ดูคาติเปิดตัวรถรุ่นใหม่ในงาน Motor Show 2020
ดูคาติไทยแลนด์เปิดตัวบิ๊กไบค์ระดับพรีเมียมที่อัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย เผยโฉม 2 รุ่นใหม่ ทั้ง New Panigale V4 (พานิกาเล่ วีโฟร์ ใหม่ เวอร์ชั่นปี 2020) และ Scrambler 1100 Pro (สแครมเบลอร์ หนึ่งพันหนึ่งร้อย โปร) พร้อมเผยสีใหม่ Diavel 1260 S ในงานมอเตอร์โชว์ 2020
สมรรถ รอบบรรเจิด กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดูคาทิสติ จำกัด หรือ ดูคาติไทยแลนด์ กล่าวถึงไฮไลท์ในการเข้าร่วมงาน Motor Show 2020 ว่า “สำหรับงาน Motor Show 2020 ในปีนี้ ดูคาติไทยแลนด์ยังคงตอกย้ำความเป็นผู้นำในด้านนวัตกรรมใหม่ๆ ด้วยการนำรถดูคาติที่ได้มีการคิดค้นและพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อตอบสนองการใช้งานทางด้านการขับขี่ทั้งในสนามแข่งขันและการใช้งานบนท้องถนนอย่าง New Panigale V4 (พานิกาเล่ วีโฟร์ ใหม่ เวอร์ชั่นปี 2020) และรถที่ขี่สนุก โดดเด่นด้วยดีไซน์ใหม่ พร้อมให้คุณใช้เทคโนโลยีในการขับขี่ได้อย่างเต็มที่ กับ Scrambler 1100 Pro (สแครมเบลอร์ หนึ่งพันหนึ่งร้อย โปร) นอกจากนี้ ยังมีแคมเปญพิเศษสำหรับผู้ที่จองรถดูคาติในงาน ทั้งการผ่อนดอกเบี้ย 0% นานสูงสุด 72 เดือน และฟรีดาวน์ 15% ที่งาน Motor Show 2020 ตั้งแต่วันนี้-26 กรกฎาคม 2563 ณ อิมแพ็คเมืองทองธานี” สำหรับรถดูคาติรุ่นใหม่ที่นำมาเปิดตัวในงาน Motor Show 2020 มีดังนี้
พานิกาเล่ วีโฟร์ ใหม่ เวอร์ชั่นปี 2020 ได้มีการพัฒนาประสิทธิภาพอย่างไม่หยุดยั้ง ยกระดับความเป็นมืออาชีพในสนามแข่ง ทำให้รถ Panigale V4 รุ่นปี 2020 เป็นรถที่ง่ายต่อการควบคุม และสามารถทำเวลาได้เร็วขึ้นทั้งในสนามแข่งและการใช้งานบนท้องถนน
เครื่องยนต์ Desmosedici Stradale ถูกวางทำมุมในตำแหน่ง 90 องศา เช่นเดียวกับเทคโนโลยีที่ใช้ในรถ Ducati ใน MotoGP ความจุกระบอกสูบ 1,103 ซีซี โดยมีระบบ Desmodromic Timing, Counter-rotating Crankshaff ที่หมุนตรงกันข้ามกับเครื่องยนต์ทั่วไป เพื่อลดผลกระทบจากแรงเหวี่ยงของล้อ และ “Twin Pulse” fingle order การจุดระเบิด 2 ครั้งในการหมุน 90 องศา และด้วยเทคโนโลยีเหล่านี้ ส่งผลให้เครื่องยนต์ Desmosedici Stradale มีพละกำลังอยู่ที่ 214 แรงม้า ที่ 13,000 รอบต่อนาที และเรียกแรงบิดสูงสุดได้ที่ 124 นิวตันเมตร ที่ 10,000 รอบต่อนาที และมาพร้อมกับล้อ Marchesini
ทางทีม Ducati และ Ducati Corse ได้ร่วมกันพัฒนารถโดยใช้ข้อมูลจากผู้ใช้รถ Ducati ทั้งการใช้งานบนท้องถนนทั่วไป และจากการแข่งขัน World Superbike จึงปรับเฟรมหน้าให้มีความแข็งแรงและมีการยืดหยุ่นที่ดี ซึ่งเป็นจุดเด่นที่ต่างจาก Panigale V4 เวอร์ชั่นที่แล้ว ที่เฟรมหน้าและระบบช่วงล่างที่มีจุดศูนย์ถ่วงสูงขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุดขององศาการเอียงรถในขณะเข้าโค้งเช่นเดียวกันกับ V4 R ส่งผลให้ผู้ขับขี่สามารถเข้าโค้งได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น สำหรับ V4 ตัวมาตรฐานจะใช้ช็อคอับหน้า Showa ขนาดลูกสูบ 43 มิลลิเมตร และกันสะบัดจาก Sachs พร้อมทั้งช็อคอับหลัง Sachs โดยทั้งด้านหน้าและด้านหลัง สามารถปรับระดับแรงกดสปริง, ความแข็งและความหนืดได้เช่นเดียวกัน
ส่วนในเวอร์ชั่น S จะมีระบบช่วงล่างปรับอิเล็กทรอนิกส์ Ohlins NIX-30 สำหรับช็อคอับหน้า, กันสะบัดปรับไฟฟ้า Ohlins และช็อคอับ Ohlins TTX 36 ปรับไฟฟ้าเช่นกัน ทั้งหมดทำงานร่วมกับระบบ IMU ( Initial Measurement Unit ) 6 แกน จึงทำให้ Ducati Panigale V4 เวอร์ชั่นนี้ สามารถควบคุมได้ง่ายขึ้นและมีการยึดเกาะถนนที่ดีเยี่ยม โดยระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ใน Panigale V4 เวอร์ชั่นปี 2020 เป็นเทคโนโลยีล่าสุดที่มีอยู่ใน Panigale V4 R ซึ่ง Ducati ได้ทำการพัฒนาระบบอากาศพลศาสตร์บนตัวรถ มีการคำนวณแรงกดอากาศในอุโมงค์ลมโดยใช้ระบบ preliminary CFD บนคอมพิวเตอร์ในการทดสอบและออกแบบ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุดในการยึดเกาะถนนและเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้ขับขี่ โดยพัฒนา New Aerodynamic package ใหม่ดังนี้
- แฟริ่งด้านข้างที่กว้างขึ้นและชิลด์หน้าใหม่ที่กว้างและสูงขึ้น เพื่อลดแรงลมที่มาปะทะกับผู้ขับขี่
- ช่องอากาศที่มีประสิทธิภาพในการเพิ่มการไหลเวียนของอากาศผ่านระบบระบายความร้อนและออยล์คูลเลอร์ ถึง 6% หรือ 16% ตามความเร็วของรถ
- Aerofoils หรือ Winglets บริเวณด้านหน้า เมื่อทำงานร่วมกับอากาศพลศาสตร์ของชุดแฟริ่ง จะมีแรงกดอากาศที่ล้อหน้าเพิ่มขึ้นถึง 30 กก.ที่ความเร็ว 270 กม./ชม.
