‘เมอร์เซเดส-เบนซ์’ เปิดตัว 5 ของแรงตระกูล ‘AMG’ พร้อมเปิดตัว จีที 53 
เป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้!

บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด สร้างสีสันให้กับวงการรถหรูอีกครั้งด้วยการเปิดตัวรถสปอร์ตสมรรถนะสูง 5 รุ่นใหม่ภายในวันเดียว พร้อมกับการแสดงสมรรถนะขับขี่อันเร้าใจภายใต้แสงสีเสียงสุดอลังการ เอาใจคนรักความแรงโดยยกทัพ เมอร์เซเดส-เบนซ์ สายแข็งมาทั้งรุ่น Mercedes-AMG GT 53 4MATIC+ 4-Door Coupé และ Mercedes-AMG GT 63 S 4MATIC+ 4-Door Coupé ที่เปิดตัวครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, Mercedes-AMG G 63, Mercedes-AMG C 43 4MATIC รุ่นประกอบในประเทศ และ Mercedes-AMG E 53 4MATIC+ รุ่นประกอบในประเทศ ณ สนามอิมแพ็ค สปีด พาร์ค ริมทะเลสาบเมืองทองธานีนับเป็นเวลากว่าครึ่งศตวรรษแล้วที่แบรนด์เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี ได้รับการยอมรับในฐานะแบรนด์รถสปอร์ตระดับแถวหน้า ที่โดดเด่นทั้งในด้านกีฬามอเตอร์สปอร์ตและด้านการพัฒนารถยนต์ที่มีเอกลักษณ์ ซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมาแบรนด์ได้เติบโตขึ้น และมีการขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ มากมาย โดยยังคงยึดถือหลักการสร้างสรรค์รถยนต์ที่สามารถ ‘ขับเคลื่อนทุกสมรรถนะ – Driving Performance’ เป็นหัวใจหลักของแบรนด์ ที่พร้อมมอบนวัตกรรมสุดเร้าอารมณ์ในการขับขี่ให้กับผู้ใช้รถอยู่เสมอ จากความเอาใจใส่ในความต้องการของลูกค้าทำให้รถยนต์ภายใต้แบรนด์เมอร์เซเดส-เอเอ็มจีมียอดขายพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีจำนวนยอดขายทั่วโลกถึงหกหลักในปีพ.ศ. 2561

“สำหรับในประเทศไทย วันนี้ถือเป็นปรากฏการณ์ครั้งยิ่งใหญ่ กับการเปิดตัวเมอร์เซเดส-เอเอ็มจี รุ่นใหม่ล่าสุดถึง 5 รุ่น ได้แก่ Mercedes-AMG GT 53 4MATIC+ 4-Door Coupé และ Mercedes-AMG GT 63 S 4MATIC+ 4-Door Coupé, Mercedes-AMG G 63, Mercedes-AMG C 43 4MATIC รุ่นประกอบในประเทศ และ Mercedes-AMG E 53 4MATIC+ รุ่นประกอบในประเทศ

โดยในการเปิดตัวแรงสุดอลังการครั้งนี้ทุกคนจะได้ตื่นเต้นไปกับการแสดงสมรรถนะของรถยนต์แต่ละคันภายใต้แสงสีเสียงสุดตระการตา ซึ่งแต่ละรุ่นมีคาแรกเตอร์และความโดดเด่นที่แตกต่างกัน เพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้ทุกกลุ่ม โดยประเทศไทยนับเป็นประเทศที่ได้รับ
ความไว้วางใจจากบริษัทแม่ เพราะได้รับเลือกให้เปิดตัว Mercedes-AMG GT 53 4MATIC+ 
4-Door Coupé และ Mercedes-AMG GT 63 S 4MATIC+ 4-Door Coupé เป็นประเทศแรกใน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

นอกจาก Mercedes-AMG GT 53 4MATIC+ 4 Door Coupé และ Mercedes-AMG GT 63 S 4MATIC+ 4 Door Coupé ที่เปิดตัวเป็นครั้งแรกแล้ว เมอร์เซเดส-เบนซ์ ยังนำเสนอรถยนต์อีก 3 รุ่นไฮไลท์ที่ได้รับเสียงตอบรับอย่างยอดเยี่ยมจากต่างประเทศอย่าง Mercedes-AMG G 63 รถยนต์ที่ถือเป็นผู้นำในกลุ่มรถยนต์หรูแบบออฟโร้ด ที่เสริม
ความแรงด้วยเครื่องยนต์สมรรถนะสูง ทำให้เหมาะสำหรับการใช้งานในทุกสภาพอากาศและ
ทุกสภาพถนนมากยิ่งขึ้น รวมถึงรถยนต์รุ่นประกอบในประเทศอีก 2 รุ่น อย่าง Mercedes-AMG 
C 43 4MATIC และ Mercedes-AMG E 53 4MATIC+

Mercedes-AMG 
C 43 4MATIC และ Mercedes-AMG E 53 4MATIC+ ที่ในครั้งนี้มาในรูปแบบของรถยนต์นั่ง 
4 ประตู ซึ่งได้รับการปรับโฉมทั้งในด้านรูปลักษณ์ สมรรถนะ อัตราการใช้พลังงาน และความรู้สึกขณะขับขี่ตามสไตล์เอเอ็มจี โดยมาพร้อมกับนวัตกรรมใหม่ล่าสุดอย่างระบบอีคิวบูสท์ (EQ Boost) และบริการ Mercedes me connect

ภายในงาน เมอร์เซเดส-เบนซ์ ยังได้ยกทัพรถยนต์เมอร์เซเดส-เอเอ็มจีทั้งรุ่นใหม่ และ
รุ่นปัจจุบันกว่า 11 รุ่น มาร่วมโชว์สมรรถนะความเร็วแรง บนสนามอิมแพ็ค สปีด พาร์ค 
ริมทะเลสาบเมืองทองธานี ด้วยฝีมือการขับขี่ของทีมนักขับฝีมือเยี่ยม ภายใต้แสงสีเสียงสุดยิ่งใหญ่ พร้อมจัดเต็มด้วยคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดังอย่าง Big Ass ที่ทำให้ค่ำคืนนี้ร้อนแรงเร้าใจขึ้นเป็นเท่าตัวอีกด้วย!


‘Marvel Studios’ Avengers: Endgame Integrated Event’ 
ที่สุดแห่งการรวบรวมสินค้าลิขสิทธิ์ และกิจกรรมสุดมันส์มาไว้ในที่เดียว!

