CHANGAN ส่ง NEVO Q05 รถ SUV ไฟฟ้าอัจฉริยะรุกไทย
CHANGAN Automobile หรือ ฉางอาน ผู้นำด้านเทคโนโลยียานยนต์พลั
กวน ซิน รองประธานหน่วยธุรกิจเอเชียตะวั
“CHANGAN ได้ลงทุนกว่า 10,000 ล้านบาท เปิดโรงงานฉางอาน ออโตโมบิล ระยอง (CHANGAN Automobile Rayong Factory) ปักธงเป็นฐานการผลิตรถยนต์พลั
จากจุดเริ่มต้นในประเทศไทย CHANGAN Automobile ได้ขยายธุรกิจไปสู่กว่า 20 ประเทศ อาทิ ออสเตรเลีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ โดยมีประเทศไทยเป็นศูนย์
คริส อู๋ รองประธาน บริษัท ฉางอาน ออโต้ เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า “ประเทศไทยถือเป็นหนึ่
ภายใต้แนวคิด “Tech Changan, Trusted Choice” บริษัทฯ มุ่งมั่นนำเสนอเทคโนโลยีระดั
สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าที่เป็นรุ่
CHANGAN NEVO Q05 มีระยะฐานล้อ 2,735 มม. พร้อมเบาะนั่งออกแบบตามหลักสรี
สำหรับ AVATR 07 SUV พลังงานใหม่ที่ผสานความหรูหรา เทคโนโลยี และสมรรถนะในระดับ First Class ตัวรถมีสัดส่วนแบบ Golden Ratio ด้านหน้าดีไซน์เอกลักษณ์ แรงบันดาลใจจาก UFO มาพร้อมสีพรีเมียม 4 เฉด ห้องโดยสาร เป็นสไตล์ Futuristic Embracing Cabin ใช้วัสดุนุ่มระดับพรีเมียมรอบคั
สำหรับข้อเสนอพิเศษภายในงาน พบกับ Campaign : The First-Class Upgrade ทั้งอัพเกรดเบาะหนัง Nappa และ Zero Gravity Seat พร้อมฟรี Huawei Matpad Pro 12.2 นิ้ว และ AVATR Connector มูลค่ารวมมากกว่า 111,970 บาท
AVATR 11 – The Futuristic SUV อีกหนึ่งรุ่นรถสำคัญในแบรนด์ AVATR กับ AVATR 11 รถยนต์ไฟฟ้า SUV ระดับพรีเมียม ดีไซน์ล้ำอนาคต ผสมสัดส่วนแบบซูเปอร์คาร์เข้ากั
และข้อเสนอสุดพิเศษสำหรับ AVATR11 กับ Campaign : Eternity Energy, Infinite Luxury เมื่อซื้อAVATR 11 รุ่น Standard หรือ Long Range รับฟรี Huawei Solar Solution Package มูลค่า 367,6000 บาท ซึ่งประกอบไปด้วย Inverter 5kW Optimizer และแบตเตอรี่กักเก็บพลั
ต่อวัน ซึ่งให้ผู้ใช้หมดกังวลในค่าใช้
สำหรับแบรนด์ DEEPAL มอบข้อเสนอสุดพิเศษ
- DEEPAL รุ่น S05 Plus and Max รับดอกเบี้ยเริ่มต้น 0%* หรือเลือกรับเงินคืน 50,000 บาท*พร้อมฟรีแพ็กเกจรับประกั
นแบตเตอรี่ตลอดอายุการใช้งาน*, ฟรีประกันภัยชั้น 1 พร้อม พรบ.1 ปี*และฟรีแพ็คเกจ Deepal Premium Care - Deepal รุ่น S05 Max long range, REEV Max และ REEV Plus รับดอกเบี้ยเริ่มต้น 0.99%* หรือเลือกรับเงินคืน 30,000 บาท* พร้อมรับแพ็กเกจรับประกั
นแบตเตอรี่ตลอดอายุการใช้งาน* ,ฟรีประกันภัยชั้น 1 พร้อม พรบ. 1 ปี* และฟรีแพ็คเกจ Deepal Premium Care* พิเศษสำหรับ รุ่น REEV Max, REEV Plus ฟรีการบำรุงรักษา 5 ปี หรือ 100,000กิโลเมตร* - Deepal รุ่น New S07 มาในราคาพิเศษ 1,099,000 สำหรับ 500 ท่านแรก* ฟรี, ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พรบ.1 ปี* พร้อมรับแพ็กเกจรับประกั
นแบตเตอรี่ตลอดอายุการใช้งาน* และฟรีแพ็คเกจการดูแลรักษา Deepal Premium Care* - LUMIN มาในราคาพิเศษ 409,000 บาท*, ผ่อนเริ่มต้นเพียง 2,990 บาท/เดือน*, พร้อมรับอัตราดอกเบี้ย 0%* และรับเงินคืน 20,000 บาท* ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีโปรสุดพิเศษ “น้องง่วง สู้น้ำมัน” สำหรับลูกค้าที่ใช้รถน้ำมันเดิม ทั้งรถยนต์และมอเตอร์ไซต์
สามารถเปลี่ยนมาซื้อ Lumin ได้ในราคาพิเศษเพียง 349,000 บาท ฟรีประกันภัยชั้น 1 พร้อม พรบ. 1 ปี* และการบริการ Lumin Buddy Care* - Deepal E07 รับส่วนลดสูงสุดถึง 100,000 บาท*, ฟรี Lifestyle Package 60,000 บาท*, ฟรีอินเทอร์เน็ท 10 ปี* และฟรีแพ็คเกจ Deepal Premium Care*
- Deepal K50 ฟรีแพ็คเกจ Deepal Premium Care*, ฟรีโฮมชาร์จเจอร์พร้อมบริการติ
ดตั้ง* และฟรีประกันภัยชั้น 1 พร้อม พรบ.*
สิทธิพิเศษเหล่านี้ มีเฉพาะภายในงาน Bangkok Motor Show 2026 ตั้งแต่วันนี้ – 5 เมษายน 2569 เท่านั้น*หมายเหตุ : เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษั
#CHANGANMotorShow2026 #CHANGANTHAILAND #CHANGANNEVO #NEVOQ05 #DEEPAL #DEEPALNEWS07 #DEEPALS07 #DEEPALS05 #LUMIN #น้องง่วง#AVATRThailand #AVATR07 #AVATR11
อิเกีย จับมือ ‘เชฟเอียน’ เปิดตัว 2 เมนูพิเศษ ภายใต้แคมเปญ “I’m Fine Dining with IKEA”
อิเกีย ประเทศไทย จับมือ เชฟเอียน-พงษ์ธวัช เฉลิมกิตติชัย เปิดตัว 2 เมนูพิเศษ ได้แก่ ปลาหิมะซอสไวน์ขาว และมีทบอลซอสทรัฟเฟิล ภายใต้แคมเปญ “I’m Fine Dining with IKEA สัมผัสความอร่อยที่คุ้มค่าทุกวัน” เพื่อนำเสนอการตีความประสบการณ์ไฟน์ไดนิ่งในรูปแบบที่เข้าถึงได้ง่ายและคุ้มค่าในชีวิตประจำวัน โดยเมนูพิเศษทั้งสองรายการจะเปิดให้ลิ้มลองตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน – 30 มิถุนายน 2569 พร้อมชวนทุกคนต่อยอดแรงบันดาลใจสู่การสร้างประสบการณ์ไฟน์ไดนิ่งที่บ้าน ผ่านโซลูชันครัว เครื่องครัว และเครื่องใช้บนโต๊ะอาหารจากอิเกีย ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้การทำอาหารและการจัดเสิร์ฟในชีวิตประจำวันเป็นเรื่องง่ายและสวยงามยิ่งขึ้น
สำหรับสองเมนูพิเศษที่สร้างสรรค์โดยเชฟเอียนประกอบด้วย เมนูปลาหิมะซอสไวน์ขาว (ราคา 459 บาท และราคาพิเศษ 399 บาท สำหรับสมาชิก IKEA Family) ซึ่งนำเสนอวัตถุดิบคุณภาพอย่างปลาหิมะที่ได้รับความนิยมในวงการอาหารระดับพรีเมียม โดยถูกนำเสนอในราคาที่เข้าถึงได้มากขึ้น อีกทั้งปลาหิมะที่ใช้ยังได้รับการรับรองด้านการประมงอย่างยั่งยืนจาก Marine Stewardship Council (MSC) เสิร์ฟพร้อมซอสไวน์ขาวที่ผสานรสชาติของไวน์ขาวและเลมอนในสไตล์ตะวันตก เข้ากับความเข้มข้นอูมามิของมิโสะ ช่วยเสริมรสชาติของปลาให้โดดเด่นและกลมกล่อมยิ่งขึ้น ในขณะที่ มีทบอลซอสทรัฟเฟิล (ราคา 189 บาท และราคาพิเศษ 159 บาท สำหรับสมาชิก IKEA Family) เป็นการตีความใหม่ของเมนูคลาสสิกอย่างอิเกียมีทบอล เพื่อเฉลิมฉลองเมนูยอดนิยมที่ครองใจลูกค้ามายาวนานกว่า 40 ปี และสะท้อนมรดกด้านอาหารสวีเดนที่เป็นหัวใจของอิเกีย โดยเชฟเอียนเลือกใช้ซอสครีมผสมชีสและทรัฟเฟิล เพื่อเพิ่มมิติความหอมเข้มข้นและยกระดับเมนูที่หลายคนคุ้นเคยให้มีความพรีเมียมมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ยังคงเอกลักษณ์ความอร่อยที่เข้าถึงง่ายตามแบบฉบับของอิเกีย
รดีวรรณ สุวรรณพฤกษ์ ผู้จัดการฝ่ายอาหาร อิเกีย ประเทศไทย กล่าวว่า “อาหารเป็นส่วนสำคัญของประสบการณ์ที่อิเกีย ไม่ว่าจะเป็นการออกมารับประทานอาหารเพื่อพักผ่อนและใช้เวลาร่วมกัน หรือการสร้างสรรค์มื้อพิเศษที่บ้าน อิเกียจึงมุ่งนำเสนอประสบการณ์อาหารคุณภาพในราคาที่เข้าถึงได้ พร้อมสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนสนุกกับการทำอาหารและการรับประทานในชีวิตประจำวัน การร่วมงานกับเชฟเอียนในครั้งนี้จึงเป็นอีกก้าวหนึ่งในการถ่ายทอดแนวคิดดังกล่าวผ่านเมนูพิเศษภายใต้แคมเปญ ‘I’m Fine Dining with IKEA สัมผัสความอร่อยที่คุ้มค่าทุกวัน’ ที่นำความพิถีพิถันแบบไฟน์ไดนิ่งมานำเสนอในรูปแบบที่เข้าถึงง่ายและคุ้มค่า พร้อมต่อยอดแรงบันดาลใจสู่การสร้างสรรค์มื้อพิเศษที่บ้าน ผ่านวัตถุดิบคุณภาพ อย่างมีทบอลแช่แข็งที่มีจำหน่ายที่มุมอาหารสวีเดน ผสานกับโซลูชันครัว เครื่องครัว และเครื่องใช้บนโต๊ะอาหารของอิเกียที่ออกแบบมาเพื่อการใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน”
เชฟเอียน-พงษ์ธวัช เฉลิมกิตติชัย กล่าวว่า “สำหรับผม ไฟน์ไดนิ่งไม่ได้หมายถึงความซับซ้อนเสมอไป แต่คือความใส่ใจในรายละเอียด ตั้งแต่วัตถุดิบ เทคนิคการปรุง ไปจนถึงประสบการณ์บนโต๊ะอาหาร ผมจึงรู้สึกตื่นเต้นที่ได้ร่วมงานกับอิเกียในครั้งนี้เป็นอย่างมาก เพราะเราได้ลองนำแนวคิดแบบไฟน์ไดนิ่งมาถ่ายทอดผ่านเมนูที่ยังคงความเรียบง่ายและเข้าถึงได้ ผมเลือกใช้ปลาหิมะซึ่งเป็นวัตถุดิบที่มีรสชาติและเนื้อสัมผัสดีตามธรรมชาติ นำมาจับคู่กับซอสไวน์ขาวที่ผสานความสดชื่นของเลมอนและความเข้มข้นอูมามิจากมิโสะ ช่วยเสริมรสชาติของปลาให้โดดเด่นยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันก็ได้นำอิเกียมีทบอล ซึ่งเป็นเมนูคลาสสิกของอิเกียที่ครองใจผู้คนมาอย่างยาวนานกว่า 40 ปี มาตีความใหม่ โดยยังคงเอกลักษณ์ความคลาสสิกของเมนูเอาไว้ พร้อมเพิ่มมิติความหอมเข้มข้นด้วยซอสครีมผสมชีสและทรัฟเฟิล ยกระดับเมนูที่หลายคนคุ้นเคยให้มีความพิเศษยิ่งขึ้น ผมหวังว่าเมนูทั้งสองจานจะมอบประสบการณ์พิเศษแต่ยังคงความคุ้นเคยและความอร่อยที่ทุกคนสามารถเพลิดเพลินได้ในทุกวัน”
ใครสนใจไปลองกันได้สองเมนูพิเศษจากเชฟเอียนที่ร้านอาหารอิเกีย สโตร์อิเกีย สุขุมวิท, บางนา และบางใหญ่ ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน – 30 มิถุนายน 2569 นอกจากนี้ อิเกียยังชวนลูกค้าร่วมกิจกรรม “รีวิวโดนใจ ได้ชิมฝีมือเชฟเอียนแบบใกล้ชิด” เพียงโพสต์รีวิวลง Facebook, Instagram หรือ TikTok พร้อมแท็ก @IKEAThailand และ #FineDiningWithIKEA ระหว่างวันที่ 1 – 20 เมษายน 2569 โดยคัดเลือก 15 รีวิวที่โดนใจ รับสิทธิ์เข้าร่วมประสบการณ์พิเศษชิมอาหารจากเชฟเอียนแบบใกล้ชิดที่ 3 สโตร์ ได้แก่
- อิเกีย บางใหญ่ วันที่ 25 เมษายน 2569
- อิเกีย บางนา วันที่ 2 พฤษภาคม 2569
- อิเกีย สุขุมวิท วันที่ 9 พฤษภาคม 2569
(รอบเวลา 13:00 – 14:00 น. สโตร์ละ 5 ที่นั่ง) ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ IKEA.co.th
#IKEAThailand #FineDiningWithIKEA
GWM ORA 5 กับยอดจองทะลุ 1,000 คัน ภายใน 72 ชั่วโมง!
