เที่ยว ‘Porsche Museum’ ชมนิทรรศการพิเศษฉลองการก่อตั้งองค์กรครบรอบ ’70 Years Porsche Sportscar’

พิพิธภัณฑ์ปอร์เช่ (Porsche Museum) จัดนิทรรศการเพื่อร่วมฉลองวาระครบรอบการก่อตั้งบริษัทที่เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม ’70 years of the Porsche Sportscar’ ในนิทรรศการจะประกอบไปด้วยส่วนจัดแสดงพิเศษ พร้อมเชิญแขกคนสำคัญเข้าร่วมงานเพื่อเป็นเกียรติภายในงานอย่าง Winfried Kretschmann ประธานรัฐมนตรีรัฐ Baden-Württemberg, Fritz Kuhn นายกเทศมนตรีเมืองสตุ๊ทการ์ท Steffen Bilger เลขาธิการรัฐสภาผู้กำกับดูแลคณะกรรมการ ขนส่งและสาธารณูปโภคด้านดิจิทัล รวมทั้งตัวแทนผู้มีชื่อเสียงจากหลากหลายวงการ

ในโอกาสนี้ Dr.Wolfgang Porsche ประธานคณะกรรมการกำกับดูแล Porsche AG, Oliver Blume ประธานกรรมการบริหาร Porsche AG และ Uwe Hück รองประธานคณะกรรมการกำกับดูแล Porsche AG จะได้ร่วม เป็นส่วนหนึ่งในการย้อนรำลึกถึงการก่อตั้งองค์กรปอร์เช่ ในวันที่ 8 มิถุนายน ปี 1948 รถยนต์ปอร์เช่ 356 ‘No.1’ รถสปอร์ตโรดสเตอร์ซึ่งสร้างขึ้นจากสายการผลิตเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา องค์กรแห่งนี้ไม่เป็นเพียงผู้ผลิตรถสปอร์ตทั่วไปเท่านั้น ปอร์เช่ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของประสบการณ์การขับขี่สไตล์สปอร์ต รวมทั้งเป็นตัวแทนที่แสดงให้เห็นถึงแนวความคิดด้านงานออกแบบที่ตอบโจทย์ทุกการใช้งานอย่างแท้จริง

สำหรับนิทรรศการสุดพิเศษนี้ ปอร์เช่จะนำเสนอเรื่องราวความเป็นมาตลอดระยะเวลาอันยาวนานตั้งแต่ปี 1948 เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งวัตถุประสงค์หลักของการจัดงานคือการแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการอันโดดเด่นของปอร์เช่ตลอด 70 ปี มียนตกรรมจัดแสดงมากกว่า 75 คันเริ่มจาก ปอร์เช่ 356 ‘No.1’ ปี 1948 ที่เป็นยนตรกรรมระดับตำนาน และไล่เรียงมาจนถึงยานพาหนะพลังงานไฟฟ้าเต็มรูปแบบอย่างปอร์เช่ มิชชั่น อี (Porsche Mission E) นับเป็นนิทรรศการที่เจาะลึกถึงความเป็นมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันของปอร์เช่ได้เป็นอย่างดี

Achim Stejskal ผู้อำนวยการrพิพิธภัณฑ์ปอร์เช่ได้กล่าวไว้ว่า “เราได้เตรียมการพิเศษสำหรับ นิทรรศการเฉลิมฉลองครบรอบการก่อตั้งองค์กรของเรา โดยพื้นที่จัดแสดงกว่า 5,600 ตารางเมตรของพิพิธภัณฑ์ปอร์เช่ ที่ได้รับการปรับปรุง และออกแบบใหม่ทั้งหมดเพื่อการจัดแสดงนิทรรศการสุดพิเศษครั้งนี้”

สิ่งพิเศษอีกอย่างที่จะเกิดขึ้นคือผู้เข้าชมนิทรรศการจะได้พบกับ ‘ต้นกำเนิดของรถสปอร์ต’ ปอร์เช่ 356 ‘No.1’ ที่มีอายุ กว่า 70 ปี ซึ่งจะเป็นสิ่งแรกที่ก้าวเข้าสู่ห้องจัดแสดง รถสปอร์ตโร้ดสเตอร์ที่เปี่ยมเอกลักษณ์คันนี้คือสิ่งสำคัญที่ทำให้ปอร์เช่เป็นหนึ่งในบริษัทผู้ผลิตรถยนต์เพียงไม่กี่รายในโลกที่ถือกำเนิดขึ้นด้วยการสร้างสรรค์ยานพาหนะคันแรกขึ้นภายใต้แบรนด์สินค้าของตน

อีกสิ่งที่เป็นที่กล่าวขานของผู้ที่ชื่นชอบ ปอร์เช่ คือการแข่งขันมอเตอร์สปอร์ต ที่เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ที่สำคัญ ตลอดเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมามีเรื่องราวที่น่าจดจำเกิดขึ้นอยู่เสมอ ปอร์เช่ได้ทุ่มเทค้นคว้าวิจัยพัฒนาอย่างเต็มที่เพื่อให้ได้มาซึ่งนวัตกรรมใหม่ๆ ในการแข่งขันกีฬาความเร็ว หลักการดังกล่าวได้รับการ นำมาประยุกต์ใช้กับการออกแบบ ‘ยนตรกรรมสปอร์ตแห่งอนาคต’ เช่นเดียวกัน ‘ปอร์เช่ มิชชั่น อี’ คือโมเดลล่าสุดของปอร์เช่ที่กำลังจะเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่สู่สาธารณชนทั่วโลกในช่วงต้นปี 2019 ในฐานะรถสปอร์ตปอร์เช่ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าอย่างสมบูรณ์แบบคันแรก

https://www.youtube.com/watch?v=oa5F1cWLnRg

‘ปอร์เช่ มิชชั่น อี’ ได้รับแรงบันดาลใจ และแนวทางในการพัฒนาจากรถแข่งสมรรถนะสูงอย่างปอร์เช่ 919 ไฮบริด ซึ่งคว้าชัยในรายการแข่งขัน Le Mans ผสานกับเทคโนโลยีล้ำยุคจากโครงการด้านดิจิทัลมากมาย อาทิ เครือข่ายการติดต่อสื่อสารผ่านระบบ Porsche Connect และระบบความปลอดภัยด้านข้อมูลในรถอย่าง blockchain สำหรับนิทรรศการพิเศษนี้ยังเปิดโอกาสให้ผู้เยี่ยมชม ได้สัมผัสประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้นอย่างระบบแอปพลิเคชันเสมือนจริงสำหรับปอร์เช่ มิชชั่น อี ที่สามารถรับชมภาพเสมือนจริงของรถยนต์ต้นแบบพร้อมนำเสนอข้อมูลเบื้องหลังการพัฒนาปอร์เช่ มิชชั่น อี ผ่านอุปกรณ์ AR glasses display

สิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ของการจัดแสดงที่จะสร้างความประทับใจให้แก่ผู้เข้าชมแบบไม่รู้ลืมคือการผสมผสานระหว่าง ยนตรกรรมปอร์เช่ในแต่ละยุคสมัยเข้ากับการสืบสานวัฒนธรรมองค์กรอันเปี่ยมล้นไปด้วยคุณค่า ด้วยจิตวิญญาณของ ความเป็นนักบุกเบิก ความปรารถนา แรงบันดาลใจ ความมีน้ำหนึ่งใจเดียว และความเป็นปึกแผ่นราวกับเป็นครอบครัวเดียวกัน นอกจากนี้ยังมีส่วนจัดแสดงที่กล่าวถึงบทบาท และความสำคัญของบุคลากรผู้ปฏิบัติงาน ตลอดจนทีมงานนักแข่ง และผู้ให้ความช่วยเหลือ และสนับสนุนปอร์เช่เป็นอย่างดีตลอดมา