บริษัท เดอะ วอลท์ ดิสนีย์ (ประเทศไทย) จำกัด จัดกิจกรรม ‘Marvel Studios’ Avengers: Endgame Integrated Event’ เอาใจแฟนๆ มาร์เวลชาวไทยให้ได้ฟินไปกับภาพยนตร์ที่คนทั่วโลกรอคอยใน 
’Avengers: Endgame’ ที่เข้าฉายตั้งแต่วันที่ 24 เมษายน ซึ่งกิจกรรมนี้ได้รวบรวมเอาสินค้าลิขสิทธิ์จากไลเซนซีแบรนด์ดังเอาไว้มากที่สุดกว่า 20 แบรนด์ เช่น Hasbro, LEGO, Hot Toys, Toylaxy, FBT และอื่นๆ อีกมากมาย พ่วงมาด้วยโปรโมชั่นพิเศษให้เหล่าสาวกมาร์เวลได้ช้อปกันอย่างจุใจ


อีกทั้งยังมีกิจกรรมต่างๆ มากมายที่ทุกคนจะได้เต็มอิ่มไปกับปรากฏการณ์แห่งอเวนเจอร์สแบบจัดเต็ม ตั้งแต่วันนี้ – 8 พฤษภาคม 2562 ณ ลานแฟชั่น ฮอลล์ ชั้น 1ศูนย์การค้า สยามพารากอน การต่อสู้กับเหล่าวายร้ายของเหล่าซูเปอร์ฮีโร่ในภาพยนตร์จักรวาลมาร์เวลได้ดำเนินมายาวนานกว่าทศวรรษแล้ว และปรากฏการณ์ภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่ที่คนทั่วโลกรอคอยกำลังจะดำเนินมาถึงบทสรุปในภาพยนตร์เรื่อง ‘อเวนเจอร์ส: เผด็จศึก’

ในครั้งนี้ทางบริษัท เดอะ วอลท์ ดิสนีย์ (ประเทศไทย) จำกัด จึงได้จัดงาน ‘Marvel Studios’ Avenger: Endgame Integrated Event’ เพื่อมอบประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใครให้กับเหล่าแฟนๆ ชาวไทย ในกิจกรรมสุดยิ่งใหญ่แห่งปี พร้อมรวบรวมสินค้าลิขสิทธิ์จากไลเซนซีแบรนด์ดังหลากหลายประเภทอย่าง

เอฟบีที (FBT) ที่ขนคอลเลกชั่นเสื้อผ้า Marvel Studios’ Avengers: Endgame กับลวดลายตัวละครหลักจากภาพยนตร์ โดยเสื้อผ้าทุกตัวผลิตจากเนื้อผ้าพิเศษ นุ่มลื่น สวมใส่สบาย ซึมซับน้ำได้ดี เหมาะสำหรับใส่เล่นกีฬาโดยเฉพาะ ทั้งกีฬาประเภทฟุตบอล เทรนนิ่ง แบดมินตัน ฯลฯ อีกทั้งมีคุณสมบัติในการระบายอากาศ สามารถซักโดยที่ไม่ต้องกังวลเรื่องสีตก ในราคาเริ่มต้นที่ 359 บาทเท่านั้น

แบรนด์พี.ดับเบิลยู.เอส คอลเลกชั่น (P.W.S Collection) เสื้อยืดคอกลมผ้าคอตตอน 100% สำหรับทั้งผู้ชายและผู้หญิง ที่ออกแบบโดยใช้ความโดดเด่นของตัวละครมาเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์คอลเลกชั่นนี้ โดยมีให้เลือกมากมายหลายแบบด้วยกัน ในราคาเริ่มต้นเพียง 395 บาทเท่านั้น

ฮาสโบร (Hasbro) ขนขบวนฟิกเกอร์มาแบบจัดเต็ม จากเหล่าตัวละครมาร์เวลยอดฮิต ทั้งขนาดใหญ่ 14 นิ้ว ขนาดกลาง 12 นิ้ว จากชุด Titan Hero Series ที่สามารถเล่นร่วมกับอุปกรณ์ Power FX ได้ รวมถึงฟิกเกอร์ในแพ็คขนาด 6 นิ้ว นอกจากนี้ ยังมีของเล่นโรลเพลย์ในชุด Nerf Assembler Gear รวมถึง Marvel Legends Series ที่มาเอาใจนักสะสมตัวจริงกันอย่างเต็มที่

เลโก้ (LEGO) กับคอลเลกชั่นชุดตัวต่อถึง 5 แบบ หลากหลายไซส์ ไม่ว่าจะเป็น Captain America: Outriders Attack, War Machine Buster, Iron Man Hall of Amor, Avengers Ultimate Quinjet และ Avengers Compound Battle ที่มาเอาใจคนทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่น้องหนูวัย 6 ขวบ จนถึงนักต่อบล็อกรุ่นเก๋าผู้ชื่นชอบเลโก้

ฮอท ทอยส์ (Hot Toys) รวบรวมสินค้าคอลเลกชั่น Cosbaby และฟิกเกอร์มากมายสำหรับแฟนๆ นักสะสมตัวจริง

ทอยแล็คซี่ (Toylaxy) ฟิกเกอร์สุดเท่ที่ผลิตสินค้าจาก PVC คุณภาพเยี่ยม โดยนำตัวละครจาก Avengers มาเป็นต้นแบบ

การ์ตูน คาแรกเตอร์ (Cartoon Character) ตุ๊กตาน่ารักๆ ออกแบบโดยได้รับแรงบันดาลใจจากคาแรกเตอร์ของเหล่าซุปเปอร์ฮีโร่มาผลิตเป็นตุ๊กตาคอลเลกชั่นพิเศษนี้ มีให้เลือกมากมายในงาน ในราคาเริ่มต้น 490 บาท

ลอจิค (Logikkk) กับไอเท็มสุดคูลไม่ว่าจะเป็น Marvel Air Purifier, USB Flash drive, Ear phone รวมถึงกระเป๋าเดินทางและแก็ดเจ็ตล้ำๆ ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Marvel อีกมากมาย

เตรียมตัวให้พร้อมแล้วพุ่งตัวไปที่งาน “มาร์เวล สตูดิโอส์ อเวนเจอร์ส: เอนด์เกม อินทิเกรเต็ด อีเว้นท์” ที่ได้รวบรวมสินค้าลิขสิทธิ์จากไลเซนซีแบรนด์ดัง และกิจกรรมสุดตื่นเต้นเพื่อเอาใจแฟนๆ ชาวไทย พิเศษสุด!
สำหรับสาวกมาร์เวลที่ซื้อครบ 1,500 บาทขึ้นไป รับของที่ระลึกแบบเอ็กซ์คลูซีฟสุดๆ ไปเลย ร่วมเป็น
ส่วนหนึ่งของกิจกรรมสุดยิ่งใหญ่ครั้งนี้ได้ตั้งแต่วันนี้ – 8 พฤษภาคม 2562 ณ ลานแฟชั่น ฮอลล์ ศูนย์การค้า สยามพารากอน


ตันจง อินเตอร์เนชั่นแนล ทุมงบเปิดโรงงานประกอบรถยนต์ ‘ซูบารุ’ พื้นที่รวมมากกว่า 100,000 ตารางเมตร แห่งแรกในประเทศไทย!