หลังประกาศราคาและเปิดจอง GWM ORA 5 รถยนต์ SUV-B เจเนอเรชันใหม่ที่มาพร้อม 2 ขุมพลัง ทั้ง HEV และ EV ในงาน Bangkok International Motor Show 2026 ไปเพียง 72 ชั่วโมง ก็ได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลามทั้งภายในงานและทุกช่องทางของ GWM (Thailand) ด้วยยอดจองรวมทะลุ 1,000 คันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จากกระแสความร้อนแรงดังกล่าว GWM (Thailand) ตัดสินใจปลดล็อกขยายระยะเวลาการจองและการขายแพ็กเกจของ GWM ORA 5 ทั้ง 2 ขุมพลัง ในราคาแนะนำ (รุ่น HEV) และราคาคาดการณ์ (รุ่น EV) ออกไปจนถึง 5 เมษายน 2569 เวลา 23.59 น. พร้อมเตรียมเพิ่มกำลังการผลิตที่โรงงานจังหวัดระยอง เพื่อรองรับกับยอดจองที่เข้ามาอย่างล้นหลาม และสามารถส่งมอบรถยนต์คุณภาพให้กับลูกค้าชาวไทยโดยเร็ว
GWM ORA 5 HEV มีให้เลือก 2 รุ่นย่อย พร้อมสีภายนอก 3 สี ได้แก่ สีเทา Mountain Grey สีขาว Ivory White และสีดำ Onyx Black จับคู่กับสีภายใน Dark Grey (ดำ-เทา) โดยมีราคาแนะนำช่วงเปิดตัวดังนี้
- GWM ORA 5 HEV รุ่น Pro ราคา 709,000 บาท
- GWM ORA 5 HEV รุ่น Ultra ราคา 779,000 บาท
ขณะที่ GWM ORA 5 EV มีให้เลือก 2 รุ่นย่อย พร้อมสีภายนอก 4 สี ได้แก่ สีเขียว Emerald Green สีเทา Mountain Grey สีขาว Ivory White และสีฟ้าหลังคาดำ So Blue โดยมีสีภายในให้เลือก 2 โทน ได้แก่ Brown Beige (น้ำตาล-เบจ) และ Dark Grey (ดำ-เทา) (สีเขียว Emerald Green มีเฉพาะสีภายใน Dark Grey) โดยมีราคาคาดการณ์ดังนี้ (*ราคาขายรอการอนุมัติจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายใต้มาตรการ EV 3.5)
- GWM ORA 5 EV รุ่น Pro ราคา 629,000 บาท*
- GWM ORA 5 EV รุ่น Ultra ราคา 699,000 บาท*
นอกจากนี้ GWM ORA 5 ทุกรุ่นยังมาพร้อมข้อเสนอสุดพิเศษ ได้แก่ ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง 1 ปี มูลค่าสูงสุด 25,000 บาท ฟรีบริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง (Roadside Assistance) นาน 5 ปี มูลค่า 10,000 บาท ฟรีค่าแรงบำรุงรักษาตามระยะ สูงสุด 10 ครั้ง ภายใน 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร มูลค่า 10,500 บาท พร้อมการรับประกันคุณภาพตัวรถนาน 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) การรับประกันแบตเตอรี่แรงดันสูง 8 ปี หรือ 180,000 กิโลเมตร สำหรับรุ่น EV และการรับประกันแบตเตอรี่ไฮบริดนาน 10 ปี ไม่จำกัดระยะทางสำหรับรุ่น HEV เพื่อมอบความอุ่นใจสูงสุดให้กับผู้ใช้งาน
และพิเศษมากยิ่งขึ้น GWM ขยายข้อเสนอสุดพิเศษ ดอกเบี้ยพิเศษ 1.69% นาน 48 เดือน เมื่อดาวน์ 30% และสำหรับ GWM ORA 5 EV มาพร้อมประกันภัยชั้น 1 นาน 1 ปี ที่คุ้มครองพิเศษสูงสุด 100% ของมูลค่าตัวรถ มูลค่าสูงสุด 28,000 บาท เพื่อเสริมความอุ่นใจและความมั่นใจตั้งแต่วันแรกของการใช้งาน สิทธิพิเศษนี้มีให้เฉพาะช่วงงานมอเตอร์โชว์เท่านั้น หรือภายในวันที่ 5 เมษายน 2569 เวลา 23.59 น.
ผู้ที่สนใจ สามารถทดลองขับ GWM ORA 5 ได้ที่ GWM พาร์ทเนอร์ สโตร์ ทั่วประเทศ ได้ตั้งแต่กลางเดือนเมษายน 2569 เป็นต้นไป โดยลูกค้า 1,000 ท่านแรก จะได้รับส่งมอบรถยนต์ GWM ORA 5 ในช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน 2569 (ขึ้นอยู่กับสีและรุ่นที่ลูกค้าสั่งจอง)
#GWM #GWMThailand #GWMTH #GWMORA #GWMORA5SUV #GWMORA5HEV #GWMORA5EV #ORA5 #ORA #MotorShow2026 #RedefineYourJourney
MG IM5 คูเป้ซีดานไฟฟ้าวิ่งไกล 860 กิโลเมตร ในราคาพิเศษ 1,449,900 บาท*
บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย เปิดตัว MG IM5 ยนตรกรรมซีดานไฟฟ้าระดับพรีเมียมในฐานะ “The 1st Premium Intelligent e-Sedan” ที่พัฒนาขึ้นสำหรับผู้บริโภคที่มองหายนตรกรรมไฟฟ้าที่สะท้อนตัวตน และมองหาเทคโนโลยีที่ไม่ยึดติดกับกรอบเดิม ภายใต้แนวคิด “I AM WHO I AM” ผสานรวมความลงตัวของ ELEGANCE – ELECTRIC – ENTELLIGENT สู่การเป็นสปอร์ตคูเป้ซีดานที่มอบประสบการณ์การขับขี่ที่ปราดเปรียว ด้วยระยะทางวิ่งกว่า 860 กิโลเมตร ถือเป็นรถ EV อีกหนึ่งรุ่นที่วิ่งได้ไกลที่สุดในคลาสด้วยราคาพิเศษ 1,449,900 บาท พร้อมการรับประกันแบตเตอรี่แรงเคลื่อนสูง ชุดมอเตอร์ขับเคลื่อน และชุดควบคุมมอเตอร์ขับเคลื่อนตลอดอายุการใช้งาน (EV LIFETIME WARRANTY) อีกทั้งภายในงาน บางกอก อินเตอร์เนชันแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 เอ็มจี ยังได้นำยนตรกรรมหลากหลายรุ่นมาจัดแสดง พร้อมข้อเสนอพิเศษอีกมากมาย เพื่อมอบความคุ้มค่าและประสบการณ์ที่เหนือระดับให้กับลูกค้าที่สนใจเป็นเจ้าของรถยนต์ เอ็มจี
การเปิดตัว MG IM5 ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของแบรนด์ เอ็มจี ในการขยายไลน์อัพพรีเมียมอีวีในประเทศไทย โดยรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นนี้มอบประสบการณ์การขับขี่ที่แตกต่าง พร้อมสะท้อนนิยาม “I AM WHO I AM” ผ่านการผสาน 3 แกนสำคัญ ได้แก่ ELEGANCE – ดีไซน์โฉบเฉี่ยวเป็นเอกลักษณ์ สะท้อนตัวตนของผู้ขับขี่ ELECTRIC – สมรรถนะทรงพลังมอบประสบการณ์การขับขี่ไปอีกขั้น และ ENTELLIGENT ความลงตัวของเทคโนโลยีอัจฉริยะล้ำสมัย (Intelligent) และความเพลิดเพลินตลอดการเดินทาง (Entertainment) ที่ยกระดับความสะดวกสบายและความมั่นใจในทุกการเดินทาง
MG IM5 โดดเด่นด้วยดีไซน์สปอร์ตคูเป้ซีดาน ที่ได้รับการออกแบบด้วยเส้นสายที่โฉบเฉี่ยว สะกดทุกสายตา มาพร้อมกระจกรอบคันแบบ Acoustic Glass 2 ชั้นช่วยลดเสียงรบกวนจากภายนอกได้อย่างมีประสิทธิภาพ เสริมความสปอร์ตด้วยล้ออัลลอยขนาด 20 นิ้ว ภายในห้องโดยสารได้รับการออกแบบอย่างประณีต มาพร้อมหน้าจออัจฉริยะ Intelligent Immersive Touch Screens ประกอบด้วยหน้าจอแสดงผลดิจิทัลขนาด 26.3 นิ้ว และหน้าจอกลางแบบสัมผัสขนาด 10.5 นิ้ว เบาะนั่งดีไซน์ POPO Sofa พร้อมระบบระบายอากาศที่ช่วยเพิ่มความสบายในการเดินทาง เสริมสุนทรียภาพในการขับขี่ด้วยระบบเสียง 7.1.4 Spatial Audio พร้อมลำโพงรอบทิศทางถึง 20 จุด รวมถึงพื้นที่เก็บสัมภาระด้านหลังขนาดใหญ่
นอกเหนือจากดีไซน์ที่โดดเด่น MG IM5 ยังมาพร้อมสมรรถนะการขับขี่ที่ทรงพลัง ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าแบบ Permanent Magnet Synchronous Motor ขับเคลื่อนล้อหลัง ให้กำลังสูงสุด 407 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 500 นิวตันเมตร เสริมด้วยโครงสร้าง IM Digital Chassis ที่ช่วยยกระดับเสถียรภาพให้การขับขี่แม่นยำมากขึ้น ควบคุมได้ง่ายขึ้น ผสานการทำงานกับแบตเตอรี่ความจุ 100 kWh ที่พัฒนาร่วมกับแบรนด์ชั้นนำอย่าง CATL มอบระยะทางการขับขี่สูงสุดถึง 860 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง (ตามมาตรฐาน NEDC) รองรับการชาร์จอย่างรวดเร็วด้วยระบบไฟฟ้าแรงดันสูง 800 โวลต์ รองรับการชาร์จแบบกระแสตรงสูงสุด 396 kW โดยสามารถชาร์จจาก 10% ถึง 80% ได้ในเวลาน้อยกว่า 18 นาที* พร้อมระบบระบายความร้อนแบตเตอรี่ที่ได้รับการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ช่วยเสริมความมั่นใจในทุกการใช้งาน โดยเฉพาะการเดินทางระยะไกล
*ระยะเวลาในการชาร์จ ขึ้นอยู่กับระดับแบตเตอรี่คงเหลือและกำลังของเครื่องอัดประจุไฟฟ้า
อีกหนึ่งจุดเด่นของ MG IM5 คือการผสานเทคโนโลยีอัจฉริยะเข้ากับความสะดวกสบายในการเดินทางได้อย่างลงตัว ด้วยระบบช่วยเหลือการขับขี่ Autonomous Level 2 ระบบเลี้ยว 4 ล้ออัจฉริยะ (Intelligent Four-Wheel Steering System) ช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการขับขี่ ด้วยรัศมีวงเลี้ยวเพียง 4.99 เมตร โดยในช่วงความเร็วต่ำ ระบบจะควบคุมให้ล้อหน้าและล้อหลังเลี้ยวในทิศทางตรงกันข้าม เพื่อให้วงเลี้ยวแคบลงและกลับรถได้ง่ายยิ่งขึ้น ขณะที่ในช่วงความเร็วสูง ระบบจะปรับให้ล้อทั้งสี่เลี้ยวไปในทิศทางเดียวกัน ช่วยเพิ่มเสถียรภาพในการทรงตัว และเสริมการยึดเกาะถนนได้ดีกว่ารถยนต์ทั่วไป เพิ่มความสะดวกในการใช้งานด้วยระบบช่วยจอดอัจฉริยะ One Touch iAD ที่สามารถจอดรถในพื้นที่จำกัดได้อย่างง่ายดาย รวมถึงฟังก์ชันถอยหลังอัตโนมัติ (One Touch Reverse) ที่รองรับระยะทางสูงสุดกว่า 100 เมตร ฟังก์ชัน Crab Mode ช่วยให้การเคลื่อนรถออกจากพื้นที่ที่มีข้อจำกัดเป็นเรื่องง่าย นอกจากนี้ ยังมี Rainy Night Mode ที่เพิ่มทัศนวิสัยขณะฝนตกหนักผ่านหน้าจอในตัวรถ Pet Mode ให้สัตว์เลี้ยงรอในห้องโดยสารอย่างเย็นสบาย โดยระบบปรับอากาศทำงานปกติในขณะล็อกรถ ภายในรถ พร้อมยกระดับประสบการณ์การใช้งานด้วยระบบอัจฉริยะ i-SMART ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเชื่อมต่อและควบคุมฟังก์ชันต่าง ๆ ของรถผ่านสมาร์ทโฟนได้อย่างง่ายดายเพียงปลายนิ้วสัมผัส
ด้านความปลอดภัย MG IM5 มาพร้อมระบบ Advanced Driver Assistance System (ADAS) และได้รับการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยระดับ 5 ดาว จาก Euro NCAP ตอกย้ำความเชื่อมั่นในคุณภาพโครงสร้าง และระบบความปลอดภัยในระดับสากล
โดย MG IM5 มาในรุ่น PREMIUM LONG RANGE จัดจำหน่ายในราคาพิเศษ 1,449,900 บาท พร้อมข้อเสนอพิเศษ ในช่วงงานบางกอก อินเตอร์เนชันแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47
- ราคาพิเศษ 1,449,900 บาท จากราคาปกติ 1,549,900 บาท สำหรับรุ่น PREMIUM LONG RANGE
- MG SHIELD ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. นาน 1 ปี
- ฟรี MG HOME CHARGER พร้อมติดตั้ง
- ฟรี อุปกรณ์จ่ายกระแสไฟ V2L จำนวน 1 ชุด
- ฟรี บริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนนระดับพรีเมียม นาน 5 ปี
- ฟรี ค่าบริการระบบปฏิบัติการ i-SMART นาน 5 ปี
- ฟรี บริการค่าจดทะเบียน กรอบป้ายทะเบียน และชุดพรมปูพื้น
- สิทธิพิเศษ การบริการ PREMIUM FAST LANE
- สิทธิพิเศษ การบริการ PREMIUM CALL CENTRE
- รับประกันแบตเตอรี่แรงเคลื่อนสูง ชุดมอเตอร์ขับเคลื่อน และชุดควบคุมมอเตอร์ขับเคลื่อนตลอดอายุการใช้งาน
- รับประกันคุณภาพรถยนต์นาน 5 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)
หมายเหตุ : เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนดเท่านั้น
ต๋า เซิน เซิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด เปิดเผยว่า “ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญของ เอ็มจี ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และยังเป็นตลาดที่มีการเติบโตของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง เอ็มจี จึงมุ่งมั่นนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคชาวไทยการนำ MG IM5 เข้ามาทำตลาดในประเทศไทยครั้งนี้ สะท้อนถึงความตั้งใจของ เอ็มจี เพื่อมอบทางเลือกใหม่ให้กับลูกค้าที่มองหารถยนต์ไฟฟ้าที่โดดเด่นทั้งด้านการออกแบบ สมรรถนะ และเทคโนโลยีล้ำสมัย ภายใต้แนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ตามกลยุทธ์ GLOCAL ที่ผสานเทคโนโลยีระดับโลกเข้ากับความเข้าใจในความต้องการของผู้บริโภคในแต่ละตลาดอย่างแท้จริง ขณะเดียวกัน เอ็มจี ยังคงเดินหน้าพัฒนา EV Ecosystem ในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยี และการยกระดับประสบการณ์ของลูกค้า เพื่อสนับสนุนการเติบโตของตลาดยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยในระยะยาว”
ผู้ที่สนใจสามารถ สัมผัสและทดลองขับยนตรกรรมจาก เอ็มจี พร้อมรับข้อเสนอสุดพิเศษได้ที่บูธ เอ็มจี หมายเลข A08 ภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชันแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 ณ อาคารชาเลนเจอร์ 2 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม จนถึงวันที่ 5 เมษายน 2569 หรือที่โชว์รูมและศูนย์บริการคุณภาพของ เอ็มจี กว่า 125 แห่งทั่วประเทศ
BMW iX3 50 xDrive M Sport ตัวเปิดเจเนอเรชั่น “Neue Klasse”
บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย เปิดฉากประวัติศาสตร์หน้าใหม่ด้วยการเผยโฉม บีเอ็มดับเบิลยู ใหม่ รถยนต์รุ่นแรกจากตระกูล Neue Klasse ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาใหม่ทั้งหมดบนพื้นฐานของการขับขี่ด้วยพลังงานไฟฟ้า นวัตกรรมดิจิทัล ความยั่งยืน และสุนทรียภาพในการขับขี่ที่เหนือชั้นไปอีกขั้น การกลับมาของบีเอ็มดับเบิลยู iX3 ในเจเนอเรชัน Neue Klasse นี้ เต็มเปี่ยมไปด้วยนวัตกรรมด้านการออกแบบและเทคโนโลยีล่าสุดที่ถ่ายทอดวิสัยทัศน์แห่งอนาคตของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ออกมาเป็นประสบการณ์ที่แตกต่างในทุกมิติ ภายใต้รูปลักษณ์ของรถยนต์อเนกประสงค์แบบ SAV (Sports Activity Vehicle)
บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ได้ประกาศการพัฒนายานยนต์ในเจเนอเรชัน Neue Klasse เมื่อปี 2564 โดยถือเป็นการลงทุนในโครงการเพื่ออนาคตครั้งใหญ่ที่สุดของบริษัท ครอบคลุมทั้งในด้านการผลิต พัฒนารถยนต์ การดำเนินงานภายในโรงงาน ประสบการณ์การขับขี่ การออกแบบ และอื่นๆ อีกมากมาย สำหรับชื่อ “Neue Klasse” มีที่มาจากรถยนต์ซีรีส์ Neue Klasse ซึ่งเข้าสู่สายการผลิตเป็นครั้งแรกในปี 2505 ก่อนจะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของบีเอ็มดับเบิลยูในการมุ่งสู่ความสำเร็จบนเวทีโลก ปูทางไปสู่การพัฒนารถยนต์ตระกูลซีรีส์ 3 และซีรีส์ 5 ในเวลาต่อมา และหวนกลับมาอีกครั้งในโอกาสที่บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป เตรียมเปิดฉากอีกหนึ่งยุคใหม่ที่นำทัพโดยบีเอ็มดับเบิลยู iX3 ใหม่
บีเอ็มดับเบิลยู iX3 50 xDrive M Sport ใหม่ ราคา: 3,599,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและแพ็คเกจ BSI Standard)
บีเอ็มดับเบิลยู iX3 50 xDrive M Sport ใหม่ รถยนต์รุ่นแรกจากตระกูล Neue Klasse ที่เข้าสู่สายการผลิตเต็มรูปแบบ เป็นรถยนต์ SAV พลังงานไฟฟ้า 100% มาพร้อมกับความเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดดในทุกด้าน นับตั้งแต่การออกแบบไปจนถึงเทคโนโลยีภายใน พร้อมมอบประสบการณ์ที่ชาญฉลาด เปี่ยมสมรรถนะ และโดดเด่นด้วยคาแรกเตอร์เฉพาะตัวยิ่งกว่าที่เคย ก่อนจะปูทางไปสู่การเปิดตัวนวัตกรรมจาก Neue Klasse ในรถยนต์รุ่นใหม่ของบีเอ็มดับเบิลยู บีเอ็มดับเบิลยู iX3 50 xDrive M Sport ใหม่ สะกดทุกสายตาตั้งแต่แรกเห็นด้วยแนวทางการออกแบบที่ปรับเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด โดยนำเอกลักษณ์ดั้งเดิมของบีเอ็มดับเบิลยูมาตีความจากมุมมองใหม่ที่ล้ำสมัย กระจังหน้าทรงไตคู่ในรุ่นนี้จัดวางมาในแนวตั้ง คล้ายคลึงกับกระจังหน้าของรถยนต์ Neue Klasse รุ่นดั้งเดิมจากทศวรรษ 1960 ทั้งยังติดตั้งระบบไฟ BMW Iconic Glow มาขับเน้นกรอบกระจังให้เด่นสะดุดตาแทนการใช้กรอบโครเมียมในรุ่นเดิม ส่วนมือจับประตูทั้ง 4 ก็ติดตั้งระบบไฟส่องสว่างมาอำนวยความสะดวกเช่นกัน ขณะที่ฝาปิดช่องชาร์จส่วนท้ายรถ นำ AI มาวิเคราะห์ว่าผู้ขับขี่ตั้งใจจะจอดรถเพื่อชาร์จแบตเตอรี่หรือไม่ ก่อนจะทำการเปิด-ปิดฝาแบบอัตโนมัติ
เมื่อมองจากด้านข้าง บีเอ็มดับเบิลยู iX3 ใหม่ โดดเด่นด้วยพื้นผิวตัวถังขนาดใหญ่ ตัดด้วยเส้นสายที่แม่นยำเพื่อสร้างรูปลักษณ์และเหลี่ยมมุมที่เต็มเปี่ยมไปด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัว เช่นเดียวกับรถยนต์ SAV ในรุ่นก่อนหน้า บีเอ็มดับเบิลยู iX3 ใหม่ มีซุ้มล้อทรงเหลี่ยมที่ขับเน้นบุคลิกของตัวรถให้ดูแข็งแกร่งและสง่างาม เข้ากับล้อ BMW Individual aerodynamic ขนาด 22 นิ้วอย่างลงตัว ส่วนไฟท้ายทอดยาวในแนวนอนเข้าสู่จุดกึ่งกลางของตัวรถ ทำให้ส่วนท้ายดูทรงพลังและโฉบเฉี่ยว ส่วนในด้านการใช้งาน iX3 ใหม่ ยังคงพร้อมรับมือทุกสถานการณ์ด้วยพื้นที่เก็บสัมภาระสูงสุดถึง 1,750 ลิตร เมื่อพับพนักพิงเบาะหลังลง และยังมีช่องเก็บของเพิ่มเติมใต้ฝากระโปรงหน้าความจุ 58 ลิตรอีกด้วย
ภายในห้องโดยสาร บีเอ็มดับเบิลยู iX3 50 xDrive M Sport ใหม่ ยกระดับการออกแบบที่เน้นผู้ขับขี่เป็นศูนย์กลาง อันเป็นอีกหนึ่งเอกลักษณ์ของบีเอ็มดับเบิลยู ด้วยระบบ BMW Panoramic iDrive ซึ่งพัฒนาขึ้นจากเสียงตอบรับของลูกค้า รวมถึงข้อมูลจากรถยนต์ที่ใช้งานจริงกว่า 10 ล้านคัน และการศึกษาด้านการใช้งานจริงกับลูกค้าอีกกว่า 3,000 คนทั่วโลก ทั้งหมดนี้ทำให้ BMW Panoramic iDrive รวบรวมองค์ประกอบและฟังก์ชันหลักๆ ของตัวรถมาไว้ในระบบแสดงผลและควบคุมสั่งการที่มีรูปแบบไม่เหมือนใคร โดยระบบจะฉายข้อมูลลงบนกระจกหน้าแบบเต็มความกว้าง ตามหลักการออกแบบของบีเอ็มดับเบิลยูที่เน้นให้ผู้ขับขี่ไม่ปล่อยมือจากพวงมาลัย และไม่ต้องละสายตาจากเส้นทางข้างหน้า ทั้งนี้ ข้อมูลสำคัญสำหรับการขับขี่ทั้งหมดจะจัดวางไว้ในระยะสายตาของผู้ขับ และเปิดให้สามารถปรับเปลี่ยนและเลือกเนื้อหามาวางในส่วนกลางและฝั่งผู้โดยสารได้โดยอิสระ ส่วนอีกหนึ่งนวัตกรรมอย่างจอแสดงผล BMW 3D Head-Up Display ติดตั้งอยู่เหนือ BMW Panoramic Vision ทางฝั่งผู้ขับ เพื่อแสดงข้อมูลเส้นทางเป็นภาพสามมิติ
เบื้องหลังระบบ BMW Panoramic iDrive คือระบบปฏิบัติการ BMW Operating System X ที่พัฒนาขึ้นใหม่เช่นเดียวกัน โดยตัวระบบเปิดโอกาสให้ผู้ใช้สามารถปรับแต่งรายละเอียดในการใช้งานได้มากมาย ผ่านทางบัญชีผู้ใช้ BMW ID ทั้งยังรองรับระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่อัจฉริยะ ฟังก์ชันดิจิทัลอันหลากหลาย และการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่างๆ ผ่านแอป My BMW ทั้งยังพร้อมรองรับเทคโนโลยีในอนาคตผ่านการอัปเดตซอฟต์แวร์จากบีเอ็มดับเบิลยูอีกด้วย
ส่วนหน้าจอแสดงผลกลาง จัดวางในรูปแบบที่ยกตัวออกมาจากแผงคอนโซลหน้า ใช้งานได้สะดวกด้วยตำแหน่งการติดตั้งที่ไม่ไกลจากพวงมาลัย และแสดงภาพได้คมชัดด้วยเทคโนโลยี Matrix Backlight ผู้ขับขี่สามารถเข้าถึงฟังก์ชันต่างๆ ที่เรียกใช้งานเป็นประจำได้ผ่านวิดเจ็ต QuickSelect ที่จัดเรียงเป็นแถวแนวตั้งในฝั่งขวามือ โดยไม่ต้องเข้าเมนูหลายชั้น ส่วนพวงมาลัยแบบมัลติฟังก์ชันดีไซน์ใหม่ ทำหน้าที่เป็นศูนย์รวมปุ่มควบคุม พร้อมรับคำสั่งจากผู้ขับขี่และแจ้งเตือนถึงฟังก์ชันต่างๆ ด้วยผิวสัมผัสของตัวปุ่มเอง ไฟส่องสว่างใต้ปุ่ม และระบบสั่น (haptic feedback) ที่ตอบสนองต่อการสัมผัส ทั้งนี้ ระบบ BMW Panoramic iDrive รับบทบาทเป็นศูนย์กลางที่ช่วยให้ทั้งหน้าจอ องค์ประกอบงานออกแบบภายใน พร้อมด้วยแสงและเสียงภายในห้องโดยสารของบีเอ็มดับเบิลยู iX3 ใหม่ ทำงานร่วมกันเพื่อสร้างประสบการณ์ที่ผสานเป็นหนึ่ง พร้อมรองรับการปรับแต่งให้ตรงตามความต้องการผ่านฟังก์ชัน My Modes นอกจากนี้ ระบบเสียงสังเคราะห์ประกอบการขับขี่ BMW HypersonX ที่สรรสร้างขึ้นใหม่ทั้งหมดสำหรับรถยนต์ Neue Klasse ยังพร้อมเสริมบรรยากาศและความเร้าใจในทุกการเดินทาง
นอกเหนือจากเทคโนโลยีดิจิทัลแล้ว ห้องโดยสารของบีเอ็มดับเบิลยู iX3 50 xDrive M Sport ใหม่ ยังมอบพื้นที่กว้างขวางโอ่อ่าในทุกที่นั่ง โดยแผงหน้าปัดแบบลอยตัวของระบบ BMW Panoramic iDrive ทอดยาวตามแนวกระจกหน้ามาเชื่อมกับบานประตูได้อย่างพอดี สร้างบรรยากาศของห้องโดยสารที่โอบล้อมทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสารแบบรอบด้าน ส่วนระบบไฟตกแต่งภายใน พร้อมด้วยหน้าต่างบานใหญ่และหลังคากระจกพาโนรามาแบบกันความร้อน ช่วยสร้างบรรยากาศที่ยิ่งดูโอ่โถงและสว่างไสว แพ็กเกจ M Sport ที่ติดตั้งมาให้เป็นมาตรฐานในรุ่นนี้ ยิ่งตอกย้ำรูปลักษณ์อันปราดเปรียวของ iX3 ใหม่ ด้วยเบาะนั่งแบบมัลติฟังก์ชัน ปรับได้ 8 ทิศทางด้วยระบบไฟฟ้า พร้อมระบบรองรับหลังและโปรแกรมนวด 7 รูปแบบ รวมถึงพวงมาลัยแบบ M
บีเอ็มดับเบิลยู iX3 ใหม่ มาพร้อมกับเทคโนโลยี BMW eDrive เจเนอเรชันที่ 6 ซึ่งพัฒนาขึ้นสำหรับรถยนต์ Neue Klasse โดยเฉพาะ ประกอบด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าประสิทธิภาพสูง แบตเตอรี่แรงดันสูงแบบใหม่ที่ใช้เซลล์ทรงกระบอก และเทคโนโลยีการชาร์จไฟระดับ 800 โวลต์ ทั้งนี้ เซลล์ทรงกระบอกถูกบรรจุเข้าสู่แบตเตอรี่แรงดันสูงโดยตรง (“cell to pack”) เพื่อเพิ่มความหนาแน่นของพลังงานและประสิทธิภาพด้านต้นทุน นอกจากนี้ แบตเตอรี่แรงดันสูงยังถูกผนวกรวมเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างตัวรถ (“pack to open body”) เพื่อช่วยลดน้ำหนักของตัวรถให้น้อยที่สุด ทั้งหมดนี้ทำให้บีเอ็มดับเบิลยู iX3 50 xDrive M Sport ใหม่ สามารถส่งพละกำลังมหาศาลถึง 345 กิโลวัตต์ / 469 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุด 645 นิวตันเมตร จากมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ลงสู่ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ จึงพารถพุ่งทะยานจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ในเวลาเพียง 4.9 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้ที่ 210 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เทคโนโลยีระบบขับเคลื่อนแบบใหม่ที่พัฒนาขึ้นสำหรับ Neue Klasse นี้ ช่วยลดการสูญเสียพลังงานลงถึง 40% ลดน้ำหนักลง 10% และลดต้นทุนการผลิตลง 20% เมื่อเทียบกับระบ BMW eDrive เจเนอเรชันที่ 5
แบตเตอรี่ของบีเอ็มดับเบิลยู iX3 ใหม่ เพิ่มปริมาณพลังงานต่อเซลล์ขึ้นราว 20% และยังชาร์จได้เร็วขึ้นถึง 30% ด้วยความจุแบตเตอรี่รวม 113.4 กิโลวัตต์-ชั่วโมง iX3 รุ่นนี้จึงสามารถเดินทางได้สูงสุดถึง 805 กิโลเมตรต่อการชาร์จไฟหนึ่งครั้ง ตามมาตรฐาน WLTP และเมื่อใช้บริการจากสถานีชาร์จความเร็วสูงแบบไฟฟ้ากระแสตรง (DC) 800 โวลต์ บีเอ็มดับเบิลยู iX3 ใหม่ สามารถชาร์จแบตเตอรี่ที่กำลังไฟสูงสุดถึง 400 กิโลวัตต์ ซึ่งทำให้สามารถเพิ่มระยะทางขับขี่ได้ถึง 372 กิโลเมตรเมื่อจอดชาร์จเพียง 10 นาที ขณะที่การชาร์จจาก 10% ถึง 80% ใช้เวลาเพียง 21 นาทีเท่านั้น
ระบบส่งกำลังและการควบคุมที่แม่นยำในทุกจังหวะของบีเอ็มดับเบิลยู iX3 50 xDrive M Sport ใหม่ ขับเคลื่อนโดยระบบที่มีชื่อว่า “Heart of Joy” ซึ่งเป็นหนึ่งในสี่คอมพิวเตอร์ระดับ “Superbrain” ที่ควบคุมระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ในรถยนต์ Neue Klasse ทุกรุ่น ชุดควบคุมสมรรถนะสูงนี้รับผิดชอบดูแลระบบส่งกำลัง เบรก ระบบหมุนเวียนพลังงาน และฟังก์ชันย่อยที่สนับสนุนการบังคับพวงมาลัย โดยสามารถประมวลผลข้อมูลได้เร็วกว่าชุดควบคุมทั่วไปถึง 10 เท่า เมื่อผนวกรวมกับซอฟต์แวร์ BMW Dynamic Performance Control ที่พัฒนาขึ้นใหม่ทั้งหมด Heart of Joy สามารถพิจารณาและคิดคำนวณตัวแปรต่างๆ จากสภาวะขณะขับขี่จริงได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำกว่าใคร เสริมให้ตัวรถตอบสนองต่อทุกสัมผัสของคันเร่ง แป้นเบรก และพวงมาลัยอย่างแม่นยำและมั่นใจ นอกจากนี้ Heart of Joy ยังอยู่เบื้องหลังฟังก์ชัน Soft Stop ที่ช่วยให้ iX3 ใหม่ สามารถหยุดรถได้อย่างนุ่มนวลกว่าบีเอ็มดับเบิลยูทุกรุ่นที่ผ่านมา
ระบบคอมพิวเตอร์สมรรถนะสูงระดับ “Superbrain” อีกตัวหนึ่งในบีเอ็มดับเบิลยู iX3 ใหม่ ทำหน้าที่ควบคุมฟังก์ชันอัตโนมัติทั้งหมดสำหรับการขับขี่และจอดรถ ด้วยพลังประมวลผลที่เหนือกว่าชุดควบคุมแบบเดิมถึง 20 เท่า ระบบควบคุมนี้จึงยกระดับฟังก์ชันการช่วยเหลือผู้ขับขี่ในรถยนต์ Neue Klasse ทุกรุ่นให้เหนือชั้นกว่าเดิม โดยในบีเอ็มดับเบิลยู iX3 ใหม่ เทคโนโลยี BMW Symbiotic Drive จะนำการควบคุมของผู้ขับขี่มาผสานเข้ากับซอฟต์แวร์ที่ใช้เทคโนโลยี AI ตัวอย่างเช่นระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ ที่จะไม่ปิดตัวลงทันทีที่แตะเบรกเบาๆ แต่จะหยุดทำงานเมื่อเหยียบเบรกแรงขึ้น ส่วนระบบที่ช่วยคุมตัวรถให้อยู่ในเลน จะยังทำงานอยู่แม้ผู้ขับขี่จะหมุนพวงมาลัยเล็กน้อยนอกจากการสร้างนิยามใหม่ของสุนทรียภาพแห่งการขับขี่ในทุกมิติ บีเอ็มดับเบิลยู iX3 50 xDrive M Sport ใหม่ ยังนำแนวคิดด้านความยั่งยืนและการหมุนเวียนทรัพยากรของรถยนต์ในเจเนอเรชัน Neue Klasse มาปรับใช้จริง ซึ่งส่งผลให้รถยนต์รุ่นนี้มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมลดลงถึง 34% เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า โดยคำนวณจากการขับขี่เป็นระยะทาง 200,000 กิโลเมตร ความแตกต่างนี้เกิดขึ้นจากมาตรการด้านความยั่งยืนที่ทำมาปรับใช้ในหลายส่วน ไม่ว่าจะเป็นการเลือกใช้วัตถุดิบทดแทน (secondary raw materials) ราวหนึ่งในสามของทั้งหมด หรือการปรับกระบวนการทำงานในทุกขั้นตอนตลอดห่วงโซ่อุปทาน เช่นการผลิตและขนส่งตัวรถ ให้ลดการปล่อยมลพิษคาร์บอนลงถึง 35%
บีเอ็มดับเบิลยู iX3 50 xDrive M Sport ใหม่ และนวัตกรรมสุดล้ำสมัยของ Neue Klasse พร้อมอวดโฉมบนท้องถนนประเทศไทยด้วยตัวเลือกสีตัวถัง 6 สี ได้แก่ สีน้ำเงิน Ocean Wave Blue Metallic (พร้อมห้องโดยสารในโทนสีดำ),
สีเทา Brooklyn Grey Metallic, สีเทา Polarised Grey Metallic, สีดำ Black Sapphire Metallic, สีขาว Alpine White Solid และสีเงิน Space Silver Metallic (ทั้งหมดมาพร้อมห้องโดยสารในสีน้ำตาล Castanea)
มิสคริส จู ประธานและซีอีโอ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า “การมาถึงของ Neue Klasse นับเป็น อีกหนึ่งก้าวสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป และเป็นจุดเริ่มต้นของยานยนต์ในเจเนอเรชันใหม่ของบีเอ็มดับเบิลยู เราตื่นเต้นมากที่ได้นำบีเอ็มดับเบิลยู iX3 ใหม่ ซึ่งเป็นรถยนต์รุ่นแรกจากเจเนอเรชันนี้ มาเปิดตัวให้ได้สัมผัสกัน พร้อมมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือกว่า จากการผสมผสานนวัตกรรมทั้งในด้านฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์เข้าด้วยกันอย่างลงตัว ด้วยเทคโนโลยีล่าสุดทั้งในด้านแบตเตอรี่และเทคโนโลยีดิจิทัลต่างๆ บีเอ็มดับเบิลยู iX3 ใหม่ จึงเป็นรถยนต์ที่สะท้อนถึงทิศทางในอนาคตของบีเอ็มดับเบิลยู และเป็นการเปิดประตูสู่ยุคใหม่ของเราในประเทศไทยไปพร้อมกัน”
ยกระดับ พระราม 3 กรุ๊ป มุ่งสู่ Automotive Ecosystem ระดับพรีเมียม
พระราม 3 กรุ๊ป โฮลดิ้ง เดินหน้าขยายธุรกิจด้านยานยนต์อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างระบบบริการที่ครบวงจรมากยิ่งขึ้น โดยได้เพิ่มธุรกิจ OK Garage ศูนย์บริการซ่อมบำรุงและดูแลรถยนต์มาตรฐาน รวมถึงธุรกิจรถเช่า CHIC Car Rent เพื่อตอบโจทย์การใช้งานของลูกค้าทั้งบุคคลและองค์กร นอกจากนี้ยังได้ต่อยอดธุรกิจในอุตสาหกรรมยานยนต์เพิ่มเติม ทั้งธุรกิจรถยนต์มือสองคุณภาพพรีเมียมภายใต้ชื่อ CAR-X, ธุรกิจนายหน้าประกันภัยในนาม พระราม 3 กรุ๊ป อินชัวรันส์ พร้อมนำเทคโนโลยี Digital Service มาพัฒนาการให้บริการ เพื่อเพิ่มความสะดวก รวดเร็ว และยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าในทุกมิติ
เมื่อกระแสโลกในปัจจุบัน กำลังก้าวเข้าสู่พลังงานสะอาด พระราม 3 กรุ๊ป โฮลดิ้ง จึงมองเห็นโอกาสในการขยายธุรกิจสู่ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า โดยได้ขยายฐานธุรกิจด้านอุตสาหกรรมรถยนต์ ด้วยการเป็นผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้า 2 แบรนด์ ได้แก่ แบรนด์ GWM ในนาม GWM Motor Mall พระราม 2 และแบรนด์ฉางอัน (Deepal) ในนาม R3 EViq รามอินทรา
“ที่ผ่านมา ‘พระราม3 กรุ๊ป โฮลดิ้ง’ ได้รับความไว้วางใจและการยอมรับอย่างกว้างขวางในฐานะแบรนด์ที่มั่นคงและคุ้นเคย อย่างไรก็ตาม เพื่อตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายใหม่และสะท้อนทิศทางในอนาคตขององค์กร เราได้เล็งเห็นถึงความจำเป็นในการเติมเต็มภาพลักษณ์ด้วย ‘พลังแห่งนวัตกรรม’ การเปลี่ยนแปลงสู่ ‘R3 Autosphere’ ในครั้งนี้ จึงไม่ใช่การละทิ้งรากฐานเดิม แต่เป็นการนำความเชี่ยวชาญที่เรามีมาตลอด บรรจุลงในรูปลักษณ์ใหม่ที่ร่วมสมัย เพื่อก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านยานยนต์ที่พร้อมตอบสนองทุกความต้องการในยุคปัจจุบัน” เกียรติ ตั้งตรงศักดิ์ ประธานกรรมการบริหาร (CEO) R3 Autosphere กล่าว
สำหรับการยกระดับภาพลักษณ์องค์กรภายใต้ชื่อ ‘R3 Autosphere’ บริษัทฯ ได้กำหนดวัตถุประสงค์หลักเชิงยุทธศาสตร์ไว้ดังนี้
- ฟื้นฟูการรับรู้แบรนด์ (BRAND AWARENESS REVIVAL)
- สร้างภาพจำใหม่อย่างชัดเจน (CLEAR BRAND POSITIONING & DIFFERENTIATION)
- เข้าถึงลูกค้าอย่างมีกลยุทธ์ด้วยแนวทางที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย (STRATEGIC CUSTOMER EXPANSION)
- สื่อสารองค์กรอย่างต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม (CONSISTENT CORPORATE COMMUNICATION)
- สร้างความสัมพันธ์ข้ามเจเนอเรชั่น (INTERGENERATIONAL BRAND RELATIONSHIP)
- สร้างคุณค่าทางอารมณ์ของแบรนด์ (STRENGTHEN BRAND’S EMOTIONAL VALUE )
- สร้างความยั่งยืนในการให้บริการลูกค้า ที่มีมากว่า 150,000 ราย
กลยุทธ์ดังกล่าวตั้งเป้าหมาย เพื่อขยายฐานลูกค้ากลุ่ม Young Generation พร้อมยกระดับบริการหลังการขายด้วยการสร้าง Value Added เพื่อเปลี่ยนจากความพึงพอใจสู่ความเชื่อมั่นในแบรนด์อย่างยั่งยืน ซึ่งคาดว่าจะผลักดันให้มูลค่าธุรกิจเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ
ด้วยประสบการณ์อันยาวนานในฐานะผู้แทนจำหน่ายชั้นนำ พระราม 3 กรุ๊ป โฮลดิ้ง ตอกย้ำความเป็นเลิศด้วยรางวัลการันตีคุณภาพจาก บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด พร้อมความไว้วางใจจากพันธมิตรทางธุรกิจที่ร่วมขับเคลื่อนความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงมาตรฐานการดำเนินงานและการบริการลูกค้าที่เป็นเลิศในระดับสากล
- รางวัลด้านยอดขาย (Sales Performance) รางวัลยอดขายสูงสุด (Top Sales) ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ในปี 2565
- รางวัลด้านทักษะและการบริการ (Honda Skill Contest) ส่งพนักงานไปแข่งขันกับดีลเลอร์ทั่วประเทศ คว้ารางวัลชนะเลิศ ที่ปรึกษาบริการซ่อมตัวถังและสี ในปี 2568 (2025) รางวัลด้านพนักงานอะไหล่และช่างเทคนิค โดยได้รับรางวัลทั้งระดับเหรียญทองและรางวัลชมเชย
- รางวัลจากพันธมิตรทางธุรกิจ (Finance & Insurance) รางวัลผู้จำหน่ายยอดเยี่ยม (พฤษภาคม 2568) จาก Honda Auto Insurance Broker และ Honda Leasing รวมถึงรางวัล Best Sales Performance และ Best Insurance Renewal
- รางวัลจากงาน Dealer Conference 2567 การันตีมาตรฐานการขายและการบริการที่เป็นเลิศ
- รางวัลระดับองค์กร (Corporate Awards) Thailand Top Company Awards ในกลุ่มอุตสาหกรรมค้าปลีกรถยนต์ ซึ่งเป็นการยืนยันความแข็งแกร่งในฐานะองค์กรธุรกิจ
การปรับโฉมภาพลักษณ์ใหม่ของ R3 Autosphere ในครั้งนี้ ถือเป็นการก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมสู่การเป็นผู้แทนจำหน่ายด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ ที่เข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้อย่างสง่างาม โดยมุ่งเน้นการสร้างความเชื่อมั่นผ่านบริการหลังการขายที่เปี่ยมด้วยคุณค่า และนวัตกรรมที่ตอบโจทย์อนาคต ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยขยายฐานลูกค้าให้ครอบคลุมทุกเจเนอเรชัน แต่ยังเป็นการตอกย้ำจุดยืนของ พระราม 3 กรุ๊ป โฮลดิ้ง ในฐานะผู้นำที่พร้อมขับเคลื่อนมูลค่าธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืนและแข็งแกร่ง
Hyundai The new STARGAZER รถอเนกประสงค์ 6 ที่นั่งหน้าใหม่ 2026
บริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัว “The new STARGAZER” รุ่นปรับโฉมใหม่ล่าสุด ภายใต้สโลแกน “Life Upgrader” – อัปชีวิตให้เหนือกว่า สะท้
เจ กิว จอง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “The new STARGAZER จะเข้ามายกระดับมาตรฐานรถยนต์The new STARGAZER ออกแบบมาเพื่อรองรับการใช้งานที่
การออกแบบภายนอกของ The new STARGAZER ได้รับการปรับดีไซน์ใหม่ทั้งหมด ฝากระโปรงหน้าถูกออกแบบให้สู
ภายในห้องโดยสารของ The new STARGAZER รุ่นนี้ วางจำหน่ายในแบบ 6 ที่นั่ง เบาะแถวสองแบบ Captain seat เบาะที่นั่งแยกอิสระ มอบความยืดหยุ่นในการปรับพั
ด้านเทคโนโลยีความปลอดภัย The new STARGAZER มาพร้อม Hyundai SmartSense (ADAS) เทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ มากถึง 13 ระบบ ไฮไลต์สำคัญ ได้แก่ Smart Cruise Control พร้อม Stop & Go ที่ช่วยควบคุมความเร็วและรั
ในด้านสมรรถนะ The new STARGAZER ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ 1.5 MPi ให้กำลังสูงสุด 113 แรงม้า และแรงบิด 144 นิวตันเมตร ทำงานร่วมกับเกียร์ IVT (Intelligent Variable Transmission) มอบการขับขี่ที่นุ่มนวล ต่อเนื่อง และประหยัด รองรับทั้งการใช้งานในเมื
The new STARGAZER เปิดตัวในประเทศไทย 2 รุ่นย่อย ได้แก่ TREND 6 และ SMART 6 พร้อมส่งมอบมาตรฐานรถ 6 ที่นั่งใหม่ที่ยกระดับทั้งดี
วัลลภ เฉลิมวงศาเวช กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ฮุนไดให้ความสำคัญกับการพัฒนา The new STARGAZER ให้ตอบโจทย์การใช้งานในบทบาทที่
มินิ คูเปอร์ รุ่นพิเศษ Paul Smith Edition
ประภัสรา อร่ามวงศ์สมุทร ผู้อำนวยการ มินิ ประเทศไทย กล่าวว่า “มินิและพอล สมิธ คือเพื่อนคู่คิดในด้านความคิดสร้างสรรค์ ทั้งสองแบรนด์เชื่อมโยงถึงกันด้วยความหลงใหลในสิ่งที่ไม่คาดคิดและการปฏิเสธที่จะเดินตามใคร เหมือนกับที่พอล สมิธซ่อนเซอร์ไพรส์สีสันสดใสไว้ในชุดสูทคลาสสิก มินิก็มอบบุคลิกสุดเต็มที่และความตื่นเต้นในการขับขี่บนสี่ล้อ รุ่นพิเศษล่าสุดของเราอย่าง มินิ คูเปอร์ Paul Smith Edition ยกระดับปรัชญาการออกแบบ ‘Charismatic Simplicity’ ที่เป็นเอกลักษณ์ของมินิทุกรุ่น และเพิ่มความสนุกสนานในการออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์ของพอล สมิธ ผลลัพธ์ที่ได้คือรถยนต์ที่ไม่เพียงแค่สวยงามในการออกแบบ แต่ยังให้พลังแห่งความสุขจากการขับขี่อย่างแท้จริงในสไตล์ของตัวเอง”
มินิ คูเปอร์ Paul Smith Edition ใหม่ นับเป็นการสานต่อความร่วมมือที่น่าประทับใจของทั้งสองแบรนด์ เริ่มจากปี 1998 กับการเปิดตัวมินิคลาสสิกรุ่นพิเศษในสีน้ำเงิน ตามมาด้วยรถต้นแบบอีกสองรุ่นในปี 1999 และ 2021 ก่อนจะย้อนกลับไปนำมินิรุ่นพิเศษตัวแรกจากปี 1998 มาชุบชีวิตใหม่เป็นรถยนต์ไฟฟ้าภายใต้ชื่อ MINI Recharged by Paul Smith
มินิ คูเปอร์ Paul Smith Edition ใหม่ ราคา: 1,899,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและแพ็คเกจ BSI Standard)
มินิ คูเปอร์ Paul Smith Edition รุ่นพิเศษพร้อมให้เลือกเป็นเจ้าของใน 3 สี โดยมี 2 สีพิเศษที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะรุ่น ได้แก่ สีเทา Statement Grey ซึ่งมีที่มาจากสีเทาสุดคลาสสิกของมินิ ออสติน เซเว่น รุ่นปี 1959 และสีขาว Inspired White ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากสีเบจยอดนิยมที่พบได้ในมินิคลาสสิกหลายรุ่น ก่อนจะปิดท้ายด้วยสีดำ Midnight Black Metallic ที่โฉบเฉี่ยวตามเจเนอเรชันปัจจุบัน
อีกหนึ่งเอกลักษณ์เฉพาะ Paul Smith Edition คือหลังคาสีเขียว Nottingham Green พร้อมแต่งแถบสี Signature Stripe อันโด่งดังของพอล สมิธ ที่ขอบหลังคาฝั่งคนขับ โดยสีเขียว Nottingham Green นี้ เป็นสีพิเศษที่สื่อถึงบ้านเกิดของเซอร์พอล สมิธ โดยยังปรากฏอยู่บนกระจกมองข้าง กระจังหน้าทรงแปดเหลี่ยม และฝาครอบดุมล้อที่แต่งตัวอักษร Paul Smith อีกด้วย
มินิ คูเปอร์ Paul Smith Edition โดดเด่นด้วยล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว ลาย Night Flash Spoke สีดำ ตัดกับสี Dark Steel โลโก้มินิที่ด้านหน้าและด้านหลังมาในสีใหม่ Black Blue เข้ากับโทนสีของพอล สมิธ และมินิ ส่วนมือจับประตูหลังสีดำด้านท้ายรถก็ตกแต่งด้วยลายเซ็นของพอล สมิธ สะท้อนถึงพลังแห่งการสร้างสรรค์ที่อยู่เบื้องหลังงานออกแบบของรถคันนี้
ภายในห้องโดยสารตกแต่งอย่างทันสมัย ด้วยพื้นผิวถักสีดำบนแผงคอนโซลและแผงประตู โดยพื้นผิวคอนโซลหน้ามีลวดลายแถบสีโทนดำตัดเทาที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเนื้อผ้าในงานออกแบบของพอล สมิธ เบาะนั่งสปอร์ตสีน้ำเงิน Nightshade Blue ใช้วัสดุ Vescin และตกแต่งด้วยผ้าถักบริเวณไหล่และพนักพิงศีรษะ พวงมาลัยตกแต่งด้วยแถบผ้าที่มีแถบสีสดใส ซึ่งถอดแบบมาจากองค์ประกอบดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ของพอล สมิธ
หน้าจอแสดงผลทรงกลมบริเวณกลางคอนโซล มาพร้อมภาพแบ็คกราวด์ลายพอล สมิธ ให้เลือกใช้ได้ 3 ภาพในโหมด Personal และเมื่อเปิดประตูรถ ผู้ขับขี่และผู้โดยสารเบาะหน้าจะได้รับการต้อนรับด้วยไฟโปรเจกเตอร์ที่ฉายคำว่า ‘Hello’ ในรูปแบบลายมือลงที่พื้น ส่วนกรอบประตูรถด้านล่างก็ยังตกแต่งด้วยข้อความ ‘Every day is a new beginning’ ซึ่งเป็นคติประจำใจของพอล สมิธ ขณะที่พรมปูพื้นในห้องโดยสารมาพร้อมกับกราฟิกรูปกระต่าย จากฝีมือการวาดของเซอร์ พอล สมิธ อีกด้วย
ในด้านสมรรถนะ มินิ คูเปอร์ Paul Smith Edition มอบความสนุกด้วยการขับขี่ “Go-Kart Feeling” เต็มพิกัดเช่นเดียวกับรุ่นมาตรฐาน ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าที่ส่งกำลังได้สูงสุด 218 แรงม้า / 160 กิโลวัตต์ ลงสู่ล้อหน้า สามารถเร่งความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ในเวลาเพียง 6.7 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้ 170 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยมีระยะทางขับขี่สูงสุดประมาณ 402 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง (ตามมาตรฐาน WLTP)
เปิดตัว GWM ORA 5 ใหม่พร้อม 2 ขุมพลัง ทั้ง HEV และ EV
GWM (Thailand) จัดงาน “ORA 5 Global Debut” เปิดตัว GWM ORA 5 – Redefine Your New Era ที่จะมายกระดับมาตรฐานรถ SUV-B ไปอีกขั้น โดยเปิดตัวพร้อมกันทั้งหมด 2 รุ่น ได้แก่ GWM ORA 5 HEV ที่เผยโฉมครั้งแรกของโลก และ GWM ORA 5 EV ที่เปิดตัวต่อจากประเทศจีน โดย GWM ORA 5 ถูกนิยามให้เป็น Next Generation SUV ที่ผสานสมรรถนะเข้ากับระบบการจัดการพลังงานที่มีประสิทธิภาพ เทคโนโลยีช่วยเหลือการขับขี่อันล้ำสมัย และระบบความปลอดภัยขั้นสูง ตอบทุกความต้องการของผู้บริโภคชาวไทยและทั่วโลก
GWM ORA 5 ทั้งรุ่น HEV และ EV มีความยาว 4,471 มิลลิเมตร ความกว้าง 1,833 มิลลิเมตร ความสูง 1,641 มิลลิเมตร และระยะฐานล้อ 2,720 มิลลิเมตร ระยะความสูงใต้ท้องรถ 175 มิลลิเมตร ที่ช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการขับขี่บนหลากหลายสภาพถนน
GWM ORA 5 HEV มอบประสบการณ์ที่เหนือกว่า รถ SUV-B แบบเดิมๆ
GWM ORA 5 HEV ผสานการทำงานของเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร เทอร์โบ ให้กำลังสูงสุด 150 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 240 นิวตันเมตร ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อนล้อหน้า ที่ให้กำลังสูงสุด 190 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 236 นิวตันเมตร ส่งผลให้กำลังรวมทั้งระบบสูงสุดอยู่ที่ 223 แรงม้า พร้อมแรงบิดรวม 476 นิวตันเมตร สามารถทำอัตราเร่งจาก 0–100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใน 7.7 วินาที ขณะเดียวกันยังโดดเด่นด้านความประหยัดพลังงาน โดยมีอัตราสิ้นเปลืองตามมาตรฐาน ECO Sticker อยู่ที่ 4.3 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร และสามารถเดินทางได้ไกลกว่า 1,000 กิโลเมตรต่อการเติมน้ำมันหนึ่งถัง (ถังน้ำมันเชื้อเพลิงความจุ 55 ลิตร)
GWM ORA 5 HEV โดดเด่นด้วยเทคโนโลยีไฮบริดเจเนอเรชันใหม่ล่าสุดที่พัฒนามาเพื่อยกระดับมาตรฐาน Hybrid ให้เหนือไปอีกขั้น พร้อมระบบ DHT-HEV 2-Speed Direct Drive ที่มี 4 จุดเด่นหลัก ได้แก่
- ประสิทธิภาพด้านการจัดการพลังงานอัจฉริยะขั้นสูง โมดูลขับเคลื่อนล้อหน้า ทำงานร่วมกับเกียร์ DHT แบบ 2 จังหวะ (2-Gear DHT) ช่วยให้สามารถกระจายพลังงานจากเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าได้อย่างเหมาะสมในทุกสภาวะการขับขี่ พร้อมระบบ Intelligent Energy Management ที่ควบคุมสมดุลการทำงานระหว่างเครื่องยนต์สันดาปและพลังงานไฟฟ้าอย่างแม่นยำ เพื่อลดการสูญเสียพลังงานและเพิ่มความประหยัดในการใช้งานจริง อีกทั้งยังเสริมประสิทธิภาพด้วยระบบ Regenerative Energy Recovery ที่สามารถนำพลังงานจากช่วงชะลอความเร็วกลับมาเก็บและนำมาใช้ใหม่ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานโดยรวมของระบบไฮบริดให้ดียิ่งขึ้น
- มอบสมรรถนะการเร่งที่ทรงพลังและตอบสนองได้อย่างฉับไว ด้วยการทำงานร่วมกันของเครื่องยนต์ 1.5T และแบตเตอรี่ไฮบริดกำลังสูง พร้อมโครงสร้างระบบขับเคลื่อนแบบ Dual-Motor + 2-Gear Series-Parallel ที่ช่วยประสานแรงบิดระหว่างเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าได้อย่างแม่นยำ โดยเฉพาะในช่วงที่ต้องการพละกำลังสูง ส่งผลให้การเร่งแซงทำได้อย่างมั่นใจ นุ่มนวล และต่อเนื่อง สะท้อนสมรรถนะการขับขี่ที่ทั้งทรงพลังและตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวัน
- ระบบแบตเตอรี่ของ GWM ORA 5 HEV ได้รับการออกแบบโดยให้ความสำคัญกับความทนทานและความน่าเชื่อถือในระยะยาว ผ่านโครงสร้างป้องกันด้านล่างที่ช่วยปกป้องแบตเตอรี่จากแรงกระแทกใต้ท้องรถ และการป้องกันน้ำในสภาพแวดล้อมการใช้งานที่หลากหลายและท้าทาย รวมถึงมีระบบระบายความร้อนด้วยระบบน้ำยาแอร์ หรือ Liquid Cooling System นอกจากนี้ แบตเตอรี่ยังได้รับการพัฒนาให้มีความทนทานสูง เสื่อมสภาพช้า สามารถรองรับการใช้งานตลอดอายุการใช้งานของรถยนต์ เพื่อสร้างความมั่นใจในการใช้งานระยะยาว พร้อมรองรับไลฟ์สไตล์การเดินทางของผู้ใช้งานได้อย่างไร้กังวล ทั้งในด้านความปลอดภัย ความแข็งแกร่ง และความเชื่อถือได้ของระบบพลังงานไฮบริด
- ระบบขับเคลื่อนของ GWM ORA 5 HEV ได้รับการพัฒนาเพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่นุ่มนวลและสะดวกสบายใกล้เคียงรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ด้วยการทำงานประสานกันของมอเตอร์คู่ที่ช่วยควบคุมและส่งแรงบิดอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ช่วงออกตัว การเร่งความเร็ว ไปจนถึงระหว่างการเปลี่ยนเกียร์ พร้อมแรงบิดเสริมแบบเรียลไทม์ที่ช่วยให้การตอบสนองเป็นไปอย่างลื่นไหลและมั่นใจยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน ระบบส่งกำลังยังได้รับการติดตั้งฉนวนและวัสดุป้องกันเสียงรบกวน (NVH) ช่วยลดระดับเสียงรบกวนได้ประมาณ 3–5 เดซิเบล ส่งผลให้ห้องโดยสารมีความเงียบสงบมากยิ่งขึ้น และยกระดับความสบายในการเดินทางสู่มาตรฐานระดับแนวหน้าของอุตสาหกรรมยานยนต์
GWM ORA 5 EV นิยามใหม่ของ SUV ไฟฟ้าอัจฉริยะ วิ่งไกลสูงสุดถึง 520 กม.*
GWM ORA 5 EV มาพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อนล้อหน้าที่ให้กำลังสูงสุด 204 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 260 นิวตันเมตร มอบสมรรถนะการขับขี่ที่ตอบสนองได้อย่างฉับไว สามารถทำอัตราเร่งจาก 0–100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใน 7.5 วินาที และมีความเร็วสูงสุด 170 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ขับเคลื่อนด้วยแบตเตอรี่ความจุ 58.3 kWh รองรับระยะทางวิ่งสูงสุด 520 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง (NEDC) พร้อมระบบ Vehicle to Load (V2L) กำลังไฟ 6 กิโลวัตต์ ที่สามารถจ่ายไฟให้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าภายนอกได้ อีกทั้งยังรองรับการชาร์จไฟแบบ DC สูงสุด 120 กิโลวัตต์ และแบบ AC สูงสุด 6.6 กิโลวัตต์ โดยสามารถชาร์จแบบ DC จาก 30–80% ได้ภายในเวลาเพียง 20 นาที
ห้องโดยสารอัจฉริยะ ผสานเทคโนโลยีล้ำสมัย และความปลอดภัยรอบด้าน
GWM ORA 5 ผสานความทันสมัยเข้ากับฟังก์ชันความสะดวกสบายอย่างครบครันโดยติดตั้งระบบปฏิบัติการใหม่ Coffee OS 3.0 ที่จะอยู่ในรถยนต์ระดับพรีเมียมของ GWM เท่านั้น โดยจะทำงานร่วมกับชิปประมวลผลรุ่นใหม่ที่ช่วยให้การใช้งานรวดเร็ว ลื่นไหล และตอบสนองได้อย่างฉับไว อุปกรณ์ภายนอกผสานความทันสมัยเข้ากับฟังก์ชันการใช้งานอย่างลงตัว เริ่มจากระบบไฟหน้า LED อัจฉริยะ ที่มาพร้อมฟังก์ชันเปิด–ปิดไฟหน้าอัตโนมัติ ระบบปรับไฟสูง–ต่ำอัตโนมัติ และระบบหน่วงเวลาไฟส่องทางหลังดับเครื่องยนต์ Follow Me Home เสริมด้วยไฟส่องสว่างเวลากลางวัน LED DRL และไฟท้าย LED แบบซ่อน เพิ่มความโดดเด่นให้กับดีไซน์ตัวรถ ขณะที่ล้ออัลลอยสีดำขนาด 18 นิ้ว พร้อมยาง 225/60 R18 ช่วยเสริมภาพลักษณ์สปอร์ตมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังติดตั้งระบบปัดน้ำฝนอัตโนมัติด้านหน้าและที่ปัดน้ำฝนด้านหลังเพื่อเพิ่มความสะดวกในการขับขี่ท่ามกลางสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง พร้อมหลังคากระจกพาโนรามิกซันรูฟ (เฉพาะรุ่น Ultra) ที่ช่วยเพิ่มความโปร่งโล่งให้กับห้องโดยสาร รวมถึง สปอยเลอร์หลังพร้อมไฟเบรกดวงที่สาม ประตูท้ายไฟฟ้าพร้อมระบบกันหนีบ และกระจกมองข้างปรับ–พับไฟฟ้า (เฉพาะรุ่น Ultra)
ขณะที่ภายในห้องโดยสารของ GWM ORA 5 ได้รับการออกแบบเพื่อมอบความสะดวกสบายและความพรีเมียมในทุกการเดินทาง โดยติดตั้งพวงมาลัยมัลติฟังก์ชันพร้อมสวิตช์ควบคุมเครื่องเสียงและหน้าจอข้อมูลการขับขี่ และสามารถปรับระดับได้ 4 ทิศทาง เบาะนั่งหุ้มหนังสังเคราะห์คุณภาพสูง โดยเบาะคนขับปรับไฟฟ้า 6 ทิศทาง และเบาะผู้โดยสารด้านหน้าปรับไฟฟ้า 4 ทิศทาง (เฉพาะรุ่น Ultra) ขณะที่เบาะหลังสามารถพับได้แบบ 60:40 เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการใช้งาน นอกจากนี้ยังมาพร้อม กระจกมองหลังปรับแสงอัตโนมัติ ระบบปรับอากาศอัตโนมัติพร้อมช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง ช่องเก็บความเย็นขนาด 3.2 ลิตร และแท่นชาร์จไร้สายกำลังไฟ 50 วัตต์ (เฉพาะรุ่น Ultra) รวมถึง กุญแจ Smart Key พร้อมระบบ Push Start หน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบดิจิทัลขนาด 10.25 นิ้ว ช่องต่อ USB สำหรับผู้โดยสารด้านหน้าและหลัง และกล้องมองภาพรอบคัน 360 องศาพร้อมระบบแสดงภาพใต้ท้องรถ
GWM ORA 5 มาพร้อมหน้าจอมัลติมีเดียแบบสัมผัสขนาด 14.6 นิ้ว ที่รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay และ Android Auto แบบไร้สาย รวมถึงระบบ Bluetooth เพื่อการใช้งานที่สะดวกยิ่งขึ้น พร้อมระบบสั่งการด้วยเสียงที่รองรับทั้ง ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ และระบบนำทางอัจฉริยะออนไลน์ Petal Maps ขณะที่ระบบเสียงมีให้เลือกทั้ง ลำโพง 6 ตำแหน่งในรุ่น Pro และลำโพง Amor 9 ตำแหน่ง ในรุ่น Ultra เพื่อยกระดับความสุนทรีย์ในการเดินทาง อีกทั้งยังมีไฟสร้างบรรยากาศภายในห้องโดยสาร (เฉพาะรุ่น Ultra)