ทั้งนี้ สามารถเพิ่มสมรรถนะของ Panigale V4รุ่นปี 2020 ด้วยท่อไอเสีย Akrapovic racing exhaust system ซึ่งจะทำให้น้ำหนักรถโดยรวมลดลงถึง 6 กิโลกรัม และแรงม้าเพิ่มขึ้น 6% เป็น 226 แรงม้า ซึ่งจะทำให้อัตราส่วน แรงม้าต่อน้ำหนักรถอยู่ที่ 1.19 แรงม้าต่อ 1 กิโลกรัม สำหรับราคา Panigale V4 เวอร์ชั่น Standard อยู่ที่ 999,000 บาท และ Panigale V4 เวอร์ชั่น S อยู่ที่ 1,249,000 บาท เริ่มส่งมอบเดือนสิงหาคมเป็นต้นไ
ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ขนาด 1,079 ซีซี 86 แรงม้า มาพร้อมระบบสมองกล ECU M4C โดย Continental และระบบเซ็นเซอร์ใหม่ “lambda sensor” รวมถึง “Map sensors” ที่ใช้ใน Panigale V4 ที่มีเทคโนโลยีอันทันสมัย ไม่ว่าจะเป็น ระบบเเทรคชั่นคอนโทรลที่จะช่วยควบคุมการสไลด์ของตัวรถในขณะเจอสภาพถนนที่เปียกลื่น หรือแม้กระทั่งขณะเพลิดเพลินอยู่ในโค้งแล้วเผลอใช้คันเร่งแรงเกินไป โดยเมื่อรถมีอาการล้อหลังเริ่มหมุนเร็วกว่าล้อหน้า ตัวรถจะตัดกำลังของเครื่องยนต์ลงเพื่อรักษาอาการรถไม่ให้เสียอาการเนื่องจากล้อหลังสไลด์ หรือแม้กระทั่งการใช้เบรกอย่างเต็มน้ำหนักขณะรถเอียงอยู่ในโค้ง ระบบ Cornering ABS ก็จะช่วยไม่ให้รถลื่นไถลจากการใช้เบรกในโค้ง ควบคุมด้วยระบบล่าสุด “IMU แบบ 6 แกน” นอกจากนี้ ยังสามารถปรับเปลี่ยน Riding Modes ได้ 3 รูปแบบ ทั้ง Active, Journey และ City ช่วยเพิ่มความมั่นใจและตอบโจทย์ได้ทุกการเดินทาง
สำหรับ Scrambler 1100 PRO มีดีไซน์สีทูโทน“Ocean Drive” ผนวกเข้ากับเฟรมสีดำและซับเฟรมหลังอลูมิเนียม มาพร้อมกับท่อไอเสียทรงใหม่ดีไซน์ออกคู่ด้านข้าง และการ์ดบังโคลนหลังที่ยึดป้ายทะเบียนด้านล่าง รวมถึงชุดโคมไฟหน้าแบบ “X-shape” อันเป็นเอกลักษณ์ ส่วน Scrambler 1100 Sport PRO มีการออกแบบที่เพิ่มเติมในหลายจุด
โดยสะท้อนบุคลิกที่ดูสปอร์ตและความเป็นอิสระบนท้องถนนอย่างชัดเจน ด้วยสีดำด้านดุดัน และแฮนด์เดิลบาร์ทรงต่ำ รับกันกับกระจกส่องหลังสไตล์ “café racer” มาพร้อมกับช่วงล่างที่ประสิทธิภาพยอดเยี่ยมจากช็อคอับระดับโลกอย่าง Öhlins ทั้งด้านหน้าและหลัง ตอกย้ำความเป็นรถสปอร์ตได้อย่างชัดเจน โดยราคาของ Ducati Scrambler 1100 PRO อยู่ที่ 579,000 บาท และราคา Ducati Scrambler 1100 Sport PRO อยู่ที่ 659,000 บาท เริ่มส่งมอบเดือนสิงหาคมเป็นต้นไป
การผสมผสานระหว่างเอกลักษณ์ของรถ Diavel และเครื่องยนต์ Testastretta DVT 1260 (เทสตาสเทรทต้า ดีวีที หนึ่งสองหกศูนย์) ที่มีวาล์วเดสโมโดรมิกแบบแปรผัน ทำให้การตอบสนองของคันเร่งมีความนุ่มนวลสูงสุดในรอบต่ำ และให้อารมณ์การขับขี่แบบสปอร์ตในรอบสูง ทำให้การขับขี่ที่ใช้ความเร็วสูงหรือการเข้าโค้ง มีความปลอดภัยจากเทคโนโลยีอันทันสมัย ทำให้ Ducati Diavel ใหม่ยังคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์อันโดดเด่นและสุนทรียภาพในการขับขี่ไว้ได้อย่างลงตัว สำหรับราคา Diavel 1260 S สีแดง (Ducati Red) ใหม่ อยู่ที่ 999,000 บาท เริ่มส่งมอบเดือนสิงหาคมเป็นต้นไป
“UCC Coffee Roastery” ร้านกาแฟ UCC concept store แห่งแรกของเอเชียแปซิฟิกในไทย!
UCC Concept Store นี้มาจากแนวคิดภายใต้รูปแบบร้านกาแฟที่มีเอกลักษณ์เฉพาะของญี่ปุ่น และจะเป็น UCC concept store แห่งแรกในเอเชียแปซิฟิก ณ ศูนย์การค้าเกทเวย์ เอกมัย ชั้น M UCC Coffee Roastery Thailand Flagship store ที่ซึ่งคอกาแฟจะได้ลิ้มรสประสบการณ์ในแบบ “Good Coffee Smile!” โดยกาแฟ ยู ซี ซี (UCC) ผลิตจากเมล็ดกาแฟคุณภาพสูง มาพร้อมเทคนิคการคั่วที่ทันสมัยที่สุดจัดเตรียมโดยทีมแชมเปียนส์ จาก ยู ซี ซี (UCC) ที่จะมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับเรา ตั้งแต่การคัดสรรเมล็ดกาแฟรวมถึงกรรมวิธีการจัดเตรียมกาแฟ
UCC Coffee Roastery ยังรังสรรค์บรรยากาศที่สมบูรณ์อย่างเต็มรูปแบบโดยจัดชั้นเรียนความรู้เกี่ยวกับกาแฟบนพื้นที่ด้านบนของร้าน และประสบการณ์การคั่วกาแฟหลากหลายแบบสำหรับผู้สนใจและรักกาแฟอย่างแท้จริง รวมทั้งเป็นสถานที่สำหรับคอกาแฟที่ชอบดื่มกาแฟและพบปะสังสรรค์แลกเปลี่ยนความรู้และเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับกาแฟ
พบกับ ยู ซี ซี ทีม ได้ที่ UCC Coffee Roastery ร้านกาแฟรูปแบบใหม่ผสานกลิ่นอายจากญี่ปุ่น และเคาท์เตอร์ที่นำเสนอบริการการทำกาแฟอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวได้แล้ววันนี้ ที่ UCC Coffee Roastery ศูนย์การค้าเกทเวย์ เอกมัย ชั้น M
เปิดประสบการณ์ช้อปออนไลน์ราคาสูงสุดในชีวิต!