กลุ่มตันจง อินเตอร์เนชั่นแนล (TCIL) ได้เปิดโรงงานประกอบรถยนต์อย่างเป็นทางการแห่งแรกที่ประเทศไทย ณ นิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง ซึ่งมีพื้นที่รวมมากกว่า 100,000 ตารางเมตร ด้วยเม็ดเงินลงทุนเบื้องต้นกว่าห้าพันล้านบาท โรงงานจะสามารถผลิตรถยนต์ซูบารุ ฟอเรสเตอร์ (Subaru Forester) ได้มากกว่า 6,000 คัน ได้ภายในปีแรกของการดำเนินงาน ทั้งนี้ก็เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ขับขี่รถยนต์ซูบารุในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เพิ่มมากขึ้น


บริษัท ตันจง ซูบารุ ออโตโมทีฟ (ประเทศไทย) จำกัด (TCSAT) ในเครือของกลุ่มตันจง อินเตอร์เนชั่นแนล (TCIL) ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง และซูบารุ คอร์ปอเรชั่น (SBR) ประเทศญี่ปุ่น ร่วมมือเชิงกลยุทธ์ระหว่างกัน โดยครั้งนี้กลุ่ม TCIL ถือหุ้นร้อยละ 74.9 ผ่านบริษัทฯ ในเครือของตนอีกหนึ่งบริษัทฯ คือ บริษัท ทีซี แมนูแฟคแจอริ่ง แอนด์ แอสเซมบลี (ประเทศไทย) จำกัด (TCMA) ในขณะที่ซูบารุ คอร์ปอเรชั่น (SBR) ถือหุ้นที่เหลืออีก 25.1% ด้วยทำเลยุทธศาสตร์ของประเทศไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศสำคัญของภูมิภาคอาเซียน ผนวกกับข้อได้เปรียบของข้อตกลงทางการค้าในประชาคมอาเซียน การตั้งโรงงานในประเทศไทยจะช่วยให้บริษัทฯ มีความคล่องตัวในการผลิตและการกำหนดราคารถยนต์ซูบารุ โดยยังคงไว้ซึ่งศักยภาพการแข่งขันในตลาดและเพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้น

รถยนต์ซูบารุ ฟอเรสเตอร์ รุ่นที่ 5 ที่ถือเป็นรถยนต์แบบน็อคดาวน์ (completely knocked-down หรือ CKD) รุ่นแรกที่ถูกประกอบขึ้นภายใต้การดูแลของ TCSAT และจะถูกจัดจำหน่ายในประเทศไทย ประเทศมาเลเซีย ประเทศเวียดนาม และประเทศกัมพูชา โดยมอเตอร์ อิมเมจ กรุ๊ป (Motor Image Group) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ TCIL โดยรถยนต์ 100 คันแรกได้ถูกส่งมอบให้กับลูกค้าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว อีกทั้งเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา กลุ่มมอเตอร์ อิมเมจ ยังได้รับรายงานตัวเลขยอดขายที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ของบริษัทฯ จากงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 40 ซึ่งยอดขายส่วนใหญ่นั้นก็เกิดจากความไว้วางใจอย่างล้นหลามที่ผู้บริโภคไทยมอบให้กับซูบารุ ฟอเรสเตอร์คุณเกลน ตัน รองประธานกรรมการ และกรรมการผู้จัดการ กลุ่มตันจง อินเตอร์เนชั่นแนล (TCIL) เปิดเผยว่า “การที่เราสามารถผลิตรถยนต์ซูบารุในประเทศไทยได้ด้วยตนเองนั้นถือเป็นก้าวแรกของความสำเร็จครั้งสำคัญ โดยที่ผ่านมาเราดูแลธุรกิจในเกือบทุกขั้นตอนตั้งแต่การจัดจำหน่าย การแต่งตั้งผู้จำหน่าย และการบริการหลังการขาย แต่ตอนนี้เราสามารถดูแลการผลิตรถยนต์ซูบารุได้แล้ว การวางแผนธุรกิจระยะยาวอย่างมียุทธศาสตร์ของเราจะช่วยให้เราสามารถบริหารจัดการระบบห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) ของเราได้ดีขึ้น สามารถขยายสายการผลิตได้มากขึ้น ทำการตลาดในระดับท้องถิ่นได้ดีขึ้น พึ่งพาความช่วยเหลือจากญี่ปุ่นน้อยลง และสามารถตอบสนองความต้องการรถยนต์ซูบารุของผู้บริโภคในภูมิภาคนี้ได้ดีมากขึ้น นั่นหมายถึงเรามีโอกาสขยายไปสู่ภูมิภาคอื่นได้ด้วยในอนาคต”

TCSAT ได้ว่าจ้างทีมพนักงานชาวญี่ปุ่นในการควบคุมมาตรฐานและกระบวนการผลิต เพื่อให้คงไว้ซึ่งความเข้มงวดเช่นเดียวกับมาตรฐานในประเทศญี่ปุ่น นอกจากนี้ยังนำหุ่นยนต์ประสิทธิภาพสูงมาใช้ในกระบวนการประกอบรถยนต์หลายขั้นตอนเพื่อให้บรรลุคุณภาพที่เหนือกว่าและปราศจากข้อบกพร่อง ในส่วนของการทำสีนั้นก็ใช้ระบบอัตโนมัติทุกขั้นตอนตั้งแต่การเตรียมผิวรถล่วงหน้า ระบบ Electrical Deposit การลงสีชั้นรองพื้น และการเคลือบผิวชั้นบนสุด จุดเชื่อมต่อ ที่สำคัญระหว่างของตัวถังรถกับชิ้นส่วนกระจกก็ใช้วิธีการอัตโนมัติเพื่อให้ได้ความสม่ำเสมอทั่วทั้งตัวรถ การทำงานในทุกๆขั้นตอน ที่กล่าวมานี้คืออีกส่วนหนึ่งของการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีและทักษะ ซึ่งเป็นสิ่งที่ซูบารุ คอร์ปอเรชั่นถ่ายทอดกับกลุ่มตันจงมาโดยตลอด

กระบวนการควบคุมคุณภาพและการแก้ไขข้อผิดพลาดจะถูกดำเนินควบคู่ไปตลอดกระบวนการประกอบชิ้นส่วน นอกจากนี้ ซูบารุ คอร์ปอเรชั่น ยังตรวจสอบคุณภาพการผลิตอย่างสม่ำเสมอด้วยคุณสมบัติที่เป็นเอกลักษณ์ของโรงงาน ได้แก่ ลู่ทดสอบที่สร้างขึ้นเป็นพิเศษเพื่อประเมินสภาพของรถทุกคันก่อนออกจากโรงงาน ขั้นตอนการควบคุมคุณภาพที่เข้มข้นช่วยให้มั่นใจได้ว่ารถทุกคันที่ผลิตใน TCSAT นั้นมีความปลอดภัย เชื่อถือได้ และสะดวกสบาย

