ปาร์ตี้ได้ไม่ขาดสติ! กับ Heineken® 0.0 เครื่องดื่มมอลต์ไม่มีแอลกอฮอล์

ไฮเนเก้น เปิดตัวนวัตกรรมเครื่องดื่มล่าสุด ‘เครื่องดื่มมอลต์ไม่มีแอลกอฮอล์ ไฮเนเก้น 0.0′อย่างเป็นทางการในงาน Heineken® 0.0 Barcade กับบาร์รูปแบบใหม่สุดพิเศษ ที่พร้อมมอบประสบการณ์การดื่มที่แตกต่างที่จะทำให้ทุกคนจะได้สัมผัสรสชาติของเครื่องดื่มมอลต์ไม่มีแอลกอฮอล์ พร้อมสนุกไปกับโซนเกมต่างๆ สุดมันที่เตรียมไว้ทดสอบ 0.0 เอฟเฟ็กต์ของทุกคน

Heineken® 0.0 Barcade คือบาร์รูปแบบใหม่สุดพิเศษ ที่ไฮเนเก้นสร้างสรรค์ขึ้นมาเพื่อมอบประสบการณ์ที่แตกต่างแบบไม่ซ้ำใคร กับการเปิดตัวครั้งแรกของเครื่องดื่มมอลต์ไม่มีแอลกอฮอล์ ตรา ไฮเนเก้น 0.0 ในประเทศไทย เครื่องดื่มมอลต์ไม่มีแอลกอฮอล์ ตรา ไฮเนเก้น 0.0  ผลิตจากวัตถุดิบธรรมชาติที่คัดสรรเป็นอย่างดี ผ่านกระบวนการผลิตเครื่องดื่มคุณภาพของไฮเนเก้น ก่อนเข้าสู่กระบวนการสุดท้ายที่นำแอลกอฮอล์ออกจากเครื่องดื่ม เพื่อให้ได้เครื่องดื่มมอลต์ไม่มีแอลกอฮอล์ ที่ยังคงรสชาติเอกลักษณ์เฉพาะตัวของไฮเนเก้นเพิ่มทางเลือกในการสังสรรค์ให้กับนักดื่มเบียร์ที่ไม่ต้องการได้รับปริมาณแอลกอฮอล์ ให้สามารถเพลิดเพลินได้ไม่ว่าช่วงเวลาใดก็ตาม

Heineken® 0.0 Barcade ที่ยกเกม Interactive สุดคูลมาไว้บนจอ LED และ LED Floor สุดล้ำทันสมัยเพื่อสร้างประสบการณ์รองรับการทดสอบ 0.0 เอฟเฟ็กต์ หลังจากที่ได้สัมผัสรสชาติของเครื่องดื่มมอลต์ไม่มีแอลกอฮอล์ ตรา ไฮเนเก้น 0.0 ภายในงาน โดยมีทั้งหมด 4 เกมสนุกสุดเร้าใจ ประกอบด้วย

Shut the Call Up Game: เกมทดสอบความรวดเร็วและความแม่นยำ โดยจำลองสถานการณ์ที่ชาวออฟฟิศทุกคนต้องเผชิญ เมื่อต้องรับโทรศัพท์หลาย ๆ สายพร้อมกันในวันที่งานเข้า ต้องตั้งสติให้ดี และเปลี่ยนความยุ่งเหยิงในที่ทำงานให้กลายเป็นเกมสนุกๆ

Traffic Dance Game: เกมทดสอบสติในการขับรถยนต์และความเร็วในการบอกทิศทางในสถานการณ์จำลองบนท้องถนน ที่สัญลักษณ์ไฟจราจรสีเขียว แดง เหลือง จะสว่างขึ้นเพื่อบอกทิศให้ทุกคนแด๊นซ์ตามทำนองไปกับเพลงShadow Yoga Game: เกมทดสอบการทรงตัวและความแม่นยำในการเลียนแบบท่าบริหารความยืดหยุ่นร่างกายของโยคะ ที่ดัดแปลงให้ทันสมัยด้วยระบบ Interactive ให้ทุกคนรักษาการทรงตัวที่สมดุล พร้อมวาดลีลาท่าทางเลียนแบบภาพบนจอ LED Screen ได้ โดยมีท่าบริหารให้ทดสอบฝีมือถึง 10 ท่า ตั้งแต่ท่าง่ายๆ ไปจนถึงท่ายาก

Messy Kitchen Game: เกมทดสอบความรวดเร็วในการมอง โดยจำลองสถานการณ์ความวุ่นวายในห้องอาหารของคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ ผู้ต้องรับมือกับสภาพสิ่งของกระจายเกลื่อนที่เจ้าตัวน้อยทำไว้เต็มพื้น LED Floor เชิญมาสวมบทบาทพ่อแม่ยุคใหม่ที่ต้องจัดการความเรียบร้อยด้วยเครื่องดูดฝุ่นแบบ Interactive ยิ่งดูดฝุ่นให้ห้องสะอาดเอี่ยมเท่าไร ก็ยิ่งได้คะแนนมากเท่านั้น


ใครว่าการไปแคมป์ปิ้งต้องลำบากเสมอไป! เมอร์เซเดส-เบนซ์ ชวนเปิดประสบการณ์ ‘แกลมปิ้ง’ กิจกรรมกลางแจ้งสุดหรูในทริป ‘The GLC: The Ultimate Taste Drive’

วันนี้เราได้รับคำชวนจากทาง เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) ให้ไปร่วมกิจกรรมแคมป์ปิ้งแบบเช้าไปเย็นกลับ และแน่นอนถ้าเป็นคำชวนจาก เมอร์เซเดส-เบนซ์ มันจะต้องเป็นการตั้งแคมป์ที่ไม่ธรรมดาแน่นอน เพราะมันจะเป็นแคมป์ปิ้งที่เรียกว่า ‘แกลมปิ้ง’ (glamping) จริงๆ แล้วมันก็เหมือนๆ การไปแคมป์ปิ้งเนี้ยแหละ แต่แกลมปิ้งจะเหนือกว่าตรงความหรูหรา สวยงาม สะดวกสบาย เรียกว่าพาเมียไปเมียไม่ด่า พาสาวไปสาวหลงแน่นอน


การเดินทางครั้งนี้เราจะไปกับรถ Mercedes-Benz GLC รถยนต์เอสยูวีระดับพรีเมี่ยม ในทริป ‘The GLC: The Ultimate Taste Drive’ ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Nature & Adventure” โดยเราจะมุ่งหน้าไปจังหวัดราชบุรีเพื่อไปเรียนรู้การตั้งแคมป์หรูๆ สไตร์แกลมปิ้งกัน เมื่อสมาชิกทุกคนพร้อมแล้วก็ออกเดินทางกันได้เลย

รถยนต์ในกลุ่มเอสยูวี ของ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ถือว่าเป็นรถยนต์สมรรถนะสูงที่ได้รับการออกแบบให้ดูทันสมัยแต่ยังคงความหรูหราไว้อย่างลงตัว เหมาะกับกลุ่มหนุ่มสาว และครอบครัวยุคใหม่ที่ชื่นชอบ
ความสปอร์ต และท้าทายในทุกการขับขี่ แต่ในขณะเดียวกันก็ยังต้องการความสะดวกสบายจากระบบการช่วยเหลือที่ได้มาตรฐานของเมอร์เซเดส-เบนซ์บนท้องถนนอีกด้วย

เราใช้เวลาในการเดินทางกันไม่นานจากโรงแรมโหมดสาทร(mode sathorn hotel) มุ่งหน้าสู่จังหวัดราชบุรีใช้เวลาเพียง 2 ชั่วโมงกว่าๆ ก็ถึงแล้ว และจุดที่เราจะตั้งแกลมปิ้งกันนั้นจะอยู่ที่ตลาดโอ๊ะป่อย ตอนแรกผมก็แอบงงว่าเราจะไปตั้งแคมป์ในตลาดกันได้ยังไง แล้วชาวบ้านเค้าจะไม่เดือดร้อนกันเหรอ…คำตอบคือ! เค้าจะไปเดือดร้อนได้ยังไงเพราะตลาดโอ๊ะป่อย เป็นตลาดยามเช้าที่จะมีเฉพาะ เสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดต่อเนื่องเท่านั้น

การเดินทางมาที่ตลาดโอ๊ะป่อยก็ไม่ได้ยากอะไรเพราะตั้งอยู่ตรงข้ามวัดป่าท่ามะขาม ต.สวนผึ้ง .สวนผึ้ง ชาวบ้านแถวนั้นรู้จักกันเป็นอย่างดีที่จอดรถก็จอดในวัดเลยสะดวกสบายแค่เดินข้ามถนน อย่างที่บอกตลาดนี้เป็นตลาดยามเช้าช่วงเวลา 07.00-14.00 . สำหรับสายบุญก็มีท่าเรือให้มาใส่บาตรกันด้วยตั้งแต่เวลาประมาณ 07.30-08.00 .

