เคล็ด(ไม่)ลับดูแลผิวกายและเส้นผมหญิงยุคใหม่! 🩵
‘ยูนิลีเวอร์’ ‘วาสลีน’ ‘โดฟ’ จับมือจัดงาน “Unilever Mother’s Day Beauty & Wellbeing Workshop” กิจกรรมเวิร์กช็อปสุดเอ็กซ์คลูซีฟต้อนรับวันแม่ ให้สาวๆ ได้ร่วมสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์สำหรับการผ่อนคลายตามแบบฉบับของตนเอง พร้อมทั้งเรียนรู้เคล็ด(ไม่)ลับในการดูแลผิวกายและเส้นผมอย่างง่ายๆ เพื่อให้ผู้หญิงยุคใหม่และคุณแม่วัยทำงานสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดียิ่งกว่า โดยกิจกรรมเวิร์กช็อปจัดขึ้น ณ โรงแรม คราฟต์แมน บางกอก
สถิรวรรณ เอี่ยมอ่อง ผู้นำฝ่ายพัฒนาตลาดกลุ่มผลิตภัณฑ์บำรุงผิวกายและผิวหน้า บริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทย เทรดดิ้ง จำกัด กล่าวว่า “ยูนิลีเวอร์มีความมุ่งมั่นที่จะสร้างสรรค์ความสุขจากความงามและคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับทุกคน ด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีความโดดเด่นซึ่งมาพร้อมนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์อันล้ำสมัย พัฒนาขึ้นอย่างพิถีพิถันโดยผู้เชี่ยวชาญและเครือข่ายพันธมิตรเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค ตลอดจนมอบประสบการณ์เหนือระดับของการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยเสริมสร้างความงามและความมั่นใจจากภายในสู่ภายนอก เนื่องในโอกาสวันแม่แห่งชาติที่กำลังจะมาถึงนี้ ยูนิลีเวอร์ต้องการเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนของสังคมในการเชิดชูพลังของผู้หญิงและแม่ซึ่งมีภาระหน้าที่ตลอดจนความรับผิดชอบมากมายในแต่ละวัน ด้วยกิจกรรมเวิร์กช็อปสุดพิเศษที่ยูนีลีเวอร์ วาสลีน และโดฟ ได้ร่วมกันรังสรรค์ขึ้นเพื่อแนะนำแนวทางการดูแลสุขภาพผิวกาย บำรุงเส้นผม และผ่อนคลายความเครียด พร้อมทั้งเปิดโอกาสในการทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ซึ่งพัฒนาขึ้นด้วยวิทยาการสมัยใหม่ ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยี GlutaGlowTM จากวาสลีนที่ประสิทธิภาพเหนือกว่าวิตามินซีถึง 10 เท่า และการผสานคุณค่าของสารสกัดธรรมชาติ ของโดฟที่ช่วยฟื้นบำรุงเส้นผมอ่อนแอได้อย่างรวดเร็วในระหว่างวัน ทั้งหมดนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ความเป็นผู้นำเทรนด์ของเราในการส่งมอบประสบการณ์การใช้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้นให้ผู้บริโภคอยู่เสมอ”
การเวิร์กช็อปเริ่มขึ้นด้วยกิจกรรมทำน้ำมันหอมระเหย (Essential Oil) สำหรับใช้ผ่อนคลายความเครียดและความเหนื่อยล้าด้วยกลิ่นหอมจากธรรมชาติที่คัดสรรมาโดยเฉพาะเพื่อให้สื่อมวลชนได้เลือกใช้เป็นส่วนผสมหลักตามความชอบของตนเอง ไม่ว่าจะเป็น เปปเปอร์มินต์ (peppermint) ซิทรัสสด (fresh citrus) ยูคาลิปตัส (eucalyptus) ทีทรีออยล์ (Tea Tree Oil) ลาเวนเดอร์ (Lavender) และ โรสวูด (Rosewood) ตอกย้ำความเข้าใจของยูนิลีเวอร์ในการตอบสนองความต้องการอันหลากหลายของผู้บริโภค และสนับสนุนให้ทุกคนไม่ลืมดูแลตัวเองในทุกวัน
สครับผลัดเซลล์เผยผิวใหม่ พร้อมเทคนิคให้ผิวโกลว์กระจ่างใสไปกับ “วาสลีน” การเวิร์กช็อปดำเนินต่อเนื่องมาถึงกิจกรรมการทำสครับสูตรพิเศษที่ใช้ผลิตภัณฑ์ “วาสลีน ปิโตรเลียม เจลลี่” เป็นเบสพื้นฐานของส่วนผสมหลัก ซึ่งนอกจากจะมีคุณสมบัติช่วยฟื้นบำรุงผิวแห้ง ยังสามารถใช้ได้กับผิวแพ้ง่ายในทุกวัย นอกจากนี้ สื่อมวลชนยังได้เลือกกลิ่นที่ชื่นชอบมาผสมผสานสร้างสรรค์สครับที่มีกลิ่นหอมเฉพาะตัวสำหรับแต่ละคน อาทิ กลิ่นหอมอ่อนหวานให้ความรู้สึกสบาย กลิ่นหอมหรูหราร่วมสมัยสำหรับทุกเพศทุกวัย และกลิ่นหอมสดชื่นจากดอกไม้นานาชนิด เป็นต้น โดยหลังจากที่ได้ใช้สครับผลัดเซลล์ผิวเพื่อช่วยลดเลือนริ้วรอย ขจัดความหมองคล้ำ และเผยผิวใหม่ที่แลดูอ่อนเยาว์ ผู้ร่วมกิจกรรมยังได้เรียนรู้อีกหนึ่งขั้นตอนการบำรุงผิวจากวาสลีน คือการใช้เซรั่มที่มีส่วนผสมเข้มข้นอย่าง “วาสลีน เฮลธี้ ไบรท์™ กลูต้าสมาร์ท+ เรเดียนซ์ รีโหลดเดอร์ คอนเซนเทรท บอดี้ เซรั่ม” มาบำรุงผิวกายให้ชุ่มชื่น แลดูกระจ่างใสและมีสุขภาพดียิ่งขึ้น
นวดศีรษะบำบัดความเครียด เปลี่ยนผมเสียให้กลายเป็นผมสวยด้วย “โดฟ” ส่งท้ายเวิร์กช็อปด้วยกิจกรรมนวดคลายกล้ามเนื้อศีรษะ ซึ่งเป็นเทคนิคทางกายภาพที่สามารถนำไปปฏิบัติเองได้ด้วยตนเองในระหว่างวัน ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้หญิงยุคใหม่และคุณแม่วัยทำงานที่ต้องเผชิญกับความเร่งด่วนเป็นประจำได้เป็นอย่างดี ไม่เพียงเท่านี้ สื่อมวลชนยังได้เปิดประสบการณ์ใหม่ของการผ่อนคลายความเครียดควบคู่ไปกับการฟื้นบำรุงสุขภาพเส้นผมในคราวเดียวกันด้วยเคล็ดลับจากโดฟ ซึ่งแนะนำการใช้เซรั่มบำรุงผมที่อุดมด้วยวิตามิน สารสกัดจากธรรมชาติ และมิเนอรัล ออยล์ อย่าง “โดฟ อินเทนซ์ รีแพร์ เดลี่ แฮร์ วิตามิน” มาคืนความชุ่มชื้นให้ผมแห้งและปกป้องเส้นผมให้แข็งแรงไม่แห้งเสียชี้ฟูได้ทุกที่ทุกเวลา
ทั้งนี้ วาสลีน กลูต้าสมาร์ท+ คอนเซนเทรท บอดี้เซรั่ม คือเซรั่มบำรุงผิวกายสูตรใหม่ล่าสุดจากวาสลีนที่จะมาปลดล็อกการมีสุขภาพผิวที่ดีให้กับทุกคนด้วยส่วนผสมเข้มข้นและเทคโนโลยี GlutaSmart+ เอกสิทธิ์เฉพาะของวาสลีน ที่มาพร้อมคุณสมบัติช่วยเพิ่มความกระจ่างใสของผิวอย่างเป็นธรรมชาติด้วยการกระตุ้นให้ผิวผลิตกลูตาไธโอนได้เองจากภายใน โดยมีให้เลือก 3 สูตร ได้แก่ 1) วาสลีน เฮลธีไบรท์™ กลูต้าสมาร์ท+ เรเดียนซ์ รีโหลดเดอร์ คอนเซนเทรท บอดี้ เซรั่ม ช่วยให้ผิวกระจ่างใสไว 2) วาสลีน เฮลธี้ ไบรท์™ กลูต้าสมาร์ท+ มอยซ์เจอร์ แม็กเน็ท คอนเซนเทรท บอดี้เซรั่ม ช่วยให้ผิวชุ่มชื้น อิ่มน้ำ และ 3) วาสลีน เฮลธี้ ไบรท์™ กลูต้าสมาร์ท+ โฟร์ดี ดี-เอจจิ้ง คอนเซนเทรท บอดี้ เซรั่ม ช่วยให้ผิวกระชับ เต่งตึง
ส่วนโดฟ อินเทนซ์ รีแพร์ เดลี่ แฮร์ วิตามิน เป็นหนึ่งในชุดผลิตภัณฑ์บำรุงผม โดฟ อินเทนซ์ รีแพร์ ซึ่งผสานคุณค่าสารสกัดจากผลอาร์กาน วิตามินอี และมิเนอรัล ออยล์ โดยมีอีก 2 ผลิตภัณฑ์สำคัญที่ช่วยฟื้นบำรุงผมเสียได้อย่างตรงจุด ชุบชีวิตโครงสร้างผมอ่อนแอลึกถึงภายในและอิ่มน้ำนุ่มลื่นตลอดเส้น ผมเปราะแห้งเสียกลับมาดูแข็งแรงทันที ประกอบด้วย 1) โดฟ อินเทนซ์ รีแพร์ แชมพู และ 2) โดฟ อินเทนซ์ รีแพร์ คอนดิชันเนอร์
“เราเชื่อว่าผลิตภัณฑ์คุณภาพ รวมทั้งเคล็ดไม่ลับที่ยูนิลีเวอร์ วาสลีน และโดฟ ได้ร่วมกันนำเสนอในครั้งนี้ จะช่วยให้ผู้หญิงยุคใหม่และคุณแม่วัยทำงานทุกคนสามารถนำไปปรนนิบัติตัวเองให้รู้สึกมั่นใจพร้อมเสริมสร้างความงามและความมั่นใจจากภายในสู่ภายนอกได้ในทุกช่วงเวลาของชีวิต” นางสาวสถิรวรรณ กล่าวสรุป
GLC 350 e 4MATIC AMG Dynamic เอสยูวีปลั๊กอินไฮบริดวิ่งด้วยไฟฟ้าได้ไกล 120 กิโลเมตร!
