The Forestias โครงการที่อยู่อาศัยและการใช้ชีวิตที่ออกแบบทุกมิติ
กิตติพันธุ์ อุยยามะพันธุ์ ประธานผู้อำนวยการ โครงการ เดอะ ฟอเรสเทียส์ โดย MQDC กล่าวว่า งานครั้งนี้จัดขึ้นในรูปแบบ Immersive Theme Park นำเสนอความคืบหน้า โครงการที่อยู่อาศัยแบรนด์ต่าง ๆ ภายใน เดอะ ฟอเรสเทียส์ อาทิ วิสซ์ดอม เดอะ ฟอเรสเทียส์, มัลเบอร์รี่ โกรฟ เดอะ ฟอเรสเทียส์, ดิ แอสเพน ทรี เดอะ ฟอเรสเทียส์, ซิกส์เซนส์ เรสซิเดนซ์ เดอะ ฟอเรสเทียส์ รวมถึงการเปิดตัว โรงแรมซิกส์เซนส์ และ โรงแรมอินดิโก ตลอดจนการเปิดให้เยี่ยมชม ห้องตัวอย่าง แบบ Virtual Reality ของโครงการ เดอะ ฟอเรสเทียส์ ซิกเนเจอร์ ซีรีส์ ซึ่งเป็นโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ล่าสุดใน เดอะ ฟอเรสเทียส์
นอกจากการเผยความคืบหน้าของโครงการหลักและที่อยู่อาศัยภายใน เดอะ ฟอเรสเทียส์ แล้ว ภายในงาน ยังมีการเปิดตัวโครงการใหม่ล่าสุดในเดอะ ฟอเรสเทียส์ นั่นคือ “Happitat” (แฮปปี้ แทท) ที่มาเติมเต็มให้ เดอะ ฟอเรสเทียส์ สมบูรณ์พร้อมตอบสนองไลฟ์สไตล์ การใช้ชีวิตให้กับคนทุกกลุ่ม ทุกเพศ ทุกวัย ได้อย่างแท้จริง ด้วยคอนเซ็ปต์ใหม่ที่เป็นพื้นที่ที่จะมอบประสบการณ์ความสุขแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นไลฟ์สไตล์ การจับจ่าย และกิจกรรมความบันเทิง โดยได้ฉายภาพความเชื่อมโยงที่อยู่อาศัย พื้นที่กิจกรรม และไลฟ์สไตล์ต่างๆ ให้ผู้เข้าร่วมงานได้สัมผัสกับมิติใหม่ แห่งการพัฒนาที่อยู่อาศัย ที่สร้างความสุขเหนือจินตนาการที่เป็นจริงได้ที่ เดอะ ฟอเรสเทียส์ ซึ่งทางโครงการทุ่มเทพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง
หนึ่งในไฮไลท์ของงานนิทรรศการครั้งยิ่งใหญ่นี้ ที่เวที A Year in a Day at Happitat คือการเปิดตัวโครงการใหม่ล่าสุด “Happitat” (แฮปปี้แทท) สถานที่ที่จะเป็น Destination ใหม่ล่าสุด ภายใต้แนวคิด The New Themed Destination of Happiness in the World จุดหมายแห่งความสุข เพื่อให้ทุกคนได้มาใช้ชีวิตและทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้ทั้งบนโลกจริงและโลกเสมือนอย่างไร้รอยต่อ รวมถึงเพิ่มโอกาสการขยายธุรกิจ ให้กับพาร์ทเนอร์ให้เติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมกัน
อรดา เกิดหงส์ ประธานผู้อำนวยการ Storied Place Management ซึ่งรับผิดชอบดูแลโครงการ Happitat กล่าวว่า Happitat ได้รับการพัฒนาขึ้นเป็นจุดหมายแห่งใหม่ เพื่อสร้างประสบการณ์ความสุข รองรับผู้มาเยือนทุกเจนเนอเรชั่น Happitat ตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าโครงการ เดอะ ฟอเรสเทียส์ บนพื้นที่กว่า 211,200 ตารางเมตร ภายในโครงการ ประกอบไปด้วยพื้นที่รองรับไลฟ์สไตล์ได้ครบวงจร อาทิ Event Hall หรือพื้นที่จัดกิจกรรมต่างๆ บนพื้นที่รวม 4,000 ตารางเมตร อาคารสำนักงาน ความสูง 10 ชั้น พื้นที่รวมกว่า 61,900 ตารางเมตร เป็นต้น โดยทุกๆ ส่วน ได้รับการพัฒนาให้แตกต่างไม่เหมือนใคร ด้วยแนวคิด “Magical Themed Destination” ที่จะดึงดูดผู้คนทุกกลุ่ม ทุกเจนเนอเรชั่น
“Happitat มาจากคำว่า Happiness และ Habitat เราตั้งใจสร้างสรรค์ที่นี่ ให้มหัศจรรย์แห่งความสุข เกิดขึ้นได้ทุกวัน ทุกคนสามารถเข้ามาใช้ชีวิต ทำงาน เดินเลือกหาจับจ่ายของถูกใจ ทำกิจกรรมต่างๆ หรือสนุกอย่างที่ใจต้องการได้อย่างเต็มที่”
Happitat จะเป็นพื้นที่ ที่ได้รับการพัฒนาเพื่อรองรับการใช้ชีวิตและการทำกิจกรรมสำหรับทุกเจนเนอเรชั่น เป็นพื้นที่ที่ทุกคนสามารถมาใช้ชีวิตร่วมกันได้ รวมถึงจะมีการ รวมถึงจะมีการพัฒนาในรูปแบบ “Immersive Physical Experience Creation” หรือการสร้างพื้นที่ที่จะเชื่อมโลกจริง และโลกเสมือน เข้าด้วยกัน ตอบโจทย์แนวคิด Omni-channel ในอนาคต รวมถึงตอบโจทย์การสร้างสรรค์โครงการ เพื่อความยั่งยืน ด้วยการสร้างพื้นที่เพื่อชุมชนที่มีไลฟ์สไตล์ใส่ใจธรรมชาติ (Treasured Nature Community Lifestyle) ตามแบบฉบับของ เดอะ ฟอเรสเทียส์
ในงาน ยังมีการนำเสนอคอนเซ็ปต์การเชื่อมโยงโครงการที่อยู่อาศัยในโลกจริงและโลกเสมือนเข้าด้วยกัน ผ่านโครงการ The Forestias Mettaverse (เดอะ ฟอร์เรสเทียส์ เมตตาเวิร์ส) ซึ่งพัฒนาโดย MQDC Idyllias ผู้พัฒนาโครงการโลกเสมือน ในเครือ MQDC
ภารุต เพ็ญพายัพ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โครงการ MQDC Idyllias กล่าวว่า The Forestias Mettaverse เป็นโครงการอสังหาริมทรัพย์โครงการแรกของ MQDC ที่จะได้รับการพัฒนา เป็นโลกเสมือนแห่งแรกในจักรวาล Idyllias
The Forestias Mettaverse พัฒนาขึ้นด้วยเทคโนโลยีหลากหลายทั้ง AR, VR, Blockchain รวมถึง Internet of Things ออกแบบเพื่อให้การใช้ชีวิตบนโลกเสมือนแห่งนี้ เน้นการทำความดี การแบ่งปัน และการเรียนรู้ ตามปรัชญาของ MQDC ‘For All Well-being’ มีการออกแบบ Gamification กิจกรรม ความบันเทิง และสิทธิประโยชน์ต่างๆ ให้ลูกบ้าน ลูกค้า ชุมชน และบุคคลภายนอกที่สนใจ ได้เข้ามา ร่วมทำกิจกรรมต่างๆ บนโลกเสมือนได้อย่างไร้ขีดจำกัด อีกทั้งเปิดโอกาสให้ทุกภาคธุรกิจ ที่มีเป้าหมายสร้างประสบการณ์ความสุข และนวัตกรรมการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืน ได้มาขับเคลื่อนธุรกิจและช่วยเสริมสร้างรายได้ ในโลกเมตตาเวิร์สร่วมกันที่นี่
ภายในงาน ยังได้นำเสนอประสบการณ์สุดพิเศษของโครงการ Translucia (ทรานส์ลูเซีย) อนันตจักรวาล หรือแพลตฟอร์มอันยิ่งใหญ่ที่เป็นศูนย์รวมของจักรวาลเมตาเวิร์ส จำนวนมหาศาลให้เข้ามาอยู่ร่วมกัน โดย Idyllias เป็นจักรวาลเมตาเวิร์สหนึ่ง บนแพลตฟอร์มของ Translucia ทั้งนี้ Translucia พัฒนาโดย บริษัท ทีแอนด์บี มีเดีย โกลบอล ประเทศไทย มีเป้าหมายในการสร้างโลกเสมือนแห่งความสุข และมีคุณภาพสังคมที่ดี พร้อมกับเชื่อมโยงและกระตุ้นโลกจริง ให้ตระหนักถึงสิ่งแวดล้อม และมาร่วมกันทำความดีไปด้วยกัน
เดอะ ฟอเรสเทียส์ มีพื้นที่กว่า 398 ไร่ โดดเด่นด้วยป่าขนาดใหญ่ 30 ไร่บริเวณใจกลางโครงการ พร้อมทางเดินยกระดับที่ทอดยาวทะลุผืนป่าระยะทาง 1.6 กิโลเมตร และตั้งอยู่บนพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกที่มีแนวโน้มเติบโตสูง ภายในโครงการประกอบไปด้วยโครงการที่อยู่อาศัยหลากหลายแบรนด์ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ และกลุ่มอายุ ที่แตกต่างหลากหลาย มีพื้นที่กิจกรรมชุมชน และกิจกรรมอื่นๆ โดยออกแบบทุกมิติมุ่งเน้นเรื่องการอยู่อาศัยอย่างมีสุขภาพดี มีความสุข และมีคุณภาพของสิ่งแวดล้อมที่ดีเป็นสำคัญ
‘FINFIN’ สมุนไพรบำรุงสายปาร์ตี้ แฮ้งเอ้าท์!