โอ๊ะป่อย’ มาจากภาษากะเหรี่ยง มีความหมายว่าพักผ่อน‘ และมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ โดยเฉพาะวันนี้ที่เรามามันเป็นวันธรรมดาที่เงียบสงบแม้อากาศจะร้อนไปสักนิดแต่ก็ยังมีลมเย็นๆ ที่พัดผ่านลำน้ำภาชี ให้ได้ชื่นใจกัน

ตลาด ‘โอ๊ะป่อย’ เป็นที่ที่เกิดจากความร่วมมือร่วมใจกันระหว่างผู้ประกอบการร้านค้า ชุมชน วัด โรงเรียน และภาครัฐท้องถิ่น ร่วมมือกันรังสรรค์สถานที่ที่เคยรกร้างแห่งนี้ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีเอกลักษณ์ และสามารถสร้างรายได้ให้กับชุมชน สำหรับผู้ที่มาเยือนจะได้รับการต้อนรับที่เป็นกันเองและรับรองว่าจะกลับไปพร้อมรอยยิ้ม เมื่อได้มาเยือนที่นี้…แนะนำให้มาเลย

และเราก็มาถึงที่ๆ เราจะมาสนุกกับการตั้งแกลมปิ้งกัน โดยในการมาครั้งนี้เราได้เจอกับ ‘คุณเปิ้ล’ ณัฐบูร ไตรณัฐี นักธุรกิจและดีไซเนอร์หนุ่มรุ่นใหม่ที่แม้จะมีชีวิตส่วนใหญ่ในเมืองแต่เมื่อเค้ามีเวลาว่างเค้าก็มักจะขับรถหนีความวุ่นวายมาพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติในรูปแบบ ‘แกลมปิ้ง’


‘คุณเปิ้ล’ ถ่ายทอดประสบกรณ์การท่องเที่ยวแนวแกลมปิ้งให้เราฟังว่ามันสนุกสนานขนาดไหน ตรงจุดนี้ผมอยากให้ทุกคนได้ลองสัมผัสด้วยตัวเอง เพราะอุปกรณ์ต่างๆ ที่คุณเปิ้ลจัดเตรียมมาให้ได้ลองใช้กันนั้นผมบอกได้เลยว่ามันทั้งสวยงาม ใช้งานได้จริง แถมมีสไตล์อีกต่างหากเรียกว่าถ้าคุณงัดอุปกรณ์พวกนี้ออกมาเมื่อไรทุกสายตาจะต้องจับจ้องอย่างแน่นอน

เต๊นท์ทั้ง 2 หลังที่คุณเปิ้ลแนะนำนั้นจะมี 2 แบบยี่ห้อ ‘Nordisk’ ที่นำเข้าจากประเทศเดนมาร์ก เป็นเต๊นท์แบบกระโจมที่เหมาะสำหรับนอน 2-3 คน กับแบบเป็นหลังที่สามารถนอนได้ถึง 4-6 คน ตัวเต๊นท์เป็นผ้า Cotton เนื้อดีที่ระบายอากาศได้ดี แถมยังกันฝนได้อีกด้วย ภายในของเต๊นท์ทั้ง2 รุ่นมีพื้นที่กว้างขวางพอประมาณ และเมื่อจัดแต่งเรียบร้อยให้ความรู้สึกไม่ต่างอะไรกับนอนโรงแรมเลยทีเดียว

หลังจากชมที่พักแล้วก็ออกมาดูชุดอุปกรณ์ทำครัวกันบาง อุปกรณ์ต่างๆ ตั้งแต่โต๊ะยันหม้อ พอเห็นต้องร้องว้าว! เพราะอุปกรณ์ต่างๆ ได้รับการออกแบบมาให้เหมาะกับการใช้ชีวิตกลางแจ้งจริงๆ อย่างชุดมีดก็อยู่ในห่อผ้าไวนิลที่ฝั่งแผ่นแม่เหล็กไว้ทำให้การพกอุปกรณ์ต่างๆ ดูเรียบร้อยและปลอดภัยจากคมมีด โต๊ะ และเตาก็สามารถพับเก็บถอดประกอบได้อย่างลงตัว อุปกรณ์ทุกชิ้นถูกออกแบบมาให้หยิบจับง่ายทำให้การทำอาหารนอกบ้านสนุกขึ้นอีกเยอะ

และแน่นอนการกินกลางแจ้งท่ามกลางธรรมชาติเราจะมาเลือกกินนู้นนี้ไม่ได้ ต้องเป็นคนอยู่ง่ายกินง่ายแต่ไอ้จะมากินปลากระป๋อง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมันก็จะดูไม่สมศักดิ์ศรีการมาแกลมปิ้งครั้งนี้ เราก็ต้องจัดหนักกันหน่อยเนื้อต้องมี หมูต้องมา เครื่องเคียงต้องครบ แล้วจะมานั่งกินกันธรรมดาก็ไม่ได้มาถึงริมลำธารแล้วเราก็ต้องลุยน้ำให้ฝาเท้าเราสัมผัสก้อนหินถือเป็นการนวดกดจุดไปในตัว

การได้กินอาหารท่ามกลางธรรมชาติ แล้วเอาเท้าแช่น้ำเย็นๆ มันช่างฟินเหลือเกิน บรรยากาศแบบนี้มันทำให้การกินสนุกสนามโดยไม่ต้องมีแอลกอฮอล์ หลังจากกินอาหารกันจนเท้าเปื่อยกำลังดีแล้วก็มาถึงไฮไลท์ของอาหารมื้อนี้นั้นคือ….

กินคาวแล้วมันก็ต้องล้างปากกันด้วยของหวาน ซึ่งของหวานที่ว่านี้คือ ‘บราวนี่’ รสจัดจ้านฝีมือการทำของคุณ ‘จ๋า’ ยศสินี ภรรยาคนเก่งของคุณเปิ้ลนั้นเอง ​เรามาลองชิมกัน!…บราวนี่ Yossiebistro จะมีผิวด้านบนกรุบกรอบเบาๆ แต่เนื้อด้านในนั้นเหนียวนุ่มอัดแน่นไปด้วยความหวานหอมของช็อกโกแลตผสมผสานกันอย่างลงตัว…ความอร่อยเข้มข้นสมคำเล่าลือจริงๆ

ใครสนใจการตั้งแคมป์สไตล์แกลมปิ้งสามารถติดตาม Facebook Page Mylifeisofficial หรือทาง IG Mylifeisofficial ครบเครื่องเรื่องเอาท์ดอร์รับรองไม่ผิดหวัง

กินกันอิ่มแล้วก็จะมีอาการง่วงๆ ซึมๆ กันบาง คุณเปิ้ลเหมือนจะรู้จึงจัดเต๊นท์ พร้อมเก้าอี้สนามหลากหลายแบบในนั่งกัน เก้าอี้แต่ละตัวก็มีความสบายไม่เหมือนกัน แตกต่างกันทั้งรูปทรง และราคาแต่ทุกตัวพับเก็บง่าย และดูดวิญาณ zzzzzzzz

ขืนปล่อยตัวให้ติดอยู่กับเก้าอี้นานกว่านี้เกรงว่าจาก one day trip จะกลายเป็นค้างคืนแทน เพื่อเป็นการแก้ง่วงเราก็ไปเรียนยิงธนูกันเป็นอีก 1 กิจกรรมที่ผมไม่เคยทำมาก่อน ครั้งนี้เป็นโอกาศอันดีที่ทาง เมอร์เซเดส-เบนซ์ จัดครูฝึกระดับทีมชาติไทยอย่าง ‘ครูฟิล์ม’ ขวัญชัย โพธิ์หิรัญ มาฝึกสอนการยิงธนูเบื้องต้นให้เรากัน

การยิงธนูดูเหมือนง่ายแต่ไม่ง่าย แต่จะว่ายากก็ไม่ยากเพราะขั้นตอนมีไม่มากเริ่มจากยืนคร่อมเส้นยิง โดยให้เท้าแยกห่างกันประมาณ 1 ฟุต เสียบลูกธนูที่จุดเสียบลูกธนูบนสายให้หางลูกธนูต่างสี ตั้งฉากกับสายธนู ใช้มือขวาเกี่ยวสายธนูใช้เพียง 3 นิ้วในตำแหน่งเกี่ยวบนสายแล้วเล็งหาศูนย์อาจจะเล็งเหนือหรือต่ำกว่าจุดเหลือง ที่เหลือก็ปล่อยให้ลูกธนูพุ่งไปแล้วดูว่าเข้าตรงไหนแล้วค่อยจัดตำแหน่งเล็งไปจนเข้ากลาง…ง่ายเนอะ! เอาเข้าจริงๆ ยิงอยู่นานเข้าไม่กี่ลูกแต่เริ่มชอบละไว้ต้องหาที่ยิงแก้มือซะหน่อย

