มินิ ประเทศไทย สนับสนุนสองพี่น้องแชมป์โลกกีฬา SUP มอบมินิ คูเปอร์ เอส คันทรีแมน ระหว่างฝึกซ้อมในไทย

มินิ คูเปอร์ เอส
คันทรีแมน เป็นรถยนต์เอนกประสงค์ที่โดดเด่นทั้งในเรื่องของการขับขี่ที่สนุก เร้าใจ มีความสมบุกสมบัน สามารถบรรทุกสัมภาระ และอุปกรณ์กีฬากลางแจ้งได้เป็นอย่างดี ซึ่งสอดคล้องกับการใช้งานของทีม SUPBROz รวมถึงไลฟ์สไตล์ของผู้ที่รักกิจกรรมกลางแจ้ง ด้วยขนาดตัวรถยนต์ใหญ่ พร้อมสมรรถนะที่ดีเยี่ยมพร้อมรับมือทุกความท้าทายในทุกการเดินทาง จึงเหมาะกับการใช้งานอย่างรอบด้าน

ทีม SUPBROz จะไปเข้าร่วม SUP 11 City Tour ในประเทศเนเธอร์แลนด์ เดือนกันยายนศกนี้ ซึ่งเป็นการแข่งขันเพื่อสร้างสถิติโลก กินเนสส์ เวิลด์ เรคคอร์ดส์ ฉลองครบรอบสิบปีของการแข่งขันระดับโลก ซึ่งผู้เข้าแข่งขันต้องพายบอร์ดเป็นระยะทางถึง 220 กิโลเมตร ภายในเวลา 5 วัน
เหตุผลที่พวกเค้ามาทำการฝึก SUP ในประเทศไทยเพราะด้วยสภาพภูมิอากาศ และลักษณะภูมิประเทศที่เหมาะสม พวกเข้าจึงเลือกมาฝึกซ้อมกีฬา SUP ที่เกาะช้าง ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายปรับตัวได้ดีขึ้นในระหว่างการแข่งขันสำหรับการมาฝึกซ้อม
https://www.facebook.com/supbroz/videos/1526206267483784/
เค้าทั้ง 2 ยินดีและตื่นเต้นเป็นอย่างมากที่ได้รับการสนับสนุนจากมินิ ประเทศไทย ในการมาฝึกซ้อมที่เกาะช้างในครั้งนี้ เพราะด้วยสมรรถนะที่เป็นเลิศ ดีไซน์ และขนาดที่เหมาะสม รวมถึงความเอนกประสงค์ของการใช้งานจึงเหมาะกับกิจกรรมของพวกเค้าอย่างลงตัว ช่วยให้การฝึกซ้อมเป็นไปอย่างราบรื่นยิ่งขึ้น

มินิ คูเปอร์ เอส คันทรีแมน ปราดเปรียวด้วยรูปลักษณ์ที่แข็งแกร่งบึกบึน และโฉบเฉี่ยว พื้นที่ภายในห้องโดยสารกว้างขว้างในทุกๆ มิติ มินิ คูเปอร์ เอส คันทรีแมน มาพร้อม 5 ที่นั่งแบบเต็มตัว ช่องเก็บสัมภาระที่มีความจุมากถึง 450 ลิตร และสามารถขยายขนาดเพิ่มขึ้นเป็น 1,309 ลิตร เมื่อพับเบาะที่นั่งหลังซึ่งแยกกันที่สัดส่วน 40:20:40 รวมไปถึงฝากระโปรงท้ายที่ควบคุมการเปิด และปิดอัตโนมัติด้วยระบบไฟฟ้า ตอบโจทย์การใช้งานได้อย่างคล่องตัว นอกจากนี้ ยังมา พร้อม MINI Picnic Bench บริเวณช่องเก็บสัมภาระด้านท้าย ที่สามารถกางออกเป็นที่นั่งปิกนิกสำหรับสองคนได้พอดี เหมาะสำหรับการใช้งานได้อย่างรอบด้าน

ร่วมส่งกำลังใจให้กับทีม SUPBROz ในการแข่งขัน SUP 11 City Tour โดยการพายบอร์ดเป็นระยะทาง 220 กิโลเมตร ภายในเวลา 5 วันในประเทศเนเธอร์แลนด์ เดือนกันยายนศกนี้ มาลุ้นกันว่าพวกเค้าจะทำได้หรือไม่
YAMAHA FACTORY RACING TEAM คว้าแชมป์สมัยที่ 4 ในเกมความเร็วทางเรียบสุดทรหดระดับโลก Suzuka 8 hours
ก่อนจบการแข่งขันด้วยการคว้าชัยชนะอันดับ 1 ในการแข่งขันรถจักรยานยนต์ทางเรียบเอ็นดูร้านซ์ชื่อดังของโลกที่สุดทรหด 8 ชั่วโมง รายการ The 41st “Coca-Cola” Suzuka 8 hours FIM Endurance World Championship 2018 และเป็นการคว้าแชมป์ 4 สมัยติดต่อกันให้กับทีม YAMAHA FACTORY RACING TEAM ได้อย่างยิ่งใหญ่สมศักดิ์ศรี
โดยการแข่งขันครั้งนี้จัดขึ้น ณ สนาม ซูซูก้า อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ประเทศญี่ปุ่น
G-STEEL x CORDURA & MTG-B1000
ณ งาน สยามพารากอน วอชท์ เอ็กซ์โป 2018
บริษัท เซ็นทรัล มาร์เก็ตติ้ง กรุ๊ป จำกัด (CMG) ผู้นำเข้านาฬิกา CASIO G-SHOCK อย่างเป็นทางการในประเทศไทย เผยโฉมนาฬิกาไฮไลท์ 2 รุ่นสุดเอ็กซ์คูซีฟ G-STEEL x CORDURA และ MTG-B1000 พร้อมเปิดตัวอย่างเป็นทางการครั้งแรกในประเทศไทย ณ งาน สยามพารากอน วอชท์ เอ็กซ์โป 2018 (Siam Paragon Watch Expo 2018) ที่สุดของงานแสดงนาฬิการะดับโลกครั้งยิ่งใหญ่แห่งปี ภายใต้คอนเซ็ปต์ “เดอะ ยูนีค ไทม์พีซเซส” (The Unique Timepieces) ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 9 สิงหาคม 2561 เท่านั้น

