บทสัมภาษณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ ‘ลิซ่า-แบล็กพิงก์’ ในบทบาท ‘คอนเทนต์ครีเอเตอร์’ (มีคลิป)

 มารู้จัก “ลิซ่า-แบล็กพิงก์” สาวไทยคนแรกในค่าย YG   กับบทสัมภาษณ์เรื่องราวไลฟ์สไตล์ส่วนตัวแบบสุดเอ็กซ์คลูซีฟในการเป็น Content Creator’ ที่เธอไม่เคยเปิดเผยที่ไหนมาก่อน

“เนื่องจากพวกเราแบล็กพิงก์มีตารางซ้อมที่แน่นมาก ไม่ว่าจะเป็นการซ้อมเต้นหรือการซ้อมร้องเพลง ดังนั้นเมื่อมีเวลาหยุดตรงกัน พวกหนูก็มักจะออกไปเที่ยวเล่นกัน ก็มีตั้งแต่ไปเที่ยว ช่วยกันทำอาหาร หรือหาอะไรอร่อยๆ กิน แล้วส่วนตัวหนูเป็นคนที่ชอบถ่ายรูปอยู่แล้ว จึงรับหน้าที่ในการถ่ายรูปให้เมมเบอร์คนอื่นๆ นี่จึงเป็นสิ่งที่จุดประกายให้หนูทำ Lili’s Film บนยูทูปเพราะหนูอยากเก็บภาพประทับใจเหล่านี้เอาไว้ แล้วก็อยากส่งต่อภาพความสุขเหล่านี้ให้แฟนคลับได้เห็นมุมอื่นๆ ของพวกเราที่ไม่มีใครเคยเห็นด้วย”

“อย่างที่บอกว่าหนูเป็นคนชอบถ่ายรูปและชอบถ่ายวิดีโอ แต่ส่วนใหญ่เราก็ออกไปเที่ยวข้างนอกกันโดยไม่ได้วางแผนอะไรล่วงหน้า แบบว่าคิดว่าวันนี้อยากกินอะไรแล้วก็นั่งรถออกไปเลย ไม่ได้เตรียมตัว ไม่ได้หยิบกล้องอะไรทั้งนั้น หนูเลยคิดว่าการมีสมาร์ทโฟนดีๆ นั้นสะดวกมากกว่าการพกกล้องตัวใหญ่ ซึ่งตั้งแต่ได้ใช้ซัมซุง กาแลคซี่ เอส 10 มาซักพักหนูก็รู้สึกว่าสะดวกดี ถ่ายวิดีโอได้นิ่งแบบไม่จำเป็นต้องพกไม้กันสั่นเลย เพราะอย่างที่พี่ๆ ก็รู้ว่าพวกหนูอยู่กันไม่นิ่งซักคน ทั้งวิ่ง ทั้งเดิน ทั้งเต้น (หัวเราะ)”

“ถ้าถามถึงสิ่งที่ประทับใจในกาแลคซี่ เอส 10 หนูต้องบอกเลยว่ามันสวย จับถนัดมือ แล้วฟีเจอร์หลายอย่างหนูก็มีโอกาสได้ใช้จริงๆ  อย่างเวลาถ่ายภาพหรือถ่ายวิดีโอก็คมชัด แล้วที่เห็นได้ชัดเลยคือมันเก็บภาพตอนที่หนูซ้อมเต้นได้นิ่งจริงๆ…อันนี้เลิฟมากเลยค่ะ”

“ช่วงนี้พวกเราอยู่ในระหว่างทัวร์คอนเสิร์ต Blackpink World Tour 2019 ซึ่งหนูอยากจะใช้กาแลคซี่ เอส 10 เครื่องนี้เก็บภาพความอบอุ่นจากบลิ๊งก์ที่รักของพวกเราให้ได้มากที่สุด อ๋อ…อีกอย่างที่ลิซ่าอยากจะบอกแฟนๆ คือตอนนี้หนูถ่ายคลิปวิดีโอเก็บไว้เยอะมากและกำลังอยู่ในช่วงตัดต่อ ล่าสุดลิซ่าเพิ่งลงคลิปที่แคลิฟอเนียร์ไป ส่วนคลิปอื่นๆ ขอให้แฟนๆ ทุกคนอดใจรอกันอีกนิดนึงนะคะ”

เอ้า…ลิซ่าสัญญาแล้วว่ารออีกไม่นาน บลิ๊งค์ไทยล่ะรอไหวรึเปล่า?


งานแสดงศิลปะในโรงแรม Hotel Art Fair 2019 “Breaking Boundaries” by FARMGROUP

Hotel Art Fair อีเว้นท์ซึ่งรวบรวมผลงานศิลปะและการออกแบบในหลากหลายรูปแบบมานำเสนอในห้องพักของโรงแรมโดยงานศิลปะนี้จัดขึ้นโดย FARMGROUP และมีเป้าหมายหลักที่จะสร้างจุดศูนย์รวมเพื่อให้คนรักศิลปะ แกลลอรี่ ศิลปินและนักออกแบบ ทั้งต่างชาติและของไทย รวมไปถึงนักสะสมผลงานศิลปะให้มาอยู่ภายใต้หลังคาเดียวกัน โดยหวังว่ากิจกรรมครั้งนี้จะส่งเสริมให้เกิดไอเดียใหม่ๆ ความคิดสร้างสรรค์ และโอกาสทางธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับศิลปะให้เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ


Hotel Art Fair ปีที่ 6 ได้ร่วมมือกับโรงแรม W Bangkok ซึ่งเป็นโรงแรมที่มองเห็นคุณค่าและความสำคัญของศิลปะ และยังตั้งอยู่ใจกลางเมืองแหล่งศูนย์กลางของธุรกิจของกรุงเทพมหานคร ปีนี้กลับมาพร้อมกับคอนเซ็ปต์ “Breaking Boundaries”— เพื่อแสดงให้เห็นว่าศิลปะเป็นสิ่งที่ไม่มีข้อจำกัดในการแสดงออก เป็นการสะท้อนถึงวัฒนธรรมที่ไม่มีขอบเขตของมนุษย์ ทำให้งานศิลปะเป็นเสมือนขุมสมบัติทางวัฒนธรรม ปีนี้ Hotel Art Fair ได้คัดเลือกแกลเลอรี่และศิลปินจากทั่วทั้งเอเซียให้มีความหลากหลายมากที่สุด ซึ่งจะทำให้งานในครั้งนี้เต็มไปด้วยสีสันมากกว่าปีที่ผ่านๆ มา

รับชมและดื่มด่ำผลงานศิลปะจากแกลลอรี่มากกว่า 30 แห่งจากทั่วโลก รวมไปถึงศิลปินชั้นนำจากทั้งไทยและต่างประเทศซึ่งประกอบไปด้วยแกลลอรี่จากประเทศสิงคโปร์ มาเลเซีย เกาหลี และญี่ปุ่น เช่น Richard Koh Projects, Artemis Art, L+/Lucie Chang Fine Arts, The Drawing Room – Project, Korea Tomorrow, Clear Gallery Tokyo, Core Design Gallery and B-gallery แกลลอรี่ที่เข้าร่วมงานจากไทยปีนี้ได้แก่ Number 1 Gallery, Joyman Gallery, Subhashok The Arts Centre (S.A.C.), La Lanta Fine Art, Chin’s Gallery, Gallery Seescape และอีกมากมาย

