‘คริส-คราฟท์’ ล่องเรือสุดลักชัวรี่สไตล์อเมริกัน!

ทอดอารมณ์แล้วปล่อยใจให้ล่องลอยไปตามสายนที ความสุนทรีย์บนเรือลักชัวรี่อเมริกันสไตล์‘คริส-คราฟท์’ เอกสิทธิ์เหนือระดับที่บริษัท เอ็มจีซี มารีน แอนด์ ชาร์เตอร์ (เอเชีย) จำกัด ภายใต้บริษัท มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด (มหาชน) ผู้จำหน่ายเรือสัญชาติอเมริกันอย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทยและอาเซียน มอบพิเศษสำหรับผู้พิสมัยความสำราญทางน้ำ พร้อมเผยโฉมสถาปัตยกรรมเด่นสะดุดตา โชว์รูมแห่งแรกพร้อมศูนย์บริการครบวงจร ณ โครงการ ริเวอร์เดล มารีน่า ปทุมธานี ที่ซึ่งตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ อินเทรนด์และสมบูรณ์แบบ แห่งลุ่มน้ำเจ้าพระยา

โรเบิร์ต เอฟโกเดค, เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย กล่าวว่า“รู้สึกเป็นเกียรติ ที่ได้มาร่วมในพิธีเปิดตัวแบรนด์ คริส-คราฟท์ โชว์รูมแห่งแรกพร้อมศูนย์บริการครบวงจร อย่างเป็นทางการในวันนี้ ซึ่งเป็นผลลัพธ์จากการร่วมมือของสองพันธมิตรที่แข็งแกร่ง คือ เอ็มจีซี-เอเชีย ผู้ให้บริการด้านธุรกิจไลฟ์สไตล์โมบิลิตี้แบบครบวงจร และ คริส-คราฟท์ แบรนด์ระดับไอคอนของชาวอเมริกัน กับชื่อเสียงด้านความหรูหราและรายละเอียดสุดประณีตมากว่า 149 ปีและได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางทั่วโลก อีกทั้งยังนับเป็นโอกาสดี ที่จะได้ทำตลาดในอาเซียน ซึ่งอุดมไปด้วยหมู่เกาะ ชายฝั่งทอดยาว รวมถึงแม่น้ำ เหมาะสำหรับการทำกิจกรรมทางน้ำได้อย่างสมบูรณ์แบบ ขอแสดงความยินดีกับบริษัท เอ็มจีซี มารีนฯ, เอ็มจีซี-เอเชีย และ คริส-คราฟท์สำหรับจุดเริ่มต้นเพื่อก้าวไปสู่อนาคตอันสดใส”สตีเฟน เอฟ. ฮีสส์, ประธานและซีอีโอ คริส-คราฟท์ คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า “คริส-คราฟท์ เปรียบเสมือนไอคอนที่แท้จริงของวัฒนธรรมอเมริกัน เป็นแบรนด์ระดับตำนานที่ชาวอเมริกันภาคภูมิใจ โดยเรือแต่ละรุ่นสะท้อนความเป็นงานฝีมือคุณภาพสูง หรูหรา และมีรสนิยม สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของผู้ชื่นชอบการล่องเรือ เพื่อสัมผัสประสบการณ์ระดับลักชัวรี่ไม่เหมือนใคร และวันนี้ชาวไทยจะได้สัมผัสความหรูหรา ล้ำสมัย ที่มาพร้อมนวัตกรรมของเรืออเมริกันสไตล์ การได้เอ็มจีซี มารีนฯ มาเป็นพันธมิตรทางธุรกิจ ช่วยขยายตลาดให้กับเรือ คริส-คราฟท์ จากประสบการณ์ในการดำเนินธุรกิจในกลุ่มลักชัวรี่ในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดที่สำคัญและเติบโตเร็วที่สุด นับเป็นการพลิกโฉมไลฟ์สไตล์การเดินทาง และกิจกรรมสันทนาการทางน้ำครั้งสำคัญของภูมิภาคนี้”สัณหวุฒิ ธรรมชวนวิริยะ, ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) เผยว่า “ตลาดเรือเพื่อสันทนาการ มีอัตราการเติบโตที่สูงมาก หลังจากวิกฤต โควิด-19 ผ่านพ้นไป พิสูจน์ได้จากไลฟ์สไตล์ของคนมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการทำกิจกรรมสันทนาการทางน้ำ ที่มีอัตราการเติบโตอย่างสูงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ธุรกิจมารีน เป็นตลาด blue ocean ที่ยังมีโอกาสในการเติบโตสูง ด้วยความพร้อมในระบบนิเวศทางธุรกิจที่สมบูรณ์แบบของ MGC-ASIA ผสานกับประสบการณ์ในการดูแลลูกค้ามาอย่างยาวนาน พร้อมพันธมิตรทางธุรกิจที่แข็งแกร่งอาทิ ริเวอร์เดล มารีน่า ปทุมธานี และ โอเชียน มารีน่า พัทยา ล้วนเป็นปัจจัยที่ส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมเรือเพื่อสันทนาการและท่องเที่ยว เราพร้อมสร้างการเติบโตอีกหนึ่งยูนิเวอร์ส เพื่อก้าวสู่การเป็นผู้นำในประเทศไทยและอาเซียน ภายใต้ MGC-ASIA Lifestyle Mobility Ecosystem

ด้วยวิสัยทัศน์ของเรา เรามองไปถึงการขยายตลาดสู่ภูมิภาคอาเซียน เนื่องจากอาเซียนเป็นหนึ่งในตลาดที่เติบโตเร็วที่สุด กับจำนวนประชากรรวมกว่า 700 ล้านคน ผสานพื้นที่ชายฝั่งยาวกว่า 170,000 กิโลเมตร และแม่น้ำสายสำคัญจำนวนมาก ซึ่งเอื้อต่อการทำกิจกรรมทางน้ำได้อย่างสะดวกสบาย ขณะเดียวกันโชว์รูมเรือต้นแบบแห่งแรกในภูมิภาค พร้อมศูนย์บริการครบวงจรของเรา ตั้งอยู่ที่ ริเวอร์เดล มารีน่า ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ที่ได้รับการขนานนามว่า ‘The Venice of The East’ พร้อมแผนการสร้างศูนย์ฝึกอบรมครบวงจร (Marine Training Center) ในอนาคต โดยผมรู้สึกภูมิใจ ที่ คริส-คราฟท์ ได้มอบความไว้วางใจให้ เอ็มจีซี-เอเชีย เป็นผู้จำหน่ายเรือ คริส-คราฟท์อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในไทยและอาเซียน”

ว่าด้วยเรือ คริส-คราฟท์ แบรนด์อเมริกันที่เปี่ยมด้วยเรื่องราวอันน่าทึ่งกว่า 149 ปี ก่อตั้งช่วงปี ค.ศ. 1874 โดย คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส สมิธ (Christopher Columbus Smith) เจ้าของและผู้สร้างประวัติศาสตร์ ได้นำเสนอความมุ่งมั่น ทุ่มเท และความประณีต ผ่านการต่อเรือด้วยวัสดุที่คัดสรรมาโดยเฉพาะ โดดเด่นด้วยงานไม้สักแท้ ที่บรรจงตกแต่งลำเรืออย่างประณีตดุจงานศิลปะพร้อมสเตนเลสเกรดคุณภาพสูง ผสมผสานกับการดีไซน์ที่มีเอกลักษณ์ ลงตัวเป็นความเรียบหรูสง่างาม ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ทางน้ำที่ไม่หยุดนิ่ง

ขณะที่แรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์อาคารจัดแสดงเรือ ถูกออกแบบให้มีความรู้สึกเสมือนเข้ามาถึงภายในโรงต่อเรือ ด้วยโถงสูงเปลือยโครงสร้าง และแสงธรรมชาติที่เปิดออกเป็นแนวเอียง สร้างเป็นรูปทรงที่โดเด่นเป็นเอกลักษณ์ มองเห็นได้จากแม่น้ำ สามารถจัดแสดงเรือได้สูงสุด 6 ลำ หลังคาสูงโปร่ง ตกแต่งอย่างหรูหรา ชั้นล่างเป็นเลาจ์นต้อนรับลูกค้าในบรรยากาศผ่อนคลายมีการจัดเตรียมพื้นที่สามารถอาบน้ำและแต่งตัว เพื่อคืนความสดชื่น หลังจากลูกค้านำเรือกลับเข้ามา ก่อนผ่านโถงบันไดเวียน เพื่อไปยังห้องรับรองพิเศษ ที่เพิ่มความเป็นส่วนตัวอีกระดับ พร้อมแพลตฟอร์มที่ยื่นออกไป ให้สามารถชมเรือได้ทั้งหมดจากชั้นบน รวมถึง ‘Sunset Balcony’ ทางทิศตะวันตกที่เหมาะกับการสังสรรค์หรือดินเนอร์แสนโรแมนติก พร้อมชมอาทิตย์อัสดง และวิวแม่น้ำที่ฉาบด้วยสีสันการเดินเรือน้อยใหญ่ อีกทั้งวิถีชุมชนริมน้ำชานเมือง

