เที่ยวไทยวันธรรมดาไปกับแกร็บ x แอร์เอเชีย x การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย แจกคูปองส่วนลดแกร็บ ‘เรนท์’
- กรุงเทพฯ ไปยัง 3 จุดหมายปลายทาง ได้แก่ เชียงใหม่, ภูเก็ต, หาดใหญ่
- เฉพาะเที่ยวบินวันจันทร์ – วันพฤหัสบดี
- ระหว่างวันที่ 15 กุมภาพันธ์ – 31 มีนาคม 2562
ทั้งนี้ แคมเปญ “วันธรรมดาน่าเที่ยว” ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เกิดขึ้นภายใต้แนวคิด ที่ต้องการกระตุ้นให้คนไทยเดินทางท่องเที่ยวในช่วงวันธรรมดา และเปลี่ยนวันธรรมดาให้เป็นวันพิเศษ เพื่อช่วยลดวันว่างทางเศรษฐกิจ โดย แอร์เอเชีย และ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ได้ร่วมมือกัน เพื่อเสริมความพร้อมให้กับแคมเปญดังกล่าวด้วยการยกระดับระบบขนส่ง และมอบความสะดวกสบายที่มากขึ้น โดยนำการให้บริการเรียกรถผ่านแอพพลิเคชั่นของ แกร็บ มาให้บริการ เพื่อมอบการเดินทางที่สะดวกสบาย แบบไร้รอยต่อ และราบรื่นแก่นักท่องเที่ยว ผ่านบริการจากแกร็บ ‘เรนท์’ ซึ่งเป็นบริการเช่ารถโดยสาร พร้อมคนขับส่วนตัว ที่ตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการเดินทางไปยังหลากหลายจุดหมายปลายทาง และสร้างประสบการณ์ การท่องเที่ยวในวันธรรมดาให้สบายใจกว่าที่เคย
นอกจากนี้ แคมเปญดังกล่าวยังถือเป็นการสานต่อความร่วมมือระหว่างแกร็บ และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ในการส่งเสริมการท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจ และช่วยกระจายรายได้ไปยังภูมิภาคของประเทศไทย โดยที่ผ่านมา แกร็บได้ร่วมมือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยภายใต้แคมเปญ “แกร็บสิ” ที่พาผู้ใช้แกร็บไปเที่ยว
25 สถานที่ท่องเที่ยวชุมชนใน 5 จังหวัด กรุงเทพฯ, พัทยา, ภูเก็ต, กระบี่ และ สุราษฎร์ธานี (สมุย) โดยความร่วมมือดังกล่าวยังตอบรับพันธกิจของแกร็บ ในการมุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างรายได้ ให้กับชุมชนอย่างยั่งยืน
เสียวหมี่ ร่วมกับ เอไอเอส เปิดตัว ‘เรดหมี่ โก’ สมาร์ทโฟนรุ่นล่าสุดราคาเริ่มต้นเพียง 790 บาท!
เรดหมี่ โก มีหน้าจอความละเอียดระดับ HD ที่ใหญ่ถึง 5 นิ้ว ชิปเซ็ต Qualcomm® Snapdragon 425 SoC แบตเตอร์รี่ความจุขนาดใหญ่ถึง 3,000 mAh รองรับการถ่ายภาพนิ่ง และวีดีโอในความละเอียดสูงด้วยกล้องหลังความละเอียดสูง 8 ล้านพิกเซล พร้อมไฟแฟลชแบบ LED กล้องหน้ามาพร้อมความละเอียดขนาด 5 ล้านพิกเซลเหมาะสำหรับการถ่ายเซลฟี่ เทคโนโลยีตัดเสียงรบกวนที่ติดตั้งมาใน เรดหมี่ โก ช่วยให้ทุกเสียงสนทนาคมชัด นอกจากนี้ เรดหมี่ โก ยังรองรับการใช้งานแบบ 2 ซิมการ์ด และช่องการ์ด microSD เพื่อรองรับการ์ดหน่วยความจำภายนอกได้สูงสุดถึง 128 GB
ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์โก (Android™ Go) ออกแบบมาเพื่อเพิ่มความสามารถของสมาร์ทโฟนรุ่นเล็กราคาประหยัดให้ใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพอย่าง เรดหมี่ โก ที่ติดตั้งระบบปฏิบัติการ Android 8.1 Oreo (Go edition) พร้อมแอพพลิเคชั่นจากกูเกิ้ล (Google) ซึ่งถูกย่อขนาดให้ใช้หน่วยความจำและดาต้าน้อยลง
เรดหมี่ โก ตัวเครื่องสีน้ำเงินมาพร้อมกับหน่วยความจำขนาด 8GB ในราคา 790 บาทเท่านั้น เรดหมี่ โก กำหนดเริ่มวางจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2562 เป็นต้นไปที่ร้านค้าและตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการของเสียวหมี่ทั่วประเทศ และเพื่อฉลองการเปิดตัวในครั้งนี้ เสียวหมี่ ร่วมกับ AIS มอบโปรโมชั่นสุดพิเศษ ระหว่างวันที่ 4 มีนาคม ถึง วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2562 โดยสิทธิประโยชน์ที่จะได้รับอาทิเช่น โปรโมชั่น Prepaid to Postpaid ซื้อเครื่อง เรดหมี่ โก ในราคา 790 บาท จากราคาเต็ม 2,699 บาท หากท่านซื้อแพ็กเกจ AIS รายเดือนเพียงแค่เดือนละ 499 บาท ภายในระยะเวลาสัญญา 12 เดือน
***โดยมีเงื่อนไขต้องจ่ายล่วงหน้า 700 บาทเท่านั้น (บวก VAT อีก 7%)***
กรี๊ดสนั่นกับกับการเปิดตัว ‘กาแลคซี่ เอส 10’ สุดมันส์กลางกรุง!
