแต่รถยนต์คอมแพคคาร์ (Compact Car) , รถซาลูน (Saloon) ที่ใช้เครื่องยนต์หลากหลายแบบหรือแม้แต่รถเอสยูวี (SUV) , รถยนต์สไตล์คูเป้ (Coupé), รถเปิดประทุนสไตล์คาบริโอเลต์ (Cabriolet) และโรดสเตอร์ (Roadster) ตระกูล AMG GT

การดูแลรักษารถยนต์ให้คงประสิทธิภาพอย่างดีที่สุดนั้นจึงถือเป็นปรัชญาสำคัญในการทำธุรกิจครั้งนี้ เพราะรถสมรรถนะสูงอย่างเมอร์เซเดส–เบนซ์ AMG ที่โดดเด่นด้วยเอกลักษณ์พิเศษเฉพาะตัวของรถยนต์และตัวเครื่องยนต์  ต้องอาศัยความเข้าใจและการดูแลอย่างพิถีพิถันจากผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่ผ่านการรับรองมาโดยเฉพาะ แนวคิดการสรรค์สร้าง AMG Service Center จึงกำเนิดขึ้นบนพื้นที่กว่า 1,000 ตารางเมตร พร้อมช่างเฉพาะทางของ AMG Certified สำหรับ AMG Service Center โดยเฉพาะ  Benz Star Flag AMG Performance Center พร้อมเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในเดือน สิงหาคม 2562 นี้ เป็นต้นไป ณ โชว์รูมเบนซ์สตาร์แฟลก ชั้น 4

นอกจากนี้ เบนซ์ สตาร์แฟลก พร้อมมอบสิทธิประโยชน์เหนือระดับสำหรับผู้ถือบัตร Citi Mercedes Credit Card เบนซ์สตาร์แฟลก ตัวแทนจำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส–เบนซ์ อย่างเป็นทางการเจ้าแรกที่จับมือกับ Citi Mercedes Credit Card ออกโปรโมชั่นคูณพอยท์ 40 เท่า ผ่อนดาวน์ 0 % นาน 6 เดือน ในส่วนของรถยนต์เมอร์เซเดส–เบนซ์ รุ่นอื่นๆ  เบนซ์สตาร์แฟลกยังออกแคมเปญพิเศษอย่างต่อเนื่อง อาทิ Double Bonus สำหรับรุ่น GLC ราคาเริ่มต้นเพียง 2,690,00 บาท และรุ่น E-Class ราคาเริ่มต้นเพียง 2,990,000 บาท และยัง รับพอยท์บัตรเครดิตเพิ่มทันที 20 เท่า และสิทธิพิเศษอื่นๆ อีกมากมาย

เครื่องยนต์เปรียบเสมือนงานศิลปะชั้นยอด เมอร์เซเดส–เบนซ์ AMG จึงยึดมั่นในหลักปรัชญา “ One Man, One Engine” โดยวิศวกร 1 คน จะทำหน้าที่ดูแลรับผิดชอบประกอบเครื่องยนต์แต่เพียงผู้เดียว ในขั้นตอนสุดท้ายวิศวกรที่เป็นผู้ประกอบเครื่องยนต์จะเซ็นชื่อของตนลงบนแผ่นโลหะที่ฝาครอบเครื่องยนต์เพื่อการรันตีความสมบูรณ์แบบแห่งยนตรกรรมสไตล์สปอร์ต ที่ไม่เพียงแค่ออกแบบมาเพื่อการขับขี่เท่านั้น แต่ยังสะท้อนความงามอย่างโดดเด่นเหนือระดับ ทุกองค์ประกอบถูกรังสรรค์ขึ้นด้วยความใส่ใจในทุกรายละเอียดของงานวิศวกรรมชั้นยอด การเปิด Benz Star Flag AMG Performance Center จึงตอบโจทย์และจะสามารถรองรับการให้บริการลูกค้า เมอร์เซเดส–เบนซ์ AMG ที่มีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องได้อย่างมีประสิทธิผล

พบกับ Benz Star Flag AMG Performance Center ชั้น4 โชว์รูมเบนซ์สตาร์แฟลก ดินแดง พร้อมโปรโมชั่นและสิทธิประโยชน์เหนือระดับ

  • บริการรับรถจอด ณ โชว์รูม Valet Parking Service
  • บริการหลังการขายที่พร้อมให้บริการคุณถึงที่  AMG Exclusive Lounge สำหรับลูกค้าเมอร์เซเดส–เบนซ์ AMG โดยเฉพาะ
  • สิทธิพิเศษสำหรับลูกค้า AMG ไม่จำกัดการเรียกรับบริการ Limousine Service เพื่อบริการรับ–ส่ง
  • สิทธิประโยชน์เหนือระดับสำหรับผู้ถือบัตร Citi Mercedes Credit Card เบนซ์สตาร์แฟลก ตัวแทนจำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส–เบนซ์ อย่างเป็นทางการเจ้าแรกที่จับมือกับ Citi Mercedes Credit Card ออกโปรโมชั่นคูณพอยท์ 40 เท่า ผ่อนดาวน์ 0 % นาน 6 เดือน
  • โปรโมชั่นสุดพิเศษ Double Bonus สำหรับรุ่น GLC ราคาเริ่มต้นเพียง 2,690,00 บาท และรุ่น E-Class ราคาเริ่มต้นเพียง 2,990,000 บาท และยัง รับพอยท์บัตรเครดิตเพิ่มทันที 20 เท่า และสิทธิพิเศษอื่นๆ อีกมากมาย

สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ฝ่ายขาย โทร. 02-248-6699 ตามวันและเวลาทำการ หรือ www.starflag.mercedes-benz.co.th, Facebook : Benz Star Flag, Instagram @BenzStarFlag Line: @benzstarflag


PASMO PASSPORT บัตรโดยสารรถไฟอัจฉริยะพร้อมมอบประสบการณ์การเดินทางที่สะดวก สนุก ประหยัดในญี่ปุ่น!

