เปิดราคาสองพี่น้อง GWM สายลุยตระกูล TANK!
GWM TANK รถยนต์ภายใต้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ที่มุ่งเน้นการพัฒนารถยนต์เอสยูวีในสไตล์ออฟโรดที่มีความแข็งแกร่งผสานความพรีเมียม หรูหรา GWM TANK เปิดตัวครั้งแรกในประเทศจีนในงาน Guangzhou Auto Show 2564 ซึ่ง GWM TANK 500 สามารถทำยอดจองได้ถึง 26,000 คันใน 2 ชั่วโมงหลังเปิดตัว ส่วน GWM TANK 300 ยังได้รับความนิยมอย่างสูงในตลาดจีน จนเกิดปรากฏการณ์หาซื้อยาก (TANK Phenomenon) ยิ่งไปกว่านั้นการเปิดตัวของ All New GWM TANK 500 HEV ในประเทศไทยเมื่อเดือนมีนาคมในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2566 มียอดจองสิทธิ์ซื้อทะลุมากกว่า 1,000 คัน ภายในระยะเวลาเพียง 1 สัปดาห์ ตั้งแต่เปิดรับจองสิทธิ์ และตอกย้ำความร้อนแรงด้วยการคว้ารางวัล ‘The Most Exciting SUV Award’ ภายในงานอีกด้วย
All New GWM TANK 500 HEV รถยนต์เอสยูวีออฟโรดขนาดใหญ่ระดับพรีเมียม มิติรถกว้างขวางที่สุดในรถยนต์ระดับเดียวกัน ด้วยมิติตัวรถ 1,934 x 5,078 x 1,905 มม. (กว้าง x ยาว x สูง)ระยะฐานล้อ 2,850 มม. ดีไซน์เรียบหรูหราเป็นเอกลักษณ์ โดดเด่นด้วยกระจังหน้าขนาดใหญ่ที่ผสานช่องระบายอากาศแนวนอนและโลโก้ TANK รับเส้นสายที่นูนขึ้นของฝากระโปรง ไฟหน้า Intelligent LED ไฟท้าย Vertical LED อย่างเต็มระบบที่ตอบโจทย์ทั้งแฟชันและฟังก์ชันได้อย่างลงตัว และหลังคาซันรูฟระบบไฟฟ้าแบบพาโนรามิคขนาดใหญ่ รวมถึงล้ออัลลอยขนาด 20 นิ้ว และยางขนาด 265/50 R20 ที่ช่วยเสริมภาพลักษณ์การขับขี่ให้หรูหรามากขึ้นไปอีกระดับ ควบคู่กับการตกแต่งห้องโดยสารด้วยวัสดุสีดำ สีดำเงา สีโครเมียม และสีเงิน นาฬิกาแบบคลาสสิก และเบาะหนัง NAPPA
All New GWM TANK 500 HEV มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร พร้อมระบบเทอร์โบแปรผัน (VGT) ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ความจุ 1.76 กิโลวัตต์ ให้กำลังเครื่องยนต์สูงสุด 244 แรงม้า พร้อมแรงบิดเครื่องยนต์สูงสุด 380 นิวตัน–เมตร และกำลังมอเตอร์ไฟฟ้าสูงสุด 106 แรงม้า พร้อมแรงบิดมอเตอร์ไฟฟ้าสูงสุด 268 นิวตัน-เมตร ระบบเกียร์อัตโนมัติแบบ 9 สปีด (9HAT) และโหมดการขับขี่ที่มีมากถึง 11 รูปแบบ สอดรับกับแนวคิด “Nothing is Unreachable ไม่มีความสำเร็จไหนที่ไปไม่ถึง”
All New GWM TANK 500 HEV มีทั้งหมด 2 รุ่นย่อย ได้แก่ รุ่น PRO และรุ่น ULTRA ที่มาพร้อมกับเฉดสีรถภายนอกทั้งหมด 4 เฉดสี ได้แก่ สีขาว สีดำ สีเทา และสีใหม่เทาคริสตัล (เฉพาะรุ่น ULTRA) และเฉดสีรถภายในทั้งหมด 2 สี ได้แก่ สีดำ และทูโทนสีน้ำเงิน-เบจ (เฉพาะรุ่น ULTRA และตัวรถสีเทาคริสตัล)
All New GWM TANK 300 HEV – Define Your Own World รถยนต์พรีเมียมเอสยูวีออฟโรดขนาดกลาง มิติตัวรถ 1,930 x 4,760 x 1,903 มม. (กว้าง x ยาว x สูง) และระยะฐานล้อ 2,750 มม. ให้ความแปลกตาด้วยดีไซน์แบบออฟโรดที่ผนวกกับดีไซน์ BOXY ได้อย่างไร้รอยต่อ ด้วยกระจังหน้าแบบ Rectangle ตัดขอบสีดำเงาที่รวมการจัดเรียงของไฟหน้าทรงกลมตัด DRL ทรงเหลี่ยมผสานเข้ากับตัวรถ เสริมความเท่ทะมัดทะแมงด้วยกันชนดีไซน์ออฟโรดร่วมสมัย บังโคลนขนาดใหญ่ และบันไดข้าง พร้อมเพิ่มความแข็งแกร่งและมั่นใจให้กับภาพลักษณ์ด้วยล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว สีดำ และยาง A/T ขนาด 265/65 R17 เน้นย้ำความหรูหราของดีไซน์ออฟโรดที่ทันสมัยและสะดวกสบาย ด้วยนาฬิกาแบบคลาสสิก เบาะหนัง NAPPA ระบบกรองอากาศ PM2.5 และ Ionizer รวมถึงระบบชาร์จโทรศัพท์แบบไร้สาย ช่องจ่ายไฟสำรอง 220V แบบพร้อมเต้ารับสายไฟ และช่อง USB สำหรับผู้โดยสารข้างหน้า-หลัง และสำหรับกล้องบันทึกภาพ
All New GWM TANK 300 HEV สร้างบนแพลตฟอร์ม TANK โดยรถยนต์รุ่นนี้ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร พร้อมระบบเทอร์โบแปรผัน (VGT) ให้กำลังสูงสุด 244 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 380 นิวตัน-เมตร เป็น Flat Torque ในช่วง 1,700 – 4,000 รอบต่อนาที ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าให้กำลังมอเตอร์ไฟฟ้าสูงสุด 106 แรงม้า และแรงบิดมอเตอร์ไฟฟ้าสูงสุด 268 นิวตัน-เมตร ทั้งยังมาพร้อมระบบเกียร์แบบ 9 สปีด (9HAT) ที่สร้างขึ้นเพื่อรองรับความหลากหลายของระบบการขับเคลื่อนรถยนต์ไฮบริด และโหมดการขับขี่ที่มีถึง 7 รูปแบบ ได้แก่ โหมดปกติ โหมดสปอร์ต โหมดประหยัด โหมดพื้นหิมะ โหมดพื้นโคลน โหมดพื้นทราย และโหมด 4L ซึ่ง All New GWM TANK 300 HEV มี 2 รุ่นย่อย ได้แก่ รุ่น PRO และรุ่น ULTRA โดยมีเฉดสีรถภายนอกทั้งหมด 4 เฉดสี ได้แก่ สีส้ม สีดำ สีเทา และสีขาว และมีเฉดสีรถภายในทั้งหมดสีเดียว ได้แก่ สีดำ (ลักษณะของเบาะจะแตกต่างกันในรุ่น PRO และรุ่น ULTRA)
All New GWM TANK 500 HEV และ All New GWM TANK 300 HEV มาพร้อมการรับประกันคุณภาพ 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) และการรับประกันแบตเตอรี่ไฮบริด 8 ปี ไม่จำกัดระยะทาง นอกจากนี้ รถยนต์ทั้งสองรุ่น ยังมาพร้อมข้อเสนอสุดพิเศษมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่ง 1 ปี ฟรี ค่าอะไหล่และค่าแรงบํารุงรักษาตามระยะทาง GWM Pro Service Inclusive – GPSI สูงสุด 10 ครั้ง ภายใน 5 ปีหรือ 100,000 กิโลเมตร แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน (ไม่รวมอะไหล่สิ้นเปลือง) ฟรี บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน ( Roadside Assistance ) ตลอด 24 ชั่วโมง ระยะเวลา 5 ปี ฟรี บริการระบบตรวจสอบและสั่งการรถผ่านอินเทอร์เน็ต* (Telematic Service) พร้อมแพ็กเกจอินเทอร์เน็ตภายในรถ (Internet in Vehicle) ระยะเวลา 3 ปี รวมถึงสิทธิพิเศษกับการเป็นส่วนหนึ่งของ GWM TANK CLUB และกิจกรรมสุดพิเศษมากมาย
สำหรับลูกค้าที่สั่งซื้อ Value Pack ของ All New GWM TANK 500 HEV ไว้ในช่วง Pre-sale จะได้รับส่วนลดเงินสดมูลค่า 50,000 บาท และแพ็กเกจอินเทอร์เน็ตภายในรถเป็นระยะเวลา 3 ปี โดยลูกค้าจะต้องวางเงินจองภายในวันที่ 28 ตุลาคม 2566 เวลา 17.59 น. หรือภายใน 1 เดือนหลังจากการประกาศราคา มิฉะนั้นจะถือว่าสละสิทธิ์ Value Pack ดังกล่าว ยิ่งไปกว่านั้นลูกค้าที่จองสิทธิ Pre-sale จะได้สิทธิพิเศษรับรถก่อนลูกค้าที่จะเริ่มจองเข้ามาตามปกติ โดยลูกค้าที่จองสิทธิ์ Pre-sale จะต้องชำระเงินมัดจำภายใน 24 ชั่วโมงนับจากการเริ่มเปิดจอง หรือถึงเวลา 17.59 น. ของวันที่ 29 กันยายน 2566 เท่านั้น หลังจากนั้นลำดับการส่งมอบรถจะเป็นไปตามปกติ ซึ่งขึ้นอยู่กับระยะเวลาการจ่ายเงินจองสำเร็จของลูกค้า
วุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ รองประธานฝ่ายการตลาด เกรท วอลล์ มอเตอร์ อาเซียน กล่าวว่า “เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้มุ่งมั่นสร้างสรรค์ยนตรกรรมเอสยูวีออฟโรดพรีเมียมระดับโลกภายใต้ GWM TANK ที่สะท้อนถึงนวัตกรรมหลากหลายมิติของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ที่ขับเคลื่อนด้วยมุมมองระดับโลก ข้อมูลเชิงลึกทางตลาด เอสยูวีออฟโรดระดับไฮเอนด์ และเสียงตอบรับของผู้ใช้ เราได้คิดค้นเทคโนโลยีออฟโรดที่น่าตื่นเต้นในรูปแบบของรถยนต์พลังงานใหม่ บนแพลตฟอร์ม TANK โดยเป้าหมายของเราคือการสร้างไลฟ์สไตล์การขับขี่ออฟโรดที่เปี่ยมด้วยสมรรถนะ ความทรงพลัง และความสะดวกสบาย GWM TANK ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในประเทศจีนและทั่วโลก เรามียอดขายสะสมมากกว่า 300,000 คัน หรือคิดเป็นส่วนแบ่งทางการตลาดมากกว่า 60% ของตลาดรถยนต์ออฟโรดในประเทศจีน ในวันนี้ เรามีความภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่จะเปิดตัวรถยนต์ใหม่ทั้ง 2 รุ่น ในตลาดประเทศไทย ผมเชื่อว่า รถยนต์ทั้ง 2 รุ่นนี้ จะมาสร้างปรากฏการณ์และความตื่นเต้นให้กับเซ็กเมนต์รถยนต์เอสยูวีออฟโรดพลังงานใหม่ในประเทศไทยและตอบโจทย์ผู้บริโภคเจนเนอเรชันใหม่ที่มองหาดุลยภาพระหว่างการผจญภัยแบบออฟโรดและการเดินทางในเมืองได้อย่างแน่นอน”
