The Kia PV5 Cargo รถตู้ไฟฟ้าสายทำงาน ที่ธุรกิจยุคใหม่ไม่ควรมองข้าม
รถยนต์ไฟฟ้าเริ่มเข้ามามีบทบาทในภาคธุรกิจมากขึ้น และหนึ่งในรุ่นที่น่าจับตามองคือ The Kia PV5 Cargo รถตู้ไฟฟ้าคันแรกของเกียที่พัฒนาขึ้นเพื่อการใช้งานเชิงพาณิชย์โดยเฉพาะ ทั้งงานขนส่ง โลจิสติกส์ และรถฟลีทสำหรับองค์กร
จุดเด่นของ PV5 คือการสร้างขึ้นบนแพลตฟอร์ม PBV (Platform Beyond Vehicle) ซึ่งออกแบบมาให้ตอบโจทย์การใช้งานได้หลากหลายกว่ารถตู้ทั่วไป พร้อมโครงสร้างรถยนต์ไฟฟ้าเฉพาะทางที่รองรับการต่อยอดในอนาคต
ในด้านการใช้งาน ตัวรถมีพื้นที่บรรทุกสูงสุด 4,420 ลิตร พร้อมขอบประตูท้ายที่สูงจากพื้นเพียง 419 มิลลิเมตร ช่วยให้การขนถ่ายสินค้าทำได้สะดวก เหมาะกับงานส่งของและธุรกิจที่ต้องใช้งานทุกวัน ขณะที่รัศมีวงเลี้ยวเพียง 5.5 เมตร ก็ช่วยให้ขับคล่องในเมืองหรือเข้าพื้นที่แคบได้ง่าย
ระบบขับเคลื่อนใช้มอเตอร์ไฟฟ้ากำลัง 122 แรงม้า แรงบิด 250 นิวตันเมตร ทำงานร่วมกับแบตเตอรี่ขนาด 51.5 kWh วิ่งได้สูงสุด 384 กิโลเมตร (มาตรฐาน NEDC) และรองรับการชาร์จเร็ว DC จาก 10-80% ภายในประมาณ 30 นาที¹
ห้องโดยสารเน้นการใช้งานจริงด้วยหน้าจอสัมผัสขนาด 12.9 นิ้ว รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto แบบไร้สาย พร้อมพอร์ต USB-C หลายตำแหน่ง และยังมีฟังก์ชัน **Vehicle-to-Load (V2L)**² สำหรับจ่ายไฟให้อุปกรณ์ภายนอก เหมาะกับธุรกิจที่ต้องทำงานนอกสถานที่
ด้านความปลอดภัยก็ให้มาครบ ทั้งถุงลมนิรภัย 6 ตำแหน่ง ระบบช่วยเบรกฉุกเฉิน ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน ระบบช่วยประคองรถให้อยู่ในเลน กล้องมองหลัง และเซ็นเซอร์ช่วยจอด เพื่อช่วยลดความเสี่ยงในการใช้งานประจำวัน
ก่อนเข้ามาทำตลาดในไทย PV5 Cargo ยังคว้ารางวัลระดับโลกหลายเวที ทั้ง International Van of the Year 2026, What Car? Van of the Year 2026, Red Dot Award 2026, iF Design Award 2026 รวมถึงผ่านการทดสอบความปลอดภัย Euro NCAP ระดับ 5 ดาว
สำหรับประเทศไทย The Kia PV5 Cargo วางจำหน่ายในราคา 1,199,000 บาท พร้อมรับประกันตัวรถ 7 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร³ รับประกันแบตเตอรี่แรงดันสูง 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร⁵ และบริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนน 7 ปี⁴