บริษัท เมอร์เซเดส–เบนซ์ (ประเทศไทย) โชว์ตัวเลขยอดขายและการเติบโตในช่วง 2 ไตรมาสแรกของปี 2023 พร้อมเปิดตัว The new GLC เจเนอเรชั่นที่ 3 คราวนี้มาในรุ่นปลั๊กอินไฮบริด GLC 350 e 4MATIC AMG Dynamic ขึ้นไลน์ผลิตทำตลาดในประเทศแบบ Local production นำเสนอคอนเซ็ปต์ “READY FOR IT” ชูภาพยนตรกรรมเหนือระดับที่เหมาะกับคนรุ่นใหม่ในยุคดิจิทัล
The new GLC โดดเด่นด้วยขุมพลังปลั๊กอินไฮบริดที่พัฒนาทั้งประสิทธิภาพและระยะทางการขับขี่ด้วยไฟฟ้าที่วิ่งได้มากถึง 120 กิโลเมตรต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง ตามมาตรฐาน WLTP พร้อมติดตั้งเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ล้ำสมัยมากมาย เสริมฟังก์ชั่นความปลอดภัยต่อยอดจุดแข็งด้านการเป็นยนตรกรรมรูปแบบเอสยูวีที่เหมาะกับการใช้งานและการขับขี่ทั้งในรูปแบบ On-Road และ Off-Road ตอกย้ำความสำเร็จด้วยยอดขายกว่า 2.6 ล้านคัน นับตั้งแต่เปิดตัวอย่างเป็นทางการในตลาดโลก
มาร์ทิน ชเวงค์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส–เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2023 เมอร์เซเดส–เบนซ์ ทำยอดขายรวม 1,019,200 คันทั่วโลก มีอัตราการเติบโตที่ 5% โดยส่วนหนึ่งคือยอดขายในกลุ่มรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่ทำตัวเลขสูงถึง 102,600 คัน เติบโตกว่า 121% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา และสำหรับยอดขายในประเทศไทย มีการเติบโตกว่า 6% ปิดยอดจดทะเบียนครึ่งปีแรกได้กว่า 7,700 คัน เป็นผลมาจากการนำเสนอยนตรกรรมรุ่นใหม่ๆ ลงตลาดอย่างต่อเนื่อง
โดยในปีนี้นับเป็นก้าวสำคัญของเมอร์เซเดส–เบนซ์ ในการเดินหน้าสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้าด้วยการเติมเต็ม EV Portfolio ในประเทศไทย ต่อเนื่องจาก 2 รุ่นแรกอย่าง EQS และ EQB เรามีแผนที่จะเปิดตัวรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% พร้อมกัน 2 รุ่น ในอีก 6 สัปดาห์นับจากนี้ และในปัจจุบัน เมอร์เซเดส–เบนซ์ เปิดให้เครือข่ายผู้จำหน่ายฯ สามารถจำหน่ายและให้บริการรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ครอบคลุมมากกว่า 30 สาขาทั่วประเทศยกระดับความสะดวกสบายให้ลูกค้าทุกคนสามารถเป็นเจ้าของและเข้ารับบริการแบบครบวงจรได้ในทุกพื้นที่
นอกจากการนำเสนอรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% เมอร์เซเดส–เบนซ์ ยังให้ความสำคัญกับรถยนต์พลังงานทางเลือกในรูปแบบปลั๊กอินไฮบริด ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนผ่านที่เหมาะสมสำหรับผู้ที่ยังไม่พร้อมเปลี่ยนจากรถยนต์สันดาปภายในมาใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% โดยรถปลั๊กอินไฮบริดเจเนเรชั่นใหม่ของเมอร์เซเดส–เบนซ์ที่ทำตลาดในประเทศไทย สามารถมอบระยะทางการขับขี่ด้วยไฟฟ้าได้มากกว่า 100 กิโลเมตร ซึ่งเป็นระยะทางที่เพียงพอสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวันของคนไทย และสำหรับผู้ที่ขับขี่ระยะทางไกลก็ยังสามารถขับขี่ต่อเนื่องได้ด้วยเครื่องยนต์สันดาปโดยไม่ต้องกังวลในเรื่องระยะทางและการหาจุดชาร์จไฟฟ้าระหว่างทาง เช่นเดียวกับ The new GLC ที่เปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันนี้”
The new GLC เป็นอีกขั้นของยนตรกรรมเอสยูวีที่สืบทอดดีเอ็นเอมาจาก Mercedes-Benz GLK ที่เปิดตัวในปี 2008 ซึ่งถือเป็นเจเนอเรชั่นแรกของรถเอสยูวีขนาดกลางของเมอร์เซเดส–เบนซ์ ก่อนที่จะต่อยอดมาเป็นเจเนอเรชั่นที่ 2 ในปี 2015 ภายใต้ชื่อ Mercedes-Benz GLC เอสยูวีที่ถูกพัฒนาและปรับโฉมให้มีทั้งความหรูหรา ความสปอร์ตและดีไซน์ที่ทันสมัยมากยิ่งขึ้น โดยที่ยังคงจุดแข็งในด้านของการเป็นรถเอสยูวีที่เหมาะกับการขับขี่ทั้งในรูปแบบ On-Road และ Off-Road ตอบโจทย์กลุ่มคนรุ่นใหม่และผู้บริโภคที่มีไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย จนทำให้ GLC ประสบความสำเร็จด้วยยอดขายรวมกว่า 2,600,000 คันทั่วโลกขึ้นแท่นเป็นโมเดลที่ขายดีที่สุดตลอดช่วง 2 ปีที่ผ่านมา และในปีนี้ The new GLC เจเนอเรชั่นที่ 3 ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทย ด้วยขุมพลังแบบปลั๊กอินไฮบริด โดยขึ้นไลน์ผลิตในชื่อรุ่น “GLC 350 e 4MATIC AMG Dynamic”
บีเยิร์น กุซเทรา รองประธานบริหารฝ่ายขายและการตลาด บริษัท เมอร์เซเดส–เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “The new GLC โมเดลปี 2023 เป็นเจเนอเรชั่นที่ 3 ในตระกูลเอสยูวีขนาดกลางของเมอร์เซเดส–เบนซ์ มาพร้อมคอนเซ็ปต์ “READY FOR IT” วางกลุ่มเป้าหมายหลักเป็นคนรุ่นใหม่ในยุคดิจิทัลที่มองหารถเอสยูวีระดับลักชัวรี่ พร้อมนำเสนอยนตรกรรมที่มีความเพียบพร้อมและสามารถตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์การใช้งานได้อย่างดีเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็นการขับขี่ในชีวิตประจำวันหรือการขับขี่ระยะทางไกล ครอบคลุมทั้งรูปแบบ On-Road และ Off-Road โดยเปิดตัวในรุ่นปลั๊กอินไฮบริด GLC 350 e 4MATIC AMG Dynamic ที่โดดเด่นด้วยดีไซน์ตามปรัชญาการออกแบบ Sensual Purity ผสานความสปอร์ตและความหรูหราอย่างลงตัว
The new GLC มาพร้อมเทคโนโลยีปลั๊กอินไฮบริดเจเนอเรชั่นที่ 4 ที่ยกระดับการทำงานร่วมกันของเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าทำให้มีสมรรถนะที่ทรงพลังมากยิ่งขึ้น รวมถึงการใช้แบตเตอรี่แรงดันสูงที่มีความจุ 31.2 kWh ซึ่งสามารถมอบระยะทางการขับขี่ด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% ได้มากถึง 120 กิโลเมตรต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง ตามมาตรฐาน WLTP โดยเทคโนโลยีปลั๊กอินไฮบริดเจเนเรชั่นล่าสุดจะรองรับการชาร์จพลังงานไฟฟ้าทั้งแบบ DC Charge สูงสุด 60 kWh และ AC Charge สูงสุด 11 kWh นอกจากนี้ GLC 350 e 4MATIC AMG Dynamic ยังเปี่ยมด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ล้ำสมัยทั้งในด้านของฟังก์ชันอำนวยความสะดวก ระบบการเชื่อมต่อและการสื่อสารที่เหนือระดับ ระบบความปลอดภัยขั้นสูง ที่ถูกติดตั้งมาอย่างครบครัน พร้อมให้ทุกคนเป็นเจ้าของหนึ่งในยนตรกรรมเอสยูวีที่ดีที่สุดของเมอร์เซเดส–เบนซ์ ได้ที่ผู้จำหน่ายเมอร์เซเดส–เบนซ์ อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ”
GLC 350 e 4MATIC AMG Dynamic วางจำหน่ายในราคา 4,180,000 บาท
GLC 350 e 4MATIC AMG Dynamic เป็นหนึ่งในรุ่นที่เข้าร่วมโปรแกรมการขยายระยะเวลาการรับประกันคุณภาพของแบตเตอรี่แรงดันสูง (High Voltage Battery) ที่ติดตั้งในรถยนต์ประเภทปลั๊กอินไฮบริดของเมอร์เซเดส–เบนซ์ โดยรับประกันคุณภาพเป็นระยะเวลา 10 ปี แบบไม่จำกัดระยะทาง (Unlimited mileage 10-year warranty for HV Battery)
GLC 350 e 4 MATIC AMG Dynamic มาพร้อมสีตัวถัง 6 สี ได้แก่ สีขาว (Polar White) สีน้ำเงิน (Nautic Blue) สีเทา (Graphite Grey) สีเงิน (Mojave Silver) สีเงิน (High-tech Silver) และสีดำ (Obsidian Black)
สำหรับผู้ที่สนใจเป็นเจ้าของหรือต้องการรับข้อมูลทางเทคนิคเพิ่มเติมของ The new GLC รุ่น GLC 350 e 4MATIC AMG Dynamic สามารถติดต่อผู้จำหน่ายเมอร์เซเดส–เบนซ์ อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ หรือติดตามรายละเอียดและจองรถยนต์ทางออนไลน์ได้ที่เว็ปไซด์ www.mercedes-benz.co.th
รวมถึงช่องทางโซเชี่ยลมีเดียของ เมอร์เซเดส–เบนซ์ ประเทศไทย ทุกช่องทาง
หม้อไฟ 🔥 ‘ไหตี่เลา’ จัดโปร 10 เมนูเพื่อแม่!