The GLC คือยนตรกรรมที่มาพร้อมกระจังหน้าแบบสามมิติ มีสัญลักษณ์โลโก้เมอร์เซเดส-เบนซ์ขนาดใหญ่ตรงกลางบนลาย 2 แถบ ลายเส้นด้านข้างถูกออกแบบให้ลาดเอียงไปทางด้านท้าย 
เสริมโครงสร้างตัวรถให้ดูทรงพลังและสง่างามไปพร้อมกัน โดย GLC 250 d 4MATIC 
OFF-ROAD จะมาพร้อมกับล้ออัลลอยขนาด 19 นิ้ว ในขณะที่ GLC 250 d 4MATIC 
AMG Dynamic จะมาพร้อมกับล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ตจาก AMG ขนาด 20 นิ้ว, ชุดแต่ง AMG bodystyling (กันชนหน้า-หลัง) รวมถึงหลังคาแบบพาโนรามิคเลื่อนเปิด-ปิดได้ด้วยระบบไฟฟ้าก่อนกลับเข้ากรุงเทพฯ เราคาดการณ์ได้ทันทีว่าเข้าไปตอนเวลา 5 โมงเย็นนี้เราไม่น่ารอดจากการจารจรติดขัดมหาสนุกแน่ๆ เราจึงแก้ปัญหาด้วยการกิน! รถติดยังไงก็ขออิ่มท้องไว้ก่อนละกัน ร้านอาหารที่เราเลือกแวะกินกันก็คือร้าน ‘Octospider’ ร้านอาหารไทยฟิวชั่นสุดเก๋ที่อยู่ในอาคารรูปทรงปลาหมึกแมงมุม กลางทะเลสาบ ที่ได้รับการออกแบบโดยสถาปนิกชาวอิตาลี Dorit Mizrahi และ Oliviero Godi ที่นี้นอกจากจะมีอาหารขายแล้วยังขึ้นชื่อเรื่องชุดเครื่องนอน และผ้าม่านเพราะร้านตั้งอยู่ใน  PASAYA OUTLET

Mercedes-Benz GLC ที่เราใช้กันวันนี้มาพร้อมกับเครื่องยนต์ดีเซลแถวเรียง 4 สูบ และเกียร์อัตโนมัติ แบบ 
9G-TRONIC  อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ที่ 7.6 วินาที ความเร็วสูงสุด 222 กม./ชม ราคาก็สมน้ำสมเนื้อ

  • GLC 250 d 4MATIC OFF-ROAD ราคา 3,290,000 บาท
  • GLC 250 d 4MATIC AMG Dynamic ราคา 3,690,000 บาท

และแล้วเราก็กลับมาถึงกรุงเทพฯ อย่างสวัสดิภาพพร้อมได้รับความรู้ และความประทับในการออกออกทริป The ‘GLC: The Ultimate Taste Drive’ ในเรื่องของการเที่ยวแนวแกลมปิ้ง แล้วยังได้ประสบการณ์การใช้ชีวิตกลางแจ้งแบบหรูหราอีกด้วยทำให้รู้ว่าการตั้งแคมป์ไม่จำเป็นต้องไปลำบากเสมอไป และที่ขาดไม่ได้ทริปนี้เราได้ใช้ Mercedes-Benz GLC 250 d 4MATIC OFF-ROAD อย่างจุใจบอกได้เลยว่าขับมันส์มากแถมดีไซน์ภายในออกแบบได้อย่างหรูหรา ทันสมัย แต่ขณะเดียวกันก็ยังคงกลิ่นอายของความสปอร์ตเอาไว้เช่นเดิม นอกจากนี้ยังมีระบบความบันเทิงวิทยุ-ซีดี MB Audio 20 และไม่ต้องกลัวหลงทางด้วยระบบแผนที่นำทาง Garmin® และระบบเชื่อมต่อโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบ Bluetooth

สำหรับใครที่สนใจสามารถติดต่อทดลองขับรถยนต์ และสอบถามรายละเอียดเงื่อนไขได้ที่
ผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการทั้ง 32 แห่งทั่วประเทศไทย พร้อมรับแคมเปญส่งเสริมการขาย อาทิ

  • ลูกค้าที่ออกรถยนต์รุ่น GLC 250 d 4MATIC OFF-ROAD และ GLC 250 d 4MATIC AMG Dynamic สามารถเลือกระหว่าง รับอัตราดอกเบี้ย 0% สำหรับสัญญาเช่าซื้อระยะเวลา 48 เดือน
  • หรือส่วนลดเงินดาวน์สำหรับทุกประเภทสัญญา เมื่อซื้อรถยนต์ทั้งในรุ่น GLC 250 d 4MATIC OFF-ROAD และ GLC 250 d 4MATIC AMG Dynamic
  • และรับ iPhone XS Max 256 GB มูลค่า 49,900 บาท จำนวนจำกัด สำหรับลูกค้าที่รับรถยนต์ GLC 250 d 4MATIC OFF-ROAD, GLC 250 d 4MATIC AMG Dynamic และ GLC 250 d 4MATIC Coupé AMG Plus

***** ในระหว่างวันที่ 7 มีนาคม – 30 เมษายน 2562 *****


‘เลนโซ่ วีล’ จับมือ ‘ทีอาร์ดี เอเซีย’ สร้างล้อแม๊กซ์รุ่นพิเศษสำหรับผู้ที่ชอบความแตกต่างไม่เหมือนใคร!

บริษัท เลนโซ่ วีล จำกัด จับมือกับ บริษัท ทีอาร์ดี เอเซีย ร่วมโปรเจคพัฒนา ล้อแม๊กซ์รุ่นพิเศษภายใต้ความร่วมมือกันระหว่าง บริษัท ทีอาร์ดี เอเซีย ผู้ออกแบบ และผลิตอุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์ทั้งด้านความสวยงาม และเพิ่มสมรรถนะให้กับรถยนต์โตโยต้า และด้วยกระแสความนิยมสูงสุดในตลาดรถยนต์ทำให้ บริษัท ทีอาร์ดี และ บริษัท เลนโซ่ วีล มองเห็นโอกาส และศักยภาพการเติบโตของตลาดในประเทศไทย จึงได้ร่วมมือกับ เลนโซ่ วีล บริษัทผู้ผลิตล้อแม๊กซ์อันดับ 1 ของไทยซึ่งนอกจากจะผลิต และจำหน่ายล้อแม๊กซ์จนเป็นที่ยอมรับจากผู้นิยมการตกแต่งรถยนต์ในประเทศไทยแล้ว ยังส่งออกไปจำหน่ายในหลายประเทศยาวนานกว่า 15 ปี

สำหรับโปรเจคพัฒนาล้อแม๊กซ์รุ่นพิเศษในนาม ทีอาร์ดี นี้เกิดขึ้นภายใต้ความร่วมมือของ ทีมนักออกแบบผลิตภัณฑ์ และวิศวกรของทั้ง 2 บริษัท โดยมีการพัฒนาออกแบบ และผลิตล้อแม๊กซ์รุ่นพิเศษสำหรับรถยนต์ โตโยต้า 5 รุ่น ได้แก่ วีออส , เอทีฟ , อัลติน , ไฮลักซ์ รีโว่ และ ฟอร์จูนเนอร์ โดยมีไฮไลท์พิเศษสำหรับรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ และสำหรับรุ่นพิเศษที่เปิดตัวใหม่ คือ โตโยต้า ไฮลักซ์ รีโว่ Z – Edition เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าโตโยต้าล้อแม๊กซ์ที่ผลิตจากความร่วมมือกันครั้งนี้ จะมีความสวยงาม โดดเด่ดและมีคุณภาพอีกทั้งติดตั้งได้อย่างตรงรุ่นในทุกโมเดล

คุณสรรชัย บุญทวีกิจ รองประธานกรรมการ บริษัท เลนโซ่ วีล จำกัด กล่าวว่า “บริษัท เลนโซ่ วีล ถือเป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายล้อแม๊กซ์คุณภาพอันดับ 1 ของประเทศไทย ที่มีชื่อเสียงและอยู่ในวงการยานยนต์กว่า 20 ปีทั้งในประเทศและขายกว่า 40 ประเทศทั่วโลก สำหรับปีนี้ทางเราได้เล็งเห็นว่า ตลาดมีแนวโน้มที่จะแต่งรถด้วยแบรนด์ที่ออกแบบมาสำหรับรถแต่ละรุ่นโดยเฉพาะมากขึ้น จึงได้จับมือกับทาง ทีอาร์ดี เอเซีย ในการร่วมกันพัฒนาผลิตภัณฑ์ล้อแม๊กซ์คุณภาพ เพื่อให้มีความเหมาะสมกับความต้องการในตลาดรถยนต์