โดยรถยนต์ภายใต้แบรนด์ TANK ทั้งสองรุ่นใหม่ที่ได้เปิดตัวและประกาศราคาอย่างเป็นทางการนี้ ถูกออกแบบมาภายใต้แนวคิด “NOTHING BUT TANK” สะท้อน DNA ที่ผสมผสานกันอย่างลงตัวของ 4 บุคลิก ได้แก่ T – คือ Tough ทรหด อดทน ผจญทุกอุปสรรค, A – Ambitious มุ่งมั่น ไม่หยุดนิ่ง ก้าวไปข้างหน้าอยู่เสมอ, N – Normal เรียบง่าย เข้าถึงได้ เป็นตัวของตัวเอง แต่แฝงไว้ด้วย K – Kind ความดีงามของจิตใจ ความอ่อนโยน คิดถึงคนรอบข้าง ที่พร้อมส่งมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือชั้นให้กับตลาดรถยนต์เอสยูวีและผู้ขับขี่ชาวไทย ให้ทุกการผจญภัยแตกต่าง แปลกใหม่ และสามารถถึงจุดมุ่งหมายได้อย่างสะดวกสบายและปลอดภัยไร้กังวล
“เกรท วอลล์ มอเตอร์ มีความภูมิใจเป็นอย่างมากที่ได้เป็นส่วนสำคัญในการปลุกกระแสการเติบโตอย่างต่อเนื่องของรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย และคาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่าผลิตภัณฑ์ออฟโรดพลังงานใหม่ทั้งสองนี้ อย่าง All New GWM TANK 500 HEV และ All New GWM TANK 300 HEV จะเข้าไปอยู่ในใจคนไทย และร่วมเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่ทำให้ตลาดรถยนต์เอสยูวีออฟโรดในไทยครึกครื้นยิ่งกว่าที่เคย ด้วยพลังแห่งแพลตฟอร์ม TANK ออฟโรดอัจฉริยะที่ทรงประสิทธิภาพทั้งด้านพละกำลังและเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำนำสมัย เพื่อส่งต่อประสบการณ์การขับขี่ออฟโรดที่ไม่เหมือนใคร และตอบสนองไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายของคนยุคใหม่ได้อย่างลงตัว” ณรงค์ สีตลายน กรรมการผู้จัดการ เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) กล่าวเสริม
เกรท วอลล์ มอเตอร์ ในฐานะบริษัทที่ให้บริการเทคโนโลยีอัจฉริยะระดับโลก (Global Intelligent Technology Company) มุ่งมั่นในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่อัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย ปลอดภัย และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยยึดถือแนวคิดที่คำนึงถึงการใช้งานของผู้บริโภคเป็นหลัก (User-centric) เพื่อสานต่อเจตนารมณ์ในการยกระดับระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทยให้เป็นรูปธรรม ตลอดจนปลุกปั้นอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยให้เติบโตสู่ระดับสากลได้อย่างมั่งคั่งและยั่งยืน
BYD SEAL สปอร์ตซีดานไฟฟ้า100% ตัวจี๊ดเริ่มต้น 1.325 ล้าน!
รถยนต์ไฟฟ้า BYD SEAL ออกแบบมาด้วยมาให้โฉบเฉี่ยว ล้ำสมัยอย่าง บีวายดี ซีล (BYD SEAL) มาพร้อมกัน 3 รุ่นย่อย (Dynamic, Premium, AWD Performance) ผู้ขับขี่สามารถปลดล็อคได้อย่างง่ายดายผ่านคีย์เลส มือเปิดประตูแบบซ่อนจะเลื่อนออกมาให้ดึงประตูเปิด เมื่อเปิดประตูฝั่งคนขับสิ่งแรกที่จะได้สัมผัสคือ Welcome seat ที่เบาะจะถอดออกอัติโนมัติเพื่อให้ผู้ขับขี่ได้เข้าและออกได้อย่างคล่องตัว ห้องโดยสารวัสดุหนังสีดำในทุกรุ่น ออกแบบปราณีตในทุกรายละเอียด โดยมีราคาและสีภายนอกให้เลือกแยกตามรุ่นดังนี้
- DYNAMIC ราคา 1,325,000 บาท มีสี ขาวและดำ
- PREMIUM ราคา 1,449,000 บาท มีสี ขาว, ดำ และเทา
- AWD PERFOMANCE ราคา 1,599,000 บาท มีสี ขาว, ดำ, เทา และฟ้า
ประธานวงศ์ พรประภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เรเว่ ออโตโมทีฟ จำกัด “ BYD SEAL เป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่ทุกท่านรอคอย และเป็นรุ่นที่จะสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับแบนด์บีวายดี โดยบีวายดี ซีล ยนตกรรมไฟฟ้าสปอร์ตซีดาน ที่มาพร้อมเทคโนโลยีที่ครบครัน ความสะดวกสบาย หรูหรา ห้องโดยสารกว้างขวาง ขุมพลังที่แรงให้ผู้ขับขี่สนุกไปทุกการเดินทาง จะนำพาทุกท่านไปยังทุกการเดินทางได้อย่างผ่อนคลาย ด้วยราคาสุดพิเศษเพื่อคนไทย” กล่าว
ส่วนทางด้านบริการหลังการขายนั้น ประธานพร พรประภา รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เรเว่ ออโตโมทีฟ จำกัด กล่าว “Rever care เรามีให้ลูกค้าของ BYD SEAL ด้วยความพิเศษ มูลค่าถึง 230,000 บาท”
รายละเอียด REVER CARE มูลค่ารวม 230,000 บาท
- ดอกเบี้ยพิเศษ 88% ดาวน์ 25% ผ่อนนาน 48 เดือน*
- ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พรบ.ระยะเวลา 1 ปี
- บริการบำรุงรักษา ค่าแรง ค่าอะไหล่ 8 ปี หรือ 160,000 กม.*
- รับประกันตัวรถ (Warranty) 8 ปี หรือ 160,000 กม.*
- รับประกันแบตเตอรี่ 8 ปี หรือ 160,000 กม.*
- บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน ตลอด 24 ชั่วโมง 8 ปีเต็ม*
- โฮมชาร์จเจอร์ยี่ห้อ ABB พร้อมการติดตั้ง*
- สายต่อพ่วงอุปกรณ์ไฟฟ้า หรือ VTOL
- สายชาร์จเคลื่อนที่ AC Portable Charger
- ค่าจดทะเบียนรถ*
- พรมเข้ารูป กรอบป้ายทะเบียน ฟิล์มหน้าจอ
* ตามเงื่อนไขที่บริษัทกำหนด
BYD SEAL (บีวายดี ซีล) พร้อมให้คุณสัมผัสและทดลองขับแล้วตั้งแต่วันที่ 28 กันยายนนี้ ที่โชว์รูมบีวายดีทั่วประเทศ พร้อมให้บริการท่านมากกว่า 65 โชว์รูม คุณสามารถเป็นเจ้าของนวัตกรรมยานยนต์ขุมพลังไฟฟ้าคันนี้ได้แล้ววันนี้ โดยมีรถส่งมอบให้กับลูกค้าทันทีภายในเดือนกันยายน 2566 จำนวน 1,782 คัน ภายในเดือนตุลาคม 2566 จำนวน 2,952 คัน
BYD OCEAN SERIES ดีไซน์สปอร์ตระดับท๊อป ด้วยการออกแบบที่โฉบเฉี่ยวจากความสวยงามของศิลปะแห่งท้องทะเล พร้อมเส้นสายที่โฉบเฉี่ยวเกินใครกับช่วงหน้ารถแบบ X-SHAPED DESIGN เปิดวิสัยทัศน์ที่กว้างกว่ากับหลังคากระจกที่ทอดยาวทั้งห้องโดยสาร พร้อมดีไซน์ไฟ LED ด้านท้ายที่ล้ำสมัย แฝงไปด้วยกลิ่นอายแห่งท้องทะเล
ไฟหน้า LED แบบ Double-U Floating เส้นสายที่ออกแบบให้บาง และ ลดแรงต้านอากาศของเลนส์ LED ทำให้ไฟหน้าเพรียวบางขึ้น ขนาดและมิติตัวรถ ยาว x กว้าง x สูง : 4,800 x1,875 x1,460 mm ระยะฐานล้อกว้างถึง 2,920 mm ฝากระโปรงแบบโช้คอัพ เพิ่มความสะดวกในการใช้งาน ช่องเก็บของด้านหน้าความจุ 50 ลิตร กระจกมองข้างทรงหยดน้ำ ปรับองศาอัตโนมัติเมื่อถอยหลัง ล้ออัลลอยขนาด 19 นิ้ว 235/45/19 ในรุ่น Premium และ AWD PERFORMANCE และ 18 นิ้ว 225/50/18 ในรุ่น Dynamic มือจับประตูที่เก็บซ่อนไปกับตัวรถ ช่วยจัดระเบียบอากาศ และ ลดแรงต้านของลม ซ่อนเก็บด้วยไฟฟ้า อัจฉริยะและเรียบหรูจะเปิดออกทันที เมื่อผู้ใช้ปลดล็อกด้วยระบบ Keyless entry
ไฟท้าย LED แบบชิ้นเดียว ประกอบด้วยไฟรูปหยดน้ำเรียงเป็นชั้น กันชนหลังที่โดดเด่น มีมิติที่คมชัด ตกแต่งทั้ง 2 ข้างด้วยดีไซน์โครงแบบรถแข่ง ฝากระโปรงท้ายไฟฟ้า ระบบป้องกันการหนีบอัจฉริยะ ตั้งระดับความสูงได้ตามความต้องการ
หลังคากระจกพาโนรามิก 2 ชั้น เคลือบด้วย Silver-plated ช่วยให้การส่องผ่านแสงไม่เกิน 2% แสงแดดส่องผ่านได้ไม่เกิน 16% ขนาดใหญ่ถึง 1.9 ตรม. ให้มุมมองที่กว้าง ภายในสีดำ หรูหรา สปอร์ต กว้างขวาง และ สะดวกสบาย เบาะนั่งทรงสปอร์ต ระบบจดจำตำแหน่งที่นั่งเบาะคนขับ + เบาะนั่งคนขับเลื่อนอัตโนมัติเมื่อสตาร์ท(เฉพาะรุ่น Premium และ AWD PERFORMACE) และ ดับรถปรับด้วยไฟฟ้า ระบบระบายอากาศ ระบบอุ่นเบาะ
เบาะคนขับปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง เบาะฝั่งผู้โดยสารปรับไฟฟ้า 6 ทิศทาง มีระบบระบายอากาศ และ ระบบอุ่นเบาะ เป็นอุปกรณ์มาตรฐานที่มีอยู่ในทุกรุ่น รุ่น Premium & AWD Performance เบาะนั่งหุ้มหนังแบบ Courtesy ฝั่งคนขับมีระบบปรับดันหลังได้ 4 ทิศทาง (Lumbar support) พร้อมระบบบันทึกตำแหน่ง (Memory Seat) หัวเกียร์ไฟฟ้าแบบคริสตัล เบาะนั่งด้านหลัง 3 ตำแหน่ง เบาะปรับพับแยกได้แบบ 40/60