ร้านไหตี่เลา (Haidilao Hot Pot) แบรนด์หม้อไฟระดับโลก จัดโปรฉลองวันแม่เฉพาะเดือน สิงหาคม 2566 ลูกค้าที่สั่งอาหารภายในร้านทุกสาขาในประเทศไทย จะได้สัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษกับเมนูอาหารซิกเนเจอร์จำนวน 10 เมนูที่คัดสรรมาเป็นพิเศษเพื่อเฉลิมฉลองวันแม่ โดยในแต่ละสัปดาห์จะมีเมนูพิเศษ 2 รายการในขนาดปกติในราคาโปรโมชั่น!
คุณหยาง ซีเป่ย์ (Yang Xibei) ผู้อำนวยการฝ่ายแบรนด์และการสื่อสารที่ Haidilao กล่าวว่า “เพื่อเป็นการแสดงความขอบคุณต่อคุณแม่ทุกท่าน ทางร้านจึงได้เปิดตัวโปรโมชั่นพิเศษสำหรับเดือนแห่งวันแม่ ขอเชิญชวนลูกค้าทุกท่านพาคุณแม่มาที่ร้านไหตี่เลาและใช้เวลาคุณภาพร่วมกัน ลูกค้าจะมีโอกาสได้สัมผัสกับเมนูอาหารซิกเนเจอร์ในราคาโปรโมชั่น ซึ่งเราหวังว่าด้วยเมนูอาหารรสชาติเยี่ยมเหล่านี้ เราจะสามารถทำให้ลูกค้าและคุณแม่ได้รับประสบการณ์ที่น่าประทับใจและเป็นช่วงเวลาพิเศษอย่างแท้จริง”
ลูกค้าสามารถลงทะเบียนจองคิวล่วงหน้าได้ที่:
ร้านไหตี่เลา เซ็นทรัลเวิลด์: +66 02 255 0310 / 02 255 0311
ร้านไหตี่เลา เซ็นทรัล ภูเก็ต: +66 076 609 171 / 076 609 173
ร้านไหตี่เลา เซ็นทรัล พระราม 9: +66 02 029 1775 / 02 029 1776
ร้านไหตี่เลา เมญ่า เชียงใหม่: +66 05 208 0786 / 05 208 0787
ร้านไหตี่เลา พัทยากลาง: +66 03 314 0370 / 03 314 0372
ร้านไหตี่เลา เซ็นทรัล เชียงใหม่: +66 05 200 5893 / 05 200 5894
ร้านไหตี่เลา เซ็นทรัลปิ่นเกล้า: +66 02 079 4741 / 02 079 4742
ร้านไหตี่เลา เซ็นทรัล พระราม 3: +66 02 079 4734 / 02 079 4735
ร้านไหตี่เลา เซ็นทรัล พระราม 2: +66 02 161 4135
รายการอาหารขนาดปกติที่มีราคาปกติสูงสุดถึง 160 บาทต่อรายการ:
| ระยะเวลาโปรโมชั่น | เมนู | ราคาปกติ | ราคาพิเศษ | |
| ภาษาไทย | ภาษาอังกฤษ | |||
| สัปดาห์ที่ 1
(1-7 ส.ค. 2566) |
เนื้อติดมันสไลด์
เส้นนุ่มกังฟู |
Signature Beef
Haidilao Dancing Noodle |
160฿
55฿ |
99฿
29฿ |
| สัปดาห์ที่ 2
(7-13 ส.ค. 2566) |
ผ้าขี้ริ้ววัว ลูกชิ้นกุ้งสด |
Haidilao Beef Tripe
Haidilao Prawn Paste |
140฿
120฿ |
88฿
88฿ |
| สัปดาห์ที่ 3
(14-20 ส.ค. 2566) |
ปลาดอลลี่
หมั่วโถวทอด |
Boneless Basa Fish
Fried Mini Buns |
80฿
50฿ |
69฿
39฿ |
| สัปดาห์ที่ 4
(21-27 ส.ค. 2566) |
ไส้เป็ด
ฟองเต้าหู้ทอด |
Haidilao Duck Intestines
Fried Beancurd Roll |
95฿
65฿ |
69฿
49฿ |
| สัปดาห์ที่ 5
(28-31 ส.ค. 2566) |
สมองหมู
หลอดเลือดหัวใจหมู |
Pork Brain
Fresh Aorta |
100฿
100฿ |
79฿
69฿ |
ข้อกำหนดและเงื่อนไข
- โปรโมชั่นนี้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2566 ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2566
- โปรโมชั่นนี้ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%
- โปรโมชั่นนี้ใช้สำหรับเมนูที่กำหนดเท่านั้นและไม่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นรายการอื่นได้
- โปรโมชั่นนี้ใช้สำหรับการรับประทานที่ร้านเท่านั้น ห้ามนำกลับบ้าน
- โปรโมชั่นนี้ใช้ในช่วงเวลาที่กำหนดเท่านั้น จำนวนสินค้ามีจำนวนจำกัดที่แต่ละสาขา
- โปรโมชั่นนี้ไม่สามารถใช้ร่วมกับโปรโมชั่นอื่นหรือการแลกคะแนนสะสมได้
- ร้านไหตี่เลา ประเทศไทยขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไขข้อกำหนดและเงื่อนไขโดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า
นอกจากนี้ ลูกค้าที่ร่วมในโปรโมชั่นออนไลน์พิเศษของร้านไหตี่เลา ยังจะได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม เพียงถ่ายภาพช่วงเวลาแห่งความสุขกับคุณแม่ จากนั้นเช็คอินที่ Haidilao Thailand Hot Pot restaurant และแท็ก @haidilaothailand พร้อม #ขอเป็นเด็กดีพาคุณแม่มากินหม้อไฟไหตี่เลา รับเครื่องดื่มชานมไข่มุกฟรี 1 แก้ว
**********
Haidilao Hot Pot ก่อตั้งขึ้นในมณฑลเสฉวนประเทศจีนในปี พ.ศ. 2537 เป็นแบรนด์หม้อไฟที่ใหญ่ที่สุดในประเทศจีน และเป็นแบรนด์อาหารจีนที่มีชื่อเสียงระดับโลก โดยมีลูกค้าสะสมมากกว่า 1 พันล้านรายนับตั้งแต่ก่อตั้ง โดยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 บริษัทไหตี่เลาอยู่ในรายชื่อแบรนด์ร้านอาหารที่มีมูลค่ามากที่สุดในโลกเป็นเวลาถึงห้าปีติดต่อกัน มาเป็นเวลา 5 ปีติดต่อกัน และยังเป็นแบรนด์อาหารจีนเพียงแบรนด์เดียวในตลาดโลก ในปัจจุบัน Haidilao Hot Pot มีสาขามากกว่า 1,700 แห่งในกว่า 16 ประเทศและภูมิภาค โดย Super Hi International Holdings Ltd. ซึ่งเป็นบริษัทย่อยได้ประสบความสําเร็จในการขยายกิจการไปสู่ 112 แห่งที่ดำเนินการเองใน 12 ประเทศทั่ว 4 ทวีป รวมถึงสหราชอาณาจักร
5 เหตุผลที่ต้องยกให้ ‘Honda CT125’ เป็นสายลุยทั้งในและนอกเมือง!
- ลุยน้ำท่วมได้แบบสบายๆ – ด้วยทรงท่อที่ยกสูงขนานไปกับตั
วรถ ดีไซน์ที่เป็นแบบฉบับของรุ่น CT125 ช่วงหน้าฝนน้ำท่วมในตรอกซอกซอย หนีน้ำได้สบาย สามารถขับลุยได้ไม่ต้องกลั วรถเสีย
- ลุยในตัวเมืองได้ไม่มีสะดุด – ด้วยรูปทรงของตัวรถที่ไม่เทอะทะ ทำให้การขับขี่ในพื้นที่จำกั
ดกลายเป็นเรื่องง่าย คล่องตัว อีกทั้งยางที่ติดมากับรถยังเป็ นยางแบบ Dual Purpose ที่ขี่ได้ทั้งทางเรียบ และทางขรุขระ ตอบโจทย์การขับขี่ในเมืองแน่นอน
- ประหยัดน้ำมันขั้นเทพ – ด้วยเครื่องยนต์ 4 จังหวะและหัวฉีด PGM-FI ตอบสนองอัตราเร่งในเมืองได้ดี ทั้งยังสามารถเติม E20 ได้ ช่วยประหยัดค่าน้ำมันได้มาก ถังน้ำมันขนาดใหญ่ 5.4 ลิตร วิ่งได้ถึง 360 กิโลเมตร ดังนั้น CT125 จึงเหมาะทั้งสำหรับใช้
งานประจำวันขับในเมือง หรือจะออกทริปขับยาวๆ ไปผจญภัยนอกเมือง - กระแสรถสไตล์ Naked ในเมือง – สไตล์ของรถที่คลาสสิก Naked กำลังอินเทรนด์ ขี่ไปที่ไหนก็ดูโดดเด่น ด้วยดีไซน์ที่ออกแบบให้ดูทั้
งคลาสสิก และลุยได้ในเวลาเดียวกัน - ความแข็งแรง ทนทานใช้งานไปได้ทุกที่ – ด้วยวัสดุ และตัวถังที่แข็งแรง มีระบบกันสะเทือนถึง 5 ระดับ เข้าถึงได้ทุกพื้นที่ได้ในคั
นเดียว พร้อมแร็คขนาดใหญ่ที่ใช้บรรทุ กสัมภาระได้เต็มพิกัด
ทั้งหมดนี้เป็นเหตุผลที่‘ออล-นิว ไทรทัน’ ปฏิวัติวงการรถกระบะเปิดตัวและพร้อมจำหน่ายที่ไทยประเทศแรก!
