อาดิดาส จัดกิจกรรมวิ่ง “ON-THE-GO City Hunt” ระดมพลนักวิ่งสายสตรีทตะลุยกรุง 3 เส้นทางสุดมันส์

เปิดประสบการณ์การวิ่งในเมืองอย่างแท้จริง เมื่อ “อาดิดาส ประเทศไทย” จัดกิจกรรมวิ่งครั้งยิ่งใหญ่ “ON-THE–GO City Hunt” ฉลองเปิดตัวรองเท้า Pureboost Go ที่ออกแบบมาเพื่อการวิ่งซิตี้ รันโดยเฉพาะ ระดมพลนักวิ่งร่วมพันชีวิตตะลุยกรุงฝ่าฐานกิจกรรมสุดมันส์ 6 ฐาน ที่จัดขึ้นพร้อมๆ กัน 3 เส้นทาง เซ็นทรัลเวิลด์, เซ็นทรัล ลาดพร้าว และเมกะ บางนา ตลอด 2 ช่วงเวลาทั้งเช้าและเย็น ให้นักวิ่งสายสตรีทได้โชว์ทักษะการวิ่งไปพร้อมๆ กับไหวพริบและพละกำลังที่จะต้องฝ่าฐานกิจกรรมที่อยู่ตามเส้นทางต่างๆ ไปให้ได้ โดยมีเซเลบฯ ชื่อดัง แท็คทีมกันมาวิ่งสนั่นเมือง นำโดย 2 กัปตันทีม อาดิดาส รันเนอร์ส แบงค็อก (adidas Runners Bangkok) โย-ยศวดี หัสดีวิจิตร, ตุลย์-ตุลยเทพ เอื้อวิทยา และดารานักวิ่ง แนท – อนิพรณ์ เฉลิมบูรณะวงศ์ ควงคู่มากับพี่สาว นิต้า-อนิพรรณ เฉลิมบูรณะวงศ์, เก้า–สุภัสสรา ธนชาต, ขนมจีน-กุลมาศ ลิมปวุฒิวรานนท์, ทับทิม-มัลลิกา จงวัฒนา, แก๊งหนุ่มๆ ดูมันดิ จาก DumanDi TV, พีค – ภีมพล พานิชย์ธำรง, เต้ย – สิทธิวัฒน์ อิ่มเอิบปฐม

กิจกรรมเริ่มต้นขึ้นด้วยการแบ่งทีมๆ ละ 10 คน ทั้งทีมจะต้องวิ่งไปพร้อมๆ กัน พร้อมกับแสกนคิวอาร์ โค้ด ตามหาฐานทั้ง 6 ฐานสุด “โหด-มัน-ฮา” ที่ต้องไปเช็คอิน และต้องผ่านด่านเก็บคะแนนให้ได้ อย่างกระโดดเชือก แพล้งค์, ตอบคำถามเกี่ยวกับการวิ่ง, ถ่ายภาพสุดมันส์ ฯลฯ ซึ่งเป็นการสำรวจและค้นหาเส้นทางวิ่งในเมืองตามคอนเซ็ปต์ “พิชิตทุกอุปสรรคและสิ่งที่คาดไม่ถึงของ City Run” โย-ยศวดี หัสดีวิจิตร กัปตันทีมอาดิดาส รันเนอร์ส แบงค็อก กล่าวว่า “กิจกรรมครั้งนี้ เราโฟกัสที่ทีมเวิร์ค และความสนุกสนานในการวิ่งไปพร้อมๆ กับการสัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆ ในเมือง ซึ่งทำให้เห็นว่าการวิ่งไม่ใช่เรื่องซีเรียส เราสามารถทำให้การวิ่งเป็นเรื่องสนุกได้ เพียงคว้ารองเท้าคู่ใจออกจากบ้าน ไม่ว่าจะวิ่งในสวนสาธารณะหรือจะเพิ่มความสนุกด้วยการวิ่งไปตามท้องถนนก็สามารถเพิ่มอรรถรสในการวิ่งได้เหมือนกัน”

 พบกับรองเท้า Pureboost Go ตัวช่วยที่จะทำให้การวิ่งซิตี้รันของคุณสนุกมากยิ่งขึ้นวันนี้ที่อาดิดาส แบรนด์ เซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ และสาขาอื่นๆ พร้อมพบกิจกรรมสนุกๆ แบบนี้ที่ อาดิดาส ประเทศไทย จัดให้อย่างต่อเนื่อง เพียงติดตามกลุ่ม  “อาดิดาส รันเนอร์ส แบงค็อก” (adidas Runners Bangkok) ลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรมในแต่ละเดือนที่ https://www.facebook.com/groups/adidasrunnersbangkok/


ปอร์เช่ คาเยนน์ อี-ไฮบริด SUV รุ่นใหม่ล่าสุดจาก PORSCHE ความมันส์ในรูปแบบ ปลั๊ก-อิน ไฮบริด

ปอร์เช่ คาเยนน์ อี-ไฮบริด รุ่นใหม่ล่าสุด (The new Porsche Cayenne E-Hybrid) มากับเครื่องยนต์ V6 ขนาดความจุกระบอกสูบ 3.0 ลิตร 340 แรงม้าเสริมกำลังด้วยระบบมอเตอร์ไฟฟ้า 136 แรงม้า รวมแล้วจะได้กำลังสูงสุดกว่า 462 แรงม้า แรงบิดสูงสุดถึง 700 นิวตันเมตร ด้วยศักยภาพของขุมพลังที่สืบทอดแนวทางจากรถซูเปอร์สปอร์ตอย่าง Porsche 918 Spyder คาเยนน์ ปลั๊ก-อิน ไฮบริด สามารถเร่งออกตัวจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ภายในเวลาเพียง 5.0 วินาที เร้าใจยิ่งขึ้นด้วยความเร็วสูงสุดถึง 253 กิโลเมตร/ชั่วโมง

https://youtu.be/u3bclPioykE

ปอร์เช่ คาเยนน์ อี-ไฮบริด ใหม่สามารถเดินทางได้ 441 กิโลเมตร และทำความเร็วได้ถึง 135 กิโลเมตร/ชั่วโมง เมื่อขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว อัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ยเมื่อวัดตาม มาตรฐาน New European Drive Cycle (NEDC) โดยขึ้นอยู่กับขนาดของยางรถยนต์ที่ติดตั้งอยู่ที่ 29.4 – 31.2 กิโลเมตร ต่อลิตร หรือ 3.4 – 3.2 ลิตรต่อระยะทาง 100 กิโลเมตร อัตราการใช้พลังงานไฟฟ้าที่ 20.9 – 20.6 กิโลวัตต์ชั่วโมง ต่อระยะทาง 100 กิโลเมตร นอกจากนี้ปอร์เช่ยังได้เพิ่มเติม อุปกรณ์อำนวยความสะดวก และระบบช่วยเหลือการขับขี่หลากหลายรายการให้แก่คาเยนน์ทุกรุ่น อาทิ หน้าจอ แสดงข้อมูล head-up display แบบใหม่ เบาะนวดไฟฟ้า และล้ออัลลอยน้ำหนักเบาขนาด 22 นิ้ว

เพื่อให้มั่นใจว่ามอเตอร์ไฟฟ้าจะทำงาน ได้อย่างเต็มศักยภาพเมื่ออยู่ภายใต้โปรแกรมการขับขี่ทุกรูปแบบของชุดแต่งสปอร์ตโครโน (Sport Chrono Package) ซึ่งติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน นั่นหมายความว่าแรงบิดสูงสุดจะพร้อมตอบสนองต่อการบังคับควบคุมทุกครั้งที่สัมผัสคันเร่ง ผู้ขับขี่สามารถสนุกสนานกับอัตราเร่ง และแรงบิดมหาศาลในทุกรอบความเร็วกำลังสำรองที่ล้นเหลือจากมอเตอร์ไฟฟ้าจะถูกเก็บสะสมเอาไว้ผ่านการชาร์จแบตเตอรี่ระหว่างการเดินทางโดยขึ้นอยู่กับโปรแกรมการ
ขับขี่ที่เลือกใช้งานขณะนั้น

https://www.youtube.com/watch?v=JyMb6oPagnQ

โหมด Sport และ Sport Plus เน้นการดึงสมรรถนะตัวรถออกมาจนถึงขีดสุด พลังงานจากแบตเตอรี่ทั้งหมดจะได้รับการนำมาใช้เพื่อสร้างอัตราเร่ง สำหรับโหมด Sport การชาร์จแบตเตอรี่จะเกิด ขึ้นเพื่อให้เพียงพอต่อการเสริมพละกำลัง ในส่วนของโหมด Sport Plus แบตเตอรี่จะได้รับการชาร์จอย่างรวดเร็ว ที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ โหมดการขับขี่อื่นๆ นั้นเหมาะสมกับลักษณะการขับขี่ที่มุ่งเน้นประสิทธิภาพในการประหยัดน้ำมัน เชื้อเพลิงสูงสุด