PASMO Co., Ltd. พร้อมเปิดตัว PASMO PASSPORT ในวันอาทิตย์ที่ 1 กันยายน 2562 ทั้งนี้บัตรสามารถใช้งานได้ 28 วันสำหรับนักเดินทางที่มาท่องเที่ยวระยะเวลาสั้นๆ ในประเทศญี่ปุ่น โดยจุดจำหน่ายบัตรจะอยู่ตามสถานีสำคัญๆ ในโตเกียวได้แก่ SKYLINER & KEISEI INFORMATION CENTER ตั้งอยู่ที่สถานี Narita Airport Terminal 1 และสถานี Narita Airport Terminal 2 3 และที่ Keikyu Tourist Information Center Haneda Airport International Terminal Station และสถานี Shinagawa

PASMO PASSPORT ถือเป็นสัญลักษณ์ที่มีคุณค่าดั่ง “หนังสือเดินทางเล่มที่สอง” เมื่อเดินทางไปยังประเทศญี่ปุ่น โดยบัตรนี้ได้รับการออกแบบตามสไตล์ต้นฉบับของซานริโอและนำเสนอตัวการ์ตูนอย่าง HELLO KITTY, CINNAMOROLL และ POMPOMPURIN ตัวการ์ตูนสามตัวจากบริษัทซานริโอ จำกัด ซึ่งมีฐานแฟนคลับจำนวนมากจากทั่วโลก ทั้งนี้ตัวการ์ตูนยอดฮิตเหล่านี้ได้รับการออกแบบให้ปรากฏตัวอยู่ด้านหน้าของฉากหลังที่เป็นดอกซากุระ ดอกไม้อันเป็นสัญลักษณ์ของญี่ปุ่น และสถานที่ท่องเที่ยวที่ชาวต่างชาติคุ้นเคย ได้แก่ ภูเขาไฟฟูจิและ TOKYO SKYTREE® หลังจากใช้บัตรโดยสารเพื่อความสะดวกสำหรับการเดินทางในญี่ปุ่น พร้อมภาพความทรงจำที่สนุกสนานประทับใจแล้ว นักท่องเที่ยวยังสามารถนำบัตรกลับบ้านไปเป็นของที่ระลึกได้อีกด้วย


PASMO PASSPORT สามารถนำไปใช้ในการดำเนินธุรกรรมทางการเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-money) ได้ครอบคลุมทั่วระบบขนส่งสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นการใช้โดยสารรถไฟและรถประจำทางที่รองรับการใช้บัตร IC หรือใช้สำหรับการซื้อสินค้าที่ร้านค้าต่าง ๆ ที่รับบัตร ผู้ถือบัตร PASMO PASSPORT สามารถเติมเงินลงในบัตรได้ไม่จำกัดจำนวนครั้งที่สถานีต่าง ๆ หรือบนรถประจำทางและในร้านค้าบางแห่งตามสถานีที่ระบุไว้ในข้อ 5 (จุดจำหน่ายบัตร) บัตรดังกล่าวนี้มอบความสะดวกสบาย ความเพลิดเพลิน และส่วนลดสำหรับนักเดินทางที่ท่องเที่ยวในช่วงระยะเวลาสั้นในญี่ปุ่นมากขึ้นเนื่องจากผู้ถือบัตรจะได้รับสิทธิพิเศษมากมายเมื่อแสดง PASMO PASSPORT ที่แหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ ทั่วภูมิภาคคันโต เว็บไซต์ภาษาอังกฤษของ PASMO PASSPORT www.pasmo.co.jp/en/pasmopassport

รายละเอียดเกี่ยวกับ PASMO PASSPORT

  1. กำหนดการเปิดตัว วันอาทิตย์ 1 กันยายน 2562
  2. รายละเอียดการใช้งาน ใช้ดำเนินธุรกรรมทางการเงิน (E-money) ผ่านระบบการขนส่งมวลชนในคันโตและภูมิภาคอื่น ได้แก่ โดยสารรถไฟและรถประจำทางที่รองรับบัตร IC หรือจับจ่ายใช้สอยตามร้านค้าในสถานีต่างๆ
  3. สำหรับ นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางมาญี่ปุ่น
  4. ราคา 2,000 เยน (1,500 เยนสำหรับการใช้และ 500 เยนสำหรับค่าธรรมเนียมการออกบัตร) *ไม่มีค่ามัดจำ
  5. จุดจำหน่ายบัตร Keisei Electric Railway สถานี Narita Airport Terminal 1 / สถานี Narita Airport Terminal 2·3 / SKYLINER & KEISEI INFORMATION CENTER เวลา 7:00 น.– 21:00 น.

Keikyu Corporation

สถานี Haneda Airport International Terminal Station
“Keikyu Tourist Information Center Haneda Airport International Terminal Station”
เวลา 7:00 น.– 22:00 น.
สถานี Shinagawa “Keikyu Tourist Information Center Shinagawa Station”
เวลา 8:30 น.– 20:00 น.

Tokyo Metro

สถานี Ueno, สถานี Nihombashi, สถานี Ikebukuro (Marunouchi Line · Yurakucho Line), สถานี Ginza, สถานี Shimbashi, สถานี Shinjuku, สถานี Ebisu, สถานี Iidabashi, สถานี Takadanobaba สถานี Akasaka-mitsuke, สถานี Meiji jingumae <Harajuku>, สถานี Shin-ochanomizu, สถานี Otemachi, สถานี Tokyo, เคาน์เตอร์จำหน่ายบัตรโดยสารรายเดือนของสถานีข้างต้น
เวลา 7:40 น.– 20:00 น.

Toei Subway

สถานี Ueno-okachimachi Tourist Information Center
เวลา 8:00 น.– 20:00 น.

Tokyu Corporation

สถานี Shibuya “WANDER COMPASS SHIBUYA”
เวลา 10:00 น.– 20:00 น.


GEL-KAYANO™ 5 360 จาก ASICS โมเดลที่สุดแห่งการผสานสปอร์ตเทคโนโลยีสู่สตรีทไอเทม!