นอกจากนี้ ยังพรั่งพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ด้วยท่าเทียบเรือที่มีความกว้างถึง 100 เมตร ผสานทีมงานมืออาชีพที่พร้อมบริการนำเรือลงและขึ้นจากน้ำ ก่อนล้างทำความสะอาดเพื่อนำไปเก็บในช่องจอดที่มีบริการให้เช่าถึง 50 ลำ อุ่นใจกับบริการหลังการขายที่มีประสิทธิภาพ กับศูนย์บริการมาตรฐาน เป็นอาคารขนาดใหญ่สองชั้นแยกอิสระจากโชว์รูม ติดตั้งอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับ
การบำรุงรักษาเรือครบครัน อาทิ เครน และเครื่องมือพิเศษ ผสานบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ ผ่านการฝึกอบรมจาก Mercury Marine ประเทศสิงคโปร์

น่าสนใจว่า ณ จุดนี้ คือศูนย์กลางการเดินทางท่องเที่ยวทางน้ำ ซึ่งสามารถล่องเรือไปทางเหนือชมวิถีชีวิตริมน้ำ ที่พักและร้านอาหารสุดชิค ไปจนถึงพระนครศรีอยุธยา ชมอุทยานประวัติศาสตร์มรดกโลก และหากล่องไปทางใต้ นนทบุรี-กรุงเทพมหานคร ก็เปี่ยมด้วยสีสัน ตั้งแต่เกาะเกร็ดไปจนถึงเกาะรัตนโกสินทร์ ตื่นตากับวัดวาอาราม แลนด์มาร์คสำคัญต่างๆ และแหล่งช็อปปิ้งระดับโลก เลือกความสุนทรีย์ไปกับเรือ คริส-คราฟท์ 3 รุ่นหลัก คือ Launch Series, Catalina Series และ Calypso Series โดยมีรุ่นย่อยแบ่งตามขนาดและลักษณะของเรือ อย่าง Launch Series เป็นเรือดีไซน์คลาสสิก เรียกว่า ‘Bow Rider’ แบ่ง 2 รุ่นย่อย คือ Launch และ Launch GT ขณะที่ Catalina Series เป็นเรือแบบ Dual Console ที่ยกตำแหน่งผู้ขับให้สูงขึ้น ส่งผลดีต่อทัศนวิสัย เหมาะสำหรับการเดินทางแบบครอบครัว ปิดท้ายกับ Calypso Series เรือแบบ Center Console ที่ตำแหน่งผู้ขับอยู่กลางลำเรือ จึงมีทางเดินด้านข้างสองฝั่ง ผู้โดยสารสามารถเดินรอบเรือได้สะดวก นับเป็นประสบการณ์ล่องเรือเพื่อความสำราญ ที่คนรักเรือควรมีโอกาสได้สัมผัสสักครั้ง

ด้วยภูมิศาสตร์สายน้ำที่มีเส้นทางเชื่อมต่อไปยังจุดหมายต่างๆ พร้อมวิถีชีวิตริมน้ำที่ได้รับความนิยมทุกยุคสมัย การหลีกหนีความวุ่นวาย และแออัดจากชีวิตในเมือง ทำให้การเดินทางท่องเที่ยวส่วนตัวด้วยเรือระดับลักชัวรี่ ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นการพักผ่อนท่ามกลางผืนน้ำอันกว้างใหญ่ ทว่ารู้สึกอุ่นกายสบายใจ และเป็นอิสระในพื้นที่ส่วนตัว อย่างแท้จริง


‘HUNGER คนหิว เกมกระหาย’ ท็อปฟอร์ม! ขึ้นอันดับ 1 ‘Netflix Global Chart’

ส่งตรงความร้อนแรงจากครัวไทยไปทั่วโลก เมื่อไฟแห่งความทะเยอทะยานของเหล่าคนครัวส่งให้ภาพยนตร์ไทยโดย Netflix เรื่องแรกของปีอย่าง HUNGER คนหิว เกมกระหาย ได้ครองอันดับ 1 ของโลกบน Netflix Global Top 10 รวมถึงเป็นอันดับ 1 ในอีก 51 ประเทศ ด้วยยอดการรับชมสะสมสูงถึง 43.58 ล้านชั่วโมง นอกจากนี้ HUNGER คนหิว เกมกระหาย ยังสามารถเข้าไปอยู่บนชาร์ต Netflix Top 10 ในอีก 91 ประเทศทั่วโลกด้วย ไม่ว่าจะเป็น สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร แคนาดา เยอรมนี เม็กซิโก ออสเตรเลีย อินเดีย ญี่ปุ่น ฯลฯ (จากสถิติระหว่างวันที่ 10-16 เมษายน 2566)

ด้วยการรวมตัวของสองผู้สร้างมือรางวัลอย่างสิทธิศิริ มงคลศิริ ผู้กำกับ และคงเดช จาตุรันต์รัศมี ผู้เขียนบท ภาพยนตร์เรื่อง HUNGER คนหิว เกมกระหาย ได้กระแสตอบรับดีเกินคาดและได้รับการพูดถึงเป็นวงกว้าง จนครองฟีดโลกโซเชียลนับตั้งแต่สัปดาห์แรกที่เปิดตัว ทั้งผู้ชม นักวิจารณ์ และสื่อมวลชนทั้งในและต่างประเทศต่างให้ความสนใจทั้งในแง่ของงานกำกับสุดระทึก งานภาพที่สื่อความนัยได้อย่างโดดเด่น และการประชันฝีมือของทีมนักแสดงนำที่ขับเน้นให้สมรภูมิหลังครัวนี้ดุเดือดจนต้องกลั้นหายใจ รวมไปถึงบทภาพยนตร์ที่จุดประเด็นทางความคิดให้เกิดบทสนทนาตามมาอีกนับไม่ถ้วน จนกลายเป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนต่างต้องเข้ามาร่วมวงสนทนากันอย่างออกรสออกชาติ รวมทั้งบทพูดและฉากโดนใจต่างได้รับการแชร์ต่อและเกิดเป็นมีมมากมายบนโลกโซเชียล ส่วนเมนู “ผัดงอแง” ที่ปรากฏในเรื่องก็กลายเป็นอาหารจานเด็ดที่ใครๆ ก็อยากลิ้มลอง จนถึงขั้นมีร้านอาหารบางแห่งเริ่มเปิดขายเมนูผัดงอแงให้ได้ชิมกันจริงๆ แล้วด้วย

นอกจากนี้ แคมเปญต่างๆ ที่ Netflix จัดเต็มออกมาโปรโมตภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี เรียกเสียงฮือฮาจากผู้พบเห็นได้ไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็นแคมเปญโฆษณาผ่านป้ายบิลบอร์ดทั่วกรุงเทพ ที่มาพร้อมคัตเอาต์รูปมีดขนาดยักษ์ปักกระจายอยู่ทั่วกรุงเทพฯ สะท้อนความดุดันของออยและเชฟพอล ตามมาด้วย HUNGER Restaurant ร้านอาหารป๊อปอัปที่เสิร์ฟเมนูส่งตรงจากในภาพยนตร์ ซึ่งตั้งอยู่บริเวณชั้น G โซน Groove ณ ศูนย์การค้า CentralwOrld ที่มีการตกแต่งภายในโดยการแบ่งครึ่งร้าน เพื่อเสิร์ฟประสบการณ์ Fine Dining สุดหรูในเมนู “Le Pleurnichard”

ควบคู่ไปกับบรรยากาศร้านอาหารข้างทางในเมนู “ผัดงอแง” ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้ชมอย่างล้นหลาม จนยอดการจองล่วงหน้ากว่า 2,400  ที่นั่งถูกจับจองจนเต็มในเวลาอันรวดเร็ว สำหรับใครที่ดู HUNGER คนหิว เกมกระหาย แล้วอยากสวมบทออย ลงมือปรุงผัดงอแงกินเองดูสักครั้ง Netflix ยังจับมือกับโรซ่า ออกผลิตภัณฑ์ซอสสารพัดผัด ให้ผู้ชมได้ซื้อไปลองทำผัดงอแงกินเองที่บ้าน และแน่นอนว่าซอสปรุงรสขวดนี้ก็ได้รับการตอบรับดีจนยอดขายถล่มทลาย ยิ่งตอกย้ำความร้อนแรงของ HUNGER คนหิว เกมกระหาย ได้เป็นอย่างดี

ใครยังไม่ได้รับชม HUNGER คนหิว เกมกระหาย อย่าพลาดชิมรสชาติจัดจ้านของวงการอาหารไฮเอนด์ได้แล้ววันนี้ที่ Netflix เท่านั้น!