ไฮไลท์ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ Spectrum โปรเจ็คที่เกิดจากความร่วมมือของมูลนิธิออทิสติกไทย และ มูลนิธิ ณ กิตติคุณ ซึ่งร่วมกันนำเสนอผลงานศิลปะที่เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการจากเด็กพิเศษ และในปีนี้ สิงห์ คอปอเรชั่น ยังได้สนับสนุนโดยการนำเอาศิลปินคนไทยที่มีชื่อเสียงในซานฟรานซิสโก คุณภูริน พานิชพันธ์ มาจัดแสดงผลงานซึ่งเต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ ที่จะนำผู้เยี่ยมชมก้าวผ่านเส้นแบ่งระหว่างความเป็นจริงและโลกดิจิตอล

Hotel Art Fair ขอต้อนรับ celebrity curator พิเศษสองท่าน ได้แก่ คุณนิธิ สถาปิตานนท์ ผู้ก่อตั้งแต่เจ้าของ บริษัทสถาปนิก A49 เจ้าของภาพวาดปากกาและหมึกที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และคุณประณิธาน พรประภา ผู้ก่อตั้งเทศกาล Wonderfruit จะมาสร้าง experience ในห้องโรงแรม ที่จะสื่อถึงความรักในศิลปะและดนตรีที่เป็นหัวใจหลักของเทศกาล Wonderfruit

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการค้นหาแรงบันดาลใจและความคิดสร้างสรรค์ที่ไม่เหมือนใครไปกับ Hotel Art Fair ที่โรงแรม W Bangkok วันเสาร์ที่ 22 และวันอาทิตย์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2562 ตั้งแต่เวลา 11:00น. – 24:00น.


‘พลาติโน มอเตอร์’ เปิดทดสอบ BMW X7 ครั้งแรกบนถนนจริง! ในงาน BMW WORLD OF LUXURY 2019

บีเอ็มดับเบิลยู พลาติโน มอเตอร์ นครปฐม ผู้จัดจำหน่ายบีเอ็มดับเบิลยู อย่างเป็นทางการ เปิดตัวบีเอ็มดับเบิลยู X7 , THE 7 และ THE 8 พร้อมเปิดประสบการณ์ให้ได้สัมผัสและทดลองขับเป็นครั้งแรก ในงาน BMW WORLD OF LUXURY 2019 ที่ชั้น 1 เซ็นทรัล ศาลายา ตั้งแต่วันที่ 13-16 มิ.ย. 62 สำหรับภายในงานจะได้สัมผัสกับเหล่าขุนพลแห่งยนตรกรรมระดับพรีเมี่ยมของรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูพร้อมกับข้อเสนอสุดพิเศษนางสาวสุภารัตน์ อภิกุลประภา กรรมการบริหาร บริษัท พลาติโน โมบาย จำกัด เผยว่า “ในการจัด งาน BMW WORLD OF LUXURY 2019 ครั้งนี้ถือได้ว่าพลาติโน มอเตอร์ นครปฐม เป็นดีลเลอร์แรกที่ได้ มอบหมายจากทางบีเอ็ม ไทยแลนด์ ให้จัดงานใหญ่สำหรับลูกค้าในเขตปริมณฑลและภาคตะวันตกที่จะได้สัมผัสและใกล้ชิดกับรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูที่หลากหลายรุ่นพร้อมพบกับข้อเสนอที่พิเศษภายในงาน”

พลาติโน มอเตอร์ นครปฐม ถือได้ว่าเป็นดีลเลอร์ใหม่ล่าสุดของทางบีเอ็มดับเบิลยูใช้งบประมาณลงทุนราว 300 ล้านบาท ประกอบไปด้วยโชว์รูมรถใหม่ และ กลุ่มรถยนต์ผู้บริหาร พื้นที่ภายในโชว์รูมสามารถโชว์รถได้ถึง 7 คัน ศูนย์บริการเครื่องยนต์และศูนย์ซ่อมสีและตัวถัง ซึ่งแต่เดิมพลาติโน มอเตอร์ นครปฐม เคยมีประสบการณ์นานกว่า 20 ปี ในด้านศูนย์บริการซ่อมสีและตัวถัง ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาลูกค้าให้การตอบรับอย่างดี สำหรับพื้นที่ลูกค้าที่พลาติโน มอเตอร์ นครปฐม ดูแลเป็นโซนทางภาคตะวันตก ครอบคลุมพื้นที่ นครปฐม ราชบุรี กาญจนบุรี สุพรรณบุรี

นอกจากนี้ พลาติโน มอเตอร์ นครปฐม ได้จัดสื่อมวลชนได้ทดลองขับรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู X7 เป็นครั้งแรกบนเส้นทางกรุงเทพฯ–นครปฐมสำหรับบีเอ็มดับเบิลยู X7 รถยนต์อเนกประสงค์ขนาดใหญ่ที่ผสมผสานความล้ำสมัยและความคล่องตัวขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ดีเซล 6 สูบ พร้อมเทคโนโลยี M Performance TwinPower Turbo ที่ส่งพละกำลังสูงสุด 294 กิโลวัตต์ / 400 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 760 นิวตันเมตรที่ 2,000 – 3,000 รอบต่อนาที ทำความเร็วสูงสุดได้ที่ 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เกียร์อัตโนมัติ Sport Steptronic 8 จังหวะ พร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ xDrive

 บีเอ็มดับเบิลยู X7 M50d ใหม่มาพร้อมกับท่อไอเสียในสไตล์ M Sport ล้ออัลลอย BMW Individual ขนาด 22 นิ้ว ลาย Y-spoke ระบบไฟหน้า BMW Laserlight บีเอ็มดับเบิลยู X7 M50d ใหม่ ราคาจำหน่าย 8,999,000 บาท มาพร้อมโปรแกรมบำรุงรักษา BSI Standard มีสีภายนอกให้เลือกด้วยกันทั้งหมด 5 สีคือสีดำ Black Sapphire สีดำ Carbon Black สีขาว Mineral White สีน้ำเงิน Phytonic Blue และสีเทา Arctic Grey Brilliant Effect

**********

บริษัท บีเอ็มดับเบิลยู พลาติโน มอเตอร์ นครปฐม ผู้จัดจำหน่ายบีเอ็มดับเบิลยู อย่างเป็นทางการและศูนย์บริการมาตรฐาน ครบวงจร ตั้งอยู่ในภาคตะวันตก เส้นทางจังหวัดนครปฐม-ราชบุรี บนเนื้อที่ 4,000 ตารางเมตร เพียบพร้อมด้วยพื้นที่จัดแสดง ทั้งรถยนต์ใหม่ และกลุ่มรถยนต์ผู้บริหารและ ยินดีบริการด้วยทีมงานที่ผ่านการอบรมจาก บีเอ็มดับเบิลยู ไทยแลนด์


บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย ส่งมอบบีเอ็มดับเบิลยูปลั๊กอินไฮบริด ซีรี่ส์ 5 และซีรี่ส์ 7 ให้แก่กระทรวงต่างประเทศ ในฐานะโมบิลิตี้ พาร์ตเนอร์สำหรับงานประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 34

บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย ร่วมส่งมอบรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด บีเอ็มดับเบิลยู 530e Highline และบีเอ็มดับเบิลยู 740Le xDrive M Sport ให้แก่กระทรวงต่างประเทศเพื่อใช้ในการต้อนรับและอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้นำและรัฐมนตรีต่างประเทศจาก 10 ประเทศ ในงานประชุมสุดยอดอาเซียน (ASEAN Summit) ครั้งที่ 34 ณ จังหวัดกรุงเทพมหานคร ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20-23 มิ.ย. 2562 ทั้งนี้รถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู 530e Highline โดดเด่นด้วยประสิทธิภาพในการประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงและอัตราการปล่อย CO2 ที่ต่ำเพียง 41 กรัมต่อกิโลเมตร และ 49 กรัมต่อกิโลเมตรสำหรับบีเอ็มดับเบิลยู 740Le xDrive M Sport ถือเป็นการตอกย้ำความมุ่งมั่นของบีเอ็มดับเบิลยูในการร่วมผลักดันประเทศไทยไปสู่อนาคตแห่งยนตรกรรมไฟฟ้าที่ปลอดมลพิษอย่างยั่งยืน