ASICS เผยโฉม GEL-KAYANO™ 5 360 โมเดลรูปแบบใหม่ที่ผสมผสานส่วนอัปเปอร์จากโมเดลยอดฮิต GEL-KAYANO™ 5 OG เข้ากับพื้นรองเท้าสุดล้ำจากโมเดล GEL-QUANTUM™ 360™ นับได้ว่าเป็นผลลัพธ์ที่สุดแห่งความลงตัวระหว่างสตรีทสไตล์และสปอร์ตเทคโนโลยีในปี 2018 โมเดล GEL-KAYANO™ 5 OG ได้กลับมาโลดแล่นใหม่อีกครั้ง ในโอกาสครบรอบ 20 ปี ซึ่งถือเป็นโมเดลสไตล์ ‘dad shoe’ ของซีซั่นออทั่ม-วินเทอร์ 18 ด้วยอัปเปอร์สไตล์ยุค 90s และรูปทรงแบบชังกี้ (chunky) สุดคูล ซึ่งเป็นที่นิยมของบรรดาเหล่าสนีกเกอร์เฮด

สำหรับโมเดล GEL-KAYANO™ 5 360 โดดเด่นสไตล์เรโทร ด้วยอัปเปอร์จากวัสดุผ้า mesh ประกอบกับหนังเทียม ตามฉบับโมเดล GEL-KAYANO™ 5 ผนวกเข้ากับพื้นจากเทคโนโลยี GEL™ ในรูปแบบ 360° ที่รองรับการกระแทก มีความทนทาน ที่ทำให้โมเดล GEL-QUANTUM 360™ เป็นหนึ่งในรองเท้าที่ส่งมอบความสบายให้กับผู้ที่สวมใส่ได้เป็นอย่างดี ซึ่งการผสมผสานระหว่างฟังก์ชั่นและสไตล์จาก 2 โมเดลนี้ เกิดเป็นสนีกเกอร์สุดล้ำแห่งซีซั่นสปริง-ซัมเมอร์ 19 ที่ใครๆ ก็ต้องมี

GEL-KAYANO™ 5 360 พร้อมวางจำหน่ายแล้ววันนี้ ด้วยหลากหลายสีสัน ไม่ว่าจะเป็นสี OG สี Triple White รวมทั้ง Triple Black ในราคา 5,700 บาท ได้ที่ Seek, Carnival, Atmos, JD Sports และ Robinsonติดตามข่าวสารและข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ facebook.com/ASICSThailand หรือ instagram.com/asics_sportstyle_th (IG: @asics_sportstyle_th)


‘Anytime Fitness’ ฟิตเนส 24 ชั่วโมงเตรียมเปิดสาขาที่ 6 ในประเทศไทย!

Anytime Fitness กำลังเติบโตและขยายตัวอย่างรวดเร็วในภูมิภาคเอเชียและในประเทศไทยโดยในขณะนี้มีสาขาที่เปิดให้บริการแล้วทั้งหมด 5 สาขา และจะมีการขยายเพิ่มอีก 1 สาขา ที่ริเวอร์ไซด์ พลาซ่าเร็ว ๆ นี้ โดย Anytime Fitness มีความตั้งใจที่จะก้าวข้ามทุกข้อจำกัด เพื่อต้อนรับลูกค้าทุกท่าน รวมถึงสร้างสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตร และไร้ซึ่งการตัดสินจากภายนอก

Anytime Fitness มีความมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมและมอบประสบการณ์การออกกําลังกายและสุขภาพที่ดีในประเทศไทย ด้วยยิมที่เปิดให้บริการตลอด 24 ทั้งยังร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ได้ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ตั้งแต่ซุมบ้าไปจนถึงการออกกำลังกายในรูปแบบของ HIIT เพื่อส่งเสริมให้สมาชิกได้เป็นส่วนหนึ่งของสังคมคนการรักสุขภาพ และยังช่วยเป็นแรงผลักดันให้ทุกคนไปถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้อีกด้วย

Anytime Fitness ได้รับเสียงตอบรับที่ดีในประเทศไทย จากจุดเริ่มต้นจนถึงเวลานี้ได้ขยายสาขาถึง 6 สาขา ภายในระยะเวลาเพียง 18 เดือนและยังมีโครงการที่จะขยายสาขาเพิ่มเติม ทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัด พร้อมทั้งสร้างสถานที่ออกกำลังกายที่มีความสะดวกสบายและใกล้กับสถานที่ทำงานหรือที่พัก จากกระแสตอบรับที่ดีเป็นอย่างมาก ส่งผลให้สาขาลุมพินี มีพื้นที่ไม่มีเพียงพอ สมาชิก Anytime Fitness จากสาขาลุมพินี หรือสาขาอื่นๆ สามารถเข้ารับบริการได้ที่ Anytime Fitness ในสาขาต่างๆ ได้ทั่วประเทศและทั่วโลกได้เช่นกันโดยใช้แค่ Key Fob เพียงอันเดียวAnytime Fitness มุ่งมั่นในการพัฒนาศักยภาพเพื่อพาสมาชิกทุกคนนอกเหนือจากการเป็นฟิตเนสที่เปิดบริการ 24 ชั่วโมงแล้ว Anytime Fitness ในแต่ละยิมจะมีอุปกรณ์ที่จำเป็นต่อการออกกำลังกาย พร้อมกับผู้ให้คำแนะนำและให้ความช่วยเหลือในทุกด้าน โดยที่ลูกค้าไม่ต้องเจอกับความกดดันในการขายคอร์ส หรืออัพเกรดค่าสมาชิกเพิ่มเติมเพื่อใช้บริการพิเศษต่าง ๆ สมาชิกทุกท่านยังสามารถเข้าใช้บริการการออกกำลังกายแบบกลุ่มได้ฟรีโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมอีกด้วย


One Bangkok นำเสนอนิทรรศการศิลปะ ‘In-Betweenness’ นิทรรศการงานศิลป์ที่บอกเล่าเรื่องราวย่านวิทยุ/ลุมพินี/พระรามสี่


โครงการ วัน แบงค็อก (One Bangkok) แลนด์มาร์คครบวงจรระดับโลกแห่งใหม่ที่ใหญ่ที่สุดของเมืองไทยเปิดตัวนิทรรศการศิลปะครั้งแรกภายใต้ชื่อ In-Betweenness เพื่อบอกเล่าเรื่องราวของ “พื้นที่” และ “ความทรงจำ” ในบริเวณย่านวิทยุ ลุมพินี และพระรามสี่ ผ่านงานศิลปะหลากหลายรูปแบบที่เป็นเสมือนบันทึกเรื่องราวความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในพื้นที่ ตลอดจนภาพสะท้อนของความทรงจำที่อาจกระจัดกระจายหรือสูญหายไปตลอดระยะเวลากว่าร้อยปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ เพื่อสร้างให้กลายเป็นความทรงจำร่วมชุดใหม่ ซึ่งจะคงอยู่ต่อไปผ่านผู้คนที่ผูกพันกับพื้นที่นับจากนี้


