GWM ORA 5 พร้อมให้จองและทดลองขับแล้ววันนี้ ที่ GWM พาร์ทเนอร์สโตร์ ทั้ง 70 แห่งทั่วประเทศ

หลังจากการเปิดตัว GWM ORA 5 อย่างเป็นทางการสู่ตลาดเมืองไทย รถรุ่นนี้ได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลามจากลูกค้าชาวไทย ด้วยจุดเด่นของการเป็นรถยนต์ SUV-B เจนเนอเรชันใหม่ซึ่งมีการออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์ ผสานสมรรถนะเข้ากับระบบการจัดการพลังงานที่มีประสิทธิภาพ เทคโนโลยีช่วยเหลือการขับขี่อันล้ำสมัย และระบบความปลอดภัยขั้นสูงเข้าไว้ด้วยกันซึ่งสะท้อนความเชื่อมั่นในยนตรกรรมจาก GWM ได้อย่างชัดเจน โดยล่าสุด GWM (ประเทศไทย) ได้เร่งดำเนินการกระจายรถไปยัง GWM พาร์ทเนอร์สโตร์ ซึ่งมีอยู่กว่า 70 แห่งทั่วประเทศแล้ว เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่ต้องการสัมผัสเทคโนโลยีและความล้ำสมัยของ ORA 5 ด้วยตนเอง  ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถชมและทดลองขับขี่ ORA 5 บนเส้นทางจริงโดยมีเจ้าหน้าที่ที่พร้อมให้คำแนะนำด้านผลิตภัณฑ์ อย่างใกล้ชิดได้แล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปที่ GWM พาร์ทเนอร์สโตร์ ใกล้บ้าน

ราคาคาดการณ์จำหน่ายของ GWM ORA 5 EV

  • GWM ORA 5 EV รุ่น Pro         ราคา  649,000 บาท*
  • GWM ORA 5 EV รุ่น Ultra       ราคา  719,000 บาท*

(*ราคาจำหน่ายดังกล่าวอยู่ระหว่างการอนุมัติจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายใต้มาตรการ EV 3.5)

ราคาแนะนำช่วงเปิดตัวของ GWM ORA 5 HEV

  • GWM ORA 5 HEV รุ่น Pro          ราคา 709,000 บาท
  • GWM ORA 5 HEV รุ่น Ultra       ราคา 779,000 บาท

ข้อเสนอพิเศษสำหรับลูกค้าที่จอง  GWM ORA 5 ภายในเดือนเมษายน

  • GWM ORA 5 EV (รุ่น Ultra / Pro) รับสิทธิประโยชน์มากมาย ครอบคลุมดอกเบี้ยพิเศษ 1.69% ผ่อนนาน 48 เดือน (ดาวน์ 30%) ฟรีประกันภัยชั้น 1 ระยะเวลานาน 1 ปี* พร้อมความคุ้มครองสูงสุด 100% ของมูลค่ารถ* ฟรี Home Charger พร้อมค่าบริการติดตั้ง*
  • GWM ORA 5 HEV (รุ่น Ultra / Pro) รับข้อเสนอพิเศษ ครอบคลุมดอกเบี้ยพิเศษ 1.69%* ผ่อน 48 เดือน (ดาวน์ 30%) ฟรีประกันภัยชั้น 1 ระยะเวลา 1 ปี* มูลค่าสูงสุด 25,000 บาท ฟรีค่าแรงบำรุงรักษาตามโปรแกรมสูงสุด 10 ครั้ง ภายใน 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร ฟรีบริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนน 24 ชั่วโมง นาน 5 ปี พร้อมการรับประกันคุณภาพรถใหม่ 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร และการรับประกันแบตเตอรี่ไฮบริดนานถึง 10 ปี ไม่จำกัดระยะทาง รวมถึงบริการ Telematic Service และอินเทอร์เน็ตในรถยนต์นาน 3 ปี
    (*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด)

ผู้ที่สนใจสามารถเยี่ยมชม ทดลองขับ และรับข้อเสนอพิเศษได้แล้ววันนี้ถึง 30 เมษายน 2569 ณ GWM พาร์ทเนอร์สโตร์ ทั่วประเทศ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่GWM Contact Center 02-668-8888 และเว็บไซต์ www.gwm.co.th

#GWM #GWMThailand #GWMORA5 #ORA5HEV #ORA5EV #BEV #HEV #TestDrive


SOMSAK ‘The Esarn Remix’ ปลุกพลังความแซบสุดมันส์

SOMSAK (สมศักดิ์) แบรนด์อาหารอีสานร่วมสมัย ได้สร้างปรากฏการณ์ความอร่อยที่มาพร้อมพลังความสนุกอันเป็นเอกลักษณ์ในงาน “Somsak Made Me Do It: The Esarn Remix” กิจกรรมพิเศษเพียงคืนเดียวที่จัดขึ้นเพื่อเปลี่ยนมื้อค่ำแบบเดิมๆ ให้กลายเป็นพื้นที่แห่งการสังสรรค์และมิตรภาพอย่างเต็มรูปแบบ

งานนี้จัดขึ้น ณ ย่านเอกมัย เมื่อวันที่ 1 เมษายน ตรงกับ “วันเมษาหน้าโง่” (April Fool’s Day) ที่ผ่านมา โดยได้รับความสนใจจากแขกผู้มีเกียรติที่มาร่วมสัมผัสประสบการณ์แปลกใหม่ ก้าวข้ามกิจวัตรจำเจสู่โลกของอาหารอีสานในรูปแบบอินเตอร์แอคทีฟที่ผสานรสชาติจัดจ้าน ดนตรี และการมีส่วนร่วมเข้าไว้ด้วยกัน ภายใต้ปรัชญาของแบรนด์ SOMSAK ที่เน้นความสนุกและรสชาติที่จัดจ้านถึงใจ งานนี้จึงเป็นการตีความเสน่ห์ของอาหารอีสานดั้งเดิมใหม่ผ่านมุมมองของคนกรุงเทพฯ อย่างแท้จริง

ภายใต้การนำของเชฟแอนดรูว์ มาร์ติน เมนูที่รังสรรค์ขึ้นมาเป็นพิเศษได้สะท้อนถึงตัวตนของ SOMSAK ที่ชูอาหารอีสานเป็นหัวใจหลัก โดยผสมผสานเทคนิคการใช้กระทะไฟแรง การปรุงด้วยเตาฟืน และการคัดสรรวัตถุดิบชั้นเลิศ เพื่อนำเสนออาหารที่มีความสมดุลระหว่างรากเหง้าของท้องถิ่นและการปรุงที่พิถีพิถันแต่แฝงไปด้วยความคิดสร้างสรรค์นอกกรอบ สะท้อนถึงตัวตนของแบรนด์ที่ชัดเจนและมีสไตล์ไม่ซ้ำใคร

นอกเหนือจากรสชาติอาหารที่โดดเด่น ค่ำคืนนี้ยังถูกออกแบบมาเพื่อเชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกันผ่านกิจกรรมสนุกๆ ตลอดทั้งงาน ตั้งแต่การทดสอบขีดจำกัดความเผ็ดที่ “Hall of Heat” ไปจนถึงการแข่งขันตำส้มตำสุดฮาอย่าง “Somtam Smash” ท่ามกลางเสียงเพลงหมอลำสมัยใหม่และดนตรีที่เร้าใจ สร้างบรรยากาศที่ส่งเสริมการพูดคุยและมวลบรรยากาศแห่งความสนุกที่เชื่อมโยงทุกคนในร้าน

ด้วยความมุ่งมั่นในการเป็นพื้นที่สำหรับการรวมตัว SOMSAK ยังคงเดินหน้าตอกย้ำภาพลักษณ์การเป็นจุดหมายปลายทางที่รสชาติอีสานอันจัดจ้านถึงใจ บรรยากาศที่เปี่ยมด้วยชีวิตชีวา และการทานอาหารสไตล์ social dining มาบรรจบกันอย่างลงตัว เพื่อสร้างประสบการณ์ที่น่าประทับใจจนแขกทุกคนอยากกลับมาเยือนและบอกต่อ


