บทสัมภาษณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ ‘ลิซ่า-แบล็กพิงก์’ ในบทบาท ‘คอนเทนต์ครีเอเตอร์’ (มีคลิป)
มารู้จัก “ลิซ่า-แบล็กพิงก์” สาวไทยคนแรกในค่าย YG กับบทสัมภาษณ์เรื่องราวไลฟ์สไตล์ส่วนตัวแบบสุดเอ็กซ์คลูซีฟในการเป็น ‘Content Creator’ ที่เธอไม่เคยเปิดเผยที่ไหนมาก่อน
“เนื่องจากพวกเราแบล็กพิงก์มีตารางซ้อมที่แน่นมาก ไม่ว่าจะเป็นการซ้อมเต้นหรือการซ้อมร้องเพลง ดังนั้นเมื่อมีเวลาหยุดตรงกัน พวกหนูก็มักจะออกไปเที่ยวเล่นกัน ก็มีตั้งแต่ไปเที่ยว ช่วยกันทำอาหาร หรือหาอะไรอร่อยๆ กิน แล้วส่วนตัวหนูเป็นคนที่ชอบถ่ายรูปอยู่แล้ว จึงรับหน้าที่ในการถ่ายรูปให้เมมเบอร์คนอื่นๆ นี่จึงเป็นสิ่งที่จุดประกายให้หนูทำ Lili’s Film บนยูทูปเพราะหนูอยากเก็บภาพประทับใจเหล่านี้เอาไว้ แล้วก็อยากส่งต่อภาพความสุขเหล่านี้ให้แฟนคลับได้เห็นมุมอื่นๆ ของพวกเราที่ไม่มีใครเคยเห็นด้วย”
“อย่างที่บอกว่าหนูเป็นคนชอบถ่ายรูปและชอบถ่ายวิดีโอ แต่ส่วนใหญ่เราก็ออกไปเที่ยวข้างนอกกันโดยไม่ได้วางแผนอะไรล่วงหน้า แบบว่าคิดว่าวันนี้อยากกินอะไรแล้วก็นั่งรถออกไปเลย ไม่ได้เตรียมตัว ไม่ได้หยิบกล้องอะไรทั้งนั้น หนูเลยคิดว่าการมีสมาร์ทโฟนดีๆ นั้นสะดวกมากกว่าการพกกล้องตัวใหญ่ ซึ่งตั้งแต่ได้ใช้ซัมซุง กาแลคซี่ เอส 10 มาซักพักหนูก็รู้สึกว่าสะดวกดี ถ่ายวิดีโอได้นิ่งแบบไม่จำเป็นต้องพกไม้กันสั่นเลย เพราะอย่างที่พี่ๆ ก็รู้ว่าพวกหนูอยู่กันไม่นิ่งซักคน ทั้งวิ่ง ทั้งเดิน ทั้งเต้น (หัวเราะ)”
“ถ้าถามถึงสิ่งที่ประทับใจในกาแลคซี่ เอส 10 หนูต้องบอกเลยว่ามันสวย จับถนัดมือ แล้วฟีเจอร์หลายอย่างหนูก็มีโอกาสได้ใช้จริงๆ อย่างเวลาถ่ายภาพหรือถ่ายวิดีโอก็คมชัด แล้วที่เห็นได้ชัดเลยคือมันเก็บภาพตอนที่หนูซ้อมเต้นได้นิ่งจริงๆ…อันนี้เลิฟมากเลยค่ะ”
“ช่วงนี้พวกเราอยู่ในระหว่างทัวร์คอนเสิร์ต Blackpink World Tour 2019 ซึ่งหนูอยากจะใช้กาแลคซี่ เอส 10 เครื่องนี้เก็บภาพความอบอุ่นจากบลิ๊งก์ที่รักของพวกเราให้ได้มากที่สุด อ๋อ…อีกอย่างที่ลิซ่าอยากจะบอกแฟนๆ คือตอนนี้หนูถ่ายคลิปวิดีโอเก็บไว้เยอะมากและกำลังอยู่ในช่วงตัดต่อ ล่าสุดลิซ่าเพิ่งลงคลิปที่แคลิฟอเนียร์ไป ส่วนคลิปอื่นๆ ขอให้แฟนๆ ทุกคนอดใจรอกันอีกนิดนึงนะคะ”
เอ้า…ลิซ่าสัญญาแล้วว่ารออีกไม่นาน บลิ๊งค์ไทยล่ะรอไหวรึเปล่า?
งานแสดงศิลปะในโรงแรม Hotel Art Fair 2019 “Breaking Boundaries” by FARMGROUP

Hotel Art Fair ปีที่ 6 ได้ร่วมมือกับโรงแรม W Bangkok ซึ่งเป็นโรงแรมที่มองเห็นคุณค่าและความสำคัญของศิลปะ และยังตั้งอยู่ใจกลางเมืองแหล่งศูนย์กลางของธุรกิจของกรุงเทพมหานคร ปีนี้กลับมาพร้อมกับคอนเซ็ปต์ “Breaking Boundaries”— เพื่อแสดงให้เห็นว่าศิลปะเป็นสิ่งที่ไม่มีข้อจำกัดในการแสดงออก เป็นการสะท้อนถึงวัฒนธรรมที่ไม่มีขอบเขตของมนุษย์ ทำให้งานศิลปะเป็นเสมือนขุมสมบัติทางวัฒนธรรม ปีนี้ Hotel Art Fair ได้คัดเลือกแกลเลอรี่และศิลปินจากทั่วทั้งเอเซียให้มีความหลากหลายมากที่สุด ซึ่งจะทำให้งานในครั้งนี้เต็มไปด้วยสีสันมากกว่าปีที่ผ่านๆ มา
รับชมและดื่มด่ำผลงานศิลปะจากแกลลอรี่มากกว่า 30 แห่งจากทั่วโลก รวมไปถึงศิลปินชั้นนำจากทั้งไทยและต่างประเทศซึ่งประกอบไปด้วยแกลลอรี่จากประเทศสิงคโปร์ มาเลเซีย เกาหลี และญี่ปุ่น เช่น Richard Koh Projects, Artemis Art, L+/Lucie Chang Fine Arts, The Drawing Room – Project, Korea Tomorrow, Clear Gallery Tokyo, Core Design Gallery and B-gallery แกลลอรี่ที่เข้าร่วมงานจากไทยปีนี้ได้แก่ Number 1 Gallery, Joyman Gallery, Subhashok The Arts Centre (S.A.C.), La Lanta Fine Art, Chin’s Gallery, Gallery Seescape และอีกมากมาย
ไฮไลท์ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ Spectrum โปรเจ็คที่เกิดจากความร่วมมือของมูลนิธิออทิสติกไทย และ มูลนิธิ ณ กิตติคุณ ซึ่งร่วมกันนำเสนอผลงานศิลปะที่เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการจากเด็กพิเศษ และในปีนี้ สิงห์ คอปอเรชั่น ยังได้สนับสนุนโดยการนำเอาศิลปินคนไทยที่มีชื่อเสียงในซานฟรานซิสโก คุณภูริน พานิชพันธ์ มาจัดแสดงผลงานซึ่งเต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ ที่จะนำผู้เยี่ยมชมก้าวผ่านเส้นแบ่งระหว่างความเป็นจริงและโลกดิจิตอล
Hotel Art Fair ขอต้อนรับ celebrity curator พิเศษสองท่าน ได้แก่ คุณนิธิ สถาปิตานนท์ ผู้ก่อตั้งแต่เจ้าของ บริษัทสถาปนิก A49 เจ้าของภาพวาดปากกาและหมึกที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และคุณประณิธาน พรประภา ผู้ก่อตั้งเทศกาล Wonderfruit จะมาสร้าง experience ในห้องโรงแรม ที่จะสื่อถึงความรักในศิลปะและดนตรีที่เป็นหัวใจหลักของเทศกาล Wonderfruit
ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการค้นหาแรงบันดาลใจและความคิดสร้างสรรค์ที่ไม่เหมือนใครไปกับ Hotel Art Fair ที่โรงแรม W Bangkok วันเสาร์ที่ 22 และวันอาทิตย์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2562 ตั้งแต่เวลา 11:00น. – 24:00น.