หากมองหารถตู้ไฟฟ้าสำหรับธุรกิจที่ให้ทั้งพื้นที่บรรทุก ความคล่องตัว เทคโนโลยี และระบบความปลอดภัยครบครัน The Kia PV5 Cargo ถือเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกใหม่ที่น่าสนใจในตลาดรถเพื่อการพาณิชย์ของไทย
หมายเหตุ
¹ ระยะเวลาในการชาร์จอาจแตกต่างกันตามสภาพการใช้งาน โดยการชาร์จ 10-80% ภายใน 30 นาที อ้างอิงจากเครื่องชาร์จเร็ว DC กำลังสูง 350 กิโลวัตต์
² อะแดปเตอร์สำหรับการใช้งานฟังก์ชัน V2L ไม่ได้รวมอยู่ในอุปกรณ์มาตรฐานของรถยนต์
³ รับประกันตัวรถ 7 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน ตามเงื่อนไขของบริษัท
⁴ บริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนนฟรี 7 ปี ตามเงื่อนไขของบริษัท
⁵ รับประกันแบตเตอรี่แรงดันสูง 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน ตามเงื่อนไขของบริษัท
เมื่อ Hybrid Training กำลังมาแรง Nike ก็มีรองเท้าที่ออกแบบมาเพื่อมันโดยเฉพาะ
จากเดิมที่หลายคนแยกวันวิ่งกับวันเล่นเวต วันนี้การออกกำลังกายแบบ Hybrid Training กำลังเปลี่ยนภาพนั้นไป เพราะหนึ่งเซสชันอาจต้องทั้งวิ่ง ยกน้ำหนัก ดันสเลด พายเครื่อง Row หรือทำท่าฝึกความแข็งแรงสลับกันตลอด ทำให้รองเท้าวิ่งหรือรองเท้าเทรนนิ่งแบบเดิมอาจตอบโจทย์ได้ไม่ครบ
Nike จึงเปิดตัว Nike Hybrid รองเท้าซีรีส์ใหม่ที่พัฒนาขึ้นสำหรับการเคลื่อนไหวหลากหลายรูปแบบในคู่เดียว
รองเท้ารุ่นนี้แบ่งเป็น Hybrid Fly สำหรับสายแข่งขัน และ Hybrid RN สำหรับการซ้อมประจำวัน โดยทั้งคู่ดึงเทคโนโลยีเด่นของ Nike อย่าง ZoomX, ReactX, Air Zoom และ Flyplate มาผสานเข้าด้วยกัน เพื่อให้วิ่งได้คล่อง แต่ยังคงความมั่นคงเมื่อต้องออกแรงในท่าฝึกต่าง ๆ

สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่แค่รองเท้ารุ่นใหม่ แต่คือทิศทางของวงการฟิตเนสที่กำลังเปลี่ยนไป เมื่อการแข่งขันอย่าง HYROX และการฝึกแบบ Hybrid ได้รับความนิยมมากขึ้น อุปกรณ์ก็เริ่มถูกออกแบบให้รองรับการใช้งานเฉพาะทางมากกว่าเดิม
สำหรับคนที่กำลังอินกับการออกกำลังกายแนวนี้ Nike Hybrid จึงเป็นอีกหนึ่งรุ่นที่น่าจับตา เพราะสะท้อนให้เห็นว่า "รองเท้าหนึ่งคู่" ไม่จำเป็นต้องเลือกว่าจะเด่นเรื่องวิ่งหรือเวตอีกต่อไป แต่สามารถทำทั้งสองอย่างได้ในคู่เดียว

กำหนดวางจำหน่าย
- 👟 Nike Hybrid RN เปิดขายทั่วโลก 8 ตุลาคม 2569
- 👟 Nike Hybrid Fly ตามมาใน เดือนเมษายน 2570
Hyperboost Edge เปลี่ยนทุกก้าววิ่งให้สนุกกว่าเดิม กับอีเวนต์อาดิดาส Hyperloop
การวิ่งไม่จำเป็นต้องวนอยู่แค่บนลู่วิ่งหรือถนนอีกต่อไป เมื่ออาดิดาสชวนเหล่านักวิ่งเจ้าของ Hyperboost Edge มารวมตัวกันในงาน Hyperloop ที่ Happitat Bangna พร้อมเปลี่ยนการออกกำลังกายให้กลายเป็นกิจกรรมที่ทั้งสนุก ท้าทาย และเต็มไปด้วยพลังงาน
ภายในงานมีนักวิ่งหลายร้อยคนเข้าร่วม พร้อมด้วย 2 นักแสดงสายวิ่งอย่าง พงศกร เมตตาริกานนท์ และ จิรายุ ตั้งศรีสุข รวมถึงอินฟลูเอนเซอร์สายรันนิ่งที่มาร่วมสร้างสีสันตลอดทั้งวัน