#HungerNetflix #คนหิวเกมกระหาย


“หนีร้อนไปพึ่งเย็น” ในอุญหภูมิติดลบ Ice Magic: Fantasy on Ice

Apollo Entertainment Media (อพอลโล เอ็นเตอร์เทนเมนท์ มีเดีย) ผู้จัดงานอิเวนต์และนิทรรศการชั้นนำระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจัดความเย็นระดับขั่วโลก Ice Magic: Fantasy on Ice ดินแดนหิมะจำลองและน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยด้วยการเปลี่ยนพื้นที่กลางเมืองกรุงเทพฯ  3,000 ตารางเมตรของ The Market Bangkok ให้กลายเป็นดินแดนมหัศจรรย์ที่เต็มไปด้วยหิมะให้ทุกคนมาดับร้อนเพิ่มความสดชื่น

Ice Magic: Fantasy on Ice จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 18 เมษายนถึง 16 กรกฎาคม 2566 ณ ห้างสรรพสินค้า The Market Bangkok โดยจะมีเครื่องเล่นให้ได้ร่วมสนุกสนาน อีกทั้งมีมุมถ่ายภาพสวย ๆ กับบรรยากาศหนาวเย็นอย่างจุใจ เหมาะสําหรับผู้ที่ชื่นชอบความตื่นเต้นและอยากลองประสบการณ์แปลกใหม่โดย Ice Magic: Fantasy on Ice จะแบ่งออกเป็นสองโซนหลัก ได้แก่

  • โซนหิมะ เนรมิตหิมะจำลองโดยเทคโนโลยีเครื่องจักรที่ทันสมัยที่สุด ซึ่งเป็นนวัตกรรมเดียวกับที่ใช้ในงานโอลิมปิกฤดูหนาวปี 2565 ที่ประเทศจีน ซึ่งจะมอบประสบการณ์การสัมผัสหิมะที่แท้จริง โดยหิมะจําลองนั้นจะสะอาดกว่าหิมะตามธรรมชาติที่พบในประเทศที่หนาวเย็น ทําให้ผู้เข้าชมสนุกกับการปั้นมนุษย์หิมะด้วยหิมะที่สร้างขึ้นใหม่ทุกวัน โซนหิมะยังมีลานสกียาวถึง 80 เมตร ซึ่งเป็นหนึ่งในลานสกีที่ยาวที่สุดและสูงที่สุดเท่าที่เคยมีมาในประเทศไทย เหมาะสําหรับการเล่นสกีและสโนว์บอร์ด
  • โซนน้ำแข็ง ผู้เข้าชมจะได้พบกับลานน้ำแข็งขนาด 300 ตารางเมตร เครื่องเล่นม้าหมุน และเลนสไลเดอร์ที่ทำจากน้ำแข็งสองเลนซึ่งมีความยาวรวม 148 เมตร ซึ่งเป็นหนึ่งในสไลเดอร์น้ำแข็งในร่มที่ยาวที่สุดในโลก นอกจากนี้ ยังตกแต่งด้วยประติมากรรมน้ำแข็งที่สร้างขึ้นโดยช่างแกะสลักน้ำแข็งระดับปรมาจารย์จากเมืองฮาร์บิน ประเทศจีน ซึ่งเป็นสถานที่จัดงานเทศกาลน้ำแข็งฮาร์บินที่มีชื่อเสียงทําให้ผู้เข้าชมมีโอกาสถ่ายภาพสุดพิเศษนี้ได้ในงานเราได้

ในช่วงระยะเวลา 3 เดือนที่ Ice Magic: Fantasy on Ice จัดขึ้นที่กรุงเทพฯนี้ จะมีกิจกรรมต่าง ๆ ที่จะมาสร้างความตื่นตาตื่นใจ ไม่ว่าจะเป็นการเล่นหิมะและทำกิจกรรมร่วมกันในครอบครัว การท้าทายความหนาวเย็นในอุณหภูมิหนาวสุดขั้ว การทานหม้อไฟหม่าล่าท่ามกลางอากาศติดลบ ซึ่งคุ้มค่ากับการมางานนี้มากกว่าหนึ่งครั้ง

อธึก ประเสนมูล ผู้อำนวยการกองพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว กรมการท่องเที่ยว กล่าวถึง Ice Magic: Fantasy on Ice ว่าไม่เพียงแต่เป็นสถานที่ที่น่าตื่นเต้นเท่านั้น แต่ยังแสดงถึงความแปลกใหม่ในด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทย

“Ice Magic: Fantasy on Ice เป็นการแสดงให้เห็นถึงความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ผมรู้สึกตื่นเต้นที่งานนี้มาเยือนประเทศไทย ผมคิดว่ามันจะมอบประสบการณ์ฤดูหนาวที่น่าจดจําให้กับทั้งชาวไทยและนักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมชม ผมเชื่อว่างานนี้ไม่เพียงแต่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก แต่ยังส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นสถานที่ท่องเที่ยวด้วยกิจกรรมที่น่าตื่นเต้นอย่าง Ice Magic อีกด้วย”

ติง อังคสิทธิ์ ประชาสัมพันธ์สมาคมกีฬาสกีและสโนบอร์ดแห่งประเทศไทย กล่าวว่างานนี้สนับสนุนให้กีฬาฤดูหนาวในประเทศไทยเติบโตมากยิ่งขึ้น

“ผมรู้สึกยินดีมากที่ได้เห็นงานอย่าง Ice Magic: Fantasy on Ice มาถึงกรุงเทพฯ การใช้เทคโนโลยีที่ล้ำสมัยเพื่อสร้างดินแดนฤดูหนาวในใจกลางเมืองนั้นเป็นสิ่งที่น่าประทับใจอย่างยิ่ง งานนี้ไม่เพียงแต่มอบประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใครสําหรับผู้เข้าชม แต่ยังเป็นการส่งเสริมความสนุกสนานของกีฬาฤดูหนาวและกิจกรรมต่าง ๆ ให้กับคนไทยอีกด้วย ผมตื่นเต้นที่ได้มีส่วนร่วมในงานนี้ และหวังว่าจะได้เห็นความสนใจและการมีส่วนร่วมในกีฬาฤดูหนาวในภูมิภาคนี้มากขึ้น”

เกี่ยวกับ Ice Magic: Fantasy on Ice

Ice Magic: Fantasy on Ice เป็นดินแดนหิมะจําลองแบบป๊อปอัพที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาในประเทศไทย ท่ามกลางอุณหภูมิต่ำกว่าศูนย์องศาเซลเซียส โดยพื้นที่จัดงานมีทั้งโซนหิมะและโซนน้ำแข็ง มีกิจกรรมมากมายตั้งแต่ความสนุกสนานในครอบครัวไปจนถึงกิจกรรมสุดท้าทาย

  • สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมและซื้อบัตรเข้างานได้ที่ apolloentmedia.com
  • ระยะเวลากิจกรรม: 18 เมษายน – 16 กรกฎาคม 2566
  • ที่ตั้ง: The Market Bangkok สถานีรถไฟฟ้าสถานีชิดลม

แผนที่ Google: goo.gl/maps/q3UN6heFPs98Pejn9


มาเซราติ ฉลองครบรอบ 75 ปี เปิดตัว 3 รุ่นพิเศษ!

มาเซราติ ได้จัดงานเปิดตัว มาเซราติ กรันทูริสโม รุ่นใหม่ล่าสุด เมื่อคืนวันที่ 19 เมษายน 2566 ที่ผ่านมา ณ โชว์รูม มาเซราติ แห่งใหม่ใจกลางเมืองแฟชั่นระดับโลกของประเทศอิตาลี โดยภายในงานฯ นอกจากจะมีการรวมตัวของเหล่าบุคคลที่มีชื่อเสียงจากแวดวงแฟชั่น วงการบันเทิง กีฬา และดนตรีแล้ว ยังมีการเปิดตัว มาเซราติ กรันทูริสโม รุ่นพิเศษที่ผลิตขึ้นเพื่อฉลองการครบรอบ 75 ปี และรุ่นพิเศษอีก 3 คัน ได้แก่ มาเซราติ กรันทูริสโม One Off Prisma กับ กรันทูริสโม One Off Luce ที่ออกแบบโดย Maserati Centro Stile และ กรันทูริสโม One Off Ouroboros ที่ถูกรังสรรค์ขึ้นจากแรงบันดาลใจสุดแรงกล้าของ Hiroshi Fujiwara ดีไซเนอร์ชั้นนำแห่งวงการสตรีทแฟชั่นของประเทศญี่ปุ่น

พร้อมกันนี้ David Beckham ที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็น Global Brand Ambassador ของมาเซราติ ยังได้เข้าร่วมงานดังกล่าวอีกด้วย เพื่อร่วมสัมผัส มาเซราติ กรันทูริสโม รุ่นใหม่อย่างใกล้ชิด เช่นเดียวกับ Hiroshi Fujiwara ดีไซเนอร์ชาวญี่ปุ่น Dardust นักเปียโนและนักแต่งเพลงชาวอิตาลี และ Matilda De Angelis นักแสดงสัญชาติอิตาลี เพื่อร่วมกันฉลองความสำเร็จของการเปิดตัวซูเปอร์คาร์ระดับไอคอนรุ่นดังกล่าวแห่งค่ายตรีศูลโดย มาเซราติ กรันทูริสโม ได้ถูกพัฒนาและสร้างขึ้นครั้งแรกในปี 2490 พร้อมความโดดเด่นในด้านการขับขี่ระยะทางไกล

สำหรับรถมาเซราติ กรันทูริสโม One Off ตัวต้นแบบทั้งสามคัน ที่ถูกออกแบบภายใต้โปรแกรม Fuoriserie จะมีทั้งรถยนต์คันจริงและในรูปแบบ 3D ในขณะที่มาเซราติ กรันทูริสโม รุ่นครบรอบ 75 ปี จะมีการตกแต่งด้วยดีไซน์ใหม่ให้มีความโดดเด่น เพื่อยกระดับความหรูหรา และความพิเศษมากยิ่งขึ้น

มาเซราติ กรันทูริสโม One Off Prisma นับเป็นผลงานฝีมือสุดประณีต ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังเน็ททูโน (Nettuno) เบนซิน วี 6 สูบ สะท้อนถึงต้นกำเนิดของรถรุ่นนี้ โดยทุกรายละเอียดของตัวรถผ่านฝีมือการรังสรรค์ที่มีความประณีตในการการเลือกเฉดสี และการตกแต่งด้วยตัวอักษร กว่า 8,500 ตัวที่บอกเล่าชื่อรถยนต์รุ่นต่าง ๆ ของมาเซราติ โดยตัวรถแต่งแต้มด้วย 14 เฉดสี โดย 2 เฉดสีจากทั้งหมดจะบ่งบอกถึงพลังแห่งอนาคต ในขณะที่ 12 เฉดสี เป็นสีที่ได้รับความนิยมสูงสุดในอดีตของ มาเซราติ กรันทูริสโม อาทิ สีแดง Amaranto อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของรุ่น Maserati A6 1.500 ปี 2490 หรือสีทอง Oro Longchamps ของรุ่น Maserati Khamsin ปี 2516

