อร่อยซ่า ไม่ซ้ำใคร ‘อู-ฮ่า’ เครื่องดื่มโซดากลิ่นผลไม้ 0 แคลอรี
กลุ่มธุรกิจโคคา-โคล่า ในประเทศไทย อันประกอบไปด้วย บริษัท ไทยน้ำทิพย์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด บริษัท หาดทิพย์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท โคคา-โคล่า (ประเทศไทย) เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ ‘อู-ฮ่า’ เครื่องดื่มโซดากลิ่นผลไม้ คู่ซ่า อร่อยซ่า สุดเซอร์ไพรส์ มาพร้อมน้ำตาล 0% และ 0 แคลอรี โดย ‘อู-ฮ่า’ เป็นเครื่องดื่มนวัตกรรมล่าสุด ที่สร้างสรรค์มาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภครุ่นใหม่ ณ ปัจจุบัน ที่มองหาเครื่องดื่มโซดาที่มาพร้อมรสชาติ แปลกใหม่ อร่อยซ่าสดชื่นได้แบบไม่มีน้ำตาลและแคลอรี
สำหรับจุดเด่นของเครื่องดื่มโซดากลิ่นผลไม้ ‘อู-ฮ่า’ คือการรวมตัวของสองรสชาติที่คาดไม่ถึง แต่เข้ากันได้อย่างลงตัวในกระป๋องเดียว ซึ่ง ‘อู-ฮ่า’ เปิดตัว 2 รสชาติใหม่กลิ่นลิ้นจี่โยเกิร์ต และกลิ่นเลมอนซีซอล์ท (เกลือสมุทร) มอบความสดชื่นและรสชาติสุดโดนใจ พร้อมคอนเซ็ปต์ซ่าสนุกสนานสุดเซอร์ไพรส์ไม่ซ้ำใคร ถูกใจผู้บริโภค Gen Z และผู้ที่ชื่นชอบความแปลกใหม่ท้าทายของการผสมผสานรสชาติที่หลากหลายเพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ ๆ ในชีวิตประจำวัน
สำหรับการเปิดตัว ‘อู-ฮ่า’ เครื่องดื่มโซดากลิ่นผลไม้อย่างยิ่งใหญ่ในครั้งนี้ ได้เนรมิตลานสยาม สแควร์ (ลานสีฟ้า) ให้เต็มไปด้วยสีสันแสนสดใสที่มาเติมเต็มประสบการณ์ความซ่าสุดเซอร์ไพรส์ พร้อมคว้า ‘นนกุล-ชานน สันตินธรกุล’ มายกระดับความสนุกซ่า พร้อมร่วมสร้างประสบการณ์อร่อยซ่าครั้งใหม่จนต้องร้อง ‘อู-ฮ่า’ ให้ซ่าสนั่น ใจกลางสยาม พร้อมแขกรับเชิญสุดพิเศษ สุดฟิน ท่ามกลางแฟนคลับที่มาให้กำลังใจอย่าล้นหลาม ตบเท้าด้วยหลากหลายกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ไม่ว่าจะเป็นมินิเกมส์สำหรับแฟน ๆ เพื่อลุ้นรับรางวัลสุดพิเศษ รวมถึงกิจกรรมทำกระป๋อง ‘อู-ฮ่า’ ในสไตล์ของตัวเองกับตู้สติ๊กเกอร์ ‘อู-ฮ่า’ ก่อนจะร่วมถ่ายภาพเป็นที่ระลึกกับพรีเซนเตอร์ เพื่อสร้างความประทับใจ
นอกจากนี้ แบรนด์ ‘อู-ฮ่า’ พร้อมเปิดประสบการณ์ คู่ซ่า อร่อยซ่า ผ่านสื่อโฆษณา ทั้งนอกบ้าน และสื่อดิจิตอล รวมถึงกิจกรรมสุดเซอร์ไพรส์มากมายตลอดทั้งปี ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมออนไลน์คอนเทนต์ ร่วมสนุกกับ นนกุล ผ่านทาง Facebook และ TikTok หรือจะเป็นกิจกรรมเกมส์แจกสินค้าตัวอย่างที่พร้อมจะให้ชาว Gen Z ได้ลิ้มลองกัน พร้อมเพิ่มสีสันด้วยเหล่าอินฟลูเอนเซอร์หลากหลายไลฟ์สไตล์ ที่จะชวนชาว Gen Z มาร่วมประสบการณ์ อร่อยซ่า สุดเซอร์ไพรส์ ให้ซ่าสนั่นจนต้องร้อง “อู-ฮ่า” กันทั้งเมือง ผ่านทางโซเชียลมีเดียแพลตฟอร์มต่างๆ มากมายได้เร็วๆ นี้
ริชา ซิงห์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด โคคา-โคล่า ประจำประเทศไทย เมียนมาร์ และลาว กล่าวว่า “ปัจจุบัน ตลาดเครื่องดื่มมีการเติบโตเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเราศึกษาทำความเข้าใจตลาด เพื่อตอบสนองทุกความต้องการที่หลากหลายของผู้บริโภค ในการการเปิดตัว ‘อู-ฮ่า’ ในครั้งนี้ เราได้นำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ด้วยนวัตกรรมที่ผสานสองรสชาติที่แตกต่างเข้ากันได้อย่าลงตัว เพื่อเป็นตัวเลือกที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของเหล่า Gen Z ทำให้เรามั่นใจว่า ‘อู-ฮ่า’ จะเป็นอยู่ในใจของผู้บริโภคโดยเฉพาะ Gen Z ในการสร้างประสบการณ์ความสดชื่น ไปพร้อมกับรสชาติแบบคู่ซ่า อร่อยซ่า ที่ปราศจากน้ำตาล และไม่มีแคลอรี”
มาร่วมสัมผัสกับความอร่อยซ่า ของคู่ซ่า สุดเซอร์ไพรส์ ที่จะทำให้ที่จะทำให้ทุกคนต้องร้อง ‘อู-ฮ่า’ ไปด้วยกันพบกับ ‘อู-ฮ่า’ โซดากลิ่นลิ้นจี่และโยเกิร์ต ได้ที่ร้านสะดวกซื้อ ซูเปอร์มาร์เก็ต ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ รวมถึงช่องทางอีคอมเมิร์ซได้แล้ววันนี้ทั่วประเทศ และพิเศษ! กับ ‘อู-ฮ่า’ โซดากลิ่นเลมอนผสมซีซอล์ท (เกลือสมุทร) เฉพาะที่เซเว่นอีเลฟเว่น ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 กรกฎาคม 2565 และสามารถลิ้มลอง ‘อู-ฮ่า’ โซดากลิ่นเลมอนผสมซีซอล์ท (เกลือสมุทร) ได้ทุกช่องทาง ตั้งแต่ 1 สิงหาคม 2565 เป็นต้นไป ทั้งสองรสชาติมาในรูปแบบกระป๋อง ขนาด 330 มล. ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ “อู-ฮ่า” ได้ที่ www.coca-cola.co.th หรือ Facebook.com/OOHA.TH, และ Instagram.com/ooha_th
ออกทริปดูงูกับฮุนได ‘สตาร์เกเซอร์’
และครั้งนี้เราได้รับเทียบเชิญจาก ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) ให้ไปร่วมทดลองขับฮุนได ‘สตาร์เกเซอร์’ รถยนต์มินิเอ็มพีวีรุ่นล่าสุดของฮุนได ทริป “สตาร์เกเซอร์ ความสบายไม่มีที่สิ้นสุด” บนเส้นทางที่สวยงามทางภาคใต้เริ่มต้นจากสนามบินภูเก็ตมุ่งหน้าพังงาระยะทางไปกลับกว่า 200 กิโลเมตร ด้วยระยะทางขนาดนี้เราน่าจะประเมินได้ว่ามินิเอ็มพีวีคันนี้จะขับขี่เป็นยังไงที่นั่งในแต่ละที่จะให้ความรู้สึกแบบไหนไปลองดูกัน
วันแรกของทริปนี้ทีมงาน ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) ได้นัดเจอทุกคนเพื่อทำความรู้จักกับ ฮุนได ‘สตาร์เกเซอร์’ เราขอข้ามจุดนี้ไปเพราะเราอยากขับแล้ว เมื่อพร้อมแล้วก็บินจากสุวรรณภูมิใช้เวลาไม่นานเราก็มายืนอยู่หน้าสนามบินภูเก็ต ทริปนี้เราไม่ได้แค่ได้ลองขับแต่เราจะได้ลองนั่งในทุกๆ ตำแหน่งของรถด้วยเพราะว่าในหนึ่งคันเราจะไปกันสามคน
มาพูดถึงรูปร่างหน้าของสตาร์เกเซอร์กันก่อน รถยนต์คันนี้เรียกได้ว่าถ้ามองภาพรวมแล้วเหมือนเอารุ่นพี่ ฮุนได สตาเรีย มาย่อส่วนเพราะมีกลิ่นอายความล้ำสมัยไม่แพ้กัน การออกแบบด้วยเส้นโค้งที่เฉียบคม (One Curve Design) พร้อมแถบไฟส่องสว่างด้านหน้าเวลากลางวัน DRL แบบ LED ที่มีเอกลักษณ์มากเป็นเดียวพาดยาวมองไกลๆ เหมือนหน้าโรโบคอป พอเดินมาด้านหลังจะพบกับไฟท้ายดีไซน์แบบ H-shape แบบ LED สวยงามแปลกตาไม่รู้ตอนกลางคืนจะสวยขนาดไหนไว้ต้องไปดูกัน