ยิ่งไปกว่านั้น ปอร์เช่ยังได้จัดแสดงนิทรรศการพิเศษเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองวาระครบรอบการก่อตั้งองค์กรบริเวณ Porsche pavilion ภายใน Autostadt visitor attraction เมือง Wolfsurg อีกด้วย รถปอร์เช่ 356 สปีดสเตอร์ (Porsche 356 
Speedster) 4 คันแรกที่ถูกสร้างขึ้นในปี 1954 จะถูกนำมาจัดแสดงเพื่อสื่อให้เห็นถึงความเป็นเลิศด้านวิศวกรรมยานยนต์ ของปอร์เช่

https://www.youtube.com/watch?v=bOoNaWxl2bU

นอกจากนั้นยังมีการกำหนดให้มีวัน Porsche Family Day โดยเป็นการเยี่ยมชมโรงงานปอร์เช่ที่เมือง Leipzig เพื่อร่วมเฉลิมฉลองวาระครบรอบการก่อตั้งองค์กร ปอร์เช่ และสนุกไปกับกิจกรรมที่น่าสนใจหลากหลายจากทั่วทุกมุมโลกตลอดปี 2018 ซึ่งในวันที่ 9 มิถุนายน บรรดาผู้ชื่นชอบ และหลงใหลในยนตรกรรม ปอร์เช่ทั่วโลกจะได้รับเชิญเข้าร่วมงาน ‘Sports Car Together Day’ และในวันอาทิตย์ที่ 10 มิถุนายน ปอร์เช่ยังจัดงานฉลองสุดยิ่งใหญ่ ณ บริเวณลานกิจกรรม Cannstatter Wasen Festiveal Grounds และจะมีกิจกรรมเกิดขึ้นอีกครั้งช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ 16-17 มิถุนายน ที่บรรดาทีมงาน และบุคลากรของปอร์เช่สำนักงานใหญ่ Zuffenhausen รวมทั้งแขกผู้มีเกียรติจะได้รับเชิญให้เข้าร่วมงานเฉลิมฉลองที่จัดขึ้นทั้งภายใน และบริเวณรอบโรงงาน Porscheplatz ใน Zuffenhausen

งานดังกล่าวได้รวบรวมเอากิจกรรมสนุกสนาน และความบันเทิงสำหรับทุกเพศทุกวัย โดยจะมีโปรแกรมเยี่ยมชมโรงงานระยะสั้น การแสดงดนตรี อิ่มอร่อยไปกับคาราวาน Food trucks ร่วมรับชมการถ่ายทอดสดการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบระดับตำนาน Le Mans 24 ชั่วโมง และการถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลโลกนัดสำคัญระหว่างทีมชาติเยอรมันกับทีมชาติเม็กซิโก

เทศกาลความเร็วระดับโลก ‘Festival of Speed’ ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-15 กรกฎาคมนี้ ที่สนาม Goodwood ประเทศอังกฤษ และการรวมตัวของบรรดารถแรงระดับตำนาน ‘Rennsport Reunion’ ในแคลิฟอร์เนียร์ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 27-30 กันยายน นับเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมการเฉลิมฉลองเช่นกัน นอกจากนี้ยังรวมถึงการจัดแสดงแสงสีเสียง ‘Sound Night’ ซึ่งจะเป็นการจัดขึ้นเป็นครั้งแรกภายใน Porsche Arena เมืองสตุ๊ทการ์ท วันที่ 13 ตุลาคม นี้

นิทรรศการพิเศษเพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบการก่อตั้งองค์กร ’70 years of the Porsche sports car’ จะมีขึ้นจนถึงวันที่ 6 มกราคม 2019 ณ พิพิธภัณฑ์ปอร์เช่ ที่เปิดทำการในวันอังคารถึงวันอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 
9:00 – 18:00 น. ใครผ่านไปแถวนั้นบอกเลยว่าไม่ควรพลาด


สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานวโรกาสให้
คณะผู้บริหารบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย เฝ้าทูลละอองพระบาท 
ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเงินสมทบมูลนิธิชัยพัฒนา

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานพระราชวโรกาสให้คณะผู้บริหาร
จากบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย นำโดย มร. คริสเตียน วิดมานน์ ประธาน และ มร. บียอร์น แอนทอนส์สัน 
ประธานกรรมการบริหาร บีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชียล เซอร์วิส ประเทศไทย เฝ้าทูลละอองพระบาท 
ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเงินรายได้จำนวน 5,360,000 บาท (ห้าล้านสามแสนหกหมื่นบาทถ้วน) จากการจำหน่ายบีเอ็มดับเบิลยู มินิ และบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ภายในงานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 33 ที่ผ่านมา 
เพื่อสมทบมูลนิธิชัยพัฒนา พร้อมกันนี้ คณะผู้บริหารฯ ได้ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายสมุดภาพกิจกรรมแคร์ฟอร์วอเตอร์ อันเป็นโครงการบริจาคเครื่องกรองน้ำให้แก่ชุมชนต่างๆ รวมทั้งโรงเรียนตชด. ในพื้นที่ห่างไกลเพื่อให้ประชาชนสามารถกรองน้ำสะอาดสำหรับการบริโภคได้อย่างยั่งยืน


เตรียมพบกับการรวมตัวครั้งยิ่งใหญ่ของเหล่า ‘ดูคาทิสต้า’ เพื่อร่วมฉลองครบรอบ ดูคาติ มอนสเตอร์ 25 ปี ในงาน World Ducati Week 2018 ที่จะถึงนี้

ดูคาติฉลองครบรอบมอนสเตอร์ 25 ปี เนรมิต ‘มอนสเตอร์ วิลเลจ’ อาณาจักรแห่งเน็คเก็ตไบค์ ตอกย้ำประวัติศาสตร์ความยิ่งใหญ่ของรถมอนสเตอร์ที่ได้รับความนิยมทั่วโลก ในงานมีเวทีประชันการคัสตอมรถมอนสเตอร์แบบเอ็กซ์คลูซีฟใน Ducati Garage Contest พร้อมการรวมตัวสมาชิก DOCs (Ducati Owners Clubs) ระดับสากลโลกในงาน World Ducati Week 2018 (WDW 2018)

บนโลกนี้จะมีสักกี่อย่างที่ทำให้คนจากหลากหลายเชื้อชาติ ต่างวัฒนธรรม ต่างวัยจากทั่วทุกมุมโลก หลงใหล และภาคภูมิใจในสิ่งเดียวกัน ‘ดูคาติ’ แบรนด์บิ๊กไบค์สัญชาติอิตาเลียนเป็นอีกหนึ่งในแบรนด์ที่มีความแตกต่างของผู้คนจากทั่วโลกที่กลายเป็นสาวกสะท้อนความเป็น ‘ดูคาทิสต้า’ ที่หลงใหลในแบรนด์ดูคาติเหมือนกัน และแน่นอนว่าต้องมีนักแข่งดูคาติในรายการการแข่งขันต่างๆ เดินทางมารวมตัวเป็นกลุ่มคอมมิวนิตี้ที่ยิ่งใหญ่ ที่เกิดขึ้นทุกๆ สองปี

ในปีนี้ก็เป็นครั้งที่ 10 แล้วที่จะมีการจัดงาน World Ducati Week 2018 ซึ่งจะได้เห็นภาพการรวมตัวครั้งยิ่งใหญ่ และสาวกดูคาทิสต้าหลายพันคันจากทั่วโลกขี่รถเข้าร่วมงาน เพื่อสัมผัสความเอ็กซ์คลูซีฟของอาณาจักรดูคาติทั่วทุกตารางนิ้ว และหนึ่งไฮไลท์สำหรับงานครั้งนี้จะมีความพิเศษกับการฉลองครบรอบรถเน็คเก็ตไบค์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดอย่าง ‘ดูคาติ มอนสเตอร์’ 25 ปีอย่างยิ่งใหญ่ ในวันที่ 20-22 กรกฎาคม ณ สนามมิซาโน่ ประเทศอิตาลี