ในงานนี้ CASIO G-SHOCK นำทัพนาฬิกาด้วย G-STEEL x CORDURA นาฬิกาคอลเลคชั่นใหม่ล่าสุดในตระกูล G-STEEL อันแข็งแกร่งที่ผสมผสานความสตรีทและความเรียบหรูอย่างลงตัว ภายใต้นิยาม G-STEEL : From Suit To Street, When Style Meets Function ด้วยรูปลักษณ์ที่เหมาะสมกับการใช้งานในทุกโอกาสชีวิต ไม่ว่าจะเป็นวันสบายๆ วันที่ต้องลุยงานหนัก หรือวันที่ต้องสวมใส่สูทไปงานเลี้ยงสุดหรู

G-STEEL x CORDURA โดดเด่นด้วยดีไซน์อันทรงเอกลักษณ์ พร้อมโครงสร้างสายนาฬิกาที่ผสมผสานวัสดุ 3 ชนิดเข้าด้วยกัน โดยประกอบด้วยชั้นใน ทัฟ เลเธอร์ (Tough Leather) ชั้นกลาง เรซิ่น (Resin) และชั้นนอกสุดยอดนวัตกรรมผ้าคอร์ดูรา (Cordura®) ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่ G-SHOCK ได้นำเทคโนโลยีผ้าพิเศษนี้มาใช้กับ G-STEEL เพื่อเพิ่มความสวยงามและเสริมในเรื่องของความแข็งแรงทนทานที่เหนือกว่า โดยผ้าคอร์ดูรามีความแข็งแรงทนทานกว่าผ้าปกติถึง 3 เท่า และได้ถูกนำไปใช้ในหลายๆ ผลิตภัณฑ์ เช่น กระเป๋า รองเท้า เครื่องแต่งกายทหาร และกระเป๋าใส่กระสุน ที่สำคัญ ผ้าคอร์ดูรามีความทนทานต่อการถลอก รอยขูดขีด การฉีกขาด และยังสามารถป้องกันการดูดซึมของน้ำและเหงื่อเพื่อปกป้องความอับชื้นที่เป็นปัญหาหลักของนาฬิกาสายผ้าอีกด้วย

นอกจากสายนาฬิกาคอร์ดูราที่แข็งแรงและทนทานแล้ว G-STEEL x CORDURA ยังมาพร้อมกับ วงขอบตัวเรือนสเตนเลสสตีล ระบบพลังงาน ทัฟ โซลาร์ (Tough Solar) ซึ่งชาร์จไฟด้วยแสงอาทิตย์ ไฟฟลูออเรสเซนต์และแหล่งพลังงานแสงอื่นๆ รวมถึงความสามารถในการกันน้ำได้ถึง 200 เมตร และ ระบบ Mobile Link เพื่อการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนแบบไร้สายผ่านระบบ Bluetooth® ซึ่งตอบสนองทุกฟังก์ชั่นการใช้งาน ไม่ว่าจะใช้ในการลุยน้ำ เล่นกีฬา ไปเที่ยวหรือทำงาน ครบทุกไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ที่ไม่หยุดนิ่งได้เป็นอย่างดี

ทั้งนี้ G-STEEL x CORDURA มีให้เลือกถึง 4 รุ่นด้วยกัน ได้แก่ GST-S130BC-1A สายสีดำกรอบสีดำเคลือบแบ็ค ไอพี, GST-S130BC-1A3 สายสีเขียว Military กรอบสีดำเคลือบแบ็ค ไอพี และ GST-S130C-1A สายสีดำกรอบสีเงิน ในไซส์ปกติ (Standard Fit) และ GST-S330C-1A สายสีดำกรอบสีเงินในขนาดกลาง (Asian Fit)

อีกหนึ่งรุ่นในกลุ่มพรีเมี่ยมที่น่าจับตามองคือ รุ่น MTG-B1000 จากซีรี่ส์ MTG (Metal Twisted G-Shock)ด้วยวัสดุผสมผสานระหว่างโลหะและเรซิน ที่มีขนาดตัวเรือนกระชับข้อมือ เสริมด้วยโครงสร้าง TRIPLE G RESIST ซึ่งทนทานต่อแรงกระแทก แรงเหวี่ยง และแรงสั่นสะเทือน พร้อมกระจกแซฟไฟร์เคลือบสารกันแสงสะท้อน ระบบไฟ LED ความสว่างสูง แสดงเวลาโลก นาฬิกาจับเวลา และมีระบบการชาร์จด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ ทัฟ โซลาร์ แบบทนทานดั้งเดิมของ CASIO
นอกจากนี้ MTG-B1000 ยังมาพร้อมกับ Connected Engine ใหม่ เพื่อความแม่นยำของเวลาที่มากยิ่งขึ้น พร้อมฟังก์ชันการสื่อสารด้วย Bluetooth® ทำให้เชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนที่ใช้แอป G-SHOCK Connected ได้อย่างง่ายดาย เสริมด้วยฟังก์ชั่น Multiband 6 ซึ่งควบคุมด้วยคลื่นวิทยุ เพื่อปรับเทียบมาตรฐานเวลา เพื่อความแม่นยำในทุกสถานการณ์
G-SHOCK MTG-B1000
นาฬิกาไฮไลท์รุ่นสุดท้าย ที่นำมาเปิดตัวแบบเอ็กซ์คลูซีฟที่แรกที่เดียว ณ งาน สยามพารากอน วอทช์ เอ็กซ์โป 2018 ได้แก่ G-SHOCK RANGEMAN GPR-B1000 รุ่นใหม่ล่าสุด ด้วยวัฒนาการความแข็งแกร่งทนทานขั้นล่าสุดของ G-SHOCK และอีกหนึ่งความภาคถูมิใจของนาฬิกาซีรี่ส์ “Master of G” (มาสเตอร์ ออฟ จี) ที่ออกแบบมาเพื่อการใช้งานในทุกสภาวการณ์อันแสนเลวร้าย โดยสามารถป้องกันฝุ่นผง สิ่งสกปรก โคลน และต้านทานอุณหภูมิได้ต่ำสุดถึง -20 องศาเซลเซียส ด้วยสายนาฬิกาชนิดเสริมคาร์บอนไฟเบอร์ และใช้กระจก แซฟไฟร์ คริสตัล
นาฬิกา RANGEMAN มาพร้อมกับ ทริปเปิ้ล เซ็นเซอร์ ระบบเซ็นเซอร์ตรวจจับ 3 ชนิด ซึ่งทำให้สามารถตรวจวัดทิศ ความกดอากาศ/ระดับความสูง และอุณหภูมิได้ โดยสร้างขึ้นบนพื้นฐานแนวคิด “ความทนทานเพื่อความอยู่รอด” นอกจากนี้ นาฬิการุ่นใหม่ GPR-B1000 ยังมาพร้อมกับสัญญาณบลูทูธเพื่อเชื่อมต่อสมาร์ทโฟน และระบบการนำทางด้วย จีพีเอส (GPS) ที่นำแสงอาทิตย์มาใช้เป็นพลังงานเสริมเป็นครั้งแรกของโลก พร้อมการบันทึกข้อมูล “แทร็ก” แนวเส้นทางที่เดินทางจริงและ “พ้อยต์” เพื่อระบุตำแหน่งภูมิประเทศ ณ จุดที่เราอยู่ [รวมไปถึง ลองจิจูด (ตำแหน่งเส้นแวง) / ละติจูด (ตำแหน่งเส้นรุ้ง), อัลติจูด (ระดับความสูง) และอุณหภูมิ] ไว้ในหน่วยความจำได้ด้วย

