Pigeon ‘New SofTouch’ นวัตกรรมจุกนมระบบป้องกันอาการโคลิก!
พีเจ้น (Pigeon) แบรนด์อันดับหนึ่งที่ได้รับความนิยมสูงสุดจากกลุ่มผลิตภัณฑ์แม่และเด็กทั่วโลก รวมถึงครองตำแหน่งผู้นำตลาดในประเทศไทยมาอย่างยาวนาน มีปณิธานในการสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ด้วยการคิดค้นและวิจัยผลิตภัณฑ์ที่สามารถสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เป็นแบรนด์แรก และแบรนด์เดียวที่ได้พัฒนานวัตกรรมจุกนมเสมือนนมมารดา จนได้รับการยอมรับจากคุณแม่ทั่วโลก และพีเจ้นยังคงวิจัยและพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบโจทย์การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ให้ดียิ่งขึ้น จึงได้พัฒนาจุกนมนวัตกรรมรุ่นใหม่ “New SofTouch จุกเสมือนนมมารดาที่ดีที่สุดจากพีเจ้น” ที่ออกแบบมาเพื่อให้เสมือนกับการดูดนมของทารกจากอกแม่ ด้วยคุณสมบัติของจุกนมที่ออกแบบให้มีเส้นกำหนดตำแหน่งริมฝีปากที่เหมาะสม มีความนุ่มมากเป็นพิเศษ ยึดหยุ่นได้ดี และมีระบบป้องกันอาการโคลิก จึงช่วยทำให้ลูกน้อยสามารถดูดนมได้อย่างเป็นธรรมชาติ มีความรู้สึกใกล้เคียงกับการดูดนมจากอกแม่มากที่สุด และยังช่วยให้การให้นมสลับกับการให้นมจากอกแม่ได้อย่างราบรื่น ไม่สับสน และมีความสะดวกสบายยิ่งขึ้น
สุวรรณา โชคดีอนันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มุ่งพัฒนา อินเตอร์แนชชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์แบรนด์ พีเจ้น แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย กล่าวว่า “น้ำนมแม่มีปริมาณและส่วนประกอบที่เหมาะสมสำหรับการเจริญเติบโตและพัฒนาการของเด็ก เพราะในน้ำนมแม่ประกอบไปด้วยโปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต และวิตามินต่างๆ ที่ช่วยให้ร่างกายของเด็กได้รับภูมิคุ้มกัน สารอาหารที่สำคัญและเพียงพอต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการ จึงทำให้พีเจ้นให้ความสำคัญ และใส่ใจเป็นอย่างมากต่อการวิจัย และพัฒนาทุกผลิตภัณฑ์ เพื่อสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยน้ำนมแม่มาอย่างต่อเนื่อง ยาวนานกว่า 60 ปี พีเจ้นเข้าใจถึงความสำคัญของการดูแลทารกและเด็กเล็ก พร้อมให้ความช่วยเหลือคุณแม่ในการดูแลลูกในทุกช่วงวัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงแรกของเส้นทางการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ เราจึงเปิดตัวผลิตภัณฑ์จุกนมนวัตกรรมรุ่นใหม่ล่าสุด SofTouch ขึ้น โดยคิดค้นวิจัยจากพฤติกรรมการดูดนมของลูกน้อย เพื่อให้ผลิตภัณฑ์จุกนมพีเจ้น ช่วยส่งเสริมและสนับสนุนให้แม่ยุคใหม่สามารถเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้อย่างราบรื่นตลอดระยะเวลาการให้นมแม่ เพราะน้ำนมแม่เป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดสำหรับลูกน้อย ที่เราควรสนับสนุนส่งเสริมให้คุณแม่ได้รับความสะดวกมากขึ้นในการให้นมแม่ในวิถีการใช้ชีวิตยุคปัจจุบัน
ซาโตชิ โคยามะ นักออกแบบผลิตภัณฑ์อาวุโส สายงานวิจัยและพัฒนา พีเจ้น คอร์ปอเรชั่น เผยผลการวิจัยของ พีเจ้น ประเทศญี่ปุ่น ที่ระบุว่าทารกที่กินนมแม่จะมีพฤติกรรมตามธรรมชาติที่จะใช้ริมฝีปากครอบบริเวณจุกนมจนถึงลานนม และสามารถดูดนมแม่เข้าไปในปากได้ลึกในตำแหน่งที่เหมาะสม และแนบกับเต้านมของแม่ ป้องกันการรั่วไหลของน้ำนม นอกจากนี้ยังพบว่าหัวนมของแม่สามารถยืดออกได้มากกว่าความยาวปกติในจังหวะการดูดนมของของทารก ดังนั้น พีเจ้น จึงได้ทำการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมจุกเสมือนนมมารดา SofTouch รุ่นใหม่ เจนเนอเรชันที่ 3 เพื่อเลียนแบบการเคลื่อนไหวการดูดนมตามธรรมชาติของทารก ตั้งแต่การอม รีด และกลืน เมื่อดูดนมจากอกแม่ โดยออกแบบให้มี “Latch-on Line” หรือ เส้นกำหนดตำแหน่งริมฝีปาก เพื่อบ่งบอกระดับความลึกที่ทารกควรดูดนมโดยประมาณ มาพร้อมโครงสร้างของจุกนม ที่ช่วยให้ทารกสามารถดูดน้ำนมได้ง่ายขึ้น ซึ่งจุกนม SofTouch รุ่นใหม่ จะยังคงอยู่ในตำแหน่งเดียวกับการให้นมจากอกแม่ เพื่อเพิ่มการดูดนมที่ดีและมีประสิทธิภาพไม่ว่าทารกจะมีขนาดปากที่แตกต่างกัน
นอกจากนี้จุกเสมือนนมมารดา SofTouch รุ่นใหม่ยังใช้ซิลิโคนที่นุ่มขึ้น เพื่อช่วยให้ลิ้นของทารกเคลื่อนไหวได้อย่างราบรื่น และนุ่มนวล อีกทั้งจุกนมจะเปลี่ยนรูปตามจังหวะการดูด เพื่อไม่ให้ขัดขวางและช่วยการเคลื่อนไหวของลิ้นตามธรรมชาติของทารก โดยได้รับการออกแบบอย่างตั้งใจให้ใกล้เคียงกับความนุ่มของเต้านมแม่มากที่สุด ช่วยให้การสลับระหว่างการให้นมจากอกแม่และการให้นมผ่านขวดนมของพีเจ้น เป็นไปอย่างราบรื่นมากยิ่งขึ้น และสามารถใช้ร่วมกับกลุ่มผลิตภัณฑ์สำหรับแม่และเด็กอื่นๆ ของพีเจ้น ได้อย่างครบวงจร เช่น อุปกรณ์ปั๊มนม ถุงเก็บน้ำนม และผลิตภัณฑ์สำหรับล้างและทำความสะอาดขวดนม เป็นต้น เพื่อสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ด้วยผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุดจากพีเจ้น”
นอกเหนือจากนวัตกรรมจุกนมรุ่นใหม่ พีเจ้น ยังคงเดินหน้าแผนการตลาด และสร้างสรรค์กิจกรรม เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคุณแม่ยุคใหม่ ด้วยการเปิดตัว Howapipi (โฮวาปีปี้) แมสคอตของแบรนด์เป็นครั้งแรกในประเทศไทย ด้วยคาแรคเตอร์ที่อ่อนโยน อบอุ่น แสนน่ารักในโทนสีขาว-เทา ซึ่งจะปรากฏบนผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของพีเจ้น เช่น ขวดนมสีชา วัสดุ PPSU ที่มีคุณภาพสูง ได้รับความนิยม และไว้วางใจสูงสุดในกลุ่มแม่ยุคใหม่ เพื่อเพิ่มความสดใส และความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น โดยจุกเสมือนนมมารดา SofTouch ได้เริ่มวางจำหน่ายแล้วในเดือนมีนาคม และขวดนม PPSU ลาย Howapipi จะเริ่มวางจำหน่ายในช่วงเดือนเมษายนทั่วประเทศ
นอกจากนี้บริษัทฯ ยังมุ่งเน้นการพัฒนาความสัมพันธ์อันดีกับลูกค้าผ่าน Pigeon Little Moments Club ครอบคลุมทุกแพลตฟอร์มการใช้งานทั้งออนไลน์ และออฟไลน์ เพื่อเข้าถึง และเข้าใจคุณแม่ยุคใหม่ พร้อมช่วยตอบสนองความต้องการของคุณแม่ตลอดเส้นทางการดูแลลูกน้อยในทุกวันๆ
คุณแม่ยุคใหม่ที่สนใจ สามารถสอบถามข้อมูลผลิตภัณฑ์ของพีเจ้น ติดตามความเคลื่อนไหว หรือปรึกษาเพิ่มเติมได้ที่ ผู้เชี่ยวชาญพีเจ้น 02-020-8989 หรือ www.pigeonlittlemomentsclub.com หรือทาง FB/ Line: pigeonlittlemomentsclub และสามารถหาซื้อผลิตภัณฑ์ของพีเจ้นได้แล้ววันนี้ ในซูเปอร์มาร์เก็ต ไฮเปอร์มาร์เก็ต ห้างสรรพสินค้า ร้านขายสินค้าแม่และเด็กชั้นนำทั่วประเทศ หรือสั่งซื้อผ่านช่องทางออนไลน์ที่ Pigeon Official store บนแพลตฟอร์ม Lazada และ Shopee หรือ Line Shopping : Moongshop และ www.Moongshop.com
#NewSofTouch #Pigeon
#PigeonLittleMomentsClub #Mom #Baby
#Y_Life #Mycoolday
‘เบโค’จับมือ’เบเบ้’ ร่วมส่งเสริมสุขภาพชาวไทย!