BMW Thailand ชวนเราเที่ยวชมบูธ BMW ในงาน MOTOR SHOW 2020 ผ่านระบบดิจิทัลเป็นการตอกย้ำความเป็นผู้นำในเรื่องของนวัตกรรมและเทคโนโลยีอันทันสมัย ซึ่งในงานมอเตอร์โชว์ครั้งนี้ BMW Thailand ได้นำเสนอ BMW VIRTUAL MOTOR SHOW 2020 ผ่านทางเว็บไซต์เป็นครั้งแรก
BMW VIRTUAL MOTOR SHOW 2020 เป็นเหมือนการพาทุกคนเที่ยวชมบูธ BMW ผ่านทางหน้าจอคอมพิวเตอร์เสมือนได้ไปเที่ยวชมบูธด้วยตัวคุณเอง ถือเป็นการนำเสนอที่เข้ากับไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่อย่างแท้ทรู
ผมลองเล่นมาแล้วเลยอยากเล่าว่า BMW VIRTUAL MOTOR SHOW 2020 มันดีงามยังไง เมื่อเข้าไปที่หน้าเว็บ virtualmotorshow.bmw.co.th ก็จะพบกับเว็บหน้าตาเรียบง่ายแต่ดูทันสมัย เมื่อกดไปที่คำว่า TAKE A TOUR ก็จะเจอกับสาวน้อยหน้าตาน่ารัก อย่างน้อง เซน เมจกา พิธีกรสาวสุดน่ารักที่จะพาเราเดินทัวร์บูธ BMW ไปทุกซอกทุกมุมเหมือนเราได้ไปเที่ยวกับเพื่อนระดับ VIP รับรองว่าไปเองก็ไม่ได้ไปทุกมุมขนาดนั้น จากการที่น้องเซนพาเดินทัวร์ทำให้ผมรู้สึกถึงการดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดีของทาง BMW
เพราะก่อนจะเข้าไปในบูธเราก็ต้องทำการสแกน OR Code เพื่อเป็นการเช็กอิน ตอนจะออกก็อย่าลืมเช็คเอาท์ละกัน หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ก็จะแปะสติ๊กเกอร์ BMW เก๋ๆ ให้เรา…อันนี้ใครอยากได้คงต้องลงทุนออกจากบ้านไปที่งานจริงๆ แล้วล่ะ ในบูธก็จะมีเครื่องพ่นแอลกอฮอล์ให้เราล้างมืออยู่หลายจุด แถมยังมีเจ้าหน้าที่ประจำอยู่ตามรถทุกคันเพื่อดูแลผู้ที่มาดูรถให้อุ่นใจด้วยการทำความสะอาดภายในรถทุกครั้งด้วยน้ำยาทำความสะอาดทั้งก่อนและหลังเราสัมผัสรถ
น้องเซนพาซอกแซกทุกจุดจริงๆ ครับท่านผู้โชมมมมม ปีนขึ้นรถคันนู้น ลงรถคันนี้ โอ๊ยยยยน่ารัก เท่านั้นยังไม่พอยังพาพวกเราไปป้ายยาที่โซน BMW Lifestye ที่มีของมากมายทั้งเสื้อผ้า, รองเท้า, กระเป๋า, นาฬิกา, โมเดลรถหลากหลายแบบ ดูแล้วก็ของขึ้น

อีกจุดที่เด่นมากๆ คือโซน BMW Art Car Exhibition ที่จะมีโมเดลรถ BMW สีสันสวยงามที่จำลองสีสันลวดลายมาจากรถแข่งระดับตำนานคันจริงเลย…สุดยอดมากๆ
มาถึงไฮไลท์ของ virtualmotorshow.bmw.co.th กันที่ผมเกริ่นไว้ตอนต้นว่าเคยช้อปออนไลน์อะไรราคาสูงที่สุด…ต้องดูตรงนี้เลย แตะลงไปเลยแถบดำข้างล่างที่เขียนรุ่นรถไว้ชอบคันไหนกดไป! สำหรับผมคนพันธ์ุเอ็กซ์ ผมเลือกดูเฉพาะรถ XXX เท่านั้น อย่างตอนนี้คันที่ผมชอบมากคือ BMW X5 xDrive45e M Sport เว็บไซต์ออกแบบมาดีมีลูกเล่นอย่างการให้หมุนโมเดลรถแบบ 360 องศาหมุนติ้วติ้วเห็นรอบคันกันเลย
พอกดดูคลิปก็เจอกับ ดีเจ อ้น หนุ่มมาดเท่ที่จะพาเราชมรถแบบถ้าไปเองคงไม่ได้ดูทุกจุดทุกฟังก์ชั่นขนาดนี้ รับรองสาวๆ คนไหนได้ดูต้องยิ้มน้อยยิ้มใหญ่แน่นอน ข้อมูลที่ได้เรียกว่าครบครันแต่เข้าใจง่าย ที่สำคัญท้ายคลิปยังมีตอบปัญหาคาใจโดย BMW Genius อีกด้วยเค้าคุยไรกันต้องไปดูเอง virtualmotorshow.bmw.co.th ความสนุกไม่ได้จบแค่คลิปนี้เพราะผมลองกดดูรถคันอื่นๆ ก็จะเจอกับพิธีกรหลากหลายคาแรคเตอร์ที่จะมารีวิวรถให้เราดู บอกได้เลยว่าเพลินมากๆ ดูแล้วติดหนึบไม่ต่างกับการดูซีรีย์เกาหลีเลยทีเดียวรู้ตัวอีกทีก็ดูจบไปแล้วกับการรีวิว BMW ที่นำไปโชว์ทั้งหมด 24 รุ่น…บ้าที่สุดเพลินอะไรขนาดนั้น
ทีนี้พอนั่งดูรีวิวจนเหมือนป้ายยาตัวเองเรียบร้อย อยากได้ทำไง…ทาง virtualmotorshow.bmw.co.th ก็มีบริการ BMW Live Chat เป็นปุ่มน้ำเงินที่มุมขวาล่างของจอ พอกดปุ๊ปก็สามารถเลือกคุยกับ BMW Genius เพื่อพูดคุยไขข้อข้องใจกันหรืออยากเห็นหน้าก็สามารถวิดีโอคอลกันไปเลย ส่วนใครอยากคุยเรื่องการซื้อขายหรือนัดแนะเรื่องทดลองขับก็สามารถคุยต่อกับที่ปรึกษาการขายได้เลยแบบสดๆ ตัวเป็นๆ สะดวกสบายกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว
งานนี้บอกได้เลยว่าการเกิด BMW VIRTUAL MOTOR SHOW 2020 ครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญแต่เป็นเรื่องที่ทาง BMW Thailand ได้คิดและวางแผนกันมาเป็นอย่างดีเพราะนอกจากจะเป็นการแสดงออกถึงความนำสมัยในเรื่องของเทคโนโลยีและการบริการแล้วยังมีความใส่ใจในเรื่องของสุขภาพของลูกค้าทุกท่านอีกด้วย…ไป! กดเลย virtualmotorshow.bmw.co.th แต่ถ้าคันมากสามารถไปเกาได้ที่งาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 41 ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 26 กรกฎาคมนี้เท่านั้นที่ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี
#BMWVirtualMotorShow #DrivewithJOY #JOYisBMW #สุนททรียภาพแห่งการขับขี่l #covid19 #Y_Ride #Y_Life
ไอคอน โครโนกราฟ สเกเลทัน คุณค่าดั่งผลงานประติมากรรม
‘ไอคอน โครโนกราฟ สเกเลทัน’ คือผลงานรังสรรค์ร่วมสมัยที่งดงามดั่งประติมากรรม ด้วยการผสมผสานเส้นสายและเหลี่ยมมุมที่ดูแข็งแรงและสื่อถึงความเป็นชายจาก ‘AIKON Automatic’ เข้ากับหนึ่งในรูปแบบการเคลื่อนไหวของฟันเฟืองที่โดดเด่นที่สุดจาก มอริซ ลาครัวซ์ การเผยให้เห็นโครงสร้างกลไกอันเปลือยเปล่า (Skeletonisation) ของนาฬิกาโครโน กราฟอัตโนมัติเรือนนี้ช่วยขับเน้นรายละเอียดของเข็มนาฬิกา กรอบหน้าปัด และปุ่มกดต่าง ๆ ด้วยลูกเล่นระหว่างแนวเส้นที่คมสลับกับรูปร่างวงกลมและหกเหลี่ยม มอริซ ลาครัวซ์ ได้เนรมิตชิ้นเหล็กกล้าให้กลายเป็นงานศิลปะของศาสตร์แห่งการทำนาฬิกาอันทรงพลัง