G-SHOCK RANGEMAN GPR-B1000
พิเศษสุด สำหรับงาน สยามพารากอน วอชท์ เอ็กซ์โป 2018 ลูกค้าที่ซื้อนาฬิกา G-STEEL x CORDURA รุ่นใดก็ได้ จะได้รับเซ็ทเครื่องมือเดินป่าอเนกประสงค์ G-STEEL (G-STEEL MILITARY KIT) โดยมีจำนวนจำกัด นอกจากนี้ G-SHOCK ยังมีกิจกรรมมากมายให้ผู้ร่วมงานทุกท่านได้ร่วมสนุก โดยทุกวัน ศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์จะมีการแข่งขัน G-SHOCK MINI G-SQUAD CHALLENGE ณ บูธ CASIO G-SHOCK ซึ่งผู้ชนะการแข่งขันสควอท 3 ท่านต่อวันจะได้รับนาฬิกา G-SQUAD Activity Tracker ซีรี่ยส์ รุ่น GBA-800 มูลค่า 5,500 บาทเป็นรางวัลอีกด้วย
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ G-SHOCK รุ่น G-STEEL x CORDURA, MTG-B1000 และนาฬิกา G-SHOCK รุ่นอื่นๆ สามารถเข้าชมได้ที่งาน สยามพารากอน วอชท์ เอ็กซ์โป 2018 ณ บูธ CASIO G-SHOCK ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 9 สิงหาคม 2561 หรือผ่านทางเว็บไต์ www.casio-cmg.com และ Facebook/Casio Watches Thailand
เอมิเรตส์ เปิดเส้นทางบินใหม่สู่ซานเตียโกเดชีเล ผ่านทางเซาเปาโล
เส้นทางการบินใหม่นี้ทำให้มีจำนวนเที่ยวบินสู่เซาเปาโลเพิ่มขึ้นถึง 5 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ โดยจะให้บริการด้วยเครื่องบิน แอร์บัส A380 ระหว่างดูไบสู่เซาเปาโล จากการเพิ่มเที่ยวบินดังกล่าวจึงทำให้สายการบินเอมิเรตส์มีเที่ยวบินสู่เซาเปาโลจำนวนมากถึง 12 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ ซึ่งเที่ยวบินสู่ซานเตียโกจะเชื่อมต่อกับเส้นทางเซาเปาโล ผู้โดยสารจากอเมริกาใต้ จึงสามารถเดินทางระหว่างสองเมืองนี้ได้อย่างสะดวกสบายอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน สำหรับพลเมืองของประเทศบราซิลและชิลีสามารถใช้เพียงบัตรประจำตัวประชาชนในการเดินทางระหว่างกันของสองประเทศนี้เท่านั้น
เส้นทางการบินนี้จะให้บริการด้วยเครื่องบินโบอิ้ง 777 ในแบบ 2 คลาส ซึ่งประกอบด้วยที่นั่งชั้นธุรกิจจำนวน 38 ที่นั่ง ด้วยการจัดเรียงที่นั่งแบบ 2-2-2 และที่นั่งชั้นประหยัดจำนวน 264 ที่นั่ง นอกจากนี้ยังมีบริการคาร์โก้ที่สามารถรองรับน้ำหนักได้ถึง 14 ตัน จึงทำให้ผู้ส่งออกชาวชิลีสามารถส่งออกสินค้าออกสู่ตลาดโลกได้อย่างง่ายดายมากขึ้น เช่น ปลา ซีฟู้ด เชอรี่ ดอกไม้ และสินค้าหรืออาหารสดทั่วไป
นาย ทิม คลาร์ก ประธานกรรมการสายการบินเอมิเรตส์ กล่าวว่า การเปิดเส้นทางสู่ประเทศชิลีเป็นไปตามความตั้งใจของเราที่จะเดินหน้าให้บริการสู่เส้นทางในอเมริกาใต้ด้วย 4 เส้นทางในทวีปนี้และอีก 5 เที่ยวบินสู่เมืองเซาเปาโล เรามีความยินดีที่ได้ขยายจุดหมายปลายทางเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าและมุ่งมั่นที่จะร่วมงานกับพันธมิตรชาวชิลีเพื่อมอบบริการอันเป็นเอกลักษณ์และได้รับรางวัลการันตีนี้แก่เหล่าผู้โดยสารต่อไป
เที่ยวบินและการเชื่อมต่อสู่เครือข่ายของสายการบินเอมิเรตส์กว่า 160 เส้นทางทั่วโลก
เที่ยวบิน EK263 ออกเดินทางจากดูไบในทุกวันอังคาร, พฤหัสบดี, ศุกร์, เสาร์และอาทิตย์ เวลา 9.05 น. ตามเวลาท้องถิ่น และเดินทางถึงเซาเปาโล เวลา 17.00 น. ก่อนออกเดินทางอีกครั้งในเวลา 18.30 น. และถึงเมืองซานเตียโกเวลา 21.40 น. ในวันเดียวกัน สำหรับเที่ยวบินกลับ EK263 ออกเดินทางจากซานเตียโกในทุกวันจันทร์, พุธ, ศุกร์, เสาร์และอาทิตย์ เวลา 7.45 น. ตามเวลาท้องถิ่น และเดินทางถึงเซาเปาโลเวลา 5.55 น. ซึ่งเที่ยวบิน EK263 จะออกเดินทางอีกครั้งจากซานเตียโกสู่ดูไบในเวลา 7.45 น. และเดินทางถึงดูไบเวลา 5.15 น. ในวันถัดไป