เมืองไทย รวมถึงภูมิภาคต่างๆ ล้อแม๊กซ์รุ่นพิเศษนี้ถือเป็นการร่วมมือกันระหว่าง เลนโซ่ และทีอาร์ดี ซึ่งจะมี โลโก้ เลนโซ่ และ ทีอาร์ดี อยู่บนล้อแม๊กซ์ สำหรับภายในงานเปิดตัวครั้งนี้ ทาง เลนโซ่ และ ทีอาร์ดี ได้ผลิต ล้อแม๊กซ์รุ่นพิเศษ LENSO- TRD ขึ้นมาถึง 5 รุ่น และได้นำมาเปิดตัวภายในงานครั้งนี้ ได้แก่ TR06 // SU01 // TR07 // OR03 และ TR08 และภายในงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2019 ระหว่างวันที่ 27 มีนาคม – 7 เมษายน ล้อแม๊กซ์ รุ่นTR08 จะทำการประกบคู่กับ รถโตโยต้า รีโว่ Z Edition ภายในบูธโตโยต้า ถือเป็นไฮไลท์พิเศษอีกด้วยและสำหรับผู้ที่สนใจสามารถร่วมชม พร้อมสัมผัส ล้อแม๊กซ์ LENSO-TRD ทั้งหมดนี้ได้ที่โชว์รูมโตโยต้าทั่วประเทศหรือที่ดีลเลอร์เลนโซ่ วีล กว่า 1000 แห่ง ทั่วประเทศ”

นอกจากนั้น ‘เลนโซ่’ ได้เชิญสื่อมวลชนเข้าชมโรงงานนิคมอุตสาหกรรมเวลโก ดูกระบวนการผลิตล้อแม๊กซ์ เพื่อเป็นการเพิ่มความมั่นใจศักยภาพในการร่วมมือครั้งนี้ เริ่มจากการดูขั้นตอนการผลิตล้อแม๊กซ์ในทุกๆสายงานการผลิต การหล่อ การกลึงเงา และการพ่นสี การเก็บรายละเอียดขั้นตอนสุดท้าย รวมถึงการตรวจสอบคุณภาพก่อนจัดส่งสินค้า


คอนเสิร์ตใหญ่เต็มรูปแบบ The Olarn Project : X Fire ครั้งแรกในรอบ 32 ปี ครบทุกรุ่น!! จัดเต็มทุกเพลง!!

คอนเสิร์ตใหญ่เต็มรูปแบบ The Olarn Project : X Fire ครั้งแรกในรอบ 32 ปี ครบทุกรุ่น!! จัดเต็มทุกเพลง!!

บัตรราคา 1,000 บาท 1 รอบการแสดง จำนวนจำกัด!!

ซื้อบัตรได้แล้วที่

  • ALL TICKET 7-11 ทุกสาขา http://bit.ly/theXfire-ticket
  • EVENTPOP http://go.eventpop.me/theolarnproject
  • INBOX FACEBOOK : HEAVY ORGANIZER
    โอนเข้าธนาคารกสิกรไทย ชื่อบัญชี บจก. เฮฟวี่ ออร์แกไนเซอร์
    เลขที่ 040-3-32415-9 ออมทรัพย์ สาขา ถ.เสรีไทย 46 (สวนสยาม)
    แล้วส่งหลักฐานการโอนกลับมายืนยันอีกครั้ง
    **มีค่าธรรมเนียมออกบัตร 20บาท / 1 ใบ**

************

วันทำการแสดง : เสาร์ที่ 20 เมษายน 2562
สถานที่ : BG HALL รังสิตคลอง 3
ประตูเปิด 6 โมงเย็น เล่น 1 ทุ่มตรง

************

การเดินทางไป BG HALL สะดวกสบาย
รองรับที่จอดรถเกือบ 2,000 คัน
https://goo.gl/maps/7ogoK9eMFgs

มาร่วมเป็นหนึ่งในประวัติศาสตร์การแสดงของวงดนตรีที่เรารัก
มาร่วมร้องเพลงทุกเพลง ที่เป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำที่ดีที่สุดในชีวิต
มาสร้างภาพที่จะจดจำไปด้วยกัน

จัดโดย HEAVY ORGANIZER และ JSS PRODUCTION


‘ฮุนได’ ร่วมสนับสนุนการแข่งขัน WorldSBK 2019 ส่ง ‘i30 Fastback N’ รับหน้าที่เป็นรถเซฟตี้คาร์

ฮุนได มอเตอร์ หนึ่งในผู้สนับสนุนการแข่งขันรถจักรยานยนต์ระดับโลก ‘World Superbike 2019 (SBK)’ ส่ง ‘i30 Fastback N’ รับหน้าที่เป็นรถเซฟตี้คาร์ซึ่งนับว่าเป็นอีกหนึ่งก้าวของการเข้าสู่วงการมอเตอร์สปอร์ตอย่างเต็มตัว โดยตลอดปีจะมีการแข่งขันรวมทั้งสิ้น 13 สนาม 11 ประเทศ และจัดขึ้นที่ประเทศไทย เป็นสนามที่ 2 ในวันที่ 15 – 17 มีนาคม 2562 ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต บุรีรัมย์


นอกจากการร่วมเป็นสปอนเซอร์แล้ว บริษัท ฮุนได มอเตอร์ จำกัด ยังได้สนับสนุนรถยนต์ฮุนได ‘i30 Fastback N’ ซึ่งเป็นรถยนต์ภายใต้แบรนด์ ‘N’ ที่เน้นในเรื่องสมรรถนะสูง และสามารถใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน มาใช้เป็นรถเซฟตี้คาร์อย่างเป็นทางการในทุกการแข่งขัน WorldSBK 2019 ตลอด 3 ฤดูกาลอีกด้วย และฮุนไดยังเปิดโอกาสให้ลูกค้าได้สัมผัสสมรรถนะของ i30 Fastback N อย่างใกล้ชิดในสนามแข่ง เพื่อเป็นการเปิดประสบการณ์ใหม่ที่ตื่นเต้น เร้าใจ ในการแข่งขันรถจักรยานยนต์ระดับโลกทั้งนี้ฮุนไดต้องการเผยแพร่แบรนด์ ‘N’ ซึ่งเป็นแบรนด์มอเตอร์สปอร์ตของฮุนได ให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางทั่วโลก โดยเฉพาะในวงการมอเตอร์สปอร์ต และการแข่งขันรายการระดับโลกที่เป็นที่ยอมรับ และได้รับความสนใจจากผู้ชมจำนวนมาก เพื่อสื่อให้เห็นว่ารถยนต์ที่อยู่ภายใต้แบรนด์ ‘N’ เป็นรถที่ได้รับการพัฒนาให้มีสมรรถนะสูง ขับสนุก สามารถใช้ได้ทั้งในสนามแข่งและในชีวิตประจำวัน

ฮุนได i30 Fastback N ที่ใช้เป็นรถเซฟตี้คาร์ในสนามแข่ง ได้รับการดัดแปลงแค่ส่วนที่จำเป็นเท่านั้น อาทิ แผงไฟติดตั้งบริเวณหลังคาด้านหลัง เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้กับรถเซฟตี้คาร์ และช่วยเพิ่มทัศนวิสัยที่ดียิ่งขึ้นให้กับผู้ขับขี่ที่ขับตามมาด้านหลัง เบาะที่นั่งโอบกระชับช่วยเพิ่มความมั่นใจและมอบการทรงตัวที่ดีให้กับผู้ขับขี่ และทีมแพทย์ในการแข่งขัน WorldSBK โดยส่วนใหญ่แพทย์จะนั่งในตำแหน่งถัดจากผู้ขับขี่รถเซฟตี้คาร์ เพื่อช่วยปฐมพยาบาล และดูแลความปลอดภัย

นอกจากนี้ยังตกแต่งด้วยแถบล้อสีแดง และสีน้ำเงินขนาด 19 นิ้ว และยางที่ได้มาตรฐาน จึงช่วยเพิ่มสมรรถนะที่ดีในการขับขี่ ทำให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารสามารถใช้งานได้อย่างปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ‘i30 Fastback N’ เป็นรถเซฟตี้คาร์ที่มีความโดดเด่น และหรูหราที่สุด แต่สามารถปกป้องรถจักรยานยนต์ที่ผลิตมาให้มีความเร็วมากที่สุดในโลกได้เช่นกัน

การร่วมเป็นสปอนเซอร์ของฮุนไดในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงการมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลของแบรนด์ฮุนได ที่ผลิตรถยนต์คุณภาพ และพัฒนาเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำอย่างต่อเนื่อง จนก้าวเข้าสู่วงการมอเตอร์สปอร์ตอย่างเต็มตัว และฮุนไดยังคงมุ่งมั่นคิดค้นพัฒนาสิ่งใหม่ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคให้ได้สัมผัสยนตรกรรมที่สามารถตอบโจทย์ในทุกไลฟ์สไตล์ได้เป็นอย่างดี