‘ไอคอน โครโนกราฟ สเกเลทัน’ สะท้อนให้เห็นถึงพลังสร้างสรรค์ในด้านการออกแบบและระบบของแบรนด์ ตั้งแต่มรดกองค์ความรู้ด้านการผลิตนาฬิกาของคอลเลคชั่น ‘Masterpiece’ ไปจนถึงรูปลักษณ์อันแข็งแกร่งจากคอลเลคชั่น ‘Aikon’ ไม่กี่เดือนหลังจากการบุกเบิกไลน์ผลิตภัณฑ์ด้วยนาฬิกา ‘AIKON Mercury’ มอริซ ลาครัวซ์ ก็ได้ขยายไลน์ให้กับคอลเลคชั่นที่โดดเด่นนี้ ด้วยผลงานชิ้นใหม่ที่มีทั้งความซับซ้อน สวยงาม และเด็ดเดี่ยว
ความเป็นเลิศทางเชิงช่างของ ‘ไอคอน โครโนกราฟ สเกเลทัน’ คือความปรารถนาทางสุนทรียภาพและการประกาศกร้าวของบุคลิกอันทรงพลังแบบ ‘ไอคอน’ ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาเพื่อให้บรรลุศักยภาพสูงสุด แต่เบื้องหลังการสร้างนาฬิกาที่เปี่ยมไปด้วยความกล้าหาญและชัดเจนเรือนนี้ มอริซ ลาครัวซ์ ยังคงยึดมั่นในหลักการสำคัญ นั่นก็คือนาฬิกาแบบ ‘Complication’ หรือนาฬิกาหลายระบบของแบรนด์นั้น จะต้องถูกประกอบขึ้นอย่างสมบูรณ์แบบ โดยไม่ลืมคำนึงถึงความสัมพันธ์ระหว่างวัตถุประสงค์การใช้งาน คุณค่าที่มองเห็น และราคาที่ต้องลงตัวและน่าครอบครอง
เส้นผ่านศูนย์กลาง 44 มม. และความหนาที่ทำให้ดูแข็งแกร่งและสง่างาม กรอบหน้าปัดที่บางลงช่วยให้คุณสามารถชื่นชมการเคลื่อนไหวของฟันเฟืองได้อย่างเต็มที่ หน้าปัดที่โดดเด่นกว่าเคยด้วยการประดับแขน 6 จุดอันเป็นลักษณะเฉพาะของ ‘ไอคอน’และการแกะสลักเลขแบบ 10 x 10 สะกดสายตาด้วยปุ่มกดควบคุมแบบฐานหกเหลี่ยมที่ยื่นออกมาจากตัวเรือน ปุ่มปรับเวลาขนาดใหญ่และยาวแต่งด้วยขอบฟันเลื่อยและเคลือบผิวด้วย PVD สีดำ เสน่ห์ความเป็นชายของนาฬิกาโครโนกราฟที่เป็นเลิศทั้งด้านงานศิลป์และภาพลักษณ์อัลตร้า–สปอร์ตได้ถูกถ่ายทอดออกมาอย่างเต็มภาคภูมิ และเพื่อให้นาฬิกาโครโนกราฟ สเกเลทัน เรือนนี้ยิ่งสมบูรณ์ มอริซ ลาครัวซ์ ยังได้ปรับแต่งการเคลือบผิวขัดเงาเพื่อสร้างลูกเล่นในการรับรู้มิติที่มากขึ้น
องค์ประกอบต่างๆ ที่อยู่ใน ‘ไอคอน โครโนกราฟ สเกเลทัน’ นั้น ยิ่งมีมากขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งมองเห็นได้ชัดเจนขึ้นเท่านั้น เริ่มจากแขนและกรอบหน้าปัดที่ทำมาจากเหล็กกล้าเคลือบผิวแบบซาติน หน้าปัดที่ประกอบด้วยเครื่องหมายบอกชั่วโมง 4 จุดและหน้าปัดย่อยสำหรับจับเวลาก็มีการเคลือบผิวแบบซาตินในเฉดที่เข้มขึ้น แถบนูนของหน้าปัดจับเวลาถูกขัดด้วยไมโครบีทและใช้สีที่เข้มขึ้นอีก ในชั้นถัดลงมาคือพื้นที่สำหรับแสดงการเคลื่อนไหวของกลไก ประดับด้วยทองคำสีดำ DLC ซึ่งถูกขับเน้นให้เด่นด้วยการเล่นสีเทาอ่อนในชั้นล่างสุดเพื่อให้เกิดความแตกต่าง
องค์ประกอบของกรอบหน้าปัด ตัวยึดหน้าปัด และแผงหน้าปัดทั้งหมด ก่อให้เกิดเอฟเฟกต์แบบวอร์เท็กซ์หรือกระแสน้ำวน สัญลักษณ์และเครื่องหมายทั้งหมดถูกจัดเรียงให้มีทิศทางและจุดนำสายตายที่พุ่งไปยังศูนย์กลางของนาฬิกา เส้นบอกเวลาสีดำที่สลักอยู่บนขอบหน้าปัดถูกต่อขยายให้ยาวขึ้นไปถึงพื้นที่ของตัวหน้าปัดแซฟไฟร์ ต่อเนื่องไปจนถึงเครื่องหมายบอกชั่วโมง และปิดท้ายด้วยเครื่องหมายสำหรับการจับเวลา เข็มวินาทีสีน้ำเงินและเข็มนาฬิกาชุบโรเดียมของ ‘ไอคอน’ ยิ่งงดงามมากขึ้นด้วยสารเรืองแสง SLN ที่แผ่ออกมาจากศูนย์กลาง การตัดกันของเฉดสีที่แฝงไว้ด้วยความขี้เล่นนี้ ถูกเติมเต็มให้สมบูรณ์ด้วยสายรัดข้อมือเฉพาะของ ‘ไอคอน โครโนกราฟ สเกเลทัน’ ที่ใช้หนังลูกวัวสีดำ ประดับด้วยด้ายเย็บมือสีขาวและเครื่องหมายโลโก้ M ซิกเนเจอร์ของแบรนด์ พร้อมระบบ Easychange ที่ช่วยให้เปลี่ยนสายได้อย่างง่ายดายภายในไม่กี่วินาที
กลไกที่เป็นพื้นฐานของนาฬิกาอันทรงพลังเรือนนี้คือ ML206 Calibre ซึ่งเป็นระบบโครโนกราฟอัตโนมัติด้วยพร้อมหน้าปัดจับเวลา 2 ส่วน และแบตเตอรี่สำรอง 48 ชั่วโมง ซึ่งเป็นกลไกเดียวกันกับที่ใช้ใน ‘มาสเตอร์พีซ โครโนกราฟ สเกเลทัน’ (Masterpiece Chronograph Skeleton) ในปี พ.ศ. 2559 และด้วยภาพลักษณ์แบบสปอร์ตก็ทำให้กลไกนี้สามารถกลายเป็นส่วนหนึ่งของ ‘ไอคอน โครโนกราฟ สเกเลทัน’ ได้อย่างเป็นธรรมชาติ ตอกย้ำด้วยอัตลักษณ์ทางเชิงช่างของการเปลือยกลไกและการเล่นกับเส้นที่ดูแข็งแรง
‘ไอคอน’ เป็นไลน์ผลิตภัณฑ์รุ่นทายาทของ ‘Maurice Lacroix Calypso’ นาฬิกาเหล็กกล้านี้เป็นหนึ่งในรุ่นไอคอนของแบรนด์ในทศวรรษที่ 90 โดยยังคงไว้ซึ่งรหัสการออกแบบดั้งเดิมที่ยังโลดแล่นอยู่ในนาฬิการุ่นหลังอย่าง ‘ไอคอน’ ตัวเรือนกันน้ำ กรอบหน้าปัด 6 แขนที่โอบล้อมหน้าปัดแซฟไฟร์ สายรัดที่มีโลโก้ M และการปรากฏกายที่โดดเด่น ทำให้นาฬิการุ่นนี้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีเอกลักษณ์ที่สุดของแบรนด์ ในปี พ.ศ. 2559 โมริซ
ลาครัวซ์ได้ตีความผลงานรังสรรค์นี้ใหม่ในคอนเซ็ปต์ร่วมสมัย และได้ให้กำเนิดนาฬิกาในไลน์ ‘ไอคอน’ ที่ใช้การแกว่งของแร่ควอตซ์ ในปี พ. ศ. 2561 มหากาพย์แห่ง คอลเลคชั่น ‘ไอคอน ออโตเมติก’ (AIKON Automatic) ยังคงดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง และในปี พ.ศ. 2562 ‘ไอคอน เมอร์คิวรี’ (AIKON Mercury) ก็ได้เปิดตัวในฐานะนาฬิกาแบบคอมพลิเคชั่นสไตล์ ‘มาสเตอร์พีซ’ (Masterpiece-style complications) ที่เข้ามาเติมเต็มคอลเลคชั่นให้สมบูรณ์
มอริซ ลาครัวซ์ ‘ไอคอน โครโนกราฟ สเกเลทัน’ คอลเลคชั่น นาฬิกาหรูเหนือระดับจากสวิตเซอร์แลนด์ มีเพียง 6 เรือนในไทยเท่านั้น สนนราคาอยู่ที่ 249,000 บาท
BIG BOLD SPECTRUM แรงบันดาลใจจากสีสันแสงไฟเมือง!
