“THE MATCH OF LEGEND” การปะทะของ 2 ตำนานนักชกระดับโลก ปาเกียว/ บัวขาว
กลับมาสร้างปรากฏการณ์ให้วงการกีฬาโลกต้องจดจำกันอีกครั้ง เมื่อ บริษัท เฟรชแอร์ เฟสติวัล จำกัด เตรียมระเบิดศึกโคตรมวย ไฟต์ถล่มโลก การดวลกำปั้นระหว่าง 2 นักมวยในตำนานวงการมวยโลก ‘เดอะแพ็คแมน’ แมนนี่ ปาเกียว และบัวขาว บัญชาเมฆ ประกาศความพร้อม ดวลกำปั้นนัดประวัติศาสตร์ ใน THE MATCH OF LEGEND: Manny Pacquiao vs Buakaw Banchamek พร้อมระเบิดความมันส์แน่นอน ในเดือนมกราคม 2567
ก่อนหน้านี้ บริษัท เฟรชแอร์ เฟสติวัล จำกัด ได้สร้างปรากฏการณ์ให้วงการกีฬาโลกได้จดจำมาแล้วกับการจัดศึกฟาดแข้ง ‘แดงเดือด’ ในไทย ระหว่าง 2 สโมสรยักษ์ใหญ่จากพรีเมียร์ลีก ‘ปีศาจแดง’ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กับ ‘หงส์แดง’ ลิเวอร์พูลใน THE MATCH Bangkok Century Cup 2022
วินิจ เลิศรัตนชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เฟรชแอร์ เฟสติวัล จำกัด กล่าวว่า “THE MATCH OF LEGEND เป็นแนวคิดการสร้างสรรค์งานอีเวนต์ในรูปแบบใหม่ที่มุ่งเน้นที่การดึงดูดนักกีฬาระดับเวิลด์คลาส มาจัดแข่งขันกัน” มวยไฟต์นี้ถือเป็นแมตช์ประวัติศาสตร์ ที่จะได้เห็น 2 ยอดมวยโลกได้มาดวลหมัดกัน ที่สำคัญจะเป็นครั้งแรกที่ บัวขาว มาต่อยมวยสากล ซึ่งถือเป็นความท้าทายของ บัวขาว ในขณะที่ ปาเกียว เองถือเป็นนักมวยที่รู้จักกันทั่วโลกด้วยผลงานที่ยังไม่มีนักมวยคนไหนมาล้มได้ และที่สำคัญทั้งสองยังคงโลดแล่นอยู่บนสังเวียนผืนผ้าใบ การนำเอา 2 นักชกระดับตำนานมาดวลหมัดกันจึงเป็นปรากฏการณ์ที่เชื่อว่าวงการกีฬาโลกจะให้ความสนใจกับแมตช์นี้ และการมาปรากฏตัวของ ปาเกียว ในวันนี้เป็นการยืนยันว่า ไฟต์หยุดโลกจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ในเดือนมกราคม 2567
ในงานนี้ บริษัท เฟรชแอร์ เฟสติวัล จำกัด จับมือกับพันธมิตรทางธุรกิจ บริษัท เอส เอฟ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารโรงภาพยนตร์ชั้นนำของไทย โดยนายสุวิทย์ ทองร่มโพธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการตลาด กล่าวว่า ไฟต์ระหว่างปาเกียวและบัวขาวจะประทับอยู่ในความทรงจำของผู้ชมไปอีกนาน เพราะนักชกทั้งสองเป็นไอคอนระดับตำนานที่เป็นที่ชื่นชอบของคอกีฬาทั่วโลก และแมตช์นี้จะต้องถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์อย่างแน่นอน
สำหรับ ‘แมนนี่ ปาเกียว’ เป็นวีรบุรุษของประเทศฟิลิปปินส์และเป็นนักชกที่ไม่เคยหยุดนิ่งในการสร้างความเป็นเลิศด้านกีฬา เขาเป็นตัวอย่างของผู้ไม่ย่อท้อ ต่อยอดความสำเร็จจนคว้าแชมป์มานับไม่ถ้วน และเป็นนักมวยอาชีพคนเดียวในเอเชีย ที่ได้แชมป์โลก 8 รุ่นคนแรกของโลก ถือเป็นตำนานที่ยังมีลมหายใจ และเป็นแรงบันดาลใจให้กับนักกีฬาและแฟนๆ ทั่วโลก
ในขณะที่ ‘บัวขาว บัญชาเมฆ’ คือสุดยอดนักมวยไทย ผู้สร้างตำนานคว้าแชมป์ K-1 ได้ถึง 2 สมัย ด้วยเทคนิคการชกที่หาตัวจับยาก บัวขาวไม่เคยทำให้แฟน ๆ ผิดหวังในฝีมือฉกาจ เขาคว้าแชมป์จากรายการต่าง ๆ มานับไม่ถ้วน และได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในนักชกมวยไทยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล
ศึกดวลหมัดระหว่างปาเกียวและบัวขาวจะถ่ายทอดสุดยอดความเป็นมืออาชีพที่ยากจะหาคู่เทียบได้ และถือเป็นโอกาสครั้งหนึ่งในชีวิตที่โลกจะได้ชมนักชกผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาลสองคนขึ้นมาอยู่บนสังเวียนเดียวกัน แมตช์นี้จะใช้การแข่งขันภายใต้กติกามวยสากล จึงยิ่งจะทำให้เวทีนี้ทวีความน่าสนใจ และความน่าตื่นเต้นขึ้นไปอีก
Mercedes-AMG ขยายเครือข่ายการบริการหลังการขายครบวงจร 40 แห่งทั่วไทย!
บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศความพร้อมในการขยายเครือข่ายการให้บริการหลัง การขาย (After-Sales Service) สำหรับรถยนต์สมรรถนะสูงจากแบรนด์เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี (Mercedes-AMG) ทุกรุ่น จากเดิมที่สามารถเข้ารับบริการได้ที่ผู้จำหน่ายเมอร์เซเดส-เอเอ็มจี จำนวน 15 แห่ง ปัจจุบัน ลูกค้าสามารถนำรถยนต์มาเข้ารับการบริการหลังการขายแบบครบวงจรได้ที่ศูนย์บริการ เมอร์เซเดส-เบนซ์ 40 แห่งทั่วประเทศ โดยแบ่งเป็นศูนย์บริการในพื้นที่กรุงเทพมหานครจำนวน 22 แห่ง และพื้นที่ต่างจังหวัดจำนวน 18 แห่ง ทั้งนี้ ทางเมอร์เซเดส-เบนซ์ได้มีการฝึกอบรมทีมงานและช่างผู้เชี่ยวชาญสำหรับการดูแลรถในกลุ่ม AMG โดยเฉพาะ เพื่อยกระดับการให้บริการและเพิ่มความสะดวกสบายให้กับลูกค้าคนพิเศษทุกคน รวมถึงการบริการหลังการขายที่ดีเยี่ยมตามมาตรฐานเมอร์เซเดส-เบนซ์
Mercedes-AMG เป็นรถยนต์สมรรถนะสูงที่ผสานความสมบูรณ์แบบของเมอร์เซเดส-เบนซ์ เข้ากับขีดสุดของการพัฒนาขุมพลังที่มาพร้อมประสิทธิภาพในการขับขี่ที่เหนือชั้น แสดงให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญและความล้ำสมัยในด้านวิศวกรรมที่ถูกถ่ายทอดออกมาเป็นสุดยอดยนตรกรรมตามแบบฉบับ “The AMG DNA” โดยมีองค์ประกอบสำคัญ ทั้งในด้านของระบบการขับขี่ พลังในการขับเคลื่อน คุณภาพของเสียง และการออกแบบที่พิถีพิถัน
ในปัจจุบัน รถยนต์ภายใต้แบรนด์เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี วางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทยจำนวน 6 รุ่น ได้แก่ Mercedes-AMG GLA 35 4MATIC, Mercedes-AMG GLC 43 4MATIC Coupé, Mercedes-AMG GLE 53 4MATIC Coupé และ Mercedes-AMG CLS 53 4MATIC+ , Mercedes-AMG G 63 รวมไปถึงรถสปอร์ตโรดสเตอร์ในตำนานอย่าง Mercedes-AMG SL 43 โดยสามารถติดต่อผ่านผู้จำหน่าย เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี อย่างเป็นทางการทั้ง 15 แห่งทั่วประเทศตามรายชื่อผู้จำหน่ายฯ ดังนี้
- บริษัท สตาร์แฟลก จำกัด
- บริษัท บีเคเค ออโตเฮาส์ กาญจนาภิเษก จำกัด
- บริษัท ธนบุรีพานิช จำกัด (สาขา ลุมพินี)
- บริษัท เบนซ์ ราชครู จำกัด
- บริษัท ไพรม์มัส ออโต้เฮาส์ จำกัด
- บริษัท ทีทีซี มอเตอร์ จำกัด
- บริษัท เบนซ์ บีเคเค วิภาวดี จำกัด
- บริษัท เบนซ์ภูเก็ต จำกัด
- บริษัท เบนซ์ ตลิ่งชัน จำกัด
- บริษัท ทีทีซี มอเตอร์ อุบลราชธานี จำกัด
- บริษัท ที เอส ที เมอร์เซเดส เบนซ์ จำกัด
- บริษัท เมโทร ออโต้เฮ้าส์ จำกัด
- บริษัท เบนซ์ บีเคเค กรุ๊ป จำกัด
- บริษัท แอทต้า ออโต้เฮ้าส์ จำกัด
- บริษัท ไพรม์มัส ออโต้เฮาส์ พัทยา จำกัด
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับการบริการหลังการขายของรถยนต์เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี ได้ที่ศูนย์บริการเมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ หรือผ่านช่องทางออนไลน์ที่ www.mercedes-benz.co.th นัดหมายเข้ารับบริการออนไลน์ได้ที่ http://mb4.me/TH_OAB ทั้งนี้ เงื่อนไขให้เป็นไปตามที่บริษัทฯ และศูนย์บริการเมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่างเป็นทางการกำหนด
‘Jeep® 101 Academy’ หลักสูตรลุยเบื้องต้น!
