‘อเมซฟิต นีโอ’ สมาร์ทวอชสายสุขภาพดีไซน์สไตล์เรโทร!

อเมซฟิต (Amazfit) เผยโฉมสมาร์ทวอชรุ่นล่าสุดในกลุ่มผลิตภัณฑ์ Wearable “อเมซฟิต นีโอ” (Amazfit Neo) ที่มาพร้อมกับดีไซน์เรโทร ฟังก์ชันการออกกำลังกายและการเล่นกีฬา 
และแบตเตอรีที่อยู่ได้ยาวนาน เหมาะสำหรับผู้ที่กำลังมองหานาฬิกาที่มีเอกลักษณ์และเข้ากับสไตล์เฉพาะตัว 
เป็นสมาร์ทวอชที่ช่วยติดตามและจัดการกิจกรรมให้ถึงเป้าหมาย และรู้ถึงข้อมูลสุขภาพของตนได้ทันที 
อเมซฟิต นีโอ พร้อมวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 2 ตุลาคม 2563 เป็นต้นไปในราคาเพียง 1,190 บาท

อเมซฟิต นีโอ หน้าจอทรงสี่เหลี่ยมมุมโค้งมนตัวเรือนทำจากพลาสติกทนทานพร้อมปุ่มกดสี่ปุ่ม สายรัดข้อมือโพลียูรีเทน (PUR) จอแสดงผล STN ความคมชัดสูง และหน้าจอใหญ่ 1.2” ที่แสดงข้อมูลเวลาและจำนวนก้าว หน้าจอประหยัดพลังงาน อ่านง่ายและชัดเจน แม้ในที่แสงจ้า สามารถทำงานได้ต่อเนื่องสูงสุดสี่สัปดาห์สำหรับการชาร์จไฟเต็มหนึ่งครั้ง โดยมีการใช้งานปกติในแต่ละวัน และทำงานได้สูงสุด 37 วัน ในโหมดประหยัดพลังงาน น้ำหนัก 32 กรัม มีให้เลือก 3 สีได้แก่ ดำ / เขียว / แดง

อเมซฟิต นีโอ สามารถซิงก์ข้อมูลได้หลากหลาย ทั้งข้อความ อีเมล และการแจ้งเตือนต่าง ๆ จากแอพยอดนิยมในสมาร์ทโฟน และยังมีฟังก์ชันตามหาโทรศัพท์ find-my-phone ที่สำคัญ อเมซฟิต นีโอ โดดเด่นด้วยเซนเซอร์ PPG BioTracker™ สามารถติดตามอัตราการเต้นของหัวใจได้ตลอดเวลา 24/7 รวมทั้งติดตามชีพจรขณะพัก (resting heart rate) ค่าในโซนต่าง ๆ และอินเทอร์วัล และเตือนเมื่อชีพจรเต้นเร็ว ให้ข้อมูลเรียลไทม์ที่จะช่วยให้ผู้สวมใส่สามารถตรวจเช็คความฟิตของหัวใจได้ง่าย ๆ

ระบบประเมินภาวะสุขภาพส่วนบุคคล (PAI™ Health Assessment System) จะแปลงอัตราการเต้นของหัวใจเป็นคะแนนส่วนบุคคล ทำให้ผู้ใช้เข้าใจภาวะสุขภาพของตนเองได้อย่างรวดเร็ว PAI ย่อมาจาก Personal Activity Intelligence หรือข้อมูลกิจกรรมส่วนบุคคล และคะแนน PAI จะได้มาจากข้อมูลส่วนตัว กิจกรรมและอัตราการเต้นของหัวใจของผู้สวมใส่ คะแนนนี้จึงเป็นข้อมูลที่ปรับให้เข้ากับตัวผู้ใช้จริง ๆ ตัวชี้วัดระดับกิจกรรมได้เข้ามาพลิกโฉมวงการ โดยทำให้ไม่จำเป็นต้องบันทึกและวิเคราะห์ข้อมูล เพียงสวมใส่อเมซฟิต นีโอ ก็ทำให้ผู้ใช้สามารถเก็บคะแนน PAI ได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะอยู่ที่ใด หรือทำกิจกรรมประเภทใดไม่ว่าจะวิ่ง / เดิน / ปั่นจักรยาน เราสามารถดูข้อมูลแบบเรียลไทม์ ระยะทาง และอัตราการเต้นของหัวใจในขณะออกกำลังกายได้ สามารถเชื่อมต่อกับแอพเพื่อติดตามการออกกำลังกายแบบเรียลไทม์ กันน้ำ 5ATM สามารถใส่ว่ายน้ำได้

อเมซฟิต นีโอ ช่วยให้ผู้ใช้สามารถติดตามการนอนและเข้าใจรูปแบบการนอนของตัวเองได้ดีขึ้น จะช่วยปรับปรุงคุณภาพการนอนได้ เมื่อซิงก์ข้อมูลเข้ากับแอพ Zepp สามารถแสดงข้อมูลระยะเวลาการนอนในช่วงหลับตื้นและหลับลึกได้ (light and deep sleep stages) รวมถึงช่วงหลับฝัน หรือ REM (Rapid Eye Movement) หรือแม้กระทั่งช่วงงีบตอนกลางวัน ก็สามารถเก็บเป็นข้อมูลได้

คนรักสุขภาพไม่ควรพลาดกับเจ้า ‘อเมซฟิต นีโอ’ อีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจในเรื่องของรูปร่างหน้าตาฟังก์ชั่นและราคา!