เปิดตัวในไทยอย่างเป็นทางการไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับซัมซุง ‘กาแลคซี่ เอส 10’ ที่สุดของสมาร์ทโฟนแห่งปี ที่ทางซัมซุงได้รวมเอาสุดยอดนวัตกรรมแห่งอนาคต มาไว้ในรุ่นนี้แบบจัดเต็ม ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ ทั้งดีไซน์การออกแบบ คุณภาพกล้อง และฟีเจอร์อัจฉริยะที่ครบครันเข้าใจผู้ใช้งานยุคใหม่ ที่รักการสร้างสรรค์คอนเทนท์ โดยประเทศไทยยังถือเป็นประเทศแรก ๆ ที่ทางซัมซุงเลือกจัดงานเปิดตัว กาแลคซี่ เอส 10 ให้ กาแลคซี่แฟนชาวไทย ได้เป็นเจ้าของเครื่องก่อนใครอีกด้วย

งานนี้ซัมซุงทำเซอร์ไพรส์ด้วยการขนทัพศิลปินเหล่าไอดอลทั้งไทยและเทศ มาสร้างสีสัน ความสนุกสนาน และเรียกเสียงกรี๊ดจากแฟนๆ ได้ตลอดงาน นำทัพโดย iKON ศิลปินบอยแบนด์สุดฮอตจากเกาหลีใต้ ที่ไปสร้างปรากฏการณ์มาแล้วทั่วเอเชีย ประเดิมเวทีด้วยเพลง Love Scenario, Killing Me และ Bling Bling
ต่อด้วย หนุ่มๆ 9×9 กลุ่มศิลปินชาวไทยที่ขนเพลงดัง อย่าง พริบตา และ Night Light มาร้องและเต้นบนเวที รวมทั้งไอดอลชาวไทย ขวัญใจวัยรุ่น เซเลบริตี้ และเหล่าดารา เข้าร่วมงานเปิดตัว กาแลคซี่ เอส 10 กันอย่างคับคั่ง แน่นลานหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์
ซัมซุงเปิดจอง กาแลคซี่ เอส 10 และ เอส 10 พลัส ล่วงหน้าแล้ว ตั้งแต่วันนี้ ถึง 4 มีนาคม 2562 เท่านั้น! พร้อมรับข้อเสนอสุดพิเศษมากมาย สามารถติดตามรายละเอียดเกี่ยวกับสิทธิพิเศษเพิ่มเติมได้ที่ www.samsung.com
‘ultraboost19’ ใหม่ล่าสุดจาก ‘อาดิดาส รันนิ่ง’ เพิ่มปริมาณบูสต์อีก 20%
อัลตร้าบูสท์ 19 ได้รับการพลิกโฉมครั้งใหญ่จนออกมาเป็นรองเท้าวิ่งที่เต็มเปี่ยมไปด้วยคุณสมบัติอันโดดเด่นในด้านการตอบสนอง และการคืนพลังงานในระดับสูงสุด และยังมีการเพิ่มปริมาณบูสต์อีก 20% มีน้ำหนักเบาขึ้นอีก 9% จากรุ่นอัลตร้าบูส์ 4.0 กลายเป็นสุดยอดรองเท้าวิ่งแห่งยุคปัจจุบัน
สำหรับขั้นตอนในการออกแบบรองเท้าวิ่งอัลตร้าบูสท์ 19 นั้น ทีมนักออกแบบ และผู้พัฒนาผลิตภัณฑ์จากอาดิดาสได้ทำงานร่วมกับนักวิ่งจากทั่วโลกกว่าพันคน เพื่อสร้างสรรค์รองเท้าวิ่งคู่นี้ขึ้นมาใหม่ทั้งหมด ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือการปรับลดชิ้นส่วนโครงสร้างของรองเท้าวิ่งอัลตร้าบูสท์รุ่นเดิมที่ประกอบไปด้วยชิ้นส่วนทั้งหมด 17 ชิ้น ให้เหลือเพียงแค่ 4 ชิ้นหลัก ซึ่งมีผลทำให้รองเท้าวิ่งรุ่นนี้มีน้ำหนักที่เบาขึ้น และประสิทธิภาพในการใช้งานที่ดีขึ้นกว่ารุ่นก่อน โดยเฉพาะการตอบสนองที่ดีกว่าเพื่อให้การวิ่งเต็มไปด้วยประสบการณ์อันยอดเยี่ยม
รองเท้าวิ่งอัลตร้าบูสท์ 19 ประกอบไปด้วยคุณสมบัติอันโดดเด่นดังต่อไปนี้
- Optimized BOOST พื้นรองเท้าที่มีปริมาณ BOOST เพิ่มสูงขึ้นถึง 20% เพื่อการคืนพลังที่มากขึ้นในทุกย่างก้าว
- Torsion Spring แบบใหม่ที่จะช่วยให้ผู้สวมใส่สามารถพุ่งทะยานไปข้างหน้าได้อย่างง่ายดาย ยิ่งไปกว่านั้น ชิ้นส่วนชิ้นนี้ยังช่วยให้รองเท้าสามารถคืนพลังกลับมาได้มากยิ่งขึ้น จึงทำให้ทุกจังหวะก้าวเต็มไปด้วยพลังและปราศจากการสูญเสียพลังงานโดยเปล่าประโยชน์ในขณะเคลื่อนที่อีกด้วย
- 3D Heel Frame ช่วยเสริมด้านการซัพพอร์ทและประคองเท้าให้เกิดความรู้สึกมั่นคงเพื่อช่วยให้ผู้สวมใส่รู้สึกมั่นใจตลอดเส้นทางการวิ่ง
- Primeknit 360 ตัวรองเท้าทำจากวัสดุไพรม์นิตที่ผ่านการทอขึ้นเป็นผืนเดียว ช่วยให้เกิดความรู้สึกเบาสบายและปรับตัวเข้ากับรูปเท้าได้อย่างแนบเนียนที่สุด

นอกเหนือจากนักวิ่งจากทั่วโลกที่ได้สัมผัสกับความสุดยอดของรองเท้าวิ่งอัลตร้าบูสท์ 19 แล้ว ยังมีนักกีฬาชั้นนำและดาราผู้มีชื่อเสียงจากวงการบันเทิงระดับโลกอีกมากมาย อาทิ ลิโอเนล เมสซี่, เปาโล ดีบาล่า และ พอล ป็อกบา สามซูเปอร์สตาร์แห่งวงการลูกหนัง เวด ฟาน นีเคิร์ก นักกรีฑาเหรียญทอง ตลอดจนถึง แชดวิค โบสแมน ดาราฮอลลีวู้ดชื่อดังและ เคนดัล เจนเนอร์ ซูเปอร์โมเดลสาวระดับท็อป
รองเท้าวิ่งอัลตร้าบูสท์ 19 วางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2562 มีให้เลือกหลากหลายสีด้วยกันทั้งผู้ชายและผู้หญิง ในราคา 7,300 บาท ที่ร้านอาดิดาส แบรนด์ เซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์, อาดิดาส ออนไลน์ สโตร์ www.adidas.co.th และร้านอาริ รันนิ่ง คอนเซปต์ สโตร์, ร้านชูปเปอร์สปอร์ต, คานิวัล, เจดี สปอร์ตส์, ร้าน Seek, Sport Max, MAP, Synergy Fashion Island
‘อันเดอร์ อาร์เมอร์’ ปล่อย ‘HOVR’ รุ่นล่าสุด รองเท้าวิ่งฝังชิปเชื่อมต่อทุกย่างก้าวเพื่อการวิ่งที่สนุกขึ้น!