งานประชุมสุดยอดอาเซียน (ASEAN Summit) ครั้งที่ 34 ในครั้งนี้ ได้รับเกียรติจากผู้นำ รัฐมนตรีต่างประเทศ เลขาธิการอาเซียนและคณะผู้แทนของ 10 ประเทศสมาชิกเข้าร่วม ถือเป็นโอกาสสำคัญสำหรับประเทศไทยในฐานะประธานอาเซียน เพื่อแสดงวิสัยทัศน์และร่วมวางแนวทางในการขับเคลื่อนอาเซียนตลอดปี 2562 ภายใต้แนวคิดหลัก ร่วมมือ ร่วมใจ ก้าวไกล ยั่งยืน (Advancing Partnership for Sustainability) ที่มุ่งเน้นไปที่การสร้างความยั่งยืนในทุก ๆ ด้าน เพื่อปูรากฐานอันมั่นคงในการพัฒนาประเทศในภูมิภาคอย่างเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

(จากซ้ายไปขวา): 1. คุณจิตติพัฒน์ ทองประเสริฐ เอกอัครราชทูตประจำกระทรวงและรองหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการอาเซียน 2019 / 2. คุณกฤษฎา อุตตโมทย์ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารกิจการองค์กร บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย / 3. มร. กัลดริค ดอนเนอซาน ผู้อำนวยการฝ่ายขายและการตลาด บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย / 4. คุณธฤต จรุงวัฒน์ เอกอัครราชทูต หัวหน้าศูนย์ปฎิบัติการอาเซียน 2019 / 5. คุณสมปราชญ์ โบสุวรรณ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท มิลเลนเนียม ออโต้ กรุ๊ป จำกัด / 6. คุณพันธจักร ว่องปรีชา ผู้ประสานงานอาวุโสหน่วยงานราชการและสถานทูต บริษัท มาสเตอร์กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด


เตรียมกระเป๋าฉีกกันได้เลยกับ ASICS.com ระเบิดประสบการณ์การช็อปปิ้งแบบไร้ข้อจำกัด!

ASICS (เอสิคซ์) เปิดตัว E-commerce ครั้งแรกในประเทศไทยผ่าน ASICS.com มอบประสบการณ์การช้อปปิ้งอย่างไรขีดจำกัด พร้อมด้วยสินค้าสุดเอ็กซ์คลูซีฟเฉพาะออนไลน์ และความสะดวกสบายในการเลือกสรรสินค้าตามสไตล์ของคุณ เว็บไซต์ E-commerce นี้ จะกลายเป็นศูนย์รวมสินค้าจาก ASICS แบบครบวงจร เพื่อตอบรับกับความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ในไทยที่มีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม

E-commerce นี้นับเป็นส่วนสำคัญที่จะเสริมความแข็งแกร่งให้กับกลยุทธ์การค้าของ ASICS ในประเทศไทย เพื่อให้เหล่านักวิ่งสามารถเข้าถึงรองเท้ารุ่นใหม่ล่าสุด และเป็นแพลตฟอร์มที่สามารถเลือกซื้อสินค้าได้ทุกที่ทุกเวลา นับเป็นการยกระดับประสบการณ์การช็อปปิ้งของลูกค้าให้ดียิ่งขึ้น ASICS จึงมีทางเลือกที่หลากหลายเพื่อตอบทุกความต้องการของลูกค้า

“ทุกวันนี้พฤติกรรมการช็อปปิ้งกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างต่อเนื่อง และการมีแค่สโตร์มันก็ไม่เพียงพออีกต่อไป ASICS จึงหวังที่จะยกระดับประสบการณ์การช็อปปิ้ง ด้วยการเปิดเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ” Yogesh Gandhi กรรมการผู้จัดการเอสิคซ์เอเชีย กล่าว

การเพิ่มแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซนี้ ทำให้ผู้ซื้อสามารถเข้าถึงสินค้าล่าสุดจาก ASICS ได้อย่างง่ายดาย นอกจากนั้นเว็บไซต์นี้ยังเปิดโอกาสให้เหล่านักช้อปได้มีโอกาสในการเลือกซื้อรองเท้ารุ่นพิเศษและเลือกสรรผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายจากประเภทกีฬาต่าง ๆ เช่น เทนนิส ลู่และลาน บาสเก็ตบอล และอื่น ๆ อีกมากมาย
สมัครสมาชิกเพื่อรับข่าวสารจาก ASICS.com เพื่อที่จะได้รับข้อมูลสุดเอ็กซ์คลูซีฟก่อนใคร


รับส่วนลด 10% สำหรับสมาชิกผู้ใช้งานใหม่ พร้อมทั้งบริการจัดส่งสินค้าฟรีเมื่อสั่งสินค้าครบ 2,000 บาท และบริการคืนสินค้าโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งสิงคโปร์นับเป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เปิดให้บริการ ASICS.com สำหรับในประเทศไทยพร้อมเปิดให้บริการในวันที่ 5 มิถุนายน 2562 เป็นต้นไป


PHRAYA เสนอ Meet the Craft Episode1: Battle of the four elements 
จาก 2 มิกโซโลจิสต์จากร้าน Native และ Vesper รังสรรค์สุดยอดค็อกเทล ‘ดิน น้ำ ลม ไฟ’

PHRAYA presents Meet the Craft Episode 1: Battle of the four elements by Native x Vesper เพราะ “การดื่มเป็นมากกว่าความบันเทิง” แต่ยังแฝงด้วยสุนทรียะแห่งเรื่องราวที่มีเสน่ห์ ที่คิดค้นอย่างสร้างสรรค์ และพิถีพิถันทุกขั้นตอน โดยกิจกรรมครั้งนี้ทาง ‘PHRAYA’ (พระยา) ได้เชิญ 2 มิกโซโลจิสต์จากบาร์ชั้นนำติดอันดับ Asia’s 50 Best Bars ประจำปี 2562 อย่าง ‘Leon Tan’ Head Bartender @ Native ค็อกเทลบาร์ชื่อดังจากสิงคโปร์ที่ล่าสุดทะยานขึ้นสู่อันดับที่ 4 และ ‘ปาล์ม-ศุภวิชญ์ มุททารัตน์’ Group Bar Manager @ Vesper ค็อกเทลบาร์ของไทยที่ติดอันดับ 26 ร่วมกิจกรรม Guest Shift สุดเอ็กซ์คลูซีฟ เพื่อแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมและเทรนด์การดื่มค็อกเทลในเมืองไทยและสิงคโปร์