ฝ่าดงกรวยไปกับ SUZUKI SWIFT GL MAX EDITION หล่อจบจากโรงงาน!

SUZUKI SWIFT เป็นรถยนต์อีกรุ่นที่ผมชื่นชอบมากเป็นการส่วนตัวเพราะเป็นรถที่ขับสนุกราคาไม่แพงดีไซส์ได้ชิคๆ คูลๆ มีชุดแต่งออกมาให้เลือกเล่นหลายแบบหลายสไตล์ และวันนี้เราก็ได้รับคำชวนให้มาทดลองขับ SUZUKI SWIFT GL MAX EDITION รุ่นแต่งพิเศษที่หล่อมาจากโรงงานในราคาที่ใครๆ ก็ต้องร้องว้าว!

SUZUKI SWIFT GL MAX EDITION รุ่นนี้มาในคอนเซ็ปต์ ‘เต็มที่กับสไตล์ เร้าใจทุกมุมมอง’ ที่จะมายกระดับให้กับแฮทช์แบ็กอีโคคาร์คันนี้ให้มีความสปอร์ตเร้าใจมากยิ่งขึ้นกับชุดแต่งที่ถูกออกแบบมาเป็นพิเศษ กับชุดสเกิร์ตรอบคันพร้อมด้วยสปอยเลอร์หลังและเสาอากาศครีบฉลาม

ซุ้มล้อสีดำ ท่อไอเสียคู่เพิ่มความดุดันเร้าใจ โดดเด่นด้วยชุดสติ๊กเกอร์ Max Editition สีที่จำหน่ายจะมีสีแดง Ablaze Red Pearl / สีเทาอ่อน Star Silver Metallic / สีเทาเข้ม Mineral Gray Metallic / สีดำ Super Black Pearl สีน้ำเงิน Speedy Blue Metallic จำหน่ายในราคา 541,000 บาท ส่วนสีขาว Pure White Pearl เพิ่มอีก 5,000 บาทเป็น 546,000 บาท

วันนี้เราก็มาอยู่ที่สนามมอเตอร์สปอร์ตพาร์ค สุวรรณภูมิ เพื่อจะทำการทดสอบ SUZUKI SWIFT GL MAX EDITION ในรูปแบบ GYMKHANA ซึ่งการขับแบบยิมคาน่าจะเป็นการแข่งขันแบบจับเวลา โดยเส้นทางการขับจะมีกรวย (cones/pylons) เป็นตัวกำหนดทิศทางที่เราจะไป โดยในแต่ละจุดที่เราจะไปมีทั้งการขับรถแบบสลาลอม โค้งหักศอก วิ่งเป็นวงกลมในวงเวียน การหักหลบในระยะกระชั้นชิด และที่สำคัญยังต้องจอดรถเข้าซองแล้วกลับรถเพื่อย้อนกลับมาในเส้นทางเดิม

ความสนุกจะอยู่ตรงที่มีเวลาเป็นตัวกดดัน แถมถ้ามีการชนกรวยก็จะโดนเพิ่มเวลา(ใครเวลาน้อยสุดชนะ) วิ่งหลงทางก็โดดตัดสิทธิ์อีก เป็นกิจกรรมที่ได้ขับเมื่อไรก็ตื่นเต้นเมื่อนั้น แต่จากกิจกรรมนี้ก็ทำให้เรารับรู้ได้ว่า SUZUKI SWIFT GL MAX EDITION มันให้ความคล่องตัวและอัตราเร่งได้ดีมากๆ เพราะในแต่ละจุดที่ผ่านก็ไม่ต่างอะไรกับสิ่งที่เราอาจจะได้เจอในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว

SUZUKI SWIFT เป็นรถยนต์ที่ให้ความสนุกในการขับขี่ เพราะมีพ่วงมาลัยที่ควบคุมง่ายน้ำหนักเบา เครื่องยนต์แบบเบนซิน 4 สูบ ขนาด 1.2 ลิตร หัวฉีดคู่หรือ DUALJET ทำงานคู่กับเกียร์อัตโนมัติ CVT จุดศูนย์ถ่วงต่ำ และมีฐานล้อที่กว้างรถจึงโยนตัวน้อยในการขับแบบเปลี่ยนเลนกระทันหัน และยังช่วยให้เข้าโค้งในความเร็วสูงได้ง่ายขึ้น อารมณ์คล้ายๆ ขับรถโกคาร์ท

SUZUKI SWIFT GL MAX EDITION เป็นรถยนต์อีกคันที่คุ้มค่าทั้งราคาและคุณภาพ แถมยังมีพื้นที่ใช้สอยในห้องโดยสารมากพอสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวันคุณวัลลภ ตรีฤกษ์งาม กรรมการบริหารด้านการขายและการตลาด บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “จากการที่ซูซูกิมีการแนะนำ SUZUKI SWIFT GL MAX EDITION สปอร์ตแฮทช์แบ็กอีโคคาร์รุ่นพิเศษที่ต่อยอดมาจาก SWIFT GL รุ่นมาตรฐาน ในราคาเริ่มต้นที่ 541,000 บาท เมื่อเดือนสิงหาคม 2563 ซึ่งได้รับผลตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี”


บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย เผยโฉม BMW M2 CS ใหม่ ส่งความเร้าใจจากสนามแข่งสู่ท้องถนน!

บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย เผยโฉมบีเอ็มดับเบิลยู M2 CS รถสปอร์ตสมรรถนะสูงตระกูล M ที่ผสานความเร้าใจจากสนามแข่งเข้ากับการขับขี่ในชีวิตประจำวันได้อย่างลงตัว ที่ยังคงความมันส์ในการขับขี่สไตล์ M ด้วยสมรรถนะที่เหนือกว่ารุ่นก่อนหน้าอย่าง M2 Competition ทั้งในด้านดีไซน์ ระบบขับเคลื่อน และสุนทรียภาพในการขับขี่ บีเอ็มดับเบิลยู M2 CS ใหม่นี้ นับเป็นรุ่นแรกของตระกูล M ในเซกเมนต์พรีเมียมคอมแพ็คที่ผลิตมาในรุ่นพิเศษและมีช่วงการผลิตที่จำกัด

มร.อเล็กซานเดอร์ บารากา ประธาน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า “บีเอ็มดับเบิลยู M2 CS ใหม่นี้ ได้รับการพัฒนาให้โดดเด่น เน้นย้ำความเป็นที่สุดแห่งสมรรถนะจากสนามแข่งในแบบของบีเอ็มดับเบิลยู M และแตกต่างจากบีเอ็มดับเบิลยู M2 ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสมาชิกตระกูล M ที่แฟน ๆ บีเอ็มดับเบิลยูชื่นชอบกันเป็นอย่างมาก โดยสมรรถนะที่มาในบีเอ็มดับเบิลยู M2 CS เรียกได้ว่าทรงพลังเทียบเท่ากับรถแข่งพันธุ์แท้ แต่ยังคงไว้ซึ่งสุนทรียภาพและความสะดวกสบายของการขับขี่ในชีวิตประจำวันบนท้องถนน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเอกลักษณ์การขับขี่ที่สนุกสนานในสไตล์บีเอ็มดับเบิลยู และการเปิดตัวบีเอ็มดับเบิลยู M2 CS ใหม่ในครั้งนี้ ยังเป็นข้อพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นของเราในการมอบตัวเลือกทางยนตรกรรมที่หลากหลายให้แก่ลูกค้า ครอบคลุมทุกความต้องการไม่ว่าจะเป็นในแง่ของเครื่องยนต์ ประเภทรถ ไปจนถึงไลฟ์สไตล์ที่แตกต่าง เรียกได้ว่าเป็นการมอบพลังแห่งทางเลือกให้กับลูกค้าได้อย่างแท้จริง”

บีเอ็มดับเบิลยู M2 รถสปอร์ตสมรรถนะสูงได้หวนคืนสู่ท้องถนนอีกครั้งเพื่อสานต่อตำนานแห่งความทรงพลังของตระกูล M กับความเร้าใจที่เข้มข้นยิ่งกว่าเดิมในรุ่นบีเอ็มดับเบิลยู M2 CS ที่สืบทอดเอกลักษณ์จากรุ่นก่อนหน้าอย่าง M2 Competition แต่ยกระดับสมรรถนะอย่างรอบด้านด้วยดีเอ็นเอความโฉบเฉี่ยวแบบฉบับ CS จากรุ่นพี่อย่าง M3 CS และ M4 CS ได้รับการพัฒนาจากพื้นฐานรถแข่งของบีเอ็มดับเบิลยู M2 CS Racing ตอบโจทย์ผู้หลงใหลในความรวดเร็วที่มองหารถยนต์คู่ใจในชีวิตประจำวัน

ความพิเศษของบีเอ็มดับเบิลยู M2 CS ใหม่ อยู่ที่การใช้วัสดุคาร์บอนไฟเบอร์เพื่อลดน้ำหนักพร้อมเสริมประสิทธิภาพการระบายอากาศและแอโรไดนามิกส์ในชิ้นส่วนต่าง ๆ ด้านนอกรถ ไม่ว่าจะเป็นกระโปรงหน้าในวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ ที่ช่วยลดน้ำหนักให้เบาลงถึง 50 เปอร์เซ็นต์ เพิ่มความโดดเด่นด้วยช่องระบายอากาศที่กึ่งกลางกระโปรงหน้าในสีดำเงา ช่วยลดแรงกดและเสริมประสิทธิภาพการระบายอากาศในห้องเครื่อง

นอกจากนี้ หลังคารถยังมาในโครงสร้างคาร์บอนไฟเบอร์เป็นครั้งแรกในรุ่น M2 ช่วยพัฒนาทั้งในเรื่องความแข็งแกร่งและลดเสียงรบกวนจากภายนอก อีกทั้งสร้างจุดศูนย์ถ่วงต่ำร่วมกับกระโปรงหน้าเพื่อความปราดเปรียวยิ่งขึ้น ชิ้นส่วนภายนอกอื่น ๆ ที่มาในวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ ได้แก่ ลิ้นกันชนหน้า สปอยเลอร์หลัง แผงใต้กันชนท้าย และฝาครอบกระจกข้าง ซึ่งทำงานร่วมกันในการเสริมประสิทธิภาพการไหลผ่านของอากาศเพื่อศักยภาพในการเกาะถนนที่ดียิ่งขึ้น