รองเท้าวิ่งเทคโนโลยี HOVR รุ่นใหม่ในปี 2562 ประกอบไปด้วยรุ่น HOVR Infinite, HOVR Sonic 2, HOVR Guardian, HOVR Phantom SE และ HOVR Velocity 2 เพื่อมอบรองเท้าที่ตอบโจทย์ความต้องการของนักวิ่งได้ทุกคน โดยรองเท้าวิ่งเทคโนโลยี HOVR ทุกรุ่นมีแผ่นรองกันกระแทกที่ผลิตจากสารประกอบโฟมอันเป็นนวัตกรรมเอกสิทธิ์ที่ อันเดอร์ อาร์เมอร์ร่วมมือแบรนด์นักสร้างสรรค์ระดับโลกอย่าง Dow Chemical และห่อหุ้มด้วยโครงสร้างตาข่ายหรือ Energy Web ที่ช่วยคงรูปร่างแผ่นรองกันกระแทกให้เหมาะกับสรีระของฝ่าเท้า เพื่อป้องกันการบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้นจากการลงแรงวิ่งไม่สม่ำเสมอได้อย่างมีประสิทธิภาพ
รองเท้าวิ่งในซีรี่ย์ HOVR รุ่นใหม่นี้ยังมาพร้อมกับส่วนประกอบพิเศษอย่างชิปที่ฝั่งอยู่ในรองเท้าข้างขวา ซึ่งเชื่อมต่อเข้ากับแอพพลิเคชั่น MapMyRun ที่อันเดอร์ อาร์เมอร์ พัฒนาขึ้น โดยแอพพลิเคชั่นจะทำหน้าที่วิเคราะห์ และให้ข้อมูลการวิ่งรอบด้านได้แบบเรียลไทม์ และแม่นยำเสมือนมีโค้ชวิ่งส่วนตัวให้กับยูสเซอร์ซึ่งเป็นเจ้าของรองเท้า ทำให้นักวิ่งสามารถประเมินสมรรถภาพของตัวเองผ่านประวัติการวิ่ง และวางแผนการวิ่งในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ไมเคิล บิงเกอร์ ประธานบริหาร บริษัท ทริปเปิ้ล จำกัด ผู้ได้รับสิทธิการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของอันเดอร์ อาร์เมอร์ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แต่เพียงผู้เดียว กล่าวว่า “อันเดอร์ อาร์เมอร์ ไม่เคยหยุดที่จะพัฒนาและมองหานวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อมอบชุดกีฬาคุณภาพสูงอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีในชุดกีฬาเข้ากับโลกดิจิตอลในครั้งนี้ ทำให้อันเดอร์ อาร์เมอร์ ตอบโจทย์พฤติกรรมและสามารถสื่อสารกับกลุ่มนักวิ่งได้โดยตรง ซึ่งปี 2562 นี้ อันเดอร์ อาร์เมอร์ มุ่งมั่นที่จะยกระดับประสบการณ์การวิ่งให้ดียิ่งขึ้นด้วยการเชื่อมต่อพวกเขาเข้ากับแพลตฟอร์มดิจิตอลที่เข้าใจความต้องการ และนำไปสู่การพัฒนาการวิ่งที่มีประสิทธิภาพได้เป็นอย่างดี”
“หลังการเปิดตัวของรองเท้าเทคโนโลยี HOVR ที่มีชิปการติดตามเมื่อปีที่ผ่านมา อันเดอร์ อาร์เมอร์ สามารถแทร็กการวิ่งได้ทั้งหมดมากกว่า 1 ล้านไมล์ผ่านแอพพลิเคชั่น MapMyRun ซึ่งเรามีความยินดีอย่างยิ่งที่จะได้แนะนำแอพพลิเคชั่นนี้ให้กับ นักวิ่งในประเทศไทยซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการเจริญเติบโตสูงที่สุดในภูมิภาค เพื่อให้พวกเขาได้รับประสบการณ์การวิ่งที่เชื่อมต่อเข้ากับโลกดิจิตอลได้ดีที่สุด และมีส่วนร่วมใน Under Armour Connected Community ซึ่งมีสมาชิกแล้วมากกว่า 245 ล้านยูสเซอร์”
MapMyRun ของ อันเดอร์ อาร์เมอร์ มีฟีเจอร์โดดเด่นที่น่าสนใจ และแตกต่างจากแอพพลิเคชั่นออกกำลังกายทั่วไป ดังนี้
- Live Tracking การติดตามผลและเก็บข้อมูลแบบเรียลไทม์ ที่ให้ผู้ใช้สามารถวิ่งได้โดยไม่ต้องพกมือถือ หรือสมาร์ทวอทช์ ซึ่งจะช่วยให้มีสมาธิและนำไปสู่การวิ่งที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
- In Depth Coaching การวิเคราะห์เชิงลึกที่ให้ผลลัพธ์ตรงกับผู้ใช้ได้อย่างแม่นยำ เสมือนมีโค้ชวิ่งส่วนตัว โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
- Customized Training Plan การออกแบบแผนการซ้อมวิ่งเฉพาะตัวบุคคล โดยกำหนดจากค่าน้ำหนัก และส่วนสูงของนักวิ่งแต่ละคน
- Track Achievement การติดตามผลการวิ่งและการซ้อมอย่างต่อเนื่องเพื่อนำไปประเมินและอกกแบบการวิ่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงลดอาการบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้นได้
- Metrics การแสดงค่าและคำนวนผลต่างๆ ที่ควรรู้ในการออกกำลังกาย เช่น ระยะความยาวก้าว จำนวนก้าว การเร่งความเร็ว
- Friends and Challenge Community ชุมชนออนไลน์ที่ให้ผู้ใช้ได้พบปะ แลกเปลี่ยนความรู้ รวมถึงแข่งขันกันในกลุ่มนักวิ่งที่มีมากกว่า 245 ล้านยูสเซอร์
“ผลิตภัณฑ์ของอันเดอร์ อาร์เมอร์ ทุกชิ้นได้ถูกออกแบบมาเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของนักกีฬา เพื่อช่วยให้พวกเขาออกกำลังกายได้ดียิ่งขึ้น”
รองเท้าวิ่งเทคโนโลยี HOVR รุ่นใหม่ประจำปี 2562 มีวางจำหน่ายแล้ว ผ่านแบรนด์เฮ้าส์ทั้ง 9 สาขาอย่าง สยามเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ เมกาบางนา Zpell@ฟิวเจอร์พาร์ค เซ็นทรัล ลาดพร้าว เซ็นทรัล เวสต์เกต เซ็นทรัล เฟสติวัล พัทยา จังซีลอน ภูเก็ต รวมถึงสาขาใหม่ ไอคอน สยาม รวมถึงสาขาในสยาม พารากอน เอมโพเรี่ยม ดิ เอมควอเทียร์ และ official dealers ของ Under Armour ทั่วประเทศ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.underarmour.co.th หรือ facebook.com/UnderArmourThailand/ และ Instagram/UnderArmourTH
