‘Porsche 919 Hybrid Evo’ กับการรวมทีมนักแข่งระดับตำนานบนสนาม ‘Nürburgring Nordschleife’
ในรายการแข่งขันรถยนต์ ทางเรียบ Nürburgring 24 ชั่วโมง ‘ปอร์เช่’ ได้สร้างความตื่นตาตื่นใจให้แก่บรรดาแฟนๆ ในสนามกว่า 200,000 ชีวิต ด้วยคู่นักแข่งระดับตำนาน: Timo Bernhard และ Hans-Joachim Stuck 2 นักแข่งมากฝีมือที่ได้รับเกียรติ ให้ขับรถแข่งปอร์เช่ 919 ไฮบริด อีโว และปอร์เช่ 956 ซี บนเส้นทางของสนามแข่งที่ยิ่งใหญ่ อันมีชื่อเสียงมาอย่างยาวนาน Nordschleife หรือที่คนทั่วไปรู้จักในนาม ‘Northern Loop’

รถแข่ง ปอร์เช่ 919 ไฮบริด คือยนตรกรรมสายพันธุ์แรง มีตำแหน่งแชมป์รายการ Le Mans และแชมป์รายการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบ FIA World Endurance Championship เป็นเครื่องการันตี นับตั้งแต่ฤดูกาล 2015 ถึง 2017 สืบทอดความเกรียงไกรของรถแข่งรุ่นโปรโตไทป์ในอดีตอย่าง ปอร์เช่ 956 ซี ซึ่งเคยคว้าแชมป์ overall มาแล้วในรายการแข่งขัน World Sportscar Championship ช่วงระหว่างปี 1982 ถึง 1984 และยังเป็นเจ้าของสถิติ ความเร็วต่อรอบสูงสุดบนสนาม Nordschleife จนถึงปัจจุบัน

การวิ่งบนเส้นทาง Nordschleife ในครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกของรถแข่ง ปอร์เช่ 919 อีโว ที่ปรากฎตัวต่อสายตาสาธาณชน ทั้งนี้ปอร์เช่เพิ่งทำลายสถิติระยะเวลาต่อรอบที่เร็วที่สุดบนสนาม Spa-Francorchamps ไป เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2018 ที่ผ่านมา จากฝีมือการขับของ Neel Jani (สวิสเซอร์แลนด์) นักแข่งทีมโรงงาน

ซึ่งเวลาที่ Neel Jani ทำได้ภายในระยะทาง 7.004 กิโลเมตร ในเวลา 1:41.770 นาที การขับขี่ของเขาในรอบสนามนี้เร็วกว่าที่รถแข่ง Formula One เคยทำได้ ทำลายสถิติก่อนหน้าลงอย่างราบคาบด้วยเวลา ที่เร็วกว่า 0.783 วินาที จากฝีมือของ Lewis Hamilton (สหราชอาณาจักร) ในรถแข่ง Mercedes F1 W07 Hybrid

ผลจากเวลาที่ทำได้ทำให้ Neel Jani คว้าอันดับโพลไปในการแข่งขันรถยนต์สูตรหนึ่งของสนามนี้เมื่อฤดูกาลที่แล้ว สำหรับการโชว์ตัวที่ Nordschleife นับเป็นจุดหมายลำดับที่ 2 ของกิจกรรม ‘919 Tribute Tour’ อย่างไรก็ตาม งานนี้ไม่ต้องอาศัยนาฬิกาจับเวลาเข้ามาตัดสินความเหนือชั้นของรถแข่งทั้ง 2 คัน การขับขี่รอบสนามจะดำเนินไปด้วย การนำของรถ safety car เป็นการวิ่งผ่านจุดปล่อยตัวและเส้นชัยในลักษณะเดียวกับเส้นทางที่ใช้ในการแข่งขันรายการ 24 ชั่วโมง

ทีมแข่งปอร์เช่ รวมทั้ง Timo Bernhard และ Hans-Joachim Stuck พร้อมด้วย รถแข่งทั้ง 2 คันล้วนมีความคุ้นเคย และใกล้ ชิดกับสนาม Nürburgring และเส้นทาง Nordschleife เป็นอย่างดี
Timo Bernhard นักขับรถแข่งมืออาชีพชาวเยอรมัน วัย 37 ปี คือหนึ่งในยอดฝีมือผู้ครองตำแหน่งแชมป์ รายการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบ FIA World Endurance และในระหว่างการแข่งขันฤดูกาล 2017 เขายังสามารถเอาชนะ รายการ Le Mans 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ยังคว้าชัยในตำแหน่งชนะเลิศเป็นรายการที่ 3 จากการแข่งขัน Nüburgring 6 ชั่วโมง รวมทั้งความสำเร็จในอีกหลายรายการในฤดูกาล 2015 และ 2016 จากการประจำการหลังพวงมาลัย ของรถแข่งปอร์เช่ 919 ไฮบริด ผลงานอันยอดเยี่ยมอื่นๆ ที่เขาสั่งสมไว้ได้แก่การคว้า อันดับหนึ่งได้ถึง 5 ครั้งจากการแข่งขันรายการ Nürburgring 24 ชั่วโมง ภายใต้สังกัดทีมแข่งปอร์เช่ซึ่งเป็นสถิติผู้ชนะเลิศสูงสุดประจำรายการฤดูกาล 2018 นี้ เขาลงมือสร้างทีมแข่งของตนเองขึ้นมา โดยใช้ชื่อทีมว่า Team75 Bernhard เข้าร่วมการประลองความเร็วในระดับนานาชาติด้วยรถแข่งปอร์เช่ 911 จีที 3 อาร์

สำหรับฤดูกาลแข่งขันปัจจุบัน Bernhard ในฐานะนักขับทีมโรงงานปอร์เช่ ซึ่งเขาได้ผันตัวเองเข้าลงชิงชัยในการแข่งรุ่น GT Masters และรุ่น GTE ของรายการ Le Mans ได้กล่าวไว้ว่า “Nordschleife เปรียบได้กับสนามหลังบ้านของผม ในวัยเด็กผมเคยท่องเที่ยวไปทั่วเทือกเขา Eifel พร้อมกับคุณพ่อ ไม่มีสนามแข่งแห่งใดจะเสมอเหมือนถนนที่เต็มไปด้วยความคดโค้งเป็นระยะทางมากกว่า 20 กิโลเมตรของที่นี่” นอกจากนี้ Timo Bernhard ยังได้กล่าวระลึกถึงความยิ่งใหญ่ของ Stefan Bellof อีกหนึ่งตำนานนักขับผู้ซึ่งเสียชีวิตในสนาม Spa ในปี 1985