บีเอ็มดับเบิลยู M2 CS ใหม่ มากับเครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบ ขนาด 3.0 ลิตร พร้อมเทคโนโลยี M TwinPower Turbo ส่งพละกำลัง 331 กิโลวัตต์/450 แรงม้า สูงกว่าบีเอ็มดับเบิลยู M2 Competition ถึง 29 กิโลวัตต์/40 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุด 550 นิวตันเมตร โลดแล่นด้วยความเร็วจากหยุดนิ่งถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายในเวลา 4.0 วินาที สู่ความเร็วสูงสุด 280 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มาพร้อมเกียร์อัตโนมัติ M แบบคลัทช์คู่ 7 สปีด พร้อมระบบ Drivelogic ก็พร้อมให้ผู้ขับขี่เลือกโหมดการขับขี่ได้ 3 โหมดตามต้องการ ได้แก่ COMFORT SPORT และ SPORT+

ระบบช่วงล่างของบีเอ็มดับเบิลยู M2 CS ใหม่ ได้รับการออกแบบมาเพื่อการขับขี่ทั้งบนสนามแข่งและบนท้องถนน มาพร้อมระบบควบคุมเสถียรภาพการขับขี่ (Dynamic Stability Control) และระบบเฟืองท้ายแบบ Active M (Active M Differential) ที่ปรับการควบคุมการล็อกเฟืองท้ายด้วยไฟฟ้าให้เหมาะสมตามสภาวะการขับขี่ ขณะที่โหมด M Dynamic (MDM) จะเปิดใช้งานทันทีที่เลือกโหมดการขับขี่แบบ SPORT+ หรือกดปุ่ม DSC ขณะขับขี่ในโหมดอื่น ๆ เพื่อเพิ่มอิสระในการควบคุมให้โลดแล่นได้โฉบเฉี่ยวยิ่งขึ้น บีเอ็มดับเบิลยู M2 CS ใหม่ ยังมาพร้อมระบบช่วงล่าง Adaptive M เป็นครั้งแรก เสริมความสปอร์ตด้วยล้ออัลลอยน้ำหนักเบาแบบ M ขนาด 19 นิ้ว ลาย V-Spoke พร้อมเบรก M Sport และคาลิเปอร์เบรกในสีแดงสะดุดตาสำหรับรุ่นเกียร์อัตโนมัติ

ดีไซน์ภายนอกโดดเด่นด้วยสีตัวถัง Misano Blue metallic ท้ายรถคงเอกลักษณ์ความสปอร์ตด้วยท่อไอเสียสแตนเลสแบบคู่ทั้งสองข้าง พร้อมสลักตัวอักษร M ภายในมอบความรู้สึกเร้าใจแบบฉบับรถแข่งด้วยพวงมาลัย M Sport เบาะนั่งหนังแท้สไตล์ M Sport สีดำตัดตะเข็บสีแดง เสริมโฉบเฉี่ยวด้วยสีสันจากลาย BMW M บริเวณพนักพิงศีรษะ บนขอบประตูสลักโลโก้ M2 CS เสริมเอกลักษณ์ความโดดเด่นไม่ซ้ำใคร


บีเอ็มดับเบิลยู M2 CS ใหม่ มีราคาจำหน่าย 6,999,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม และโปรแกรมบำรุงรักษา BSI Standard)


Swarovski x Wonder Woman ทรงพลังขนาดนี้ไม่มีได้ไง!

อีกหนึ่งปรากฏการณ์ที่น่าจับตามอง เมื่อล่าสุด สวารอฟสกี้ จับมือกับค่าย Warner Bros. และ DC ถ่ายทอดความงดงามของ Wonder Woman สุดยอดซุปเปอร์ฮีโร่หญิงแกร่งที่ทุกคนทั่วโลกหลงรัก ผ่านคอลเลกชันใหม่สุดเจิดจรัส  ด้วยดีไซน์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากชุดเกราะและปีกนกอินทรีสีทองอันเป็นเอกลักษณ์ของ Wonder Woman ซึ่งสื่อถึงความเป็นผู้หญิงทีมีความแข็งแกร่ง และมุ่งมั่นได้เป็นอย่างดี ตอกย้ำปณิธานของแบรนด์ในการส่งเสริมการมอบพลัง อำนาจ และความมั่นใจให้แก่ผู้หญิงทั่วทุกมุมโลก   

คอลเลกชัน Swarovski x Wonder Woman ใหม่จะเปิดตัวก่อนภาพยนตร์เรื่อง Wonder Woman 1984 ที่หลายคนรอคอย ซึ่งจะออกฉายในเดือนธันวาคม 2020 โดยเป็นภาคต่อของภาพยนตร์เรื่อง Wonder Woman ในปี 2017 ทั้งนี้ Wonder Woman เปรียบเสมือนต้นแบบของผู้หญิงหลายช่วงอายุ และเป็นตัวละครที่สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นฮีโร่ที่อยู่ในตัวทุกน ที่ถ่ายทอดออกมาในสไตล์เฉพาะของเธอเอง โดยคอลเลกชัน Swarovski x Wonder Woman ใหม่ ไม่เพียงตอกย้ำงานฝีมืออันงดงาม ประณีต และเปล่งประกายของสวารอฟกี้เท่านั้น แต่ยังสื่อถึงสไตล์ ความแข็งแกร่ง และความอดทนมุ่งมั่นของ Wonder Woman อีกด้วย