มาเซราติ กรันทูริสโม One Off Luce ที่พัฒนาขึ้นจากนวัตกรรมซูเปอร์คาร์พลังงานไฟฟ้ารุ่น Folgore ซึ่งบ่งบอกถึงการค้นคว้าและการวิจัยอย่างต่อเนื่องของมาเซราติ การตกแต่งภายนอกมีการเคลือบด้วยสีสะท้อนแบบกระจกที่ตัวถัง พร้อมแกะสลักลวดลายด้วยเลเซอร์ และลงสีด้วยสีที่ทำให้รถดูกลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อมรอบข้าง ส่วนวัสดุที่ใช้ตกแต่งภายในได้นำเสนอสัมผัสแห่งอนาคต ด้วยการใช้ไนลอนชนิดพิเศษ ECONYL® ที่มอบความสวยงาม และยังโดดเด่นด้วยตกแต่งด้วยสีน้ำเงินแบบโมโนโครมตามสีของท้องทะเล ภายในมีความโดดเด่นด้วยเส้นสายลายกราฟิกบริเวณคอนโซลกลาง และการใช้เลเซอร์สร้างลวดลายแบบไล่ระดับสีที่เบาะพนักพิง ผลลัพธ์ที่ได้คือการตกแต่งขั้นสูงที่สร้างความโดดเด่นที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ เพื่อสื่อถึงความแข็งแกร่งและจิตวิญญาณของ มาเซราติ พร้อมด้วยความงดงามของการดีไซน์ที่น่าอัศจรรย์

Klaus Busse หัวหน้าแผนกดีไซน์ของมาเซราติ เผยว่า “มาเซราติ กรันทูริสโม Prisma คือผลงานที่มีความโดดเด่นและรวบรวมทุกความสำเร็จของมาเซราติตลอด 75 ปี และ กรันทูริสโม รุ่น Luce คืออนาคตของเรา รถทั้งสองคันนี้ถือเป็นความสมดุล และความสมบูรณ์แบบด้านนวัตกรรม ส่วน กรันทูริสโม รุ่น Prisma แสดงถึงความงดงามและความเป็นเลิศในด้านศิลปะ ที่ผสานความเชี่ยวชาญ ตามแบบฉบับช่างฝีมือชาวอิตาลี ในขณะที่ กรันทูริสโม รุ่น Luce เน้นการสื่อให้เห็นถึงอีกขั้นของเทคโนโลยียานยนต์พลังงานไฟฟ้า ที่ผสานวิสัยทัศน์และความสร้างสรรค์ของชาวอิตาลี เข้าไว้ด้วยกัน”

และจากการที่ มาเซราติ เป็นพันธมิตรกับ Fragment แบรนด์ดีไซน์เนอร์สัญชาติญี่ปุ่น มาตั้งแต่ปี 2564 ก็ได้เปิดตัว กรันทูริสโม One Off Ouroboros กรันทูริสโม ดีไซน์แบบ 3D ที่ถูกออกแบบด้วยฝีมือของ Hiroshi Fujiwara ผู้นำสตรีทแฟชั่น โดยเน้นการตีความร่วมสมัยของกรันทูริสโมในรูปแบบของยานยนต์พลังงานไฟฟ้า พร้อมสื่อถึงการเชื่อมโยงและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน โดย Hiroshi Fujiwara ได้ผสมผสานการออกแบบ โดยอาศัยองค์ประกอบที่โดดเด่นของ มาเซราติ รุ่นต่าง ๆ ในอดีต อย่างการนำกระจังหน้าจากรุ่น A6GCS Berlinetta Pininfarina และช่องระบายอากาศข้างตัวรถจากรุ่น 3500 GT ซึ่งนับว่าเป็นสัญลักษณ์ของความสง่างามแห่งยุค 50 พร้อมด้วยไฟหน้าทรงกลมแบบปิดซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของรถแข่งในยุค 60 เช่น มาเซราติ รุ่น Tipo 151 ในขณะที่ล้อฟอร์จได้รับแรงบันดาลใจจากล้อแม็กนีเซียมอัลลอยด์รุ่นบุกเบิกแบรนด์ Bora ในยุค 70 และแผงไฟท้ายที่มาจากการออกแบบที่ล้ำสมัยของรุ่น Shamal ในช่วงยุค 80 และ 90

Hiroshi Fujiwara ผู้อยู่เบื้องหลังของแบรนด์ Fragment เผยว่า “มาเซราติ กรันทูริสโม รุ่น Ouroboros คือภาพสะท้อนของวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงการออกแบบของ มาเซราติ ในยุคต่าง ๆ รวมถึง กรันทูริสโม ในรุ่นปัจจุบัน พวกเราทำงานร่วมกับ มาเซราติ เพื่อผสานองค์ความรู้ด้านนวัตกรรมเทคโนโลยีและสมรรถนะขั้นสูงสุดในปัจจุบันของ มาเซราติ เข้ากับการดีไซน์ระดับไอคอนเพื่อขับเคลื่อนความเป็นตำนานให้คงอยู่ตลอดไป”

ส่วนหนึ่งของการทำงานร่วมกับแบรนด์ Fragment ในงานเปิดตัวครั้งนี้ Hiroshi Fujiwara ยังได้จัดแสดงสินค้าคอลเลคชั่นล่าสุด ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากประสบการณ์การเดินทางสุดหรูด้วยรถยนต์ มาเซราติ กรันทูริสโม พร้อมกับการเผยโลโก้ใหม่ที่ผสานกันระหว่าง มาเซราติ และแบรนด์ Fragment ที่ได้รับแรงบันดาลใจที่มีกลิ่นอายของโมเดน่าและโตเกียว เมืองบ้านเกิดของทั้งสองแบรนด์ โดยสินค้าในคอลเลคชั่นนี้ประกอบไปด้วยเสื้อยืด เสื้อสเวตเตอร์ กางเกงวอร์มสีขาวและสีดำ หมวกแก๊ป พวงกุญแจ มาเซราติรุ่น กรันทูริสโม รุ่น A6 1.500 คันแรกของโลก ถุงผ้า แผนที่ประเทศอิตาลีที่ถูกออกแบบโดย Yorgo Tloupas สำหรับนักสะสมโดยเฉพาะ นอกจากนี้ยังมีผ้าห่มที่ทำจากผ้าแคชเมียร์ และเก้าอี้กับโต๊ะพกพาที่สร้างสรรค์ร่วมกับ Helinox คอลเลคชั่นนี้ เหมาะสำหรับใช้ช่วงแวะพักระหว่างทริปการเดินทางด้วย มาเซราติ ที่ทั้งสมบูรณ์แบบและน่าจดจำ ซึ่งสินค้าทั้งหมดจะถูกวางจำหน่ายบนเว็บไซต์ Maserati.com และที่โชว์รูมมาเซราติที่ร่วมรายการ ตั้งแต่ฤดูร้อนปี 2566 เป็นต้นไป

อีกหนึ่งไฮไลท์ของงาน คือ มาเซราติ กรันทูริสโม รุ่นเฉลิมฉลองครบรอบ 75 ปี ที่ได้สร้างความเย้ายวนใจอย่างยิ่งภายในงานฯ โดยรถยนต์รุ่นพิเศษนี้มีให้เลือก 4 รุ่น เริ่มด้วย รุ่นเครื่องยนต์แบบสันดาบที่มีให้เลือกทั้งสีเทา Grigio Lamiera หรือ สีดำ Nero Cometa และแบบเครื่องยนต์พลังงานไฟฟ้ารุ่น Folgore สีน้ำตาล Rame Folgore และสีน้ำเงิน Blu Inchiostro ซึ่งแต่ละสีจะผลิตขึ้นเพียงสีละ 75 คันเท่านั้น

โดยผลงานชิ้นเอกที่ถูกนำเสนอทั้งในรูปแบบรถคันจริง และแบบ 3D ทั้งหมดนี้ ได้สะท้อนความมุ่งมั่นของ มาเซราติ ที่พร้อมขับเคลื่อนไปสู่อนาคต และยังเป็นยนตรกรรมที่ถูกสร้างขึ้นแบบ Fuoriserie ที่ให้ลูกค้าได้แสดงตัวตนที่ชัดเจนผ่านการออกแบบและดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ไม่เหมือนใคร โดยหลังการเปิดตัวที่งาน Milan Design Week 2023 แล้ว ยนตรกรรม มาเซราติ ทั้งหมดนี้จะเดินทางไปทั่วโลก เพื่อร่วมฉลองการเปิดตัว มาเซราติ กรันทูริสโม และเปิดโอกาสให้ผู้ที่หลงใหลในยนตรกรรมของ มาเซราติ ได้ร่วมสัมผัสกันอย่างใกล้ชิด