ตารางเวลาเดินทางของเส้นทางใหม่ได้ช่วยให้ผู้โดยสารที่เดินทางจากเอเชียและตะวันออกกลางสามารถเดินทางได้อย่างราบรื่น โดยการเปลี่ยนเครื่องที่สะดวกในดูไบ ในขณะเดียวกันผู้โดยสารจากเซาเปาโลยังสามารถเดินทางออกจากเซาเปาโลในช่วงเช้าเพื่อไปถึงดูไบได้ในช่วงเช้าเช่นเดียวกัน ซึ่งล้วนแต่ทำให้มีความสะดวกมากยิ่งขึ้นในการเดินทางสู่จุดหมายปลายทางทางในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศจีน และตะวันออกกลาง
ชิลี นับเป็นอีกจุดหมายปลายทางที่ได้รับความนิยมอย่างมากสำหรับนักธุรกิจและนักเดินทางจากทั่วโลก รวมถึงผู้โดยสารจากเส้นทางในภูมิภาคเอเชีย อาทิ ประเทศจีน, เกาหลีใต้, ญี่ปุ่น, ไทย และอินเดีย ทั้งนี้ชิลียังคงมีชุมชนของชาวจีนและชาวตะวันออกกลาง จึงนับเป็นกลุ่มหนึ่งที่จะได้รับความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้นจากเปิดบริการในเส้นทางนี้
บินสู่ชิลีกับสายการบินเอมิเรตส์
ซานเตียโก เป็นเส้นทางแรกในชิลีที่เอมิเรตส์ได้เปิดเส้นทางให้บริการ โดยถือเป็นเมืองขนาดใหญ่ของชิลีที่ส่งผลต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ในจำนวนกว่าครึ่งหนึ่ง ทั้งยังมีชื่อเสียงด้านมหาวิทยาลัยชั้นนำ บริษัทระดับโลก สตาร์ทอัพรุ่นบุกเบิก ที่ล้วนแต่ผลมาจากประชากรที่มีความรู้ความสามารถเป็นอย่างดี ซึ่งความโดดเด่นนี้ได้ส่งผลที่ดีต่อประสิทธิภาพ ทางเทคโนโลยีในระบบเศรษฐกิจของบริษัทระดับโลกที่มีสำนักงานใหญ่หรือสำนักงานประจำภูมิภาคในเมืองนี้ นอกจากนี้ชิลียังเป็นแหล่งผลิตทองแดงที่ใหญ่ที่สุดในโลกอีกด้วย
ชิลีเป็นประเทศที่มีเสถียรภาพและเจริญรุ่งเรืองมากที่สุดแห่งหนึ่งในอเมริกาใต้ เต็มไปด้วยทิวทัศน์และประวัติศาสตร์ อันงดงาม เสน่ห์ของคนท้องถิ่นและอาหารอันเลิศรส การท่องเที่ยวในประเทศชิลีมีแนวโน้มการเติบโตอย่างยั่งยืนในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา โดยในพ.ศ. 2559 มีนักท่องเที่ยวจากประเทศต่างๆ จำนวนกว่า 5.6 ล้านคน ในขณะที่พ.ศ.2558 มีจำนวนนักท่องเที่ยว 4.43 ล้านคน ทั้งนี้ชิลียังมีการผจญภัยที่หลากหลายสำหรับนักท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นการนอนดูดาวในทะเลทรายที่แห้งแล้งที่สุดในโลก ธารน้ำแข็งพันปีในทางตอนใต้ ผืนป่าอันน่าหลงใหล และทะเลสาบที่ตั้งอยู่บริเวณเชิงภูเขาไฟขนาดใหญ่ โดยชิลียังเป็นหนึ่งในผู้ผลิตและผู้ส่งออกไวน์ระดับต้นๆของโลก
นักท่องเที่ยวจากประเทศไทยสามารถเดินทางจากท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ กรุงเทพมหานคร สู่จุดหมายปลายทางทั่วโลก ด้วยด้วยเครื่องบินโบอิ้ง 777 และ แอร์บัส A380 ผ่านการต่อเครื่อง ณ ดูไบ ปัจจุบันเอมิเรตส์เปิดให้บริการ 6 เที่ยวบินต่อวันจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และ 2 เที่ยวบินต่อวันจากสนามบินนานาชาติภูเก็ตไปยังท่าอากาศยานนานาชาติดูไบ
ผู้โดยสารชั้นพรีเมี่ยมของเอมิเรตส์ รวมถึงสมาชิก Platinum และ Gold Skywards ยังสามารถเพลิดเพลินไปกับห้องรับรองสายการบินเอมิเรตส์ที่กว้างขวางและสะดวกยิ่งขึ้น ณ สนามบินสุวรรณภูมิ กรุงเทพฯ ผู้โดยสารจึงมั่นใจได้ว่าจะรู้สึก มีความสุขตั้งแต่เริ่มการเดินทางจนถึงจุดหมายปลายทาง