พอเปิดมาภายในต้องบอกว่าว๊าวมากๆ เพราะมันดูกว้างขวางและแปลกตามากๆ มองไปมุมไหนก็สบายตาอารมณ์เหมือนห้องนั่งเล่นพูดไปจะหาว่าเวอร์ของแบบนี้ต้องไปลองนั่งกันดูก่อนออกเดินทางเราก็ได้ลองพับเบาะเพื่อเพิ่มพื้นที่เก็บสัมภาระคันนึงนั่งสามคนของก็ไม่ใช่น้อยแต่ยัดของทั้งหมดไปได้แบบสบายๆ เพราะเบาะแถวสองและสามสามารถพับพนักพิงลงได้แบบแยกชิ้นทำให้เราออกแบบพื้นที่เก็บสัมภาระได้หลากหลาย
เมื่อทุกคนพร้อมกองทัพต้องเดินด้วยท้องก็ไปกันเลยกับจุดหมายแรกร้านอาหาร ‘บ้านอาจ้อ’ ร้านอาหารที่มีสถาปัตยกรรมเป็นเอกลักษณ์โดดเด่นสไตล์ชิโน-โคโลเนียล ที่มีอายุกมากกว่า 87 ปี ‘บ้านอาจ้อ’ นอกจากจะเป็นร้านอาหารที่ได้รับการแนะนำโดยมิชลินไกด์แล้วตัวอาคารยังเป็นที่จัดแสดงสิ่งของโบราญมากมายที่บอกเล่าเรื่องราวของภูเก็ตในยุคที่แร่ดีบุกยังรุ่งเรือง
แนะนำว่าเป็นอีกสถานที่ที่มาเยือนภูเก็ตแล้วต้องห้ามพลาด อาหารอร่อย ได้ความรู้ มีมุมให้ได้ถ่ายรูปสวยๆ เยอะมาก ที่สำคัญที่ ‘บ้านอาจ้อ’ ยังมีสิ่งศักดิ์สิทธ์ที่หลายคนบอกว่ามาไหว้ทีไรเห็นผลทันตา…อันนี้ต้องมาลองดูกันเอง
ระยะทาง 20 กิโลเมตรจากสนามบินภูเก็ตมาถึง ‘บ้านอาจ้อ’ ผมได้ลองนั่งที่นั่งแถวสามก่อนเลยเพราะก่อนหน้านี้เคยลองนั่งมาหลายยี่ห้อละนั่งได้มั้งไม่ได้มั้ง แต่ที่นั่งตอนหลังของ ‘สตาร์เกเซอร์’ สำหรับผมที่มีความสูง 180 เซนติเมตรกับมุดเข้าไปนั่งได้อย่างไม่น่าเชื่อ แถมยังนั่งแบบชิลๆ ในระยะทาง 20 กิโลเมตร ต้องบอกก่อนว่าคันที่ผมนั่งเป็น ‘สตาร์เกเซอร์’ รุ่น Smart 6 ที่มีที่นั่งทั้งหมด 6 ที่นั่งและจุดเด่นของรุ่นนี้คือที่นั่งแถวสองแบ่งเป็นสองที่นั่งแยกกันแบบ Captain Seat ทำให้การเข้าไปนั่งแถวหลังสุดทำได้อย่างง่ายดายโดยไม่ต้องพับเบาะแต่อย่างใดที่นั่งแถวหลังสุดก็มีที่วางของวางแก้วให้ใช้อีกด้วย
จุดต่อไปที่เราจะไปกันก็คงหนีไม่พ้นจุดวิวอ่าวพังงาแบบ 180 องศา ‘เสม็ดนางชี’ เป็นนักท่องเที่ยวมันต้องโดน พึ่งกินมาอิ่มๆ เราจะขับรถทำไม ในจุดที่จะไปต่อเราเลยจองที่นั่งแถวสองไว้ซึ่งเป็นจุดไฮไลท์ของฮุนได ‘สตาร์เกเซอร์’ เพราะเป็นที่นั่งแบบแยกสไตล์ Captain Seat พอได้ลองนั่งแล้วบอกได้เลยว่าฟินสุดๆ ที่นั่งถูกออกแบบมาให้นั่งสบายขนาดของเบาะและพนักพิงมีขนาดใหญ่และนุ่มพนักพิงปรับเอนได้หลายองศา เรียกได้ว่าเป็นที่นั่งที่ดีที่สุดของรถคันนี้เลยก็ว่าได้
ชมวิวกันจนหูตาแฉะก็ได้เวลาเดินทางไปทิ้งพักคืนนี้เราจะไปนอนกันที่โรงแรม เลอ เมอริเดียน เขาหลัก รีสอร์ทแอนด์สปา ระยะทางประมาณ 90 กิโลเมตร เป็นระยะทางที่กำลังดีเหมาะกับการทดลองขับฮุนได ‘สตาร์เกเซอร์’ หลังจากกินแรงเพื่อนร่วมทริปไปพอสมควร
ฮุนได ‘สตาร์เกเซอร์’ เป็นรถเอนกประสงค์ 7 ที่นั่งซึ่งมีรุ่นแยกแบบ 6 ที่นั่งมาให้เลือกกันด้วย ทุกรุ่นย่อยจะมากับครื่องยนต์เบนซิน เทคโนโลยีสมาร์ทสตรีม เอ็มพีไอ ขนาด 1.5 ลิตร (Smartstream 1.5 MPI) ให้กำลังสูงสุด 115 แรงม้า มาพร้อมกับระบบส่งกำลัง เกียร์อัตโนมัติแบบไอวีที (IVT) ความรู้สึกแรกเลยคือพวงมาลัยที่มีน้ำหนักค่อนข้างมากถ้าเทียบกับยี่ห้ออื่นๆ แต่สำหรับผมผมชอบเพราะมันตึงมือดีทำให้มีความมั่นใจในการขับขี่
ถ้าถามว่ารถไซส์นี้กับกำลัง 115 ม้ามันเพียงพอมั้ยส่วนตัวคิดว่ากำลังพอเหมาะเพราะเป็นรถแนวครอบครัวถ้าแรงกว่านี้ผู้โดยสารอาจจะไม่สนุกด้วยแน่ๆ แต่เอาเข้าจริงๆ แล้วถ้าอยากได้ความแรงเร้าใจตอบโจทย์พ่อบ้านสายซิ่ง ‘สตาร์เกเซอร์’ ก็มีโหมดการขับขี่มาให้เลือกใช้ถึง 4 โหมดซึ่งทั้ง 4 โหมดให้อารมณ์ในการขับขี่ที่แตกต่างกันพอสมควร
- อีโค (Eco) ในโหมดนี้ให้การขับขี่แบบสบายๆ ไม่รีบเร่งเน้นประหยัดเหมาะกับการใช้งานในเมืองที่การจารจรข้อนข้างติดขัด
- นอร์มอล (Normal) ในโหมดนี้แนะนำให้ใช้เป็นโหมดแรกในการขับขี่เพื่อเรียนรู้ว่ารถเรามีสมรรถนะแบบไหนจะได้เทียบความแตกต่างกับโหมดอื่นๆ ได้
- สปอร์ต (Sport) โหมดนี้ถูกใจสายซิ่งแน่นอนเพราะใจความจี๊ดจ๊าดในการขับขี่การลากรอบเครื่องแถมหน้าปัดยังเป็นสีแดงดุดันสุดๆ แต่สิ่งที่ต้องแรกคืออัตราสิ้นเปลืองที่จะดุดเดือนมากขึ้นเช่นกัน
- สมาร์ท (Smart) ในโหมดนี้เมื่อได้ลองขับผมขอแนะนำเลยเพราะรถจะปรับเปลี่ยนการตอบสนองแบบอัตโนมัติ ตามพฤติกรรมของผู้ขับขี่ทำให้เราใช้ ‘สตาร์เกเซอร์’ ได้อย่างมีประสิทธิ์ภาพสูงสุด
เส้นทางทางใต้เป็นเส้นทางที่ขับสนุกสวยงามมีทั้งทางโค้งทางชัน ทำให้ได้ลองขับฮุนได ‘สตาร์เกเซอร์’ อย่างเต็มที่และยังได้ทดลองระบบช่วยการขับขี่อย่างฮุนได สมาร์ทเซนส์ ที่ประกอบด้วย (LFA) ช่วยควบคุมรถให้อยู่กลางเลน (LKA) ระบบควบคุมรถในช่องจารจรถ้าเราออกนอกเลนรถจะช่วยดึงกลับเข้ามาในเลน ส่วนในตอนกลางคืนก็ยังมีระบบช่วยเปิดปิดไฟสูงอัตโนมัติอีกด้วย ก่อนเข้าที่พักก็ขอแวะไปชมพระอาทิตย์ตกริมทะเลพังงาซะหน่อย
เช้าวันรุ่งขึ้นก่อนกลับกรุงเทพฯ ไหนๆ เราก็อยู่พังงาแล้วอีกที่ที่ใครๆ ต่างแนะนำให้ไปสักครั้งคือไปล่องเรือดูงูที่ Little Amazon ป่าไทรโบราณ คลองสังเน่ห์ ใครไม่ชอบงูก็ต้องไปเพราะผมไปมาแล้วมันอเมซิ่งเหมือนได้ท่องป่าอเมซอน สวยงามแปลกตา แถมร้อนอีกด้วย แต่ที่แน่ๆ พายเรือไม่เป็นก้ไปได้เพราะเค้ามีเรือพร้อมคนพายค่อยให้บริการ ส่วนคนพายก็เป็นชาวบ้านแถวนั้นที่มีความชำนาญพื้นที่มากๆ สามารถพาเราไปจุดท้ายรูปสวยๆ และแนะมุมกล้องให้เราได้ด้วย ยังไงถ้าไปพังงาก็อย่าพลาดกันนะทุกคน
ฮุนได สตาร์เกเซอร์ พร้อมจำหน่ายแล้วด้วยราคาเริ่มต้น 769,000 บาท หรือใครชอบจัดหนักจัดเต็มก็ไปเล่นรุ่น Smart 6 ที่นั่งราคา 889,000 บาท และในรุ่น Smart 6 เฉพาะตัวถังสีขาวและสีเงินสามารถเท่ขึ้นได้อีกด้วยหลังคาสีดำเพีงหยอดเงินเพิ่มไปอีก 20,000 บาทเท่านั้น อย่ามัวรีรอไปทดลองขับกันได้ที่ศูนย์ฮุนไดใกล้บ้านท่าน…ไปเลย!