เมื่อพูดถึงบิ๊กไบค์สไตล์เน็คเก็ตไบค์ เฟรมถัก และแฟริ่งที่ถูกถอดออกจนเห็นตัวเครื่องยนต์ อันเป็นเอกลักษณ์ของ ‘ดูคาติ มอนสเตอร์’ กลายเป็นตำนานที่ผู้คนทั่วโลกต่างกล่าวขานถึง ด้วยสไตล์การออกแบบให้รถดูเรียบง่าย แต่ยังคงเส้นสายความสวยงามแบบ ‘มินิมอลลิสต์’ ของ มิเกล กาลุซซี่ ที่ต้องการให้ผู้ขับขี่เข้าถึงแก่นแท้ของการขับขี่มอเตอร์ไซค์ โดยมีแค่ตัวถัง เครื่องยนต์ แฮนเดิลบาร์ และล้อสองล้อ

การนำรถซูเปอร์ไบค์ของดูคาติมาถอดแฟริ่ง และอุปกรณ์ที่ไม่จำเป็นออกหมด เพื่อโชว์ความสวยงามสไตล์เน็คเก็ตไบค์อย่างเต็มที่ สร้างความหลงใหลให้แก่ผู้คนจากทั่วทุกมุมโลก โดยในประเทศไทยเองก็มีผู้ที่ชื่นชอบ Monster เป็นจำนวนมากจากหลากหลายอาชีพ ทั้งศิลปิน ดารา นักธุรกิจ แพทย์ วิศวกร หรือนักบิน แต่สิ่งหนึ่งที่พวกเขามีเหมือนกัน คือ หัวใจที่รักใน Ducati Monster

ดังนั้น เพื่อเป็นการฉลองครบรอบ 25 ปีของ ‘ดูคาติ มอนสเตอร์’ ในงาน World Ducati Week 2018 ภายในงานจะมีการสร้าง ‘มอนสเตอร์วิลเลจ’ ซึ่งเป็นอาณาจักรที่รวบรวมประวัติศาสตร์และพื้นที่ดิสเพลย์รถดูคาติ มอนสเตอร์หลากหลายรุ่น อาทิเช่น Monster 821 รุ่นปัจจุบันโฉมปี 2018 จนย้อนหลังไปถึง Monster 900 ซึ่งเป็นรถมอนสเตอร์รุ่นแรกของดูคาติในผลิตในปี 1993


ซึ่งรถต่างๆ ที่เอามาจัดแสดงปัจจุบันเป็นรถสะสมที่หาดูได้ยาก ที่ปกติจะจัดแสดงเฉพาะแค่ในพิพิธภัณฑ์ดูคาติที่เมือง Borgo Panigale ประเทศอิตาลีเท่านั้น ไฮไลท์ในงาน WDW 2018 ที่ทุกคนไม่ควรพลาดคือการจัดประกวดรถคัสตอม ‘Ducati Garage Contest’ งานประกวดที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของงาน World Ducati Week ที่มีการจัดประกวดต่อเนื่องกันมาตั้งแต่ปี 2002

นอกจากนี้ ภายในงานได้มีการสร้างสตูดิโอถ่ายภาพเจ้าของรถมอนสเตอร์คู่กับรถ ‘Monsteristi’ โดยมีช่างภาพจากทางดูคาติคอยให้บริการ ซึ่งภาพถ่าย Monsteristi ทั้งหมด จะมีการติดแฮชแท็ก #welovemonster และนำไปใช้ในแคมเปญฉลองครบรอบ 25 ปีของ Monster โดยจะมีการเปิดตัวแคมเปญนี้อย่างเป็นทางการในช่วงเดือนมีนาคมปีหน้าที่ประเทศฝรั่งเศส

และแน่นอนว่ากลุ่มสมาชิก DOCs (Desmo Owners Clubs) ทั่วโลกได้ให้การตอบรับเข้าร่วมงานอย่างล้นหลาม โดยในงาน WDW 2018 มี DOCs ทั้งหมด 266 คลับ จำนวนสมาชิกกว่า 35,913 คน จาก 59 ประเทศ ที่ลงทะเบียนเข้ามาร่วมสร้างสีสัน ตอกย้ำความหลงใหลในแบรนด์ดูคาติอย่างเหนียวแน่น โดยมีจำนวนสมาชิกเพิ่มขึ้นทุกๆ ปี ความเหนียวแน่นของสามาชิก DOCs ในปีนี้จะมีการรวมตัวอย่างยิ่งใหญ่ที่จะตั้งอยู่ใจกลางแพดด็อกของสนามแข่งมิซาโน่ ในงาน WDW 2018 และทั้งหมดที่เล่ามาจะเกิดขึ้นในวันที่ 20-22 กรกฎาคม ณ สนามมิซาโน่ ประเทศอิตาลี


‘เทลสตาร์ เมคตา’ ลูกฟุตบอลเฉดสีแดงที่ ‘อาดิดาส’ ส่งมาชี้ชะตารอบน็อคเอาท์ฟุตบอลโลก 2018

 

อาดิดาส ฟุตบอล เปิดตัวลูกฟุตบอลรุ่นใหม่ที่จะใช้ในรอบน็อคเอาท์ของการแข่งขัน ฟีฟ่า เวิลด์คัพ 2018 ที่มีชื่อว่า เทลสตาร์ เมคตา (Telstar Mechta) มาพร้อมกับดีไซน์ใหม่ในสีแดงสด ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากสีประจำชาติของประเทศรัสเซียเจ้าภาพการแข่งขันและการฟาดแข้งในรอบน็อคเอาท์ที่ทวีความร้อนแรงมากยิ่งขึ้น

คำว่า ‘Mechta’ เป็นภาษารัสเซียที่มีความหมายว่า ความฝัน หรือ ความปรารถนาอันแรงกล้า โดยลูกฟุตบอลรุ่นนี้จะมีรูปแบบที่เหมือนกับ เทลสตาร์ 18 ที่ใช้ในการแข่งขันรอบแบ่งกลุ่มทุกประการ แต่จะมีการเปลี่ยนแปลงเฉดสีเพื่อแสดงถึงความเข้มข้นของการแข่งขันในรอบน็อคเอาท์

สำหรับลูกฟุตบอลรุ่นนี้ถูกพัฒนาขึ้นมาใหม่ทั้งหมด แต่ยังคงไว้ซึ่งคุณสมบัติที่ดีที่สุดจากลูกฟุตบอล บราซูก้า(Brazuca) ลูกฟุตบอลในศึกฟุตบอลโลก 2014 อีกทั้งยังมีการใช้เทคโนโลยีใหม่ล่าสุดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งานให้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ ลูกฟุตบอลรุ่นนี้ยังได้รับการทดสอบจากทีมชาติและสโมสรฟุตบอลระดับแถวหน้าของวงการ เพื่อให้ลูกฟุตบอลลูกนี้มีประสิทธิภาพในการใช้งานที่ตอบสนองความต้องการของนักเตะระดับโลก

นอกจากนี้ ลูกฟุตบอล เทลสตาร์ เมคตา ยังมีการฝังชิพ NFC เข้ากับตัวลูกฟุตบอลเช่นเดียวกับ เทลสตาร์ 18 ที่ใช้ในการแข่งขันรอบแบ่งกลุ่ม ซึ่งการฝังชิพ NFC ในลูกฟุตบอลจะทำให้ผู้เล่นสามารถมีปฏิสัมพันธ์กับลูกฟุตบอลผ่านทางสมาร์ทโฟน

โดยลูกฟุตบอลแต่ละลูกจะมีรหัสที่ไม่ซ้ำกันเพื่อให้ผู้เล่นสามารถระบุตัวตนเพื่อใช้ในการเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวของตัวเองได้ รวมทั้ง ความสามารถพิเศษในการจัดเก็บข้อมูลและแสดงรายละเอียดเฉพาะเจาะจงของตัวเล่นในแต่ละลูก ผู้เล่นยังสามารถเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมนัดพิเศษก่อนที่จะถึงศึกฟุตบอลโลก 2018 ได้อีกด้วย

ลูกฟุตบอล เทลสตาร์ เมคตา วางจำหน่ายที่ร้าน อาดิดาส แบรนด์ เซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ และ ร้านอาริฟุตบอล คอนเซปต์ สโตร์ และอาดิดาส ออนไลน์ สโตร์ shop.adidas.co.th ในราคา 4,200 บาท ตั้งแต่วันที่ 29 มิถุนายน เป็นต้นไป