TCSAT ว่าจ้างมีพนักงานทักษะสูงที่เป็นคนในท้องถิ่นกว่า 400 คน รวมถึงชาวต่างชาติจากประเทศญี่ปุ่นและประเทศสิงคโปร์ที่จะประจำอยู่ในประเทศไทยและทำหน้าที่แบ่งปันความเชี่ยวชาญด้านเทคนิคและการจัดการ TCSAT มุ่งมั่นที่จะสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัยและดีต่อสุขภาพสำหรับพนักงาน โดยได้จัดตั้งคณะกรรมการตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัยของโรงงานที่ทำทำหน้าเชิงรุกในการค้นหาและกำจัดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการทำงาน พนักงานทุกคน ผู้เข้าชมโรงงานจะต้องสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันความปลอดภัยส่วนบุคคลเมื่อเข้าสู่พื้นที่ที่กำหนด พนักงานฝ่ายบริหารทั้งหมดได้รับการฝึกฝนโดยที่ปรึกษาภายนอกเกี่ยวกับกฎระเบียบในท้องถิ่นและแนวปฏิบัติสากลด้านความปลอดภัยและอาชีวอนามัย และเพื่อส่งเสริมสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงานให้ดียิ่งขึ้น บริษัทฯ ได้จัดโรงอาหารเพื่อให้บริการอาหารไทยและญี่ปุ่นที่มีคุณค่าทางโภชนาการแก่พนักงาน และจัดพื้นที่สันทนาการ เช่น สนามฟุตซอล เพื่อสุขภาพกายที่ดีของพนักงาน

ด้วยมาตรฐานเดียวกับประเทศญี่ปุ่น รถยนต์ซูบารุ ฟอเรสเตอร์ ที่ถูกประกอบขึ้นในประเทศไทย จะยังคงไว้ซึ่งความแข็งแกร่งและพื้นที่ใช้สอยที่กว้างขวางสำหรับทุกคนในครอบครัว พร้อมนำเสนอเทคโนโลยีหลักทั้งสี่ของซูบารุ ได้แก่ ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบสมมาตร (Subaru Symmetrical All-Wheel Drive) ที่ถ่ายทอดพลังไปยังล้อทั้งสี่เพื่อให้ผู้ขับขี่อุ่นใจในทุกสภาวะถนน เครื่องยนต์บ็อกเซอร์ที่มีจุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำเพื่อความเสถียรและการควบคุมรถยนต์ที่ดีขึ้น เทคโนโลยี EyeSight Driver-Assist ช่วยเตือนผู้ขับขี่ถึงความเสี่ยงที่ไม่คาดคิดและช่วยป้องกันอุบัติเหตุ และ Subaru Global Platform ที่ยกระดับความปลอดภัยและประสิทธิภาพโดยรวม มีการออกแบบตัวถังและแชสซีส์ใหม่ ซึ่งได้รับรางวัล Good Design Award จาก Japan Design Promotion Organization เมื่อปีที่ผ่านมาอีกด้วยโรงงานประกอบรถยนต์ของ TCSAT เป็นโรงงานแห่งที่สองในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ประกอบรถยนต์ซูบารุ โดยแห่งแรกอยู่ที่ประเทศมาเลเซีย ภายใต้การดูแลของบริษัท Tan Chong Motor Holdings Berhad ผ่านบริษัทย่อยคือ Tan Chong Motor Assemblies Sdn. Bhd. และในปี พ.ศ.2554 มีการลงบันทึกความเข้าใจและใช้อำนาจผ่าน TCIL ในการส่งคำสั่งผลิต และกระจายรถยนต์สู่ตลาดให้กับกลุ่มมอเตอร์ อิมเมจ


‘โซลาร์ ดี’ ชวนสัมผัสนวัตกรรมพลังงานสะอาดเพื่อทุกคนในงานสถาปนิก 62

บริษัท โซลาร์ ดี คอร์ปอเรชัน จำกัด ผู้ออกแบบและติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าบนหลังคาแบบครบวงจร ภายใต้สโลแกน “Simply Clean Energy“ ที่เชื่อว่าการเปลี่ยนวิธีการผลิตและการใช้พลังงานสามารถทำให้โลกของเราน่าอยู่ขึ้นได้ ไม่ใช่เพียงเพราะเป็นพลังงานสะอาดเท่านั้น แต่ยังเป็นเพราะมันเปิดโอกาสให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมในการผลิต อันนำมาซึ่งการแบ่งปันซึ่งกันและกันในสังคม ภายใต้การดำเนินงานโดย คุณสัมฤทธิ์ สิทธิวรานุวงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โซลาร์ ดี คอร์ปอเรชัน จำกัด เตรียมร่วมออกบูท ในงานสถาปนิก’62 งานแสดงเทคโนโลยีสถาปัตยกรรมและวัสดุก่อสร้างที่ใหญ่สุดในอาเซียน จัดขึ้นภายใต้แนวคิดสถาปัตยกรรมเพื่อความยั่งยืนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม “Living Green: กรีน อยู่ ดี”งานนี้ โซลาร์ดีได้ชูจุดเด่นด้วยการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์แบรนด์ท็อประดับโลกที่มีคุณภาพสูงอย่าง LG และ SMA ที่ได้รับรางวัลการันตีจาก Intersolar AWARD งานแฟร์ที่ใหญ่ที่สุดของยุโรป ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยี Cello ของ LG, LG NeON® 2 อีกทั้ง LG ยังมีรับประกันแผงยาวนานถึง 25 ปี พร้อมประสิทธิภาพการทำงานที่เพิ่มขึ้นจาก 86% เป็น 89.6% แม้ในปีที่ 25 ก็ตาม นับว่าสูงมากเมื่อเทียบกับคู่แข่ง ทำให้ลูกค้ามีความน่าเชื่อถือและความอุ่นใจมากขึ้นโดยผสานคุณภาพเข้ากับงานดีไซน์และรูปแบบการติดตั้งให้สวยงามเพื่อกลมกลืนเข้ากับตัวบ้าน ที่ผ่านการคิดค้นและออกแบบเฉพาะโดยผู้เชี่ยวชาญ พร้อมตอบโจทย์ด้านเทคโนโลยีที่มีความทันสมัย ใช้งานง่ายด้วยบริการเชื่อมโยงระบบออนไลน์ผ่าน My Solar D Application ที่สามารถเชื่อมต่อกับลูกค้าได้ตลอดเวลา เพื่อการดูแลอย่างใกล้ชิด

สำหรับผู้สนใจสามารถสัมผัสประสิทธิภาพและนวัตกรรมพลังงานสะอาดจากโซลาร์ดี ได้ที่บูท โซลาร์ ดี ในงานสถาปนิก 62 ที่กำลังจะมีขึ้นในวันอังคารที่ 30 เมษายน – วันอาทิตย์ที่ 5 พฤษภาคม 2562 ณ อิมแพค ชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี (Challenger Hall 3 บูท L205 เสาที่ K48) ตั้งแต่เวลา 10.00 – 20.00 น. พร้อมพบกับโปรโมชั่นสุดพิเศษภายในงานส่วนลดสูงสุดกว่า 100,000 บาท เมื่อจอง Package ภายในงาน