สำหรับกิจกรรมในครั้งนี้ Vesper ประเทศไทย ได้เปิดบาร์ต้อนรับ Native จากสิงคโปร์ เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และยกระดับศาสตร์และศิลป์การดื่มรัมชั้นเลิศอย่างลึกซึ้ง รวมทั้งตอบรับไลฟ์สไตล์ของ
คนรุ่นใหม่ที่ต้องการเครื่องดื่มที่มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น โดยเริ่มจากกิจกรรม Rum Talk ในหัวข้อ “What’s trending right now?” ให้ผู้เข้าร่วมงานได้ทราบถึงเทรนด์การดื่มค็อกเทลทั้งในสิงคโปร์ และเมืองไทย ประเดิมด้วยแบรนด์แอมบาสเดอร์ของ PHRAYA 
“วรเทพ จันทร์ดีราช” เล่าเรื่องราวความเป็นมาและกระบวนการผลิตอันพิถีพิถันของ PHRAYA Gold RumPHRAYA Gold Rum รัมสีทองอำพัน ที่ขึ้นชื่อว่าเป็น Craft of Refinement ซึ่งได้รับการยอมรับเรื่องคุณภาพจากบาร์ชั้นนำทั่วโลก โดย PHRAYA ได้รับแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์จากธาตุทั้ง 4 ได้แก่ ธาตุดิน: การใช้วัตถุดิบจากอ้อยที่มีแหล่งกำเนิดในจังหวัดนครปฐม ซึ่งเป็นพื้นที่ที่นับว่ามีดินที่อุดมสมบูรณ์มากที่สุดแห่งหนึ่ง ธาตุน้ำ: การใช้น้ำที่บริสุทธิ์ในกระบวนการผลิตจากแม่น้ำท่าจีน ธาตุไฟ: การบ่มจากถังไม้โอ๊คที่ผ่านการลนไฟอ่อนๆ เพื่อกระตุ้นเนื้อไม้ มอบกลิ่นและรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ และ ธาตุลม: ที่ตั้งของโรงเก็บบ่มใกล้ทะเลสาบที่มีลมเย็นพัดผ่านตลอดปี โดยใช้เวลาบ่มยาวนานถึงระหว่าง 7-12 ปีอย่างละเมียดละไม

โดยความท้าทายของการบ่มรัมในประเทศไทยคือสภาพภูมิอากาศเขตร้อนที่จะทำให้รัมระเหยไปส่วนหนึ่ง แต่ข้อดีคือทำให้ได้มาซึ่งรสชาติที่เข้มข้น ลุ่มลึก มีความซับซ้อน เป็นเอกลักษณ์ ด้วยกลิ่นหอมนำจากวานิลลา และรสหวานที่แฝงด้วยเครื่องเทศและซิตรัส จนขึ้นแท่นรัมระดับชั้นนำของโลก การันตีด้วยรางวัลระดับโลก อาทิ รางวัลเหรียญเงินจาก International Wine & Spirit Competition 2018 และรางวัลที่นำความภาคภูมิใจสู่คนไทย คือ World Rum Awards 2017 พร้อมให้ผู้เข้าร่วมงานได้สัมผัสรสชาติจาก Craft of Refinement กันแบบเต็มๆจากนั้น ‘ปาล์ม-ศุภวิชญ์ มุททารัตน์’ มิกโซโลจิสต์ดีกรีแชมป์จากเวทีระดับโลก Group Bar Manager ประจำ Vesper ซึ่งเป็นบาร์ที่โดดเด่นด้านการสร้างสรรค์เมนูค็อกเทลจากแรงบันดาลใจสุดล้ำสไตล์โมเดิร์นอาร์ต ได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับเทรนด์การดื่มในประเทศไทยในปัจจุบันนี้ว่า ค็อกเทลได้รับความนิยมแพร่หลายเพิ่มขึ้นอย่างมาก เมื่อราว 10 ปีก่อน ค็อกเทลจัดเป็นเครื่องดื่มที่เสิร์ฟเฉพาะในโรงแรม แต่ปัจจุบัน ค็อกเทลสามารถพบได้ตามร้านอาหารหรือบาร์ทั่วๆ ไป ที่เปิดเป็นร้านสแตนด์อโลนก็มีให้เห็นมากมาย สำหรับปีนี้ มีบาร์ถึง 
7 แห่งในกรุงเทพฯ ติดอันดับในลิสต์ Asia’s 50 Best Bars นอกจากนี้ คนรุ่นใหม่สามารถเข้าถึงข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตได้ง่ายขึ้น จึงรู้แหล่งกินดื่มมากขึ้น ส่งผลให้ความนิยมของค็อกเทลสูงมากในปีนี้ และคาดว่าจะสูงขึ้นอีกในปีหน้า

สิ่งที่น่าจับตาอีกก็คือ ผู้บริโภคยุคใหม่เริ่มมองหาประสบการณ์ชั้นเลิศและคุณภาพที่แท้จริงจากการดื่ม PHRAYA จึงนับได้ว่าเป็นรัมชั้นเลิศที่ตอบโจทย์ข้อนี้ได้เป็นอย่างดี เพราะรสชาติของค็อกเทลที่ดีย่อมมาจากคุณภาพที่ยอดเยี่ยมของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ใช้ผสม สำหรับไอเดียในการรังสรรค์เมนูค็อกเทลนั้น จะต้องมีความสมดุลกันกับวัตถุดิบที่นำมาใช้ และที่สำคัญคือจะต้องช่วยส่งเสริมกัน กิจกรรม Meet the Craft ครั้งนี้จึงเป็นการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมและศาสตร์การผสมเครื่องดื่มที่มีประโยชน์อย่างมาก ทั้งมิกโซโลจิสต์และผู้ดื่มต่างต้องมีทัศนคติเปิดรับในการแลกเปลี่ยน เพราะศาสตร์แห่งการผสมเครื่องดื่มก็เปรียบเสมือนศิลปะแขนงหนึ่ง โดยในงานนี้คุณปาล์มยังได้นำเสนอหนึ่งในค็อกเทลที่รังสรรค์จาก PHRAYA กับธาตุน้ำ ที่เรียกว่า อาโป สื่อถึงความสดชื่นด้วยน้ำสับปะรด เสิร์ฟเป็น welcome drink ให้ทุกคนได้ลิ้มลอง ซึ่งเป็นหนึ่งในเมนูที่จะนำไปโชว์ฝีมือที่ประเทศสิงคโปร์ในเดือนกลางเดือนมิถุนายนนี้ปิดท้ายด้วย ‘ลีออน ทัน’ Head Bartender จาก Native ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเป็นบาร์ที่มีความโดดเด่นในการนำเสนอกลิ่นอายวัฒนธรรมแห่งชนชาติตะวันออกอย่างแท้จริง ด้วยการใช้วัตถุดิบต่างๆ จากแหล่งกำเนิดในภูมิภาคเอเชีย และใช้เครื่องดื่มแบรนด์ต่างๆ จากเอเชียเท่านั้น แม้แต่ผ้ากันเปื้อนงานแฮนด์เมดก็มาจากวัสดุธรรมชาติในท้องถิ่นซึ่งกลายเป็นเอกลักษณ์ของทางร้าน และดนตรีที่เปิดในบาร์ยังเป็นผลงานจากศิลปินชาวเอเชียทั้งหมด นอกจากนี้ Native ยังให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการอย่างยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดอย่างแท้จริง ตามแนวคิด Sustainable Bartending ไม่ว่าจะเป็นการคิดค้นกรรมวิธีถนอมอาหารเพื่อยืดอายุของวัตถุดิบ การนำวัสดุรักษ์โลกที่นำมาใช้ภายในบาร์ เช่น การงดใช้หลอดพลาสติก ใช้ถาดรองแก้วแปรรูปจากใบบัวอบแห้ง เป็นต้น และยังมีความโดดเด่นด้านการจัดการขยะที่ Native ได้ชื่อว่าเป็นบาร์ที่มีการลดปริมาณขยะได้สูงสุดแห่งหนึ่ง โดยมีปริมาณขยะเพียง 50 กรัมต่อเดือน