เบโค แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภคระดับโลก ภายใต้บริษัท Arcelik ฉลองการครบรอบ 8 ปีในประเทศไทย ตั้งเป้าเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจในปี 2566 เปิดตัวแคมเปญการตลาดระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ครั้งแรก กับแคมเปญ ‘ใกล้ชิดธรรมชาติ เพื่อสุขภาพที่ดี’ ชูนวัตกรรม HarvestFresh และ NutriFreeze ในตู้เย็นเบโค ร่วมด้วย เบเบ้ ธันย์ชนก อินฟลูเอนเซอร์สาวสายสุขภาพ นอกจากนี้เบโคยังได้เปิดตัวโปรโมชันรับหน้าร้อน ประจำปี 2566 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเฉลิมฉลองการเดินทางเข้าสู่ปีที่ 8 เปิดโอกาสให้ลูกค้าของเบโค ร่วมลุ้นเป็นผู้โชคดี บินลัดฟ้าไปท่องเที่ยว ณ สาธารณรัฐออสเตรีย และสาธารณรัฐเช็กกันแบบฟรีๆ เบโค เองยังตั้งเป้าเติบโต 40% พร้อมเพิ่มการลงทุนด้านการตลาดจากปี 2565 ถึงสองเท่า โดยกว่า 80% ของการลงทุน มุ่งเน้นไปที่ช่องทางดิจิทัล และตั้งเป้าการเติบโตของยอดขายถึง 200% ในกลุ่มตลาดพรีเมี่ยม และมุ่งโต 200% จากช่องทางออนไลน์ด้วยการใช้อินฟลูเอนเซอร์โดยจับมือกับคุณเบเบ้เพื่อส่งเสริมแนวคิดรักสุขภาพในหมู่คนไทย
การเปิดตัวภาพยนต์โฆษณาใหม่ของเบโค นำแสดงโดยคุณเบเบ้ ธันย์ชนก เพื่อนำเสนอเทคโนโลยี HarvestFresh และ NutriFreeze ในตู้เย็นเบโคที่ช่วยคงคุณค่าสารอาหารให้ยาวนานยิ่งขึ้น ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘ใกล้ชิดธรรมชาติ เพื่อสุขภาพที่ดี’ เป็นการร่วมงานกันเป็นครั้งที่สองระหว่างเบโคและคุณเบเบ้โดยแนวคิดของภาพยนตร์โฆษณาตัวนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากความนิยมด้านการดูแลรักษาสุขภาพของคนในสังคมยุคปัจจุบัน
ในภาพยนตร์โฆษณา คุณเบเบ้ ได้บอกเล่าเรื่องราวที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของธรรมชาติ และพื้นฐานการใช้ชีวิตให้มีสุขภาพดี โดยเคล็ดลับเริ่มต้นจากการรับประทานอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ ซึ่ง HarvestFresh และ NutriFreeze เป็นตัวช่วยสำคัญที่ทำให้ทุกคนสามารถเก็บรักษาคุณค่าทางโภชนาการของอาหารได้ง่ายๆ ที่บ้าน เมื่อใดก็ตามที่เปิดตู้เย็นจะรู้สึกเหมือนได้รับวัตถุดิบที่สดใหม่ส่งตรงจากฟาร์ม หรือจากแหล่งผลิตส่งตรงถึงบ้านได้ทันที
นอกจากนี้เบโคยังมีแคมเปญฉลองครบรอบ 8 ปีอย่างยิ่งใหญ่กับ ‘ซัมเมอร์ โปรโมชัน’ ซึ่งเป็นแคมเปญโปรโมชันใหญ่ที่สุดเท่าที่เบโคเคยมีมา เปิดโอกาสให้ประชาชน ร่วมลุ้นเป็นผู้โชคดี ไปร่วมทริปท่องเที่ยวที่สาธารณรัฐออสเตรียและสาธารณรัฐเช็ก โดยการซื้อผลิตภัณฑ์ของเบโค ทุกๆ 5,000 บาท จะได้รับสิทธิ์ในการลุ้นรางวัล 1 สิทธิ์ ร่วมสนุกได้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน ไปจนถึง 30 มิถุนายน 2566 นี้
เมื่อมองย้อนไปถึงการเดินทางของเบโคในประเทศไทยนั้นมีจุดเริ่มต้นขึ้นจากการแนะนำแบรนด์ครั้งแรกผ่านช่องทางผู้จัดจำหน่าย ตามมาด้วยการเปิดสำนักงาน และโรงงานในประเทศไทยในปี 2559 พร้อมด้วยการเปิดตัวสินค้าตัวแรกในประเทศไทย อย่าง ตู้เย็น NeoFrost ในปีเดียวกัน โดยได้รับการตอบรับที่ดีอย่างมากจากลูกค้าชาวไทย และเพียงหนึ่งปีถัดมาโรงงานเบโค ประเทศไทย ก็สามารถผลิตตู้เย็นได้เต็มรูปแบบจากในประเทศ และหลังจากนั้นในปี 2561-2562 ได้มีการเปิดตัวแคมเปญ ‘Eat Like A PRO’ ส่งเสริมสุขภาพที่ดีในเด็ก รวมถึงแนะแนวความรู้ และการเข้าถึงโภชนาการที่ดีให้กับเยาวชน
แอเรียล อทากูล ผู้อำนวยการประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (ที่ 2 จากซ้าย) ร่วมกับ คุณพรชัย ตระกูลเตชะเดช ผู้อำนวยการฝ่ายการค้าเชิงพาณิชย์ภายในประเทศ (ซ้าย) และ คุณณัฏฐิณี เตชะรุ่งนิรันดร์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและวางแผนผลิตภัณฑ์ ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (ขวา) บริษัท เบโค ไทย จำกัด
ธุรกิจของเบโคในประเทศไทย เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยการเปิดตัวตู้เย็น HarvestFresh ได้นำไปสู่การเติบโตกว่า 54% ในปี 2563 และเติบโตอีกกว่า 35% จากความสำเร็จของการเปิดตัวเครื่องซักผ้าฝาหน้า AquaTech ในปีถัดมา ซึ่งเบโค ยังคงความแข็งแกร่งในตลาดมาอย่างต่อเนื่องในปี 2565 ด้วยการเปิดตัวของเครื่องปรับอากาศ ‘GoClean’ และการเปิดตัวแบรนด์แอมบาสเดอร์คนแรกของ เบโค ประเทศไทยอย่างคุณเบเบ้ ธันย์ชนก
ตลอด 8 ปีของการเดินทางในประเทศไทย เบโคยังได้พัฒนาผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมเทคโนโลยีอื่นๆ ที่ครอบคลุมการใช้ชีวิตประจำวันอย่างรอบด้าน เพื่อส่งเสริมสุขภาพที่ดีให้กับคนไทย ไม่ว่าจะเป็น เครื่องชงกาแฟ Bean to Cup เครื่องล้างจาน Corner Wash รวมไปถึงเครื่องอบผ้า Rapidry
เบโคยังคงเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยีเพื่อสุขภาพที่ดีของผู้บริโภค และมุ่งเน้นในการเสริมสร้างพลังของคนรุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง ผ่านกลยุทธ์และแคมเปญการตลาดอีกมากมายที่จะได้เห็นกันเร็ว ๆ นี้
Kia Carnival รถเอนกประสงค์ใหญ่ยาว 11 ที่นั่ง เพิ่มรุ่นย่อย LX ราคาน่าเล่น!