อินโนเมดิก้า(Innomediga) เปิดตัวโปรดักส์สุขภาพ FINFIN นำงานวิจัยสุขภาพจากหิ้งสู่ห้าง ใช้นวัตกรรมนาโนในการผลิต หนึ่งเดียวในไทย เหมาะกับผู้ที่ร่างกายขาดการบำรุง นอนดึก ร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอ นอนน้อย และผู้ที่อยู่ในสายปาร์ตี้ แฮ้งเอ้าท์ และได้รับการรับรองจาก อย. เลขสารบบอาหาร 13-1-09264-5-0011 เมื่อวันที่ 21กรกฎาคม 2565 พร้อมเปิดจำหน่ายแล้วในระบบออนไลน์ และเฮลท์แอนด์บิวตี้ช็อป
ดร.เกรียงศักดิ์ ขาวเนียม กรรมการบริหาร บริษัท อินโนเมดิก้า จำกัด เปิดเผยว่า ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ‘FINFIN’ เป็นผลิตภัณฑ์ชนิดผง จากสมุนไพรธรรมชาติ 100% ประกอบด้วย ขมิ้นชัน ราสเบอร์รี่ ชาเขียว เป็นต้น และผลิตด้วยนวัตกรรม Nano encapsulation technology หนึ่งเดียวของประเทศ ที่ทำให้สารออกฤทธิ์ของเคอร์คิวมิน 100% (เข้มข้นสูง) ถูกดึงเข้าสู่อวัยวะภายในร่างกายอย่างรวดเร็วในระยะเวลาอันสั้น หรือที่เรียกว่ากระบวนการเอ็นโดไซโทซิส ซึ่งทำให้ร่างกายดูดซึมเต็มที่ 100%
ดร.เกรียงศักดิ์ กล่าวว่า บริษัทฯ ได้คิดค้นและสร้างผลิตภัณฑ์ ‘FINFIN’ โดยมีขีดความสามารถขององค์ความรู้ที่โดดเด่น 2 ประการด้วยกัน 1) องค์ความรู้ด้านการวิจัย โดยนำนวัตกรรม Nano encapsulation technology หรือที่เรียกว่า “ระบบกักเก็บสารสำคัญด้วยเทคโนโลยีห่อหุ้มระดับนาโน” มาใช้ในกระบวนการผลิต 2) ด้านการตลาดที่มาตอบโจทย์คุณภาพชีวิตของคนเมือง ส่งผลดีต่อสังคมและเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้ บริษัทฯ ได้เคยผลิตสินค้าออกสู่ตลาดมาแล้วคือ ฟาโนว่า (FahNova) ฟ้าทะลายโจร เม้าท์สเปรย์ และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารยูดีเอวันซี (UD-A1C) สำหรับกลุ่มผู้ป่วยเบาหวาน หรือกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวาน
โดย ฟาโนว่า (FahNova) ได้รับรางวัลเหรียญทองแดง เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2566 จากงานประกวดนวัตกรรมประจำปีของปีนี้ สำหรับงาน 48th International Exhibition of Inventions of Geneva ณ กรุงเจนีวา ประเทศ สวิสเซอร์แลนด์ และได้รับการสนับสนุนให้มีการจดเครื่องหมายการค้าในยุโรปและสหรัฐอเมริกา และยูดีเอวันซี (UD-A1C) ได้รับรางวัลเหรียญทอง เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2560 จากเวทีนานาชาติ 45th International Exhibition of Inventions of Geneva ณ กรุงเจนีวา ประเทศ สวิสเซอร์แลนด์
บริษัท อินโนเมดิก้า จำกัด ถูกก่อตั้งขึ้นเพื่อตอบโจทย์การสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับประชาชน โดยเฉพาะชีวิตคนเมือง นอกจากนี้ยังเกิดขึ้นตามแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจแบบองค์รวมของรัฐบาล หรือที่เรียกว่า BCG Economy (Bio-Circular-Green Economy)โมเดลเศรษฐกิจสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ที่พัฒนาเศรษฐกิจ 3 มิติไปพร้อมๆ กัน ได้แก่ เศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว เป็นแนวคิดการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมไปยกระดับความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืนให้กับ 4 อุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-curves) ได้แก่ เกษตรและอาหาร, พลังงานและวัสดุ, สุขภาพและการแพทย์ และการท่องเที่ยวและบริการ
สมชาย กาญจนศักดิ์ชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินโนเมดิก้า จำกัด กล่าวว่า ผลิตภัณฑ์ FINFIN เหมาะกับบุคคลทั่วไป ที่ร่างกายขาดการบำรุง นอนดึก ร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอ นอนน้อย และผู้ที่อยู่ในสายปาร์ตี้ แฮ้งเอ้าท์ เป็นผลิตภัณฑ์ชนิดผงพร้อมรับประทานบรรจุซองกระทัดรัดพกพาสะดวก เพียงฉีกซองและเทเข้าปาก ผลิตภัณฑ์ FINFIN จะทำให้คนไทยมีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดย FINFIN จำหน่ายผ่านระบบออนไลน์ และออฟไลน์ โดย ออนไลน์สั่งซื้อได้ที่เพจ Facebook : FinfinOfficial, Line, Lazada, Shopee, Tiktok และ บริษัท เฮลท์ อัพ จำกัดทุกสาขาทั่วประเทศ
Real Impact Awards 2565 รางวัลต้นแบบการดำเนินงานเพื่อความยั่งยืน!
8 องค์กรธุรกิจ สื่อสารมวลชนและภาคประชาชน เข้าร่วมงานรับมอบรางวัลเชิดชูเกียรติสำหรับผู้ที่มีวิสัยทัศน์ มีความมุ่งมั่นภายใต้แนวปฏิบัติที่โดดเด่นสะท้อนการมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์อนาคตที่ดีให้กับสังคมและสร้างคุณค่าในระยะยาวตามแนวทาง ESG ผู้ได้รับรางวัลสามารถเป็นต้นแบบ สร้างแรงบันดาลใจให้ทุกภาคส่วนในสังคมได้ตระหนักและลงมือปฏิบัติอย่างจริงจังต่อเนื่องเพื่อความยั่งยืน พิธีมอบรางวัลจัดขึ้นในวันพุธที่ 7 มิถุนายน พ.ศ.2566 ณ ห้องประชุม 1 กรมประชาสัมพันธ์โดยมีศาสตราจารย์พิเศษธงทองจันทรางศุอดีตปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีและอดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นประธานเปิดงานและมอบรางวัล
พงษ์ทิพย์ เทศะภู ประธานสายงานประชาสัมพันธ์ บริษัท เรียล สมาร์ท จำกัด เล่าถึงโครงการประกวดรางวัล Real Impact Award ประจำปี 2565 คือการริเริ่มโดยบริษัท เรียล สมาร์ท จำกัด ผู้นำธุรกิจให้บริการเทคโนโลยีการตลาด (MarTech) มีความเชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์ Big Data ข้อมูลดิจิทัลเชิงลึกโดยใช้เครื่องมือ Social Listening ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ใช้ในการติดตาม จัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลจากบทสนทนาที่เกิดขึ้นบนโลกออนไลน์ ด้วยความมุ่งหวังให้เป็นรางวัลที่จะช่วยส่งเสริมและสนับสนุนผู้ที่ให้ความสำคัญกับแนวปฏิบัติการดำเนินงานที่ผนวกแนวคิด ESG เป็นแนวทางการพัฒนาสู่ความยั่งยืนครอบคลุมใน 3 ด้านคือ สิ่งแวดล้อม สังคมและมีธรรมาภิบาล และแสดงให้เห็นชัดเจนว่าการสร้างความเปลี่ยนแปลงภายใต้แนวทางการพัฒนาสู่ความยั่งยืนนั้นเป็นการทำความดีที่มีผู้คนในสังคมได้รับรู้และร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมเหล่านั้นอย่างต่อเนื่องไม่สิ้นสุด
Social Listening เป็นเทคโนโลยีการตลาดใช้สำหรับเก็บรวบรวมข้อมูลทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นจำนวนไลค์ แชร์ คอมเมนต์จากทุกแพลตฟอร์มออนไลน์ที่เปิดเป็นสาธารณะโดยใช้ ‘Keyword’ ที่เฉพาะเจาะจงและมีความหลากหลายในแต่ละเรื่อง ปริมาณข้อมูลขนาดใหญ่ที่ได้จะถูกนำมาวิเคราะห์ประเมินผลลัพธ์ทางสถิติเพื่อรับทราบว่าโครงการ หรือกิจกรรมที่ต้องการสร้างการมีส่วนร่วมของสังคมมีการรับรู้และเสียงตอบรับจากกลุ่มเป้าหมายเป็นไปในลักษณะใด
ถือเป็นครั้งแรกในไทยสำหรับการจัดประกวดรางวัลเชิดชูเกียรติในลักษณะนี้ เนื่องจากผู้ที่ได้รับรางวัลทุกประเภทไม่ได้เป็นผู้ที่สมัครเข้ามาร่วมโครงการเพื่อแข่งขันประชันผลงานของตนเอง แต่ผู้จัดโครงการได้ใช้วิธีการคัดเลือกองค์กรและบุคคลที่เหมาะสมกับรางวัลผ่านการสืบค้นข้อมูลในสังคมโลกออนไลน์ด้วยเครื่องมือ Social Listening เพราะในปัจจุบันคนไทยเข้าถึงอินเทอร์เน็ตและใช้โซเชียลมีเดียในแพลตฟอร์มต่าง ๆ มากกว่า 60 ล้านคน ดังนั้น การสื่อสารในช่องทางออนไลน์จึงสามารถเผยแพร่ออกไปในวงกว้างได้อย่างรวดเร็วและเสียงสะท้อนจากโลกออนไลน์ไม่ว่าจะเป็นเชิงบวก หรือเชิงลบ ถือเป็นตัวชี้วัดได้ว่า แคมเปญต่าง ๆ ขององค์กร หรือกิจกรรมของบุคคลที่มีอิทธิพลชี้นำ (Influencer) ได้สร้างผลกระทบต่อสังคมได้จริง
