‘สีทูโทน’ Mix & Match ยังไงให้เผ็ดสุดในย่านนั้น!
เริ่มต้นกันที่เสื้อผ้าการแต่งกาย เพียงแค่เราเลือกเสื้อผ้าสีสันสดใสมามิกซ์แอนด์แมชกัน เช่น สีม่วงและสีฟ้า หรือ สีเหลืองและสีรุ้ง เพียงเท่านี้ก็จะดูโดดเด่นอย่าน่าเหลือเชื่อ ไม่ว่าจะเดินไปที่ไหนรับรองว่าใครๆ ก็ต้องเหลียว! หรือ จะจัดชุดเข้าโทนแม่สีอย่าง สีน้ำเงินสด จะแต่งเป็นเดรสสีพื้น สีเดียวทั้งตัวหรือแมทช์กับสีเข้มอย่างสีดำหรือเทาก็ได้ จะช่วยให้ได้ลุคที่แซ่บฮ็อตสุดๆ ส่วนสาวกสายมุ้งมิ้งที่มีใจรักในสีชมพูก็สามารถแต่งคู่กับสีน้ำเงินเข้มหรือผ้ายีนส์ก็ได้ จะทำให้ได้ลุคหวานอมเปรี้ยวอย่างลงตัวสุดๆ ทั้งนี้หากคุณชอบโทนสีในแนวแบบ Tropical ให้ความสดใสซาบซ่าเหมือนสีพระอาทิตย์ ก็จัดไปสีส้มกับสีแดงประกอบกันรับรองจี๊ดดดด
ในส่วนของการแต่งหน้า สาวๆทราบกันไหมว่าการแต่งหน้าด้วยสีทูโทน อย่างเช่นการนำสีชมพู สีม่วง สีฟ้า และสีเหลืองมามิกซ์กัน แท้จริงแล้วไม่ได้น่ากลัวเสมอไป แต่คุณสามารถเลือกสีที่แตกต่างกันมามิกซ์แอนด์แมชกันให้เข้ากันได้อย่างลงตัวแบบน่าเหลือเชื่อ เช่น การนำสีม่วงมาผสมผสานไปกับสีฟ้าน้ำทะเล ให้ลุคสายตาอันลึกลับน่ามองชวนหลงใหลเป็นที่สุด! แต่แนะนำว่าหากทาดวงตาด้วยสีจัดๆต้องอย่าลืมทาปากสีแจ่มๆไปด้วย จะทำให้ใบหน้าของคุณดูสดใสกลมกลืนไปกับสีตาอย่างน่าอัศจรรย์
เมื่อเครื่องแต่งกายพร้อม หน้าพร้อม จะขาดอีกอย่างไปไม่ได้ในการเสริมลุคทูโทนให้เก๋ไก๋ ได้แก่ การทำผมให้เป็นที่น่าจดจำด้วยการย้อมแบบสีทูโทนออมเบร (Two tone Ombre) นั่นก็คือ การทำสีผมไล่เฉดสีจากโทนสีเข้มไปสีอ่อนให้กลมกลืนกัน โดยเลือกจับคู่เฉดสีสวยๆให้เข้าคู่กัน เช่น สีม่วงไล่เฉดไปสีชมพูอ่อน หรือ สีฟ้าไล่ไปเฉดม่วงอ่อน เป็นต้น ขอบอกเลยว่านอกจากจะทำให้สีผมของคุณออกมาสวยน่ามองที่สุดแล้ว การทำสีผมแบบออมเบรยังจะทำให้ผมของคุณดูมีมิติมากขึ้นอีกด้วย!
ออเนอร์ ถือเป็นอีกแบรนด์หนึ่งที่ตอบโจทย์เทรนด์ในยุคนี้ได้เป็นอย่างดีด้วยการนำเสนอสมาร์ทโฟนแบบครบจบในเครื่องเดียว แถมยังมาพร้อมดีไซน์ไล่เฉดสีอันมีเสน่ห์โดยใช้เทคโนโลยี 3D Photolithography เน้นความรู้สึกหรูหราและสะท้อนเฉดสีที่แตกต่างกันในหลากหลายมุมมองอย่าง HONOR 20 Lite ที่มาพร้อม สีฟ้า Phantom Blue และ สีแดง Phantom Red ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากการเปลี่ยนสีของเมฆที่น่าทึ่งในยามพระอาทิตย์ตกดินและพระอาทิตย์ขึ้น
ไม่เพียงแต่ดีไซน์ที่โด่ดเด่น HONOR 20 Lite ยังเหมาะกับสายโซเชียลชอบอัปเดตไลฟ์สไตล์ ด้วยกล้องหน้ามาพร้อมความละเอียด 32 ล้านพิกเซล บวกกับจำนวนเมกะพิกเซลที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้ไฟล์รูปภาพละเอียดแบบที่ว่าสามารถนำไปปริ้นเป็นโปสเตอร์โดยที่รายละเอียดของภาพยังคงชัดเจนและสวยงาม เต็มอิ่มกับความบันเทิงมัลติติมีเดียอย่างลื่นไหลด้วยพื้นที่จัดเก็บข้อมูล 128GB และสามารถขยายพื้นที่ได้สูงสุดถึง 512 GB เรียกได้ว่าตอบโจทย์ทั้งการใช้งานและมิกซ์แอนด์แมตช์เข้ากับแฟชั่นทูโฟนได้แบบชิคๆอีกด้วย
สำหรับใครที่สนใจ HONOR 20 Lite วางจำหน่ายในราคาเพียง 7,990 บาท สามารถเลือกซื้อได้ที่ร้านค้าตัวแทนจำหน่ายและโอเปอร์เรเตอร์ชั้นนำทั่วประเทศ อัพเดทข่าวสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับออเนอร์ได้ที่ facebook.com/HonorThai
“Hey BMW” BMW X5 xDrive30d M Sport ความใหญ่ที่ปราดเปรียว!