เกีย คาร์นิวัล LX มาพร้อมการปรับฟีเจอร์ให้เหมาะสมและตอบสนองกับความต้องการของลูกค้าในวงกว้างมากยิ่งขึ้น โดยจะยังคงสมรรถะการขับขี่ที่โดดเด่นของเกีย คาร์นิวัล ด้วยเครื่องยนต์สมาร์ทสตรีม ดีเซล เทอร์โบ ขนาด 2.2 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 202 แรงม้าที่ 3,800 รอบต่อนาที ระบบเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ เบรกมือไฟฟ้าพร้อมด้วยระบบ Auto Brake Hold และโหมดการขับขี่ที่หลากหลายที่ช่วยเพิ่มความสนุกสนานและความสปอร์ตในการขับขี่
ดีไซน์ภายนอกมาพร้อมกับกระจังหน้าดีไซน์ใหม่ ล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว ไฟหน้าแบบ LED และ Daytime Running Right ผสานดีไซน์ภายในที่หรูหราและทันสมัยด้วยหน้าจอ Infotainment ขนาด 8 นิ้ว พร้อมระบบวิทยุที่สามารถเชื่อมต่อสมาร์ตโฟนผ่าน Apple CarPlay และ Android Auto แบบไร้สาย อีกทั้งยังมีห้องโดยสารภายในที่กว้างขวางด้วยที่นั่งจำนวน 11 ที่นั่งที่สามารถปรับพับเบาะได้หลากหลายรูปแบบ
สะดวกสบายด้วยที่ชาร์จ USB และกระจกมองข้างพับเก็บอัตโนมัติ ทั้งยังมาพร้อมกับเทคโนโลยีความปลอดภัยครบครัน อาทิ ถุงลงนิรภัยและม่านถุงลมนิรภัยรอบคัน ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว (ESC) ระบบรักษาความเร็วคงที่ (Cruise Control) พร้อมด้วยกล้องมองหลัง (Rear View Monitor) และเซ็นเซอร์การถอยจอดด้านหลัง
ฬสนันท์ ภูนิธิพันธุ์กุล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท ยนตรกิจ เกีย มอเตอร์ จำกัด กล่าวว่า “สำหรับเกีย คาร์นิวัล เจเนอเรชันที่ 4 เป็นรถยนต์รุ่นเรือธงของ เกีย ในประเทศไทย ที่เปิดตัวอย่างเป็นทางการและเริ่มส่งมอบตั้งแต่ช่วงประมาณต้นปี 2564 ด้วยดีไซน์ใหม่ที่โฉบเฉี่ยว ทันสมัย มีพื้นที่ภายในที่กว้างขวางและปรับการใช้งานได้หลากหลายรูปแบบ พร้อมด้วยระบบอำนวยความสะดวกที่ครบครัน จึงสามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคชาวไทยได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะกลุ่มครอบครัวยุคใหม่ พิสูจน์ได้จากยอดส่งมอบในประเทศไทยแล้วร่วม 3,000 คัน นับตั้งแต่เปิดตัว
และในโอกาสนี้ เพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มเป้าหมายในวงกว้างมากยิ่งขึ้น เกียได้มีการเพิ่มทางเลือกด้วยรุ่นเริ่มต้น เกีย คาร์นิวัล LX โดยมาพร้อมเครื่องยนต์สมาร์ทสตรีม ดีเซล เทอร์โบ ขนาด 2.2 ลิตร มาตรฐานยูโร 5 ให้กำลังสูงสุด 202 แรงม้าที่ 3,800 รอบต่อนาที พร้อมด้วยเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ ที่ยังคงให้สมรรถนะการขับขี่ที่โดดเด่น ดีไซน์ภายนอกและภายในที่ทันสมัย พร้อมด้วยระบบความปลอดภัยที่ครบครัน และมีรถพร้อมส่งมอบในทันทีสำหรับล็อตแรก”
อีกหนึ่งเป้าหมายหลักในปี 2566 คือการเร่งขยายโชว์รูมพร้อมศูนย์บริการเกียมาตรฐานให้ครอบคลุมทั่วภูมิภาคมากยิ่งขึ้น รวมถึงเร่งปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ของโชว์รูมและศูนย์บริการให้สอดคล้องกับภาพลักษณ์แบรนด์และโลโก้ใหม่ของของ เกีย ประเทศเกาหลีใต้ ภายใต้แนวคิด The Opposite United ซึ่งในปัจจุบันมีโชว์รูมพร้อมศูนย์บริการอยู่ 18 แห่งทั่วประเทศ และมีแผนจะขยายเพิ่มเติมอีก 2 แห่งภายในปีนี้ที่เชียงใหม่ และ พิษณุโลก และเกียยังได้เพิ่มช่องทางการติดต่อสื่อสาร ‘Kia Connect’ ซึ่งเป็นระบบจองคิวนัดหมายรับบริการที่ศูนย์เกียทุกแห่งในประเทศไทย ผ่าน Line Official Account : Kia Thailand เพื่ออำนวยความสะดวกสบายให้กับลูกค้าในการรับบริการต่างๆ อาทิ การเช็กระยะ การแจ้งซ่อมทั่วไป การขอเคลมประกันภัย หรือเคลมวารันตี และยังเป็นช่องทางในการรับข้อมูลข่าวสารต่างๆ ของเกียอีกด้วย
สำหรับ เกีย คาร์นิวัล มีให้เลือกทั้งหมด 3 รุ่น ได้แก่
- รุ่น LX (ใหม่): มีให้เลือกทั้งหมด 2 สี ได้แก่ สีขาว Snow Flake White และสีดำ Jet Black ราคา 1,892,000 บาท
- รุ่น EX: มีให้เลือกทั้งหมด 3 สี ได้แก่ สีขาวมุก Snow White Pearl สีดำ Aurora Black Pearl และสีเทาดำ Panthera Metal ราคา 2,234,000 บาท
- รุ่น SXL: มีให้เลือกทั้งหมด 4 สี ได้แก่ สีขาวมุก Snow White Pearl สีดำ Aurora Black Pearl สีเทาดำ Panthera Metal และสีฟ้า Astra Blue ราคา 2,594,000 บาท
โดยทางเกียจะจัดแสดงยนตรกรรม เกีย คาร์นิวัล ครบทุกรุ่นย่อยและทุกสีให้ลูกค้าได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด และสามารถทดลองขับได้ที่งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 44 นี้ พร้อมรับข้อเสนอพิเศษ* สำหรับลูกค้าที่จองภายในงานและที่โชว์รูมเกียทุกสาขา ดังนี้
- การประกันคุณภาพนาน 5 ปี หรือ 150,000 กม.
- บริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนนตลอด 24 ชม. นาน 5 ปี
- ประกันภัยชั้น 1 นาน 1 ปี
สำหรับลูกค้าที่สนใจ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูมเกียทุกสาขาทั่วประเทศ หรือทางเว็บไซต์ที่ www.kia.com โทรศัพท์ 02-915-1991 และสามารถติดตามข่าวสาร Kia Thailand เพิ่มเติมได้ที่ Facebook Page: KIA Thailand หรือ ที่ LINE Official Account: @kia.thailand
หมายเหตุ* เงื่อนไขข้อเสนอพิเศษต่างๆ เป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด สามารถดูรายละเอียดได้ที่ http://shorturl.at/exNQ7
ชวนแก๊งค์ไบค์เกอร์ เปิดประสบการณ์ “Set Zero to Drink Driving” ดื่มได้ไร้แอล!

งาน Gypsy Beach Camp 3 นับเป็นมิวสิคแอนด์ไลฟ์สไตล์เฟสติวัลริมชายหาดที่รวมตัวกลุ่มคนที่ชื่นชอบมอเตอร์ไซค์ ดนตรี ศิลปะ และการเดินทาง มาอยู่ในคอมมิวนิตี้เดียวกัน ซึ่งภายในงานมีการแข่งขัน Sand Speedway สำหรับไบค์เกอร์ทั้ง Vintage Bikes และ Modern Bikes พร้อมด้วยคอนเสิร์ตจากศิลปินชั้นนำ อาทิ NOI PRU, HUGO, MOCCA GARDEN, TRIX ‘O’ TREAT และ SANIM YOK รวมถึงโซนกิจกรรม Beach Life อีกมากมาย
โดยความพิเศษในงานครั้งนี้ นอกจากไฮเนเก้น 0.0 จัดเต็มเสิร์ฟเครื่องดื่มมอลต์ไม่มีแอลกอฮอล์ให้กับแก๊งค์ไบค์เกอร์ เพื่อเพิ่มความสดชื่นและสามารถสนุกได้เต็มที่ก่อนการแข่งขันแล้ว ทุกแก๊งค์สามารถมาร่วมเก็บโมเมนต์ความพิเศษในงานนี้กับการโพสต์ท่าถ่ายรูปเท่ๆ และลุ้นรับของรางวัล Gift Set #SetZeroToDrinkDriving ที่รวมพร็อพเท่ๆ สำหรับแก๊งค์ไบค์เกอร์ไว้อย่าง ผ้าบัฟที่มีแถบสะท้อนแสงเพื่อการขับขี่ที่ปลอดภัยในช่วงกลางคืน รวมถึงหูฟังบลูทูธสุดลิมิเต็ด