Hyundai new STARGAZER ยกระดับความปลอดภัยครบที่สุดในคลาส ด้วย ADAS 13 ระบบ

การเปิดตัวในไทยของ Hyundai new STARGAZER อาจทำให้หลาย ๆ คนเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อรถ 3 แถว 6 ที่นั่ง ระดับราคาต่ำกว่า 8 แสนบาท ที่ก่อนหน้านี้อาจมองว่าช่วงราคานี้ คงได้แค่รถพื้นฐานที่เน้นความคุ้มค่า แต่เพราะ บริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศชัดว่า “The new STARGAZER” รุ่นปรับโฉมใหม่ล่าสุด จะเข้ามายกระดับมาตรฐานของรถที่ตอบโจทย์สำหรับคนที่สร้างครอบครัวใหม่ หรือเริ่มต้นธุรกิจเป็นสตาร์ทอัพใหม่ โดยเฉพาะการมีเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ Hyundai SmartSense (ADAS) มากถึง 13 ระบบ ซึ่งถือว่าครบที่สุดในคลาส พร้อมความสะดวกสบายที่ครบครันในแบบที่เหนือกว่ารถในช่วงราคาเดียวกัน ในราคาพิเศษช่วงแนะนำ เริ่มต้นเพียง 719,000 บาท

Hyundai new STARGAZER คือรถยนต์ 6 ที่นั่ง 3 แถว อเนกประสงค์รุ่นปรับโฉมใหม่ ที่พัฒนาภายใต้แนวคิด “Life Upgrader – อัปชีวิตให้เหนือกว่า” ด้วยเป้าหมายในการรองรับผู้ใช้งานที่มีหลายบทบาทในชีวิต ทั้งครอบครัวรุ่นใหม่ ผู้ประกอบการ SME ไปจนถึงคนทำงานยุคใหม่ที่ต้องการรถคันเดียว ตอบโจทย์ทุกความต้องการ พร้อมจัดเต็มกับระบบ Hyundai SmartSense (ADAS) มากถึง 13 ระบบ

เจาะลึก ADAS: ครอบคลุมตั้งแต่ “ลดความเหนื่อยล้า” ไปจนถึง “ลดความเสี่ยง”

เทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ Hyundai SmartSense (ADAS) ใน Hyundai new STARGAZER ถูกออกแบบให้ลดภาระของผู้ขับขี่ในสถานการณ์ที่ต้องเจอทุกวัน โดยเฉพาะการขับขี่ในเมืองที่มีการจราจรหนาแน่น Smart Cruise Control (SCC) พร้อม Stop & Go สามารถควบคุมความเร็วตามรถคันหน้า รวมถึงหยุด-ออกตัวตามรถคันหน้าได้อัตโนมัติ ช่วยลดความเหนื่อยล้าจากการเหยียบคันเร่งและเบรกซ้ำ ๆ ระบบ Forward Collision-Avoidance Assist Junction Turning (FCA-JT) ระบบช่วยเตือนและเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติที่ทางแยก ซึ่งเป็นหนึ่งในสถานการณ์ที่เกิดอุบัติเหตุได้บ่อยในชีวิตประจำวัน นอกจากนี้ Electric Parking Brake (EPB) พร้อม Auto Hold ช่วยให้รถหยุด โดยไม่ต้องเหยียบเบรกค้างในช่วงไฟแดง เพิ่มความสะดวกในการใช้งานจริง

ในด้านการควบคุมรถและความมั่นคงในการขับขี่ The new STARGAZER ติดตั้งระบบ Lane Keeping Assist (LKA) ที่ช่วยดึงพวงมาลัยกลับเมื่อรถออกนอกเลนโดยไม่ตั้งใจ และ Lane Following Assist (LFA) ที่ช่วยประคองรถให้อยู่กลางเลนอย่างต่อเนื่อง ทำให้การขับขี่ทางไกลมีความนิ่งและลดความเครียดของผู้ขับขี่ ส่วนระบบ Blind-Spot Collision-Avoidance Assist (BCA) และ Rear Cross-Traffic Collision-Avoidance Assist (RCCA) ก็เข้ามาช่วยลดความเสี่ยงในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นบ่อยบนท้องถนน เช่น การเปลี่ยนเลนในสภาพการจราจรหนาแน่น หรือการถอยรถออกจากช่องจอด โดยระบบสามารถตรวจจับรถในมุมอับสายตาและแจ้งเตือนพร้อมช่วยเบรกในกรณีจำเป็น เพิ่มความมั่นใจในการใช้งานในเมืองได้อย่างชัดเจน

นอกจากนี้ ระบบความปลอดภัยยังครอบคลุมผู้โดยสารและการใช้งานในทุกจังหวะการเดินทาง ไม่ว่าจะเป็น Safe Exit Warning (SEW) ที่ช่วยเตือนเมื่อมีรถวิ่งมาจากด้านหลังรถขณะเปิดประตู Driver Attention Warning (DAW) ที่ตรวจจับความเหนื่อยล้าของผู้ขับขี่ และ Leading Vehicle Depart Alert (LVDA) ที่แจ้งเตือนเมื่อรถคันหน้าเคลื่อนตัว รวมถึง Rear Occupant Alert (ROA) ที่ช่วยเตือนให้ตรวจสอบผู้โดยสารด้านหลังหลังดับเครื่อง และ High Beam Assist (HBA) ที่ปรับไฟสูง-ต่ำอัตโนมัติตามสภาพการจราจร ระบบทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่าการพัฒนา ADAS ใน STARGAZER ไม่ได้มุ่งเพียงการเพิ่มฟีเจอร์ แต่เป็นการออกแบบให้ครอบคลุมทั้งความปลอดภัย ความสะดวก และการใช้งานจริงในทุกมิติของการเดินทาง

ห้องโดยสารที่ปรับฟังก์ชันได้ตามไลฟ์สไตล์และ Captain Seat ที่ยกระดับความสบายได้จริง

อีกหนึ่งจุดที่สะท้อนแนวคิด “Life Upgrader – อัปชีวิตให้เหนือกว่า” คือการออกแบบห้องโดยสารแบบ 6 ที่นั่ง 3 แถว พร้อมเบาะแถวที่สองแบบ Captain Seat แยกอิสระ ซึ่งถือเป็นหนึ่งเดียวในเซกเมนต์นี้ การเลือกใช้เบาะลักษณะนี้นับเป็นการแก้ Pain Point ของผู้ใช้งานจริง ทั้งในเรื่องความสบายของผู้โดยสาร การขึ้น-ลงรถ และความยืดหยุ่นในการใช้งาน โดยเฉพาะเมื่อต้องเดินทางพร้อมผู้โดยสารหลายคนหรือเดินทางร่วมกับสมาชิกในครอบครัวจากหลากหลายเจเนอเรชัน

จุดสำคัญอยู่ที่การออกแบบ Walk Through ระหว่างเบาะแถวที่สอง ซึ่งช่วยให้สามารถเดินเข้าสู่เบาะแถวที่สามได้โดยง่าย ไม่ต้องพับหรือเลื่อนเบาะให้ยุ่งยากเหมือนรถ MPV ทั่ว ๆ ไป ขณะเดียวกัน เบาะแถวที่สามของ Hyundai new STARGAZER ยังถูกออกแบบให้ “ผู้ใหญ่นั่งได้จริง” รองรับการใช้งานเต็ม 6 ที่นั่งได้อย่างสบาย พร้อมพื้นที่เก็บสัมภาระที่สามารถขยายได้สูงสุดถึง 1,892 ลิตร เมื่อพับเบาะแถวที่สองและสาม ทำให้รถคันนี้สามารถปรับบทบาทเพื่อตอบโจทย์ทั้งการเป็นรถครอบครัว ไปจนถึงรถสำหรับใช้งานเชิงธุรกิจได้ในคันเดียว ตอกย้ำความครบจบทุกบทบาทแบบไม่ต้องเลือก