BMW X5 ใหม่ ยังคงรูปลักษณ์อันเฉพาะตัวของ Sports Activity Vehicle แต่มาในดีไซน์ใหม่ที่เรียบหรูยิ่งขึ้น ด้วยพื้นผิวตัวถังที่ราบเรียบ ตัดกับเส้นสายที่เฉียบคมและดุดัน เพิ่มลุคสง่างามให้แก่
BMW X5 รุ่นล่าสุดนี้ และนอกจากนี้ ตัวรถยังมีขนาดใหญ่ขึ้น ยาว 4,922 มิลลิเมตร กว้าง 2,004 มิลลิเมตร และสูง 1,745 มิลลิเมตร ให้ความรู้สึกโปร่งสบายแก่ผู้โดยสาร พร้อมปริมาตรในการบรรจุของ 650-1,870 ลิตร
BMW X5 ใหม่ ปราดเปรียวยิ่งขึ้นด้วยชุดแต่ง M Aerodynamics เสริมลุคสปอร์ตด้วยขอบหน้าต่างและราวหลังคาสีดำเงา กระจังหน้าทรงไตคู่ที่มีผิวอลูมิเนียมแบบด้าน พร้อมให้ความรู้สึกทรงพลังด้วยชุดเบรกและช่วงล่างแบบ M Sport และล้ออัลลอย M ขนาด 22 นิ้ว ลาย Double-spoke
เกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะแบบ Steptronic ทำงานคู่กับเครื่องยนต์ดีเซล 6 สูบ เทคโนโลยี BMW TwinPower Turbo ขับเคลื่อนBMW X5 ใหม่ด้วยกำลังสูงสุด 195 กิโลวัตต์ / 265 แรงม้า ที่ 4,000 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 620 นิวตันเมตรที่ 2,000-2,500 รอบต่อนาที ส่งพลังให้เร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายใน 6.5 วินาที และมีความเร็วสูงสุด 230 กิโลเมตรต่อชั่วโมง BMW X5 ยังคล่องตัวด้วยระบบขับเคลื่อนสี่ล้อBMW xDrive เจเนอเรชั่นล่าสุด ที่ได้รับการพัฒนากำลังขับเคลื่อนและควบคุมการทรงตัวได้อย่างดีเยี่ยม ด้วยการถ่ายแรงขับเคลื่อนอย่างนุ่มนวลระหว่างล้อหลังทั้งสองข้างบนเส้นทางออนโรดและออฟโรด
BMW X5 ใหม่ ยังมาพร้อมช่วงล่างแบบ Adaptive M ระบบควบคุมการยึดเกาะถนน (Dynamic Traction Control) ระบบ Driving Experience Control สำหรับเลือกรูปแบบการขับขี่พร้อมโหมด ECO PRO และระบบควบคุมเสถียรภาพการขับขี่ (Dynamic Stability Control) เพิ่มประสิทธิภาพการขับขี่บนเส้นทางออฟโรด พร้อมมอบความสปอร์ตคล่องตัวและความสะดวกสบายได้ตลอดเส้นทาง
ภายในห้องโดยสารของBMW X5 ใหม่ มอบความรู้สึกหรูหราและมีระดับ ด้วยวัสดุคุณภาพเยี่ยม ดีไซน์ที่ลงตัว และระบบการควบคุมที่ล้ำสมัย แผงหน้าปัดดิจิทัลและจอ Control Display ได้รับการออกแบบทั้งกราฟฟิคและดีไซน์มาให้สอดรับกัน พร้อมด้วยเบาะนั่งหนังแท้ Vernasca และพวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นแบบ M Sport ฟีเจอร์อื่น ๆ ที่โดดเด่นของBMW X5 ใหม่ ยังมีหลังคากระจกแบบ Panorama ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นกว่ารุ่นเก่า 30%
นอกจากความสะดวกสบายและความเหนือระดับยิ่งขึ้นแล้ว BMW X5 ใหม่ยังสามารถรองรับการใช้งานได้อย่างหลากหลาย เบาะหลังพับได้แบบ 40 : 20 : 40 รองรับปริมาตรการบรรจุของตั้งแต่ 650 ลิตรถึง 1,870 ลิตร พร้อมประตูท้ายที่สามารถแยกเปิดสองส่วนเพื่อให้สะดวกต่อการขนย้ายสัมภาระ ซึ่งสามารถเปิดปิดอัตโนมัติด้วยระบบไฟฟ้า
ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ล้ำสมัย เช่น ระบบ Parking Assistant Plus ที่มาพร้อมกับระบบ Reversing Assistant ช่วยถอยรถในทิศทางเดิมแบบอัตโนมัติ ช่วยให้ตัวรถสามารถจดจำทิศทางที่ขับตรงไปข้างหน้าในระยะ 50 เมตรสุดท้าย ด้วยความเร็วไม่เกิน 36 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ และสามารถถอยออกในทิศทางเดิมแบบอัตโนมัติ ทั้งนี้ Parking Assistant Plus มาพร้อมกับกล้องมองรอบทิศทาง Surround View Camera รวมทั้งวิวด้านบน วิวพาโนรามิค และรีโมท 3D วิวที่ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเชื่อมต่อเพื่อดูภาพของรถที่จอดทางโทรศัพท์สมาร์ทโฟนได้ ผ่านระบบ BMW ConnectedDrive นอกจากนี้ ยังมาพร้อมระบบ Driving Experience Control เลือกรูปแบบการขับขี่พร้อม ECO PRO ที่ได้รับการติดตั้งเป็นอุปกรณ์พื้นฐานในBMW X5 ใหม่
อีกหนึ่งความพิเศษของ Sports Activity Vehicle รุ่นนี้ คือระบบ BMW Live Cockpit Professional ที่โดดเด่นด้วยจอแสดงผลขนาด 12.3 นิ้ว พร้อมการเชื่อมต่อที่ครบครัน ส่วน BMW Head-Up Display เจเนอเรชั่นล่าสุด ขนาด 7×3.5 นิ้ว สามารถแสดงภาพกราฟฟิคสามมิติได้ ขณะที่ระบบควบคุมผ่าน iDrive, BMW Gesture Control และจอ Control Display ระบบสัมผัสขนาด 10.25 นิ้ว ก็ยังเป็นทางเลือกเพื่อมอบที่สุดแห่งความสะดวกสบายแก่ผู้ขับขี่ นอกจากนี้ BMW X5 xDrive30d M Sport ใหม่ ยังมาพร้อม BMW ConnectedDrive มอบบริการการเชื่อมต่อแบบไร้ขีดจำกัดระหว่างยานยนต์และผู้ขับขี่
ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2562 เป็นต้นไป ผู้ขับขี่และผู้โดยสารรถยนต์BMWจะพบกับความสะดวกสบายที่เหนือกว่าด้วยระบบ BMW Intelligent Personal Assistant ผู้ช่วยส่วนตัวฉลาดล้ำ ที่พร้อมทำงาน เพียงแค่ทักด้วยประโยค “Hey BMW” (สวัสดี BMW) ซึ่งถือเป็นประสบการณ์ใหม่และอีกหนึ่งก้าวสำคัญในโลกยานยนต์ เมื่อผู้ขับขี่สามารถควบคุม และใช้งานฟังก์ชั่นต่างๆ ในรถยนต์ได้อย่างครบวงจรมากขึ้น เพียงแค่สั่งงานด้วยเสียง
ระบบ BMW Intelligent Personal Assistant ติดตั้งมาเป็นส่วนหนึ่งของระบบปฏิบัติการ BMW Operating System 7.0 และทำงานประสานเป็นหนึ่งเดียวกับระบบ BMW Live Cockpit Professional ความสามารถของระบบผู้ช่วยส่วนตัวนั้นพัฒนาอยู่ตลอดเวลา ยิ่งใช้งานมาก ผู้ช่วยส่วนตัวก็จะรู้ใจมากขึ้น โดยตัวระบบใช้เทคโนโลยีแพลตฟอร์ม จาก Open Mobility Cloud ของBMW ร่วมกับนวัตกรรมอย่างปัญญาประดิษฐ์ (AI) ดังนั้น ฟังก์ชั่นต่างๆ และความสามารถของผู้ช่วยส่วนตัวจึงรองรับการอัพเกรดอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มเติมคุณสมบัติและรูปแบบการเรียนรู้ใหม่ๆ ได้อีกในอนาคต
ระบบผู้ช่วยส่วนตัวพร้อมรับคำสั่งจากเสียงพูดในรูปแบบที่เป็นธรรมชาติ ใกล้เคียงกับบทสนทนาในชีวิตประจำวัน พ่วงด้วยฟังก์ชั่นอันชาญฉลาดอีกมากมาย ระบบสามารถเรียนรู้และจดจำกิจวัตรประจำวันและความชอบส่วนตัวของผู้ขับขี่ได้ ก่อนจะนำมาปรับใช้งานอย่างถูกต้อง แม่นยำ เช่น หากผู้ขับขี่รู้สึกว่าอุณหภูมิในตัวรถหนาวเกินไป ก็สามารถพูดออกคำสั่งว่า “Hey BMW, I’m cold” เพื่อให้ระบบปรับการทำงานของระบบปรับอากาศให้เหมาะสม ทั้งนี้BMWได้พัฒนาให้ระบบผู้ช่วยส่วนตัวนี้สามารถอัพเกรดเพื่อเพิ่มเติมคุณสมบัติและรูปแบบการเรียนรู้ใหม่ๆ ได้อีกในอนาคต
การเปิดตัวระบบ BMW Intelligent Personal Assistant ในครั้งนี้ ยังเสมือนเป็นการพาผู้เชี่ยวชาญ ที่รู้ลึก รู้จริงเรื่องรถยนต์ BMW ขึ้นรถคู่ใจไปกับผู้ขับขี่ทุกขณะ เพราะผู้ขับสามารถถามคำถามพื้นฐาน ตั้งแต่วิธีใช้งานระบบปรับการทำงานไฟสูงอัตโนมัติ ไปจนถึงคำถามที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลในการขับขี่ เช่น ระดับน้ำมัน และระยะทางที่สามารถขับต่อไปได้ ระบบ BMW Intelligent Personal Assistant จึงเป็นระบบผู้ช่วยส่วนตัวที่ครบเครื่อง เติมสุนทรียภาพให้กับประสบการณ์อันเหนือระดับในการขับขี่BMWในชีวิตประจำวัน
**********
BMW X5 xDrive30d M Sport ราคาจำหน่าย: 5,699,000 (พร้อมโปรแกรมบำรุงรักษา BSI Standard)
BMW Series 3 ‘Ultimate Driving Machine’ เจเนอเรชั่นที่ 7 หล่อขึ้น มันส์ขึ้น และฉลาดขึ้น!