ไม่ว่าคุณจะเป็นแก๊งค์ไหน สนุกได้อย่างมีความรับผิดชอบในทุกครั้งที่ขับขี่…ไฮเนเก้น 0.0 เครื่องดื่มมอลต์ไม่มีแอลกอฮอล์ อีกทางเลือกของการช่วยแก้ปัญหาหากต้องการสังสรรค์ มาร่วมกัน “Set Zero to Drink Driving” หรือ “ขับไม่เสี่ยง เลี่ยงไม่ดื่ม” เพื่อลดอุบัติเหตุจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แล้วขับให้เป็น 0
adidas x Marimekko คอลเลกชันใหม่ดีไซส์สุดคลาสสิกกลิ่นอายยุค 60s
อาดิดาส และ มารีเมกโกะ สานต่อความร่วมมือกันครั้งที่ 5 เผยโฉมคอลเลกชันใหม่ล่าสุด adidas x Marimekko SS23 เพื่อเฉลิมฉลองการแสดงออกถึงความร่วมสมัยของลายพิมพ์ ไลฟ์สไตล์ และเทคโนโลยีด้านเครื่องแต่งกายผ่านความเชี่ยวชาญในแต่ละด้านของทั้งสองแบรนด์ โดยผลิตภัณฑ์ในคอลเลกชันนี้โดดเด่นด้วยลูกเล่นการออกแบบจาก 2 ลายพิมพ์สุดไอคอนิกของมารีเมกโกะ ซึ่งถูกนำมาใช้ในชุดออกกำลังกายและเสื้อผ้าแนวสตรีทแวร์ของอาดิดาส พร้อมเพิ่มสีสันและความสดใสให้กับทุกการทำกิจกรรมได้เป็นอย่างดี
สำหรับลายพิมพ์ทั้ง 2 ลาย ในคอลเลกชัน adidas x Marimekko SS23 ได้รับแรงบันดาลใจจากดีไซน์และกลิ่นอายของยุค 60s ด้วยเฉดสีที่ถ่ายทอดความรู้สึกร่วมสมัยสำหรับคอลเลกชันลิมิเต็ดนี้ และยังถือเป็นลายพิมพ์ที่เป็นตำนานของแบรนด์มารีเมกโกะอีกด้วย ทั้งนี้ ลายพิมพ์ทั้ง 2 ลาย ประกอบไปด้วยลายพิมพ์ ลินเซ (Linssei) ซึ่งเป็นดีไซน์ดั้งเดิมในปี ค.ศ. 1966 ออกแบบโดย การีนา เกลโลมากิ (Kaarina Kellomäki) ศิลปินนักออกแบบสิ่งทอ และลายพิมพ์ ล็อกกิ (Lokki) ที่ถูกออกแบบเมื่อปี ค.ศ. 1961 โดยหนึ่งในนักออกแบบลายพิมพ์ชื่อดังของแบรนด์มารีเมกโกะอย่าง ไมยา อีโซลา (Maija Isola) ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากพระอาทิตย์และการเล่นแสงเงากับลวดลายของผืนผ้า
นอกจากนี้ คอลเลกชัน adidas x Marimekko SS23 ยังมาพร้อมกับเทคโนโลยีมาตรฐานระดับโลกของอาดิดาสอย่าง Aeroready ที่มีคุณสมบัติในการดูดซับความชื้น ให้ความรู้สึกแห้งสบายตัว และ Formotion ที่ช่วยซัพพอร์ตในการเคลื่อนไหวได้อย่างเหนือชั้น จึงสามารถซัพพอร์ตในการทำแต่ละกิจกรรมได้อย่างสูงสุด และสามารถส่งต่อพลังบวกและการแสดงความเป็นตนเองผ่านการออกกำลังกายได้อย่างเต็มที่อีกด้วย ซึ่งภายในคอลเลกชันนี้ ประกอบไปด้วยผลิตภัณฑ์สำหรับผู้หญิง ผู้ชาย และเด็ก ครอบคลุมทั้งชุดออกกำลังกายสำหรับการวิ่ง เทนนิส เทรนนิง ปั่นจักรยาน กอล์ฟ อาดิดาส สปอร์ตแวร์ และอาดิดาส ออริจินอลส์
รีเบกกา เบย์ (Rebekka Bay) ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ของมารีเมกโกะ กล่าวว่า “เมื่อ 50 ปีที่แล้ว ลายพิมพ์ Linssi และ Lokki ถูกออกแบบมาเพื่อส่งมอบพลังบวกและความสุขของผู้คนผ่านลายพิมพ์ที่สดใสและโดดเด่น การร่วมมือกับแบรนด์อุปกรณ์กีฬาระดับโลกอย่างอาดิดาสช่วยให้ลายพิมพ์ทั้งสองกลับมามีชีวิตชีวาผ่านผลิตภัณฑ์ในคอลเลกชันอีกครั้ง ซึ่งนับเป็นเรื่องที่วิเศษมาก โดยพวกเราหวังว่าลายพิมพ์สุดพิเศษของคอลเลกชันนี้จะช่วยส่งต่อความสุขให้กับคนทุกรุ่นได้”
เอมี อารานา (Aimee Arana) ผู้จัดการทั่วไปของอาดิดาสสปอร์ตแวร์และเทรนนิง กล่าวว่า “พวกเรามีความสุขมากที่ได้ร่วมงานกับมารีเมกโกะอีกครั้งเพื่อนำเสนอลายพิมพ์สุดไอคอนิกในทิศทางใหม่ ด้วยนวัตกรรมการออกแบบที่ผสมผสานระหว่างแฟชันและความสบาย จนกลายมาเป็นผลิตภัณฑ์ประจำฤดูกาลนี้ที่ตอบโจทย์ทุกการเคลื่อนไหวสำหรับคนทุกเพศทุกวัย และสามารถถ่ายทอดไลฟ์สไตล์อันโดดเด่นและหลากหลายของคนรุ่นใหม่ได้เป็นอย่างดี”
คอลเลกชัน SS23 adidas x Marimekko จะวางจำหน่ายในราคาเริ่มต้นที่ 550 บาท ตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคม 2566 เป็นต้นไป ที่ อาดิดาส แบรนด์ เซ็นเตอร์, อาดิดาส สปอร์ต เพอร์ฟอร์แมนซ์, ร้านซูเปอร์สปอร์ต, อาดิดาส แอปพลิเคชัน, อาดิดาส ออนไลน์ สโตร์ www.adidas.co.th, ช่องทาง LINE: @adidasthailand รวมถึงร้านค้าอุปกรณ์กีฬาชั้นนำทั่วประเทศ
Mercedes-Benz สุดครีเอทจัด Pop-up Motor Show ที่เสา A19 ลานจอดห้าง ชูตำแหน่งบูธมอเตอร์โชว์ 2566
หนึ่งในงานที่สร้างความคึกคักให้กับตลาดรถยนต์ในช่วงต้นปี คงหนีไม่พ้นงานจัดแสดงรถยนต์ครั้งใหญ่ หรือที่เรียกกันติดปากว่า “มอเตอร์โชว์” โดยในทุก ๆ ปี ผู้คนที่ไปเดินในงานก็จะจดจำตำแหน่งบูธของแบรนด์รถยนต์แต่ละแบรนด์ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะ “Mercedes-Benz” ค่ายรถหรูสัญชาติเยอรมัน ที่อยู่คู่กับงานมอเตอร์โชว์มาตลอด แต่ความพิเศษของปีนี้ คือการที่เมอร์เซเดส–เบนซ์ ไปอยู่ในพื้นที่ใหม่ ที่บูธหมายเลข “A19” ฮอลล์ 1 อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์
จากตัวเลขตำแหน่ง “A19” ที่อยู่ในผังงานมอเตอร์โชว์ สู่แคมเปญการสื่อสารรูปแบบใหม่ของเมอร์เซเดส–เบนซ์ ในการสร้างภาพจำผ่านการหยิบอินไซด์ของคนทั่วไป ที่เวลาเห็นรถคันหรูตามลานจอดรถ ก็อดไม่ได้ที่จะต้องเหลียวมองทุกครั้ง แบรนด์เมอร์เซเดส–เบนซ์ จึงยกประสบการณ์แบบในงานมอเตอร์โชว์มาไว้ที่ลานจอดรถที่เสา A19 ของห้างดังหลายแห่ง ถือเป็นมิติใหม่ของการใช้สื่อแบบ OOH (Out-of-Home) ของแบรนด์รถยนต์ ในการเปลี่ยน “เสาที่จอดรถ” ให้เป็น New Media
นอกจากจะทำให้คนจดจำหมายเลข A19 แล้ว เมอร์เซเดส–เบนซ์ ยังต้องการชวนให้ทุกคนมาสัมผัสกับบูธเมอร์เซเดส–เบนซ์ ในรูปแบบใหม่ เพียงแค่ไปสแกน QR Code ตามเสาจอดรถ A19 ที่ห้างดังอย่าง เซ็นทรัลเวิลด์ / เซ็นทรัล เฟสติวัล อีสต์วิลล์ / เซ็นทรัล ลาดพร้าว และเมกาบางนา หรือคลิกลงทะเบียนผ่านลิงก์ http://mb4.me/BIMSonline ก็สามารถรับบัตรเข้างานมอเตอร์โชว์ได้แบบฟรี ๆ พร้อมรับแผนที่ที่จะนำทางไปยังบูธเมอร์เซเดส–เบนซ์ เพื่อสัมผัสกับยนตรกรรมสุดหรูทุกรุ่นภายในงาน
เตรียมพบกับบูธที่สะท้อนให้เห็นถึงยุคใหม่ของแบรนด์เมอร์เซเดส–เบนซ์ พร้อมรับข้อเสนอสุดเอ็กซ์คลูซีฟได้ที่บูธหมายเลข “A19” ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 44 ซึ่งตั้งอยู่ในอิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1 ในระหว่างวันที่ 22 มีนาคม – 2 เมษายนนี้ หรือชมไลฟ์บรรยากาศในงานแบบสด ๆ ในวันที่ 21 มีนาคม 2566 เวลา 18.00 น. เป็นต้นไป ทั้งช่องทาง Facebook และ YouTube ของ Mercedes-Benz Thailand
KTM RIDERS ACADEMY หลักสูตรพร้อมลุยของคนแรง!