GWM ORA 5 มาพร้อมการเชื่อมต่ออัจฉริยะผ่านแอปพลิเคชัน GWM ที่ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถควบคุมและตรวจสอบสถานะรถผ่านโทรศัพท์มือถือ เพิ่มความสะดวกสบายในทุกมิติของการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นระบบสั่งการ สตาร์ท–ดับเครื่องยนต์ (เฉพาะรุ่น HEV) ระบบล็อก–ปลดล็อกรถจากระยะไกล ระบบค้นหาตำแหน่งรถพร้อมไฟกระพริบและเสียงแตร รวมถึงการสั่งการ เปิด–ปิดระบบปรับอากาศและระบบกรองอากาศภายในห้องโดยสาร นอกจากนี้ยังรองรับการ เปิดโหมดไล่ฝ้า (ทั้ง EV และ HEV) รวมถึงฟังก์ชันจองการชาร์จไฟล่วงหน้า (เฉพาะรุ่น EV) และการสั่งงานอื่น ๆ เช่น เปิด–ปิดประตูท้าย ปิดกระจกข้าง (เฉพาะรุ่น Ultra) พร้อมระบบตรวจสอบสถานะรถแบบเรียลไทม์ เพื่อให้ผู้ใช้งานควบคุมรถได้สะดวกและมั่นใจยิ่งขึ้น
ปลอดภัยทุกเส้นทาง ด้วยเทคโนโลยี ADAS สูงถึง 18 ระบบ
ด้านความปลอดภัย GWM ORA 5 ได้รับการพัฒนาเพื่อมอบความมั่นใจสูงสุดให้กับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ด้วยระบบความปลอดภัยพื้นฐานครบครัน อาทิ ระบบติดต่อฉุกเฉิน E-Call ถุงลมนิรภัยคู่หน้า ด้านข้าง และม่านถุงลม เข็มขัดนิรภัยพร้อมระบบเตือนการคาดเข็มขัดนิรภัย ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก (ABS) ระบบกระจายแรงเบรกอิเล็กทรอนิกส์ (EBD) ระบบควบคุมการลื่นไถล (TCS) รวมถึงระบบช่วยควบคุมรถบนทางลาดชัน HSA/HDC และจุดยึดเบาะนั่งสำหรับเด็กแบบ ISOFIX นอกจากนี้ยังติดตั้งฟังก์ชันความปลอดภัยที่ช่วยเพิ่มความสะดวกในการใช้งาน เช่น ระบบล็อกประตูอัตโนมัติ สัญญาณเตือนกะระยะ 4 จุด ระบบตรวจจับแรงดันลมยาง (TPMS) และชุดปะยางฉุกเฉิน เพื่อเสริมความอุ่นใจในทุกการเดินทาง เพื่อยกระดับความปลอดภัยให้ก้าวล้ำยิ่งขึ้น GWM ORA 5 ยังติดตั้งเทคโนโลยีช่วยขับขี่อัจฉริยะ ADAS มากถึง 18 ระบบ ที่ทำงานร่วมกับกล้องมองภาพรอบคัน 360 องศา พร้อมระบบแสดงภาพใต้ท้องรถแบบโปร่งใส (Body Transparent) ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถมองเห็นสภาพแวดล้อมรอบตัวรถได้อย่างชัดเจน ลดความเสี่ยงจากจุดอับสายตา และเพิ่มความมั่นใจในการขับขี่ในทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นการจอดรถ การขับผ่านพื้นที่แคบ หรือการเดินทางในสภาพการจราจรที่ซับซ้อน
GWM ORA 5 ทั้งรุ่น HEV และ EV แต่ละรุ่นมาพร้อม 2 รุ่นย่อย ได้แก่ รุ่น HEV Pro, HEV Ultra และรุ่น EV Pro, EV Ultra พร้อมตัวเลือกสีสันที่สะท้อนบุคลิกและสไตล์ของผู้ขับขี่อย่างหลากหลาย โดยรุ่น HEV มีสีภายนอกให้เลือกทั้งหมด 3 สี ได้แก่ Onyx Black (สีดำ), Ivory White (สีขาว) และ Mountain Grey (สีเทา) จับคู่กับสีภายใน Dark Grey (ดำ-เทา) ที่ให้ความเรียบหรูและทันสมัย ขณะที่รุ่น EV เพิ่มความโดดเด่นด้วยสีภายนอก 4 สี ได้แก่ Ivory White (สีขาว), Mountain Grey (สีเทา), Emerald Green (สีเขียว) และ So Blue (สีฟ้า) พร้อมดีไซน์หลังคาสีดำเสริมลุคสปอร์ตและพรีเมียม ภายในมีให้เลือก 2 โทนสี ได้แก่ Brown Beige (น้ำตาล-เบจ) และ Dark Grey (ดำ-เทา)
เตรียมสัมผัส GWM ORA 5 รถยนต์เอสยูวีเจเนอเรชันใหม่ที่มาพร้อม 2 ทางเลือกพลังงานทั้ง HEV และ EV พร้อมประกาศราคาอย่างเป็นทางการในประเทศไทยภายในงาน Motor Show 2026 วันที่ 23 มีนาคม 2569 ผู้ที่สนใจสามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ผ่าน GWM Application, gwm.co.th หรือ GWM Contact Center 02-668-8888
#ORAGLOBALDEBUT #ORA5 #GWMTH
#GWM #GWMThailand #GWMORA5 #ORA5HEV #ORA5EV #BEV #HEV
‘e-POWER’ เชื่อมโยงเทคโนโลยีเข้ากับไลฟ์สไตล์ได้อย่างลงตัว!
ทาคาอากิ ยานางิ รองประธานอาวุโส นิสสัน ประเทศไทย กล่าวว่า “นิสสันเชื่อว่า การเดินทางที่ดีไม่ใช่เพียงการไปถึงจุดหมาย แต่คือความรู้สึกที่ดีที่เกิดขึ้นตลอดเส้นทาง และความเชื่อนี้คือแรงบันดาลใจสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยี e-POWER ของเรา ค่ำคืนนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงงานเลี้ยงขอบคุณ แต่เป็นการถ่ายทอดแนวคิดเดียวกันผ่านประสบการณ์ Immersive Dining ที่สะท้อนความใส่ใจในทุกรายละเอียด พร้อมตอกย้ำคำมั่นสัญญาของนิสสันในการพัฒนาเทคโนโลยีและยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าให้ดียิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง”
ภายในงานยังได้รับเกียรติจาก ใบเฟิร์น พิมพ์ชนก ลือวิเศษไพบูลย์ แบรนด์แอมบาสเดอร์ของนิสสัน ที่มาร่วมแบ่งปันความประทับใจจากประสบการณ์การใช้รถนิสสัน ซึ่งสะท้อนถึงความลงตัวระหว่างเทคโนโลยี e-POWER กับไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ โดยเธอเล่าว่าในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวนิสสันมาอย่างยาวนาน รถแต่ละรุ่นสามารถตอบโจทย์การใช้งานในแต่ละช่วงเวลาได้อย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็น Nissan Kicks e-POWER ที่คล่องตัวเหมาะสำหรับการเดินทางในชีวิตประจำวันหรือการไปกองถ่าย หรือ Nissan Serena e-POWER ที่มอบความกว้างขวางและความสะดวกสบายสำหรับการเดินทางร่วมกับครอบครัวและน้องหมา และที่สำคัญที่สุดคือ เทคโนโลยี e-POWER ที่สร้างความประทับใจด้วยประสบการณ์การขับขี่ที่สนุก ตอบสนองทันใจ และให้ความสะดวกสบายโดยไม่ต้องเสียบชาร์จ จึงเข้ากับไลฟ์สไตล์ที่ค่อนข้างแน่นของเธอได้อย่างลงตัว ทำให้ทุกการเดินทางเป็นไปอย่างง่ายดายและมั่นใจ พร้อมเชิญชวนทุกคนมาร่วมสัมผัสประสบการณ์ e-POWER ด้วยตนเอง
อีกหนึ่งช่วงเวลาสำคัญของค่ำคืนนี้ คือพิธีส่งมอบ All-New NISSAN X-TRAIL e-POWER x e-4ORCE ให้แก่ใบเฟิร์นอย่างเป็นทางการ สะท้อนความเชื่อมั่นในเทคโนโลยีของนิสสัน และตอกย้ำภาพลักษณ์ของ X-TRAIL ในฐานะ SUV ที่ผสานสมรรถนะ ความมั่นใจ และไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ได้อย่างลงตัว
สำหรับเทคโนโลยี e-POWER เป็นนวัตกรรมที่มอบประสบการณ์ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 100% ให้ความเงียบ นุ่มนวล และการตอบสนองที่ทันใจโดยไม่ต้องเสียบชาร์จ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ที่ต้องการทั้งความสะดวก ความมั่นใจ และความสนุกในทุกเส้นทาง ซึ่งในปัจจุบัน เทคโนโลยี e-POWER มีอยู่ในหลากหลายรุ่นของนิสสัน ไม่ว่าจะเป็น Nissan KICKS e-POWER คอมแพคเอสยูวีที่คล่องตัวและขับสนุก เหมาะกับการใช้งานในเมือง, Nissan X-TRAIL e-POWER x e-4ORCE พรีเมียมเอสยูวีที่ผสานมอเตอร์ไฟฟ้าคู่หน้า-หลัง และระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ e-4ORCE เพื่อความมั่นคงและการควบคุมที่แม่นยำในทุกสภาพถนน และ Nissan SERENA e-POWER รถยนต์อเนกประสงค์ 7 ที่นั่งที่มอบความกว้างขวางและความสะดวกสบายสำหรับครอบครัวยุคใหม่ โดยแต่ละรุ่นสะท้อนความตั้งใจของนิสสันในการพัฒนาเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์การใช้งานจริงในทุกบทบาทของชีวิต
นวัตกรรมเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงสมรรถนะทางเทคนิค หากแต่เป็น ประสบการณ์ที่ลูกค้าสัมผัสได้จริงในทุกวันของการใช้งาน ทั้งความมั่นใจในทุกการออกเดินทาง ความเงียบที่ช่วยให้บรรยากาศภายในรถผ่อนคลาย และการตอบสนองที่เป็นธรรมชาติซึ่งทำให้ทุกการขับเคลื่อนเป็นไปอย่างราบรื่น รายละเอียดเหล่านี้อาจดูเล็กน้อย แต่เมื่อรวมกันแล้วกลับกลายเป็น ความประทับใจที่ทำให้ลูกค้าหลายท่านเลือกนิสสันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต และรู้สึกอุ่นใจในทุกเส้นทาง และความรู้สึกเหล่านี้เอง คือสิ่งที่นิสสันมุ่งมั่นพัฒนาอย่างต่อเนื่องตลอดกว่า 70 ปีในประเทศไทย เพื่อส่งมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ไม่เพียงตอบโจทย์การเดินทาง แต่สร้างความผูกพันที่เติบโตไปพร้อมกันในฐานะ “ครอบครัวนิสสัน”