นิทรรศการ In-Betweenness จัดขึ้นที่ เดอะ พรีลูด โครงการวัน แบงค็อก ในส่วนแรกของนิทรรศการ ทีมภัณฑารักษ์ของโครงการจัดแสดงภาพถ่ายขาวดำที่หาชมได้ยากจากฟิล์มกระจกชุดหอพระสมุดวชิรญาณ สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ซึ่งฟิล์มกระจกดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของคอลเลคชั่นภาพฟิล์มกระจก 35,427 รายการ และภาพต้นฉบับ 50,000 รายการ ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนจากองค์การยูเนสโกให้เป็น “มรดกความทรงจำแห่งโลก” ในปี พ.ศ. 2560

รูปภาพอันล้ำค่าเหล่านี้นำเสนอความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของย่านวิทยุ ลุมพินี และพระรามสี่ในอดีต ตั้งแต่การก่อสร้างถนนตรงหรือชื่อปัจจุบันคือ ถนนพระรามที่สี่ ซึ่งเปลี่ยนโฉมทุ่งนาและไร่สวนอันห่างไกลให้กลายเป็นสถานีวิทยุโทรเลขแห่งแรกของประเทศ เป็นพื้นที่จัดแสดงสินค้านานาชาติ ไปจนถึงสวนสาธารณะสำหรับชาวเมือง นอกจากนี้ยังมีภาพถ่ายบุคคลสำคัญที่มีบทบาทต่อการเปลี่ยนแปลงในพื้นที่และการพัฒนาประเทศอีกด้วย ซึ่งภาพถ่ายขาวดำจากฟิล์มกระจกทั้งหมดที่นำมาจัดแสดงในครั้งนี้จะนำช่วงเวลาอันเปี่ยมเสน่ห์กลับมาให้ผู้ชมได้สัมผัสอีกครั้ง

ในส่วนที่สองของนิทรรศการนั้นจัดแสดงผลงานศิลปะที่รังสรรค์ขึ้นใหม่โดยศิลปินไทยชื่อดัง 3 ท่าน ได้แก่ ศาสตราจารย์เกียรติคุณพิษณุ ศุภนิมิตร รัฐ เปลี่ยนสุข และ นักรบ มูลมานัส ซึ่งเป็นการนำความทรงจำ
ส่วนบุคคลที่มีต่อพื้นที่แห่งนี้มาตีความใหม่เป็นงานศิลปะอันเปี่ยมด้วยเอกลักษณ์ และเฉลิมฉลองมรดกเชิงศิลปะและวัฒนธรรมไทยในบริบทที่ร่วมสมัย

ศาสตราจารย์เกียรติคุณพิษณุ ศุภนิมิตร

ผลงานศิลปะขนาด 4×2 เมตร ชิ้นนี้ผสมผสานเทคนิคการลงสี ภาพพิมพ์ และการสลัก เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวของสวนลุมพินีจากความทรงจำของตัวศิลปินเอง

“จิตรกรรมนี้แสดงตำนานบนพื้นที่สวนลุมพินีซึ่งกลายเป็นพื้นที่ของอดีตอันทรงคุณค่า ข้าพเจ้าจึงสร้างให้เป็นหนังสือเล่มใหญ่เสมือนคัมภีร์ที่บอกเล่าเรื่องราวความเป็นมาของสวนแห่งนี้” ศาสตราจารย์เกียรติคุณพิษณุ ศุภนิมิตร กล่าว

รัฐ เปลี่ยนสุข

ศิลปินและนักออกแบบร่วมสมัย ผู้ได้รับแรงบันดาลใจจากองค์ประกอบเชิงจิตวิญญาณที่เกี่ยวข้องกับสิ่งของหรือสถานที่ ได้นำเสนอประติมากรรมสมัยใหม่ที่สะท้อนถึงสายลมอันอ่อนโยนในฤดูหนาวที่พัดยอดรวงข้าวในทุ่งนาให้เปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีทองอร่าม ถักทอจนเกิดเป็นตึกระฟ้าและบ้านเมืองสมัยใหม่ รัฐมุ่งถ่ายทอดความรู้สึกของเขาผ่านจิตวิญญาณของสถานที่แห่งนี้

นักรบ มูลมานัส

ศิลปินคอลลาจที่กำลังมาแรง เพิ่มความท้าทายด้วยการก้าวออกจากรูปแบบงานสองมิติที่คุ้นเคย เพื่อสร้างสรรค์ผลงานวิดีโอคอลลาจชิ้นแรกของตนเอง ด้วยการจำลองชาติ (การเกิด) และภพ (พื้นที่) ที่เกิดขึ้นในพื้นที่แห่งนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า โดยมีหัวใจสำคัญอยู่ที่ผู้ปฏิบัติงานก่อสร้าง ซึ่งเป็นกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการเปลี่ยนผ่านของพื้นที่แต่มักจะถูกละเลย นักรบหวังว่าการจำลองภาพของพวกเขา จะช่วยให้เกิด
การจดจำถึงผู้คนที่มักจะไม่ได้อยู่ในความทรงจำ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำชุดใหม่ต่อไป

และเพื่อเติมเต็มประสบการณ์ของผู้ชมให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น นิทรรศการในครั้งนี้ยังได้นำเสนอข้อมูลชุดพิเศษด้านประวัติศาสตร์ แนวคิดของแต่ละชิ้นงาน และประวัติของศิลปินด้วยอุปกรณ์ดิจิทัล นอกจากนี้ ผู้เข้าชมยังจะได้ชมภาพเบื้องหลังและสัมผัสฟีเจอร์เออาร์เสมือนจริงอีกด้วย (Augmented Reality)

