“ปล่อยไหล” ซิงเกิ้ลใหม่กับการเจอกันครั้งแรกของ The Toys และ Pyra
Heineken Experience Silver ปล่อยภาพเบื้องหลังมิวสิควิดีโอเพลง “ปล่อยไหล” โชว์โมเมนต์ของ The Toys และ Pyra ก่อนที่จะส่งมิวสิควิดีโอตัวเต็มออกมา เพื่อให้คนรุ่นใหม่ได้เข้าใจถึงแอดติจูด “ปล่อยไหล สมูทกันได้เกินคาด” ผ่านเรื่องราวที่แสดงให้เห็นว่าทั้งสองคนเอนจอยและไปได้สุดในทางของตัวเอง
ไฮเนเก้น เอ็กซพีเรียนซ์ ซิลเวอร์ (Heineken Experience Silver) แฟชั่นไลฟ์สไตล์แบรนด์เดินหน้าปลุกแอดติจูด “ปล่อยไหล สมูทกันได้เกิดคาด” ในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ด้วยการส่งเพลง “ปล่อยไหล (Let it Flow)” ผลงานล่าสุดจากการร่วมงานกันครั้งแรกของ 2 แบรนด์แอมบาสเดอร์ “The Toys – Pyra” พร้อมต่อยอดความพิเศษ ด้วยการปล่อยภาพ Behind the scene โชว์การทำงานร่วมกันของทั้งคู่ และเชิญชวนให้แฟนๆ คอยติดตามมิวสิควิดีโอเพลง “ปล่อยไหล” ผ่านทุกช่องทางของ Heineken Experience Silver เร็วๆ นี้
ผลงานเพลง “ปล่อยไหล” ของ The Toys และ Pyra เกิดจากสไตล์และการสร้างสรรค์ที่ใส่ความเป็นตัวตนของทั้งคู่ไว้อย่างชัดเจน โดยเนื้อหาของเพลงต้องการจะพูดกับคนรุ่นใหม่ ตามคอนเซ็ปต์การปล่อยไหลของแบรนด์ เพลงนี้เป็นเพลงป็อปติดหู ด้วยท่อนเด่นที่มีประโยคจำง่าย อย่าง “ปล่อยมันไป ปล่อยไหล ตามหัวใจ” “ใครไม่สุด ผมสุดครับ” “หนึ่งชีวิต ใช้มันให้คุ้มหน่อย” และ “No slowing, We flowing” ที่ต้องการสื่อสารให้คนรุ่นใหม่ใช้ชีวิตแบบปล่อยไหล ปล่อยความเป็นตัวเองออกมาให้สุดเพื่อให้ได้เจอกับผลลัพธ์ที่เกินคาด
ฟังเพลง “ปล่อยไหล” ซิงเกิ้ลพิเศษจาก The Toys และ Pyra ได้แล้ววันนี้ ผ่านช่องทาง YouTube, Youtube Music, Spotify, Apple Music, Amazon Music, Deezer และ Anghami พร้อมรอติดตามมิวสิควิดีโอที่เตรียมออนแอร์ในเดือนกรกฏาคมนี้ ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย Heineken Experience Silver และ LINE @heinekenexperience
#HeinekenExperienceSilver #ปล่อยไหลสมูทกันได้เกินคาด
“Watsons Love is Love Pride Parade” โอบกอดความหลากหลายสู่สังคมที่เท่าเทียม!
วัตสันจับมือพาร์ทเนอร์แบรนด์ดัง ทั้ง Cathy Doll, Citra, Durex, in2it, Lip it, Listerine, Maybelline, Mistine, Srichand & Sasi และ Vasline ร่วมเนรมิตขบวนพาเหรด “Watsons Love is Love Pride Parade” กลางสยามสแควร์ ซอย 5 ให้เป็นพื้นที่แห่งการแสดงออกและการขับเคลื่อนความหลากหลาย เพื่อให้ทุกคนมีความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ของตน และสนับสนุนให้ทุกคนมีสิทธิที่เท่าเทียมกัน โดยภายในงานมีดาราและศิลปินชื่อดังในวงการบันเทิงมากมาย อย่าง หมอเจี๊ยบ ลลนา, โยชิ รินรดา, 4MiX, นัท นิสามณี, เอแคลร์ จือปาก, มีน เวนิจ์ฏา, Both & Newyear, ฟรีน สโรชา, เมฆ ยุทธวัฒน์, ฟลุ๊คกะล่อน, ต่อ ภาคภูมิ สุวรรณรัตน์ และ เนสตี้ สไปรท์ซี่ เดินทางมาเข้าร่วมเดินขบวนพาเหรดในครั้งนี้ พร้อมปิดท้ายความสนุกด้วยมินิคอนเสิร์ตจากวง 4Mix
นอกจากกิจกรรม “Watsons Love is Love Pride Parade” เพื่อพื้นที่แห่งความหลากหลายในสังคม ในฐานะที่วัตสันดำเนินงานภายใต้ เอ.เอส.วัตสัน กรุ๊ป (A.S. Watson Group) ผู้ค้าปลีกด้านสุขภาพและความงามที่ใหญ่ที่สุดในโลก วัตสันจึงมุ่งมั่นให้ความสำคัญกับความเท่าเทียม ความหลากหลาย และการมีส่วนร่วมของผู้คนในองค์กร (DEI: Diversity, Equity and Inclusion) เรามีเป้าหมายที่จะสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย สร้างสรรค์สังคมแห่งความหลากหลายที่ทุกคนสามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งได้ วัตสันมีนโยบายการปฏิบัติต่อบุคลากรและเพื่อนพนักงานทุกคนอย่างเท่าเทียมเพื่อให้ทุกคนเข้าถึงโอกาสและมีสิทธิเท่าเทียมกันในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นโอกาสในการเรียนรู้ การเติบโต และโอกาสในการประสบความสำเร็จ รวมถึงช่วยให้พวกเขารู้สึกมั่นใจในการเป็นตัวของตัวเอง ด้วยความเชื่อว่าความแตกต่างคือเอกลักษณ์ที่สวยงาม และความหลากหลายคือนิยามของ The New Beautiful หรือความงามรูปแบบใหม่
นวลพรรณ ชัยนาม ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด วัตสัน ประเทศไทย กล่าวว่า “กิจกรรม Watsons Love is Love Pride Parade ในครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งความตั้งใจของเราในการสร้างแรงบันดาลใจให้กับสังคม เพื่อให้ทุกคนได้แสดงออกด้านอัตลักษณ์ และสื่อสารความเป็นตัวของตัวเองได้อย่างเสรี รวมถึงร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความตระหนักรู้และส่งเสริมความเท่าเทียมในสังคม เพราะเราเชื่อว่าการให้ความสําคัญในการยอมรับความแตกต่างและความหลากหลายทุกรูปแบบ จะก่อให้เกิดสังคมที่เท่าเทียมกันได้อย่างแท้จริง”
กิจกรรม Watsons Love is Love Pride Parade ในครั้งนี้ถือเป็นอีกความมุ่งมั่นของวัตสัน ประเทศไทย ในการมุ่งหน้าสานต่อแนวคิดขององค์กรที่ส่งเสริมความหลากหลาย (Diversity) ความเสมอภาค (Equity) และการไม่แบ่งแยก (Inclusion) เดินหน้าสนับสนุนความแตกต่าง พร้อมเป็นกระบอกเสียงเพื่อให้เกิดความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในสังคมด้วยการยอมรับมุมมองและตัวตนที่หลากหลาย เพื่อปลูกฝังวัฒนธรรมแห่งการไม่แบ่งแยกให้ได้ผลิดอกออกใบต่อไปในสังคม
BMW จับมือโรงแรมสินธร เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ เปิดประสบการณ์ค่ำคืนสุดหรูกลางเมือง!
บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย ร่วมกับโรงแรมสินธร เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ ยกระดับความสะดวกสบายในการเดินทางเหนือระดับ รองรับการผ่อนคลายปลีกตัวจากความวุ่นวายบนพื้นที่ใจกลางกรุงเทพฯ ผ่านการส่งมอบรถยนต์ บีเอ็มดับเบิลยูซีรีส์ 7 ไฮไลท์ของบริการพรีเมียมลีมูซีน จากโรงแรมสินธร เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ เพื่อประสบการณ์ที่มอบความสมดุลระหว่างความสะดวกสบายขณะเดินทางและความคล่องตัวบนท้องถนน ผ่านเอกลักษณ์อันเป็นเลิศของยนตรกรรมระดับเรือธง เพิ่มสีสันให้กับไลฟ์สไตล์ยามค่ำคืนอย่างลงตัว
ยนตรกรรมในกลุ่ม Luxury Class จากบีเอ็มดับเบิลยู ได้รับการออกแบบเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ระดับพรีเมียมโดยเฉพาะ ผสานความล้ำสมัยและความหรูหรา พร้อมสมรรถนะที่เหนือชั้นเข้ากับที่สุดของเทคโนโลยีเพื่อการขับขี่ที่ทรงพลัง ภายในห้องโดยสารของ BMW 7 series มีระบบระบายอากาศทั้งตอนหน้าและตอนหลัง รวมทั้งระบบนวดผ่อนคลายสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารตอนหลัง สร้างบรรยากาศให้หรูหราและเสริมความโอ่อ่าด้วยหลังคากระจก Panorama Sky Lounge ใน BMW 7 series ที่สามารถสร้างบรรยากาศเอ็กซ์คลูซีฟได้จากทั้งแสงธรรมชาติและชุดไฟ ambient light ด้วยฟีเจอร์เหล่านี้ สอดคล้องกับความตั้งใจของโรงแรมสินธร เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ ที่ต้องการมอบบรรยากาศแห่งความสงบ สะท้อนคอนเซปต์ของการเป็น ‘A City Wellness Sanctuary’ หรือสถานที่แห่งความสงบและการดูแลสุขภาพใจกลางเมือง ที่พร้อมให้บริการด้วยมาตรฐานระดับโลก ส่งมอบความรื่นรมย์และความสะดวกสบายให้กับแขกคนสำคัญของโรงแรม ให้ได้ผ่อนคลายจากความวุ่นวายตลอดวัน
นอกจากจะอำนวยความสะดวกด้านการเดินทางด้วยรถยนต์พรีเมียมลีมูซีนบีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 7 เพื่อรองรับไลฟ์สไตล์สุดพิเศษ โรงแรมสินธร เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ ยังได้รับการออกแบบมาเพื่อเป็นพื้นที่สีเขียวแห่งความสงบใจกลางกรุงเทพฯ รองรับแขกทางโรงแรมด้วยกิจกรรมหลากหลายประเภท เพื่อให้ได้ผ่อนคลายจากความเหนื่อยล้าในแต่ละวัน ไม่ว่าจะเป็นยิมออกกำลังกายด้วยเครื่องออกกำลังกายครบครัน, คลาสพิลาทีสและโยคะที่ Yoga Centre พื้นที่แห่งความสงบสุขให้ทุกคนได้มองหาความสงบหลังหมดวัน, ลิ้มรสชาติอาหารที่ได้รับการปรุงอย่างพิถิพิถันด้วยตัวเลือกห้องอาหารหลากหลาย อย่างห้องอาหารญี่ปุ่น Ki Izakaya และห้องอาหาร Flourish ไปจนถึงการดื่มด่ำกับบรรยากาศของ Firefly Bar บาร์ที่ได้รับการออกแบบหรูหรา สวยงามอย่างมีเอกลักษณ์ รื่นรมย์กับเครื่องดื่มค็อกเทลที่รังสรรค์โดยบาร์เทนเดอร์ที่การันตีความสามารถจากการชนะการแข่งขันมากมายให้แขกทุกคนได้มีความสุขกับบรรยากาศยามค่ำคืนอย่างลงตัว
แนวคิดด้านการให้บริการความสะดวกสบายระดับพรีเมียมนี้ยังสะท้อนให้เห็นในรถยนต์ BMW 7 series พรีเมียมลีมูซีน ซึ่งผู้โดยสารเบาะหลังสามารถเพลิดเพลินกับความบันเทิงเต็มรูปแบบจากหน้าจอขนาด 10 นิ้ว ถึงสองจอ ด้วยความละเอียดระดับ Full HD โดยผู้โดยสารสามารถใช้หน้าจอนี้ควบคุมระบบนำทางและฟังก์ชันออนไลน์ต่าง ๆ ของตัวรถได้โดยตรงจากเบาะหลัง โดยนอกจากยนตรกรรมระดับเรือธงอย่าง BMW 7 series แล้ว ลูกค้าองค์กรที่ต้องการประสบการณ์การเดินทางในระดับพรีเมียมยังมีทางเลือกอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นยนตรกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานงานไฟฟ้า อย่างรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด BMW 750e xDrive M Sport และรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% BMW i7 รวมถึงยนตรกรรมหรูรุ่นอื่น ๆ ที่ตรงกับความต้องการของแต่ละองค์กร
LIDAR เทคโนโลยีหลบหลีกการชนบนทางแยก!