KTM ASIA เปิดหลักสูตรทักษะใหม่สำหรับปี 2023 KTM RIDERS ACADEMY หลักสูตร HARD ENDURO และ ADVENTURE RACING ที่จังหวัดเชียงใหม่ในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2566 KTM RIDERS ACADEMY เปิดคลาสแรกเมื่อปี 2022 ผลตอบรับดีเยี่ยมโดยเป้าหมายของการอบรมคือการขี่รถจักรยานยนต์แบบออฟโรดสามารถเข้าถึงได้มากขึ้นในทวีปเอเชีย ผ่านประสบการณ์ที่สนุกสนานและปลอดภัย
ในส่วนของหลักสูตร HARD ENDURO และ ADVENTURE RACING COURSES ซึ่งมีจุดประสงค์ในการส่งเสริมการขับขี่รถจักรยานยนต์ในรูปแบบ Off-Road เหมาะสำหรับนักขี่ทุกระดับ ตั้งแต่มือใหม่จนถึงนักขี่ที่เคยมีประสบการณ์ เพื่อให้ทุกคนได้สัมผัสประสบการณ์การขับขี่ และเสริมทักษะด้านการขับขี่โดยผ่านครูฝึกที่ได้การรับรองจาก KTM
KTM เป็นผู้นำด้านการแข่งขันมอเตอร์สปอร์ตระดับโลก ที่มาพร้อมเครื่องยนต์ที่รองรับการใช้งานสำหรับออฟโรดที่หลากหลาย ดังนั้น ‘KTM RIDERS ACADEMY’ จึงถือกำเนิดขึ้นจากแนวคิดในแง่ของการแบ่งปันความสุขของกีฬาประเภทนี้ให้กับผู้คนมากที่สุด ด้วยความต้องการของทั่วโลกและความมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ต่อตลาดในเอเชีย KTM ยังคงขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์รถจักรยานยนต์ Off-Road และ Enduro อย่างต่อเนื่องในตลาดโดยผู้ที่สนใจ สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับรุ่นรถและราคาที่มีจำหน่ายได้ที่เว็บไซต์ www.ktm.com
ลูก้า มาร์ติน, CEO KTM ASIA กล่าวว่า “ในเอเชีย เราได้เห็นความต้องการอย่างมากสำหรับกิจกรรมออฟโรดที่มีคุณภาพ และระดับทักษะของผู้ขับขี่ได้พัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง เรามีความยินดีที่ได้สนับสนุนการเติบโตของมอเตอร์สปอร์ตแบบออฟโรดด้วยการฝึกทักษะที่เหมาะสมให้กับผู้ขับขี่มากขึ้น” ปัจจุบัน KTM RIDERS ACADEMY ดำเนินการใน 6 ประเทศ ได้แก่ จีน เกาหลีใต้ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ไทยและเวียดนาม ผู้ขับขี่สามารถติดต่อตัวแทนจำหน่าย KTM ในพื้นที่เพื่อเข้าร่วมหลักสูตร KTM RIDERS ACADEMY
กิจกรรมครั้งนี้ บริษัท วรูม จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ KTM และ Husqvarna Motorcycles อย่างเป็นทางการ ได้เชิญสื่อฯชั้นนำ Influencer (อินฟลูเอนเซอร์) และผู้แทนจำหน่าย KTM ในประเทศไทย เข้าร่วมการฝึกอบรม รวมถึงผู้บริหารของทางผู้แทนจำหน่าย KTM ในประเทศไทย อาทิเช่น บริษัท มอเตอร์ วิลล์ จำกัด จ.กรุงเทพฯ, บริษัท โมโตสแควร์ จำกัด จ.นนทบุรี, ประเสริฐเจริญยนต์การช่าง จ.นครปฐม, บริษัท ธนพร เซลส์แอนด์เซอร์วิส จำกัด จ.ชลบุรี, บริษัท ศิริชัยมอเตอร์เซลส์ จำกัด จ.ลพบุรี, บริษัท ธนาสิทธิ์ ดิสทริบิวชั่น จำกัด จ.ขอนแก่น และ บริษัท ไลฟ์ สไตล์ ออโต้ จำกัด จ.ภูเก็ต และขอขอบคุณการสนับสนุนยางจาก Pirelli Moto และของเหลวน้ำมันเครื่องจาก Motorex
โดยหลังจบงานในครั้งนี้ ทาง KTM Thailand จัดกิจกรรมการฝึกสอนทักษะ การขับขี่ทั้งทางดำและทางฝุ่นอย่างต่อเนื่อง โดยครูฝึกที่ผ่านการรับรองจาก KTM โดยสามารถติดต่อเข้าร่วมการอบรมผ่านทางผู้แทนจำหน่ายทั่วประเทศโดยการฝึกอบรมจะเน้นทักษะทางด้านการควบคุมรถขั้นสูงรวมถึงการขับขี่ปลอดภัยเพื่อให้ลูกค้าสามารถนำทักษะไปใช้ได้ในสถานการณ์จริง
นอกจากการฝึกอบรมการขับขี่แล้ว KTM Thailand ยังจัดกิจกรรมออกทริปท่องเที่ยวตลอดทั้งปี เพื่อมอบความสุข และสร้างความสัมพันธ์อันดีแก่ลูกค้า สำหรับท่านที่สนใจเข้าร่วมอบรม KTM RIDERS ACADEMY สามารถติดต่อเข้าร่วมการฝึกอบรมได้ที่โชว์รูมผู้แทนจำหน่ายรถจักรยานยนต์ KTM ทั่วประเทศ ติดตามข่าวสารได้ที่ Facebook : KTM Thailand facebook.com/officialktmth
‘ไบร์ท’จับมือ’เฟย’ เปิดโลกความชิล Chang Cold Brew Cool Club
เปิดตัวไปแล้วแบบสนุกสนานเฮฮากับแคมเปญ และพรีเซนเตอร์ใหม่ ‘ไบร์ท วชิรวิชญ์‘ และ ‘เฟย ภัทร‘ ของ Chang Cold Brew Cool Club จัดความชิลถึงที่ ยกรถ Airstream ที่ทั้ง 2 หนุ่มไปถ่ายแคมเปญโฆษณา “Chang Cold Brew Cool Club เปิดโลกความชิลสุดคูล” พร้อมตกแต่งบรรยากาศแคมป์ปิ้งที่ชิลและคูลสุดๆ มาไว้กลางห้างดัง แถมยังได้สองหนุ่มดูโอ้อารมณ์ดีแห่ง ‘แคมป์ปลิ้น‘ ควงแขนกันมาทั้ง ‘โอ๊ต ปราโมทย์’และ ‘ป๊อป ปองกูล‘ มาร่วมชิลเรียกเสียงกรี๊ดจากแฟนคลับลั่นงาน
นอกจากจะมาพูดคุยประสบการณ์ในการถ่ายภาพยนตร์โฆษณา “เปิดโลกความชิลสุดคูล กับ Chang Cold Brew Cool Club” ที่จังหวัดน่านแล้ว ทั้งไบร์ทและเฟย ยังส่งมอบความชิลให้กับทุกคน โชว์เพลง ‘ระหว่างทาง (Good Time)’ ที่ทั้งคู่ชอบร้องเวลาไปเที่ยวแคมป์ปิ้งด้วยกัน โดยไบร์ทรับหน้าที่ทั้งดีดกีตาร์และร้องเพลง ส่วนเฟยมาเป็นคอรัส และเสียงกรี๊ดยิ่งดังขึ้นเมื่อสายแคมป์ปิ้งตัวพ่อแห่งรายการ ‘แคมป์ปลิ้น‘ โอ๊ต ปราโมทย์ และ ป๊อบ ปองกูล ออกมาจากหลังรถบ้าน Airstream แถมอวดทีเด็ดว่าทั้งไบร์ทและเฟยจะไปออกรายการแคมป์ปลิ้น Episode พิเศษ ที่ได้ทำร่วมกันกับ Chang Cold Brew Cool Club ที่จะออนแอร์ในรายการ ‘แคมป์ปลิ้น‘ วันที่ 19 มีนาคม 2565 พร้อมเตรียมแจกแก้วเก็บความเย็น Chang Cold Brew Cool Club x Stanley ไอเทมสุดคูลที่สายแคมป์ปิ้งและเอาท์ดอร์ต้องมีไว้ชิลกับเพื่อนได้ยาวๆ
ไบร์ท กล่าวว่า “ดีใจมากที่ได้มาเป็นพรีเซนเตอร์ให้แคมเปญใหม่ “Chang Cold Brew Cool Club เปิดโลกความชิลให้คูล” ที่จะชวนทุกคนไปเปิดประสบการณ์ความชิล เป็นอะไรที่เข้ากับไลฟ์สไตล์ของผมและเฟยที่ชอบแคมป์ปิ้ง จังหวัดน่านที่ไปตั้งแคมป์ตอนถ่ายโฆษณามีทั้งลำธารและภูเขา บรรยากาศชิลสุดๆ เป็นการทำงานที่ได้พักผ่อนไปด้วย บอกเลยว่าวิวสวยมาก ไม่เคยเห็นมาก่อนในประเทศไทย นึกแล้วก็ยังอยากกลับไปชิลที่นั่นอีกครั้งเลย บอกเลยว่าดูในโฆษณาว่าสวยแล้ว ไปเองจริงๆ ยิ่งสวยกว่า อยากให้ทุกคนหาเวลาไปตั้งแคมป์ ชิลๆกับแก๊งเพื่อนกันครับ”
เฟย เสริมว่า “หลายๆ ครั้งที่ได้ไปทำงานต่างจังหวัด ผมและไบร์ทก็จะมีช่วงเวลาชิลๆ กันตลอด ผมกับไบร์ทเริ่มสนิทกันจริงๆ ตอนเข้าวงการ และก็ได้ทำรายการด้วยกัน “รายการโตแล้ว” ก็จะเป็นรายการที่ไปท่องเที่ยวตามที่ต่างๆ และเวลาว่างก็จะนัดกับแก๊งเพื่อนๆ ไปเที่ยวกัน แบกกีตาร์ ขนอาหารเครื่องดื่ม ไปนั่งสูดบรรยากาศคุยกันแบบชิลๆ เหมือนกับตอนที่ไปถ่ายโฆษณาของ Chang Cold Brew Cool Club วิวธรรมชาติเหมือนฝันมากๆ มีซีนหนึ่งที่ผมต้องขับรถเปิดประทุนลากรถบ้าน Airstream ชิลมากๆ เลยครับ อยากให้ทุกคนติดตามหนังโฆษณาตัวนี้ของพวกเรา และติดตามกิจกรรมชิลๆ อีกมากมาย ทาง FB: ChangColdBrewCoolClub กันนะครับ” รับรองมีเซอร์ไพรส์อีกเพียบ
สำหรับใครที่อยากเห็นภาพเบื้องหลังทริปแคมป์ปิ้งสุดชิลของไบร์ทและเฟย ขณะถ่ายทำภาพยนตร์โฆษณา Chang Cold Brew Cool Club ที่สะท้อนถึงตัวตนจริงๆ ของทั้ง 2 หนุ่มที่บางคนอาจยังไม่เคยเห็นมาก่อน สามารถไปติดตาม behind the scene ได้ที่ FB: ChangColdBrewCoolClub รวมทั้งแก้วเก็บความเย็นสุดพิเศษ Chang Cold Brew Cool Club x Stanley ไอเทมที่สายแคมป์ปิ้งต้องมีเพื่อเพิ่มความชิล ก็สามารถติดตามกิจกรรมชิลๆ ได้ทั้งทาง FB: ChangColdBrewCoolClub รวมทั้งรายการ ‘แคมป์ปลิ้น‘ ได้เลย

ฟอร์ดรุกตลาดกระบะดัดแปลงชูจุดเด่นมาตรฐานระดับโลก!