ด้านเทรนด์การดื่มในประเทศสิงคโปร์นั้น ลีออนเล่าว่าเป็นการดื่มที่เต็มไปด้วยสีสัน มีความหลากหลายอย่างมาก และกำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ โดยมีการเปิดบาร์ค็อกเทลเพิ่มขึ้นในสไตล์ที่แตกต่างกันออกไป เพื่อตอบโจทย์ความต้องการตามไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคที่แสวงหาความแปลกใหม่จากเครื่องดื่ม หลังจากนั้น ลีออนได้นำเข้าสู่ช่วงไฮไลต์ของงาน คือการ Swap Bar เพื่อเนรมิต 4 เมนูค็อกเทลใหม่ที่ใช้ PHRAYA เป็นเบส และเปิดโอกาสให้ได้สัมผัสถึง Craft of Refinement ที่แท้จริง โดยมีแรงบันดาลใจจากความเป็นไทยในแบบที่เขาสัมผัส ผ่านค็อกเทลทั้ง 4 ชนิด ได้แก่ EARTH, WATER, FIRE และ AIR

  • EARTH  นำเสนอแรงบันดาลใจของผืนดินที่ทำให้พืชพรรณงอกงามด้วยดอกอัญชัน น้ำส้มสายชูจากอ้อย ขนุน และ Calamansi Tonic
  • WATER ได้รับแรงบันดาลใจจากเมนูข้าวแช่ของไทย สื่อถึงความสดชื่นของกลิ่นมะลิจาก Jasmine Flower Koji น้ำสับปะรด และกลิ่นหอมของใบเตยจาก Pandan Water Kafir  ตกแต่งด้วยแผ่นข้าวตังกรอบด้านบน
  • FIRE สื่อถึงไฟด้วยรสชาติเผ็ดร้อนที่มาพร้อมกลิ่นหอม ด้วยส่วนผสมของน้ำสกัดจากแกงเขียวหวานโดยเทคนิคการกลั่นของทาง Native ที่เรียกว่า Green Curry Distillate  พริกขี้หนู 
น้ำมะพร้าว และมะพร้าวรมควัน
  • AIR  ได้รับแรงบันดาลใจจากสายลมเย็นที่ใช้น้ำส้มโอ ผสานเข้ากับ Triona Mead และ Ginger Kombucha ที่ผสานด้วยรสชาติของขิง

ร่วมสัมผัสค็อกเทล 4 เมนูใหม่ที่รังสรรค์จากแรงบันดาลใจของ PHRAYA GOLD RUM ได้ที่ร้าน Vesper ซอยคอนแวนต์ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป พร้อมติดตามเรื่องราวและกิจกรรมที่น่าสนใจต่างๆ ได้ที่ facebook.com/phrayaagedrum

#MeetTheCraft #PHRAYARUM #GoldRum #AgedRum


SWATCH จับมือ BAPE® เปิดตัว Collaboration ชุดล่าสุด 6 รุ่น ผลิตจำนวนจำกัด!

SWATCH และ BAPE® ร่วมมือกันส่งผลงาน Collaboration ชุดล่าสุด เผยโฉมคอลเลคชั่นสุดพิเศษที่ได้แรงบันดาลใจมาจากโลกในยุคปัจจุบันที่ทุกคนเชื่อมต่อเข้าด้วยกัน ผ่านนาฬิกา 6 รุ่น ได้แก่ Bern, London, New York , Paris, Tokyo และรุ่นสุดท้าย The World โดย A BATHING APE® หรือที่รู้จักในชื่อ BAPE® ก่อตั้งขึ้นในปี 1993 ซึ่งถูกยกย่องว่าเป็นหนึ่งในแบรนด์สตรีทแวร์ต้นตำรับแบรนด์แรกๆของโลกและเป็นผู้บุกเบิกวัฒนธรรมสตรีทให้โด่งดังไปทั่วโลก

SWATCH X BAPE ทั้ง 6 รุ่น สร้างสรรค์บนคอลเลคชั่นใหม่ล่าสุดของสวอท์ชอย่าง BIG BOLD ที่โดดเด่นด้วยหน้าปัดขนาด 47 มม. ถ่ายทอดลวดลายเบป คาโม (BAPE® camo) อันเป็นเอกลักษณ์ พร้อมกับโลโก้ Ape Head บนเข็มชั่วโมงและสายนาฬิกา โดยนาฬิกาทั้ง 5 รุ่น จะมีหมายเลขบนตัวเรือนและผลิตจำนวนจำกัด ได้แก่ London, New, York, Paris, Tokyo อย่างละ1,993 เรือนทั่วโลก และ Bern จำนวน 983 เรือนทั่วโลก เท่านั้น ตามปีที่ก่อตั้งของแต่ละแบรนด์ และเมื่อรวมกับรุ่นที่ 6 อย่าง “The World” ทำให้คอลเลคชั่นนี้แสดงออกถึงความเป็นตัวของตัวเอง ความหลากหลายทางวัฒนธรรม และโลกแห่งเวลาอันแสนสนุก

แฟน SWATCH และ สาวก BAPE สายสตรีทห้ามพลาดกับ SWATCH X BAPE Limited Edition ผลงานความร่วมมือของโลกแห่งนาฬิกาและสตรีทแวร์ในตำนานกับคอลเลคชั่นสุดพิเศษนี้ ราคา 4,950 บาท ในจำนวนจำกัด เริ่มวางจำหน่ายตั้งแต่ 15 มิถุนายน 2019

SWATCH X BAPE ทั้ง 6 รุ่น วางจำหน่ายที่ SWATCH Flagship store @CentralWorld ชั้น 1 เท่านั้น 
SWATCH X BAPE รุ่น The World วางจำหน่ายที่ SWATCH Siam Paragon และ ICONSIAM ชั้น 1

#SwatchxBAPE #Swatch_TH


อนันตรารุกตลาดมอริเชียส เตรียมเปิดตัว ‘อนันตรา มอริเชียส รีสอร์ท’

กลุ่มโรงแรมอนันตรา เตรียมรุกตลาดโรงแรมหรูบนเกาะมอริเชียสกลางมหาสมุทรอินเดีย โดยประกาศเปิดตัว ‘อนันตรา มอริเชียส รีสอร์ท’ (Anantara Mauritius Resort) ที่พักสุดหรูแห่งใหม่บนชายฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะ โดยมีกำหนดเปิดอย่างเป็นทางการในไตรมาส 4 ของปี 2562 นี้

รีสอร์ทแห่งใหม่นี้ เป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาชายฝั่งแบบบูรณาการ ตั้งอยู่ห่างจากสนามบินนานาชาติเซอร์ ซีวูซากูร์ รามกูลัม (Sir Seewoosagur Ramgoolam International Airport) เพียง 15 นาที และอยู่ใกล้กับอุทยานทางทะเลบลูเบย์ (Blue Bay Marine Park) ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับการอนุรักษ์ ล้อมรอบด้วยมหาสมุทรอินเดียที่ใสราวคริสตัล และหาดทรายขาวละเอียด อีกทั้งแนวปะการังอันอุดมสมบูรณ์ของอ่าวบลูเบย์ ทำให้ที่แห่งนี้เป็นหนึ่งในสุดยอดของจุดหมายปลายทางของผู้ชื่นชอบการดำน้ำอีกด้วย

 