สวารอฟสกี้ถ่ายทอดเอกลักษณ์ของตัวละครซุปเปอร์ฮีโร่หญิง Wonder Woman ออกมาได้เป็นอย่างดีผ่านดีไซน์เครื่องประดับกลุ่มผลิตภัณฑ์หลัก Swarovski โดยนำแรงบันดาลใจมาจากภารกิจการตามหาความจริงของตัวละคร Wonder woman ตลอดจนความแข็งแกร่ง และความเมตตาต่อทุกชีวิต เครื่องประดับสวารอฟสกี้กลุ่มนี้มาพร้อมกับสไตล์เจิดจรัสหลากหลายรูปแบบ ซึ่งถ่ายทอดพลังของ Wonder Woman ผ่านคริสตัลสวารอฟสกี้และโทนสีทองอันงดงามที่สะกดทุกสายตากำไลแบบ CUFF FIT WONDER WOMAN สร้อยข้อมือของ Wonder Woman คือสัญลักษณ์ของพลังอำนาจ ซึ่งสวารอฟสกี้ได้สร้างประกายเจิดจรัสในรูปแบบใหม่ให้กับรูปทรงอันเป็นเอกลักษณ์ด้วยคริสตัลพาเว่งดงามสะกดสายตา และกำไลแบบ Cuff ที่ทำจาก Swarovski Crystal Mesh โดยโทนสีเมทาลิกและโลโก้ของ Wonder Woman ออกแบบมาเพื่อมอบพลังและความมั่นใจให้ผู้หญิงออกไปครอบครองโลกใบนี้ต่างหูแบบห่วง FIT WONDER WOMAN ต่างหูอเนกประสงค์งดงามน่าจับตาคู่นี้สามารถสวมใส่ได้หลายแบบ ไม่ว่าจะสวมเฉพาะตัวห่วงที่ประดับคริสตัลสวารอฟสกี้แบบพาเว่อย่างเดียวเพื่อสร้างลุคกลางวันในสไตล์เรียบง่าย หรือจะเติมประกายเจิดจรัสจากลวดลายของ Wonder Woman เข้าไปเพื่อเพิ่มความแกลมและลุคที่หรูหราในช่วงกลางคืนก็ได้เช่นกัน

สร้อยคอ FIT WONDER WOMAN สร้อยคอแสนสวยเส้นนี้ที่ประดับด้วยคริสตัลสวารอฟสกี้แบบพาเว่อันละเอียด ประณีต เพื่อเพิ่มความโดดเด่นให้กับคอผู้สวมใส่ได้ตั้งแต่เช้าจรดค่ำแหวนคู่ FIT WONDER WOMAN แหวนคู่สวยเด่นสัญลักษณ์ Wonder Woman ช่วยสร้างลุคที่กำลังอินเทรนด์ประจำฤดูกาลนี้ ซึ่งจะเพิ่มสไตล์สวยทรงพลังให้กับเครื่องแต่งกายได้ทุกแบบสร้อยข้อมือ FIT WONDER WOMAN เพิ่มพลังวิเศษให้กับ Everyday look ของคุณด้วยสร้อยข้อมือสุดระยิบระยับอันน่าจับตามอง ที่มาพร้อมกับสัญลักษณ์ของ Wonder Womanต่างหูแบบพู่ FIT WONDER WOMAN ต่างหูแบบพู่ห้อยระย้าสามารถสวมใส่ได้หลายแบบ และจะพลิ้วไหวไปมายามที่คุณขยับตัว

คอลเลกชัน Swarovski x Wonder Woman มีวางจำหน่ายแล้วที่ร้านบูติกสวารอฟสกี้สาขาเซ็นทรัลเวิลด์เท่านั้น ค้นพบแรงบันดาลใจและวิธีสร้างสรรค์ประกายเจิดจรัสจากสวารอฟสกี้ในแบบอื่น ๆ ให้กับตัวเอง ได้ที่ #SparkDelight ติดตามข่าวสาร และข่าวผลิตภัณฑ์ของสวารอฟสกี้เพิ่มเติมผ่าน IG@Swarovskithailand และ Facebook


รอยัล เอนฟิลด์ ชวนสาวๆ ซิ่งอย่างมีสไตล์! “Girl’s Day Out: ผู้หญิงก็ซิ่งได้ ปี 4”

รอยัล เอนฟิลด์ ผู้นำตลาดรถมอเตอร์ไซค์คลาสสิกขนาดกลางระดับโลก จัดกิจกรรม “Girl’s Day Out: ผู้หญิงก็ซิ่งได้ ปี 4” เชิญชวนเหล่านักบิดสาวลูกค้ารอยัล เอนฟิลด์ มาเรียนรู้เทคนิคการขี่มอเตอร์ไซค์อย่างปลอดภัยและถูกต้อง พร้อมจัดเวิร์คช็อป “เทคนิคการถ่ายรูปกับมอเตอร์ไซค์คู่ใจ” โดยคุณมด-มนัญญา ไชยนันทน์ ช่างภาพสาวมากฝีมือ มาแนะนำเทคนิคการถ่ายภาพให้สวยมีสไตล์เหมือนหลุดออกมาจากนิตยสาร เพื่อให้ฝึกถ่ายภาพสวยๆ ไปโพสต์ในโซเชียลอย่างมืออาชีพ

กิจกรรม “Girl’s Day Out: ผู้หญิงก็ซิ่งได้ ปี 4” เริ่มขึ้นด้วยการขับขี่ city ride เพื่อให้สาวๆ ได้สัมผัสประสบการณ์การขับขี่ที่แท้จริง หรือ Pure Motorcycling ของรอยัล เอนฟิลด์เป็นระยะทางกว่า 40 กิโลเมตร จากนั้นมุ่งสู่ลานกิจกรรมเลียบทางด่วนเอกมัย-รามอินทรา เพื่อเรียนรู้ทักษะการขับขี่อย่างปลอดภัยเบื้องต้นจากผู้เชียวชาญ