อันยองฮาเซโย ‘รอยัล เอนฟิลด์’ เจาะตลาดเกาหลีใต้ เดินหน้ารุกเอเชียแปซิฟิกอย่างต่อเนื่อง

ผู้นำรถมอเตอร์ไซค์ขนาดกลางระดับโลก รุกตลาดประเทศเกาหลีใต้ เปิดแฟลคชิปสโตร์เป็นแห่งแรก เริ่มดำเนินการอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งบริการหลังการขาย อะไหล่ และบริการอื่นๆ โดยมีวินเทจ มอเตอร์ส (Vintage Motors) หรือ กีฮึง อินเตอร์เนชั่นแนล (Kiheung International) เป็นคู่ค้าและตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ การเปิดแฟลคชิปสโตร์ที่เกาหลีใต้นี้เป็น กลยุทธ์การขยายตลาดของการเป็นผู้นำรถมอเตอร์ไซค์ขนาดกลาง (250-750 ซีซี) ในต่างประเทศของรอยัล เอนฟิลด์

รอยัล เอนฟิลด์ ถือกำเนิดในปีค.ศ. 1901 หรือ พ.ศ. 2444 ที่เมืองเรดดิตช์ สหราชอาณาจักร ได้สร้างสิ่งใหม่ๆ ในอุตสาหกรรมมอเตอร์ไซค์มากกว่าศตวรรษ ด้วยการสืบทอดตำนานสายพันธุ์อังกฤษมากว่า 118 ปี รวมทั้งสงครามโลกทั้ง 2 ครั้ง รถมอเตอร์ไซค์รอยัล เอนฟิลด์ที่เก่าแก่ที่สุดและยังคงผลิตมาถึงทุกวันนี้ “บุลเล็ต” เป็นมอเตอร์ไซค์ที่สำคัญลำดับต้นๆ ในประวัติศาสตร์มอเตอร์ไซค์ของอังกฤษ ก่อนที่จะเดินทางจากอังกฤษสู่อินเดียในปี ค.ศ. 1950 ที่ซึ่งปัจจุบันเป็นฐานการผลิตรถมอเตอร์ไซค์รอยัล เอนฟิลด์ วันนี้ รอยัล เอนฟิลด์เป็นหนึ่งในแบรนด์มอเตอร์ไซค์ที่เติบโตเร็วที่สุดในโลกและเป็นหนึ่งในผู้นำตลาดรถมอเตอร์ไซค์ขนาดกลางระดับโลก อยู่ภายใต้บริษัทแม่ ไอเคอร์ มอเตอร์ส ลิมิเต็ด ประเทศอินเดีย

รอยัล เอนฟิลด์มีวิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์ทั้งในด้านความยั่งยืน และการขยายธุรกิจไปยังตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ที่ รอยัล เอนฟิลด์ มีอัตราเติบโตมากขึ้น 20% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา

รอยัล เอนฟิลด์ รุกตลาดเกาหลีใต้ ด้วยรถมอเตอร์ไซค์ 3 รุ่น ได้แก่

  • บุลเล็ต (500 ซีซี) เปิดตัวครั้งแรกในปี ค.ศ. 1932 เป็นมอเตอร์ไซค์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลกที่ยังคงผลิตมาถึงปัจจุบัน โดดเด่นด้วยการเพ้นต์ตัวถังแบบแฮนด์เมดทุกคัน
  • คลาสสิก (500 ซีซี) มอเตอร์ไซค์รอยัล เอนฟิลด์ที่มีชื่อเสียงที่สุดในระดับโลก คงสไตล์วินเทจแท้ของยุคหลังสงคราม
  • หิมาลายัน (410 ซีซี) สุดยอดมอเตอร์ไซค์เอนกประสงค์ มีประวัติศาสตร์อันยาวนานกว่า 60 ปีแรงบันดาลใจแห่งจิตวิญญาณของเทือกเขาหิมาลัยที่เปรียบเสมือนบ้านของมอเตอร์ไซค์หิมาลายัน ออกแบบมาสำหรับการขับขี่แบบผจญภัยและทัวร์ริ่ง พาผู้ขับขี่ไปได้เกือบทุกที่ที่ต้องการ ทั้งออนโรด และ ออฟโรด พร้อมจำหน่ายอุปกรณ์ตกแต่งและแอคเซสซอรีส์แบบครบชุด

รอยัล เอนฟิลด์ อนุรักษ์การผลิตแบบเรียบง่าย วิศวกรรมสายพันธุ์อังกฤษแท้ และความเป็นมอเตอร์ไซค์สไตล์คลาสสิกแท้ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1901 มีปรัชญาการออกแบบที่ไม่ซับซ้อน มีอายุการใช้งานที่ยาวนาน และยังเป็นมอเตอร์ไซค์ที่เรียบง่าย ทำให้รำลึกถึงเหตุการณ์ในอดีต สร้างมาเพื่อความลงตัวอย่างสมบูรณ์แบบระหว่างคน เครื่องยนต์ และผืนดิน แสดงให้เห็นถึงการผสมผสานอย่างลงตัวของเทคโนโลยีกับงานฝีมือแบบดั้งเดิมไม่เหมือนใครและไร้กาลเวลา มอบประสบการณ์ “การขับขี่มอเตอร์ไซค์ที่แท้จริง” หรือ “Pure Motorcycling” ที่เป็นปรัชญาของแบรนด์

รอยัล เอนฟิลด์ เติบโตอย่างแข็งแกร่งและในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จากการขายมอเตอร์ไซค์กว่า 50,000 คันตลอดปี 2010 และมากกว่า 826,000 คันในปี 2018 มีอัตราการเติบโต 16 เท่า รอยัล เอนฟิลด์จำหน่ายมอเตอร์ไซค์ผ่านเน็ตเวิร์คมากกว่า 850 แห่งในอินเดีย และผ่านผู้แทนจำหน่ายมากกว่า 540 แห่งในกว่า 50 ประเทศทั่วโลก รวมทั้ง เอ็กคลูซีฟสโตร์ 38 แห่งในเมืองใหญ่อย่าง ลอนดอน, ปารีส, มาดริด, เซาท์ เปาโล, มิลวอคกี, โบโกต้า, บัวโนส ไอเรส, ดูไบ, จาการ์ต้า, กรุงเทพฯ, โฮจิมินห์ ซิตี้ และกรุงโซล


adidas x Missoni ส่งนวัตกรรมสุดล้ำผ่านคอลเลคชั่นรองเท้าและเสื้อผ้ารุ่นพิเศษ!