“ฝีไม้ลายมือที่ยอดเยี่ยมของ Stefan Bellof นั้น ไม่ใช่สิ่งเดียวของเขาที่ผมประทับใจ Stefan Bellof เป็นบุคคลที่ยอดเยี่ยมอย่างแท้จริง ไม่ว่าใครก็ตามที่ได้รู้จักกับเขา จะต้องอดไม่ได้ที่จะเลื่อมใสศรัทธาในตัวเขา การขับบนเส้นทาง Nordschleife อันเป็นสถิติที่ยังไม่มีใครสามารถทำได้ในปี 1983 นั้นเป็นเรื่องมหัศจรรย์ ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของประวัติความเป็นมาของรถแข่งปอร์เช่ 956 ซี พร้อมๆ กับรถแข่งปอร์เช่ 919 อีโว”
วันที่ 28 พฤษภาคม 1983 ในระหว่างการฝึกซ้อมเพื่อเตรียมตัวเข้าร่วมแข่งขันรายการระยะยาว 1000 กิโลเมตร Bellof ขับรถแข่งรอบสนามความยาวรวม 20.835 กิโลเมตรในขณะนั้น ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือตัวเลขความเร็วเฉลี่ยมากกว่า 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ด้วยพละกำลังที่ได้จากเครื่องยนต์ 6 สูบนอน ขนาดความจุ 2,649 ซีซี พร้อมระบบอัดอากาศเทอร์โบ ชาร์จคู่ ขุมพลังที่ประจำการอยู่ในปอร์เช่ 956 ซี ให้กำลังสูงสุดถึง 620 แรงม้า ในการแข่งขันครั้งนั้น Bellof ได้ขึ้นเป็นผู้นำจนกระทั่งเกิดอุบัติเหตุอย่างรุนแรงในบริเวณที่มีชื่อว่า ‘Pflanzgarten’ แต่เขาสามารถเดินออกมาจากสนามโดยไม่มีอาการบาดเจ็บใดๆ ทั้งสิ้น 1 ปีหลังจากนั้นในฤดูกาล 1984 เขากลับมาล้างตาได้เป็นผลสำเร็จ ด้วยการเอาชนะการแข่งขัน Nürburgring 1000 กิโลเมตร โดยเป็นการขับขี่ร่วมกับเพื่อน นักแข่งชาวอังกฤษ Derek Bell ในรถแข่งปอร์เช่ Rothmans 956 C

ในช่วงการแข่งขัน World Endurance Championship ฤดูกาล 1984 นั้น มีครั้งหนึ่งที่ Stefan Bellof ได้ขับรถแข่ง ‘ปอร์เช่ 956’ ร่วมกับนักขับชาวเยอรมันที่มีนามว่า Hans-Joachim Stuck ถึงแม้ว่าการลงสนามครั้งนั้น ตัวรถจะเกิดความเสียหายจากการขับขี่ของ Stuck และจำเป็นต้องได้รับการซ่อมแซม แต่ทั้งคู่กลับสามารถเอาชนะ ในรายการ Imola 1000-กิโลเมตรได้ “การแข่งที่อิตาลีในวันนั้นมีความสำคัญต่อผมอย่างมาก”

Stuck ในวัย 67 ปี กล่าวย้อนรำลึกถึงอดีต “ในขณะนั้นตัวผมเองยังไม่คุ้นเคยกับรถแข่งปอร์เช่ 956 (Porsche 956) และเป็น Stefan ที่ช่วยแนะนำผมถึงวิธีการขับรถสุดพิเศษคันนี้ ในวันที่ผมเข้าร่วมกับทีมแข่งปอร์เช่ เป็นวันที่ผมได้เข้าใจอย่างแจ่มแจ้งว่า เพราะเหตุใดรถแข่งคันนี้ถึงไร้คู่ต่อกร คุณไม่เคยต้องกังวลเรื่องประสิทธิภาพของเกียร์ ระบบเบรกทำงานได้อย่างสุดยอด และต้องยกประโยชน์ให้ตัวรถที่สร้างแรงกดระดับมหาศาล คุณสามารถขับรถคันนี้เข้า โค้งได้ด้วยความเร็วสูงมากจนไม่น่าเชื่อ ราวกับว่ารถคันนี้ถูกยึดติดกับพื้นถนนก็ว่าได้ สำหรับผมมันเป็นประสบการณ์ และโอกาสที่ดีระดับ world-class เมื่อได้ขับปอร์เช่ 956 บน Nordschleife อีกครั้ง และเป็นความรู้สึกที่ยากจะเอ่ยออกมาเป็นคำพูด”

นอกจากความสำเร็จมากมายที่ Stuck ได้สร้างเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นการคว้าชัยชนะ 2 ฤดูกาลในรุ่น overall ที่ Le Mans เมื่อปี 1986 และ 1987 ด้วยการขับขี่ปอร์เช่ 962 C รถแข่งผู้สืบทอดตำนานของปอร์เช่ 956 เขายัง สามารถเอาชนะในรายการ Nürburgring 24 ชั่วโมง อีก 3 สมัย ในขณะที่เป็นนักแข่งในสังกัดทีม BMW

ทั้งนี้รถแข่งปอร์เช่ 956 ซี คันที่ Stuck ขับโชว์รอบสนาม Nürburgring มีหมายเลขตัวถัง 005 เคยเป็นรถแข่งคู่ใจของ Jacky Ickx (เบลเยี่ยม) และ Jochen Mass (เยอรมัน) โดยเขาทั้งคู่ขับขี่รถคันดังกล่าว เข้าร่วมการแข่งขันรายการ world championship ในฤดูกาล 1984 หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมหน้ารถถึงเปลี่ยนจากคำว่า ‘Rothmans’ มาเป็นคำว่า ‘RACING’ ด้วยเหตุผลเชิงพาณิชย์คำว่า Rothmans ซึ่งเป็นยี่ห้อบุหรี่จึงไม่สามารถเอามาทำโฆษณาได้ในปัจจุบันจึงปลี่ยนเป็นคำว่า ‘Racing’ แทน