แทนที่จะเป็นการวิ่งแบบเดิม ๆ ผู้เข้าร่วมถูกแบ่งออกเป็น 10 ทีม แล้วหมุนเวียนทำภารกิจผ่าน 3 ด่าน ทั้งวิ่งวนเป็นวงกลม วิ่งตีโค้ง และกระโดดเชือก แต่ละฐานออกแบบมาให้ได้สัมผัสคาแรกเตอร์ของรองเท้า Hyperboost Edge ทั้งความนุ่ม การส่งคืนพลังงาน ความกระชับ และความมั่นคงในทุกจังหวะก้าว
หลังจบการแข่งขัน บรรยากาศยังคึกคักต่อด้วยการมอบรางวัลให้ทีมผู้ชนะ ก่อนปิดท้ายด้วย Live DJ Set ที่เปลี่ยนพื้นที่จัดงานให้กลายเป็นเหมือนปาร์ตี้เล็ก ๆ ของคนรักการวิ่ง
วิ่งครบ 3 กม. รับกาแฟฟรี ☕
สำหรับใครที่เป็นเจ้าของ Hyperboost Edge หรือ Hyperboost Run ยังมีแคมเปญ Hyperboost, Hyper Brew ให้ร่วมสนุก เพียงวิ่งสะสมระยะทาง 3 กิโลเมตร แล้วนำผลการวิ่งจากนาฬิกาหรือแอปฯ มาแสดงที่ร้าน % Arabica สาขาที่ร่วมรายการ ก็รับเครื่องดื่มฟรี 1 แก้ว ได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 10 สิงหาคม 2569
ราคาและการวางจำหน่าย
- 👟 Hyperboost Edge ราคา 7,500 บาท
- 👟 Hyperboost Run ราคา 6,500 บาท
- วางจำหน่ายผ่านหน้าร้านอาดิดาส แอปพลิเคชัน เว็บไซต์ และตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ
- รุ่นสำหรับผู้หญิงของทั้งสองรุ่น เริ่มวางจำหน่าย 15 สิงหาคม 2569

สำหรับสายวิ่งที่กำลังมองหารองเท้าคู่ใหม่ Hyperboost Edge ถือเป็นอีกตัวเลือกที่น่าสนใจ เพราะนอกจากจะเน้นเรื่องประสิทธิภาพแล้ว ยังหยิบเอาความสนุกของการวิ่งมาเป็นหัวใจสำคัญ ทำให้ทุกก้าวไม่ใช่แค่การออกกำลังกาย แต่เป็นประสบการณ์ที่อยากกลับไปสัมผัสอีกครั้ง
Ford Ranger Wolftrak ใหม่ กระบะสายลุยที่หล่อตั้งแต่ในเมืองจนถึงเส้นทางออฟโรด
ตลาดรถกระบะไลฟ์สไตล์ยังคงคึกคัก และล่าสุด Ford Ranger Wolftrak ก็เข้ามาเติมสีสันให้กับไลน์อัปของเรนเจอร์ ด้วยคาแรกเตอร์ที่เน้นความดุดัน พร้อมอุปกรณ์ตกแต่งเฉพาะรุ่นและสมรรถนะที่พร้อมพาออกไปได้ทุกเส้นทาง ไม่ว่าจะใช้ขับในเมืองหรือออกทริปวันหยุด
Wolftrak มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร เทอร์โบ กำลัง 170 แรงม้า แรงบิด 405 นิวตันเมตร จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ให้การขับขี่ที่ลื่นไหลทั้งบนถนนดำและเส้นทางสมบุกสมบัน โดยมีให้เลือกทั้งรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อยกสูง และรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ

จุดเด่นที่ทำให้ Wolftrak แตกต่างคือการตกแต่งด้วย สี Lime Green ที่แทรกอยู่ในหลายจุด ทั้งกระจังหน้า ล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว ตราสัญลักษณ์ WOLFTRAK และรายละเอียดภายในห้องโดยสาร ช่วยเพิ่มลุคสปอร์ตและสะดุดตากว่ารุ่นมาตรฐาน
ภายในยังคงเน้นความพรีเมียมด้วยเบาะหนังและหนังสังเคราะห์โทนทูโทน พร้อมโลโก้ WOLFTRAK บนเบาะคู่หน้า และยางปูพื้นดีไซน์เฉพาะรุ่น เติมความรู้สึกพิเศษทุกครั้งที่ขึ้นรถ

ด้านความสามารถในการลุยก็ไม่ธรรมดา ด้วยระยะใต้ท้องรถสูง 229 มิลลิเมตร ลุยน้ำได้ลึกถึง 800 มิลลิเมตร พร้อมระบบดิฟล็อกหลังไฟฟ้าในรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ และโหมดการขับขี่ 4 รูปแบบ ได้แก่ Normal, Eco, Tow/Haul และ Slippery ช่วยให้รับมือได้หลากหลายสภาพถนน
เรื่องเทคโนโลยีก็จัดเต็มด้วยหน้าจอสัมผัสขนาด 12 นิ้ว ระบบ SYNC 4A รองรับ Wireless Apple CarPlay และ Android Auto พร้อมหน้าจอผู้ขับขี่สีขนาด 8 นิ้ว รวมถึงระบบความปลอดภัยพื้นฐานครบครัน ไม่ว่าจะเป็นถุงลมนิรภัย 6 จุด กล้องมองหลัง ระบบควบคุมเสถียรภาพ ESP ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน และ Cruise Control

Ford Ranger Wolftrak มีสีตัวถังให้เลือก 4 สี ได้แก่ สีขาว Arctic White, สีดำ Absolute Black, สีเทา Command Grey และสีเขียว Traction Green (สีพิเศษเพิ่ม 10,000 บาท)
สำหรับราคา รุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อยกสูง เปิดตัวที่ 949,000 บาท (จากราคาปกติ 999,000 บาท ในช่วงโปรโมชั่น) ส่วนรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ ราคา 1,089,000 บาท ถือเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับคนที่กำลังมองหารถกระบะสายไลฟ์สไตล์ ที่ได้ทั้งดีไซน์โดดเด่น อุปกรณ์ครบ และพร้อมออกไปผจญภัยได้ทุกเมื่อ

หมายเหตุ
- ราคาเปิดตัว 949,000 บาท สำหรับรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อยกสูง เป็นราคาพิเศษสำหรับลูกค้าที่จองและออกรถระหว่าง 3 สิงหาคม – 30 กันยายน 2569 เท่านั้น
- ราคาพิเศษดังกล่าวสำหรับลูกค้าที่เช่าซื้อผ่าน ทิสโก้ และ ทีทีบี ตามเงื่อนไขที่บริษัทกำหนด
- ราคาพิเศษไม่รวมประกันภัย Ford Ensure
- รายละเอียด เงื่อนไข และสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ อาจมีการเปลี่ยนแปลงตามที่บริษัทกำหนด ควรตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมกับผู้จำหน่ายฟอร์ดทั่วประเทศก่อนตัดสินใจ
เจาะเบื้องหลัง Honda City ใหม่ ดีไซน์สปอร์ตจากฝีมือวิศวกรไทย
ก่อนจะเป็น Honda City ใหม่ ที่เห็นวิ่งบนถนน มีเรื่องราวที่หลายคนอาจไม่เคยรู้ นั่นคือรถคันนี้เป็นผลงานที่ทีมวิศวกรชาวไทยมีบทบาทสำคัญในการวิจัยและพัฒนา ตั้งแต่การวางคอนเซ็ปต์ ไปจนถึงการเก็บรายละเอียดของดีไซน์และประสบการณ์การขับขี่ เพื่อให้ซิตี้คาร์ที่หลายคนคุ้นเคย กลับมาดูสปอร์ตและสนุกกว่าเดิม
ทีมพัฒนาวางแนวคิดหลักไว้ที่คำว่า "Sharpen" หรือการทำให้ทุกองค์ประกอบ "เฉียบคมขึ้น" ไม่ว่าจะเป็นเส้นสายตัวถัง ด้านหน้าที่ดุดันขึ้น รายละเอียดของงานดีไซน์ ไปจนถึงฟีลลิ่งหลังพวงมาลัย โดยยังคงเอกลักษณ์ Fun to Drive ที่เป็น DNA ของ Honda เอาไว้ครบถ้วน
สิ่งที่น่าสนใจคือ Honda City ใหม่ ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อตลาดไทยเท่านั้น แต่ถูกพัฒนาในฐานะ Global Model ที่พร้อมทำตลาดในหลายประเทศทั่วโลก นั่นหมายความว่าผลงานของทีมวิศวกรไทยต้องผ่านมาตรฐานระดับสากล ทั้งในเรื่องดีไซน์ การใช้งาน และคุณภาพการขับขี่

อีกแนวคิดที่ถูกหยิบมาใช้คือ Everyday Sport เพราะฮอนด้าเชื่อว่ารถสปอร์ตไม่จำเป็นต้องแลกกับความลำบากในการใช้งาน ทีมออกแบบจึงพยายามผสมความโฉบเฉี่ยวเข้ากับความสะดวกสบาย ห้องโดยสารยังคงกว้าง ใช้งานง่าย ขับคล่องในเมือง แต่ก็เติมอารมณ์สปอร์ตให้ชัดเจนกว่าเดิม

สุดท้าย Honda City ใหม่ จึงไม่ใช่แค่การเปลี่ยนโฉม แต่เป็นการรีเฟรชบุคลิกของรถรุ่นยอดนิยมให้ดูทันสมัยขึ้น พร้อมสะท้อนศักยภาพของทีมวิศวกรไทยที่อยู่เบื้องหลังการสร้างรถระดับโลกอีกหนึ่งรุ่น
adidas ปลุกตำนานชุดเยือนลิเวอร์พูลยุค 80s กลับมาเท่อีกครั้ง
เกือบ 40 ปีผ่านไป แต่ดีไซน์ยุค 80s ของลิเวอร์พูลยังกลับมาดูดีได้เสมอ และครั้งนี้ อาดิดาสก็หยิบความคลาสสิกนั้นมาตีความใหม่ในชุดเยือนฤดูกาล 2026/27 ที่ทั้งแฟนบอลสายวินเทจและสายแฟชั่นน่าจะถูกใจ