อาวดี้ ประเทศไทย เปิดตัว ‘Audi e-tron 55 quattro’ ยนตรกรรมพลังไฟฟ้า 100 % พร้อมจับมือ ‘แสนสิริ’ ร่วมพันธมิตรขับเคลื่อนเพื่อโลกสีเขียว

อาวดี้ ประเทศไทย เดินหน้าร่วมเปิดศักราชใหม่เปิดตัว ‘Audi e-tron 55 quattro’ ยนตกรรมเอสยูวีพรีเมียมพลังงานไฟฟ้า 100 % ครั้งแรกในประเทศไทยด้วยราคา 5,099,000 บาท และเพื่อนำการเปลี่ยนแปลงสู่ความยั่งยืน อาวดี้ ประเทศไทย ยังได้ประกาศความร่วมมือข้ามธุรกิจครั้งประวัติศาสตร์กับ ‘แสนสิริ’ ผู้พัฒนาธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ของไทยกับพันธกิจ ‘Dare to Change’ ยกระดับการสร้าง Green Ecosystem พร้อมเตรียมขยายความร่วมมือร่วมกัน โดยเริ่มต้นจากเลือกรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% Audi e-tron ให้เป็นรถที่ใช้สำหรับองค์กร สนองนโยบายรัฐบาลขับเคลื่อนประเทศไทยให้เป็น Smart City

จากความสำเร็จของ Audi e-tron ด้วยยอดจองกว่า 20,000 คันทั่วโลก หลังเปิดตัวที่สหรัฐอเมริกา ยังก้าวไปอีกขั้นเพื่อนำ Audi e-tron พิสูจน์ถึงความยอดเยี่ยมของสมรรถนะไปยังภูมิภาคอื่นๆ ทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพ และมีแนวโน้มการเติบโตสูง การเปิดตัว Audi e-tron ยนตกรรมเอสยูวีพรีเมียมพลังงานไฟฟ้า 100 % ในประเทศไทยในครั้งนี้ จะมีส่วนช่วยนำความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญมาสู่อุตสาหกรรมรถยนต์ไทย ที่กำลังเปลี่ยนรูปแบบการเคลื่อนที่สู่สังคมรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ซึ่งรัฐบาลไทยมีนโยบาย และมาตรการส่งเสริมให้มีการใช้ยานยนต์พลังงานไฟฟ้าเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในประเทศไทยอย่างชัดเจน

Audi e-tron เป็นยนตรกรรมเอสยูวีพรีเมียม 5 ที่นั่ง โดยรุ่นที่นำมาเปิดตัว คือ Audi e-tron 55 quattro โดยมีราคา 5,099,000 บาท มาพร้อมระบบการขับเคลื่อน 4 ล้อ quattro อันเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของ Audi โดยมีมอเตอร์ไฟฟ้าติดตั้ง 2 ตำแหน่งที่ด้านหน้า และด้านหลังซึ่งส่งกำลังไปยังล้อโดยตรง ทำให้เกิดการตอบสนองที่ฉับไวในทุกช่วงเวลา ไม่ว่าจะเป็นการออกตัว หรือว่าการเร่งแซงที่ทำได้รวดเร็วทันใจ โดยมอเตอร์ไฟฟ้าทั้ง 2 ตัว ให้กำลังสูงสุด 266 กิโลวัตต์ หรือ 360 แรงม้า และเพิ่มขึ้นเป็น 408 แรงม้า ในบูสต์โหมดแรงบิดสูงสุด 561 นิวตันเมตร และเพิ่มขึ้นเป็น 664 นิวตันเมตร ในบูสต์โหมด ทำให้มั่นใจในสมรรถนะที่จะตอบสนองการใช้งาน และเติมอารมณ์สปอร์ตได้อย่างเต็มที่ ด้วยอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.ในเวลา 6.6 วินาที และ 5.7 วินาทีในบูสต์โหมด และทำความเร็วสูงสุดได้ 200 กม./ชม.

นอกจากเรื่องของสมรรถนะแล้ว จุดเด่นของ e-tron ก็คือ ความสามารถในการใช้งาน โดยการชาร์จไฟ 1 ครั้ง เดินทางได้ถึง 417 กม. จากการทดสอบโดยใช้มาตรฐาน WLTP ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากเทคโนโลยีการออกแบบที่เยี่ยมยอดทำให้ชาร์จไฟกลับเข้าแบตเตอรีได้รวดเร็วเมื่อรถชะลอความเร็วหรือเบรก ยังคงความหรูหรา สะดวกสบายในการใช้งาน ทั้งความกว้างขวางของห้องโดยสาร ทำให้ผู้โดยสารนั่งสบาย จากการออกแบบพื้นที่จัดวางแบตเตอรี ไม่ให้รบกวนห้องโดยสาร และพื้นที่บรรทุกสัมภาระด้านหลัง ซึ่งมีความจุถึง 660 ลิตร

Audi e-tron 55 quattro เป็นรถยนต์นำเข้า และผลิตจากโรงงานของอาวดี้ในเมือง บรัสเซลล์ ประเทศเบลเยี่ยม ซึ่งเป็นโรงงานผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่ทันสมัยที่สุด มีแหล่งผลิตพลังงานไฟฟ้าเพื่อใช้ในโรงงานเป็นของตนเอง อีกทั้งยังเป็นฐานการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคด้วย และโรงงานผลิตรถยนต์แห่งนี้ ยังเป็นโรงงานผลิตรถยนต์พรีเมียมแห่งแรก ที่ได้รับการรับรองให้เป็นโรงงานคาร์บอนนิวทรัล ขณะเดียวกันอาวดี้มุ่งให้โรงงานแห่งนี้ เป็นโรงงานที่มีคาร์บอนเป็นศูนย์ด้วย

นายกฤษฎา ล่ำซำ ประธานกรรมการและประธานกรรมการบริหาร Audi Thailand เผยว่า “ภายใต้การสนับสนุนของ AUDI AG ทางเรายังคงนโยบายกลยุทธ์เชิงรุก ซึ่งการเปิดตัว Audi e – tron : Audi’s First Luxury Pure Electric Car ยนตกรรมเอสยูวีพรีเมียมพลังงานไฟฟ้า 100 % ที่มีสมรรถนะสูง สะท้อนเอกลักษณ์ ความโดดเด่น และ ดีเอ็นเอ Audi ที่เรียกว่า Vorsprung Durch Technik ครั้งแรกในประเทศไทย จะสร้างปรากฏการณ์สำคัญครั้งใหม่ โดยเฉพาะในกลุ่มยนตรกรรมพรีเมียม ในด้านสมรรถนะ ดีไซน์ และความก้าวล้ำแห่งเทคโนโลยี ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ และความต้องการของลูกค้า ที่รอคอยการมาของ Audi e-tron

นับเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญส่วนหนึ่งในการพัฒนา และขับเคลื่อนให้ประเทศไทยเป็น smart city ซึ่งวันนี้เราพร้อมสนับสนุน และกล้าที่จะเปลี่ยนเพื่อความยั่งยืน และจากนโยบายด้านความยั่งยืนที่กลายเป็นรูปธรรม ด้วยการนำยนตรกรรมพลังงานไฟฟ้าเข้าสู่ตลาดประเทศไทยอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดความร่วมมือทางกลยุทธ์ข้ามอุตสาหกรรมครั้งประวัติศาสตร์ กับบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านอสังหาริมทรัพย์ นั่นคือ บริษัท แสนสริ จำกัด (มหาชน) ซึ่งมีนโยบายและวิสัยทัศน์เรื่องความยั่งยืนและความรับผิดชอบต่อสังคมสิ่งแวดล้อมมาอย่างต่อเนื่อง ในพันธกิจ “Dare to Change” เพื่อร่วมกันยกระดับ Green Ecosytem โดยทางแสนสิริ เริ่มนำร่องจากการเลือก Audi e-tron เป็นส่วนหนึ่งที่ใช้ภายในองค์กร”