มิตซูบิชิ มอเตอร์ส เปิดตัวรถกระบะเป็นครั้งแรกในปี 2521 โดยในช่วง 45 ปีที่ผ่านมา ได้ผลิตรถกระบะมาแล้วกว่า 5.6 ล้านคัน ครอบคลุมทั้งหมด 5 เจนเนอเรชั่น วางจำหน่ายใน 150 ประเทศทั่วโลกโดย ออล–นิว ไทรทัน จะเป็นรถกระบะเจนเนอเรชั่นที่ 6 ของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ที่ได้รับการออกแบบใหม่ทั้งคันเป็นครั้งแรกในรอบ 9 ปี ปฏิวัติทุกอณู! พลิกโฉมทุกมิติ ด้วยดีไซน์ที่โดดเด่นทั้งภายนอกและภายใน ทั้งการพัฒนาเฟรมหรือโครงรถใหม่ แชสซีส์ใหม่ ช่วงล่างใหม่ และเครื่องยนต์ใหม่ ภายใต้แนวคิด “พลังแกร่งคู่ใจสายลุย” (Power for Adventure)
ฟีเจอร์เด่น ใน “ออล–นิว ไทรทัน”
- ตัวถังดีไซน์ใหม่! ใหญ่ขึ้น และแข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม พร้อมเฟรมหรือโครงรถที่ได้รับการพัฒนาขึ้นใหม่ ให้ความแข็งแกร่งทนทานและอุ่นใจได้ในทุกเส้นทาง และเครื่องยนต์ใหม่! ให้ขุมพลังแรงเร็วเต็มสมรรถนะ และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น
- ช่วงล่างใหม่ มอบการขับขี่ที่นุ่มนวล เกาะถนนเป็นเลิศ ปลอดภัยยิ่งกว่าด้วยเสถียรภาพการทรงตัวและการควบคุมรถที่ดีเยี่ยม พร้อมด้วยระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ และระบบควบคุมการขับขี่ที่ได้รับการพัฒนาให้เหนือชั้นมากยิ่งขึ้น เพื่อตอบโจทย์การขับขี่บนสภาพถนนทุกรูปแบบ
- รูปลักษณ์ด้านหน้า โดดเด่นด้วยดีไซน์แข็งแกร่งโฉบเฉี่ยว พร้อมห้องโดยสารภายในที่กว้างขวางและตกแต่งอย่างมีสไตล์ รองรับการใช้งานที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการแบบอเนกประสงค์
- ยกระดับความปลอดภัยและความสะดวกสบายสุดพรีเมียมเพื่อตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลายตั้งแต่การใช้งานแบบรถส่วนตัวและการใช้งานเชิงพาณิชย์
ออล–นิว ไทรทัน เริ่มจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 26 กรกฎาคม 2566 เป็นต้นไป ณ โชว์รูมมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ทั่วประเทศ ราคาดังนี้:
- รุ่นซิงเกิ้ล แค็บ ยกสูง ขับเคลื่อน 4 ล้อ ราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ 699,000 บาท
- รุ่นดับเบิ้ล แค็บ ยกสูง ขับเคลื่อน 2 ล้อ ราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ 820,000 บาท
- รุ่นดับเบิ้ล แค็บ ยกสูง ขับเคลื่อน 4 ล้อ ราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ 1,016,000 บาท
ออล–นิว ไทรทัน มีตัวถังให้เลือกหลายรูปแบบตอบโจทย์ 7 กลุ่มตลาดรถในประเทศไทย: ตัวถังดับเบิ้ล แค็บ มาพร้อมเบาะ 2 แถวสะดวกสบายแบบรถเอสยูวีและความอเนกประสงค์แบบรถกระบะ ขณะที่ตัวถังซิงเกิ้ล แค็บ (ตอนเดียว) มีเบาะคู่หน้า และตัวถังเมกะ แค็บ (ตอนครึ่ง) มีพื้นที่เก็บสัมภาระด้านหลัง ช่วยให้ ปรับเอนเบาะคู่หน้าได้สะดวกขึ้น ด้วยตัวถังที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์คลีนดีเซล เทอร์โบ 2.4 ลิตร Hyper Power ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นใหม่เพื่อมอบที่สุดของพละกำลังและความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โครงสร้างรถ เมกาเฟรม ใหม่! รวมถึงช่วงล่าง และชิ้นส่วนอื่นๆ ล้วนได้รับสร้างสรรค์ขึ้นใหม่จากเทคโนโลยีล้ำสมัยเอกสิทธิ์เฉพาะมิตซูบิชิ มอเตอร์ส เพื่อมอบสมรรถนะการขับขี่ที่เหนือกว่าด้วยฟีเจอร์พิเศษต่างๆ อาทิ โหมดการขับขี่ที่ได้รับการพัฒนาใหม่ ระบบควบคุมการขับเคลื่อนและสมดุลขณะเข้าโค้ง (Active Yaw Control: AYC) ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ Super Select 4WD-II อันเป็นเอกลักษณ์ของมิตซูบิชิรวมถึงระบบความปลอดภัยที่ครบครันอาทิยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น
(1) เมกาเฟรม (Mega Frame) ใหม่! และเครื่องยนต์ใหม่! ไฮเปอร์เพาเวอร์ (Hyper Power Engine) ใช้เชื้อเพลิงอย่างคุ้มค่า โครงสร้างรถยนต์แบบขั้นบันไดที่พัฒนาขึ้นใหม่ มีคานขวางที่แข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิมถึงร้อยละ 65 เมื่อเทียบกับรุ่นก่อน เพิ่มความแข็งแกร่งในทุกมิติ ทั้งการต้านทานแรงดัด (Bending Rigidity) และเสริมความแข็งแกร่งเชิงบิด (Torsional Rigidity) โดยมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยจากการใช้เหล็กกล้าทนแรงดึงสูง (High-tensile Steel) ในอัตราส่วนที่สูงขึ้น ไม่เพียงมอบสมรรถนะการขับขี่และความสะดวกสบายมากกว่าเดิม ออล–นิว ไทรทัน ยังมีความแข็งแรงสมบุกสมบันที่เหนือชั้น พร้อมรองรับการบรรทุกหนัก ทั้งยังช่วยรับและกระจายแรงในกรณีที่เกิดการปะทะ ช่วยปกป้องให้ทุกการขับขี่ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น
เครื่องยนต์คลีนดีเซลไฮเปอร์เพาเวอร์ (Hyper Power Engine) ใหม่! ได้รับการพัฒนาให้มีพละกำลังที่ทรงพลังและตอบสนองได้ดียิ่งขึ้น ด้วยพละกำลังสูงสุด 135 กิโลวัตต์ หรือ 184 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 430 นิวตันเมตร พร้อมติดตั้งระบบเทอร์โบแปรผัน VG Turbo ที่ช่วยในการควบคุมแรงดันอากาศให้สัมพันธ์กับรอบเครื่องยนต์มอบประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องยนต์ให้เต็มสมมรรถนะ
ออล–นิว ไทรทัน มาพร้อมระบบเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด พร้อมโหมดการขับขี่แบบ Sport และระบบเกียร์ธรรมดา 6 สปีด (ระบบเกียร์ไฟฟ้าแบบสวิตช์) ที่ช่วยลดแรงสั่นสะเทือนจากเครื่องยนต์ เพิ่มความสะดวกสบาย
(2) ยกระดับสมรรถนะการขับขี่ด้วยช่วงล่างที่พัฒนาใหม่ และระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ อันเป็นเอกลักษณ์ ออล–นิว ไทรทัน มาพร้อมกับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ อันเป็นเอกลักษณ์ของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ทั้งระบบ Super Select 4WD-II สำหรับรุ่น ดับเบิ้ล แค็บ และระบบ Easy Select 4WD สำหรับรุ่น ซิงเกิ้ล แค็บ ที่มีการตรวจจับแรงบิดด้วยระบบลิมิเต็ดสลิปที่เฟืองท้าย (Limited Slip Differential: LSD) ช่วยกระจายกำลังด้วยอัตราส่วนร้อยละ 40 ที่ล้อหน้าและร้อยละ 60 ที่ล้อหลัง สร้างความมั่นใจในสมรรถนะการยึดเกาะถนนและประสิทธิภาพในการเข้าโค้ง
ระบบ Super Select 4WD-II ในออล–นิว ไทรทัน มีระบบการขับเคลื่อนให้เลือก 4 รูปแบบ ได้แก่ 2H (ขับเคลื่อนล้อหลัง) 4H (ขับเคลื่อน 4 ล้อตลอดเวลา) 4HLc (ระบบล็อกเฟืองท้ายกลาง) และ 4LLc (ระบบล็อกเฟืองท้ายกลางอัตราทดความเร็วต่ำ) พร้อมด้วยโหมดการขับขี่ ใหม่! 7 โหมด ครอบคลุมการขับขี่ทั้งแบบออนโรด และแบบออฟโรด โหมดการขับขี่ Normal (ทั่วไป) และแบบ Eco (ประหยัด) Gravel (ทางลูกรัง) Snow (ถนนลื่น พื้นปกคลุมด้วยหิมะ หรือขณะฝนตกหนัก) Mud (ลุยโคลน) Sand (พื้นทราย) Rock (พื้นหินตะปุ่มตะป่ำ)
สำหรับระบบ Easy Select 4WD สามารถเลือกใช้ระบบขับเคลื่อน 2H (ขับเคลื่อนล้อหลัง) 4H (ระบบล็อกเฟืองท้ายกลาง) และ 4L (สำหรับการขับขี่ด้วยอัตราทดความเร็วต่ำ) ตอบโจทย์การใช้งานในเส้นทางที่หลากหลาย
ระบบควบคุมการขับเคลื่อนและสมดุลขณะเข้าโค้ง (Active Yaw Control: AYC) ได้รับการติดตั้งพร้อมกับระบบ Super Select 4WD-II เพิ่มสมรรถนะการเข้าโค้งด้วยการควบคุมการขับเคลื่อนและแรงดันเบรกที่ล้อด้านในและนอกโค้งให้มีความสมดุลอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ทั้งรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ และขับเคลื่อน 4 ล้อ จะมาพร้อมกับระบบป้องกันล้อหมุนฟรี แอคทีฟลิมิเต็ดสลิป (Brake Control Type) ซึ่งช่วยควบคุมแรงดันเบรกของล้อที่หมุนฟรีพร้อมส่งและกระจายกำลังไปยังอีกล้อหนึ่งจึงช่วยเพิ่มความปลอดภัยขณะขับขี่บนพื้นผิวถนนที่ลื่นพร้อมกับมอบประสบการณ์ขับขี่ก้าวข้ามทุกอุปสรรค
ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว (Active Stability Control: ASC) และระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและควบคุมการลื่นไถล (Traction Control Sytem: TCL) ที่ยกระดับความปลอดภัยการขับขี่อย่างเป็นมาตรฐานในทุกรุ่นย่อย ช่วยควบคุมการทรงตัวในการขับขี่บนทุกเส้นทางได้อย่างมั่นใจ อีกทั้งยังมาพร้อมกับระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน (Hill Start Assist: HSA) ป้องกันรถถอยหลังขณะออกตัวบนทางลาดชัน
ช่วงล่างที่ได้รับการพัฒนาใหม่ ด้วยโครงสร้างปีกนกสองชั้นที่ด้านหน้าซึ่งมีความทนทานแข็งแกร่งและยืดหยุ่น แท่นยึดคานบนของรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ (4WD) และขับเคลื่อน 2 ล้อ ยกสูง (2WD High Rider) ได้รับการปรับตำแหน่งยึดเกาะให้สูงขึ้นเพื่อเพิ่มช่วงชักอีก 20 มิลลิเมตรเพื่อเพิ่มการยึดเกาะถนนและความนุ่มนวลในการขับขี่ช่วงล่างด้านหลังมอบความสะดวกสบายยิ่งขึ้นพร้อมความแข็งแกร่งโดยใช้แหนบแผ่นซ้อนที่ได้รับการพัฒนาให้มีน้ำหนักเบาขึ้นกว่าเดิมพร้อมด้วยโช้คอัพที่มีขนาดใหญ่ขึ้น
ถึงแม้ตัวถังของ ออล–นิว ไทรทัน จะมีขนาดใหญ่บึกบึนยิ่งขึ้น แต่ยังคงรัศมีวงเลี้ยวที่แคบและคม เพื่อให้ควบคุมได้อย่างคล่องตัว และเสริมทัศนะวิสัยในการขับขี่ให้สะดวกและปลอดภัยขึ้นด้วยการออกแบบฝากระโปรงที่ช่วยให้ผู้ขับขี่มองเห็นเส้นสายขอบฝากระโปรง ความปลอดภัยและความสะดวกสบายนับเป็นส่วนสำคัญที่ได้รับการพัฒนา
(3) แนวคิดการออกแบบ “บีสท์ โหมด” [Beast Mode] ออล–นิว ไทรทัน ผสมผสานความปราดเปรียวเข้ากับการออกแบบที่แข็งแกร่งของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส เพื่อสร้างสรรค์รูปลักษณ์อันโดดเด่นสะดุดตาพร้อมกับสะท้อนความบึกบึนและทรงพลังแบบฉบับรถกระบะที่แท้จริง
การออกแบบด้านหน้าตัวรถอันเป็นเอกลักษณ์ ไดนามิค ชิลด์ (Dynamic Shield) สะท้อนถึงสมรรถนะอันทรงพลัง เสริมความอุ่นใจในการปกป้องผู้โดยสารและตัวรถ ให้ความมั่นใจสูงสุดยกระดับให้ ออล–นิว ไทรทัน เป็นรถกระบะที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความแข็งแกร่งที่ทรงพลัง จากการออกแบบกระจังหน้าและซุ้มล้อแบบสามมิติที่ดุดัน พร้อมกันชนหน้าที่ออกแบบเพื่อเน้นย้ำรูปทรงสะท้อนถึงพลังที่อัดแน่น เสริมด้วยไฟส่องสว่างเวลากลางวันแบบ LED ดีไซน์โฉบเฉี่ยวดุจสายตาเหยี่ยว ผสานกับไฟส่องสว่างหน้า แบบสามมิติ ด้วยการออกแบบทั้งหมดนี้ทำให้ออล–นิว ไทรทัน เป็นกระบะที่มีรูปลักษณ์โฉบเฉี่ยวพร้อมสะกดทุกสายตา ขณะที่กระบะท้ายได้รับการออกแบบให้มีพื้นที่กว้างขวางมากยิ่งขึ้น ตอบรับทุกการใช้งาน มั่นใจทุกการบรรทุกได้อย่างเต็มพิกัด ทุกอณูของการออกแบบได้สะท้อนความแข็งแกร่ง จากด้านหน้าจรดท้าย เสริมด้วยไฟท้ายรูปตัว T (T-shaped LED) ทั้งสองฝั่ง แสดงถึงความกว้างขวาง พร้อมสะท้อนความหนักแน่นแข็งแกร่ง
ทุกองค์ประกอบของตัวรถได้รับการออกแบบให้ตอบโจทย์การใช้งานอเนกประสงค์เหนือระดับ ด้วยรูปทรงห้องโดยสารและสปอยเลอร์ท้ายที่เพิ่มความลู่ลมตามหลักอากาศพลศาสตร์ สะดวกสบายด้วยบันไดข้างกว้างขึ้น ซึ่งได้รับการออกแบบเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำให้ดียิ่งขึ้น
การออกแบบภายในห้องโดยสารและแผงควบคุม ภายใต้แนวคิด Horizontal Axis ด้วยเส้นตรงแนวราบและรูปทรงที่แข็งแกร่ง คำนึงถึงประสบการณ์ในการใช้งานด้วยความใส่ใจในทุกรายละเอียด ภายในห้องโดยสารมีการออกแบบด้วยรูปทรงเรขาคณิตและใช้วัสดุคุณภาพสูง พร้อมตกแต่งด้วยวัสดุบุนุ่ม ซึ่งช่วยเพิ่มความรู้สึกถึงการปกป้อง เสริมความสะดวกสบายในการใช้งานหลากหลายรูปแบบ และตกแต่งด้วยโครเมียมในหลายส่วนเพื่อสร้างบรรยากาศที่ทันสมัย เติมเต็มความใส่ใจในทุกการออกแบบอย่างประณีต
นอกจากนี้ ออล–นิว ไทรทัน ยังได้ให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับจอแสดงผลที่มองเห็นได้ชัดเจน โดยชุดมาตรวัดและสวิตช์ควบคุมต่างๆ ได้รับการออกแบบให้มองเห็นได้อย่างโดดเด่น และควบคุมได้สะดวกง่ายดายแม้ในขณะที่สวมถุงมือหนา ทั้งพวงมาลัย ก้านจับ และมือจับเปิดประตู ล้วนได้รับการออกแบบภายใต้แนวคิด “มิตซูบิชิ ทัช” (Mitsubishi Touch) ซึ่งมุ่งเน้นที่ความสะดวกสบายในการหยิบจับได้อย่างกระชับมือ
แผงคอนโซลกลางของรุ่นเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด และเกียร์ธรรมดา 6 สปีด มีช่องวางแก้วน้ำที่รองรับแก้วขนาดใหญ่ 2 ใบ พร้อมกล่องเก็บของที่รองรับขวดพลาสติกขนาด 600 มิลลิลิตร ได้มากถึง 4 ขวด และเพื่อตอบโจทย์การใช้งานแบบมืออาชีพ โดยในทุกพื้นที่ ทั้งกล่องเก็บของด้านหน้า ช่องวางสมาร์ทโฟน และช่องเก็บของขนาดเล็กอื่นๆ มีความกว้างขวางที่ใช้งานได้สะดวกง่ายดายแม้ในขณะที่สวมถุงมือ นอกจากนี้ แผงควบคุมด้านหน้าและคอนโซลกลางยังมีช่อง USB-A และ USB-C สำหรับการชาร์จอุปกรณ์ต่างๆและยังมีแท่นชาร์จไร้สายอยู่ที่ด้านล่างของแผงควบคุม
(4) ยกระดับสมรรถนะรถกระบะให้เหนือกว่า ในส่วนกระบะตอนท้าย ได้รับการออกแบบให้ระยะความสูงของกระบะจากพื้น ต่ำลงจากรุ่นก่อน 45 มิลลิเมตร อยู่ที่ 820 มิลลิเมตร พร้อมขยายพื้นที่ด้านบนของมุมกันชนหลังให้ใหญ่ขึ้น และเสริมความแข็งแรงด้วยเฟรมเพื่อให้วางเท้าและก้าวขึ้นกระบะได้อย่างสะดวกมากขึ้น
เบาะนั่งคู่หน้าได้รับการออกแบบให้ช่วยหนุนแผ่นหลังส่วนล่างขณะที่พื้นที่ช่วงไหล่มีรูปทรงเปิดกว้างเพื่อความสบายในการขยับตัวช่วยลดความเหนื่อยเมื่อยล้าของผู้ขับขี่ระยะของเบาะที่ตรงกับตำแหน่งสะโพกได้รับการขยับสูงขึ้นเพื่อช่วยปรับสรีระขณะขับขี่ให้อยู่ในท่าตรงโดยยังคงความคล่องตัวสะดวกสบายตามหลักสรีระศาสตร์ทั้งพัฒนาเพิ่มทัศนวิสัยให้มองเห็นเส้นทางได้สะดวกจากภายในห้องโดยสารนอกจากนี้การเข้าและออกจากห้องโดยสารทำได้ง่ายขึ้นด้วยการออกแบบเสาด้านหน้าใหม่ที่เป็นแนวตรงมากขึ้นช่วยให้เปิดประตูได้กว้างขึ้นและเพิ่มพื้นที่บันไดข้างให้ใหญ่ขึ้นลดโอกาสลื่นไถลใช้งานได้สะดวกกว่าเดิม
ออล–นิว ไทรทัน ไดมอนด์ เซนส์ (Diamond Sense) อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูงสุดอาทิ
- ระบบเตือนการชนด้านหน้าตรง พร้อมระบบช่วยชะลอความเร็ว (Forward Collision Mitigation system: FCM)
- ระบบสัญญาณเตือนจุดอับสายตา (Blind Spot Warning: BSW) พร้อมระบบสัญญาณเตือนขณะเปลี่ยนเลน (Lane Change Assist: LCA)
- ระบบเตือนด้านหลังขณะถอยออกจากช่องจอด (Rear Cross Traffic Alert: RCTA)
นอกจากนี้ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ได้ออกแบบ ออล–นิว ไทรทัน ให้มาพร้อมกับอุปกรณ์ตกแต่งมากมายให้เลือกสรร ไม่ว่าจะป้องกันพื้นผิวสำหรับการใช้งานเชิงพาณิชย์ จนถึงการตกแต่งในสไตล์รถส่วนตัว เช่น สปอร์ตบาร์ ชุดตกแต่งซุ้มล้อบังโคลน และคิ้วกันกระแทกประตูที่ช่วยเสริมรูปลักษณ์อันแข็งแกร่งทรงพลัง ตราสัญลักษณ์ที่กระจังหน้าเติมเต็มความสะดุดตา และพื้นปูกระบะซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ขาดไม่ได้ในรถกระบะก็มีให้เลือกเช่นกัน
ทาคาโอะ คาโตะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น เปิดเผยว่า “เราพัฒนาออล–นิว ไทรทัน ที่หลอมรวมความเป็น “ที่สุด” แห่งดีเอ็นเอของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส (Mitsubishi Motors-ness) เพื่อให้ตอบโจทย์ความเป็นรถระบะสำหรับคนยุคใหม่ โดยในทุกฟีเจอร์หลักของออล–นิว ไทรทัน ได้รับการพัฒนาขึ้นจากเทคโนโลยีสุดล้ำเอกสิทธิ์เฉพาะของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประกอบด้วย เฟรม ตัวถัง และแชสซีส์ที่แข็งแกร่งทนทาน เครื่องยนต์ที่ทรงพลังและตอบสนองได้ดังใจ รวมถึงระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ที่ให้สมรรถนะการขับขี่ที่ดีเยี่ยม
ด้วยเป้าหมายการผลิตสูงสุด 200,000 คัน เพื่อจำหน่ายในมากกว่า 100 ประเทศทั่วโลก ทำให้ ออล–นิว ไทรทัน นับเป็นยานยนต์รุ่นสำคัญ เป็นขุมพลังขับเคลื่อน มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ในฐานะรถยนต์เชิงกลยุทธ์ระดับโลกรุ่นแรก ซึ่งเปิดตัวในยุคแห่งการเติบโต ขอให้ทุกท่านติดตามทุกย่างก้าวของเราที่มุ่งสู่เป้าหมายอันยิ่งใหญ่ นับจากวันนี้” มร. คาโตะ กล่าวเสริม
เออิอิชิ โคอิโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า “ออล–นิว ไทรทัน ได้รับการพัฒนาขึ้นใหม่ทั้งคันโดยมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ทั้งโครงสร้างเมกาเฟรม ช่วงล่างที่มอบการควบคุมอย่างเหนือชั้น ห้องโดยสารที่กว้างขวางและสะดวกสบายสุดพรีเมียม พร้อมเครื่องยนต์ใหม่ Hyper Power อันทรงพลัง เพื่อช่วยยกระดับชีวิตและธุรกิจของลูกค้าให้ดียิ่งขึ้น”
“ออล–นิว ไทรทัน ได้รับการผลิต และจำหน่ายในประเทศไทยเป็นที่แรกในโลก เราหวังว่า ออล–นิว ไทรทัน จะมาปฏิวัติเพื่อเอาชนะความท้าทายของสภาวะเศรษฐกิจและสถานการณ์ในตลาดเวลานี้ พร้อมกับช่วยยกระดับชีวิตและธุรกิจของลูกค้าให้ดียิ่งขึ้น โดย ออล–นิว ไทรทัน จะประกอบไปด้วยรุ่นย่อยต่างๆ ที่มุ่งตอบสนองความต้องการของลูกค้าทุกกลุ่มในตลาดรถกระบะ เนื่องจากได้รับการออกแบบและพัฒนาจากการศึกษาความต้องการที่แท้จริงของลูกค้าชาวไทย ทั้งการใช้งานแบบรถส่วนตัว และการใช้งานเชิงพาณิชย์”
ก่อนหน้านี้ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ได้นำเสนอแคมเปญพิเศษ “ออล–นิว ไทรทัน ขับมันส์ ก่อนใคร !” (ALL-NEW TRITON REV UP & WIN) เพื่อเป็นการขอบคุณลูกค้าทุกท่าน ที่ต้องการเป็นเจ้าของออล–นิว ไทรทัน ก่อนเปิดตัว “แคมเปญนี้ได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยมจากลูกค้าในประเทศไทยด้วยยอดจองมากกว่า 10,000 คัน ภายในเวลาไม่ถึง 2 เดือน ซึ่งเป็นการพิสูจน์ให้เห็นถึงความเชื่อมั่นและความพึงพอใจของลูกค้าที่มีต่อแบรนด์ ผลิตภัณฑ์ และชื่อเสียงของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส”
Monkey Lightning Custom Edition ฟ้าผ่ารับหน้าฝน!
Monkey Lightning Custom Edition เป็นรถมินิไบค์ที่สะท้อนความซุ
พร้อมให้เหล่าสาวกลิงได้เป็นเจ้
ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
เฟซบุ๊กรถจักรยานยนต์ฮอนด้า : fb.com/hondamotorcyclethailand
เฟซบุ๊ก CUBhouse : cubhousebyhonda
#CUBHouse #CUBHouseMagazine #ตามกระแสCUB #HondaMonkey #MonkeyLightning #MonkeyCustomEdition
#รถจักรยานยนต์ฮอนด้า #มอเตอร์ไซค์ฮอนด้า #HondaMotorcycle #WhatStopsYou #มุ่งไปอย่าให้อะไรมาหยุด
Lamborghini Revuelto ปลั๊กอินไฮบริดเครื่องยนต์ V12 คันแรกค่ายกระทิงดุ!
Lamborghini Revuelto สร้างมาตรฐานใหม่ทั้งในด้านสมรรถนะ ภาพลักษณ์แนวสปอร์ต และประสบการณ์การขับขี่สุดเร้าใจ ด้วยสถาปัตยกรรมโครงสร้างรูปแบบใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน นวัตกรรมการออกแบบรถยนต์ ระบบอากาศพลศาสตร์ประสิทธิภาพสูง และคอนเซ็ปต์ใหม่ของการใช้โครงคาร์บอนไฟเบอร์ มอบพละกำลังมากถึง 1,015 CV ที่ผสานพลังระหว่างเครื่องยนต์สันดาปภายในรุ่นใหม่กับมอเตอร์ไฟฟ้า 3 ตัว โดยทำงานร่วมกับชุดเกียร์ดับเบิลคลัชต์ดีไซน์ใหม่ ซึ่งถูกเปิดตัวในรถยนต์ลัมโบร์กินี 12 สูบรุ่นนี้เป็นครั้งแรก
ระบบส่งกำลังประสานพลังของขุมพลังแรงสูง ทั้งจากเครื่องยนต์สันดาปรุ่นใหม่ที่มีค่ากำลังจำเพาะถึง 128 CV ต่อลิตร ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าแบบ Axial Flux Motor ด้านหน้า 2 ตัว ซึ่งมอบอัตราส่วนน้ำหนักต่อแรงม้าที่ดีเยี่ยม ร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าแบบ Radial Flux Electric Motor อีก 1 ตัว ซึ่งติดตั้งด้านบนชุดเกียร์ดับเบิลคลัชต์ 8 สปีดดีไซน์ใหม่ซึ่งเปิดตัวเป็นครั้งแรกในรถยนต์ลัมโบร์กินี 12 สูบรุ่นนี้ โดยมอเตอร์ไฟฟ้าทั้ง 3 ตัวใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนกำลังสูง (4,500 วัตต์ต่อกิโลกรัม) ซึ่งสามารถรองรับโหมดการขับขี่แบบไฟฟ้า 100%
วัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ซึ่งผลิตขึ้นด้วยศาสตร์และศิลป์ขั้นสูงในโรงงานที่ Sant’Agata Bolognese ถือเป็นองค์ประกอบในโครงสร้างหลักของรถยนต์รุ่นใหม่นี้ ซึ่งไม่เพียงใช้กับส่วนโครง Monofuselage และเฟรมเท่านั้น แต่ยังรวมถึงองค์ประกอบหลายส่วนของตัวถัง ด้วยคอนเซ็ปต์การใช้คาร์บอนไฟเบอร์และวัสดุน้ำหนักเบาที่ครอบคลุมตัวรถเกือบทั้งหมด เมื่อบวกกับขุมพลังเครื่องยนต์ประสิทธิภาพสูง จึงมอบอัตราส่วนน้ำหนักต่อแรงม้าที่ 1.75 kg/CV ซึ่งถือว่าดีเยี่ยมที่สุดในประวัติศาสตร์ของลัมโบร์กินี
Revuelto ผสานขุมพลังเพื่อมอบสมรรถนะสูงสุดในเซกเมนต์ด้วยอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 2.5 วินาที โดยมีความเร็วสูงสุดที่ 350 กม./ชม. โดยประสิทธิภาพพลวัตขั้นสูงนี้เกิดจากการใช้ระบบกระจายแรงบิดไฟฟ้าและระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ ซึ่งสามารถขับเคลื่อนแบบไฟฟ้าได้ 100% เพื่อสร้างความมั่นใจว่า Revuelto คือรถยนต์ซูเปอร์สปอร์ตที่เปี่ยมด้วยประสิทธิภาพในการขับขี่ทุกสถานการณ์ ทั้งการโลดแล่นในสนามแข่งและการเดินทางในชีวิตประจำวันบนท้องถนน
มร.ฟรานเชสโก้ สกาดาโอนิ ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ออโตโมบิลิ ลัมโบร์กินี กล่าวว่า “ประเทศไทยถือเป็นตลาดที่สำคัญในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และผมรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้นำเสนอ Revuelto ให้แก่แฟน ๆ ในประเทศไทย เพราะ Revuelto ได้นำเราเข้าสู่ยุคใหม่แห่งวิวัฒนาการรถยนต์ซูเปอร์สปอร์ตในช่วงการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบไฮบริด และยังเป็นก้าวสำคัญในการเฉลิมฉลองครบรอบ 60 ปีของลัมโบร์กินี ซึ่งผมเชื่อมั่นว่ารถยนต์รุ่นนี้จะสร้างนิยามใหม่ให้แบรนด์ของเราได้ก้าวไปอีกขั้น ตลอดจนร่วมปฏิวัติโลกยานยนต์ด้วยเครื่องยนต์รุ่น V12 อันเป็นเอกลักษณ์ของเรา”
อภิชาติ ลีนุตพงษ์ ประธานกรรมการ บริษัท เรนาสโซ มอเตอร์ จำกัด ในฐานะตัวแทนจำหน่ายรถยนต์
ลัมโบร์กินีอย่างเป็นทางการรายเดียวในประเทศไทย กล่าวว่า “ในโอกาสพิเศษครบรอบ 60 ปี แบรนด์ลัมโบร์กินีในปีนี้ ลัมโบร์กินีกำลังจะพาเราข้ามผ่านพรมแดนของประวัติศาสตร์และอนาคต โดยการเปิดตัว Lamborghini Revuelto ซูเปอร์สปอร์ตปลั๊กอินไฮบริด เครื่องยนต์ V12 สมรรถนะสูงรุ่นแรกของแบรนด์ ซึ่งถือเป็นจุดผ่านสำคัญทางเทคโนโลยีของลัมโบร์กินี เพื่อข้ามพ้นขีดจำกัดของสมรรถนะ แต่ยังคงไว้ด้วยเอกลักษณ์ดีไซน์อันเป็นตัวตนที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงของลัมโบร์กินี ซึ่งเรามั่นใจว่า ยนตรกรรมรุ่นใหม่ล่าสุดนี้จะตอบโจทย์ทุกประสบการณ์การขับขี่และได้รับการตอบรับที่ดีจากแฟนๆลัมโบร์กินีทั่วประเทศอย่างแน่นอน”
งานครั้งนี้ยังจัดขึ้นเพื่อยกย่องมรดกด้านนวัตกรรมของเครื่องยนต์ระดับตำนานของลัมโบร์กินี โดยภายในงานได้พาแขกผู้มีเกียรติทุกท่านย้อนรอยไปชมความสำเร็จของเหล่าตำนานเครื่องยนต์ V12 ไม่ว่าจะเป็น Diablo, Murcielago 40th Anniversary, Aventador SV LP750-4 Coupe, Aventador LP700-4 Coupe, Aventador SVJ 63 Roadster และ Aventador Ultimae Coupe ที่แบรนด์รวบรวมมาจัดแสดง ร่วมด้วยโชว์เคสชิ้นพิเศษในรูปแบบ Generative Art ที่ถ่ายทอดอัตลักษณ์ของแบรนด์ได้อย่างมีสไตล์และทรงพลัง
‘Electrify your day with C 350 e’ เที่ยวอย่างคนมีไฟ!
บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกับผู้จำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่างเป็นทางการ ชวนกลุ่มลูกค้าที่เป็นเจ้าของรถยนต์ Mercedes-Benz C-Class รุ่น C 350 e AMG Dynamic ร่วมทดสอบการขับขี่ที่เน้นการใช้งานระบบขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า ในกิจกรรม “Electrify your day with C 350 e” บนเส้นทางกรุงเทพฯ – พัทยา โดยมีลูกค้าจากผู้จำหน่ายฯ 8 แห่ง ได้แก่ บริษัท เบนซ์บีเคเค กรุ๊ป จำกัด, บริษัท เบนซ์ พระราม 3 จำกัด, บริษัท บีเคเค ออโตเฮาส์ กาญจนาภิเษก จำกัด, บริษัท ไพรม์มัส ออโต้เฮาส์ จำกัด, บริษัท สวนหลวง ออโต้เฮ้าส์ จำกัด, บริษัท ธนบุรีพานิช จำกัด (สาขา ลุมพินี), บริษัท ทองหล่อ-รามอินทรา จำกัด และบริษัท ทีทีซี มอเตอร์ จำกัด รวมลูกค้าที่นำรถเข้าร่วมกิจกรรมทั้งสิ้น 46 คัน สำหรับกิจกรรมดังกล่าวเป็นการมอบประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟให้กับลูกค้าของเมอร์เซเดส-เบนซ์ รวมถึงการให้คำแนะนำเกี่ยวกับเทคนิคการขับขี่รถยนต์ประเภทปลั๊กอินไฮบริดให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งในด้านของการทดสอบสมรรถนะและวิธีในการทำระยะทางการขับขี่ด้วยพลังงานไฟฟ้าให้ได้มากที่สุดต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง
ในกิจกรรม “Electrify your day with C 350 e” ลูกค้าทุกคนจะได้ขับขี่รถยนต์ไปพร้อมกับคาราวานของเมอร์เซเดส-เบนซ์ พร้อมเข้าร่วมการแข่งขันทดสอบการขับขี่ในโหมดพลังงานไฟฟ้าล้วน (Electric Mode) ของรุ่น C 350 e AMG Dynamic บนสภาพถนนจริงด้วยระยะทางกว่า 160 กิโลเมตร ตั้งแต่กรุงเทพฯ – พัทยา เพื่อทดสอบประสิทธิภาพของระบบขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ โดยผู้ที่สามารถทำระยะทางการขับขี่ด้วยพลังงานไฟฟ้าได้มากที่สุด จะได้รับของรางวัลสุดเอ็กซ์คลูซีฟจากเมอร์เซเดส-เบนซ์
Mercedes-Benz C-Class รุ่น C 350 e AMG Dynamic เป็นรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดที่มาพร้อมการออกแบบอันมีเอกลักษณ์ด้วยดีไซน์ใหม่ในคอนเซ็ปต์ “Sensual Purity” ที่ผสานความสปอร์ตและความหรูหราได้อย่างลงตัว โดดเด่นด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีของระบบการขับเคลื่อนที่สามารถขับขี่ด้วยพลังงานไฟฟ้าได้มากกว่า 100 กิโลเมตร ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง และทำความเร็วสูงสุดจากโหมดการขับขี่แบบพลังไฟฟ้าล้วน (Electric Mode) ได้ถึง 140 กิโลเมตร/ชั่วโมง ทำให้ผู้ใช้งานสามารถขับขี่ภายในเมืองได้อย่างสะดวกสบายด้วยพลังงานไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว ซึ่งจะไม่มีการปล่อยไอเสียที่สร้างมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ C 350 e AMG Dynamic ยังมีการติดตั้งฟังก์ชันสุดไฮเทคอีกมากมายที่ช่วยยกระดับประสบการณ์และสร้างความประทับใจให้กับผู้ขับขี่และผู้โดยสารที่ได้สัมผัสรถรุ่นนี้
โดยล่าสุด เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ได้เพิ่มความอุ่นใจให้กับลูกค้าปัจจุบันและลูกค้าใหม่ ด้วยการรับประกันคุณภาพของแบตเตอรี่แรงดันสูง (High Voltage Battery) ที่ติดตั้งในรถยนต์รุ่นดังกล่าว ครอบคลุมเป็นระยะเวลานานถึง 10 ปี แบบไม่จำกัดระยะทาง (Unlimited mileage 10-year warranty) สำหรับผู้ที่สนใจรถยนต์รุ่น C 350 e AMG Dynamic สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมรวมถึงข้อเสนอพิเศษต่าง ๆ ได้ที่ผู้จำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ หรือที่เว็บไซต์ www.mercedes-benz.co.th และช่องทางโซเชียลมีเดียของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ทุกแพลตฟอร์ม
**********
เกี่ยวกับ เมอร์เซเดส-เบนซ์ เอจี
เมอร์เซเดส-เบนซ์ เอจี เป็นผู้รับผิดชอบธุรกิจทั่วโลกของรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ และรถตู้เมอร์เซเดส-เบนซ์ ด้วยจำนวนพนักงานกว่า 172,000 คนทั่วโลก โดยมี โอล่า คัลเลนเนียส เป็นประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัทมุ่งเน้นการพัฒนา ผลิต และจำหน่ายรถยนต์ รถตู้ และบริการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์ นอกจากนั้น ยังมีเจตนารมณ์ในการเป็นผู้นำของโลกในด้านยานยนต์ไฟฟ้าและซอฟต์แวร์รถยนต์ กลุ่มผลิตภัณฑ์ของบริษัทประกอบด้วยแบรนด์เมอร์เซเดส-เบนซ์ และแบรนด์ย่อย เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี เมอร์เซเดส-มายบัค เมอร์เซเดส-อีคิว จี-คลาส และแบรนด์สมาร์ท โดยแบรนด์เมอร์-เซเดส มีนำเสนอการเข้าถึงบริการด้านดิจิทัลจากเมอร์เซเดส-เบนซ์ ทั้งนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ เอจี เป็นหนึ่งในผู้ผลิตรถยนต์โดยสารระดับลักชัวรีรายใหญ่ที่สุดของโลก ในปี 2564 บริษัทฯ จำหน่ายรถยนต์นั่งส่วนบุคคลราว 1.9 ล้านคัน และรถตู้เกือบ 386,200 คัน เมอร์เซเดส-เบนซ์ เอจี ขยายเครือข่ายการผลิตใน 2 กลุ่มธุรกิจอย่างต่อเนื่องทั่วโลก โดยมีฐานการผลิตราว 35 แห่งใน 4 ทวีป ควบคู่ไปกับแนวทางการพัฒนาที่ตอบสนองความต้องการในด้านยานยนต์ไฟฟ้า ขณะเดียวกัน บริษัทได้พัฒนาเครือข่ายการผลิตแบตเตอรี่ของตัวเองทั่วโลกใน 3 ทวีป การดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนล้วนมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งทั้งต่อกลยุทธ์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์และต่อบริษัท สำหรับเมอร์เซเดส-เบนซ์ เอจี ความยั่งยืนหมายถึงการสร้างคุณค่าให้แก่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายในระยะยาว ทั้งลูกค้า พนักงาน นักลงทุน พันธมิตรทางธุรกิจ และสังคมโดยรวม โดยอาศัยพื้นฐานของกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนของกลุ่ม เมอร์เซเดส-เบนซ์ กรุ๊ป ซึ่งมุ่งรับผิดชอบต่อผลกระทบในด้านเศรษฐกิจ สภาพแวดล้อม และสังคม จากกิจกรรมทางธุรกิจต่าง ๆ ของบริษัท และให้ความสำคัญต่อห่วงโซ่คุณค่าโดยรวม
ASICS เปิดตัวคอลเลคชั่น Autumn Winter 2023 มาครบทั้งกีฬาและไลฟ์สไตล์
ASICS (เอสิคซ์) เปิดตัวคอลเลคชั่นล่าสุด Autumn / Winter 2023 ครอบคลุมหลากหลายประเภทกีฬาและไลฟ์สไตล์ ทั้งสายวิ่ง (Performance Running) สายกีฬาบนคอร์ท (Core Performance Sports) สายแฟชั่นและสปอร์ตสไตล์ (SPORTSTYLE) รวมถึงเสื้อผ้า (Apparel) โดยงาน ASICS Autumn Winter 2023 Media Preview Day ในครั้งนี้ จัดขึ้น ณ Urban Yard Bangkok ประเทศไทย
สำหรับงาน ASICS Autumn Winter 2023 Media Preview Day มาพร้อมกับ 4 โซน 4 คอนเซ็ปต์ สอดรับตามแนวคิดและประเภทสินค้าของ ASICS ที่ได้รับการพัฒนาด้วยนวัตกรรมสุดล้ำเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ทุกประเภท ทั้งกีฬาและไลฟ์สไตล์ ภายในงานยังมีสื่อมวลชน พาร์ทเนอร์และแบรนด์แอมบาสเดอร์ทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้เกียรติมาร่วมรับชมคอลเลคชั่นนี้ไปด้วยกัน ทั้งเหล่า Brand Ambassador จาก ASICS เต–ตะวัน วิหครัตน์, ภณ–ณวัสน์ ภู่พันธัชสีห์, เต้ย–พงศกร เมตตาริกานนท์ และเน๋ง–ศรัณย์ นราประเสริฐกุล ไปจนถึงนักวิ่งอัลตรามาราธอนจากประเทศสิงคโปร์ นาตาลี เดา (Natalie Dau), Miss Universe ปี 2019 จากประเทศฟิลิปปินส์ กาซีนี กานาโดส (Gazini Ganados) และแขกรับเชิญสุดเอ็กซ์คลูซีฟท่านอื่น ๆ อีกมากมาย