เสื้อเยือนใหม่มาในโทน สีขาวสะอาดตา ตัดด้วยสีแดง Strawberry Red และสีเทา ได้แรงบันดาลใจจากชุดเยือนของ "หงส์แดง" ช่วงปี 1985-1988 หนึ่งในยุคทองที่เต็มไปด้วยนักเตะระดับตำนาน พร้อมนำ โลโก้ Trefoil ของอาดิดาส และ ตรา Liver Bird แบบดั้งเดิม กลับมาใช้อีกครั้ง เพิ่มกลิ่นอายเรโทรที่แฟนบอลคุ้นเคย
อีกหนึ่งรายละเอียดที่น่าสนใจคือ ลวดลายบนเนื้อผ้าที่ไม่ได้มาแบบเรียบๆ แต่ซ่อนแรงบันดาลใจจาก ตั๋วเข้าชมการแข่งขันและตั๋วปีของสนามแอนฟิลด์ ในอดีต ถ่ายทอดเรื่องราวของแฟนบอลหลายยุคหลายสมัยลงบนเสื้อได้อย่างมีเสน่ห์ เป็นดีเทลเล็กๆ ที่ทำให้เสื้อตัวนี้มีความหมายมากกว่าแค่ชุดแข่ง

ในด้านการใช้งาน เสื้อยังมาพร้อมผ้า 3D Engineered Fabric และเทคโนโลยี CLIMACOOL+ ที่ช่วยระบายอากาศและความชื้นได้ดี รองรับทั้งการลงสนามและการใส่ในชีวิตประจำวัน
ชุดเยือนลิเวอร์พูล ฤดูกาล 2026/27 วางจำหน่ายแล้ว โดยรุ่นนักเตะราคา 4,600 บาท และรุ่นแฟนบอลราคา 2,900 บาท ใครที่ชอบเสื้อฟุตบอลสไตล์คลาสสิก หรือกำลังมองหาไอเท็มที่ใส่ได้ทั้งเชียร์บอลและแต่งตัวในวันสบายๆ รุ่นนี้ถือว่าเป็นอีกตัวที่ไม่ควรมองข้าม
ชุดเยือน Arsenal 2026/27 รีเทิร์นตำนาน Bruised Banana
สำหรับแฟนอาร์เซนอล นี่คืออีกหนึ่งชุดแข่งที่มีเรื่องราวมากกว่าแค่ดีไซน์ เพราะ adidas หยิบแรงบันดาลใจจากเสื้อระดับตำนาน "Bruised Banana" ในช่วงต้นยุค 90 กลับมาตีความใหม่ กลายเป็นชุดเยือนของฤดูกาล 2026/27 ที่ผสมทั้งกลิ่นอายคลาสสิกและความทันสมัยเข้าไว้ด้วยกัน
แม้จะไม่ได้ใช้ลายกล้วยแบบต้นฉบับตรง ๆ แต่ยังคงเอกลักษณ์ผ่านลวดลายเรขาคณิตในโทน สีน้ำเงินกรมท่า ตัดกับสีเหลืองและแดง พร้อมโลโก้ Trefoil ที่ชวนให้นึกถึงยุคทองของแบรนด์และวัฒนธรรมฟุตบอล ขณะเดียวกันก็สะท้อนการก้าวสู่บทใหม่ของอาร์เซนอล หลังเพิ่งคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกในฤดูกาลที่ผ่านมา

นอกจากความสวยงามแล้ว เสื้อรุ่นนี้ยังถูกออกแบบให้ใช้งานได้จริงด้วยเทคโนโลยี CLIMACOOL+ ที่ช่วยระบายอากาศและจัดการความชื้นได้ดี เหมาะทั้งใส่ลงสนาม ออกกำลังกาย หรือแมตช์กับกางเกงยีนส์เป็นลุคสตรีทก็ลงตัว
ไฮไลต์ที่น่าสนใจ
- ดีไซน์ใหม่ที่ได้แรงบันดาลใจจากเสื้อระดับไอคอน Bruised Banana (1991–1993)
- โทนสีน้ำเงินกรมท่า พร้อมลายเรขาคณิตและรายละเอียดสีเหลือง-แดง
- ใช้โลโก้ Trefoil เพิ่มกลิ่นอายแฟชั่นฟุตบอลยุคคลาสสิก
- เทคโนโลยี CLIMACOOL+ ช่วยระบายอากาศและสวมใส่สบาย
- มีทั้งเวอร์ชันนักเตะ ราคา 4,600 บาท และเวอร์ชันแฟนบอล ราคา 2,900 บาท