สมรรถนะเน้นความนุ่มนวลและประหยัด

The new STARGAZER ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ 1.5 MPi ให้กำลังสูงสุด 113 แรงม้า และแรงบิด 144 นิวตันเมตร จับคู่เกียร์ IVT (Intelligent Variable Transmission) ที่เน้นความต่อเนื่องของอัตราเร่งและความนุ่มนวลในการขับขี่ ให้คาแรกเตอร์ที่เหมาะกับการใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน การตอบสนองคันเร่งควบคุมง่าย โดยเฉพาะในสภาพการจราจรเมืองที่ต้องการความลื่นไหลมากกว่าความดุดัน พร้อมความประหยัดน้ำมันสูงสุด 17.24 กม./ลิตร(1) เพื่อมอบความคุ้มค่าในการใช้งานสูงสุด

อีกหนึ่งจุดที่ได้รับการพัฒนาอย่างชัดเจนคือ NVH (Noise, Vibration, Harshness) ที่ช่วยลดเสียงรบกวนและแรงสั่นสะเทือน ทำให้ห้องโดยสารเงียบและผ่อนคลายมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเดินทางหลายคน ขณะที่ช่วงล่างหน้าแมคเฟอร์สันสตรัทและหลังทอร์ชั่นบีม ที่เซตมาในโทน “นุ่มแต่คุมได้” รองรับทั้งการใช้งานในเมืองและการเดินทางไกลได้อย่างมั่นใจ โดยรวมแล้ว The new STARGAZER จึงเป็นรถที่ขับง่าย นั่งสบาย และเหมาะกับการใช้งานทุกวัน

The new STARGAZER จึงเป็นตัวเลือกที่สะท้อนแนวคิดของรถครอบครัวยุคใหม่ ที่มองไกลกว่าจำนวนที่นั่ง และให้ความสำคัญกับความปลอดภัย ความสะดวกสบาย และความสามารถในการรองรับการใช้งานที่หลากหลายในชีวิตประจำวันได้อย่างชัดเจน โดยรถ Hyundai new STARGAZER เปิดตัว 2 รุ่นย่อยในประเทศไทย ได้แก่ รุ่น Trend 6 ในราคาแนะนำพิเศษช่วงเปิดตัว 719,000 บาท(2) (จากราคาปกติ 795,000 บาท) และรุ่น Smart 6 ในราคาแนะนำพิเศษช่วงเปิดตัว 799,000(2) บาท (จากราคาปกติ 875,000 บาท)

พิเศษสุดๆ สำหรับลูกค้าที่จองรถยนต์ฮุนไดรุ่นใดก็ได้ ที่บูธฮุนได ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ จะได้รับ Samsung B-Series Soundbar HW-B400F มูลค่า 2,990 บาท เป็นของสมนาคุณ (จำนวนจำกัด) และสำหรับ The new STARGAZER ลูกค้าจะได้รับ Samsung Music Frame HW-LD60D มูลค่า 12,990 บาท (จำนวนจำกัด) เมื่อส่งมอบรถยนต์ เพื่อยกระดับประสบการณ์ความบันเทิงภายในบ้านควบคู่ไปกับการใช้งานรถยนต์ในชีวิตประจำวันได้อย่างลงตัว โดยสามารถสัมผัสตัวรถคันจริงและรับข้อเสนอพิเศษได้ที่บูธฮุนได หมายเลข A12 ภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2026 ณ อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ เมืองทองธานี ตั้งแต่วันนี้ – 5 เมษายน 2569

หมายเหตุ:

(1)อัตราการใช้น้ำมันอ้างอิงสภาวะนอกเมือง ตามข้อมูลจาก Eco Sticker
(2)จำนวนจำกัด สำหรับลูกค้า 100 ท่านแรก ที่จองและรับรถภายในวันที่ 23 มีนาคม – 30 เมษายน 2569 เท่านั้น


51Talk ฉลอง 15 ปี ผู้นำแพลตฟอร์มเรียนอังกฤษออนไลน์สำหรับเด็ก

51Talk (ไฟฟ์วันทอล์ก) แพลตฟอร์มการเรียนภาษาอังกฤษออนไลน์สำหรับเด็กชั้นนำระดับโลก ประกาศฉลองความสำเร็จ ครบรอบ 15 ปี เดินหน้ายกระดับแบรนด์ครั้งสำคัญ เปิดตัวครอบครัวซุปเปอร์สตาร์ระดับแนวหน้าของเมืองไทย ‘ชาคริต แย้มนาม’ พร้อมด้วยภรรยา คุณ ‘แอน ภัททิรา’ และ ‘น้องโพธิ์’ ลูกชาย ในฐานะแบรนด์แอมบาสเดอร์อย่างเป็นทางการ ความร่วมมือในครั้งนี้เป็นการตอกย้ำความสำเร็จ ตลอด 15 ปี ของ 51Talk ในการมุ่งมั่นพัฒนาศักยภาพเยาวชนทั่วโลก ผ่านเอกลักษณ์การผสานศักยภาพของครูชาวต่างชาติที่เชี่ยวชาญด้านภาษาและมีทักษะการสอนสำหรับเด็ก 3-15 ปี เข้ากับเทคโนโลยี AI อันล้ำสมัยได้อย่างลงตัว

นับตั้งแต่ก่อตั้งในปี 2554 แนวทางการเรียนรู้ภาษาอังกฤษที่โดดเด่นและแตกต่างของ 51Talk ประสบความสำเร็จและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล จนสามารถเข้าถึงผู้เรียนได้กว่า 40 ล้านคน ใน 50 ประเทศทั่วโลก แพลตฟอร์มมีความเชี่ยวชาญในการมอบการเรียนภาษาอังกฤษออนไลน์แบบตัวต่อตัวโดยตรงจากครูผู้สอน ในขณะเดียวกัน เทคโนโลยี AI ช่วยวิเคราะห์และออกแบบเส้นทางการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับนักเรียน เพื่อให้เหมาะสมกับศักยภาพของเด็ก ๆ แต่ละคนได้อย่างแม่นยำ

สำหรับ ชาคริต แย้มนาม นักแสดง และอินฟลูเอนเซอร์เจ้าของช่อง ‘Bodhiboyy’ ใน TikTok มองว่า 51Talk มีความโดดเด่นทั้งในด้านความเป็นมืออาชีพและรูปแบบการเรียนรู้ที่เป็นมิตรต่อเด็ก ซึ่งในฐานะหัวหน้าครอบครัว คุณชาคริตมองหาตัวช่วยที่สามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่ยุ่งและตารางงานที่อัดแน่น โดยที่เขายังสามารถให้ความสำคัญกับสิ่งที่สำคัญที่สุดได้อย่างไม่บกพร่อง นั่นคือ ‘น้องโพธิ์’ ลูกชายวัย 7 ขวบ ที่รักของแฟน ๆ ที่ปรากฏตัวผ่านช่องทาง TikTok ของคุณชาคริต “ในฐานะพ่อ ผมอยากมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับครอบครัวเสมอ โดยเฉพาะลูกชายของผม ด้วยความที่ผมมีเวลาค่อนข้างจำกัด ผมจึงไว้วางใจให้ 51Talk ดูแลภาษาอังกฤษให้กับน้องโพธิ์ คุณครูสอนแบบตัวต่อตัวและรู้วิธีการเข้าถึงเด็ก ๆ ซึ่งน้องโพธิ์ชอบและสนุกกับการเรียนมากครับ”