คุณปณต สิริวัฒนภักดี (ที่ 3 จากซ้าย) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ลิมิเต็ด 
คุณซู หลิน ซูน (ที่ 2 จากซ้าย) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และคุณจรินทร์ทิพย์ ชูหมื่นไวย (ขวาสุด) 
ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายศิลปะและวัฒนธรรม โครงการวัน แบงค็อก พร้อมด้วยศาสตราจารย์เกียรติคุณพิษณุ ศุภนิมิตร 
(ที่ 4 จากซ้าย) คุณรัฐ เปลี่ยนสุข (ซ้ายสุด) และคุณนักรบ มูลมานัส (ที่ 5 จากซ้าย) ร่วมเปิดตัวนิทรรศการศิลปะ 
“In-Betweenness” ที่บอกเล่าเรื่องราวของ “พื้นที่” และ “ความทรงจำ” ในบริเวณย่านวิทยุ ลุมพินี และพระรามสี่ 
ณ เดอะ พรีลูด โครงการ วัน แบงค็อก

ศิลปิน: (จากซ้าย) นักรบ มูลมานัส, ศาสตราจารย์เกียรติคุณพิษณุ ศุภนิมิตร, รัฐ เปลี่ยนสุข
คัดเลือกโดย: ทีมงานศิลปะและวัฒนธรรม โครงการวัน แบงค็อก (The Prelude One Bangkok)
สถานที่: เดอะ พรีลูด โครงการ วัน แบงค็อก (The Prelude One Bangkok)
วันที่จัดแสดง: 1 สิงหาคม – 30 พฤศจิกายน 2562

นิทรรศการศิลปะ In-Betweenness ณ เดอะ พรีลูด โครงการวัน แบงค็อก (The Prelude One Bangkok) เปิดแสดงตั้งแต่ 09.00 – 17.00 น. ระหว่างวันที่ 1 สิงหาคมถึง 30 พฤศจิกายน 2562 ปิดทุกวันอาทิตย์ (ไม่เสียค่าเข้าชม) ข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ 02-080-5777
อีเมล: [email protected] เว็บไซต์: onebangkok.com


มินิ ประเทศไทย ยกทัพมินิทุกตระกูลสู่งาน MINI Expo 2019 พร้อมยกระดับเทคโนโลยี MINI Connected เพื่อการเชื่อมต่ออย่างไร้ขีดจำกัด

มินิ ประเทศไทย เตรียมนำเอกลักษณ์สไตล์บริติชพันธุ์แท้มาสร้างปรากฎการณ์ให้แฟน ๆ 
ชาวไทยได้ตื่นตาตื่นใจอย่างเต็มรูปแบบในงาน MINI Expo 2019 ซึ่งจะจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 ซึ่งมินิได้เตรียมเปิดตัวรถยนต์มินิ คูเปอร์ เอส คันทรีแมน ในโพรไฟล์ใหม่ถึง 3 รุ่น ได้แก่ มินิ คูเปอร์ เอส คันทรีแมน 
เอนทรี ในราคาที่เป็นเจ้าของได้ง่ายยิ่งขึ้น พร้อมด้วย มินิ คูเปอร์ เอส คันทรีแมน และมินิ คูเปอร์ เอส 
คันทรีแมน ไฮทริม พร้อมเทคโนโลยี MINI Connected เป็นครั้งแรก นอกจากนี้ ยังรวมถึงรถยนต์มินิครบ
ทุกรุ่นทุกตระกูลทั้ง มินิ แฮทช์ 3 ประตู, มินิ แฮทช์ 5 ประตู, มินิ คอนเวิร์ตทิเบิล, มินิ คลับแมน, และ
ขุมพลังเทียบชั้นรถแข่งอย่าง มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ พร้อมด้วยข้อเสนอสุดพิเศษอีกมากมายเฉพาะในงาน MINI Expo 2019 เท่านั้น ในวันที่ 30 สิงหาคม – 2 กันยายน พ.ศ. 2562 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์คุณปรีชา นินาทเกียรติกุล ผู้จัดการทั่วไป มินิ ประเทศไทย กล่าวว่า “มินิได้สร้างความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ในประเทศไทย ด้วยอัตราการเติบโตปีต่อปีที่เพิ่มขึ้นถึง 25% ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2562 เป็นข้อพิสูจน์ถึงความไว้วางใจที่ลูกค้าชาวไทยมอบให้แก่เรา และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญสู่ความสำเร็จต่อ ๆ ไปในอนาคต นอกจากนี้ ยังเป็นการเฉลิมฉลองโอกาสครบรอบ 60 ปีของมินิอย่างน่าภาคภูมิใจ โดยเรายังเตรียมจัดกิจกรรมสุดพิเศษตลอดทั้งปีเพื่อมอบเซอร์ไพรส์ให้แก่ลูกค้า เช่น งาน MINI Expo 2019 ครั้งนี้ที่จะมี
ความสนุกสนานจากยนตรกรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของมินิครบทุกแนวไม่ว่าจะเป็น มินิ แฮทช์ 3 ประตู 
รุ่นยอดฮิตสำหรับผู้รักความสนุกสนานและความโดดเด่นบนท้องถนน และมินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ ที่จะมาปลุกเร้าจิดวิญญาณนักแข่งโกคาร์ทด้วยเครื่องยนต์ทรงพลังและดีไซน์ไม่ซ้ำใคร”

“ที่สำคัญ เรายังได้เปิดตัวเทคโนโลยี MINI Connected ที่มาพร้อมฟีเจอร์สำหรับการเชื่อมต่ออย่าง
ไร้ขีดจำกัดและครบวงจรมากยิ่งขึ้น เพื่อยกระดับประสบการณ์ในการขับขี่ที่พรีเมียมและปลอดภัยขึ้นไปอีกขั้น โดยฟีเจอร์ใหม่นี้จะมอบความสะดวกสบายแก่ผู้ขับขี่ราวกับมีผู้ช่วยส่วนตัวตลอดเวลา เช่น 
การนัดหมายกับศูนย์บริการของมินิ ระบบนำทางพร้อมข้อมูลการจราจรแบบ Real-Time หรือการควบคุมระบบปรับอากาศและฟังก์ชั่นอื่นๆจากระยะไกล ผ่าน Remote Services โดยผู้ขับขี่สามารถเข้าถึงการควบคุมระบบพื้นฐานต่าง ๆ ของรถยนต์ได้แม้อยู่ห่างจากตัวรถผ่านทางแอพพลิเคชั่น MINI Connected บนสมาร์ทโฟน ซึ่งลูกค้าจะสามารถเข้าถึงบริการทั้งหมดนี้ได้ในราคาที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น เสริมประสบการณ์การขับขี่อย่างมินิพร้อมความสนุกสนาน ที่จะยังคงตอบโจทย์ลูกค้าชาวไทยได้อย่างแน่นอน” คุณปรีชากล่าวสรุปมินิ คูเปอร์ เอส คันทรีแมน เอนทรี
ราคาจำหน่าย 1,989,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม และโปรแกรมบำรุงรักษา MSI Standard)
มินิ คูเปอร์ เอส คันทรีแมน
ราคาจำหน่าย 2,299,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม และโปรแกรมบำรุงรักษา MSI Standard)