แบตเตอรี่ที่ติดตั้งในปอร์เช่ คาเยนน์ อี-ไฮบริด (Porsche Cayenne E-Hybrid) ได้รับการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดเพื่อเพิ่ม ความจุในการเก็บสะสมพลังงาน เสริมขีดความสามารถทั้งในแง่ของพิสัยระยะการเดินทางและพละกำลังสำรองยามที่
ต้องการอัตราเร่ง: เมื่อเปรียบเทียบกับ คาเยนน์ (Cayenne) รุ่นก่อนหน้า พบว่าความจุแบตเตอรี่เพิ่มขึ้นจาก 10.8 เป็น 14.1 กิโลวัตต์ชั่วโมง หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ แบตเตอรี่ดังกล่าวผ่านการระบายความร้อนด้วยระบบ fluid-cooled ติดตั้งลงบริเวณพื้นตัวถังด้านท้ายของรถอย่างหนาแน่น

ประกอบด้วยโมดูลพลังงาน 8 ชุด ภายใน แต่ละโมดูล คือเซลล์ prismatic lithium ion จำนวน 13 เซลล์ สามารถชาร์จแบตเตอรี่จนเต็มความจุภายในระยะเวลา 7.8 ชั่วโมง ด้วยไฟฟ้าแรงดัน 230 โวลต์ ผ่านสายต่อขนาดกระแส 10 แอมป์ ในกรณีที่ใช้อุปกรณ์พิเศษ on-board charger 7.2 กิโลวัตต์ ด้วยไฟฟ้าแรงดัน 230 โวลต์ ผ่านสายต่อขนาดกระแส 32 แอมป์ แทนที่ระบบชาร์จมาตรฐานแบบ 3.6 กิโลวัตต์ แบตเตอรี่จะได้รับการชาร์จพลังงานจนเต็มความจุภายในระยะเวลาเพียง 2.3 ชั่วโมงเท่านั้น

การชาร์จพลังงานสามารถควบคุม และตรวจสอบสถานะการทำงานผ่านระบบติดต่อสื่อสาร Porsche 
Communication Management (PCM) พร้อมสั่งการระบบปรับอากาศผ่าน Porsche Connect app ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มหรือลดอุณหภูมิในขณะปิดสวิทช์กุญแจ นอกจากนี้ระบบ Porsche Connect ยังรองรับการค้นหา และคัดกรองสถานีชาร์จพลังงาน รวมทั้งบันทึกตำแหน่งที่ตั้งของสถานีลงในจุดหมายของระบบนำทางผ่านดาวเทียม ระบบเครือข่ายการให้บริการ Porsche Charging Service ใหม่ล่าสุด เปิดโอกาสให้ผู้ขับขี่เข้าถึงสถานีบริการชาร์จพลังงาน สาธารณะได้โดยอิสระ ค่าใช้จ่ายในการใช้บริการจะถูกส่งตรงมายังผู้ใช้งานผ่าน Porsche ID account โดยไม่จำเป็นต้องลงทะเบียนใช้งานเพิ่มเติมกับผู้ให้บริการรายอื่นแต่อย่างใด

ปอร์เช่ สร้างสรรค์ระบบขับเคลื่อน และระบบส่งกำลังของ คาเยนน์ อี-ไฮบริด ใหม่ทั้งหมด ชุดขับเคลื่อนไฮบริดประกอบด้วยเซลล์พลังงานไฟฟ้าประสิทธิภาพสูงพร้อมชุดคลัทช์อิสระ electromechanical แตกต่างจากระบบ electro-hydraulic และอุปกรณ์ spindle actuator ในรุ่นก่อนหน้าให้อัตราการตอบสนองที่รวดเร็วฉับไวกว่าอย่างเห็นได้ชัด ระบบส่งกำลังโดยเกียร์อัตโนมัติอัจฉริยะ 8 จังหวะ Tiptronic S ที่ได้รับการปรับแต่งใหม่สำหรับปอร์เช่ คาเยนน์ โดยเฉพาะ เกียร์อัตโนมัติชุดนี้ไม่เพียงเต็มเปี่ยมไปด้วยความนุ่มนวล แต่ยังสามารถปรับเปลี่ยนอัตราทดได้อย่างรวดเร็ว ลดอาการกระตุกที่เกิดขึ้น ขณะเปลี่ยนจังหวะ

ด้วยการทำงานของระบบ Porsche Traction Management (PTM) ส่งผลให้ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ all-wheel drive ของ คาเยนน์ อี-ไฮบริด  ได้รับการควบคุมด้วยอิเล็กทรอนิกส์ ผ่านอุปกรณ์ map-controlled multiplate clutch โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกระจายแรงบิดไปยังล้อขับเคลื่อนอย่างเหมาะสม การทำงานของระบบดังกล่าวช่วยให้ผู้ขับขี่ สามารถบังคับควบคุมรถยนต์ได้ทุกรูปแบบการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นการขับขี่สไตล์สปอร์ตความเร็วสูง หรือแม้แต่ในยามบุกตะลุยไปบนเส้นทางทุรกันดารสไตล์ offroad ต้องยกประโยชน์ให้ระบบช่วงล่างของ คาเยนน์ ไฮบริดที่มีประสิทธิภาพเทียบเท่ารถสปอร์ตพันธุ์แท้ เฉกเช่นกับที่เคยเป็นมาใน ปอร์เช่ คาเยนน์ ทุกเจเนอเรชั่น ระบบควบคุมการทรงตัว Porsche Active Suspension Management (PASM) ได้รับการติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน นอกจากนี้สามารถเลือกสั่งติดตั้งอุปกรณ์พิเศษอีกหลากหลายรายการ อาทิ ระบบ Porsche Dynamic Chassis Control (PDCC) ระบบ roll stabilisation และระบบลากจูงรถต่อพ่วงที่สามารถ รับน้ำหนักได้สูงสุดถึง 3.5 ตัน

ปอร์เช่ได้เพิ่มเติมระบบช่วยเหลือ การขับขี่ และอุปกรณ์อำนวยความสะดวกล้ำยุคมากมายหลายรายการ สำหรับ คาเยนน์ ทุกรุ่น นับเป็นครั้งแรกของปอร์เช่สำหรับการติดตั้งหน้าจอแสดงผลแบบใหม่ head-up display ทำงานด้วยการฉายภาพข้อมูล ที่เกี่ยวข้องกับระบบต่างๆ ของตัวรถไปยังระดับสายตาของผู้ขับขี่โดยตรงในลักษณะของหน้าจอสี

ในส่วนของอุปกรณ์ พิเศษอื่นๆ ที่ได้รับการเพิ่มเติมลงใน คาเยนน์ เป็นครั้งแรก ได้แก่ ระบบดิจิทัลช่วยเหลือผู้ขับขี่อัจฉริยะ Porsche InnoDrive พร้อมระบบควบคุมความเร็วแปรผันอัตโนมัติ adaptive cruise control เบาะนั่งคู่หน้าพร้อมระบบนวดไฟฟ้า massage seats ระบบไล่ฝ้ากระจกบังลมหน้า heated windscreen ระบบทำความร้อนภายในห้องโดยสารแยกตำแหน่ง อิสระควบคุมด้วยรีโมท และล้ออัลลอยน้ำหนักเบา ขนาด 22 นิ้วปอร์เช่ คาเยนน์ อี-ไฮบริด : อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย 29.4 – 31.2 กิโลเมตร/ลิตร อัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 78 – 72 กรัม/กิโลเมตร อัตราการใช้พลังงานไฟฟ้าที่ 20.9 – 20.6 กิโลวัตต์ชั่วโมง/ระยะทาง 100 กิโลเมตร

  • ระยะทางขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าสูงสุดอยู่ระหว่าง 42 และ 44 กิโลเมตร โดยขึ้นอยู่กับยางรถยนต์ที่ได้รับการติดตั้ง
  • อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง และอัตราการปล่อยก๊าซคาร์ยอนไดออกไซด์ ขึ้นอยู่กับยางรถยนต์ที่ได้รับการติดตั้ง

เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย จับมือ 3 เครือโรงแรมชั้นนำขยายจุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าเสริมแกร่งแบรนด์ EQ

บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมขับเคลื่อนตลาดรถยนต์ไฟฟ้า พร้อมตอกย้ำภาพลักษณ์ผู้นำอันดับหนึ่งด้านยนตรกรรมพลังงานไฟฟ้า ภายใต้แบรนด์ EQ – Electric Intelligence by Mercedes-Benz ยกระดับการให้บริการด้านรถยนต์ไฟฟ้าโดยการขยายเครือข่าย Charging Station ในเฟสแรกกว่า 63 จุดทั่วประเทศ ใน 3 เครือโรงแรมชั้นนำของเมืองไทย ได้แก่ Marriott International, Minor Hotels และ Hilton มุ่งให้บริการตั้งแต่รถลิมูซีนไปจนถึงลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการที่โรงแรม พร้อมเดินหน้าเตรียมเพิ่มสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าอีกหลายแห่งในอนาคต