ขั้นตอนการพิจารณาคัดเลือกผู้ได้รับรางวัลอยู่ภายใต้ดุลยพินิจ คำชี้แนะและกำหนดเกณฑ์การพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาตัดสินโครงการประกวดรางวัล Real Impact Awards 2565 ซึ่งมีศาสตราจารย์พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ เป็นประธานคณะกรรมการ ร่วมด้วยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญจากหลายองค์กร ได้แก่ กรมประชาสัมพันธ์, สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล, มูลนิธิการจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน, ผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านบรรษัทภิบาลและความรับผิดชอบต่อสังคม ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน), สถาบันลูกโลกสีเขียว, สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรี ในพระอุปถัมภ์, บริษัทที่ปรึกษาด้านการตลาดและประชาสัมพันธ์แนวยั่งยืน รวมถึงสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย
สำหรับองค์กรและบุคคลที่ได้รับรางวัล Real Impact Awards 2565 ตามการแบ่งรางวัลเป็น 3 ประเภท รวม 8 รางวัลประกอบด้วย
1.รางวัลด้านการส่งเสริมสิ่งแวดล้อม (Environment) เป็นรางวัลสำหรับองค์กรหรือบุคคลที่ส่งเสริมและสนับสนุนการทำงานที่สะท้อนให้เห็นถึงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งภายในและภายนอกบริบทที่องค์กรหรือบุคคลนั้นๆ เป็นส่วนหนึ่ง เช่น ปัญหาเรื่องขยะ น้ำเสีย มลพิษทางอากาศ ฯลฯ มี 4 องค์กรที่ได้รับรางวัลคือ
1) บริษัท ทีพีบีไอ จำกัด (มหาชน) รับรางวัลสำหรับองค์กรที่มีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม (นวัตกรรมหรือกิจกรรม) ผลงานขององค์กรคือ โครงการวน (Won project)
2) บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) รับรางวัลสำหรับหน่วยงานภาครัฐ/รัฐวิสาหกิจที่มีการดำเนินงานด้านการรักษาสิ่งแวดล้อม ผลงานขององค์กร คือ โครงการทะเลเพื่อชีวิต (Ocean for life)
3) มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย) รับรางวัลสำหรับองค์กรไม่แสวงหากำไร หรือองค์กรการกุศลที่มีการทำงานด้านสิ่งแวดล้อมดีเด่น ผลงานขององค์กรคือ โครงการสวนผักคนเมือง
4) คุณอเล็กซ์ เรนเดลล์ รับรางวัลสำหรับผู้นำทางความคิดสนับสนุนการทำงานเพื่อสิ่งแวดล้อม
2. รางวัลด้านการส่งเสริมสังคม (Social) เป็นรางวัลสำหรับองค์กรหรือบุคคลที่มีการจัดการหรือกรอบการดำเนินงานที่ชัดเจนเพื่อช่วยลดปัญหาของสังคม สะท้อนให้เห็นถึงความใส่ใจในประเด็นปัญหาของสังคม เช่น ปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ความเลื่อมล้ำและความไม่เท่าเทียมกันในสังคม การศึกษา ฯลฯ มี 3 องค์กรที่ได้รับรางวัล คือ
1) ธนาคารกรุงไทย รับรางวัลสำหรับองค์กรที่มีแนวทางปฏิบัติและกิจกรรมที่ส่งเสริมสังคม ผลงานขององค์กรคือโครงการธนาคารกรุงไทยรักชุมชนทั่วไทย
2) มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ รับรางวัลสำหรับองค์กรไม่แสวงหากำไรหรือองค์กรการกุศลที่มีการทำงานด้านช่วยลดปัญหาของสังคมอย่างมีประสิทธิภาพและได้ผลอย่างชัดเจน ผลงานขององค์กรคือ โครงการเทใจดอทคอม
3) แพลตฟอร์มออนไลน์ภายใต้ชื่อ “อีจัน” รับรางวัลสำหรับผู้นำทางความคิด หรือ Influencer ที่มีแนวคิดและผลงานที่สร้างความแตกต่างแก่สังคมและผู้ที่ติดตาม
3. รางวัลด้านธรรมาภิบาล (Governance) ชื่อรางวัล Real Impact Champion 2565 Award เป็นรางวัลสำหรับองค์กรที่มีการบริหารจัดการธุรกิจที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส ตรวจสอบได้ และคำนึงถึงผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างรอบด้าน สำหรับรางวัลนี้ใช้เกณฑ์การตัดสินจากกลุ่มบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่ได้รับการประเมินในระดับ 5 ดาว จากสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD) ทำการคัดกรองครั้งแรกโดยค้นหาข้อมูลด้วย Social Listening ทั้งหมด 88 Keywords จากนั้นคัดกรองครั้งที่สองโดยเพิ่ม Keyword ให้มีความเฉพาะเจาะจงยิ่งขึ้น อาทิ โปร่งใสตรวจสอบได้, ปฏิบัติตามกฎระเบียบ, มีความรับผิดชอบต่อสังคม, บริหารความเสี่ยง, การดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึงผู้มีส่วนได้เสีย ทำให้ได้รายชื่อ 10 บริษัทที่มีการกล่าวถึงในแพลตฟอร์มออนไลน์โดยมี Share of Topics และ Share of Potential Reach มากที่สุด และองค์กรที่ได้รับรางวัลนี้คือ ธนาคารกรุงไทย
พงษ์ทิพย์ กล่าวย้ำในตอนท้ายด้วยว่า บริษัทฯ มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่รางวัล Real Impact Award สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ในการส่งเสริมให้หน่วยงานภาครัฐ เอกชนและองค์กรต่างๆ ได้ให้ความสำคัญในการดำเนินงานโดยผนวกแนวคิด ESG มาใช้ในการดำเนินงานได้มากขึ้น สามารถใช้สื่อสังคมออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกและสร้างความแตกต่างในทางที่ดีขึ้นให้กับสังคมอย่างเห็นได้ชัด และยังเป็นการสร้างมาตรฐานการดำเนินธุรกิจ กิจกรรมการตลาดในช่องทางออนไลน์ที่มี ESG เป็นแนวคิดหรือแนวนโยบายผสานอยู่ในการดำเนินงานเพื่อเป้าหมายสำคัญร่วมกันคือการเดินหน้าพัฒนาสู่ความยั่งยืน
CHOICEISYOURS ปีที่สองปลุกความคิดสร้างสรรค์คนรุ่นใหม่!
บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย มูลนิธิชัยพัฒนา ไมโครซอฟท์ ประเทศไทย และเอสซีจี เดินหน้าต่อยอดโครงการ CHOICEISYOURS เป็นปีที่สอง ขยายความร่วมมือกับอีก 3 พันธมิตรองค์กรชั้นนำในไทย ได้แก่ กลุ่มเซ็นทรัล เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) และโนเบิล ดีเวลลอปเมนท์ เชิญชวนนิสิตนักศึกษาทั่วประเทศร่วมนำเสนอผลงานนวัตกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมภายใต้แนวคิด Circular Economy เร่งยกระดับศักยภาพคนรุ่นใหม่ ร่วมสร้างสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนในทุกมิติ พร้อมมอบโอกาสในการร่วมงานกับองค์กรแนวหน้าทั้งในระดับประเทศและระดับโลก
การแข่งขันประกวดแนวคิดด้านความยั่งยืน CHOICEISYOURS จัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ผ่านมุมมองของนิสิตนักศึกษา ผลักดันให้เกิดการมีส่วนร่วมระหว่างผู้เข้าร่วมประกวดกับชุมชนและองค์กรต่าง ๆ ในการขับเคลื่อนการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและการพัฒนาสิ่งแวดล้อมให้เกิดประโยชน์สูงสุด อีกทั้งเป็นการตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของทั้ง 7 องค์กรที่จะร่วมกันสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับโลกและสังคมอย่างครบวงจร
ความพิเศษของโครงการ CHOICEISYOURS 2023 นั้นคือ การที่นิสิตนักศึกษามีอิสระในการแสดงความคิดสร้างสรรค์นำเสนอโครงการโดยประยุกต์ใช้หลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมหรือการใช้ชีวิตของสมาชิกชุมชนหรือสังคมนั้น ๆ ผ่าน 4 หัวข้อหลัก ได้แก่ Rethink, Reduce, Reuse และ Recycle โดยเปิดโอกาสให้นักศึกษา 12 คนจากทีมที่ได้รับคะแนนสูงสุด 6 ทีม ได้มีสิทธิในการเลือกฝึกงานกับองค์กรพันธมิตรในโครงการได้ตามความต้องการ โดยเปิดรับสมัครผู้สนใจเข้าร่วมตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายน ถึง 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2566 และจะประกาศรายชื่อ 30 ทีมที่ผ่านเข้ารอบ ในวันที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2566 ซึ่งจะได้เข้าร่วมกิจกรรมอบรมความรู้เพิ่มเติมและทัศนศึกษาในช่วงเดือนสิงหาคมถึงเดือนตุลาคม และประกาศผลทีมผู้ชนะเลิศในช่วงเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2566