‘Jeep® 101 Academy’คอร์สที่จัดในสนามทดลองขั
นอกจากการจัดคอร์สแนะนำการขั
จี๊ป ยนตรกรรมที่มีสไตล์ชัดเจน สามารถลุยไปได้ทุกที่ และทำได้ทุกสิ่ง แสดงออกถึงบุคลิกที่แตกต่
สุนทรพันธ์ เดชะเทศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เบลฟอร์ต ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด เผยว่า “เสน่ห์ของรถ จี๊ป ที่ผู้คนทั่วโลกต่างหลงใหล นอกจากรูปลักษณ์ที่โดดเด่นเป็
ปัจจุบัน จี๊ป ประเทศไทย มีโชว์รูมพร้อมศูนย์บริ
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. ‘1488 ALWAYS CONNECTED’
LINE: @jeepthailand
FACEBOOK: JeepThailand
WEBSITE: www.jeep.co.th
New HAVAL JOLION Sport สิงห์ตัวเดิมเพิ่มเติมความสปอร์ต!
New HAVAL JOLION Sport เป็นรถยนต์เอสยูวีพลังงานไฟฟ้าแบบไฮบริด สร้างบนแพลตฟอร์ม GWM LEMON แพลตฟอร์มเทคโนโลยีโมดูลาร์อัจฉริยะที่มีความยืดหยุ่นและสมรรถนะสูง ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าให้กำลังรวมสูงสุด 190 แรงม้า ให้แรงบิดรวมสูงสุด 375 นิวตันเมตร ระบบเกียร์แบบ DHT สร้างขึ้นเพื่อรองรับระบบการขับเคลื่อนที่หลากหลายของรถยนต์ไฮบริด เมื่อทํางานร่วมกับเครื่องยนต์ สร้างการขับเคลื่อนอย่างทรงพลัง สนุกสนานตามแบบฉบับสปอร์ตทุกเส้นทางในการขับขี่ด้วยโหมดการขับขี่ 4 รูปแบบ ได้แก่ 1) มาตรฐาน 2) สปอร์ต 3) ประหยัด 4) พื้นหิมะ
New HAVAL JOLION Sport สร้างสรรค์ขึ้นมาตามสไตล์สะท้อนอารมณ์สปอร์ต พร้อมพาผู้ขับขี่ทะยานไปทุกเส้นทาง ภายใต้แนวคิด “Rise Up Your Spirit เร้าทุกมิติ สปอร์ตทุกเส้นทาง” ด้วยดีไซน์คมเข้มแบบ ALL-BLACK บ่งบอกตัวตนในทุกช่วงเวลาของชีวิต โดยมีให้เลือกทั้งหมด 4 สี ได้แก่ สีดำ (Sun Black), สีเทา (Ayers Gray), สีขาว (Hamilton White), สีแดง (Burgundy Red) จับคู่กับสีภายในสีดำ
นอกจากนี้ New HAVAL JOLION Sport ยังมีมิติตัวรถที่ใหญ่และกว้างขวาง ถูกออกแบบมาอย่างลงตัวตั้งแต่หน้ารถจรดท้ายรถ ตอบโจทย์การใช้งาน ด้วยมิติตัวรถ 1,874 x 4,472 x 1,626 มม. (กว้าง x ยาว x สูง) ระยะฐานล้อ 2,700 มม. ในขนาดคอมแพ็คเอสยูวี นั่งสบายด้วยพื้นที่ภายในที่กว้างขวาง ออกแบบภายใต้แนวคิด “Futuristic” ทำให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารรู้สึกสนุกและผ่อนคลายไปกับทุกรูปแบบการเดินทาง
การออกแบบภายนอก (Exterior Design)
- ไฟหน้า LED เต็มรูปแบบ พร้อม Daytime Running Light ดีไซน์ใหม่แบบล้ำสมัย ให้ความรู้สึกสปอร์ต
- ไฟท้าย LED พร้อมไฟเบรกดวงที่สามแบบ LED เต็มระบบ
- กระจังหน้า Black Symmetric ดีไซน์ใหม่สีดำล้วน โดดเด่นด้วยโลโก้ HAVAL ใหม่
- ดิฟฟิวเซอร์ ดีไซน์ใหม่ สปอร์ตโฉบเฉี่ยวมากกว่าเดิม
- ล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ต ขนาด 18 นิ้ว สีดำล้วน
- อุปกรณ์ตกแต่งแบบ ALL BLACK เช่น กระจกมองข้าง และ Roof Rail เพื่อเพิ่มความเท่ และสปอร์ตยิ่งขึ้น
การออกแบบภายใน (Interior Design)
- หน้าจอมัลติมีเดียแบบสัมผัสขนาด 10.25 นิ้ว รองรับ Apple CarPlay, Android Auto, Bluetooth และ MP3 ให้คุณเพลิดเพลินกับการขับขี่ด้วยลำโพงจำนวน 6 ตัว มาพร้อมระบบปรับระดับเสียงอัตโนมัติตามความเร็วรถ
- หน้าจอแสดงผลข้อมูลการขับขี่แบบดิจิทัลขนาด 7 นิ้ว
- ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ แยกอิสระซ้าย-ขวา
- เกียร์แบบ Electronic Shifter ชุดเกียร์ไฟฟ้า ดีไซน์หรู พร้อมสีพิเศษแบบ High-gloss เท่ทุกจังหวะการขับขี่
- กุญแจ Smart Key และระบบ Push Start เพื่อความสะดวกสบายในการเปิดประตู หรือ สตาร์ทเครื่องยนต์
- เบาะหนังสังเคราะห์ดีไซน์สปอร์ต ที่ออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์ โอบกระชับ เบาะคนขับสามารถปรับไฟฟ้าได้ 6 ทิศทาง เพื่อช่วยจัดท่านั่งให้สบายและอยู่ในตำแหน่งที่มองเห็นวิสัยทัศน์ได้ดีที่สุด
- แผงควบคุมที่คอนโซลกลาง พร้อมที่พักแขนและที่วางแก้วน้ำ
- ช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารด้านหลัง อีกระดับของความสบาย
- พื้นที่ห้องโดยสารอเนกประสงค์ เบาะที่นั่งด้านหลังสามารถพับลงได้แบบ 60:40 เพิ่มพื้นที่รองรับกิจกรรมที่หลากหลายตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์
- ช่องต่อ USB สำหรับผู้โดยสารด้านหน้าและหลัง และช่องต่อ USB สำหรับกล้องบันทึกภาพ
ระบบการช่วยเหลือผู้ขับขี่และระบบความปลอดภัย
- ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (CC) ช่วยควบคุมรถให้อยู่ตามความเร็วที่กำหนด ช่วยให้ผู้ขับขี่ขับได้อย่างสบายมากยิ่งขึ้น
- กล้องแสดงภาพขณะถอยหลัง เพื่อช่วยเพิ่มมุมมองในการถอยหลังให้ชัดขึ้น
- ถุุงลมนิรภัยคู่หน้าและด้านข้าง เพื่อปกป้องผู้โดยสารเมื่อเกิดอุบัติเหตุ ในกรณีที่ถุงลมนิรภัยทำงาน ประตูจะถูกปลดล็อกโดยอัตโนมัติ
- ระบบช่วยลงทางลาดชัน (HDC) และ ระบบช่วยออกตัวบนทางชัน (HSA)
- ระบบตรวจความดันลมยาง (TPMS) โดยรถจะทำการวัดแรงดันลมยางอย่างต่อเนื่องและเตือนผู้ขับขี่หากมีแรงดันลมยางล้อใดลดลง
- ระบบช่วยเตือนความเมื่อยล้าขณะขับขี่ (DFM) เมื่อผู้ขับขี่ขับรถด้วยความเร็วเฉลี่ยเกิน 65 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ต่อเนื่องมากกว่า 4 ชั่วโมง ระบบจะแจ้งเตือนและแนะนำให้หยุดพัก ระบบจะเตือนด้วยภาพและเสียงนาน 20 วินาที ทุกๆ 10 นาที
- ระบบไฟกะพริบเมื่อเบรกรถกะทันหัน (ESS) เมื่อมีการเบรกแบบกะทันหัน ระบบจะเปิดไฟกะพริบเพื่อแจ้งเตือนรถคันหลัง ให้ชะลอความเร็ว
- ระบบช่วยชะลอความรุนแรงของการเกิดการชนซ้ำครั้งที่ 2 (SCM) โดยรถจะพยายามรักษาเสถียรภาพเอาไว้เพื่อไม่ให้เกิดอุบัติเหตุซ้ำซ้อน
- เซนเซอร์กะระยะด้านหลัง 3 จุด
- Auto Break Hold ระบบเบรกมือไฟฟ้า พร้อมฟังก์ชันหยุดอัตโนมัติขณะรถหยุุดนิ่ง
- ระบบล็อกประตูอัตโนมัติเมื่อถึงความเร็วที่กำหนด
- ระบบควบคุุมเสถียรภาพการทรงตัวของรถ (VSS)
- ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและควบคุมการลื่นไถล (TCS)
เรื่องการขับขี่ผมเคยทำรีวิวไว้เมื่อตอนเปิดตัวครั้งแรก
เกรท วอลล์ มอเตอร์ ฉลองครบรอบ 2 ปีของแบรนด์ HAVAL ในประเทศไทย พร้อมสรุปผลความสำเร็จตั้งแต่เข้ามาปลุกกระแสยานยนต์ไฟฟ้าในไทย พร้อมเดินหน้าสร้างความคึกคักให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยด้วยการเปิดตัวและประกาศราคาอย่างเป็นทางการของ “New HAVAL JOLION Sport” เจ้าสิงโตอารมณ์ดีสายสปอร์ต รถยนต์รุ่นใหม่ล่าสุดของเกรท วอลล์ มอเตอร์ ที่มาพร้อมกับดีไซน์ที่ดุดัน โดดเด่น ปราดเปรียว พร้อมสมรรถนะการขับขี่ที่เร้าใจ สะท้อนถึงสุนทรียภาพแห่งอนาคต ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ไว้ได้อย่างเต็มเปี่ยม ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเปิดตัวและประกาศราคาพร้อมกันทั่วประเทศในวันที่ 25 กรกฎาคม 2566 นี้ เวลา 13.00 – 14.00 น. ทาง Facebook, YouTube และ TikTok ของ GWM Thailand และ GWM HAVAL Thailand