ฟอร์ด ประเทศไทย ประกาศกลยุทธ์รุกตลาดลูกค้ารายใหญ่ด้วยรถยนต์ฟอร์ดดัดแปลงเพื่อผลักดันธุรกิจให้เติบโตต่อเนื่อง ชูความแตกต่างด้วยการต่อยอดจุดแข็งของรถยนต์ฟอร์ดที่โดดเด่นด้วยสมรรถนะ และความอเนกประสงค์ครบครันตั้งแต่รุ่นเริ่มต้น ผนวกกับการยกระดับมาตรฐานรถดัดแปลงด้วยโปรแกรม Qualified Vehicle Modifier (QVM) ของฟอร์ด พร้อมนำเสนอโซลูชันพิเศษสำหรับกลุ่มลูกค้ารายใหญ่ พร้อมอำนวยความสะดวกลูกค้าด้วยนวัตกรรมด้านบริการของฟอร์ด โดยในงาน Ford Conversion Show ได้นำตัวอย่างรถยนต์ฟอร์ดดัดแปลงเพื่อการพาณิชย์ อาทิ รถตู้เย็น รถพยาบาลฉุกเฉิน รถกระเช้า รถจัดส่งสินค้า รถบริการเคลื่อนที่ ที่ผ่านการออกแบบและพัฒนาโดยพันธมิตรที่ผ่านการรับรองภายใต้โปรแกรม QVM อย่างบริษัท อาร์เอ็มเอ ออโตโมทีฟ จำกัด และบริษัท เอสเอสเอส ออโตโมทีฟ อินดัสทรี จำกัด มาจัดแสดง ณ ศูนย์การเรียนรู้และฝึกอบรมบุคลากรฟอร์ด
ในปี 2565 46% ของยอดขายรถยนต์ในประเทศไทยเป็นรถกระบะ โดย 17% ของตลาดระกระบะเป็นแบบ ตอนเดียวราว 68,000 คัน ทั้งนี้ 80% ของรถกระบะตอนเดียวที่ขายในประเทศไทยเป็นรถยนต์ดัดแปลงติดตั้งอุปกรณ์เพิ่มเติม* ราว 54,000 คัน ตลาดรถดัดแปลงจึงเป็นโอกาสในการผลักดันธุรกิจของฟอร์ดในประเทศไทย โดยฟอร์ดจะทำงานร่วมกับผู้จำหน่ายและพันธมิตรผู้ดัดแปลงที่ผ่านการรับรองจากโปรแกรม QVM นำเสนอรถยนต์ดัดแปลงเพื่อการใช้งานในตัวเลือกที่หลากหลาย อาทิ รถพยาบาลฉุกเฉิน รถกระเช้า รถตู้เย็น รถจัดส่งสินค้า รถบริการเคลื่อนที่ เพื่อให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าที่มองหารถยนต์ดัดแปลงที่มีคุณภาพสำหรับการใช้งานที่คุ้มค่าได้อย่างตรงจุด
“ฟอร์ดเล็งเห็นโอกาสทางธุรกิจในกลุ่มตลาดลูกค้ารายใหญ่ซึ่งมีความต้องการใช้รถยนต์ดัดแปลงเพื่อการพาณิชย์ จึงเข้ามารุกตลาดนี้โดยเน้นสร้างความแตกต่างด้วยการต่อยอดจุดแข็งของฟอร์ด นำรถยนต์ฟอร์ด เจเนอเรชันใหม่ ที่โดดเด่นด้านสมรรถนะและความอเนกประสงค์ตั้งแต่รุ่นเริ่มต้นมาทำเป็นรถยนต์ดัดแปลงที่มีคุณภาพ พร้อมยกระดับมาตรฐานไปอีกขั้นด้วยโปรแกรม Qualified Vehicle Modifier (QVM) ซึ่งเป็นมาตรฐานการดัดแปลงรถยนต์ระดับโลกของฟอร์ด ซึ่งวิศวกรฟอร์ดจะทำงานอย่างใกล้ชิดกับพันธมิตร ผู้ดัดแปลงในการนำเสนอโซลูชันเพื่อตอบโจทย์และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานของลูกค้า โดยมุ่งเจาะกลุ่มตลาดลูกค้ารายใหญ่ 6 กลุ่มหลัก ได้แก่ ยาและสินค้าเวชภัณฑ์ ขนส่งโลจิสติกส์ อาหาร สินค้าอุปโภคบริโภค เกษตรกรรม และอุตสาหกรรมก่อสร้าง ในปีนี้
อีกสิ่งหนึ่งที่ฟอร์ดให้ความสำคัญ คือ บริการหลังการขาย เพราะฟอร์ดเข้าใจดีว่าลูกค้ารายใหญ่ต้องการรถที่พร้อมใช้งานตลอดเวลาเพื่อให้ธุรกิจขับเคลื่อนอย่างไม่มีสะดุด รถยนต์ดัดแปลงที่ได้รับการออกแบบภายใต้โครงการ QVM และพันธมิตรของฟอร์ดจึงมาพร้อมการรับประกันคุณภาพตามเงื่อนไขจากฟอร์ดและบริษัทพันธมิตรเพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นและความอุ่นใจในการใช้งานให้กับลูกค้าของเรา” รัฐการ จูตะเสน กรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าว
โปรแกรม Qualified Vehicle Modifier หรือ QVM ของฟอร์ด คือ การควบคุมมาตรฐานและคุณภาพด้านการผลิตรถยนต์ดัดแปลงระดับโลก โดยทีมงานวิศวกรฟอร์ดจะให้คำแนะนำด้านวิศวกรรมพร้อมทั้งมอบแนวทางการดัดแปลงรถโดยอิงจากคู่มือการติดตั้งอุปกรณ์และตัวถัง (Body Equipment Mounting Manual หรือ BEMM) ตลอดถึงการเข้าไปตรวจสอบขั้นตอนการออกแบบติดตั้งชิ้นส่วนดัดแปลง โดยคำนึงถึงคุณภาพและความปลอดภัยในการใช้งานเป็นสำคัญ
ภายในงานฟอร์ดยังได้เปิดโอกาสให้สื่อมวลชนยลโฉมรถยนต์ดัดแปลงเพื่อการพาณิชย์ที่นำมาจัดแสดงเป็นตัวอย่าง เพื่อตอกย้ำความอเนกประสงค์ของรถฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ ที่โดดเด่นในแง่สมรรถนะ ความอเนกประสงค์ ครบครันด้วยเทคโนโลยีทันสมัยและอุปกรณ์ด้านความปลอดภัย ตั้งแต่รุ่นเริ่มต้น อาทิ ช่วงล่างที่มีการปรับใหม่มีขนาดกว้างและยาวขึ้น 50 มม. พวงมาลัยไฟฟ้าแบบ EPAS ไฟหน้าเปิด-ปิด อัตโนมัติ หน้าจอทัชสกรีนขนาดใหญ่ 10.1 นิ้ว ซึ่งมาพร้อมระบบสั่งงานด้วยเสียง SYNC4A รองรับ Apple Car Play และ Android Auto และ FordPass connect ตอบโจทย์การใช้งานในเชิงธุรกิจและการพาณิชย์ที่หลากหลาย รถฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ ยังมีข้อได้เปรียบด้วยฐานล้อที่กว้างขึ้น ทำให้มีพื้นที่กระบะเพิ่มขึ้น ติดตั้งตู้ได้กว้างและยาวมากขึ้น โดยมีความกว้างสูงสุดถึง 1,910 มม. จึงมีศักยภาพในการนำไปพัฒนาต่อยอดเป็นรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ที่สามารถตอบโจทย์กลุ่มลูกค้ารายใหญ่ได้หลากหลายในราคาที่คุ้มค่า โดยในงานมีพันธมิตรผู้ดัดแปลงรถยนต์ภายใต้โครงการ QVM นำรถมาร่วมจัดแสดง ได้แก่