การดำเนินโครงการ CHOICEISYOURS ต่อเนื่องเป็นปีที่สองนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของภาคธุรกิจที่รวมพลังกันขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายแห่งการพัฒนาที่ยั่งยืน ผ่านการปลูกฝังและสร้างจิตสำนึกให้กับคนรุ่นใหม่ซึ่งจะเติบโตไปเป็นพลเมืองสำคัญของโลกในอนาคต โดยได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากองค์กรพาร์ทเนอร์ชั้นนำที่ร่วมริเริ่มโครงการในปี 2565 พร้อมยกระดับความร่วมมือให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ด้วยการจับมือกับอีกสามองค์กรพาร์ทเนอร์รายใหม่ ซึ่งมีการดำเนินงานด้านความยั่งยืนให้กับสิ่งแวดล้อม ชุมชน และสังคมมาโดยตลอด เพื่อสร้างการรับรู้เกี่ยวกับโครงการอย่างเป็นวงกว้างทั้งในกลุ่มนิสิตนักศึกษาและคนทั่วไป มาร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และหาแนวทางเพื่อร่วมยกระดับศักยภาพของนิสิตนักศึกษาไทย ได้แก่
- บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ซึ่งมีวิสัยทัศน์ในการสร้างการรับรู้เกี่ยวกับปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและเป้าหมายในการควบคุมอุณหภูมิเฉลี่ยโลกไม่ให้สูงกว่า 1.5 องศา ตามข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) ผ่านการนำเสนอแนวคิดและออกแบบเทคโนโลยีอันล้ำสมัยในยนตรกรรมรุ่นต่าง ๆ เพื่อบรรลุเป้าการลดใช้พลังงานและทรัพยากร สะท้อนความรับผิดชอบต่อสังคม และการให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม ภูมิอากาศ และคุณภาพชีวิต
- มูลนิธิชัยพัฒนา ซึ่งดำเนินงานในด้านการพัฒนาสินค้าภายใต้แบรนด์ภัทรพัฒน์ ตราพระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เน้นการสร้างคุณค่าให้แก่ผลิตภัณฑ์ในแต่ละท้องถิ่น ด้วยการนำองค์ความรู้แบบใหม่ไปต่อยอดเพื่อสร้างความแตกต่างและสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผลงาน
- บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด มีเป้าหมายที่จะลดการปล่อยคาร์บอนให้เป็นลบภายในปี พ.ศ. 2573 ด้วยการคิดค้นนวัตกรรมที่ช่วยส่งเสริมศักยภาพให้กับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน รวมไปถึงการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ที่ช่วยสานต่อเรื่องความยั่งยืนให้กับโลกใบนี้
- เอสซีจี ซึ่งมุ่งมั่นดําเนินธุรกิจควบคู่ไปกับการพัฒนาอย่างยั่งยืนอย่างครอบคลุมทุกมิติ ภายใต้หลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) โดยมีการดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่อง ภายใต้แนวปฏิบัติ SCG Circular Way ที่มุ่งใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่ามากที่สุดในทุกกระบวนการ ตั้งแต่ออกแบบ ผลิต ใช้ ไปจนถึงปลายทาง พร้อมยกระดับสู่ ESG (Environmental, Social, Governance) ด้วยแนวทาง ESG 4 Plus ได้แก่
1. มุ่ง Net Zero ในปี พ.ศ. 2593 (2050) 2. Go Green 3. Lean เหลื่อมล้ำ 4. ย้ำร่วมมือ ภายใต้การดำเนินงานด้วยความเชื่อมั่น โปร่งใส และสำหรับการแข่งขันประกวดแนวคิดด้านความยั่งยืน CHOICEISYOURS ปีที่สองนี้ เอสซีจี มุ่งสนับสนุนต่อยอดไอเดียการสร้างสรรค์ผลงาน ตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ ที่เน้น “การออกแบบหมุนเวียน” หรือ “CIRCULAR DESIGN” ทั้งตัวสินค้า บริการ และโซลูชัน ซึ่งจะส่งผลให้ผลิตภัณฑ์เหล่านั้นเกิดการหมุนเวียนวัสดุกลับมาใช้ใหม่ได้ดียิ่งขึ้น ง่ายขึ้น และอาจถึงขั้นไม่เหลือเป็นของเสียที่จะต้องหาวิธีจัดการต่อ
- กลุ่มเซ็นทรัล ซึ่งชูการสร้างคุณค่าร่วม (Creating Shared Values) เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน ภายใต้โครงการ “เซ็นทรัล ทำ” มุ่งพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน ลดความเหลื่อมลํ้า ให้โอกาสทุกคนในสังคมด้วยการส่งเสริมอาชีพคนพิการ แบ่งปันความรู้ทักษะต่างๆ สนับสนุนช่องทางการขายและสื่อสารทางการตลาด และดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม
- บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตชั้นนำของโลกด้านผลิตภัณฑ์เพาเวอร์ซัพพลายและการจัดการพลังงาน ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งที่ผ่านมาบริษัทได้รับการคัดเลือกเข้าร่วมดัชนีความยั่งยืนระดับโลกมากมาย อาทิ DJSI, MSCI, CDP ตอกย้ำผลการดำเนินงานโดดเด่นและยอดเยี่ยมด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ด้วยการรายงานและรวบรวมข้อมูลในการวัดผลและส่งเสริมการใช้วัสดุรีไซเคิล ทั้งยังช่วยติดตามการปล่อยคาร์บอนฟุตปริ้นของผลิตภัณฑ์แต่ละอย่างอีกด้วย เดลต้าพร้อมร่วมมือกับพันธมิตรในการพัฒนาความยั่งยืนด้านสังคมและศักยภาพคนรุ่นใหม่ให้สอดคล้องกับแนวโน้มของโลกในการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์
- บริษัท โนเบิล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ในฐานะนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของประเทศไทย ให้ความสำคัญในการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และการบริหารงานภายใต้หลักบรรษัทภิบาล (Environment, Social and Governance : ESG) สอดคล้องกับการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่คำนึงถึงเรื่องนวัตกรรมความยั่งยืน ตั้งแต่การออกแบบทั้งดีไซน์ และฟังก์ชั่น เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าอย่างแท้จริง โดยบริษัทพร้อมที่จะร่วมส่งต่อความคิดสร้างสรรค์และสร้างแรงบันดาลใจใหม่ ๆ ให้กับนิสิตนักศึกษาในการพัฒนาผลงานเพื่อจุดประกายให้ทุกคนหันมาใส่ใจสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนไปด้วยกัน
นิสิตและนักศึกษาที่สนใจเข้าร่วมโครงการ สามารถดูรายละเอียดและสมัครได้ที่ https://www.bmw.co.th/th/discover/choice-is-yours.html พร้อมส่งวิดีโอแนะนำทีมและนำเสนอแนวคิดเกี่ยวกับโครงการ พร้อมแผนการทดลองโดยสังเขป ระหว่างวันที่ 8 มิถุนายน – 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2566 และสามารถติดตามข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับการแข่งขันได้ที่ https://www.facebook.com/CHOICEISYOURS2023 หรือสแกน QR Code เพื่อดูรายละเอียดการแข่งขัน
‘MGC-ASIA Mobility Expo 2023’ ครบทุกรสนิยมการเดินทาง 14-18 มิถุนายนนี้ ที่ศูนย์การค้าสยามพารากอน
บริษัท มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด (มหาชน) หรือ เอ็มจีซี-เอเชีย ผู้นำธุรกิจยานยนต์และโมบิลิตี้ครบวงจร จับมือ ศูนย์การค้าสยามพารากอน จัดงานสุดยิ่งใหญ่แห่งปี ‘MGC-ASIA Mobility Expo 2023’ ตื่นตากับหลากหลายแบรนด์ เพื่อการเดินทางและสันทนาการ ทั้งในเครือฯ และแบรนด์พันธมิตร พร้อมแคมเปญสุดพิเศษ เพื่อผู้ชื่นชอบไลฟ์สไตล์สมบูรณ์แบบไม่เหมือนใคร ระหว่างวันที่ 14-18 มิถุนายนนี้ ณ ศูนย์การค้าสยามพารากอน
ดร. สัณหวุฒิ ธรรมชวนวิริยะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “เอ็มจีซี-เอเชีย คือ หนึ่งในผู้นำด้านธุรกิจไลฟ์สไตล์โมบิลิตี้ ซึ่งในทุกกิจกรรมที่เราจัดขึ้น ล้วนแสดงให้เห็นถึงศักยภาพรวมของธุรกิจ ที่มีระบบนิเวศน์ครบวงจร หรือเรียกว่า เอ็มจีซี-เอเชีย อีโคซิสเท็ม และงานนี้ยังนับเป็นครั้งแรกที่ได้นำทุกผลิตภัณฑ์มารวมไว้ด้วยกัน เป็นอีโคซิสเท็มที่สมบูรณ์แบบ พร้อมความมุ่งมั่นในการตอบสนองความต้องการลูกค้า ผ่านหลักคิดในการมองลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ผสานกิจกรรมการตลาด และการจัดแคมเปญที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าในทุกเซ็กเมนท์ ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจ อาทิศูนย์การค้าสยามพารากอน, การบินไทย, สถาบันการเงินต่างๆ เป็นต้น เพื่ออำนวยความสะดวกในด้านต่างๆ รวมถึงมีหลากหลายกิจกรรมพิเศษ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของลูกค้าแต่ละกลุ่มทั้ง Art & Music, Fine & Dine, Travel และ Wellness เรียกว่า จัดเต็มเพื่อผู้ชื่นชอบไลฟ์สไตล์สมบูรณ์แบบไม่เหมือนใคร ครบ จบในงานเดียว”