‘VICKTEERUT Pre-Fall Collection 2018 Flower Arrangement Workshop’ เวิร์คช้อป จัดดอกไม้สุด JOY

สาวๆ สมาชิก ‘The Ultimate JOY Experience’ ฟินไปตามๆ กันกับกิจกรรม ‘VICKTEERUT Pre-Fall Collection 2018 Flower Arrangement Workshop’ เวิร์กชอปจัดดอกไม้ในคอนเซ็ปต์ ‘จัดดอกไม้ตามวันเกิด’ พร้อมชมแฟชั่นโชว์จาก VICKTEERUT แบรนด์แฟชั่นไทยสุดเก๋ที่เปิดตัวคอลเล็กชั่นใหม่ล่าสุดให้เหล่าสมาชิกได้ JOY กันอย่างใกล้ชิด
หลังจากฟินกับการชมแฟชั่นแล้วก็มาเวิร์กชอปจัดดอกไม้ตามวันเกิดกันต่อโดยมีคุณเด่น-นิรามย์ วัฒนสิทธิ์ food stylist ชื่อดังเป็นผู้มาแนะนำการจัดดอกไม้แบบใกล้ชิด งานนี้ทุกคนคอนเฟิร์มเป็นเสียงเดียวกันว่า JOY สุดๆ ถูกใจเหล่าสาวๆ เป็นอย่างมาก
เหล่าสาวๆ สมาชิก’The Ultimate JOY Experience’ ที่ได้มาร่วมกิจกรรมครั้งนี้สุดประทับใจตั้งแต่มีรถ BMW X5 พร้อมพนักงานขับรถแสนสุภาพจาก U Drink I Drive ไปรับ และยังไปส่งถึงหน้าบ้าน
ในกิจกรรมครั้งนี้ยังได้อิ่มเอมไปกับบรรยากาศร้าน Eden’s ที่ตกแต่งสไตล์ฝรั่งเศส และชิมเค้กแสนอร่อยอีกเรียกว่างานนี้นอกจากจะได้เพลิดเพลินกับกิจกรรมจัดดอกไม้แล้วยังได้ลิ้นรสเค้กแสนอร่อยพร้อมจิบชาในบรรกาศสุดโรแมนติก
ซึ่งกิจกรรมครั้งนี้เป็นการร่วมมือกันระหว่าง บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย โดย คุณเศรษฐิพงศ์ อนุตรโสตถิ ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายการตลาด ร่วมกับ คุณอรประพันธ์ สุทธินรเศรษฐ์ ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์แบรนด์วิคธีร์รัฐ จัดกิจกรรมสุดพิเศษครั้งนี้กับการนำเสนอ Vickteerut Pre-Fall 2018 คอลเลคชั่น พร้อมเวิร์คช็อปจัดดอกไม้ในธีม Joy พร้อมเคล็ดลับในการสร้างความสุขด้วยดอกไม้ และการเลือกดอกไม้ให้เข้ากับวันเกิด ณ ร้าน Eden’s ถนนหลานหลวง
โปรแกรม The Ultimate JOY Experience นอกจากจะมอบประสบการณ์การขับขี่รถยนต์ BMW หลากหลายรุ่นในหลายๆ กิจกรรมที่ผ่านมาอย่างการเรียนขับรถ BMW ในโปรแกรม ‘BMW Driving Experience’ เป็นการจำลองสถานการณ์ฉุกเฉิน และฝึกให้เราแก้ไขสถานการณ์นั้นๆ , BMW xDrive Experience : Mission to Mars กิจกรรมพาสมาชิก JOY ไปกับ BMW X3 ไปลุยกันถึงดาวอังคาร นอกจากกิจกรรมในประเทศแล้วก็ยังมีกิจกรรมอีกหลากหลาย ‘The Ultimate JOY Experience’ ในต่างประเทศ และครั้งนี้ก็เป็นโอกาสพิเศษที่ทาง บีเอ็มดับเบิลยู ได้ร่วมกับแบรนด์แฟชั่นชั้นนำอย่าง Vickteerut และคุณเด่น นิรามย์ วัฒนสิทธิ์ เจ้าของคาเฟ่ Eden’s ที่มาร่วมนำเสนอความสร้างสรรค์ผ่านศิลปะด้านแฟชั่น และศิลปะในการจัดดอกไม้ ให้แก่ลูกค้าของบีเอ็มดับเบิลยู
ส่วนใครที่มีรถยนต์ BMW รุ่นใดปีไหนก็ได้สามารถมาร่วมสัมผัสสุดยอดประสบการณ์แบบเหนือระดับ พร้อมสิทธิพิเศษหลากหลายสำหรับทุกไลฟ์สไตล์จากโปรแกรม The Ultimate JOY Experience สามารถลงทะเบียนเป็นสมาชิกได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายได้ที่ www.BMWultimateJOY.com และติดตามข่าวสารความ Joy ได้ที่ facebook.com/bmwultimatejoy
ASICSTIGER ปลุกตำนานรองเท้ารุ่น GELSAGA™ สุดคลาสสิกแห่งปี 91 ให้กลับมาโลดแล่นอีกครั้งใน โทนสี OG RETRO NEON
ความโดดเด่นของรองเท้ารุ่น GELSAGA ในปี 2018 คือโทนสีที่ฉูดฉาดทันสมัยอย่าง Retro Neon ที่มีให้เลือกมากถึง 4 สี สะท้อนเอกลักษณ์สไตล์เฉพาะตัวของ ASICSTIGER ได้อย่างลงตัว โดยได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามทำให้มียอดขายมากกว่า 1 ล้านคู่
รองเท้ารุ่น GELSAGA ได้ถือกำเนิดขึ้นในปี คศ. 1991 โดยผสมผสานระหว่างเทคโนโลยี GEL™ เพื่อรองรับแรงกระแทกเข้ากับพื้นชั้นกลางรองเท้าที่ผลิตจากวัสดุโฟม EVA รวมทั้งวัสดุหุ้มรองเท้าที่มีน้ำหนักบางเบา ซึ่งนับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันเทคโนโลยีดังกล่าวยังคงถูกนำมาใช้เป็นส่วนประกอบหลักแต่มีการเพิ่มดีไซน์ความ โมเดิร์นของรองเท้ามากขึ้น
รองเท้ารุ่นคลาสสิกของ GELSAGA ที่ผลิตขึ้นในปี คศ. 1991 ถือเป็นการย้อนนึกถึงแฟชั่นในยุค 90 ด้วยสไตล์ของ GELSAGA ซึ่งถูกถ่ายทอดผ่านลวดลายภาพเกม Retro อันเป็นเอกลักษณ์ที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายในยุคนั้น ซึ่งการเปิดตัวรุ่นใหม่ล่าสุดในครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้บรรดาแฟนเกมได้หวนระลึกถึงเสน่ห์และความสนุกของวีดีเกมในยุค 90 อีกครั้ง
ภาพโฆษณาเปิดตัวรองเท้ารุ่น GELSAGA ก็โดดเด่นไม่แพ้กัน โดย ASICTIGER ได้นำเอาแบ็คดร๊อปของเกม 8-bit ที่เราๆคุ้นตามาใส่ลูกเล่นตัวเจล (world of GEL™)ที่เป็นจุดเด่นของรองเท้ารุ่นนี้ และเป็นส่วนหนึ่งของ เคมเปญที่เคยเปิดตัวไปแล้วอย่าง ‘WHAT THE GEL’
ภาพรองเท้าคอลเลคชั่นใหม่ล่าสุดนี้ดึงดูดทุกสายตาผ่านโลกโซเชียลมีเดียหลากหลายช่องทาง อาทิ ไฟล์ GIFs, Instagram, Facebook รวมทั้งโฆษณาแบนเนอร์ต่างๆ
คุณโรบิน การากาช ผู้อำนวยการฝ่ายการสื่อสารการตลาดเชิงบูรณาการ ASICS EMEA กล่าวว่า “เรารู้สึกตื่นเต้นที่ได้นำรองเท้ารุ่นยอดนิยมของแบรนด์ ASICSTIGER กลับมาอีกครั้งภายใต้แคมเปญ WHAT THE GEL’ ที่เปิดตัวอย่างเป็นทางการไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมา เรายังคงดีไซน์ความคลาสสิกของ GELSAGA แต่เพิ่มเทคโนโลยีอันเป็นลักษณะพิเศษของ ASICS เพื่อการสวมใส่ที่สบายเท้ายิ่งขึ้น และเราต้องการสร้างคอลเลคชั่นรองเท้าดีไซน์ย้อนยุคแต่ยังแฝงด้วยความทันสมัย ซึ่งเรามั่นใจว่ารองเท้ารุ่นนี้ต้องครองใจเหล่าคนที่คิดถึงเกมในยุค 90 อย่างแน่นอน”
รองเท้า ASICSTIGER GELSAGA ราคา 3,900 บาท
วางจำหน่ายแล้วที่ร้านASICSTIGER ทุกสาขา และทางออนไลน์ที่ www.asicstiger.com
ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ ASICS TIGER ได้ที่ :
IG: asics_tiger_thailand