ขอขอบคุณ ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) ที่ชวนเรามาผจญภัยในครั้งนี้
GWM คว้า PRCA Thailand Awards 2023
ศุภรางศุ์ อนุชปรีดา ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า “เกรท วอลล์ มอเตอร์ รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ PRCA ให้การยอมรับและเห็นคุณค่าในงานด้านประชาสัมพันธ์ของเรา ในฐานะบริษัทด้านยานยนต์ไฟฟ้าชั้นนำระดับโลกที่พร้อมเดินหน้าสู่การเป็นผู้นำด้านรถยนต์ไฟฟ้าของไทย เราให้ความสำคัญกับงานด้านประชาสัมพันธ์ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในกลยุทธ์หลักของการขับเคลื่อนการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ ในการสร้างการรับรู้ สร้างความเชื่อมั่น และการสร้างแบรนด์ในกลุ่มผู้บริโภคชาวไทย โดยมีบุคคลที่เป็นส่วนสำคัญในการทำประชาสัมพันธ์ซึ่ง เกรท วอลล์ มอเตอร์ ให้ความสำคัญเสมอมา นั่นก็คือ สื่อมวลชนที่ถือเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ ทั้งในด้านความรู้ ความสามารถ รวมถึงมุมมองที่จะช่วยพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการของเราให้ยอดเยี่ยมไปอีกขั้น เกรท วอลล์ มอเตอร์ ขอขอบคุณสื่อมวลชนทุกแขนงที่ให้การสนับสนุนแบรนด์ของเราอย่างอบอุ่นมาโดยตลอดนับตั้งแต่เราเริ่มก้าวเข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทยเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา เราจะพัฒนาคุณภาพและยกระดับกิจกรรมการประชาสัมพันธ์ของเราให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป รวมถึงจะมุ่งมั่นตั้งใจเติมเต็มประสบการณ์การขับขี่ที่ทันสมัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมผ่านผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีใหม่ๆ พร้อมร่วมผลักดันการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานไฟฟ้าในประเทศไทยให้สมบูรณ์มากขึ้น”
ตลอดปี 2565 เกรท วอลล์ มอเตอร์ ให้ความสำคัญกับทุก ๆ กิจกรรมการประชาสัมพันธ์เพื่อเปิดพื้นที่การมีส่วนร่วมระหว่างแบรนด์กับสื่อมวลชนอย่างใกล้ชิด โดยกิจกรรมที่ได้รับรางวัลจาก PRCA ภายใต้แคมเปญ GWM as Thailand’s xEV Leader ประกอบด้วย กิจกรรม GWM TECH IN TREND การจัดกิจกรรมเวิร์คช็อปเพื่ออัปเดตเทรนด์ทางด้านดิจิทัล พฤติกรรมผู้บริโภคแพลตฟอร์มต่าง ๆ ที่กำลังมาแรง รวมถึงเคล็ดลับการสร้างคอนเทนต์ให้โดนใจเพื่อสร้างปฏิสัมพันธ์กับกลุ่มเป้าหมาย กิจกรรม GWM 2nd Brand Anniversary เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบสองปีของการดำเนินงานของเกรท วอลล์ มอเตอร์ ในประเทศไทย ที่เหล่าผู้บริหารได้มีกิจกรรมสุดสนุกร่วมกับสื่อมวลชน รวมถึงการจัดคาราวานรถยนต์ไฟฟ้าสุดเอ็กคลูซีฟไปเยี่ยมสื่อมวลชนถึงหน้าประตูสำนักงาน พร้อมเกมสุดแปลกแหวกแนวและของที่ระลึกสุดประทับใจ กิจกรรม GWM xEV Charity Drive คาราวานยานยนต์ไฟฟ้าการกุศล ที่จัดถึง 2 ครั้งกับการพาสื่อมวลชนร่วมขบวนรถยนต์ไฟฟ้าทุกรุ่นของเกรท วอลล์ มอเตอร์เพื่อไปทำกิจกรรมจิตอาสา ณ มูลนิธิบ้านสงเคราะห์สัตว์พิการ (ในความอุปถัมภ์ของหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน) บางเลน จังหวัดนครปฐมและโรงเรียนวัดเจ้าบุญเกิด จังหวัดอ่างทอง เพื่อส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นให้กับสังคมไทยอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน งานเสวนา “EV & Beyond by GWM” ที่ได้เชิญสื่อมวลชนและผู้เชี่ยวชาญในแวดวงเศรษฐกิจ ยานยนต์ และเทคโนโลยี มาแลกเปลี่ยนมุมมองและประสบการณ์ด้านยานยนต์ไฟฟ้า โอกาสและความท้าทายของยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย รวมถึงสรุปภาพรวมสถานการณ์สำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าทั่วโลก นอกจากนี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ยังจัดกิจกรรมรับฟังเสียงของสื่อมวลชน แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับทีมผู้บริหารระดับสูงของบริษัทฯ ผ่านกิจกรรม GWM Media Think Tank และกิจกรรมสุดประทับใจในช่วงเทศกาลวันแม่ GWM Momory of Love ในการเชิญสื่อมวลชนพร้อมคุณแม่มาร่วมกิจกรรมเพื่อสร้างรอยยิ้ม ความสุขและความทรงจำที่ดีระหว่างกัน ซึ่งทั้งหมดนี้สะท้อนความมุ่งมั่นของเกรท วอลล์ มอเตอร์ที่จะสร้างประสบการณ์ที่ดีกับสื่อมวลชนไปพร้อมกับการตอกย้ำภาพลักษณ์การเป็นผู้นำด้านยานยนต์ไฟฟ้า หรือ xEV Leader ในประเทศไทย
“แคมเปญ ‘GWM as Thailand’s xEV Leader’ ของเกรท วอลล์ มอเตอร์ แสดงให้เห็นถึงความสามารถอันโดดเด่นด้านความคิดสร้างสรรค์ การใช้ข้อมูลเชิงลึกในการวางกลยุทธ์ และความมุ่งมั่นต่อการสร้างบทสนทนาในวงกว้าง ซึ่งสร้างความแตกต่างให้กับ แบรนด์ในฐานะผู้นำในกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้าของไทย โดยการมุ่งเน้นไปที่การทำกิจกรรมเพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งกับสื่อมวลชนและผู้มีส่วนร่วมในภาคส่วนต่าง ๆ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนทัศนคติของสาธารณชน สู่ความเชื่อมั่นในการใช้รถยนต์ไฟฟ้า ไปพร้อม ๆ กับการสร้างความเชื่อมั่นต่อแบรนด์ในฐานะผู้นำด้านยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งผลลัพธ์ก็ได้ประจักษ์ให้เราเห็นผ่านการนำเสนอข่าวในเชิงบวกของสื่อมวลชน และกลุ่มแฟน ๆ ชาวไทยที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของคณะกรรมการ PRCA Thailand Awards 2023 ในการตัดสินและมอบรางวัล สุดท้ายนี้ ผมขอยกย่องการทำงานของทีมงานผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จนี้” มร. เจค็อบ โฮลเดอร์ กรรมการผู้จัดการ The Möbius Agency (TMA)
พิธีมอบรางวัล PRCA Thailand Award 2023 จัดขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อยกย่องและเฉลิมฉลองแคมเปญงานประชาสัมพันธ์ที่โดดเด่นที่สุดในธุรกิจการประชาสัมพันธ์โดยเฉพาะ ซึ่งได้รับการตัดสินโดยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิและมีชื่อเสียงจากเอเจนซี่ด้านการประชาสัมพันธ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อสารมวลชนและวารสารศาสตร์ที่คุ้นเคยกับวัฒนธรรมและพฤติกรรมของผู้บริโภคชาวไทยเป็นผู้ตัดสินรางวัลอย่างยุติธรรม
สมาคมการประชาสัมพันธ์และการสื่อสาร หรือ PRCA ได้ประกาศจัดตั้ง PRCA Thailand เมื่อเดือนตุลาคม 2564 โดย PRCA เป็นองค์กรด้านงานประชาสัมพันธ์ระดับมืออาชีพที่ใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นตัวแทนของผู้เชี่ยวชาญด้านการประชาสัมพันธ์มากกว่า 35,000 คนใน 82 ประเทศทั่วโลก ครอบคลุม 6 ทวีป มีภารกิจเพื่อสร้างสรรค์อุตสาหกรรมประชาสัมพันธ์ที่มีความเป็นมืออาชีพ มีจริยธรรม และมีความสำเร็จมากยิ่งขึ้น PRCA ยังสนับสนุนและยึดหลักการปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมและจรรยาบรรณของนักประชาสัมพันธ์ที่มีการปฏิบัติใช้ทั่วโลก และมุ่งหวังให้สมาชิกปฏิบัติตามมาตรฐานอาชีพขั้นสูงสุด นอกจากนี้ PRCA ได้รวมตัวผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสารด้านประชาสัมพันธ์และการสื่อสาร รวมถึงให้การฝึกอบรม รวบรวมข้อมูลในอุตสาหกรรม และเชื่อมต่อเครือข่าย เหล่านักประชาสัมพันธ์ทั่วโลกไว้ด้วยกัน เพิ่มมูลค่าสูงสุดให้กับสิ่งที่จะส่งมอบให้ลูกค้าและองค์กรต่าง ๆ นอกจากนี้ PRCA ยังเป็นผู้ควบคุมการดำเนินงานของ International Communications Consultancy Organization (ICCO) ซึ่งเป็นองค์กรหลักของสมาคมประชาสัมพันธ์ 41 แห่งและหน่วยงานเอเจนซี่ 3,000 แห่งทั่วโลก และยังสนับสนุนการดำเนินการของ Motor Industry Communicators Association (MICA) อีกด้วย