นายอภิชาติ จูตระกูล ประธานอำนวยการ บริษัทแสนสิริ จำกัด (มหาชน) (SIRI) เปิดเผยว่า “แสนสิริ และ อาวดี้ ประเทศไทย ตระหนักร่วมกันถึงมลภาวะสิ่งแวดล้อมระดับโลกในปัจจุบัน ด้วยวิสัยทัศน์ด้าน Green Mission ที่สอดคล้องกัน จึงได้ต่อยอดผนึกกำลังสร้างความร่วมมือที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่เป็นส่วนหนึ่งในระดับโลกได้ เริ่มต้นจากการนำ Audi e-tron ยนตรกรรมพรีเมียมพลังงานไฟฟ้า 100% มาใช้ภายในองค์กรแสนสิริ ซึ่งสะท้อนให้เห็นลึกถึงดีเอ็นเอขององค์กร ที่พร้อมมุ่งมั่นอย่างแท้จริง ลงมือทำอย่างจริงจัง ไม่ใช่เพียงแค่เฉพาะนโยบายนอกองค์กรเท่านั้น และยังเป็นครั้งแรกในโลกระหว่าง 2 อุตสาหกรรม ด้านอสังหาริมทรัพย์และด้านยานยนต์ ที่มาบรรจบกัน เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงด้าน Green Ecosystem ครั้งสำคัญ ที่จะสร้างมิติใหม่แห่งทั้งสองวงการ”พบกับบูธ Audi ได้ที่งาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2019 ระหว่างวันที่ 28 มีนาคม -7 เมษายน อาคารชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี สำหรับลูกค้าทุกท่านที่จองรถยนต์ Audi ทุกรุ่น ลุ้นรับ Q7 Black Edition มูลค่า 5.999 ล้านบาท สิทธิพิเศษสำหรับสมาชิกครอบครัวแสนสิริ รับ Service Voucher อีกทั้งความพิเศษที่เตรียมมอบให้อีกมากมาย ร่วมสัมผัสยนตกรรมอาวดี้ และสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

  • Audi Centre Thailand 02 765 8888 Audi New Petchburi 02 023 4888
  • Audi Pattaya 038 197 888 Audi Phuket 076 646 666

ทั้งนี้รถอาวดี้เป็นรถยนต์นำเข้าทุกรุ่น สำหรับลูกค้าที่ออกรถใหม่รับการดูแลจาก Audi Protection การรับประกันรถใหม่ 5 ปี หรือระยะทาง 150,000 กิโลเมตร และบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน Roadside Assistance ทั่วประเทศ 24 ชั่วโมงนาน 5 ปี และสำหรับลูกค้า Audi e-tron รับประกันแบตเตอรี 8 ปี หรือ 160,000 กม.


เดวิด เบ็คแฮม และ ซีเนอดีน ซีดาน สองตำนานนักเตะร่วมสร้างสรรค์รองเท้าฟุตบอล ‘พรีเดเตอร์’ รุ่นพิเศษฉลองครบรอบ 25 ปี

‘ทเวนตี้ไฟว์ เยียส์ ออฟ พรีเดเตอร์ แพ็ค’ (25 Years of Predator Pack) คอลเลคชั่นรองเท้าฟุตบอลและเสื้อผ้าที่ได้รับแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์มาจากสองตำนานประจำวงการลูกหนัง เดวิด เบ็คแฮม และ ซีเนอดีน ซีดาน

เดวิด เบ็คแฮม และ ซีเนอดีน ซีดาน ถือเป็นสองนักเตะที่ได้รับคอลเลคชั่นพิเศษที่ได้แรงบันดาลใจมาจากรองเท้าฟุตบอลที่ทั้งคู่เคยสวมใส่สมัยที่ยังค้าแข้งอยู่ สำหรับรองเท้าฟุตบอลรุ่นพิเศษของซีดานก็คือ แอคเซเลอเรเตอร์ ปี 98 ที่มีการปรับโฉมตัวรองเท้าที่ทำจากวัสดุหนังจิงโจ้ด้วยสีทอง อันแสดงถึงรางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปี หรือ บัลลงดอร์ ที่เขาสามารถคว้ามาครองได้สำเร็จในปี 1998 และยังมีการตกแต่งด้วยสีน้ำเงิน สีแดง และสีขาว ที่ผสมผสานกันได้อย่างลงตัว โดยจะมีเชือกรองเท้าแถมมาให้ทั้งหมด 4 สี ได้แก่ สีทอง สีกรมท่า สีขาว และสีแดง

ขณะที่รองเท้าฟุตบอลรุ่นพิเศษของเบ็คแฮมก็คือ พรีเดเตอร์ พรีซิชั่น ซึ่งเป็นรองเท้าฟุตบอลที่เขาเคยใส่ลงสนามแข่งขันเมื่อปี 2001 นั่นเอง โดยที่ตัวรองเท้านั้นมีการใช้วัสดุหนังจิงโจ้เช่นเดียวกัน แต่ว่าจะมีการปรับเปลี่ยนเป็นสีขาวล้วนและแต่งเติมสีบริเวณลิ้นรองเท้าด้วยสีแดงที่ตัดกันอย่างสมบูรณ์แบบ สำหรับคอลเลคชั่นพิเศษของเบ็คแฮมนั้นจะมีเชือกสีขาว และสีแดงแถมมาให้อีกด้วย

สำหรับทั้งสองคอลเลคชั่นพิเศษ มีรองเท้าทั้ง 2 แบบให้เลือก นั่นก็คือ รองเท้าสำหรับเล่นฟุตบอล และรองเท้าสำหรับใส่ในชีวิตประจำวัน นอกเหนือจากนี้ยังมีเสื้อฟุตบอล เสื้อยืด และกางเกงที่ถูกดีไซน์ตามแบบฉบับของชุดแข่งขันเรอัล มาดริด ประจำฤดูกาล 2003/2004 ซึ่งเป็นช่วงที่ทั้ง เบ็คแฮม และ ซีดาน ได้ลงเล่นในทีมชุดเดียวกัน

และที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ รองเท้าฟุตบอลพรีเดเตอร์ 19+ รุ่นพิเศษที่ผสมผสานเรื่องราวของสองตำนานเอาไว้ ในคู่เดียว โดยตัวรองเท้านั้นใช้สีทองอันโดดเด่นจาก แอคเซเลอเรเตอร์ ปี 98 ที่สื่อถึงการคว้ารางวัลบัลลงดอร์และแชมป์ฟุตบอลโลกเมื่อปี 1998 ของซีดาน แล้วเสริมรายละเอียดด้วยการปักตัวย่อชื่อเต็มของทั้งสองตำนานเอาไว้ที่รองเท้าฟุตบอลทั้งสองข้าง โดยชื่อย่อของซีดานจะอยู่ที่ข้างซ้าย ส่วนชื่อย่อของเบ็คแฮมอยู่ที่ข้างขวาสำหรับรองเท้าฟุตบอลรุ่นพิเศษของซีเนอดีน ซีดาน และ เดวิด เบ็คแฮม (พรีเดเตอร์ แอคเซเลอเรเตอร์ ปี 98 และ พรีเดเตอร์ พรีซิชั่น ปี 01) มีจำหน่ายในราคา 13,000 บาท ในวันที่ 7 มีนาคม 2562 ที่ arifootballstore.com และร้านคาร์นิวาล สยามสแควร์ ซอย 7 เท่านั้น


รับมือวิกฤตฝุ่นพิษ PM 2.5 ด้วยเครื่องฟอกอากาศประสิทธิภาพสูง LG PuriCare

ในช่วงที่คนไทยกำลังประสบกับภาวะวิกฤตฝุ่นพิษอยู่ในปัจจุบัน โดยยังไร้มาตรการแก้ไขและป้องกันระยะยาวนั้น จึงต่างต้องหาวิธีรับมือกับมลภาวะนี้ด้วยตัวเอง นอกเหนือจากหน้ากากป้องกันฝุ่นละอองที่ควรต้องสวมใส่เมื่ออยู่นอกบ้านแล้ว อากาศบริสุทธิ์ภายในบ้านก็เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง เครื่องฟอกอากาศที่มีประสิทธิภาพในการกรองฝุ่นได้อย่างแท้จริงกลายเป็นอุปกรณ์ภายในบ้านที่จำเป็น

แอลจีได้พัฒนานวัตกรรมเครื่องฟอกอากาศ PuriCareTM (แอลจี เพียวริแคร์) ที่สามารถฟอกอากาศและฝุ่นที่มีอนุภาคขนาดเล็กถึง 1.0 ไมครอน (PM 1.0 ซึ่งมีขนาดเล็กกว่า PM 2.5 ถึง 2.5 เท่า) ด้วยสมาร์ท เซ็นเซอร์ เพื่อการหายใจในบ้านที่สะอาดบริสุทธิ์ได้อย่างมั่นใจ

เครื่องฟอกอากาศ LG PuriCareTM ได้รับการออกแบบเป็นพิเศษด้วยระบบฟอกอากาศถึง 6 ขั้นตอน ช่วยดูดและกรองฝุ่น รวมถึงสารปนเปื้อนในอากาศต่างๆ ที่มีโมเลกุลขนาดเล็กได้อย่างหมดจด ไม่ว่าจะเป็นสารที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้ หรือแม้กระทั่งแก๊สและสารที่มีกลิ่นและอาจเป็นอันตราย พร้อมคุณสมบัติของระบบฟอกอากาศภายในตัวเครื่องที่ทำงานแยกกันอย่างอิสระตัวเครื่องส่วนล่างจึงมอบอากาศบริสุทธิ์ให้แก่เด็กเล็กได้อย่างทั่วถึง นอกจากนี้ ตัวเครื่องทรงกลมที่มี Clean Booster จะทำการยกตัวขึ้นและหมุนเพื่อกระจายอากาศบริสุทธิ์สู่ทั่วทุกมุมห้อง พร้อมคุณสมบัติในการกระจายลมได้ในรัศมีสูงสุด 7.5 เมตร ช่วยสร้างอากาศบริสุทธิ์ และไร้ฝุ่นภายในบ้านได้อย่างแท้จริง