ASICS เปิดตัว GEL-KAYANO 25 รองเท้ารุ่นแรกที่ผลิตจากเส้นใยนาโนเซลลูโลส เพื่อยกระดับการวิ่งอย่างแท้จริง

ASICS เปิดตัวรองเท้ารุ่นแรกที่ผลิตจากวัสดุเส้นใยนาโนเซลลูโลส หรือ Cellulose Nanofiber (CNF) ที่ถือเป็นการค้นพบครั้งสำคัญที่ช่วยยกระดับคุณสมบัติของรองเท้าให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น ซึ่งวัสดุเส้นใยนาโนเซลลูโลสถูกออกแบบมาเพื่อรองเท้าวิ่งรุ่นยอดนิยม

GEL-KAYANO™ ที่ได้รับการพัฒนาต่อยอดมาจนถึงรุ่นที่ 25 จนกลายเป็นมาตรฐานของรองเท้าการวิ่งระยะไกลตั้งแต่ปี คศ. 1993 โดย GEL-KAYANO 25 วางจำหน่ายแล้วทั่วโลกตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2561

เส้นใยนาโนเซลลูโลสเป็นเส้นใยละเอียดพิเศษขนาดนาโนที่มีน้ำหนักเพียง1ใน5ของวัสดุโลหะแต่มีความแข็งแรงมากกว่าถึง 5 เท่า เส้นใยนี้ถูกสร้างขึ้นจากOrganic Fiber ทำให้มีคุณบัติที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างครบครัน ด้วยประสิทธิภาพสูงนี้ ทำให้เส้นใยนาโนเซลลูโลสได้รับการพิจารณาให้เป็นวัสดุยุคใหม่สำหรับการนำไปในแวดวงอุตสาหกรรม อาทิ  อุตสาหกรรมยานยนต์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในครัวเรือน  สีย้อม และผลิตภัณฑ์สิ่งทอ นอกจากนี้ วิจัยหลายชิ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาได้ศึกษาคุณสมบัติของเส้นใยนาโนเซลลูโลสที่สามารถช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้เช่นกัน

อีกหนึ่งจุดเด่นของรองเท้ารุ่น GEL-KAYANO™ 25 คือการวัสดุโฟมรุ่นใหม่อย่าง FlyteFoam™Lyte ที่ ASICS ผลิตพื้นรองเท้าชั้นกลางและใช้เส้นใย

นาโนเซลลูโลสเสริมประสิทธิภาพการดูดซับแรงกระแทก ทำให้รองเท้ารุ่นใหม่นี้มีความทนทานและเสถียรภาพมากขึ้น ไร้ข้อจำกัดในเรื่องของน้ำหนัก  เหมาะสำหรับนักวิ่งทุกคน วัสดุโฟม FlyteFoam™Lyte ยังได้รับการพัฒนาให้มีความแข็งแรงเพิ่มขึ้นถึง 20% และความทนทานเพิ่มขึ้นอีก 7% ในขณะที่สามารถยังคงน้ำหนักเบาเมื่อเทียบกับวัสดุโฟมรุ่นก่อนอย่าง FlyteFoam

สำหรับการพัฒนาวัสดุโฟม FlyteFoam™Lyte  ทาง ASICS ได้นำกระบวนการผลิตจากเกียวโต Kyoto Process  นวัตกรรมการผลิตที่สังเคราะห์เส้นใยนาโนเซลลูโลสที่ผนึกเสริมด้วยวัสดุเรซิน จากการค้นพบโดยผู้เชี่ยวชาญระดับโลกด้านเส้นใยนาโนเซลลูโลสอย่าง ศาสตรจารย์ฮิโรยูกิ ยาโน จากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนของมนุษยชาติ (Sustainable Humanosphere) มหาวิทยาลัยเกียวโต ที่ร่วมมือกับสถาบันเทคโนโลยีอุตสาหกรรมและวัฒนธรรมแห่งเกียวโต ซึ่งรองเท้ารุ่น GEL-KAYANO™ 25 ถือเป็นรุ่นแรกที่ผลิตขึ้นโดยกระบวนการดังกล่าวและได้รับการออกแบบจากวัดสุพิเศษเฉพาะของ ASICS รวมทั้งเทคโนโลยีวัสดุโฟมอันล้ำสมัย

คุณเคนิชิ ฮาราโน เจ้าหน้าที่บริการและผู้จัดการทั่วไปอาวุโส แห่งสถาบันวิทยาศาสตร์การกีฬา ASICS กล่าวว่า “รองเท้าซีรีย์ GEL-KAYANO™ ถูกออกแบบมาสำหรับนักวิ่งระยะไกล  ซึ่งตลอดระยะเวลา 25 ปี เรายังคงมุ่งมั่นที่จะผลิตรองเท้าซีรีย์ GEL-KAYANO™ ให้มีน้ำหนักเบาขึ้น รองรับการใช้งานได้เต็มที่มากขึ้น และคงไว้ซึ่งความเสีถยรมั่นคง และเรารู้สึกตื่นเต้นที่ได้เปิดตัวรองเท้ารุ่น GEL-KAYANO 25 ที่ไม่ใช่เป็นเพียงแค่ก้าวต่อไปของ ASICS แต่มันคือการพัฒนาวัสดุผ่านนวัตกรรมล้ำสมัยเพื่อประยุกต์ใช้กับรองเท้ารุ่นต่อไป ในอนาคตเรายังคงพัฒนาวัสดุผลิตรองเท้าให้มีสมรรถภาพรองรับการใช้งานและเป็นประโยชน์สูงสุดแก่ลูกค้าทั่วโลก”

ศาสตราจารย์ฮิโรยูกิ ยาโน จากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนของมนุษยชาติ มหาวิทยาลัยเกียวโต กล่าวว่า เส้นใยนาโนเซลลูโลสที่แข็งแรงเป็นพิเศษและมีน้ำหนักเบานี้ทำจากไม้และพืชพรรณที่อุดมสมบูรณ์มากมาย ที่ถูกค้นคว้าจากทั่วโลกที่ถือเป็นวัสดุสำหรับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ที่ช่วยส่งเสริมการลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนได้อย่างยั่งยืน  การเสริมด้วยเรซินถือเป็นจุดสำคัญในการวิจัยพัฒนาและการนำไปใช้ของเส้นใยนาโนเซลลูโลส ซึ่งเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่านี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการประยุกต์ใช้เส้นใยนาโนเซลลูโลสกับวัสดุเรซินสำหรับผลิตภัณฑ์อื่นๆในอนาคต

นอกจากนี้เพื่อเป็นการตอกย้ำความมุ่งมั่นในฐานะผู้นำด้านรองเท้าวิ่งล่าสุด ASICS ได้จัดงานวิ่งอย่าง The Black Out Track ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นการวิ่งครั้งแรกของโลกเพื่อฝึกฝนจิตใจและสมาธิ โดยเหล่านักวิ่งต้องเอาชนะใจตัวเองด้วยการปลุกจิตวิญญาณมาราธอน ให้จิตใจและสมาธิเป็นแรงขับเพื่อนำไปสู่ความสำเร็จด้วยความแข็งแรงของสมรรถภาพร่างกายอย่างแท้จริง ไฮไลท์ความพิเศษของงานนี้คือการจำลองสนามวิ่งรูปแบบพิเศษในระยะทาง 10 กิโลเมตร โดยไม่มีอุปกรณ์ช่วยวิ่งใดๆ มีเพียงแค่ไฟแบล็คไลท์เพื่อส่องนำทางเท่านั้น

ภายในงานมีผู้เข้าร่วมมากมายจากทั่วทุกมุมโลก อาทิ ดีน่า คัสเตอร์ นักกีฬาชนะเลิศเหรียญโอลิมปิก จากประเทศสหรัฐอเมริกา, แดนนี่ เบ็น นักผจญภัยจากประเทศอังกฤษ และ อารีฟ ลี นักแสดงและผู้สำเร็จการศึกษาสาขาฟิสิกส์ จากฮ่องกง  นอกจากนี้ยังมีตัวแทนนักวิ่งจากประเทศไทยอย่าง มิ้ว – จิระพงศ์ มีนาพระ นักกีฬาวิ่ง และ เต้ย พงศกร เมตตาริกานนท์ พระเอกชื่อดัง ได้เข้าร่วมการแข่งขันในครั้งนี้ โดยสวมใส่รองเท้ารุ่น GEL-KAYANO™ 25 ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับสรีระเท้ากันแรงกระแทก และน้ำหนักเบาให้ความคล่องตัวขณะวิ่งได้อย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งการจัดงานในครั้งนี้แสดงให้เห็นว่านอกเหนือจากสมาธิและกล้ามเนื้อขาแล้ว รองเท้าวิ่งที่ดีนั้นถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วยพานักวิ่งให้ไปถึงเส้นชัย