สัมผัสศาสตร์แห่งความสมดุลทั้งกาย และใจ ที่ The Sanctuary by Pure Yoga ของคาเธ่ย์ แปซิฟิค
ผู้โดยสารสามารถใช้เวลาทำกิจกรรมได้หลากหลายในห้องรับรองไม่ว่าจะเป็นการลิ้มรสอาหารอันเป็นเอกลักษณ์ของคาเธ่ย์ แปซิฟิคที่ The Noodle Bar ทำงาน หรือดับกระหายด้วยเครื่องดื่มจากบาร์หรือ The Teahouse และด้วยพื้นที่สำหรับฝึกโยคะใหม่ล่าสุดนี้ ผู้โดยสารสามารถผ่อนคลาย และฟื้นฟูสมดุลให้แก่ร่างกาย และจิตใจด้วยการฝึกโยคะและสมาธิได้ก่อนออกเดินทาง
The Body Sanctuary เป็นพื้นที่เฉพาะสำหรับการฝึกโยคะแบบพื้นฐาน เพื่อเสริมสร้างสมดุลให้แก่ร่างกายและจิตใจ โดยมีวีดีโอสอนโยคะจากผู้ฝึกสอนจาก Pure Yoga ให้ผู้โดยสารได้เรียนรู้ท่าทางที่ถูกต้อง นอกจากนี้ยังมีพื้นที่ส่วนตัวสำหรับฝึกโยคะด้วยตนเอง และโซนสำหรับยืดเหยียดร่างกายในท่านั่งพร้อมคำแนะนำท่าทางการยืดส่วนต่างๆ ของร่างกาย ที่ออกแบบมาเพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดและการเคลื่อนไหวของข้อต่อ
ต่างๆ ให้ผู้โดยสารได้ผ่อนคลายและสุขสบายได้แม้ขณะเดินทาง
สำหรับพื้นที่ The Mind Sanctuary ผู้โดยสารสามารถเลือกฝึกสมาธิในบรรยากาศที่เงียบสงบได้สองแบบ คือ การฝึกสมาธิด้วยเสียงในโซนที่มาพร้อมเก้าอี้บุนวม 4 ตัวพร้อมหูฟังตัดเสียงรบกวนและ iPad ให้ผู้โดยสารได้เลือกฟังคำแนะนำการฝึกสมาธิโดยครูผู้สอนจาก Pure Yoga และการฝึกสมาธิแบบ ‘Trataka’ โดยการนั่งบนเก้าอี้นวมและเพ่งสมาธิไปที่ภาพมันดาลาบนกำแพง เพื่อทำจิตให้สงบนิ่ง การฝึกสมาธิด้วยวิธีต่าง ๆ เหล่านี้ จะช่วยพัฒนาสมาธิ ความจำ และจินตนาการให้ดียิ่งขึ้น อีกทั้งยังเป็นการฝึกจิตใจและสติให้สงบนิ่งอยู่ในการรับรู้ตลอดเวลา
The Sanctuary by Pure Yoga เป็นความร่วมมือครั้งล่าสุดระหว่าง สายการบินคาเธ่ย์ แปซิฟิค และ The Pure Group บริษัทสัญชาติฮ่องกง หลังจากที่เคยร่วมมือกันในแคมเปญ ‘Travel Well with Yoga’ เมื่อเดือนมกราคม 2561 เพื่อนำเสนอซีรี่ส์วีดีโอการฝึกสมาธิและฝึกโยคะบนเครื่องให้แก่ผู้โดยสาร เพื่อความผ่อนคลายระหว่างเที่ยวบิน
The Sanctuary by Pure Yoga เปิดให้บริการแก่ผู้โดยสารที่มีสิทธิเข้าใช้ห้องรับรองสำหรับผู้โดยสารเที่ยวบินชั้นธุรกิจ The Pier ของคาเธ่ย์ แปซิฟิคที่สนามบินนานาชาติฮ่องกง รวมถึงสมาชิกมาร์โคโปโล คลับ ระดับ
ไดมอนด์ โกลด์และซิลเวอร์ และผู้โดยสารชั้นหนึ่ง และชั้นธุรกิจของสายการบินคาเธ่ย์ แปซิฟิค และคาเธ่ย์ ดรากอน นอกจากนี้ สมาชิกมาร์โคโปโล คลับ ระดับโกลด์และไดมอนด์ ที่เดินทางไปยังฮ่องกงด้วยสายการบินคาเธ่ย์
แปซิฟิค หรือคาเธ่ย์ ดรากอน จะได้รับสิทธิพิเศษในการเข้าใช้ฟิตเนสเซ็นเตอร์ของ Pure Fitness เป็นระยะเวลา 1 วัน หรือสิทธิพิเศษในการเข้าร่วมชั้นเรียนโยคะของ Pure Yoga ถึง 12 ครั้งต่อปี
ศิลปินกราฟฟิตี้ ‘เม็กซิกัน สไตล์’ แถวหน้าจากย่านวินวูดเยือนไทยแล้ว!
พบกับ Ruben Ubiera, Orgie (หรือที่รู้จักกันในนาม Le’ Creep) และ Golden สามศิลปินกราฟฟิตี้ชั้นแนวหน้าจากย่านวินวูด เมืองไมอามี่ นี้เป็นครั้งแรกในภูมิภาคเอเชียที่พวกเขาได้รับเชิญให้มาเยือนกรุงเทพฯ เพื่อสร้างสรรค์ผลงานศิลปะสุดเจ๋ง และพิเศษสุดสำหรับจัดการแสดงที่ Los Atico BKK กับผลงานชิ้นใหม่ที่อยู่ ณ ชั้นบนร้าน คาลิ-เม็กซ์ บาร์ แอนด์ กริล เม็กซิกันบาร์ ใจกลางสุขุมวิท ซอย 11
Orgie เกิด และเติบโตมาในไมอามี่ เขาหลงใหลใฝ่ฝันในศิลปะกราฟิตีตั้งแต่ยังศึกษาอยู่ในระดับชั้นมัธยมต้น ด้วยความคิดที่มีความกบฎในตัว และชอบใช้ชีวิตโลดโผน จึงเป็นแรงขับให้เขาสร้างผลงานศิลปะเจ๋ง ๆ จากความบ้าระห่ำส่วนตัวเขาก็ค่อยๆ เริ่มบรรจงวาดภาพบนฝาผนังในย่านวินวูดซึ่งเป็นย่านที่เต็มไปด้วยศิลปะที่มีชีวิตชีวา เมื่อผู้คนเริ่มมีความนิยม และเห็นคุณค่าของงานกราฟฟิตี้สิ่งนี้จึงได้ก้าวขั้นขึ้นมาเป็นอีกหนึ่งในงานศิลปะที่แตกต่างจากเมื่อก่อนที่ผู้คนมักมองว่ากราฟฟิตี้เป็นการทำลายทรัพย์สินสาธารณะ Orgie ก็เริ่มมีชื่อเสียง และเป็นที่รู้จักมากขึ้นโดยการพูดแบบปากต่อปากจากผู้คนบนท้องถนน และตามโซเชียลมีเดีย และเขาก็ได้แจ้งเกิดจริงๆ ก็เมื่อตอนที่เขาได้สร้างผลงานให้กับ Ludacris แรปเปอร์ชาวอเมริกัน ในช่วงงานแสดงนิทรรศการ Art Basel
และนอกจากนั้นเขายังสร้างผลงานให้กับ Young Jeezy และ Fat Joe ซึ่งทั้งสองก็เป็นแรปเปอร์ชาวอเมริกันเหมือนกัน ความคิดของ Orgie ที่ว่า “สิ่งนี้แม้จะไม่ทำให้ผมไปเติบโตไปได้ แต่ผมก็ยังรักมัน” ได้เปลี่ยนไปเพราะตอนนี้เขากลายเป็นศิลปินที่ถูกถามหาตามตัวมากที่สุดในไมอามี่