มินิ คูเปอร์ เอส คันทรีแมน เอนทรี มินิ คูเปอร์ เอส คันทรีแมน

มินิ คูเปอร์ เอส คันทรีแมน เอนทรี โพรไฟล์ใหม่ในตระกูลมินิ คันทรีแมน มาพร้อมขุมพลังเครื่องยนต์ MINI TwinPower Turbo ที่ช่วยเพิ่มสมรรถนะในการขับขี่และการตอบสนองที่ดีขึ้น ด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ขนาด 2.0 ลิตร ให้กำลังขับเคลื่อนสูงสุดอยู่ที่ 141 กิโลวัตต์ / 192 แรงม้า ที่ 5,000 – 6,000 รอบต่อนาที พร้อมแรงบิดสูงสุด 280 นิวตันเมตร ที่ 1,350-4,600 รอบต่อนาที ส่งความเร็วสูงสุดที่ 224 กิโลเมตรต่อชั่วโมง สามารถเร่งจาก 0 – 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 7.4 วินาที อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ยอยู่ที่ 15.9 กิโลเมตรต่อลิตร ระดับการปล่อย CO2 เพียง 142 กรัมต่อกิโลเมตร และทำงานร่วมกับระบบเกียร์อัตโนมัติ Steptronic 8 จังหวะ

สำหรับดีไซน์ของมินิ คูเปอร์ เอส คันทรีแมน เอนทรี มาพร้อมพวงมาลัยหนังแท้สปอร์ตแบบมัลติฟังก์ชั่นระบบ Servotronic เบาะนั่งหนังแท้สีดำ Leather Cross Punch Carbon Black สไตล์สปอร์ต เข้ากันกับการตกแต่งภายในสี Hazy Grey ส่วนภายนอกยังคงพกพาความสปอร์ตมาอย่างเต็มเปี่ยมด้วยล้ออัลลอย Pair Spoke สีเงินขนาด 18 นิ้ว พร้อมยาง Runflat รูปโฉมสะดุดตาด้วยเส้นสายการตกแต่งบริเวณกระโปรงหน้า ฝาครอบกระจกข้าง และหลังคาในสีดำ ไฟหน้า LED daytime driving light ให้แสงสว่างที่นวลตาอย่างทั่วถึงทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน พร้อม LED Fog light ตัดหมอกทั้งไฟหน้าและไฟท้าย ก่อนจะเสริมความเอ็กซ์คลูซีฟด้วย MINI Excitement Package ที่มาพร้อมกับระบบไฟเพื่อฉายโลโก้มินิลงบนพื้นบริเวณฝั่งคนขับเมื่อเปิดประตูรถ

สำหรับระบบช่วยผู้ขับขี่ มอบความสะดวกสบายและความปลอดภัยด้วยระบบควบคุมความเร็วคงที่พร้อมฟังก์ชั่นช่วยลดความเร็ว ระบบควบคุมการยึดเกาะถนน (DTC) ระบบเซนเซอร์ควบคุมระยะการจอด (PDC) ระบบควบคุมเสถียรภาพการขับขี่ (DSC) โดยในรุ่นมินิ คูเปอร์ เอส คันทรีแมน จะมาพร้อมกับระบบช่วย
นำรถเข้าที่จอดอัตโนมัติ (Parking Assistant) ด้วย

ส่วนไฮไลท์สำคัญในโพรไฟล์ใหม่ของตระกูลมินิ คูเปอร์ เอส คันทรีแมน เอนทรี และมินิ คูเปอร์ เอส 
คันทรีแมน คือระบบการสื่อสารและความบันเทิงที่มาพร้อมเทคโนโลยี MINI Connected ในแพ็คเกจ Connected Media มอบความสะดวกสบายและการเชื่อมต่อสื่อสารที่ไร้ขีดจำกัดยิ่งขึ้นให้แก่ผู้ขับขี่ ด้วยบริการการควบคุมระบบต่าง ๆ และเรียกดูข้อมูลผ่านสมาร์ทโฟน Remote Services, บริการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต ConnectedDrive Services, บริการจัดการนัดหมายกับศูนย์บริการอัตโนมัติ Teleservices และบริการโทรออกฉุกเฉิน Intelligent Emergency Call โดยมินิ คูเปอร์ เอส คันทรีแมน จะมาพร้อมกับระบบนำทาง MINI Navigation และจอระบบสัมผัสขนาด 6.5 นิ้วมินิ คูเปอร์ เอส คันทรีแมน ไฮทริม
ราคาจำหน่าย 2,499,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม และโปรแกรมบำรุงรักษา MSI Standard)

มินิ คูเปอร์ เอส คันทรีแมน ไฮทริม ยังคงเอกลักษณ์ปราดเปรียวและการขับขี่เหนือระดับในเซกเมนต์
พรีเมียม คอมแพ็ค ขับเคลื่อนด้วยเบนซิน 4 สูบ ขนาด 2.0 ลิตร พร้อมเทคโนโลยี MINI TwinPower Turbo ที่มอบกำลังสูงสุดถึง 141 กิโลวัตต์/192 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุด 280 นิวตันเมตร ที่ 1,350-4,600 รอบต่อนาที และทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ Steptronic 8 จังหวะแบบสปอร์ตพร้อม Paddle Shift