มยุรี ชัยพรหมประสิทธิ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ สายองค์กรสัมพันธ์และสื่อสารองค์กร บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด กล่าวว่า “สยามพารากอน ได้รับการยอมรับในฐานะจุดหมายปลายทางที่สำคัญระดับโลก World-class Global Destination และเป็นที่หนึ่งในใจคนไทย และคนทั่วโลกมาโดยตลอด สำหรับความร่วมมือในครั้งนี้ เป็นการผนึกกำลังที่ตอกย้ำกลยุทธ์ ‘Co-create & Collaboration to Win’ เรามีพันธมิตรและคู่ค้าชั้นนำ ทั้งในและต่างประเทศมากมาย ที่จะร่วมสร้างระบบนิเวศแห่งความสำเร็จที่แข็งแกร่ง และพร้อมที่จะสร้างประสบการณ์เหนือความคาดหมาย ตลอดจนนำเสนอสิ่งที่ดีที่สุด ให้กับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับมิลเลนเนียม กรุ๊ปฯ ที่เป็นพันธมิตรมายาวนาน และร่วมสร้างปรากฏการณ์และความสำเร็จร่วมกันมาโดยตลอด ที่สำคัญคือ ลูกค้าของเราต่างได้รับประสบการณ์ที่ประทับใจ ทั้งในด้านสินค้า และการบริการ เป็นเสน่ห์ที่ทำให้ ‘MGC-ASIA Mobility Expo 2023’ เป็นงานที่สามารถตอบโจทย์ผู้ชื่นชอบยานยนต์และโมบิลิตี้ ได้แบบครบวงจร”
ภายในงาน พบหลากหลายแบรนด์ดังระดับโลก ในเครือ เอ็มจีซี-เอเชีย เพื่อไลฟ์สไตล์การเดินทางแบบไร้ขีดจำกัด ทั้งทางบก-ทางน้ำ-ทางอากาศ นำเสนอความโดดเด่น พร้อมข้อเสนอพิเศษเพื่องานนี้โดยเฉพาะ เริ่มจาก โรลส์-รอยซ์ มอเตอร์ คาร์ส แบงคอก จัดแสดงอัครยนตรกรรมยอดนิยม อย่าง โรลส์-รอยซ์ ‘โกสต์’ สีน้ำเงิน ‘Iguazu Blue’ ตัดฝากระโปรงหน้าดีไซน์พิเศษ สี Rhodium และ โรลส์-รอยซ์ ‘คัลลิแนน’ สีเทา ‘Burnout Grey’ กับห้องโดยสาร สุดว้าว! ‘Bespoke Interior Seashell /Navy Blue’ สะท้อนไลฟ์สไตล์แบบซูเปอร์ลักชัวรี่ ส่วน มิลเลนเนียมออโต้ กรุ๊ป ชวนสัมผัสยนตรกรรม BMW ขีดสุดแห่งสมรรถนะ ครั้งแรกในประเทศไทย กับ ‘BMW M3 Competition M xDrive Touring’ สมทบด้วย M2 และ M240i xDrive พร้อมก้าวสู่โลก EV นวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้า เทคโนโลยีล้ำสมัย Fully Electric [EV] BMW i4 eDrive M Sport, BMW iX xDrive40 Sport, BMW iX3 M Sport รวมถึงยนตรกรรมระดับผู้นำ BMW X7 xDrive40d M Sport (PRE-LCI) และการผจญภัยครั้งใหม่ กับ ALL-New BMW X1 เช่นเดียวกับ MINI พลังงานไฟฟ้า MINI Cooper SE ตกแต่งพิเศษภายใต้แรงบันดาลใจจากรุ่น ‘Paul Smith’ และ ‘MINI John Cooper Works Countryman’ ที่ผ่านการตกแต่งภายใต้แรงบันดาลใจจากรุ่น ‘GT Edition’ รวมถึงมอเตอร์ไซค์ BMW R18 B สุดคลาสสิก และที่สุดแห่งทัวริ่ง R 1250 GS/GSA และ F 850GS/GSA ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีที่ทันสมัย
ด้านบริษัท เอ็มจีซี มารีน แอนด์ ชาร์เตอร์ (เอเชีย) จำกัด นำโมเดลเรือยอชท์ อะซิมุท และ คริส-คราฟท์ มาจัดแสดง ชูไฮไลท์เรือยอชท์ อะซิมุท ‘The New S7’ ทรงสปอร์ตสุดหรูหราหนึ่งในตระกูล S Collection ที่มีฟังชั่นการใช้งานแบบครบครัน ส่วน คริส-คราฟท์ สัญชาติอเมริกัน นำโมเดลเรือรุ่น ‘Launch 27’ รูปลักษณ์สุดคลาสิคมาจัดแสดง พร้อม ‘Boat Ownership Program’ แบบครบวงจร ทั้งก่อนและหลังการขาย กับหลากหลายบริการพิเศษ ขณะที่ บริษัท เอ็มจีซี เอวิเอชั่น แอนด์ ชาร์เตอร์ เซอร์วิสเซส (เอเชีย) ผู้แทนบริการเช่าเหมาลำของสายการบิน VistaJet สำหรับการเดินทางส่วนตัวแบบ Private Exclusive & Luxury จัดโปรโมชั่นบัตรโดยสารทั้งในและต่างประเทศ ในราคาพิเศษ* อาทิ การบินไทย และไทยสมายล์, แพ็คเกจทัวร์เอื้องหลวง แพ็คเกจเรือสำราญ Swan Hellenic และ Celebrity พร้อมสิทธิ์พิเศษมากมาย*
สำหรับแฟนพันธุ์แท้ยนตรกรรมญี่ปุ่น ซัมมิท ฮอนด้า ออโตโมบิล นำ 3 ไฮไลท์เด่นมาจัดแสดง คือ All-New Honda WR-V และ CITY HATCHBACK ที่มาพร้อมชุดแต่งจัดเต็มจาก MODULO และเรียบหรูในทุกมิติกับ All-new Honda CR-V โอกาสฉลองครบรอบ 10 ปี ลุ้นรับรางวัลใหญ่ รถยนต์ Honda City Hatchback S+ มูลค่า 599,000 บาท*, บัตรโดยสารสายการบินไป-กลับญี่ปุ่น 30 รางวัล* และรางวัลอื่นๆ เมื่อมาใช้บริการ ในทุกๆ แผนก ที่โชว์รูม ซัมมิท ฮอนด้า ทุกสาขา
ฟากฝั่ง 4 แบรนด์พันธมิตร ต่างตบเท้าเข้าร่วมงาน ประกอบด้วย แอสตัน มาร์ติน แบงคอกเชิญชวนสัมผัส ‘แอสตัน มาร์ติน แวนเทจ เอฟวัน อิดิชั่น’ สุดยอดยนตรกรรมสปอร์ตจากประเทศอังกฤษ คอนเซปต์ ‘Aston Martin: A LOOK TO THE PAST A TASTE OF THE FUTURE’ พร้อมข้อเสนอพิเศษ เมื่อจองรถภายในงาน รับสิทธิ์ร่วมกิจกรรม ‘Aston Martin Track Experience’ ณ สนามแข่ง Stowe Circuit, Silverstone อันเลื่องชื่อ ถึงประเทศอังกฤษ* ส่วน มาเซราติ ประเทศไทย จัดแสดงยนตรกรรมสปอร์ตสัญชาติอิตาเลียน คอนเซ็ปต์ ‘Italian Audacity’ ออกแบบสุดท้าทายตามสไตล์ มาเซราติ ประกอบด้วย Grecale GT สปอร์ตเอสยูวีรุ่นล่าสุด ที่มาพร้อมขุมพลังไมล์ไฮบริด รวมทั้ง Grecale Trofeo 530 แรงม้า ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากซูเปอร์คาร์ ‘MC20’ พร้อมด้วย Ghibi Hybrid สปอร์ตซีดานสุดหรู ที่ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังไมล์ไฮบริด และปิดท้ายกับ MC20 ซูเปอร์คาร์รุ่นแรกในประวัติศาสตร์ของ มาเซราติที่ผสานเทคโนโลยีจากสนามแข่งฟอร์มูลาวัน พิเศษเมื่อจองรถยนต์ มาเซราติ ภายในงานรับฟรี! ตั๋วเครื่องบิน Business Class ไป-กลับ กรุงเทพฯ-มิลาน*
เปอโยต์ ไลอ้อน ออโตโมบิล ผู้จำหน่ายรถยนต์สัญชาติฝรั่งเศส จัดแสดงยนตรกรรมไฮไลท์ ‘New Peugoet 408 PHEV’ และอีก 3 รุ่น ตกแต่งพิเศษ เปอโยต์ 2008 ที่มาพร้อมฝาท้ายอัตโนมัติ, 3008 Sport และ 5008 Allure โดยเมื่อจองรุ่น 2008 รับฟรีชุดแต่ง SPORT PLUS* หรือเลือกรับ PEUGEOT VALUE CARE PACKAGE (PVC)* ขณะที่ 3008 และ 5008 รับฟรี! Travel & Wellness Package จาก CHEVALA Wellness Hua Hin ศูนย์ดูแลสุขภาพและความงามแบบครบวงจร มูลค่าสูงสุด 30,000 บาท * ปิดท้ายที่ จี๊ป ไลอ้อน ออโตโมบิล ผู้จำหน่ายรถยนต์ จี๊ป อย่างเป็นทางการแห่งแรกในประเทศไทย มาในธีม ‘Outdoor Adventure Life’ เผยโฉม แรงเลอร์รูบิคอน 4 ประตู สีพิเศษใหม่ของปี 2023 ส้ม ‘PUNK’N ORANGE’ ในรุ่น มอนสเตอร์ อิดิชั่น และครั้งแรกกับ แรงเลอร์ รูบิคอน 4 ประตู รุ่นพิเศษใหม่ ‘Journey Edition’ พร้อมจัดแสดง แรงเลอร์ รูบิคอน 2 ประตู สีฟ้า Hydro Blue รับฟรี! ประกันภัยชั้นหนึ่ง ทุกรุ่น* พร้อมข้อเสนอพิเศษอื่นๆ เมื่อจองรถภายในงาน
เพิ่มระดับความฟินด้วยกิจกรรมพิเศษ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ ทั้ง Art & Music, Fine & Dine, Travel และ Wellness โดยวันเสาร์ที่ 17 มิถุนายน เวลา 13.00 น. เตรียมกรี๊ดดังๆ ให้กับศิลปินหนุ่มหน้าหวานสุดฮอต ’พีพี-กฤษฏ์’ เจ้าของ แอสตัน มาร์ติน นิว แวนเทจ ที่จะมาพูดคุยถึงความหลงใหลในซูเปอร์คาร์แบรนด์โปรด ส่วนเวลา 13.00-19.00 น. ชวนลูกค้าเพลิดเพลิน กับกิจกรรม ‘The Art of Cocktail Master’ ที่โชว์รูม แอสตัน มาร์ติน แบงคอก ชั้น 2 วันอาทิตย์ที่ 18 มิถุนายน เวลา 14.00 น. เรียนรู้กิจกรรม Exclusive Terrarium Workshop ศิลปะการตกแต่งต้นไม้ในขวดโหล จาก Tiny Tree ที่แฟชั่น แกลเลอรี่ ชั้น 2 และเวลา 16.00 น. กระทบไหล่ศิลปินเสียงดี ‘อ๊อฟ ปองศักดิ์’ ที่แฟชั่น ฮอลล์ ชั้น 1 สยามพารากอน