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ข้อมูลแอลจี 0-2878-5757 หรือ www.lg.com/th และสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่


‘เซ็นทารา’ ส่งออกการบริการอย่างไทยอันแสนอบอุ่นสู่เมืองโดฮาประเทศกาตาร์ในนาม ‘เซ็นทารา เวสต์เบย์ เรสซิเดนซ์ และสวีท โดฮา’

โรงแรม และรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา ฉลองเปิดตัวโรงแรมหรูวิวทะเลริมอ่าวอาหรับอันทอดยาว ณ ใจกลางเมืองโดฮา ‘เซ็นทารา เวสต์เบย์ เรสซิเดนซ์และสวีท โดฮา’ ครั้งแรก พร้อมถ่ายทอดประสบการณ์การต้อนรับอันอบอุ่นแบบไทย และการบริการด้วยไมตรีจิตเสมือนครอบครัวสู่ประเทศกาตาร์


เซ็นทารา เวสต์เบย์ เรสซิเดนซ์และสวีท โดฮา เปิดให้บริการห้องพักจำนวน 265 ห้อง ในเขตเวสต์เบย์ ซึ่งถือเป็นเขตที่มีตึกสูงระฟ้าดีไซน์ตระการตาตั้งอยู่มากมาย สามารถมองเห็นวิวของผืนทะเลอ่าวอาหรับอันสวยงาม โดยโรงแรมตั้งอยู่ถัดจาก โดฮา คอร์นิช หรือถนนขนาดกว้างขวางขนานริมทะเล เลียบอ่าวโดฮา และห่างจากท่าอากาศยานนานาชาติฮาหมัดเพียง 25 นาทีเท่านั้น

นับเป็นก้าวสำคัญในการขยายธุรกิจโรงแรมในตลาดต่างประเทศของเซ็นทารา ด้วยการเปิดตัวโรงแรมเป็นแห่งที่ 2 ในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดย เซ็นทารา เวสต์เบย์ฯ โดฮา นำเสนอดีไซน์ และการตกแต่งภายในที่กว้างขวางประกอบกับสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครัน ผสมผสานด้วยการบริการแบบไทยอันมีเสน่ห์เข้ากับวัฒนธรรมอันน่าดึงดูดของประเทศกาตาร์

งานฉลองเปิดตัวเซ็นทารา เวสต์เบย์ เรสซิเดนซ์ และสวีท โดฮา เริ่มต้นด้วยโชว์ทางวัฒนธรรมของชนพื้นเมืองย่างการแสดงตีกลอง และโชว์นกเหยี่ยวของกาตาร์ ต่อด้วยการแสดงรำไทย การฉายภาพ 3 มิติบนตึกอย่างยิ่งใหญ่ตระการตา รวมถึงการกล่าวเปิดงานจากผู้บริหารระดับสูง พิธีตัดริบบิ้น และมื้ออาหารสุดพิเศษจากเชฟ อัลเฟรด ปราสาท ผู้ครองตำแหน่งเชฟมิชลินสตาร์เซ็นทารา เวสต์เบย์ เรสซิเดนซ์ และสวีท โดฮา มีห้องพักที่ทันสมัย และกว้างขว้างให้ผู้เข้าพักได้เลือกอย่างหลากหลาย ตั้งแต่ห้องขนาดสตูดิโอ สวีท และอพาร์ทเม้นท์ขนาด 1 จนถึง 3 ห้องนอน รวมถึงเพนท์เฮ้าส ขนาด 4 ห้องนอน โดยทุกห้องมีจุดเด่นที่บานหน้าต่างขนาดใหญ่สำหรับการชมทิวทัศน์แบบพาโนรามาของพื้นที่เวสต์เบย์ และความสวยงามของคาบสมุทรอาหรับ โดยขนาดห้องพักมีขนาดตั้งแต่ 45 ตรม. ไปจนถึง 365 ตรม. ภายในพร้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน อาทิ ห้องนอนขนาดใหญ่ พื้นที่นั่งเล่น พื้นที่รับประทานอาหาร พื้นที่ครัวพร้อมอุปกรณ์ทำครัว เทคโนโลยีอันทันสมัยในห้องต่างๆ สวิตช์ไฟระบบสัมผัส และสมาร์ททีวีโรงแรมแห่งนี้ยังเป็นอีกจุดหมายปลายทางแห่งอาหารเลิศรสถ่ายทอดผ่านห้องอาหารทั้ง 2 ในโรงแรมได้แก่ ห้องอาหารคาพริซ ที่มีคอนเซ็ปต์ และแรงบันดาลใจในการออกแบบจากคาเฟ่ที่แสนอบอุ่น โดยนำเสนออาหารคุณภาพชั้นเยี่ยมทั้งเมนูอาหารไทยและนานาชาติ รวมไปถึงห้องอาหารดัลชินี ห้องอาหารอินเดียสไตล์ใหม่ที่ได้รับการรังสรรเมนูโดยเชฟมือฉมังอย่างเชฟ ‘อัลเฟรด ปราสาท’ ผู้ครองตำแหน่งเชฟมิชลินสตาร์ นอกจากนั้นยังมีล็อบบี้เลาจน์และบาร์สุดชิคริมสระว่ายน้ำอีกด้วย

ยิ่งไปกว่านั้น โรงแรมแห่งนี้ยังพร้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกมากมายเพื่อมอบความผ่อนคลายให้กับแขกผู้เข้าพัก อาทิ สระว่ายน้ำในร่มที่มองเห็นวิวทะเล ห้องฟิตเนสเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่และแอโรบิคสตูดิโอรวมถึงคิดส์คลับและสระว่ายน้ำสำหรับเด็ก ทั้งยังมีร้านขายของที่ระลึก ห้องสวดมนต์ และห้องจัดประชุมอีก 2 ห้อง

โดฮา ถือเป็นเมืองสำคัญทางวัฒนธรรมและศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของภูมิภาคตะวันออกกลางแห่งหนึ่ง ทั้งยังมีสถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมอันเลื่องชื่อ อาทิ ตลาดถนนคนเดินซุค วาคีฟ พิพิธภัณฑ์ศิลปะอิสลาม และมัสยิดหลวง อีกทั้งยังมีศูนย์การค้าหลายแห่ง และชายหาดที่สวยงาม เมืองโดฮายังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงกีฬาจากการเป็นเจ้าภาพจัดงานแข่งขันกีฬาสำคัญประจำปีหลายงาน อาทิเช่น การแข่งขันเทนนิสการ์ต้า โอเพ่น การแข่งขันกรีฑาชิงแชมป์โลกประจำปี 2019 รวมไปถึงงานยิ่งใหญ่ระดับโลกอย่างงานฟุตบอลโลกปี 2022

การเปิดเซ็นทารา เวสต์เบย์ เรสซิเดนซ์และสวีท โดฮา ในตลาดตะวันออกกลางครั้งนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของแผนยุทธศาสตร์ 5 ปี ในการขยายธุรกิจของเครือเซ็นทารา ที่มุ่งเพิ่มจำนวนโรงแรมและรายได้ให้เป็น 2 เท่าตัวภายในปี 2022 โดยก่อนหน้านี้ เซ็นทาราได้เปิดโรงแรมเซ็นทารา มัสกัต ไปในปี 2017 และวางแผนเปิด เซ็นทารา แกรนด์ อัล ดัฟนา โดฮา ในครึ่งปีแรกของปี 2020

********************

สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา ได้ที่ www.centarahotelsresorts.com
หรือ จองห้องสำหรับเข้าพักที่เซ็นทารา เวสต์เบย์ เรสซิเดนซ์และสวีท โดฮา ได้ที่ www.centarahotelsresorts.com/centara/cwq


‘โอลด์ พุลท์นี่ย์’ มอลต์แห่งท้องทะเล การันตีด้วยรางวัลระดับโลก!

คำเตือน: บทความนี้ติดเรท 20+ ไม่เหมาะสำหรับผู้ไม่บรรลุนิติภาวะ!