e-platform 3.0 เอกสิทธิ์เฉพาะรถไฟฟ้าบีวายดี ที่มาพร้อมกับเทคโนโยลีการติดตั้งแบตเตอรี่แบบ Cell To Body (CTB) พื้นที่เพิ่มขึ้นมิติความสูงและขนาดตัวรถเท่าเดิม แต่พื้นที่เบาะนั่งเพิ่มขึ้น ความปลอดภัยเพิ่มขึ้น ทนทานต่อการบิดตัว ชุดประกอบโครงสร้างแบตเตอรี่ถูกออกแบบให้สามารถปิดผนึกเข้าได้โดยตรงกับโครงสร้างรถยนต์อย่างลงตัว เพื่อให้ประสิทธิภาพการปิดผนึก และ การเสริมความแข็งของตัวพื้นฐานใต้โครงสร้างรถยนต์เพิ่มขึ้น การพัฒนาโครงสร้างเพื่อรถยนต์ไฟฟ้าโดยเฉพาะ ระบบขับเคลื่อนแบบ AWD ด้านหลัง มอเตอร์ซิงโครนัสแบบแม่เหล็กถาวร + ด้านหน้า มอเตอร์อะซิงโครนัส
ฟังก์ชั่นการควบคุมด้วยเสียง ด้วยการใช้เสียงสั่งงาน ใช้หน้าจอสัมผัส และใช้ปุ่มควบคุมต่าง ๆ โดยไม่จำเป็นต้องขยับมือ หน้าจอสัมผัสแบบหมุนได้ขนาด 15.6 นิ้ว ความละเอียดสูงถึง 1080P (1920×1080) ขอบจอบาง 5.9 มม. รองรับ CarPlay สำหรับอุปกรณ์ IOS หรือ Android Auto10 พร้อมหน้าหลังพวงมาลัย LCD ขนาด 10.25 นิ้ว ระบบเครื่องเสียง Premium acoustics มาพร้อมชุดลำโพง 12 ตัว HIFI Dynaudio Audio ที่วางชาร์จโทรศัพท์แบบไร้สายให้ถึง 2 ช่อง ใบปัดน้ำฝนระบบอัตโนมัติแบบไร้โครง หน้า/หลัง ฟังก์ชั่น VTOL Function-2.2kW ถุงลมนิรภัย 9 ตำแหน่ง กล้องมองรอบคัน 360 องศาความคมชัดระดับสูง
ลงทะเบียนเปิดใช้งาน BYD application เจ้าของรถจะสามารถควบคุมฟังก์ชั่นการใช้งานต่างๆ จากระยะไกล ผ่าน BYD application ในโทรศัพท์มือถือได้ HUD(Head UP Display)ระบบแสดงผลบนกระจกหน้าเป็นเทคโนโลยีที่พัฒนาต่อยอดจากเครื่องบินทหารเพื่อให้แสดงผลการขับขี่ที่สามารถมองเห็นได้ในระดับสายตา เนื้อหาที่จะแสดงผลนั้น ยกตัวอย่างเช่น ความเร็วรถยนต์ที่จะแสดงในระดับสายตาบนกระจกบังลมหน้า ซึ่งสามารถปรับแต่งให้เหมาะสมกับผู้ขับขี่ได้ เฉพาะรุ่น Premium และ AWD PERFORMANCE
เรด้าห์แบบ Millimeter-Wave 5 ตำแหน่ง กล้องด้านหน้าสำหรับระบบ ADAS 1 ตำแหน่ง ระบบช่วยแจ้งเตือนการคาดการณ์การชนล่วงหน้า (PCW) ระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ (AEB) ระบบแจ้งเตือนจุดอับสายตา (BSD) ระบบช่วยเตือนวัตถุเคลื่อนผ่านขณะเปิดประตู (DOW) ระบบช่วยเมื่อมีรถผ่านในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง (RCTA-B) ระบบช่วยรถเคลื่อนผ่านด้านหน้า (FCTA) ระบบจดจำป้ายสัญญาณจราจร (TSR) ระบบช่วยความคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน (ACC) ระบบช่วยควบคุมความเร็วอัจฉริยะ (ICC) ระบบช่วยเปิดไฟสูงอัตโนมัติ (HMA) ระบบชวยเตือนเมื่อเหนื่อยล้าขณะขับขี่ (DAW)
ระบบกันสะเทือน ปีกนกคู่หน้า (Double Wishbone) มัลติลิงค์ (Five-Link) ระบบกันสะเทือนปรับอัตโนมัติตามความเร็วแบบ Frequency Selective Damping (FSD) ควบคุมปริมาณน้ำมันไฮดรอลิกที่ฉีดเข้าไปในกระบอกสูบโช้คอัพผ่านวาล์ว FSD จึงปรับความนุ่มนวลและความแข็งของโช้คอัพได้โดยอัตโนมัติ การปรับเปลี่ยนแบบแปรผันอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรองรับทุกสภาพถนนในการขับขี่ เพื่อเพลิดเพลินไปกับประสบการณ์การขับขี่ที่มั่นใจมากยิ่งขึ้น ระบบควบคุมแรงบิดอัจฉริยะ (iTAC) รัศมีวงเลี้ยว 7 เมตร ค่าสัมประสิทธิแรงเสียดทาน(Cd ) ต่ำเพียง 219 อัตราเร่งจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ใช้เวลาเพียง8 วินาที (AWD PERFORMANCE) ระบบดิสก์เบรกแบบ 4 พอร์ต พร้อมคาลิปเปอร์+ ดิสก์เบรกระบายความร้อนพร้อมรูระบายความร้อน รองรับการชาร์จแบบ DC ที่กำลังไฟสูงสุด 150 กิโลวัตต์
TTC MOTOR เพิ่มการดูแลสุดเอ็กซ์คลูซีฟ!
ทันทีที่ลูกค้ามาถึงศูนย์บริการ TTC Motor ลูกค้าจะพบกับพื้นที่รับรถทางด้านหน้าที่ เราปรับการออกแบบใหม่ให้ดูทันสมัยมากยิ่งขึ้น เมื่อเข้าสู่อาคารรับรองชั้น 1 จะพบกับเจ้าหน้าที่ C-Star ต้อนรับลูกค้าทุกท่าน พร้อมดูแลและพาทุกท่านไปตามจุดต่างๆ ที่ลูกค้าต้องการ ในบริเวณห้องเดียวกันลูกค้าจะพบกับมุมจัดแสดงสินค้าไลฟ์สไตล์ Collection ของ Mercedes-Benz ที่ลูกค้าสามารถเลือกซื้อสินค้าได้หลากหลายรูปแบบตามต้องการ
จากนั้นคุณจะได้พบกับมุมรับรองลูกค้า หรือมุมเอ็กซ์คลูซีฟเล้าจ์ ที่มีบาริสต้ามืออาชีพรังสรรค์เมนูเครื่องดื่มหลากชนิดให้กับลูกค้าทุกท่านที่เข้ามาใช้บริการ โดยเฉพาะเครื่องดื่ม Welcome Drink : Mango Double Peach สูตรพิเศษ ที่ TTC Motor เตรียมไว้รับรอง เพื่อมอบความสดชื่นให้กับลูกค้าทุกท่านที่เข้ามารับบริการในขณะที่มาถึง
ในบริเวณชั้น 2 ประกอบด้วย ห้องนวดแผนไทย ที่มีการตกแต่งใหม่ให้มีบรรยากาศที่ผ่อนคลายเหมือนอยู่ในร้านสปาระดับ Hi-Class พร้อมด้วยบริการนวดหลากหลายให้ลูกค้าได้เลือกตามความพึงพอใจ นอกจากนี้ยังมีห้อง Consulting Area ไว้สำหรับลูกค้าที่ต้องการความเป็นส่วนตัว โดยมีมุม Co-Working Space ไว้รองรับ และสุดท้ายเป็นห้องเอ็กซ์คลูซีฟเล้าจ์ส่วนขยายในการรับรองลูกค้าจากบริเวณชั้น 1 อีกด้วย
พื้นที่ส่วนบริการประกอบด้วย
- พื้นที่รับรถทางด้านหน้า
- เจ้าหน้าที่ C-Star ต้อนรับลูกค้าและจัดแสดงสินค้าไลฟ์สไตล์ Collection
- มุมรับรองลูกค้าที่มีบาริสต้ามืออาชีพ
- ห้องนวดแผนไทยที่มีรูปแบบการนวดหลากหลาย
- ห้อง Consulting Area ไว้สำหรับลูกค้าที่ต้องการความเป็นส่วนตัว
- มุม Co-Working Space
- ห้องเอ็กซ์คลูซีฟเล้าจ์ส่วนขยายในการรับรองลูกค้าจากบริเวณชั้น 1
ความพิเศษ ที่เป็นไฮไลท์ ที่ TTC Motor เล็งเห็นว่า First impression คือสิ่งที่สำคัญ เราจึงคิดค้นเครื่องดื่ม Welcome Drink สูตรพิเศษ เพื่อให้ลูกค้าเกิดความประทับใจ ด้วยการมอบความสดชื่นที่ได้ลิ้มรส จากส่วนผสมของน้ำมะนาวและกลิ่นหอมซ่อนเปรี้ยวของมะม่วง พร้อมได้ผ่อนคลายไปกับส่วนผสมของน้ำชากลิ่นพีชที่ผสมผสานกันอย่างลงตัวในเครื่องดื่มที่ชื่อว่า Mango Double Peach
นอกจากนี้เรายังมีเครื่องดื่มพิเศษกลุ่ม Dirty เช่น Dirty Coffee, Dirty Coco, Dirty Matcha, Dirty Thai tea ที่เราคิดค้นส่วนผสมที่เป็นเอกลักษณ์แบบเฉพาะที่ TTC Motor เท่านั้น เพื่อลูกค้าทุกท่านจะได้ดื่มด่ำไปกับประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟที่เราได้จัดเตรียมไว้ให้กับทุกท่าน เรียนเชิญลูกค้า Mercedes-Benz มาลิ้มรสกับเครื่องดื่มสูตรพิเศษ ที่เราได้รังสรรค์ขึ้นมาในรูปแบบใหม่จากทีมบาริสต้ามืออาชีพที่เราเชื่อมั้นว่าคุณจะได้รับความประทับใจอย่างแน่นอน
ทั้งนี้ในการปรับปรุงขยายพื้นที่ส่วนบริการสามารถรองรับลูกค้าได้สูงสุดถึง 50 ท่าน ซึ่งจากเดิมรองรับได้เพียง 20 ท่าน และสามารถรองรับรถของลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการได้ถึง 70 คันต่อวัน
จากประสบการณ์ที่ยาวนานมามากกว่า 40 ปี TTC Motor เราได้มอบการบริการสุดประทับใจอย่างเสมอมา และเราก็ยังไม่หยุดนิ่งที่จะมุ่งมัน พัฒนา และปรับปรุงงานบริการของเราให้ดียิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยความต้องของลูกค้าในปัจจุบันมีความหลากหลายมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ เราก็ได้เล็งเห็นความสำคัญของสิ่งเหล่านี้ซึ่งทำให้เราได้นำเอาเทคโนโลยีใหม่ๆ และนำสิ่งใหม่เข้ามามอบความประทับใจให้กับลูกค้าของเราอยู่เสมอ ไม่เพียงแค่ในส่วนรับรองเท่านั้น ในส่วนของงานซ่อมก็เช่นกันเราจะใช้ประสบการณ์และความชำนาญของทีมงานช่างของเราดูแลรถยนต์ Mercedes-Benz คันโปรดของลูกค้าทุกท่านอย่างเต็มที่ เพื่อความมั่นใจสูงสุด และแทนคำของคุณที่ลูกค้าได้เลือกมาใช้บริการที่ TTC Motor สาขาพัฒนาการ 45 แห่งนี้
GWM TANK 300 HEV พร้อมลุยพลังไฮบริด!