สาวๆ ได้เรียนรู้ข้อแนะนำต่างๆ เกี่ยวการขี่รถมอเตอร์ไซค์ในภาคทฤษฎี เพื่อทำให้การขับขี่เป็นไปได้อย่างสบายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นวิธีการจับคันบังคับมอเตอร์ไซค์อย่างไรไม่ให้เมื่อยมือ และการนั่งอย่างไรให้สบายตัวที่สุด หลังจากได้รับฟังทฤษฎี ก็ถึงเวลาลงมือปฏิบัติโดยเริ่มจากการทำความคุ้นเคยกับมอเตอร์ไซค์ เช่น การขึ้นลงรถ การหาสมดุลการนั่ง และการจัดท่าทาง

เมื่อคุ้นเคยกับมอเตอร์ไซค์ดีแล้ว ผู้เข้าร่วมจึงได้ลงสนามเพื่อฝึกฝนทักษะการขับขี่จริง โดยเริ่มจาก การออกตัว การเบรก และการควบคุมรถในทางโค้ง โดยมีผู้เชียวชาญจากรอยัล เอนฟิลด์คอยให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิดดังนี้

  1. การขึ้นมอเตอร์ไซค์ เมื่อจะเริ่มขับขี่ การขึ้นรถเป็นขั้นตอนแรกที่ห้ามมองข้าม เริ่มจากการพยุงรถ แตะขาตั้ง และกำเบรกมือไว้เพื่อป้องกันไม่ให้รถไหล จากนั้นขึ้นรถพร้อมเหยียบแป้นเบรกหลัง จัดท่าทางให้ปลายเท้าชี้ไปข้างหน้า และหันมองด้านหลังก่อนออกตัวทุกครั้ง
  2. การเบรกอย่างถูกต้องและปลอดภัย ระบบเบรกของมอเตอร์ไซค์แบบออกเป็นเบรกหน้า (Front Brake) เบรกหลัง (Rear Brake) และการเบรกจากแรงหน่วง (Engine Brake) โดยเบรกหน้าคือเบรกที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด สามารถทำให้รถหยุดสนิทที่สุด ทั้งนี้ในการเบรกผู้ขับขี่จะต้องไม่กำคลัทซ์ก่อนเบรก เพื่อลดระยะการเบรกลงและการควบคุมรถที่ดีขึ้น
  3. การเข้าโค้งและการวนรถ ฝึกการถ่ายเทน้ำหนักลำตัวช่วงบนในการเข้าโค้ง พร้อมใช้สายตาและการกะระยะเพื่อช่วยกำหนดทิศทางการขับขี่ ให้การเข้าโค้งเป็นไปอย่างปลอดภัย

จากนั้นก็ถึงกิจกรรมที่สาวๆ ตั้งตารอกับเวิร์คช็อป “เทคนิคการถ่ายรูปกับมอเตอร์ไซค์คู่ใจ” โดยคุณมด-มนัญญา ไชยนันทน์ ช่างภาพสาวมากฝีมือ มาแนะนำเทคนิคการถ่ายรูปคู่กับมอเตอร์ไซค์คันโปรดให้สวยมีสไตล์ ด้วยการจัดองค์ประกอบภาพ เข้าใจเรื่องแสง และเลือกสถานที่สำหรับการถ่ายภาพสาวๆ ที่เข้าร่วมต่างสนุกสนานในช่วงเวิร์คช็อปที่เปิดโอกาสให้ทดลองถ่ายรูปคู่กับมอเตอร์ไซค์คู่ใจ คุณมด-มนัญญา ได้แนะนำเทคนิคว่า “สาวไบเกอร์แต่ละคนมีสไตล์และตัวตนเป็นของตัวเองซึ่งสะท้อนออกมาผ่านรูปถ่ายได้อย่างดี เรื่องเทคนิคการถ่ายภาพสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การเลือกสถานที่ การจัดแสงเงา

มุมการถ่ายที่ไม่ได้มีแค่มุมตรงอย่างเดียว และการโพสต์ท่าทางให้ออกมาดูมืออาชีพ ท้ายที่สุดเพื่อให้รูปถ่ายออกมาสมบูรณ์ การแต่งภาพถือเป็นสิ่งสำคัญ เช่น การเพิ่มความโดดเด่นของสีด้วยคอนทราสต์และค่าความอิ่มตัวของสี จะช่วยให้ภาพดูน่าสนใจและโดดเด่นมากขึ้น เผยให้เห็นถึงสไตล์และตัวตนของสาวนักซิ่งได้ดีขึ้น”

รอยัล เอนฟิลด์ เชื่อว่า มอเตอร์ไซค์เป็นมากกว่ายานพาหนะเพื่อการเดินทาง แต่เป็นตัวตนและไลฟ์สไตล์ของผู้ขับขี่ ดังนั้น รอยัล เอนฟิลด์จึงมุ่งมั่นที่จะสร้างสังคมการขับขี่ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย เพื่อให้ทุกคนได้พบกับการขับขี่ที่แท้จริง ที่สนุก ราบรื่น ปลอดภัย ประทับใจ และเต็มไปด้วยความทรงจำดีๆ


“ฮอนด้าชวนทำดี ครั้งที่ 4 ไปกับ ฮอนด้า บีอาร์-วี และ ฮอนด้า โมบิลิโอ” บริจาคสิ่งของโรงเรียนบ้านหนองไผ่ และโรงพยาบาลบ้านลาด

บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด จัดกิจกรรม ฮอนด้าชวนทำดี ไปกับ ฮอนด้า บีอาร์วี และ ฮอนด้า โมบิลิโอนำสื่อมวลชนเดินทางสู่ .เพชรบุรี และ .ประจวบคีรีขันธ์ ด้วยรถยนต์ ฮอนด้า บีอาร์วี ยนตรกรรมแอคทีฟสปอร์ตครอสโอเวอร์ และ ฮอนด้า โมบิลิโอ ยนตรกรรมอเนกประสงค์ขนาดซับคอมแพคท์ สานต่อการทำความดีด้วยการบริจาคเงินและสิ่งของเพื่อช่วยเหลือเยาวชน โรงเรียนบ้านหนองไผ่ .หัวหิน .ประจวบคีรีขันธ์ พร้อมส่งมอบอุปกรณ์การแพทย์ที่ขาดแคลนให้กับโรงพยาบาลบ้านลาด .บ้านลาด .เพชรบุรี

กิจกรรม ฮอนด้าชวนทำดี เป็นกิจกรรมที่ฮอนด้าริเริ่มขึ้น ด้วยการเปิดรับเงินบริจาคจากสื่อมวลชนเพื่อร่วมสมทบทุนในการสนับสนุนอุปกรณ์การศึกษาตามความประสงค์ของโรงเรียนที่ขาดแคลน รวมทั้งสมทบทุนซื้ออุปกรณ์และเครื่องมือทางการแพทย์ที่จำเป็นให้แก่โรงพยาบาลที่ขาดแคลน โดยครั้งนี้ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 15 – 16 กันยายน 2563 ซึ่งการเดินทางของสื่อมวลชนในการนำสิ่งของไปบริจาคในครั้งนี้ มีความสะดวกสบายและลงตัวกับทุกการใช้งาน ด้วยรถยนต์ 2 รุ่นทั้ง ฮอนด้า บีอาร์วี และ ฮอนด้า โมบิลิโอ

ฮอนด้า บีอาร์วี ยนตรกรรมแอคทีฟสปอร์ตครอสโอเวอร์ โดดเด่นด้วยรูปลักษณ์ที่แข็งแกร่งสไตล์สปอร์ตแบบเอสยูวี และ ฮอนด้า โมบิลิโอ ยนตรกรรมอเนกประสงค์ขนาดซับคอมแพคท์ที่สะท้อนเอกลักษณ์ความเป็นตัวตนและไลฟ์สไตล์ของคนเมืองอย่างชัดเจน มาพร้อมห้องโดยสารที่กว้างขวางสะดวกสบาย โดยมีทั้งแบบ 3 แถว 7 ที่นั่ง และแบบ 2 แถว 5 ที่นั่ง ที่สามารถปรับเปลี่ยนพื้นที่ใช้สอยได้หลากหลายสไตล์  อีกทั้ง พื้นที่อเนกประสงค์ด้านท้ายขนาดใหญ่ ที่สามารถบรรจุสัมภาระและตอบโจทย์ทุกการใช้งานได้อย่างลงตัว  ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังเครื่องยนต์ i-VTEC ขนาด 1.5 ลิตร 117 แรงม้า และระบบเกียร์อัตโนมัติ CVT ตอบสนองทุกการขับขี่และให้อัตราการประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยม

สำหรับทริป ฮอนด้าชวนทำดี ไปกับ ฮอนด้า บีอาร์วี และ ฮอนด้า โมบิลิโอ สื่อมวลชนเริ่มออกเดินทางจาก ร้านอาหาร ซีค คาเฟ่ โดยสื่อมวลชนได้เข้ารับฟังรายละเอียดของกิจกรรม ก่อนออกเดินทางสู่จุดหมายปลายทางแรกที่ โรงเรียนบ้านหนองไผ่ .หัวหิน .ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก มีนักเรียนระดับชั้นอนุบาลและประถมศึกษาจำนวน 126 คน

ฮอนด้าและสื่อมวลชนได้มอบอุปกรณ์การเรียนการสอนและสิ่งของที่จำเป็นให้กับน้องๆ เยาวชน เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนด้านการศึกษา ก่อนจะมุ่งหน้าเดินทางต่อไปยัง โรงแรมฮอลิเดย์ อินน์ วานา นาวา หัวหิน เพื่อพักผ่อนในบรรยากาศสบายๆ

วันที่ 2 ของทริปทำความดี สื่อมวลชนได้ออกเดินทางไปยัง โรงพยาบาลบ้านลาด .บ้านลาด .เพชรบุรี ซึ่งเป็นโรงพยาบาลชุมชนขนาดเล็ก 30 เตียง รองรับผู้ป่วยที่อยู่ในอำเภอและละแวกชุมชน โดยฮอนด้าและสื่อมวลชนได้มอบอุปกรณ์การแพทย์ที่โรงพยาบาลยังขาดแคลน ได้แก่ เครื่องวัดโลหิตตั้งพื้นแบบดิจิตอลพร้อมรถเข็นล้อเลื่อน จำนวน 2 ชุด เครื่องวัดความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือดชนิดพกพา จำนวน 2 เครื่อง และเตียงเคลื่อนย้ายผู้ป่วยแบบมือหมุนพร้อมเสาน้ำเกลือ จำนวน 1 เตียง ก่อนจะเดินทางกลับกรุงเทพฯ ด้วยความอิ่มเอมใจ