อนันตรา มอริเชียส รีสอร์ท มีห้องพักและห้องสวีทรวมทั้งหมด 164 ห้อง โดยมีพูลวิลล่าสุดหรู 8 หลัง แบ่งเป็น พูลวิลล่าแบบสองห้องนอนจำนวน 2 หลัง และพูลวิลล่าแบบสี่ห้องนอนจำนวน 6 หลัง ซึ่งวิลล่าเหล่านี้จะแล้วเสร็จในช่วงครึ่งแรกของปี 2563 สิ่งอำนวยความสะดวกที่รีสอร์ท ไม่ว่าจะเป็น ห้องอาหารสไตล์กริลล์และซีฟู้ด ซี.ไฟร์.ซอลท์ (Sea.Fire.Salt) ที่มีบริเวณเอาท์ดอร์เป็นสนามหญ้าและชายหาด ห้องอาหารแบบออลเดย์ไดน์นิ่ง ห้องอาหารส่วนตัวพร้อมห้องเก็บไวน์ คาเฟ่ที่เน้นอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ บาร์เครื่องดื่มบริเวณริมสระว่ายน้ำและชายหาด รวมถึง สระว่ายน้ำแบบโอโซนความยาว 30 เมตร ห้องออกกำลังกาย อนันตราสปา และคิดส์คลับ

 

รีสอร์ทแห่งใหม่นี้ ได้รับการออกแบบสร้างสรรค์โดย กราวด์ เคนท์ (Ground Kent Architects) บริษัทออกแบบชื่อดังจากออสเตรเลียที่ได้รับรางวัลมาแล้วมากมาย ร่วมกับสำนักงานสถาปัตยกรรมของมอริเชียส (the Office of Global Architecture) และนักออกแบบตกแต่งภายใน จาก อบาคัส ดีไซน์ (Abacus Design) ประเทศไทย การออกแบบรีสอร์ทแห่งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงประวัติความเป็นมาของการหลอมรวมประเทศ โดยได้รับอิทธิพลการออกแบบจากมรดกทางสถาปัตยกรรมท้องถิ่น ดังที่เห็นได้จากเมืองพอร์ตหลุยส์ (Port Louis) ซึ่งเป็นเมืองหลวง และสถาปัตยกรรมอีกมากมายโดยรอบเกาะ วัสดุธรรมชาติจากท้องถิ่นมีความสำคัญในการช่วยให้รีสอร์ทมีความกลมกลืนกับสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติ และด้วยแรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมยุคโคโลเนียล ทำให้ได้บรรยากาศที่ผ่อนคลายในแบบของบ้านริมทะเลเขตร้อน แต่ในขณะเดียวกันก็ยังให้ความรู้สึกโมเดิร์นอย่างชัดเจน

 

การใช้แสง การตกแต่งด้วยหินบะซอลต์และหินภูเขาไฟ ขอนไม้ ผสานลวดลายแพทเทิร์นระลอกคลื่น และโทนสีทรายธรรมชาติ ช่วยให้บรรยากาศในร่มและกลางแจ้งเกิดความกลมกลืน ผืนผ้าและงานศิลปะที่ได้รับการคัดสรรมาสำหรับตกแต่งห้องพัก เป็นการผสมผสานระหว่างคู่สีตรงข้ามทั้ง สีส้ม น้ำเงินสด และสีเหลือง เพื่อสื่อถึงกับน้ำทะเลสีฟ้าใสราวคริสตัลในอ่าวบลูเบย์ หาดทรายสีทอง และสีสันยามพระอาทิตย์ตกในตำนาน

แขกผู้มาพักจะได้สัมผัสประสบการณ์การรับประทานอาหารที่หลากหลาย ตั้งแต่อาหารแบบครีโอลดั้งเดิม (creole cooking) ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากอาหารจากหลากหลายชาติ อาทิ ฝรั่งเศส สเปน แอฟริกาตะวันตก อเมริกันอินเดียน เฮเตียน เยอรมัน และอิตาเลียน ไปจนถึงอาหารแบบไฟน์ไดน์นิ่ง ที่ผสมผสานประสบการณ์อาหารแบบ ยุโรป เอเชีย และแอฟริกา โดยวัตถุดิบและส่วนผสมส่วนใหญ่จะมาจากในพื้นที่ เนื่องจากมอริเชียสมีดินที่อุดมสมบูรณ์อย่างมาก อีกทั้งล้อมรอบด้วยมหาสมุทรซึ่งเป็นแหล่งอาหารทะเลชั้นเยี่ยม

 

เพื่อสานต่อความมุ่งมั่นของแบรนด์อนันตราที่มุ่งเน้นการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ทางรีสอร์ทจะใช้เทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์สำหรับการทำน้ำร้อนในห้องพักทุกห้องเพื่อลดการใช้พลังงาน และยังมีโครงการเพื่อสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ได้แก่ การปลูกพืชท้องถิ่นในโรงแรม การนำน้ำกลับมาใช้ใหม่เพื่อการชลประทานและการทำความสะอาด การนำวัสดุรีไซเคิลกลับมาใช้ในการตกแต่งรีสอร์ท รวมถึงการงดใช้หลอดพลาสติก ซึ่งเป็นมาตรฐานของโรงแรมเครืออนันตราทั่วโลก และในอนาคตอาจมีการส่งเสริมการทำเกษตรอินทรีย์สำหรับซัพพลายเออร์ของห้องอาหารของรีสอร์ท

 

มอริเชียส เป็นประเทศเล็กๆ มีลักษณะเป็นเกาะ ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของมหาสมุทรอินเดีย และเป็นที่รู้จักกันดีในด้านความหลากหลายของพืชและสัตว์สายพันธุ์ท้องถิ่นที่มีอยู่บนเกาะแห่งนี้เท่านั้น โดยเฉพาะ “นกโดโด” (dodo) นกสายพันธุ์หนึ่งซึ่งได้สูญพันธุ์ไปในราวยุค 1600  ซึ่งเกาะมอริเชียสนี้เป็นถิ่นที่อยู่อาศัยเฉพาะแห่งเดียวของมัน เกาะแห่งนี้ยังมีกิจกรรมทางธรรมชาติทั้งทางบกและทางน้ำ ผู้มาเยือนสามารถเช่าเรือเพื่อตกปลาทะเลน้ำลึก เพลิดเพลินกับการพายเรือคายัคที่ท้องเรือเป็นกระจกใสชมน้ำทะเลสีฟ้าใส ดำน้ำตื้นชมปะการังได้ด้วย  ดูนกบนเกาะใกล้เคียง การสำรวจสวนพฤกษศาสตร์ และอื่นๆ อีกมากมาย

 

กอล์ฟเป็นกิจกรรมยอดนิยมอีกรายการหนึ่งสำหรับผู้มาเยือน บนเกาะแห่งนี้มีสนามกอล์ฟที่มีทัศนียภาพสวยงามให้เลือกกว่า 12 แห่ง รวมถึงสนามกอล์ฟ 18 หลุม พร้อมวิวทะเล ห่างจากรีสอร์ทเพียง 30 นาที ส่วนนักท่องเที่ยวผู้ชื่นชอบวัฒนธรรมจะได้เพลิดเพลินกับการเที่ยวชมสถานที่ทางประวัติศาสตร์ และสำรวจบ้านยุคอาณานิคมที่ได้รับการอนุรักษ์เป็นอย่างดี ด้วยระเบียงกว้างใหญ่และเต็มไปด้วยเสน่ห์แบบทรอปิคอล

 