เช่นเดียวกับ 956 ปอร์เช่ 919 ไฮบริด คือรถแข่งสมรรถนะสูงที่เปี่ยมไปด้วย นวัตกรรมล้ำสมัยที่สุดในช่วงเวลาที่มันโลดแล่นอยู่บนสนาม ความสำเร็จของรถแข่ง คลาส 1 Le Mans Prototype เกิดขึ้น หลังการเข้าร่วมประลองความเร็วในรายการ FIA WEC ตั้งแต่ฤดูกาล 2014 จวบจนกระทั่งหน้าที่ของมัน ถูกยุติลงเมื่อสิ้นสุดฤดูกาล 2017

รถแข่งคันนี้ได้รับการติดตั้งเครื่องยนต์เทอร์โบชาร์จ V4 ที่มีขนาดความจุกระบอกสูบเพียง 2.0 ลิตร พร้อมระบบชาร์จพลังงานแปรผันที่แตกต่างกันถึง 2 รูปแบบ หนึ่งคือ พลังงานไฟฟ้าที่ได้จากระบบ เบรกของเพลาคู่หน้า และ 2 คือพลังงานไฟฟ้าที่ได้จากการระบายไอเสียไปหมุนกังหันเทอร์ไบน์ด้วยความเร็วสูงกว่า 130,000 รอบต่อนาที พลังงานจาก 2 ระบบดังกล่าวจะได้รับการเก็บสะสมไว้ชั่วคราวในแบตเตอรี่ liquid-cooled lithium ion เครื่องยนต์สันดาปภายในรับหน้าที่ขับเคลื่อนเพลาคู่หลัง ในขณะที่ชุดมอเตอร์ไฟฟ้าประสิทธิภาพสูงรับบทบาทขับเคลื่อนเพลาคู่หน้า นั้นหมายความว่ารถแข่งปอร์เช่ 919 ไฮบริด สามารถเร่งออกตัวได้อย่างเหนือชั้นด้วยระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ four-wheel drive และได้รับพลังงานย้อนกลับส่วนหนึ่งจากการทำงาน ของระบบระบายไอเสีย

สำหรับการเตรียมพร้อมเพื่อทำลายสถิติความเร็วในครั้งนี้ ปอร์เช่ใช้พื้นฐานจากตัวรถที่คว้าแชมป์โลกในฤดูกาล 2017 ปรับแต่งเพิ่มเติมด้วยแนวทางการพัฒนาที่จัดเตรียมไว้เพื่อรถที่จะลงแข่งขันในรายการ 2018 WEC แต่ยังไม่ได้ใช้จริง เนื่องจากการถอนตัวจากรายการดังกล่าวหลังจากเสร็จสิ้นฤดูกาล 2017 นอกเหนือจากนี้คืออุปกรณ์เพิ่มเติมด้านอากาศ พลศาสตร์ที่ผลิตขึ้นใหม่
RELIVE THE 90S WITH TOMMY JEANS’ NEW COLLECTION
โดย Tommy Jeans 5.0 ที่เข้ามาวาจำหน่ายก็จะประกอบไปด้วยเสื้อแจ็คเก็ต ’90’s Track Jacket’ , เสื้อแจ็คเก็ต 90’s Sailing Jacket , เสื้อโปโลแขนยาว ‘Blocked Rugby’ , เสื้อสเวตเตอร์แขนยาว ‘Sailing Logo Crewneck’, ฯลฯ ใครชื่นชอบเสื้อผ้าที่มาจากยุค 90’s แต่ละคอลเลคชั่นที่ทำออกมาจะผลิตแค่ครั้งเดียวในจำนวนจำกัด ไม่มีการผลิตออกมาอีก เพราะฉะนั้นไม่ควรพลาด
Tommy Jeans 5.0 Sailing Gear วางจำหน่ายแล้ว ที่ 24Kilates Bangkok ทุกสาขา


‘AMA’ ทุ่ม 60 ล้านเปิด ‘C55 EVENTS’ พุ่งเป้าอันดับหนึ่งผู้จัดอีเว้นท์กีฬาที่ได้มาตรฐานระดับโลก

บริษัท แอคทีฟ แมเนจเม้นท์ เอเชีย จำกัด (AMA) ผู้บุกเบิกตลาด Outdoor Sports Event ในประเทศไทย จัดงานแถลงข่าวเปิดประสบการณ์ใหม่ “C55 EVENTS” โดย ผู้บริหารมากความสามารถ คุณรุจิพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ Executive Vice President C55 EVENTS งานครั้งนี้จัดขึ้นภายในแนวคิด “The Path To Awesomeness” เปิดประสบการณ์ใหม่ พร้อมจะพาคุณไปสู่ “ตัวเอง” ในเวอร์ชั่นใหม่ที่ดีกว่าเดิม
ภายในงานพบกับ Race Simulation การจำลองงานการแข่งขันเสมือนจริงทั้ง 4 งาน โดยบรรยากาศภายในงานมีเซเลบริตี้ชื่อดังของเมืองไทยผู้รักการออกกำลังกายมาร่วมพูดคุย อาทิ คุณหลุยส์ สก๊อต และคุณนุ่น รมิดา ประภาสโนบล ร่วมด้วยสปอร์ต บล็อกเกอร์ ผู้หลงใหลการแข่งขันกีฬากลางแจ้ง คุณมาร์ค แอ็บบอท และ คุณเจนนีน แคมเบลล์ ผู้จัดการทั่วไป C55 EVENTS พร้อมทั้งได้รับเกียรติจาก คุณขวัญแก้ว ศิริจินดา ผู้อำนวยการกลุ่มงานการส่งเสริมธุรกิจฝ่ายการตลาด บริษัทเซ็นทรัลพัฒนาจำกัด, คุณประภาส ทองสุข รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สื่อสารองค์กร ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) และ คุณศิไท วัชโรทัย ผู้บริหารองค์กรความรู้ 2 บริษัท สิงห์คอร์เปอร์เรชั่น จำกัด ผู้สนับสนุนมาร่วมงานในครั้งนี้