‘EQ – Electric Intelligence by Mercedes-Benz’ แบรนด์ที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาเทคโนโลยีสีเขียว และการแสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อปูทางไปสู่การขับขี่แบบปลอดการปล่อยไอเสีย โดยภายในปี 2565 บริษัทเมอร์เซเดส-เบนซ์มีแผนจะผสานระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าเข้ากับรถยนต์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างทั่วถึง เพื่อให้ลูกค้ามีทางเลือกที่เป็นรถยนต์ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าอย่างน้อย 1 รุ่นในทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่รถยนต์จากแบรนด์สมาร์ทไปจนถึงรถยนต์อเนกประสงค์ขนาดใหญ่ รวมถึงบริษัทฯ กำลังวางแผนจะนำเสนอรถยนต์ไฟฟ้ามากกว่า 50 รุ่นย่อย

ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยมีทิศทางที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยผู้บริโภคมีความเข้าใจในผลิตภัณฑ์มากขึ้น และเล็งเห็นข้อดีของการเลือกใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้า โดย 3 ปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนให้ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยเติบโตได้เร็วคือ นโยบายการสนับสนุนด้านรถยนต์ไฟฟ้าจากภาครัฐ ทั้งในด้านการจัดเก็บภาษีสรรพสามิต หรือนโยบายส่งเสริมการลงทุนต่างๆ ให้แก่ผู้ผลิตรถยนต์ การนำเสนอผลิตภัณฑ์ของค่ายรถต่างๆ ที่เหมาะสมกับตลาดในประเทศไทย และไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค รวมถึงการมีสายการผลิตรถยนต์ที่มีคุณภาพ และสุดท้ายคือการขยายเครือข่ายสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าทุกท่านว่าจะได้รับความสะดวกสบายตลอดการเดินทาง

เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) ได้รับการสนับสนุนที่ดีจากภาครัฐเสมอมา จึงพร้อมตอบรับต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศไทยผ่านการลงทุนเปิดสายการผลิตรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดทุกรุ่น และการตั้งโรงงานผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ในประเทศไทย พร้อมนำความรู้ความเชี่ยวชาญจากบริษัทแม่มาพัฒนาบุคลากรชาวไทยเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้า รวมถึงการสร้างสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าทั่วประเทศ ดังนั้นการขยายจุดติดตั้งสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้ากับ 3 เครือโรงแรมชั้นนำอย่าง Marriott International, Minor Hotels และ Hilton นั้นจึงทำให้มั่นใจได้ว่าเมอร์เซเดส-เบนซ์จะสามารถยกระดับการให้บริการด้านรถยนต์ไฟฟ้า พร้อมตอบสนองความต้องการลูกค้าได้อย่างครอบคลุม

ในปี พ.ศ.2559 เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้เริ่มต้นแนะนำรถยนต์ภายใต้แบรนด์ EQ – Electric Intelligence by Mercedes-Benz เป็นครั้งแรก และเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ภายใต้แบรนด์นี้มาอย่างต่อเนื่อง โดยในปัจจุบันมีรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดจำนวนทั้งสิ้น 8 รุ่น ได้แก่ C 350 e Avantgarde, C 350 e Exclusive, C 350 e AMG Dynamic, E 350 e Avantgarde, E 350 e Exclusive, E 350 e AMG Dynamic, GLE 500 e 4MATIC Exclusive และ GLE 500 e 4MATIC AMG Dynamic

การขยายเครือข่ายสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าใน 3 เครือโรงแรมชั้นนำในครั้งนี้ จึงเป็นการสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการนำเทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อมมาปรับใช้เพื่อมอบบริการที่เพิ่มความสะดวกสบายให้กับลูกค้า เพราะปัจจุบันโรงแรมเป็นเสมือนอีกหนึ่งไลฟ์สไตล์พ้อยท์ที่ลูกค้าเข้าไปใช้บริการมากขึ้นนอกจากการเข้าพัก ไม่ว่าจะเป็น การจัดงานประชุม สัมมนา ฟิตเนส คาเฟ่ หรือห้องอาหาร เป็นต้น อีกทั้งจะส่งผลให้เมอร์เซเดส-เบนซ์มีสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้ารวมทั้งสิ้นกว่า 200 จุด ครอบคลุมทั้งผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการทั้ง 32 แห่งทั่วประเทศ โรงแรมชั้นนำ และศูนย์การค้าชั้นนำอีกด้วย


CASIO G-SHOCK เผยโฉม G-SHOCK MRG-G2000HA Limited Edition แรงบันดาลใจจากดาบซามูไรญี่ปุ่นสู่นาฬิกาสุดหรูทรงคุณค่า

เผยความแข็งแกร่งและปราณีตครั้งแรกในประเทศไทย ณ งาน เซ็นทรัล อินเตอร์เนชั่นแนล วอทช์ แฟร์ 2018

บริษัท เซ็นทรัล มาร์เก็ตติ้ง กรุ๊ป จำกัด (CMG) ผู้นำเข้านาฬิกา CASIO G-SHOCK อย่างเป็นทางการในประเทศไทย เปิดตัวนาฬิกา G-SHOCK MRG-G2000HA Limited Edition ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนาฬิกาตระกูลกันกระแทกอันโด่งดัง MR-G (Majesty Reality G-SHOCK) ด้วยแรงบันดาลใจและชื่อรุ่นจาก ‘เททสึ ซูบะ’ (tetsu-tsuba) หรือการ์ดบังมือเหล็กซามูไร ที่สร้างสรรโดยช่างฝีมือดาบญี่ปุ่นแบบต้นตำหรับ ด้วยส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างสุนทรียศาสตร์ ความปราณีตและแข็งแกร่งของงานฝีมือญี่ปุ่นดั้งเดิมที่ถ่ายทอดผ่านจิตวิญญาณ เพื่อสร้างเอกลักษณ์ของนาฬิกาเรือนนี้ ทั้งนี้ นาฬิกา G-SHOCK MRG-G2000HA Limited Edition ได้ถูกผลิตมาเพียง350 เรือนทั่วโลก และจะนำมาวางจำหน่ายครั้งแรกในประเทศไทยเพียง 5 เรือน ณ งาน เซ็นทรัล อินเตอร์เนชั่นแนล วอทช์ แฟร์ 2018 ที่เซ็นทรัลชิดลม ชั้น 3 ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่17 กันยายน 2561 เท่านั้น


MRG-G2000HA-1A

MRG-G2000HA ได้รับแรงบันดาลใจมาจากความแข็งแกร่ง ปราณีต และสวยงามของดาบญี่ปุ่น ซึ่งสอดคล้องกับเอกลักษณ์ของนาฬิกา G-SHOCK MR-G ซึ่งเป็นซีรี่ย์ที่ให้ความรู้สึกหรูหราและทรงพลัง ‘ซูบะ’ tsuba หรือการ์ดบังมือ ถือเป็นส่วนสำคัญของดาบญี่ปุ่น ซึ่งใช้ในการปกป้องมือผู้จับจากมีดคมของดาบและให้ความสวยงาม ส่งให้ MRG-G2000HA โดดเด่นด้วยรูปลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร ด้วยการตอกเหล็กเป็นรูปทรงโดยช่างฝีมือ ขอบด้านนอกและแถบกลางของสายนาฬิกา MRG-G2000HA ได้รับการออกแบบเพื่อให้ได้เนื้อสัมผัสคล้ายหิน ดั่งเช่น tetsu-tsuba โดยใช้ค้อนและสิ่วแบบพิเศษเพื่อสร้างลาย ‘อาราชิ-ซือชิเมะ’ Arashi-Tsuchime สร้างความแตกต่างและสื่อถึงกล้าหาญของแบรนด์ MR-G ได้เป็นอย่างดี


ดีไซน์อันทรงแข็งแกร่งและปราณีตของ 
MRG-G2000HA-1A

นาฬิกา MRG-G2000HA ใช้สีแบบดั้งเดิมที่ได้แรงบันดาลใจจากความสวยงามของโลหะสีม่วงเข้ม ‘มูราซากิ–กาเนะ’ (Murasaki-gane) และวัสดุทองแดง ‘ซูอากะ’ (Suaka) ที่ใช้ในงานหัตถกรรมญี่ปุ่น มูราซากิ–กาเนะเป็นโลหะผสมที่มีส่วนประกอบของทองคำ รวมถึงให้สีม่วงเข้มเป็นเอกลักษณ์อีกด้วย ทั้งนี้ สีที่ได้ในกรอบและสายของนาฬิกา ช่วยเสริมลุ๊คให้ MRG-G2000HA มีความแตกต่างและสง่างาม เสริมด้วยเทคนิคการเคลือบแบบใหม่ AIP® (arc ion plating) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการเคลือบผิวชั้นนำที่ใช้ในการรักษาพื้นผิวเครื่องจักรที่มีความยืดหยุ่นสูง เช่น เครื่องยนต์เจ็ท และปิดท้ายการเคลือบผิวด้วยเทคนิคขั้นสูง เพื่อให้ได้นาฬิกาที่มีความแวววาว แข็งแกร่ง และสง่างาม ทนแทนต่อรอยขีดข่วนได้เป็นอย่างดี