นับตั้งแต่การเข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทย เกรท วอลล์ มอเตอร์ ในฐานะ “บริษัทที่ให้บริการการขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีระดับโลก (Global Mobility Technology Company)” ได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยมาโดยตลอด รางวัลที่ได้รับจาก PRCA ประเทศไทยในครั้งนี้ ถือเป็นการตอกย้ำความเป็นผู้นำในการสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับตลาดรถยนต์และอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ โดยบริษัท จะยังคงมุ่งมั่นและเดินหน้าพัฒนาธุรกิจเพื่อสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์รถยนต์เทคโนโลยีพลังงานทางเลือกต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นยานยนต์ไฮบริด (Hybrid Electric Vehicle) ยานยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (Plug-in Hybrid Electric Vehicle) ยานยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ (Battery Electric Vehicle) เพื่อส่งมอบประสบการณ์และการบริการที่ดีที่สุดให้แก่ผู้บริโภคชาวไทยภายใต้แนวคิด “New Energy” “New Intelligence” และ “New Experience”
‘Philips Home Entertainment’ ร่วมระเบิดประสบการณ์ Fast X
Fast X (Fast & Furious 10) ภาคต่อของแฟรนไชส์ภาพยนตร์ ‘The Fast’ ซึ่งในภาคนี้เป็นการนําเสนอเรื่องราวอันน่าประทับใจเกี่ยวกับครอบครัว มิตรภาพ ความหลากหลายทางเพศและเชื้อชาติ รวมไปถึงซีนสุดมันส์ของการแข่งรถที่ขาดไม่ได้ ด้วยผลิตภัณฑ์ทีวี OLED Ambilight ซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ของ Philips โดยไลน์อัพผลิตภัณฑ์ทีวีล่าสุดของ Philips มาพร้อมกับเทคโนโลยี Ambilight ซึ่งใช้หลอดไฟ LED อัจฉริยะเพื่อสร้างภาพที่คมชัดและตอบสนองอย่างฉับไว พร้อมสีสันที่สดใสเป็นธรรมชาติจากแสงอันน่าดึงดูดใจ เทคโนโลยี Ambilight เป็นเอกสิทธิ์เฉพาะของ Philips เทคโนโลยี Ambilight นี้มีจําหน่ายเฉพาะในทีวีเรือธงรุ่นล่าสุดของ Philips ได้แก่ ทีวีระดับพรีเมียมรุ่น Philips OLED706 และในรุ่น Philips PUT7906 4K UHD ในราคาที่คุณก็เป็นเจ้าของได้อย่างง่ายดาย
ทีวีรุ่น Philips OLED706 4K Android TV มาพร้อมเทคโนโลยี Ambilight เอกสิทธิ์เฉพาะของ Philips ซึ่งใช้แสงจากหลอดไฟ LED ส่องสว่างจากรอบตัวเครื่องเพื่อสร้างบรรยากาศที่ชวนหลงใหลจากภาพที่คมชัด ให้สีสันสดสวยเป็นธรรมชาติ มีมิติอย่างสมจริงด้วยสีดําสนิท รวมถึงคุณภาพอันเหนือชั้นที่แสดงบนหน้าจอแบบ 4K OLED ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังโปรเซสเซอร์ Quad-Core P5 รุ่นใหม่ ช่วยให้ผู้รับชมเพลิดเพลินไปกับภาพวิดีโอความเร็วสูงของ Dolby Vision และคุณภาพเสียงที่กระหึ่ม ชัดใสในทุกรายละเอียดของ Dolby Atmos ที่นําคุณเข้าไปสู่ฉากการซิ่งรถอันน่าตื่นเต้นของภาพยนตร์ Fast & Furious X ได้อย่างสมจริงราวกับกําลังดูหนังอยู่ในโรงภาพยนตร์
นอกจากนี้ ทีวี Philips OLED706 ยังใช้วัสดุระดับพรีเมียมพร้อมโครงสร้างทีวีทำจากโลหะที่เพรียวบาง มีขาตั้งและรีโมทอะลูมิเนียมที่ออกแบบมาอย่างมีสไตล์ มาพร้อมปุ่ม Ambilight ที่ส่องสว่าง สามารถเปิดใช้งานได้อย่างง่ายดายแม้ภายในที่มืดให้คุณสามารถยกระดับความบันเทิงให้ล้ำหน้าไปอีกขั้น และด้วยฟังก์ชัน Smart Android TV ทำให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงคอนเทนต์ต่าง ๆ ได้อย่างสะดวกสบายผ่านหน้าจอที่ปรับแต่งได้ดั่งใจเพื่อแสดงแอปที่คุณโปรดปราน พร้อมด้วยฟีเจอร์ Play-Fi ที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถขยายประสบการณ์การรับชมภาพยนตร์ได้หลายวิธีผ่านการเชื่อมต่อ Wi-Fi โดยทีวีรุ่น Philips OLED706 มีให้เลือกสองขนาด ได้แก่ หน้าจอขนาด 55 นิ้ว และหน้าจอใหญ่พิเศษขนาด 65 นิ้ว
ทีวีรุ่น Philips PUT7906 4K UHD Android TV นําเสนอเทคโนโลยี Ambilight เอกสิทธิ์เฉพาะของ Philips ในราคาที่เอื้อมถึง ด้วยคุณภาพในระดับ HDR ที่คมชัดและสีสันที่สดใส ให้การรับชมที่น่าดึงดูดใจจากแสงไฟ LED อัจฉริยะจากทุกด้านของทีวีเพื่อสร้างภาพหน้าจอที่ส่องสว่างในทุกมิติ ช่วยยกระดับความบันเทิง HDR ของคุณให้เร้าใจยิ่งขึ้นด้วย Dolby Vision และ Dolby Atmos ที่ให้ภาพที่คมชัดและมีความลึกอย่างแท้จริง ด้วยทีวี Android ของ Philips รุ่นนี้ คุณจะสามารถเข้าถึงคอนเทนต์ที่คุณต้องการได้ตลอดเวลา สามารถปรับแต่งหน้าจอหลักเพื่อแสดงแอปโปรดของคุณ ช่วยให้ง่ายต่อการเริ่มสตรีมภาพยนตร์หรือแสดงภาพต่อจากที่คุณหยุดไว้ได้อย่างราบรื่น ไม่ว่าคุณจะต้องการเล่นเกม ดูเนื้อหาที่สตรีมบน Netflix หรือค้นหาคอนเทนต์และแอปบน Google Play Store คุณเพียงแค่ใช้เสียงสั่งการเท่านั้น เตรียมพร้อมรับประสบการณ์ที่ดีที่สุดในการชมภาพยนตร์ Fast & Furious X ที่กําลังจะมาถึงในห้องนั่งเล่นที่สะดวกสบายของคุณด้วยคุณภาพอันล้ำหน้าจากทีวี Philips PUT7906 นี้เพียงเครื่องเดียวก็เอาอยู่
และเพื่อเป็นการยกระดับประสบการณ์ความบันเทิงภายในบ้านขึ้นไปอีกขั้น Philips เปิดตัวผลิตภัณฑ์เครื่องเสียงไฮไลต์อีกสองรุ่น ซึ่งจะวางจําหน่ายทั่วประเทศไทย นอกเหนือจากผลิตภัณฑ์ทีวีที่เป็นนวัตกรรมใหม่ของ Philips ดังนี้:
ซาวด์บาร์ Philips TAB7807 โดดเด่นด้วยประสิทธิภาพจาก Dolby Atmos ให้การส่งคลื่นเอฟเฟกต์เสียงภาพยนตร์แบบ 3 มิติสมจริงอย่างน่าทึ่ง กระตุ้นประสบการณ์การฟังของคุณ ไม่ว่าจะฟังเพลงโปรดแบบชิลล์ ๆ หรือจะวาร์ปตัวเองเข้าไปในฉากที่ล้อมรอบไปด้วยการเร่งความเร็วของแรงบิดรถแข่งในภาพยนตร์ตระกูล Fast ช่องสัญญาณ 3.1 และซับวูฟเฟอร์ขนาด 8 นิ้วอันทรงพลังของซาวด์บาร์รุ่นนี้ก็สามารถทําให้คุณดื่มด่ำไปกับอรรถรสแห่งเสียงที่ล้ำลึก เต็มอิ่ม และมีชีวิตชีวา มาพร้อมลําโพงทวีตเตอร์พิเศษสองตัวที่ให้เอาต์พุตเสียงที่กว้างไกลขึ้น ช่วยให้คุณสามารถฟังแยกเครื่องดนตรีได้อย่างชัดเจนราวกับกําลังฟังวงออร์เคสตราในห้องโถงแบบกระหึ่มรอบทิศทาง ซาวด์บาร์ Philips รุ่น TAB7807 สามารถเชื่อมต่อเข้ากับ HDMI eARC ซึ่งให้ความเร็วสูงสำหรับการสัมผัสเอฟเฟกต์เสียงอย่างเต็มรูปแบบของฟอร์แมทเสียงขั้นสูง
ด้วยลําโพงปาร์ตี้ Bluetooth รุ่น Philips TAX7207 คุณก็สามารถเริ่มงานปาร์ตี้ที่สนุกได้อย่างสุดเหวี่ยง โดดเด่นด้วยแถบแสงที่เปล่งประกายจากลำโพงเป็นการจําลองเอฟเฟกต์แสงของรถซิ่งต่างๆ ในภาพยนตร์ Fast & Furious X ดื่มด่ำไปกับท่วงทำนองสุดเร้าใจของคุณผ่านลําโพงกึ่งโปร่งแสงที่สร้างไลท์โชว์รอบทิศทางด้วยมุมมองแบบ 360 โดยลําโพงทรงคิวบ์ที่สามารถเชื่อมต่อไมโครโฟนได้ถึงสองตัวเพื่อสนุกไปกับการร้องคาราโอเกะได้นี้ยังให้คุณภาพเสียงที่หนักแน่นและเสียงเบสที่ดังกระหึ่ม มาพร้อมแบตเตอรี่ในตัวที่ช่วยให้คุณย้ายงานปาร์ตี้ออกไปข้างนอกได้นานถึง 12 ชั่วโมงต่อการชาร์จไฟเพียงครั้งเดียว ให้การเชื่อมต่อที่แสนง่ายดายผ่าน Bluetooth, USB หรือ audio-in และยังให้คุณสามารถสตรีมเพลงของคุณไปยังลําโพงหรือแอมป์ตัวอื่นโดยใช้ Line-out socket