ใครที่ชื่นชอบทั้งแฟชั่นและฟุตบอล บอกเลยว่าเสื้อตัวนี้เป็นอีกหนึ่งไอเท็มที่หยิบเอาประวัติศาสตร์ของอาร์เซนอลมาต่อยอดได้อย่างลงตัว และมีโอกาสกลายเป็นอีกหนึ่งเสื้อที่แฟนบอลพูดถึงไปอีกหลายปีเหมือนกับ Bruised Banana ต้นฉบับ
มิตซูบิชิ มอเตอร์ส รีเฟรชแบรนด์ใหม่ "Enjoy The Ride" ฉลอง 65 ปี
รถยนต์ทุกวันนี้ไม่ได้มีหน้าที่แค่พาเราไปถึงจุดหมาย แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการไปทำงาน ทริปวันหยุด หรือช่วงเวลาดี ๆ กับคนที่เรารัก นั่นคือแนวคิดที่ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย อยากสื่อผ่านทิศทางแบรนด์ใหม่ "Enjoy The Ride จอยได้ทุกเส้นทาง" ในโอกาสครบรอบ 65 ปีของการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย
ไฮไลต์อีกอย่างคือการเปิดตัว "มิตซูรุ (MITSURU)" แบรนด์แอมบาสเดอร์คนใหม่ ที่จะมาถ่ายทอดภาพลักษณ์ของความสนุก ความมีชีวิตชีวา และแรงบันดาลใจ ชวนให้ทุกคนออกไปใช้ชีวิตและสร้างความทรงจำใหม่ ๆ ในทุกการเดินทาง

ตลอดกว่า 6 ทศวรรษที่ผ่านมา มิตซูบิชิ มอเตอร์ส เป็นหนึ่งในผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นที่อยู่คู่คนไทยมายาวนาน พร้อมสร้างฐานการผลิตสำคัญของโลกในประเทศไทย ด้วยยอดผลิตสะสมมากกว่า 7 ล้านคัน และส่งออกรถยนต์ฝีมือคนไทยไปแล้วกว่า 5 ล้านคัน ในกว่า 120 ประเทศ
สิ่งที่ทำให้แบรนด์ยังคงได้รับความเชื่อมั่น คือแนวคิด "Expert in Any Road Condition" หรือการพัฒนารถให้พร้อมรับมือทุกสภาพถนน โดยผสานวิศวกรรมญี่ปุ่นเข้ากับการใช้งานจริงของคนไทย ตัวอย่างเช่น Mitsubishi XFORCE HEV ที่ผ่านการทดสอบบนถนนเมืองไทยมากกว่า 100,000 กิโลเมตร เพื่อปรับจูนให้เหมาะกับการใช้งานจริงที่สุด

อีกหนึ่งจุดแข็งที่หลายคนอาจไม่รู้ คือเทคโนโลยีหลายอย่างของมิตซูบิชิถูกต่อยอดมาจากสนามแข่ง Asia Cross Country Rally (AXCR) ไม่ว่าจะเป็นระบบขับเคลื่อน Super Select 4WD-II, ระบบ Active Yaw Control (AYC) หรือเทคโนโลยี MITSUBISHI e:MOTION ในรถยนต์ไฮบริด ที่ช่วยให้การขับขี่ทั้งสนุก มั่นใจ และปลอดภัยยิ่งขึ้น
นอกจากตัวรถแล้ว มิตซูบิชิยังให้ความสำคัญกับประสบการณ์หลังการขาย ผ่านการบริการแบบญี่ปุ่น Omotenashi และเครือข่ายผู้จำหน่ายกว่า 180 แห่งทั่วประเทศ เพื่อให้เจ้าของรถอุ่นใจตลอดการใช้งาน