ดีไซน์ภายนอกของมินิ คูเปอร์ เอส คันทรีแมน ไฮทริม มาพร้อมล้ออัลลอยลาย Edged Spoke ขนาด 
19 นิ้ว พร้อมยาง Runflat รอบคันตกแต่งด้วย Chrome Line ตัดขอบด้วยเส้นสายโครเมียมสีเงิน สายคาดบนฝากระโปรง หลังคา และฝาครอบกระจกในสีขาวหรือดำ พร้อมราวหลังคา ไฟหน้า LED daytime driving light และไฟ LED Fog light ตัดหมอกทั้งไฟหน้าและไฟท้าย ส่วนกล้องมองหลังติดตั้งมาเป็นอุปกรณ์พื้นฐาน และยังคงความเอ็กซ์คลูซีฟด้วย MINI Excitement Package ที่ฉายโลโก้มินิบนพื้นบริเวณฝั่งคนขับเช่นเดียวกัน

ภายในห้องโดยสารตกแต่งในสไตล์ MINI Yours Piano Black Illuminated สะดุดตาด้วยสีดำมันวาว พร้อมไฟสีที่แต่งแต้มห้องโดยสารเพื่อเสริมสร้างบรรยากาศยามค่ำคืน และตัดขอบด้วย Chrome Line เช่นเดียวกับภายนอก ทั้งยังมาพร้อมกับพวงมาลัยหนังแท้สไตล์ MINI Yours แบบสปอร์ตพร้อมระบบ
มัลติฟังก์ชั่น และกระจกมองหลังตัดแสงเพื่อความสบายตา

ระบบช่วยผู้ขับขี่ในมินิ คูเปอร์ เอส คันทรีแมน ไฮทริม มีครบครันทั้งระบบควบคุมความเร็วคงที่พร้อมฟังก์ชั่นช่วยลดความเร็ว ระบบควบคุมการยึดเกาะถนน (DTC) ระบบเซนเซอร์ควบคุมระยะการจอดด้านหน้าและหลัง (PDC) และระบบควบคุมเสถียรภาพการขับขี่ (DSC) และระบบช่วยนำรถเข้าที่จอดอัตโนมัติ (Parking Assistant)

สำหรับเทคโนโลยี MINI Connected ในมินิ คูเปอร์ เอส คันทรีแมน ไฮทริม มาในแพ็คเกจ Navigation Plus ทำให้ระบบความบันเทิงการสื่อสารในรุ่นไฮทริมนี้สามารถยกระดับประสบการณ์ในการขับขี่ได้
อย่างเต็มรูปแบบ โดยมาพร้อมบริการพื้นฐานดังเช่นในรุ่น มินิ คูเปอร์ เอส คันทรีแมน และเสริมบริการเชื่อมต่ออย่างครบวงจรมากยิ่งขึ้นด้วยบริการอัพเดตข้อมูลการจราจรแบบนาทีต่อนาทีจาก Real-Time Traffic Information (RTTI) บริการ Apple CarPlay Preparation ให้สามารถควบคุมแอพพลิเคชั่นต่าง ๆ บน iPhone ได้สะดวกสบายยิ่งขึ้น และ FindMate บริการแจ้งเตือนตำแหน่งของใช้ส่วนตัวผ่านแอพพลิเคชั่น MINI Connected โดยมาพร้อมระบบนำทาง MINI Navigation และจอระบบสัมผัสขนาด 8.8 นิ้ว

MINI Connected: เทคโนโลยีเพื่อการเชื่อมต่ออย่างเต็มรูปแบบ

มินิได้พัฒนาเทคโนโลยี MINI Connected ให้ก้าวล้ำมากยิ่งขึ้น ด้วยบริการใหม่เพื่อการเชื่อมต่ออย่าง
ครบวงจร ผสานการสื่อสารระหว่างผู้ขับขี่ รถยนต์มินิ และโลกภายนอกเข้าเป็นหนึ่งเดียวกันผ่านแอพพลิเคชั่น MINI Connected บนสมาร์ทโฟน ไม่ว่าจะอยู่ภายในหรือภายนอกรถยนต์ เพื่อความสะดวก สบายและความปลอดภัยในทุกการขับขี่และทุกเส้นทางบนท้องถนน

สำหรับรถยนต์มินิรุ่นที่ผลิตตั้งแต่เดือนมีนาคม ปี 2561 จะมาพร้อมซิมการ์ดที่ติดตั้งไว้ในตัวรถ เพื่อการใช้งานฟีเจอร์พื้นฐานของ MINI Connected เช่น สำหรับ มินิ คูเปอร์ เอส คันทรี่แมน ไฮทริม จะมาพร้อมแพ็คเกจ MINI Connected Navigation Plus และจอระบบสัมผัสขนาด 8.8 นิ้ว ส่วนในรุ่นมินิ คูเปอร์ เอส คันทรี่แมน และมินิ คูเปอร์ เอส คันทรี่แมน เอนทรี จะมาพร้อมแพ็คเกจ MINI Connected Media และจอระบบสัมผัสขนาด 6.5 นิ้ว โดยไฮไลท์ของฟีเจอร์พื้นฐานที่สามารถใช้งานได้ในทุกแพ็คเกจ นอกจากการเชื่อมต่อระบบความบันเทิง เช่น แอพพลิเคชั่นสปอติฟาย (Spotify) และการแสดงผลข้อมูลการขับขี่ต่าง ๆ แล้ว ยังสามารถเข้าถึงข้อมูลสภาพอากาศประจำวันและข้อมูลอื่น ๆ บนอินเตอร์เน็ตได้ทุกที่ทุกเวลาผ่านทางจอระบบสัมผัสบริเวณกลางแผงคอนโซล รวมถึงบริการช่วยเหลือผู้ขับขี่ที่ล้ำสมัยอื่น ๆ อีกมากมาย

มินิ ประเทศไทย นำโดย คุณปรีชา นินาทเกียรติกุล (กลาง) ผู้จัดการทั่วไป, คุณเยาวพาณี เพชรเพ็ง (ซ้าย) ผู้จัดการฝ่ายวางแผนการขายและผลิตภัณฑ์ และคุณกฤษฎา อุตตโมทย์ (ขวา) ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารกิจการองค์กร บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย เตรียมยกทัพรถยนต์มินิครบทุกตระกูลและข้อเสนอพิเศษสู่งาน 
MINI Expo 2019 ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 30 สิงหาคม – 2 กันยายน พ.ศ. 2562 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์


กลับมาเป็นครั้งที่3 กับ ‘Bangkok Bank CycleFest 2019’ การแข่งขันเพื่อนักปั่นทุกเพศทุกวัยภายใต้แนวคิด“Ride for All”