C55 EVENTS นี้ไม่ได้เป็นการเกิดแบรนด์ใหม่ที่สร้างมาจากศูนย์ แต่ C55 EVENTS เป็นพัฒนาการก้าวใหม่ในนาม Active Management Asia ซึ่ง C55 EVENTS นั้นเกิดจากการผสมผสานเอาประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญในการจัดงาน outdoor sport events นานกว่า 10 ปี มาผนวกกับเทคโนโลยี และ innovation ใหม่ ๆ ที่จะตอบโจทย์การใช้ชีวิต Active Lifestyle ในยุคดิจิตอล รวมไปถึงการผสมผสาน Passion ส่วนตัว และของทีมงานที่เป็นคนชอบออกกำลังกาย และรักการแข่งขันกีฬากลางแจ้ง และเราได้เห็นการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกมากมายกับการที่มีกีฬาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต

เป้าหมายใหญ่ต่อจากนี้คือการสร้าง C55 EVENTS ให้เป็น Active Lifestyle Brand ที่ส่งมอบประสบการณ์ในการแข่งขัน และร่วมกิจกรรมอีเว้นท์กีฬาให้กับคนทุกกลุ่ม ทุกวัย ทุกระดับฝีมือ หรือแม้แต่คนพิการ ได้หันมาลองเข้าร่วมการแข่งขันกีฬา และไม่ได้รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องน่ากลัวจนเกินความสามารถ ซึ่งเชื่อได้ว่าทุกคนจะสนุกกับการท้าทายตัวเอง และจะเห็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าอัศจรรย์ในชีวิต

จากประสบการณ์ในการจัดอีเว้นท์กีฬาระดับประเทศมาอย่างโชกโชน ทำให้ C55 EVENTS สามารถตอบโจทย์เรื่องการบริหารจัดการอีเว้นท์กีฬากลางแจ้งได้อย่างครบวงจร ตั้งแต่การลงพื้นที่สำรวจเส้นทางเพื่อความปลอดภัยสูงสุดของผู้เข้าร่วมกิจกรรม การประชาสัมพันธ์ครอบคลุมไปถึงระบบลงทะเบียนที่ทันสมัยตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคดิจิตัล


ทั้งหมดนี้ทำให้ C55 EVENTS สามารถบริหารจัดการได้ทุกรูปแบบกิจกรรม ไม่ว่าจะเป็น งานวิ่ง งานไตรกีฬา, วิ่ง ว่าย พาย ปั่น ในแบบ Adventure, หรือวิ่งฝ่าด่าน Obstacle Race เรียกว่าเราเป็น One Stop Service ได้ตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนการจัดงาน ส่งผลให้งานมีความปลอดภัย สนุก และสะดวกสบาย นอกจากนั้นยังผนวกเอาบริการ Hospitality เข้ามา และนำ innovation ด้าน digital มาช่วยเสริมเรื่องความทันสมัยในกระบวนการขั้นตอนต่างๆ

และในปี 2018 ทางC55 EVENTS จะมีอีเว้นท์ที่เป็น SIGNATURE ทั้งหมด 4 งานคือ
- TRIIB CITY OBSTACLE ที่เซ็นทรัลเวิลด์
- PATTANA TRIATHLON 2018 ซึ่งจะมีฟอร์แมทการแข่งขันไตรกีฬาเด็ก KIDS TRIATHLON และ TRIATHLON LONG COURSE การแข่งขันไตรกีฬาระยะไกล
- BIKE CHALLENGE RATCHABURI 2018
- XTERRA NONG YAI TRAIL RUN 2018

C55 EVENTS ยังได้รับความไว้วางใจจากสถาบันทางการเงินอย่าง ธนาคาร CIMB THAI เพื่อจัดงานแข่งขันไตรกีฬา CIMB THAI TRIATHLON FOR ASEAN DAY 2018 ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 5 สิงหาคม 2561 ณ พัฒนา กอล์ฟ คลับ แอนด์ รีสอร์ท ศรีราชา “ด้วยประสบการณ์และพัฒนาการในทุก ๆ ด้านของ C55 EVENTS ธนาคารจึงเชื่อมั่นว่าเราจะสามารถส่งมอบการบริการและบริหารการแข่งขันได้อย่างสมบูรณ์แบบ” คุณประภาส ทองสุข รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สื่อสารองค์กร ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) กล่าว
สามารถติดตามข่าวสารข้อมูลการจัดกิจกรรมแข่งขัน และสมัครได้ที่
Website: www.C55EVENTS.com
Facebook: c55events
IG: C55events
นิสสัน “เทอร์รา” รถเอสยูวีแบบตัวถังบนแชสซีส์รุ่นใหม่ล่าสุด เริ่มจำหน่ายแล้วในประเทศฟิลิปปินส์
นิสสัน เทอร์รา ใหม่ มาพร้อมเครื่องยนต์สมรรถนะสูง ห้องโดยสารกว้างขวางสะดวกสบาย และเทคโนโลยีอันทันสมัย เพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถเดินทางไปทุกที่ได้อย่างมั่นใจ นิสสัน เทอร์รา ใหม่ พัฒนาต่อยอดจากความสำเร็จของนิสสัน เอสยูวีที่ยาวนานกว่า 60 ปี เช่น นิสสัน เพโทร (Nissan Patrol) ที่ได้รับความนิยมจากลูกค้ามากที่สุด นิสสัน ออกแบบให้ “เทอร์รา ใหม่ มีความแข็งแกร่งรองรับทุกภารกิจการใช้งานในชีวิตประจำวันอย่างมั่นใจ

นิสสัน เทอร์ราใหม่ พร้อมตอบสนองความต้องการของลูกค้ากลุ่มเอสยูวีขนาดกลาง และลูกค้าที่กำลังมองหารถยนต์รุ่นใหม่ในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเซกเมนท์ของรถเอสยูวียังคงมียอดขายอยู่ในสามอันดับแรกในตลาด และถือเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของภูมิภาคนี้ นิสสัน เทอร์รา ใหม่ จะใช้ฐานการผลิตในประเทศไทยเพื่อจำหน่ายในประเทศ และส่งออกสู่ตลาดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