และสำหรับคนที่รอรถรุ่นใหม่ ปีนี้ยังมีอีกหนึ่งไฮไลต์ที่น่าจับตา เพราะ All-New Mitsubishi Pajero เตรียมเปิดตัวครั้งแรกของโลกในช่วงไตรมาส 3 ซึ่งน่าจะเป็นอีกก้าวสำคัญของแบรนด์ในปีแห่งการฉลองครบรอบ 65 ปีนี้
LEPAS เปิดเกมรุกไทย ส่ง L6 EV ชูดีไซน์พรีเมียม ราคาเริ่ม 769,900 บาท
ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในไทยยังคึกคักต่อเนื่อง และล่าสุดก็มีผู้เล่นหน้าใหม่ที่น่าจับตาอย่าง LEPAS แบรนด์พรีเมียมเอสยูวีในเครือ Chery Group ที่เลือกประเทศไทยเป็นหนึ่งในตลาดแรกของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมเปิดตัวรถรุ่นแรก LEPAS L6 EV อย่างเป็นทางการ
สิ่งที่ LEPAS พยายามสร้างความแตกต่างคือแนวคิด "Drive Your Elegance" ที่ไม่ได้มองรถเป็นแค่พาหนะ แต่เป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ ทั้งงานออกแบบ เทคโนโลยี และความสะดวกสบาย ถูกนำมารวมไว้เพื่อให้การเดินทางในแต่ละวันดูพรีเมียมมากขึ้น
LEPAS L6 EV มีอะไรน่าสนใจ?
LEPAS L6 EV มาในคอนเซ็ปต์ Premium Tech SUV ได้แรงบันดาลใจจากดีไซน์ Leopard Aesthetics ที่เน้นเส้นสายเรียบหรูแต่แฝงความสปอร์ต ภายในห้องโดยสารกว้างขวาง พร้อมเทคโนโลยีดิจิทัลและระบบความปลอดภัยที่ออกแบบมาเพื่อการใช้งานในชีวิตประจำวัน
สำหรับราคาจำหน่ายในไทยมี 2 รุ่น ได้แก่
- Comfort ราคา 769,900 บาท
- Premium ราคา 829,900 บาท แต่มีราคาเปิดตัวพิเศษ 799,900 บาท ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2569
ไม่ได้มาแค่ขายรถ
นอกจากเปิดตัวรถรุ่นแรก LEPAS ยังประกาศแผนลงทุนระยะยาวในประเทศไทย โดยตั้งเป้าขยายโชว์รูมและศูนย์บริการให้ครบ 50 แห่งภายในปี 2569 เพื่อรองรับลูกค้าที่จะเพิ่มขึ้น พร้อมพัฒนาระบบบริการหลังการขายและการจัดหาอะไหล่อย่างต่อเนื่อง
ในระดับโลก แบรนด์ยังตั้งเป้าขยายธุรกิจไปกว่า 90 ประเทศ ภายในปี 2030 พร้อมยอดขาย 1 ล้านคันต่อปี
ตลาด EV ไทยยิ่งแข่งขันยิ่งน่าสนใจ
การเข้ามาของ LEPAS ทำให้ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในไทยมีตัวเลือกเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่ม SUV ระดับพรีเมียมที่กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ สำหรับคนที่กำลังมองหา EV ดีไซน์หรู เทคโนโลยีทันสมัย และราคายังจับต้องได้ LEPAS L6 EV ถือเป็นอีกหนึ่งรุ่นใหม่ที่น่าลองสัมผัสในช่วงครึ่งหลังของปีนี้
Mercedes-Benz มาแรง! ยอดขายรถ EV โต 130% พร้อมเปิดแคมเปญ "FLEX" ให้การมีเบนซ์ง่ายกว่าเดิม
ตลาดรถยนต์หรูในไทยยังคึกคัก โดยเฉพาะฝั่งรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) ที่ยังเติบโตต่อเนื่อง ล่าสุด Mercedes-Benz ประเทศไทย เผยว่าช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า 100% เติบโตมากกว่า 130% ซึ่งมีแรงส่งสำคัญจาก The all-new electric CLA ที่ทำยอดขายกว่า 300 คันในเวลาเพียง 2 เดือน และมียอดจองสะสมแล้วกว่า 1,350 คัน
แต่สิ่งที่น่าสนใจไม่ได้มีแค่เรื่องรถรุ่นใหม่ เพราะปีนี้ Mercedes-Benz กำลังเปลี่ยนภาพการเป็น "ผู้ผลิตรถยนต์" ไปสู่การเป็น Mobility Solutions Provider ที่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์การใช้งานตลอดอายุการครอบครองรถ
ไฮไลต์คือ "FLEX Mobility Campaign"
แนวคิดของแคมเปญนี้คือ "Flex to fit you" หรือการออกแบบการเป็นเจ้าของรถให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของแต่ละคนมากขึ้น
แพ็กเกจใหม่ StarChoice เปิดโอกาสให้ลูกค้าเลือกเพิ่มบริการได้ตามต้องการ ไม่ว่าจะเป็น
- 🚗 StarProtection ประกันภัยชั้น 1
- 🔧 StarCare โปรแกรมบำรุงรักษาตามระยะ
- 🛡️ StarGuarantee ขยายการรับประกันคุณภาพรถ
ลูกค้าสามารถเลือกได้ตั้งแต่ 1 รายการ ไปจนถึง Full Package ซึ่งรวมทั้ง 3 บริการในราคา 6,000 บาทต่อเดือน ตลอดสัญญา 3-5 ปี และหากเทียบกับการซื้อแยก บริษัทระบุว่าสามารถประหยัดได้สูงสุด 400,000 บาท
ไม่ใช่แค่ซื้อรถ แต่เลือกอนาคตได้
อีกจุดที่น่าสนใจของ FLEX คือแนวคิดการดูแลลูกค้าตลอดวงจรการใช้งาน
- Pre-FLEX เลือกแพ็กเกจที่เหมาะกับตัวเองตั้งแต่วันออกรถ
- We-FLEX รับสิทธิประโยชน์และกิจกรรมไลฟ์สไตล์ระหว่างการใช้งาน
- Re-FLEX เมื่อครบสัญญา สามารถเลือกคืนรถ รีไฟแนนซ์ หรือเป็นเจ้าของรถต่อได้
แนวทางนี้ทำให้การครอบครองรถหรูมีความยืดหยุ่นมากกว่ารูปแบบเดิม และตอบโจทย์ทั้งลูกค้าบุคคล ลูกค้าองค์กร และผู้ใช้รถฟลีท
รุ่นที่เข้าร่วมแคมเปญ พร้อมค่างวดเริ่มต้น
ในช่วงแรก FLEX Mobility Campaign ครอบคลุมรถยนต์ Mercedes-Benz ทั้งหมด 8 รุ่น โดยแบ่งตามเงินดาวน์เริ่มต้น ดังนี้
💰 ดาวน์ 500,000 บาท
- GLA 200 AMG Dynamic (Night Edition) ผ่อนเริ่มต้น 27,000 บาท/เดือน
- The all-new electric CLA ผ่อนเริ่มต้น 30,000 บาท/เดือน
- C 220 d AMG Line (Night Edition) ผ่อนเริ่มต้น 30,000 บาท/เดือน
- C 350 e AMG Dynamic (Night Edition) ผ่อนเริ่มต้น 34,000 บาท/เดือน
💰 ดาวน์ 750,000 บาท
- E 220 d AMG Line ผ่อนเริ่มต้น 36,500 บาท/เดือน
- E 350 e AMG Dynamic ผ่อนเริ่มต้น 36,500 บาท/เดือน
- E 350 e Exclusive ผ่อนเริ่มต้น 30,500 บาท/เดือน
- GLC 350 e 4MATIC Coupe AMG Dynamic ผ่อนเริ่มต้น 40,000 บาท/เดือน