บริษัท อาร์เอ็มเอ ออโตโมทีฟ จำกัด ร่วมจัดแสดงรถยนต์ดัดแปลง ดังนี้
- รถพยาบาลฉุกเฉิน ดัดแปลงโดยใช้รถกระบะฟอร์ด เรนเจอร์ รุ่นสแตนดาร์ดแค็บ 4×4 ที่มาพร้อมอุปกรณ์ ทั้งเปลสนาม ที่นั่งผู้ดูแลผู้ป่วย 3 ที่นั่ง ตู้ยาและระบบถังออกซิเจน และระบบแสงไฟยูวี บันไดทางเข้าด้านหลัง ไซเรน
- รถกระเช้าไฟฟ้า ดัดแปลงโดยใช้รถกระบะฟอร์ด เรนเจอร์ รุ่นสแตนดาร์ดแค็บ 4×4 มีแขนเหล็กคุณภาพสูงสามารถยืดหดได้ มาพร้อมระบบควบคุมฉุกเฉินของฐานควบคุมและกระเช้าไฟฟ้า มีขาค้ำยันปรับระดับด้านหน้าและด้านหลัง สามารถปรับระดับตัวรถได้
- รถให้บริการเคลื่อนที่อเนกประสงค์ (Mobile maintenance – MMT Box) ดัดแปลงโดยใช้รถกระบะฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ รุ่นสแตนดาร์ดแค็บ 4×4 มาพร้อมพื้นที่จัดเก็บอุปกรณ์ ถังเก็บน้ำมันและถังเก็บน้ำ
- รถทำสีพิเศษ ดัดแปลงโดยใช้รถกระบะฟอร์ด เรนเจอร์ ไวลด์แทรค ให้เป็นสีประจำองค์กรตามความต้องการของลูกค้า
บริษัท เอส เอส เอส ออโตโมทีฟ อินดัสทรี จำกัด ร่วมจัดแสดงรถดัดแปลง ได้แก่
- รถตู้เย็น ดัดแปลงโดยใช้รถกระบะฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ รุ่นสแตนดาร์ดแค็บ และใช้คอมเพรสเซอร์ที่ใช้พลังงานขับเคลื่อนจากเครื่องยนต์ (engine-driven compressor)
- รถตู้เย็นแบบ DC-Driven ดัดแปลงโดยใช้รถกระบะฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ รุ่นสแตนดาร์ดแค็บ ที่ใช้ตัวรถเป็นตู้ทำความเย็นแบบไฟฟ้า (electric cool box) ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ฟอร์ดนำคอมเพรสเซอร์แบบไฟฟ้ามาใช้ในการทำความเย็นให้กับตู้เย็นที่ติดตั้งในรถกระบะ จึงไม่จำเป็นต้องดัดแปลงชิ้นส่วนในห้องเครื่องยนต์ ลดความเสี่ยงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในห้องเครื่อง มีการใช้อินเวอร์เตอร์ไดร์ฟ และอุปกรณ์ควบคุมความเร็วรอบของมอเตอร์ ใช้ไฟฟ้ากระแสตรง (DC) ต่อจากแบตเตอรี่ของรถได้โดยตรง มีจุดเด่นคือการติดตั้งแบตเตอรี่ลูกที่สอง ทำให้เครื่องคอมเพรสเซอร์สามารถทำงานต่อไปได้อย่างยาวนาน แม้ว่าตัวเครื่องยนต์จะดับไปแล้ว จึงเหมาะสำหรับลูกค้าที่ต้องการคุณภาพในการควบคุมอุณหภูมิสินค้า เช่น ผู้ผลิตสินค้าเวชภัณฑ์ รวมทั้งยังเป็นตัวเลือกที่เหมาะสำหรับบริษัทที่เน้นความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเนื่องจากผู้ใช้งานสามารถดับเครื่องยนต์ขณะขนส่งสินค้าโดยตู้ยังคงรักษาความเย็นได้นาน
- รถบริการเคลื่อนที่ ซึ่งดัดแปลงโดยใช้รถกระบะฟอร์ด เรนเจอร์ รุ่นโอเพ่นแค็บยกสูง
- รถตู้ขนของสี่เหลี่ยมแบบพื้นเรียบ (full cargo box) ใช้รถกระบะฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชัน ใหม่ สแตนดาร์ดแชสซีส์แค็บ มาดัดแปลง
- รถตู้แห้งขนของแบบครึ่งท่อน (half cargo box) รุ่นดัดแปลงโดยใช้รถกระบะฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ รุ่นสแตนดาร์ดแค็บ ที่ใช้แผ่นไฟเบอร์ที่นำเข้าจากประเทศเยอรมนี มาทดแทนอะลูมิเนียมแบบรถตู้ขนของทั่วไปในตลาด โดยมีจุดเด่นที่ความแข็งแกร่ง ทนทาน น้ำหนักเบา รองรับแรงกระแทกได้ดี สามารถซ่อมแซมเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ได้ง่ายหากเกิดกรณีกระแทกหรือฉีกขาด อีกทั้งยังเป็นฉนวนกันความร้อนจากภายนอกได้ดี ซึ่งสามารถปรับขนาดตู้และเลือกออปชันได้ตามความต้องการของลูกค้า
- รถพยาบาล พัฒนามาจากรถกระบะฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ มาพร้อมอุปกรณ์การแพทย์ ตามข้อกำหนดของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ
ลูกค้าที่สนใจรถยนต์ดัดแปลงจากฟอร์ดยังจะได้รับความอุ่นใจด้านการใช้งานเหนือระดับ โดยรถยนต์ดัดแปลงภายใต้โครงการ QVM จะมาพร้อมการรับประกันตามเงื่อนไขระยะรับประกันรถใหม่ของฟอร์ด 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตรสำหรับชิ้นส่วนที่ไม่ได้ดัดแปลง และสำหรับโครงสร้างดัดแปลง ลูกค้าจะได้รับการรับประกัน 5 ปี หรือ 150,000 กม. โดยพันธมิตรผู้ดัดแปลงรถตามเงื่อนไขที่ผู้ดัดแปลงกำหนด โดยผู้ที่สนใจสามารถติดต่อผู้จำหน่ายฟอร์ดได้ทั่วประเทศ และสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ฝ่ายขายลูกค้ารายใหญ่ฟอร์ด หรือ ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ฟอร์ด Ford Call Center โทร. 1383 หรือดูข้อมูลและเงื่อนไขเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์ www.ford.co.th
*อ้างอิงจากผลสำรวจการใช้งานนรถยนต์ในตลาดกลุ่มลูกค้ารายใหญ่ในปี 2564 โดยอิปซอสส์ (IPSOS)
‘เทอร์ร่า สปอร์ต’ เพิ่มความเท่ เสริมความสปอร์ต คันเดียวจบ ครบเกินคุ้ม!