BMW Series 3 ใหม่ มาในดีไซน์ที่โฉบเฉี่ยวสะดุดตา ตอกย้ำความสปอร์ตมากยิ่งขึ้น ด้วยเส้นสายที่แข็งแกร่งและคมชัด ด้านหน้าของตัวรถมาในรูปลักษณ์ที่ดุดันยิ่งขึ้นด้วยกระจังหน้าทรงไตคู่ขนาดใหญ่ขึ้นในกรอบที่เชื่อมกับไฟหน้าคู่ LED ทรงเรียวยาวดีไซน์ใหม่ล่าสุด รับกับช่องดักอากาศรูปทรง T เพิ่ม
ความโดดเด่นให้แก่ด้านหน้าของรถ
ด้านข้างของ BMW Series 3 ใหม่ โดดเด่นด้วยกรอบหน้าต่างดีไซน์แบบ Hofmeister Kink อันเป็นเอกลักษณ์ของ BMW ที่ได้รับการออกแบบให้เป็นหนึ่งเดียวกับเสา C-pillar มอบมิติ
ไร้ขอบหรูหรายิ่งขึ้น พร้อมด้วยไฟท้ายดีไซน์ใหม่เรียวยิ่งขึ้นในรูปทรง L แนวนอนสีหม่นแบบสามมิติ และ
ท่อไอเสียแบบคู่ให้ท้ายรถดูกว้างและสปอร์ตกว่าเดิม
การออกแบบโครงสร้างและเทคโนโลยีแชสซีใหม่ล่าสุดใน BMW Series 3 มอบการควบคุมที่เฉียบคมและปราดเปรียวยิ่งขึ้น ผสมผสานทั้งความสปอร์ตและความนุ่มสบายไว้ได้อย่างลงตัว พร้อมด้วยประสิทธิภาพของชุดเบรกที่เหนือชั้น จุดศูนย์ถ่วงต่ำ และการกระจายน้ำหนักแบบ 50:50 นอกจากนี้ ตัวรถยังมีน้ำหนักที่
เบาลงกว่ารุ่นก่อนหน้าถึง 55 กิโลกรัม จากการใช้วัสดุอลูมิเนียมในชิ้นส่วนและโครงสร้างต่างๆ เช่น กระโปรงและกันชนหน้า
การออกแบบด้านอากาศพลศาสตร์ใน BMW Series 3 ใหม่ช่วยเสริมสมรรถนะ
การขับขี่ด้วยค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศต่ำถึง 0.26 ลดลง 0.03 จากรุ่นก่อนหน้า ทั้งจากระบบ Active Air Flap แผ่นปิดด้านในกระจังหน้าไตคู่เจเนอเรชั่นใหม่ล่าสุด และการจัดระเบียบทิศทางการไหลของอากาศ
ผ่าน Air Curtains ที่ช่วยลดแรงเสียดทานอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ
มิติของตัวรถ มีความกว้างเพิ่มขึ้น 16 มิลลิเมตร ยาวขึ้น 76 มิลลิเมตร ฐานล้อมีขนาด 2,851 มิลลิเมตร กว้างขึ้นจากรุ่นก่อนหน้า 41 มิลลิเมตร ทำให้บริเวณห้องโดยสารด้านหลังมีพื้นที่กว้างขวาสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น
BMW 320d Sport
BMW Series 3 ใหม่ มีเครื่องยนต์ให้เลือก 2 รุ่น เริ่มจาก BMW 320d Sport ที่มากับเครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบรุ่นล่าสุดที่มีพละกำลัง
สูงสุด 140 กิโลวัตต์ / 190 แรงม้าที่ 4,000 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 400 นิวตันเมตรที่ 1,750 – 2,500 รอบต่อนาทีสามารถเร่งความเร็วจาก
0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 6.8 วินาที และมีความเร็วสูงสุด 240 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
BMW 320d Sport ใหม่ มาพร้อมล้ออัลลอย 18 นิ้วลาย V Spoke และชุดแต่ง BMW Individual high-gloss Shadow Line ด้วยขอบหน้าต่าง ขอบช่องดักอากาศ และซี่บริเวณกระจังหน้าไตคู่สีดำเงาเช่นเดียวกับภายใน ซึ่งตกแต่งด้วยวัสดุอลูมิเนียมลาย Mesheffect พร้อมพวงมาลัยและที่นั่งด้านหน้าแบบสปอร์ต
BMW 330i M Sport
ส่วน BMW 330i M Sport มาพร้อมกับเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ส่งกำลังสูงสุด 190 กิโลวัตต์ / 258 แรงม้าที่ 5,000 – 6,500 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 400 นิวตันเมตรที่ 1,550 – 4,400 รอบต่อนาที เร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 5.8 วินาที และมีความเร็วสูงสุด 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
ส่วนBMW 330i M Sport โดดเด่นด้วยชุดแต่ง M Sport ที่ช่วยเสริมทั้งรูปลักษณ์โฉบเฉี่ยวและสมรรถนะปราดเปรียว ไม่ว่าจะเป็นระบบช่วงล่าง ชุดเบรก และชุดแอโรไดนามิคส์ แบบ M Sport
ล้ออัลลอย M ขนาด 18 นิ้วลาย Double Spoke และพวงมาลัยหนังแท้ M ภายในตกแต่งด้วยวัสดุอลูมิเนียม Tetragon
ทั้งสองรุ่นรองรับระบบ Driving Experience Control ที่มีรูปแบบการขับขี่ให้เลือกทั้งในโหมด COMFORT, SPORT และ ECO PRO
ภายในห้องโดยสาร
มีการออกแบบโดยคำนึงถึงผู้ขับขี่เป็นหัวใจสำคัญ พร้อมแผงหน้าปัดและจอ Control Display ในดีไซน์ใหม่ สะดวกสบายด้วยพื้นที่ด้านหน้าและด้านหลังที่กว้างขวางยิ่งขึ้น รวมถึงพื้นที่จุสัมภาระถึง 480 ลิตร เบาะนั่งสามารถพับได้แบบ 40:20:40 บรรยากาศหรูหราด้วยไฟ ambient light และระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบ 3 ตอน