แขกของอนันตราจะสามารถเที่ยวชมสถานที่ทางประวัติศาสตร์ ทิวทัศน์อันงดงาม รวมถึงกิจกรรมผจญภัย ได้บริเวณทางตอนใต้ของเกาะ อาทิ เมืองมาเฮบอร์ก (Mahebourg) เมืองหลวงแห่งแรกของมอริเชียส ใช้เวลาขับรถเพียง15 นาที จากรีสอร์ท เป็นเมืองที่มีชื่อเสียงเกี่ยวกับ ตลาดท้องถิ่น พิพิธภัณฑ์ ป้อมปราการ และการต่อสู้ทางประวัติศาสตร์ระหว่างฝรั่งเศสและอังกฤษ ห่างออกไปอีกเล็กน้อย คือ อุทยานแห่งชาติ แบล็ค ริเวอร์ จอร์จ (Black River Gorges National Park) มีน้ำตกและวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม เหมาะแก่การเดินป่า ส่วนกิจกรรมสำหรับผู้ที่รักการผจญภัยก็มีทั้ง รถเอทีวี และซิปไลน์

https://www.anantara.com/


‘งานประกวดรถโบราณ ครั้งที่ 43’ งานรวบรวมรถโบราญหายาก! ณ ฟิวเจอร์พาร์ค วันนี้–16 มิย. 2019

สมาคมรถโบราณแห่งประเทศไทย ร่วมกับ ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค และสเปลล์ จัด “งานประกวดรถโบราณ ครั้งที่ 43” แสดงรถโบราณ และรถคลาสสิคหายากกว่าร้อยคัน พร้อมกิจกรรมมากมาย

ขวัญชัย ปภัสร์พงษ์ นายกสมาคมรถโบราณแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า สมาคมฯ ร่วมกับศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค และสเปลล์ จัด “งานประกวดรถโบราณ ครั้งที่ 43” ภายใต้แนวคิด “สุนทรียลักษณ์ จากอากาศพลศาสตร์ – Aerodynamically Derived Aesthetics” มีสมาชิก รวมถึงผู้สนใจส่งรถโบราณ และรถคลาสสิคเข้าประกวด และจัดแสดงกว่า 100 คัน พร้อมเปิดให้ชม และสัมผัสอย่างใกล้ชิด

สมาคมฯ แบ่งการประกวดออกเป็น 7 รุ่น ได้แก่ รถรุ่นบรรพบุรุษ รถรุ่นผ่านศึก รถโบราณ รถรุ่นก่อนสงคราม รถรุ่นหลังสงคราม รถคลาสสิค และรถคลาสสิคร่วมสมัย โดยรถเด่น ได้แก่ Lancia Aprilia ปี 1938แบบโปสเตอร์งานปีนี้ ซึ่งเป็นหนึ่งในรถกลุ่มแรกที่ออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์ และผ่านการทดสอบในอุโมงค์ลม

นอกจากนั้น ยังมี รถจำลอง รถดัดแปลง รถประดิษฐ์พิเศษ รถโฟล์คสวาเกน รถอเมริกัน รถแจกวาร์-เดมเลอร์ และรถมีนี อีกทั้งยังมีกิจกรรมอื่นๆ ได้แก่ ถ่ายรูปคู่รถโบราณ จำหน่ายสินค้าวินเทจ เช่น รถโบราณจำลอง สแตมป์รถโบราณ หนังสือ นิตยสาร การแสดงจากศิลปินรุ่นเก๋าบรรเลงเพลงย้อนวันวานยุค 60’s-70’s เป็นต้น

ด้าน รัตนา อนันทนุพงศ์ ผู้อำนวยการด้านการตลาด ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค และ สเปลล์ ผู้ให้การสนับสนุนสถานที่จัดงาน กล่าวว่า งานประกวดรถโบราณ ถือเป็นงานใหญ่ประจำปีของศูนย์การค้าฯ ปีนี้จัดขึ้นบนพื้นที่กว่า 5,000 ตารางเมตร โดยจำลองบรรยากาศของฮาวาน่า เมืองหลวงประเทศคิวบา ที่มีรถคลาสสิคสไตล์อเมริกันวิ่งพลุกพล่านเต็มเมือง ท่ามกลางตึกเก่าสีสันสดใสอายุกว่า 500 ปี เพื่อให้เป็นมุมถ่ายภาพทั่วบริเวณงาน

เชิญเที่ยว “งานประกวดรถโบราณ ครั้งที่ 43” ณ ชั้น G ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค และสเปลล์ ตั้งแต่วันนี้-16 มิถุนายน 2562 ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ vintagecarclub.or.th


DJI ส่งกล้อง Osmo Action สายลุยคุณภาพระดับ 4K พร้อมระบบการกันสั่นอิเล็กทรอนิกส์สุดล้ำ!

DJI ผู้นำด้านเทคโนโลยีระบบการกันสั่นได้เวลาลุกตลาดกล้องสายลุยส่งกล้อง Osmo Action กล้องที่มีความทนทานและคุณสมบัติที่ครบครัน และการมอบประสบการณ์การใช้งานในการถ่ายภาพวิดีโอได้นิ่งอย่างแตกต่างไม่เหมือนใคร เรียกได้ว่า Osmo Action เป็นกล้องแอคชั่นที่สามารถตอบโจทย์บรรดาผู้ใช้งานมืออาชีพและนักผจญภัย

Osmo Action สร้างขึ้นเพื่อให้สามารถรับมือกับสภาวะที่รุนแรงได้อย่างง่ายดายด้วยคุณสมบัติการกันฝุ่น กันกระแทก กันน้ำ และมีความสามารถในการทำงานที่อุณหภูมิต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง Osmo Action มีจอแสดงผลสีแบบหน้าจอคู่ทั้งด้านหน้าและด้านหลังซึ่งเป็นการออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ช่วยให้สามารถจัดองค์ประกอบฉากได้สะดวกยิ่งขึ้นในขณะเดินทาง หน้าจอสัมผัสด้านหลังขนาด 2.25 นิ้ว เคลือบกันน้ำและกันรอยลายนิ้วมือ และหน้าจอด้านหน้าขนาด 1.4 นิ้วทำให้การถ่ายวิดีโอบล็อกและเซลฟี่ง่ายกว่าที่เคย ความสว่างระดับ 750 nits ช่วยให้สามารถใช้งาน Osmo Action ได้ในสภาพแสงสว่างจ้ารวมถึงภายใต้แสงแดดโดยตรง

อินเทอร์เฟซแบบโต้ตอบของ Osmo Action, Action OS เป็นผสมผสานการออกแบบทางกายภาพที่ลื่นไหลและการทำงานที่ยืดหยุ่น การเปิดเครื่อง เริ่มการบันทึก และสลับโหมดวิดีโอและการถ่ายภาพได้ในพริบตาด้วยปุ่มสามปุ่มที่ทำหน้าที่เฉพาะ ไม่พลาดทุกช่วงเวลาด้วยตัวช่วย QuickSnap ซึ่งช่วยให้ Osmo Action สามารถเปิดใช้งานและเริ่มการบันทึกได้ภายในไม่กี่วินาทีโดยการกดปุ่มชัตเตอร์เพียงครั้งเดียว

เซ็นเซอร์ขนาด 1/2.3 นิ้วบันทึกภาพความละเอียด 12 ล้านพิกเซลและบันทึกวิดีโอความละเอียดระดับ 4K ได้สูงถึง 60fps ที่ 100Mbps ในรายละเอียดที่น่าทึ่ง ทำให้มั่นใจได้ถึงภาพวิดีโอคุณภาพสูง การออกแบบเลนส์กระจกที่เรียบเป็นทรงกลมสามเลนส์ช่วยให้บันทึกเนื้อหาที่มีความคลาดเคลื่อนต่ำและช่วยลดการบิดเบี้ยวของภาพเพื่อให้ได้ฉากดีขึ้น ฝาปิดเลนส์เคลือบป้องกันลายนิ้วมือสองชั้นเพื่อรักษาความสะอาดระหว่างการใช้งาน รวมถึงการเคลือบป้องกันแสงสะท้อนเพื่อลดแสงกระทบที่ไม่พึงประสงค์จากเลนส์ ทำให้ผู้ใช้มีความยืดหยุ่นในการถ่ายภาพในสภาพที่สว่างมากขึ้น