โยเกซ คานธี กรรมการผู้จัดการประจำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า “ASICS มีที่มาจากปรัชญา “A Sound Mind in a Sound Body” โดยเราเชื่อในการยกระดับร่างกายและจิตใจ ผ่านการเคลื่อนไหวด้วยกีฬาและการออกกำลังกาย ดังนั้น ในคอลเลคชั่นใหม่ Autumn Winter 2023 นี้จึงมีเป้าหมายที่เพื่อสร้างแรงบัลดาลใจให้ผู้คนได้ออกมาเคลื่อนไหวออกกำลังกาย เพื่อสุขภาพที่ดีทั้งร่างกายและจิตใจ”
ASICS ยังคงสนับสนุนและให้ความสำคัญในเรื่องของความยั่งยืนเสมอมา โดยในงาน AW23 Media Preview ได้ร่วมมือกับ WISHULADA ศิลปินและนักกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อม จัดแสดงผลงานศิลปะสุดยูนีครอบพื้นที่จัดงาน โดยนำเสื้อผ้าและรองเท้าจาก ASICS มารังสรรค์เป็นผลงานสุดอาร์ต อีกทั้งยังมีการจัดแสดงรองเท้า GEL-LYTE lll CM1.95 ซึ่งเป็นรองเท้าที่มีคาร์บอนฟุตพริ้นท์น้อยที่สุดของ ASICS
ในโซน Performance Running ผู้เข้าร่วมงานจะได้ร่วมสัมผัสประสบการณ์ “Sound Mind, Sound Body” หรือการมีจิตใจที่แจ่มใสในร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง ผ่านเทคโนโลยีสุดล้ำในรองเท้าวิ่งระดับตำนานที่ได้พัฒนาขึ้นมาโดยเฉพาะสำหรับนักวิ่งทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น GEL-CUMULUS™ 25, GEL-KINSEI™ MAX และ GEL-KAYANO™ 30 รวมไปถึงการฉลองครบรอบ 30 ปี ของซีรีส์รองเท้าสุดไอคอนิกอย่าง GEL-KAYANO™ กับรองเท้าโมเดลล่าสุด GEL-KAYANO 30 ที่ผสานความมั่นคงอย่างเหนือระดับไปพร้อมกับความสบายอย่างไม่เคยมีมาก่อนด้วยเทคโนโลยี 4D GUIDANCE SYSTEM™ และในช่วงเช้าของวันงาน สื่อมวลชน พาร์ทเนอร์ และแบรนด์แอมบาสเดอร์ทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยังได้เข้าร่วมทดสอบประสิทธิภาพของรองเท้าในกิจกรรม GEL-KAYANO™ 30 Running Clinic ที่ออกแบบมาเพื่อเน้นการเสริมสร้างความมั่นคงเป็นพิเศษ และเรียนรู้เกี่ยวกับการเดินทางอันยาวนานของรองเท้าในตำนานกว่า 30 ปีที่ผ่านมา พร้อมกันนี้ ASICS ได้นำเสนองานวิจัย Move Every Mind ที่ศึกษาความเหลื่อมล้ำทางเพศในการออกกำลังกาย เพื่อผลักดัน ส่งเสริมให้ทุกคน ทุกเพศมีโอกาสในการเข้าถึงประโยชน์จากการออกกำลังกายทั้งทางร่างกายและจิตใจ
อีกทั้งผู้เข้าร่วมงานยังได้มีโอกาสรับชมไลน์สินค้าล่าสุดสำหรับรองเท้ากีฬาบนคอร์ท (Core Performance Sports) โดยไฮไลท์ในปีนี้อยู่ที่รองเท้าเทนนิสรุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่นคอแลบอเรชั่นล่าสุดอย่าง BOSS x ASICS GEL-RESOLUTION™️ 9 ซึ่งออกแบบมาเป็นพิเศษสำหรับ มัตเตโอ แบร์เร็ตตินี่ (Matteo Berrettini) แชมป์เทนนิสชาวอิตาลี ผสมผสานกันระหว่างเทคโนโลยีของ ASICS ที่ช่วยสร้างความมั่นคงขั้นสูงและการรองรับแรงกระแทกสำหรับผู้เล่นที่เน้นการตั้งรับและต้องการรองเท้าที่แข็งแรง ช่วยซัพพอร์ทเท้าเพื่อป้องกันการเคลื่อนไหวจากด้านหนึ่งไปอีกด้านหนึ่ง(Baseline) มาพร้อมดีไซน์และสีสันสุดพิเศษที่ได้รับแรงบันดาลใจจากแบรนด์แฟชั่นชื่อดังตามแบบฉบับของ BOSS นอกจากนี้ ไลน์อัพสำหรับ Autumn Winter 2023 ในหมวดเสื้อผ้าออกกำลังกาย ยังได้มีการพัฒนาเทคโนโลยี ACTIBREEZE™ ที่ช่วยควบคุมและลดความชื้นให้ผู้สวมใส่ได้อย่างดียิ่งขึ้น ไปจนถึงคอลเลคชั่น NAGINO หรือเสื้อผ้าออกกำลังกายสำหรับผู้หญิง ซึ่งถูกออกแบบเพื่อช่วยสร้างเสริมความมั่นใจให้ผู้หญิงได้เคลื่อนไหวออกกำลังกายได้อย่างอิสระโดยไม่ถูกรบกวน
ปิดท้ายด้วยโซนสินค้าประเภท SPORTSTYLE ซึ่งมากับพื้นที่จัดงานในธีม ASICS SPORTSTYLE Café โดยในคอลเลคชั่น AW23 จัดเต็มทั้งดีไซน์ ฟังก์ชั่นและแฟชั่นเพื่อสร้างภาพจำใหม่อย่างโดดเด่นให้กับโมเดลรุ่น GT-2160, JAPAN S ST และ EX89 ด้วยการร่วมมือกันสุดพิเศษระหว่าง ASICS และแบรนด์แฟชั่น Cecile Bahnsen กับรองเท้าโมเดล GT-2160 ที่ได้รับการดีไซน์ให้สัมผัสได้ถึงการผสมผสานระหว่างรองเท้าในชีวิตประจำวันและรองเท้าแฟชั่นแบบไฮเปอร์เฟมินีนอย่างลงตัว และยังมาพร้อมกับความเชี่ยวชาญทางเทคนิคตามแบบฉบับของ ASICS ในส่วนของโมเดล JAPAN S ST หรือรองเท้าสำหรับกีฬาบาสเกตบอล ได้รับการออกแบบให้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวยิ่งกว่าเดิม พร้อมคุณสมบัติการรองรับแรงกระแทกที่เพิ่มมากขึ้น ในขณะที่โมเดล EX89 มาพร้อมสีใหม่ที่น่าสนใจ เพิ่มเติมจากสนีกเกอร์ที่ปล่อยออกมาเมื่อปีที่แล้ว
เตรียมตัวให้พร้อมกับคอลเลคชั่น Autumn Winter 2023 จาก ASICS สามารถช้อปได้ที่ ASICS Store ห้างสรรพสินค้า ร้านค้าชั้นนำ และทางออนไลน์ที่ ASICS.COM สนใจเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ จากทาง ASICS Running Club Thailand ได้ที่ Facebook: ASICS Running Club Thailand
#ASICSTH #ASICSSPORTSTYLETH
#NothingFeelsBetter #ASICSAW23Preview
New Honda XL750 Transalp สายลุย BigWing!
New Honda XL750 Transalp มีทั้งหมด 2 สี ได้แก่ สีดำ (TRANSALP MAT BALLISTIC BLACK METALLIC) ราคาจำหน่ายที่ 389,000 บาท และสีขาว (TRANSALP ROSS WHITE ราคาจำหน่ายที่ 394,000 บาท
บิ๊กไบค์รุ่น New Honda XL750 Transalp ได้รับการออกแบบมาเพื่อรองรับการขับขี่ทั้งบนทางเรียบและทางวิบาก ควบคุมง่ายด้วยเฟรมที่มีน้ำหนักเบาเพียง 208 กิโลกรัม ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ 750 ซีซี 2 สูบเรียง 8 วาล์ว ให้ผู้ขับขี่เพลิดเพลินไปกับการผจญภัยด้วย 5 โหมดการขับขี่ ได้แก่ Travel, Sport, Standard, Rain และ User ซึ่งพละกำลังแตกต่างกันไปในแต่ละโหมด รวมไปถึงระบบความปลอดภัย ที่สามารถปรับค่าต่างๆ ได้ด้วยตนเองตามความเหมาะสมในการใช้งาน
หน้าจอเรือนไมล์ ใช้หน้าจอแบบหน้าจอสี TFT ขนาด 5 นิ้ว พ่วงด้วยระบบควบคุมการทำงานฟังก์ชันต่างๆ สั่งงานด้วยเสียงขณะขับขี่ของฮอนด้า ผ่านแอปพลิเคชัน Honda RoadSync พร้อมเบาะนั่งที่ให้ความสบายสำหรับการขับขี่ในเมืองและการผจญภัยในทุกพื้นที่ ขับได้ทั้งเส้นทางออฟโร้ดและออนโร้ดด้วยล้อหน้าขนาด 21 นิ้ว และล้อหลังขนาด 18 นิ้ว ที่พร้อมระบบเบรก ABS ที่สามารถเปิด-ปิดได้ที่ล้อหลัง ควบคุมการขับขี่ได้
เปิดให้จองได้แล้ววันนี้ที่ Honda BigWing ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือดูรายละเอียดได้ที่
เว็บไซต์ : thaihonda.co.th
เฟซบุ๊กรถจักรยานยนต์ฮอนด้า : hondamotorcyclethailand
เฟซบุ๊กฮอนด้าบิ๊กไบค์ : HondaBigBikeTH
#TRANSALP750 #MountainAreCalling #Adventure #HondaBigBike
#ExcitesTheWorld #ExcitmentInEveryBreath
#รถจักรยานยนต์ฮอนด้า #มอเตอร์ไซค์ฮอนด้า #HondaMotorcycle #WhatStopsYou #มุ่งไปอย่าให้อะไรมาหยุด