นอกจากระบบ BMW Intelligent Personal Assistant ที่ติดตั้งมาเป็นส่วนหนึ่งของระบบปฏิบัติการ BMW Operating System 7.0 ในBMW 330i M Sport และทำงานประสานเป็นหนึ่งเดียวกับระบบ BMW Live Cockpit Professional แล้ว BMW Series 3 ใหม่ ยังมาพร้อมระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่อย่างระบบช่วยนำรถเข้าที่จอด (Parking Assistant) ใน BMW 330i M Sport ระบบเซนเซอร์ควบคุมระยะการจอดด้านหน้าและหลัง (Park Distance Control) ใน BMW 320d Sport ที่มาพร้อมระบบ BMW Live Cockpit Plus รวมถึงระบบการเชื่อมต่อ BMW ConnectedDrive เพื่อการเชื่อมต่ออย่างไร้ขีดจำกัด และระบบชาร์จโทรศัพท์แบบไร้สายใน BMW 330i M Sport
อีกหนึ่งก้าวสู่อนาคตแห่งรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติของ BMW คือ ฟังก์ชั่น Reversing Assistant ใน BMW 330i M Sport ซึ่งจะให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ขับขี่ขณะถอยจอดหรือถอยออกจากที่แคบอัตโนมัติได้อย่างมีประสิทธิภาพเหนือกว่าคู่แข่งอื่น ๆ ในเซกเมนต์ โดยฟังก์ชั่น Reversing Assistant นี้ เป็นส่วนหนึ่งของระบบช่วยนำรถเข้าที่จอดอัตโนมัติ Parking Assistant ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถถอยออกจากบริเวณที่มีพื้นที่แคบ เช่น อาคารจอดรถ ทางเลี้ยวเข้า หรือทางตัน ได้อย่างง่ายดายแม้จะมีมุมมองที่จำกัด
ฟังก์ชั่น Reversing Assistant จะจดจำองศาการเลี้ยวของพวงมาลัยขณะขับเข้าไปยังพื้นที่แคบได้เป็นระยะทางไกลสูงสุด 50 เมตร ขณะขับขี่ที่ความเร็วไม่เกิน 36 กิโลเมตรต่อชั่วโมง สามารถเริ่มใช้งานโดยกดปุ่ม Reversing Assistant ขณะจอดนิ่งที่เกียร์ P หลังจากนั้น รถยนต์จะถอยหลังอัตโนมัติตามเส้นทางที่ขับเข้าไปล่าสุด
ผู้ขับขี่จะมีหน้าที่เพียงแค่แตะเบรกหรือคันเร่ง โดยความเร็วในการถอยอัตโนมัติจะอยู่ที่ความเร็วสูงสุด 9 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งระบบจะสามารถจดจำองศาการเลี้ยวภายในระยะ 50 เมตรสุดท้ายไว้ได้เป็นระยะเวลายาวนาน ทำให้ผู้ขับขี่สามารถแม้กระทั่งถอยออกจากที่จอดรถได้แม้จะจอดทิ้งไว้ข้ามคืนหรือเป็นระยะเวลาหลายวัน
**********
BMW 320d Sport ใหม่
ราคาจำหน่าย: 2,959,000 บาท (พร้อมโปรแกรมบำรุงรักษา BSI Standard)
BMW 330i M Sport ใหม่
ราคาจำหน่าย: 3,359,000 บาท (พร้อมโปรแกรมบำรุงรักษา BSI Standard)
เอ็มจี เปิดตัว NEW MG ZS EV รถยนต์เอสยูวีพลังงานไฟฟ้า 100% ในราคา 1,190,000 บาท เป็นไปได้ไง!
ตลอดระยะเวลากว่า 5 ปีของการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย เอ็มจีได้มุ่งมั่นนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพที่มาพร้อมนวัตกรรมใหม่ๆ สู่ตลาดเมืองไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมสร้างการเติบโตให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในทุกมิติตามพันธสัญญาที่เคยให้ไว้ และสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ในการดำเนินธุรกิจของเอสเอไอซี คอร์ปอเรชั่น ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของเอ็มจี ที่กำหนดแนวของทางการพัฒนารถยนต์ภายใต้ 4 แกนหลัก คือ
- มีความอัจฉริยะในการเชื่อมต่อ (Intelligent Connectivity)
- การใช้พลังงานทางเลือก (Electrification)
- เป็นทรัพยากรที่สามารถใช้ร่วมกันได้ (Sharing)
- มีความเป็นสากล (Globalization)
การเปิดตัว ‘NEW MG ZS EV’ รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% รุ่นแรกของเอ็มจี นอกจากสะท้อนให้เห็นการพัฒนาอย่างไม่หยุดนิ่งของเอ็มจีตามแนวทางดังกล่าวแล้วยังเป็นอีกหนึ่งปรากฏการณ์สำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานทางเลือกที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม พร้อมส่งเสริมให้คนไทยหันมาใช้พลังงานทดแทนตามนโยบายอุตสาหกรรม 4.0 ของกระทรวงอุตสาหกรรมได้เป็นอย่างดี
NEW MG ZS EV มาพร้อมความโดดเด่นทั้งในด้านคุณภาพ สมรรถนะ ความอัจฉริยะ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ของ SUV ตามแบบฉบับของเอ็มจีที่ผสมผสานระหว่าง ความสวยงาม ความเป็นสากล และความทันสมัยในสไตล์รถยุโรปเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ภายนอกโดดเด่นด้วยสีตัวถังแบบพิเศษ ‘สีฟ้า Copenhagen Blue’ กระจังหน้าทันสมัยพร้อมการติดตั้งจุดชาร์จไว้บริเวณหลังกระจังหน้า ล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่ขนาด 17 นิ้ว