ด้านคุณแม่ของน้องโพธิ์ แอน ภัททิรา กล่าวเสริมว่า “ที่บ้านของเรา เราอยากให้การเรียนรู้ของลูกเป็นไปอย่างธรรมชาติที่สุด เพื่อให้เขาสนุกไปกับการเรียน เราอยากสนับสนุนการเติบโตและส่งเสริมความอยากรู้อยากเห็นของเขา โดยที่ไม่สร้างความกดดันให้ลูก เมื่อเห็นเขาเรียนอย่างมีความสุข นั่นคือสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับเราในฐานะพ่อแม่ค่ะ” 

น้องโพธิ์ หนุ่มน้อยวัย 7 ขวบที่พกพาความมั่นใจมาเต็มเปี่ยม อีกทั้งยังมีทักษะการสื่อสารที่ดูเป็นธรรมชาติ แชร์ความตื่นเต้นเกี่ยวกับประสบการณ์การเรียนรู้อันสนุกสนานนี้ว่า “ผมชอบเล่นเกมกับคุณครูมากครับ 51Talk ทำให้การเรียนภาษาอังกฤษของผมเหมือนการเล่นเกม ทำให้ผมสนุกไปกับการเรียนและได้ค้นหาวิธีการสื่อสารของตัวเองไปพร้อมกัน คุณครูยังช่วยให้ผมได้ฝึกมากกว่าการพูดคุยทั่วไป คือได้เรียนรู้การแสดงความคิดเห็นและนำเสนอในแบบของตัวเอง ซึ่งทำให้ผมมั่นใจมากขึ้นเวลาออกไปพรีเซนต์หน้าชั้นเรียน และรู้สึกว่าการนำเสนอเป็นภาษาอังกฤษเป็นเรื่องที่สนุกและทำได้อย่างเป็นธรรมชาติครับ”

51Talk ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยให้เด็ก ๆ ก้าวข้ามความกลัวในการใช้ภาษาอังกฤษ กับแคมเปญ “Fight Every Fear with 51Talk” โดยการปรับเปลี่ยนการเรียนรู้ให้เป็นประสบการณ์ที่สนุกสนาน เข้าถึงง่าย และเปี่ยมด้วยประสิทธิภาพ ด้วยการสนับสนุนจากครูผู้สอนที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน TESOL กว่า 10,000 คน ซึ่งผ่านการอบรมด้านจิตวิทยาเด็ก ผสมผสานกับหลักสูตรอัจฉริยะที่ถูกออกแบบด้วยเทคโนโลยี AI ขั้นสูง ทำให้ 51Talk สามารถเชื่อมโยงปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูผู้สอนและนักเรียนให้เข้ากับเทคโนโลยีอัจฉริยะที่ออกแบบการเรียนการสอนออนไลน์แบบตัวต่อตัว ในรูปแบบเกม รวมทั้งคอร์สเรียนเสริมต่าง ๆ เพื่อพัฒนาทักษะเฉพาะด้าน เสริมสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้เรียน ทำให้เด็ก ๆ กล้าที่จะเปิดรับและสื่อสารกับผู้คนที่หลากหลาย มีความคุ้นชินในการสื่อสารที่ไม่จำกัดแต่เพียงในห้องเรียน แต่มีความมั่นใจในการใช้ภาษาอังกฤษในโลกยุคปัจจุบันที่เชื่อมเข้าหากัน

โรเจอร์ พาโรดิ หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์ของ 51Talk ได้กล่าวย้ำถึงวิสัยทัศน์แห่งอนาคตและความมุ่งมั่นที่มีต่อประเทศไทยว่า “ที่ 51Talk เราคือบริษัท AI-native ที่มุ่งเน้นการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีและปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์เข้าด้วยกันให้ได้อย่างลงตัวที่สุด แม้ว่าระบบขับเคลื่อนด้วย AI จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุดให้การเรียนรู้ แต่หัวใจสำคัญของพันธกิจของเรายังคงเป็น ความเชื่อมโยงระหว่างครูและนักเรียน ดังนั้น ในโอกาสฉลองครบรอบ 15 ปีนี้ เราจึงมุ่งมั่นที่จะเสริมสร้างความมั่นใจให้แก่คุณพ่อคุณแม่ในประเทศไทย ในการเตรียมความพร้อมให้เด็ก ๆ มีความมั่นใจในการสื่อสารภาษาอังกฤษกับคนทั่วโลก ตลอดระยะเวลา 15 ปีที่ผ่านมา 51Talk ยังคงยืนหยัดในการทลายกำแพงทางด้านภาษาเพื่อเปิดประตูสู่โอกาสในระดับสากล ให้เด็กไทยทุกคนสามารถเติบโต โดดเด่น และก้าวไปข้างหน้าในฐานะพลเมืองโลกได้อย่างมั่นใจ”

นอกจากนี้ เพื่อตอกย้ำการปรับโฉมแบรนด์ครั้งใหญ่ 51Talk ได้เปิดตัว “Toki” (โทกิ) มาสคอตตัวใหม่สุดร่าเริงจากดาว “ลิงกัวร์” (Lingua) โดยโทกินั้นเป็นนกมหัศจรรย์ที่เป็นตัวแทนของความอบอุ่น ความอยากรู้อยากเห็น และความกล้าที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ที่มาพร้อมภารกิจสำคัญในการสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กไทยกล้าที่จะ Speak Up (สื่อสารอย่างมั่นใจ) Stand Out (โดดเด่นในฐานะผู้นำ) และ Succeed (คว้าความสำเร็จด้วยการใช้ภาษาอังกฤษเชื่อมต่อกับโลกกว้าง) ผ่านระบบการเรียน AirClass ซึ่งเป็นเอกสิทธิ์เฉพาะของทาง 51Talk โดยโทกิจะทำหน้าที่เป็นเพื่อนร่วมเดินทางที่จะพาเด็ก ๆ ก้าวเข้าสู่โลกแห่งการเรียนรู้ผ่านรูปแบบเกมต่าง ๆ ที่เต็มไปด้วยความสนุกและมีประสิทธิภาพ รวมทั้งเป็นเพื่อนคู่คิดที่จะช่วยกระตุ้นการมีปฏิสัมพันธ์ ในระหว่างการเดินทาง เพื่อให้เด็ก ๆ เพลิดเพลินไปกับหลักสูตรและการมีส่วนร่วมผ่านประสบการณ์การเรียนรู้ที่สมจริง

ในโอกาสก้าวสู่ปีที่ 15 แห่งความก้าวหน้าในการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ 51Talk ขอเชิญชวนครอบครัวชาวไทยมาร่วมเส้นทางการเรียนรู้แห่งอนาคต นำทัพความไว้วางใจด้วยครอบครัวคุณชาคริต แย้มนาม ทั้งนี้ 51Talk ยังคงเดินหน้าพัฒนาศักยภาพให้แก่นักเรียน เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจให้แก่เด็ก ๆ ในการใช้ภาษาอังกฤษเป็นใบเบิกทางในการก้าวเข้าสู่โลกกว้าง จากความมุ่งมั่นที่เน้นให้ทุกคนกล้าที่จะ Speak Up, Stand Out และ Succeed ทาง 51Talk เล็งเห็นว่าประเทศไทยคือเสาหลักสำคัญที่จะสามารถเติบโตได้ในระดับภูมิภาค และต่อยอดเพื่อมอบประสบการณ์การเรียนรู้ภาษาอังกฤษที่มีประสิทธิภาพให้แก่ครอบครัวทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้


‘นิสสัน’ เปิดสายการผลิต “นิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ ใหม่” ในไทย!

นิสสัน ประเทศไทย ประกาศเริ่มเดินเครื่องเปิดสายการผลิตรถยนต์คอมแพคเอสยูวีรุ่นล่าสุด “นิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ ใหม่” ที่โรงงานผลิตในประเทศไทย นับเป็นก้าวสำคัญอีกครั้งของความมุ่งมั่นที่จะดำเนินธุรกิจในประเทศไทย ซึ่งเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกที่สำคัญของนิสสันในภูมิภาคอาเซียน โดยคาดว่าจะเริ่มส่งมอบรถยนต์ให้แก่ลูกค้าได้ในเดือนพฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป

โชเฮย์ ยามาซากิ ประธานคณะกรรมการบริหารประจำภูมิภาค ญี่ปุ่น/อาเซียน และ AFL (Chairperson of the Management Committee for Japan/ASEAN &AFL) บริษัท นิสสัน มอเตอร์ จำกัด กล่าวว่า นิสสันดำเนินธุรกิจในประเทศไทยมายาวนานกว่า 73 ปี และยังคงมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์และยกระดับศักยภาพการผลิต เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างต่อเนื่อง วันนี้นับเป็นอีกหนึ่งเป้าหมายสำคัญกับการเริ่มสายการผลิต ‘นิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ ใหม่’ ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพ และความเชี่ยวชาญในการผลิตยานยนต์ของคนไทย พร้อมส่งมอบรถยนต์คุณภาพมาตรฐานญี่ปุ่นสู่ผู้ขับขี่อย่างมีประสิทธิภาพ”

นิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ ใหม่ เป็นคอมแพคเอสยูวีรุ่นล่าสุดที่เพิ่งเปิดตัวในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ครั้งที่ 47 ตามกลยุทธ์การนำเสนอยานยนต์ที่ใช้เทคโนโลยี อี-พาวเวอร์ เอกสิทธิ์ของนิสสัน  โดย นิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ใหม่ มาพร้อมรูปโฉมที่โฉบเฉี่ยว ปราดเปรียว ติดตั้งเครื่องยนต์ อี-พาวเวอร์ พร้อมระบบช่วยขับขี่อัจฉริยะ ProPILOT ที่พร้อมประสบการณ์การขับขี่ที่น่าประทับใจและสนุกสนานทุกเส้นทาง

โดยภายในงาน ได้รับเกียรติจาก โชเฮย์ ยามาซากิ ประธานคณะกรรมการบริหารประจำภูมิภาคญี่ปุ่น/อาเซียน และ AFL บริษัท นิสสัน มอเตอร์ จำกัด และ โทชิฮิโระ ฟูจิคิ Corporate Executive, Global Aftersales บริษัท นิสสัน มอเตอร์ จำกัด ประเทศญี่ปุ่น และอดีตประธาน นิสสัน อาเซียน และนิสสัน ประเทศไทย พร้อมด้วยพันธมิตรสำคัญจากกลุ่มสยามกลการ ได้แก่ ดร.พรเทพ พรประภา ประธานกรรมการ กลุ่มสยาม มอเตอร์ และ นายประกาสิทธิ์ พรประภา กรรมการผู้จัดการ รวมถึงผู้บริหารระดับสูงจากนิสสัน ประเทศไทย และกลุ่มสยามกลการ เข้าร่วมงานในครั้งนี้


GWM คว้ารางวัล TAIA-AIC Traffic Safety Awards 2025 ตอกย้ำมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล

หนึ่งเดียวแบรนด์รถจีน! GWM (Thailand) เดินหน้าสร้างความแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง ด้วยการคว้ารางวัล TAIA-AIC Traffic Safety Awards 2025 จากโครงการประกวดมาตรการองค์กรส่งเสริมความปลอดภัยทางถนน ซึ่งจัดขึ้นโดยสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย เมื่อวันอังคารที่ 31 มีนาคม 2569 โดย GWM นับเป็นแบรนด์รถยนต์จีนเพียงรายเดียวที่ได้รับรางวัลด้านความปลอดภัยในครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ในการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยอย่างรอบด้าน ครอบคลุมทั้งด้านผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยี และการดำเนินงานองค์กร เพื่อสร้างระบบนิเวศการเดินทางที่ปลอดภัยและยั่งยืนสำหรับผู้ใช้งานชาวไทย พร้อมตอกย้ำวิสัยทัศน์ในการเป็นแบรนด์ยานยนต์ที่ครอบคลุมทุกพลังงานที่ให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยในทุกมิติ

ภายในงานได้รับมอบรางวัลอันทรงเกียรติจาก สุวัชร์ ศุภกาญจน์เดชากุล นายกสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย สุรศักดิ์ จรินทร์ทอง นายกสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย และ ดร.ปราจิน เอี่ยมลำเนา ประธานกรรมการบริหาร บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) โดยมีครรชิต ไชยสุโพธิ์ รองประธานฝ่ายกิจการองค์กรและรัฐกิจสัมพันธ์ เป็นตัวแทนจาก GWM (Thailand) เข้าร่วมรับรางวัล ภายในงาน “TAIA Meets the Press” ซึ่งได้รับเกียรติจากผู้บริหารระดับสูงจากอุตสาหกรรมยานยนต์ รถจักรยานยนต์ และภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง สะท้อนถึงความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนมาตรฐานความปลอดภัยบนท้องถนนของประเทศไทยให้ก้าวสู่ระดับสากล

รางวัล TAIA-AIC Traffic Safety Awards 2025 ถือเป็นการการันตีความเป็นเลิศด้านการบริหารจัดการความปลอดภัยทางถนน เพื่อส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาและปรับปรุงมาตรการด้านความปลอดภัยทางถนนอย่างต่อเนื่องในกลุ่มผู้ผลิตรถยนต์ รถจักรยานยนต์ ชิ้นส่วนยานยนต์ และซัพพลายเออร์ อีกทั้งเพื่อสนับสนุนเป้าหมายด้านความปลอดภัยทางถนนระดับประเทศและระดับโลกสู่การลดอัตราการเสียชีวิตเป็นศูนย์ (ZERO Fatalities) โดยมีเกณฑ์การพิจารณาครอบคลุม 6 ด้านสำคัญ ได้แก่

  1. นโยบายด้านความปลอดภัย (Policy)
  2. การจัดตั้งทีมรับผิดชอบ (Team)
  3. การส่งเสริมการใช้หมวกกันน็อคและเข็มขัดนิรภัย 100% (Helmet & Belt Usage)
  4. การอบรมพนักงานทั้งแบบ Onsite และ Online (Training)
  5. การส่งเสริมการมีใบขับขี่อย่างถูกต้อง (License Promotion)
  6. การจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลอุบัติเหตุ (Accident Data)

ซึ่งสะท้อนถึงแนวทางการดำเนินงานของ GWM ที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยเชิงระบบ (Systematic Safety Approach) ตั้งแต่ระดับนโยบายองค์กรไปจนถึงพฤติกรรมการใช้งานจริง พร้อมยืนยันถึงมาตรฐานการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคม และตอกย้ำว่า GWM คือแบรนด์รถยนต์จีนเพียงรายเดียวที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรติในครั้งนี้

เวยน์ โจว กรรมการผู้จัดการ GWM (Thailand) กล่าวว่า “ความปลอดภัยคือรากฐานสำคัญของการพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์แห่งอนาคต GWM เชื่อมั่นว่าการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ใช้งานไม่ได้เกิดจากนวัตกรรมเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมาจากมาตรฐานการดำเนินงานที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การพัฒนาเทคโนโลยี การผลิต การให้บริการ ไปจนถึงการส่งเสริมวัฒนธรรมความปลอดภัยภายในองค์กร รางวัล TAIA-AIC Traffic Safety Awards 2025 ในครั้งนี้ จึงเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ถึงความตั้งใจของ GWM ในการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง พร้อมเดินหน้าส่งมอบประสบการณ์การขับขี่ที่มั่นใจได้ในระยะยาว เพื่อสร้างความไว้วางใจและเติบโตไปพร้อมกับผู้บริโภคชาวไทยอย่างยั่งยืน”


DEFENDER TROPHY เผยรายชื่อผู้ชนะในเวทีเอเชียแปซิฟิก!

ชาร์ลส์ เมอร์เรย์ (Charles Murray) จากนิวซีแลนด์ และ รอน อึง (Ron Ng) จากสิงคโปร์ ได้รับการประกาศให้เป็นผู้ชนะจากภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกในการแข่งขัน Defender Trophy หลังฝ่าด่านรอบคัดเลือกอันเข้มข้นตลอด 2 วัน ท่ามกลางภูมิประเทศภูเขาสุดท้าทายในเมืองเกาสง ประเทศไต้หวัน

ทั้งสองได้รับการคัดเลือกจากผู้เข้าแข่งขันทั้งหมด 24 คน จากฮ่องกง อินโดนีเซีย นิวซีแลนด์ ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม โดยจะเป็นตัวแทนภูมิภาคเพื่อเดินทางสู่การแข่งขันรอบชิงชนะเลิศระดับโลกที่ทวีปแอฟริกาในช่วงปลายปีนี้ เพื่อเข้าร่วมภารกิจผจญภัยสุดยิ่งใหญ่ร่วมกับผู้ชนะจากภูมิภาคอื่นทั่วโลก ซึ่งจัดขึ้นโดยความร่วมมือกับ Tusk พันธมิตรด้านการอนุรักษ์สัตว์ป่าที่ทำงานร่วมกับ Defender มาอย่างยาวนาน

การแข่งขันรอบคัดเลือกในระดับเอเชียแปซิฟิก จัดขึ้นท่ามกลางภูมิประเทศที่มีเทือกเขาสลับซับซ้อนทางตอนใต้ของประเทศไต้หวัน โดยออกแบบมาเพื่อทดสอบทั้งไหวพริบ ความอึด และการทำงานเป็นทีม ผู้เข้าแข่งขันต้องเผชิญกับภารกิจหลากหลายผสมผสานทักษะการขับขี่ การผจญภัย และพละกำลังเข้าด้วยกัน อย่างการขับรถในเส้นทางที่ต้องอาศัยการควบคุมรถเชิงเทคนิคที่แม่นยำและการเลือกเส้นทางอย่างชาญฉลาด เพื่อฝ่าด่านอุปสรรคที่บีบคั้นด้วยเวลา ในขณะที่ต้องผจญภัยโดยต้องร่วมมือกันขนย้ายอุปกรณ์หนัก ไปจนถึงการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการสร้างสรรค์สิ่งปลูกสร้างที่ใช้งานได้จริง

นอกจากนี้ ยังมีการทดสอบสมรรถภาพร่างกายอย่างเข้มข้น ทั้งการแบกน้ำหนักและการออกแรงผลัก-ดึง เพื่อวัดความแข็งแกร่งและความทรหดของผู้เข้าแข่งขัน แต่ละด่านล้วนต้องอาศัยทั้งทักษะการขับขี่ การวางแผนเชิงกลยุทธ์ และการสื่อสารที่ชัดเจนภายใต้แรงกดดัน

โดยผู้เข้าแข่งขันจะต้องฝ่าด่านอุปสรรคด้วยยานยนต์ ขับผ่านเส้นทางลาดชันและจุดอันตรายที่ซ่อนอยู่ สร้างสะพานเชือก ขนส่งอุปกรณ์ผ่านภูมิประเทศยากลำบาก รวมถึงภารกิจขับรถในเวลากลางคืน

ซึ่งผู้ชนะจากเอเชียแปซิฟิกโดดเด่นด้วยความนิ่ง ความคิดเชิงกลยุทธ์ และทักษะเชิงเทคนิคที่สม่ำเสมอในทุกด่าน ความสามารถในการปรับตัวอย่างรวดเร็วต่อสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง และการสนับสนุนซึ่งกันและกันในสถานการณ์ท้าทาย คือสิ่งที่ทำให้พวกเขาเหนือกว่าคู่แข่ง

การ์ธ เทิร์นบูล (Garth Turnbull) กรรมการผู้จัดการ จากัวร์ แลนด์ โรเวอร์ เอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า “เอเชียแปซิฟิกเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีความหลากหลายและเปี่ยมด้วยพลังที่สุดในโลก ซึ่งภาพความโดดเด่นเหล่านี้ได้สะท้อนออกมาอย่างชัดเจนผ่านศักยภาพของการแข่งขันที่ประเทศไต้หวัน เพราะสำหรับ Defender Trophy ไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันด้านทักษะเทคนิค แต่ยังสะท้อนถึงความทรหด การทำงานเป็นทีม และความเคารพต่อสิ่งแวดล้อมที่เราเข้าไปสำรวจ เราภูมิใจที่ได้เห็นตัวแทนจากเอเชียแปซิฟิกก้าวสู่เวทีระดับโลกที่แอฟริกา พวกเขาคือภาพสะท้อนของจิตวิญญาณแห่งการผจญภัยและเป้าหมายที่ชัดเจนของ Defender และเราตั้งตารอที่จะได้เห็นพวกเขาแข่งขันในเวทีโลก เพื่อสนับสนุน Tusk พันธมิตรด้านการอนุรักษ์ที่ทำงานร่วมกับเรามาอย่างต่อเนื่อง”

การแข่งขันรอบคัดเลือกในเอเชียแปซิฟิกครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการกลับมาจัดการแข่งขันระดับโลกของ Defender ซึ่งถือเป็นซีรีส์ใหม่ที่ดีไซน์การแข่งขัน ที่ไม่เพียงทดสอบศักยภาพของมนุษย์ แต่ยังมุ่งสร้างผลกระทบเชิงบวกที่ส่งต่อผู้คนและสถานที่ที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ การแข่งขันรอบถัดไปจะจัดขึ้นในเดือนหน้า กับรอบชิงชนะเลิศโซนอเมริกาเหนือ ณ บริติชโคลัมเบีย ประเทศแคนาดา

สัมผัสตำนาน: Defender 110 Trophy Edition และ Defender รุ่นปรับโฉมใหม่

 หัวใจสำคัญของการผจญภัยครั้งนี้คือ Defender 110 Trophy Edition รถยนต์ที่พร้อมสำหรับการเดินทางสำรวจ ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเชิดชูตำนานของ Defender ควบคู่กับการรองรับการผจญภัยในยุคปัจจุบัน

รถรุ่นดังกล่าวถูกนำเสนอในวาระเฉลิมฉลองครบรอบ 45 ปีของการแข่งขัน Camel Trophy ที่เสมือนเป็นสัญลักษณ์แห่งตำนานของ Defender ทั้งในด้านความทรหดและการทำงานเป็นทีม โดยตัวรถที่มาในสีพิเศษ Deep Sandglow Yellow นั้น ไม่เพียงแต่เป็นการยกย่องหน้าประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา แต่ยังพร้อมที่จะส่งต่อจิตวิญญาณแห่งการสำรวจนี้ในอนาคต

โดยจิตวิญญาณแห่งการผจญภัยนี้ยังคงได้รับการสืบทอดอย่างต่อเนื่องผ่านการเปิดตัว Defender รุ่นปรับโฉมใหม่ ที่ก้าวล้ำไปอีกขั้นให้มีความโดดเด่นและใช้งานง่ายยิ่งขึ้น ด้วยดีไซน์ภายนอกที่ปรับปรุงใหม่ ทั้งไฟหน้า-ท้ายที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ โทนสีตัวถัง และล้อดีไซน์ใหม่ ตอกย้ำเอกลักษณ์อันแข็งแกร่งทั้งบนถนนและเส้นทางออฟโรด

ภายในห้องโดยสารมาพร้อมหน้าจออินโฟเทนเมนต์แบบสัมผัสขนาด 13.1 นิ้ว ที่ใช้งานสะดวกยิ่งขึ้น รวมถึงเทคโนโลยีอย่างระบบ Adaptive Off-Road Cruise Control ที่ช่วยให้การขับขี่ในเส้นทางท้าทายเป็นไปอย่างมั่นใจและแม่นยำมากขึ้น โดยการยกระดับสมรรถนะในครั้งนี้ครอบคลุมทั้งรุ่น 90, 110 และ 130 สะท้อนถึงการพัฒนาอย่างต่อเนื่องของรถยนต์ 4×4 ที่พร้อมลุยทุกเส้นทาง โดยยังคงรักษาสมรรถนะหลักไว้อย่างครบถ้วน

ทั้ง Defender Trophy และการเปิดตัว Defender ไลน์อัปใหม่ล่าสุดนี้ ล้วนสะท้อนถึงความมุ่งมั่นอย่างไม่หยุดยั้งของ    แบรนด์ ในการสร้างสรรค์ประสบการณ์การผจญภัยที่มีความหมาย โดยเป็นการผสมผสานระหว่างมรดกอันล้ำค่า สมรรถนะที่เหนือชั้น และนวัตกรรมสมัยใหม่ เพื่อตอบโจทย์เหล่านักสำรวจรุ่นใหม่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ


Cargo X – Cargo Xtra พร้อมทางเลือกการชาร์จ 2 รูปแบบ

Aionex (เอไอออเนกซ์) เปิดตัวรถจักรยานยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ Cargo X และ Cargo Xtra เจาะตลาดโลจิสติกส์ในไทย เสริมทัพโซลูชันบริหารฟลีทอัจฉริยะ จับมือพันธมิตร มุ่งผลักดันประเทศไทยสู่การขนส่งสีเขียวอย่างยั่งยืน ภายใต้แนวคิด “One Family, Endless Green”

Aionex ได้พัฒนา Cargo X และ Cargo Xtra ให้เป็นรุ่นเด่นสำหรับการใช้งานเชิงพาณิชย์ โดยออกแบบมาเพื่อรองรับการใช้งานในชีวิตประจำวันของภาคธุรกิจ ทั้งในด้านประสิทธิภาพ ความคุ้มค่า และความคล่องตัวในการดำเนินงาน โดยทั้งสองรุ่นมาพร้อมทางเลือกการชาร์จ 2 รูปแบบ ได้แก่ ระบบสลับแบตเตอรี่ของ Aionex และ Home Charger ขับเคลื่อนด้วยกำลังมอเตอร์สูงสุด 3,600 วัตต์ ให้ความเร็วสูงสุด 85 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และอัตราเร่งจาก 0–50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ภายใน 6.8 วินาที พร้อมแบตเตอรี่คู่ที่รองรับระยะทางขับขี่สูงสุด 130 กิโลเมตร (ภายใต้สภาวะการทดสอบมาตรฐาน)

ด้านความปลอดภัยและฟังก์ชันการใช้งาน ทั้งสองรุ่นมาพร้อมระบบ CBS (Combined Braking System) ช่วยกระจายแรงเบรกระหว่างล้อหน้าและล้อหลัง เพิ่มความสมดุลในการขับขี่ รวมถึงหน้าจอ LCD และระบบไฟส่องสว่างแบบ LED นอกจากนี้ ยังมี iFleet Intelligent Management ระบบบริหารจัดการฟลีทรถอัจฉริยะ ที่ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถติดตามและควบคุมยานพาหนะได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านการแสดงผลข้อมูลแบบเรียลไทม์ พร้อมฟังก์ชัน Remote Turn On การสั่งงานจากระยะไกล ฟีเจอร์ Geofencing เพื่อกำหนดขอบเขตการใช้งาน และ Event Monitoring สำหรับแจ้งเตือนพฤติกรรมการใช้งานที่ผิดปกติ ซึ่งระบบดังกล่าวช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถมองเห็นสถานะรถได้อย่างชัดเจน ควบคุมการใช้งานได้ดียิ่งขึ้น ลดความเสี่ยง และเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารทรัพย์สินและต้นทุนในแต่ละวัน

ทั้งนี้ Aionex ยังมีแผนขยายความร่วมมือกับพันธมิตร เพื่อผลักดันระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยได้ร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ G Capital ในการพัฒนาโครงการ Green Sandbox ในพื้นที่ศักยภาพ อาทิ เกาะเต่า โดยมุ่งเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรถเช่าในท้องถิ่น หน่วยงานภาครัฐ และพันธมิตรในพื้นที่ เข้ามามีส่วนร่วมในการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้ยานยนต์ไฟฟ้า ภายใต้การสนับสนุนด้านนโยบายและโซลูชันทางการเงิน ที่ช่วยลดอุปสรรคในการเริ่มต้นและเร่งการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว

Gary Ting ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอไอออเนกซ์ จำกัด หรือ Aionex บริษัทร่วมทุนระหว่างไต้หวันและไทย ผู้นำด้านนวัตกรรมแพลตฟอร์มสลับแบตเตอรี่และโครงสร้างพื้นฐานสำหรับจักรยานยนต์ไฟฟ้า (Electric Two Wheeler:E2W) เล่าว่า บริษัทได้เปิดตัวรถจักรยานยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ Cargo X และ Cargo Xtra อย่างเป็นทางการ ณ Aionex Flagship Store เพื่อรองรับการใช้งานเชิงพาณิชย์ของภาคธุรกิจไทย โดยการเปิดตัวครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการต่อยอดธุรกิจสู่ตลาดยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ หลังจากประสบความสำเร็จจากการเปิดตัวรถรุ่นแรก KYMCO S7 ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดี และยังได้รับรางวัล Bike of the Year 2026 สาขา EV over 5,000 watt จากบริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด สะท้อนศักยภาพและความแข็งแกร่งของแบรนด์ในตลาดยานยนต์ไฟฟ้าของไทย ตลอดจนการสร้างคุณค่าร่วมกับพันธมิตรในระยะยาว ภายใต้แนวคิด “One Family, Endless Green”


เมอร์เซเดส-เบนซ์ เผยโฉมเจ้าของผลงาน Sprinter รุ่นพิเศษคันเดียวในโลก

บริษัท เมอร์เซเดสเบนซ์ (ประเทศไทยจำกัด ต่อยอดบทบาทผู้สนับสนุนของ โรงเรียนเยาววิทย์ ที่ทำมาอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลารวมกว่า 22 ปี ตั้งแต่การก่อตั้งโรงเรียนในอำเภอกะปง จังหวัดพังงา เพื่อรองรับเยาวชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์สึนามิเมื่อปี 2547 โดยเนื่องในโอกาสการเฉลิมฉลอง 140 ปีแห่งนวัตกรรมยานยนต์ (140 Years of Innovation) ทีมผู้บริหาร นำโดย มรคริสเตียน เชลล์ ประธานบริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ได้ร่วมต้อนรับคณะครูและเด็กนักเรียนกว่า 35 คน เข้าร่วมงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 (Motor Show 2026) พร้อมพาชมผลงานของเด็กนักเรียนที่ร่วมกันระบายสีออกแบบรถแวน Mercedes-Benz Sprinter 419 Business รุ่นพิเศษ ที่ถูกนำมาจัดแสดงจริงภายในงาน

นอกจากที่เด็กๆ จะได้ร่วมชื่นชมผลงานของตัวเองและเปิดโลกนวัตกรรมยานยนต์ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ได้พาคณะครูและนักเรียนเข้าเยี่ยมชม “พิพิธภัณฑ์พระรามเก้า แหล่งเรียนรู้ด้านนิเวศวิทยา และสิ่งแวดล้อมที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน ทำให้การมาท่องเที่ยวของเด็กนักเรียนจากโรงเรียนเยาววิทย์ในครั้งนี้ เต็มไปด้วยการเรียนรู้ที่ครอบคลุมทั้งในด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมถึงการปลูกฝังแนวคิดในการรักษาสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนให้กับเด็กๆ แบบครบวงจร