อาดิดาส รันนิ่ง เผยโฉมผลงานการคอลแลบบอเรชั่นกับ มิสโซนี แบรนด์เสื้อผ้าแฟชั่นระดับไฮเอนด์จากประเทศอิตาลี มีให้เลือกทั้งรองเท้าและเสื้อผ้าที่ได้มาจากการร่วมมือกันเป็นครั้งแรกระหว่างทั้งสองแบรนด์เพื่อฉลองความเป็นสุดยอดในด้านนวัตกรรมและงานฝีมือของ ‘อาดิดาส’ และ ‘อ็อตโตวิโอ มิสโซนี’ ผู้ก่อตั้งแบรนด์มิสโซนี ซึ่งมีดีกรีเป็นถึงนักวิ่งข้ามรั้วอีกด้วย


ผลลัพธ์จากการร่วมมืออันสุดสร้างสรรค์ในครั้งนี้ได้ถูกจารึกลงในประวัติศาสตร์ของทั้งสองแบรนด์ที่มีรากฐานความเป็นมาอย่างยาวนาน เพื่อระลึกถึงความทุ่มเทของอาดิดาสในการสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพและวิสัยทัศน์ในด้านศิลปะของอ็อตโตวิโอ มิสโซนี ผู้ก่อตั้งแบรนด์มิสโซนี ที่ร่วมสร้างแบรนด์กับ โรซิต้า ภรรยาของเขา จนมีชื่อเสียงโด่งดังด้วยการใช้สีสันที่ดูลานตาและการใช้ลวดลายที่ไร้ซึ่งรูปแบบตายตัว ผนวกกับเทคนิคการย้อมสีอันเป็นเอกลักษณ์ จนสามารถพลิกโฉมวงการเสื้อผ้าแฟชั่นสำเร็จรูปในยุคปัจจุบันไปอย่างสิ้นเชิงเลยทีเดียว

สำหรับคอลเลคชั่น อาดิดาส X มิสโซนี นั้นถือเป็นการผสมผสานระหว่างความงดงามที่ไม่เหมือนใครของมิสโซนีและความมุ่งมั่นของอาดิดาสในการเสริมคุณภาพของเสื้อผ้ากีฬา จนได้ออกมาเป็นคอลเลคชั่นลิมิเต็ด อิดิชั่นที่อัดแน่นไปด้วยดีไซน์ที่เลิศหรูอลังการและฟังก์ชันการใช้งานในระดับสูงสุดเริ่มจากรองเท้าอัลตร้าบูสท์ รองเท้ารุ่นยอดนิยมของอาดิดาส ซึ่งมีการใช้เทคนิค Space-dying สูตรเฉพาะของมิสโซนี ในการถักทอตัวรองเท้าให้เป็นลวดลายเปลวเพลิง อันเป็นสิ่งที่สร้างชื่อเสียงโด่งดังให้กับมิสโซนี โดยยังคงไว้ซึ่ง บูสท์ สุดยอดเทคโนโลยีแห่งวงการวิ่งที่อาดิดาสคิดค้นขึ้นมาเพื่อการตอบสนองและการคืนพลังงานในระดับสูงสุดให้กับนักวิ่ง

เคร็ก แวนเดอโรฟ ผู้อำนวยการอาวุโสด้านผลิตภัณฑ์ของอาดิดาส รันนิ่ง กล่าวว่า “เราให้ความสำคัญกับการร่วมงานกับมิสโซนีเป็นอย่างมาก นั่นก็เพราะว่าทั้งสองแบรนด์ต่างก็มีสิ่งที่คล้ายกันอยู่หลายประการ เช่น นวัตกรรม ความคิดสร้างสรรค์ และงานฝีมือที่มีคุณภาพระดับสูง การที่เรานำเรื่องราวแรงบันดาลใจมาผสมผสานเข้าด้วยกันนั้นทำให้เกิดประสบการณ์ใหม่อันน่าตื่นเต้น นอกจากนี้ การทำงานร่วมกันในครั้งนี้ก็เป็นไปอย่างราบรื่น จึงทำให้ผลงานการสร้างสรรค์ของทั้งสองแบรนด์ได้มีการพัฒนาก้าวขึ้นไปอีกขั้น ทั้งในด้านของรูปลักษณ์และคุณภาพในการใช้งานที่ผสมผสานกันอย่างลงตัวไร้ที่ติเลยทีเดียว”แองเจลา มิสโซนี ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ของมิสโซนี กล่าวเพิ่มเติมว่า “จุดเริ่มต้นของการร่วมมือในครั้งนี้มาจากแนวคิดที่ว่าผู้ก่อตั้งทั้งสองแบรนด์นั้นต่างก็มีความเชี่ยวชาญในการสร้างสรรค์งานฝีมือชั้นเอก และยังมีความสามารถในการก้าวข้ามขีดจำกัดได้อย่างต่อเนื่องอีกด้วย เราจึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่านักวิ่งทุกคนจะรู้สึกประทับใจในคอลเลคชั่นนี้ โดยเฉพาะในด้านความคิดสร้างสรรค์และคุณภาพที่เหนือกว่าอย่างชัดเจน”

สำหรับประวัติของ อ็อตโตวิโอ มิสโซนี นั้น เขาได้เริ่มต้นการเป็นนักวิ่งมืออาชีพในวัย 16 ปี และก้าวขึ้นมาเป็นตัวแทนของประเทศอิตาลีในการลงแข่งขันวิ่ง 400 เมตร ที่การแข่งขันโอลิมปิก 1948 ที่กรุงลอนดอน ถือเป็นการแสดงให้เห็นถึงความสามารถและจิตวิญญาณในการเป็นนักกีฬาอย่างแท้จริง จนกระทั่ง แองเจลา มิสโซนี บุตรสาวของอ็อตโตวิโอ ได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ของมิสโซนีในปี 1997 เธอก็ยังคงมีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะสานต่อธุรกิจของครอบครัวด้วยการเติมเต็มสิ่งใหม่ๆ ตลอดจนนำเสนอเทรนด์ล้ำสมัยและแนวคิดใหม่ๆ อย่างไม่รู้จบตราบจนถึงทุกวันนี้คอลเลคชั่นพิเศษ อาดิดาส X มิสโซนี วางจำหน่ายตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ในราคา 8,000 บาท ณ ร้านอาดิดาส แบรนด์ เซ็นเตอร์ และอาดิดาส ออนไลน์ สโตร์ www.adidas.co.th/th/running-shoes


‘ปอร์เช่’ สามารถส่งรถจากยุโรปสู่ประเทศจีนตอนใต้ ผ่านเส้นทางสายไหมใหม่เพียง 3 สัปดาห์!