BIG BOLD SPECTRUM โดดเด่นที่เอฟเฟคหน้าปัดสะท้อนแสง ให้การดูเวลาของคุณให้สนุกยิ่งกว่าที่เคยด้วยเทคนิคเฉพาะจากสวอท์ช อย่าง Swatch Solar Spectrum ที่จะสร้างโทนสีที่แตกต่างเมื่อหน้าปัดสะท้อนกับแสงไฟทุกครั้งที่คุณเคลื่อนไหว
ดีไซน์โดดเด่นที่จะมาเพิ่มมิติในการแต่งตัวของเราให้โดดเด่นสุดๆ ด้วยการจับคู่สีสุดจี๊ดบนหน้าปัดขนาด 47 มม. โชว์กลไกควอทซ์สีดำสนิท ตัดกับสีนีออนบนตำแหน่งบอกชั่วโมง เข็มนาฬิกา และขอบวงรอบนาฬิกา ตัวเรือนสีดำกึ่งโปร่งใส รับกับสายซิลิโคนสีเดียวกัน และเม็ดมะยมที่ตำแหน่ง 2 นาฬิกาอันเป็นเอกลักษณ์
BIG BOLD SPECTRUM คือไอเทมที่ให้คุณได้มิกซ์แอนด์แมทช์ตามใจชอบตามสไตล์ของตัวคุณเอง ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์สายสตรีทเออร์เบิน พร้อมออกไปค้นพบกับแรงบันดาลใจใหม่ๆ รอบตัว
ใส่ BIG BOLD SPECTRUM แล้วออกไปแอคทีฟกับชีวิตให้สุดได้แล้ววันนี้ BIG BOLD SPECTRUM มาในราคาสบายๆ 3,800 บาท ไปจัดกันได้ที่ SWATCH Store ทุกสาขา และสั่งซื้อทางออนไลน์ได้ที่เว็บไซต์ shop.swatch.co.th และ Swatch Official Store ที่ Shopee และ Lazada จัดส่งฟรีทั่วประเทศ
#Swatch_TH #SwatchBIGBOLD #iambold
เอ็มจี ส่ง NEW MG ZS EV 40 คัน ลงโครงการ EV Car Sharing พร้อมเพิ่มสถานีชาร์จกว่า 20 จุดทั่วกรุงเทพฯ
Car Sharing ถือเป็นหนึ่งใน 4 แกนหลักในการดำเนินงานของเอ็มจี นอกเหนือไปจากการพัฒนารถยนต์ให้มีความอัจฉริยะในการเชื่อมต่อ (Intelligence connectivity) ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า (Electrification) และมีความเป็นสากล (Globalization) ซึ่งในครั้งนี้เรากำลังจะทำให้การดำเนินงานด้าน Car Sharing ของเอ็มจีมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้นผ่านการร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจด้วยการสนับสนุน “เบส ออโต้เซลส์” ผู้จำหน่ายรายใหญ่กับ “ฮ้อปคาร์” ผู้ให้บริการ Car Sharing ที่มีความรู้ ความชำนาญ
โครงการนี้เริ่มต้นด้วยการส่ง “NEW MG ZS EV” รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% เข้าร่วมโครงการ EV Car Sharing ซึ่งนอกจากจะทำให้แนวทางเรื่อง Car Sharing เป็นรูปธรรมแล้ว ยังเป็นการสนับสนุนให้มีการใช้งานรถยนต์พลังงานไฟฟ้าอย่างแพร่หลายมากขึ้น เพราะผู้ที่สนใจสามารถเลือกใช้บริการ NEW MG ZS EV ผ่านแอปพลิเคชั่น Haup ที่สามารถดาวน์โหลดได้จาก App Store หรือ Google Play หลังจากนั้นก็ทำการจองได้อย่างง่ายดาย อีกทั้งยังมีสถานีชาร์จในทุกจุดบริการ ที่มีอยู่กว่า 20 แห่งทั่วกรุงเทพฯ ทำให้การใช้งานรถยนต์พลังงานไฟฟ้าเป็นเรื่องที่ “ง่าย” สำหรับทุกคนอย่างแท้จริง
เอ็มจียังมีแผนที่จะขยายการบริการในรูปแบบ Car Sharing อย่างต่อเนื่อง เพราะเราเข้าใจถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคในปัจจุบันที่กำลังเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ยุคใหม่ ซึ่งความต้องการเป็นเจ้าของรถยนต์ลดลง และมองหารถที่สามารถเลือกใช้บริการได้อย่างอิสระ เพราะนอกจากสะดวก รวดเร็ว และยืดหยุ่นสูงแล้วยังช่วยลดภาระของผู้บริโภคและส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อม
สำหรับ บริษัท เบส ออโต้เซลส์ จำกัด ถือเป็นผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีรายใหญ่ มีโชว์รูมและศูนย์บริการมาตรฐาน มากถึง 9 สาขา ทั้งในพื้นที่กรุงเทพฯ ชลบุรี และเชียงใหม่ ซึ่งเป็นผู้จำหน่ายที่มีความพร้อมทั้งในด้านของสินค้าและบริการ รวมถึงมีความสนใจในธุรกิจ Car Sharing
ในส่วนของบริษัท ฮ้อปคาร์ จำกัด เป็นผู้ให้บริการ Car Sharing
เจ้าแรกในประเทศไทย มีความรู้ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ ในการให้บริการเช่าและแชร์รถรูปแบบใหม่ที่ทันสมัย โดยทั้งสองบริษัทได้ร่วมลงนามความร่วมมือดำเนินธุรกิจให้เช่ารถยนต์พลังงานไฟฟ้า โครงการ “BEST-HAUP”
เพื่อให้บริการรถยนต์พลังงานไฟฟ้าระบบเช่า (EV Car Sharing) สำหรับผู้ที่สนใจใช้รถยนต์ NEW MG ZS EV
ในรูปแบบ Car Sharing สามารถจองผ่านแอปพลิเคชั่น Haup บนมือถือได้ตั้งแต่กลางเดือนกรกฎาคมนี้เป็นต้นไป
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ MG CALL CENTRE โทร. 1267 และสามารถ
***********
#PassionToBeBetter #MGCarsTH #PassionDrives
GET เตรียมรีแบรนด์สู่ Gojek เพื่อยกระดับประสบการณ์ระดับโลกแก่ผู้ใช้ชาวไทย!