กลับมาอีกครั้ง! กับการแข่งขันจักรยานนานาชาติครั้งยิ่งใหญ่ประจำปี Bangkok Bank CycleFest 2019 เชิญชวนนักปั่นให้คว้าจักรยานคันเก่งแล้วมาสนุกกัน ในวันเสาร์และอาทิตย์ที่ 23 – 24 พฤศจิกายน 2562 ณ สนามกอล์ฟ สยามคันทรีคลับ พัทยา ในปีนี้คาดว่าจะมีนักปั่นเข้าร่วมการแข่งขันใน 7 ประเภทจำนวนกว่า 3,000 คน พร้อมเปิดจำหน่ายบัตรรอบ Early-bird แล้ววันนี้

Bangkok Bank CycleFest 2019 นำเสนอการแข่งขันจักรยาน 7 ประเภทเพื่อตอบโจทย์นักปั่นทุกเพศทุกวัยและทุกระดับความสามารถ มีระยะทางตั้งแต่ 12 – 62 กิโลเมตร บนเส้นทางปิดที่ปลอดภัย แวดล้อมด้วยทัศนียภาพอันสวยงามรอบสนามกอล์ฟสยามคันทรีคลับ หนึ่งในสถานที่จัดการแข่งขันกีฬาระดับสากลที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของเมืองไทย โดยในปีนี้ยังคงแนวคิด “Ride for All” เพื่อสร้างสรรค์กิจกรรมการปั่นจักรยานในวันหยุดสุดสัปดาห์ให้เป็นช่วงเวลาดีๆ ทั้งสำหรับนักปั่นตัวจริงที่ชื่นชอบความท้าทาย และนักปั่นสมัครเล่นที่เน้นการออกกำลังกายและใช้เวลากับครอบครัว

Bangkok Bank CycleFest 2019 ดำเนินการจัดงานโดยไอเอ็มจี (IMG) ผู้นำระดับโลกด้านการจัดงานแข่งขันกีฬา ซึ่งจะมอบประสบการณ์อันน่าประทับใจแก่ผู้เข้าร่วมงานทุกคนทั้งนักปั่นและผู้ที่มาร่วมชมร่วมเชียร์ นักปั่นยังสามารถใช้เวลาว่างก่อนและหลังปั่นกับเพื่อนๆและครอบครัวได้ที่ Festival Village ซึ่งเต็มไปด้วยการออกบูธอุปกรณ์จักรยานจากแบรนด์ดัง พร้อมบูธอาหารและเครื่องดื่ม และโซน BMX Pump Track ให้ได้เข้าทดลองเล่นโดยไม่เสียค่าบริการ  นอกจากนี้ทุกคนยังสามารถสนุกไปกับเกมและกิจกรรมแจกของที่ระลึกอีกมากมายจากสปอนเซอร์ เพื่อเติมเต็มความเพลิดเพลินในช่วงตลอดสองวันของกิจกรรม

การจัดงาน Bangkok Bank CycleFest 2019 ยังมีเป้าหมายในการช่วยเหลือสังคม โดยจะระดมทุนเพื่อทำกิจกรรมการกุศลกับศิริราชมูลนิธิ เพื่อการช่วยเหลือและรักษาผู้ป่วยที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ของโรงพยาบาลศิริราช โดยผู้สมัครในการแข่งขันทุกประเภทยังสามารถร่วมสมทบทุนบริจาคได้ในขั้นตอนการสมัครออนไลน์ผ่านทางเว็บไซต์ www.BangkokBankCycleFest.com

กิจกรรมแข่งขันจักรยานนานาชาติ Bangkok Bank CycleFest 2019 สนับสนุนโดยธนาคารกรุงเทพ โดยมีพันธมิตรหลักได้แก่ สยาม ไดกิ้น เซลส์, แอโรมีเดีย กรุ๊ป, และได้รับการสนับสนุนจาก เอเต้ ไอศกรีม, เจ็ทส์ ฟิตเนส 24 ชั่วโมง, ทรีซิกตี้ไฟว์, อันเดอร์ อาร์เมอร์, กรุงเทพประกันภัย, สยามแอ็ทสยาม ดีไซน์โฮเทล พัทยา,  ไบค์แอนด์บอดี้, เจเจ โปร เพอร์ฟอร์แมนซ์ เซ็นเตอร์, ชิมาโน่, สปอร์ต ไบซิเคิล และ เวิล์ด ไบค์ 

รายละเอียดการสมัคร

ผู้สนใจสามารถสมัครแข่งขันงาน Bangkok Bank CycleFest 2019 ผ่านทางเว็บไซต์ www.BangkokBankCycleFest.com เปิดรับสมัครรอบ Early-bird ตั้งแต่วันนี้ – 14 สิงหาคม 2562 พิเศษ!

  • สำหรับผู้ถือบัตรและชำระค่าสมัครด้วยบัตร อินฟินิท หรือบัตรผู้นำแพลทินัม รับส่วนลด 25%
  • สำหรับบัตรเครดิตธนาคารกรุงเทพประเภทอื่นๆ หรือบัตรเดบิตบีเฟิสต์ รับส่วนลด 20%

หมดเขตรับสมัครวันที่ 20 พฤศจิกายน 2562 หรือจนกว่าประเภทการแข่งขันจะมีผู้สมัครเต็มจำนวน

บรรยายภาพ: ดร.ทวีลาภ ฤทธาภิรมย์ (ที่ 5 จากซ้าย) กรรมการผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วย สนธยา คุณปลื้ม (ที่ 4 จากซ้าย) นายกเมืองพัทยา วินนี่ เฮง (ที่ 7 จากซ้าย) รองประธาน และกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอเอ็มจี เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) จำกัด และประณัย พรประภา (ที่ 3 จากซ้าย) กรรมการที่ปรึกษา สยามคันทรีคลับ พัทยา ร่วมกันจัดงานแถลงข่าวการแข่งขันจักรยานนานาชาติ  “Bangkok Bank CycleFest 2019” ภายใต้แนวคิด “Ride for All” ณ ไลฟ์สไตล์ ศูนย์การค้าสยามพารากอน สำหรับผู้สนใจ สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมการแข่งขันได้ที่ www.BangkokBankCycleFest.com ตั้งแต่วันนี้ – 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562


Privacy Preference Center