Ruben Ubiera ถูกโหวตให้เป็นศิลปินสตรีทอาร์ตยอดเยี่ยมที่สุดในไมอามี่ ปี 2016 เขาเกิดในสาธารณรัฐโดมินิกัน และเริ่มวาดภาพเป็นก่อนที่เขาจะเขียนหนังสือได้ ด้วยความที่เขาหลงใหลในศิลปะมาตั้งแต่ยังเด็ก เขาจึงได้ศึกษาต่อด้านกราฟิกดีไซน์ และนิเทศศิลป์ซึ่งได้ทุนอนุเคราะห์การศึกษาจาก Fernando Botero หลังจากเขาทำงานมา 12 ปี ในองค์กรด้านศิลปะในตำแหน่ง ผู้กำกับศิลป์
ภาพแรกที่ Ruben Ubiera วาดคือภาพแม่ของเขาเอง เขาเป็นศิลปินที่มีสไตล์แบบนีโอ-ฟิเกอเรทีฟ ซึ่งมีลายเส้นที่แข็งแรง การวาดกราฟิตีให้แรงบันดาลใจเขาทั้งในทางเทคนิค สุนทรียภาพ ศิลปะสื่อผสมต่างๆ ล้วนรังสรรค์เพื่อแก้ไขสิ่งประดิษฐ์ และวัตถุต่างๆ ให้ดูดีขึ้นด้วยงานจิตรกรรม และการวาดภาพของเขา ด้วยสไตล์ที่อิสระของเขาจึงออกมาในสไตล์ Postgraffism ซึ่งหมายถึงการผสมผสานกันระหว่างศิลปะกราฟฟิตี้กับศิลปะแบบเหนือจริง
Golden คู่หูของ Ruben Ubiera เขาคนนี้ไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับงานศิลปะใด ๆ มาก่อนที่จะมาทำงานร่วมกัน แต่ด้วยความกระตือรือร้นที่เมื่อเขาได้เห็น Ruben เพนต์งานตามผนังบนท้องถนน ตั้งแต่นั้นมาเขาก็ไม่หยุดถาม Ruben เลยว่ามีอะไรที่เขาช่วยได้ไหม และเมื่อ Ruben ได้ตัดสินใจที่ให้ Golden มาช่วยงาน Golden ก็ออกจากงานประจำทันที ถึงแม้ว่า Golden จะไม่เคยจับกระป๋องสเปรย์มาก่อนเลยในชีวิตนี้ แต่เขาก็ช่วย Ruben ได้ดี ในเรื่องการทำกราฟิกบนคอมพิวเตอร์ พวกเขาทั้งคู่เข้ากันได้อย่างรวดเร็วจนแทบจะไม่สามารถแยกจากกันได้ เพราะเขาทั้งคู่คือแรงบันดาลใจให้แก่กันในสไตล์ และเทคนิคที่แตกต่างกัน
ศิลปินทั้งสามอาศัยอยู่ทางตอนใต้ของฟลอริด้าที่ที่มีศิลปินอยู่กันมากมาย และเมื่อได้มาพบกันทุกคนต่างรู้ได้ทันทีว่า พวกเขาต้องได้มาเป็นพันธมิตรกันอย่างแน่นอน หลังจากพวกเขาได้เจอกัน และได้เห็นผลงานของกันและกัน Orgie เจอ Ruben วาดภาพเสือในงานการกุศลซึ่งช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ดับเพลิง และผู้ที่มีภาวะป่วยทางจิต ขณะที่ Golden ได้เจอกับ Ruben เพราะเขาชะงักกลางถนนเมื่อได้เห็นผลงานภาพวาดของเขา และต้องการที่จะคุยกับเจ้าของผลงานให้ได้
ในที่สุด พวกเขาจึงได้ร่วมมือกันสรรค์สร้างผลงานภาพวาดตามผนังในขนาดที่ใหญ่ขึ้น เช่น ร้าน Tacocraft สาขาใหม่ ทางใต้ของไมอามี่ และทำงานให้กับ Nicole Miller เพื่อวาดภาพบนผ้าใบที่นำไปประมูลทางตะวันตก ชายหาดปาล์มบีช นอกจากนี้พวกเขายังมีผลงานใหม่ล่าสุด ที่ชายหาดเดียร์ฟิลด์ ที่สวนซัลลิแวนพาร์ค – เป็นศิลปะโมเสค ในที่สาธารณะซึ่งมีระยะ 52 ฟุต
ผลงานของทั้งสามคนเป็นที่สนใจจากทั่วทุกมุมโลก ตั้งแต่ชิ้นงานแบบพื้นบ้านในเม็กซิโก ที่สร้างสรรค์ขึ้นจากวัฒนธรรมทางศิลปะที่โดดเด่น จนถึงการไปเที่ยวร้านกาแฟที่คิวบาทำให้ได้พบศิลปินคนอื่น ๆ และได้เห็นเทคนิคกับวิธีการสร้างผลงานที่หลากหลาย อีกทั้งยังมีวิธีการสกัดสีของชาวเม็กซิกัน ที่ได้เรียนรู้จากการแลกเปลี่ยนพูดคุยกันตอนทานอาหารกับเพื่อนเม็กซิกัน นอกจากนี้งานของพวกเขายังเกิดมาจากการที่พบเห็นสิ่งต่างๆ เช่น ตามรูปปั้น ประวัติศาสตร์การปฏิวัติ และอีกมากมาย ด้วยกฎเหล็กของคู่คิดทั้งสาม ที่เห็นตรงกันว่า “ต้องมีคอนเซปก่อนลงมือทำ”

และชาวไทยจะได้พบกับกราฟิตีที่สร้างจากแรงบันดาลใจของชิ้นงานที่เกิดขึ้นในย่านวินวูด ซึ่งเป็นย่านศิลปะชื่อดังได้ที่ ร้าน Los Atico เม็กซิกัน บาร์ สุขุมวิท ซอย 11 ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2019
***********
ติดตามผลงานได้ที่
Golden – IG: @golden305 | www.theartofgolden.com
Ruben Ubiera – IG: @urbanruben | www.urbanpopsoul.com
Orgie – IG: @lecreepofficial | www.iamorgieart.com
‘มิลเลนเนียม ฮิลตัน กรุงเทพ’ จับมือ ‘บีวายดี’ ร่วมลดมลพิษอย่างยั่งยืนด้วยบริการรถลิมูซีนไฟฟ้า 100%
มิลเลนเนียม ฮิลตัน กรุงเทพ โรงแรมชั้นนำริมแม่น้ำเจ้าพระยา และ ไรเซน เอนเนอร์จี ผู้นำเข้า และจัดจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าบีวายดีอย่างเป็นทางการในประเทศไทย ผนึกกำลังเปิดตัวรถลิมูซีนไฟฟ้า 100% เป็นครั้งแรกในประเทศไทย โดยการใช้รถ BYD e6 ในการให้บริการแก่ผู้เข้าพักที่โรงแรมมิลเลนเนียม ฮิลตัน กรุงเทพ ตั้งแต่วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2562 เป็นต้นไป โดยผู้เข้าพักสามารถเลือกรับบริการรถลิมูซีนไฟฟ้า บีวายดี อีซิกซ์ ด้วยอัตราค่าโดยสารในราคาพิเศษช่วง 2 เดือนแรก 1,800 บาทต่อครั้ง