นิสสัน เทอร์รา ใหม่ ตั้งชื่อตามภาษาละติน แปลว่า “โลก” (Earth) ได้รับการเปิดตัวสู่ภูมิภาคนี้เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ในพื้นที่ราบที่ตั้งอยู่ระหว่างภูเขาไฟอันสูงตระหง่าน ของเมืองคลาร์ก ประเทศฟิลิปปินส์ นับเป็นตลาดลำดับที่สองในโลก หลังจากนิสสันเปิดตัวเทอร์ราเป็นครั้งแรกในประเทศจีนเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา
นิสสัน เทอร์รา ใหม่ พัฒนาบนแชสซีส์อเนกประสงค์แบบขั้นบันไดซึ่งทำให้ตัวถังเหนียวแน่น และแข็งแกร่งยิ่งขึ้น เหมาะกับการขับขี่บนทางแบบออฟโรด ระบบกันสะเทือนด้านหลังเป็นแบบไฟว์-ลิงค์ คอยล์สปริง (five-link coil spring rear suspension system) และเพลาหลังที่มั่นคงแข็งแรง สร้างความมั่นใจว่าความสะดวกสบายและความนุ่มนวลที่มาพร้อมกับความทนทานและความแข็งแกร่งในฟิลิปปินส์ เครื่องยนต์ดีเซล YD25 มีสมรรถนะสูงสุด 190 แรงม้าและแรงบิดขนาด 450 นิวตันเมตร อัตราเร่งที่ดี และต่อเนื่องไม่เป็นรองใคร

นิสสัน เทอร์ราใหม่ยังโดดเด่นด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำหน้าเพื่อการขับขี่ที่ปลอดภัยยิ่งกว่า และมั่นใจยิ่งขึ้นด้วย ”นิสสัน อินเทลลิเจนท์ โมบิลิตี้” ประกอบด้วยระบบเตือนเมื่อรถออกนอกช่องทาง (Lane Departure Warning) ระบบเตือนจุดบอดกับจุดอับสายตา (Blind Spot Warning) และกล้องอัจฉริยะมองรอบทิศทาง (Intelligent Around View Monitor) พร้อมระบบตรวจจับและส่งสัญญาณเตือนวัตถุ และบุคคลที่เคลื่อนไหว (Moving Object Detection)

นิสสัน เทอร์ราเป็นรถเอสยูวีรุ่นแรกที่มาพร้อมกระจกมองหลังอัจฉริยะ (Smart Rear View Mirror) ช่วยให้ผู้ขับขี่มองเห็นทัศนวิสัยด้านหลัง โดยไม่มีการบดบังในห้องโดยสาร จากกล้องที่ติดตั้งอยู่ด้านหลังของรถ
เทคโนโลยีความปลอดภัย ยังมาพร้อมการควบคุมที่ดียิ่งขึ้นด้วยระบบ 4WD-DIFF หรือ ดิฟเฟอเรนเชียล-ล็อก 4 ล้อ และระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน (Hill Start Assist) รวมถึง ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน (Hill Descent Control) ที่ช่วยควบคุมความเร็วเมื่อขับขี่ลงในเส้นทางที่ลาดชัน

รถยนต์เอสยูวีรุ่นนื้คือ ยนตรกรรมที่สมบูรณ์แบบสำหรับภูมิภาคนี้ด้วยระยะความสูงจากพื้นถึงท้องรถถึง 225 มม. ช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดความเสียหายจากการขับขี่บนถนนขรุขระและเส้นทางที่ไม่ราบเรียบ รวมถึงในพื้นที่น้ำท่วมอีกด้วย
ส่วนพี่น้องชาวไทยแม้ว่าจากข่าวจะบอกว่ารถรุ่นนี้จะผลิตในบ้านเราแต่คงต้องอดใจรออีกสักพักก็จะได้ชมรถคันจริงๆ กันในเร็ววันนี้อย่างแน่นอน จากการสอบถามเพื่อนๆ สื่อที่ได้ไปเห็น นิสสัน ‘เทอร์รา’ คันจริงมาที่ประเทศฟิลิปปินส์บอกได้คำเดียวว่าสวยกว่าที่เห็นในรูปเยอะ…

อันเดอร์ อาร์เมอร์ มอบรางวัลแก่ นักกีฬาสุดแกร่งจากเวที Test of Will 2018 สังเวียนบททดสอบความฟิตสุดท้าทายแห่งปี
โดยปีนี้ Test of Will 2018 ได้รับการตอบรับจากหนุ่มสาวสุดแกร่งที่ขนพลังกายและพลังใจมาประลองความฟิตกันอย่างล้นหลาม และมีจำนวนผู้สมัครชายหญิงสนใจเข้าแข่งขันกว่า 1,000 คน สำหรับปีนี้พิเศษกว่าทุกปี เพราะ อันเดอร์ อาร์เมอร์ ได้แบ่งประเภทการแข่งขันชายหญิงเป็น 3 ช่วงกลุ่มอายุ ได้แก่ 18-34 ปี 35-44 ปี และ 45 ปีขึ้นไป โดยนักกีฬาสุดแกร่งผู้ชนะอันดับหนึ่ง Overall ฝ่ายชายได้แก่ ไรอัน ฟรายเยอร์ ชายแกร่งที่ทำคะแนนได้ทั้งหมด 224 คะแนน และพรรณนภา นิจจา อดีตแชมป์ฝ่ายหญิงของไทยเมื่อปี 2017 ที่กลับมาคว้าชัยชนะอีกครั้งในปีนี้ ด้วยคะแนนสูงถึง 218 คะแนน
จากผลคะแนน ผู้ชนะสุดแกร่งฝ่ายชายและหญิงทั้ง 9 คน ตามแต่ละช่วงอายุ เรียงลำดับจาก1-3 มีดังต่อไปนี้:
ชาย 18- 34 ปี ได้แก่ ไรอัน ฟรายเยอร์(ผู้ชนะ Overall ฝ่ายชาย)
ชาย 35-44 ปี ได้แก่ ทีราน มัตซูบาระ
และชาย 45 ปีขึ้นไป ได้แก่ ฟาน ศรีไตรรัตน์
หญิง 18- 34 ปี ได้แก่ ทิพย์นารา สุขชู
หญิง 35-44 ปี ได้แก่ พรรณนภา นิจจา (ผู้ชนะ Overall ฝ่ายหญิง)
และหญิง 45 ปีขึ้นไป ได้แก่ เมธาวี อิรวดีกุล
นอกจากรางวัลสุดพิเศษจากอันเดอร์ อาร์เมอร์ รวมมูลค่ากว่า 150,000 บาท แล้ว ปีนี้ BMW หนึ่งในผู้สนับสนุนหลักของ Test of Will 2018 ได้มอบจักรยาน BMW Cruise ให้กับแชมป์จากแต่ละประเภท ทั้งชายและหญิง รวม 6 คัน และ ผู้ที่ทำคะแนนได้สูงสุด 3 คนจากแต่ละกลุ่มอายุ ยังได้รับสิทธิ Test Drive รถยนต์ BMW X3 เป็นเวลา 1 สัปดาห์อีกด้วย
สามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ เฟสบุ๊ค Under Armour TH และ อินสตาแกรม @underarmourth