###

มาเซราติ คือ ผู้ผลิตรถยนต์ที่มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดดเด่นด้วยสไตล์, เทคโนโลยีล้ำสมัย และตัวตนที่ไม่ซ้ำใคร สะท้อนความเฉลียวฉลาด รสนิยมอันลุ่มลึก สะท้อนมาตรฐานแห่งการเป็นยนตรกรรมระดับโลก และด้วยความสำเร็จของผลิตภัณฑ์ในแต่ละเซกเมนต์ มาเซราติ ได้กำหนดนิยามใหม่ ให้กับรถสปอร์ตของอิตาลี ในแง่ของการออกแบบ, ประสิทธิภาพ, ความสะดวกสบาย, ความสง่างาม และความปลอดภัย ปัจจุบันมีจำหน่ายในกว่า 70 ประเทศทั่วโลก มาเซราติ ควอตโตรปอร์เต้ (Quattroporte) นับเป็นยนตรกรรมเรือธงของค่ายตรีศูล สมทบด้วยรุ่นกิบลี่ (Ghibli), เลอวานเต้ (Levante) เอสยูวีรุ่นแรกในประวัติศาสตร์ของแบรนด์ และ เกรคาเล่ (Grecale) ซึ่งเป็นเอสยูวีที่มาพร้อมแนวคิด ‘Everyday Exceptional’ ทุกรุ่นต่างโดดเด่นด้วยการใช้วัสดุที่มีคุณภาพชั้นสูง และการออกแบบทางเทคนิคอันยอดเยี่ยม มาเซราติ กิบลี่, เลอวานเต้ และเกรคาเล่ มีหลายทางเลือกขุมพลัง อาทิ เบนซินไฮบริด 4 สูบ, เบนซิน วี 6 สูบ ไปจนถึงเบนซิน วี 8 สูบ ทั้งในแบบขับเคลื่อนล้อหลังหรือขับเคลิ่อน 4 ล้อ โดยมาพร้อมดีเอ็นเออันเป็นเอกลักษณ์ของยนตรกรรมค่ายตรีศูล ขณะที่รุ่นสูงสุด คือ ซูเปอร์สปอร์ตคาร์ เอ็มซี 20 (MC20) และ เอ็มซี20 แชร์โล (Cielo) ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ เน็ททูโน (Nettuno) ที่ได้นำเทคโนโลยีจากรถแข่งฟอร์มูลาวัน มาใช้กับยนตรกรรมในสายการผลิตเป็นครั้งแรก


Chang Cold Brew Cool Club x Stanley ไอเทมสุดคูลของคนสุดฮ๊อต

หลังจากที่แคมเปญโฆษณา “Chang Cold Brew Cool Club เปิดโลกความชิลให้คูล” สิ่งที่หลายคนโฟกัสนอกจาก 2 พรีเซนเตอร์หนุ่มหล่อมาดคูลอย่าง ‘ไบร์ท วชิรวิชญ์’ และ ‘เฟย ภัทร’ แล้ว ‘แก้วมัคเก็บความเย็น Chang Cold Brew Cool Club x Stanley’ ที่อยู่ในมือของทั้งสองคนก็โดดเด่นเข้าตาจนต้องออกตามหามาครอบครอง เรียกว่าเป็นไอเทมที่ตอบโจทย์ความชิลของคนรุ่นใหม่ไลฟ์สไตล์คูลๆ จริงๆ แค่เดือนเดียวของในร้าน Lazada: Chang Cold Brew Cool Club ก็ขายดีจน Sold out ไปถึง 3 รอบ

แก้วมัคเก็บความเย็น Chang Cold Brew Cool Club x Stanley เป็นแก้วที่ Chang Cold Brew Cool Club ร่วมคอลแลปส์กับ Stanley แบรนด์ Outdoor Lifestyle ผู้ผลิตแก้วมัคเก็บความเย็นยอดนิยมระดับโลกจากสหรัฐอเมริกา สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อให้เป็นไอเทมที่สายแคมป์ปิ้งสามารถอัพเลเวลการดื่มให้ได้อารมณ์ชิลและคูลไปพร้อมกัน

ร้อนนี้บอกเลยว่าต้องจัด..ตามไปกดได้เลยที่ FB: Chang Cold Brew Cool Club หรือ Lazada: Chang Cold Brew Cool Club โดย “แก้วมัคเก็บความเย็น Chang Cold Brew Cool Club x Stanley” มีให้เลือก 2 รุ่น ได้แก่

  • Chang Cold Brew Cool Club x Stanley (รุ่นมีฝา) ราคา 1,550 บาท
  • Chang Cold Brew Cool Club x Stanley (รุ่นไม่มีฝา) ราคา 1,150 บาท

พบไอเท็มคอลแลปส์อีกมากมาย ที่จะพาไปเปิดโลกความชิลให้คูล จาก Chang Cold Brew Cool Club ได้เร็วๆ นี้ ติดตามได้ทาง FB: Chang Cold Brew Cool Club


‘Claire Luxton’ นำเสนอนิทรรศการศิลปะและ NFT สู่เอเชียแปซิฟิกเป็นครั้งแรก!

อินเตอร์คอนติเนนตัล โฮเต็ล แอนด์ รีสอร์ท ซึ่งเป็นโรงแรมในคอลเลกชัน Luxury & Lifestyle ของโรงแรมและรีสอร์ท IHG เตรียมเปิดตัวนิทรรศการงานศิลปะรูปแบบใหม่ตามคอนเซ็ปต์ Immersive Art ชุดใหม่ล่าสุดของศิลปินร่วมสมัยชาวอังกฤษชื่อดังอย่าง Claire Luxton ที่ สิงคโปร์ ออสเตรเลีย และญี่ปุ่น นอกจากนี้ พร้อมจัดแสดงคอลเลกชัน NFT (Non-Fungible Tokens) เป็นครั้งแรกเพื่อฉลองการขยายความร่วมมือระหว่างทั้งสองฝ่าย

เข้าสู่ปีที่ 3 ของความร่วมมือระหว่างอินเตอร์คอนติเนนตัล โฮเต็ล แอนด์ รีสอร์ท และ Claire Luxton หลังเปิดตัวครั้งแรกที่ลอนดอนเมื่อปี 2564 และต่อมาที่ดูไบและนิวยอร์กในปี 2565 โดยสำหรับเฟส 3 ในปี 2566 นี้ จะมีนิทรรศการศิลปะที่ออกแบบโดย Claire Luxton ซึ่งจะรวมไปถึงงานแสดง NFT สุดเอ็กซ์คลูซีฟในพื้นที่ส่วนต่าง ๆ ของโรงแรมที่ อินเตอร์คอนติเนนตัล สิงคโปร์  อินเตอร์คอนติเนนตัล ซิดนีย์ และอินเตอร์คอนติเนนตัล โอซาก้า โดยดิจิทัลอาร์ตของ Claire Luxton นั้น ชูความเป็นเอกลักษณ์ของพืชพรรณและสัตว์พื้นเมืองในแต่ละพื้นที่ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น Emerald Swallowtail Butterfly ที่สิงคโปร์ หรือ Kangaroo Paw ที่พบได้เฉพาะในออสเตรเลีย หรือแม้กระทั่งผีเสื้อประจำชาติของญี่ปุ่นอย่างผีเสื้อ Great Purple Emperor 

ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการยกระดับการท่องเที่ยว รวมถึงความต้องการของนักเดินทางที่ต้องการท่องโลกกว้าง และช่วงเวลาอันมีค่า ด้วยการชูวิสัยทัศน์ของแบรนด์อินเตอร์คอนติเนนตัลและความน่าเชื่อถือในฐานะผู้บุกเบิกเทรนด์ลักซ์ซัวรีทราเวล นอกจากนี้ การจัดแสดง NFT เปรียบดังการก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลอาร์ทที่สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของแบรนด์ในการพัฒนาและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ พร้อมปรับปรุงโครงการต่าง ๆ เพื่อส่งมอบประสบการณ์การเดินทางที่น่าจดจำให้กับแขกจากทั่วทุกมุมโลก

จากความร่วมมือในครั้งนี้ Claire Luxton เผยว่าฉันรู้สึกยินดีที่ได้สานต่อความสัมพันธ์กับทางอินเตอร์คอนติเนนตัล ด้วยความน่าเชื่อถือ ประวัติศาสตร์ และความมหัศจรรย์ของแบรนด์ฯ ทำให้ฉันได้ค้นพบไอเดียใหม่ ๆ เพื่อสร้างสรรค์ผลงานศิลปะที่แปลกใหม่ต่อไป

NFT ของ Claire Luxton จะมีการจัดแสดง ณ ล็อบบี้ของ อินเตอร์คอนติเนนตัล สิงคโปร์ ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2566 ถึง วันที่ 30 เมษายน 2566 ซึ่งแขกสามารถเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับความร่วมมือสุดสร้างสรรในครั้งนี้ได้จากการจัดแสดงดอกไม้บนผ้าออร์แกนซ่าขนาด 2×2 เมตร ที่ทางโรงแรมได้ออกแบบร่วมกับ Luxton