The Story of Staple




เสี่ยวหมี่ เปิดตัวสามผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุดในกลุ่ม “Mi Ecosystem”ครั้งแรกในไทย

สำหรับผลิตภัณฑ์ล่าสุดนี้ได้แก่ Mi Air Purifier 2S, Mi Laptop Air ขนาด 13.3 นิ้ว และ Mi Robot Vacuum ซึ่งทั้งหมดนั้นมาพร้อมกับนวัตกรรมสุดล้ำในราคาที่จับต้องได้

Mi Air Purifier 2S
สุดยอดโซลูชั่นแห่งเครื่องฟอกอากาศในขนาดกะทัดรัด มาพร้อมกับเซ็นเซอร์ตรวจจับอนุภาคด้วยเลเซอร์ที่ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถทราบถึงคุณภาพอากาศ อุณหภูมิห้องและความชื้นของสภาพแวดล้อมโดยรอบในแบบเรียลไทม์บนหน้าจอ OLED ในส่วนฐานของตัวเครื่องมีช่องเพื่อรองรับการกรองอากาศจำนวนกว่า 943 ช่อง ในขณะที่ด้านบนจะมีใบพัดที่มีประสิทธิภาพต่อการช่วยระบายอากาศที่สะอาดขึ้นสู่ด้านบน เพื่อให้สามารถตรวจจับคุณภาพอากาศในสภาพแวดล้อมต่างๆ ได้อย่างแม่นยำ Mi Air Purifier 2S จึงมีเซ็นเซอร์ตรวจจับอนุภาคด้วยเลเซอร์ที่สามารถวัดอนุภาคอากาศขนาดเล็กถึง PM2.5 และขนาด 0.3 ไมครอน นอกจากนี้ผู้ใช้งานยังสามารถควบคุมการทำงานได้จากระยะไกลโดยใช้แอปพลิเคชั่น Mi Home ไม่ว่าจะเป็นการเปิดหรือปิดเครื่อง ดูข้อมูลคุณภาพอากาศแบบเรียลไทม์ เปลี่ยนโหมดการทำงาน (Auto, Sleep และ High Speed) ติดตามการใช้งานของตัวกรอง ตลอดจนตั้งค่าตัวเลือกอัตโนมัติผ่านทางแอปพลิเคชั่นอีกด้วย
Mi Air Purifier 2S พร้อมวางจำหน่ายในประเทศไทยแล้วที่ Mi store, ร้านค้า IT และเครื่องใช้ไฟฟ้าชั้นนำ ในราคา 5,990 บาท

Mi Laptop Air 13.3”
Mi Laptop Air ขนาด 13.3 นิ้ว นับเป็นแล็ปท็อปอีกรุ่นหนึ่งที่มอบความบางและเบาเป็นพิเศษ ที่มาพร้อมการ์ดจอแยกเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และรองรับการขยายฮาร์ดไดรฟ์ แบบ SSD ในตัวเครื่องสีเทาเข้มและเป็นโลหะทั้งชิ้นด้วยดีไซน์สไตล์ Minimalist ด้วยความหนาเพียง 14.8 มม. และหนักเพียง 1.3 กก. ทั้งยังโดดเด่นด้วยหน่วยประมวลผล Intel 8th Generation Kaby Lake-Refresh Core i5-8250U แบบ quad-core ที่มีอัตราความเร็วสูงสุดที่ 3.4GHz พร้อม 8GB DRR4 RAM จึงช่วยให้การทำงานมีความราบรื่นแม้ในระหว่างการใช้งานหนัก เช่น การแต่งภาพ และเล่นไฟล์วิดีโอ นอกจากนี้ Mi Laptop Air ขนาด 13.3 นิ้ว ยังมาพร้อมกับ การ์ดจอแยก NVIDIA GeForce MX150 ที่มี 2GB GDDR5 VRAM ซึ่งแทบจะไม่พบในแล็ปท็อปขนาดที่บางเบาเช่นนี้ และด้วยความจุของ SSD PCle ที่มากถึง 256GB จึงยิ่งช่วยให้การทำงานมีความรวดเร็วมากกว่ากว่าไดร์ฟ SATA ที่นิยมใช้ในแล็ปท็อปทั่วไปถึง 3 เท่า
Mi Laptop Air ขนาด 13.3 นิ้ว พร้อมวางจำหน่ายในประเทศไทยแล้วที่ Mi store, IT City, Advice และร้านค้า IT ชั้นนำ ในราคา 35,990 บาท

Mi Robot Vacuum
Mi Robot Vacuum เป็นหุ่นยนต์ทำความสะอาดสุดชาญฉลาดที่ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถประหยัดเวลาและพลังงานในการทำความสะอาดบ้านได้ในทุกวัน โดยใช้กลไกการทำงานของ LDS (Laser Distance Sensor) และ SLAM (Simultaneous Lacalization and Mapping) ซึ่งช่วยให้ Mi Robot Vacuum สามารถสร้างแผนที่ของสิ่งแวดล้อมโดยรอบเพื่อคำนวณหาเส้นทางเพื่อการทำความสะอาดได้อย่างยอดเยี่ยมที่สุด ทั้งยังสามารถสแกนสภาพแวดล้อมได้แบบ 360 องศา สูงสุดถึง 1,800 ครั้งต่อวินาที และทำงานร่วมกับเซ็นเซอร์อื่นๆ เพื่อการสร้างแผนที่ห้องนั้นๆ ด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงอย่าง SLAM (Simultaneous Localization and Mapping) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการจัดตำแหน่งที่ใช้กันอย่างกว้างขวางในยานพาหนะที่ไม่มีคนขับและยานพาหนะสำรวจ โดยข้อมูลที่ถูกสร้างขึ้นนี้จะถูกส่งไปยังหน่วยประมวลผลทั้งสามตัวเพื่อคำนวณเส้นทางการทำความสะอาดที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด เพื่อช่วยลดเวลาในการทำความสะอาดและให้ผลการทำความสะอาดที่ดีที่สุด
Mi Robot Vacuum พร้อมวางจำหน่ายในประเทศไทยแล้วที่ Mi Store และร้านค้า IT ชั้นนำ ในราคา 12,990 บาท