สำหรับรองเท้ารุ่น GEL-KAYANO™ 25  จำหน่ายที่ราคา 6,500 บาท

ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: www.facebook.com/ASICSThailand/


NEW MG3 2018 ‘มองโลกให้สนุกทุกเส้นทาง’ อัดแน่นด้วยระบบอันทันสมัย SYNCHRONIZE PROTECTION SYSTEM 8

เอสเอไอซี มอเตอร์-ซีพี จำกัด และบริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศเปิดตัว ‘ALL NEW MG3’ แฮทช์แบ็คหลากสีสันสดใส มิติใหม่ของความสนุกด้วยเอกลักษณ์ของ ALL NEW MG3 ที่มาพร้อมนิยามใหม่ ‘WE ARE FUN’ มองโลกให้สนุกทุกเส้นทาง พร้อมปรับโฉมด้วยการออกแบบที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ สีสันโดนใจ เต็มเปี่ยมไปด้วยสมรรถนะที่จะเพิ่มประสบการณ์ขับขี่ของคุณให้สนุกทุกเส้นทาง

ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตคนรุ่นใหม่ ที่มองโลกให้สนุกกับทุกจังหวะการใช้ชีวิตอย่างแท้จริง ALL NEW MG3 จึงถูกออกแบบภายใต้แนวคิด ‘บริท ไดนามิค’ (BRIT DYNAMIC) ทำให้สมรรถนะ การควบคุม การออกแบบ และความปลอดภัย ในการขับขี่สนุกยิ่งขึ้น ด้วยการผสานดีไซน์ เทคโนโลยี ความสะดวกสบาย และความคล่องแคล่วเข้าด้วยกัน

ALL NEW MG3 ยังมาพร้อมกับระบบอัจฉริยะ i-SMART ที่สามารถรองรับการสั่งการได้ด้วยเสียงภาษาไทย พร้อมกับการอัพเดทฟังก์ชันใหม่บนแผนที่นำทางที่สามารถแนะนำร้านอาหาร และที่พักเพิ่มความสนุกอีกขั้นกับระบบเอ็นเตอร์เทนเมนต์ออนไลน์เพื่อความสนุกทุกจังหวะในการขับขี่

ภายในห้องโดยสารที่กว้างขวางยังเพียบพร้อมไปด้วยฟังก์ชันที่สร้างความสะดวกสบาย และระบบความปลอดภัย SYNCHRONIZE PROTECTION SYSTEM 8 ฟังก์ชัน ที่ครบครันยิ่งขึ้น

คุณพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ด้วยเสียงตอบรับที่ดีของ MG3 ด้วยยอดขายถึง 17,000 คัน การเปิดตัว ALL NEW MG3 โฉมใหม่ในวันนี้ เพื่อตอกย้ำความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น ALL NEW MG3 ได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบมาจากรถต้นแบบอย่าง เอ็มจี อี-โมชั่น รวมถึงการนำนวัตกรรม เทคโนโลยีที่ทันสมัย และการเชื่อมต่อทางอินเตอร์เน็ตเข้าไว้ด้วยกัน เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ขับขี่พร้อมตอบโจทย์กับความสนุกและล้ำสมัยพร้อมเป็นผู้นำเทรนด์ รองรับความต้องการของกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ในอนาคตที่ต้องการการขับขี่สนุกและปลอดภัย โดยเราคาดการณ์ว่า ALL NEW MG 3 จะมียอดจำหน่ายที่ 10,000 คัน ในปี 2561”

ALL NEW MG3 อัพเกรดรูปลักษณ์ใหม่เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ที่ไม่ซ้ำใครสไตล์อังกฤษ ให้สอดคล้องความต้องการของคนรุ่นใหม่ที่ชื่นชอบความคล่องตัว จึงมาพร้อมกับกระจังหน้าใหม่ที่โดดเด่นขึ้นพร้อมไฟหน้าแบบโปรเจคเตอร์ เติมความสดใสด้วยสีสันแนว บริท ดูโอ้ คัลเลอร์ สไตลิ่ง


เปิดมุมมองความสนุกให้กว้างขึ้นกับหลังคา ‘ซันรูฟ’ แบบปรับไฟฟ้า และเสริมบุคลิกความสนุกให้โดดเด่นด้วยไฟท้ายแบบแอลอีดี ไลท์ไกด์ การออกแบบด้านข้างที่ปราดเปรียวที่มีเส้นสายชัดเจนพาดจากด้านหน้าไปจนถึงซุ้มล้อหลัง และล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่ แบบ Bi-Colour ขนาด 16 นิ้ว ที่โดดเด่นสะดุดตา

ภายในห้องโดยสารได้รับการออกแบบที่มีสไตล์ดูหรูหราสปอร์ตพรีเมียมขึ้น กว้างขวางนั่งสบายทั้งที่นั่งแถวหน้า และแถวหลัง ผสานเส้นสายกับสีสันของเบาะโดยสารลายโมเดิร์นกราฟิก เบาะที่นั่งหลังสามารถปรับพับแยกส่วนในการเก็บสัมภาระแบบ 60:40 สร้างความสะดวกสบายได้อย่างลงตัว

สนุกมากขึ้นกับจอระบบสัมผัส ขนาด 8 นิ้ว ที่ให้เทคโนโลยีเติมความสนุกในทุกเส้นทาง ด้วยฟังก์ชันที่ใช้งานได้หลากหลายทั้งฟังเพลง ดูหนัง ค้นหาโรงแรม และร้านอาหาร พร้อมกล้องมองหลังขณะถอย และสัญญาณเตือนระยะถอยหลังที่ช่วยเติมเต็มความสนุกของเราได้เสมอ

ALL NEW MG3 ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซินแบบ DOHC VTi-TECH ขนาด 1.5 ลิตร ให้พละกำลัง 112 แรงม้าที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 150 นิวตันเมตรที่ 4,500 รอบต่อนาที ผสานการทำงานด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติใหม่เพื่อตอบสนองทุกการขับขี่อย่างเต็มประสิทธิภาพโดย เอ็มจี ยังตระหนักถึงความสำคัญสูงสุดของระบบความปลอดภัยใน ALL NEW MG3 เช่นเดียวกับรถยนต์ เอ็มจี รุ่นอื่นๆ ด้วยระบบโครงสร้างตัวถังนิรภัย USD (Ultimate Stiffness Design) พร้อมถุงลมนิรภัยคู่หน้า

มั่นใจยิ่งขึ้นด้วยระบบความปลอดภัยแบบ SYNCHRONIZE PROTECTION SYSTEM รวม 8 ฟังก์ชัน ที่ทำงานประสานกันเป็นหนึ่งเดียว ประกอบด้วย ระบบป้องกันล้อล็อกขณะเบรกฉุกเฉิน ABS พร้อมระบบกระจายแรงเบรก EBD ระบบเสริมแรงเบรกด้วยอิเล็กทรอนิกส์ EBA ระบบควบคุมการทรงตัว SCS เข้าโค้งอย่างมั่นใจด้วยระบบควบคุมการเบรกในขณะเข้าโค้ง CBC ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี และควบคุมการลื่นไถล TCS ระบบช่วยการออกตัวบนทางลาดชัน HAS และระบบป้องกันการลื่นไถล เมื่อเกียร์ลดต่ำอย่างฉับพลัน MSR