เพลิดเพลินกับยานยนต์ และโมบิลิตี้ชั้นนำ พร้อมกิจกรรมต่างๆ อย่างจุใจกันแล้ว ได้เวลาตัดสินใจครอบครองคันที่ใช่ งานนี้พันธมิตรหลากหลาย ต่างหยิบยื่นข้อเสนอพิเศษเพื่อการช้อปไม่มีสะดุด โดยสยามพารากอน ยิ่งช้อปยิ่งได้รับ Viz Coins สูงสุดถึง 1 ล้านคอยน์ส*, ธนาคารไทยพาณิชย์, ธนาคารกรุงเทพ, ธนาคารกสิกรไทย, ธนาคารยูโอบี และธนาคารซิตี้แบงก์ ใช้คะแนนสะสมเพียง 1 คะแนน เพื่อจองรถภายในงาน แลกรับเครดิตเงินคืนสูงสุด 12%, รับเครดิตเงินคืนสูงสุด 12%/ท่าน/ตลอดรายการ เมื่อจองรถภายในงานและออกรถ, ผ่อนเงินดาวน์ 0% สูงสุด 6 เดือน และผ่อนเงินจอง 0% สูงสุด 4 เดือน*, พิเศษเฉพาะในงาน เมื่อนำรถเก่ามาเทรด-อิน รับเครดิตเงินคืน 10 % สูงสุด 50,000 บาท
การบินไทย มอบสิทธิพิเศษโปรแกรมท่องเที่ยวญี่ปุ่น, เกาหลี, ฮ่องกง และสิงคโปร์ พร้อมมอบบัตรโดยสารภายในประเทศ สายการบินไทยสมายล์ ฟรี 1 ใบ เมื่อมียอดซื้อครบ 100,000 บาท* พิเศษสุดกับ Special Package เฉพาะในงาน สำหรับการพักผ่อนในวันหยุดกับ Travel & Wellness Package จากโรงแรม InterContinental Hua Hin Resort และ CHEVALA Wellness Hua Hin ศูนย์ดูแลสุขภาพและความงามแบบครบวงจร มูลค่าสูงสุด 30,000 บาท รวมถึง BDMS Wellness Clinic ในเครือกลุ่มโรงพยาบาลกรุงเทพ มอบบัตรของขวัญโปรแกรมตรวจสุขภาพ สำหรับ Top Spender 12 ท่าน รวมมูลค่ากว่า 120,000 บาท*
*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด
The new A-Class ปรับโฉมโฉบเฉี่ยวดุดันในราคา 2,320,000 บาท
The new A-Class ปรับโฉมรับปี 2023 ซึ่งเป็นเจเนเรชั่นที่ 4 ของ A-Class ในรุ่น A 200 AMG Dynamic ย้ำภาพยนตรกรรมระดับ Entry Luxury ภายใต้คอนเซ็ปต์ “CLASS FOR EVERY DAY” ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่กับการใช้งานในชีวิตประจำวันสำหรับโมเดลล่าสุดมีการปรับเปลี่ยนดีไซน์ทั้งภายนอกและภายใน ปรับเสริมอุปกรณ์มาตรฐาน และติดตั้งเทคโนโลยีและระบบความปลอดภัยให้มีความครบครันยิ่งขึ้น พร้อมเปิดจำหน่ายด้วยราคาเริ่มต้นที่ 2,320,000 บาท
The new A-Class รุ่น A 200 AMG Dynamic มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน 1.3 ลิตร เทอร์โบ แบบ 4 สูบแถวเรียง พร้อมอินเตอร์คูลเลอร์ ระบบเครื่องยนต์ถูกพัฒนาขึ้นใหม่ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สะท้อนถึงความพิถีพิถันในการออกแบบตามแนวคิด The art of engineering พร้อมติดตั้งระบบ Cylinder shut-off ที่ทำให้เครื่องยนต์สามารถขับเคลื่อนด้วยลูกสูบเพียง 2 ลูกสูบ เมื่อขับขี่ด้วยความเร็วต่ำ โดยทำงานร่วมกับระบบส่งกำลังแบบเกียร์อัตโนมัติเดินหน้า 7 จังหวะ (7G-DCT) แบบคลัตช์คู่ จับคู่กับระบบอัดอากาศ Turbocharger ที่ทำให้มีกำลังแรงม้าสูงสุดถึง 163 แรงม้า ที่ 5,500 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตร ที่ 1,620 – 4,000 รอบต่อนาที สามารถทำอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ภายในเวลา 8.3 วินาที
เอาใจสายซิ่งด้วยเกียร์ Paddle shift ที่พวงมาลัย พร้อมปรับเลือกโหมดการขับขี่ได้ 4 แบบ คือ Eco, Comfort, Sport และ Individual ซึ่งสามารถปรับใช้ตามความเหมาะสมในแต่ละรูปแบบการใช้งาน โดยเสริมความนุ่มนวลในการขับขี่ด้วยระบบช่วงล่างแบบ Lowered comport suspension รองรับการใช้น้ำมันได้ถึง E85 ตามมาตรฐาน EURO6 ซึ่งสามารถทำอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ยสูงสุด 16.7 กิโลเมตรต่อลิตร
ตัวถังและดีไซน์ภายนอก The new A-Class มีมิติตัวถังอยู่ที่ 1,796 x 4,558 x 1,429 มิลลิเมตร ตกแต่งในสไตล์สปอร์ตด้วยชุดแต่ง AMG bodystyling มาพร้อมกระจังหน้าดีไซน์ใหม่แบบ Star pattern radiator grille กระโปรงหน้าแบบ Power dome ออกแบบให้มีมิติมากยิ่งขึ้น ระบบไฟหน้าใหม่แบบ LED High-Performance ดีไซน์รูปแบบการแสดงแสงไฟหน้าใหม่แบบ reflection technology พร้อมระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ Adaptive Highbeam Assist
ในรุ่นล่าสุดจะได้กุญแจแบบ KEYLESS-GO ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถสตาร์ทและปิดล็อกรถยนต์ได้อย่างง่ายดายเพียงแค่พกกุญแจไว้กับตัว และระบบเปิด-ปิดฝากระโปรงหลังด้วยแบบ HANDS-FREE ACCESS พร้อมติดตั้งล้ออัลลอยด์ใหม่ดีไซน์สปอร์ต AMG 5-twin-spoke สีดำ ขนาด 18 นิ้ว (225/45 R18)
ภายในห้องโดยสารของ The new A-Class ติดตั้งพวงมาลัยมัลติฟังก์ชันดีไซน์ใหม่สไตล์สปอร์ต ตกแต่งด้วยหนัง Nappa เสริมความดุดันด้วยเบาะหุ้มหนัง ARTICO สไตล์สปอร์ต ตัดสลับ MICROCUT microfibre สีดำ ตกแต่งเดินด้ายสีแดง สำหรับเบาะนั่งคู่หน้าติดตั้งระบบปรับไฟฟ้าพร้อมหน่วยบันทึกความจำแบบ memory seat และระบบดันหลัง 4 ทิศทาง บริเวณฝั่งคนขับให้ข้อมูลการขับขี่และแสดงผลผ่านจอมาตรวัดแบบ All-digital instrument display ขนาด 10.25 นิ้ว พร้อมควบคุมการสั่งการภายในรถ ผ่านหน้าจอกลางระบบสัมผัสขนาด 10.25 นิ้ว
รองรับระบบเชื่อมต่อผ่านสมาร์ทโฟนทั้ง Apple CarPlay™ และ Android Auto™ รวมถึงฟังก์ชันและเทคโนโลยีอำนวยความสะดวก อาทิ ระบบปรับโหมดการขับขี่แบบ DYNAMIC SELECT ระบบควบคุมอุณหภูมิอัตโนมัติ THERMOTRONIC แยกปรับอุณหภูมิ 2 โซน พร้อมช่องปรับอากาศผู้โดยสารตอนหลัง ระบบชาร์จโทรศัพท์มือถือแบบไร้สาย พร้อมช่อง USB Type-C 4 ช่อง สร้างบรรยากาศที่เหนือชั้นด้วยไฟ Ambient Light รอบห้องโดยสารแบบปรับได้ 64 เฉดสี และครั้งแรกของ The new A-Class กับหลังคาพาโนรามิคซันรูฟแบบไฟฟ้าที่ช่วยเพิ่มความโปร่งสบายของห้องโดยสาร
เปิดประสบการณ์การเชื่อมต่อด้วยระบบปฏิบัติการมัลติมีเดียเจเนเรชั่นใหม่ล่าสุด ‘MBUX7’ ที่เพิ่มระบบ AI (Artificial intelligence) ซึ่งสามารถเรียนรู้และประเมินพฤติกรรมและการใช้งานของแต่ละผู้ใช้งานได้อย่างอัจฉริยะ พร้อมรองรับระบบสั่งการด้วยเสียง 27 ภาษา นอกจากนี้ระบบ MBUX ยังสามารถอัปเดตและปรับปรุงระบบได้ด้วยตัวเองผ่านสัญญาณไร้สาย LTE อัตโนมัติแบบ over the air พร้อมผสานการทำงานอย่างลงตัวกับบริการ Mercedes me connect ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเชื่อมต่อโลกดิจิทัลและเข้าถึงฟังก์ชันชั้นนำของเมอร์เซเดส-เบนซ์ได้แบบไร้ขีดจำกัด
The new A-Class มาพร้อมระบบความปลอดภัยมาตรฐาน และระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ ADAS ไม่ว่าจะเป็น ระบบเบรก ADAPTIVE Brake ระบบช่วยเบรกฉุกเฉินแบบแอคทีฟ (Active Break Assist system) ไฟกระพริบเบรกฉุกเฉิน (Adaptive brake light) ระบบรักษาความเร็ว (Cruise Control) และจำกัดความเร็ว (SPEEDTRONIC) ระบบแจ้งเตือนเมื่อมีรถอยู่ในจุดอับสายตา (Blind Spot Assist) ระบบแจ้งเตือนยานพาหนะขณะเปิดประตู (Exit Warning Function) ระบบช่วยการนำรถเข้าจอดอัตโนมัติ (Active Parking Assist) ระบบแจ้งเตือนระดับแรงดันลมยาง (Tyre pressure loss warning system) และระบบช่วยเตือนอาการเหนื่อยล้าขณะขับขี่ (ATTENTION ASSIST)
The new A-Class รุ่น A 200 AMG Dynamic วางจำหน่ายในราคา 2,320,000 บาท
มาพร้อมสีตัวถังทั้งหมด 4 สี ได้แก่ สีขาว (Polar white) สีดำ (Cosmos black) สีเงิน (Iridium silver) และสีเทา (Mountain grey)
สำหรับผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม รวมถึงข้อเสนอพิเศษต่าง ๆ ได้ที่ผู้จำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ
เตรียมระเบิดความมันส์ ‘พีที สงขลา กรังด์ปรีซ์’ สตรีทเซอร์กิต 18-22 ตุลาคม!