 เทคนิค arashi-tsuchime

ทั้งนี้ ขั้นตอนผลิตนาฬิกา MRG-G2000HA ทุกเรือน อยู่ใต้การดูแลของ นาย อาซานะ บิโฮ (Mr. Asano Biho) ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิค ‘ซุยกิ’ (tsuiki) รุ่นที่ 3 ของญี่ปุ่น ซึ่งฝากผลงานไว้กับการอนุรักษณ์ฟื้นฟูสถานที่ทางวัฒนธรรมของญี่ปุ่นที่สำคัญต่างๆ และเป็นผู้ใช้เทคนิคที่เรียกว่า arashi-tsuchime สำหรับนาฬิกาทุกๆ เรือนอีกด้วย

 ทางด้านของคุณสมบัติ MRG-G2000HA มีโมดูล Connected Engine 3-Way ที่เชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนเพื่ออัพเดตข้อมูลภายในของนาฬิกาโดยอัตโนมัติ เสริมด้วยฟังก์ชั่นMultiband 6 ซึ่งควบคุมด้วยคลื่นวิทยุ Bluetooth® ใช้ในการปรับเทียบมาตรฐานเวลา เพื่อความแม่นยำในทุกสถานการณ์ นอกจากนี้ MRG-G2000HA ยังมาพร้อมกับระบบ GPS Hybrid Wave Ceptor ควบคุมด้วยคลื่นวิทยุและขับเคลื่อนด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ ผสมผสานกับระบบพลังงาน ทัฟ โซลาร์ (Tough Solar) ซึ่งสามารถชาร์จไฟด้วยแสงอาทิตย์ ไฟฟลูออเรสเซนต์และแหล่งพลังงานแสงอื่นๆ

 MRG-G2000HA-1A จากมุมข้าง

ทั้งนี้ เพื่อความแข็งแกร่งและสวยงามของ MRG-G2000HA ยังมาพร้อมกับกระจกแซฟไฟร์เคลือบด้วยสารกันแสงสะท้อน และไฟ LED Super Illuminator ให้แสงสว่าง ผสานกับความสามารถในการกันน้ำได้ลึก 200 เมตร และสายไทเทเนียมให้ความแข็งแกร่งเป็นเลิศ นอกจากนี้ ยังมีน้ำหนักรวมนาฬิกาเพียง 152 กรัม ซึ่งนับเป็นนาฬิกาที่สามารถผสมผสานนวัตกรรมเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยเข้ากับสุนทรียศาสตร์ญี่ปุ่นได้อย่างสวยงามและลงตัวอย่างไร้ที่ติ

 นอกจาก MRG-G2000HA แล้ว ภายในงาน เซ็นทรัล อินเตอร์เนชั่นแนล วอทช์ แฟร์ 2018  G-SHOCK ยังได้นำอีกหนึ่งรุ่นจากซีรี่ยส์ MR-G มาจัดแสดง ได้แก่รุ่น MRG-G2000CB ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก ‘คูโรโซเนะ’ (Kurozonae) หรือกองกำลังทหารพิเศษของญี่ปุ่นในสมัยโบราณ ซึ่งสวมใส่ ‘Black Guard’ หรือชุดเกราะสีดำ ถ่ายทอดออกมาเป็นนาฬิกาMRG-G2000HA ที่ทำด้วยโลหะสีดำล้วนทั้งเรือน สื่อถึงความแข็งแกร่งและพลังอำนาจ พร้อมด้วยวัสดุ COBARION® อัลลอยโคบอลต์ที่พัฒนาในญี่ปุ่น แข็งแกร่งเป็นสองเท่าของสแตนเลสสตีล แต่ให้ประกายแวววาวเทียบเท่ากับแพลตทินัม และยังมีระบบ Bluetooth® และ GPS ขับเคลื่อนด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ที่ควบคุมโดยคลื่นวิทยุ โดยทาง CMG ได้นำเข้ามาในประเทศไทยเพียง 10 เรือนเท่านั้น


MRG-G2000CB-1A

 

อีกหนึ่งรุ่นในกลุ่มพรีเมี่ยมที่น่าจับตามองคือ รุ่น MTG-B1000 จากซีรี่ส์ MTG (Metal Twisted G-Shock) ด้วยวัสดุผสมผสานระหว่างโลหะและเรซิน ที่มีขนาดตัวเรือนกระชับข้อมือ เสริมด้วยโครงสร้าง TRIPLE G RESIST ซึ่งทนทานต่อแรงกระแทก แรงเหวี่ยง และแรงสั่นสะเทือน พร้อมกระจกแซฟไฟร์เคลือบสารกันแสงสะท้อน ระบบไฟ LED ความสว่างสูง แสดงเวลาโลก นาฬิกาจับเวลา และมีระบบการชาร์จด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ ทัฟ โซลาร์ แบบทนทานดั้งเดิมของ CASIO


MTG-B1000-1A

ทั้งนี้ MTG-B1000 ยังมาพร้อมกับ Connected Engine ใหม่ เพื่อความแม่นยำของเวลาที่มากยิ่งขึ้น พร้อมฟังก์ชันการสื่อสารด้วย Bluetooth® ทำให้เชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนที่ใช้แอพพลิเคชั่น G-SHOCK Connected ได้อย่างง่ายดาย รวมถึงฟังก์ชั่น Multiband 6 ซึ่งควบคุมด้วยคลื่นวิทยุ เพื่อปรับเทียบมาตรฐานเวลา ให้ความแม่นยำในทุกสถานการณ์

 สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ G-SHOCK รุ่น MRG-G2000HA Limited Edition, MRG-G2000CB, MTG-B1000 และนาฬิกา G-SHOCK รุ่นอื่นๆ สามารถเข้าไปดูได้ที่ เซ็นทรัล อินเตอร์เนชั่นแนล วอทช์ แฟร์ 2018 ณ เซ็นทรัลชิดลม ชั้น 3 ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 17 กันยายน 2561 หรือออนไลน์ผ่านทาง www.casio-cmg.com และ Facebook: Casio Watches Thailand

 

#CENTRALInternationalWatchFair2018 #CentralWatchFair #CasioCMG #CASIOFamilyTH


เผยโฉม The New Volvo XC40 สุดยอดคอมแพกต์เอสยูวี รุ่นแรกจากแบรนด์วอลโว่ ราคาเริ่มต้น 2.09 ล้าน

วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย เปิดตัว The New Volvo XC40 สุดยอดคอมแพกต์เอสยูวีรุ่นแรกจากแบรนด์วอลโว่ซึ่งพัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด “Designed to Break the Norms” สู่ผู้บริโภคเมืองไทย มอบความโดดเด่นทั้งการดีไซน์ การจัดสรรพื้นที่ใช้สอย และเทคโนโลยีอัจฉริยะเพื่อการขับขี่ที่ครบครัน นำเสนอทั้งในรุ่นเครื่องยนต์ T5 AWD และ T4 Petrol ด้วยราคาเริ่มต้นที่ 2.09 ล้านบาท

หลังประสบความสำเร็จอย่างสูงจากการเปิดตัวรุ่น XC60 ซึ่งสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของแบรนด์วอลโว่ในตลาดเมืองไทย วันนี้ วอลโว่พร้อมแล้วที่จะนำเสนอเอสยูวีรุ่นใหม่ล่าสุดด้วยภาพลักษณ์ที่สวยงามทันสมัยในสไตล์รถสวีเดน โดย XC40 พร้อมรุกตลาดเอสยูวีระดับพรีเมียมอย่างเต็มตัว ที่นำเสนอความเป็นเลิศทั้งในด้านความปลอดภัย ระบบขับเคลื่อน และเทคโนโลยีอินโฟเทนเมนท์ ซึ่งนำมาจากยานยนต์ขนาดใหญ่ (SPA) นำมาติดตั้งในระบบยานยนต์ขนาดเล็ก (Compact Modular Architecture : CMA) รุ่นใหม่ล่าสุดนี้

มร.คริส เวลส์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท วอลโว่ คาร์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า “แพลตฟอร์มพื้นฐานการพัฒนายานยนต์รุ่น XC40 ของเราคือ CMA หรือ Compact Modular Architecture ซึ่งเอื้อประโยชน์ต่อการพัฒนาอย่างมากเมื่อพิจารณาในแง่นวัตกรรม ประการแรก สถาปัตยกรรมนี้มอบ ความยืดหยุ่น ในการผลิตรถยนต์ ทำให้เราสามารถนำเสนอสุดยอดยานยนต์ได้ในหลากหลายขนาด


The New Volvo XC40 คือการทำให้แนวคิด ’90 สู่ 60 สู่ 40′ เป็นจริงขึ้นมา โดยเราสามารถปรับขนาดแพลตฟอร์มเทคโนโลยีจากระดับ SPA มาเป็น CMA และ C segment ได้ โดยเฉพาะการปรับในส่วนของระบบความปลอดภัยขั้นสูง และระบบสนับสนุนการขับขี่ รวมถึงการยกระดับประสบการณ์ผู้ใช้งานโดยรวม ซึ่งก็คือความรื่นรมย์ที่ทั้งนักขับ และผู้โดยสารจะสามารถสัมผัสได้จากการควบคุมและการโดยสารในเอสยูวีขนาดเล็กของเรารุ่นนี้”