คุณไฮดี้ ไคลน์ – มอลเลอร์ ผู้จัดการทั่วไป โรงแรมมิลเลนเนียม ฮิลตัน กรุงเทพ กล่าวในพิธีลงนาม บันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการการให้บริการรถลิมูซีนไฟฟ้าครั้งแรกในประเทศไทย หรือ The Launch of The First Electric Limousine Service in Thailand ว่า “ทางฮิลตันได้ให้ความสำคัญ และมุ่งเน้นถึงนโยบายด้านการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนให้ควบคู่ไปการดำเนินชีวิตประจำวันมาโดยตลอด ทำให้เกิดการตั้งพันธกิจ และเป้าหมายที่จะลดรอยเท้านิเวศน์ (Environmental Footprint) ของภาคอุตสาหกรรมโรงแรมในเครือฮิลตันที่มีต่อระบบนิเวศน์ให้ลดลงจำนวนครึ่งหนึ่งในปี พ.ศ.2573 ซึ่งในปีพ.ศ. 2561 ทางโรงแรมในเครือฮิลตันในประเทศไทยดำเนินการตามนโยบาย ด้วยการลดปริมาณ การใช้ขวดพลาสติกได้ถึง 968,414 ใบ และลดการใช้หลอดพลาสติกได้มากกว่า 537,600 หลอด ในขณะที่ในระดับภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ สามารถลดปริมาณขวดพลาสติกได้ 1,693,736 ใบ และลดการใช้หลอดพลาสติกได้จำนวน 1,666,321 หลอด”
นอกจากนี้ ทางฮิลตันให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวควบคู่กับการรักษาสิ่งแวดล้อม ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินธุรกิจ การอนุรักษ์ และปกป้องสิ่งแวดล้อมจึงเป็นหัวใจสำคัญของยุทธศาสตร์ Travel with Purpose ที่ช่วยสร้างค่านิยมที่ดีร่วมกันสำหรับพนักงานฮิลตัน ผู้เข้าพัก และผู้ใช้บริการฮิลตัน รวมไปถึงคู่ค้าทางธุรกิจ และชุมชน ส่งผลให้คำมั่นสัญญาของฮิลตันด้านสิ่งแวดล้อมถูกปลูกฝังอยู่ในธุรกิจ ของฮิลตัน และได้รับการสนับสนุนจาก LightStay ซึ่งเป็นเครื่องมือการวัดระดับความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรที่ได้รับรางวัลระดับโลก โดย LightStay ได้รับการพัฒนาและดำเนินการโดยฮิลตัน เพื่อเป็นศูนย์รวมในการรายงานผลกระทบที่มีต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมแบบครบวงจร สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการอนุรักษ์และปกป้องสิ่งแวดล้อม สามารถติดตามได้ที่ cr.hilton.com
“ปัญหามลพิษในกรุงเทพฯ อยู่ในสถานการณ์ที่น่ากังวลเพิ่มขึ้นทุกปี ดังนั้น ความร่วมมือ กับไรเซน เอนเนอร์จี ในวันนี้จึงกลายเป็นวิธีการแก้ปัญหาที่จะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่สังคม ซึ่งการใช้รถเครื่องยนต์สันดาปเป็นส่วนหนึ่งของแหล่งก่อให้เกิดมลภาวะ การนำเสนอบริการรถลิมูซีนไฟฟ้า 100% รูปแบบใหม่นี้แก่แขกของทางโรงแรมมิลเลนเนียม ฮิลตัน กรุงเทพ จึงเป็นการช่วยลดรอยเท้านิเวศน์ตามนโยบายของฮิลตัน”
ทั้งนี้ รถลิมูซีนไฟฟ้าดังกล่าวจะเริ่มให้บริการที่โรงแรม มิลเลนเนียม ฮิลตัน กรุงเทพ จำนวน 2 คัน จะเริ่มวิ่งให้บริการเป็นระยะเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2562 เป็นต้นไป และจะเพิ่มจำนวนต่อไป โดยผู้เข้าพักสามารถเลือกรับบริการรถลิมูซีนไฟฟ้า บีวายดี อีซิกซ์ ด้วยอัตราค่าโดยสารในราคาพิเศษช่วง 2 เดือนแรก 1,800 บาทต่อครั้ง และโครงการดังกล่าวมีเป้าหมายในการลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จำนวน 15,000 กิโลกรัมภายในปี 2562 โดยลิมูซีนไฟฟ้าจะต้องวิ่งระยะทางไม่ต่ำกว่า 88,000 กิโลเมตร หรือ 1,200 เที่ยวไปกลับระหว่างท่าอากาศยานสุวรรณภูมิกับโรงแรมมิลเลนเนียมฮิลตันกรุงเทพ
คุณรณชัย จินวัฒนาภรณ์ ประธานบริหาร บริษัท ไรเซน เอนเนอร์จี จำกัด หรือ บีวายดี ประเทศไทย ได้กล่าวถึงวิสัยทัศน์ และความร่วมมือในการเดินหน้าโครงการว่า “สำหรับทางไรเซน เอนเนอร์จี รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ทางมิลเลนเนียม ฮิลตัน กรุงเทพ ได้ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ในโครงการนี้ ด้วยความหวังว่าโครงการนี้จะจุดประกายให้กับผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับการคมนาคมขนส่งสาธารณะ เริ่มใช้งานรถยนต์ไฟฟ้า เพราะจากการศึกษาพบว่าประเทศอื่นๆ เริ่มต้นการใช้รถยนต์ไฟฟ้าจากการเปลี่ยนรถที่ให้บริการสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นรถเมล์ รถแท็กซี่ ให้เป็นรถไฟฟ้า (electrify) ซึ่งเราได้ทำงานร่วมกับผู้ที่มีความตั้งใจจริงในการแก้ปัญหามลพิษอย่างที่มิลเลนเนียม ฮิลตัน กรุงเทพ ได้ทำมาโดยตลอด รถบีวายดี อีซิกซ์ รุ่นที่ใช้เป็นลิมูซีนไฟฟ้า เป็นรถที่ใช้ในภาคการคมนาคมขนส่งทั่วโลกมากว่า 8 ปี และได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสามารถใช้งานได้จริงในทุกสภาพถนน และอากาศ โดยมีความปลอดภัย และเชื่อถือได้ การตัดสินใจใช้รถยนต์ไฟฟ้าบีวายดีจะทำให้ฮิลตันเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมของตนเอง ซึ่งถือเป็นรางวัลแก่คนที่กล้าที่จะเปลี่ยนแปลง”