นอกจากนี้ระบบการเชื่อมต่ออัจฉริยะ i-SMART มาพร้อมกับการอัพเดทฟังก์ชันใหม่บนแผนที่นำทางที่สามารถแนะนำร้านอาหาร และที่พัก เพิ่มความสนุกอีกขั้นกับเสียงเพลงจากศิลปินค่ายต่างๆผ่านระบบออนไลน์ที่รองรับการแสดงผลผ่านหน้าจอสีระบบสัมผัสขนาด 8 นิ้ว รองรับการเชื่อมต่อไร้สายผ่านบลูทูธ พร้อมช่องเชื่อมต่อยูเอสบี (USB) และยังสามารถรวบรวมข้อมูลที่มีความสำคัญและแจ้งต่อผู้ขับได้ตลอดเวลา เช่นระดับน้ำมันเชื้อเพลิง สภาพการทำงานของแบตเตอรี่ ถุงลมนิรภัย และสถานะประตู ผ่านสมาร์ทโฟน พร้อมกับช่วยบอกตำแหน่งรถยนต์และแจ้งเตือนการสตาร์ทเครื่องที่ผิดปกติซึ่งอาจเกิดจากการโจรกรรม ช่วยเพิ่มความปลอดภัยได้อีกระดับ สำหรับลูกค้า NEW MG ZS สามารถอัพเดทฟังก์ชันใหม่ในระบบ i-SMART ได้ฟรีเช่นกันที่โชว์รูมตั้งแต่วันที่ 22 มิถุนายน เป็นต้นไป

ใน ALL NEW MG3 ยังเพียบพร้อมด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสบายที่ครบครันที่สุดรุ่นหนึ่งในรถระดับเดียวกัน ทั้งระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ แผงคอนโซลโมเดิร์นกราฟิก พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันแบบสปอร์ตควบคุมเครื่องเสียงและปุ่มรับ-วาง สายโทรศัพท์ด้วยปลายนิ้วสัมผัส มาพร้อมกับกุญแจรีโมท

ALL NEW MG3 มีสีให้เลือก ทั้งหมด 5 สี ได้แก่ สีเหลืองทิวดอร์ เยลโล่ (Tudor Yellow) สีแดง รูบี เรด (Ruby Red) สีฟ้ามารีนา บลู (Marina Blue) สีขาวอาร์กติกไวท์ (Arctic White) และสีดำแบล็คไนท์ (Black Knight) พร้อมกันนี้ ลูกค้าที่ซื้อรถยนต์ ALL NEW MG3 จะได้รับแพ็คเกจใช้งานระบบอัจฉริยะ i-SMART ฟรี เป็นระยะเวลา 5 ปี

นอกจากนั้นยังอุ่นใจกับการบริการ ‘แพสชั่น เซอร์วิส’ ด้วยการรับประกันคุณภาพนาน 4 ปี หรือ 120,000 กิโลเมตร บริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง และการให้คำแนะนำผ่านศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ 1267 รวมไปถึงบริการ’เช็คระยะนอกสถานที่’

ผู้สนใจสามารถสัมผัส ALL NEW MG3 ได้ที่ผู้แทนจำหน่าย เอ็มจี ทั่วประเทศ หรือติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.mgcars.com


อันเดอร์ อาร์เมอร์ เปิดตัว CURRY 5 รองเท้ากีฬานวัตกรรมรุ่นใหม่ ‘Wired Different’ ออกแบบเพื่อเสริมความว่องไว และความคล่องตัว

อันเดอร์ อาร์เมอร์ เปิดตัว Curry 5 รองเท้าบาสเก็ตบอลรุ่นลิมิเต็ดที่หลายคนรอคอย โดยจะวางจำหน่ายในไทยเพียง 58 คู่เท่านั้น และจะวางจำหน่ายที่ อันเดอร์ อาร์เมอร์ สาขาสยามเซ็นเตอร์ ร้านดิลก และร้าน VAC เท่านั้น

‘Wired Different’ สุดยอดตัวช่วยของ ‘สตีเฟ่น เคอร์รี่’ นักบาสเก็ตบอลระดับโลก เป็นรองเท้าที่ทำให้เค้าสามารถทำคะแนนได้ไม่ว่าต้องแข่งบนพื้นสนามแบบไหนก็ตาม ตัวรองเท้าได้พัฒนาให้มีน้ำหนักเบายิ่งกว่าเดิม พร้อมข้อต่ำ เสริมความว่องไวคล่องตัว ตัวรองเท้าเป็นผ้าทอทำให้กระชับใส่สบาย พร้อมแผ่นรองฝ่าเท้านุ่มโอบอุ้มรับสรีระเท้า และเชือกรองเท้ารูปแบบ lockdown กระชับเท้าทั้ง 360 องศา นอกจากนี้รองเท้ายังมาพร้อมกับนวัตกรรมยึดเกาะพื้นสนาม ช่วยให้สามารถเปลี่ยนทิศทางได้ดั่งใจ

กีฬาบาสเก็ตบอลเป็นกีฬาที่แข่งขันกันภายในพื้นที่ขนาด 24 ตารางฟุต หลายคนอาจจะมองว่านักกีฬาจะได้เปรียบหรือเสียเปรียบความสูง พละกำลัง และความแข็งแรงของนักกีฬาเป็นสิ่งสำคัญที่สุด แต่แล้ว ‘สตีเฟ่น เคอร์รี่’ ก็สามารถทำลายความเชื่อนี้ลงได้ เพราะสตีเฟ่นมีร่างกายที่แตกต่างจากนักกีฬาบาสเก็ตบอลคนอื่นๆ แต่เขากลับสามารถก้าวข้ามคำสบประมาทของผู้คนรอบข้างได้อย่างสิ้นเชิง และสามารถทำคะแนนเอาชนะผู้เล่นคนอื่นในเกมได้ จนใครๆ ต่างคิดว่าเค้าคือผู้เล่นที่ยากจะต่อกร

แม้ว่าสตีเฟ่น เคอร์รี่จะไม่ได้สูงหรือแข็งแรงเท่าคู่แข่งคนอื่นในสนาม เขาก็เลือกนำความฉลาดของเขามาทดแทนส่วนที่ขาดนั้น เขาใช้ความคล่องแคล่วว่องไว การวางกลยุทธ์ และความแม่นยำ มาใช้ทำคะแนน 3 แต้มได้อย่างง่ายดาย ช่วงเวลาหลายปีที่เขาลงแข่งขันนั้น สตีเฟ่นใช้พลังสมอง และความแม่นยำเปลี่ยนสนามแข่งให้กลายเป็นสนามขนาด 40 ฟุตจากการข้ามไปเล่นหลังเส้น 3 คะแนน สร้างความประหลาดใจและความสับสนให้กับคู่แข่งเป็นอย่างมาก

หลายคนเปรียบเทียบสตีเฟ่นเป็นดั่งสูตรโกงในเกม ด้วยพรสวรรค์ที่ไม่เหมือนใคร และความมุ่งมั่นที่จะไม่หยุดพัฒนาตัวเอง สตีเฟ่นได้สร้างแรงบันดาลใจให้นักกีฬาคนอื่นอีกมากมาย ไม่ว่าจะมีขนาด และรูปร่างแบบใดขอเพียงมีความพยายาม ความมุ่งมั่น และพลังใจ ก็สามารถเอาชนะอุปสรรคทั้งหลายได้อย่างแน่นอน ด้วยแนวความคิดดังกล่าวเค้าจึงได้ร่วมพัฒนารองเท้า Curry 5  ‘Wired Different’ เพื่อเป็นตัวช่วยสำหรับนักกีฬาทุกคนในการเอาชนะอุปสรรคในการแข่งขัน และการพัฒนาขั้นต่อไปอีกด้วย