นิสสันสาธิตการพัฒนาเทคโนโลยีช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูงด้วยอุปกรณ์แบบ LIDAR ที่มาพร้อมกับฟีเจอร์การหลบหลีกการชนกันบนทางแยก การสาธิตจัดขึ้นในพื้นที่ของนิสสันโดยมีการแสดงสมรรถภาพของเทคโนโลยีเพื่อทดสอบระบบหลบหลีก การชนบนทางแยกที่มีความซับซ้อน
ทาคาโอะ อาซามิ รองประธานอาวุโส ฝ่ายวิจัยและพัฒนาชั้นนำระดับโลกและวิศวกรรมขั้นสูง (Takao Asami, Research and Advanced Engineering Division) กล่าวว่า “การพัฒนาเทคโนโลยีนี้ดำเนินการภายใต้วิสัยทัศน์ระยะยาวของบริษัทหรือ Nissan Ambition 2030 เรากำลังอยู่ในขั้นตอนการพัฒนาเทคโนโลยีระบบการหลบหลีกการชนโดยใช้เทคโนโลยี LIDAR – Light detection and ranging สำหรับรุ่นต่อไปภายในช่วงกลางของทศวรรษที่ 20 เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีการขับขี่อัตโนมัติในอนาคตให้ลูกค้าได้มั่นใจในความปลอดภัย เรากำลังทำความเข้าใจอุบัติเหตุทั้งหมดโดยวิเคราะห์จากอุบัติเหตุที่มีความซับซ้อนซึ่งเคยเกิดขึ้นจริง โดยมุ่งเป้าไปที่การลดอุบัติเหตุจราจรให้มากที่สุด”
เทคโนโลยีนี้ได้เพิ่มคุณสมบัติการควบคุมแบบใหม่ในการหลบหลีกการชนกันบนทางแยกด้วยการใช้เทคโนโลยีพื้นฐานของ LIDAR รุ่นต่อไปที่เรียกว่า เทคโนโลยีการรับรู้เหตุการณ์จริงจากภาคพื้น (ground truth perception) ซึ่งสามารถตรวจจับความเร็วของวัตถุ พิกัด และความเสี่ยงที่อาจชนกันจากด้านข้างได้ ระบบได้รับการออกแบบมาเพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์ที่มีการเปลี่ยนแปลงกระทันหัน เช่น การใช้เบรกฉุกเฉินหรือปล่อยเบรกเมื่อหลบหลีกสิ่งกีดขวางต่างๆ
อุบัติเหตุบนทางแยกที่เกิดจากความผิดพลาดของผู้ขับขี่อาจส่งผลร้ายแรงได้ ระบบที่กำลังพัฒนานี้ จึงได้รับการออกแบบเพื่อเป็นตัวช่วยในสถานการณ์คับขันผ่านการทำงานของระบบเซนเซอร์ขั้นสูงพร้อมความสามารถที่จะช่วยในการตัดสินใจต่างๆ
“Women in Tech” เสริมแกร่งหญิงไทยสู่วงการไอที!
บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมเฉลิมฉลองวันวิศวกรรมสตรีสากล (International Women in Engineering Day) จัดงานโร้ดโชว์ “Women in Tech” ครั้งแรกในไทย จุดประกายการเรียนรู้ด้วยเรื่องราวจากผู้หญิงต้นแบบและผู้นำหญิงในสายไอที พบกับกิจกรรม Tech Talk และบูธจัดแสดงเทคโนโลยีใหม่ ๆ รวมถึงโครงการต่าง ๆ ที่หัวเว่ยร่วมผนึกกำลังกับพันธมิตร เพื่อสนับสนุนความหลากหลายและความเท่าเทียมกัน วัตถุประสงค์ของกิจกรรมโร้ดโชว์ครั้งนี้คือการสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้หญิงรุ่นใหม่หันมาสนใจศึกษาต่อในสาขา STEM (วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์) เพื่อขับเคลื่อนอนาคตที่ยั่งยืนและเท่าเทียมกัน กิจกรรมนี้ยังเป็นการผนึกกำลังระหว่างหัวเว่ย องค์การยูเนสโก (UNESCO) สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ITU) และสถาบันการศึกษาชั้นนำของไทย ในการบ่มเพาะและเพิ่มจำนวนบุคลากรด้านไอซีทีให้กับโลกดิจิทัลของไทยในอนาคต
รายงานดัชนีช่องว่างระหว่างเพศ ประจำปี พ.ศ. 2566 โดยสภาเศรษฐกิจโลก (World Economy Forum) ระบุว่า อาชีพในสาขา STEM เป็นหนึ่งในกลุ่มอาชีพสำคัญที่มีค่าตอบแทนสูง และจะเป็นที่ต้องการมากยิ่งขึ้นในอนาคต แต่จำนวนผู้หญิงที่ประกอบอาชีพในสาขา STEM ยังคงมีสัดส่วนที่น้อยมาก เมื่อเทียบกับจำนวนผู้ประกอบอาชีพที่ไม่อยู่ในกลุ่ม STEM ผู้หญิงมีจำนวนมากถึงเกือบครึ่ง (49.3%) ในขณะที่ในอาชีพในสาขา STEM มีผู้หญิงเพียง 29.2% เท่านั้น หัวเว่ยมีความตั้งใจที่จะผลักดันผู้หญิงเข้าสู่สายงานด้าน STEM มากขึ้น จึงเปิดตัวโครงการ ‘Women in Tech’ อย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2563 โดยยึดแนวปฏิบัติ 3 เสาหลัก ได้แก่ Tech For Her, Teach With Her, Teach by Her ซึ่งปัจจุบัน โครงการมีการขยับขยายและดำเนินงานอยู่ในกว่า 50 ประเทศทั่วโลก
“สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เห็นการเปิดตัวโครงการการแข่งขัน Women in Tech อย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ทั้งนี้นวัตกรและบุคลากรด้านดิจิทัล ทั้งผู้หญิงและผู้ชายได้กลายเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญในการพัฒนาทางเศรษฐกิจและการทำให้เกิดโอกาสทางธุรกิจของประเทศ โดยทางสำนักงานมีความมุ่งมั่นจะทำงานร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรและพาร์ทเนอร์ต่างๆ ซึ่งรวมถึงหัวเว่ย เพื่อบ่มเพาะอีโคซิสเต็มของผู้ประกอบการนวัตกรรมและบุคลากรด้านดิจิทัล ตลอดจนผลักดันประเทศไทยให้ขึ้นเป็นศูนย์กลางด้านดิจิทัลแห่งอาเซียน” ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง รองผู้อำนวยการด้านระบบนวัตกรรม สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ กล่าวถึงความสำคัญของนวัตกรและบุคลากรด้านดิจิทัล
ปิยะธิดา อิทธิระวิวงศ์ ประธานบริหารกลุ่มธุรกิจคลาวด์ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด ได้ขึ้นกล่าวในงานครั้งนี้ว่า “หัวเว่ย ในฐานะบริษัทเทคโนโลยี ยึดมั่นในภารกิจการเติบโตไปพร้อมกับประเทศไทย ร่วมสนับสนุนประเทศไทย และขับเคลื่อนโลกอนาคตแห่งดิจิทัลที่มีความเท่าเทียม สำหรับในปี พ.ศ. 2566 นี้ หัวเว่ยจะยังคงเดินหน้าเพาะบ่มบุคลากรด้านดิจิทัลที่มีคุณภาพ โดยมุ่งเน้นใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ โครงการนักพัฒนาเทคโนโลยีคลาวด์ โครงการวิศวกรพลังงานดิจิทัล และการสร้างความเท่าเทียมทางดิจิทัล เช่น โครงการ Women in Tech นี้ เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะมีคนรุ่นใหม่เข้าร่วมโครงการเหล่านี้กันมากขึ้น”
มนทกานติ์ สุวรรณทรรภ กิตติไพศาลศิลป์ เจ้าหน้าที่บริหารแผนงานด้านวัฒนธรรม องค์การยูเนสโก กรุงเทพฯ แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับโอกาสและความท้าทายในยุคดิจิทัล พร้อมทั้งแสดงความชื่นชมหัวเว่ยและพันธมิตรที่ได้จัดกิจกรรมนี้ขึ้น และได้เน้นย้ำพันธกิจขององค์การยูเนสโกในการส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศ ผ่านทางระบบการศึกษาตั้งแต่ชั้นปฐมวัยไปจนถึงระดับอุดมศึกษา ทั้งในรูปแบบที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ และผ่านการวางแผนโครงสร้างหลักสูตรการเรียนการสอนเพื่อการฝึกอบรมครูอาจารย์
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สุนันฑา สดสี คณบดีคณะเทคโนโลยีสารสนเทศและนวัตกรรมดิจิทัล มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ได้แสดงความคิดเห็นในมุมมองฝ่ายวิชาการว่า “มหาวิทยาลัยต้องทำงานร่วมกับภาครัฐ และพันธมิตรจากภาคอุตสาหกรรมอย่างหัวเว่ย เพื่อใช้ประโยชน์สูงสุดจากเทคโนโลยีในการขับเคลื่อนโลกอนาคตแห่งดิจิทัลที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น”
กิจกรรมโร้ดโชว์ Women in Tech จัดแสดงบูธให้ผู้เยี่ยมชมได้เรียนรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์แบตเตอรี่กักเก็บพลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และโซลูชันพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์สำหรับครัวเรือนที่จะช่วยสร้างความยั่งยืนยิ่งขึ้นให้กับโลก ผู้ร่วมงานยังจะได้สัมผัสเทคโนโลยีสมาร์ทโฟน สมาร์ทวอทช์ โซลูชัน AR และ XR ที่เข้ามาช่วยส่งมอบความบันเทิงแห่งอนาคต และบูธนิทรรศการแผนงานและโครงการต่าง ๆ ที่ดำเนินการโดยองค์การยูเนสโก เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน 17 เป้าหมาย นอกจากนี้ ภายในงาน ผู้สนใจยังสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการนักพัฒนาเทคโนโลยีคลาวด์ของหัวเว่ยได้อีกด้วย
ไม่เพียงเท่านั้น หัวเว่ยยังนำ ‘รถดิจิทัลเพื่อสังคม’ มาจัดแสดงให้บุคคลทั่วไปได้เข้าเยี่ยมชมเป็นครั้งแรก รถดิจิทัลคันนี้เป็นโครงการเพื่อสังคมที่หัวเว่ย ประเทศไทย จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่ทักษะความรู้ด้านดิจิทัลให้กับนักเรียน คนงาน และบุคลากรทางการแพทย์กว่า 3,000 คนใน 12 จังหวัดทั่วประเทศ โครงการดังกล่าวได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการพัฒนาทักษะและความรู้ด้านดิจิทัล ซึ่งปัจจุบันมีสถานศึกษาเข้าร่วมในโครงการแล้ว 27 โรงเรียน สะท้อนถึงความร่วมมือกันเพื่อเพิ่มการเข้าถึงด้านการศึกษาดิจิทัลในพื้นที่ห่างไกล
กิจกรรมโร้ดโชว์ครั้งนี้ยังแสดงถึงความร่วมมืออย่างต่อเนื่องระหว่างหัวเว่ยและสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ ภายใต้โครงการ ‘Girls in ICT’ ซึ่งหัวเว่ย ได้ส่งเสริมความรู้และฝึกอบรมหลักสูตรเทคโนโลยี 5G, คลาวด์ และความปลอดภัยทางไซเบอร์ให้แก่นักเรียนมากกว่า 40 คน ตัวแทนนักเรียนจากสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ ได้กล่าวแสดงความขอบคุณหัวเว่ยและพันธมิตร พร้อมทั้งเชิญชวนนักเรียนคนอื่น ๆ ให้เข้าร่วมโครงการฝึกอบรมทักษะดิจิทัลเพื่อปลดล็อคโอกาสทางอาชีพที่น่าสนใจอีกมากมาย
สืบเนื่องจากความสำเร็จของโครงการเหล่านี้ หัวเว่ย จึงได้ประกาศแผนการระยะเวลา 3 ปี เพื่อฝึกอบรมนักพัฒนาคลาวด์จำนวน 20,000 คน พร้อมทั้งจุดประกายนักเรียนนักศึกษา ทั้งชายและหญิง ให้เข้าร่วมหลักสูตรฝึกอบรมด้านเทคโนโลยีคลาวด์ของหัวเว่ย (Huawei Developer Program) โครงการต่าง ๆ เหล่านี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นและตั้งใจอย่างแน่วแน่ของหัวเว่ย ในการขับเคลื่อนสู่ยุคดิจิทัล และพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คนผ่านการผนึกกำลังร่วมกับภาคส่วนต่าง ๆ ในประเทศไทย
นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 22 มิถุนายนที่ผ่านมา หัวเว่ย ประเทศไทย ยังได้รับรางวัล Prime Minister Award ด้าน ‘สุดยอดองค์กรดีเด่นด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์’ (Best of Contributor in Human Capital Development Award) จากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ รางวัลอันทรงเกียรตินี้เป็นเครื่องพิสูจน์ความมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ของหัวเว่ยในการส่งเสริมศักยภาพของบุคลากรด้านดิจิทัล การสนับสนุนการเติบโตของอิโคซิสเต็มด้านเทคโนโลยี 5G คลาวด์ รวมทั้งความยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในประเทศไทย
ROYAL ENFIELD ขยายอาณาจักรเปิดตัวโรงงาน CKD ในเนปาล!
Royal Enfield ผู้นำระดับโลกในกลุ่มรถจักรยานยนต์ขนาดกลาง (250cc-750cc) ประกาศขยายฐานการผลิต เปิดโรงงานประกอบ CKD แห่งแรกแห่งเดียวในเนปาล โดยความร่วมมือกับ Triveni Group โรยัล เอ็นฟีลด์เล็งรุกตลาดในภูมิภาค SAARC หรือภูมิภาคเอเชียใต้ พร้อมตอกย้ำความมุ่งมั่นของแบรนด์ที่มีต่อการขยายธุรกิจในประเทศเนปาล โดยโรงงานใหม่นี้ตั้งอยู่ในเมือง Birgunj ซึ่งนับเป็นหน่วยประกอบ CKD แห่งที่ 5 ในโลกของแบรนด์ หลังจากบราซิล ประเทศไทย โคลอมเบีย และอาร์เจนตินา ที่รับไม้ต่อมาจากโรงงานผลิตอันทันสมัย ตั้งอยู่ในรัฐทมิฬนาฑู ประเทศอินเดีย
B Govindarajan ซีอีโอ Royal Enfield กล่าวแสดงความยินดีกับทีมงานในการเปิดตัวโรงงาน CKD ในประเทศเนปาล โดยกล่าวว่า “เป็นความพยายามของเราที่จะเติบโตและขยายกลุ่มรถจักรยานยนต์ขนาดกลางทั่วโลก และในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเราประสบความสำเร็จอย่างมากในการดำเนินงานระหว่างประเทศของเรา ปัจจุบัน Royal Enfield ติดอันดับหนึ่งของแบรนด์รถจักรยานยนต์ขนาดกลางชั้นนำในตลาดภูมิภาคต่างๆ เช่น สหราชอาณาจักร เกาหลี ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ และอีกหลายประเทศ ในเชิงกลยุทธ์ จากที่เราประสบความสำเร็จในการจัดตั้งศูนย์ CKD สี่แห่งทั่วเอเชียแปซิฟิกและละตินอเมริกามาแล้ว เมื่อเร็วๆ นี้ เรายังได้เริ่มกลยุทธ์การตลาด (Direct Market) ในสหราชอาณาจักรอีกด้วย เรามีความตั้งใจที่จะขยายตลาดไปในระดับโลกมากขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี รวมถึงโรงงาน CKD แห่งใหม่ในเนปาลนี้สอดคล้องกับกลยุทธ์การขยายตลาดทั่วโลกที่เล็งเป้าหมายการลงทุนในตลาดที่มีศักยภาพการเติบโตสูง เรามุ่งมั่นที่จะนำเสนอประสบการณ์ขับขี่รถจักรยานยนต์ที่มาพร้อมรางวัลระดับโลกที่มีสไตล์เป็นเอกลักษณ์ให้กับผู้ขับขี่ในเนปาลได้สัมผัสบรรยากาศความรื่นรมย์ที่แตกต่างไป”