พบกับทีวีและเครื่องเสียง Philips ได้ที่ตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศไทย ได้แก่ Home Pro, Power Mall, Power Buy, BigC, Makro, Lotus’s, ส.แสง, LCDTV Thailand, JIB, BeTrend, ห้างสรรพสินค้า, ร้านค้าชั้นนำ, และช่องทางออนไลน์
TIGER x PHANNAPAST เสือสุดคูลจาก ‘ยูน ปัณพัท’
สยามรัฐ สุทธานุกูล Chief Marketing Officer – Cement and Green Solution Business บริษัท ผลิตภัณฑ์และวัตถุก่อสร้าง จำกัด กล่าวว่า “ตราเสือ มุ่งสร้างประสบการณ์ใหม่ พร้อมพาแบรนด์ไปเชื่อมโยงและเข้าถึงไลฟ์สไตล์ของกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่อยู่เสมอ ผ่านการทำ Brand Commerce ฉีกกรอบการเป็นแบรนด์ปูนซีเมนต์ทั่วไป หยิบเอาไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตมาสื่อสารและสร้างเรื่องราวที่น่าจดจำให้กับแบรนด์ในรูปแบบ Collaboration Project ซึ่งที่ผ่านมาได้จับมือกับกลุ่มนักออกแบบชื่อดังมากมาย เพื่อสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ อาทิ คิด-จาก-ถุง โปรเจกต์ กระเป๋าที่คิดและสร้างสรรค์จากถุงปูนซีเมนต์, TIGER X Renim Project แฟชั่น Up Cycle สุดครีเอทที่ยูนีคและเท่ไม่ซ้ำใคร จนได้รับเลือกให้ไปจัดแสดงในงาน LA Fashion Week 2019, TIGER X BangkokTales สินค้าคอลเลกชันเสือ มหาเศรษฐี รับตรุษจีน เป็นต้น ซึ่งทุกโปรเจกต์ได้รับการตอบรับที่ดีเกินความคาดหมาย ล่าสุด ส่งแบรนด์เสือไลฟ์สไตล์ จับมือคุณยูน ปัณพัท ศิลปินและอิลลัสเตรเตอร์ไทยที่น่าจับตามองแห่งยุค ที่มีผลงานการออกแบบสุดโดดเด่นและเป็นที่ยอมรับในระดับโลก มาร่วมสื่อสารแบรนด์ตราเสือในมุมมองใหม่ผ่าน โปรเจกต์ TIGER x PHANNAPAST”
ยูน ปัณพัท เตชเมธากุล ศิลปินและอิลลัสเตรเตอร์ไทย ผู้ออกแบบคอลเลกชัน Beware of TIGER กล่าวว่า “Beware of TIGER นับเป็นคอลเลกชันแรกที่ยูนได้นำเอกลักษณ์และลวดลายการออกแบบของตัวเองมาสร้างสรรค์
แฟชั่นไลฟ์สไตล์ไอเทมที่มีความเรียบง่าย ไม่สลับซับซ้อน โดยโจทย์ของโปรเจกต์นี้คือ การนำเอาความน่าไว้วางใจและเชื่อถือได้ของแบรนด์ตราเสือมาถ่ายทอดผ่านงานดีไซน์ ซึ่งปกติยูนจะชอบออกแบบโดยใช้แรงบันดาลใจจากเรื่องราวที่อยู่รอบ ๆ ตัว หรือสิ่งที่สนใจในขณะนั้น จึงได้นำเอา ‘เสือ’ ซึ่งเป็นคาแรกเตอร์และโลโก้ของแบรนด์มาถ่ายทอดด้วยมุมมองใหม่ ภายใต้คอนเซปต์ ‘เสือลายพาดกลอน’ เพราะเชื่อว่าทุก ๆ คนจะมีคาแรกเตอร์ของความเป็นเสือซ่อนอยู่ในตัวเอง เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งงานออกแบบที่สนุกและท้าทายมากเลยค่ะ”
โดยได้ออกแบบคาแรกเตอร์ของเสือและอาร์ตเวิร์กต่าง ๆ ให้มีความแข็งแรงของปูนตราเสือ แต่ยังมีกลิ่นอายและเอกลักษณ์ของเราผสมผสานอยู่ในทุกส่วน อาทิ คาแรกเตอร์ตัวเสือ, ดอกไม้, Beware of TIGER และองค์ประกอบอื่น ๆ พร้อมเพิ่มความพิเศษด้วยการใช้เทคนิคที่หลากหลายประกอบเข้าด้วยกัน ทั้งการปัก การคัตติ้ง และการวางลายพิมพ์ ซึ่งคอลเลกชันนี้ มีผลิตภัณฑ์ออกมารวม 30 ไอเทม ไม่ว่าจะเป็น เสื้อผ้า กระเป๋า หมวก กระบอกน้ำ และอีกมากมาย ซึ่งทุกคนสามารถใช้และใส่ได้ในทุกวัน รวมถึงนำไปมิกซ์แอนด์แมทช์เพิ่มความสนุกในการแต่งตัวได้อย่างหลากหลาย โดยสินค้าไฮไลต์ในคอลเลกชันนี้ ประกอบด้วย
- ชุดเซ็ตฮู้ดดี้และกางเกงจ็อกเกอร์ (#WEreTiger Hoodie and Jogger Set)
เสื้อฮู้ดดี้สีเทาอ่อนและกางเกงวอร์มขาจั๊มเข้าชุด โดดเด่นด้วยลวดลายหางเสือสุดชิค เนื้อผ้าใส่สบาย สามารถใส่เข้าเช็ต หรือนำไปแมทช์กับเสื้อและกางเกงอื่น ๆ ได้ตามสไตล์ : ฮู้ดดี้ราคา 790 บาท กางเกงจ็อกเกอร์ ราคา 790 บาท
- แจ็กเก็ตยีนส์ (#BEWEAR OF TIGER Jacket)
ไอเทมสุดคลาสสิกที่นำมาเพิ่มลูกเล่นด้วยดีเทลลายปักอาร์ตเวิร์ก เปลี่ยนแจ็กเก็ตยีนส์ธรรมดาให้ดูสนุก ขี้เล่นมากขึ้น นำมาแมทช์กับลุคไหนก็ปัง : ราคา 1,590 บาท
- หมวกแก๊ปยีนส์ (#WEreTiger Cap)
แอกเซสซอรีเพิ่มความสนุกให้กับลุคต่าง ๆ ได้ไม่มีเบื่อ ด้วยหมวกแก๊ปยีนส์ 2 สไตล์ ได้แก่ หมวกแก๊ปยีนส์และหมวกแก๊ปยีนส์แบบมีหู ที่ปักด้วยอาร์ตเวิร์กหน้าเสือ : ราคา 390-490 บาท
- กระบอกน้ำ (#WEreTiger Tumbler)
กระบอกน้ำ Tumbler โชว์และเก็บอุณหภูมิ ขนาด 500 มล. สีเขียวอ่อนและเขียวเข้ม โทนสีที่กำลังมาแรง เพิ่มความเก๋ด้วยลายหางเสือสีขาวดำ วัสดุแข็งแรง น้ำหนักเบา พกพาไปใช้ในชีวิตประจำวันอย่างง่ายดาย : ราคา 490 บาท
- กระเป๋าโท้ทผ้าไนลอนและกระเป๋าโท้ทขนฟู (#WEreTiger Tote and Fur Tote)
เพิ่มสีสันให้กับลุคในแต่ละวันด้วยกระเป๋าโท้ทปักด้วยอาร์ตเวิร์กหน้าเสือ 2 สไตล์ ได้แก่ กระเป๋าโท้ทผ้าไนลอนสีเขียวเหนี่ยวใจ เรียบแต่เก๋ และกระเป๋าโท้ทผ้าแบบขนฟู เพิ่มความมุ้งมิ้งน่ารัก มีให้เลือก 3 สี (เขียว/ ชมพู/ ม่วง) : ราคา 1,190 บาท
โดยคอลเลกชันพิเศษนี้จะเริ่มวางจำหน่ายครั้งแรกที่งานสถาปนิก’66 และช่องทางออนไลน์ Tiger Cement Shop บนShopee และ Lazada ตั้งแต่วันที่ 8 พฤษภาคมนี้เป็นต้นไป พร้อมวางแผนขยายการจำหน่ายไปยังกลุ่มนักท่องเที่ยวรับการเปิดประเทศต่อไป
#ปูนเสือเชื่อถือได้ #TIGERLIFESTYLE #BEWEAROFTIGER #WEreTiger #Phannapast
ปลุกความแรงคนพันธ์ุ ///M
อีกไฮไลท์ คือ ‘The New BMW M2’ เล็กพริกขี้หนูสุดจี๊ดที่มาพร้อมรูปลักษณ์ใหม่ ตัวถัง
เน้นเหลี่ยมสันและมีความกว้างมากกว่า บีเอ็มดับเบิลยู 2 Series อย่างเห็นได้ชัด และนับเป็นครั้งแรก ที่มาพร้อมหลังคาคาร์บอนไฟเบอร์ เร้าใจทุกเส้นทาง กับขุมพลังเบนซิน
M TwinPower Turbo 6 สูบแถวเรียง 3.0 ลิตร 460 แรงม้า ส่งกำลังสู่ล้อคู่หลัง ผ่านเกียร์ M Steptronic Sport with Drivelogic 8 จังหวะ อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ภายใน 4.1 วินาที ความเร็วสูงสุด 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
สมปราชญ์ โบสุวรรณ รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายขายและการตลาด บริษัท มิลเลนเนียม ออโต้ กรุ๊ป จำกัด เผยว่า “มิลเลนเนียม ออโต้ เป็นหนึ่งใน ‘M Dealer’ ที่ได้รับการแต่งตั้งจาก บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย ให้เป็นผู้จำหน่ายรถยนต์ บีเอ็มดับเบิลยู สายพันธุ์ M และ M Performance อย่างเป็นทางการในประเทศไทย โดยงานนี้จัดขึ้นสำหรับผู้ชื่นชอบยนตรกรรมพันธุ์แรง บีเอ็มดับเบิลยู สายพันธุ์ M โดยนำสองรุ่นไฮไลท์ คือ The First-Ever BMW XM และ The New M2 Coupe รวมถึงรถยนต์ บีเอ็มดับเบิลยู M Performance อีกหลายรุ่น มาให้ลูกค้าได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด”
และในวันที่ 6-7 พฤษภาคม มิลเลนเนียม ออโต้ กรุ๊ป ยังเปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจมาร่วมทดสอบรถยนต์ บีเอ็มดับเบิลยู หลากหลายรุ่น ทั้งยนตรกรรมสมรรถนะสูงในตระกูล M Performance, รถยนต์พลังงานไฟฟ้าแบบ Fully Electric (EV) และ Plug-in Hybrid หลากรุ่น อาทิ 750e M Sport, iX xDrive40 Sport, iX3 M Sport และ M 340i xDrive ภายในงาน ‘Exclusive Test Drive by Millennium Auto’ ที่แฟลกชิปโชว์รูม บีเอ็มดับเบิลยู มิลเลนเนียม ออโต้ พัฒนาการ-ศรีนครินทร์
สอบถามเพิ่มเติมโทร. 1286 Millennium Auto Connect
*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด
“Keep your Benz, always Mercedes-Benz” คืนสภาพ “เบนซ์” เหมือนวันแรกที่ใช้งาน!