ณรงค์ สีตลายน กรรมการผู้จัดการ เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า “ตั้งแต่วันแรกที่เราได้แนะนำแบรนด์ HAVAL เข้ามาในตลาดประเทศไทย เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้รับแรงสนับสนุนจากแฟน ๆ ชาวไทยอย่างดีเยี่ยมมาอย่างต่อเนื่อง ตลอด 2 ปีที่ผ่านมานี้ ผลิตภัณฑ์พลังงานไฟฟ้า (xEV) แต่ละรุ่นจากแบรนด์ HAVAL ไม่ว่าจะเป็น HAVAL H6 Hybrid SUV, HAVAL JOLION Hybrid SUV และ All New HAVAL H6 Plug-in Hybrid SUV ประสบความสำเร็จในการปลุกกระแสยานยนต์พลังงานไฟฟ้าในตลาดรถยนต์ของประเทศไทย พร้อมได้รับการยอมรับและครองใจผู้บริโภคชาวไทยได้อย่างเหนียวแน่น ทั้งจากรูปลักษณ์ สมรรถนะ และเทคโนโลยีอันล้ำสมัย ที่สามารถมอบประสบการณ์การขับขี่แบบใหม่ที่ไม่เหมือนใครและตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ได้อย่างแท้จริง นอกจากนี้ จากที่เราได้รับฟังเสียงของผู้บริโภคและสื่อมวลชน เราจึงมีการเพิ่มรุ่นย่อยใหม่เข้ามาเพื่อเสริมความแข็งแกร่งของ HAVAL JOLION และแบรนด์ HAVAL โดยปรับเปลี่ยนดีไซน์จากรุ่นเดิมที่เน้นความเรียบหรูให้มีความสปอร์ตมากยิ่งขึ้น แต่ยังคงมีเทคโนโลยีอันชาญฉลาดที่จำเป็นอย่างครบครัน ซึ่ง เกรท วอลล์ มอเตอร์ เชื่อมั่นว่า New HAVAL JOLION Sport นี้ จะเข้ามาเติมเต็มความต้องการและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของกลุ่มลูกค้าที่มีความทันสมัยได้ดีมากยิ่งขึ้น”
Audi Q8 e-tron รถ SUV สปอร์ตพลังไฟฟ้าตัวแรงราคาเริ่มต้น 4,699,000 บาท
Audi Q8 e-tron เป็นรถไฟฟ้า 100% ของ Audi ที่ขับสนุก เต็มไปด้วย Performance มาพร้อมกับดีไซน์ที่ถือว่าเป็น Best Aerodynamic in class แบตเตอรีเจเนอเรชั่นใหม่ที่ได้รับการพัฒนาให้มี Capacity ใหญ่ขึ้น ความจุถึง 114 kWh ทำให้เมื่อชาร์จแบตเตอรีเต็มแล้วสามารถวิ่งได้ระยะทางกว่า 600 กิโลเมตร ตัวรถและอุปกรณ์อำนวยความสะดวกมีความสดใหม่ มั่นใจเมื่อขับขี่ด้วย Handling ที่แม่นยำ ช่วงล่างนุ่มสบาย เกาะถนนสุดๆ ด้วย e-quattro เป็นการขับขี่ที่ตอบสนองความคาดหวัง และผู้ขับขี่อยากได้จากรถ”
Audi Q8 e-tron Sportback 55 S line Black edition The Best Driving Range in class ไม่ว่าไลฟ์สไตล์จะเป็นแบบไหนก็ออกเดินทางได้อย่างไร้กังวล เพราะแบตเตอรี Generation ใหม่ของ Audi Q8 e-tron มีความจุถึง 114 kWh ทำให้ได้ระยะทางวิ่งได้ไกลถึง 636 กิโลเมตรต่อการชาร์จไฟเต็มหนึ่งครั้ง แบตเตอรีถูกพัฒนาใหม่ให้มีประสิทธิภาพดีขึ้น ไม่ใช่แค่วิ่งได้ไกลขึ้น แต่ก็ชาร์จเร็วกว่าเดิมเพียงครึ่งชั่วโมงเท่านั้น (31 นาที กับการชาร์จด้วยกระแสไฟ DC 170 kWh) ที่ให้พละกำลังถึง 408 แรงม้า แรงบิด 664 Nm เร่งแซงทันใจ 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ภายใน 5.6 วินาที ระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัจฉริยะ Electric quattro ช่วงล่างถุงลมแบบ Sports
ถึงจะเป็นรถไฟฟ้าก็ไม่ทิ้ง DNA ความขับสนุก Handling ที่แม่นยำ เกาะถนน พร้อม e-quattro ที่เป็น New Generation เทคโนโลยีล่าสุดของระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัจฉริยะที่เป็น DNA ของอาวดี้ รวมถึงความปลอดภัยที่เป็นจุดเด่นในเรื่อง Performance ของ Audi
Design & Sporty perspective การออกแบบที่ได้แรงบันดาลใจจาก Concept car ในตระกูล Sphere ครั้งแรกกับการเผยโฉม “มุมมองใหม่ของรถไฟฟ้า Sport Premium SUV” ดีไซน์ New Grille design และ 2D logo มาพร้อมกับไฟ Projector lighting พร้อมเอฟเฟกต์ไฟแบบ Light staging กระจังหน้าดีไซน์ใหม่ที่ไม่ได้ตอบโจทย์แค่เพียงความสวยงามแต่ยังช่วยในเรื่อง Aerodynamics ของตัวรถ (พร้อมชุดแต่งภายนอก Black edition และ S line ทั้งภายในและภายนอก)
ห้องโดยสารถูกออกแบบด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย ผสานดีไซน์ความสปอร์ตและความพรีเมียมเข้าด้วยกัน
- จอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ Virtual cockpit plus ขนาด 12.3นิ้ว
- ระบบ MMI Navigation plus ขนาด 10.1นิ้ว สั่งการง่ายเพียงปลายนิ้วสัมผัส
- เพลิดเพลินกับเครื่องเสียงระดับพรีเมียม Bang & Olufsen พร้อมระบบเสียง 3มิติ
- เบาะนั่งหุ้มหนัง Valcona พร้อมเบาะนั่งคู่หน้าแบบ Sports plus ตกแต่งสัญลักษณ์ S line
- โปร่งสบายด้วย Panoramic glass sunroof
อาวดี้ ประเทศไทย นำเข้ารถไฟฟ้า Q8 e-tron 2 Body-type ทั้งแบบ SUV และ Sportback แบ่งออกเป็น 4 รุ่นย่อย
- Q8 e-tron 50 quattro – ระยะทางวิ่งไฟฟ้า530 km. ราคา 4,699,000 บาท
- Q8 e-tron 55 quattro Black Edition – ระยะทางวิ่งไฟฟ้า 621 km. ราคา 5,499,000 บาท
- Q8 Sportback e-tron 50 quattro S line – ระยะทางวิ่งไฟฟ้า542 km. ราคา 4,999,000 บาท
- Q8 Sportback e-tron 55 quattro S line Black edition – ระยะทางวิ่งไฟฟ้า 636 km. ราคา 5,799,000 บาท
เปิดให้จองในสี Magnet grey, Chronos grey, Glacier white, Mythos black, Plasma blue และ Soneira red และพร้อมส่งมอบตั้งแต่ปลายไตรมาส 3 ปี 2023 เป็นต้นไป
รถไฟฟ้า Audi e-tron และรถ Plug-in Hybrid TFSI e ใหม่ทุกรุ่น รับประกันแบตเตอรี 8 ปี หรือ 160,000กิโลเมตร แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน พร้อมการดูแลจาก Audi Protection ด้วยการรับประกันรถใหม่ 5 ปี หรือระยะทาง 150,000 กิโลเมตร แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน และบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน Roadside Assistance ทั่วประเทศ 24 ชั่วโมง นาน 5 ปี
อเล็กซานเดอร์ วอน วาลเด็นเบอร์ก เดรสเซล ผู้อํานวยการฝ่ายต่างประเทศ กลุ่มประเทศอาเซียน ไต้หวัน อินเดีย และยุโรปตะวันออก บริษัท AUDI AG เปิดเผยว่า “นับจากปี 2026 เป็นต้นไป อาวดี้จะก้าวเข้าสู่ยุค ยนตรกรรมไฟฟ้าแห่งโลกอนาคตเต็มขั้น ความมุ่งมั่นภายใต้กลยุทธ์ Vorsprung 2030 แผนการเปิดตัวรถรุ่นใหม่สู่ตลาดโลกจะเป็นรถไฟฟ้า 100% เส้นทางสู่ e-mobility ของอาวดี้นั้นถือเป็นการก้าวไปสู่การขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าครั้งสำคัญที่ทำให้เราได้เตรียมความพร้อมทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนารถรุ่นใหม่ใน Product portfolio การพัฒนาบุคลากรที่มีทักษะความสามารถ รวมไปจนถึงแผนการดำเนินการ เพื่อเตรียมสายการผลิตทั่วโลกให้พร้อมรองรับการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า 100% และการขยายตัวอย่างยั่งยืน”
กฤษณะกร เศวตนันทน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไมซ์สเตอร์ เทคนิค จำกัด หรือ อาวดี้ ประเทศไทย กล่าวถึงการเปิดตัว Audi Q8 e-tron รถไฟฟ้า 100% ซึ่งถือเป็น The Next Chapter of Premium Sport SUV “นี่คือนิยามบทใหม่ของยนตรกรรมไฟฟ้าแห่งโลกอนาคต การออกแบบที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก Concept car ตระกูล Sphere วันนี้ได้กลายเป็นจริงบนท้องถนนแล้ว Audi Q8 e-tron ถือเป็นนวัตกรรมที่จะเปลี่ยนโลกยานยนต์ไฟฟ้าพรีเมียมไปตลอดกาล ไม่ว่าจะเป็นดีไซน์ใหม่สุดล้ำสมัย เทคโนโลยีการขับขี่อัจฉริยะ และสมรรถนะอันยอดเยี่ยมเพื่อสร้างโลกที่น่าอยู่และยั่งยืน
ลูกค้าอาวดี้สามารถมั่นใจกับงานบริการหลังการขาย ซึ่งมีมาตรฐานคุณภาพเดียวกันทุกสาขา เปิดบริการในวันจันทร์ ถึง วันเสาร์ เวลา 08.00-20.00 น. วันอาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 09.00-18.00 น. หรือโทรนัดหมายได้ที่
Audi Centre Thailand 02-765-8888
Audi New Petchburi 02-023-4888
Audi Pattaya 038-197-888
Audi Phuket 076-646-666
Audi Service Chiang Mai 052-081-188
Audi Service Ratchapruek 02-034-5888
Audi Udonthani 093-161-5588
‘REPSOL’ หล่อลื่นสเปนพร้อมลุยตลาดน้ำมันเครื่องในไทย!