ปอร์เช่ให้ความไว้วางใจใช้บริการขนส่งผลิตภัณฑ์ยานยนต์สปอร์ตผ่านการคมนาคมด้วยระบบรถไฟใน ภูมิภาค ยุโรปมาเป็นระยะเวลานาน และนับตั้งแต่เดือนเมษายน ปี 2019 เป็นต้นไป บริษัทผู้ผลิตรถสปอร์ตชั้นนำของโลก แห่งนี้ จะเริ่มใช้ระบบขนส่งด้วยรถไฟข้ามทวีปเป็นครั้งแรก ทั้งนี้การริเริ่มเปลี่ยนแปลงดังกล่าว หมายความถึงรถสปอร์ตจาก สายการผลิตจำนวนหนึ่งจะได้รับการส่งถึงมือลูกค้าชาวจีนหลงใหลในยนตรกรรมสมรรถนะสูงภายในระยะเวลาที่รวดเร็ว
ยิ่งขึ้น ผ่านเส้นทางสายไหมเส้นทางใหม่ หรือ New Silk Road อย่างน้อย 3 สัปดาห์ เมื่อเปรียบเทียบกับวิธีการขนส่ง แบบเดิม


สถานการณ์ส่วนแบ่งการตลาดของรถยนต์ปอร์เช่ในประเทศจีนสำหรับปี 2018 ที่ผ่านมาสามารถทำยอดส่งมอบเพิ่มขึ้นถึง 31 เปอร์เซ็นต์ นับเป็นตลาดที่มีปริมาณตัวเลขการจำหน่ายสูงสุดของปอร์เช่ โดยในปัจจุบันนี้แต่ละปีจะมีรถสปอร์ตรุ่น ต่างๆ ประมาณกว่า 80,000 คัน ถูกขนส่งจากโรงงานทางทะเลไปยังมณฑลกวางโจว เซี่ยงไฮ้ หรือเทียนจิน ครอบคลุมระยะทาง ทั้งหมดมากกว่า 10,000 ไมล์ทะเล หรือประมาณ 18,500 กิโลเมตร โดยการขนส่งทางเรือจากสายการผลิตจน ถึงศูนย์บริการ Porsche Centres ในประเทศจีนดังกล่าว ใช้เวลาถึง 50 วัน

แต่นับจากนี้ไป ยนตกรรมสปอร์ตใหม่จำนวนถึง 11 เปอร์เซ็นต์จะได้รับการนำเข้าไปยังภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีนตามแนวราง รถไฟบนเส้นทางสายไหมซึ่งเป็นเส้นทาง คมนาคมสัญจรระยะยาวข้ามทวีปจากยุโรปมายังประเทศจีนที่รู้จักกันดีในชื่อว่า Belt and Road Initiative (BRI) รางรถไฟทั้งหมดมีระยะทางประมาณ 11,000 กิโลเมตร เริ่มต้นเดินทางจากภาคตะวันออกของประเทศเยอรมนี ผ่านไปยังโปแลนด์ เบลารุส รัสเซีย และคาซัคสถาน มุ่งหน้าเข้าสู่มหานครฉงชิ่งทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน จากจุดนี้ รถยนต์จะได้รับการส่งต่อไปยังผู้จำหน่ายในภูมิภาคอื่นต่อไป


‘ASICS METARIDE OFFICIAL LAUNCH’ งานเปิดตัวรองเท้ารุ่นใหม่ล่าสุด ‘METARIDE™’ อย่างเป็นทางการในไทย!

ASICS (เอสิคซ์) แบรนด์สินค้าเพื่อการกีฬาชั้นนำระดับโลกจัดงาน ‘ASICS METARIDE OFFICIAL LAUNCH’ เปิดตัว METARIDE™ รองเท้าวิ่งรุ่นใหม่ล่าสุดที่จะเปลี่ยนโลกการวิ่งไปตลอดกาลด้วยคอนเซปต์ใหม่ในการเพิ่มประสิทธิภาพการวิ่งซึ่งเป็นคู่แรกของซีรีส์ใหม่อย่าง ‘RIDE’ โดยแนวคิดการพัฒนารองเท้าของคู่นี้จะแตกต่างจากรองเท้ารุ่นอื่นๆ ที่เอสิคซ์เคยทำมา ซึ่งใช้ระยะเวลาในการพัฒนากว่า 2 ปีด้วยสุดยดอดนวัตกรรมที่ช่วยให้นักวิ่งทุกคนก้าวผ่านชัยชนะในการวิ่งระยะไกล และดึงศักยภาพสูงสุดออกมา


ในงานเปิดตัว METARIDE™ ยังมี เต้ย-พงศกร เมตตาริกานนท์ และ อาจารี เกียรติเฟื่องฟู จากเพจรองเท้าสองคู่ ที่มาร่วมแชร์ประสบการณ์การใส่รองเท้า METARIDE™ ลงสนามมาราธอนระดับโลกอย่าง ‘โตเกียวมาราธอน’ รวมถึง ณัฐ ศักดาทร และ โย-ยศวดี หัสดีวิจิตร ที่มาจุดประกายสร้างแรงบันดาลใจในการวิ่งและเหล่า INFLUENCER ชั้นนำในวงการที่ชื่นชอบการวิ่งมาร่วมสัมผัสประสบการณ์ใหม่ล่าสุดจากรองเท้าเอสิคซ์รุ่น METARIDE™

นอกจาก METARIDE™ แล้วยังมาพร้อมกับสีสันใหม่ของรองเท้าอีก 3 รุ่นได้แก่ GEL-Nimbus 21, GT-2000 7 และ RoadHawk FF 2 ซึ่งมีชื่อว่า INNOVATION IN MOTION collection เป็นคอลเลคชั่นที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากรองเท้า METARIDE อย่างสีดำ แดง และทอง

รองเท้ารุ่น METARIDE™ มาพร้อมกับเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดอย่าง GUIDESOLE™ ซึ่งคือกุญแจสำคัญในการวิ่งที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยรูปทรงโค้งที่ผ่านการคำนวณมาอย่างแม่นยำจะช่วยส่งน้ำหนักตัวไปข้างหน้าซึ่งทำให้นักวิ่งเคลื่อนที่ไปข้างหน้าโดยอัตโนมัติ และช่วยลดการสูญเสียพลังงานโดยรวมของข้อเท้ามากถึง 20% นอกจากนั้นยังมาพร้อมกับเทคโนโลยีอีกมากกว่า 5 เทคโนโลยี ที่เป็นสิทธิบัตรเฉพาะของ ASICS และอัปเปอร์รูปแบบใหม่ที่จะช่วยซัพพอร์ต และประคองเท้าให้มั่นคง


ไม่เพียงแค่เทคโนโลยีที่อัดแน่นตัวรองเท้ายังทนทาน และกระชับเข้ากับรูปเท้าช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการวิ่งได้ถึง 1.6% (running economy) ซึ่งจะแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างอย่างชัดเจนสำหรับนักวิ่งระยะไกลที่ต้องการพิชิตความสำเร็จ METARIDE™ จะช่วยดึงศักยภาพในตัวผู้สวมใส่ออกมาได้อย่างถึงขีดสุดพร้อมมอบประสบการณ์การวิ่งที่น่าตื่นเต้น และสมบูรณ์แบบอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนรองเท้ารุ่น METARIDE™ วางขายแล้วในประเทศไทยตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ที่ ASICS Store ในราคา 9,900 บาท


17 เมษายน ‘วันมัสแตงแห่งชาติ’ และปี 2019 นี้เป็นปีที่ ‘ฟอร์ด มัสแตง’ อายุครบ​ 55 ปีอีกด้วย…แก่แต่เก๋า!