ฉลอง ’40ปี ไทยเร้นท์อะคาร์’ จับมือบัตรเครดิตธนาคารพันธมิตร เช่ารถทั้งทีแค่ 40 บาท

นายวิกรานต์ อมาตยกุล รองกรรมการผู้จัดการกลุ่มสายงานผลิตภัณฑ์และการตลาด บริษัท ไทยเร้นท์อะคาร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด เผยว่า “40ปี ไทยเร้นท์อะคาร์ เป็น 40ปี แห่งความทรงจำที่ดี ในปีนี้เพื่อฉลองครบรอบ 40ปี ไทยเร้นท์อะคาร์ และกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ อีกทั้งเพื่อเป็นการตอบแทนลูกค้าเราจึงมอบโปรโมชั่นรถเช่าราคาพิเศษกับแคมเปญ “40ปี ไทยเร้นท์อะคาร์ เช่ารถทั้งทีแค่ 40บาท” หลังจากเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมาได้รับกระแสการตอบรับจากลูกค้าบัตรเครดิตธนาคารออมสินอย่างท่วมท้นกันมาแล้ว ครั้งนี้ตลอดเดือนมิถุนายนเราจับมือ 5 บัตรเครดิตธนาคารพันธมิตร ได้แก่ ธนาคารกสิกรไทย, ธนาคารกรุงเทพ, ธนาคารกรุงศรีอยุธยา, บัตรเครดิตเคทีซี และ ธนาคารยูโอบี มอบรถเช่าราคาพิเศษวันละ 40 บาท ให้แก่ลูกค้าบัตรเครดิตธนาคารพันธมิตร 200 ท่านแรก

โดยสามารถเลือกรถเช่ารุ่นใด สาขาใดก็ได้ เช่าสูงสุดได้ถึง 5 วัน/สัญญา นอกจากการจัดทำโปรโมชั่นนี้เพื่อฉลอง 40ปี และขอบคุณลูกค้าแล้ว เราในฐานะรถเช่าของคนไทยหวังว่าจะช่วยขับเคลื่อนเศรฐกิจการท่องเที่ยวไทยให้คึกคัก โดยเราขอเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คนไทยหันออกมาเที่ยวเมืองไทยกันมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยการส่ง โปรโมชั่น รักเมืองไทย ที่ให้นักเดินทางทุกท่านได้เช่ารถในราคาสุดประหยัดเริ่มต้น 499 บาท/วัน ถึง 30 กันยายนนี้ และสำหรับลูกค้าไทยเร้นท์อะคาร์ที่เป็นเพื่อนกับเราใน Line@ เมื่อเช่ารถที่ไทยเร้นท์อะคาร์วันนี้ สามารถสะสมแต้มผ่าน Line@ Coupon เพื่อรับของขวัญจากเราอีกมากมายครับ”

ทั้งนี้ นายวิกรานต์ อมาตยกุล ยังได้กล่าวเสริมถึงบริการรถเช่าระยะยาวเพื่อองกรค์ของไทยเร้นท์อะคาร์ด้วยว่า “40ปี ไทยเร้นท์อะคาร์ ความยาวนานและมั่นคงที่ทำให้เราคือผู้นำในตลาดรถเช่าทั้งระยะสั้นเพื่อการท่องเที่ยว และระยะยาวเพื่อองกรค์ โดยเราได้ให้บริการกับลูกค้าองกรค์ครอบคลุมทุกอุตสาหกรรม ทั้งหน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจ เช่น อุตสห- กรรมการเงิน การธนาคาร, อุตสาหกรรมยานยนต์, อุตสาหกรรมอาหาร และเครื่องดื่ม และอื่นๆอีกมากมาย และถึงแม้ว่าเราจะมีฐานลูกค้าที่มั่นคงและอยู่คู่กับเรามายาวนาน แต่เราไม่หยุดที่จะพัฒนาบริการให้ตอบโจทย์และเหมาะสมต่อการใช้งานของลูกค้าแต่ละองกรค์อย่างสูงสุด อีกทั้งเรามีการจัดกิจกรรมกับลูกค้าอย่างต่อเนื่องอีกด้วยครับ”


“ฟาน เดอร์ มาร์ค” ผงาดโดนิงตัน “ยามาฮ่า” คว้าแชมป์อย่างยิ่งใหญ่

การแข่งขันรถจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์โลก รายการ เวิลด์ ซูเปอร์ไบค์ แชมเปี้ยนชิพ 2018 สนาม 6 มีคิวดวลความเร็วระหว่างวันทื่ 25-27 พฤษภาคมนี้ ที่สนาม โดนิงตัน พาร์ค สหราชอาณาจักร ระยะทางต่อรอบ 4.023 กิโลเมตร