“พันธกิจหลักของเรา คือ การส่งมอบประสบการณ์ REPSOL จากการวิจัย คิดค้น และพัฒนา นวัตกรรมและเทคโนโลยี ภายใต้การทำงานอย่างมุ่งมั่นทุ่มเทใน REPSOL Technology Lab เพื่อให้ผู้ใช้งานได้สัมผัสการขับขี่ที่ได้รับการดูแลและปกป้องเครื่องยนต์ที่เหนือกว่าจากน้ำมันหล่อลื่น REPSOL และเราตั้งเป้าที่จะผลักดันให้ REPSOL เป็นแบรนด์น้ำมันหล่อลื่นนำเข้าอันดับต้นๆ ในใจของผู้บริโภค” ชาติชาย ศรีบูรณศร ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและพัฒนาธุรกิจ บริษัท เวิลด์ เอนเนอร์เจีย จำกัด กล่าวถึงการเปิดตัวน้ำมันหล่อลื่น REPSOL (เรปโซล) โฉมใหม่ในครั้งนี้
การมาในครั้งนี้บริษัท เวิลด์ เอนเนอร์เจีย จำกัด ได้จับมือกับ REPSOL สำนักงานใหญ่ ประเทศสเปน เดินหน้าวางแผนกลยุทธ์หลัก พัฒนาสินค้าที่ใช่ ตอบโจทย์ครอบคลุมทุกการใช้งาน โดยออกแบบและพัฒนาน้ำมันหล่อลื่นเพื่อตลาดประเทศไทยโดยเฉพาะ ควบคู่การทำการตลาดและสร้างแบรนด์ให้แข็งแรงและมั่นคง ผ่านกิจกรรมเชิงรุกเพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้า พร้อมพัฒนาช่องทางการจัดจำหน่ายให้ครอบคลุมและเข้าถึงผู้บริโภค REPSOL Technology Lab ที่ไม่หยุดยั้งในการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ดีที่สุดให้แก่ผู้ใช้งาน ควบคู่ภารกิจหลัก ‘Net Zero Emissions 2050‘ ของ REPSOL สเปน ที่มุ่งการลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ให้เป็น 0 ภายในปี 2050
(ที่ 2 จากซ้าย) ชาติชาย ศรีบูรณศร ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและพัฒนาธุรกิจ บริษัท เวิลด์ เอนเนอร์เจีย จำกัด, ไมค์ ตัน ตุน วิน (Mike Than Tun Win) ผู้บริหาร บริษัท เวิลด์ เอนเนอร์เจีย จำกัด, เบนจามิน วอง ชิน มิง (Benjamin Wong Chin Ming) ผู้จัดการฝ่ายขายภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก เรปโซล, เวนดี้ ลีออง ไคริน (Wendy Liong Cailin) ผู้บริหาร บริษัท เวิลด์ เอนเนอร์เจีย จำกัด, วิคเตอร์ เวลาสเควส โลเปซ (Victor Velazquez Lopez) หัวหน้าฝ่ายภาคพื้นเอเชียเอเชียแปซิฟิก เรปโซล, อุดมชัย บุญวรเศรษฐ์ ผู้บริหาร บริษัท ออโต้ บิสซิเนส คอร์ปอเรชั่น จำกัด และ เอก จันทวิมล ผู้บริหาร บริษัท ออโต้ บิสซิเนส คอร์ปอเรชั่น จำกัด
ภายในงานยังมีการเปิดตัวนักแข่งระดับท็อป มาร่วมพูดคุยและแชร์ประสบการณ์การใช้ผลิตภัณฑ์และการแข่งขัน เพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์การเป็นน้ำมันหล่อลื่นคุณภาพสูง เทคโนโลยีที่ถูกพัฒนาเพื่อการแข่งขันในรายการระดับโลกอย่าง Moto GP สู่การขับขี่บนท้องถนนในชีวิตประจำวัน พร้อมการันตีคุณภาพของน้ำมันหล่อลื่น REPSOL ด้วยผลิตภัณฑ์กลุ่มน้ำมันหล่อลื่น 4 กลุ่มหลัก ที่ตอบโจทย์การใช้งานทั้งรถยนต์และจักรยานยนต์ ได้แก่
- กลุ่ม RACING น้ำมันหล่อลื่นรถจักรยานยนต์เพื่อตอบโจทย์การใช้งานทั้งในสนามแข่งและบนท้องถนน
- กลุ่ม SMARTER น้ำมันหล่อลื่นสำหรับรถจักรยานยนต์เพื่อการขับขี่ในชีวิตประจำวัน ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์การขับขี่
- กลุ่ม ELITE น้ำมันหล่อลื่นสำหรับรถยนต์ สูตรเหนือระดับจากเทคโนโลยีขั้นสุด เพื่อรถยนต์ยุโรป เครื่องยนต์สมรรถนะสูง รับรองมาตรฐานการจากค่ายรถยุโรปชั้นนำ
- กลุ่ม LEADER น้ำมันหล่อลื่นรถยนต์สูตรใหม่ มาตรฐานสูงสุด พัฒนาเพื่อการปกป้องเครื่องยนต์ขั้นสุด มาพร้อมตัวเด่นอย่าง LEADER CK–4 น้ำมันเครื่องดีเซล แกลลอน 7 ลิตร สำหรับรถกระบะดีเซล ตอกย้ำภาพผู้นำด้านน้ำมันเครื่องดีเซล แกลลอน 7 ลิตรรายแรกในประเทศไทย
บริษัท เวิลด์ เอนเนอร์เจีย จำกัด ยังมีแผนในการขยายตลาด เจาะกลุ่มรถยนต์เชิงพาณิชย์บรรทุกหนัก และกลุ่มน้ำมันหล่อลื่นอุตสาหกรรม เตรียมดันสินค้ากลุ่ม GIANT และ MAKER ลุยตลาดต่อไป
สำหรับผู้ที่สนใจผลิตภัณฑ์ของ REPSOL สามารถติดตามข่าวสารและข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Line @repsolthai โทร. 02 125 3949 หรือทางเพจ REPSOL Lubricants Thailand และ REPSOL Motorcycle Oil Thailand
ฮุนได โมบิลิตี้ ประเทศไทย เปิดตัว ‘เครต้า’ รุ่นพิเศษ 50 คันในไทย!
ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) ดำเนินธุรกิจอย่างเป็นทางการในประเทศไทย เข้าสู่เดือนที่ 3 ยังคงยืนยันที่จะมอบประสบการณ์ใหม่ และเป็นเพื่อนที่ตอบโจทย์ด้านไลฟ์สไตล์ให้กับลูกค้าของบริษัท ล่าสุด บริษัทได้เปิดตัว เครต้า ‘แบล็ก อิดิชั่น‘ ที่มีเพียง 50 คันในประเทศไทย เปิดตัวคู่กับเครต้ารุ่นสีทูโทนที่ดูเท่ขึ้นมาก โดยมีให้เลือกทั้งหมด 4 รุ่นย่อยมาพร้อมราคาใหม่ที่ทำให้จับจองเป็นเจ้าของง่ายยิ่งขึ้น ด้วยแท็กไลน์ล่าสุด “สตาร์ท ให้ชีวิตสมาร์ท” [Start Your Smart Life] ฮุนไดจึงนำเสนอรถยนต์หลากหลายรุ่น ที่มีคุณลักษณะเพียบพร้อมด้วยสมรรถนะ, ประโยชน์ใช้สอย, ความสะดวกสบาย และความปลอดภัย ในราคาที่คุณเป็นเจ้าของได้
เครต้า ‘แบล็ก อิดิชั่น‘ รุ่นใหม่ มาในโทนสีดำทั้งหมด เสริมภาพลักษณ์คมเข้มน่าค้นหาตกแต่งพิเศษด้วยกระจังหน้าสีดำ พร้อมไฟดีอาร์แอลแบบ hidden-type, โลโก้กระจังหน้าสีโมโนโครม, ช่องลมกันชนหน้าและซี่กระจังหน้าสีดำ และราวหลังคาสีดำ ด้านข้างเสริมความเข้มด้วยคิ้วหลังคา C-pillar พร้อมล้อขนาด 17 นิ้ว สีดำ และที่พิเศษสุดคือ สีดำ มิดไนท์ แบล็ก เพิร์ล ซึ่งมีให้เลือกในรุ่น ฮุนได เครต้า ‘แบล็ก อิดิชั่น‘ เท่านั้น ไม่เพียงแค่นั้น ยังมีการติดตั้งเครื่องเสียง BOSE มาเป็นพิเศษอีกด้วย
นอกจาก “แบล็ก อิดิชั่น” แล้ว ฮุนได เครต้า ยังมีรุ่นสีตัวถังทูโทนให้เลือก สงวนสิทธิ์เฉพาะรุ่นย่อย สมาร์ท, สไตล์ และ สไตล์ พลัส เท่านั้น โดยผสานหลังคาสีดำเข้ากับสีตัวถังที่มีให้เลือกอย่างลงตัว ประกอบด้วย สีขาว ครีมมี่ ไวท์ เพิร์ล, สีเงิน แม็กเนติก ซิลเวอร์ และ สีแดง ดรากอน เรด เพิร์ล ในขณะที่รุ่นย่อย เทรนด์ จะมีสีตัวถังให้เลือกเพียงสีเดียวกับ สีขาว ออพติก ไวท์
ฮุนได เครต้า โดดเด่นด้วยการออกแบบตัวถังที่มีเส้นสายเฉียบคมมีเอกลักษณ์ แนวหลังคาเรียบและเสาหลังคา C-pillar ขนาดใหญ่ เสริมความมั่นคง กระจังหน้าแบบ พาราเมทริก เจเวล กริล อันเป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์การออกแบบจากฮุนได แบบ พาราเมทริก ไดนามิกส์ ซึ่งผสานกระจังหน้าและโคมไฟเข้าเป็นชิ้นส่วนเดียวกันอย่างแนบเนียน สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถของฮุนได ในการผสานนวัตกรรมเข้ากับความสวยงาม ไฟท้ายมาในรูปทรงของบูมเมอแรง และไฟเบรกแบบ HMSL ที่รวมกันอย่างลงตัว
อีกหนึ่งอัตลักษณ์ดีไซน์ของ ฮุนได เครต้า คือกระจกบานหน้าที่ดีไซน์มาให้โอบล้อมห้องโดยสาร มอบทัศนวิสัยกว้างขวาง และให้ความรู้สึกปกป้องผู้โดยสารในเวลาเดียวกัน ปิดท้ายด้วยล้อขนาด 17 นิ้วสีไดมอนด์คัทเสริมภาพลักษณ์สปอร์ต
ฮุนได เครต้า ผมได้เคยไปทดลองขับมาแล้วเป็นยังไงลองดูได้ตามคลิปด้านบนครับ พูดคุยกับแบบเรียลๆ ฮุนได เครต้า มากับเครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร ให้กำลัง 115 แรงม้า ที่ 6,300 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 144 นิวตันเมตร ที่ 4,500 รอบ/นาที เกียร์อัตโนมัติ ไอวีที ฮุนได เครต้า ยังสามารถปรับรูปแบบการขับขี่ได้ 4 แบบ ประกอบด้วย นอร์มอล, อีโค, สปอร์ต และ สมาร์ท อีกทั้งยังมีระบบป้องกันล้อหมุนฟรี Traction Control ช่วงล่างด้านหน้าแบบแม็คเฟอร์สันสตรัท ส่วนช่วงล่างด้านหลังเป็นแบบทอร์ชั่นบีม ส่งผลให้เครต้าขับขี่ได้อย่างมั่นคงและมั่นใจ บนทุกสภาพถนน
ภายในห้องโดยสารมาพร้อมกับความพรีเมี่ยม โดยด้านหน้าจัดวางให้แดชบอร์ดทอดตัวยาวถึงแผงประตูในลักษณะเดียวกับรูปทรงของปีกนกให้ความรู้สึกปกป้องปลอดภัย หน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว รองรับการเชื่อมต่อผ่าน แอนดรอยด์ ออโต้ และ แอปเปิ้ล คาร์เพลย์ ช่องลำโพงแบบสามมิติ, หัวเกียร์ตกแต่งสีเงิน, ไฟส่องสว่าง แอมเบียนไลท์ และ หลังคาพาโนรามิคซันรูฟควบคุมด้วยระบบไฟฟ้า ยกระดับความหรูสู่อีกขั้น
สำหรับอุปกรณ์อำนวยความสะดวก ฮุนได เครต้า มาพร้อมกับระบบ พุช สตาร์ท, มาตรวัดดิจิตอล ขนาด 10.25 นิ้ว, ระบบแจ้งแรงดันลมยางอัตโนมัติ, เบรกมือไฟฟ้าพร้อมระบบ Auto Hold, ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ และแท่นชาร์จไร้สาย นอกจากนั้น ยังมีระบบสตาร์ทเครื่องยนต์จากรีโมท
ฮุนได เครต้า มาพร้อมกับระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ ADAS ซึ่งควบรวมเทคโนโลยีล้ำยุคเอาไว้หลายรายการใน ฮุนได สมาร์ทเซนส์ ซึ่งมีทั้งระบบช่วยเตือนและเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ FCA, ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตา BCW, กล้องมองภาพด้านหลัง, ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน LKA, ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่กลางเลน LFA, ระบบช่วยเตือนและเบรกอัตโนมัติขณะถอยหลัง RCCA, ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน HSA, ระบบปรับระดับไฟสูงอัตโนมัติ, ระบบป้องกันการเปิดประตูเมื่อมีรถวิ่งมาด้านข้าง SEW และ ระบบช่วยเตือนอาการเหนื่อยล้า DAW ถุงลมนิรภัย 6 ตำแหน่ง และได้รับคะแนนความปลอดภัยระดับ 5 ดาว จากมาตรฐานทดสอบการชน ASEAN NCAP
ฮุนได เครต้า “แบล็ก อิดิชั่น” จำนวนจำกัดเพียง 50 คัน โดยฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) คาดว่าจะได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดี และจำหน่ายหมดอย่างรวดเร็ว รุ่นสีทูโทนจะพร้อมให้ลูกค้าสัมผัสและทดลองขับ ผ่านเครือข่ายตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทาง การทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 5 กรกฎาคม 2566 สำหรับราคาจำหน่ายของ ฮุนได เครต้า อยู่ระหว่าง 789,000 – 899,000 บาท โดยราคาของรุ่น “แบล็ก อิดิชั่น” จะอยู่ที่ 959,000 บาท
“ฮุนไดพร้อมเดินหน้าเปิดตัวนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ใหม่ และเติมเต็มทุกไลฟ์สไตล์ ส่วนเครต้ารุ่นใหม่นั้น จะมาเสริมทัพทางเลือกผลิตภัณฑ์ของเราให้มีความหลากหลายยิ่งขึ้น และตอบโจทย์ความต้องการลูกค้าได้มากกว่าที่เคย” เจ กิว จอง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว
เพื่อให้คุณเป็นเจ้าของ ฮุนได เครต้า ได้ง่ายขึ้น บริษัทฯ ขอมอบข้อเสนอสุดพิเศษทั้ง ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง 1 ปี, ฟรีค่าแรงเช็คระยะ 3 ปี หรือ 60,000 กิโลเมตร* และ ฟรีการรับประกันคุณภาพ 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร* นอกจากนั้น ยังมีข้อเสนอการเงินให้คุณเลือกในแบบที่ใช่ ทั้งดอกเบี้ยเริ่มต้น 1.49%** หรือ เงินดาวน์เริ่มต้นที่ 74,999 บาท***
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถศึกษาได้จากเวปไซต์ hyundai.com ทั้งยังมีบริการจองรถยนต์ฮุนไดผ่านช่องทางออนไลน์ Cl!ck to Buy ซึ่งพร้อมให้บริการท่านแล้ววันนี้ที่ buyonline.hyundai.com
* เงื่อนไขเป็นไปตามบริษัทฯ กำหนด
** ดอกเบี้ยเริ่มต้น 1.49% ภายใต้เงื่อนไข เงินดาวน์ 25% และผ่อนชำระเป็นเวลา 48 เดือน
*** เงินดาวน์เริ่มต้น 74,999 บาท ภายใต้เงื่อนไข ผ่อนชำระเป็นเวลา 84 เดือน
สตาร์บัคส์ ประเทศไทยเฉลิมฉลองครบรอบ 25 ปี เปิดร้านกาแฟเพื่อชุมชนแห่งที่ 2 พร้อมเดินหน้าเปิดร้านให้ครบ 800 สาขา!