สำหรับรุ่น XC40 วอลโว่ได้นำเสนอประสบการณ์ผู้ใช้งานที่ดีเยี่ยมที่สุดในรถยนต์ระดับเดียวกัน ซึ่งเพียบพร้อมด้วยเทคโนโลยีที่ติดตั้งมาพร้อมสรรพ บริการอันชาญฉลาด และเทคนิคการเก็บสัมภาระขั้นสุดยอดที่มอบโซลูชั่นการเก็บสิ่งของในห้องโดยสารแนวใหม่ที่ยังไม่เคยปรากฏมาก่อน สมรรถนะการควบคุมที่ฉับไวที่มาพร้อมเทคโนโลยีช่วยขับขี่รุ่นใหม่


แสดงให้เห็นถึงแนวทางใหม่ของวอลโว่ ในการสร้างสรรค์รถเอสยูวีขนาดเล็กเพื่อการขับขี่ในตัวเมืองที่ดีเยี่ยมภายใต้รูปลักษณ์ที่ทั้งสวยงามและเด่นชัดในอัตลักษณ์ของผู้ขับขี่ โดย XC40 ยังถือเป็นการเติมเต็มกลุ่มยานยนต์ระดับลักชัวรี่ของวอลโว่ให้ครบสมบูรณ์ต่อจากรุ่นพี่อย่าง XC90 และ XC60 ที่ประสบความสำเร็จมาแล้วทั่วโลก แม้ XC40 จะเป็นยานยนต์รุ่นเล็ก หากยังคงความเป็นเยี่ยมตามแบบฉบับวอลโว่ เพราะ XC40 มิใช่รถยนต์ที่ถูกย่อส่วนมาจากรุ่นใหญ่ แต่เป็นการสร้างตัวตนใหม่และอัตลักษณ์อันโดดเด่นในแบบเฉพาะตัว

การเปิดตัว The New Volvo XC40 ถือเป็นก้าวย่างที่สำคัญยิ่งของวอลโว่ คาร์ ประเทศไทย เนื่องจากกลุ่มผู้บริโภคชาวไทยของเรากำลังมองหารถยนต์ดีไซน์ใหม่ที่มีเสน่ห์เฉพาะตัว โดยต้องเป็นรถยนต์ที่ทำให้ชีวิตของพวกเขาง่ายขึ้นด้วยการจัดสรรพื้นที่ใช้สอย และส่วนเก็บสัมภาระอย่างชาญฉลาด และมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ดีเยี่ยมด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะ”

The New Volvo XC40 มอบทุกสิ่งที่กล่าวมาให้คุณได้! หากคุณเลือกรุ่นท็อป คุณยังจะได้แพ็คเกจ R-Design เต็มรูปแบบ ซึ่งรวมถึงระบบการเก็บสัมภาระที่น่าทึ่ง และพื้นที่เก็บของที่ใหญ่กว่า พร้อมประตูท้ายระบบไฟฟ้าที่สามารถเปิดได้โดยไม่ต้องใช้มือจับและเทคโนโลยีอัจฉริยะอีกมากมาย อาทิ แท่นชาร์จอุปกรณ์แบบไร้สาย เป็นต้น

ซึ่งแสดงถึงภาพลักษณ์ที่สวยงามทันสมัยในสไตล์รถสวีเดนขนานแท้ สำหรับวอลโว่ เราเน้นย้ำเสมอว่าทุกสิ่งที่เราทำล้วนเริ่มต้นจากผู้คน และเราใช้แนวคิดนี้ในการเปิดตัว XC40 ซึ่งทุกคนจะได้รับการต้อนรับเพื่อมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของงาน และสัมผัสประสบการณ์แรกกับ The New Volvo XC40 ของเรา วันนี้ เรามีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้ประกาศว่า จะมีผู้คนมากกว่า 2,000 คน มาร่วมงานเปิดตัวตลอด 3 วันของเราในครั้งนี้”

นับตั้งแต่ทศวรรษที่ 50 วอลโว่ได้รวบรวมผู้คนจากทั่วโลกเพื่อมาร่วมพัฒนา และสร้างสรรค์รถยนต์ของเราความหลากหลายนี้ได้ก่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ และผลักดันนวัตกรรมขึ้นมากมาย ซึ่งช่วยให้เราสามารถผลิตรถยนต์ที่ปลอดภัยและชาญฉลาดมากยิ่งขึ้น ซึ่งเกิดจากการออกแบบเพื่อตอบสนองวิถีชีวิตประจำวันของผู้คนนั่นเอง


นิสสันชวนสาวๆ เรียนรู้เรื่องการขับขี่ปลอดภัยผ่านแนวคิด นิสสัน อินเทลลิเจนต์ โมบิลิตี

นิสสันจัดกิจกรรมให้ความรู้เรื่องการขับขี่ปลอดภัยให้กับสาวๆ พร้อมพาทัวร์ศูนย์วิจัยพัฒนายานยนต์ เพื่อเพิ่มทักษะในการขับรถยนต์ให้มีความปลอดภัยบนท้องถนนมากยิ่งขึ้น นิสสันเล็งเห็นความสำคัญ และพลังของผู้หญิง อีกทั้งยังเป็นการร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลวันแม่ ผู้ขับขี่นิสสันหลายๆ คนจะรับรู้ได้ถึงการขับขี่ที่ปลอดภัย และมั่นใจมากยิ่งขึ้น ในกิจกรรมให้ความรู้เสริมความเข้าใจในเรื่องการขับขี่ปลอดภัย ผ่านเทคโนโลยีที่ทันสมัยในครั้งนี้

บริษัท เอิร์นสท์ แอนด์ ยัง หรือ อีวาย หนึ่งในบริษัทตรวจสอบบัญชีชั้นนำ คาดการณ์ว่าภายในปี พ.ศ. 2561 รายได้ของผู้หญิงทั่วโลกมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นมากถึง 18 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 576 ล้านล้านบาทไทย ดังนั้นผู้หญิงจึงมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อ หรือเป็นผู้ชี้นำมากถึงร้อยละ 70 ถึง 80 ผู้ชี้นำในที่นี้หมายถึงบ่อยครั้งที่ผู้หญิงมีส่วนสำคัญในการตัดสินใจซื้อหรือไม่ซื้อสินค้าของคนในครอบครัวหรือคนรอบๆ ตัว

กิจกรรมครั้งนี้เป็นโอกาสที่ดีของนิสสันที่จะเน้นย้ำถึงความโดดเด่นของฟีเจอร์ Nissan Intelligent Mobility อย่างเช่นกล้องอัจฉริยะมองรอบทิศทาง (Intelligent Around View Monitor หรือ AVM) ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่มองเห็นภาพแบบเรียลไทม์รอบตัวรถ 360 องศา อีกทั้งฟีเจอร์ที่เพิ่มความปลอดภัยอื่นๆ ที่ยังไม่เป็นที่คุ้นเคยสำหรับผู้ใช้งานมากเท่าไร แต่เมื่อคุ้นเคยกับระบบพวกนี้แล้วจะมีประโยชน์เป็นอย่างมากในการใช้งานโดยเฉพาะกับผู้หญิงที่เป็นคนใช้รถนิสสันเอง

นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์อื่นๆ เช่นระบบช่วยควบคุมการทรงตัวขณะเข้าโค้งอัจฉริยะ  (Intelligent Trace Control) จะมอบสมรรถนะในการควบคุมที่มากกว่า ทำให้รถยนต์ตอบสนองได้เร็วขึ้น ทั้งยังทำให้การขับขี่ดีขึ้นอีกด้วย โดยนิสสันได้พัฒนาระบบช่วยควบคุมการทรงตัวขณะเข้าโค้งอัจฉริยะนี้ เพื่อทำหน้าที่เสมือนกับผู้ช่วยในการขับขี่ขณะเข้าโค้งที่อันตรายหรือฉับพลับ จึงทำให้มั่นใจได้ตลอดการขับขี่

ระบบช่วยปรับความนุ่มนวลในห้องโดยสารอัจฉริยะ (Intelligent Ride Control) จะช่วยทำให้การขับขี่บนเส้นทางที่ขรุขระนั้นราบรื่นและนุ่มนวลมากยิ่งขึ้น ในขณะที่รถยนต์อยู่บนท้องถนน ผู้โดยสารอาจจะรู้สึกถึงการกระทบกระเทือนขณะการเคลื่อนที่ของตัวรถยนต์ ดังนั้นระบบช่วยปรับความนุ่มนวลในห้องโดยสารอัจฉริยะนั้นจะเข้ามาช่วยในการควบคุมเครื่องยนต์ เบรก ซึ่งจะมอบประสบการณ์ในการขับขี่อย่างนุ่มนวลขึ้น