Osmo Action เป็นหนึ่งในกล้องมือถือตัวแรกของ DJI ที่มีเทคโนโลยี RockSteady ซึ่งเป็นการกันสั่นอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Image Stabilization หรือ EIS) ของ DJI รวมกับประสบการณ์ในการสร้างอุปกรณ์กันสั่นแบบสามแกนมากว่าทศวรรษ อัลกอริธึมการกันสั่นประสิทธิภาพสูงทำงานร่วมกับ EIS เพื่อบันทึกทุกการเคลื่อนไหวด้วยวิดีโอคุณภาพสูงอย่างราบรื่นและนิ่งแม้ในขณะที่บันทึกความละเอียดระดับ 4K/60fps นอกจากนี้ Osmo Action ยังมีความสามารถในการถ่ายวิดีโอ High Dynamic Range (HDR) ในระดับ 4K/30fps ซึ่งนำเสนอช่วงไดนามิกการหยุดเพิ่มเติมอีกสามจุดในฉาก ทำให้การผ่านของแสงเป็นไปอย่างเป็นธรรมชาติระหว่างพื้นที่แสงจ้าและที่มืด Osmo Action มีแบตเตอรี่แบบถอดได้ที่มีระยะเวลาการบันทึกวิดีโอ 91 นาทีที่ 4K/30fps โดยเปิดใช้งาน RockSteady และ 110 นาทีในการบันทึกที่ 1080p/30fps โดยไม่ใช้ RockSteady ไมโครโฟนคู่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถใช้ประโยชน์จากการควบคุมด้วยเสียงของ Osmo Action และลำโพงช่วยรับประกันคุณภาพการเล่นที่ยอดเยี่ยม

Osmo Action เป็นส่วนประกอบสำคัญในกลุ่มผลิตภัณฑ์ของ DJI ที่นำเสนอคุณสมบัติด้านครีเอทีฟที่หลากหลายในตัวกล้องซึ่งผู้ใช้สามารถเข้าถึงได้ด้วยการแตะเพียงไม่กี่ครั้งขณะบันทึก ให้เลือกระหว่าง:

  • Slo-mo: ภาพเคลื่อนไหวช้า 8 เท่าในระดับ 1080p 240fps หรือภาพเคลื่อนไหวช้า 4 เท่าในระดับ 1080p 120fps สร้างเอฟเฟกต์ที่น่าสนใจเมื่อบันทึกภาพฉากแอ็คชั่น
  • Timelapse และ Hyperlapse: หากผู้ใช้ต้องการเปลี่ยนจากนาทีเป็นวินาที Timelapse เหมาะสำหรับการถ่ายภาพแบบต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ด้วยเอฟเฟกต์การเคลื่อนที่เร็วขึ้นในขณะที่ Hyperlapse เพิ่มองค์ประกอบแบบไดนามิกของการเคลื่อนไหวของกล้องใน Timelapse
  • การตั้งค่าการเปิดรับแสงที่กำหนดเอง: ถ่ายภาพดวงดาวด้วยการตั้งค่าแบบกำหนดเองและกึ่งอัตโนมัติที่ช่วยให้เปิดรับแสงได้สูงถึง 120 วินาที ซึ่งเหมาะสำหรับถ่ายภาพท้องฟ้ายามค่ำคืน

ใช้แอป DJI Mimo ที่เพิ่งเปิดตัวเพื่อเชื่อมต่อ Osmo Action เข้ากับอุปกรณ์มือถือของคุณด้วย Wi-Fi หรือ Bluetooth สำหรับเพิ่มฟังก์ชันการใช้งาน ซึ่งรวมถึงไลฟ์ฟีดของกล้อง ต้นแบบเรื่องราวที่หลากหลาย การแก้ไขอย่างรวดเร็วในแอป และอื่นๆ ระบบนิเวศของอุปกรณ์เสริมที่ช่วยปลดปล่อยความเป็นไปได้ทั้งหมดของ Osmo Action รวมไปถึง:

  • ชุดอุปกรณ์เฟรมกล้อง: ชุดอุปกรณ์เฟรมกล้องประกอบด้วย อุปกรณ์ยึดทั่วไปสำหรับอุปกรณ์เสริมเพิ่มเติมและหน้าต่างสำหรับไฟ LED เพื่อแสดงสถานะกล้องแบบเรียลไทม์พร้อมการปกป้องอุปกรณ์
  • กาวยึดติด: ติด Osmo Action กับพื้นผิวเรียบหรือโค้งมล รวมถึง สเก็ตบอร์ด จักรยาน หมวกกันน็อค และอื่นๆ เพื่อจับภาพการเคลื่อนไหวที่รวดเร็ว
  • เคสกันน้ำ: เคสกันน้ำป้องกันอุปกรณ์ที่ระดับความลึกไม่เกิน 60 เมตรในขณะที่ให้ภาพคมชัดโดยใช้กระจกที่มีความแข็งแรงสูง
  • อะแดปเตอร์ 3.5 มม.: อะแดปเตอร์ 3.5 มม. ช่วยให้ผู้ใช้สามารถเชื่อมต่อไมโครโฟนภายนอกเพื่อการบันทึกเสียงในระดับมืออาชีพ
  • ไม้เซลฟี่: จับมุมภาพที่ไม่เหมือนใครโดยใช้ไม้เซลฟี่ซึ่งมีที่ยึดโทรศัพท์แบบหมุนได้และอะแดปเตอร์เกลียวขนาด ¼ นิ้ว
  • ด้ามจับลอยน้ำ: ด้ามจับลอยน้ำช่วยให้จับ Osmo Action ได้ถนัดมือและช่วยให้ลอยน้ำได้เมื่อถ่ายภาพในน้ำ
  • ฟิลเตอร์: Osmo Action มาพร้อมกับฟิลเตอร์ Neutral Density (ND), โพลาไรเซอร์ และสำหรับการถ่ายภาพใต้น้ำ ฟิลเตอร์ ND (ND4, ND8, ND16 และ ND32) ช่วยลดแสงในสภาพแวดล้อมต่างๆ ในขณะที่ฟิลเตอร์โพลาไรเซอร์ช่วยลดการสะท้อนแสงและเพิ่มความอิ่มตัวของสีเพื่อให้ได้ภาพที่สวยงามยิ่งขึ้น ฟิลเตอร์น้ำทะเลสีส้มและฟิลเตอร์น้ำจืดสีม่วงช่วยปรับสีของฉากใต้น้ำให้ดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น
  • แท่นชาร์จ: ชาร์จแบตเตอรี่ได้ถึงสามก้อนพร้อมกันโดยใช้เวลาน้อยกว่า 130 นาที

Osmo Action จำหน่ายปลีกในราคา 12,000 บาท โดยหาซื้อได้ที่ร้านค้าออนไลน์ DJI ตัวแทนจำหน่ายและร้านค้าปลีกที่ได้รับอนุญาตจาก DJI สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับคุณสมบัติและลูกเล่นใหม่ทั้งหมดของ Osmo Action กรุณาเยี่ยมชม www.dji.com/osmo-actionตัวแทนจำหน่ายของ DJI: ดอทไลฟ์, บิ๊กคาเมร่า, เวิลด์คาเมร่า, พาวเวอร์บาย, ลาซาด้า

ร้านค้าปลีกที่ได้รับอนุญาตจาก DJI: ห้างสรรพสินค้าสยามดิสคัฟเวอรี่, เดอะคริสตัล เวอรันดา, ห้างสรรพสินค้าเซียร์รังสิต และศูนย์การค้าตึกคอมพัทยา


Privacy Preference Center