นอกจากนี้ งานศิลปะที่ Claire Luxton ได้เนรมิตขึ้น จะมีจัดแสดงเพิ่มเติมที่ The Lobby Lounge ซึ่งแขกสามารถดื่มด่ำไปกับค็อกเทค ม็อกเทล หรือทาร์ต ที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก Claire Luxton และถูกรังสรรค์โดย Executive Pastry Chef และ mixologist ประจำโรงแรมอย่าง Kenny Chung โดยค็อกเทล The Secret Garden (S$32++) นำส่วนของผสมเหล้าจินลาเวนเดอร์ ซัมบูก้า เหล้ากล้วย Giffard Parfait Amour น้ำมะนาว และโฟมดอกชบาไซรัปเสาวรส ซึ่งผลงานของ Claire Luxton นั้น จะอยู่ข้างบนโฟมบับเบิ้ลมิกซ์เบอร์รี่ ส่วน Bloom and Blossom (S$25++) เป็นเครื่องดื่มประเภทเดียวกันแต่จะไม่มีแอลกอฮอล์ นอกจากนี้ ยังมีสปันจ์เค้กรสส้มและบิสกิตซาเบล่ท็อปด้วยมูสเอลเดอร์ฟลาวเวอร์ ราสเบอร์รี และมาร์มาเลดกระเจี๊ยบ ที่นำไปเกลซ และปิดท้ายด้วยครีมยูซุ ดอกไม้กินได้และซอสมะนาว กลายเป็นเมนูของหวานอย่าง Rosella tart (S$26++ ต่อชิ้น)

Aster Bar บนชั้นดาดฟ้า อินเตอร์คอนติเนนตัล ซิดนีย์ มาพร้อมกับโฉมใหม่ที่เต็มไปด้วยดอกไม้สีสันสดใส และศิลปะจัดวางที่พร้อมกระตุ้นประสาทสัมผัสของแขก โดยมีการตกแต่งของผีเสื้อโปร่งแสงบริเวณบาร์และภาพพิมพ์ขนาดเท่าตัวจากผลงานของ Luxton ที่จัดวางบริเวณระเบียงกระจกของโรงแรม นอกจากนี้ ยังมีเฟอร์นิเจอร์รวมถึงหมอนที่ออกแบบมาเพื่อประดับที่นั่งบริเวณเลานจ์โดยเฉพาะ เพื่อชูความเป็นเอกลักษณ์ของพืชพรรณและสัตว์นานาชนิดตามแบบฉบับของ Luxton ไม่ว่าจะเป็น นก ผีเสื้อ และพืชต่าง ๆ ที่เชื่อมโยงไปถึงชาวพื้นเมืองในท้องถิ่น

Claire Luxton ที่ อินเตอร์คอนติเนนตัล โอซาก้า นำเสนอห้องสวีทลิมิเต็ดเอดิชัน ที่ Luxton ออกแบบและคัดสรรประสบการณ์ทางประสาทสัมผัสด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น การจัดแสดงดอกไม้บนพื้นผิว หรือ ค็อกเทลที่มีกลิ่นหอมของน้ำกุหลาบ ซึ่งห้องสวีทได้รับการดัดแปลงจากห้องเลานจ์ไปจนถึงห้องนอน เพิ่มชีวิตชีวาให้กับแบรนด์อินเตอร์คอนติเนนตัลด้วยกลิ่นอายของ Luxton พร้อมงานศิลปะที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสัตว์ในท้องถิ่นของญี่ปุ่นบนหมอนคัสตอม หัวเตียงตกแต่งด้วยลวดลายที่ไม่ซ้ำใคร และงานติดตั้งดอกไม้ที่สร้างความหรูหราสุดแฟนตาซีให้กับสภาพแวดล้อม อีกทั้งยังมีค็อกเทลและม็อกเทลลิมิเต็ดเอดิชั่นที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก Claire Luxton ซึ่งแต่งแต้มสีสันด้วยดอกไม้ที่กินได้และสตรอว์เบอร์รียอดนิยมของญี่ปุ่น พร้อมให้บริการแก่แขกผู้เข้าพักที่โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัลที่ร่วมรายการในญี่ปุ่นตั้งแต่โตเกียวยันเบปปุและที่อื่น ๆ

ด้วยโรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัลที่เปิดให้บริการแล้วถึง 207 แห่ง และอีกกว่า 90 แห่งที่อยู่ระหว่างการดำเนินการเปิดตัวทั่วโลก ทางแบรนด์ฯ เดินหน้าสร้างบทใหม่ของจุดหมายปลายทางระดับโลก โดยเปิดจุดหมายปลายทางล่าสุดที่เขาใหญ่ในประเทศไทย และคาบสมุทรมอร์นิงตันในรัฐวิกตอเรีย ประเทศออสเตรเลีย รวมถึงการเปิดตัวของ อินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพ สุขุมวิท อินเตอร์คอนติเนนตัล เชียงใหม่ แม่ปิง และการกลับมาอีกครั้งของอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพ ที่ทุกคนรอคอยหลังการรีโนเวทครั้งใหญ่มูลค่าหลายล้านดอลลาร์ 

*พบกับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับความร่วมมือกับ Claire Luxton ได้ที่ InterContinental x Claire Luxton NFT gallery และไปที่นี่เพื่อดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ อินเตอร์คอนติเนนตัล โฮเต็ล แอนด์ รีสอร์ท


NEW DEFENDER 75TH LIMITED EDITION รุ่นพิเศษฉลองครบรอบ 75 ปี ‘แลนด์โรเวอร์’

ในปี 1948 รถยนต์ Series I ได้รับการเปิดตัวเป็นครั้งแรกในงานอัมสเตอร์ดัมมอเตอร์โชว์ (Amsterdam Motor Show) และ Defender 75th Limited Edition ก็ถือเป็นการเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 75 ปีของแลนด์โรเวอร์ ด้วยการออกแบบภายนอกที่พิเศษอันเป็นเอกลักษณ์ ครั้งแรกกับสีภายนอก Glasmill Green สุดโดดเด่น ซึ่งเป็นเฉดสีที่สงวนไว้สำหรับรุ่น 75th Limited Edition โดยเฉพาะ ล้ออัลลอยขนาด 20 นิ้วมาในสี Grasmere Green เช่นกัน พร้อมฝาปิดเซ็นเตอร์แคปที่เข้าชุด การตกแต่งภายนอกสมบูรณ์ยิ่งขึ้นด้วยกราฟิกฉลอง 75 ปี

บริษัท อินช์เคป (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์จากัวร์และแลนด์โรเวอร์อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย ได้เปิดตัว New Defender 75th Limited Edition ที่ผลิตขึ้นจำนวนจำกัดและมีเพียง 10 คันในไทย ในราคา 7,599,000 บาท พร้อม Land Rover Care นาน 5 ปี

Defender ยังคงคุณสมบัติความทนทานและภายในห้องโดยสารที่อเนกประสงค์ไว้ โดยตกแต่ง Cross Car Beam ด้วยการพ่นสีขาวและมีรายละเอียดการสลักกราฟิกฉลอง 75 ปีด้วยเลเซอร์บนฝาปิดเอนด์แคป เบาะนั่งหุ้มด้วย Resist Ebony บริเวณแผงคอนโซลกลางใช้วัสดุ Robustec ที่เป็นโครงสร้างที่แข็งแรงทนทานที่สุดสำหรับรุ่น Defender

รุ่น Limited Edition นี้อ้างอิงมาจาก Defender 110 รุ่น HSE ที่มาพร้อมอุปกรณ์มาตรฐานครบครัน นวัตกรรมเทคโนโลยี รวมถึงกล้อง 3D แบบรอบทิศทาง ระบบขับขี่ตามสภาพพื้นผิวถนนที่ออกแบบเองได้ ระบบเสียง Meridian ไฟหน้า Matrix LED ระบบอินโฟเทนเมนต์ Pivi Pro ขนาด 11.4 นิ้ว จอแสดงผล Head-Up Display และที่ชาร์จอุปกรณ์แบบไร้สาย ยังมีฟีเจอร์หลังคาผ้าพับได้หรือหลังคาพาโนรามิกแบบเลื่อนได้ และมาพร้อมความสะดวกสบายแบบเหนือชั้น ด้วยเบาะนั่งไฟฟ้า 14 ทิศทางสำหรับทั้งคนขับและผู้โดยสาร ระบบปรับอากาศแบบแยกสามโซน และยางสำหรับการใช้งานในทุกฤดูกาลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขับขี่บนเส้นทางออฟโรด

Defender 75th Limited Edition ใช้ระบบไฟฟ้าปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) หรือ P400e ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ 2.0 ลิตรที่ให้กำลังแรงถึง 300 แรงม้าพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้า 105 กิโลวัตต์ที่ขับเคลื่อนด้วยแบตเตอรี่ 19.2 กิโลวัตต์ชั่วโมง ทำให้รถยนต์รุ่น P400e มีขุมพลังรวมถึง 404 แรงม้าจากระบบส่งกำลัง PHEV ขั้นสูง สมรรถนะและการตอบสนองที่ดีเยี่ยมด้วยพลังงานไฟฟ้า นอกเหนือจากการประหยัดเชื้อเพลิงและลดการปล่อยมลพิษแล้วนั้น Defender P400e ยังให้ความเร็ว 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใน 5.6 วินาที อีกทั้งบนเส้นทางขรุขระสามารถใช้แรงบิดทันทีจากมอเตอร์ไฟฟ้าช่วยเพิ่มขีดความสามารถของ Defender ขึ้นไปอีกขั้น

Defender ได้รับรางวัลในระดับโลกมาแล้วมากกว่า 50 รางวัล รวมถึง 2020 Car of the Year ของ Top Gear, 2021 SUV of the Year ของ MotorTrend และ Best SUV 2020 ของ Autocar เช่นเดียวกับ ได้รับการจัดอันดับความปลอดภัยให้อยู่ในระดับ 5 ดาวของ Euro NCAPชาญชัย มหันตคุณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินช์เคป (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “นับตั้งแต่เปิดตัว Defender รุ่นใหม่ ลูกค้าต่างก็ตกหลุมรักและยังคงเป็นที่ต้องการเป็นอย่างมากเสมอมา รถยนต์ Limited Edition รุ่นใหม่นี้ เป็นการรวบรวมจิตวิญญาณตลอด 75 ปีที่ผ่านมา โดยเน้นสีและรายละเอียดหลอมรวมกับนวัตกรรมเทคโนโลยี เช่น ระบบไฮบริดใช้พลังงานไฟฟ้าร่วมด้วยขณะขับขี่ ระบบขับขี่ตามสภาพพื้นผิวถนน ระบบอัปเดตซอฟต์แวร์อัตโนมัติ และสมรรถนะการขับขี่ในทุกสภาพภูมิประเทศที่ยากจะหาใครเทียบได้”

สัมผัสความพิเศษของ New Defender 75th Limited Edition ได้ที่โชว์รูมรถยนต์แลนด์โรเวอร์ พระราม 4 และศูนย์การค้าสยามพารากอน ชั้น 2 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 02-666-7500 และ www.landrover.co.th


“THE LONG WAY HOME”  ส่งพนักงาน’เบนซ์’กลับบ้านช่วงสงกรานต์ด้วยรถที่ดีที่สุด!