เนตรนภา ศรีสมัย กรรมการผู้จัดการ สตาร์บัคส์ ประเทศไทย กล่าวว่า “ดิฉันขอขอบคุณลูกค้าและพาร์ทเนอร์ที่ให้การสนับสนุนแบรนด์สตาร์บัคส์อย่างต่อเนื่องด้วยดีตลอดมา สตาร์บัคส์มุ่งมั่นในการสร้างสัมพันธภาพกับลูกค้า และชุมชนหลากหลายวัฒนธรรม พร้อมยกระดับการรังสรรค์กาแฟและเครื่องดื่มที่ดีของเราต่อไปในอนาคต”
สตาร์บัคส์ ประเทศไทย มีแผนที่จะเพิ่มจำนวนร้านสาขาจนครบ 800 แห่ง พร้อมกับร้านกาแฟเพื่อชุมชนครบ 8 แห่งภายในปี พ.ศ. 2573 เพื่อตอกย้ำความมุ่งมั่นที่จะเร่งการเติบโตในไทย ซึ่งเป็นตลาดที่มีพลวัตมากที่สุดแห่งหนึ่งของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ควบคู่ไปกับการกระชับความสัมพันธ์กับชุมชนท้องถิ่นให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
งานเฉลิมฉลองครบรอบ 25 ปีสำหรับลูกค้าสมาชิก Starbucks® Rewards จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 7-8 กรกฎาคม ณ สุราลัย ฮอลล์ ห้างสรรพสินค้าไอคอนสยาม ชั้น 7 ซึ่งสมาชิก Starbucks® Rewards ที่มาร่วมงานจะได้เพลิดเพลินไปกับกิจกรรมพิเศษต่างๆ รวมถึงการชิมกาแฟสุดพิเศษ อย่าง กาแฟ พรินซี เบลนด์ (Princi™ Blend), กาแฟรีเสิร์ฟ กาลาปากอส ลา ตอร์ตูกา (Reserve Galapagos La Tortuga) และของสะสมพิเศษที่มีจำหน่ายเฉพาะในงานเท่านั้น อาทิ Bling Cold Cup ในโอกาสเฉลิมฉลองครบรอบ 25 ปี และสินค้าชุมชนท้องถิ่น ซึ่งประกอบไปด้วย คอลเลคชั่นเบญจรงค์ และกระเป๋าสานผักตบชวา สมาชิก Starbucks® Rewards ทุกท่านที่สนใจสามารถเข้าร่วมกิจกรรมโดยซื้อตั๋วเข้างานได้ที่ทางเข้างาน
ร้านกาแฟสตาร์บัคส์เพื่อชุมชน (Starbucks Community Store) แห่งที่ 2 ที่ร้านสตาร์บัคส์ รีเสิร์ฟ เจ้าพระยา รีเวอร์ฟร้อนท์ ไอคอนสยาม ชั้น 7
ร้านกาแฟสตาร์บัคส์เพื่อชุมชน (Starbucks Community Store) ได้รับการออกแบบมาเพื่อเป็นร้านสาขาที่สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้พาร์ทเนอร์ สามารถเป็นส่วนหนึ่งและมีส่วนร่วมกับชุมชนในรูปแบบเฉพาะซึ่งจะมีความแตกต่างกันไปในแต่ละร้านสาขา สำหรับร้านกาแฟเพื่อชุมชนแห่งใหม่ที่ไอคอนสยาม ซึ่งเป็นร้านที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยนี้ จะสร้างผลกระทบเชิงบวกที่เปี่ยมไปด้วยคุณค่าให้กับชุมชนท้องถิ่น ผ่านรูปแบบการดำเนินธุรกิจแบบแบ่งปันรายได้ โดย 10 บาท จากการจำหน่ายกาแฟทุกแก้วจะได้รับการแบ่งปันอย่างเท่าเทียมกันให้แก่ 2 องค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร ซึ่งได้แก่ มูลนิธิพัฒนาชาวเขาแบบผสมผสาน (Integrated Tribal Development Foundation – ITDF) และ มูลนิธิสโกลารส์ ออฟ ซัสทีแนนซ์ (Scholars of Sustenance – SOS) นอกจากนี้ ร้านกาแฟเพื่อชุมชนแห่งใหม่นี้ ยังสอดคล้องกับพันธกิจของสตาร์บัคส์ที่จะเปิดร้านกาแฟเพื่อชุมชนให้ได้ทั้งหมด 1,000 แห่งทั่วโลกภายในปี พ.ศ.2573
“ร้านกาแฟเพื่อชุมชนแห่งใหม่ที่ไอคอนสยามนี้ สะท้อนคำมั่นสัญญาของแบรนด์สตาร์บัคส์ในการสร้างความเป็นไปได้แบบไร้ขีดจำกัดเพื่อการเชื่อมโยงสัมพันธภาพระหว่างผู้คน และการก้าวไปสู่อนาคตที่ยั่งยืนมากขึ้น ควบคู่ไปกับการให้ความสำคัญในเรื่องความเป็นอยู่ที่ดีของชุมชนชาวไร่กาแฟทางภาคเหนือของไทย” นางเนตรนภา กล่าวเสริม
สตาร์บัคส์ ประเทศไทย มุ่งมั่นสนับสนุนโครงการที่สร้างผลกระทบที่เปี่ยมไปด้วยความหมายกับชุมชนท้องถิ่น โดยต่อยอดจากความตั้งใจของบริษัท ที่จะยกระดับความเป็นอยู่ที่ดีให้กับทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือทำงานร่วมกับเรา ตั้งแต่ชุมชนชาวไร่ผู้ปลูกกาแฟ ไปจนถึงเพื่อนบ้านในพื้นที่ใกล้เคียงร้านสาขา
นับตั้งแต่เปิดร้านกาแฟเพื่อชุมชนแห่งแรกที่หลังสวน กรุงเทพฯ เมื่อปี พ.ศ.2556 สตาร์บัคส์ ประเทศไทย ได้มอบเงินสนับสนุนไปแล้วกว่า 17 ล้านบาท ให้แก่ชุมชนไร่กาแฟในภาคเหนือของประเทศไทย ผ่านมูลนิธิพัฒนาชาวเขาแบบผสมผสาน (ITDF) โดยทางมูลนิธิฯ ได้นำเงินไปใช้กับโครงการต่างๆ เช่น น้ำดื่มสะอาด โรงเรียนและสิ่งอำนวยความสะดวก การฝึกอบรมชาวบ้านและผู้ประสานงานด้านการเพาะปลูกกาแฟ เพื่อสนับสนุนการควบคุมคุณภาพกาแฟ และหลักปฏิบัติ C.A.F.E. ในกลุ่มชาวไร่กาแฟ ทั้งนี้ การสนับสนุนนี้เกิดจากการดำเนินธุรกิจแบบแบ่งปันรายได้ ซึ่งมาจาก 5% ของยอดขายเมล็ดกาแฟม่วนใจ๋ เบลนด์ และ 10 บาทจากการจำหน่ายเครื่องดื่มสตาร์บัคส์ทุกแก้วที่จำหน่ายในร้านกาแฟเพื่อชุมชนแห่งแรกนี้
นอกจากนี้ ด้วยความตั้งใจที่ต้องการให้ทุกคนได้เข้าถึงอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ และการลดปริมาณขยะจากอาหาร สตาร์บัคส์ ประเทศไทย ได้ร่วมมือกับ มูลนิธิสโกลารส์ ออฟ ซัสทีแนนซ์ (SOS) เพื่อรวบรวมอาหารที่ยังไม่ได้จำหน่ายจากร้านสตาร์บัคส์สาขาที่ร่วมรายการในกรุงเทพฯ หัวหิน เชียงใหม่ และภูเก็ต และส่งมอบให้กับชุมชนที่ต้องการ โดยนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม พ.ศ.2565 จนถึงปัจจุบัน อาหารกว่า 18,000 กิโลกรัมได้ถูกส่งต่อไปยังชุมชนที่ขาดแคลน และมูลนิธิสตาร์บัคส์ ยังได้บริจาคเงินอีกกว่า 1.45 ล้านบาท (44,620 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ) ให้กับ มูลนิธิสโกลารส์ ออฟ ซัสทีแนนซ์ (SOS) สนับสนุนโครงการครัวรักษ์อาหาร (SOS Rescue Kitchen) เพื่อส่งเสริมโภชนาการอาหารในชุมชนอีกด้วย
นอกเหนือจากการทำงานร่วมกับมูลนิธิพัฒนาชาวเขาแบบผสมผสาน (ITDF) และ มูลนิธิสโกลารส์ ออฟ ซัสทีแนนซ์ (SOS) แล้ว สตาร์บัคส์ ประเทศไทย ยังได้ร่วมงานกับมูลนิธิหนังสือเพื่อเด็ก (Books for Children) เพื่อส่งเสริมความสามารถในการอ่านออกเขียนได้ผ่านกิจกรรมการอ่านในชุมชน การจัดสรรมุมหนังสือ และห้องสมุดให้กับชุมชนมาอย่างยาวนาน และเมื่อเร็ว ๆนี้ โครงการเงินช่วยเหลือชุมชนทั่วโลก (Global Community Impact Grants) จากมูลนิธิสตาร์บัคส์ ก็ได้สนับสนุนการขยายโครงการ Reading Hero สู่เยาวชนและครอบครัวในชุมชนด้อยโอกาส อีกด้วย
สตาร์บัคส์ ประเทศไทย มุ่งมั่นส่งต่ออนาคตที่ยั่งยืนผ่านการลดการปล่อยคาร์บอน น้ำเสีย และของเสีย โดยเริ่มจากการปฏิบัติตามแนวทาง ร้านกาแฟสีเขียว (Starbucks Greener Store) ในประเทศไทย