ทั้งนี้ บริษัท โอเรียนเต็ลทรานซ์ แอนด์ คาร์เซอร์วิซ จำกัด เป็นบริษัทผู้ให้การบริการรถลิมูซีนไฟฟ้า บีวายดี อีซิกซ์ แก่โรงแรมมิลเลนเนียม ฮิลตัน กรุงเทพ ในโครงการการให้บริการรถลิมูซีนไฟฟ้าครั้งแรกในประเทศไทย โดยความร่วมมือดังกล่าวตอกย้ำความเป็นผู้นำทางด้านการรักษาสิ่งแวดล้อมของฮิลตัน ในการผลักดัน การลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ให้ถึงเป้าหมายอย่างเป็นรูปธรรม ด้วยรถบีวายดี อีซิกซ์ (BYD e6) เป็นรถยนต์ไฟฟ้า 100% ถูกออกแบบให้ใช้ในการคมนาคมขนส่งสาธารณะที่มีขนาดของแบตเตอรี่ ลิเธียมไอออนฟอสเฟต 80 kWh ขับเคลื่อนด้วยแบตเตอรี่และมอเตอร์ไฟฟ้าได้ระยะทางกว่า 350 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง ที่ความเร็วเฉลี่ย 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มาพร้อมกับหัวชาร์จ มาตรฐานสากลแบบ Type 2 การชาร์จด้วยเครื่องชาร์จ AC ขนาด 40 kW ของบีวายดี จะใช้เวลาประมาณ 2-2.5 ชั่วโมง ทำให้มีค่าบำรุงรักษาอยู่ที่ประมาณ 1 ใน 3 ของรถยนต์ที่ใช้น้ำมัน นอกจากนี้แล้ว บีวายดี อีซิกซ์ ส่งมอบไปแล้ว 104 คันตั้งแต่ปี 2561 โดยในช่วงกลางปีจะมีการนำรถรุ่นใหม่มาเสริมทัพลิมูซีนไฟฟ้า 100% ที่ใช้บีวายดีอีซิกซ์
ครั้งแรกบนโลก ‘BMW Art Bike’ ศิลปะบนจักรยานในนิทรรศการ JISBAR’s PLAYGROUND
นิทรรศการครั้งนี้นอกจากจะมีผลงานสีสันจัดจ้านสนุกสนานมาจัดแสดงแล้ว ยังมีเซอร์ไพรส์สุดพิเศษเฉพาะเมืองไทยเท่านั้นคือการเพนต์จักรยาน BMW M Cruise Bike ถึง 3 คัน ซึ่งถือได้ว่าเป็น BMW Art Bike ครั้งแรกของโลกอีกด้วย นิทรรศการ JISBAR’s PLAYGROUND และจักรยาน BMW Art Bike ได้จัดแสดงที่โรงแรม SO Sofitel Bangkok ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ถึง 13 มีนาคม 2562
ก่อนอื่นเรามารู้จักศิลปินกันก่อน JISBAR (จิสบาร์) เป็นศิลปินรุ่นใหม่วัย 29 ปีชาวฝรั่งเศส ได้รับการยอมรับในฐานะศิลปินอาชีพมานานกว่าสิบปีและจัดแสดงผลงานมาแล้วทั่วโลกอย่างซานฟรานซิสโก, ลอนดอน, ปารีส, เวนิซ, ดูไบ, และล่าสุดคือกรุงเทพฯ จิสบาร์อาศัยและทำงานศิลปะอยู่ที่ปารีส ซึ่งครั้งนี้ถือว่าเป็นครั้งแรกที่ได้มาเยือนและจัดแสดงนิทรรศการศิลปะที่เอเชียในชื่อ JISBAR’s PLAYGROUND ที่โรงแรม SO Sofitel Bangkok ไฮไลต์ของการจัดแสดงงานครั้งนี้จะเป็นการสร้างสรรค์ผลงานบนจักรยาน BMW ถึง 3 คันด้วยกัน
งานของจิสบาร์จะเป็นแนวศิลปะร่วมสมัยที่ส่วนใหญ่จะมีป๊อปไอคอนดังๆ เป็นส่วนประกอบหลักอย่างเช่น โมนาลิซ่า, มาริลีน มอนโร, มิกกี้ เม้าส์ ฯลฯ ซึ่งไอคอนที่นำมาใช้จะเป็นตัวสะท้อนวัฒนธรรมป๊อปของสังคมได้เป็นอย่างดี pop culture คือภาพสะท้อนยุคสมัย จิสบาร์ ตั้งใจที่จะบันทึกยุคสมัย บรรยากาศที่พวกเราเติบโตมา รวมถึงความรู้สึกของตัวเอง โดยหวังว่าการถ่ายทอดผ่านงานศิลปะจะทำให้ภาพสะท้อนเหล่านี้คงอยู่ตลอดไป นั่นเป็นเหตุผลที่จิสบาร์เลือกถ่ายทอดงานผ่านป๊อปไอคอนและแบรนด์ดังต่างๆ นอกจากนี้จิสบาร์ยังเลือกใช้สีสันที่ดูฉูดฉาดเพื่อดึงดูดความสนใจของผู้คน

ในงานนิทรรศการ JISBAR’s PLAYGROUND นอกจากเราจะได้ชมภาพผลงานคลาสสิกหลากหลายชิ้นของเค้าแล้ว ยังมีไฮไลท์ที่ได้รับการสนับสนุนจาก BMW ที่ถือว่าเป็นแบรนด์รถยนต์ที่ประสบความสำเร็จในระดับโลก ดังนั้นการได้ร่วมสร้างสรรค์ผลงานกับแบรนด์ระดับนี้ถือเป็นประสบการณ์พิเศษมาก และนี้ไม่ใช่การร่วมงานกับ BMW ครั้งแรกแต่จิสบาร์เคยเพนต์รถยนต์ X2 ที่ยุโรปมาแล้ว
สำหรับการเพนต์จักรยาน M Cruise Bike คอนเซปต์ในการเพ้นต์จักรยาน จิสบาร์เน้นการถ่ายทอดอารมณ์และความรู้สึก ณ ขณะเพ้นต์เป็นหลักที่ในนวงการศิลปะจะเรียกว่า เพียวอาร์ต (Pure Art) ซึ่งถือเป็นอะไรที่ท้าทายมาก เพราะจักรยานมีพื้นที่ในการเพนต์น้อยทำให้เพนต์ยากพอสมควร โดยตัวศิลปินใช้เทคนิคต่างๆ ในการเพนต์งานครั้งนี้อย่างการพ่นด้วยสีสเปรย์กระป๋อง การทาด้วยสีอะครีลิก และการเขียนข้อความด้วยปากกามาร์คเกอร์ โดยคำที่นำมาเขียนส่วนใหญ่เป็นคำที่เกี่ยวกับการปั่นจักรยาน เพราะที่ปารีสจิสบาร์ก็ใช้จักรยานในการเดินทางเป็นประจำเช่นกัน
คอนเซ็ปต์ที่ศิลปินถ่ายทอดออกมาผ่านจักรยานคือการนำจักรวาลของเค้ามาละเลงลงบนจักรยานทั้ง 3 คันโดยเริ่มจากคันสีดำ จิสบาร์เลือกผสมผสานสีดำและทองเข้าด้วยกัน เพื่อสะท้อนถึงความหรูหราของแบรนด์ BMW
และจากสีดำทองก็ค่อยๆ เติมสีสันใส่ล้อของคันต่อมา(คันสีชมพูฟ้า)
และสีสันก็ค่อยๆ มีมากขึ้นเรื่อยๆ จนเป็นคันสุดท้าย(คันสีแดงน้ำเงิน) เหมือนเป็นการวิวัฒนาการซึ่งในคันสุดท้ายศิลปินตั้งใจใช้สีน้ำเงิน ขาว แดง เพื่อสื่อถึงธงชาติไทย ขณะเดียวกัน สีเหล่านี้ก็พ้องกับธงชาติฝรั่งเศสประเทศของเค้าด้วย