‘พลาติโน มอเตอร์’ เปิดทดสอบ BMW X7 ครั้งแรกบนถนนจริง! ในงาน BMW WORLD OF LUXURY 2019
นางสาวสุภารัตน์ อภิกุลประภา กรรมการบริหาร บริษัท พลาติโน โมบาย จำกัด เผยว่า “ในการจัด งาน BMW WORLD OF LUXURY 2019 ครั้งนี้ถือได้ว่าพลาติโน มอเตอร์ นครปฐม เป็นดีลเลอร์แรกที่ได้ มอบหมายจากทางบีเอ็ม ไทยแลนด์ ให้จัดงานใหญ่สำหรับลูกค้าในเขตปริมณฑลและภาคตะวันตกที่จะได้สัมผัสและใกล้ชิดกับรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูที่หลากหลายรุ่นพร้อมพบกับข้อเสนอที่พิเศษภายในงาน”

พลาติโน มอเตอร์ นครปฐม ถือได้ว่าเป็นดีลเลอร์ใหม่ล่าสุดของทางบีเอ็มดับเบิลยูใช้งบประมาณลงทุนราว 300 ล้านบาท ประกอบไปด้วยโชว์รูมรถใหม่ และ กลุ่มรถยนต์ผู้บริหาร พื้นที่ภายในโชว์รูมสามารถโชว์รถได้ถึง 7 คัน ศูนย์บริการเครื่องยนต์และศูนย์ซ่อมสีและตัวถัง ซึ่งแต่เดิมพลาติโน มอเตอร์ นครปฐม เคยมีประสบการณ์นานกว่า 20 ปี ในด้านศูนย์บริการซ่อมสีและตัวถัง ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาลูกค้าให้การตอบรับอย่างดี สำหรับพื้นที่ลูกค้าที่พลาติโน มอเตอร์ นครปฐม ดูแลเป็นโซนทางภาคตะวันตก ครอบคลุมพื้นที่ นครปฐม ราชบุรี กาญจนบุรี สุพรรณบุรี
นอกจากนี้ พลาติโน มอเตอร์ นครปฐม ได้จัดสื่อมวลชนได้ทดลองขับรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู X7 เป็นครั้งแรกบนเส้นทางกรุงเทพฯ–นครปฐมสำหรับบีเอ็มดับเบิลยู X7 รถยนต์อเนกประสงค์ขนาดใหญ่ที่ผสมผสานความล้ำสมัยและความคล่องตัวขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ดีเซล 6 สูบ พร้อมเทคโนโลยี M Performance TwinPower Turbo ที่ส่งพละกำลังสูงสุด 294 กิโลวัตต์ / 400 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 760 นิวตันเมตรที่ 2,000 – 3,000 รอบต่อนาที ทำความเร็วสูงสุดได้ที่ 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เกียร์อัตโนมัติ Sport Steptronic 8 จังหวะ พร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ xDrive
บีเอ็มดับเบิลยู X7 M50d ใหม่มาพร้อมกับท่อไอเสียในสไตล์ M Sport ล้ออัลลอย BMW Individual ขนาด 22 นิ้ว ลาย Y-spoke ระบบไฟหน้า BMW Laserlight บีเอ็มดับเบิลยู X7 M50d ใหม่ ราคาจำหน่าย 8,999,000 บาท มาพร้อมโปรแกรมบำรุงรักษา BSI Standard มีสีภายนอกให้เลือกด้วยกันทั้งหมด 5 สีคือสีดำ Black Sapphire สีดำ Carbon Black สีขาว Mineral White สีน้ำเงิน Phytonic Blue และสีเทา Arctic Grey Brilliant Effect

**********
บริษัท บีเอ็มดับเบิลยู พลาติโน มอเตอร์ นครปฐม ผู้จัดจำหน่ายบีเอ็มดับเบิลยู อย่างเป็นทางการและศูนย์บริการมาตรฐาน ครบวงจร ตั้งอยู่ในภาคตะวันตก เส้นทางจังหวัดนครปฐม-ราชบุรี บนเนื้อที่ 4,000 ตารางเมตร เพียบพร้อมด้วยพื้นที่จัดแสดง ทั้งรถยนต์ใหม่ และกลุ่มรถยนต์ผู้บริหารและ ยินดีบริการด้วยทีมงานที่ผ่านการอบรมจาก บีเอ็มดับเบิลยู ไทยแลนด์
บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย ส่งมอบบีเอ็มดับเบิลยูปลั๊กอินไฮบริด ซีรี่ส์ 5 และซีรี่ส์ 7 ให้แก่กระทรวงต่างประเทศ ในฐานะโมบิลิตี้ พาร์ตเนอร์สำหรับงานประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 34
งานประชุมสุดยอดอาเซียน (ASEAN Summit) ครั้งที่ 34 ในครั้งนี้ ได้รับเกียรติจากผู้นำ รัฐมนตรีต่างประเทศ เลขาธิการอาเซียนและคณะผู้แทนของ 10 ประเทศสมาชิกเข้าร่วม ถือเป็นโอกาสสำคัญสำหรับประเทศไทยในฐานะประธานอาเซียน เพื่อแสดงวิสัยทัศน์และร่วมวางแนวทางในการขับเคลื่อนอาเซียนตลอดปี 2562 ภายใต้แนวคิดหลัก ร่วมมือ ร่วมใจ ก้าวไกล ยั่งยืน (Advancing Partnership for Sustainability) ที่มุ่งเน้นไปที่การสร้างความยั่งยืนในทุก ๆ ด้าน เพื่อปูรากฐานอันมั่นคงในการพัฒนาประเทศในภูมิภาคอย่างเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
(จากซ้ายไปขวา): 1. คุณจิตติพัฒน์ ทองประเสริฐ เอกอัครราชทูตประจำกระทรวงและรองหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการอาเซียน 2019 / 2. คุณกฤษฎา อุตตโมทย์ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารกิจการองค์กร บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย / 3. มร. กัลดริค ดอนเนอซาน ผู้อำนวยการฝ่ายขายและการตลาด บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย / 4. คุณธฤต จรุงวัฒน์ เอกอัครราชทูต หัวหน้าศูนย์ปฎิบัติการอาเซียน 2019 / 5. คุณสมปราชญ์ โบสุวรรณ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท มิลเลนเนียม ออโต้ กรุ๊ป จำกัด / 6. คุณพันธจักร ว่องปรีชา ผู้ประสานงานอาวุโสหน่วยงานราชการและสถานทูต บริษัท มาสเตอร์กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด

เตรียมกระเป๋าฉีกกันได้เลยกับ ASICS.com ระเบิดประสบการณ์การช็อปปิ้งแบบไร้ข้อจำกัด!
E-commerce นี้นับเป็นส่วนสำคัญที่จะเสริมความแข็งแกร่งให้กับกลยุทธ์การค้าของ ASICS ในประเทศไทย เพื่อให้เหล่านักวิ่งสามารถเข้าถึงรองเท้ารุ่นใหม่ล่าสุด และเป็นแพลตฟอร์มที่สามารถเลือกซื้อสินค้าได้ทุกที่ทุกเวลา นับเป็นการยกระดับประสบการณ์การช็อปปิ้งของลูกค้าให้ดียิ่งขึ้น ASICS จึงมีทางเลือกที่หลากหลายเพื่อตอบทุกความต้องการของลูกค้า
“ทุกวันนี้พฤติกรรมการช็อปปิ้งกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างต่อเนื่อง และการมีแค่สโตร์มันก็ไม่เพียงพออีกต่อไป ASICS จึงหวังที่จะยกระดับประสบการณ์การช็อปปิ้ง ด้วยการเปิดเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ” Yogesh Gandhi กรรมการผู้จัดการเอสิคซ์เอเชีย กล่าว
การเพิ่มแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซนี้ ทำให้ผู้ซื้อสามารถเข้าถึงสินค้าล่าสุดจาก ASICS ได้อย่างง่ายดาย นอกจากนั้นเว็บไซต์นี้ยังเปิดโอกาสให้เหล่านักช้อปได้มีโอกาสในการเลือกซื้อรองเท้ารุ่นพิเศษและเลือกสรรผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายจากประเภทกีฬาต่าง ๆ เช่น เทนนิส ลู่และลาน บาสเก็ตบอล และอื่น ๆ อีกมากมาย
สมัครสมาชิกเพื่อรับข่าวสารจาก ASICS.com เพื่อที่จะได้รับข้อมูลสุดเอ็กซ์คลูซีฟก่อนใคร

รับส่วนลด 10% สำหรับสมาชิกผู้ใช้งานใหม่ พร้อมทั้งบริการจัดส่งสินค้าฟรีเมื่อสั่งสินค้าครบ 2,000 บาท และบริการคืนสินค้าโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งสิงคโปร์นับเป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เปิดให้บริการ ASICS.com สำหรับในประเทศไทยพร้อมเปิดให้บริการในวันที่ 5 มิถุนายน 2562 เป็นต้นไป
PHRAYA เสนอ Meet the Craft Episode1: Battle of the four elements จาก 2 มิกโซโลจิสต์จากร้าน Native และ Vesper รังสรรค์สุดยอดค็อกเทล ‘ดิน น้ำ ลม ไฟ’
สำหรับกิจกรรมในครั้งนี้ Vesper ประเทศไทย ได้เปิดบาร์ต้อนรับ Native จากสิงคโปร์ เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และยกระดับศาสตร์และศิลป์การดื่มรัมชั้นเลิศอย่างลึกซึ้ง รวมทั้งตอบรับไลฟ์สไตล์ของ
คนรุ่นใหม่ที่ต้องการเครื่องดื่มที่มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น โดยเริ่มจากกิจกรรม Rum Talk ในหัวข้อ “What’s trending right now?” ให้ผู้เข้าร่วมงานได้ทราบถึงเทรนด์การดื่มค็อกเทลทั้งในสิงคโปร์ และเมืองไทย ประเดิมด้วยแบรนด์แอมบาสเดอร์ของ PHRAYA
“วรเทพ จันทร์ดีราช” เล่าเรื่องราวความเป็นมาและกระบวนการผลิตอันพิถีพิถันของ PHRAYA Gold Rum
PHRAYA Gold Rum รัมสีทองอำพัน ที่ขึ้นชื่อว่าเป็น Craft of Refinement ซึ่งได้รับการยอมรับเรื่องคุณภาพจากบาร์ชั้นนำทั่วโลก โดย PHRAYA ได้รับแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์จากธาตุทั้ง 4 ได้แก่ ธาตุดิน: การใช้วัตถุดิบจากอ้อยที่มีแหล่งกำเนิดในจังหวัดนครปฐม ซึ่งเป็นพื้นที่ที่นับว่ามีดินที่อุดมสมบูรณ์มากที่สุดแห่งหนึ่ง ธาตุน้ำ: การใช้น้ำที่บริสุทธิ์ในกระบวนการผลิตจากแม่น้ำท่าจีน ธาตุไฟ: การบ่มจากถังไม้โอ๊คที่ผ่านการลนไฟอ่อนๆ เพื่อกระตุ้นเนื้อไม้ มอบกลิ่นและรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ และ ธาตุลม: ที่ตั้งของโรงเก็บบ่มใกล้ทะเลสาบที่มีลมเย็นพัดผ่านตลอดปี โดยใช้เวลาบ่มยาวนานถึงระหว่าง 7-12 ปีอย่างละเมียดละไม
โดยความท้าทายของการบ่มรัมในประเทศไทยคือสภาพภูมิอากาศเขตร้อนที่จะทำให้รัมระเหยไปส่วนหนึ่ง แต่ข้อดีคือทำให้ได้มาซึ่งรสชาติที่เข้มข้น ลุ่มลึก มีความซับซ้อน เป็นเอกลักษณ์ ด้วยกลิ่นหอมนำจากวานิลลา และรสหวานที่แฝงด้วยเครื่องเทศและซิตรัส จนขึ้นแท่นรัมระดับชั้นนำของโลก การันตีด้วยรางวัลระดับโลก อาทิ รางวัลเหรียญเงินจาก International Wine & Spirit Competition 2018 และรางวัลที่นำความภาคภูมิใจสู่คนไทย คือ World Rum Awards 2017 พร้อมให้ผู้เข้าร่วมงานได้สัมผัสรสชาติจาก Craft of Refinement กันแบบเต็มๆ
จากนั้น ‘ปาล์ม-ศุภวิชญ์ มุททารัตน์’ มิกโซโลจิสต์ดีกรีแชมป์จากเวทีระดับโลก Group Bar Manager ประจำ Vesper ซึ่งเป็นบาร์ที่โดดเด่นด้านการสร้างสรรค์เมนูค็อกเทลจากแรงบันดาลใจสุดล้ำสไตล์โมเดิร์นอาร์ต ได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับเทรนด์การดื่มในประเทศไทยในปัจจุบันนี้ว่า ค็อกเทลได้รับความนิยมแพร่หลายเพิ่มขึ้นอย่างมาก เมื่อราว 10 ปีก่อน ค็อกเทลจัดเป็นเครื่องดื่มที่เสิร์ฟเฉพาะในโรงแรม แต่ปัจจุบัน ค็อกเทลสามารถพบได้ตามร้านอาหารหรือบาร์ทั่วๆ ไป ที่เปิดเป็นร้านสแตนด์อโลนก็มีให้เห็นมากมาย สำหรับปีนี้ มีบาร์ถึง
7 แห่งในกรุงเทพฯ ติดอันดับในลิสต์ Asia’s 50 Best Bars นอกจากนี้ คนรุ่นใหม่สามารถเข้าถึงข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตได้ง่ายขึ้น จึงรู้แหล่งกินดื่มมากขึ้น ส่งผลให้ความนิยมของค็อกเทลสูงมากในปีนี้ และคาดว่าจะสูงขึ้นอีกในปีหน้า
สิ่งที่น่าจับตาอีกก็คือ ผู้บริโภคยุคใหม่เริ่มมองหาประสบการณ์ชั้นเลิศและคุณภาพที่แท้จริงจากการดื่ม PHRAYA จึงนับได้ว่าเป็นรัมชั้นเลิศที่ตอบโจทย์ข้อนี้ได้เป็นอย่างดี เพราะรสชาติของค็อกเทลที่ดีย่อมมาจากคุณภาพที่ยอดเยี่ยมของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ใช้ผสม สำหรับไอเดียในการรังสรรค์เมนูค็อกเทลนั้น จะต้องมีความสมดุลกันกับวัตถุดิบที่นำมาใช้ และที่สำคัญคือจะต้องช่วยส่งเสริมกัน กิจกรรม Meet the Craft ครั้งนี้จึงเป็นการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมและศาสตร์การผสมเครื่องดื่มที่มีประโยชน์อย่างมาก ทั้งมิกโซโลจิสต์และผู้ดื่มต่างต้องมีทัศนคติเปิดรับในการแลกเปลี่ยน เพราะศาสตร์แห่งการผสมเครื่องดื่มก็เปรียบเสมือนศิลปะแขนงหนึ่ง โดยในงานนี้คุณปาล์มยังได้นำเสนอหนึ่งในค็อกเทลที่รังสรรค์จาก PHRAYA กับธาตุน้ำ ที่เรียกว่า อาโป สื่อถึงความสดชื่นด้วยน้ำสับปะรด เสิร์ฟเป็น welcome drink ให้ทุกคนได้ลิ้มลอง ซึ่งเป็นหนึ่งในเมนูที่จะนำไปโชว์ฝีมือที่ประเทศสิงคโปร์ในเดือนกลางเดือนมิถุนายนนี้
ปิดท้ายด้วย ‘ลีออน ทัน’ Head Bartender จาก Native ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเป็นบาร์ที่มีความโดดเด่นในการนำเสนอกลิ่นอายวัฒนธรรมแห่งชนชาติตะวันออกอย่างแท้จริง ด้วยการใช้วัตถุดิบต่างๆ จากแหล่งกำเนิดในภูมิภาคเอเชีย และใช้เครื่องดื่มแบรนด์ต่างๆ จากเอเชียเท่านั้น แม้แต่ผ้ากันเปื้อนงานแฮนด์เมดก็มาจากวัสดุธรรมชาติในท้องถิ่นซึ่งกลายเป็นเอกลักษณ์ของทางร้าน และดนตรีที่เปิดในบาร์ยังเป็นผลงานจากศิลปินชาวเอเชียทั้งหมด นอกจากนี้ Native ยังให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการอย่างยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดอย่างแท้จริง ตามแนวคิด Sustainable Bartending ไม่ว่าจะเป็นการคิดค้นกรรมวิธีถนอมอาหารเพื่อยืดอายุของวัตถุดิบ การนำวัสดุรักษ์โลกที่นำมาใช้ภายในบาร์ เช่น การงดใช้หลอดพลาสติก ใช้ถาดรองแก้วแปรรูปจากใบบัวอบแห้ง เป็นต้น และยังมีความโดดเด่นด้านการจัดการขยะที่ Native ได้ชื่อว่าเป็นบาร์ที่มีการลดปริมาณขยะได้สูงสุดแห่งหนึ่ง โดยมีปริมาณขยะเพียง 50 กรัมต่อเดือน
ด้านเทรนด์การดื่มในประเทศสิงคโปร์นั้น ลีออนเล่าว่าเป็นการดื่มที่เต็มไปด้วยสีสัน มีความหลากหลายอย่างมาก และกำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ โดยมีการเปิดบาร์ค็อกเทลเพิ่มขึ้นในสไตล์ที่แตกต่างกันออกไป เพื่อตอบโจทย์ความต้องการตามไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคที่แสวงหาความแปลกใหม่จากเครื่องดื่ม หลังจากนั้น ลีออนได้นำเข้าสู่ช่วงไฮไลต์ของงาน คือการ Swap Bar เพื่อเนรมิต 4 เมนูค็อกเทลใหม่ที่ใช้ PHRAYA เป็นเบส และเปิดโอกาสให้ได้สัมผัสถึง Craft of Refinement ที่แท้จริง โดยมีแรงบันดาลใจจากความเป็นไทยในแบบที่เขาสัมผัส ผ่านค็อกเทลทั้ง 4 ชนิด ได้แก่ EARTH, WATER, FIRE และ AIR

- EARTH นำเสนอแรงบันดาลใจของผืนดินที่ทำให้พืชพรรณงอกงามด้วยดอกอัญชัน น้ำส้มสายชูจากอ้อย ขนุน และ Calamansi Tonic

- WATER ได้รับแรงบันดาลใจจากเมนูข้าวแช่ของไทย สื่อถึงความสดชื่นของกลิ่นมะลิจาก Jasmine Flower Koji น้ำสับปะรด และกลิ่นหอมของใบเตยจาก Pandan Water Kafir ตกแต่งด้วยแผ่นข้าวตังกรอบด้านบน

- FIRE สื่อถึงไฟด้วยรสชาติเผ็ดร้อนที่มาพร้อมกลิ่นหอม ด้วยส่วนผสมของน้ำสกัดจากแกงเขียวหวานโดยเทคนิคการกลั่นของทาง Native ที่เรียกว่า Green Curry Distillate พริกขี้หนู
น้ำมะพร้าว และมะพร้าวรมควัน

- AIR ได้รับแรงบันดาลใจจากสายลมเย็นที่ใช้น้ำส้มโอ ผสานเข้ากับ Triona Mead และ Ginger Kombucha ที่ผสานด้วยรสชาติของขิง

ร่วมสัมผัสค็อกเทล 4 เมนูใหม่ที่รังสรรค์จากแรงบันดาลใจของ PHRAYA GOLD RUM ได้ที่ร้าน Vesper ซอยคอนแวนต์ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป พร้อมติดตามเรื่องราวและกิจกรรมที่น่าสนใจต่างๆ ได้ที่ facebook.com/phrayaagedrum
#MeetTheCraft #PHRAYARUM #GoldRum #AgedRum
SWATCH จับมือ BAPE® เปิดตัว Collaboration ชุดล่าสุด 6 รุ่น ผลิตจำนวนจำกัด!


SWATCH X BAPE ทั้ง 6 รุ่น สร้างสรรค์บนคอลเลคชั่นใหม่ล่าสุดของสวอท์ชอย่าง BIG BOLD ที่โดดเด่นด้วยหน้าปัดขนาด 47 มม. ถ่ายทอดลวดลายเบป คาโม (BAPE® camo) อันเป็นเอกลักษณ์ พร้อมกับโลโก้ Ape Head บนเข็มชั่วโมงและสายนาฬิกา โดยนาฬิกาทั้ง 5 รุ่น จะมีหมายเลขบนตัวเรือนและผลิตจำนวนจำกัด ได้แก่ London, New, York, Paris, Tokyo อย่างละ1,993 เรือนทั่วโลก และ Bern จำนวน 983 เรือนทั่วโลก เท่านั้น ตามปีที่ก่อตั้งของแต่ละแบรนด์ และเมื่อรวมกับรุ่นที่ 6 อย่าง “The World” ทำให้คอลเลคชั่นนี้แสดงออกถึงความเป็นตัวของตัวเอง ความหลากหลายทางวัฒนธรรม และโลกแห่งเวลาอันแสนสนุก
แฟน SWATCH และ สาวก BAPE สายสตรีทห้ามพลาดกับ SWATCH X BAPE Limited Edition ผลงานความร่วมมือของโลกแห่งนาฬิกาและสตรีทแวร์ในตำนานกับคอลเลคชั่นสุดพิเศษนี้ ราคา 4,950 บาท ในจำนวนจำกัด เริ่มวางจำหน่ายตั้งแต่ 15 มิถุนายน 2019
SWATCH X BAPE ทั้ง 6 รุ่น วางจำหน่ายที่ SWATCH Flagship store @CentralWorld ชั้น 1 เท่านั้น
SWATCH X BAPE รุ่น The World วางจำหน่ายที่ SWATCH Siam Paragon และ ICONSIAM ชั้น 1
#SwatchxBAPE #Swatch_TH
อนันตรารุกตลาดมอริเชียส เตรียมเปิดตัว ‘อนันตรา มอริเชียส รีสอร์ท’
กลุ่มโรงแรมอนันตรา เตรียมรุกตลาดโรงแรมหรูบนเกาะมอริเชียสกลางมหาสมุทรอินเดีย โดยประกาศเปิดตัว ‘อนันตรา มอริเชียส รีสอร์ท’ (Anantara Mauritius Resort) ที่พักสุดหรูแห่งใหม่บนชายฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะ โดยมีกำหนดเปิดอย่างเป็นทางการในไตรมาส 4 ของปี 2562 นี้
รีสอร์ทแห่งใหม่นี้ เป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาชายฝั่งแบบบูรณาการ ตั้งอยู่ห่างจากสนามบินนานาชาติเซอร์ ซีวูซากูร์ รามกูลัม (Sir Seewoosagur Ramgoolam International Airport) เพียง 15 นาที และอยู่ใกล้กับอุทยานทางทะเลบลูเบย์ (Blue Bay Marine Park) ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับการอนุรักษ์ ล้อมรอบด้วยมหาสมุทรอินเดียที่ใสราวคริสตัล และหาดทรายขาวละเอียด อีกทั้งแนวปะการังอันอุดมสมบูรณ์ของอ่าวบลูเบย์ ทำให้ที่แห่งนี้เป็นหนึ่งในสุดยอดของจุดหมายปลายทางของผู้ชื่นชอบการดำน้ำอีกด้วย

อนันตรา มอริเชียส รีสอร์ท มีห้องพักและห้องสวีทรวมทั้งหมด 164 ห้อง โดยมีพูลวิลล่าสุดหรู 8 หลัง แบ่งเป็น พูลวิลล่าแบบสองห้องนอนจำนวน 2 หลัง และพูลวิลล่าแบบสี่ห้องนอนจำนวน 6 หลัง ซึ่งวิลล่าเหล่านี้จะแล้วเสร็จในช่วงครึ่งแรกของปี 2563 สิ่งอำนวยความสะดวกที่รีสอร์ท ไม่ว่าจะเป็น ห้องอาหารสไตล์กริลล์และซีฟู้ด ซี.ไฟร์.ซอลท์ (Sea.Fire.Salt) ที่มีบริเวณเอาท์ดอร์เป็นสนามหญ้าและชายหาด ห้องอาหารแบบออลเดย์ไดน์นิ่ง ห้องอาหารส่วนตัวพร้อมห้องเก็บไวน์ คาเฟ่ที่เน้นอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ บาร์เครื่องดื่มบริเวณริมสระว่ายน้ำและชายหาด รวมถึง สระว่ายน้ำแบบโอโซนความยาว 30 เมตร ห้องออกกำลังกาย อนันตราสปา และคิดส์คลับ

รีสอร์ทแห่งใหม่นี้ ได้รับการออกแบบสร้างสรรค์โดย กราวด์ เคนท์ (Ground Kent Architects) บริษัทออกแบบชื่อดังจากออสเตรเลียที่ได้รับรางวัลมาแล้วมากมาย ร่วมกับสำนักงานสถาปัตยกรรมของมอริเชียส (the Office of Global Architecture) และนักออกแบบตกแต่งภายใน จาก อบาคัส ดีไซน์ (Abacus Design) ประเทศไทย การออกแบบรีสอร์ทแห่งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงประวัติความเป็นมาของการหลอมรวมประเทศ โดยได้รับอิทธิพลการออกแบบจากมรดกทางสถาปัตยกรรมท้องถิ่น ดังที่เห็นได้จากเมืองพอร์ตหลุยส์ (Port Louis) ซึ่งเป็นเมืองหลวง และสถาปัตยกรรมอีกมากมายโดยรอบเกาะ วัสดุธรรมชาติจากท้องถิ่นมีความสำคัญในการช่วยให้รีสอร์ทมีความกลมกลืนกับสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติ และด้วยแรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมยุคโคโลเนียล ทำให้ได้บรรยากาศที่ผ่อนคลายในแบบของบ้านริมทะเลเขตร้อน แต่ในขณะเดียวกันก็ยังให้ความรู้สึกโมเดิร์นอย่างชัดเจน

การใช้แสง การตกแต่งด้วยหินบะซอลต์และหินภูเขาไฟ ขอนไม้ ผสานลวดลายแพทเทิร์นระลอกคลื่น และโทนสีทรายธรรมชาติ ช่วยให้บรรยากาศในร่มและกลางแจ้งเกิดความกลมกลืน ผืนผ้าและงานศิลปะที่ได้รับการคัดสรรมาสำหรับตกแต่งห้องพัก เป็นการผสมผสานระหว่างคู่สีตรงข้ามทั้ง สีส้ม น้ำเงินสด และสีเหลือง เพื่อสื่อถึงกับน้ำทะเลสีฟ้าใสราวคริสตัลในอ่าวบลูเบย์ หาดทรายสีทอง และสีสันยามพระอาทิตย์ตกในตำนาน

แขกผู้มาพักจะได้สัมผัสประสบการณ์การรับประทานอาหารที่หลากหลาย ตั้งแต่อาหารแบบครีโอลดั้งเดิม (creole cooking) ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากอาหารจากหลากหลายชาติ อาทิ ฝรั่งเศส สเปน แอฟริกาตะวันตก อเมริกันอินเดียน เฮเตียน เยอรมัน และอิตาเลียน ไปจนถึงอาหารแบบไฟน์ไดน์นิ่ง ที่ผสมผสานประสบการณ์อาหารแบบ ยุโรป เอเชีย และแอฟริกา โดยวัตถุดิบและส่วนผสมส่วนใหญ่จะมาจากในพื้นที่ เนื่องจากมอริเชียสมีดินที่อุดมสมบูรณ์อย่างมาก อีกทั้งล้อมรอบด้วยมหาสมุทรซึ่งเป็นแหล่งอาหารทะเลชั้นเยี่ยม

เพื่อสานต่อความมุ่งมั่นของแบรนด์อนันตราที่มุ่งเน้นการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ทางรีสอร์ทจะใช้เทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์สำหรับการทำน้ำร้อนในห้องพักทุกห้องเพื่อลดการใช้พลังงาน และยังมีโครงการเพื่อสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ได้แก่ การปลูกพืชท้องถิ่นในโรงแรม การนำน้ำกลับมาใช้ใหม่เพื่อการชลประทานและการทำความสะอาด การนำวัสดุรีไซเคิลกลับมาใช้ในการตกแต่งรีสอร์ท รวมถึงการงดใช้หลอดพลาสติก ซึ่งเป็นมาตรฐานของโรงแรมเครืออนันตราทั่วโลก และในอนาคตอาจมีการส่งเสริมการทำเกษตรอินทรีย์สำหรับซัพพลายเออร์ของห้องอาหารของรีสอร์ท

มอริเชียส เป็นประเทศเล็กๆ มีลักษณะเป็นเกาะ ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของมหาสมุทรอินเดีย และเป็นที่รู้จักกันดีในด้านความหลากหลายของพืชและสัตว์สายพันธุ์ท้องถิ่นที่มีอยู่บนเกาะแห่งนี้เท่านั้น โดยเฉพาะ “นกโดโด” (dodo) นกสายพันธุ์หนึ่งซึ่งได้สูญพันธุ์ไปในราวยุค 1600 ซึ่งเกาะมอริเชียสนี้เป็นถิ่นที่อยู่อาศัยเฉพาะแห่งเดียวของมัน เกาะแห่งนี้ยังมีกิจกรรมทางธรรมชาติทั้งทางบกและทางน้ำ ผู้มาเยือนสามารถเช่าเรือเพื่อตกปลาทะเลน้ำลึก เพลิดเพลินกับการพายเรือคายัคที่ท้องเรือเป็นกระจกใสชมน้ำทะเลสีฟ้าใส ดำน้ำตื้นชมปะการังได้ด้วย ดูนกบนเกาะใกล้เคียง การสำรวจสวนพฤกษศาสตร์ และอื่นๆ อีกมากมาย

กอล์ฟเป็นกิจกรรมยอดนิยมอีกรายการหนึ่งสำหรับผู้มาเยือน บนเกาะแห่งนี้มีสนามกอล์ฟที่มีทัศนียภาพสวยงามให้เลือกกว่า 12 แห่ง รวมถึงสนามกอล์ฟ 18 หลุม พร้อมวิวทะเล ห่างจากรีสอร์ทเพียง 30 นาที ส่วนนักท่องเที่ยวผู้ชื่นชอบวัฒนธรรมจะได้เพลิดเพลินกับการเที่ยวชมสถานที่ทางประวัติศาสตร์ และสำรวจบ้านยุคอาณานิคมที่ได้รับการอนุรักษ์เป็นอย่างดี ด้วยระเบียงกว้างใหญ่และเต็มไปด้วยเสน่ห์แบบทรอปิคอล

แขกของอนันตราจะสามารถเที่ยวชมสถานที่ทางประวัติศาสตร์ ทิวทัศน์อันงดงาม รวมถึงกิจกรรมผจญภัย ได้บริเวณทางตอนใต้ของเกาะ อาทิ เมืองมาเฮบอร์ก (Mahebourg) เมืองหลวงแห่งแรกของมอริเชียส ใช้เวลาขับรถเพียง15 นาที จากรีสอร์ท เป็นเมืองที่มีชื่อเสียงเกี่ยวกับ ตลาดท้องถิ่น พิพิธภัณฑ์ ป้อมปราการ และการต่อสู้ทางประวัติศาสตร์ระหว่างฝรั่งเศสและอังกฤษ ห่างออกไปอีกเล็กน้อย คือ อุทยานแห่งชาติ แบล็ค ริเวอร์ จอร์จ (Black River Gorges National Park) มีน้ำตกและวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม เหมาะแก่การเดินป่า ส่วนกิจกรรมสำหรับผู้ที่รักการผจญภัยก็มีทั้ง รถเอทีวี และซิปไลน์
‘งานประกวดรถโบราณ ครั้งที่ 43’ งานรวบรวมรถโบราญหายาก! ณ ฟิวเจอร์พาร์ค วันนี้–16 มิย. 2019
ขวัญชัย ปภัสร์พงษ์ นายกสมาคมรถโบราณแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า สมาคมฯ ร่วมกับศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค และสเปลล์ จัด “งานประกวดรถโบราณ ครั้งที่ 43” ภายใต้แนวคิด “สุนทรียลักษณ์ จากอากาศพลศาสตร์ – Aerodynamically Derived Aesthetics” มีสมาชิก รวมถึงผู้สนใจส่งรถโบราณ และรถคลาสสิคเข้าประกวด และจัดแสดงกว่า 100 คัน พร้อมเปิดให้ชม และสัมผัสอย่างใกล้ชิด
สมาคมฯ แบ่งการประกวดออกเป็น 7 รุ่น ได้แก่ รถรุ่นบรรพบุรุษ รถรุ่นผ่านศึก รถโบราณ รถรุ่นก่อนสงคราม รถรุ่นหลังสงคราม รถคลาสสิค และรถคลาสสิคร่วมสมัย โดยรถเด่น ได้แก่ Lancia Aprilia ปี 1938แบบโปสเตอร์งานปีนี้ ซึ่งเป็นหนึ่งในรถกลุ่มแรกที่ออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์ และผ่านการทดสอบในอุโมงค์ลม
นอกจากนั้น ยังมี รถจำลอง รถดัดแปลง รถประดิษฐ์พิเศษ รถโฟล์คสวาเกน รถอเมริกัน รถแจกวาร์-เดมเลอร์ และรถมีนี อีกทั้งยังมีกิจกรรมอื่นๆ ได้แก่ ถ่ายรูปคู่รถโบราณ จำหน่ายสินค้าวินเทจ เช่น รถโบราณจำลอง สแตมป์รถโบราณ หนังสือ นิตยสาร การแสดงจากศิลปินรุ่นเก๋าบรรเลงเพลงย้อนวันวานยุค 60’s-70’s เป็นต้น
ด้าน รัตนา อนันทนุพงศ์ ผู้อำนวยการด้านการตลาด ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค และ สเปลล์ ผู้ให้การสนับสนุนสถานที่จัดงาน กล่าวว่า งานประกวดรถโบราณ ถือเป็นงานใหญ่ประจำปีของศูนย์การค้าฯ ปีนี้จัดขึ้นบนพื้นที่กว่า 5,000 ตารางเมตร โดยจำลองบรรยากาศของฮาวาน่า เมืองหลวงประเทศคิวบา ที่มีรถคลาสสิคสไตล์อเมริกันวิ่งพลุกพล่านเต็มเมือง ท่ามกลางตึกเก่าสีสันสดใสอายุกว่า 500 ปี เพื่อให้เป็นมุมถ่ายภาพทั่วบริเวณงาน
เชิญเที่ยว “งานประกวดรถโบราณ ครั้งที่ 43” ณ ชั้น G ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค และสเปลล์ ตั้งแต่วันนี้-16 มิถุนายน 2562 ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ vintagecarclub.or.th
DJI ส่งกล้อง Osmo Action สายลุยคุณภาพระดับ 4K พร้อมระบบการกันสั่นอิเล็กทรอนิกส์สุดล้ำ!
Osmo Action สร้างขึ้นเพื่อให้สามารถรับมือกับสภาวะที่รุนแรงได้อย่างง่ายดายด้วยคุณสมบัติการกันฝุ่น กันกระแทก กันน้ำ และมีความสามารถในการทำงานที่อุณหภูมิต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง Osmo Action มีจอแสดงผลสีแบบหน้าจอคู่ทั้งด้านหน้าและด้านหลังซึ่งเป็นการออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ช่วยให้สามารถจัดองค์ประกอบฉากได้สะดวกยิ่งขึ้นในขณะเดินทาง หน้าจอสัมผัสด้านหลังขนาด 2.25 นิ้ว เคลือบกันน้ำและกันรอยลายนิ้วมือ และหน้าจอด้านหน้าขนาด 1.4 นิ้วทำให้การถ่ายวิดีโอบล็อกและเซลฟี่ง่ายกว่าที่เคย ความสว่างระดับ 750 nits ช่วยให้สามารถใช้งาน Osmo Action ได้ในสภาพแสงสว่างจ้ารวมถึงภายใต้แสงแดดโดยตรง
อินเทอร์เฟซแบบโต้ตอบของ Osmo Action, Action OS เป็นผสมผสานการออกแบบทางกายภาพที่ลื่นไหลและการทำงานที่ยืดหยุ่น การเปิดเครื่อง เริ่มการบันทึก และสลับโหมดวิดีโอและการถ่ายภาพได้ในพริบตาด้วยปุ่มสามปุ่มที่ทำหน้าที่เฉพาะ ไม่พลาดทุกช่วงเวลาด้วยตัวช่วย QuickSnap ซึ่งช่วยให้ Osmo Action สามารถเปิดใช้งานและเริ่มการบันทึกได้ภายในไม่กี่วินาทีโดยการกดปุ่มชัตเตอร์เพียงครั้งเดียว
เซ็นเซอร์ขนาด 1/2.3 นิ้วบันทึกภาพความละเอียด 12 ล้านพิกเซลและบันทึกวิดีโอความละเอียดระดับ 4K ได้สูงถึง 60fps ที่ 100Mbps ในรายละเอียดที่น่าทึ่ง ทำให้มั่นใจได้ถึงภาพวิดีโอคุณภาพสูง การออกแบบเลนส์กระจกที่เรียบเป็นทรงกลมสามเลนส์ช่วยให้บันทึกเนื้อหาที่มีความคลาดเคลื่อนต่ำและช่วยลดการบิดเบี้ยวของภาพเพื่อให้ได้ฉากดีขึ้น ฝาปิดเลนส์เคลือบป้องกันลายนิ้วมือสองชั้นเพื่อรักษาความสะอาดระหว่างการใช้งาน รวมถึงการเคลือบป้องกันแสงสะท้อนเพื่อลดแสงกระทบที่ไม่พึงประสงค์จากเลนส์ ทำให้ผู้ใช้มีความยืดหยุ่นในการถ่ายภาพในสภาพที่สว่างมากขึ้น