เกรท วอลล์ มอเตอร์ เดินหน้าสร้างความเข็งแกร่งให้กับตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในไทยอย่างต่อเนื่อง ด้วยการเสริมทัพไลน์อัพแบรนด์ GWM TANK กับการเตรียมเปิดตัว All New GWM TANK 300 HEV รถยนต์พรีเมียมเอสยูวี ดีไซน์โดดเด่น ไม่ซ้ำใคร แต่ยังคงความเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ที่แข็งแกร่ง ดุดัน และเร้าใจ เปี่ยมไปด้วยสมรรถนะการขับขี่ที่ยอดเยี่ยม พร้อมตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายสำหรับผู้รักการผจญภัย มอบความสะดวกสบายและความปลอดภัยในทุกการเดินทางทั้งในเมือง นอกเมือง และการขับขี่ออฟโรด พบกับงานเปิดตัวและประกาศราคา 28 กันยายน 2566 เวลา 16.00 -18.00 น. ทาง Facebook, YouTube และ TikTok ของ GWM Thailand และ GWM TANK Thailand และผู้ที่สนใจสามารถเตรียมสั่งจองได้ตั้งแต่เวลา 18.00 น. เป็นต้นไป ผ่านทางเว็บไซต์ www.gwm.co.th และที่ GWM application
All New GWM TANK 300 HEV – Define Your Own World รถยนต์พรีเมียมเอสยูวีออฟโรดขนาดกลางรุ่นล่าสุดจาก เกรท วอลล์ มอเตอร์ เป็นรถยนต์ที่ถูกสร้างขึ้นบนแพลตฟอร์มอัจฉริยะ TANK ที่ทรงประสิทธิภาพทั้งด้านพละกำลัง สมรรถนะ และเทคโนโลยีอันล้ำสมัย ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร พร้อมระบบเทอร์โบแปรผัน (VGT) ให้กำลังสูงสุด 244 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 380 นิวตันเมตร เป็น Flat Torque ในช่วง 1,700 – 4,000 รอบต่อนาที ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าให้กำลังมอเตอร์ไฟฟ้าสูงสุด 106 แรงม้า และแรงบิดมอเตอร์ไฟฟ้าสูงสุด 268 นิวตันเมตร ระบบเกียร์แบบ 9 สปีด (9HAT) ที่สร้างขึ้นเพื่อรองรับระบบการขับเคลื่อนที่หลากหลายของรถยนต์ไฮบริด ผู้ขับขี่สามารถเลือกโหมดการขับขี่ได้สูงสุดถึง 7 รูปแบบ ได้แก่ โหมดปกติ โหมดสปอร์ต โหมดประหยัด โหมดพื้นหิมะ โหมดพื้นโคลน โหมดพื้นทราย และโหมด 4L นอกจากนี้ยังมีระบบกันสะเทือนหน้าแบบอิสระ ดับเบิล ครอส อาร์ม ระบบกันสะเทือนหลังแบบมัลติลิงก์ และดิสก์เบรกแบบมีครีบระบายความร้อนทั้ง 4 ล้อ เพื่อการขับขี่ที่ยึดเกาะถนนและความสะดวกสบายขณะเดินทางทั้งในเมืองและนอกเมือง
All New GWM TANK 300 HEV ถูกรังสรรค์ด้วยแนวคิด “แฟชัน นำสมัย และแข็งแกร่ง” ให้ภาพลักษณ์ที่แปลกตาและไม่เหมือนใครตั้งแต่หน้ารถจรดท้ายรถ ด้วยมิติตัวรถ 1,930 x 4,760 x 1,903 มม. (กว้าง x ยาว x สูง) ที่มาพร้อมระยะฐานล้อ 2,750 มม. ให้พื้นที่เก็บสัมภาระ 1,635 ลิตร เมื่อพับเบาะแถวที่ 2 โดยการออกแบบภายนอกของรถยนต์รุ่นนี้เป็นการผสมผสานดีไซน์แบบออฟโรดกับดีไซน์ BOXY ไว้ด้วยกัน ด้วยกระจังหน้าแบบ Rectangle ตัดขอบสีดำเงาที่รวมการจัดเรียงของไฟหน้าทรงกลมตัด DRL ทรงเหลี่ยมผสานเข้ากับตัวรถ รับด้วยช่องระบายอากาศสีดำเงาและโลโก้ TANK เสริมความเท่ด้วยกันชนดีไซน์ออฟโรดร่วมสมัย บังโคลนขนาดใหญ่ และบันไดข้าง รับดีไซน์หลังแบบออฟโรดด้วยประตูท้ายแบบ Horizontal และยางอะไหล่ติดประตูท้าย พร้อมด้วยกล้องมองหลังที่ซ่อนอยู่บนฝาครอบยางอะไหล่ได้อย่างลงตัว โดยไฟหน้า Intelligent LED มีความโดดเด่นทั้งในเรื่องให้ความสว่างและความปลอดภัยด้วยระบบอัจฉริยะ อาทิ ระบบเปิด-ปิดไฟหน้าอัตโนมัติ ระบบปรับไฟสูง-ต่ำอัตโนมัติ และฟังก์ชันหน่วงเวลาไฟส่องทางหลังดับเครื่อง (Follow Me Home) พร้อม Daytime Running Light และไฟตัดหมอก LED ในขณะที่ส่วนท้ายของตัวรถมีไฟท้ายเป็นแบบ Vertical LED ที่มาพร้อมไฟเบรกดวงที่ 3 และไฟตัดหมอก LED หลังคาซันรูฟแบบเปิด–ปิดด้วยระบบไฟฟ้าที่มาพร้อมราวหลังคาและเสาอากาศแบบ Shark Fin อีกทั้งยังมีล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว สีดำ พร้อมยาง A/T ขนาด 265/65 R17 เพื่อเสริมภาพลักษณ์ให้มีความแข็งแกร่ง มั่นใจในการตะลุยทุกเส้นทาง
การออกแบบภายในของ All New GWM TANK 300 HEV มาในสไตล์พรีเมียมออฟโรด มอบความหรูหรา ทันสมัย กว้างขวาง และสะดวกสบาย ด้วยนาฬิกาแบบคลาสสิก ชุดเกียร์แบบ Electronic Shifter ด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด (9HAT) สีเดียวกับแผงคอนโซล เบาะหนัง NAPPA ระบบปรับอากาศอัตโนมัติด้านหน้าแยกอิสระซ้ายและขวาที่มาพร้อมระบบกรองอากาศ PM 2.5 และ Ionizer ลำโพง Infinity 8 ตำแหน่งพร้อมซับวูฟเฟอร์ ไฟตกแต่งห้องโดยสารแบบหลากสีเพื่อสร้างบรรยากาศภายในห้องโดยสารให้เต็มไปด้วยความเพลิดเพลิน รวมถึงระบบชาร์จโทรศัพท์แบบไร้สาย ช่องจ่ายไฟสำรอง 220V แบบพร้อมเต้ารับสายไฟ Universal และช่อง USB สำหรับผู้โดยสารข้างหน้า-หลัง และสำหรับกล้องบันทึกภาพ
เพื่ออำนวยความสะดวกตลอดการเดินทาง All New GWM TANK 300 HEV มาพร้อมกับเบาะนั่งปรับไฟฟ้าคู่หน้า เบาะผู้ขับขี่สามารถปรับไฟฟ้าได้ 8 ทิศทางและมีระบบเบาะนวดไฟฟ้า ระบบดันหลังไฟฟ้า ระบบ Memory Seat ระบบ Welcome Seat เพื่อเพิ่มความสะดวกให้กับผู้ขับขี่ในการขึ้น-ลงจากรถ และระบบระบายอากาศ เบาะผู้โดยสารด้านหน้าปรับไฟฟ้าได้ 4 ทิศทาง และเบาะนั่งโดยสารแถวที่ 2 พร้อมพนักพิงปรับ 2 ระดับ ซึ่งเบาะนั่งโดยสารแถวที่ 2 สามารถแยกพับเบาะได้แบบ 60:40 เพื่อช่วยเพิ่มพื้นที่การใช้สอยตามความต้องการ
All New GWM TANK 300 HEV พร้อมส่งมอบการเดินทางที่สะดวกสบายและมั่นใจมากยิ่งขึ้น กับหน้าจอมัลติมีเดียแบบสัมผัส ขนาด 12.3 นิ้ว รองรับความบันเทิงได้ทั้ง Apple CarPlay, Android Auto, MP5, และ Bluetooth ซึ่งสามารถทำงานเชื่อมต่อกับหน้าจอแสดงผลข้อมูลการขับขี่แบบดิจิทัล ขนาด 12.3 นิ้ว เพื่อเข้าถึงข้อมูลต่าง ๆ ได้อย่างปลอดภัยและง่ายดาย ยิ่งไปกว่านั้น รถยนต์รุ่นนี้ยังมีพวงมาลัยไฟฟ้า ระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ (Paddle Shift) สวิตช์ควบคุมโหมดการขับขี่ แผงควบคุมที่คอนโซลกลางพร้อมฟังก์ชันควบคุมการขับขี่แบบออฟโรด ระบบล็อกประตูอัตโนมัติเมื่อถึงความเร็วที่กำหนด ระบบกุญแจ Smart Key และระบบ Push Start เพื่อเพิ่มความคล่องตัวให้กับการขับขี่ในทุกสถานการณ์ได้อย่างครบวงจร
All New GWM TANK 300 HEV ยังอัดแน่นไปด้วยระบบช่วยเหลือการขับขี่แบบออฟโรดอันชาญฉลาดและล้ำสมัย ช่วยให้ทุกการผจญภัยเต็มอิ่มไปด้วยความสนุกสนาน พร้อมรับทุกอุปสรรคบนเส้นทางที่ลำบากเพื่อให้ถึงจุดหมายที่อยากจะไป ไม่ว่าจะเป็น
- ระบบล็อกเฟืองขับด้านหน้าและด้านหลัง (Electric Differential Lock for Front and Rear Axles) ช่วยเพิ่มความสามารถในการขับขี่แบบออฟโรดของยานพาหนะ เมื่อเผชิญกับทางลาดชัน โคลน ทะเลทราย และภูมิประเทศ ที่ซับซ้อนอื่น ๆ ด้วยกลไกการถ่ายโอนกำลัง ทำงานร่วมกันกับกลไกล็อกของกล่องถ่ายโอนทั้งล้อหน้าและล้อหลัง สร้างระบบขับเคลื่อนออฟโรดแบบ 3 Locks เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการขับขี่ออฟโรดที่ดีเยี่ยม
- ระบบช่วยกลับรถในพื้นที่แคบ (TANK Turn) หลังจากเปิดฟังก์ชัน เมื่อระบบตรวจพบความตั้งใจในการบังคับเลี้ยวมากเกินไป ระบบจะส่งแรงเบรกยังล้อหลังด้านในเพื่อลดรัศมีวงเลี้ยว เพื่อช่วยให้รถสามารถเลี้ยวในวงแคบได้
- ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบ Off-road (Off-road Cruise Control) เหมาะสำหรับพื้นสภาพถนนออฟโรดที่มีซับซ้อน โดยหลังจากเปิดฟังก์ชันแล้ว ระบบจะควบคุมเครื่องยนต์และระบบเบรกโดยอัตโนมัติเพื่อให้รถวิ่งด้วยความเร็วที่ต่ำและคงที่
- ระบบแสดงภาพใต้ท้องรถ (Body Transparent) ระบบจะจดจำข้อมูลภาพจากกล้องรอบตัวรรถระหว่างการขับขี่รวมกับข้อมูลภาพของพื้นดินแล้วแสดงภาพถนนแบบพาโนรามาด้านล่างและด้านหน้ารถ เพื่อช่วยให้ผู้ขับขี่ทราบสภาพใต้ท้องรถและหน้ารถ ยกระดับความปลอดภัยในการขับขี่
- ยางล้อแบบ A/T รุ่น ULTRA ติดตั้งยาง Continental Horse AT ขนาด 17 นิ้ว ซึ่งช่วยเพิ่มความทนทานต่อการสึกหรอและความต้านทานการเจาะทะลุของยางบนถนนลูกรัง
ยิ่งไปกว่านั้น All New GWM TANK 300 HEV มาพร้อมกับเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารเดินทางได้อย่างสบายใจ ปลอดภัยไร้กังวล ได้แก่
- ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผันพร้อมการช่วยเข้าโค้งอัจฉริยะ (Intelligent ACC)
- ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติที่ความเร็วต่ำ (TJA)
- ระบบช่วยจอดรถอัตโนมัติ 3 รูปแบบ (IIP)
- ระบบช่วยถอยหลังอัตโนมัติ (ARA)
- กล้องแสดงภาพรอบทิศทาง 360 องศา
- ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติบนทางตรงและทางแยก (AEBI)
- ระบบช่วยเตือนและเบรกเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง (RCTB)
- ระบบช่วยเลี่ยงการเข้าใกล้รถใหญ่จากด้านข้าง (WDS)
- ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน (LKA)
- ระบบช่วยเตือนเมื่อรถออกนอกเลน (LDW)
- ระบบช่วยรักษาระยะให้อยู่กลางเลน (LCK)
- ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลนในภาวะฉุกเฉิน (ELK)
- ระบบช่วยชะลอความรุนแรงของการเกิดการชนซ้ำครั้งที่ 2 (SCM)
- ระบบช่วยลงทางลาดชัน (HDC)
- ระบบช่วยออกตัวบนทางชัน (HSA)
- ระบบช่วยเตือนการเปิดประตู (DOW)
- ระบบตรวจความดันลมยาง (TPMS)
All New GWM TANK 300 HEV จัดเต็มกับฟังก์ชันอัจฉริยะ (Intelligent Functions) ที่จะมาช่วยยกระดับประสบการณ์การใช้งานของผู้ขับขี่ให้เหนือไปอีกขั้น ไม่ว่าจะเป็น
- การอัปเกรดเฟิร์มแวร์ผ่านระบบออนไลน์อัจฉริยะ (FOTA) มาพร้อมกับความสามารถในการอัปเกรดเฟิร์มแวร์สำหรับการควบคุมระบบขับเคลื่อน ระบบส่งกำลัง ระบบการขับขี่อัจฉริยะต่าง ๆ รวมถึงระบบ Infotainment และระบบควบคุมอื่น ๆ ภายในรถ
- การสั่งงานด้วยเสียงอัจฉริยะ (Voice Command) มีความสามารถในการจดจำเสียงได้เป็นอย่างดี ช่วยลดการใช้งานจากการกดปุ่ม และเพิ่มความสะดวกสบายให้แก่ผู้ขับขี่และลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ โดยผู้ขับขี่สามารถสั่งการและโต้ตอบด้วยเสียงเพื่อใช้งานฟังก์ชันต่าง ๆ รวมไปถึงการเข้าถึงระบบเอ็นเตอร์เทนเมนต์ภายในรถ
- GWM Application ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมและเชื่อมต่อฟังก์ชันของรถได้ แม้ผู้ขับขี่จะอยู่ในระยะที่ไกลจากตัวรถ เช่น การควบคุมระบบปรับอากาศ การล็อกและปลดล็อกประตู การค้นหาตำแหน่งรถยนต์ การปิดกระจก ปิดหลังคาซันรูฟ การควบคุมระบบการระบายความร้อนของเบาะ ระบบขอบเขตอิเล็กทรอนิกส์ และระบบ
ตรวจสอบสถานะอื่น ๆ
อีกไม่นานเกินคอย All New GWM TANK 300 HEV พร้อมให้แฟนๆ ชาวไทยได้เลือกจับจอง กับ 2 รุ่นย่อยได้แก่ รุ่น ULTRA และรุ่น PRO โดยมีเฉดสีรถภายนอกทั้งหมด 4 เฉดสี ได้แก่ สีส้ม สีดำ สีเทา และสีขาว และเฉดสีรถภายในทั้งหมดสีเดียว ได้แก่ สีดำ (ลักษณะของเบาะจะแตกต่างกันในรุ่น ULTRA และรุ่น PRO)
‘Fly For Less’ อีเวนต์สำหรับนักท่องเที่ยวครั้งแรกของอโกด้า!
อโกด้า แพลตฟอร์มดิจิทัลด้านการท่องเที่ยว จัดอิมเมอร์ซีฟอีเวนต์ครั้งแรกของแบรนด์เพื่อเปิดตัวบริการจองตั๋วเครื่องบิน Agoda Flights อย่างเป็นทางการ โดยงาน ‘Fly for Less’ คืออีเวนต์ที่อโกด้าจัดขึ้นเพื่อพาผู้ใช้งานแพลตฟอร์มเดินทางท่องเที่ยวแบบเสมือนจริง สู่จุดหมายปลายทางยอดนิยมที่นักท่องเที่ยวเลือกบินไปเที่ยวพักผ่อน งานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14 – 16 กันยายน ตั้งแต่เวลา 10.00 น. – 22.00 น. ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ลาน สแควร์ C กรุงเทพมหานคร
งาน ‘Fly for Less’ เปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าร่วมงานโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งผู้ร่วมงานจะได้เดินทางแบบเสมือนจริง ผ่านการรับชมวีดีโอที่ฉาย 360 องศาในโดม นอกจากนี้ภายในงานยังมีบูธถ่ายภาพให้ผู้เข้าร่วมงานได้เก็บภาพทริปเดินทางในฝันของตนเอง ส่วนลดสำหรับจองตั๋วเครื่องบินสูงสุด 350 บาท และสิทธิ์ลุ้นรับรางวัลตั๋วเครื่องบิน 1 ใบ จากทั้งหมด 100 ใบ ฟรี! เพียงเล่นเกมสนุก ๆ
ออมรี มอร์เกนสเติร์น, ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร, อโกด้า กล่าวว่า “เราต้องการเป็นแพลตฟอร์มท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวเลือกใช้และนึกถึงเป็นอันดับ 1 ซึ่งนักท่องเที่ยวจะได้จองตั๋วเครื่องบิน และหรือกิจกรรมต่าง ๆ ในราคาที่คุ้มค่าพอ ๆ กับราคาที่พักที่พวกเขาจองที่พักกับอโกด้า และนี่เป็นเหตุผลว่าทำไมอโกด้าจึงเปิดตัวฟีเจอร์จองเที่ยวบิน Agoda Flights บนแพลตฟอร์มของเราเมื่อปี 2019 โดยใช้เทคโนโลยีเพื่อช่วยให้นักท่องเที่ยวหาดีลเดินทางที่ดีที่สุดได้อย่างสะดวกที่สุด เรารู้สึกยินดีมากที่จะเฉลิมฉลองการเปิดตัว Agoda Flights อย่างเป็นทางการ ด้วยการจัดงาน ‘Fly For Less’ ที่ใจกลางกรุงเทพมหานครซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมที่นักท่องเที่ยวเลือกบินมาเที่ยวมากที่สุด”
ภายในงาน ‘Fly for Less’ อโกด้าได้เผยจุดหมายปลายทางสำหรับการจองเที่ยวบินระหว่างประเทศที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในช่วงครึ่งแรกของปี 2566 ซึ่งปรากฏว่าประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ครอง 5 อันดับแรก โดยมีกรุงเทพฯ (ประเทศไทย) ครองอันดับ 1 ตามมาด้วย สิงคโปร์, โซล (ประเทศเกาหลีใต้), โฮจิมินห์ ซิตี้ (ประเทศเวียดนาม) และกัวลาลัมเปอร์ (ประเทศมาเลเซีย)
เมื่อพิจารณาถึง 5 เมืองยอดนิยมที่นักท่องเที่ยวชาวไทยตัดสินใจเลือกเดินทาง พบว่าประเทศเวียดนามกำลังได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นเมืองดานัง ฮานอย หรือโฮจิมินห์ ซิตี้ เมืองเหล่านี้ถือเป็นจุดหมายปลายทางในฝันของนักท่องเที่ยวจากประเทศไทยตามลำดับ โดยมีฮ่องกงและกัวลาลัมเปอร์ตามมา ซึ่งจุดหมายสำหรับการท่องเที่ยวภายในประเทศยอดนิยม 3 อันดับแรก ได้แก่ กรุงเทพฯ เชียงใหม่ และภูเก็ต
อโกด้าสร้างชื่อเสียงไปทั่วโลกในฐานะแพลตฟอร์มออนไลน์สำหรับการจองที่พัก และได้รับความนิยมในการจองตั๋วเครื่องบินมากขึ้นนับตั้งแต่เปิดตัวฟีเจอร์ Agoda Flights ครั้งแรกบนแพลตฟอร์มในปี 2019 ขณะนี้อโกด้ามีเส้นทางการบินให้นักท่องเที่ยวทั่วโลกเลือกจองมากกว่า 130,000 เส้นทาง
เปิดบ้าน ‘มิชลิน หนองแค’ ฉลองครบรอบ 30 ปี พร้อมประกาศยอดผลิตยางครบ 30 ล้านเส้น!