มันเหมือนเป็นการถ่ายทอดความรู้สึกของศิลปินแบบสดๆ ในขณะทำงานนั้นๆ และทั้งหมดนี้คือคอนเซ็ปต์ซึ่งสะท้อนภาพใหญ่ที่จิสบาร์ตั้งใจสร้างสรรค์บนจักรยาน BMW M Cruise Bike ทั้ง 3 คัน
ใครที่ดูงานจิสบาร์แล้วสนใจอยากลองทำตามก็สามารถทำได้ถ้าหัวใจมันเรียกร้อง และสำหรับแฟนๅ BMW ไม่ควรพลาดที่จะมีจักรยานดีไซน์สวยๆ จาก BMW ซึ่งจักรยานของ BMW สามารถไปสัมผัสและซื้อหาได้ตามโชว์รูมอย่างเป็นทางการ ซึ่งในประเทศไทยจะมีให้เลือกตามความชอบอยู่ 3 รุ่นหลักด้วยกันคือ
BMW Cruise Bike ในรุ่นนี้จะเป็นจักรยานเสือภูเขาวัสดุอลูมิเนียมน้ำหนักรวมประมาณ 15 กิโลกรัม ที่ถูกออกแบบมาให้สามารถใช้งานได้ในชีวิตประจำวัน
อีกรุ่นคือ BMW Cruise M bike จะคล้าย BMW Cruise Bike ที่มีการออกแบบสวยงามลงตัวมีเอกลักษณ์โดดเด่นตามสไตล์ BMW สายเบรก และเกียร์ที่ถูกซ่อนอยู่ในเฟรม ที่สำคัญเมื่อมากับรหัส M แล้วแม้จะเป็นจักรยานมันก็ต้องมีความพิเศษไม่ต่างอะไรกับรถยนต์ BMW รหัส M เช่นกัน ซึ่งใน BMW Cruise M bike นั้นจะมีชิ้นส่วนคาร์บอนไฟเบอร์ใส่มาด้วย อย่างตรงบริเวณแหวนรองคอ และหลักอานจักรยานเป็นต้น
และสุดท้าย BMW Trekking Bike คันนี้ถูกออกแบบมาสำหรับใช้งานในชีวิตประจำวันเลย เพราะนอกจากจะมีไฟหน้าแบบ LED แล้ว ยังมีแร็กมาให้ด้วยจะเอาไว้วางของหรือให้คนซ้อนท้ายก็ยังพอไหว แถมยังมีกันโคลนหน้า/หลังมาให้อีกด้วย
งานนิทรรศการศิลปะ JISBAR’s PLAYGROUND แม้ว่าจะผ่านไปแล้ว แต่ตัว BMW Art Bike ยังคงอยู่แต่จะนำไปจัดแสดงที่ไหนต่อไปสามารถติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ facebook.com/bmwthailand/
พี่เสือแนะ! ธรรมชาติบำบัดก่อนแก้ปวดด้วยยา…ด้วยการนวดกดจุดด้วยตัวเองง่ายๆ
แต่หลายคนมีอาการเรื้อรังจนลุกลามกลายเป็นปัญหาใหญ่โต เช่น หมอนรองกระดูกเคลื่อน หรือกระดูกทับเส้นประสาท ก่อนที่คุณจะหยิบยาแก้ปวดมาทาน เราขอแนะนำให้คุณได้ลองใช้วิธีธรรมชาติบำบัดด้วยการนวดกดจุดด้วยตนเองง่ายๆ ที่พิสูจน์แล้วว่าสามารถลดความเครียด และอาการปวดเมื่อยได้อย่างน่าพอใจเลยทีเดียว อย่างไรก็ตาม ปัญหาเส้นผมบังภูเขาที่ทำให้การนวดไม่เป็นผลคือการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ หากต้องการนวดเพื่อรักษาความปวดเมื่อย คุณควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีสรรพคุณตอบโจทย์อาการนั้นเช่นกัน
เคล็ดลับสำหรับการนวด
- การกด ให้ใช้ปลายนิ้วที่ถนัด ได้แก่ นิ้วหัวแม่มือ นิ้วชี้หรือนิ้วกลาง
- การนวด จะใช้การกด และการปล่อยเป็นส่วนใหญ่โดยใช้เวลากดแต่ละครั้งประมาณ 10 วินาที และใช้เวลาปล่อยนานกว่าเวลากด
- การกดให้ค่อย ๆ เพิ่มแรงทีละน้อย และเวลาปล่อยให้ค่อย ๆ ปล่อย
- แต่ละจุดควรนวดซ้ำประมาณ 3-5 ครั้ง
เภสัชกรหญิงอริษา เกมะทายุง ผู้ผลิตรายการ ‘เภสัชท่องโลก‘ ทางยูทูป แนะนำการเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมว่า “ผลิตภัณฑ์ที่ใช้นวดเพื่อบรรเทาอาการปวดเมื่อยของกล้ามเนื้อมีส่วนช่วยเพิ่มหรือลดทอนประสิทธิภาพการนวด ผลิตภัณฑ์บางชนิดมีประสิทธิภาพในการรักษาอาการปวดเมื่อยแต่มีสารเคมีที่รุนแรงทำให้เกิดอาการระคายเคืองแสบร้อน แถมมาพร้อมกลิ่นที่รุนแรง
ขณะที่บางผลิตภัณฑ์เหมาะสำหรับใช้นวดเพื่อผ่อนคลาย แต่ไม่สามารถช่วยรักษาอากาปวดเมื่อยได้ ยาหม่องเป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ทางเลือกที่เหมาะสำหรับการนวดเพื่อแก้ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อย่างไรก็ตามควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ทำจากส่วนผสมจากธรรมชาติ และมีการพัฒนาสูตรเฉพาะเพื่อบรรเทาอาการปวด ได้รับการยอมรับ และพิสูจน์ในประสิทธิภาพและความปลอดภัย
ส่วนผสมสำคัญที่ออกฤทธิ์ในการรักษา อาทิ การบูร ช่วยบรรเทาอาการปวดเมื่อย กลิ่นหอมและช่วยให้หายใจสะดวก แก้ไอ คัดจมูก น้ำมันยูคาลิปตัส ลดความปวดเมื่อยและอักเสบของกล้ามเนื้อ มีกลิ่นหอมและช่วยระบบทางเดินหายใจ และกานพลู ช่วยระบบไหลเวียนโลหิต เนื่องจากอาการปวดเมื่อยเกิดจากการไหลเวียนของเลือดไม่ดี เป็นต้น”
ไทเกอร์ บาล์ม มอบสุดยอดประสบการณ์นวด ยกทัพเทอร์ราพีสมือหนึ่งออกบูทกิจกรรมนวดกดจุดเพื่อบำบัดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ และสร้างความผ่อนคลายให้กับผู้เข้าร่วมงานมหกรรมโยคะ ‘ปาย โยคะ เฟสติวัล’ ครั้งที่ 2 ( YOGA in LOVE ) ประจำปี 2019 เทศกาลโยคะริมน้ำปาย ระหว่างวันที่ 14 – 16 กุมภาพันธ์ 2562 ณ ปายริเวอร์บริดจ์ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน โดยกำไรจากการนวดทั้งหมดจะนำไปบริจาคให้แก่โรงพยาบาลปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน



