‘Sweet Spot’ มาตรฐานงานสีจากฟอร์ด

ในสายการผลิตรถยนต์ การควบคุมปัจจัยต่างๆ หรือ Factor Control อาจดูเป็นเรื่องพื้นฐานที่พบเห็นได้ทั่วไป แต่ ฟอร์ด ไทยแลนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง (เอฟทีเอ็ม) เลือกที่จะลงรายละเอียดให้ลึกกว่านั้น ด้วยการเปลี่ยนข้อมูลจากการผลิตประจำวันให้กลายเป็น ‘องค์ความรู้สะสม’ ที่ต่อยอดได้จริง โดยตลอด 4 ปีที่ผ่านมา เอฟทีเอ็มเก็บและวิเคราะห์รายละเอียดกระบวนการผลิตอย่างต่อเนื่อง ด้วยเป้าหมายเดียวคือ การค้นหาและรักษามาตรฐานงานสีที่ดีที่สุดในทุกๆ วัน

เมื่อ ‘สีรถ’ คือความละเอียดอ่อนที่มองข้ามไม่ได้

ในห้องพ่นสีของฟอร์ด สภาพแวดล้อมคือตัวแปรที่สำคัญมาก สีรถมีความอ่อนไหวสูงและตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย ไม่ว่าจะเป็นอุณหภูมิที่เปลี่ยนไป ความชื้นในอากาศ หรือแม้แต่ฝุ่นละอองขนาดเล็กมากที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ทีมงานของฟอร์ดจึงต้องให้ความสำคัญกับการควบคุมปัจจัย (Factors) เหล่านี้ให้อยู่ในสภาวะที่เหมาะสม เพื่อให้งานพ่นสีมีคุณภาพที่สม่ำเสมอ ไม่ว่าสภาพอากาศหรือฤดูกาลจะเปลี่ยนไปอย่างไร

เมื่อเป้าหมายไม่ใช่แค่ผ่านเกณฑ์ แต่คือการรักษา ‘Sweet Spot’ ของคุณภาพงานพ่นสี

แทนที่จะตั้งเป้าแค่การควบคุมค่าต่างๆ ให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน (Tolerance) ที่ถูกกำหนดไว้อย่างเข้มงวดอยู่แล้ว เอฟทีเอ็มเลือกเดินไปไกลกว่านั้น ทีมพ่นสีมองหาสภาวะที่ดีที่สุด หรือ ‘Sweet Spot’ ซึ่งเป็นจุดที่ทุกปัจจัยทำงานสอดประสานกันอย่างลงตัว จนได้ผลงานที่สวยงามและมีคุณภาพสูงสุด

“ในแต่ละวัน จะมีช่วงเวลาที่ปัจจัยต่างๆ ลงตัวอยู่ในสภาวะที่เหมาะสมที่สุด” วันรพี เรืองฤทธิ์ ผู้จัดการฝ่ายวิศวกรรมควบคุมกระบวนการผลิต แผนกพ่นสี อธิบาย “การรักษา ‘Sweet Spot’ ให้คงอยู่ได้อย่างต่อเนื่อง ช่วยสร้างเสถียรภาพให้กับคุณภาพงานสี ลดความแปรผันในกระบวนการ และส่งผลให้ขั้นตอนถัดไปดำเนินไปได้อย่างราบรื่น เมื่อเราวางรากฐานของกระบวนการได้ถูกต้อง ผลลัพธ์ที่ได้ย่อมเป็นไปตามมาตรฐานคุณภาพสูงสุดที่เราตั้งไว้”

บันทึกคุณภาพ 4 ปี: เรียนรู้จาก ‘วันที่ดีที่สุด’

เบื้องหลังความสม่ำเสมอของคุณภาพงานพ่นสี คือ การที่เอฟทีเอ็มไม่ได้หยุดอยู่แค่การควบคุมกระบวนการผลิตให้เป็นไปตามมาตรฐานในแต่ละวันเท่านั้น แต่ริเริ่ม บันทึกคุณภาพ (Quality Records) ขึ้นมา เพื่อเก็บข้อมูลการผลิตในแต่ละวันอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 4 ปี ทีมงานนำข้อมูลเหล่านี้มาวิเคราะห์ร่วมกัน เพื่อย้อนดู ‘วันที่งานออกมาดีที่สุด’ เกิดจากปัจจัยใดบ้าง ตั้งแต่ความเร็วลมในห้องพ่นสี ความหนืดของสี ไปจนถึงการทำความสะอาดห้องอบสีในวันหยุด หรือแม้แต่รายละเอียดเล็กน้อยต่างๆ ที่มีผลต่อคุณภาพงาน ข้อมูลเหล่านี้ถูกนำมาพัฒนาเป็นแนวทางการทำงานที่ชัดเจน ช่วยลดการลองผิดลองถูก และทำให้ฟอร์ด เรนเจอร์ และเรนเจอร์ แร็พเตอร์ทุกคันที่ออกจากสายการผลิต มีคุณภาพผิวสีในระดับมาตรฐานสากลอย่างสม่ำเสมอ แม้ต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศในแต่ละฤดูกาล

“เราไม่ได้แค่พ่นสีรถยนต์ แต่เราเรียนรู้จากงานที่เราทำในทุกๆ วัน” ปัญญพันธุ์ พูลภิญโญ ผู้จัดการทั่วไปแผนกพ่นสีของโรงงานเอฟทีเอ็ม กล่าว “การทบทวนบันทึกคุณภาพตลอด 4 ปีที่ผ่านมา ช่วยให้ทีมงานเข้าใจได้อย่างชัดเจนว่า เหตุใดบางวันจึงได้ผลลัพธ์ที่โดดเด่น จากนั้นเราก็นำเงื่อนไขเหล่านั้นกลับมาใช้ซ้ำ เพื่อทำให้ทุกวันเป็นวันที่อยู่ใน Sweet Spot ของกระบวนการผลิต”

8 เฉดสีไฮไลต์ที่เป็นเอกลักษณ์ของฟอร์ดสะท้อนทุกไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต

ความสำเร็จในการถอดรหัส ‘Sweet Spot’ และควบคุมปัจจัยการผลิตได้อย่างยอดเยี่ยมนี้เอง ที่ทำให้เอฟทีเอ็มสามารถถ่ายทอดเอกลักษณ์ความแกร่งของฟอร์ด เรนเจอร์ และเรนเจอร์ แร็พเตอร์ ผ่านเฉดสีทั้ง 8 สีได้อย่างเด่นชัดและมีพลัง ตอบโจทย์ลูกค้าในหลากหลายไลฟ์สไตล์ ตั้งแต่สีที่ได้รับความนิยมสูงอย่างสีขาว Arctic White, สีดำ Absolute Black และสีเทา Meteor Grey ไปจนถึงสีที่เปิดตัวใหม่อย่างสีส้ม Ignite Orange รวมถึง Code Orange สีซิกเนเจอร์ของเรนเจอร์ แร็พเตอร์ นอกจากนี้ยังมีเฉดสีอย่าง Command Grey, Blue Lightning และ Aluminium Metallic ซึ่งไม่ว่าจะเป็นเฉดสีใด ความท้าทายสำคัญคือการควบคุมคุณภาพงานพ่นสีให้มีความสวยงามและสม่ำเสมอในมาตรฐานเดียวกันทุกคัน

จากสายการผลิตในประเทศไทย เอฟทีเอ็มส่งฟอร์ด เรนเจอร์ และเรนเจอร์ แร็พเตอร์ ออกเดินทางสู่กว่า 100 ประเทศทั่วโลก ภายใต้มาตรฐานคุณภาพเดียวกันเสมอ ข้อมูลการผลิตสะท้อนว่า สีขาว Arctic White, สีดำ Absolute Black และสีเทา Meteor Grey เป็น 3 สีที่มียอดการผลิตสูงสุด ซึ่งล้วนเป็นเฉดสีที่สะท้อนความแกร่งแบบเรียบหรู

นอกจากนี้ ข้อมูลคำสั่งผลิตในปี 2568 จนถึงไตรมาสแรกของปี 2569 ยังระบุว่า ลูกค้าชาวไทยให้ความนิยมสีดำ Absolute Black เป็นพิเศษ ขณะที่ตลาดออสเตรเลียเลือกสีขาว Arctic White เป็นอันดับหนึ่ง ซึ่งเหมาะกับสภาพภูมิประเทศและสภาพอากาศที่ต้องการความทนทานสูง

คุณภาพที่ยึดมั่น เพื่อความมั่นใจของลูกค้า

การควบคุมปัจจัยและการรักษา Sweet Spot ในงานพ่นสีของฟอร์ดมีเป้าหมายที่ชัดเจนและเรียบง่าย นั่นคือการสร้างความมั่นใจให้ลูกค้าว่า รถยนต์ทุกคันที่ออกจากโรงงานเอฟทีเอ็ม จะต้องมีความเงางาม ทนทานในมาตรฐานเดียวกันทั้งหมด ซึ่งนี่ไม่ใช่แค่ทฤษฎีการผลิต แต่เป็นคุณภาพที่ลูกค้าสัมผัสได้จริง

“Sweet Spot เป็นมากกว่าแค่แนวคิดในโรงงาน แต่มันคือคุณภาพที่ลูกค้ามองเห็นและสัมผัสได้จริง” คุณปัญญพันธุ์ กล่าวเสริม “ข้อมูลของเรายืนยันความสำเร็จนี้ โดยเราไม่พบรายงานปัญหาด้านคุณภาพเรื่องสิ่งแปลกปลอมในชั้นสีจากลูกค้าเลย สิ่งนี้พิสูจน์ให้เห็นว่าเมื่อเราหาจุดสมดุลที่สมบูรณ์แบบเจอ เราจะสามารถส่งมอบผลลัพธ์ที่ไร้ที่ติได้อย่างแท้จริง”

“เป้าหมายของเรา คือ ไม่ว่าลูกค้าจะเลือกเรนเจอร์สีไหน หรือขับแร็พเตอร์เฉดใด รถทุกคันคือตัวแทนของความมุ่งมั่นและความพิถีพิถันในการรักษามาตรฐานคุณภาพสูงสุดของเรา” คุณปัญญพันธุ์กล่าวทิ้งท้าย


The all-new electric CLA สร้างสีสันใหม่ Façade Lighting ใจกลางเมือง!

เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย รังสรรค์ผลงานศิลปะผ่าน Façade Lighting Display บนแลนด์มาร์กใจกลางกรุงเทพฯ ในพื้นที่ของเซ็นทรัลชิดลม โดยผสานการสื่อสารผ่านสื่อโฆษณานอกบ้าน (OOH) เข้ากับนวัตกรรมแสงสีและเทคโนโลยีดิจิทัล เปลี่ยนอาคารเซ็นทรัลชิดลมให้กลายเป็น Digital Canvas หรือผืนผ้าใบดิจิทัลขนาดยักษ์ ถ่ายทอดแอนิเมชันสุดล้ำที่สื่อสารถึงแบรนด์และคอนเซปต์ “CLASS OF ITS OWN” เพื่อต่อยอดกระแสของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% รุ่นล่าสุดอย่าง The all-new electric CLA ภายในงาน “Electrify Your Style” พร้อมเตรียมจัดงาน “Defining Electric: Engineered For Today.” กับข้อเสนอส่วนลดสูงสุดถึง 1.69 ล้านบาท* สำหรับรถยนต์ในกลุ่มปลั๊กอินไฮบริด ในระหว่างวันที่ 15 – 17 พฤษภาคม 2569 ณ ชั้น G The Storeys Square, One Bangkok

ไฮไลต์สำคัญของ Façade Lighting Display ในครั้งนี้ คือการใช้เทคนิค Adaptive Typography ที่สร้างความเคลื่อนไหวให้กับตัวอักษรอย่างมีชีวิตชีวา ทำให้การเปลี่ยนฉากเป็นไปอย่างไร้รอยต่อ พร้อมย้อมตึกเซ็นทรัลชิดลมด้วยสีแดง Patagonia Red ซึ่งเป็นสีเอกลักษณ์ของ The all-new electric CLA โดยการเลือกโลเคชั่นเป็นเซ็นทรัลชิดลมถือเป็นกลยุทธ์สำคัญในการสร้างการรับรู้ของคนเมืองในวงกว้าง โดยเฉพาะในช่วงเวลาเย็นถึงค่ำที่ช่วยสร้างสีสันและประสบการณ์สุดแปลกใหม่ให้กับผู้ที่สัญจรไปมาท่ามกลางบรรยากาศที่คึกคักใจกลางเมือง

นอกจากนี้ ภายในงาน “Electrify Your Style” เมอร์เซเดส-เบนซ์ ยังเปิดโอกาสให้ลูกค้าได้เข้าชม และทดลองขับ The all-new electric CLA ตลอดทั้งวัน เพื่อสัมผัสประสบการณ์การขับขี่แบบ City Drive สุดเอ็กซ์คลูซีฟ ก่อนที่รุ่นผลิตในประเทศจะพร้อมส่งไปที่ตัวแทนจำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่างเป็นทางการ ทั่วประเทศ และเริ่มส่งมอบให้กับลูกค้าล็อตแรกในช่วงต้นเดือนมิถุนายนนี้

The all-new electric CLA ถือเป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ยุคใหม่ที่สร้างขึ้นบนแพลตฟอร์ม MMA (Mercedes-Benz Modular Architecture) ติดตั้งแบตเตอรี่ 800V ขนาด 85 kWh ทำให้มีระยะทางการขับขี่ด้วยพลังงานไฟฟ้าสูงสุด 792 กิโลเมตร ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง ตามมาตรฐาน WLTP พร้อมการติดตั้งระบบปฏิบัติการใหม่ล่าสุดอย่าง Mercedes-Benz Operating System (MB.OS) ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่ผสานการทำงานของเทคโนโลยี AI ผ่านระบบ MBUX Virtual Assistance โดยการันตีความสำเร็จทั่วโลกด้วยการคว้ารางวัล Car of the Year 2026 และรางวัล Best-in-Class ด้วยความปลอดภัยขั้นสูงสุดระดับ 5 ดาว จาก Euro NCAP และในประเทศไทย รถยนต์รุ่นนี้ยังได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภค ด้วยยอดจองมากกว่า 1,500 คันในงาน Motor Show 2026 ที่ผ่านมา

สำหรับลูกค้าที่พลาดงานในครั้งนี้ เตรียมพบกับ The all-new electric CLA พร้อมทดลองขับรถยนต์ในกลุ่มปลั๊กอินไฮบริดและรับข้อเสนอพิเศษกับส่วนลดสูงสุด 1.69 ล้านบาท* ได้ที่งาน “Defining Electric: Engineered For Today.” ระหว่างวันที่ 15 – 17 พฤษภาคม 2569 ณ ชั้น G The Storeys Square, One Bangkok โดยมีไฮไลต์แคมเปญ mySTAR สำหรับรุ่น GLC 350 e 4MATIC Coupé กับข้อเสนอดาวน์ 750,000 บาท ผ่อนเริ่มต้น 39,900 บาทต่อเดือน พร้อมรับประกันภัยชั้นหนึ่ง Mercedes-Benz Protection นาน 5 ปี* โปรแกรมครอบคลุมการบำรุงรักษา MBSP Easy Care และ Extra Guarantee นาน 5 ปี*

*เงื่อนไขเป็นไปตามบริษัทฯ กำหนด

สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ตัวแทนจำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่างเป็นทางการทั้ง 31 แห่ง ทั่วประเทศ หรือผ่านช่องทางออนไลน์ที่ www.mercedes-benz.co.th หรือโทร 1250 และติดตามข่าวสารอัพเดทผ่านทาง Facebook: Mercedes-Benz Thailand IG: @MercedesBenzThailand และ LINE: @mercedesbenzth


‘หัวเว่ย’ เปิดตัวนวัตกรรมแห่งอนาคตในไทยภายใต้แนวคิด “Now Is Your Spark”

หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป (ประเทศไทย) สร้างประวัติศาสตร์ใหม่ของวงการเทคโนโลยีระดับโลก ด้วยการเปิดตัวไลน์อัปนวัตกรรมใหม่อย่างยิ่งใหญ่ที่ประเทศไทย ในงาน “Now Is Your Spark: HUAWEI Innovative Product Launch 2026” ไฮไลต์สำคัญ

HUAWEI WATCH FIT 5 Series สมาร์ทวอทช์ดีไซน์ใหม่ที่ออกแบบมาให้เป็น “Everyday Fashion Accessory” อันโดดเด่น ด้วยหน้าจอที่ใหญ่ขึ้น มอบความสว่างคมชัดสูงสุดถึง 3,000 Nits (สำหรับรุ่น Pro) พร้อมความแข็งแกร่งระดับพรีเมียมจากกระจก Sapphire Glass และ 8 เฉดสีที่ผ่านการคัดสรรมาเพื่อตอบโจทย์ทุกสไตล์ ไม่เพียงเท่านั้น ยังยกระดับการดูแลสุขภาพองค์รวม ด้วยฟีเจอร์ตรวจวัดคลื่นหัวใจ (ECG)[1] (เฉพาะรุ่น Pro) และแจ้งเตือนภาวะหัวใจห้องบนสั่นพริ้วโดยใช้คลื่นชีพจร (PWAP) รวมถึงระบบติดตามคุณภาพการนอนหลับ TruSense System และการตรวจจับความเครียดอย่างแม่นยำ พร้อมโหมด Fall Detection ที่เพิ่มความอุ่นใจ และ Mini Workout เพื่อการออกกำลังได้อย่างต่อเนื่องในทุกวัน ตอบรับไลฟ์สไตล์ดิจิทัลด้วยแอปพลิเคชัน 7-Eleven บนสมาร์ทวอทช์ เพื่อการชำระเงินที่รวดเร็วและสะดวกสบาย พร้อมฟังก์ชันการโทรออกและรับสายจากนาฬิกาโดยตรง และแบตเตอรี่ที่ใช้งานได้ยาวนานถึง 10 วัน[2] มั่นใจได้ในทุกกิจกรรมด้วยโหมดออกกำลังกายกว่า 100 โหมด รวมถึงโหมดใหม่ล่าสุดอย่างเทนนิส พร้อมระบบ Sunflower Positioning System เพื่อความแม่นยำในการติดตามกิจกรรม

HUAWEI WATCH ULTIMATE Spring Edition เป็นสมาร์ทวอทช์รุ่นแรกของหัวเว่ยที่ประดับด้วยอัญมณี ออกแบบโดย Francesca Amfitheatrof ดีไซเนอร์เครื่องประดับชื่อดังระดับโลก โดดเด่นด้วยเพชรธรรมชาติคัดพิเศษ 99 เม็ดที่ประดับอย่างประณีตสะท้อนรสนิยมอันเป็นเอกลักษณ์ มอบประสบการณ์การเชื่อมต่อที่เหนือกว่าด้วยฟีเจอร์การโทรผ่าน eSIM ได้โดยไม่ต้องพึ่งสมาร์ทโฟน รองรับทั้งระบบปฏิบัติการ Android และ iOS รวมถึงเทคโนโลยี Multi-Sensing X-Tap และระบบ TruSense เพื่อการตรวจวัดสุขภาพเชิงลึก1 มอบที่สุดของความหรูหราและเทคโนโลยีอัจฉริยะไว้ในข้อมือเดียว

HUAWEI MatePad Pro Max คือแท็บเล็ตเรือธงที่ออกแบบมาเพื่อยกระดับการทำงานแบบมืออาชีพอย่างแท้จริง ด้วยดีไซน์ที่บางเบาเป็นพิเศษเพียง 4.75 มม. และน้ำหนัก 511 กรัม[3] มาพร้อมจอแสดงผล PaperMatte ความละเอียดสูงระดับ 3K มอบประสบการณ์การทำงาน สร้างสรรค์ และความบันเทิงที่เหนือกว่าอย่างไร้รอยต่อ ตอบโจทย์ทุกกลุ่มผู้ใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นคนทำงานและนักศึกษา ไปจนถึงคอนเทนต์ครีเอเตอร์ มอบประสบการณ์ทำงานแบบพีซี ผ่านแอปพลิเคชัน PC-level WPS ที่สามารถเปิดทำงานพร้อมกันได้หลายหน้าต่าง และคีย์บอร์ด Huawei Glide ที่เป็นนวัตกรรมใหม่ รวมถึง AI Speech-to-text นอกจากนี้ยังเป็นคู่หูที่สมบูรณ์แบบสำหรับสายอาร์ตและนักสร้างสรรค์ด้วยการรองรับ GoPaint และ M-Pencil Pro เพื่อการวาดเขียนที่แม่นยำและเป็นธรรมชาติ พร้อมแบตเตอรี่แบบ Reverse Charging 40W ที่สามารถใช้แท็บเล็ตเพื่อชาร์จอุปกรณ์อื่นๆ ที่รองรับการชาร์จแบบไร้สายได้

HUAWEI nova 15 Max พัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด “Max Your Fun” ตอบโจทย์ผู้ใช้ที่เต็มเปี่ยมด้วยพลังและมีไลฟ์สไตล์ไม่หยุดนิ่ง โดดเด่นด้วยดีไซน์สมมาตรอันเป็นเอกลักษณ์ หน้าจอ OLED Eye Comfort แบบแบนราบขนาด 6.84 นิ้ว ความละเอียด 444ppi ความสว่างสูงสุด 1600 nits และอัตราการรีเฟรช 120Hz เพื่อการใช้งานที่ลื่นไหลและสบายตา พร้อมขอบจอบางพิเศษ จึงมอบประสบการณ์การรับชมที่เต็มตา ตัวเครื่องบางเพียง 7.98 มม. น้ำหนัก 232 กรัม พร้อมสีสันสุดอินเทรนด์ที่มาเติมเต็มบุคลิกของคุณ นอกจากนี้ยังมีกล้อง Ultra-Clear ความละเอียด 50MP ที่มาพร้อมเซ็นเซอร์ RYYB ขนาดใหญ่ และรูรับแสง F1.9 จึงให้การถ่ายภาพคมชัด สดใส แม้ในสภาวะแสงน้อย และฟีเจอร์ AI Best Expression ที่ช่วยจับภาพรอยยิ้มและอารมณ์ที่ดีที่สุด มอบประสบการณ์อัจฉริยะที่เหนือกว่าด้วย X-Button นวัตกรรมปุ่มลัดที่ปรับแต่งได้ และรองรับ Wi-Fi 7 เพื่อการเชื่อมต่อที่รวดเร็วและเสถียร ตัวเครื่องทนทานเป็นพิเศษ ผ่านการรับรอง SGS Premium Performance Mark Drop resistance 5 ดาว และมาตรฐาน IP65 กันฝุ่นและน้ำ หมดกังวลกับการใช้งานในทุกสถานการณ์ และไม่พลาดทุกช่วงเวลาสำคัญด้วยแบตเตอรี่ HUAWEI Super Battery ความจุ 8500mAh ที่ใช้งานได้ยาวนานตลอดวัน พร้อมแบตเตอรี่แบบ Reverse Charging ที่สามารถชาร์จอุปกรณ์อื่นๆ ที่รองรับการชาร์จแบบไร้สายได้ และเทคโนโลยี Energy Booster เพื่อการจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

นอกจากผลิตภัณฑ์ไฮไลต์เหล่านี้แล้ว หัวเว่ยยังได้นำเสนอและจัดแสดงนวัตกรรมอื่นๆ ที่เปิดตัวไปในช่วงต้นปี 2026 อาทิ HUAWEI FreeClip 2HUAWEI WATCH GT Runner 2 และ HUAWEI Mate 80 Pro รวมถึงผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุดอีกหลากหลายรุ่น ไม่ว่าจะเป็น HUAWEI Mate X7 และ HUAWEI Pura 80 Ultra ซึ่งแสดงถึงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่กว้างขวางของหัวเว่ย พร้อมกันนี้ยังมีการประกาศเปิดตัว HUAWEI WATCH KIDS X1 Pro ซึ่งจะมาสร้างนิยามใหม่ของสมาร์ทวอทช์สำหรับเด็กอีกด้วย

ใครอยากลองอะไรไปลองกันได้ที่ Pop-up Event ที่ พาร์ค พารากอน สยามพารากอน ตั้งแต่วันที่ 7-10 พฤษภาคม 2569 ภายในงานพบกับการจัดแสดงผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุด กิจกรรมอินเทอร์แอคทีฟสุดสร้างสรรค์ และนิทรรศการ HUAWEI XMAGE Awards ที่จะจุดประกายแรงบันดาลใจด้านการถ่ายภาพ พร้อมพบกับผู้เชี่ยวชาญใน Masterclass ต่างๆ และลุ้นรับของที่ระลึกสุดพิเศษจากหัวเว่ย


GWM เปิดสายการผลิต ORA 5 อย่างเป็นทางการในไทยพร้อมส่งมอบพฤษภาคม 2569

GWM (Thailand) ประกาศเปิดสายการผลิต GWM ORA 5 รถยนต์ที่สร้างขึ้นบนแพลตฟอร์ม One Platform, Multi Powertrains แพลตฟอร์มเดียวที่รองรับระบบขับเคลื่อนที่หลากหลายเพื่อตอบสนองความต้องการที่แตกต่างกันของกลุ่มลูกค้าอย่างเป็นทางการ ณ โรงงานอัจฉริยะ (GWM Smart Factory) จังหวัดระยอง พร้อมเริ่มส่งมอบนวัตกรรมยานยนต์ฝีมือคนไทยที่ได้มาตรฐานโลกสู่ลูกค้าคนไทยพฤษภาคมนี้

เหมิง เซียงจวิน  (Meng Xiangjun) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิต GWM กล่าวว่า “GWM มุ่งมั่นส่งมอบโซลูชันการเดินทางที่อัจฉริยะเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมให้แก่ผู้ใช้งานทั่วโลก  โดย GWM ORA 5 ที่ออกจากสายการผลิตในวันนี้เป็นรถที่พัฒนาขึ้นบน แพลตฟอร์ม GWM ONE Platform   แพลตฟอร์มเดียวที่รองรับระบบขับเคลื่อนที่หลากหลาย โดยแพลตฟอร์มนี้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตผ่านการใช้อะไหล่มาตรฐานเดียวกันในระดับสูง ซึ่งมาพร้อมคุณภาพที่เสถียรและความคุ้มค่า  สำหรับความสำเร็จในการเปิดสายการผลิต ORA 5 คันแรกในวันนี้เป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงถึงการยึดมั่นในการดำเนินธุรกิจในระยะยาวของบริษัทฯ และความพยายามอย่างต่อเนื่องในการหยั่งรากลึกในประเทศไทยในฐานะตลาดเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญของเรา” มร. เหมิง  กล่าว

พร้อมส่งมอบ GWM ORA 5 ถึงมือลูกค้าคนไทย เริ่มพฤษภาคมนี้

GWM  ORA 5 ได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยมตั้งแต่เปิดตัวในประเทศไทยเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมาในฐานะ Next Generation SUV ที่ผสานสมรรถนะการขับขี่เข้ากับระบบจัดการพลังงานที่มีประสิทธิภาพและเทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูง โดยแบ่งเป็น 2 รูปแบบพลังงาน ได้แก่ GWM ORA 5 EV ยานยนต์ไฟฟ้า 100% สำหรับผู้ที่ต้องการพลังงานสะอาดและเทคโนโลยีขับเคลื่อนแห่งอนาคต และ GWM ORA 5 HEV ยานยนต์ไฮบริดเจนเนอเรชั่นใหม่ที่มอบความคล่องตัวและความยืดหยุ่นในการใช้งาน

เวย์น โจว กรรมการผู้จัดการ GWM (ประเทศไทย) กล่าวเน้นย้ำว่า “โรงงาน GWM Smart Factory ในจังหวัดระยอง คือฐานการผลิตเชิงยุทธศาสตร์ที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการลงทุนระยะยาวของ GWM ที่พร้อมเดินหน้าผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตและการใช้งานรถยนต์พลังงานใหม่ในภูมิภาคอาเซียนอย่างเต็มตัว

เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้ารวมทั้งส่งมอบรถให้ถึงมือลูกค้าได้รวดเร็วทาง GWM ได้เพิ่มกำลังการผลิตของโรงงานในประเทศไทยภายหลังการเปิดสายการผลิตอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 5  พฤษภาคมที่ผ่านมา พร้อมทั้งนำเข้า GWM ORA 5 จากประเทศจีนบางส่วนเพื่อช่วยลดระยะเวลาในการรอรับรถของลูกค้า โดยบริษัทฯ จะเริ่มดำเนินการส่งมอบ GWM ORA 5 ให้แก่ลูกค้าได้ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมนี้เป็นต้นไป เริ่มจากลูกค้าที่จองรถ GWM ORA 5 จำนวน 5,000 คันแรกภายในงาน Motor Show 2026 ที่ผ่านมาจะได้รับรถในช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายนปีนี้ ในขณะที่ลูกค้าที่จองหลังจากนั้นจะได้รับรถในเดือนมิถุนายนเป็นต้นไปขึ้นอยู่กับรุ่นและสีที่ลูกค้าเลือก”

GWM Smart Factory จังหวัดระยอง เป็นฐานการผลิตรถยนต์แบบครบวงจรภายใต้แนวคิดโรงงานอัจฉริยะ (Smart Factory) และถือเป็นฐานการผลิตหลักของ GWM ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงศูนย์กลางการผลิตรถยนต์พวงมาลัยขวาเพื่อจำหน่ายในประเทศและส่งออกสู่ตลาดโลก โรงงานแห่งนี้มีศักยภาพในการผลิตรถยนต์หลากหลายระบบขับเคลื่อนในสายการผลิตเดียวกัน ครอบคลุมทั้งรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (BEV) และไฮบริด (HEV) รวมถึงเครื่องยนต์สันดาป (ICE) โดยใช้เทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัย  โดยมีกำลังการผลิตสูงสุด 80,000 คันต่อปี และดำเนินการโดยพนักงานชาวไทยกว่า 1,100 คน ภายใต้มาตรฐานระดับโลกและใช้ชิ้นส่วนในประเทศประมาณ 50%  ตอกย้ำความเชื่อมั่นว่ายนตรกรรมทุกคันที่ออกจากโรงงานแห่งนี้เป็นผลิตภัณฑ์ “Made in Thailand” ที่เปี่ยมด้วยคุณภาพระดับโลก “ผลิตในไทย มาตรฐานสากล” อย่างแท้จริง

#GWM #GWMThailand #GWMTH #GWMORA5 #ORA5HEV #ORA5EV #BEV #HEV
#GWMSmartFactory #Rayong


Motor Mall ผู้นำรถหรูมือสอง Multi-Brand พร้อมบริการครบวงจร!

Motor Mall โชว์รูมใหม่ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า ร่ บนถนนประเสริฐมนูกิจ (เกษตร–นวมินทร์) โดยมีพื้นที่ใช้สอยรวมกว่า 3,500 ตารางเมตร และรองรับการให้บริการด้วย Service Bay จำนวน ช่องซ่อม ทั้งนี้การออกแบบโชว์รูมยึดแนวคิด Customer Journey เป็นหลัก ซึ่งแตกต่างจากโชว์รูมทั่วไปที่มักให้ความสำคัญกับมุมมองด้านการดำเนินงานเป็นสำคัญ

Motor Mall เลือกพัฒนาพื้นที่โดยยึดประสบการณ์ของลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ครอบคลุมตั้งแต่การรับรู้แบรนด์ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย การติดต่อสอบถาม การสื่อสารผ่านแชท การนัดหมาย ไปจนถึงประสบการณ์การเข้าชมรถยนต์ภายในโชว์รูม ซึ่งได้รับการออกแบบให้มีพื้นที่ Customer Lounge รองรับลูกค้าอย่างสะดวกสบาย พร้อมยกระดับมาตรฐานการบริการสู่ระดับ First Class โดยทุก Touchpoint ได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถัน เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ไร้รอยต่อ (Seamless Experience) ระหว่างโลกออนไลน์และออฟไลน์อย่างสมบูรณ์

ทั้งนี้ บริษัทยังได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO 9001:2008 และ ISO 9001:2015 ต่อเนื่องยาวนานกว่า 10 ปี ตอกย้ำถึงมาตรฐานการบริหารจัดการคุณภาพในระดับสากล พร้อมทั้งได้รับรางวัล Retail Experience Award จาก Asia Automotive Association รวมถึงรางวัลจากสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค และรางวัลผู้ประกอบการรถยนต์ใช้แล้วดีเด่น ซึ่งล้วนสะท้อนถึงความเป็นเลิศทั้งในด้านสินค้าและการให้บริการอย่างรอบด้าน

นอกจากนี้ Motor Mall ยังเป็นพันธมิตรกับ Petronas ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนหลักของ Mercedes-AMG F1 Team พร้อมทั้งเป็นผู้จัดจำหน่ายอะไหล่แท้อย่างเป็นทางการ ภายใต้โครงการ Part Pro Plus ของ Mercedes-Benz Thonburi (ธนบุรีพานิช) สะท้อนถึงความน่าเชื่อถือและมาตรฐานการดำเนินงานในระดับสากล ขณะเดียวกัน บริษัทยังได้พัฒนาและเปิดตัวผลิตภัณฑ์เคลือบแก้ว Ceramic Glass Coating ภายใต้แบรนด์ของตนเอง โดยร่วมพัฒนาสูตรกับผู้เชี่ยวชาญด้านเคมีและการดูแลพื้นผิวรถยนต์ เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพการใช้งานในประเทศไทยมากที่สุด ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการยกระดับคุณภาพสินค้าและบริการอย่างครบวงจร

ฐิดา หวังดำรงเวศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Motor Mall เปิดเผยว่า Motor Mall เป็นธุรกิจครอบครัวที่ดำเนินงานมาอย่างยาวนานเกือบ 40 ปี โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา บริษัทมีบทบาทสำคัญในการยกระดับมาตรฐานของธุรกิจรถยนต์หรูมือสอง ทั้งในด้านการคัดสรรคุณภาพของรถยนต์และการให้บริการอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการพัฒนาองค์กรในทุกมิติอย่างไม่หยุดนิ่ง ทั้งนี้ บริษัทได้แสดงความเป็นผู้นำในการปรับตัวสู่ยุคดิจิทัล อาทิ การบุกเบิกการทำการตลาดออนไลน์ และการไลฟ์สดขายรถยนต์ในประเทศไทย รวมถึงการนำเทคโนโลยี AI และนวัตกรรมต่าง ๆ มาประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการองค์กร ตลอดจนยกระดับประสบการณ์การให้บริการลูกค้าอย่างมีประสิทธิภาพและทันสมัยยิ่งขึ้น

ปัจจุบัน Motor Mall นำเสนอรถยนต์หรูมือสองจากหลากหลายแบรนด์ชั้นนำ อาทิ Mercedes-Benz, BMW, Porsche, Mini, Lexus และ Alphard โดยยังคงมี Mercedes-Benz และ BMW เป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์หลัก คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 80% ของพอร์ตโฟลิโอทั้งหมด พร้อมกันนี้ บริษัทยังตั้งเป้าหมายในการก้าวสู่การเป็นแบรนด์อันดับหนึ่งในใจของผู้บริโภค (Top of Mind) ภายใต้แนวคิด “The Trustmark of Used Luxury Cars” ควบคู่ไปกับการพัฒนาธุรกิจหลัก Motor Mall มุ่งยกระดับ หน่วยธุรกิจสำคัญ ได้แก่ ศูนย์บริการที่มีความเชี่ยวชาญ พร้อมอุปกรณ์และเทคโนโลยีที่ทันสมัยสำหรับ Mercedes-Benz และ BMW รวมถึงธุรกิจ Car Detailing ให้มีบทบาทสำคัญทัดเทียมกับธุรกิจหลัก เพื่อสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ด้านการดูแลรถยนต์หรูแบบครบวงจร รองรับความต้องการของลูกค้าได้อย่างครอบคลุมในทุกมิติ

ขณะเดียวกัน Motor Mall ยังคงให้ความสำคัญกับการสื่อสารจุดแข็งด้านบริการรับซื้อรถยนต์หรูถึงบ้าน ซึ่งถือเป็นหนึ่งในบริการเด่นของบริษัท โดยมอบข้อเสนอราคาที่สูงกว่าตลาด ควบคู่กับมาตรฐานความปลอดภัยด้านเอกสารและกระบวนการโอนเงินที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ พร้อมบริการถึงสถานที่โดยทีมงานมืออาชีพ เพื่อสร้างความมั่นใจสูงสุดให้กับลูกค้าว่าการทำธุรกรรมจะเป็นไปอย่างราบรื่นและปราศจากปัญหาในภายหลัง


GWM เปิดนวัตกรรมครบทุกพลังงานที่ Auto China 2026

ล่าสุด GWM ในงาน Auto China 2026 เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2569 ณ ปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ได้นำเสนอวิสัยทัศน์และแนวคิดหลักภายใต้กรอบ “Return to Essentials and Grounded in Truth” หรือ “กลับสู่แก่นของยานยนต์ และตั้งมั่นอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง” พร้อมถ่ายทอดทิศทางการดำเนินธุรกิจและนวัตกรรมผ่านกลยุทธ์ใหม่ด้วยเพลตฟอร์ม GWM ONE โดยมี “ความน่าเชื่อถือของแบรนด์” เป็นแกนกลางของการสื่อสาร แนวคิดดังกล่าวสะท้อนมุมมองของ GWM ที่มุ่ง “กลับสู่แก่นแท้ของยานยนต์” โดยให้ความสำคัญกับความปลอดภัย คุณภาพ ความทนทาน และการใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน ควบคู่ไปกับการพัฒนาเทคโนโลยีอัจฉริยะอย่างมีความรับผิดชอบ และย้ำว่าคุณค่าที่แท้จริงต้องเป็นเทคโนโลยีที่ “เชื่อถือได้และพิสูจน์ได้จริง” จากประสบการณ์ของผู้ใช้งานทั่วโลก

ในงาน Auto China 2026 ทาง GWM ได้นำเสนอผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีครอบคลุมตั้งแต่เครื่องยนต์ V8 4.0T ที่พัฒนาเอง แพลตฟอร์มยานยนต์ GWM ONE S ระบบไฮบริดอัจฉริยะ Hi4 เทคโนโลยีแบตเตอรี่หลากหลายรูปแบบ ไปจนถึงระบบ AI ช่วยขับขี่ สะท้อนปรัชญาการพัฒนาเทคโนโลยีที่ยึด “การใช้งานจริง” เป็นหัวใจ ครอบคลุมยานยนต์หลายเซกเมนต์และระบบขับเคลื่อนที่หลากหลาย เพื่อตอบโจทย์ผู้ใช้ทั่วโลกอย่างแท้จริง ควบคู่กับกลยุทธ์การเติบโตระยะยาว โดยเฉพาะในตลาดยุโรป ผ่านการสื่อสารอย่างโปร่งใส การทดลองใช้งานจริง การลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) อย่างต่อเนื่อง และการยกระดับมาตรฐานคุณภาพตามมาตรฐานสากล เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือในระดับโลกจากคุณค่าที่พิสูจน์ได้จริง

ภายในงาน มู่ เฟิง  (Mr. Mu Feng) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ GWM ได้เน้นย้ำว่า “ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมยานยนต์ ‘การกลับสู่แก่นแท้ของยานยนต์’  คือคำตอบสำคัญของการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดย GWM ONE ไม่ได้เป็นเพียงกลยุทธ์ทางธุรกิจ แต่เป็นปรัชญาที่มุ่งยึดผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง ควบคู่กับการยืนหยัดในความเป็นจริงทางเทคโนโลยี และการรักษาคำมั่นสัญญาอย่างเคร่งครัด พร้อมชี้ว่าแม้ทิศทางของตลาดจะเปลี่ยนแปลงไป แต่ความเชื่อมั่นที่เกิดจาก ‘ความมุ่งมั่นและความซื่อสัตย์’ คือรากฐานที่มั่นคงที่สุดของธุรกิจ และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการสร้างความไว้วางใจในระยะยาวจากผู้ใช้งานทั่วโลก”

GWM ขนทัพยนตรกรรมและเปิดตัวรถยนต์เรือธงรวม 6 รุ่น ครอบคลุมทุกเซกเมนต์ ได้แก่ HAVAL, WEY, TANK, ORA, GWM Pickup และ SOUO Motorcycle ครบทั้งรถยนต์เอสยูวีสำหรับครอบครัว รถออฟโรดสมรรถนะสูง รถยนต์พลังงานใหม่ที่ยกระดับภาพลักษณ์การขับขี่ รถกระบะที่มีความอเนกประสงค์ไปจนถึงจักรยานยนต์พรีเมียม สะท้อนศักยภาพในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายและตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์

ไฮไลต์สำคัญในงาน Auto China 2026:

  • WEY V9X เอสยูวีหรู 6 ที่นั่ง ระดับเรือธงบนแพลตฟอร์ม GWM ONE S ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ผสานความเชี่ยวชาญด้านยานยนต์กว่า 36 ปี มาพร้อมเทคโนโลยี “AI cabin-drive agent” หรือ Little Wei เชื่อมต่อการทำงานของห้องโดยสารและระบบขับเคลื่อนอย่างไร้รอยต่อ เสริมความหรูหราด้วยจอหลัง 21.4 นิ้ว เบาะ zero-gravity พร้อมระบบนวด และระบบเสียง Coffee AI Sound 31 ลำโพง ใช้ระบบ Super Hi4 แบตเตอรี่ 80 kWh วิ่งไฟฟ้าได้ไกลถึง 470 กิโลเมตร และการชาร์จเร็วระดับ 6C
  • HAVAL H7 PLUS เอสยูวีพลังงานใหม่รุ่นเรือธงสำหรับตลาดโลก โดดเด่นด้วยพื้นที่ภายในกว้างขวาง มาพร้อมระบบช่วยขับขี่ Coffee Pilot 3 และเซนเซอร์ LiDAR รองรับทั้งการใช้งานในชีวิตประจำวันและการเดินทางระยะไกล ให้สมรรถนะเร่ง 0–100 กม./ชม. ภายใน 5.8 วินาที และวิ่งด้วยพลังงานไฟฟ้าได้ไกลถึง 255 กิโลเมตร มีระยะทางขับขี่รวมมากกว่า 1,000 กิโลเมตร
  • TANK 700 ใหม่ รถออฟโรดพรีเมียมที่ผสานความแข็งแกร่งเข้ากับความหรูหรา มาพร้อมขุมพลังให้เลือกทั้ง 3.0T Hi4 T และ 2.0T Hi4 Z ตอบโจทย์ทั้งสมรรถนะ ความทนทาน และประสิทธิภาพการใช้งาน
  • GWM ORA 5 Hybrid ตอกย้ำจุดยืนของ ORA ในฐานะ “Global Fashion Boutique Brand” ด้วยระบบไฮบริดอัจฉริยะเจเนอเรชันใหม่ที่ควบคุมด้วย AI ให้ประสิทธิภาพสูงถึง 45.2% และระยะทางการขับขี่รวมมากกว่า 1,000 กิโลเมตรต่อการเติมพลังงานหนึ่งครั้ง
  • GWM P300 (Pickup Hi4 T) ยังคงตอกย้ำความเป็นผู้นำในประเทศจีน ด้วยการครองตำแหน่งยอดขายอันดับหนึ่งต่อเนื่องยาวนานถึง 28 ปี โดยรุ่นไฮบริดมาพร้อมแบตเตอรี่ 33.1 kWh วิ่งไฟฟ้าได้ราว 100 กิโลเมตร รองรับการจ่ายไฟ 6 kW พร้อมโครงสร้างแข็งแกร่ง รองรับการใช้งานหนักและออฟโรดได้อย่างแท้จริง
  • SOUO S2000 Motorcycle จักรยานยนต์พรีเมียมเครื่องยนต์ 8 สูบ 2000cc ให้กำลัง 113 kW และแรงบิด 190 นิวตันเมตร มาพร้อมเกียร์ DCT 8 สปีด ระบบความปลอดภัยครบครัน และรองรับการอัปเดต OTA สะท้อนการขยายขอบเขตธุรกิจของ GWM สู่ระบบนิเวศการเดินทางที่หลากหลายยิ่งขึ้น

นอกเหนือจากผลิตภัณฑ์คุณภาพที่ล้ำหน้าในทุกด้านแล้ว GWM ยังได้นำเสนอเทคโนโลยีหลัก ไม่ว่าจะเป็นแพลตฟอร์ม GWM ONE S ที่รองรับหลายพลังงานในรถคันเดียว ระบบขับเคลื่อน Hi4 เกียร์ 9DCT โครงสร้างตัวถังที่ใช้เหล็กแรงสูงถึง 88% เทคโนโลยีแบตเตอรี่หลากหลายรูปแบบ รวมถึง Hydrogen Fuel Cell และเครื่องยนต์ไฮบริด 2.0T ซึ่งทั้งหมดสะท้อนถึงความแข็งแกร่งด้านการวิจัยและพัฒนา และมาตรฐานคุณภาพระดับโลกของ GWM

การจัดแสดงในงาน Auto China 2026 ครั้งนี้ จึงไม่เพียงสะท้อนความสำเร็จของ GWM ในปัจจุบัน แต่ยังเป็นการประกาศทิศทางสู่อนาคตของอุตสาหกรรมยานยนต์อย่างชัดเจน ผ่านมุมมองที่ยึด “คุณค่าที่แท้จริงของรถยนต์” โดยให้ความสำคัญกับความปลอดภัย คุณภาพ ความทนทาน และการใช้งานจริง ควบคู่ไปกับการพัฒนาเทคโนโลยีอัจฉริยะอย่างมีความรับผิดชอบ เพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่เชื่อถือได้ในทุกสถานการณ์ พร้อมเดินหน้าสร้างระบบนิเวศยานยนต์พลังงานใหม่ที่ยั่งยืน ครอบคลุมทุกพลังงาน ทุกการใช้งาน และผู้ใช้ทุกกลุ่ม เพื่อก้าวสู่การเป็นแบรนด์ระดับโลกที่แข็งแกร่งทั้งด้านเทคโนโลยี คุณภาพ และความเข้าใจผู้ใช้อย่างแท้จริงในระยะยาว


Royal Enfield ‘Urban Striker’ Guerrilla 450 สุดดุดันสไตล์นักสู้

Royal Enfield (โรยัล เอ็นฟีลด์) ผู้นำระดับโลกในตลาดมอเตอร์ไซค์ขนาดกลาง (250cc–750cc) ประกาศเปิดตัวผลงานคัสตอมรุ่นล่าสุด “Urban Striker” ซึ่งสร้างสรรค์ขึ้นบนพื้นฐานของ Guerrilla 450 รุ่นปี 2026 โดยเป็นผลงานจากฝีมือของ Apollo Garage ประเทศไทย พร้อมกันนี้ Royal Enfield ยังได้ร่วมกับ Fairtex เพื่อเฉลิมฉลองการเปิดตัวครั้งนี้ด้วยไลน์สินค้าพรีเมียมและเครื่องแต่งกายสุดพิเศษกับนิยามแห่งจิตวิญญาณนักสู้บนท้องถนน
Urban Striker พัฒนามาจาก Guerrilla 450 ปี 2026 ซึ่งเป็นรถที่ถ่ายทอดนิยามของสตรีทโรดสเตอร์ได้เฉียบคมและทรงพลัง
ชื่อ “Urban Striker” สะท้อนถึงจิตวิญญาณแบบ Guerrilla ของ Royal Enfield และ DNA นักสู้มวยไทยของ Fairtex โดยตัวรถเป็นสัญลักษณ์ของทัศนคติที่ขบถ ไม่เกรงกลัวใคร และเปี่ยมด้วยพลังของโลกสตรีท
  • ‘Urban’: เชื่อมโยงตัวรถเข้ากับไลฟ์สไตล์คนเมืองยุคใหม่ ที่การเคลื่อนไหว สไตล์ และทัศนคติคือตัวตนของผู้ขับขี่

  • ‘Striker’: จับเอาแก่นแท้ของความแม่นยำ ความดุดัน และพลังที่ควบคุมได้ในแบบฉบับมวยไทยมาไว้บนตัวรถ

Urban Striker สะท้อนรูปลักษณ์ที่ดิบและเน้นการใช้งานบนท้องถนน ตกแต่งด้วยสีพิเศษจากการคอลแลบบอเรชัน และติดตั้งแฮนด์แบบจับโช้ค (Clip-on) เพื่อสร้างท่านั่งที่ดุดัน เปรียบเสมือนความคล่องแคล่วและจดจ่อของนักมวยไทย งานสร้างนี้คือประจักษ์พยานถึง DNA ของทั้งสองแบรนด์ในด้านความแม่นยำ ความดุดัน และความแท้จริง

มาโนจ กาจาร์ลาวาร์ หัวหน้าธุรกิจประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก Royal Enfield กล่าวถึงการร่วมมือครั้งนี้ว่า “Royal Enfield เป็นแบรนด์ที่ไม่เพียงแต่นำเสนอรถมอเตอร์ไซค์ระดับโลก แต่ยังรวมถึงระบบการขับขี่ทั้งหมดสำหรับลูกค้า การเดินทางของเราถูกกำหนดด้วยการส่งมอบประสบการณ์ ‘Pure Motorcycling’ ผ่านมอเตอร์ไซค์ที่ทนทานและประสบการณ์ที่น่าประทับใจด้วยความมุ่งมั่นที่จะมอบสิ่งที่ดีที่สุด เราจึงมองหาประสบการณ์และแบรนด์ที่สอดคล้องกับเรา และด้วยแนวคิดนี้ทำให้เราจับมือกับ Fairtex พร้อมอวดโฉมรถคัสตอมบนพื้นฐานของ Guerrilla 450 ซึ่งช่วยให้เราใกล้ชิดกับลูกค้ามากขึ้นและเสริมสร้างความแข็งแกร่งในประเทศไทยให้มากขึ้นด้วย”

การคอลแลบบอเรชันครั้งนี้หยั่งรากมาจากระเบียบวินัย ความแม่นยำ ความคล่องตัว และพลังที่ควบคุมได้ ซึ่งเป็นคุณลักษณะของ “Urban Fighter” สินค้า Limited Edition นี้ประกอบด้วย

  • กราฟิกบนถังน้ำมัน องค์ประกอบหลักที่ได้รับแรงบันดาลใจจากการพริ้วไหวของผ้าซาตินบนกางเกงมวยไทยขณะที่นักสู้เตรียมก้าวขึ้นสังเวียน สื่อถึงความสง่างามและความเข้มข้นของกีฬานี้

  • สัญลักษณ์แห่งความภูมิใจ ตรงกลางถังน้ำมันประดับอักษรคำว่า “มวยไทย” เพื่อเชิดชูศิลปะการต่อสู้ประจำชาติและสะท้อนมรดกของแบรนด์ Fairtex ในระดับสากล

รายละเอียดสินค้าในคอลเลกชัน

  • นวมชกมวย (Boxing Gloves) ผลิตจากหนัง Microfiber คุณภาพสูง น้ำหนักเบา ระบายอากาศได้ดีเยี่ยม และมีคุณสมบัติต้านเชื้อแบคทีเรีย มาตรฐานระดับโลก ราคา 5,500 บาท

  • กางเกงมวยไทย (Muay Thai Shorts) ผลิตจาก Micro Satin เกรดพรีเมียมตามมาตรฐานอาชีพ ซับในด้วยผ้าคอตตอนเนื้อนุ่มและงานปักสั่งทำพิเศษ ราคา 1,500 บาท

  • เสื้อยืด (T-shirts) ผลิตจาก Premium Cotton C20 100% สวมใส่สบายและมีความทนทานสูง ราคา 1,200 บาท

ช่องทางการจัดจำหน่าย เริ่มจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 3 เมษายน 2569 เป็นต้นไป ผ่านทาง www.fairtex.com, Fairtex Official Store บน Shopee และ Lazada รวมถึงร้าน Flagship Store ในกรุงเทพฯ, ภูเก็ต, สมุย, หัวหิน, เชียงใหม่ และ Fairtex Training Center พัทยา

Chery Group ร่วมกับ OMODA & JAECOO เปิดโรงงานแล้ว!

Chery Group ร่วมกับ OMODA & JAECOO ประเทศไทย จัดพิธีเฉลิมฉลองการเปิดโรงงานผลิตยานยนต์พลังงานใหม่ (NEV) อย่างเป็นทางการ ภายใต้แนวคิด The Future Starts Here” ตอกย้ำความมุ่งมั่นระยะยาวในการยกระดับประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางเชิงกลยุทธ์ด้านการผลิตยานยนต์พลังงานใหม่ การนำเทคโนโลยีล้ำสมัยมาประยุกต์ใช้ และการเติบโตอย่างยั่งยืนในภูมิภาค

ภายในงานได้รับเกียรติจากแขกผู้มีเกียรติ ผู้แทนภาครัฐ พันธมิตรทางธุรกิจ สถาบันการศึกษา และสื่อมวลชน เข้าร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีเปิดโรงงานผลิตในประเทศไทยของ Chery Group ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญของกลยุทธ์ด้านการผลิตในประเทศ (Localization) และวิสัยทัศน์ระยะยาวในการขับเคลื่อนอนาคตของการเดินทางในประเทศไทย

เฉิน ชุนชิง (Chen Chunqing) รองประธานบริหาร CHERY International กล่าวว่า “ในวันนี้ ผมขอยืนยันอีกครั้งถึงความมุ่งมั่นของกลุ่มบริษัทในการสร้างมาตรฐานการผลิตระดับโลก การเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูง และการมีส่วนร่วมอย่างมีความหมายต่อเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนในระดับโลก”

Chery Group ยังคงเสริมความแข็งแกร่งในฐานะผู้นำด้านนวัตกรรมยานยนต์ระดับโลก ด้วยเครือข่ายศูนย์วิจัยและพัฒนา 8 แห่ง ฐานการผลิต 19 แห่ง พันธมิตรซัพพลายเออร์ระดับนานาชาติกว่า 300 ราย และเครือข่ายการขายและบริการมากกว่า 3,000 แห่งทั่วโลก โดยในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา Chery กลายเป็นผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติจีนรายแรกที่มียอดส่งออกรวมสะสมทะลุ 6 ล้านคัน และมียอดส่งออกเกิน 100,000 คันต่อเดือนต่อเนื่อง 11 เดือน ขณะที่เดือนมีนาคมมียอดส่งออก 148,777 คัน เติบโต 72% เมื่อเทียบกับปีก่อน

การขยายตัวในระดับสากลยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในยุโรป Chery Group ได้ดำเนินธุรกิจมากกว่า 18 ประเทศ และในตลาดพวงมาลัยขวาทั่วโลก ครอบคลุม 14 ประเทศ พร้อมสัดส่วนรถยนต์พลังงานใหม่ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สำหรับประเทศไทย ปัจจุบันกลุ่มบริษัทมีการดำเนินธุรกิจผ่าน 3 แบรนด์ ได้แก่ OMODA & JAECOO, ตามด้วย CHERY และล่าสุดคือ LEPAS สะท้อนถึงความเชื่อมั่นต่อศักยภาพระยะยาวของตลาดไทย

ในงาน Bangkok International Motor Show ครั้งที่ 47 ปี 2569 CHERY, OMODA & JAECOO สามารถคว้าอันดับ 1 ด้านยอดจองในกลุ่มแบรนด์ยานยนต์สัญชาติจีน สะท้อนถึงโมเมนตัมทางการตลาดที่แข็งแกร่ง และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นต่อผลิตภัณฑ์และทิศทางของแบรนด์ในประเทศไทย

โรงงาน NEV ในประเทศไทยได้รับการติดตั้งเทคโนโลยีการผลิตขั้นสูง รวมถึงกระบวนการเชื่อมตัวถังอะลูมิเนียม และได้เริ่มเข้าสู่ระยะการผลิตแล้ว โดยในแผนระยะ 5 ปี (2569–2573) Chery Group ตั้งเป้ากำลังการผลิตที่ 80,000 คันต่อปี ตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะฐานการผลิตเชิงกลยุทธ์สำหรับการเติบโตในภูมิภาค

เซดริก ซุย (Cedric Cui) ประธาน Chery Group (ประเทศไทย) กล่าวว่า “สิ่งที่เราต้องการสื่อสารในประเทศไทยนั้นชัดเจน คือความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจระยะยาว เราไม่ได้เข้ามาเพียงเพื่อผลิตหรือจำหน่ายรถยนต์เท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าในทุกมิติ ตั้งแต่ความพร้อมของอะไหล่ คุณภาพการบริการ การดูแลลูกค้า ไปจนถึงการพัฒนาศักยภาพบุคลากรในประเทศไทย”

แผนการดำเนินงานในประเทศไทยจะขับเคลื่อนผ่านพอร์ตโฟลิโอของทั้ง 3 แบรนด์ โดย CHERY จะเน้นกลุ่มครอบครัวผ่านผลิตภัณฑ์ BEV และ PHEV ขณะที่ OMODA และ JAECOO จะสร้างอัตลักษณ์แบรนด์ที่โดดเด่นในด้านนวัตกรรมครอสโอเวอร์และไลฟ์สไตล์เอาต์ดอร์ ส่วน LEPAS จะนำเสนอแนวคิด “Elegant Mobility Life” เพื่อเติมเต็มระบบนิเวศการเดินทางที่หลากหลายและตอบโจทย์ผู้บริโภคไทยมากยิ่งขึ้น

นอกเหนือจากการผลิต Chery Group ยังให้ความสำคัญกับการยกระดับบริการหลังการขายภายใต้แนวคิด Here to Care” โดยตั้งเป้าขยายเครือข่ายบริการเป็น 210 โชว์รูมภายในปีนี้ พร้อมพัฒนาศักยภาพช่างเทคนิคให้ผ่านการรับรอง 100% และตั้งเป้าประสิทธิภาพด้านอะไหล่และบริการในระดับสูง

ภายใต้แนวคิด Here to Stay” กลุ่มบริษัทยังลงทุนด้านการพัฒนาทรัพยากรบุคคล ผ่านโครงการพัฒนาทักษะและยกระดับศักยภาพบุคลากรในอุตสาหกรรม xEV ครอบคลุมทั้งนักเรียนอาชีวศึกษา นักศึกษา บุคลากรในสายงาน และคนรุ่นใหม่ในอนาคต

นอกจากนี้ Chery Group ยังได้ร่วมมือกับกระทรวงแรงงาน โดยกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และ AHRDA เพื่อยกระดับศักยภาพแรงงานด้านเทคโนโลยียานยนต์สมัยใหม่ โดยมีกำหนดลงนามความร่วมมือด้านทักษะ NEV ในเดือนพฤษภาคม 2569 รวมถึงการลงนามความร่วมมือกับวิทยาลัยเทคนิคระยอง และวิทยาลัยเทคนิคชลบุรี เพื่อเสริมสร้างบุคลากรคุณภาพในอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานใหม่ของประเทศไทย

ในฐานะสัญลักษณ์แห่งความมุ่งมั่นต่อสังคมไทย รถยนต์ที่ผลิตในประเทศไทยล็อตแรกภายใต้แบรนด์ CHERY และ OMODA & JAECOO จะถูกส่งมอบให้แก่สภากาชาดไทย สะท้อนแนวคิดที่ว่า การพัฒนาอุตสาหกรรมควรเติบโตควบคู่ไปกับการสร้างคุณค่าให้สังคม

การเปิดโรงงาน NEV ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการครั้งนี้ นับเป็นการเริ่มต้นบทใหม่ของ Chery Group, OMODA & JAECOO ในด้านการผลิตภายในประเทศ นวัตกรรม และความร่วมมือระยะยาวกับประเทศไทย

The Future Starts Here


RIDDARA กระบะไฟฟ้าทางเลือกใหม่สายลุย!

ตลาดรถกระบะในประเทศไทยกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อ “กระบะพลังงานใหม่” เริ่มได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาให้ความสำคัญกับ “ต้นทุนการใช้งานระยะยาว” มากกว่าราคาซื้อเริ่มต้น ท่ามกลางสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ยังคงมีความผันผวน

GEELY RIDDARA ในฐานะผู้เล่นในตลาดรถกระบะพลังงานใหม่ มองว่า แนวโน้มดังกล่าวไม่ใช่เพียงกระแสระยะสั้น แต่เป็น “การเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้าง” ของตลาดรถกระบะไทย จากเดิมที่ยึดติดกับเครื่องยนต์สันดาป สู่การเปิดรับเทคโนโลยีพลังงานทางเลือกที่ตอบโจทย์การใช้งานได้จริงมากขึ้น

ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในตลาดรถกระบะที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยผู้ใช้งานส่วนใหญ่มองรถกระบะเป็น “เครื่องมือทำมาหากิน” ครอบคลุมตั้งแต่ผู้ประกอบการ SME เกษตรกร ไปจนถึงภาคก่อสร้างและโลจิสติกส์ ทำให้ปัจจัยสำคัญในการเลือกใช้รถ ไม่ได้อยู่ที่ภาพลักษณ์เพียงอย่างเดียว แต่เน้นไปที่ “ความคุ้มค่า ความทนทาน และต้นทุนรวมตลอดอายุการใช้งาน”

ในบริบทนี้ กระบะพลังงานใหม่เริ่มเข้ามาตอบโจทย์ได้ชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะใน 3 มิติหลัก ได้แก่

  • ต้นทุนพลังงานที่ควบคุมได้ลดความเสี่ยงจากราคาน้ำมัน
  • ค่าบำรุงรักษาที่ต่ำกว่าจากโครงสร้างระบบขับเคลื่อนที่เรียบง่าย
  • ฟังก์ชันการใช้งานที่ต่อยอดได้เช่น การจ่ายไฟภายนอก รองรับงานภาคสนามหรือธุรกิจเคลื่อนที่

คุณสมบัติเหล่านี้ทำให้รถกระบะพลังงานใหม่ไม่ได้ถูกมองเป็นเพียง “รถทางเลือก” อีกต่อไป แต่เริ่มถูกพิจารณาในฐานะ “เครื่องมือทำงานรูปแบบใหม่” ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนในระยะยาว

ในงาน Bangkok International Motor Show 2026 ที่จัดขึ้นอย่างคึกคัก โดยมีแบรนด์ยานยนต์และรถจักรยานยนต์กว่า 40 แบรนด์เข้าร่วมจัดแสดง รวมรถกว่า 45,983 คัน และมีผู้เข้าชมงานมากกว่า 1.62 ล้านคนตลอดระยะเวลาการจัดงาน ภายในงานครั้งนี้ GEELY RIDDARA (ริดดารา) ได้รับความสนใจจากผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง โดยสามารถทำยอดจองรวมได้กว่า 2,569 คัน สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มการเติบโตของรถกระบะพลังงานใหม่ในตลาดประเทศไทยที่เริ่มมีบทบาทมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การเติบโตของตลาดยังคงมีปัจจัยท้าทายที่ต้องอาศัยเวลา ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อมั่นในระยะยาวของผู้ใช้งาน โครงสร้างพื้นฐานด้านสถานีชาร์จ รวมถึงการพิสูจน์สมรรถนะในงานหนัก ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของตลาดกระบะไทย

ในด้านราคา การตั้งระดับราคาที่สามารถแข่งขันกับรถกระบะเครื่องยนต์ดีเซลได้โดยตรง ถือเป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญที่ช่วยเร่งการตัดสินใจของผู้บริโภค และทำให้กระบะพลังงานใหม่ถูกนำมาเปรียบเทียบใน “ระดับเดียวกัน” มากขึ้น

ภาพรวมทั้งหมดสะท้อนว่า ตลาดรถกระบะพลังงานใหม่ในประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการเติบโต แต่มีปัจจัยสนับสนุนที่ชัดเจน ทั้งด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และพฤติกรรมผู้บริโภค

แนวโน้มดังกล่าวทำให้ RIDDARA เชื่อว่า ในระยะต่อจากนี้ “กระบะพลังงานใหม่” จะไม่ได้เป็นเพียงตัวเลือกเสริม แต่มีโอกาสพัฒนาไปสู่ “หนึ่งในตัวเลือกหลัก” ของตลาดรถกระบะไทย โดยเฉพาะในยุคที่ผู้ใช้งานต้องการทั้งความคุ้มค่า ความยืดหยุ่น และความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงของต้นทุนพลังงาน


Gen Z โดนใจ ‘ฮอนด้า’ ยกเป็น GEN Z TOP Brand Award 2026

บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) ตอกย้ำความเป็นแบรนด์ที่ Gen Z เทใจให้ ด้วยการคว้ารางวัล ‘GEN Z TOP BRAND AWARD 2026’ ในหมวด Automotive สะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่ผู้บริโภคกลุ่มคนรุ่นใหม่มีต่อแบรนด์ฮอนด้าอย่างแท้จริง โดยเป็นผลจากการสำรวจเชิงลึกโดยเว็บไซต์ BrandBuffet สื่อด้านธุรกิจและการตลาด ร่วมกับ INTAGE Thailand บริษัทวิจัยการตลาดชั้นนำ และ Wisesight ผู้เชี่ยวชาญด้าน Social Listening ที่มุ่งเจาะลึกพฤติกรรมผู้บริโภคกลุ่มคนรุ่นใหม่ในยุคดิจิทัล ซึ่งอ้างอิงการรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างกว่า 3,000 คน ครอบคลุมทั้ง Gen X , Gen Y และ Gen Z จากทั่วประเทศ ครอบคลุมทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ เพื่อนำมาวิเคราะห์และประเมินถึงความแข็งแกร่ง รวมถึงความหมายของแบรนด์ในใจผู้บริโภค ที่จะสะท้อนทิศทางของตลาดและบทบาทสำคัญของกลุ่มคนรุ่นใหม่ในฐานะกุญแจสู่การสร้างการเติบโตของแบรนด์อย่างยั่งยืนในระยะยาว

ท่ามกลางยุคของคนรุ่นใหม่ที่มีตัวเลือกอย่างไม่จำกัดและให้ความสำคัญกับความคุ้มค่า ปัจจุบันรถยนต์จึงเป็นมากกว่ายานพาหนะ แต่เปรียบเสมือนพื้นที่ส่วนตัวที่สะท้อนไลฟ์สไตล์ ฮอนด้า จึงมุ่งมั่นสร้างความแข็งแกร่ง โดยไม่เพียงพัฒนาเทคโนโลยีที่มอบความสนุกในการขับขี่ แต่หัวใจสำคัญคือการสร้างความเชื่อมั่น ผ่านการพิสูจน์ให้เห็นถึงประสิทธิภาพและคุณภาพที่สัมผัสได้จริง พร้อมออกแบบเพื่อสร้างประสบการณ์ในการขับขี่ให้ใช้งานง่าย สะดวกสบาย และส่งมอบความคุ้มค่าที่ตอบโจทย์ความรู้สึกได้อย่างลงตัว นอกจากนี้ ความไว้วางใจเหล่านี้ได้ถูกนำมายกระดับความเชื่อมโยงผ่านการถ่ายทอด Honda Brand Story เพื่อสื่อสารว่าฮอนด้า ไม่ได้เป็นเพียงแบรนด์รถยนต์ที่คนรุ่นใหม่นึกถึง แต่เป็นเพื่อนร่วมทางที่พร้อมสร้างแรงบันดาลใจและสนับสนุนให้กล้าออกไปใช้ชีวิตในแบบที่ต้องการ

รัชนี จิรถาวรกุล ผู้จัดการทั่วไปหน่วยงานการตลาดและวางแผนผลิตภัณฑ์ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “รางวัล GEN Z TOP BRAND AWARD ที่ฮอนด้าได้รับในครั้งนี้ พิสูจน์ได้ถึงความเชื่อมั่นที่ Gen Z มีต่อแบรนด์อย่างแท้จริง สำหรับฮอนด้า เป้าหมายไม่ใช่แค่การครองใจคนรุ่นใหม่เท่านั้น แต่คือการพัฒนาทั้งผลิตภัณฑ์และบริการให้ผู้บริโภคทุกคนรู้สึกว่า ฮอนด้า คือแบรนด์ที่ใช่ และสามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของพวกเขาได้อย่างแท้จริง เมื่อผู้บริโภครู้สึกถึงคุณค่าเหล่านี้ พวกเขาก็พร้อมเปิดใจลองและบอกต่อด้วยตัวเอง รางวัลนี้จึงไม่ใช่แค่ความภาคภูมิใจ แต่ยังเป็นแรงผลักดันให้ฮอนด้าเดินหน้าพัฒนาและปรับตัวอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นแบรนด์ที่อยู่ในใจทุกเจเนอเรชัน และเติบโตไปพร้อมกับทุกคน”

ฮอนด้า มุ่งมั่นส่งมอบผลิตภัณฑ์คุณภาพควบคู่ไปกับการดูแลลูกค้าอย่างดีเยี่ยมตลอดการใช้งาน ผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการ พร้อมยกระดับบริการหลังการขายที่แข็งแกร่งและเป็นเลิศ ผ่านเครือข่ายศูนย์บริการและโชว์รูมกว่า 200 แห่งทั่วประเทศ เพื่อเป้าหมายในการมอบประสบการณ์ที่ดีเยี่ยมในทุกทัชพอยต์ และส่งต่อความเชื่อมั่นในแบรนด์ฮอนด้าจากรุ่นสู่รุ่นอย่างยั่งยืน


Privacy Preference Center