ที่นิสสันลูกค้าคือหัวใจหลักในการดำเนินธุรกิจ บริษัทได้ลงทุนในการวิจัย และค้นคว้าสำหรับภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนีย เมื่อปี พ.ศ. 2558 นิสสันได้ทำการลงทุนมากกว่าหนึ่งพันล้าน ในการสร้างห้องทดสอบยานยนต์ในศูนย์วิจัยและค้นคว้าแห่งนี้ เพื่อเครื่องตอกย้ำว่าประเทศไทยเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญของนิสสันในภูมิภาคนี้ ด้วยบุคคลากรมากกว่า 250 คนที่ประจำการอยู่ ณ ศูนย์ฯ ดังกล่าว

วิศวกรชาวไทยที่ได้ผ่านการฝึกอบรมเพื่อการปฎิบัติงานแบบมืออาชีพขั้นสูงจากประเทศญี่ปุ่น เพื่อมาควบคุมห้องทดสอบสัญญาณรบกวนทางคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (Anechoic chamber) ห้องทดสอบคุณภาพเสียง (Acoustic chamber) และห้องทดสอบประสิทธิภาพความทนทานของชิ้นส่วนรถยนต์ และสมรรถนะของระบบส่งกำลังในห้องควบคุมอุณหภูมิ และสภาพแวดล้อม (Vibration simulator with Environment Chamber) ให้ได้คุณภาพเสมอ

ศูนย์ฯ ดังกล่าวตั้งอยู่ที่จังหวัดสมุทรปราการ โดยเป็นศูนย์วิจัย และค้นคว้าหลักของภูมิภาค ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในตลาดของภูมิภาคนี้ได้อย่างดี หน้าที่ของศูนย์นี้มีตั้งแต่การประกันคุณภาพผลิตภัณฑ์ใหม่จนไปถึงขั้นตอนในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ซึ่งเป็นขั้นตอนเบื้องต้นของการทดสอบ และการประเมินผลของการทดลอง โดยศูนย์นี้ไม่ได้เป็นเพียงศูนย์วิจัย และพัฒนาให้แก่ตลาดของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เท่านั้น แต่ยังทดสอบผลิตภัณท์ให้มากกว่า 90 ประเทศทั่วโลกอีกด้วย

ศูนย์วิจัย และค้นคว้าในประเทศไทย เป็นหนึ่งในสามศูนย์ที่ตั้งอยู่นอกประเทศญี่ปุ่น ที่มีสนามในการทดสอบขับที่มีเอกลักษณ์ด้วยรูปแบบถนนที่แตกต่างกันถึง 5 แบบ เสมือนถนนจริงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่ว่าจะเป็น ถนนขรุขระ ถนนเพื่อความเร็วสูง ถนนลูกคลื่น ถนนโค้ง และสะพาน

ความพิเศษของศูนย์แห่งนี้คือ การที่ได้รวบรวมการทดสอบที่โดดเด่นไว้ด้วยกัน อาทิ การทดสอบประสิทธิภาพความทนทานของชิ้นส่วนรถยนต์ การทดสอบคุณภาพเสียง การทดสอบระบบโซล่าซิสเต็มส์ ซึ่งการทดสอบทั้งสามองค์ประกอบดังกล่าว สามารถเกิดขึ้นได้ในขณะเดียวกันจึงทำให้ศูนย์นี้มีความโดดเด่นเป็นอย่างมาก


เจาะลึกเทรนด์สถาปัตยกรรมสมัยใหม่ สร้างสมดุลให้ชาว Gen Z

การสร้างสถาปัตยกรรมซึ่งมุ่งส่งเสริมการใช้ชีวิตอย่างสมดุลของผู้ใช้อาคารนับเป็นเทรนด์ที่กำลัง
มาแรงและเติบโตอย่างต่อเนื่องในแวดวงสถาปัตยกรรมของไทย รวมถึงการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์แห่งแรกที่มุ่งออกแบบตามมาตรฐานอาคารระดับโลกอย่า
ง 
LEED* GOLD และ WELL* GOLD

ในปัจจุบัน ผู้คนใช้ชีวิตอยู่ภายในตึกหรืออาคารที่พักอาศัยโดยเฉลี่ยแล้ว มากกว่าร้อยละ 90[1] ซึ่งอาจส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานหรือสุขภาพโดยรวมเมื่อใช้ชีวิตอยู่ในอาคารมากไป โดยมีผลการศึกษาว่าชาวกรุงเทพฯ มีชั่วโมงการทำงานโดยเฉลี่ยต่อคน ยาวนานถึง 42.13 ชั่วโมงต่อสัปดาห์[2] ติดอันดับที่ 5 ของโลก สถิติเหล่านี้จึงเป็น
ส่วนหนึ่งที่ร่วมจุดกระแสใหม่ในวงการสถาปัตยกรรมของไทย โดยเฉพาะโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่ใส่ใจธรรมชาติและผู้คนที่เป็นตัวชูโรงแห่งวิวัฒนาการสำคัญของวงการ

 “เรากำลังพัฒนาและยกระดับคุณภาพของอาคารสำหรับอนาคต ยิ่งปัจจุบันกลุ่มคนทำงานอยู่ในเจน Y และ Z มากยิ่งขึ้น ผลสำรวจต่างๆ ก็แสดงให้เห็นว่าพวกเขาให้ความสำคัญกับการมีพื้นที่ทำงานล้ำสมัย และพื้นที่ทำงานร่วมกันที่ผสมผสานธรรมชาติและการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพในสังคมเมืองอย่างลงตัว” คุณแอนโทนี่ อรันเดลล์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ฝ่ายบริหารสาธารณูปโภคโครงการ บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ โฮลดิ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด ให้ความเห็นถึงเทรนด์ใหม่ในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์

 

เหตุใดการออกแบบอาคารจึงควรให้ความสำคัญกับการใช้ชีวิตอย่างสมดุลของผู้อยู่อาศัย

ผลการศึกษาจาก CBRE บริษัทที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำ เผยว่าอาคารสำนักงานหลายแห่งทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกำลังทุ่มเม็ดเงินมหาศาลให้กับระบบสาธารณูปโภคในอาคาร รวมไปถึงโปรแกรมหรือเวิร์คช็อปต่างๆ ที่มุ่งสร้างเสริมสุขภาพของพนักงาน โดยเน้นสององค์ประกอบหลักอันเป็นหัวใจของสภาพแวดล้อมอาคารอย่างคุณภาพอากาศและอุณหภูมิภายในอาคาร ซึ่งตอกย้ำ็ว่าเหตุใดเราจึงควรให้ความสำคัญกับสองสิ่งนี้

นอกจากนี้ ผลการศึกษาของนายเจสัน แมคเลนแนน (Jason McLennan) ผู้ก่อตั้งมูลนิธิ International Living Future ยังระบุว่า โดยเฉลี่ยแล้ว พนักงานที่ทำงานในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม จะทำงานได้มีประสิทธิผลมากขึ้นถึงร้อยละ 20 ซึ่งสภาพแวดล้อมการทำงานที่ล้ำสมัยนั้นไม่เพียงแค่ส่งผลดีต่อการทำงาน แต่ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อพนักงาน
1 คนในทางอ้อม เพราะจำนวนวันลาป่วยที่ลดลงนั่นเอง

 มาตรฐาน LEED และ WELL เป็นการผนวกรวมเทคโนโลยีขั้นสูงเข้าด้วยกันและใช้ประโยชน์ทางทรัพยากรที่มีอยู่ รวมถึงทรัพยากรทดแทนได้อย่างเกิดประโยชน์สูงสุด นอกจากนี้ ยังเป็นมาตรฐานสำคัญที่ช่วยให้การใช้พลังงานน้อยลง รวมถึงช่วยยืดอายุการใช้งานของอาคาร

สำหรับอาคารที่ได้รับการรับรองมาตรฐานอาคารจาก WELL นั้นต้องผ่านการประเมินใน 7 หัวข้อหลัก ได้แก่ Air (อากาศบริสุทธิ์) Water (น้ำสำหรับอุปโภค บริโภคสะอาด ปลอดภัย)Nourishment (มีอาหารสดใหม่ บำรุงสุขภาพร่างกาย) Light (มีการควบคุมแสงสว่างที่เหมาะสม) Fitness (มีพื้นที่หรือจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพ) Comfort (สภาพแวดล้อมที่สงบ) และ Mind (ให้ความผ่อนคลาย ดีต่อสุขภาพจิต) ซึ่งในประเทศไทย โครงการ The PARQ โครงการอสังหาริมทรัพย์รูปแบบมิกซ์ยูส มูลค่ากว่าสองหมื่นล้านบาทบนทำเลถนนพระราม 4 ถือเป็นโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แห่งแรก ที่สร้างโดยยึดหลักมาตรฐานอาคารของทั้ง LEED และ WELL โดยมีบริษัทชั้นนำด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ระดับสากลอย่าง บริษัท ทีซีซี แอสเซ็ท (ประเทศไทย) จำกัด และ บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ โฮลดิ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด พัฒนาโครงการร่วมกัน สิ่งที่เราจะเห็นภายในอาคารนี้ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ใช้อาคาร คือ ระบบการกรองอากาศขั้นสูงที่ทำให้อากาศบริสุทธิ์ พร้อมควบคุมคุณภาพอากาศภายในอาคาร ครอบคลุมพื้นที่ 320,000 ตร.ม. มีบริการน้ำดื่มสะอาดสำหรับผู้มาเยือน นอกจากนี้ ร้อยละ 75 ของทุกพื้นที่ทำงานจะตั้งอยู่ภายในรัศมี 7.5 เมตรจากหน้าต่าง  เพิ่มการเข้าถึงแสงจากธรรมชาติ ช่วยให้ระบบการทำงานในร่างกายมนุษย์สมดุลขึ้น