เชื่อว่าหลายบริษัทที่ตั้งในกรุงเทพฯ ต้องมีพนักงานเป็นคนต่างจังหวัดอยู่ไม่น้อย เช่นเดียวกับบริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) ที่มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ใจกลางสาทร และมีพนักงานที่มาจากหลายพื้นที่ของประเทศไทย ดังนั้นในช่วง “เทศกาลสงกรานต์” ซึ่งเป็นวันหยุดยาวของทุกๆ ปี จึงถือเป็นโอกาสดีๆ ที่พวกเขาจะได้เดินทางกลับบ้านไปหาครอบครัวและคนที่รัก

แต่ก่อนที่ทุกคนจะไปถึงจุดหมายเพื่อไปพักผ่อนอย่างเต็มที่กับครอบครัว กลับต้องเหน็ดเหนื่อยไปกับการฝ่ารถติด หรือการต้องจองตั๋วเครื่องบินที่มีราคาแพงกว่าปกติหลายเท่า รวมไปถึงการเผชิญความเสี่ยงกับอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 7 วันอันตราย ตั้งแต่วันที่ 11 – 17 เมษายน ซึ่งหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้มีการประกาศเตรียมความพร้อมในการบังคับใช้กฎหมายทางจราจรอย่างเข้มข้น เพื่อความปลอดภัยของคนไทยทุกคนที่ใช้เส้นทางบนท้องถนน

ทางเมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย เห็นถึง Pain Point ที่เกิดขึ้น และต้องการตอบแทนพนักงานในช่วงสงกรานต์นี้ ด้วยการเปิดแคมเปญภายในบริษัทที่มีชื่อว่า “The Long Way Home เส้นทางยาวไกล แต่ปลอดภัยที่สุด” ที่จะพาพนักงานนั่งรถ Mercedes-Benz พร้อมขับไปส่งถึงหน้าบ้านอย่างปลอดภัย

และถึงแม้ว่า Mercedes-Benz จะมีรถยนต์สมรรถนะสูงมากมาย แต่ในครั้งนี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือความปลอดภัยของพนักงาน จึงส่งผลให้การขับขี่ต้องมีความนุ่มนวลและไม่ประมาท และเปิดโอกาสให้พนักงานได้มีเวลาเพลิดเพลินไปกับเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย รวมถึงฟังก์ชั่นอำนวยความสะดวกต่างๆ
ที่ถูกติดตั้งบนยนตรกรรมที่เหนือชั้นของ Mercedes-Benz ตลอดเส้นทาง

Mercedes-Benz มีแนวคิดที่เชื่อว่าพนักงานทุกคนคือส่วนสำคัญขององค์กร จึงมีการสร้างสรรค์แคมเปญดีๆ มากมาย ตลอดทั้งปี สำหรับผู้ที่สนใจร่วมงานกับบริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.mercedes-benz.co.th

#TheLongWayHome #MercedesBenz #MercedesBenzThailand


วิเคราะห์ตลาดรถ EV ขาขึ้นและปัญหาที่อาจจะเจอจากมุมมองดร.ชัยพร เขมะภาตะพันธ์

รถ EV หรือชื่อเรียกแบบเต็มๆ ว่ายานยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle) ในประเทศไทยกำลังมาแรงตลอดช่วงมอเตอร์โชว์แบบพุ่งไม่หยุดฉุดไม่อยู่ จากความคุ้มค่าประหยัดตกเฉลี่ยกิโลเมตรละไม่ถึงบาท ท่ามกลางวิกฤตน้ำมันที่แพงขึ้นทุกวัน และแบรนด์รถ EV หลายแบรนด์มาตั้งโรงงานในเมืองไทยทำราคาใหม่ถูกใจลูกค้าที่ต้องการประหยัดค่าใช้จ่ายและสายรักษ์โลก สอดรับกับนโยบายส่งเสริมการใช้รถ EV ของรัฐบาล

ปัจจุบันการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าจากแบตเตอรี่หรือที่เรียกว่า BEV (Battery EV) ในประเทศไทย ถือเป็นอันดับหนึ่งของกลุ่มประเทศอาเซียน โดยหากมีรถ BEV วิ่งอยู่ 100 คัน บนถนนทั้ง 10 ประเทศในอาเซียน “จะมีถึง 60 คัน” ที่วิ่งอยู่ในประเทศไทย ทั้งนี้ ปีที่ผ่านมาประเทศไทยมีรถ BEV ใหม่ประมาณ 10,000 คัน แต่คาดว่าปี 2566 นี้จะไม่ต่ำกว่า 40,000 คันเลยทีเดียว

ดร.ชัยพร เขมะภาตะพันธ์ คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีและวิศวกรรมศาสตร์ (CITE) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) กล่าวถึงเหตุผลที่ทำให้รถ BEV ได้รับความนิยมในประเทศไทยว่า เพราะการปรับตัวของราคาน้ำมันเชื้อเพลิงสูงขึ้นมาก และนโยบายการส่งเสริมของรัฐบาลทำให้คนไทยมีโอกาสเป็นเจ้าของรถไฟฟ้าได้ง่ายขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม พื้นที่ที่เหมาะสมต่อการใช้งานนั้นยังจำกัดอยู่ เนื่องจากสถานีชาร์จยังไม่ครอบคลุมทั้งประเทศ โดยจำนวนสถานีชาร์จไฟฟ้าในช่วงต้นปี 2566 นี้ มีประมาณ 1,000 กว่าแห่งเท่านั้น ซึ่งราว ๆ 40% ตั้งอยู่ในกรุงเทพและปริมณฑล และส่วนมากหัวชาร์จตามสถานีจะมีแค่ 2 หรือ 3 หัวเท่านั้น หลายแห่งก็ไม่ใช่เครื่องชาร์จ DC แบบเร็ว ส่วนใหญ่จะเป็นหัวชาร์จ AC Type 2 ซึ่งชาร์จได้ช้ากว่า DC มาก การชาร์จแต่ละครั้งยังคงใช้เวลานาน ถ้ามีรถมาชาร์จหลายคันต้องต่อคิวรอ

“ถ้าไม่ได้เดินทางไกลหรือใช้งานในเมืองเป็นหลักก็ไม่ค่อยมีปัญหา กลับมาชาร์จที่บ้านด้วย Home Charger ได้ หรือหากจำเป็นจริง ๆ ก็แวะที่สถานีชาร์จระหว่างเดินทางได้ แต่ถ้าออกไปต่างจังหวัดหรือต้องเดินทางไกล ๆ ก็ต้องวางแผนการเดินทางให้ดี แม้รถ BEV ในปัจจุบันจะสามารถเดินทางได้ไกลกว่า 400 ถึง 500 กิโลเมตรต่อการชาร์จเต็ม แต่ก็ยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่เป็นตัวกำหนดให้ระยะทางสั้นลงได้ การเปิดแอร์ ความเร็วในการขับ และน้ำหนักที่บรรทุก ทำให้ไปได้ไม่ไกลเท่าที่คิด” ดร.ชัยพร กล่าว

ดร.ชัยพร กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัญหาของผู้ใช้งานรถ EV ที่อาจพบเจอในช่วงนี้มักพบกับปัญหาที่ชาร์จเสีย หรืออาจจะมีคนจอดรถชาร์จอยู่ โดยที่แอปพลิเคชันไม่ได้แจ้งเตือน หัวชาร์จที่ไม่ตรงกับหัวชาร์จของรถ หรือบางครั้งเจอรถที่ชาร์จเต็มแล้วแต่เจ้าของรถไม่อยู่ ก็ต้องรอ รวมทั้งแท่นชาร์จหลายแห่งติดตั้งอยู่กลางแจ้ง ไม่มีหลังคา เหล่านี้คือปัญหาที่จะต้องเจอหากต้องชาร์จรถ EV จากสถานีชาร์จสาธารณะ อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าอีกไม่นานระบบ แอปพลิเคชัน และสถานีชาร์จ จะมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น