วันพุธที่ 31 พฤษภาคม 2566 มีการจัดแถลงข่าว ‘พีที สงขลา กรังด์ปรีซ์’ โดยได้รับเกียรติจาก นายกองเอก พุทธ กฤชคงพันธุ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา, นายณฐภัทร สุขิตานนท์ ผู้อำนวยการกองส่งเสริมกิจกรรม การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, นายไพเจน มากสุวรรณ์ นายกองค์การบริการส่วนจังหวั
นายกองเอก พุทธ กฤชคงพันธุ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา เปิดเผยว่า “สงขลาเป็นจังหวัดที่
“การจัดการแข่งขันรถยนต์ทางเรี
ด้าน นายฉลอง ติรไตรภูษิต ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ PT มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่
“วัตถุประสงค์ในครั้งนี้ เราไม่คำนึงถึงผลกำไร โดยจะเปิดให้ชมฟรีตลอดการแข่งขั
ขณะที่ นายศิลป์ ธีรนิติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอส 63 โปรเจค จำกัด ประธานจัดการแข่งขันรถยนต์
“สงขลา เป็นจังหวัดมีความพร้อมและศั
พีที แม็กซ์นิตรอน เรซซิ่ง ซีรีส์ 2023 เป็นเรซมีความเข้มข้นในการลุ้
ขณะเดียวกัน ภายในงานจะถูกเนรมิตรเป็
‘โซจิทซ์ ออโตโมทีฟ’ ผุดโชว์รูม ‘ฮุนได ปทุมวัน’ ใจกลางเมือง!
จอง เจ คิว ซีอีโอ ของบริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า หลังจากบริษัทได้เปิดตัวและเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2566 บริษัทมีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาด้านการขายและการบริการหลังการขายควบคู่ไปกับการนำเสนอเทคโนโลยียานยนต์ที่ทันสมัย ผ่านรถยนต์รุ่นต่างๆ ของฮุนได ให้ลูกค้าชาวไทยได้สัมผัสอย่างต่อเนื่อง ฮุนได โมบิลิตี้ ยังให้ความสำคัญกับการเดินหน้าขยายเครือข่ายผู้จำหน่าย เพื่อสามารถเข้าไปใกล้ลูกค้าชาวไทยได้มากที่สุด และเพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายสำหรับการขยายเครือข่าย ‘บริษัท โซจิทซ์ ออโต โมทีฟ กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด’ ครั้งนี้ถือเป็นการสร้างเพิ่มความแข็งแกร่งและความมั่นคงให้กับแบรนด์และการทำธุรกิจของ ‘ฮุนได’ มากยิ่งขึ้น เนื่องจากพื้นที่ใจกลางเมืองของ ‘ฮุนได ปทุมวัน’ ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่มีศักยภาพการเติบโตสูง
ยูชิ โอฮะระ ผู้บริหาร บริษัท โซจิทซ์ ออโตโมทีฟ กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า หลังจาก กลุ่ม โซจิทซ์ ประเทศไทย ได้รับความไว้วางใจจาก บริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ แต่งตั้งให้เป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ ฮุนไดก่อนหน้านี้ 2 สาขา คือ ฮุนไดบางปู และฮุนไดรามอินทรา กม.4 และยังได้รับความไว้วางใจให้เปิดเพิ่มอีก 1 สาขาในวันนี้ คือ ‘ฮุนได ปทุมวัน’ (พระราม 1) ถือเป็นความภาคภูมิใจของบริษัทฯ เป็นอย่างยิ่งที่แบรนด์รถยนต์ระดับโลกอย่าง ‘ฮุนได’ เล็งเห็นถึงศักยภาพของ บริษัท โซจิทซ์ ออโตโมทีฟ กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด และมอบความไว้วางใจให้เข้ามารับหน้าที่ดูแลลูกค้าฮุนไดในปัจจุบันและกลุ่มผู้ที่จะเข้ามาเป็นลูกค้าในอนาคต
สำหรับโชว์รูมรถยนต์ฮุนไดสาขาปทุมวัน ตั้งอยู่ในทำเลที่ถือว่ามีศักยภาพและเป็นศูนย์กลางย่านเศรษฐกิจที่สำคัญของกรุงเทพมหานคร ที่มีทั้ง ภาคธุรกิจ การพาณิชย์ ออฟฟิศต่างๆ ทั้งของภาครัฐบาล-เอกชน สถานศึกษาและสถานพยาบาลชั้นนำอีกทั้งเป็นย่านศูนย์รวมวัฒนธรรม ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ รวมทั้งเป็นพื้นที่ที่มีจำนวนประชากรอาศัยอยู่ค่อนข้างหนาแน่น ทั้งชาวไทย-ต่างชาติ ทำให้บริษัทมั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่าการเปิดโชว์รูมฮุนไดแห่งใหม่นี้จะทำให้มีกลุ่มลูกค้าเข้ามารับบริการอย่างต่อเนื่อง และตอบสนองกับความต้องการของคนในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี
โชว์รูม ‘ฮุนได ปทุมวัน’ แห่งนี้ ตั้งอยู่บนพื้นที่เกือบ 300 ตารางเมตร โดยได้รับการออกแบบให้มีความเพียบพร้อมต่อการรองรับและการให้บริการลูกค้าในด้านการต้อนรับลูกค้าและการขาย โดยมีพื้นที่สำหรับจัดแสดงรถยนต์ที่หรูหราทันสมัย และเพียงพอสำหรับรองรับลูกค้าผู้สนใจรถยนต์ฮุนไดทุกคน นอกจากนี้ยังมีการจัดเตรียมพื้นที่ที่พร้อมรองรับลูกค้าด้วยห้องรับรองที่ทันสมัย มีความสะดวกสบายและความอบอุ่นขณะเข้ามารับบริการแห่งนี้ ด้วยทีมที่ปรึกษาการขายมีทักษะผ่านการอบรมตามมาตรฐานของฮุนได โมบิลิตี้ พร้อมดูแลเอาใจใส่ลูกค้าทุกท่านด้วยความสะดวกรวดเร็ว และมีความเป็นมืออาชีพในส่วนของการให้บริการหลังการขายนั้น เนื่องจากฮุนไดปทุมวัน มีพื้นที่จำกัด ทางบริษัทโซจิทซ์ฯ ได้มีการเตรียมการรองรับลูกค้าในส่วนของบริการหลังการขายไว้อย่างสมบูรณ์ ที่ฮุนไดบางปู และฮุนไดรามอินทรา กม.4 ทั้งในส่วนของการซ่อมบำรุงและการทำสีตัวถัง เพื่อให้ลูกค้าฮุนไดสามารถนำรถยนต์คันโปรดมาใช้บริการได้อย่างสบายใจ
“เรามั่นใจว่า ด้วยประสบการณ์ของการทำธุรกิจรถยนต์ในฐานะตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ฮุนไดในหลากหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็น เปอโตริโก้,อาร์เจนติน่า,ปากีสถาน รวมถึง การที่เคยเป็นบริษัทแม่ในประเทศไทยมาก่อน เรามีความเข้าใจในตัวสินค้าและกลุ่มลูกค้าเป็นอย่างดี มาบัดนี้ เรากลุ่มโซจิทซ์ ออโตโมทีฟ กรุ๊ป (ประเทศไทย) ได้รับความไว้วางใจให้เป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ฮุนไดในประเทศไทย ณ ขณะนี้ถึง 3 สาขา คือ ฮุนไดบางปู ฮุนไดรามอินทรา กม.4 และ ที่นี่ ฮุนไดปทุมวัน บริษัทฯ สามารถดึงเอาศักยภาพและประสบการณ์ที่สะสมในฐานะการเป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ฮุนไดมาอย่างยาวนานในหลากหลายประเทศมาสร้างพัฒนา และตอบสนองความต้องการของลูกค้าชาวไทยให้ดีที่สุด”
สำหรับลูกค้าที่สนใจเลือกซื้อรถยนต์ฮุนได หรือต้องการทดลองขับและต้องการนำรถยนต์เข้ามาใช้บริการหลังการขาย สามารถเข้ามาติดต่อและใช้บริการได้ที่ ‘ฮุนได ปทุมวัน’ (ติดกับสถานีรถไฟฟ้า BTS สนามกีฬาแห่งชาติ) ฮุนไดทั้ง 3 สาขา ฮุนไดบางปู ฮุนไดรามอินทรา กม.4 และฮุนไดปทุมวัน ซึ่งอยู่ภายใต้การดำเนินธุรกิจกลุ่ม โซจิทซ์ ไทยแลนด์ พร้อมแล้วที่จะดูแลลูกค้าทุกท่านด้วยความยินดี
คิมป์ตัน มาลัย กรุงเทพฯ ส่ง BMW THE7 ยกระดับบริการสุดพรีเมียม
บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย ร่วมกับโรงแรมคิมป์ตัน มาลัย กรุงเทพฯ ยกระดับการบริการและประสบการณ์การเดินทางหรูหราระดับห้าดาวแก่แขกของโรงแรม ส่งมอบ BMW 7 Series เพื่อใช้เป็นรถยนต์พรีเมียมลีมูซีนให้บริการแก่แขกผู้เข้าพัก นำเสนอที่สุดแห่งความสะดวกสบายเหนือในทุกมิติ ผ่านสมรรถนะการขับเคลื่อนที่เป็นเลิศ หลากหลายฟีเจอร์ล้ำสมัยภายในตัวรถ และรูปโฉมอันเป็นเอกลักษณ์ของยนตรกรรมในกลุ่ม Luxury Class จากบีเอ็มดับเบิลยู
รถยนต์หรูในกลุ่ม Luxury Class ของ BMW ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในตลาดประเทศไทย ซึ่งเติบโตขึ้นถึง 25.8% ในปี พ.ศ. 2565 ด้วยการออกแบบที่เปี่ยมไปด้วยความหรูหราและความสปอร์ต ทั้งยังผสมผสานความสะดวกสบายและสมรรถนะการขับขี่ไว้อย่างครบครัน ทำให้ BMW 7 Series เหมาะสำหรับการให้บริการรับส่งแขกคนสำคัญของโรมแรม ซึ่งต้องการประสบการณ์เหนือชั้นและมองหาการบริการระดับมาตรฐานสากลจากโรงแรมชั้นนำของประเทศไทย ทั้งยังช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์และนำเสนอรสนิยมที่ไม่มีใครเทียบให้กับแขกที่มาใช้บริการ เหมาะสมกับชื่อเสียงระดับเวิลด์คลาสของโรงแรมระดับแนวหน้าของประเทศไทย