เสี่ยวหมี่ก้าวสู่การเป็นผู้ผลิตสมาร์ทโฟนรายใหญ่ในลำดับที่ 4 ของโลก และได้นำการเปลี่ยนแปลงสู่อุตสาหกรรมต่างๆ จำนวนมากกว่า 100 บริษัท ผ่านระบบนิเวศของลูกค้ากลุ่ม IoT และสินค้าเชิงไลฟ์สไตล์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งมีอุปกรณ์ต่างๆ จำนวนมากกว่า 100 ล้านชิ้นและยังคงเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังมีกลุ่มโทรศัพท์มือถือจำนวนมากกว่า 10 กลุ่มสินค้าที่ได้กลายเป็นผู้นำในหมวดหมู่ของตนอีกด้วย ทั้งนี้เสี่ยวหมี่ยังคงมุ่งให้ความสำคัญกับการตรวจสอบอย่างรัดกุมในทุกๆ โมเดลสินค้า ซึ่งปัจจุบันมีผู้ใช้งานที่ใช้งาน MIUI ระบบปฏิบัติการของเสี่ยวหมี่อย่างเป็นประจำทุกเดือนจำนวนถึง 190 ล้านคน สำหรับการใช้งานในนวัตกรรมทั่วไปและบริการอินเทอร์เน็ต
เผยโฉมเวิร์คสเปซ Mashmellow จุดประกายไอเดียและสร้างแรงบันดาลใจ เอาใจกลุ่มนักธุรกิจรุ่นใหม่ และคนรักทำงาน ขยายห้องเวิร์คช็อปใหม่ พร้อมลุยตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ห้องเวิร์คช็อป และห้องประชุมใหม่ล่าสุด ณ แฟลกชิพเวิร์คสเปซ สาขาเอกมัย ในบรรยากาศสนุกสบายๆ
สไตล์มินิมอลในเดือนกรกฎาคมนี้
เอาใจคนรักงานด้วยเวิร์คสเปซที่ตอบโจทย์ทุกการทำงาน ด้วยออฟฟิศหลากสไตล์ใน 10 รูปแบบ นับตั้งแต่ ห้องประชุมทั้ง 2 ห้อง ห้องสัมมนา ห้องดาดฟ้าสำหรับทานข้าว ดูโทรทัศน์ และพักผ่อน ไปจนถึงพื้นที่ในการทำงานที่กว้างขวาง นอกจากนี้ยังสามารถชาร์จพลังงานยามเหนื่อยล้ากับห้อง Nap และใช้สอยในส่วนต่างๆ บริเวณแพนทรี่ ล็อคเกอร์เก็บของ รวมทั้งห้องอาบน้ำที่สร้างความสดชื่น ปลุกพลังงานให้พร้อมสร้างไอเดียใหม่ๆได้อีกครั้ง

นายณดล ชัยปาณี ผู้ก่อตั้ง Mashmellow กล่าวว่า “ตอนนี้กรุงเทพมีจำนวนธุรกิจและสตาร์ทอัพต่างๆ เกิดใหม่ขึ้นเป็นจำนวนมาก ซึ่งทุกคนต่างก็มองหาความสะดวกสบายในการทำงาน เราจึงคิดนำไอเดียนี้ มาต่อยอด ออกแบบ และพัฒนา กลายมาเป็นเวิร์คสเปซตามแบบฉบับของ Mashmellow ที่เน้นบรรยากาศ
การทำงานที่สร้างไอเดีย แรงบันดาลใจ และในขณะเดียวกันยังสร้างความผ่อนคลายควบคู่กับความสนุกใน
การทำงานด้วย บริการอำนวยความสะดวกต่างๆ นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เราแตกต่างจากเวิร์คสเปซ
อื่นๆทั่วไป”

“จุดเด่นของเราคือการเป็นเวิร์คสเปซขนาดพอเหมาะ เลยทำให้เราสามารถใกล้ชิดและเติมเต็มทุกความ
ต้องการให้กับลูกค้าทุกคน นอกจากนี้เรายังจัดพร้อมจัดเวิร์คช็อป เน็ทเวิร์คกิ้งอีเว้นท์ และยังเปิดโอกาส
พิเศษ สำหรับสมาชิกของ Mashmellow ที่สามารถพิชชิงงานกับเหล่าบรรดานักลงทุนของเราได้”
สำหรับไอเดียของ Mashmellow นั้นเกิดจากแนวความคิดที่ตั้งใจให้ที่นี่เป็นพื้นที่ที่คนสามารถมา Mash คือรวมรวบ และประลองไอเดียในบรรยากาศที่ให้ความรู้สึก Mellow แบบสบายๆเป็นกันเอง แนวคิดนี้ได้
เริ่มขึ้นตั้งแต่ปลายปี 2559 จนกลายมาเป็นแฟลกชิฟเวิร์คสเปซสาขาเอกมัย ที่เดินทางได้สะดวก ซึ่งเปิด
ในเดือนสิงหาคม ปี 2560 ที่ผ่านมา และสำหรับ 2 สาขาใหม่ของเวิร์คสเปซ Mashmellow นี้ พร้อมรุกตลาด ขยายเปิดสาขาในกรุงเทพต้นปีหน้า
“เราตั้งใจอยากเชื่อมคนที่คิดอะไรคล้ายๆกัน ด้วยการสร้างเวิร์คสเปซที่เป็นแหล่งรวมความคิดสร้างสรรค์
ควบคู่ไปกับกิจกรรมและอีเว้นท์ต่างๆ ที่นำพาผู้คนทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาพบกัน สำหรับเราแล้ว สิ่งสำคัญที่สุด นั่นคือการทำให้ลูกค้าของเราเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังความสุขและแรงบันดาลใจในการทำงาน เป็น Community ของคนที่ต้องการเติบโตไปด้วยกัน จนกลายเป็นความประทับใจและบอกต่อจนเรากลาย
เป็นผู้นำตลาดเอเชียในด้านเวิร์คสเปซ” นายณดลกล่าวทิ้งท้าย
ติดตามรายละเอียดและร่วมเปิดประสบการณ์เวิร์คสเปซแห่งแรงบันดาลใจได้ที่ https://mashmellow.co/