โรงงานมิชลิน หนองแค ฉลองครบรอบ 30 ปีของการดำเนินธุรกิจเพื่อลูกค้ากลุ่มองค์กร (B2B) ด้วยการเปิดให้เยี่ยมชมโรงงานตลอด 5 วันเต็ม ตั้งแต่วันที่ 11-15 กันยายน 2566 ภายใต้แนวคิด Thriving Through Innovation, Customer Centricity, and Sustainability for 30 Years and Beyond (จาก 30 ปี สู่อนาคต: การเติบโตบนฐานนวัตกรรม การยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง และความยั่งยืน) โดยจะมีการพาชมกระบวนการผลิต ตลอดจนเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมให้ข้อมูลเกี่ยวกับพันธกิจและบทบาทของโรงงานหนองแคในการผลักดันกลุ่มมิชลินให้บรรลุเป้าหมายตามวิสัยทัศน์ “ความยั่งยืนทุกด้าน” (All Sustainable)
โรงงานมิชลิน หนองแค ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2535 บนพื้นที่ 231 ไร่ ของเขตประกอบการอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ สระบุรี อำเภอหนองแค จังหวัดสระบุรี โดยเป็นฐานการผลิต 1 ใน 5 แห่งของมิชลินในประเทศไทย โรงงานแห่งนี้เป็นศูนย์ผลิตยางรถโดยสาร/ยางรถบรรทุกและยางล้อเครื่องบินสำหรับจัดจำหน่ายในประเทศไทยและส่งออกไปทั่วภูมิภาคเอเชีย ปัจจุบันมีกำลังการผลิตอยู่ที่ 4,500 เส้นต่อวัน และมีพนักงานจำนวน 2,013 คน (ข้อมูล ณ เดือนสิงหาคม 2566)
มานูเอล ฟาเฟียง (Manuel Fafian) ประธานและกรรมการผู้จัดการกลุ่มมิชลิน ประจำภาคพื้นเอเชียตะวันออกและออสเตรเลีย เปิดเผยว่า “ตลอดระยะเวลา 30 ปีของการดำเนินงาน มิชลิน หนองแค ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าเป็นบรรษัทพลเมือง พันธมิตรธุรกิจ และองค์กรผู้จ้างงาน ที่มุ่งเน้นนวัตกรรมและความยั่งยืน ยิ่งกว่านั้น ยังมีบทบาทสำคัญในการผลักดันกลุ่มมิชลินให้บรรลุเป้าหมายตามวิสัยทัศน์ “ความยั่งยืนทุกด้าน” ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานความสมดุลระหว่างผู้คน ผลกำไร และผืนโลก ในด้าน ‘ผืนโลก’ โรงงานหนองแคทุ่มเทอย่างเต็มที่ในเรื่องความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อมผ่านโครงการริเริ่มหลายโครงการ อาทิ โครงการลดการใช้วัตถุดิบ เป็นต้น ส่วนในด้าน ‘ผู้คน’ ทางโรงงานมุ่งดำเนินงานโดยยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ทั้งยังใส่ใจในความเป็นอยู่ที่ดีและการพัฒนาทักษะของพนักงาน”
“เมื่อเสาหลัก 2 เรื่องดังกล่าวได้รับการขับเคลื่อนอย่างจริงจัง ย่อมเป็นปัจจัยส่งเสริม ‘ผลกำไร’ ซึ่งเป็นเสาหลักพื้นฐานสุดท้ายของวิสัยทัศน์ “ความยั่งยืนทุกด้าน” อันหมายถึงผลประกอบการและการเติบโตทางธุรกิจที่เกิดจากการนำเสนอนวัตกรรมผลิตภัณฑ์และบริการ ผมเชื่อว่าความทุ่มเทของพนักงานทุกฝ่ายจะนำพา มิชลิน หนองแค ไปสู่อนาคตที่เติบโตรุดหน้าอย่างยั่งยืนและความสำเร็จที่เพิ่มมากขึ้น” มร.ฟาเฟียง กล่าวเสริม
พันธกิจความมุ่งมั่นของโรงงานมิชลิน หนองแค ที่เกี่ยวกับผืนโลก สะท้อนให้เห็นผ่านโครงการริเริ่มด้านความยั่งยืนหลากหลายโครงการ ซึ่งส่งผลให้โรงงานสามารถลดการใช้พลาสติกแบบครั้งเดียวทิ้งลงได้ถึง 80% โดยมุ่งลดให้เป็นศูนย์ภายในสิ้นปีนี้ ทั้งยังสามารถลดการใช้วัตถุดิบในการผลิต ลดการใช้พลังงาน และลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนในเรื่องผู้คน โรงงาน
มิชลิน หนองแค ไม่เพียงดำเนินงานโดยยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ด้วยการมอบผลิตภัณฑ์ บริการ และโซลูชั่นที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า แต่ยังให้ความสำคัญกับความเป็นอยู่ที่ดี ตลอดจนพัฒนาการส่วนบุคคลและทางอาชีพของพนักงาน เพราะเชื่อว่า “ยางที่เยี่ยมยอด เกิดจากผู้คนที่ยอดเยี่ยม” มิชลิน หนองแค จึงใส่ใจเป็นพิเศษกับสวัสดิการและความก้าวหน้าของพนักงาน ทั้งยังมุ่งสร้างสภาพแวดล้อมในการทำงานที่เติมเต็มคุณค่าให้กับพนักงานและเอื้อให้เกิดความผูกพันระหว่างพนักงานกับองค์กร
ไฮไลท์ของการเปิดให้เยี่ยมชมโรงงานครั้งนี้อยู่ที่การนำชมสายการผลิตยางรถโดยสาร/รถบรรทุกและยางล้อเครื่องบิน โดยนอกจากแขกผู้เข้าเยี่ยมชมโรงงานจะได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับพันธกิจของโรงงานมิชลิน หนองแค ที่มีต่อเป้าหมายด้าน ‘ผืนโลก’ และ ‘ผู้คน’ แล้ว ยังจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับยางมิชลินที่มาพร้อมเทคโนโลยีขั้นสูงบางรุ่นซึ่งผลิตที่โรงงานแห่งนี้ อาทิ ‘มิชลิน เอ็กซ์ มัลติ เอนเนอจีย์ แซด’
(MICHELIN X Multi Energy Z) ยางรถโดยสาร/รถบรรทุกที่มีประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิงดีที่สุดและให้อายุการใช้งานที่ยาวนาน และ ‘มิชลิน แอร์ เอ็กซ์ สกาย ไลท์’ (MICHELIN AIR X SKY LIGHT) ยางล้อเครื่องบินรุ่นใหม่ที่มีน้ำหนักเบายิ่งขึ้นและมีอายุใช้งานยาวนานกว่า ทั้งยังให้สมรรถนะเหนือระดับโดยยังคงความปลอดภัยขั้นสูงตามแบบฉบับของมิชลินเอาไว้
นอกจากนี้ ยังมีการจัดแสดงยางเส้นที่ 30 ล้าน ซึ่งผลิตออกจากสายการผลิตที่โรงงานมิชลิน หนองแค เมื่อเดือนสิงหาคม 2566 ทันร่วมฉลองครบรอบ 30 ปีของโรงงานด้วย โดยยางเส้นดังกล่าวเป็นยางรถบรรทุกประเภทเรเดียลรุ่น ‘มิชลิน เอ็กซ์ มัลติ แซด’ (MICHELIN X Multi Z) ที่ติดตั้งใช้งานได้ทุกตำแหน่งล้อ สำหรับการขนส่งระดับภูมิภาค (Regional) และการขนส่งระยะไกล (Line Haul)
“ความโดดเด่นของ มิชลิน หนองแค ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงขนาดหรือปริมาณการผลิตในอุตสาหกรรมยางรถโดยสาร/รถบรรทุกและยางล้อเครื่องบิน แต่ยังอยู่ที่ความมุ่งมั่นทุ่มเทของทีมงานชั้นเยี่ยม ในอนาคต มิชลิน หนองแค จะยังคงยึดมั่นและสานต่อพันธกิจการนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าควบคู่ไปกับการปกปักรักษาผืนโลก และใส่ใจดูแลพนักงานของตนต่อไป” ฟาเฟียง กล่าวปิดท้าย
ฟอร์ดจัดโครงการ ‘ฉลาดขับ ประหยัด ปลอดภัย’ แก่พนักงานขับรถรับ-ส่งนักเรียน!
โครงการ ‘ฉลาดขับ ประหยัด ปลอดภัย’ เป็นโครงการเพื่อสังคมของฟอร์ด ทั่วโลก ในประเทศไทย ฟอร์ดได้จัดโครงการนี้ต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 16 โดยอบรมให้แก่ผู้สนใจ ทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน องค์กรเพื่อสังคม และประชาชนทั่วไปรวมกว่า 14,511 ราย โดยผู้เข้าอบรมไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเข้าอบรม และในปีนี้ ฟอร์ดมุ่งเน้นส่งมอบความรู้และทักษะการขับขี่ที่ปลอดภัยภายใต้แนวคิด Next-Gen Ford Safety Driving โดยได้นำรถยนต์ฟอร์ด เรนเจอร์ และฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ ที่อัดแน่นด้วยสมรรถนะและเทคโนโลยีความปลอดภัยมาใช้เป็นพาหนะในการอบรม
ฟอร์ดตระหนักถึงความสำคัญในการเพิ่มความปลอดภัยในการเดินทางให้กับกลุ่มนักเรียนและเยาวชน จึงได้ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญคัดสรรเนื้อหาการฝึกอบรมที่เหมาะสมกับพฤติกรรมการขับขี่รถโรงเรียน เพื่อเสริมทักษะให้แก่ผู้ขับขี่ รวมถึงสอนเทคนิคการควบคุมรถขณะเกิดเหตุฉุกเฉิน การควบคุมรถที่มีผู้โดยสารและมีน้ำหนักมาก การใช้ความเร็วที่เหมาะสม จำลองสถานการณ์ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นหากผู้ขับขี่ขาดสมาธิหรือร่างกายไม่พร้อมที่จะขับขี่ พร้อมทั้งแนะนำข้อควรระวังขณะรับ-ส่งนักเรียน ตลอดจนการตรวจเช็กสภาพรถก่อนเดินทาง ซึ่งนอกจากจะเพิ่มความปลอดภัยให้กับการเดินทางของนักเรียนแล้ว ยังช่วยเสริมความอุ่นใจให้กับผู้ปกครองอีกด้วย
ในปีนี้ฟอร์ดเตรียมจัดฝึกอบรมโครงการ ‘ฉลาดขับ ประหยัด ปลอดภัย’ ต่อเนื่องจนถึงเดือนพฤศจิกายน 2566 โดยผู้ที่สนใจเข้าร่วมการอบรม สามารถติดตามข่าวสารของโครงการได้ทางเฟซบุ๊คฟอร์ด
บีเอ็มดับเบิลยูทุ่มงบกว่า 2,350 ล้านตั้งโรงงานผลิตชิ้นส่วนมอเตอร์ไซค์สุดล้ำสมัยในระยอง!
คนุท โบลกแคร์ กรรมการผู้จัดการ บีเอ็มดับเบิลยู พาร์ทส์ แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย กล่าวว่า “บีเอ็มดับเบิลยู พาร์ทส์ แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย ไม่ได้เป็นเพียงแค่ก้าวย่างที่สำคัญของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป และบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นการสานต่อคำมั่นสัญญาที่เรามีให้กับประเทศไทยอีกด้วย ซึ่งการลงทุนครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเราที่จะร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทย พร้อมเสริมความแข็งแกร่งในฐานะผู้ผลิตที่สำคัญในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”
นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ได้กล่าวว่า “ในนามสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ผมขอแสดงความยินดีกับความสำเร็จของบีเอ็มดับเบิลยู พาร์ทส์ แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย การขยายการลงทุนในครั้งนี้ด้วยเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัยตอกย้ำถึงความเชื่อมั่นที่บีเอ็มดับเบิลยูมีต่อประเทศไทย ทั้งด้านสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการลงทุน โครงสร้างพื้นฐานที่ดี บุคลากรที่มีทักษะขั้นสูง รวมถึงที่ตั้งเป็นจุดยุทธศาสตร์ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอกจากนี้ ความมุ่งมั่นของบีเอ็มดับเบิลยูทั้งในแง่ของการสร้างนวัตกรรม การพัฒนาห่วงโซ่อุปทาน และการมุ่งสู่ความยั่งยืน นับว่ามีบทบาทสำคัญต่อการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับประเทศไทยในฐานะผู้นำของอุตสาหกรรมยานยนต์ในภูมิภาค”
บีเอ็มดับเบิลยู พาร์ทส์ แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย จะเป็นผู้จัดหาอะไหล่และชิ้นส่วนมอเตอร์ไซค์ที่สำคัญเพื่อสนับสนุนการประกอบมอเตอร์ไซค์ของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย จังหวัดระยอง การลงทุนเชิงกลยุทธ์ที่โรงงานผลิตแห่งใหม่ในครั้งนี้ คิดเป็นมูลค่ากว่า 2,350 ล้านบาท นับเป็นการเน้นย้ำถึงข้อได้เปรียบด้านที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของประเทศไทยซึ่งเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป โดยมีปัจจัยสนับสนุนการตั้งฐานการผลิตแห่งนี้หลายปัจจัย อาทิ ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจของรัฐบาลไทยและการสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ตอกย้ำให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ในการเร่งขยายการดำเนินธุรกิจภายในประเทศ ยิ่งไปกว่านั้น บีเอ็มดับเบิลยู พาร์ทส์ แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย ยังจะช่วยส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านของการจ้างงาน การถ่ายทอดความรู้ และการฝึกอบรมทักษะต่าง ๆ
ด้วยเม็ดเงินการลงทุนกว่า 2,350 ล้านบาท บีเอ็มดับเบิลยู พาร์ทส์ แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย ตั้งอยู่ในอาณาบริเวณเดียวกันกับโรงงานบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย ในจังหวัดระยอง ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 11,000 ตารางเมตร นอกจากนี้ บีเอ็มดับเบิลยู พาร์ทส์ แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย สามารถให้กำลังการผลิตมากสุดที่ 80,000 ชิ้นต่อปี และสร้างการจ้างงานได้มากกว่า 160 ตำแหน่ง ในช่วงแรกเริ่มของการผลิต
การเปิดตัวของบีเอ็มดับเบิลยู พาร์ทส์ แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญแห่งประวัติศาสตร์ของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป เพราะเป็นโรงงานผลิตชิ้นส่วนสำหรับบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด แห่งแรกที่ตั้งอยู่นอกประเทศเยอรมนี โดยเน้นการใช้เทคโนโลยีที่มีมาตรฐานสูงและมีความซับซ้อน เพื่อส่งมอบการผลิตชิ้นส่วนและอะไหล่มอเตอร์ไซค์คุณภาพสูง สานต่อความมุ่งมั่นของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ในการขยายการประกอบมอเตอร์ไซค์รุ่นอื่น ๆ ในอนาคต รวมถึงการลงทุนเพิ่มเติมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
การก่อตั้งบีเอ็มดับเบิลยู พาร์ทส์ แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย ยังช่วยเสริมสร้างความมุ่งมั่นของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ที่มีต่อประเทศไทย สะท้อนความทุ่มเทของบริษัทที่จะร่วมขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมของประเทศไทยไปข้างหน้า ความร่วมมือกับบีเอ็มดับเบิลยู แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย ในจังหวัดระยอง ยังจะช่วยทำให้ทั้งสองบริษัทสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน พร้อมปรับปรุงกระบวนการโลจิสติกส์ต่าง ๆ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้เครือข่ายการผลิตในภาพรวมภายใต้บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป และกำหนดทิศทางกลยุทธ์ของบริษัทในอนาคต ซึ่งการขยายธุรกิจในครั้งนี้ยังสอดรับกับวิสัยทัศน์ระยะยาวของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ที่ต้องการขยายธุรกิจในประเทศไทยในฐานะตลาดเชิงกลยุทธ์ที่มีความสำคัญอีกด้วย
จิ๋วจี๊ด Volvo EX30 รถไฟฟ้ารุ่นใหม่ล่าสุดค่ายวอลโว่!
Volvo EX30 Core – Single Motor Extended Range ราคาเริ่มต้นที่ 1,590,000 บาท
Volvo EX30 Ultra – Single Motor Extended Range ราคาเริ่มต้นที่ 1,790,000 บาท
Volvo EX30 Ultra – Twin Motor Performance ราคาเริ่มต้นที่ 1,890,000 บาท
Volvo EX30 ไม่เพียงนำเสนอสุดยอดนวัตกรรมเพื่อความปลอดภัย แต่ยังถูกออกแบบโดยคำนึงถึงความคล่องตัว และตอบโจทย์การใช้งาน มอบความสะดวกสบายด้วยเทคโนโลยี และการออกแบบสไตล์สแกนดิเนเวียนที่ภายในตัวรถมีความทันสมัย และคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน โดยวอลโว่ได้นำวัสดุรีไซเคิลและวัสดุที่สามารถนำกลับมาใช้ได้ใหม่มาชุบชีวิตให้มีประโยชน์อีกครั้ง อาทิ การใช้วัสดุเส้นใยจากยีนส์ และต้นเฟล็กซ์มาใช้ทำเป็นเบาะที่ให้สีสันและสัมผัสที่โดดเด่น มีเอกลักษณ์
การจัดวางที่เน้นการควบคุมจากศูนย์กลางผ่านจอทัชสกรีนขนาด 12.3 นิ้ว บนแผงแดชบอร์ดรวบรวมฟังก์ชันการควบคุมรถ รวมถึงข้อมูลที่สำคัญสำหรับผู้ขับขี่เพื่อความสะดวกในการใช้งานไว้ในที่เดียว และด้วยการออกแบบที่เน้นการจัดสรรพื้นที่ให้สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างสูงสุด แผงแดชบอร์ดทั้งแผงของ Volvo EX30 จึงถูกติดตั้งชุดลำโพงแบบซาว์ดบาร์จาก Harman Kardon ไว้ภายในเพื่อเป็นการจัดสรรพื้นที่เก็บของในห้องโดยสารอย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งผลที่ได้รับคือคุณภาพเสียงรอบทิศทางที่ไม่ต่างไปจากการฟังเพลงหรือพอดแคสต์สุดโปรดจากชุดเครื่องเสียงในบ้าน
Volvo EX30 มาพร้อมระบบสาระบันเทิง (infotainment) และการเชื่อมต่อ 5G เพื่อการใช้งานแอปที่ลื่นไหลไม่ว่าจะเป็น Google Assistant, Google Maps navigation และ Google Play และครั้งแรกกับฟังก์ชันการเชื่อมต่อ Apple CarPlay แบบไร้สาย
หลังคาแมททาลิคสีดำ Onyx Black ให้ความโดดเด่นตัดกับเฉดสีรถที่มีให้เลือกถึง 5 สีได้แก่ สีเหลือง Moss Yellow สีฟ้า Cloud Blue สีเทา Vapour Grey สีขาว Crystal White และสีดำ Onyx Black ห้องโดยสารภายในมาพร้อมตัวเลือกการตกแต่ง 3 สไตล์ที่ได้แรงบันดาลใจจากธรรมชาติของสแกนดิเนเวียให้สัมผัสและอารมณ์ภายในห้องโดยสารที่แตกต่างกัน ได้แก่ สไตล์ Mist, Indigo และ Breeze
Volvo EX30 ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การใช้รถที่แตกต่างกันด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 2 แบบ เริ่มต้นที่ รุ่นมอเตอร์เดี่ยว Extended Range ที่มาพร้อมแบตเตอรี่ NMC แบบ extended-range ให้ระยะทางสูงสุดถึง 480 กิโลเมตร(1) ต่อการชาร์จเต็ม รองรับกำลังการชาร์จสูงสุด 153kW
และรุ่นมอเตอร์คู่ Performance ที่มาพร้อมแบตเตอรี่ NMC ให้พลังการขับเคลื่อนสูงสุด 428 แรงม้า (315 kW) จึงให้อัตราเร่งจาก 0 – 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ภายใน 3.6 วินาที ทำให้ Volvo EX30 มีอัตราการเร่งเร็วที่สุดในรถวอลโว่ที่เคยมีมา นอกจากนี้ยังรองรับกำลังการชาร์จได้ที่ 153kW จึงใช้เวลาการชาร์จจาก 10 – 80% ในเวลาราว 25 นาที(2)
เนื่องจากเป็นรถที่ทำงานโดยระบบไฟฟ้า วอลโว่ให้ความสำคัญกับแบตเตอรี่เป็นอย่างมาก โดยตัวโครงแชสซี และกล่องเก็บแบตเตอรี่ของ Volvo EX30 ทำจากเหล็กที่มีความทนทานสูงเพื่อช่วยลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับแบตเตอรี่หากเกิดการชน นอกจากนี้ เสา A และ C รวมถึงหลังคาของตัวรถได้รับการออกแบบทางด้านโครงสร้างเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่ง และมอบความปลอดภัยให้แก่ผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ถุงลมนิรภัยกลางห้องโดยสารซึ่งเก็บอยู่ใต้เบาะคนขับถูกออกแบบมาเพื่อลดความรุนแรงของการบาดเจ็บที่ศรีษะและบริเวณหน้าอกหากเกิดการชนจากด้านข้าง
Volvo EX30 ยังมาพร้อมฟีเจอร์เพื่อความปลอดภัยอีกมากมาย อาทิ ระบบแจ้งเตือนการเปิดประตูหรือ dooring alert ผ่านเรดาร์ที่ตรวจจับวัตถุที่เคลื่อนที่มาจากด้านหลัง เช่น รถจักรยานหรือมอเตอร์ไซค์ โดยรถจะส่งเสียงเตือนหากคนในรถจะเปิดประตูเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ นอกจากนี้ยังมีระบบเซ็นเซอร์เพื่อช่วยตรวจสอบความพร้อมในการควบคุมรถของผู้ขับที่ไม่เพียงตรวจการจับพวงมาลัย แต่ยังสามารถติดตามการเคลื่อนไหวของศรีษะ ดวงตา และกะพริบตาของผู้ขับได้อย่างรวดเร็วถึง 13 ครั้งต่อวินาทีเพื่อตรวจสอบว่าผู้ขับมีอาการง่วง หรือมีสมาธิในการขับรถหรือไม่ และส่งสัญญาเตือนหากตรวจพบว่าผู้ขับมีแนวโน้มที่ไม่พร้อมในการควบคุมรถ
Volvo EX30 ยังเป็นรถรุ่นแรกที่มีระบบช่วยจอด Park Pilot Assist เจนเนอเรชั่นใหม่ล่าสุดที่ช่วยให้ผู้ขับเข้าจอดได้อย่างไร้กังวลไม่ว่าจะเป็นการจอดแบบขนาน จอดในลานจอดแบบโค้ง ถอยเข้าซอง หรือจอดในลานจอดแบบสลับฟันปลา
คริส เวลส์, กรรมการผู้จัดการ, วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย กล่าวว่า “เราเชื่อว่า Volvo EX30 จะเป็นรถที่ช่วยขยายกลุ่มลูกค้าและตลาดของแบรนด์วอลโว่ในประเทศไทยให้เพิ่มขึ้นด้วยองค์ประกอบของตัวรถเองที่ขับเคลื่อนด้วยพลังไฟฟ้า มีเทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูง ดีไซน์สวยงามโดดเด่น ทั้งยังมีขนาดที่กระทัดรัด และด้วยความมุ่งมั่นในการสร้างความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เราเชื่อว่า Volvo EX30 จะเป็นรถที่ตรงต่อความต้องการของผู้คนมากมายที่มีปณิธานเดียวกันกับวอลโว่ โดยเฉพาะกลุ่มคนที่อาศัยอยู่ในเมือง และกำลังมองหารถไฟฟ้าที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การใข้ชีวิต ยิ่งไปกว่านั้นตัวรถยังมีเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยที่ตอบโจทย์การใช้รถใช้ถนนที่มีทั้งคนเดินเท้า จักรยานและมอเตอร์ไซต์อยู่ทุกหนแห่งอย่างกรุงเทพมหานคร ความต้องการรถไฟฟ้าในประเทศไทยเติบโตอย่างรวดเร็ว และเราตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่งที่จะได้นำ Volvo EX30 เข้ามาเพื่อเปิดตลาดกลุ่มรถ SUV ขนาดเล็กในประเทศร่วมกับผู้จำหน่ายของเรา
ทุกความโดดเด่นที่ทำให้รถ SUV ของวอลโว่เป็นที่ชื่นชอบของคนมากมายในตลอดหลายปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นรูปทรงภายนอกที่โดดเด่น พื้นที่ห้องโดยสารกว้าง พลังการขับขี่ที่เหนือชั้น ระบบความปลอดภัยขั้นสูง เข้าถึงฟังก์ชันการใช้งานได้สะดวก เชื่อมต่อกับอุปกรณ์ได้ไม่มีสะดุด ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์การใช้งาน ทุกสิ่งที่กล่าวมานี้รวมอยู่แล้วใน Volvo EX30” คุณคริส กล่าวทิ้งท้าย
ผู้สนใจสามารถจองเพื่อเป็นเจ้าของ Volvo EX30 ได้แล้ววันนี้ โดยคาดว่าจะพร้อมส่งมอบช่วงไตรมาสแรกของปี 2024 เป็นต้นไป
# # #
หมายเหตุ
1อ้างอิงผลการทดสอบภายใต้สภาวะควบคุมของ WLTP ผลที่ได้รับจริงอาจแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ เช่น อุณหภูมิแวดล้อม ลักษณะการขับขี่ จำนวนผู้โดยสารในรถ เป็นต้น
2ระยะเวลาการชาร์จอาจแตกต่างไปขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย อาทิ อุณหภูมิภายนอก อุณหภูมิของแบตเตอรี่ อุปกรณ์ชาร์จ สถานะของแบตเตอรี่และรถ
AEY AUTO IMPORT นำเข้า TOYOTA ALPHARD Gen 4 ตอกย้ำความเป็นผู้นำ Grey Market เจ้าแรกไทย!
พัชรินทร์ นิลสิน ประธานกรรมการผู้จัดการ บริษัท เออีวาย ออโต้ อิมพอร์ท จำกัด กล่าวว่า “สถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ผู้ประกอบการและธุรกิจต้องหยุดชะงัก ยอดขายรถยนต์ทั่วโลกติดลบ แต่ยอดขายของรถยนต์ในกลุ่มเซกเมนต์รถยนต์หรูนั้นกลับได้รับผลกระทบน้อยกว่ารถยนต์ทั่วไป โดยเฉพาะภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก พบว่ายอดขายรถยนต์หรูยังเติบโตต่อเนื่อง สวนทางกับยอดขายรถยนต์ประเภทอื่นๆ ที่ชะลอตัว รวมถึงในประเทศไทยตลาดรถยนต์หรูได้รับผลกระทบน้อยกว่ารถยนต์ทั่วไป กลุ่มของลูกค้าที่มีการขยายตัวขึ้นเป็นกลุ่มคนที่ประสบความสำเร็จผ่านการทำตลาดในช่องทางออนไลน์
กลุ่มคนดังกล่าวมีกำลังซื้อสูงและเลือกซื้อรถยนต์หรูเพื่อเป็นรางวัลแห่งความสำเร็จให้กับตนเอง อีกทั้งกลุ่มลูกค้าต่างชาติที่ทำงานในประเทศไทยมีความต้องการเป็นเจ้าของรถยนต์หรูเพิ่มมากขึ้นในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา เราได้มองเห็นโอกาสในการทำตลาดกับกลุ่มเป้าหมายใหม่ นอกเหนือจากฐานลูกค้ากลุ่มเดิมที่เราดูแลอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ AEY AUTO IMPORT ในฐานะผู้นำเข้ารายใหญ่ในตลาดรถยนต์หรูนำเข้า ล่าสุดได้เปิดตัว All New Toyota Alphard Generation 4 รถยนต์ที่สะท้อนความเป็นผู้นำหรูหรามีระดับ รถยนต์หรูที่จะมาตอบโจทย์กลุ่มธุรกิจ หรือกลุ่มครอบครัว เพื่อสร้างความสะดวกสบายในทุกการเดินทาง” All New Toyota Alphard Generation 4 และชูจุดเด่น คือ มีความสามารถพิเศษที่หารถส่งมอบลูกค้าได้รวดเร็ว ทันใจ และออฟชันเต็ม
“ทั้งนี้จากประสบการณ์เกือบ 30 ปี ที่อยู่ในวงการรถยนต์หรูนำเข้า AEY AUTO IMPORT ได้มีการปรับตัวเพื่อรองรับเทรนด์รถยนต์ไฟฟ้า EV ที่กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก กลุ่มเซกเมนต์รถยนต์หรูทั่วโลกจะมุ่งไปในทิศทางของรถยนต์พลังงานทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างรถยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle) หรือ EV ทำให้แนวโน้มและความต้องการในตลาดรถนั้นเปลี่ยนไป ทุกแบรนด์ล้วนปรับตัวมุ่งสู่ตลาดรถไฟฟ้าที่กำลังจะเข้ามาเป็นพลังงานหลักและคาดการณ์ว่าตลาดรถยนต์หรูจะยังคงเติบโตต่อเนื่อง” คุณพัชรินทร์ นิลสิน กล่าวเพิ่มเติม
และอีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญที่ทำให้ AEY AUTO IMPORT ได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภคมายาวนาน คือมีรถพร้อมส่งมอบทันที หรือมีรถส่งมอบได้เร็วกว่าใครนั่นเองและศูนย์บริการมาตรฐานระดับสากล รวมถึงศูนย์ซ่อมสีและตัวถัง ซึ่งให้บริการแบบครบวงจร ด้วยเครื่องมือและอุปกรณ์วิเคราะห์ที่ทันสมัย รวมถึงทีมช่างและวิศวกรมืออาชีพมากด้วยประสบการณ์ที่จะสร้างความมั่นใจในการบริการ สามารถติดต่อสัมผัสรถยนต์หรูรุ่นใหม่ล่าสุด All New Toyota Alphard 2.5 Generation 4 ได้ที่โชว์รูม AEY AUTO IMPORT ตั้งอยู่ที่ 82 , 82/1 ถนนรามอินทรา เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร หรือโทร 02-587-4666 หรือ Hotline 086-668-1999 www.aeyauto.co.th, Aey Auto Import Fan page (คุณเอ๋รถนำเข้าหรู) หรือ Line @aeyauto