อีกเรื่องที่คนใช้งานรถ EV กังวลก็คือ แบตเตอรี่ที่เมื่อเกิดปัญหาอาจมีค่าใช้จ่ายที่แพงมากหลายแสนบาท อย่างที่เราเห็นในข่าว ดังนั้นประกันภัยรถ BEV จึงแพงกว่ารถที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในค่อนข้างมาก บางครั้งหากมีปัญหาการขายรถทิ้งไปเลยยังคุ้มกว่าการซ่อมหรือเปลี่ยนแบตเตอรี่ ดังนั้นเจ้าของรถต้องระวังการขับขี่ที่อาจส่งผลต่อการเสียหายโดยตรงต่อแบตเตอรี่ ซึ่งส่วนมากติดตั้งอยู่ที่พื้นของห้องโดยสารรถ เช่น การครูดใต้ท้องรถ หรือการเกิดความเสียหายที่ด้านข้างรถอย่างแรง เป็นต้น

อย่างไรก็ดี แรงขับเคลื่อนจากฝั่งผู้บริโภคตามกระแสความกังวลต่อประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมที่เด่นชัดขึ้น บวกกับนโยบายส่งเสริมของภาครัฐ ทำให้ตลาดรถ EV ในบ้านเราเติบโตแบบก้าวกระโดด เทรนด์การใช้งานรถ EV ทุกประเภทในประเทศไทยจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ สิ่งสำคัญคือเราจำเป็นต้องมีการพัฒนาบุคลากรที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องรองรับการเติบโต ไม่ว่าจะเป็น โรงงานผู้ผลิต ศูนย์ให้บริการซ่อมบำรุงดูแลรักษาทั้งรถและสถานีชาร์จ การดัดแปลงรถเก่าให้เป็น EV รวมทั้งภาคการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยที่ต้องมีการผลิตบัณฑิตในสาขาที่เกี่ยวข้องเช่นกัน

“ตอนนี้บุคลากรทางด้านรถ EV ในประเทศไทยยังมีน้อย ส่วนใหญ่มีความเชี่ยวชาญแต่สาขาทางด้านยานยนต์แบบเดิม โดยเฉพาะระบบเครื่องยนต์สันดาปภายใน แต่สำหรับรถ EV มีรูปแบบที่ต่างออกไปค่อนข้างมาก อย่างการดัดแปลงรถยนต์เครื่องสันดาปมาเป็นรถ EV ที่นิยมทำกันมากในต่างประเทศ ไม่ใช่แค่การยกเครื่องยนต์ออกแล้วใส่มอเตอร์ไฟฟ้าเท่านั้น รวมทั้งการที่ไทยเป็นที่ตั้งฐานการผลิตรถ EV ตรงนี้ก็ทำให้มีความต้องการบุคลากรจำนวนมาก ภาคการศึกษาต้องเร่งสร้างบุคลากรให้ตอบโจทย์และรองรับเทรนด์นี้ให้ทัน ซึ่งการใช้รถ EV ในเมืองไทย เรียกได้ว่ายังมีโอกาสโตขึ้นอีกมาก” ดร.ชัยพร กล่าว


‘วินทุกเกมกินทั่วไทย เฉพาะที่ Grab’ กับสุดยอด 50 ร้านเด็ดทั่วไทย!

แกร็บฟู้ด  ตอกย้ำความเป็นผู้นำเทรนด์ในด้านอาหาร ชวนเปิดประสบการณ์ความอร่อยสุดฟินแบบเอ็กซ์คลูซีฟในงานวินทุกเกมกินทั่วไทย เฉพาะที่Grab” ครั้งแรก! กับการเปิดตัวเฉพาะที่ Grab” ซับแบรนด์น้องใหม่จาก GrabFood ที่รวบรวมเอาร้านเด็ดเจ้าดังจากทั่วประเทศมาให้ผู้ใช้บริการสั่งผ่านเดลิเวอรีได้เฉพาะที่ Grab เท่านั้น โดยขนขบวนกองทัพความอร่อยจาก 50 ร้านดังทั่วไทยมาไว้ในงานนี้ที่เดียว! เพื่อเอาใจเหล่านักกินแบบไม่มีกั๊ก พร้อมกระทบไหล่เหล่าศิลปินดาราแถวหน้าที่มาร่วมสร้างสีสันภายในงาน นำทีมโดย เบลล่า ราณี พรีเซ็นเตอร์ของ Grab พร้อมเต็มอิ่มไปกับมินิคอนเสิร์ตตลอด 3 วันจากศิลปินขวัญใจวัยรุ่น อาทิ 4EVE, Gemini-Fourth, PROXIE, MEAN และ แสตมป์อภิวัชร์ งานนี้สายกินตัวจริงห้ามพลาด!! เตรียมท้องให้พร้อมแล้วไปช้อป ชิม ชิลล์กันได้ ลานหน้าเซ็นทรัลเวิลด์ ระหว่างวันที่ 24 – 26 มีนาคม 2566 นี้เท่านั้น

จันต์สุดา ธนานิตยอุดม ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายการพาณิชย์และการตลาด แกร็บ ประเทศไทย เผยว่ากว่า 5 ปีแล้วที่แกร็บฟู้ดได้เปิดให้บริการฟู้ดเดลิเวอรีในประเทศไทย และได้รับความนิยมจากผู้ใช้บริการทั่วประเทศมาอย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นแบรนด์อันดับต้นๆ ที่คนไทยนึกถึงเมื่อต้องการสั่งอาหาร การันตีความสำเร็จด้วยรางวัลมากมาย ไม่ว่าจะเป็น The Most Powerful Brand of Thailand จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย Thailand’s Most Admired Brand จาก BrandAge No.1 Brand Thailand จาก Marketeer และแบรนด์ทรงอิทธิพลที่สุดแห่งปี จาก Influential Brands รวมถึงล่าสุดแกร็บ (ทั้งบริการแกร็บฟู้ดและแกร็บมาร์ท) ได้ครองอันดับหนึ่งแบรนด์เดลิเวอรีที่ผู้บริโภคไทยนิยมมากที่สุด1จากการสำรวจของ กันตาร์ (Kantar) ผู้นำด้านการวิจัยพฤติกรรมการจับจ่ายของผู้บริโภคเชิงลึก และเพื่อเป็นการตอกย้ำความสำเร็จในฐานะผู้นำด้านแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรีอันดับหนึ่งในประเทศไทย เราจึงได้ส่งแคมเปญใหม่ แกร็บฟู้ดวินทุกเกมกินทั่วไทย เพื่อสร้างสีสันและส่งมอบประสบการณ์ความอร่อยให้กับผู้บริโภค มาพร้อมไฮไลท์สำคัญกับการเปิดตัวซับแบรนด์น้องใหม่ เฉพาะที่ Grab’ ที่คัดสรรร้านอร่อยชื่อดังจากทั่วประเทศมาเอาใจผู้ใช้บริการที่สามารถสั่งได้เฉพาะที่แกร็บเท่านั้น  โดยเปิดตัวอย่างเป็นทางการครั้งแรกในงานวินทุกเกมกินทั่วไทย เฉพาะที่ Grab’ ซึ่งจัดขึ้น ณ ลานหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ระหว่างวันที่ 24 – 26 มีนาคม 2566 นี้

ภายในงาน แกร็บฟู้ด จัดเต็มคาราเบล ขนขบวนเมนูความอร่อยจาก 50 ร้านดังทั่วประเทศมาไว้ใจกลางกรุงเทพฯ เพื่อเอาใจสายกิน อาทิ ยำปูม้าเจ็ดยอด จากเชียงใหม่, คุณจี๊ดยอดผักและ Phuketique จากภูเก็ต, พ่อสนั่นลาบก้อย จากขอนแก่น และ Eggdrop แซนวิชไข่เกาหลี รวมถึงร้านค้าที่มีเฉพาะบนแกร็บมาร์ทอย่าง Soul Korea Town สินค้าแบรนด์ดังนำเข้าจากเกาหลี และ Radiance Wholefoods สินค้าออร์แกนิคสำหรับสายรักสุขภาพ ที่ขนมาให้ทุกคนได้ช้อป ชิม ชิลล์ แบบไม่ยั้ง พร้อมเต็มอิ่มไปกับมินิคอนเสิร์ตจากเหล่าศิลปินสุดฮอตอย่าง 4EVE, Gemini-Fourth, PROXIE, MEAN และ แสตมป์อภิวัชร์ ที่มาร่วมเสิร์ฟความสนุกให้ทุกคนตลอด 3 วันเต็ม 

พิเศษสุด! แกร็บฟู้ด ยังมอบโปรโมชันส่วนลดสูงสุด 50% และสิทธิกินฟรีตลอดเดือนมูลค่า 3,000 บาทเมื่อสั่งอาหารผ่านร้านเฉพาะที่ Grab” ครบ 8 ครั้ง สำหรับ 4,500 ท่านแรก2 รวมถึงมอบค่าส่งฟรีสำหรับสมาชิก GrabUnlimited ตั้งแต่วันนี้ถึง 23 เมษายน 2566  

**********

1ผลสำรวจจาก กันตาร์ (Kantar) ระบุว่า แกร็บฟู้ดครองตำแหน่งแอปพลิเคชันสั่งอาหารยอดนิยมอันดับ 1 ในไทย จากการเก็บข้อมูล ปี 2565 และ แกร็บมาร์ทครองตำแหน่ง แอปพลิเคชันสั่งสินค้า Quick Commerce ยอดนิยมอันดับ 1 ในไทย จากการเก็บข้อมูลเดือน เมษายนถึงธันวาคม ปี 2565

2 เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัท แกร็บ ประเทศไทยกําหนด สามารถติดตามรายละเอียดโปรโมชั่นได้ที่ Facebook GrabFoodTH และ แอพลิเคชัน Grab


Privacy Preference Center