ภายในห้องโดยสารตกแต่งโทนสีดำ พร้อมการตกแต่งคอนโซลหน้าด้วยวัสดุนุ่มแบบ Soft touch ให้ความรู้สึกหรูหรามีระดับมากขึ้น พวงมาลัยทรงสปอร์ตหุ้มหนังแบบมัลติฟังก์ชั่น สามารถควบคุมฟังก์ชั่นการใช้งานในรถที่เชื่อมกับหน้าจอสีระบบสัมผัสขนาด 8 นิ้วได้เพียงปลายนิ้ว และระบบปรับอากาศแบบดิจิตอลที่มาพร้อมระบบกรองอากาศที่สามารถกรองฝุ่นขนาดเล็ก PM 2.5 อีกทั้งยังมีห้องโดยสารที่กว้างสบายและยังคงโดดเด่นด้วยหลังคาซันรูฟแบบพาโนรามา (Panoramic Sunroof)
NEW MG ZS EV เป็นรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% ที่ให้อัตราเร่งที่รวดเร็วต่อเนื่อง พร้อมการขับขี่ที่เงียบจากมอเตอร์ไฟฟ้า แบบ Permanent Magnet Synchronous Motor ที่ได้รับการพัฒนาให้ส่งกำลังได้ดีเยี่ยม และช่วยระบายความร้อนได้ดียิ่งขึ้น พร้อมแบตเตอรี่ แบบลิเธี่ยม ไอออน (Lithium-ion) ความจุ 44.5 kWh ที่ผ่านการรับรองและทดสอบตามมาตรฐานสากล

เรื่องที่หลายคนเป็นกังวลแต่ NEW MG ZS EV สามารถวิ่งผ่านน้ำที่มีความสูงได้ถึงกว่า 40 เซนติเมตร ในขณะที่แบตเตอรี่ยังคงสามารถทำงานได้ตามปกติ อีกทั้งยังมีระบบการปกป้องแบตเตอรี่แบบ 360 องศา และระบบการจัดการอุณหภูมิอัจฉริยะที่ช่วยให้ระบบการทำงานต่างๆ ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพภายใต้สภาวะแวดล้อมที่มีอุณหภูมิต่ำและสูง และระบบควบคุมแบบอิเล็กทรอนิกส์ โดยมีพละกำลังสูงสุด 110 กิโลวัตต์ (150 แรงม้า) แรงบิดสูงสุด 350 นิวตันเมตร สามารถเร่งจาก 0-50 กิโลเมตร/ชั่วโมง ได้ด้วยระยะเวลาแค่ 3.1 วินาที และให้ระยะทางขับเคลื่อนสูงสุด 337 กิโลเมตร* ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง (ตามมาตรฐาน NEDC หรือมาตรฐานการทดสอบความประหยัดน้ำมันและมลพิษของยุโรป)
ยิ่งไปกว่านั้น NEW MG ZS EV ยังมาพร้อมระบบ KERS (Kinetic Energy Recovery System) ที่สามารถ ชาร์จพลังงานในระหว่างการขับขี่กลับเข้าแบตเตอรี่ (Regenerative) ที่สามารถเลือกระดับการชาร์จพลังงานกลับได้ถึง 3 ระดับ นอกจากนี้ ยังสามารถปรับโหมดการขับขี่ได้ 3 รูปแบบ เพื่อให้เหมาะกับสไตล์ในการขับขี่ของแต่ละคน ประกอบด้วย โหมดการขับขี่แบบ Eco เพื่อการประหยัดพลังงานมากยิ่งขึ้น แบบ Normal สำหรับการขับขี่ทั่วไปและ แบบ Sport เพื่อการขับขี่ที่เร้าใจ

NEW MG ZS EV รองรับการชาร์จไฟได้ 2 รูปแบบ คือ
- การชาร์จไฟแบบธรรมดา (Normal Charge) ผ่าน MG Home Charger ใช้เวลาชาร์จไฟจาก 0-100% ในระยะเวลาเพียง 6.5 ชั่วโมง
- การชาร์จไฟแบบเร็ว (Quick Charge) ผ่านสถานีชาร์จไฟฟ้าสาธารณะ (Public Charging Station) โดยใช้เวลาชาร์จไฟจาก 0-80% ในระยะเวลาเพียง 30 นาที
นอกจากนี้ เอ็มจี ยังได้ลงนามความร่วมมือกับ บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) หรือ EA เพื่อติดตั้งสถานีชาร์จ EA anywhere ให้กับโชว์รูมของเอ็มจี ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ถึง 107 แห่งทั่วประเทศ และกำลังจะขยายเป็น 130 แห่งภายในปีนี้ อีกทั้งยังได้ลงนามความร่วมมือกับการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และกำลังอยู่ในระหว่างการเจรจากับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ในการติดตั้งที่ชาร์จ เพื่อเป็นการลดข้อจำกัดและคลายความกังวลของผู้บริโภคในการที่จะตัดสินใจใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้า
ด้วยระบบปฏิบัติการอัจฉริยะ i-SMART ที่ยกระดับประสบการณ์การขับขี่ของผู้ใช้รถยนต์เอ็มจี ใน 3 แกนหลัก คือ
- ด้านการสั่งการด้วยเสียงภาษาไทย หรือ SMART Command
- ด้านการเชื่อมต่อผ่านหน้าจอภายในรถ หรือ SMART Connect
- ด้านการตรวจเช็กรถจากมือถือ หรือ SMART Check ซึ่งผู้ขับขี่ NEW MG ZS EV จะสามารถเช็คระดับพลังงานคงเหลือของแบตเตอรี่ การเช็คสถานะและระยะเวลาของการชาร์จแบตเตอรี่ แบบเรียลไทม์ การค้นหาสถานีอัดประจุไฟฟ้าใกล้เคียง หรือสถานีชาร์จที่โชว์รูมทั่วประเทศ รวมทั้งการสั่งการ MG Home Charger สำหรับการชาร์จไฟที่บ้านได้อีกด้วย
NEW MG ZS EV จะเปิดรับจองอย่างเป็นทางการพร้อมข้อเสนอพิเศษสำหรับลูกค้าตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปที่โชว์รูม เอ็มจีทั่วประเทศ สำหรับรถทดลองขับจะพร้อมที่โชว์รูมเอ็มจีตั้งแต่วันที่ 20 กรกฎาคม โดยจะสามารถส่งมอบรถให้กับลูกค้าได้ในช่วงเวลาเดียวกัน ยิ่งไปกว่านั้น ทางบริษัทฯ ยังมีกำหนดจัดกิจกรรมการตลาดแนะนำรถยนต์พลังงานไฟฟ้าให้เป็นที่รู้จักแพร่หลายมากขึ้นผ่านกิจกรรม Roadshow ทั่วประเทศ รวมถึงงานแสดงรถยนต์สำคัญๆ ซึ่งได้แก่ งาน BIG Motor Sale 2019 ในเดือนสิงหาคมนี้เช่นกัน
ผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ MG CALL CENTRE โทร. 1267 หรือที่เว็บไซต์ www.mgcars.com