Osmo Action เป็นหนึ่งในกล้องมือถือตัวแรกของ DJI ที่มีเทคโนโลยี RockSteady ซึ่งเป็นการกันสั่นอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Image Stabilization หรือ EIS) ของ DJI รวมกับประสบการณ์ในการสร้างอุปกรณ์กันสั่นแบบสามแกนมากว่าทศวรรษ อัลกอริธึมการกันสั่นประสิทธิภาพสูงทำงานร่วมกับ EIS เพื่อบันทึกทุกการเคลื่อนไหวด้วยวิดีโอคุณภาพสูงอย่างราบรื่นและนิ่งแม้ในขณะที่บันทึกความละเอียดระดับ 4K/60fps นอกจากนี้ Osmo Action ยังมีความสามารถในการถ่ายวิดีโอ High Dynamic Range (HDR) ในระดับ 4K/30fps ซึ่งนำเสนอช่วงไดนามิกการหยุดเพิ่มเติมอีกสามจุดในฉาก ทำให้การผ่านของแสงเป็นไปอย่างเป็นธรรมชาติระหว่างพื้นที่แสงจ้าและที่มืด Osmo Action มีแบตเตอรี่แบบถอดได้ที่มีระยะเวลาการบันทึกวิดีโอ 91 นาทีที่ 4K/30fps โดยเปิดใช้งาน RockSteady และ 110 นาทีในการบันทึกที่ 1080p/30fps โดยไม่ใช้ RockSteady ไมโครโฟนคู่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถใช้ประโยชน์จากการควบคุมด้วยเสียงของ Osmo Action และลำโพงช่วยรับประกันคุณภาพการเล่นที่ยอดเยี่ยม
Osmo Action เป็นส่วนประกอบสำคัญในกลุ่มผลิตภัณฑ์ของ DJI ที่นำเสนอคุณสมบัติด้านครีเอทีฟที่หลากหลายในตัวกล้องซึ่งผู้ใช้สามารถเข้าถึงได้ด้วยการแตะเพียงไม่กี่ครั้งขณะบันทึก ให้เลือกระหว่าง:
- Slo-mo: ภาพเคลื่อนไหวช้า 8 เท่าในระดับ 1080p 240fps หรือภาพเคลื่อนไหวช้า 4 เท่าในระดับ 1080p 120fps สร้างเอฟเฟกต์ที่น่าสนใจเมื่อบันทึกภาพฉากแอ็คชั่น
- Timelapse และ Hyperlapse: หากผู้ใช้ต้องการเปลี่ยนจากนาทีเป็นวินาที Timelapse เหมาะสำหรับการถ่ายภาพแบบต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ด้วยเอฟเฟกต์การเคลื่อนที่เร็วขึ้นในขณะที่ Hyperlapse เพิ่มองค์ประกอบแบบไดนามิกของการเคลื่อนไหวของกล้องใน Timelapse
- การตั้งค่าการเปิดรับแสงที่กำหนดเอง: ถ่ายภาพดวงดาวด้วยการตั้งค่าแบบกำหนดเองและกึ่งอัตโนมัติที่ช่วยให้เปิดรับแสงได้สูงถึง 120 วินาที ซึ่งเหมาะสำหรับถ่ายภาพท้องฟ้ายามค่ำคืน
ใช้แอป DJI Mimo ที่เพิ่งเปิดตัวเพื่อเชื่อมต่อ Osmo Action เข้ากับอุปกรณ์มือถือของคุณด้วย Wi-Fi หรือ Bluetooth สำหรับเพิ่มฟังก์ชันการใช้งาน ซึ่งรวมถึงไลฟ์ฟีดของกล้อง ต้นแบบเรื่องราวที่หลากหลาย การแก้ไขอย่างรวดเร็วในแอป และอื่นๆ ระบบนิเวศของอุปกรณ์เสริมที่ช่วยปลดปล่อยความเป็นไปได้ทั้งหมดของ Osmo Action รวมไปถึง:
- ชุดอุปกรณ์เฟรมกล้อง: ชุดอุปกรณ์เฟรมกล้องประกอบด้วย อุปกรณ์ยึดทั่วไปสำหรับอุปกรณ์เสริมเพิ่มเติมและหน้าต่างสำหรับไฟ LED เพื่อแสดงสถานะกล้องแบบเรียลไทม์พร้อมการปกป้องอุปกรณ์
- กาวยึดติด: ติด Osmo Action กับพื้นผิวเรียบหรือโค้งมล รวมถึง สเก็ตบอร์ด จักรยาน หมวกกันน็อค และอื่นๆ เพื่อจับภาพการเคลื่อนไหวที่รวดเร็ว
- เคสกันน้ำ: เคสกันน้ำป้องกันอุปกรณ์ที่ระดับความลึกไม่เกิน 60 เมตรในขณะที่ให้ภาพคมชัดโดยใช้กระจกที่มีความแข็งแรงสูง
- อะแดปเตอร์ 3.5 มม.: อะแดปเตอร์ 3.5 มม. ช่วยให้ผู้ใช้สามารถเชื่อมต่อไมโครโฟนภายนอกเพื่อการบันทึกเสียงในระดับมืออาชีพ
- ไม้เซลฟี่: จับมุมภาพที่ไม่เหมือนใครโดยใช้ไม้เซลฟี่ซึ่งมีที่ยึดโทรศัพท์แบบหมุนได้และอะแดปเตอร์เกลียวขนาด ¼ นิ้ว
- ด้ามจับลอยน้ำ: ด้ามจับลอยน้ำช่วยให้จับ Osmo Action ได้ถนัดมือและช่วยให้ลอยน้ำได้เมื่อถ่ายภาพในน้ำ
- ฟิลเตอร์: Osmo Action มาพร้อมกับฟิลเตอร์ Neutral Density (ND), โพลาไรเซอร์ และสำหรับการถ่ายภาพใต้น้ำ ฟิลเตอร์ ND (ND4, ND8, ND16 และ ND32) ช่วยลดแสงในสภาพแวดล้อมต่างๆ ในขณะที่ฟิลเตอร์โพลาไรเซอร์ช่วยลดการสะท้อนแสงและเพิ่มความอิ่มตัวของสีเพื่อให้ได้ภาพที่สวยงามยิ่งขึ้น ฟิลเตอร์น้ำทะเลสีส้มและฟิลเตอร์น้ำจืดสีม่วงช่วยปรับสีของฉากใต้น้ำให้ดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น
- แท่นชาร์จ: ชาร์จแบตเตอรี่ได้ถึงสามก้อนพร้อมกันโดยใช้เวลาน้อยกว่า 130 นาที
Osmo Action จำหน่ายปลีกในราคา 12,000 บาท โดยหาซื้อได้ที่ร้านค้าออนไลน์ DJI ตัวแทนจำหน่ายและร้านค้าปลีกที่ได้รับอนุญาตจาก DJI สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับคุณสมบัติและลูกเล่นใหม่ทั้งหมดของ Osmo Action กรุณาเยี่ยมชม www.dji.com/osmo-action
ตัวแทนจำหน่ายของ DJI: ดอทไลฟ์, บิ๊กคาเมร่า, เวิลด์คาเมร่า, พาวเวอร์บาย, ลาซาด้า
ร้านค้าปลีกที่ได้รับอนุญาตจาก DJI: ห้างสรรพสินค้าสยามดิสคัฟเวอรี่, เดอะคริสตัล เวอรันดา, ห้างสรรพสินค้าเซียร์รังสิต และศูนย์การค้าตึกคอมพัทยา