นิสสัน เผยโฉม “เทอร์ร่า สปอร์ต” รถยนต์อเนกประสงค์สำหรับทุกรูปแบบและสมาชิกในครอบครัว เสริมความสปอร์ตพรีเมียม มาพร้อมชุดตกแต่งด้วยวัสดุโทนสีดำรอบคัน ทั้งภายใน และภายนอก เหนือระดับด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูงรอบคัน 360° Safety Shield ให้ทุกการเดินทางสู่จุดหมายอย่างปลอดภัย เสริมความสุนทรีย์ภาพและความเพลิดเพลินด้วยระบบเอนเตอร์เทนเมนต์ และเครื่องเสียงระดับพรีเมียมจาก BOSE รอบคัน ตอบทุกนิยามของการใช้งานที่ “คันเดียวจบ ครบเกินคุ้ม”
“นิสสัน เทอร์ร่า สปอร์ต จะเป็นอีกทางเลือกให้กับลูกค้าที่มองหาเป็นรถยนต์อเนกประสงค์ระดับพรีเมี่ยมที่ครบครัน ด้วย สมรรถนะ และคุณสมบัติเด่นต่างๆ โดยยังให้ความสะดวกสบายและความสุนทรีย์ ภาพของการใช้งานและการขับขี่ ด้วยสมรรถนะ ที่มาพร้อมความปลอดภัยขั้นสูงสุดที่ไว้วางใจได้ ที่มีอยู่ใน เทอร์ร่า โดยเสริมด้วยรูปลักษณ์ภายนอกและภายในที่สปอร์ตโฉบเฉี่ยวมากยิ่งขึ้น ทำให้คนที่รักการออกเดินทางไปหาประสบการณ์ใหม่ กับสถานที่ใหม่ๆ ที่น่าสนใจ สามารถใช้เวลาทุกนาทีกับครอบครัว เพื่อนฝูง รวมถึงสัตว์เลี้ยง สมาชิกคนสำคัญ ในทุกการเดินทางได้อย่างประทับใจ เพราะนิสสันมุ่งมั่นที่จะนำเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำ มาสร้างประสบการณ์ที่ดีเพื่อคุณ” อิซาโอะ เซคิกุจิ ประธาน นิสสัน ประเทศไทย กล่าว
นิสสัน เทอร์ร่า สปอร์ต มาในรูปลักษณ์ที่โดดเด่น เติมความเท่ ทันสมัย ด้วยชุดตกแต่งสไตล์สปอร์ต ได้แก่
- กระจังหน้าสีดำ สปอร์ตพรีเมียม
- ชุดตกแต่งกันชนหน้า และ กันชนหลังสีดำเงาสไตล์สปอร์ต
- แผงกันกระแทกด้านหน้าและหลังสีดำ
- ฝาครอบไฟตัดหมอกสีดำ
- กระจกมองข้างสีดำ
- ราวหลังคาสีดำ
- มือจับประตูสีดำ
- คิ้วตกแต่งซุ้มล้อสีดำ และ บันไดข้างสีดำ
- เสาอากาศแบบครีบฉลามสีดำ
- สปอยเลอร์หลังสีดำ พร้อมคิ้วและแผงประตูท้ายสีดำ
- สัญลักษณ์ Sport ด้านหลัง
- ห้องโดยสารภายในตกแต่งโทนสีดำสไตล์สปอร์ตพรีเมียม
นิสสัน เทอร์ร่า มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซล YS23DDTT ขนาด 2.3 ลิตร ทวินเทอร์โบ มีกำลังสูงสุด 190 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 450 นิวตัน–เมตร และเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด ให้การขับขี่นุ่มนวลแต่ทรงพลัง และประหยัดน้ำมัน ทั้งยังสามารถรองรับน้ำมันดีเซลได้ทุกชนิดทั้ง B7, B10 และ B20
ด้วยระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ เทอร์ร่าสามารถไปได้ในทุกเส้นทาง โดยผู้ขับขี่สามารถเปลี่ยนโหมดขับเคลื่อนจากสองล้อ (2H) เป็นโหมดขับเคลื่อนสี่ล้อได้ผ่าน Rotor Switch ที่บริเวณแผงคอนโซลกลาง การควบคุมพวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นหุ้มหนังรูปทรง D-shape แบบสปอร์ต ได้ปรับปรุงใหม่ให้สามารถควบคุมตัวรถได้อย่างง่ายดาย และปลอดภัยมากขึ้น ระบบช่วงล่างด้านหลังแบบ 5 ลิงค์ (5-Link) ที่นุ่มนวลและลดความโคลงของตัวรถขณะเข้าโค้งและการทรงตัวที่ดีและมั่นใจนี้จะทำให้ผู้ขับขี่และทุกคนในครอบครัวจึงเดินทางได้อย่างสบายใจ
นิสสัน เทอร์ร่า ทุกรุ่นมาพร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูงรอบคัน 360° Safety Shield* ทั้งแบบ Active และ Passive เสริมความมั่นใจและให้ความปลอดภัยกับสมาชิกทุกๆคนของครอบครัว อาทิ เทคโนโลยีช่วยเบรกฉุกเฉินอัจฉริยะ (Intelligent Emergency Braking – IEB) ที่ช่วยประเมินว่ารถมีความเสี่ยงที่จะชนกับรถคันข้างหน้าหรือไม่ รวมถึงจะคอยแจ้งเตือนผู้ขับขี่และส่งกำลังเบรกเบาๆ หากพบว่าผู้ขับขี่ยังไม่ลดความเร็วและมีความเสี่ยงที่อาจเกิดอุบัติเหตุ ซึ่งหากประเมินว่ามีความเสี่ยงในการชนที่สูง ระบบก็จะทำการเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติทันที เทคโนโลยีกล้องอัจฉริยะมองภาพรอบทิศทาง (Intelligent Around View Monitor – IAVM) ที่ทำงานร่วมกับเทคโนโลยีเตือนวัตถุเคลื่อนไหวรอบคัน Moving Object Detection (MOD) เทคโนโลยีเตือนรถในมุมอับสายตา (Blind Spot Warning – BSW) เทคโนโลยีเตือนเมื่อรถออกนอกช่องทาง (Lane Departure Warning – LDW) เทคโนโลยีตรวจจับวัตถุด้านหลังขณะถอย (Rear Cross Traffic Alert – RCTA) เทคโนโลยีเตือนเมื่อเสี่ยงต่อการชนอัจฉริยะ (Intelligent Forward Collision Warning – IFCW) และเทคโนโลยีเตือนผู้ขับขี่เมื่อรู้สึกถึงการขาดสมาธิหรือเหนื่อยล้า (Intelligent Driver Alertness – IDA) ที่เป็นเสมือนผู้ช่วยเตือนความปลอดภัยอีกหนึ่งขั้น โดยเฉพาะในยามที่ต้องขับรถทางไกลที่อาจเกิดความเหนื่อยล้า
นอกจากนี้ เทอร์ร่า ยังมาพร้อมเทคโนโลยีกระจกมองหลังอัจฉริยะ Intelligent Rear View Mirror ซึ่งมีเฉพาะในกลุ่มรถยนต์อเนกประสงค์ระดับเดียวกัน โดยระบบจะแสดงภาพจากกล้องความละเอียดสูงผ่านกระจกมองหลังอัจฉริยะ ซึ่งช่วยเพิ่มทัศนวิสัยที่ชัดเจนยิ่งขึ้นแม้มีผู้โดยสารตอนหลัง หรือสัมภาระขนาดใหญ่ รวมถึงยังสามารถปรับมุมมองได้ตามความต้องการของผู้ขับ ระหว่างการแสดงภาพในแบบหน้าจอแอลซีดี (LCD) กับกระจกมองหลังมาตรฐาน
ห้องโดยสารของเทอร์ร่า ให้ทุกคนในรถเพลิดเพลินตลอดการเดินทาง ด้วยระบบเสียงรอบทิศทางจาก Bose Premium Audio System ติดตั้งลำโพง 8 ตำแหน่ง และแอมพลิฟายเออร์ รวมถึงการเพิ่มฉนวนเพื่อลดเสียงรบกวน และกระจกบังลมตอนหน้าและกระจกที่ประตูคู่หน้ายังเป็นแบบ Acoustic Glass ทำให้ภายในเงียบ สัมผัสได้ถึงความเป็นส่วนตัวในห้องโดยสาร
นอกจากนี้ ระบบเอนเตอร์เทนเม้นจากหน้าจอสัมผัส Display Audio ขนาด 9 นิ้ว และเทคโนโลยี NissanConnect ที่รองรับการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนผ่าน Apple CarPlay แบบไร้สาย และรองรับการเชื่อมต่อผ่าน Android Auto** ทำให้ผู้ขับขี่สามารถเข้าถึงแอพพลิเคชันระบบนำทาง (Navigation System) และแอปพลิเคชันความบันเทิงต่าง ๆ ได้อย่างง่ายดาย
สำหรับผู้โดยสารในแถวสอง และสาม ยังสามารถรับชมความบันเทิงผ่านหน้าจอมอนิเตอร์ขนาดใหญ่ 11 นิ้ว ที่สามารถเชื่อมต่อกับโลกแห่งความบันเทิงออนไลน์ได้อย่างง่ายดาย ผ่านช่อง HDMI หรือการเชื่อมต่อแบบสมาร์ททีวี นอกจากนี้ยังมีช่องเชื่อมต่ออุปกรณ์และชาร์จไฟแบบ USB (Type A และ Type C) ถึง 5 จุด เพียงพอกับผู้โดยสารทุกคนบนรถที่สามารถชาร์จอุปกรณ์ได้หลายเครื่องในเวลาเดียวกัน ทั้งบริเวณคอนโซลหน้า คอนโซลกลาง และในแถวที่สาม นอกจากนี้ยังมาพร้อมเทคโนโลยีชาร์จไฟแบบไร้สาย (Wireless Charger) บริเวณคอนโซลหน้า ซึ่งเพียงแค่วางสมาร์ทโฟน หรืออุปกรณ์ที่รองรับก็สามารถชาร์จไฟได้ทันที
นิสสัน เทอร์ร่า สปอร์ต ใหม่ มีราคาจำหน่าย 1,555,000 บาท มาพร้อมสีภายนอกให้เลือกทั้งหมด 3 สี ได้แก่ สีเทา สเตลท์ เกรย์ สีขาว ไวท์ เพิร์ล*** และสีดำ แบล็ค สตาร์ โดยลูกค้าที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลได้ที่ผู้จำหน่ายนิสสัน รวมถึงโชว์รูมนิสสันใกล้บ้านท่านใน 77 จังหวัด ทั่วประเทศ หรือติดต่อศูนย์บริการลูกค้านิสสัน โทร. 02 401 9600 หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ของ นิสสัน ประเทศไทย
* กรุณาตรวจสอบข้อมูลและรายละเอียดทางเทคนิค (Specification)
** เฉพาะสมาร์ทโฟนรุ่นที่รองรับการใช้งาน
***สีขาว ไวท์ เพิร์ล เพิ่ม 12,000 บาท