เมอร์เซเดส–เบนซ์ (ประเทศไทย) ส่งแคมเปญ “Keep your Benz, always Mercedes-Benz” เอาใจลูกค้าด้วยการมอบประสบการณ์การบริการที่ดีที่สุดที่จะทำให้ลูกค้าทุกคนสามารถคงประสิทธิภาพสูงสุดของรถยนต์เมอร์เซเดส–เบนซ์ให้ได้เหมือนวันแรกที่ใช้ พร้อมตอบโจทย์ความมุ่งมั่นในที่จะมอบบริการหลังการขายที่ดีเยี่ยมแก่ผู้ที่ครอบครองรถยนต์เมอร์เซเดส–เบนซ์ทุกรุ่น
สำหรับแคมเปญ “Keep your Benz, always Mercedes-Benz” มาพร้อมข้อเสนอพิเศษที่มีทั้งส่วนลดและสิทธิพิเศษที่ลูกค้าทุกคนจะได้รับเมื่อนำรถยนต์เข้ารับบริการที่ศูนย์บริการเมอร์เซเดส–เบนซ์ อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 2 พฤษภาคม 2566 – 30 มิถุนายน 2566 โดยมีรายละเอียดดังนี้
สิทธิพิเศษที่ 1: รับส่วนลดค่าอะไหล่กลุ่มบำรุงรักษาและกลุ่มอะไหล่สึกหรอที่ร่วมรายการ (ไม่รวมอะไหล่ StarParts) ตามอายุรถดังต่อไปนี้
– ส่วนลด 25% สำหรับรถยนต์อายุ 3-5 ปี
– ส่วนลด 30% สำหรับรถยนต์อายุมากกว่า 5-8 ปี
– ส่วนลด 35% สำหรับรถยนต์อายุมากกว่า 8 ปี
– ยกเว้นผลิตภัณฑ์ของเหลว
สิทธิพิเศษที่ 2: สำหรับรถยนต์ทุกรุ่นเมื่อนำรถเข้ารับบริการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง
– รับฟรี MB Oil 1 ลิตรทันที
– รับฟรี MB Oil เพิ่มอีก 1 ลิตร รวมเป็น 2 ลิตร เมื่อมียอดค่าใช้จ่าย ตั้งแต่ 35,000 บาท ขึ้นไป
สิทธิพิเศษที่ 3: สำหรับผู้ถือบัตรเครดิต Citi Mercedes เลือกแบ่งชำระนาน 6 หรือ 10 เดือนด้วยดอกเบี้ย
0 % เมื่อมียอดค่าใช้จ่ายผ่านศูนย์บริการฯ ตั้งแต่ 25,000 บาท ขึ้นไป/เซลล์สลิป (ไม่รวม VAT)
สิทธิพิเศษที่ 4: สมาชิก MBSP ที่มีโปรแกรม Easy Care หรือ Ultimate เมื่อนำรถเข้ารับบริการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง รับฟรี กระเป๋า Mercedes-Benz Shopping Bag มูลค่า 1,583 บาท จำนวน 1 ใบ
สอบถามข้อมูลและเงื่อนไขเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการเมอร์เซเดส–เบนซ์ อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ หรือผ่านช่องทางออนไลน์ที่ www.mercedes-benz.co.th และนัดหมายเข้ารับบริการออนไลน์ได้ที่ http://mb4.me/TH_OAB ทั้งนี้ เงื่อนไขให้เป็นไปตามที่บริษัทฯ และศูนย์บริการเมอร์เซเดส–เบนซ์ อย่างเป็นทางการกำหนด
** บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์สำหรับลูกค้าที่ซื้อรถยนต์เมอร์เซเดส–เบนซ์จากผู้จำหน่ายฯอย่างเป็นทางการเท่านั้น
#KeepYourBenzAlwaysMercedesBenz #MercedesBenzThailand #MBThAfterSales
เผยโฉมหรูหราสายลุย THE NEW RANGE ROVER SPORT ครั้งแรกในไทย!
บริษัท อินช์เคป (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์จากัวร์และแลนด์โรเวอร์อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย เปิดตัวรถยนต์ The New Range Rover Sport (เรนจ์ โรเวอร์ สปอร์ต ใหม่) จำหน่ายในรุ่น Dynamic SE Plug-In Hybrid 510PS ราคา 8,599,000 บาท พร้อม Range Rover Care นาน 5 ปี ประกอบด้วย การรับประกันคุณภาพ บริการบำรุงรักษาตามระยะ และบริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนน 24 ชั่วโมง ระยะเวลา 5 ปี เลือกซื้อรถยนต์ผ่านระบบออนไลน์ได้แล้ววันนี้ที่ www.landrover.co.th
Range Rover Sport โฉมใหม่ผสมผสานความมั่นใจในสมรรถนะการขับขี่บนท้องถนน เข้ากับความเหนือชั้นในคุณภาพของตราสัญลักษณ์ Range Rover ที่มาพร้อมกับการออกแบบที่ล้ำสมัยและความสะดวกสบายที่เชื่อมต่อถึงกัน ให้สมรรถนะการทำงานแบบไดนามิกขั้นสูงสุด ด้วยชุดระบบส่งกำลังที่ทรงพลังและมีประสิทธิภาพ P510e Plug-In Hybrid รูปแบบใหม่ได้รับการออกแบบทางวิศวกรรมเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ขับขี่ในการขับขี่ที่มีสมรรถนะสูง ด้วยประสิทธิภาพที่น่าประทับใจของรถ EV ในการปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ได้มากกว่า 100 กม. ของระยะทางการขับขี่ เครื่องยนต์เบนซิน Ingenium 6 สูบ 3.0 ลิตร ของ Land Rover ผสมผสานเข้ากับมอเตอร์ไฟฟ้ากำลังแรง 105kW และแบตเตอรี่ 38.2kWh ได้อย่างลงตัว ทำให้ได้กำลังขับทั้งระบบอยู่ที่ 510 แรงม้า อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 5.4 วินาที ระยะการขับขี่ด้วยไฟฟ้าสูงสุด 113 กม. และระยะการขับขี่จริงที่คาดไว้คือ 88 กม. ซึ่งเพียงพอสำหรับเจ้าของรถส่วนใหญ่ที่จะทำได้ถึง 75 เปอร์เซ็นต์ของการเดินทางด้วยพลังงานไฟฟ้า1 โดยมีการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เพียง 18 กรัม/กม.2 สำหรับการเดินทางไกล ระบบจะส่งกำลังปลั๊กอินไฮบริดที่ให้ระยะทางรวม 740 กม. ของการขับขี่ด้วยระบบเบนซินและไฟฟ้า
รูปลักษณ์ภายนอกที่หรูหรานั้นแสดงให้เห็นถึงความเป็น Range Rover Sport ได้อย่างไร้ที่ติ ด้วยพื้นผิวที่ทรงพลัง รูปทรงที่โดดเด่น และคุณสมบัติเฉพาะตัวที่ใครก็สามารถจดจำได้ทันทีที่เห็น ด้วยระยะยื่นจากล้อที่สั้น บริเวณด้านหน้าดูโฉบเฉี่ยว และกระจกมีระดับความลาดเอียงเหมาะสมของทั้งบริเวณด้านหน้าและด้านหลังของรถ กระจังหน้าและชุดไฟ Digital LED ดีไซน์ใหม่ที่เฉียบคม ช่วยสร้างเอกลักษณ์ของ Daytime Running Light ให้ดูโดดเด่นยิ่งขึ้น องค์ประกอบสีตัวถังแบบแบ่งครึ่งตามแนวนอนที่ทำให้ตัวรถดูกว้างยิ่งขึ้น เสริมด้วยการใช้สีดำในการเพิ่มรายละเอียด ด้านหลังของรถสลักลายที่ประตูท้ายช่วยเติมเต็มความสมบูรณ์ กราฟิกไฟ LED ที่ไม่ขาดตอนสะท้อนให้เห็นถึงการนำเทคโนโลยี LED เผยให้เห็นถึงรูปลักษณ์ที่มีความร่วมสมัยได้อย่างชัดเจนแม้ในเวลากลางคืน ลายเส้นที่ดูสะอาดตาภายนอกตัวรถได้รับการเสริมรายละเอียดด้วยการเคลือบเงาเพื่อความสง่างาม มือจับประตูได้รับการออกแบบใหม่ให้ดูซ่อนเร้น มาพร้อมกับหลังคาที่เชื่อมด้วยเลเซอร์ที่เผยให้เห็นถึงรูปลักษณ์ที่แม่นยำทางด้านเทคนิค และการผสมผสานรายละเอียดที่ซับซ้อนได้อย่างลงตัว เทคโนโลยีที่เอื้อต่อการออกแบบเหล่านี้มีส่วนช่วยให้ประสิทธิภาพของระบบแอโรไดนามิกมีความยอดเยี่ยมยิ่งขึ้น โดย Range Rover Sport โฉมใหม่นี้มีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอยู่ที่ระดับ 0.29 เท่านั้น
การตกแต่งภายในแบบใหม่ทั้งหมด ด้วยเทคโนโลยี Range Rover Command Driving Position เพื่อความสมดุลของความสง่างาม ห้องโดยสารที่ดูเหมือนห้องนักบินสร้างประสบการณ์ในการขับขี่แบบไดนามิกด้วยทัศนวิสัยที่ยอดเยี่ยม ในขณะเดียวกันก็สร้างความท้าทายให้ผู้ขับขี่ด้วยคอนโซลกลางที่ลาดเอียงในแนวสูงและเทคโนโลยีที่ทำให้ทุกการขับขี่ง่ายและสะดวกยิ่งขึ้น ระบบอินโฟเทนเมนท์ Pivi Pro หน้าจอสัมผัสแบบโค้ง และมีความละเอียดสูงขนาด 13.1 นิ้ว สามารถควบคุมทุกการใช้งาน ตั้งแต่การนำทางไปจนถึงการตั้งค่าสื่อและยานพาหนะ ระบบจะเรียนรู้พฤติกรรมของผู้ขับขี่และมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ดีเยี่ยม เป็นเสมือนผู้ช่วยส่วนตัวที่รอบรู้และใช้งานได้ง่าย ช่วยลดความจำเป็นที่ผู้ขับขี่จะต้องละสายตาจากถนน