ไฮไลท์อื่นๆ ของ Curry 5 ประกอบไปด้วย

  • แผ่นรองพื้นส่วนกลาง ทำจากแผ่นโฟม EVA ช่วยในการรองรับนำหนักอย่างเต็มที่
  • พื้นรองฝ่าเท้าส่วนกลางที่ใช้รับแรงใต้ฝ่าเท้า มีน้ำหนักเบา
  • Speed plate และ flex zones ของพื้นส่วนกลางและพื้นส่วนล่าง ที่มีน้ำหนักเบา
  • เกราะล็อคส้นเท้าที่ผลิตจาก Anaform น้ำหนักเบา ลดอุปสรรคในการเคลื่อนไหว
  • เชือกรองเท้ารูปแบบใหม่ ที่ทำให้การใส่รองเท้าง่าย และรวดเร็ว
  • ภายในรองเท้าทั้งด้านหน้าและส้นเท้า ช่วยยึดเท้า และช่วยให้สามารถขยับเขยื้อนทุกท่วงท่าได้อย่างมั่นใจ
  • มีน้ำหนักรวมเพียง 11.8 ออนซ์

ดีไซน์ และสีสันของรองเท้า Curry 5 ออกแบบมาให้โดดเด่นในสนามด้วยสีขาว และดำอย่างลงตัว พร้อมดีเทลสีแดงด้านบนลิ้นรองเท้าและส่วนยึดเกาะพื้นด้านหน้าเพื่อเพิ่มลูกเล่น เชือกรองเท้ามีความยืดหยุ่น ถักสลับกันแบบ lockdown ถือเป็นลูกเล่นที่สร้างความโดดเด่นให้กับรองเท้า โดยเชื่อมเข้ากับด้านในรองเท้าแล้วรัดขึ้นด้านบน และพื้นรองเท้าส่วนกลางสีขาวที่ผสานด้วยแผ่นพื้นสีฟ้าใส่ เกิดเป็นรูปทรงรองเท้า Curry 5 อันทรงพลัง

ร้องเท้า Curry 5 วางจำหน่ายแล้วแบบเอ็กซ์คลูซีฟที่อันเดอร์ อาร์เมอร์สาขาสยามเซ็นเตอร์ ร้านดิลกและ VAC เท่านั้น ในราคา 6,290 บาท


‘Porsche Charging Service’ สถานีชาร์จพลังงานระบบดิจิทัลจาก ‘ปอร์เช่’

สถานีบริการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าแบบ ปลั๊ก-อิน ‘Porsche Charging Service’ ขีดสุดศักยภาพจากบริษัทผู้ผลิตยนตรกรรมสปอร์ตระดับแนวหน้าของโลก พร้อมรองรับการใช้งานด้วยเครือข่ายระบบดิจิทัล รวดเร็ว ง่ายดาย และครอบคลุมทุกความต้องการทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับ กระบวนการชาร์จพลังงาน

‘Porsche Charging Service’ สะดวกสบายทันสมัยด้วยการค้นหาตำแหน่งสถานีที่ใกล้ และเหมาะสมต่อการเดินทาง พร้อมรวบรวมฐานข้อมูลของผู้ใช้บริการแบบศูนย์รวม เพื่ออำนวยความสะดวกในขั้นตอนการชำระค่าบริการ ซึ่งสามารถดำเนินการได้ในหลายประเทศ และหลายสกุลเงิน ลดความยุ่งยากในการลงทะเบียนจากเครือข่ายผู้ให้บริการที่แตกต่างกันด้วยความอัจฉริยะของแอปพลิเคชันที่สามารถใช้งานได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย รวมไปถึงระบบนำทางผ่านดาวเทียม ‘Porsche navigation system’ ทำหน้าที่นำพาเราไปยังตำแหน่งของสถานีบริการที่เลือกได้อย่างแม่นยำ

Detlev von Platen สมาชิกคณะกรรมการ บริหาร ผู้ดูแลรับผิดชอบส่วนงานขาย และการตลาดของ Porsche AG เล่าว่า “นอกเหนือจากการสร้างสรรค์สุดยอดยนตรกรรมสปอร์ต ปอร์เช่ภูมิใจนำเสนอโครงข่ายสถานี บริการชาร์จพลังงานที่เพียบพร้อมด้วยความสะดวกสบายสำหรับลูกค้า สิ่งนี้คือหัวใจสำคัญของความสำเร็จในระยะยาว เมื่อพิจารณาถึงอนาคตของยานพาหนะพลังงานไฟฟ้า”

“ด้วยศักยภาพของสถานี Porsche Charging Service พวกเราพร้อมบริการลูกค้าทุกท่าน ผ่านเครือข่ายการดำเนินงาน และบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยระบบดิจิทัล ตอบสนองทุกความต้องการที่สะดวก รวดเร็ว และง่ายดาย ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนใดของกระบวนการชาร์จพลังงาน ผลลัพธ์ที่จะตามมาอย่างแน่นอนคือการที่นวัตกรรมดังกล่าวกำลังจะก้าวเข้าไปเป็นส่วน หนึ่งในชีวิตประจำวันของผู้ขับขี่ยานพาหนะพลังงานไฟฟ้านั่นเอง”

ข้อมูลข่าวสารในส่วนของตำแหน่งที่ตั้งและการเข้าถึงสถานีบริการชาร์จพลังงานรวมถึงค่าใช้จ่ายในการใช้บริการนั้น สามารถตรวจสอบได้แบบ real time ผ่านแอปพลิเคชัน และในขณะชาร์จพลังงานที่สถานีเรายังสามารถทำการยืนยันตัวตนด้วยการใช้รหัส QR code หรือ ‘Porsche ID card’ ซึ่งจะได้รับโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ หลังจาก ลงทะเบียน ปัจจุบันนี้สถานีชาร์จพลังงานดังกล่าวพร้อมให้บริการแล้วในเยอรมนี, ออสเตรีย, สวิสเซอร์แลนด์, เดนมาร์ก, เนเธอร์แลนด์, เบลเยี่ยม, ฟินแลนด์ และกำลังจะขยายเครือข่ายไปยังประเทศอื่นๆ ในช่วงปลายปี 2018

สำหรับในประเทศเยอรมนี ค่าใช้จ่ายในการใช้บริการสถานี Porsche Charging Service อยู่ที่ราว 2.50 ยูโร/เดือน โดยค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมในขั้นตอนอื่นๆ จะขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของผู้ให้บริการแต่ละราย และปริมาณของพลังงานไฟฟ้าที่ถูกใช้ในการชาร์จให้แก่ยานพาหนะในแต่ละครั้ง ในส่วนของแอปพลิเคชันสามารถรองรับการใช้งานผ่านอุปกรณ์สื่อสารทุกรูปแบบ ทั้งระบบปฏิบัติการ iOS และ Android สามารถดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ การใช้งานแอปพลิเคชันดังกล่าวไม่ได้ถูกจำกัดไว้สำหรับผู้ขับขี่รถยนต์ปอร์เช่เท่านั้น แต่ยังครอบคลุม และอำนวยความสะดวกต่อผู้ขับขี่รถยนต์ไฮบริดหรือยานพาหนะพลังงานไฟฟ้าทุกคน

สามารถลงทะเบียนเพื่อใช้บริการได้ที่ www.porsche.com/connect-store


ฮอนด้า เอชอาร์-วี ‘สีแดงพิเศษ’ เพิ่มออฟชั่นความปลอดภัยตอกย้ำความเป็นผู้นำในกลุ่มคอมแพคท์เอสยูวี

ฮอนด้า เอชอาร์-วี เปิดตัวเป็นครั้งแรกในไทยเมื่อปี 2557 นับเป็นรุ่นที่เข้ามาเปิดตลาด และเติมเต็มความต้องการของตลาดรถยนต์ ‘คอมแพคท์เอสยูวี’ โดยเป็นรุ่นที่ได้รับความนิยม และเป็นที่ชื่นชอบของลูกค้าชาวไทย ด้วยภาพลักษณ์ความสปอร์ตพรีเมียม ห้องโดยสารกว้างขวางเหมาะกับการใช้งานที่หลากหลาย เข้ากับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ ส่งผลให้ ฮอนด้า เอชอาร์-วี ครองตำแหน่งยอดขายสูงสุดในตลาดเอสยูวี 3 ปีซ้อน และมียอดขายสะสมกว่า 66,000 คัน และเพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำรถยนต์กลุ่มคอมแพคท์เอสยูวีทางฮอนด้าจึงได้อัพเกรด ฮอนด้า เอชอาร์-วี ขึ้นอีกเพื่อให้ดูสปอร์ตโฉบเฉี่ยว และคุ้มค่ามากยิ่งขึ้นด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวก และเทคโนโลยีความปลอดภัยระดับพรีเมียม โดยตั้งเป้าการจำหน่ายไว้ที่ 18,000 คันภายใน 1 ปี