วัฒนธรรมการดื่มเป็นสิ่งที่ไม่หยุดนิ่ง การคิดค้น และพัฒนาเครื่องดื่มเพื่อเพิ่มสุนทรียรสจึงเข้ามามีบทบาทในการบอกเล่าเรื่องราวประวัติ
ความเป็นมาอันยาวนาน กระบวนการผลิตอันพิถีพิถันของ Old Pulteney (โอลด์ พุลท์นี่ย์) ซิงเกิ้ลมอลต์ สก็อตช์วิสกี้ ต้นตำรับมอลต์แห่งท้องทะเลที่กลั่น และหมักบ่มด้วยอิทธิพลจากทะเล ครั้งนี้เราได้มีโอกาศมาร่วมรับฟังถึงวิวัฒนาการของแบรนด์

ในกิจกรรมนอกจากจะได้ความรู้เรื่องการผลิตแล้วยังเปิดตัวคอลเล็กชั่นใหม่ถึง 4 รุ่น ซึ่งในแต่ละรุ่นจะมีลักษณะเฉพาะตัวให้คนรักซิงเกิ้ลมอลต์ได้ดื่มด่ำกับรสชาติอันหลากหลาย โดยในงานจะมีมาสเตอร์คลาสบุคคลที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จ มร. มัลคอล์ม แวริง (Malcolm Waring) Pulteney Distillery Manager ผู้ที่อยู่คู่โรงกลั่น โอลด์ พุลท์นี่ย์ มายาวนานมาเป็นคนบอกเล่าเรื่องราว และให้ความรู้เรื่องการดื่มอีกด้วยคอลเล็กชั่นใหม่ที่เอามาให้ได้ชิมกันในครั้งนี้ประกอบด้วย Old Pulteney รุ่น 12 ปี, Old Pulteney รุ่น Huddart, Old Pulteney รุ่น 15 ปี, Old Pulteney รุ่น 18 ปี ซึ่งทั้ง 4 รุ่นก็มีคาแรคเตอร์แตกต่างกันอย่างชัดเจน ผมเองก็ตอบไม่ได้เหมือนกันว่ารุ่นไหนดีสุด อันนี้คงขึ้นอยู่กับรสนิยม กับอารมณ์ในวันนั้นๆ ประกอบกับประสบการณ์ที่แตกต่างของแต่ละคนซะมากกว่าโดยแต่ละรุ่นจะมีรสชาติประมาณนี้…

  • Old Pulteney รุ่น 12 ปี โดดเด่นด้วยกลิ่นอายทะเลที่เป็นเอกลักษณ์ มอลต์แห่งท้องทะเล ผสานกับถังไม้โอ๊กอเมริกัน Bourbon ช่วยขับความหวานและรสชาติแสนคลาสสิก หอมกลิ่นซิตรัสอ่อนๆ วนิลา และคาราเมล
  • Old Pulteney รุ่น Huddart ไฮไลท์ของคอลเล็กชั่นนี้ ตั้งชื่อตามถนนที่ตั้งโรงกลั่นโอลด์ พุลท์นี่ย์ มีประวัติศาสตร์อยู่มานานกว่า 190 ปี ความพิเศษของรุ่นนี้เป็น non-age statement ที่มีกรรมวิธีบ่มถึง 2 ถัง คือ อเมริกันโอ๊ก Bourbon และจบด้วยถังไม้โอ๊ก ex-peated cask โดยมีกรรมวิธีคล้าย 
รุ่น 1989 Vintage ซึ่งได้รับยกย่องว่าเป็นซิงเกิ้ลมอล์ตวิสกี้ที่ดีที่สุดในโลก คาแรคเตอร์ที่ชัดเจน 
หอมกลิ่มสโมคกี้ ผสมกับน้ำผึ้ง แอปเปิ้ลเขียว วนิลา และน้ำตาลไหม้
  • Old Pulteney รุ่น 15 ปี รสชาตินุ่มนวล ให้สัมผัสถึงกลิ่นผลไม้แห้งหลายชนิด แอปเปิ้ลและ
ซิตรัส ตามด้วยความหวานของน้ำผึ้ง หอมกลิ่นวนิลา มีกลิ่นช็อคโกแลต และดอกไม้ที่ปลายลิ้น
  • Old Pulteney รุ่น 18 ปี มีคาแรคเตอร์และสีเฉพาะตัวของถังไม้อเมริกันโอ๊กและไม้เชอร์รี่สเปน เข้มข้นและอบอุ่นด้วยกลิ่นช็อคโกแลต วนิลา น้ำผึ้ง และเครื่องเทศ ปิดท้ายด้วยกลิ่นซิตรัส และ
แอปเปิ้ล

การปรับโฉมครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 8 ปี โดยลุคใหม่จะสะท้อนตัวตน และเรื่องราวอันยาวนานของ ‘
โอลด์ พุลท์นี่ย์’ ด้วยดีไซน์ใหม่หมดจด ทั้งกล่อง ขวด และโลโก้ที่โดดเด่นชวนมองน่าสะสม สะท้อนถึงความร่วมสมัยนำเสนอเรื่องราวที่เป็นตำนานของแบรนด์ให้เข้ากับกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีความหลงใหลในวิสกี้ และไลฟ์สไตล์การดื่มในยุคปัจจุบันได้อย่างลงตัว

นอกจากนี้ บนแพ็กเกจของโอลด์ พุลท์นี่ย์ ทุกขวด ยังมีสัญลักษณ์รับรองคุณภาพจากกระบวนการผลิตอันพิถีพิถันทุกขั้นตอน โดยมีลายเซ็นของผู้จัดการโรงกลั่น ‘มร. มัลคอล์ม แวริง’ ชายผู้อยู่เบื้องหลังการผลิตทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการคัดเลือก
ถังไม้โอ๊กที่ใช้ในการบ่มโอลด์ พุลท์นี่ย์ ให้เหมาะสมในแต่ละรุ่นเพื่อให้รสสัมผัสยังคงมีเอกลักษณ์ตามมาตรฐาน

มร. มัลคอล์ม แวริง มีถิ่นกำเนิดเดียวกับโอลด์ พุลท์นี่ย์ ในเมืองวิค (Wick) ดินแดนเหนือสุดของสกอตแลนด์ เขาได้สั่งสมประสบการณ์ในศาสตร์ทุกแขนงของการบ่มมอลต์วิสกี้ชั้นเลิศ เป็นเวลากว่าสามทศวรรษ และในปี 2018 เขาได้รังสรรค์วิสกี้รสชาติใหม่อันโดดเด่นอย่าง รุ่นฮัดดาร์ต รุ่น 15 ปีและรุ่น 18 ปีขึ้น เพื่อเป็นสมาชิกใหม่ของครอบครัวเพิ่มเติมจากรุ่นดั้งเดิมของโอลด์ พุลท์นี่ย์ อย่างรุ่น 12 ปี เพื่อสืบสานภูมิปัญญาแห่ง
การรังสรรค์มอลต์แห่งท้องทะเล

ในกิจกรรมมาสเตอร์คลาสนี้ เราจะได้ลิ้มลองวิสกี้คอลเล็กชั่นใหม่ทั้ง 4 รสชาติ สัมผัสถึงสุนทรียรสจากวิสกี้ระดับตำนาน โดยจะมีการแนะนำเมนูอาหารที่ช่วยเสริมรสชาติให้กลมกล่อมยิ่งขึ้น ปิดท้ายกิจกรรมด้วยเมนูเครื่องดื่มค็อกเทลสูตรพิเศษที่รังสรรค์จาก โอลด์ พุลท์นี่ย์ รุ่น 12 ปี พร้อมพูดคุยแบบเจาะลึกถึงแก่นแท้
ของศาสตร์การผลิต โอลด์ พุลท์นี่ย์ มอลต์แห่งท้องทะเล จากมร. มัลคอล์ม ณ ห้องอาหาร ‘Elements’ โรงแรม ดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ ห้องอาหารไฟน์ไดน์นิ่งระดับ 1 ดาวมิชลิน ที่ได้รับรางวัลถึง 2 ปีซ้อน 
 เรื่องราวความสำเร็จของ โอลด์ พุลท์นี่ย์ ย่อมมาพร้อมกับรางวัลการันตีคุณภาพและรสชาติอัน
ล้ำเลิศที่รู้จักกันดีว่าเป็น The Maritime Malt – มอลต์แห่งท้องทะเล มอลต์วิสกี้ที่อยู่คู่ประวัติศาสตร์ของ
สก็อตช์วิสกี้ จากโรงกลั่นในเมืองวิค ที่ตั้งอยู่เหนือสุดเขตไฮแลนด์ของสก็อตแลนด์ และเมื่อไม่นานมานี้ โอลด์ พุลท์นีย์ รุ่น 15 ปี ก็ได้รับคะแนนสูงถึง 95.5 จาก Whisky Bible 2019 โดย ‘จิม เมอร์เรย์’ (Jim Murray ) กูรูด้านวิสกี้ระดับโลก และแน่นอนว่า
คอลเล็กชั่นใหม่นี้ยังคงรักษามาตรฐานคุณภาพเพื่อคว้ารางวัลระดับโลกเช่นกัน

#OLDPULTENEY #MaritimeMalt


Privacy Preference Center