ระบบ Cabin Air Purification Pro รุ่นล่าสุดพร้อมสร้างและรักษาสภาพแวดล้อมการขับขี่ที่สมบูรณ์แบบ ระบบนี้ผสมผสานคุณสมบัติในการกรองฝุ่น PM2.5 และเทคโนโลยี nanoeTM X เพื่อลดกลิ่นอับ แบคทีเรีย และสารที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้ รวมไปถึงไวรัส SARS-CoV-23 อุปกรณ์ nanoeTM X ตัวที่สองได้รับการติดตั้งไว้ในบริเวณแถวที่สองเพื่อให้คุณภาพอากาศที่สม่ำเสมอทั่วทั้งห้องโดยสาร และฟังก์ชันการจัดการคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ภายในห้องโดยสารก่อนการเดินทางหรือแม้ขณะขับรถ ทำให้มั่นใจได้ถึงการตื่นตัวที่เพิ่มมากขึ้นในทุกการขับขี่ และสุขภาพที่ดียิ่งขึ้นสำหรับผู้โดยสารทุกคน พร้อมทั้งติดตั้งระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูงรุ่นล่าสุดที่เรียกว่า Advanced Driver Assistance Systems (ADAS) ที่เน้นไปที่ความปลอดภัยในการขับขี่ ระบบเบรกฉุกเฉิน กล้อง 3D รอบทิศทาง รวมถึงเซ็นเซอร์จอดรถด้านหน้าและด้านหลัง ระบบ Wade Sensing ระบบ ClearSight Ground View4 และไฟเลี้ยวที่มีระบบควบคุมการขับขี่อัตโนมัติ ระบบตรวจสอบสภาพคนขับ ระบบช่วยเหลือการขับขี่ในเลน และระบบจดจำป้ายจราจร
Range Rover Sport โฉมใหม่นำเสนอเทคโนโลยีของแชสซียานยนต์ที่ล้ำหน้ากว่าที่เคยมีมา ความแข็งแกร่งของสถาปัตยกรรมโลหะผสมที่มีความยืดหยุ่น MLA-Flex ช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งในการบิดได้สูงกว่า Range Rover Sport รุ่นก่อนหน้านี้ถึง 35 เปอร์เซ็นต์ ระบบ Dynamic Response Pro ทำงานควบคู่กับระบบ Dynamic Air Suspension เจนเนอเรชั่นล่าสุด ซึ่งถือเป็นการเปิดตัวสปริงลมแบบปรับระดับได้เป็นครั้งแรก ให้การควบคุมการหมุนขั้นสูงสุดผ่านระบบควบคุมการหมุนด้วยพลังงานแอคทีฟอิเล็กทรอนิกส์ 48 โวลต์ ซึ่งสามารถใช้แรงบิดได้สูงสุดถึง 1,400Nm ในแต่ละเพลา เพื่อสร้างประสบการณ์การขับขี่อย่างมั่นใจ รวมไปถึงการควบคุมตัวถังและความนุ่มนวลในการเข้าโค้งที่เหนือระดับ
ระบบ Dynamic Air Suspension ได้รับการติดตั้งใน Range Rover Sport ทุกคัน โดยระบบอัจฉริยะนี้ยังช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับระบบกันสะเทือน ระบบนี้ทำงานโดยการปรับแรงดันของกระบอกโช้คให้สอดคล้องกับพื้นผิวถนน และความลาดชัน เพื่อมอบความสะดวกสบายที่เป็นต้นแบบของ Range Rover รถรุ่นนี้ยังมาพร้อมกับระบบตรวจสอบทิศทางของถนนข้างหน้า โดยใช้ระบบข้อมูลการนำทางที่เรียกว่า eHorizon เพื่อทำงานให้สอดคล้องกับระบบช่วงล่าง ที่ต้องปรับสภาพให้เป็นไปตามข้อมูลล่วงหน้าที่ได้รับจากระบบ หรือเมื่อต้องเข้าโค้งในระยะที่ใกล้เข้ามา เทคโนโลยี Adaptive Dynamics ช่วยเพิ่มความสามารถแบบไดนามิกด้วยการควบคุมอย่างต่อเนื่องของระบบ Active Twin Valve Dampers เพื่อช่วยลดการเคลื่อนไหวที่ไม่จำเป็นของร่างกายผู้ขับขี่ ระบบนี้ยังสามารถตรวจสอบปัจจัยภายนอกได้สูงถึง 500 ครั้งต่อวินาที เพื่อให้การตอบสนองที่สมบูรณ์แบบและสอดคล้องกับเทคโนโลยีอื่นๆของแชสซี อีกทั้งยังเพิ่มความคล่องตัวในการขับขี่ได้อย่างแม่นยำและลงตัว
ความคล่องตัวในการเข้าโค้งของ Range Rover Sport โฉมใหม่นี้ยังช่วยยกระดับการขับขี่ไปอีกขั้นด้วยระบบ All-Wheel Steering ระบบ Torque Vectoring by Braking และระบบ Electronic Active Differential ซึ่งเป็นระบบบังคับเลี้ยวขั้นสูง ระบบ All-Wheel Steering ช่วยให้การบังคับเลี้ยวของล้อหลังทำมุมตรงกันข้ามกับล้อหน้า ได้สูงสุดถึง 7.3 องศา เพื่อลดวงเลี้ยวให้แคบลงในความเร็วต่ำและทำมุมขนานกับล้อหน้าเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเข้าโค้งในช่วงเวลาที่ขับขี่ด้วยความเร็วสูง ระบบนี้ทำให้ Range Rover Sport โฉมใหม่สามารถสร้างวงเลี้ยวได้เสมือนกับรถประเภทแฮทช์แบคและมีความคล่องตัวบนท้องถนนเสมือนรถยนต์ขนาดเล็ก
ระบบแชสซียานยนต์ที่ดีที่สุดของ Range Rover Sport โฉมใหม่นี้ยังรวมไว้ซึ่งระบบ Dynamic Response Pro ระบบ All-Wheel Steering ระบบ Electronic Active Differential และระบบ Torque Vectoring by Braking สร้างความประทับใจในการขับขี่ทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการขับขี่บนท้องถนนที่มีสภาพพื้นผิวปกติหรือบนเส้นทางแบบออฟโรดที่ยากลำบาก ระบบ Terrain Response 2® ล่าสุดของ Land Rover ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการขับขี่แบบออฟโรดโดยใช้วิธีการตั้งค่าที่เหมาะสมที่สุดเพื่อการขับขี่ในสภาพภูมิประเทศที่มีความแตกต่างได้อย่างชาญฉลาด ระบบ New Adaptive Off-Road Cruise Control ได้รับการเปิดตัวครั้งแรกกับ Range Rover Sport โฉมใหม่ ซึ่งช่วยให้ผู้ขับขี่ท่องไปในสภาพภูมิประเทศที่เต็มไปด้วยความยากลำบากได้อย่างราบรื่น และยังคงไว้ซึ่งประสิทธิภาพในการขับขี่ที่สมบูรณ์แบบแม้สภาพพื้นผิวถนนจะมีความแตกต่าง
ชาญชัย มหันตคุณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินช์เคป (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “Range Rover Sport โฉมใหม่ที่โดดเด่นเป็นพิเศษนี้สร้างมาตรฐานใหม่ในฐานะสุดยอดรถ SUV แนวสปอร์ตหรูหรา โดยต่อยอดความสำเร็จในการดึงดูดใจลูกค้าที่ไม่เหมือนใครมาเป็นเวลากว่า 17 ปี นี่คือรูปโฉมล่าสุดที่ได้รับการคิดค้นมาจากวิสัยทัศน์ในการสร้างรถยนต์ที่มีความหรูหราทันสมัยและเป็นที่ต้องการมากที่สุดในโลก โดยผสมผสานมิติใหม่ของความยั่งยืนเข้ากับคุณสมบัติเฉพาะตัวที่ทำให้ Range Rover Sport ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก”
ร่วมสัมผัสและทดลองขับ Range Rover Sport โฉมใหม่ ได้ที่โชว์รูมรถยนต์แลนด์โรเวอร์ พระราม 4 และศูนย์การค้าสยามพารากอน ชั้น 2 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 02-666-7500
———————-
1ประมาณการของผู้ผลิต เวลาในการชาร์จจริงอาจแตกต่างกันไปตามสภาพแวดล้อมและสถานที่ชาร์จที่มี
2ตัวเลขที่ระบุเป็นผลจากการทดสอบอย่างเป็นทางการของผู้ผลิตตามกฎหมายอนุพันธ์ของกฎหมาย EU WLTP ที่จะแสดงให้เห็นเมื่อแบตเตอรี่ได้รับการชาร์จจนเต็ม เพื่อวัตถุประสงค์ในการเปรียบเทียบเท่านั้น ตัวเลขในโลกแห่งความเป็นจริงอาจแตกต่างออกไป ค่าคาร์บอนไดออกไซด์ ค่าการประหยัดเชื้อเพลิง ค่าการใช้พลังงาน และค่าตัวเลขระยะทางอาจแตกต่างกันไปตามปัจจัยต่างๆ เช่น รูปแบบการขับขี่ สภาพแวดล้อม น้ำหนักบรรทุก การติดตั้งล้อ อุปกรณ์เสริมที่ติดตั้ง เส้นทางจริง และสภาพของแบตเตอรี่ ตัวเลขระยะทางอิงตามยานพาหนะที่ผลิตจำหน่ายตลอดเส้นทางที่เป็นมาตรฐาน ควรทำการชาร์จรถที่บ้านเท่านั้น โดยอิงตามข้อมูลความเป็นเจ้าของที่อาจไม่ระบุชื่อลูกค้าของ Range Rover
3Texcell research, ของปี 2020 ดำเนินการและจัดทำโดย Panasonic
4ระบบ ClearSight GroundView ทำงานด้วยกล้อง 360 องศา แบบรอบทิศทาง ภาพจะไม่แสดงสด ตรวจสอบสภาพแวดล้อมเพื่อความปลอดภัย คุณสมบัติเสริม ภายใต้ข้อบังคับของแต่ละท้องที่ สำหรับกระจกมองหลังภายใน หรือ ClearSight Interior Rear View Mirror หากผู้ใช้ระบบ Bifocal หรือ Varifocal ไม่สามารถปรับโฟกัสของภาพแบบดิจิทัลได้ สามารถเปลี่ยนกลับเป็นโหมดกระจกมองหลังแบบปกติได้ทุกเมื่อ
ฟอร์ด ไทยแลนด์ เรซซิ่ง ฉลองเปิดฤดูกาล ‘ไทยแลนด์ ซูเปอร์ ซีรีส์ 2023’ คว้า 11 รางวัล
ทีมฟอร์ด ไทยแลนด์ เรซซิ่ง หรือ FTR คว้า 11 รางวัลในนัดเปิดฤดูกาลของการแข่งขัน ไทยแลนด์ ซูเปอร์ ซีรี่ส์ 2023 หลังเปิดตัวรถแข่ง ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ ซึ่งฟอร์ด เรนเจอร์ กวาดไป 7 รางวัล ขณะที่ฟอร์ด มัสแตง ครอง 4 รางวัล จากการแข่งขันสนามที่ 1 และ 2 บนสนามช้างอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ เมื่อวันที่ 22 – 23 เมษายน 2566