ค่างวดทั้งหมดสามารถเลือกเพิ่มบริการ StarProtection, StarCare และ StarGuarantee เข้าไปในแพ็กเกจได้ โดยแพ็กเกจ Full Package อยู่ที่ 6,000 บาทต่อเดือน ตลอดสัญญา 3-5 ปี ซึ่งช่วยให้ลูกค้าบริหารค่าใช้จ่ายในการดูแลรถได้ง่ายขึ้น และยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายรวมได้สูงสุด 400,000 บาท เมื่อเทียบกับการซื้อบริการแยกตามปกติ
ตลาดไทยยังโตหลายเซกเมนต์
นอกจากรถ EV ที่เติบโตแรงแล้ว Mercedes-Benz ยังเผยว่า
- Mercedes-Maybach เติบโต 83%
- G-Class เติบโต 100%
- รถ Plug-in Hybrid เติบโต 34%
- Sprinter โต 83%
- V-Class โต 14%
ภาพรวมสะท้อนว่าตลาดรถหรูยังคงมีความเคลื่อนไหวในหลายเซกเมนต์ พร้อมรับการเปิดตัวรถรุ่นใหม่อีกหลายรุ่นในช่วงครึ่งปีหลัง ทั้งสายไฟฟ้าและกลุ่ม Top-End Vehicle
โดย FLEX Mobility Campaign จะเริ่มตั้งแต่ 1 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป ถือเป็นอีกก้าวของ Mercedes-Benz ที่ไม่ได้แข่งขันกันแค่เรื่องรถ แต่กำลังแข่งขันด้วย "ประสบการณ์การเป็นเจ้าของ" ที่ยืดหยุ่นและเข้ากับไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้มากขึ้น