ในวันที่ 17 เมษายนถือเป็น ‘วันมัสแตงแห่งชาติ’  และในปี 2019 นี้ก็ครบรอบวันเกิดปีที่ 55 ของฟอร์ด มัสแตงเรียกว่า “แก่แต่เก๋า” เหล่าคนรักรถสปอร์ตระดับตำนานจากทั่วโลกก็ได้ฉลองการครองตำแหน่งรถสปอร์ตคูเป้ขายดีที่สุดในโลกเป็นสมัยที่ 4 ไปพร้อมกัน


จากยอดขายในออสเตรเลียไปจนถึงเปรู ฟอร์ด มัสแตง ครองบัลลังก์รถสปอร์ตคูเป้ขายดีที่สุดในโลกแห่งปี 2018 โดยขายได้ทั้งหมด 113,066 คันตามข้อมูลจาก ไอเอชเอส มาร์คิต สำหรับปี 2018 นั้นไม่ใช่เพียงแต่เป็นปีที่ 4 ที่มัสแตงได้เป็นผู้นำของรถสปอร์ตคูเป้ขายดีที่สุดในโลก แต่ยังเป็นปีที่มัสแตงเป็นรถสปอร์ตที่ขายดีที่สุดในสหรัฐอเมริกาอีกด้วย โดยฟอร์ดขายมัสแตงในประเทศดังกล่าวได้ถึง 75,842 คันในปีที่ผ่านมา

“เราได้ทำลายกรอบแห่งการผลิตรถในการเปิดตัวฟอร์ด มัสแตงเมื่อ 55 ปีที่แล้ว” จิม ฟาร์ลีย์ ประธานฝ่ายการตลาดโลก ฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี กล่าว “ไม่มีอะไรที่จะนิยามความอิสระเสรี ได้เท่ากับการปล่อยผมลู่ลมกับการขับรถที่แสนสนุกอย่างมัสแตง นี่คือเอกลักษณ์ของมัสแตง ไม่มีอะไรดีไปกว่าเสียงเครื่องยนต์ วี 8 ในวันสดใสของฤดูใบไม้ผลิ ไม่แปลกเลยที่มัสแตงจะได้เป็นรถสปอร์ตคูเป้ที่เป็นที่นิยมที่สุดในโลก”


จากข้อมูลยอดขายฟอร์ดทั่วโลก ฟอร์ด มัสแตงเปิดการขายใน 146 ประเทศในปี 2018 โดยมีผู้ซื้อมัสแตงรุ่นที่ 6 ทั้งหมดกว่า 500,000 คัน ตั้งแต่ปี 2015 ซึ่งทำให้มีส่วนแบ่งการตลาดโลกในปีที่แล้วเพิ่มขึ้นครึ่งจุดเป็น 15.4 เปอร์เซ็นต์ของตลาด ส่วนหนึ่งเป็นยอดขายมาจากฟอร์ด มัสแตง บูลลิทท์ ใหม่ที่พุ่งขึ้นสูงกว่ายอดขายที่ตั้งเป้าไว้ถึง 25 เปอร์เซ็นต์

สำหรับยอดขายทั่วโลกนำมาจากข้อมูลการลงทะเบียนรถสปอร์ตใหม่ของ ไอเอชเอส มาร์คิต ปี 2018 ส่วนยอดขายในสหรัฐอเมริกานั้นนำมาจากรายงานยอดขายอุตสาหกรรมยานยนต์ปี 2018


‘ฟาน เดอร์ มาร์ค’ บิด R1 โชว์ฟอร์มเก๋า! คว้าเบิ้ลโพเดี้ยมสนาม 4 ที่ ‘แอสเซ่น เซอร์กิต’

ไมเคิล ฟาน เดอร์ มาร์ค #60 นักบิดชาวดัตช์ สังกัดพาต้า ยามาฮ่า เวิลด์เอสบีเค ทีม เค้นฟอร์มเก่งสนามโฮมเรซต่อหน้าแฟน บิดคันเร่ง ยามาฮ่า YZF-R1 คว้าเบิ้ลโพเดี้ยม ในศึกเวิลด์ซูเปอร์ไบค์ สนาม 4 ที่ แอนเซ่น เซอร์กิต

ศึกรถจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์โลก รายการ ซูเปอร์ไบค์ เวิลด์ แชมเปี้ยนชิพ 2019 สนามที่ 4 ของฤดูกาล ดวลความเร็วระหว่างวันที่ 13-14 เมษายน ที่ แอสเซ่น เซอร์กิต ประเทศเนเธอร์แลนด์ ที่มีระยะทางต่อรอบ 4.542 กิโลเมตร

โดย ไมเคิล ฟาน เดอร์ มาร์ค #60 นักบิดเจ้าถิ่น สังกัดพาต้า ยามาฮ่า เวิลด์เอสบีเค ทีม ได้เริ่มเกมจากกริดสตาร์ทที่ 2 ด้าน ส่วน อเล็กซ์ โลว์ส #22 เพื่อนร่วมสังกัดออกสตาร์ทในกริดที่ 4 ขณะที่ ซานโดร คอร์เตซี #11 และ มาร์โก เมลานดรี้ #33 คู่หูสังกัด จีอาร์ที ยามาฮ่า เวิลด์เอสบีเค ทีมแซทเทิ้ลไลต์ ได้เริ่มเกมจากกริดที่ 11 และ 14 ตามลำดับ

สำหรับการชิงชัยในเรซแรกดวลทั้งสิ้น 21 รอบสนาม ทางด้าน ไมเคิล ฟาน เดอร์ มาร์ค #60 ที่ไล่ขับเคี่ยวอยู่ในกลุ่มหัวแถวแบบสุดมันส์ ก่อนจะบิดเข้าเส้นชัยในอันดับ 3 คว้าโพเดี้ยมแรกในฤดูกาลให้กับตนเอง ตามด้วยทีมเมท อเล็กซ์ โลว์ส #22 ในอันดับ 4 ขณะที่ มาร์โก เมลานดรี้ #33 และ ซานโดร คอร์เตซี #11 บิดจบเกมในอันดับ 12 และ 13

ส่วนเกมในเรซที่ 2 ไมเคิล ฟาน เดอร์ มาร์ค #60 ยังคงทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม ก่อนจะจัดการคว้าเบิ้ลโพเดี้ยมต่อหน้าแฟนความเร็วในสนามโฮมเรซ หลังบิดเข้าเส้นชัยในอันดับ 2 โดยที่ทีมเมท อเล็กซ์ โลว์ส #22 ซิ่งตามเข้าเส้นชัยในอันดับ 4 ด้าน ซานโดร คอร์เคซี #11 และ มาร์โก เมลานดรี้ #33 บิดจบในอันดับ 11 และ 14

สำหรับศึกซูเปอร์ไบค์ เวิลด์ แชมเปี้ยนชิพ 2019 สนามถัดไป จะยกพลไปดวลความเร็วที่ ออโตโดรโม อินเตอร์นาซิอองนาล เอ็นโซ เอ ดิโน เฟอร์รารี่ ดิ อีโมล่า ประเทศอิตาลี ในวันที่ 10-12 พฤษภาคม นี้

ภาพจาก: michaelvandermark.com


Privacy Preference Center