ฮอนด้า เอชอาร์-วี ใหม่ รุ่น RS ที่มาพร้อมดีไซน์สปอร์ตรอบคัน 
กันชนหน้า-หลังสไตล์สปอร์ต กระจังหน้าดีไซน์ใหม่โครเมียมรมดำแบบสปอร์ต โฉบเฉี่ยวยิ่งขึ้นด้วยไฟหน้าแบบ Full LED พร้อมไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวันแบบ LED ชายกันกระแทกด้านข้างสีดำแบบสปอร์ต

มือจับเปิดประตูด้านหน้าแบบโครเมียมรมดำ กระจกมองข้างสีดำแบบสปอร์ต พร้อมแป้นเหยียบคันเร่งและเบรกแบบสปอร์ต ล้ออัลลอยลายใหม่ขนาด 17 นิ้วแบบสปอร์ต และสัญลักษณ์ RS บนฝากระโปรงท้าย เพิ่มความสปอร์ตด้วยเบาะนั่งดีไซน์ใหม่


พร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวก และเทคโนโลยีความปลอดภัยที่ยกระดับไปอีกขั้นอาทิ ระบบแสดงภาพมุมอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน, ระบบเตือนและช่วยเบรกที่ความเร็วต่ำ และระบบล็อกรถอัตโนมัติเมื่อกุญแจรีโมทอยู่ห่างจากตัวรถ เป็นต้น

ตอบโจทย์การใช้งานในทุกรูปแบบด้วยพื้นที่อเนกประสงค์ขนาดใหญ่ ภายในกว้างขวางสะดวกสบายในสไตล์รถอเนกประสงค์ ด้วยพื้นที่ใช้สอย และพื้นที่บรรทุกสัมภาระด้านท้ายขนาดใหญ่ มาพร้อมเบาะนั่งอเนกประสงค์ที่สามารถปรับพับได้ 3 รูปแบบ ได้แก่ Utility Mode, Tall Mode และ Long Mode รองรับการขนย้ายสัมภาระได้หลากหลายรูปแบบ

ฮอนด้า เอชอาร์-วี ใหม่ รุ่น RS มากับเครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร SOHC i-VTEC 4 สูบ 16 วาล์ว 141 แรงม้า ที่ 6,500 รอบต่อนาที ด้วยแรงบิดสูงสุด 172 นิวตัน-เมตร ที่ 4,300 รอบต่อนาที มาพร้อมกับระบบเกียร์ CVT ใหม่ ที่พัฒนาภายใต้เทคโนโลยีเอิร์ธดรีม ให้อัตราการประหยัดน้ำมันและตอบสนองทุกการขับขี่อย่างดีเยี่ยม ทำให้ฮอนด้า เอชอาร์-วี ใหม่ รุ่น RS เป็นรถยนต์ที่ขับสนุกในทุกเส้นทาง แถมยังประหยัดค่าน้ำมันอีกด้วย และยังเติมน้ำมัน E85 ได้

อัดแน่นความปลอดภัยระดับพรีเมียมในทุกรุ่นเช่น ระบบเบรกมือไฟฟ้า, ระบบ Auto Brake Hold, ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก (ABS), พร้อมระบบกระจายแรงเบรก (EBD), ระบบควบคุมการทรงตัวขณะเข้าโค้ง, ระบบช่วยการออกตัวขณะอยู่บนทางลาดชัน, สัญญาณไฟฉุกเฉินอัตโนมัติขณะเบรกกะทันหัน, กล้องส่องภาพด้านหลัง ที่ปรับมุมมองได้ 3 ระดับ และระบบถุงลม 6 ตำแหน่งเฉพาะในรุ่น RS และ EL

ด้วยภาพลักษณ์ความสปอร์ตพรีเมียม ความกว้างขวาง และประโยชน์ใช้สอยภายในห้องโดยสาร ที่พร้อมตอบโจทย์การใช้ชีวิตในทุกรูปแบบ ฮอนด้า เอชอาร์-วี ใหม่ จึงถูกนำเสนอผ่านการสื่อสารทางการตลาดด้วยคอนเซปท์ What’s Calling You? ทุกเสียงเรียกจากข้างใน…ตามไปให้สุด ซึ่งสะท้อนชีวิตอินไซต์ของคนรุ่นใหม่ในยุคปัจจุบัน ที่ต้องการออกไปใช้ชีวิตตามที่หัวใจเรียกร้อง

ฮอนด้า เอชอาร์-วี ใหม่ มีทั้งหมด 3 รุ่น ได้แก่

  • รุ่น E ราคา 949,000 บาท
  • รุ่น EL ราคา 1,059,000 บาท
  • รุ่น RS ราคา 1,119,000 บาท

มีให้เลือกทั้งหมด 5 สี โดยมีสีใหม่ คือ สีแดงแพสชั่น (มุก) และอีก 4 สี ได้แก่ สีขาวออร์คิด (มุก) สีดำคริสตัล (มุก) สีเงินลูนาร์ (เมทัลลิก) และสีเทารูสแบล็ค (เมทัลลิก) พบกับ ฮอนด้า เอชอาร์- วี ใหม่ ได้ที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 8 กรกฎาคม เป็นต้นไป

สำหรับลูกค้าที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม และจองรถได้แล้วตั้งแต่วันนี้ ที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ และยังสามารถสัมผัสกับ ฮอนด้า เอชอาร์- วี ใหม่ ได้ก่อนใคร ที่งาน ฟาสต์ ออโต้ โชว์ ไทยแลนด์ 2018 ระหว่างวันที่ 27 มิถุนายน – 1 กรกฎาคม นี้ ณ บูธ A04 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค ฮอลล์ 106 และที่งาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล ออโตซาลอน 2018 ระหว่างวันที่ 4-8 กรกฎาคม นี้ ณ อาคารชาเลนเจอร์ฮอลล์ 2 อิมแพ็ค เมืองทองธานี


ภาพบรรยากาศ Jason Derulo Live at Illuzion Phuket โชว์ครั้งแรกที่จังหวัดภูเก็ต

Jason Derulo เยือนภูเก็ต เรียกเสียงกรี๊ดจากสาวๆ กับโชว์ครั้งแรกที่ ILLUZION จังหวัดภูเก็ต และถือว่าเป็นครั้งแรกที่เมืองไทย เมื่อวันที่ 11 มิถุนายนที่ผ่านมา

     และนี้คือมินิคอนเสิร์ตครั้งแรกที่เมืองไทย สำหรับศิลปินชื่อดัง Jason Derulo เจ้าของผลงานดัง “Swalla”, “Wiggle” และเพลง “Talk Dirty” ที่มาระเบิดโชว์ครั้งแรกที่ ILLUZION Phuket  กับ Showcase “Jason Derulo Live at Illuzion Phuket” 

ซึ่ง Jason ก็ไม่ทำให้แฟนเพลงผิดหวัง จัดเต็มด้วยเพลงฮิต ที่มาพร้อมกับสเต็ปการเต้น ที่ทำให้แฟนๆ ได้สนุกกันแบบสุดเหวี่ยง อย่าง Whatcha Say, Talk Dirty, Tip Toe, Trumpets, Swalla, Wiggle และเพลง ฟุตบอลโลก 2018 อย่างเพลง Colors เรียกได้ว่าออกแรงแดนซ์กระจายกันตั้งแต่เริ่มเลยทีเดียว

       ตบท้ายด้วยเพลง Want to want me ที่สร้างเสียงกรี๊ดและความครึกครื้นเป็นอย่างมาก
และสิ่งที่ประทับใจไม่น้อยไปกว่าพลังของ Jason ก็คือพลังของแฟนๆ ที่ไม่ว่าจะเพลงไหนๆ แฟนเพลงก็สามารถร้องและเต้นแบบที่ไม่หยุดกันเลยทีเดียว 

https://www.facebook.com/illuzionphuket

 

 


Privacy Preference Center