ผลงานการออกแบบ Mercedes-Benz Sprinter 419 Business รุ่นพิเศษ เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่างเมอร์เซเดสเบนซ์ ประเทศไทย และศิลปินนักวาดภาพประกอบชื่อดังอย่าง คุณต๊อด – อารักษ์ อ่อนวิลัย หรือที่รู้จักกันในนาม SAHRED TOY” ที่มาร่วมดีไซน์ตัวการ์ตูนและลายเส้น ซึ่งสะท้อนแรงบันดาลใจมาจากการเฉลิมฉลอง 140 ปีแห่งนวัตกรรมยานยนต์ (140 Years of Innovation) โดยในช่วงวันเด็กแห่งชาติเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ทีมผู้บริหารได้เข้าไปเยี่ยมโรงเรียนเยาววิทย์ ที่จังหวัดพังงา พร้อมจัดกิจกรรมพิเศษให้เด็กนักเรียนทุกคนได้มีโอกาสระบายสีลงบนรถแวนคันพิเศษ เพื่อสร้างรอยยิ้มให้กับเด็กๆ ทุกคน รวมถึงการเสริมสร้างทักษะและจินตนาการด้านศิลปะให้กับเยาวชนรุ่นใหม่

ร่วมสัมผัสความน่ารักและจินตนาการของเด็กๆ ผ่านรถแวน Mercedes-Benz Sprinter 419 Business รุ่นพิเศษที่มีเพียงคันเดียวในโลก ได้ที่บูธเมอร์เซเดส-เบนซ์ ภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ณ อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 2 เมืองทองธานี ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 5 เมษายน 2569 และสำหรับผู้ที่สนใจเป็นเจ้าของรถแวน Mercedes-Benz Sprinter 419 Business รับข้อเสนอส่วนลดสูงสุด 740,000 บาท* และในรุ่น Mercedes-Benz Sprinter 419 Business Long รับส่วนลดสูงสุด 500,000 บาท*

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กำหนด เฉพาะรุ่นรถที่ร่วมรายการ

สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ตัวแทนจำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่างเป็นทางการทั้ง 31 แห่ง ทั่วประเทศ หรือผ่านช่องทางออนไลน์ที่ www.mercedes-benz.co.th หรือโทร 1250 และติดตามข่าวสารอัพเดทผ่านทาง Facebook: Mercedes-Benz Thailand IG: @MercedesBenzThailand และ LINE: @mercedesbenzth


TANKERs ส่ง “แสงสว่าง ณ กลางป่า” ลุยแม่ฮ่องสอน!

GWM (Thailand) เข้าร่วมกิจกรรมกับ TANKER Club Thailand, TANK300 Camp Travel Thailand Club และ GWM M1X แม่สอด เพื่อส่งต่อความช่วยเหลือสู่พื้นที่ขาดแคลน ภายใต้กิจกรรม “แสงสว่าง ณ กลางป่า” โดยเหล่า TANKER กว่า 60 ชีวิต ได้ขับขี่ GWM TANK 300 กว่า 26 คัน ไปยังโรงเรียนบ้านจอซิเดอเหนือ อ.แม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอนที่เข้าถึงยากเป็นลำดับ 3 ของประเทศไทย ระหว่างวันที่ 14 – 15 มีนาคม 2569 เพื่อสนับสนุนคุณภาพชีวิตและมอบโอกาสทางการศึกษาให้แก่เยาวชนในพื้นที่ห่างไกล โดยการสนับสนุนกิจกรรมดี ๆ เพื่อสังคมในครั้งนี้ เป็นหนึ่งในพันธกิจของ GWM (Thailand) ที่มุ่งมั่นและเดินหน้าส่งต่อความห่วงใยพร้อมเคียงข้างสังคมไทยอย่างยั่งยืนในระยะยาว

กิจกรรมในครั้งนี้เกิดจากความร่วมแรงร่วมใจของกลุ่ม TANKER ที่ร่วมกันนำสิ่งของจำเป็น ทำอาหารเลี้ยงน้องๆ คุณครูและจัดกิจกรรมเพื่อสร้างรอยยิ้มและแรงบันดาลใจให้กับน้อง ๆ นักเรียนในพื้นที่ห่างไกล โดยได้มีการส่งมอบระบบโซลาร์เซลล์ โดยเฉพาะแบตเตอรี่ที่ช่วยกักเก็บพลังงานไว้ใช้ในยามขาดแคลน โดยเฉพาะในช่วงหน้าฝน ช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงพลังงานไฟฟ้าเพื่อสนับสนุนการเรียนการสอน พร้อมทั้งมอบอุปกรณ์การเรียน อุปกรณ์กีฬา อุปกรณ์การเกษตร เสื้อผ้า รองเท้า และของใช้จำเป็นในชีวิตประจำวัน รวมถึงขนม ไอศกรีม และของเล่นให้กับนักเรียนที่เป็นชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยงที่อยู่ในพื้นที่มาเป็นระยะเวลายาวนาน นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมสันทนาการและเกมสร้างสรรค์ ที่ช่วยเสริมสร้างความสนุกสนานและความสัมพันธ์อันดีระหว่างนักเรียน ครูอาจารย์ และพี่ๆ TANKERs สร้างบรรยากาศความสนุกสนานและความอบอุ่นให้เกิดขึ้นตลอดระยะเวลาการจัดกิจกรรม

เหล่า TANKER จากทั่วทุกภาคของประเทศได้รวมตัวกันที่ อ.แม่สะเรียง จ. แม่ฮ่องสอน ก่อนเดินทางเข้าสู่พื้นที่ทุรกันดารและเต็มไปด้วยอุปสรรคอันท้าทาย ทั้งทางโคลน หิน ร่องลึก แอ่งน้ำ ทางชัน และพื้นที่แคบบนภูเขาอันสูงชัน แต่ด้วยสมรรถนะของ GWM TANK 300 ทั้งรุ่นไฮบริดและดีเซล ก็สามารถฝ่าฟันอุปสรรคต่าง ๆ ไปได้อย่างง่ายดาย ด้วยพละกำลัง แรงม้า แรงบิด และโหมดการช่วยเหลือการขับขี่ โหมดการขับขี่ออฟโรดที่อัดแน่นอยู่ในตัวรถ รวมถึงจิตใจอันมุ่งมั่นและสปิริตที่แรงกล้าของเหล่า TANKER จึงทำให้การขับขี่เพื่อเข้าสู่พื้นที่ยากลำบากเป็นไปได้อย่างราบรื่นและปลอดภัย

เวย์น โจว กรรมการผู้จัดการ GWM (Thailand) กล่าวว่า “GWM (Thailand) ขอขอบคุณ TANKER Club Thailand ที่ร่วมสร้างสรรค์กิจกรรมดี ๆ เพื่อสังคมในครั้งนี้ เราเชื่อว่าการเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาและทรัพยากรพื้นฐานที่จำเป็น เป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเยาวชนสู่การเป็นบุคลากรอันมีคุณค่าของประเทศไทยในอนาคต กิจกรรมในครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการส่งมอบสิ่งของที่จำเป็น แต่ยังเป็นการส่งต่อกำลังใจและสร้างรอยยิ้มให้กับน้อง ๆ ในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งสะท้อนถึงพลังของการรวมตัวกันระหว่างชาว TANKERs และจิตอาสาทุกภาคส่วน รวมถึง GWM (Thailand) ที่ร่วมกันสร้างคุณค่า โอกาส และผลักดันสังคมไทยให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ แข็งแกร่ง และยั่งยืน”

#GWM #GWMThailand #GWMTH #TANK300  #TANK300DIESEL #GWMTANK300DIESEL #TANKER #CSR


Privacy Preference Center