ล่าสุดเมื่อหัวค่ำวันเสาร์ที่ 26 พฤษภาคมที่ผ่านมา เป็นการแข่งขันในเรซแรกของรุ่นใหญ่อย่าง เวิลด์ ซูเปอร์ไบค์ แชมเปี้ยนชิพ ซึ่งดวลความเร็วกันทั้งสิ้น 23 รอบสนาม โดย อเล็กซ์ โลวส์ นักบิดอังกฤษ และ ไมเคิล ฟาน เดอ มาร์ค ทีมเมทชาวดัตช์ ของ พาต้า ยามาฮ่า ออฟฟิเชียล เวิลด์เอสบีเค ทีม ได้ออกตัวจากกริดที่ 5 และ 6 ในแถวที่ 2

โดย ฟาน เดอร์ มาร์ค ที่ออกสตาร์ทจากกริดที่ 6 ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมตั้งแต่ออกสตาร์ท ก่อนจะขยับขึ้นมาเป็นจ่าฝูงได้สำเร็จ และบิดเข้าป้ายเป็นคันแรกด้วยเวลา 33 นาที 56.530 วินาที คว้าแชมป์ครั้งแรกกับ ยามาฮ่า ได้สำเร็จ พร้อมกับเป็นแชมป์แรกในรอบ 8 ปี ของ ยามาฮ่า นับตั้งแต่ปี 2011 ในศึก เวิลด์ ซูเปอร์ไบค์ แชมเปี้ยนชิพ

ส่วน โลวส์ นักบิดเจ้าถิ่นทำผลงานได้ดีเช่นกัน บิดเข้าป้ายในอันดับ 4 ตามหลังทีมเมท 6.642 วินาที โดยนับเป็นผลงานที่ยอดเยี่ยมที่สุดของ พาต้า ยามาฮ่า ออฟฟิเชียล เวิลด์เอสบีเค ทีม ในฤดูกาลนี้

จากผลงานอันยอดเยี่ยมในเรซแรกที่ โดนิงตัน พาร์ค ส่งผลให้ ฟาน เดอร์ มาร์ค ทะยานขึ้นมารั้งอันดับ 4 บนตารางแชมเปี้ยนชิพประเภทนักบิดมี 138 คะแนน ส่วน อเล็กซ์ โลวส์ รั้งอันดับ 7 มี 105 คะแนน
เชฟโรเลตชวนสมาชิกเชฟวี่ พลัส ร่วมชมภาพยนตร์ ‘ฮาน โซโล’ เติมเต็มไลฟ์สไตล์ของลูกค้า
‘เชฟวี พลัส มูฟวี่ เดย์’ เป็นหนึ่งในสิทธิประโยชน์พิเศษที่มอบให้แก่สมาชิกเชฟวี่ พลัส โดยโปรแกรมเชฟวี่ พลัสยังมีกิจกรรม และสิทธิพิเศษต่างๆ มากมายไม่ว่าจะเป็นการใช้สิทธิ์แลกรับส่วนลดหรือฟรีในสินค้าและบริการชื่อดัง ได้แก่ สายการบินบางกอก แอร์เวยส์ เชสเตอร์ โอบองแปง ฮอทพอท และไดโดมอน
นางสาวอุณา ตัน ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและประสบการณ์ลูกค้า เชฟโรเลต เซลส์ ประเทศไทย กล่าวว่า “ลูกค้าเชฟโรเลตจะได้รับความสนุกสนานและเพลิดเพลินไปกับกิจกรรมและสิทธิพิเศษต่างๆ ที่เราคัดสรรเพื่อทุกไลฟ์สไตล์ของลูกค้า ซึ่งเรายังได้เตรียมสิทธิพิเศษต่างๆ อีกมากมายเพื่อมอบให้แก่สมาชิกเชฟวี่ พลัสในปีนี้ ทั้งนี้ เชฟวี่ พลัส เป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรมเชฟโรเลต คอมพลีท แคร์ ในการมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้าเชฟโรเลต ด้วยความมุ่งมั่นในการให้บริการแก่ลูกค้าและรถยนต์ของลูกค้า”
ลูกค้าเชฟโรเลตทุกท่านสามารถลงทะเบียนเป็นสมาชิกเชฟวี่ พลัสได้ที่ www.chevrolet.co.th หรือโทร. 1734 กด 2
Auto Express นิตยสารรถยนต์แถวหน้าจากอังกฤษ ยก MG3 เป็น 1 ใน 10 รถยนต์ที่น่าเป็นเจ้าของที่สุด!

MG3 เปิดตัวครั้งแรกที่ประเทศไทยในงานมอเตอร์ เอ็กซ์โป 2014 และวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการตั้งแต่เดือนมีนาคม พ.ศ.2558 ในรุ่นแฮทช์แบค และรุ่นครอส ได้รับการยกย่องโดยนิตยสารรถยนต์ชั้นนําของประเทศอังกฤษอย่าง ออโต้ เอ็กซ์เพรส ให้เป็น 1 ใน 10 รถยนต์ที่ ‘ควรค่าแก่การเป็นเจ้าของ’ (The Top 10 Best Cars to Own) ในปี 2015 ส่งผลให้ MG3 เป็นหนึ่งในรถยนต์ที่ครองใจผู้บริโภคชาวไทยรุ่นหนึ่งในช่วงเวลาที่ผ่านมา

สำหรับในช่วงเวลาสามปีที่ผ่านมา ตลาด B-Segment มีอัตราการเติบโตอย่างมั่นคงและต่อเนื่อง ซึ่งรถยนต์ MG3 ถือเป็นหนึ่งสีสันที่สร้างความแปลกใหม่ให้กับตลาดรถยนต์กลุ่ม B-Segment โดยสามารถสร้างยอดจำหน่ายมากกว่า 17,000 คันทั่วประเทศ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนมากกว่าครึ่งของรถยนต์ที่ ทาง เอ็มจี ได้ส่งถึงมือผู้บริโภคชาวไทย ด้วยยอดจำหน่ายที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องในแต่ละปีของ MG3

แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของลูกค้าที่มอบความไว้วางใจให้กับรถยนต์รุ่นนี้ ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวด้วยคุณลักษณะด้านการขับขี่ คุณภาพ การออกแบบดีไซน์ ระบบความปลอดภัย และความคุ้มค่าของราคาที่มาพร้อมกับออปชั่นต่างๆ มากมาย ทำให้ได้รับกระแสตอบรับจากกลุ่มเป้าหมายดีเกินคาด
หากมองถึงโลกในยุคปัจจุบันลูกค้าจะเลือกซื้อรถยนต์ที่มาพร้อม นวัตกรรม และเทคโนโลยีใหม่ที่ต้องมอบความสนุกสนานให้กับผู้ขับขี่ ซึ่งตรงกับวิสัยทัศน์ของบริษัทฯ ที่ต้องการให้รถรุ่นใหม่มีเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ชีวิตคนรุ่นใหม่มากขึ้น โดยสำหรับทิศทางในการออกแบบรถยนต์รุ่นใหม่ของเอ็มจี นั้น ทางบริษัทได้นำเอ็มจี อี-โมชั่น ซึ่งเป็นรถต้นแบบ มาผสมผสานนวัตกรรมด้านการออกแบบ เทคโนโลยีที่ทันสมัย และการเชื่อมต่อทางอินเตอร์เน็ตเข้าไว้ด้วยกัน
เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้ในทุกมิติ สำหรับ MG3 จะมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ทั้งนี้ เอ็มจี ยังคงเน้นความสนุกในการขับขี่ ให้ตอบโจทย์ความต้องการที่ล้ำสมัย และเป็นผู้นำเทรนด์ เพื่อรองรับกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ในอนาคตอย่างแท้จริง สามารถติดตาม NEW MG 3 ได้ในอนาคตอันใกล้นี้

ของดีราคาไม่จำเป็นต้องแรงเสมอไปกับ moto g6 plus และ moto g6
https://www.youtube.com/watch?v=BNIosf0wZ-k
moto g6 plus และ moto g6 ถูกพัฒนาให้มีประสิทธิภาพการทำงานเหนือชั้นยิ่งขึ้นทั้ง หน้าจอ ดีไซน์ตัวเครื่อง และประสิทธิภาพการทำงาน ที่รองรับชิปเซ็ตประมวลผลที่รวดเร็วทรงพลังอย่าง Qualcomm® Snapdragon™ และระบบปฏิบัติการ Android™ 8.0 Oreo™ อีกทั้งมาพร้อมระบบซอฟต์แวร์ Moto Experiences ที่ช่วยเปลี่ยนประสบการณ์การทำงานของเทคโนโลยี AI ได้อย่างชาญฉลาดยิ่งขึ้น

moto g6 plus โดดเด่นด้วยหน้าจอไร้ขอบขนาด 5.9 นิ้ว ในอัตราส่วน 18:9 พร้อมเทคโนโลยีความคมชัด Full HD Max Vision เทคโนโลยีการโฟกัสแบบ Dual Autofocus Pixel ช่วย
ล็อกจุดโฟกัสที่ต้องการได้อย่างแม่นย้ำ ลดปัญหาการถ่ายรูปในที่แสงน้อยด้วยกล้องหลังที่มาพร้อมรูรับแสงกว้างขนาด F/1.7 และขนาดพิกเซล 1.4um ชิปเซ็ตประมวลผลแบบ 2.2 GHz octa-core ที่ผู้ใช้งานสามารถดูหนัง เล่นเกม หรือใช้งานหลายแอพพลิเคชั่นต่างๆพร้อมกันได้แบบไหลลื่นไม่มีสะดุด

moto g6 มาพร้อมหน้าจอไร้ขอบขนาด 5.7 นิ้ว ความคมชัดระดับ Full HD Max Vision แสดงภาพสีและรายละเอียดชัดสมจริง ดีไซน์ด้านหลังตัวเครื่องใช้วัสดุ 3D glass ให้ความหรูหราโด่ดเด่นต่างจากสมาร์ทโฟนในระดับเดียวกัน กล้องหลังแบบคู่ความละเอียด 5MP และ 12MP เพิ่มฟังก์ชั่นการถ่ายภาพด้วยซอฟแวร์กล้องอัฉริยะ อาทิ การปรับสีภาพขาว-ดำ และฟิลเตอร์ตกแต่งใบหน้า นอกจากนี้ยังมาพร้อมระบบสแกนลายนิ้วมือที่ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถปลดล็อกเครื่องได้อย่างสะดวกรวดเร็ว

รองรับขุมพลังชิปเซ็ตประมวลผลแบบ 1.8GHz octa-core ให้การทำงานอย่างมีประสิทธิภาพลื่นไหล อีกทั้ง แบตเตอรี่ความจุ 3,000 mAh ช่วยให้ผู้ใช้งานเต็มอิ่มกับการทำงานตลอดทั้งวันหมดกังวลปัญหาแบตหมด และระบบชาร์ตแบตแบบ 15W TurboPower ที่ต่ออายุการใช้แบตเตอรี่สูงสุดถึง 6 ชั่วโมง ด้วยการชาร์จเพียง 15 นาที
https://www.youtube.com/watch?v=aEK37MBTUPk
หมดกังวลปัญหาพื้นที่หน่วยความจำเต็ม เพราะสมาร์ทโฟนของโมโตโรล่าทุกรุ่นมาพร้อมพื้นที่จัดเก็บรูปภาพผ่าน Google Photos ซึ่งสามารถสำรองรูปภาพและวิดีโอได้แบบอัตโนมัติ เพื่อช่วยเพิ่มความสะดวกให้กับผู้ใช้งานในการค้นหา แก้ไข หรือแบ่งปันรูปภาพจากอุปกรณ์ดีไวซ์อื่นๆได้อย่างง่ายดาย

moto g6 plus และ moto g6 มาพร้อมสี Deep indigo ที่พร้อมจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 24 พฤษภาคม เป็นต้นไป โดยราคาเริ่มต้นที่ 9,990 บาท และ 7,990 บาท พิเศษสำหรับลูกค้าที่ซื้อสมาร์ทโฟน moto g6 plus และ moto g6 ในงาน Thailand Mobile Expo 2018 ตั้งแต่วันที่ 24 – 27 พฤษภาคม 2561 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ รับฟรีทันที Micro SD Card ความจุ 32 GB