LiveMe เปิดตัว Fluxr แอพพลิเคชั่นถ่ายทอดสดเกมบนมือถือ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

LiveMe เติบโตอย่างรวดเร็วและดำเนินการในมากกว่า 120 ประเทศทั่วโลก ทั้งยังมีผลประกอบการที่น่าประทับใจในตลาดเอเชียตะวันออกเชียงใต้ ซึ่งจากผลการวิจัยที่จัดทำโดย Frost & Sullivan ระบุว่าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นภูมิภาคที่ตลาดเกมมือถือมีอัตราการเติบโตเร็วที่สุดในโลก และมีการคาดการณ์รายได้ว่าจะมากกว่า 7 พันล้านเหรียญสหรัฐในปี 2562[1]
ตลาดเกมในประเทศไทยเติบโตขึ้นอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา และยังเป็นประเทศที่มีตลาดเกมใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งยังเป็นตลาดที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 23 จากทั่วโลก ด้วยการเติบโตที่มั่นคงกว่า 21 – 22 เปอร์เซ็นต์ต่อปี[2] ประเทศไทยมีเหล่าเกมเมอร์มากถึง 17.2 ล้านราย โดยมีเกมเมอร์มากถึง 9.5 ล้านคนที่ใช้เงินในการซื้อเกมเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 35.32 เหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 1,200 บาท[3] ซึ่งมากกว่าค่าเฉลี่ยโดยรวมของทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ปี 2561 นับเป็นปีที่เปิดโอกาสให้กับ LiveMe เนื่องจากความสนใจจากผู้บริโภคในการเล่นเกมเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยจำนวนผู้ใช้แอพพลิเคชั่น LiveMe เพิ่มขึ้นถึงสามเท่า และระยะเวลาการดูเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 250 เปอร์เซ็นต์ และผู้ใช้งานที่แอคทีฟต่อวัน (DUA) เพิ่มขึ้นเท่าตัวภายในระยะเวลาเพียง 6 เดือนแค่เฉพาะในประเทศอินโดนีเซีย สำหรับประเทศเวียดนามซึ่งมีตัวเลขการเติบโตที่โดดเด่นเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นจำนวนที่เพิ่มขึ้นของผู้ใช้ใหม่ (300%) และผู้ใช้งานที่แอคทีฟต่อวัน (200%)

“ตลาดเกมมือถือและ eSports ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีศักยภาพทางการตลาดซึ่งไร้ขีดจำกัด และยังได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลท้องถิ่นที่เกินจากที่เราคาดหมายไว้ ตลาดที่กำลังขยายตัวในประเทศไทย ทำให้นึกถึงช่วงเวลาที่ eSports ของจีนเริ่มขยายตัวไปสู่ตลาดชั้นนำของโลก เราหวังว่า LiveMe จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการผลักดันการเติบโตของตลาดเกมให้แก่ประเทศไทย ด้วยประสบการณ์และทรัพยากรของ LiveMe นี้จะเป็นสิ่งที่เชื่อมต่อระหว่างผู้เผยแพร่เกมและผู้รับชมโดยไม่มีระยะทางมาเป็นอุปสรรคอีกต่อไป” ยูกิ เหอ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LiveMe Inc.
นอกจากนี้ Fluxr ยังได้ประกาศเป็นพันธมิตรกับ PUBG MOBILE ของ Tencent เพื่อเริ่มค้นหานักจัดรายการบนโลกออนไลน์ (Broadcaster) และเหล่าเกมเมอร์นักแข่ง eSports ผ่านการประชุมวิดีโอออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งจัดขึ้นในทวีปอเมริกาเหนืออย่าง VidCon งานเกมมิ่งยอดนิยมที่จะเกิดขึ้นจะมีทั้งเหล่านักจัดรายการสุดโดงดั่งจาก LiveMe Gaming และเหล่านักแต่งคอสเพลย์จากเกม PUBG MOBILE ซึ่งจะมาเรียกความสนใจจากผู้เข้าชมมากกว่า 30,000 คน
กลยุทธ์การผนึกกำลังของ Fluxr และ Tencent นั้นจะช่วยเพิ่มแพลตฟอร์มการให้บริการและเชื่อมต่อเหล่าเกมเมอร์ นักสตรีมเมอร์ และผู้เผยแพร่ทั่วโลก
ท่านสามารถเข้าไปดาวน์โหลด Fluxr ได้แล้วผ่าน iTunes และ Google Play และสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ [email protected]

เกี่ยวกับ LiveMe Inc.
LiveMe Inc. ผู้พัฒนาแอพพลิเคชั่นบนมือถือ ผู้อยู่เบื้องหลังแพลตฟอร์มถ่ายทอดสดยอดนิยมอย่าง LiveMe ซึ่งมุ่งมั่นที่จะพัฒนาแพลตฟอร์มให้กลายเป็นแอพพลิเคชั่นที่ใช้คอนเทนต์เป็นพื้นฐาน (content-based) สำหรับคนในยุค “Mobile First” แอพฯ เรือธงอย่าง LiveMe ได้เข้าถึงผู้ใช้มากกว่า 50 ล้านยูสเซอร์ และส่งมอบเงินมากกว่าล้านเหรียญสหรัฐผ่านการให้ของขวัญเสมือนจริง (virtual gifting) โดยตรงให้แก่นักประกาศออนไลน์ ผลงานของ LiveMe Inc. ยังรวมไปถึง Cheez แอพพลิเคชั่นสำหรับโซเชียลวิดีโอแบบสั้นที่ไฮไลท์ความคิดสร้างสรรค์ในเวลาเพียง 17 วินาที
เกี่ยวกับ Fluxr
Fluxr คือแพลตฟอร์มสำหรับการสตรีมมิ่งเกมที่มาพร้อมกับคุณภาพสุดล้ำสำหรับการถ่ายทอดสดเกมในรูปแบบต่างๆ รวมไปถึงคอนเทนต์ด้านเกมที่ครบครัน และกลุ่มสำหรับให้เกมเมอร์โต้ตอบ ซึ่งสามารถรับชมและสตรีมเกมต่างๆ อย่าง PUBG MOBILE, Fortnite, Rules of Survival, Arena of Valor, League of Legends และอื่นๆ อีกมากมาย ผ่านแอพพลิเคชั่นบน Google Play และ App Store