แนวทางการดำเนินงานดังกล่าวนี้ สตาร์บัคส์ ได้พัฒนาร่วมกับ องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (World Wildlife Fund – WWF) ซึ่งประกอบด้วยชุดมาตรฐานที่อิงตามผลการปฏิบัติงาน 25 ชุดที่ครอบคลุมผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหลากหลายด้าน เช่น ประสิทธิภาพพลังงาน การดูแลน้ำ และการแยกของเสีย ซึ่งได้รับการออกแบบมาเพื่อเร่งการเปลี่ยนแปลงไปสู่ร้านสาขาที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยลง และสนับสนุนเป้าหมายปี พ.ศ. 2573 ของสตาร์บัคส์ ในการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ถูกปล่อยออกมาจากการผลิตหรือการให้บริการ (Carbon Footprint) พร้อมลดการใช้น้ำและของเสียลง 50%
ณ ปัจจุบัน สตาร์บัคส์ ประเทศไทยได้รับรองร้านกาแฟสีเขียวทั้งหมด 3 แห่งที่ดำเนินการโดยใช้ไฟฟ้าที่มีความสามารถในการตรวจสอบพลังงานที่แม่นยำ เพื่อระบบการจัดการพลังงาน (Energy Management System – EMS) อย่างละเอียด ซึ่งจะรวบรวมข้อมูลการใช้พลังงานแบบเรียลไทม์เพื่อรักษาประสิทธิภาพและประสิทธิผลการใช้พลังงานในระดับสูง ระบบนี้จะช่วยให้ร้านค้าสามารถระบุจุดการใช้พลังงานที่ไม่มีประสิทธิภาพ พร้อมช่วยควบคุมและอนุรักษ์การใช้พลังงานต่อไปในอนาคต
นอกจากนี้ สตาร์บัคส์ ประเทศไทย ยังสนับสนุนทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้นให้กับลูกค้าผ่านโครงการต่างๆ เช่น โครงการบรรจุภัณฑ์สำหรับใช้ในร้าน (For-Here-Ware) และการรณรงค์การใช้ Reusable Cup โดยลูกค้าที่นำแก้วส่วนตัวมาซื้อเครื่องดื่มที่ร้านจะได้รับส่วนลด 10 บาท รวมถึง โครงการ Grounds for Your Garden ที่ลูกค้าสามารถรับถุงกากกาแฟไปบำรุงสวนที่บ้านได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
“อนาคตไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการเติบโตทางธุรกิจเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการส่งต่อสิ่งดีๆ ให้แก่ครอบครัวและชุมชนชาวไร่กาแฟ การดูแลความเป็นอยู่ที่ดีให้กับพาร์ทเนอร์ การรักษาสัมพันธภาพของผู้คนที่มีต่อกาแฟ การรังสรรค์กาแฟและเครื่องดื่มที่มีคุณภาพให้กับลูกค้า การส่งคืนสิ่งดีๆ มากกว่าสิ่งที่เราเคยได้รับให้กับผู้คนและโลก และการยกระดับชุมชนของเราผ่านการริเริ่มสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ต่อสังคม สตาร์บัคส์ ประเทศไทย พร้อมทำงานร่วมกับทุกคน ตั้งแต่เกษตรกรผู้ปลูกกาแฟไปจนถึง พาร์ทเนอร์ ลูกค้า คู่ค้าทางธุรกิจ และชุมชนท้องถิ่นผ่านเครื่องดื่มทุกแก้ว ทุกบทสนทนา และกับทุกชุมชนท้องถิ่น” นางเนตรนภา กล่าวปิดท้าย
Luminox Mil-Spec 3350 นาฬิกาสุดแกร่งที่ทหารอเมริกันมั่นใจ!
Mil-Spec (Military Specification) คอลเลคชั่นที่ผลิตขึ้นตามมาตรฐานกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ วัสดุ คุณภาพ เรียกว่าได้ตามมาตรฐาน Mil-Spec โดยแท้ และครั้งนี้ บริษัท ศรีทองพาณิชย์ จำกัด ผู้นำเข้าและจำหน่ายนาฬิกาแบรนด์ลูมิน็อกซ์ อย่างเป็นทางการในประเทศไทย จับมือ มอนเดนน์ (Mondaine) บริษัทแม่ของลูมิน็อกซ์ สัญชาติสวิสฯ เตรียมส่ง Luminox Mil-Spec รุ่น 3350 เยือนไทย ครั้งแรกของภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้ ดีเดย์ 12 กรกฎาคมนี้ พร้อมจัดโปรโมชั่นสุดพิเศษ
นาฬิกา Luminox Mil-Spec รุ่น 3350 ถูกผลิตขึ้นตามมาตรฐานข้อกำหนดด้านประสิทธิภาพ MIL-PRF-46374G เรื่องการกันน้ำ ความทนทาน กลไกการทำงานระบบ ETA พร้อมเทคโนโลยี HeavyDrive ซึ่งเป็นเทคโนโลยีต้านแรงกระเทือน เพื่อป้องกันกลไกและเข็มนาฬิกา ให้สามารถใช้งานได้ต่อแม้ได้รับแรงกระทบกระเทือนที่รุนแรง และ PreciDrive ความเที่ยงตรงสูง +/- 10 วินาที/ปี ใช้วัสดุชนิดพิเศษสำหรับชิ้นส่วนบนตัวเรือนเพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดออกซิเดชันจากน้ำเกลือและน้ำทะเล ขอบหน้าปัดนาฬิกาทำจากไทเทเนียมทำให้มีน้ำหนักเบา ป้องกันน้ำเกลือได้ดี แบตเตอรี่มีอายุยาวนานถึง 7 ปี กันน้ำได้ถึง 300 เมตร พร้อม CARBONOX™+ ของ Luminox ทำให้ตัวเรือนมีความทนทานเป็นพิเศษขณะเดียวกันก็มีน้ำหนักเบา ขนาด 46 มม.จัดเป็นนาฬิการุ่นที่ทหารหน่วยปฏิบัติการกู้ชีพเบื้องต้นนักผจญภัยต้องมีตลอดจนผู้รักกีฬาอย่างแท้จริงที่ต้องการสวมใส่นาฬิกาสามารถใช้งานได้ไม่ว่าจะใช้บนบกในทะเลหรือในอากาศ
ลูมิน็อกซ์ Mil-Spec รุ่น 3350 พร้อมเปิดตัวในวันที่ 12 กรกฎาคมนี้ ณ แฟชั่น ฮอลล์ ชั้น 1 สยามพารากอน สำหรับลูกค้าที่ซื้อในงานนี้ รับส่วนลดทันที 10% พร้อมรับของพรี่เมี่ยมสุดพิเศษ เสื้อโปโล Luminox 1 ตัว มูลค่า 1,290 บาท (มีจำนวนจำกัด) พิเศษสำหรับสมาชิก M Card เมื่อซื้อสินค้ารุ่น Mil-Spec ราคา 29,600 บาท รับส่วนลดทันที 10% พร้อมรับ กระเป๋า Luminox 1 ใบ มูลค่า 1,090 บาท และ Point M CARD ถึง 5 เท่า (สิทธิพิเศษเฉพาะ 50 ท่านแรก) และเมื่อซื้อนาฬิกา Luminox รุ่นใดก็ได้ มูลค่า 60,000 บาทขึ้นไป รับ Voucher 1 ใบ มูลค่า 3,000 บาท สำหรับร่วมกิจกรรมสุดมันส์ เปิดประสบการณ์ กับปืนไรเฟิ่ล RIFLE EXPERIENCE สนามเซียร่า ไซเรนท์ สมาคมกีฬาพัฒนาทักษะการยิงปืน จังหวัดลพบุรี พร้อมรับ Point M CARD ถึง 10 เท่า
สัมผัสความเหนือระดับของ Luminox Mil-Spec รุ่น 3350 ในราคาเพียง 29,600 บาท ได้ในงานเปิดตัว พุธที่ 12 กรกฎาคมนี้ เวลา 18.00 น. เป็นต้นไป ท่ามกลางบรรยากาศความแข็งแกร่งสไตล์ทหารอเมริกัน พร้อมสิทธิพิเศษมากมายในงาน Siam Paragon Watch & Jewelry Expo 2023 ระหว่างวันที่ 19 กรกฎาคม – 6 สิงหาคมนี้ ณ แฟชั่นฮอลล์ ชั้น 1 สยามพารากอน
**********
เกี่ยวกับ Luminox
Luminox แบรนด์นาฬิกาที่เรืองแสงในที่มืดได้ด้วยตัวเอง เป็นนาฬิกาต้นแบบแห่งการผจญภัยกลางแจ้งระดับโลกที่ Bear Grylls,หน่วยซีลของกองทัพเรือสหรัฐฯ,สมาคมไอซ์แลนด์เพื่อการค้นหาและกู้ภัย (ICE-SAR), หน่วยบิน Lockheed Martin F-117 Nighthawk™ นักบินขับไล่คนอื่นๆ รวมถึงกองกำลังชั้นนำทั่วโลก และนักดำน้ำมืออาชีพเลือกใช้ ด้วยระบบเรืองแสงของเทคโนโลยี Luminox Light Technology (LLT) เช่น หลอดแสงขนาดเล็กที่เรืองแสงตรงหน้าปัดและเข็ม ช่วยทำให้มองเห็นเวลาได้อย่างรวดเร็ว อันที่จริง