ในการแข่งขันรถกระบะรายการไทยแลนด์ ซูเปอร์ ปิกอัพ สนามแรก แจ็ค เลมวาร์ด จากทีมออโรร่า ฟอร์ด ไทยแลนด์ เรซซิ่ง โชว์ลีลาการขับขี่เร้าใจ พาฟอร์ด เรนเจอร์ หมายเลข 41 คว้าอันดับ 3 ในคลาสเอ และอันดับ 5 Overall มาครองได้สำเร็จ ส่วนในสนามที่ 2 แจ็คยังโชว์ทักษะการขับได้อย่างมีชั้นเชิง เบียดแซงคู่แข่งขึ้นมาจบในอันดับ 2 คลาสเอ และอันดับ 2 Overall
ด้านแซนดี้ เคราแก้ว สตูวิค จากทีมเดียวกัน พาฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ เปิดตัวบนสนามแข่งเป็นครั้งแรกในหมายเลข 3 โดยรถตกแต่งด้วยสีน้ำเงินและลวดลายที่แสดงดีเอ็นเอของฟอร์ด เพอร์ฟอร์มานซ์ อย่างโดดเด่น โดยในสนามที่ 2 แซนดี้ตีตื้นจากกริดสตาร์ทอันดับที่ 19 มาจบการแข่งขันในอันดับที่ 9 Overall และครองโพเดียมในตำแหน่งที่ 5 คลาสเอ ได้ในที่สุด
สำหรับรถฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ อีกหนึ่งคัน ตกแต่งด้วยสีขาวสะดุดตา ในหมายเลข 22 ขับโดยธนวัฒน์ สุวรรณรัตน์ หรือ ‘โต้ง สตั๊นท์’ ภายใต้ทีมฟอร์ด ซีอาร์อี สุภาวุฒิ ลิควิโมลี่ เรซซิ่ง โดยโต้งออกตัวในอันดับที่ 13 และเร่งขึ้นมาเกาะกลุ่มผู้นำได้อย่างเหนียวแน่นในช่วงท้าย จบการแข่งขันเข้าเส้นชัยในอันดับ 4 คลาสเอ และอันดับ 5 Overall อย่างสวยงาม
“จุดเด่นของรถฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ ที่แซนดี้ใช้ในการแข่งขันครั้งนี้คือช่วงล่าง การเกาะถนน และระบบแอโรไดนามิกส์ ที่ดีเยี่ยม ผมดีใจที่เก็บคะแนนให้กับทีมได้ตั้งแต่ในสนามแรก และที่สำคัญ ทีมงานยังเก็บข้อมูลเพิ่มเติมได้อีกเยอะมากเพื่อนำมาพัฒนาให้รถมีความพร้อมมากขึ้นในสนามหน้า ผมมั่นใจว่าเราจะทำผลงานได้ดีขึ้นอีกอย่างแน่นอน” แซนดี้ สตูวิค กล่าว
ส่วนการแข่งขันรุ่นไทยแลนด์ ซูเปอร์คาร์ จีทีซี นักแข่งแจ็ค เลมวาร์ด ในรถฟอร์ด มัสแตง หมายเลข 44 ทำคะแนนได้อย่างดีเยี่ยม และเข้าเส้นชัยได้ในอันดับ 2 หลังจากการดวลความเร็วบนสนามแรกอย่างร้อนแรง อย่างไรก็ตาม ในการแข่งสนามที่ 2 เจย์ลิน โรโบแธม นักแข่งรุ่นใหม่ไฟแรงชาวออสเตรเลียนจากทีมเดียวกัน แสดงผลงานได้อย่างเหนือชั้น ขับฟอร์ด มัสแตง หมายเลข 88 เข้าเส้นชัยได้เป็นคันแรก คว้าอันดับ 1 ไปครองได้สำเร็จ ขณะที่แจ็ค เลมวาร์ด ขับฟอร์ด มัสแตง หมายเลข 44 เข้าเส้นชัยตามเข้ามาติดๆ เป็นอันดับ 2 ทำให้ทีมฟอร์ด ซีอาร์อี ลาโนเทค เฮลล์ เรซซิ่ง ได้รับถ้วยรางวัลชนะเลิศในประเภททีมควบไปอีก 1 รางวัล
“สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา นับว่าเป็นช่วงเวลาที่ผมประทับใจมากกับการทำงานร่วมกับทีมฟอร์ดและสปอนเซอร์ทุกคนที่มีส่วนช่วยให้ผมคว้าถ้วยรางวัลให้กับทั้งรถฟอร์ด มัสแตง และฟอร์ด เรนเจอร์ รวมกันได้มากถึง 6 ถ้วยรางวัล ซึ่งเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นของปีนี้ ผมมั่นใจว่าทีมของเราจะต้องทำสถิติได้ดียิ่งขึ้นไปอีกในการแข่งขันครั้งต่อไป” แจ็ค เลมวาร์ด กล่าว
“นับตั้งแต่ผมได้แชมป์จากการแข่งขันในรถฟอร์ด มัสแตง เมื่อปี 2019 นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้กลับมาแข่งรถในประเทศไทยอีกครั้ง ซึ่งผมได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น ทีมงานทุกคนพอใจกับผลงานของรถฟอร์ด มัสแตง และนี่ยังเป็นครั้งแรกที่ผมขับรถกระบะแข่งในสนาม ผมได้เห็นการทำงานที่ดีเยี่ยมของทีมและความมุ่งมั่นที่จะพัฒนารถฟอร์ด เรนเจอร์ ให้พร้อมมากยิ่งขึ้นสำหรับการแข่งขันในสนามต่อไป” เจย์ลิน โรโบแธม กล่าวเสริม
“ชัยชนะที่น่าประทับใจตั้งแต่ในสนามแรกของปี นับเป็นการตอกย้ำทักษะความสามารถของรถฟอร์ด และทีมงานที่อยู่เบื้องหลังการพัฒนารถแข่ง และรถที่เราวางจำหน่ายให้กับลูกค้าในประเทศไทย ผมมั่นใจว่ารถแข่งและนักแข่งที่มีความสามารถภายใต้ทีมฟอร์ด ไทยแลนด์ เรซซิ่ง จะเป็นดาวเด่นที่สร้างความตื่นเต้นให้กับแฟนๆ มอเตอร์สปอร์ตได้ในทุกสนามของปีนี้อย่างแน่นอน” นายรัฐการ จูตะเสน กรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าว
‘FREE HIKER 2’ รองเท้าวิ่งเทรลตอบโจทย์นักผจญภัย!
อาดิดาส เทอร์เร็กซ์ ต่อยอดผลิตภัณฑ์สุดไอคอนิกด้วยการเปิดตัวรองเท้าวิ่งเทรล FREE HIKER 2 ซึ่งผ่านการทดสอบครั้งแรกบนเส้นทางธรรมชาติ Pacific Crest Trail เพื่อให้เหล่านักปีนเขามั่นใจได้ถึงผลลัพธ์ที่จะทำให้พวกเขาได้สัมผัสประสบการณ์การผจญภัยระยะไกลได้อย่างเหนือชั้น ด้วยรองเท้าที่ซัพพอร์ตกำลังเท้าได้ดีในสไตล์ที่ไม่เหมือนใคร
อาดิดาส เทอร์เร็กซ์ ยังคงนำนวัตกรรมอันโดดเด่นในรองเท้าวิ่งเทรล FREE HIKER รุ่นก่อนหน้ามารวมไว้ใน FREE HIKER 2 อย่างครบถ้วนไม่ว่าจะเป็น การเป็นรองเท้าวิ่งเทรลน้ำหนักเบาที่สามารถใช้ปีนเขาและเดินป่าได้อย่างสบายและยาวนาน การยึดเกาะที่มั่นคงบนเส้นทางทุกประเภทและทุกสภาวะ ทั้งบนถนน ในป่าทึบ ไปจนถึงทางลูกรังและทางโคลน
คุณสมบัติหลักในรองเท้าวิ่งเทรล FREE HIKER 2 ประกอบไปด้วย:
- การลดปัญหาขยะพลาสติก: อัปเปอร์ของรุ่นนี้ทำจากวัสดุรีไซเคิลไม่ต่ำกว่า 50% เพื่อเป็นไปตามอีกหนึ่งความมุ่งมั่นของอาดิดาสในการช่วยยุติปัญหาขยะพลาสติก
- กระชับพอดีเหมือนสวมใส่ถุงเท้า: เพื่อทำให้การเดินป่าสนุกและสบายยิ่งขึ้น รองเท้ารุ่นนี้จึงได้รับการออกแบบให้ใส่ได้กระชับพอดีเสมือนใส่ถุงเท้า ที่สามารถรองรับรูปเท้าและปรับให้เข้ากับทุกการเคลื่อนไหวได้เป็นอย่างดี
- ยึดเกาะแน่นในทุกย่างก้าว: ยึดเกาะทุกพื้นผิวแบบไม่มีพลาดด้วยพื้นรองเท้ายางชั้นนอก Continental™
- บูสท์ประสิทธิภาพขั้นสุด: มอบความสบายและการคืนแรงอย่างเหลือเชื่อ ด้วยนวัตกรรมการรองรับแรงกระแทกผ่านเทคโนโลยี BOOST
คาร์ล่า เมอร์ฟี (Carla Murphy) ผู้จัดการทั่วไปของ อาดิดาส เทอร์เร็กซ์ กล่าวว่า “การปีนเขา วิ่งเทรล และการออกเดินทางสำรวจผจญภัย ทำให้เราได้มีโอกาสชื่นชมความสวยงามของธรรมชาติ ปลีกตัวออกจากโลกอันวุ่นวาย พร้อมใช้เวลาอยู่กับตัวเองมากยิ่งขึ้น นอกจากนั้น ยังถือเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาที่ช่วยผลักดันให้เราก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเอง และอ้าแขนรับความท้าทายอันน่าตื่นเต้นไว้
“นี่จึงเป็นเหตุผลที่ อาดิดาส เทอร์เร็กซ์ มีเป้าหมายในการสรรสร้างนวัตกรรมรองเท้าวิ่งเทรลที่ล้ำสมัยและมีคุณค่าต่อชุมชนนักปีนเขา เพื่อให้พวกเขาได้สัมผัสประสบการณ์ของการเล่นกิจกรรมกลางแจ้งได้อย่างเต็มที่ ทั้งการเดินทางได้อย่างสะดวกสบายบนเส้นทางขุนเขาระยะไกล หรือการมุ่งหน้าแบบเต็มสปีดเพื่อเดินหน้าสำรวจโลกกว้างอย่างสุดกำลัง”
รองเท้าวิ่งเทรล “FREE HIKER 2” ราคา 7,500 บาท พร้อมเครื่องแต่งกายเทรลแบบครบชุด ราคาตั้งแต่ 1,000 – 3,600 บาท จะเริ่มวางจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 29 เมษายน 2566 เป็นต้นไป ที่ อาดิดาส แบรนด์ เซ็นเตอร์, อาดิดาส แอปพลิเคชัน, อาดิดาส ออนไลน์ สโตร์ www.adidas.co.th และ ร้านซูเปอร์สปอร์ต เท่านั้น
#adidasTerrex #adidasThailand
**********
อาดิดาส ถือเป็นผู้นำด้านอุตสาหกรรมอุปกรณ์กีฬา สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองแฮร์ทโซเกินเนารัค ประเทศเยอรมัน และมีพนักงานกว่า 61,000 คนทั่วโลก โดยสามารถทำรายได้อยู่ที่ 21.2 พันล้านยูโรในปี 2021