นายภิญญา นิตยาเกษตรวัฒน์ ผู้จัดการใหญ่ Gojek ประเทศไทย กล่าวว่า “เราตื่นเต้นกับ
การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ที่แสดงให้เห็นว่าไทยยังคงเป็นประเทศยุทธศาสตร์ในการดำเนินธุรกิจของ Gojek นับตั้งแต่การเปิดตัว GET ในปี 2562 เราประสบความสำเร็จในการก่อตั้งและพัฒนาหนึ่งในแพลตฟอร์มออนดีมานด์ชั้นนำของประเทศ ผ่าน 4 บริการซึ่งได้รับอัตราความพึงพอใจของผู้ใช้งานสูงถึง 96% ขณะที่เรากำลังก้าวสู่การเติบโตในขั้นต่อไป ทีมบริหารชุดเดิมของไทยที่ได้พัฒนาและก่อตั้ง GET จะยังคงนำทีมบริหารและดำเนินธุรกิจของ Gojek ในประเทศไทยต่อไป พร้อมกับวางกรอบการพัฒนาโปรดักส์เพื่อตอบสนองต่อความต้องการต่างๆ ของตลาดประเทศไทยที่มีการแข่งขันสูง โดยขณะนี้ถือเป็นช่วงเวลา
ที่เหมาะสมในการนำจุดแข็งและศักยภาพของ Gojek มาขับเคลื่อนให้เราสามารถขยายธุรกิจและคงจุดยืนในฐานะบริษัทชั้นนำต่อไป”
Gojek เป็นกลุ่มธุรกิจด้านเทคโนโลยีชั้นนำของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นผู้บุกเบิกคอนเซปต์ “ซูเปอร์แอพ” รวมถึงโมเดลอีโค่ซิสเต็มที่ช่วยเชื่อมโยงผู้ใช้งานแอพพลิเคชั่นเข้ากับพาร์ทเนอร์คนขับที่อยู่ในระบบกว่า 2 ล้านคน และพาร์ทเนอร์ร้านอาหาร GoFood อีกกว่า 500,000 ราย ในกว่า 200 เมืองทั่ว
ทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
GET ก่อตั้งขึ้นด้วยพันธกิจเดียวกับ Gojek ในการใช้เทคโนโลยีเพื่อยกระดับชีวิตของผู้ใช้บริการ โดย GET ได้เชื่อมผู้ใช้บริการในกรุงเทพฯ เข้ากับพาร์ทเนอร์คนขับมากกว่า 50,000 คน และร้านอาหารอีกกว่า 30,000 แห่ง ที่กว่า 80% เป็นกลุ่มวิสาหกิจรายย่อยขนาดย่อม ด้วยการรีแบรนด์เป็น Gojek จะทำให้บริษัทสามารถสร้างสรรค์ผลกระทบเชิงบวก และเพิ่มโอกาสใหม่ๆ ในการสร้างรายได้ให้กับพาร์ทเนอร์ ด้วยการนำเทคโนโลยีระดับโลกมาเติมเต็มความต้องการของผู้บริโภคที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดของผู้ใช้งานชาวไทย พร้อมนำฟีเจอร์และและโปรดักส์ในออนไลน์ออกสู่ตลาดได้รวดเร็วและเต็มศักยภาพ
แอนดรูว์ ลี ผู้อำนวยการกลุ่มธุรกิจต่างประเทศ (Group Head of International) ของ Gojek กล่าวว่า “GET ประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้นในระยะเวลาอันสั้น และเราเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะเป็นบันไดนำเราไปสู่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ขึ้น การรวมแพลตฟอร์มเทคโนโลยีของเราเข้าด้วยกันเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ในระยะยาว เพื่อให้เราสามารถส่งมอบประสบการณ์อันยอดเยี่ยมให้แก่ผู้ใช้งานทั้งในปัจจุบันและในอนาคตต่อไป การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นและทุ่มเทของ Gojek ต่อธุรกิจเราในตลาดต่างประเทศ ผ่านการเปิดตัวแบรนด์ของเราสู่ฐานผู้ใช้งานที่กว้างขึ้น เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกให้กับคนทั่วทั้งภูมิภาค”
ผู้ใช้บริการยังสามารถใช้บริการเดิม ทั้งบริการส่งอาหาร บริการเรียกรถจักรยานยนต์ บริการรับ-ส่งพัสดุ และบริการอีวอลเล็ต พร้อมจะสามารถเพลิดเพลินไปกับประสบการณ์ที่ดียิ่งขึ้นจากแอพพลิเคชั่นใหม่ของ Gojek สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมจะประกาศให้ทราบอีกครั้งเร็วๆ นี้ ทั้งนี้ ผู้ใช้งาน GET ในปัจจุบัน รวมทั้งคนขับและร้านพาร์ทเนอร์ต่างๆ ยังคงสามารถใช้งานแอพพลิเคชั่น GET ได้ตามปกติ
Mercedes-Benz G 350 d Sport เบนส์สายลุย!
แม้ว่าจะเกิดมาเพื่อลุยแต่ก็ยังไม่ทิ้งความสะดวกสบายสำหรับการใช้งานในเมือง ด้วยสมรรถนะการขับขี่ที่ยอดเยี่ยมจากเครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2,925 ซีซี และระบบส่งกำลังอัตโนมัติ 9 จังหวะแบบ 9G-TRONIC ช่วยให้การเปลี่ยนเกียร์ทำได้รวดเร็วและนิ่มนวล
Mercedes-Benz G 350 d Sport ให้กำลังสูงสุด 286 แรงม้า ให้แรงบิดสูงสุด 600 นิวตันเมตร พร้อมอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรที่สามารถทำได้ในเวลา 7.4 วินาที พร้อมเพิ่มความนุ่มนวลอีกระดับให้กับห้องโดยสารด้วยระบบกันสะเทือนแบบอิสระ
รูปลักษณ์ภายนอกของ Mercedes-Benz G 350 d Sport โดดเด่นน่าเกรงขามด้วยไฟหน้าแบบ LED High Performance และไฟสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวันแบบ LED Daytime Running Lights ที่มอบทัศนวิสัยในการขับขี่ที่ดีเยี่ยม
พร้อมการตกแต่งภายนอกแบบ Stainless Steel Package หลังคาซันรูฟแบบกระจกเลื่อนเปิด-ปิดได้ด้วยระบบไฟฟ้า กระจกมองข้างและกระจกส่องหลังปรับลดแสงอัตโนมัติ พร้อมล้อ อัลลอย 19 นิ้วในดีไซน์แบบมินิมัลที่ช่วยเติมเต็มความหรูหราให้กับ G-Class สุดเท่คันนี้

Mercedes-Benz G 350 d Sport พลิกโฉมแนวทางการออกแบบรถยนต์ G-Class ด้วยการตกแต่งห้องโดยสารตามแนวคิดวิถีแห่งธรรมชาติ ในพื้นที่ห้องโดยสารที่โอ่โถงกว้างขวาง โดยได้รับการตกแต่งด้วยความหรูหราและล้ำสมัย ด้วยช่องปรับอากาศดีไซน์ใหม่สีเงินขัดเงา สอดรับกับแผงหน้าปัดอลูมิเนียม