“แรงบันดาลใจของเราคือการได้เห็นสิ่งที่อาคารสำนักงานในอนาคตควรจะเป็น คือความสมดุลของการออกแบบพื้นที่ที่เน้นประโยชน์ใช้สอยเข้ากับสุนทรียศาสตร์ ซึ่งกระตุ้นให้เกิดการทำงานที่มีประสิทธิภาพ ความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม เชื่อว่าถ้าผู้คนรักสถานที่ที่พวกเขาทำงาน พวกเขาก็จะมีความสุขมากขึ้น และอยู่กับบริษัทนั้น ๆ ได้นานขึ้น” นายแอนโทนี่กล่าว

 สิ่งที่ส่งเสริมแนวคิดดังกล่าวคือโอกาสทางธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทรนด์อาคารสีเขียวยุคใหม่ที่ฮิตไปทั่วโลก การได้รับรองมาตรฐานอาคารจากทั้ง LEED และ WELL ครั้งแรกในประเทศไทยจะนับเป็นต้นแบบหนึ่งในวงการอสังหาริมทรัพย์ ที่แสดงถึงศักยภาพประเทศไทยในการพัฒนาอาคารสำนักงานที่ล้ำสมัย ให้ประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ใช้อาคาร บริษัทและภาคอุตสาหกรรม ในภาพรวม ขณะนี้กรุงเทพฯ มีพื้นที่ประมาณ 750,000 ตร.ม. ที่กำลังทำการก่อสร้างพื้นที่สำนักงาน ส่วนในภูมิภาคเอเชียนั้น มีตึกและอาคารสำนักงานใหม่ๆ ผุดขึ้น มากถึงร้อยละ 50 ต่อปี[3] ซึ่งเป็นที่แน่นอนว่าเมืองแห่งอนาคตจะยึด “สุขภาพ” เป็นหัวใจสำคัญของ “ความมั่งคั่ง” ที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง


Hotels.com สานฝันคุณให้เป็นจริง พาคุณสู่การออกกำลังกายแบบเงือกน้อย

https://www.youtube.com/watch?v=xxAuv5WMeo4

หมดเวลาของยูนิคอร์น เพราะยุคของเมอร์เมดมาถึงแล้ว เพราะคนที่อยากจะกลายร่างเป็นเงือกมีมากกว่าคนที่อยากเป็นพ่อมดหรือแม่มดและที่น่าประหลาดใจก็คือ มากกว่าครึ่งของคนไทยเชื่อว่าเงือกมีอยู่จริง เพื่อเอาใจผู้ที่ชื่นชอบโลกใต้ท้องทะเล  Hotels.com®  เปิดตัวคลาสออกกำลังกายแบบเงือกน้อยสุดเอ็กซ์คลูซีฟเอาใจสาวกเงือกโดยเฉพาะ ณ โรงแรมที่ถูกคัดเลือกในสเปน ญี่ปุ่น และเม็กซิโก

 คลาสออกกำลังกายด้วยครีบสุดมหัศจรรย์จะจัดขึ้นในเดือนกันยายนนี้ ในโรงแรมที่ Hotels.com ทดลองจัดโปรแกรมนี้ขึ้นมาเฉพาะให้เป็นประสบการณ์ที่น้อยคนจะได้สัมผัส  และยังตรงกับความต้องการของนักท่องเที่ยวชาวไทยกว่าครึ่ง  ที่ต้องการทำกิจกรรมที่น่าสนใจและแปลกใหม่ไม่เหมือนใครในช่วงวันหยุด เช่น การออกกำลังกายแบบเมอร์เมด และยังถือเป็นโอกาสอันยอดเยี่ยมที่จะปลุกอินเนอร์ความเป็นแอเรียลจากภาพยนตร์เรื่อง ลิตเติ้ล เมอร์เมด นางเงือกน้อย ซึ่งเป็นไอคอนที่อยู่ในใจหลายๆ คนมาตลอดกาล (เมื่อกล่าวถึงเงือกจะนึกถึงแอเรียล) ซึ่งนำโด่งมาเหนือเงือกสาวจาก Pirates of the Caribbean และ เงือกที่แผดเสียงดังและเป็นเอกลักษณ์ ในแฮร์รี่ พอตเตอร์ตอนถ้วยอัคนี

คุณอาจจะต้องทึ่ง เพราะผู้ที่มาเข้าร่วมคลาสจะได้พบกับเงือกมืออาชีพที่จะเป็นผู้สอนแบบตัวต่อตัว อีกทั้งคุณจะได้สวมหางเหมือนเงือกจริงๆ และดำดิ่งลงสู่โลกใต้น้ำ เพื่อแหวกว่ายไปอย่างอิสระกับคอร์สการออกกำลังกายสุดท้าทาย รับประกันได้เลยว่า คลาสออกกำลังกายแบบเมอร์เมดจะเป็นโมเม้นที่คุณสามารถถ่ายรูปแชร์ลงบนอินสตาแกรมได้อย่างเพอร์เฟกต์แน่นอน

โยฮัน สแวนสตรอม ประธานแบรนด์ Hotels.com กล่าวว่า “นักท่องเที่ยวยุคปัจจุบัน ไม่ต้องการเพียงแค่เช็กอินในโลเคชั่นเก๋ๆ อย่างสระว่ายน้ำแบบไร้ขอบหรือเตียงขนาดคิงไซส์ แต่พวกเขาต้องการสัมผัสประสบการณ์แปลกใหม่ไม่เหมือนใครเพื่อนำไปโพสแชร์บนโลกออนไลน์ได้ เราตระหนักดีว่าเหล่านักเดินทางต้องการช่วงเวลาในวันหยุดที่น่าจดจำและคลาสออกกำลังกายแบบเมอร์เมดนี้ คือคำตอบที่ใช่ที่สุด จะมีสักกี่ครั้งในชีวิตที่คุณจะสามารถสะบัดครีบและว่ายน้ำได้เหมือนกับเอเรียล คุณพร้อมแล้วหรือยังที่จะเข้าร่วมคลาสเรียนอันแสนวิเศษซึ่งเหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบความสนุกและได้ลองทำกิจกรรมที่แปลกใหม่ไปจากเดิม #Mermazing”

 ท่านสามารถชมตัวอย่างวีดีโอคลาสเรียนได้จาก Hotels.com โดยมี Merman Chris เงือกชายที่มาพร้อมครีบสีทองผู้โด่งดังในอินสตาแกรมจากทะเลทางตอนเหนือซึ่งเมอแมนคริสได้กล่าวว่า “นี่คือฝันที่เป็นจริงที่จะได้ดำดิ่งลงสู่ใต้พื้นน้ำ ด้วยความร่วมมือล่าสุดกับ Hotels.com เพื่อแบ่งปันความลับของโลกใต้ท้องทะเลไปด้วยกัน การเป็นเมอร์แมน (เงือกชาย) นั้นเป็นชีวิตที่น่ามหัศจรรย์ก็จริงแต่มันก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเราต้องคอยดูแลรักษารูปร่างให้พร้อมอยู่ตลอดทุกเมื่อ เพื่อที่จะได้มีแรงในการดำดิ่งใต้ผืนน้ำและสามารถโพสท่าให้ดูสง่างามบนโขดหินในทุกๆ เวลา ด้วยการออกกำลังกายแบบเงือกที่เหมาะสมนั่นเอง คลาสเรียนนี้ได้ออกแบบครีบให้ทุกท่านได้สวมใส่ซึ่งได้รับการรับรองโดยตัวผมเอง และทำให้ผมรู้สึกเหมือนเป็นปลาตัวน้อยที่มีความสุขที่สุดเมื่อได้รับรู้ว่าผู้คนจากทั่วโลกมีโอกาสที่จะได้สวมใส่ครีบและมาแหวกกว่ายผืนน้ำร่วมกันไปกับพวกเรา”

เมื่อพูดถึงเรื่องการวางแผนไปเที่ยวในช่วงวันหยุด นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มองหาสถานที่ใหม่ที่ใดสักที่หนึ่งที่พวกเขายังไม่เคยไปเยือน นอกจากนี้ครึ่งหนึ่งของผู้ที่ได้ตอบแบบสอบถาม ต้องการที่จะลองทำกิจกรรมใหม่ๆ ที่คาดไม่ถึง เช่น การออกกำลังกายแบบเงือกน้อย (Mermaid Workout) อิทธิพลจากกระแสวัฒนธรรมสมัยนิยมยังมีบทบาทสำคัญในการตัดสินใจเดินทางของนักท่องเที่ยว เช่น ภาพยนตร์และเรื่องราวในแวดวงบันเทิงและมากกว่า 1 ใน 4 ของนักท่องเที่ยว อยากไปเที่ยวที่ใดสักที่หนึ่ง ซึ่งพวกเขาคิดว่าอาจจะได้พบกับเงือกจริงๆ