**********
#NewMGZSEV #MGCarsTH #PassionDrives
‘ลามิน่า’ สานต่อกิจกรรมตอบแทนแผ่นดินเกิดเดินหน้าสร้างพื้นที่สีเขียวภายใต้โครงการ “รักษ์โลกกับลามิน่า” ณ สถานีวนวัฒนวิจัยสะแกราช อ.วังน้ำเขียว
ภายในงานได้รับเกียรติจาก นายจิระศักดิ์ ชูความดี รองอธิบดีกรมป่าไม้ เป็นประธานในพิธี และได้รับความร่วมมือจากกรมป่าไม้ ชมรมรถขับเคลื่อนสี่ล้อกลุ่มกระทิงโทน คณะผู้บริหารศูนย์ตัวแทนจำหน่าย ผู้จำหน่ายรถยนต์ กลุ่มลามิน่าฟิล์มแฟนเพจ ผู้ใช้ฟิล์มกรองแสงลามิน่า สื่อมวลชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันปลูกป่าพลิกฟื้นคืนความอุดมสมบูรณ์ จำนวนทั้งสิ้น 50 ไร่ ณ สถานีวนวัฒนวิจัยสะแกราช ต.อุดมทรัพย์ อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา
โครงการรักษ์โลกกับลามิน่า ปีที่ 12 ติดฟิล์มให้โลกในปีนี้ ได้น้อมนำศาสตร์พระราชาเกี่ยวกับการฟื้นฟูสภาพป่าและสิ่งแวดล้อมมาปรับใช้ ทั้งยังมีการปลูกป่าแบบผสมผสานด้วยการแบ่งแปลงปลูกออกเป็น หนึ่ง ปลูกพืชเด่นคืนถิ่นให้กับป่าสะแกราช ได้แก่ เคี่ยมคะนอง ตะเคียนทอง จันทร์หอม มะริด และสอง ปลูกพืชเพื่อเป็นอาหารของสัตว์ป่า ทั้งสำหรับสัตว์ปีก กระทิง กวาง กระรอกและสัตว์ฟันแทะ ได้แก่ มะค่าโมง พระเจ้าห้าพระองค์ ปลูกกระจายไปในพื้นที่ 50 ไร่
นอกจากนี้ยังได้มอบเงินเพื่อสนับสนุนการดูแลผืนป่าดังกล่าวอย่างต่อเนื่องอีก 2 ปี เพื่อการบำรุงรักษาต้นไม้ในโครงการให้เจริญเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป ซึ่งการปลูกป่าในโครงการนี้มีอัตรารอดและเติบโตสูงถึง 95% นอกเหนือจากการคืนผืนป่าให้กับประเทศไทยแล้วยังได้มีโอกาสทำให้บริเวณนี้เป็นแหล่งอาหารสัตว์ป่าที่อุดมสมบูรณ์อีกด้วย
นับตั้งแต่เริ่มโครงการแรกในปี พ.ศ.2551 จนถึงโครงการล่าสุดในปีนี้ รักษ์โลกกับลามิน่าได้คืนผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์ให้ประเทศไทยไปแล้วกว่า 550 ไร่ นับเป็นต้นไม้กว่า 110,000 ต้น รวมถึงยังได้ขยายขอบเขตของโครงการเพื่อการรักษาสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นการสร้างโป่งเพื่อเป็นแหล่งอาหารของสัตว์ป่า หรือแม้แต่การปลูกปะการังเพื่อช่วยฟื้นฟูทะเลไทยในโครงการที่ดำเนินการก่อนหน้านี้
ทั้งนี้ โครงการรักษ์โลกกับลามิน่า จัดตั้งขึ้นมาเพื่อสนองแนวพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนีพันปีหลวง ในการรักษาสภาพทางนิเวศวิทยาสิ่งแวดล้อม สนับสนุนโครงการทำดีเพื่อแผ่นดิน โดยลามิน่าริเริ่มโครงการนี้ด้วยความตั้งใจที่จะปลุกจิตสำนึกให้เกิดความรักสิ่งแวดล้อม เกิดความหวงแหนและเล็งเห็นความสำคัญของต้นไม้ที่มีต่อสภาพแวดล้อมและวิถีชีวิตของมนุษย์
ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกล่าวสรุปว่า นอกเหนือจากการเติบโตทางธุรกิจแล้ว สิ่งหนึ่งที่ลามิน่ามุ่งมั่นมาตลอดนับตั้งแต่ดำเนินธุรกิจมาตลอดกว่า 2 ทศวรรษคือ การเติบโตเคียงคู่สังคมไทย รวมถึงการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมด้วยการสนับสนุนกิจกรรมด้านต่างๆ เพื่อพัฒนาสังคมในภาพรวม ซึ่งบริษัทฯ ขอยืนยันที่จะเติบโตอย่างยั่งยืนเคียงข้างสังคมไทยต่อไป
‘Burn Rubber Riding Academy & Track Days’ สถาบันสอนการขับขี่มอเตอร์สปอร์ตที่จะพาเราก้าวข้ามขีดจำกัด!!!
พบกับการฝึกสอนจากโค้ชผู้เชี่ยวชาญที่จะช่วยพัฒนาศักยภาพการขับขี่ พร้อมแนะนำเทคนิคการขับขี่อย่างมืออาชีพและปลอดภัยอย่างสูงสุด มาร่วมสัมผัสความเร็วแรงไปกับ “Burn Rubber Riding Academy & Track Days” ได้ในระหว่างวันที่ 29-30 มิถุนายน 2562 ณ สนามพีระ อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.ชลบุรี โดยมีรายละเอียดการสมัครฯ มีดังนี้

1.ACADEMY
- ACADEMY (1 DAY) 6,500 บาท (รวมบุฟเฟ่ต์อาหารกลางวัน 1 มื้อ 1 วัน)
- ACADEMY (2 DAYS) 9,500 บาท (รวมบุฟเฟ่ต์อาหารกลางวัน 2 มื้อ 2 วัน)
2.TRACKDAYS
- TRACK DAYS (1 Day) THB 3,000 บาท (รวมบุฟเฟ่ต์อาหารกลางวัน 1 มื้อ 1 วัน)
- TRACK DAYS (2 Days) THB 4,500 บาท (รวมบุฟเฟ่ต์อาหารกลางวัน 2 มื้อ 2 วัน)
สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถสมัครได้ตั้งแต่วันนี้ – 27 มิถุนายน 2562 ผ่านทางเว็บไซต์ https://bit.ly/2wWPLmT
และติดตามข่าวสารประชาสัมพันธ์ของ Burn Rubber Riding Academy & Track Days ได้ที่เฟซบุ๊ก Burn Rubber Riding Academy & Track Days

กรกฎาคม 2562 เตรียมพบกับ Audi TT Roadster และ Audi TTS จิ๊วจี๊ดสเปคไทย!