โดยรถยนต์หรูในกลุ่ม Luxury Class ของบีเอ็มดับเบิลยูประกอบไปด้วยรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 7, ซีรีส์ 8, X7 และ XM ซึ่งเหนือชั้นด้วยเทคโนโลยีและฟีเจอร์ล้ำสมัยที่ติดตั้งมาในรุ่นต่าง ๆ ทั้งภายนอกและภายใน เพื่อมอบที่สุดแห่งการเดินทางที่สะดวกสบายให้กับผู้โดยสารในทุกเส้นทาง โดยปัจจุบัน โรงแรมคิมป์ตัน มาลัย กรุงเทพฯ มีรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู 730Ld M Sport สีเขียว Exclusive Matte Green ให้บริการแก่แขกผู้เข้าพัก สะท้อนถึงแนวคิดโอเอซิสใจกลางเมืองของโรงแรม
โรงแรมคิมป์ตัน มาลัย กรุงเทพฯ ตั้งอยู่ใจกลางเมืองซึ่งเป็นย่านธุรกิจที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ บนถนนหลังสวน ได้รับการตกแต่งอย่างประณีตงดงามแต่ยังคงความร่วมสมัยด้วยดีไซน์ที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร สะท้อนความมีชีวิตชีวาที่ไร้การปรุงแต่งของกรุงเทพฯ ท่ามกลางธรรมชาติอันเขียวขจีและทิวทัศน์อันเงียบสงบของสวนลุมพินี ทำให้เป็นสถานที่ที่เหมาะสำหรับการพักผ่อนหรือการเดินทางเพื่อธุรกิจ และยังสามารถเดินทางไปย่านใกล้เคียงกันได้อย่างสะดวกสบาย เช่น สุขุมวิท สีลม สยาม และชิดลม ภายในเวลาไม่เกินสิบนาที นอกจากนี้ ด้วยที่ตั้งของโรงแรมซึ่งตั้งอยู่ระหว่างท่าอากาศยานดอนเมืองและสุวรรณภูมิ โดยใช้เวลาเดินทางไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง แขกผู้เข้าพักยังได้รับความสะดวกสบายยิ่งขึ้นกับบริการรับส่งด้วยรถลิมูซีนซึ่งสามารถทำการจองกับโรงแรมได้โดยตรง
เปิดประสบการณ์ความบันเทิงโลกอนาคต ‘PICO 4’
PICO ผู้นำระดับโลกด้านเทคโนโลยี Virtual Reality (VR) รุกตลาดในไทยด้วยการเปิดตัว PICO 4 ชุดอุปกรณ์ VR แบบ All-in-One รุ่นแรกที่เข้ามาทำตลาดอย่างเป็นทางการในประเทศไทย PICO 4 จะเริ่มวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 27 พฤษภาคมนี้เป็นต้นไป
PICO 4 ออกแบบสวยงามบางเบาสวมใส่สบาย พร้อมรองรับทุกการเคลื่อนไหว ทั้งในเกม และแอปออกกำลังกายน้ำหนักเครื่องเพียง 295 กรัม ให้ภาพคมชัดระดับ 4K+ จากหน้าจอขนาด 2.56 นิ้ว ความละเอียด 2160×2160 สองจอ รองรับอัตรารีเฟรชภาพสูงสุดถึง 90Hz ส่วนแบตเตอรี่ที่ติดตั้งไว้ด้านหลังศีรษะก็ช่วยให้อุปกรณ์ทั้งชุดมีความสมดุลและสวมใส่ได้อย่างมั่นใจ เลนส์แบบแพนเค้กทิ่ติดตั้งมาด้านหน้าให้มุมมองภาพที่กว้างถึง 105 องศา ทั้งยังรองรับการปรับค่าระยะห่างระหว่างม่านตา (IPD) แบบละเอียดด้วยระบบมอเตอร์ เพื่อให้ผู้เล่นแต่ละคนใช้งานได้สบายตาที่สุด
คอนโทรลเลอร์คู่แบบ 6DoF สามารถจับความเคลื่อนไหวรอบทิศทางทั้ง 6 แกนด้วยเซ็นเซอร์ที่แม่นยำ และรองรับการตอบสนองด้วยแรงสั่น (haptic feedback) จึงทำให้การควบคุมแอปและเกมต่างๆ เป็นเรื่องง่าย ส่วนระบบจำลองเสียงรอบทิศทางแบบ 3 มิติและลำโพงเซอร์ราวด์ที่ติดตั้งมาในตัวก็ช่วยเสริมความสมจริงให้กับทุกประสบการณ์ VR ขณะที่ชิปเซ็ตระดับเรือธงอย่าง Qualcomm Snapdragon XR2 และหน่วยความจำ 8GB พร้อมมอบสมรรถนะที่ทำให้เกมและแอปต่างๆ ทำงานได้ราบรื่น ไม่มีสะดุด
PICO 4 จะวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 27 พฤษภาคมนี้เป็นต้นไป ผ่านหน้าร้านอย่างเป็นทางการของ PICO บนแพลตฟอร์มออนไลน์ทั้ง Lazada และ Shopee และทางหน้าร้าน BaNANA IT, TG, Dimi, DotLife, NSmart, Com7, Lake COM, Jaymart และ Nava Asia นอกจากนี้ ทุกคนยังสามารถทดลองใช้งาน VR ผ่าน PICO 4 ได้ที่บูธของ PICO ซึ่งจะเปิดให้สัมผัสกันที่เซ็นทรัลเวิลด์ (ชั้น 4) และเซ็นทรัล พลาซ่า เวสต์เกต (ชั้น 2) ตั้งแต่วันที่ 27 พฤษภาคมนี้เป็นต้นไป
PICO 4 มีสองรุ่นให้เลือก ได้แก่รุ่นความจุ 128GB ราคา 13,990 บาท และความจุ 256GB ที่ราคา 15,990 บาท ทั้งนี้ ผู้ใช้งานสามารถดาวน์โหลดเกมและแอปต่างๆ ของ PICO 4 ได้ผ่านแอปพลิเคชัน PICO VR บนสมาร์ทโฟน ซึ่งสามารถดาวน์โหลดได้ฟรีผ่านทั้ง App Store และ Google Play Store
นอกจากนี้ ลูกค้าที่ซื้อ PICO 4 ในระหว่างวันที่ 27 พฤษภาคม ถึง 8 มิถุนายนนี้ ยังจะได้รับของแถมพิเศษสุดเอ็กซ์คลูซีฟเพิ่มเติมดังนี้
- ชุด PICO 4 Starter Pack กับสามเกมฟรีอย่าง Wands Alliance, All-in-One Sports VR และ SUPERHOT VR
- เกมฟรีเพิ่มอีก 3 เกม ได้แก่ A Fisherman’s Tale, Arizona Sunshine และ Cities VR
- ชุดอุปกรณ์เสริม มูลค่า 1,000 บาท (กระเป๋าใส่แว่น VR, ฟิล์มกันรอย และเคส)
ส่วนลูกค้าที่ตัดสินใจซื้อ PICO 4 รุ่น 128GB ภายในวันที่ 27 พฤษภาคม จะได้รับข้อเสนอที่พิเศษยิ่งกว่า กับสิทธิในการแลกซื้อ PICO 4 รุ่น 128GB อีกหนึ่งชุดที่ครึ่งราคา หรือ 6,995 บาทเท่านั้น
อัลเลน อัน ผู้อำนวยการระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของ PICO เผยว่า “PICO มุ่งมั่นที่จะวางรากฐานแห่งอนาคตของชีวิตในโลกดิจิทัลด้วยนวัตกรรมที่ถือเป็นคลื่นลูกใหม่อย่าง VR และชุดอุปกรณ์ PICO 4 นี้ก็นับเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์แว่น VR ที่ล้ำหน้าที่สุด สวมใส่ได้สบายที่สุด และเข้าถึงได้ง่ายที่สุดสำหรับผู้บริโภคชาวไทย เพื่อให้ทุกคนได้สัมผัสถึงความเป็นไปได้ที่ไร้ขีดจำกัดในโลกเสมือนจริง การเปิดตัวในประเทศไทยของเราในครั้งนี้ จะเปิดตลาด VR ในไทยให้แก่ทั้งผู้บริโภค นักพัฒนา และผู้สร้างคอนเทนท์อย่างกว้างขวางกว่าที่เคย และเราหวังว่าจะได้ร่วมกันสร้างอีโคซิสเต็ม VR ที่แข็งแกร่งและมีสีสันในประเทศไทยต่อไป”
“ลูกค้าที่เลือกเป็นเจ้าของ PICO 4 จะได้สนุกไปกับสัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษที่หลากหลายจากคอนเทนท์กว่า 250 รายการที่ตอบโจทย์ทั้งในด้านการเล่นเกม ออกกำลังกาย ชมวิดีโอแบบเสมือนจริง และการเปิดโลกโซเชียลผ่าน VR โดยในจำนวนนี้ ยังรวมถึงคอนเทนต์แบบเอ็กซ์คลูซีฟที่หาชมที่ไหนไม่ได้ จากศิลปินระดับโลกอย่าง Megan Thee Stallion, (G)I-DLE, AKB48 หรือ Calvin Harris นอกจากนี้ ลูกค้าชาวไทยยังสามารถสัมผัสคอนเทนท์ทั้งหมดนี้ได้อย่างมั่นใจผ่านความร่วมมือของ PICO และ แฟนสลิ้งค์ คอมมูนิเคชั่น ที่จะเป็นพันธมิตรผู้ให้บริการลูกค้าในประเทศไทยของเราอย่างเป็นทางการ” อัลเลนกล่าวเสริม
ผู้สนใจสามารถค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ picoxr.com/th
**********
PICO บริษัทชั้นนำระดับโลกด้าน VR ที่มีศักยภาพในด้านการสร้างสรรค์นวัตกรรมอิสระ รวมไปถึงการวิจัยและพัฒนาด้านเทคโนโลยี VR โดยเฉพาะ ก่อตั้งขึ้นในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2558 ภายใต้พันธกิจที่จะผสานทุกการเชื่อมต่อ เติมสีสันให้ชีวิต และเปิดประตูสู่ความเป็นไปได้ที่ไร้ขีดจำกัด PICO มุ่งมั่นที่จะสร้างแพลตฟอร์ม XR แบบผสมผสานที่จะสร้างแรงบันดาลใจและเปิดโอกาสใหม่ๆ ให้กับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นนักพัฒนา ผู้สร้างคอนเทนท์ หรือภาคธุรกิจ