โดยภาพรวม ตลาดรถจักรยานยนต์ในเนปาลกำลังอยู่ในช่วงฟื้นตัวอย่างน่าจับตามอง และ Royal Enfield มองเห็นศักยภาพของตลาดในจุดนั้น โดยในช่วงก่อนการระบาดของ Covid-19 กลุ่มรถจักรยานยนต์ในเนปาลมีจำนวนเกือบ 1.7 ล้านคันต่อปี โดยเกือบ 60%-65% เป็นรถจักรยานยนต์ที่ขายในกลุ่มพรีเมียม (150 ซีซี) คาดการณ์ว่าตลาดจะเติบโตที่ 10%-15% ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า และ Royal Enfield เชื่อว่าแนวโน้มของการผลิตรถจักรยานยนต์ระดับพรีเมียมจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยมาพร้อมกับเครื่องยนต์ที่มีสมรรถนะยืดหยุ่น แรงบิดสูง และเชื่อถือได้ Royal Enfield จึงเป็นแบรนด์ที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับสไตล์การขับขี่กับภูมิประเทศที่สมบุกสมบัน และน่าท้าทายของประเทศเนปาล
ณ เมืองกาฐมาณฑุ ในการเปิดตัวโรงงาน CKD รวมถึงเปิดตัวรถจักรยานยนต์รุ่นใหม่สำหรับตลาดเนปาล Yadvinder Singh Guleria ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการพาณิชย์ของ Royal Enfield กล่าวว่า “วันนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการเดินทางของเราในตลาดเนปาล เราได้ประกาศการดำเนินงานของโรงงานประกอบ CKD ในเมือง Birgunj ซึ่งเป็นข้อพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นของเราต่อศักยภาพของตลาดและ Community ของกลุ่มผู้ใช้รถจักรยานยนต์ที่กำลังเติบโต นอกจากความมุ่งมั่นของเราในการขยายตลาดในประเทศแล้ว แผนระยะยาวของเราคือการขยายเครือข่ายระบบค้าปลีกของเราจาก 18 แห่งในปัจจุบัน เป็น 35 แห่งใน 30 เมือง ภายในปีหน้า เรามั่นใจว่าเราจะสามารถดึงดูดผู้บริโภคกลุ่มใหม่และขยายกลุ่มผู้บริโภคผู้นิยมกลุ่มรถจักรยานยนต์ขนาดกลางในเนปาลได้อย่างแน่นอน ภูมิประเทศของเนปาลเป็นสถานที่ที่เหมาะสำหรับการขับขี่รถจักรยานยนต์ของ Royal Enfield อย่างไม่ต้องสงสัย”
ด้วยความสามารถในการประกอบชิ้นส่วน 20,000 ชิ้นต่อปี ศูนย์ประกอบชิ้นส่วนท้องถิ่นในเมือง Birgunj นับเป็นศูนย์อำนวยความสะดวกที่ทันสมัย มีขนาดพื้นที่กว่า 1 แสนตารางฟุต ซึ่งสามารถตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นในประเทศได้อย่างทั่วถึง ในช่วงเริ่มต้น โรงงานแห่งนี้จะมีการประกอบชิ้นส่วนของ Classic 350 และ Scram 411 และด้วยการเปิดตัวศูนย์นี้ Royal Enfield มุ่งมั่นที่จะดำเนินธุรกิจรถจักรยานยนต์ตลอดจนดูแลกลุ่มผู้รักรถขนาดกลางที่กำลังเติบโตในประเทศเนปาลอย่างครอบคลุมและทั่วถึง
‘Ford Next-Gen 4×4 Adventure Experience’ เวิร์คชอปจัดหนักพร้อมลุยเฉพาะลูกค้าฟอร์ด!
ฟอร์ด ประเทศไทยจัดเวิร์คชอป ‘Ford Next-Gen 4×4 Adventure Experience’ ชวนลูกค้าฟอร์ด เอเวอเรสต์ กว่า 50 ครอบครัว มาเรียนรู้เทคนิคการขับขี่แบบออฟโรดกับผู้เชี่ยวชาญโดยเน้นการทดลองใช้งานจริงฟีเจอร์และเทคโนโลยีต่างๆ ที่อัดแน่นในรถยนต์ฟอร์ด เพื่อเพิ่มความมั่นใจที่จะออกไปเปิดประสบการณ์ผจญภัยใหม่ๆ กับเพื่อนและครอบครัวตามไลฟ์สไตล์ของลูกค้า ณ สนามกรังด์ปรีซ์ มอเตอร์ปาร์ค อำเภอบ่อพลอย จังหวัดกาญจนบุรี
ในงานฟอร์ด(ประเทศไทย)ได้นำฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ มาเป็นรถทดสอบในสนามออฟโรด ผู้ร่วมงานได้เรียนรู้เทคนิคในการขับขี่รถบนเส้นทางออฟโรดที่ต้องฝ่าฟันอุปสรรคบนเส้นทางในสนามทดสอบที่มีพื้นผิวหลากหลายรูปแบบ ทั้งหลุมสลับบ่อโคลน บ่อน้ำ สะพานซุง และทางฝุ่น ซึ่งฟอร์ด เอเวอเรสต์ และฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เจเนอเรชันใหม่ พร้อมตะลุยไปบนทุกพื้นผิวได้อย่างมั่นใจด้วยเทคโนโลยีอันชาญฉลาดและโหมดขับขี่ต่างๆ ที่มีในตัวรถ ช่วยให้ผู้ขับขี่เดินทางไปในทุกเส้นทางได้อย่างง่ายดาย และยังมีทัศนวิสัยที่ดีขึ้นจากกล้องมองรอบคัน 360 องศาที่ช่วยให้การควบคุมรถทั้งบนถนนและเส้นทางออฟโรดง่ายยิ่งกว่าเคย ซึ่งออกแบบมาให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของลูกค้า โดยในการขับขี่มีผู้เชี่ยวชาญให้คำแนะนำกับผู้ขับขี่อย่างใกล้ชิด เพื่อให้ลูกค้าทดสอบระบบต่างๆ ในเส้นทางออฟโรดได้อย่างเต็มที่
กิจกรรม ‘Ford Next-Gen 4×4 Adventure Experience’ เป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรม ‘รอบรู้รถฟอร์ด’ ที่ฟอร์ดตั้งใจพัฒนาขึ้น เพื่อยกระดับประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถยนต์ฟอร์ดขึ้นไปอีกขั้น โดยมุ่งเน้นให้ความรู้ลูกค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อช่วยให้ลูกค้าได้รู้จักฟีเจอร์และคุ้นเคยกับอุปกรณ์เทคโนโลยีต่างๆ ของรถฟอร์ด เจเนอเรชันใหม่ ผ่านหลากหลายช่องทาง รวมทั้งกิจกรรมเวิร์คชอปการเรียนรู้และขับขี่ภาคสนามกับผู้เชี่ยวชาญ นอกจากนี้ ลูกค้ายังเข้าถึงข้อมูลความรู้ต่างๆ เกี่ยวกับรถยนต์ได้ผ่านแอปพลิเคชัน ฟอร์ดพาส เว็บไซต์ฟอร์ด และช่องทางโซเชียลมีเดียของฟอร์ด เพื่อให้ลูกค้าใช้งานรถยนต์ฟอร์ดได้อย่างคุ้มค่าที่สุด
ผู้สนใจสามารถเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้งานรถฟอร์ดได้ที่ เว็บไซต์รอบรู้รถฟอร์ด สำหรับข้อมูล ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ และ www.ford.co.th/support สำหรับข้อมูล ฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ หรือติดต่อผู้เชี่ยวชาญผลิตภัณฑ์ โทร 1383 กด 3
Volvo C40 และ XC40 Recharge Pure Electric รุ่นขับเคลื่อนล้อหลังพร้อมลุยไทย!
วอลโว่ คาร์ ไทยแลนด์ พร้อมจำหน่ายรถไฟฟ้า Volvo C40 และ XC40 Recharge Pure Electric – Single Motor รุ่นขับเคลื่อนล้อหลัง (RWD) อย่างเป็นทางการในประเทศไทย โดยถือเป็นครั้งแรกในรอบ 25 ปีที่วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย จำหน่ายรถที่ขับเคลื่อนล้อหลัง โดย Volvo C40 Recharge Pure Electric – Single Motor และ Volvo XC40 Recharge Pure Electric – Single Motor ให้ระยะทางการขับที่เพิ่มขึ้น แต่ยังคงพละกำลังและสมรรถนะของตัวรถผ่านมอเตอร์ไฟฟ้าเดี่ยวที่ขับเคลื่อนเพลาล้อหลัง
ความพิถีพิถันในการออกแบบและจัดวางแบตเตอรี่และมอเตอร์เพื่อการกระจายน้ำหนักที่สมดุลของตัวรถช่วยให้ล้อหลังของรถทั้งสองรุ่นมีแทรคชั่นมากขึ้นจึงให้การควบคุมการลื่นไถลได้ดีกว่ารถเครื่องยนต์สันดาปซึ่งมีเครื่องยนต์ด้านหน้า
Volvo C40 Recharge Pure Electric และ Volvo XC40 Recharge Pure Electric รุ่นมอเตอร์เดี่ยวขับเคลื่อนล้อหลังมาพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 175 kW (238 แรงม้า) แบบ magnet e-motor ในเพลาล้อคู่หลัง และแบตเตอรี่ขนาด 69 kWh ด้วยความสามารถในการกระจายพลังงานของแบตเตอรี่ที่สูงขึ้นและพลังของมอเตอร์เดี่ยวจึงทำให้ C40 Recharge Pure Electric ให้ระยะทางการขับถึง 590 กิโลเมตร1 และ 565 กิโลเมตร1 สำหรับรุ่น XC40 Recharge Pure Electric ตามการทดสอบของ NEDC นอกจากนี้ยังรองรับการชาร์จได้สูงสุดถึง 150kW DC โดยให้พลังแบตเตอรี่จาก 10 – 80% ในเวลาการชาร์จเพียง 34 นาที2
เติมเต็มความสมบูรณ์แบบให้การใช้งานรถไฟฟ้าทั้งสองรุ่นด้วยการออกแบบภายนอก อาทิ ล้ออัลลอยด์ขนาด 19 นิ้ว ดีไซน์ 5-Spoke Black Diamond Cut ที่ไม่เพียงสวยงามแต่ยังมาพร้อมดีไซน์แบบแอโรไดนามิคเพื่อการทรงตัว ไฟคู่หน้าคงเอกลักษณ์ Thor’s Hammer ผ่านเทคโนโลยี pixel LED ที่ไฟ LED แต่ละดวงทำงานแยกจากกันเป็นอิสระจึงสามารถปรับรูปแบบความสว่างของไฟหน้าได้อัตโนมัติตามความเหมาะสมของสภาพแวดล้อมเพื่อให้ความสว่างที่พอเพียงแก่ผู้ขับ และไม่แยงตารถที่สวนทางมาเพื่อความปลอดภัย
Volvo C40 Recharge Pure Electric – Single Motor มีตัวเลือกสีภายนอกดังนี้ ดำ Onyx Black Metallic, ขาว Crystal White Pearl, เขียว Sage Green, ฟ้า Fjord Blue, เงิน Silver Dawn และสีใหม่ล่าสุด เทา Vapour Grey Metallic
Volvo XC40 Recharge Pure Electric – Single Motor มีตัวเลือกสีภายนอกดังนี้ ดำ Onyx Black Metallic, ขาว Crystal White Pearl, เขียว Sage Green Metallic, Bright Dusk Metallic และสีใหม่ล่าสุด เทา Vapour Grey Metallic และฟ้า Cloud Blue
คริส เวลส์, กรรมการผู้จัดการ, วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย กล่าวว่า “การนำเสนอรถไฟฟ้าแบบมอเตอร์เดี่ยวขับเคลื่อนล้อหลังในครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งความพยายามของวอลโว่เพื่อเดินหน้าเข้าสู่การเป็นบริษัทผู้จำหน่ายรถไฟฟ้าเท่านั้นในประเทศไทยภายในปี 2025 ระยะทางและระยะเวลาในการชาร์จแบตเตอรี่เป็นสิ่งที่ลูกค้าให้ความสำคัญมากยิ่งขึ้น เพื่อร่วมตอบสนองและสนับสนุนความต้องการของผู้บริโภคในการเปลี่ยนมาใช้รถพลังงานไฟฟ้า วอลโว่ คาร์ ประเทศไทยจึงได้นำรถรุ่นดังกล่าวเข้ามาทำตลาดเพื่อเพิ่มตัวเลือกให้ผู้บริโภคสามารถเลือกรถที่ตรงต่อความต้องการได้มากยิ่งขึ้น”
เยี่ยมชม Volvo Studio Bangkok ได้ที่ชั้น 3 ห้างสรรพสินค้า ICONSIAM ติดต่อ Customer Relations Center ได้ที่ 02-161-4144
# # #
หมายเหตุ
1อ้างอิงผลการทดสอบที่ได้รับจากห้องปฏิบัติการในประเทศไทยภายใต้สภาวะควบคุมของ UN ECE R101 (NEDC) ผลที่ได้รับจริงอาจแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ เช่น อุณหภูมิแวดล้อม ลักษณะการขับขี่ จำนวนผู้โดยสารในรถ เป็นต้น
2ระยะเวลาการชาร์จอาจแตกต่างไปขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย อาทิ อุณหภูมิภายนอก อุณหภูมิของแบตเตอรี่ อุปกรณ์ชาร์จ สถานะของแบตเตอรี่และรถ
3ดีไซน์ สี และสเปกของรถอาจแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศที่จำหน่าย กรุณาเช็คข้อมูลสำหรับประเทศไทยที่ https://www.volvocars.com/th-th/
เปิดตัว ‘Mirage’ สมาชิกใหม่ออโต้บ็อตส์ในร่าง ปอร์เช่ 911 คาร์เรร่า อาร์เอส 3.8
เดือนมิถุนายนนี้อย่างเดือดกับการกลับมาอีกครั้งของภาพยนตร์แอคชั่นที่ดึงดูดผู้ชมทั่วโลกทรานส์ฟอร์เมอร์ส : กำเนิดจักรกลอสูร (Transformers: Rise Of The Beasts) พร้อมพาไปผจญภัยท่องโลกในยุค 90 กับเหล่าออโต้บ็อตส์ และแนะนำสายเลือดใหม่ของทรานส์ฟอร์เมอร์ส ‘แม็กซิมัลส์’ เพื่อเข้าร่วมเป็นพันธมิตรในการต่อสู้เพื่อโลก สำหรับ ออโต้บ็อตส์ ‘มิราจ’ คือหุ่นยนต์ที่อยู่ในร่างของรถในตำนาน ปอร์เช่ 911 คาร์เรร่า อาร์เอส 3.8 (964) ที่เข้าร่วมกับกองกำลังของทรานส์ฟอร์มเมอร์สสำหรับการต่อสู้ที่จะเกิดขึ้น และ ‘มิราจ’ ยืนหยัดต่อสู้เพื่อกองกำลังแห่งความดีเคียงข้างออพติมัส ไพรม์
โอลิเวอร์ ฮอฟมันน์ ผู้บริหารด้านการสื่อสารการตลาด ของปอร์เช่ เอจี (Oliver Hoffmann, Head of Marketing Communications at Porsche AG) กล่าวว่า “911 คาร์เรร่า อาร์เอส 3.8 เหมาะสมเป็นอย่างยิ่งกับบทบาทในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงเพราะภาพยนตร์เข้าฉายในปี ค.ศ. 1964 (หรือปี พ.ศ. 2507) เท่านั้น แต่ยังเหมาะสมด้วยบทบาทของ ‘มิราจ‘ ที่เขามีนิสัยแข็งแกร่ง เปี่ยมไปด้วยจิตใจที่ดี และมีความเป็นตัวของตัวเองสูง”
911 คาร์เรร่า อาร์เอส 3.8 ถูกผลิตขึ้นเพียง 55 คัน นับว่าเป็นรถอีกรุ่นที่หายากในประวัติศาสตร์ และเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากการเสียหาย จึงไม่ได้ใช้รถคันจริงในการถ่ายทำภาพยนตร์ อย่างไรก็ตามภาพรถ 5 คันที่ปรากฏตัวอยู่ในเรื่องนี้ ได้ถูกสร้างขึ้นให้ภายนอกเหมือนรุ่น 964 แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่รถปอร์เช่ 911 คาร์เรรา อาร์เอส 3.8 รุ่นออริจินัล ถึงกระนั้น เพื่อสร้างเสียงเครื่องยนต์ที่แท้จริงสำหรับ ‘มิราจ‘ จึงได้มีการใช้ รถยนต์ 911 RS 3.8 คันจริง เพื่อให้ภาพยนตร์มีความสมจริงมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
รถในภาพแต่ละคันจะรับหน้าที่แตกต่างกัน ตัวอย่างเช่น รถคันหนึ่งถูกดัดแปลงให้ถอยหลังได้ด้วยความเร็วที่สูงกว่า ส่วนอีกคันหนึ่งถูกเตรียมไว้สำหรับฉากสตั๊นท์โดยเฉพาะ และอีกคันหนึ่งถูกควบคุมอยู่นอกห้องคนขับสำหรับฉากที่เน้นถ่ายทำนักแสดงด้านใน เป็นต้น
ไอรีน แทรชเทนเบิร์ก รองประธานบริหารอาวุโส ในส่วนงานความร่วมมือด้านการตลาดทั่วโลก ค่ายพาราเม้าท์ (Irene Trachtenberg, SVP Worldwide Marketing Partnerships, Paramount) กล่าว “เรารู้สึกตื่นเต้นที่ได้ร่วมงานกับทีมปอร์เช่กับความร่วมมือในแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน ซึ่งทำให้ออโต้บ็อตส์ ‘มิราจ‘ ของเรามีชีวิตขึ้นมาในรูปแบบที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดดเด่น และยากจะลืมเลือน แสดงให้เห็นถึงบุคลิกของจิตวิญญาณแห่งการผจญภัยและความกล้าหาญของทั้งหุ่นยนต์และรถยนต์”
The Forestias โครงการที่อยู่อาศัยและการใช้ชีวิตที่ออกแบบทุกมิติ
กิตติพันธุ์ อุยยามะพันธุ์ ประธานผู้อำนวยการ โครงการ เดอะ ฟอเรสเทียส์ โดย MQDC กล่าวว่า งานครั้งนี้จัดขึ้นในรูปแบบ Immersive Theme Park นำเสนอความคืบหน้า โครงการที่อยู่อาศัยแบรนด์ต่าง ๆ ภายใน เดอะ ฟอเรสเทียส์ อาทิ วิสซ์ดอม เดอะ ฟอเรสเทียส์, มัลเบอร์รี่ โกรฟ เดอะ ฟอเรสเทียส์, ดิ แอสเพน ทรี เดอะ ฟอเรสเทียส์, ซิกส์เซนส์ เรสซิเดนซ์ เดอะ ฟอเรสเทียส์ รวมถึงการเปิดตัว โรงแรมซิกส์เซนส์ และ โรงแรมอินดิโก ตลอดจนการเปิดให้เยี่ยมชม ห้องตัวอย่าง แบบ Virtual Reality ของโครงการ เดอะ ฟอเรสเทียส์ ซิกเนเจอร์ ซีรีส์ ซึ่งเป็นโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ล่าสุดใน เดอะ ฟอเรสเทียส์
นอกจากการเผยความคืบหน้าของโครงการหลักและที่อยู่อาศัยภายใน เดอะ ฟอเรสเทียส์ แล้ว ภายในงาน ยังมีการเปิดตัวโครงการใหม่ล่าสุดในเดอะ ฟอเรสเทียส์ นั่นคือ “Happitat” (แฮปปี้ แทท) ที่มาเติมเต็มให้ เดอะ ฟอเรสเทียส์ สมบูรณ์พร้อมตอบสนองไลฟ์สไตล์ การใช้ชีวิตให้กับคนทุกกลุ่ม ทุกเพศ ทุกวัย ได้อย่างแท้จริง ด้วยคอนเซ็ปต์ใหม่ที่เป็นพื้นที่ที่จะมอบประสบการณ์ความสุขแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นไลฟ์สไตล์ การจับจ่าย และกิจกรรมความบันเทิง โดยได้ฉายภาพความเชื่อมโยงที่อยู่อาศัย พื้นที่กิจกรรม และไลฟ์สไตล์ต่างๆ ให้ผู้เข้าร่วมงานได้สัมผัสกับมิติใหม่ แห่งการพัฒนาที่อยู่อาศัย ที่สร้างความสุขเหนือจินตนาการที่เป็นจริงได้ที่ เดอะ ฟอเรสเทียส์ ซึ่งทางโครงการทุ่มเทพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง
หนึ่งในไฮไลท์ของงานนิทรรศการครั้งยิ่งใหญ่นี้ ที่เวที A Year in a Day at Happitat คือการเปิดตัวโครงการใหม่ล่าสุด “Happitat” (แฮปปี้แทท) สถานที่ที่จะเป็น Destination ใหม่ล่าสุด ภายใต้แนวคิด The New Themed Destination of Happiness in the World จุดหมายแห่งความสุข เพื่อให้ทุกคนได้มาใช้ชีวิตและทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้ทั้งบนโลกจริงและโลกเสมือนอย่างไร้รอยต่อ รวมถึงเพิ่มโอกาสการขยายธุรกิจ ให้กับพาร์ทเนอร์ให้เติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมกัน
อรดา เกิดหงส์ ประธานผู้อำนวยการ Storied Place Management ซึ่งรับผิดชอบดูแลโครงการ Happitat กล่าวว่า Happitat ได้รับการพัฒนาขึ้นเป็นจุดหมายแห่งใหม่ เพื่อสร้างประสบการณ์ความสุข รองรับผู้มาเยือนทุกเจนเนอเรชั่น Happitat ตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าโครงการ เดอะ ฟอเรสเทียส์ บนพื้นที่กว่า 211,200 ตารางเมตร ภายในโครงการ ประกอบไปด้วยพื้นที่รองรับไลฟ์สไตล์ได้ครบวงจร อาทิ Event Hall หรือพื้นที่จัดกิจกรรมต่างๆ บนพื้นที่รวม 4,000 ตารางเมตร อาคารสำนักงาน ความสูง 10 ชั้น พื้นที่รวมกว่า 61,900 ตารางเมตร เป็นต้น โดยทุกๆ ส่วน ได้รับการพัฒนาให้แตกต่างไม่เหมือนใคร ด้วยแนวคิด “Magical Themed Destination” ที่จะดึงดูดผู้คนทุกกลุ่ม ทุกเจนเนอเรชั่น
“Happitat มาจากคำว่า Happiness และ Habitat เราตั้งใจสร้างสรรค์ที่นี่ ให้มหัศจรรย์แห่งความสุข เกิดขึ้นได้ทุกวัน ทุกคนสามารถเข้ามาใช้ชีวิต ทำงาน เดินเลือกหาจับจ่ายของถูกใจ ทำกิจกรรมต่างๆ หรือสนุกอย่างที่ใจต้องการได้อย่างเต็มที่”
Happitat จะเป็นพื้นที่ ที่ได้รับการพัฒนาเพื่อรองรับการใช้ชีวิตและการทำกิจกรรมสำหรับทุกเจนเนอเรชั่น เป็นพื้นที่ที่ทุกคนสามารถมาใช้ชีวิตร่วมกันได้ รวมถึงจะมีการ รวมถึงจะมีการพัฒนาในรูปแบบ “Immersive Physical Experience Creation” หรือการสร้างพื้นที่ที่จะเชื่อมโลกจริง และโลกเสมือน เข้าด้วยกัน ตอบโจทย์แนวคิด Omni-channel ในอนาคต รวมถึงตอบโจทย์การสร้างสรรค์โครงการ เพื่อความยั่งยืน ด้วยการสร้างพื้นที่เพื่อชุมชนที่มีไลฟ์สไตล์ใส่ใจธรรมชาติ (Treasured Nature Community Lifestyle) ตามแบบฉบับของ เดอะ ฟอเรสเทียส์
ในงาน ยังมีการนำเสนอคอนเซ็ปต์การเชื่อมโยงโครงการที่อยู่อาศัยในโลกจริงและโลกเสมือนเข้าด้วยกัน ผ่านโครงการ The Forestias Mettaverse (เดอะ ฟอร์เรสเทียส์ เมตตาเวิร์ส) ซึ่งพัฒนาโดย MQDC Idyllias ผู้พัฒนาโครงการโลกเสมือน ในเครือ MQDC
ภารุต เพ็ญพายัพ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โครงการ MQDC Idyllias กล่าวว่า The Forestias Mettaverse เป็นโครงการอสังหาริมทรัพย์โครงการแรกของ MQDC ที่จะได้รับการพัฒนา เป็นโลกเสมือนแห่งแรกในจักรวาล Idyllias
The Forestias Mettaverse พัฒนาขึ้นด้วยเทคโนโลยีหลากหลายทั้ง AR, VR, Blockchain รวมถึง Internet of Things ออกแบบเพื่อให้การใช้ชีวิตบนโลกเสมือนแห่งนี้ เน้นการทำความดี การแบ่งปัน และการเรียนรู้ ตามปรัชญาของ MQDC ‘For All Well-being’ มีการออกแบบ Gamification กิจกรรม ความบันเทิง และสิทธิประโยชน์ต่างๆ ให้ลูกบ้าน ลูกค้า ชุมชน และบุคคลภายนอกที่สนใจ ได้เข้ามา ร่วมทำกิจกรรมต่างๆ บนโลกเสมือนได้อย่างไร้ขีดจำกัด อีกทั้งเปิดโอกาสให้ทุกภาคธุรกิจ ที่มีเป้าหมายสร้างประสบการณ์ความสุข และนวัตกรรมการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืน ได้มาขับเคลื่อนธุรกิจและช่วยเสริมสร้างรายได้ ในโลกเมตตาเวิร์สร่วมกันที่นี่
ภายในงาน ยังได้นำเสนอประสบการณ์สุดพิเศษของโครงการ Translucia (ทรานส์ลูเซีย) อนันตจักรวาล หรือแพลตฟอร์มอันยิ่งใหญ่ที่เป็นศูนย์รวมของจักรวาลเมตาเวิร์ส จำนวนมหาศาลให้เข้ามาอยู่ร่วมกัน โดย Idyllias เป็นจักรวาลเมตาเวิร์สหนึ่ง บนแพลตฟอร์มของ Translucia ทั้งนี้ Translucia พัฒนาโดย บริษัท ทีแอนด์บี มีเดีย โกลบอล ประเทศไทย มีเป้าหมายในการสร้างโลกเสมือนแห่งความสุข และมีคุณภาพสังคมที่ดี พร้อมกับเชื่อมโยงและกระตุ้นโลกจริง ให้ตระหนักถึงสิ่งแวดล้อม และมาร่วมกันทำความดีไปด้วยกัน
เดอะ ฟอเรสเทียส์ มีพื้นที่กว่า 398 ไร่ โดดเด่นด้วยป่าขนาดใหญ่ 30 ไร่บริเวณใจกลางโครงการ พร้อมทางเดินยกระดับที่ทอดยาวทะลุผืนป่าระยะทาง 1.6 กิโลเมตร และตั้งอยู่บนพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกที่มีแนวโน้มเติบโตสูง ภายในโครงการประกอบไปด้วยโครงการที่อยู่อาศัยหลากหลายแบรนด์ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ และกลุ่มอายุ ที่แตกต่างหลากหลาย มีพื้นที่กิจกรรมชุมชน และกิจกรรมอื่นๆ โดยออกแบบทุกมิติมุ่งเน้นเรื่องการอยู่อาศัยอย่างมีสุขภาพดี มีความสุข และมีคุณภาพของสิ่งแวดล้อมที่ดีเป็นสำคัญ