อาวดี้ ประเทศไทย เผยว่า จากไลฟ์สไตล์ของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไป อาวดี้จึงได้ริเริ่มรูปแบบการตลาดใหม่ที่เข้าถึงลูกค้ามากขึ้น โดยนอกจากจะทำการสื่อสารการตลาดกับลูกค้าผ่านช่องทางโซเซี่ยลมีเดียรูปแบบต่างๆ ควบคู่ไปกับการจัดกิจกรรมที่โชว์รูมแล้ว ในเดือนมิถุนายนนี้ ยังได้เริ่มการจองรถทางออนไลน์ ด้วยรุ่นพิเศษอย่าง Audi TT 20 ปี ลิมิเต็ดอิดิชั่น ซึ่งประเทศไทยได้โตวต้าให้นำเข้ามาเพียง 5 คัน จากจำนวนผลิตทั่วโลก 999 คัน ในราคาเพียง 3.999 ล้านบาท
“ลูกค้าต่างให้ความสนใจกับกิจกรรมการจองทางออนไลน์ที่เราได้เริ่มขึ้น และที่ตื่นเต้นอย่างยิ่งคงเป็นรุ่นฉลอง 20 ปี ของ Audi TT ที่หลายคนรอคอย ขณะที่ราคาก็นับว่าคุ้มมาก สำหรับในทีมงานของเราก็ตื่นเต้นกับการที่ได้ริเริ่มช่องทางในการเข้าถึงลูกค้าใหม่ๆ โดยเฉพาะทางออนไลน์ เราถูกจองหมดทั้ง 5 คัน ภายใน 5 นาที ซึ่งสะท้อนถึงไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไปของลูกค้า”
ลูกค้าที่พลาดโอกาสจองผ่านทางออนไลน์ในครั้งนี้ อาวดี้ ประเทศไทย เตรียมแผนยก TT Family ที่จัดเต็ม ยกขบวนทั้ง Audi TT Coupé, Audi TT Roadster และ Audi TTS สามรุ่นยอดนิยมล่าสุดด้วยสเปคไทยมาให้ลูกค้าได้ยลโฉม และพร้อมให้เป็นเจ้าของในเดือนกรกฎาคมนี้แน่นอน
ทั้งนี้รถอาวดี้เป็นรถยนต์นำเข้าทุกรุ่นจากประเทศเยอรมัน ลูกค้าที่ออกรถใหม่จะได้รับการดูแลจาก Audi Protection การรับประกันรถใหม่ 5 ปี หรือระยะทาง 150,000 กิโลเมตร พร้อมบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน Roadside Assistance ทั่วประเทศ 24 ชั่วโมง นาน 5 ปี และสำหรับลูกค้า Audi e-tron รับประกันแบตเตอรี 8 ปี หรือ 160,000 กม.
**********
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
Audi Centre Thailand 02 765 8888
Audi New Petchburi 02 023 4888
Audi Pattaya 038 197 888
Audi Phuket 076 646 666
‘Meitu’ จับมือ ‘ก้องกาน’ ชวนแฟนๆ ชาวไทยสร้างสรรค์รูปถ่ายอันน่าทึ่งชิงรางวัลสุดเอ็กซ์คลูซีฟ!
ผู้ใช้สามารถนำตัวเองเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในงานศิลปะของก้องกาน ด้วยการเลือกชิ้นงานที่แสดงออกถึงสไตล์ของตัวเองได้ดีที่สุดหรือทำให้พวกเขารู้สึกฉลาด น่ารัก และอยากรู้อยากเห็น ผลงานของคุณก้องกานแสดงออกถึงความสนุกสนานหยอกล้อและชวนให้ครุ่นคิดต่อยอด ดังนั้น Meitu ต้องการให้ผู้ใช้ชาวไทยได้ร่วมสนุกไปกับการสร้างสรรค์และโพสต์รูปที่แสดงออกถึงความเชื่อมั่นด้วยท่วงท่าที่สวยงาม
ในโอกาสนี้ แฟนๆ ยังสามารถชมผลงานของก้องกานที่จัดแสดงทั่วกรุงเทพฯ ทั้งที่เซ็นทรัลเวิลด์ อิงค์แอนด์ไลอ้อนคาเฟ่ ฟิกส์คอฟฟี่ และเดอะแวร์เฮาส์ 30 แฟนๆ สามารถถ่ายรูปผลงานศิลปะของก้องแบบออฟไลน์ และใช้แอป Meitu ทำการตกแต่งสร้างสรรค์รูปภาพจากชิ้นงานของก้องให้มีความโดดเด่นเฉพาะตัว โดยคิดเชื่อมโยงผสมผสานเทคโนโลยีและศิลปะเข้าไว้ด้วยกัน ตามสไตล์ของแต่ละคน
Meitu x Gongkan เชิญชวนแฟนๆ ร่วมถ่ายรูปกับผลงานของก้องกานและแบ่งปันบนอินสตาแกรม (ต้องเป็นบัญชีสาธารณะ) โดยโพสต์รูปพร้อมแฮชแท็ก @meitu.app_th ในรูป และ #MeituxGongkan ในโพสต์เพื่อรับโอกาสคว้ารางวัลสุดเอ็กซ์คลูซีฟของก้องกาน อาทิ กระเป๋าผ้าใบ เข็มกลัด สติ๊กเกอร์ พัด โปสการ์ดพร้อมลายเซ็นต์ศิลปิน โดยจะสุ่มคัดเลือกผู้ชนะเลิศจำนวน 11 คนจากทุกประเภท แน่นอนว่าแฟนๆ ที่โพสต์รูปมากที่สุดก็จะมีโอกาสได้รับรางวัลมากขึ้น สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแคมเปญมอบของรางวัล คลิกชมที่นี่

ก้องกานสร้างสรรค์ผลงานด้วยการเล่นกับพื้นที่โดยใช้สิ่งของหรือเหตุการณ์ในชีวิตประจำวัน เขาชวนให้แฟนๆ แฝงตัวเองเข้าไปอยู่ในงานศิลปะของเขาก่อนทำการปรับเปลี่ยนภาพด้วยเทคโนโลยีเพื่อสร้างผลงานของตนเอง ตัวอย่างเช่น หนึ่งผลงานที่เป็นภาพผู้หญิงกำลังดูดเส้นบะหมี่โดยมีเพียงศีรษะโผล่ออกมาผ่าน “teleport” และในขณะเดียวกันก็มีมือที่ถือชามบะหมี่ยื่นออกมาผ่านอีกช่องของหลุมดำ แต่สิ่งเดียวที่ขาดหายไปคือตะเกียบ
โค เปิดเผยว่า บริษัทฯ ต้องการใช้ศักยภาพของแอป Meitu ในการส่งเสริมความทรงพลังของคอนเทนท์ที่เกิดจากผู้ใช้โซเชียลมีเดียเพื่อเผยแพร่นิทรรศการ ‘Teleport To Taiwan’ ของก้องกานให้ขจรขจายไปสู่ทุกมุมโลก แฟนๆ ยังสามารถแบ่งปันความน่าตื่นเต้นนี้ด้วยการดาวน์โหลดฟิลเตอร์ AR ของก้องกาน โมเสค สติกเกอร์ และ Magic Brush ทุกฟีเจอร์ โหลดได้ฟรี ที่นี่ โดยทุกคนสามารถปรับแต่งภาพด้วยผลงานของเขา อย่างอิสระ
**********
นับตั้งแต่เปิดตัวสู่ประเทศไทยในปี 2561 แอป Meitu ครองอันดับหนึ่งแอปฟรียอดนิยม และยังเป็นผู้นำในกลุ่มแอปฟรีในการจัดอันดับแอปสำหรับรูปถ่ายทั้งใน App Store และ Google Play Store
บทสัมภาษณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ ‘ลิซ่า-แบล็กพิงก์’ ในบทบาท ‘คอนเทนต์ครีเอเตอร์’ (มีคลิป)