ระบบดังกล่าวจะเรืองแสงในทุกสภาพแสงตลอด 24 ชั่วโมงในทุกๆ วัน ได้ยาวนานถึง 25 ปี โดยการมองเห็นขึ้นอยู่กับสายตาของแต่ละคนและสีของหลอดแสง นี่คือเหตุผลที่เราเรียกคุณสมบัติอันยอดเยี่ยมนี้ว่า “มองเห็นได้ตลอด – เรืองแสงได้นานถึง 25 ปี” สามารถมองเห็นได้ตลอดเวลา มีความทนทาน ทรงพลัง และแม่นยำ Luminox ที่ผลิตในสวิสเป็นนาฬิกาที่สามารถเรืองแสงได้ในเวลากลางคืนเหมาะสำหรับนักผจญภัยและนักแสดงระดับแถวหน้า
พบกับเราบนโซเชียลมีเดียได้ที่
facebook.com/luminoxthailandofficial
instagram.com/Luminoxth
ปืนใหญ่ลุยเมืองมังกร ‘Royal Enfield Suphanburi’
Royal Enfield ผู้นำระดับโลกในกลุ่มรถจักรยานยนต์ขนาดกลาง (250cc-750cc) เปิดตัวสาขาใหม่ล่าสุดในจังหวัดสุพรรณบุรีพร้อมกิจกรรม Grand Opening ที่มีการรวมตัวของผู้ที่รักในการขับขี่ Royal Enfield กว่า 50 ท่าน จัดเต็มทั้งปาร์ตี้และมินิคอนเสิร์ตเพื่อเฉลิมฉลองการเปิดตัวสาขาใหม่ในครั้งนี้ เมื่อวันที่ 10 มิถุนายนที่ผ่านมา
Royal Enfield Suphanburi ร้านผู้แทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการลำดับที่ 17 ประจำประเทศไทย โดยมีพิภัชกฤตย์ สิทธิเกรียงไกรเป็นเจ้าของสาขา จุดเด่นของศูนย์บริการแห่งนี้นอกจากจะตั้งอยู่ใจกลางเมืองสุพรรณบุรี ที่ให้ลูกค้าโซนภาคกลางรับบริการได้สะดวกมากขึ้นแล้ว ยังมาพร้อมกับบริการที่ครบวงจร ภายใต้พื้นที่กว่า 190 ตารางเมตร ตกแต่งตามเอกลักษณ์สุดคลาสสิกฉบับ Royal Enfield ครอบคลุมทั้งโชว์รูม อัดแน่นไปด้วยรถจักรยานยนต์ Royal Enfield ทุกรุ่นอย่างครบครัน รวมไปถึงเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย และอุปกรณ์ตกแต่งของแท้ พร้อมทั้งยังมีรถมอเตอร์ไซค์หลากหลายรุ่นให้ทดลองขับขี่ รวมถึงบริการซ่อมบำรุง ซึ่งแบ่งเป็น automatic 2 bay และ manual 1 bay และยังเป็นศูนย์บริการหลังการขายครบวงจรอีกด้วย
อนุจ ดัว, หัวหน้าฝ่ายธุรกิจประจำภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก, โรยัล เอ็นฟีลด์ กล่าวว่า “พวกเรามีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้เปิดตัวสาขาใหม่ประจำเมืองสุพรรณบุรี การเปิดสาขาใหม่ในครั้งนี้ เป็นสิ่งสะท้อนความสำเร็จ และเป็นอีกหนึ่งการเติบโตที่สำคัญของโรยัล เอ็นฟีลด์ในประเทศไทย และปณิธานอันแรงกล้าของทีมที่ต้องการเข้าถึงเหล่านักเดินทางของโรยัล เอ็นฟีลด์ให้ครอบคลุมทุกภูมิภาคพวกเรายินดีที่ได้กระจายบริการและผลิตภัณฑ์ของเราให้ลูกค้าทุกท่านได้เข้าถึงสะดวกมากยิ่งขึ้น สาขาที่จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นหนึ่งในอีกหลายสาขาที่เรากำลังจะจัดตั้งขึ้น โรยัล เอ็นฟีลด์ ขอแสดงจุดยืนต่อลูกค้าทุกท่านในการไม่หยุดยั้งที่จะขยายอาณาจักรจักรยานยนต์เอกลักษณ์เฉพาะตัวนี้ให้ไปเยือนผู้ขับขี่ประจำทุกพื้นที่ในประเทศไทยอย่างแน่นอน”
โรยัล เอ็นฟีลด์ ประเทศไทย มุ่งมั่นสานต่อความสำเร็จในประเทศไทยอย่างไม่หยุดนิ่ง กับก้าวใหม่ล่าสุดที่จังหวัดสุพรรณบุรี ลูกค้าจังหวัดใกล้เคียง เช่น กาญจนบุรี ชัยนาท อ่างทอง และสิงห์บุรี ก็สามารถมาเข้ารับบริการหรือเยี่ยมชมโชว์รูมได้ สำหรับสาขาในอนาคต โรยัล เอ็นฟีลด์จะไปบุกเบิกที่ไหน ขอบอกเลยว่าไม่นานเกินรอ! รอติดตามกันได้เลย สำหรับผู้ที่สนใจสามารถเข้าชมโชว์รูม และเข้ารับบริการจาก Royal Enfield สุพรรณบุรีได้แล้วตั้งแต่วันนี้
พิกัดโชว์รูม: Royal Enfield Suphanburi เลขที่ 79 ถนนมาลัยแมน ตำบลท่าพี่เลี้ยง อำเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี (โค้งศาลหลักเมืองสุพรรณบุรี)
***********
เกี่ยวกับโรยัล เอ็นฟีลด์:
Royal Enfield แบรนด์รถจักรยานยนต์ที่มีสายการผลิตต่อเนื่องยาวนานที่สุดในโลก โดยได้สร้างสรรค์รถจักรยานยนต์ที่สง่างามมีเอกลักษณ์มาตั้งแต่ปี 1901 จากต้นกำเนิดในประเทศอังกฤษ ได้ส่งต่อศาสตร์แห่งการสร้างสรรค์อันล้ำค่ามาสู่โรงงานผลิตในเมือง Madras เมื่อปี 1955 นับเป็นฐานการผลิตสำคัญที่ Royal Enfield สร้างการเติบโตให้กับรถสองล้อขนาดกลางในประเทศอินเดีย สเน่ห์และความน่าสนใจของ Royal Enfields คือความมีเอกลักษณ์ ไม่ซับซ้อน เข้าถึงได้ พร้อมมอบประสบการณ์ที่สนุกสนานในการขับขี่ นับเป็นยานพาหนะที่เหมาะในการสำรวจเปิดโลก และแสดงออกถึงบุคลิกที่มีเอกลักษณ์ของผู้ขับ ซึ่งเป็นแนวทางที่แบรนด์เรียกว่า Pure Motorcycling กลุ่มผลิตภัณฑ์ระดับพรีเมียมของ Royal Enfield ได้แก่ Hunter 350, Classic 350, Meteor 350, Super Meteor 650, Interceptor 650, Continental GT 650 รวมถึงมอเตอร์ไซค์ผจญภัย Himalayan และ SCRAM 411 กลุ่มนักขับขี่ผู้หลงใหลในเอกลักษณ์ของเครื่องยนต์และการตกแต่ง สามารถร่วมกิจกรรมต่างๆ มากมายได้ตลอดทั้งปี ที่มีทั้งในระดับท้องถิ่น ระดับภูมิภาค และระดับนานาชาติ ตัวอย่างกิจกรรมที่น่าจับตามองมากที่สุดคือ Rider Mania ซึ่งเป็นการรวมตัวประจำปีของผู้ที่ชื่นชอบ Royal Enfield หลายพันคน จัดขึ้นที่รัฐกัว ประเทศอินเดีย และ Himalayan Odyssey ซึ่งเป็นการเดินทางแสวงบุญประจำปีบนภูมิประเทศที่ท้าทายที่สุดทางผ่านภูเขาที่สูงที่สุด ที่สร้างความประทับใจที่สุดเช่นกัน
Royal Enfield คือหนึ่งกลุ่มธุรกิจของ Eicher Motors Limited ดำเนินธุรกิจในรูปแบบร้านค้ามากกว่า 2,050 แห่งในเมืองใหญ่ทั่วประเทศอินเดีย และ 1,150 แห่ง ในมากกว่า 60 ประเทศทั่วโลก Royal Enfield ยังมีศูนย์ดูแลเชิงเทคนิคระดับโลกสองแห่งในเมือง Bruntingthorpe สหราชอาณาจักร และในเมือง Chennai ประเทศอินเดีย โดยโรงงานผลิตที่ทันสมัยทั้งสองแห่งนี้ ตั้งอยู่ที่ Oragadam และ Vallam Vadagal ใกล้กับเมือง Chennai นอกจากนี้ Royal Enfield ยังมีโรงงานประกอบ CKD อันทันสมัย 4 แห่งทั่วโลก ทั้งในบราซิล ไทย อาร์เจนตินา และโคลอมเบีย ด้วยอัตรา CAGR หรืออัตราผลตอบแทนมากกว่า 35% ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา Royal Enfield จึงนับเป็นผู้นำในตลาดรถจักรยานยนต์ขนาดกลางระดับโลก