G 350 d Sport ยังมาพร้อมสุดยอดเทคโนโลยีที่จะอำนวยความสะดวกให้เราด้วยจอแสดงผลความละเอียดสูงแบบ Digital Widescreen Cockpit ขนาด 12.3 นิ้ว ทำงานสอดประสานกับ Touchpad with Controller ที่ใช้งานง่ายราวกับสัมผัสบนสมาร์ทโฟนที่คุณคุ้นเคย พร้อมให้คุณไปสู่ทุกจุดหมายได้เร็วขึ้นด้วยระบบนำทางแบบ COMAND Online: 3D Map ที่จะรายงานและวิเคราะห์เส้นทางที่ปลอดภัยและรวดเร็วที่สุดในรูปแบบ 3 มิติ
Mercedes-Benz G 350 d Sport ยังมาพร้อมอุปกรณ์มาตรฐานอาทิ ระบบช่วยในการนำรถเข้าจอดอัตโนมัติพร้อมกล้อง 360 องศา (Parking package with 360° camera) หมอนรองศีรษะนิรภัยแบบ NECK-PRO Luxury head restraints โปรแกรมควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติ (Electronic Stability Program) ระบบรักษาความเร็ว (Cruise Control) และจำกัดความเร็ว (SPEEDTRONIC) และระบบเตือนความดันลมยาง (Tyre Pressure Loss Warning System) ฯลฯ
และยังมีระบบความปลอดภัยขั้นสูงอีกมากมาย โดยเฉพาะระบบบังคับและควบคุมการส่งกำลังแบบ 100% differential locks ระบบล็อกเฟืองท้ายที่ให้คุณพิชิตได้ทุก ภูมิประเทศ ทุกสภาพถนน เพื่อให้ทุกการขับขี่คือช่วงเวลาของการได้สัมผัสจิตวิญญาณแห่งการผจญภัยที่แท้จริงในแบบฉบับของรถยนต์ G-Class
Mercedes-Benz G 350 d Sport ยังมีอุปกรณ์ตกแต่งเพิ่มเติมรอบคันแบบ AMG Body Styling พร้อมล้ออัลลอย Multi-Spoke ขนาด 20 นิ้ว
เพิ่มความสปอร์ตเร้าใจด้วยการตกแต่งภายในแบบ AMG อาทิ เบาะหนังสีดำที่เดินด้ายสีแดงและเข็มขัดนิรภัยสีแดง รวมถึงระบบเสียงรอบทิศทางแบบ Burmester ใครที่สนใจทั้งหมดนี้สามารถสั่งซื้อเพิ่มเติมได้ในราคา 300,000 บาท…ใช่ครับทั้งหมดจ่ายเพิ่มอีกเพียงสามแสนบาท
Mercedes-Benz G 350 d Sport จอมลุยขาโหดมาในราคาสุดเร้าใจ 9,390,000 บาท รับรองได้ว่าเจ้า G-Class พันธุ์โหดคันนี้จะทำให้ใครๆ ต้องหันมามองอย่างแน่นอน
ถ้าเธอเหนื่อยล้าอย่าเดินเข้าป่า…ไปจัดป่าเข้าบ้านกัน!
งานนี้ต้องหาตัวช่วย จะวู่วามลุยตามร้านขายต้นไม้แล้วซื้อมาเลยไม่น่ารอด โชคดีมากที่มีเพื่อนเป็นนักปลูกต้นไม้ทั้งมืออาชีพและมือสมัครเล่นอยู่หลายคน เมื่อตัดสินใจแล้วก็มุ่งหน้าไปบ้านเพื่อนเลย
ปั้น!…เรารู้จักกันตั้งแต่สมัยปั้นยังเป็นช่างภาพในนิตยสารชื่อดัง mars magazine จนตอนนี้ปั้นมีดีกรีเพิ่มเติมนอกจากการเป็นช่างภาพงานอีเว้นท์ และโฆษณาแล้วยังเป็นช่างเค้กฝีมือดีจากสถาบันกูเดินเบลอ เพราะเป็นการเรียนรู้และหัดทำด้วยตัวเอง แต่ได้รับการยอมรับในเรื่องรสชาติจากคาเฟ่หลายที่ ที่สั่งเค้กหน้าตาดีและรสชาติอร่อยจากปั้นไปไว้ที่ร้านถ้าไม่เชื่อต้องตามไปพิสูจน์ด้วยตัวเองที่ Cakestudio365
ส่วนเรื่องต้นไม้นั้นปั้นเล่าว่าที่รู้มากเพราะเจ็บมาเยอะครับ ลองผิดลองถูกหมดเงินไปหลายแสนจนสามารถเพาะต้นไม้ขายเองได้…อย่ารอช้าเราไปบ้านปั้นกัน
เรารีบกระโดดขึ้นรถมิตซูบิชิ มิราจ คันจิ๋ว แล้วบินไปบ้านปั้นย่านบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี
เมื่อเจอปั้นสิ่งที่ผมบอกปั้นคือเราอยากได้ต้นไม้สไตล์ทรอปิคอลที่เค้าฮิตๆ กัน… ปั้นไม่รอช้าจัดมาให้แบบเน้นๆ 5 ต้น ที่ทุกต้นผมคุ้นตาเพราะเห็นตาม Facebook, Instagram ทุกวัน ปั้นบอกว่านอกจากเราจะได้ความชิลกับต้นไม้แล้ว ถ้าถ่ายรูปลงโซเชี่ยลทุกคนต้องร้องว้าววววแน่นอน…เรามาดูกันว่าเราได้ต้นอะไรกลับบ้านบ้าง!

จะเอาไปยังไงหมดละปั้นแต่ละต้นราคาไม่ธรรมดาการเลี้ยงดูไม่ง่ายไม่ยาก แต่จากประสบการณ์ตรงของผมที่ปลูกอะไรก็ไม่รอด มาลองดูอีกสักครั้งกับการปลูกไม้ใบ…เริ่มจากต้นแรกกันก่อนดูจากในโซเชี่ยวมีเดียต่างกล่าวขานถึงต้นนี้ว่าเป็นระดับมงกุฎเพชร!
มอนสเตร่า ไจแอ้น (ใบด่าง) (Monstera Deliciosa Thai Constellation)
ปั้นบอกต้นนี้ไฮไลท์เลยครับ
ราคาประมาณ 1,500-5,000 บาท อันนี้แล้วแต่ขนาดและความด่าง เลี้ยงค่อนข้างยาก แถมยังหาไม่ค่อยได้ง่ายๆ ซะด้วย…จัดไป
…………………………………………….
พลาวมานิอาย (Philodendron Plowmanii)
ราคาประมาณ 1,500-5,000 บาท เลี้ยงยากระดับปานกลางค่อนไปทางยาก และที่สำคัญหายากมากกกกกก
…………………………………………….
หน้าวัวใบเนคไท (Anthurium Vittarifolium)
ราคาประมาณ 500-3,000 บาท เลี้ยงยากระดับปานกลาง เป็นอีกต้นที่หาได้ไม่ง่าย
…………………………………………….
มอนสเตร่า ไจแอ้น (Monstera Deliciosa)
ราคาประมาณ 500-3,000 บาท เลี้ยงไม่ยากไม่ง่าย แต่หาง่ายร้านทั่วไปน่าจะมีหมด
…………………………………………….
ฟิโลเดนดรอน ใบองุ่น (Philodendron Lacerum)
ราคาประมาณ 500-2,000 เลี้ยงยากระดับปานกลาง หาไม่ง่ายไม่ยาก
…………………………………………….
จินนี่ (Ginny หรือ Raphidophora Tetrasperma)
ราคาประมาณ 250-1,000 บาท เลี้ยงยากระดับปานกลาง หาไม่ง่ายแต่ถ้ารักจริงก็ไม่น่าจะหายาก
…………………………………………….