สิ่งที่่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งก็คือ นักท่องเที่ยวชาวไทยเชื่อว่า หากเงือกมีอยู่จริง เงือกเหล่านั้นน่าจะอยู่ในประเทศไทยนี่เอง!  นอกจากนี้ 1 ใน 4 ของนักท่องเที่ยวผู้หญิงต้องการถ่ายรูปตัวเองเป็นนางเงือกแล้วโพสบนโซเชียลมีเดีย และทั้งชายและหญิง  คิดว่าการออกกำลังกายแบบเมอร์เมดจะเป็นเทรนด์ออกกำลังกายยอดฮิตต่อไปในอนาคต

คลาสออกกำลังกายเมอร์เมดสุดพิเศษ**จาก Hotels.com จะเริ่มขึ้นในเดือนกันยายนนี้ที่โรงแรมในสเปน ญี่ปุ่นและเม็กซิโก ณ โรงแรม Zafiro Palace Palmanova ในเกาะมายอร์ก้า ระหว่างวันที่ 20 – 22 กันยายน โรงแรมคานูฉะ เบย์ โฮเทลส์ แอนด์ วิลลาส์ (Kanucha Bay Hotels & Villas) ในโอกินาวะ ประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 17 – 21 กันยายน และโรงแรม Camino Real Polanco Mexico ในเม็กซิโกซิตี ตั้งแต่วันที่ 1, 8 ,15 และ 22 กันยายน

 นักท่องเที่ยวที่หลงรักโลกใต้ท้องทะเลพร้อมแล้วหรือยังที่จะแหวกว่ายไปพร้อมกับเรา เพียงเข้าไปที่ Hotels.com


Porsche Cayman GT4 Clubsport รถแข่งต้นแบบสำหรับทางวิบากจาก ‘ปอร์เช่’

‘ปอร์เช่’ เผยโครงการพัฒนารถสปอร์ตสายพันธุ์ล่าสุดเพื่อลงสนามทดสอบในรายการแรลลี่สุดทรหด ‘ADAC Rallye Deutschland’ ที่จัดขึ้นในช่วงเดือนสิงหาคม 2018 รถต้นแบบคันนี้มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า ‘ปอร์เช่ เคย์แมน จีที4 คลับสปอร์ต’ (Porsche Cayman GT4 Clubsport) ซึ่งพร้อมแล้วสำหรับการตะลุย เส้นทางทุรกันดารอันหฤโหด

โครงการพัฒนายอดรถยนต์สายพันธ์โหดในครั้งนี้ ปอร์เช่ต้องการใช้รถต้นแบบคันนี้เป็นแนวทางในการสร้างสรรค์รถแข่งระดับ FIA R-GT ซึ่งมีพื้นฐานใกล้เคียงกับรถสปอร์ตทางเรียบรุ่น GT จากสายการผลิตปกติให้ได้มากที่สุด รถแข่งต้นแบบคันนี้จะถูกทดสอบภายใต้สภาพแวดล้อมเหมือนเส้นทางการแข่งขันจริง ทั้งนี้โครงการดังกล่าวมีโอกาสที่จะได้รับการพิจารณาเพื่อพัฒนาต่อเนื่องจนกระทั่งกลายเป็นรถแข่งแรลลี่สำหรับรองรับความต้องการของกลุ่มลูกค้าผู้รักการขับขี่สไตล์วิบากหรือแม้แต่นำไปแข่งขันในรายการแรลลี่ต่างๆ

นักแข่งรถยนต์สังกัดทีมโรงงานปอร์เช่ ผู้รับบทบาทหน้าที่ในการขับรถทดสอบ คือ Romain Dumas (ชาวฝรั่งเศส) หนึ่งในนักแข่งที่ได้รับการยอมรับว่ามีทักษะการขับขี่ยอดเยี่ยมและครบเครื่องที่สุดในโลกของกีฬาความเร็วระดับสากล

ตลอดระยะเวลากว่า 12 ปีในชีวิตนักแข่งเจ้าของตำแหน่งชนะเลิศรายการ Le Mans เขาลงแข่งขันแรลลี่มาแล้วทั่วทุกมุม โลกด้วยทีมแข่งของตนเอง นอกจากนี้ Dumas ยังเคยได้รับชัยชนะในรายการแข่งรถขับขึ้นเขาระดับตำนาน Pikes Peak ถึง 4 สมัย และเป็นเจ้าของสถิติเวลาเร็วที่สุดอีกด้วย


นอกจาก Romain Dumas งานนี้ยังมี 2 สุดยอดนักขับอย่าง Richard Lietz (ชาวออสเตรีย) และ Timo Bernhard (ชาวเยอรมัน) ซึ่งเป็นนักแข่งสังกัดโรงงานปอร์เช่ และมีประสบการณ์ในการแข่งขันแรลลี่มาแล้วทั้งคู่ ที่จะมาร่วมเป็นนักขับในโครงการพัฒนารถแข่งต้นแบบ เคย์แมน จีที4 คลับสปอร์ตอีกด้วย


Porsche Cayman GT4 Clubsport ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อลงสนามแข่งขันในรายการระดับ clubsport หลากหลายรายการทั่วโลก เริ่มต้นตั้งแต่ฤดูกาล 2016 รถคันนี้ได้รับการติดตั้งเครื่องยนต์ 6 สูบนอนวางกลาง ขนาดความจุ 3.8 ลิตร ให้แรงม้าสูงสุดถึง 385 แรงม้า พร้อมถ่ายทอดพละกำลังขับเคลื่อนด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติคลัทช์คู่ PDK สามารถเปลี่ยนเกียร์ด้วย Paddle shift ที่พวงมาลัย และเป็นระบบขับเคลื่อนล้อหลัง เหมาะสำหรับการแข่งขันแรลลี่ทางวิบาก

รถคันนี้ได้รับการติดตั้งแผ่นโลหะปิดใต้ท้อง รวมทั้งเสริมวัสดุโฟมสังเคราะห์ดูดซับแรงกระแทกเพื่อป้องกันความเสียหายภายในแผงประตูลักษณะเดียวกัน กับรถแข่งรายการแรลลี่ WRC


“เรากำลังรอคอยอย่างใจจดใจจ่อถึงกระแสการตอบรับของ วงการแรลลี่โลกที่มีต่อรถแข่ง FIA R-GT คันต้นแบบของเรา และอยากจะเชิญชวนนักแข่งทุกท่านและเจ้าของทีมแข่งทุกทีมที่มีความสนใจในโครงการครั้งนี้ เข้ามาเยี่ยมชม service park พร้อมสัมผัสรถแข่งแรลลี่ต้นแบบคันนี้อย่างใกล้ชิด ซึ่งทุกความคิดเห็นจะมีความหมายต่อการพัฒนาในอนาคต และทุกๆ เสียงจะถูกนำไปพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วนภายในสิ้นปีนี้ เพื่อประกอบการตัดสินใจลงมือเดินหน้าพัฒนาโครงการรถแข่งแรลลี่ระดับมาตรฐานโดยสร้างขึ้นจากยนตกรรม
ปอร์เช่รุ่นอื่นที่กำลังจะตามมาในอนาคต”Dr. Frank-Steffen Walliser รองประธานกรรมการผู้รับผิดชอบส่วนงานมอเตอร์ สปอร์ตและรถยนต์รุ่น GT ของปอร์เช่


‘ฮอนด้า’ จัดอบรมขับขี่ปลอดภัยให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจพลขับรถยนต์ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4

นายพิทักษ์ พฤทธิสาริกร (ที่ 8 จากขวา) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารปฏิบัติการ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกับ พล.ต.ต.เอกรักษ์ ลิ้มสังกาศ (ที่ 7 จากขวา) ผู้บังคับการตำรวจสันติบาล 3 และ พ.ต.อ.อรรถชาย อรรถตราสิงห์ (ที่ 6 จากขวา) ผู้กำกับการ 6 กองบังคับการตำรวจสันติบาล 3 จัดการอบรมโครงการพัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่ตำรวจพลขับรถยนต์ ภารกิจถวายความปลอดภัย ให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจพลขับรถยนต์กองกำกับการ 6 กองการบังคับการตำรวจสันติบาล 3

โครงการนี้ได้จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 นับตั้งแต่ปี 2557 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มพูนทักษะความรู้ด้านกฏหมายจราจร รวมถึงอบรมทักษะเชิงเทคนิคในการควบคุมรถยนต์ในสถานการณ์ต่างๆ เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจในการปฏิบัติงาน ภารกิจถวายความปลอดภัยบุคคลสำคัญ และภารกิจอื่นๆตามที่ได้รับมอบหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ณ ศูนย์ฝึกขับขี่ปลอดภัยฮอนด้า กรุงเทพฯ (ถนนรามคำแหง)


Privacy Preference Center