มารู้จัก “ลิซ่า-แบล็กพิงก์” สาวไทยคนแรกในค่าย YG กับบทสัมภาษณ์เรื่องราวไลฟ์สไตล์ส่วนตัวแบบสุดเอ็กซ์คลูซีฟในการเป็น ‘Content Creator’ ที่เธอไม่เคยเปิดเผยที่ไหนมาก่อน
“เนื่องจากพวกเราแบล็กพิงก์มีตารางซ้อมที่แน่นมาก ไม่ว่าจะเป็นการซ้อมเต้นหรือการซ้อมร้องเพลง ดังนั้นเมื่อมีเวลาหยุดตรงกัน พวกหนูก็มักจะออกไปเที่ยวเล่นกัน ก็มีตั้งแต่ไปเที่ยว ช่วยกันทำอาหาร หรือหาอะไรอร่อยๆ กิน แล้วส่วนตัวหนูเป็นคนที่ชอบถ่ายรูปอยู่แล้ว จึงรับหน้าที่ในการถ่ายรูปให้เมมเบอร์คนอื่นๆ นี่จึงเป็นสิ่งที่จุดประกายให้หนูทำ Lili’s Film บนยูทูปเพราะหนูอยากเก็บภาพประทับใจเหล่านี้เอาไว้ แล้วก็อยากส่งต่อภาพความสุขเหล่านี้ให้แฟนคลับได้เห็นมุมอื่นๆ ของพวกเราที่ไม่มีใครเคยเห็นด้วย”
“อย่างที่บอกว่าหนูเป็นคนชอบถ่ายรูปและชอบถ่ายวิดีโอ แต่ส่วนใหญ่เราก็ออกไปเที่ยวข้างนอกกันโดยไม่ได้วางแผนอะไรล่วงหน้า แบบว่าคิดว่าวันนี้อยากกินอะไรแล้วก็นั่งรถออกไปเลย ไม่ได้เตรียมตัว ไม่ได้หยิบกล้องอะไรทั้งนั้น หนูเลยคิดว่าการมีสมาร์ทโฟนดีๆ นั้นสะดวกมากกว่าการพกกล้องตัวใหญ่ ซึ่งตั้งแต่ได้ใช้ซัมซุง กาแลคซี่ เอส 10 มาซักพักหนูก็รู้สึกว่าสะดวกดี ถ่ายวิดีโอได้นิ่งแบบไม่จำเป็นต้องพกไม้กันสั่นเลย เพราะอย่างที่พี่ๆ ก็รู้ว่าพวกหนูอยู่กันไม่นิ่งซักคน ทั้งวิ่ง ทั้งเดิน ทั้งเต้น (หัวเราะ)”
“ถ้าถามถึงสิ่งที่ประทับใจในกาแลคซี่ เอส 10 หนูต้องบอกเลยว่ามันสวย จับถนัดมือ แล้วฟีเจอร์หลายอย่างหนูก็มีโอกาสได้ใช้จริงๆ อย่างเวลาถ่ายภาพหรือถ่ายวิดีโอก็คมชัด แล้วที่เห็นได้ชัดเลยคือมันเก็บภาพตอนที่หนูซ้อมเต้นได้นิ่งจริงๆ…อันนี้เลิฟมากเลยค่ะ”
“ช่วงนี้พวกเราอยู่ในระหว่างทัวร์คอนเสิร์ต Blackpink World Tour 2019 ซึ่งหนูอยากจะใช้กาแลคซี่ เอส 10 เครื่องนี้เก็บภาพความอบอุ่นจากบลิ๊งก์ที่รักของพวกเราให้ได้มากที่สุด อ๋อ…อีกอย่างที่ลิซ่าอยากจะบอกแฟนๆ คือตอนนี้หนูถ่ายคลิปวิดีโอเก็บไว้เยอะมากและกำลังอยู่ในช่วงตัดต่อ ล่าสุดลิซ่าเพิ่งลงคลิปที่แคลิฟอเนียร์ไป ส่วนคลิปอื่นๆ ขอให้แฟนๆ ทุกคนอดใจรอกันอีกนิดนึงนะคะ”
เอ้า…ลิซ่าสัญญาแล้วว่ารออีกไม่นาน บลิ๊งค์ไทยล่ะรอไหวรึเปล่า?
งานแสดงศิลปะในโรงแรม Hotel Art Fair 2019 “Breaking Boundaries” by FARMGROUP

Hotel Art Fair ปีที่ 6 ได้ร่วมมือกับโรงแรม W Bangkok ซึ่งเป็นโรงแรมที่มองเห็นคุณค่าและความสำคัญของศิลปะ และยังตั้งอยู่ใจกลางเมืองแหล่งศูนย์กลางของธุรกิจของกรุงเทพมหานคร ปีนี้กลับมาพร้อมกับคอนเซ็ปต์ “Breaking Boundaries”— เพื่อแสดงให้เห็นว่าศิลปะเป็นสิ่งที่ไม่มีข้อจำกัดในการแสดงออก เป็นการสะท้อนถึงวัฒนธรรมที่ไม่มีขอบเขตของมนุษย์ ทำให้งานศิลปะเป็นเสมือนขุมสมบัติทางวัฒนธรรม ปีนี้ Hotel Art Fair ได้คัดเลือกแกลเลอรี่และศิลปินจากทั่วทั้งเอเซียให้มีความหลากหลายมากที่สุด ซึ่งจะทำให้งานในครั้งนี้เต็มไปด้วยสีสันมากกว่าปีที่ผ่านๆ มา
รับชมและดื่มด่ำผลงานศิลปะจากแกลลอรี่มากกว่า 30 แห่งจากทั่วโลก รวมไปถึงศิลปินชั้นนำจากทั้งไทยและต่างประเทศซึ่งประกอบไปด้วยแกลลอรี่จากประเทศสิงคโปร์ มาเลเซีย เกาหลี และญี่ปุ่น เช่น Richard Koh Projects, Artemis Art, L+/Lucie Chang Fine Arts, The Drawing Room – Project, Korea Tomorrow, Clear Gallery Tokyo, Core Design Gallery and B-gallery แกลลอรี่ที่เข้าร่วมงานจากไทยปีนี้ได้แก่ Number 1 Gallery, Joyman Gallery, Subhashok The Arts Centre (S.A.C.), La Lanta Fine Art, Chin’s Gallery, Gallery Seescape และอีกมากมาย
ไฮไลท์ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ Spectrum โปรเจ็คที่เกิดจากความร่วมมือของมูลนิธิออทิสติกไทย และ มูลนิธิ ณ กิตติคุณ ซึ่งร่วมกันนำเสนอผลงานศิลปะที่เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการจากเด็กพิเศษ และในปีนี้ สิงห์ คอปอเรชั่น ยังได้สนับสนุนโดยการนำเอาศิลปินคนไทยที่มีชื่อเสียงในซานฟรานซิสโก คุณภูริน พานิชพันธ์ มาจัดแสดงผลงานซึ่งเต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ ที่จะนำผู้เยี่ยมชมก้าวผ่านเส้นแบ่งระหว่างความเป็นจริงและโลกดิจิตอล
Hotel Art Fair ขอต้อนรับ celebrity curator พิเศษสองท่าน ได้แก่ คุณนิธิ สถาปิตานนท์ ผู้ก่อตั้งแต่เจ้าของ บริษัทสถาปนิก A49 เจ้าของภาพวาดปากกาและหมึกที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และคุณประณิธาน พรประภา ผู้ก่อตั้งเทศกาล Wonderfruit จะมาสร้าง experience ในห้องโรงแรม ที่จะสื่อถึงความรักในศิลปะและดนตรีที่เป็นหัวใจหลักของเทศกาล Wonderfruit
ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการค้นหาแรงบันดาลใจและความคิดสร้างสรรค์ที่ไม่เหมือนใครไปกับ Hotel Art Fair ที่โรงแรม W Bangkok วันเสาร์ที่ 22 และวันอาทิตย์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2562 ตั้งแต่เวลา 11:00น. – 24:00น.