สรุปคือเลี้ยงยากทุกต้น….ฮืออออออ ก่อนที่ผมจะยัดต้นไม้ทุกต้นขึ้นรถ ปั้นย้ำว่าต้นไม้ถ้าปลูกในบ้านควรจะอยู่ตรงที่มีแสงรำไรไม่ควรวางตากแดดและควรมีอากาศถ่ายเทได้ดี ถ้านึกไม่ออกให้ดูที่ตัวเราอยู่ตรงไหนแล้วมีแสงสว่างแต่ไม่ร้อนหายใจสบายต้นไม้ก็อยากอยู่แบบนั้นนั่นแหละ และที่สำคัญไม่ควรรดน้ำเยอะเกินไป ให้สังเกตุจากวัสดุปลูกดูแห้งๆ ค่อยรดน้ำก็พอ ถ้ารดเยอะเกินไปต้นไม้แสนรักอาจจะลาโลกด้วยอาการรากเน่าไปเสียก่อน

ส่วนใครอยากให้ใบดูสวยๆ สะอาดตาก็ให้ใช้ผ้านุ่มๆ ชุบน้ำเปล่าอุณภูมิปกติเช็ดเบาๆ ก็พอ ไม่ต้องหวังดีเอาออย หรือน้ำสบู่ไปเช็ด ฟังมาจากผู้เชี่ยวชาญหลายที่เค้าไม่แนะนำกันจ้าาา ต้นไม้เต็มรถขับรถกลับบ้านอย่างฟินด้วยความหวังเต็มเปี่ยมกับป่าเขตร้อนในฝันของผม
ใครอ่านมาถึงตรงนี้แล้วชอบ มิตซูบิชิ มิราจ สามารถอ่านรีวิวรถได้ที่ https://bit.ly/3eE8t6Z
ฝากร้านเค้ก Cakestudio365 ของปั้นด้วยนะ สั่งเค้กแล้วปรึกษาเรื่องต้นไม้ได้ฟรีๆ ที่ https://bit.ly/3860flE
ฮ่องกงดิสนีย์แลนด์กลับมาเปิดอย่างเป็นทางการพร้อมมาตรการด้านสุขภาพและความปลอดภัย!
ทางสวนสนุกยังมีกิจกรรมเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสที่ได้กลับมาเปิดอีกครั้ง โดยมีคุณสเตฟานี ยัง กรรมการผู้จัดการฮ่องกงดิสนีย์แลนด์ รีสอร์ท เป็นผู้เปิดงานบริเวณถนน Main Street ภายในสวนสนุก ซึ่งสามารถมองเห็นปราสาทที่เป็นสัญลักษณ์ของฮ่องกงดิสนีย์แลนด์ได้อย่างเด่นชัด พร้อมกับเหล่าเพื่อนดิสนีย์มากมาย เช่น มิกกี้ เม้าส์ มินนี่ เม้าส์ โดนัลด์ ดั๊ก และ กู๊ฟฟี่ ที่มารวมตัวกันแสดงความยินดีกับการกลับมาเปิดตัวอีกครั้งของสวนสนุก โดยบรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความตื่นเต้น สนุกสนานรื่นเริง เพื่อเฉลิมฉลองวันสุดพิเศษนี้
แฟน ๆ ที่ตื่นเต้นกับการกลับมาของสวนสนุกหลังจากที่ปิดไปเป็นเวลาหลายเดือน ต่างได้รับการต้อนรับที่แสนอบอุ่นจากคุณสเตฟานี ยัง และ คุณเมโลดี้ ลึง แบรนด์แอมบาสเดอร์ของฮ่องกงดิสนีย์แลนด์ ณ ประตูทางเข้าของสวนสนุก เพื่อพาทุกคนเข้าไปพบกับความมหัศจรรย์ ซึ่งเป็นมนต์เสน่ห์แห่งสีสันตามแบบฉบับของดิสนีย์อย่างแท้จริง
การกลับมาของฮ่องกงดิสนีย์แลนด์ มีการวางมาตรการอย่างเคร่งครัดด้านสุขภาพและความปลอดภัย ตามที่หน่วยงานสาธารณสุขและรัฐบาลได้กำหนดไว้ โดยสวนสนุกได้จัดทำมาตรการและขั้นตอนพิเศษต่าง ๆ อาทิ การจำกัดจำนวนคนในพื้นที่ แขกทุกท่านต้องทำการจองตั๋วเข้าสวนสนุกล่วงหน้า รวมไปถึง การเว้นระยะห่างในบริเวณที่ต้องเข้าคิว เช่น ร้านอาหาร เครื่องเล่น และ บริการอื่น ๆ พร้อมดำเนินการเพิ่มความถี่ในการทำความสะอาดเพื่อฆ่าเชื้อโรคภายในสวนสนุก
“การก่อสร้างปราสาท Castle of Magical Dreams ได้ดำเนินการมาถึงช่วงสุดท้าย ด้วยกำหนดการที่จะพร้อมเปิดตัวช่วงปลายปี 2563 โดยปราสาทนี้จะเป็นสัญลักษณ์อันเปล่งประกายแห่งความกล้าหาญ ความหวัง และความเป็นไปได้ ซึ่งจะเป็นสัญลักษณ์ที่อยู่ในหัวใจของพวกเราทุกคนตลอดกาล” คุณสเตฟานี กล่าวเสริม
เราสามารถพบกับเวทมนตร์ของดิสนีย์ ได้ทุกแห่งภายในสวนสนุก ไม่ว่าจะเป็นเครื่องเล่น หรือ การแสดง ที่กลับมาให้ทุกคนได้สัมผัสกับประสบการณ์ของความสุขอีกครั้ง นอกจากนี้ ทุกคนควรเตรียมกล้องให้พร้อมเสมอขณะอยู่ในสวนสนุก เพื่อเตรียมเก็บภาพความทรงจำสำหรับการปรากฏตัวของ มิกกี้ เม้าส์ มินนี่ เม้าส์ และผองเพื่อนของเขา เพราะพวกเขาอาจจะโผล่มาเซอร์ไพร์สคุณได้ทุกที่ทุกเวลา!
ชาร์จความสนุกได้ตลอดทั้งวันด้วยอาหารและเครื่องดื่ม รวมไปถึงสินค้าต่าง ๆ มากมาย ที่รอต้อนรับการกลับมาของทุกคน เพื่อสร้างความทรงจำที่แสนประทับใจกับความสุขในช่วงเวลาแห่งเวทมนตร์ไปด้วยกันอีกครั้ง
************
เกี่ยวกับฮ่องกงดิสนีย์แลนด์
ฮ่องกงดิสนีย์แลนด์รีสอร์ท มอบประสบการณ์ที่น่าจดจำ โดดเด่น และไม่เหมือนที่ใดในโลก ให้กับแขกทุกวัย ทุกเชื้อชาติ เพื่อเติมเต็มทุกคนด้วยเรื่องราวและตัวละครดิสนีย์ที่แต่ละคนชื่นชอบ ฮ่องกงดิสนีย์แลนด์เปิดโอกาสให้ทุกคนได้สำรวจดินแดนมหัศจรรย์ทั้งเจ็ดแห่ง ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีของการเป็นที่ท่องเที่ยวที่ได้รับรางวัลมาแล้วมากมาย กับหลากหลายความบันเทิงและเครื่องเล่นที่ไม่เหมือนใคร ซึ่งการผจญภัยของคุณจะสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น ด้วยการเข้าพักที่โรงแรมสุดหรูของดิสนีย์ มากไปกว่านั้นเพื่อให้เวทมนตร์ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในสถานที่แห่งนี้ เรามีความใส่ใจในความเป็นอยู่ที่ดีของสังคม ฮ่องกงดิสนีย์แลนด์จึงส่งต่อเวทมนตร์ผ่านโครงการเพื่อสังคมมากมาย ซึ่งจะช่วยเหลือชุมชนและครอบครัวที่ขาดแคลน และส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ให้แก่เยาวชนและครอบครัว พร้อมสนับสนุนการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ทุกคนมีสุขภาพที่ดียิ่งขึ้น