ทริป ฮอนด้าชวนทำดี ไปกับ ฮอนด้า บีอาร์วี และ ฮอนด้า โมบิลิโอ ในครั้งนี้ นอกจากสื่อมวลชนจะได้สัมผัสประสบการณ์การเดินทางไปกับ ฮอนด้า บีอาร์วี และ ฮอนด้า โมบิลิโอ ยนตรกรรมที่สามารถตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ได้อย่างลงตัวแล้ว ยังได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับฮอนด้าในการแบ่งปันสิ่งดีๆ กลับคืนสู่สังคม ซึ่งเป็นสิ่งที่ฮอนด้าให้ความสำคัญมาโดยตลอด เพื่อสานต่อเจตนารมณ์ในการเป็นองค์กรที่สังคมต้องการให้ดำรงอยู่ตลอดไป

ลูกค้าที่สนใจ ฮอนด้า บีอาร์วี และ ฮอนด้า โมบิลิโอ สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ หรือลงทะเบียนเพื่อร่วมกิจกรรมทดลองขับ โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ ผ่าน www.honda.co.th/testdrive โดยลูกค้าที่ลงทะเบียนเพื่อร่วมกิจกรรมทดลองขับและทดลองขับ ตั้งแต่วันที่ 12 สิงหาคม 2563 – 31 ตุลาคม 2563 จะได้รับของสมนาคุณ Honda Tumbler กระบอกน้ำเก็บอุณหภูมิ มูลค่า 350 บาท

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ฮอนด้า บีอาร์วี www.honda.co.th/brv และรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ฮอนด้า โมบิลิโอ www.honda.co.th/mobilio

# # # # # # # # # #

ข้อเสนอพิเศษเมื่อจองและรับรถตั้งแต่ 1 .. 63 – 30 .. 63

  • ฮอนด้า โมบิลิโอ รับดอกเบี้ยพิเศษ 0% หรือเลือกรับดอกเบี้ย 2.29% หรือ “Double Smile” ดาวน์ 0 บาทและรับฮอนด้าช่วยผ่อนเดือนละ 4,000 บาท นาน 12 เดือน ทุกข้อเสนอมาพร้อมฟรีประกันภัย 1 ปี ฟรีโปรแกรมการให้บริการพิเศษด้านคุณภาพรถยนต์ ฮอนด้า อัลติเมท แคร์ (Honda Ultimate Care) พร้อมด้วยบริการช่วยเหลือฉุกเฉินนอกสถานที่ 24 ชั่วโมง (Honda 24hr Roadside Assistance) ขยายเพิ่ม อีก 2 ปี หรือ 40,000 กิโลเมตร
    อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน ต่อจากการรับประกันคุณภาพรถใหม่ 3 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร  สิ้นสุดรวมเป็น 5 ปี หรือ 140,000 กิโลเมตร  อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน
  • ฮอนด้า บีอาร์วี รับดอกเบี้ยพิเศษ 0.59% หรือเลือกรับดอกเบี้ย 1.99% พร้อมฮอนด้าช่วยผ่อนเดือนละ 3,000 บาท นาน 12 เดือน ฟรีประกันภัย 1 ปี หรือเลือกรับข้อเสนอ “Double Smile” ผ่อนเริ่มต้นเดือนละ 6,000 บาท
    ฟรีประกันภัย 1 ปี ทุกข้อเสนอมาพร้อมฟรีค่าแรงในการเช็กระยะตามตารางการบำรุงรักษา 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน

“New Generation of Automotive” ทิศทางยานยนต์ไฟฟ้าไทยเพื่ออนาคตที่ดีกว่า

ปัจจุบันภาครัฐให้ความสำคัญในการผลักดันให้ประเทศไทยเปลี่ยนผ่านสู่สังคมยานยนต์ไฟฟ้า และกระตุ้นให้คนไทยเห็นถึงความสำคัญ และประโยชน์จากการใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้า ซึ่งจะมีส่วนสำคัญในการลดมลพิษในอากาศในระยะยาว ซึ่งประเด็นการปล่อยมลพิษของรถยนต์สันดาปภายใน ถือเป็นตัวเร่งให้เกิดการพัฒนารถยนต์พลังงานทางเลือก เกิดเทคโนโลยียานยนต์ใหม่ๆ รวมถึงการออกกฎหมายควบคุมมลพิษจากยานยนต์เกิดขึ้น ดังจะเห็นได้จากกำหนดค่าไอเสียที่ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะที่มลรัฐแคลิฟอร์เนียที่มีการกำหนดค่ามาตรฐานการปล่อยมลพิษของตัวเอง เพื่อควบคุมและแก้ปัญหามลพิษ รวมไปถึงภูมิภาคอื่นๆ อย่างเช่นในประเทศในกลุ่มยุโรปก็ได้มีการออกมาตรฐานการปล่อยมลพิษของยานยนต์อย่าง มาตรฐานยูโร โดยเริ่มตั้งแต่ ยูโร 1 ถึงปัจจุบันอยู่ที่มาตรฐานยูโร 6

ปัจจุบันมียานยนต์จำหน่ายทั่วโลกรวมกันกว่า 1,200 ล้านคัน ย่อมก่อให้เกิดมลภาวะทางอากาศที่มากขึ้น ดังนั้น รัฐบาลประเทศต่างๆ จึงได้มีการออกมาตรการที่เข้มงวดในเรื่องระบบท่อไอเสีย รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีให้รองรับการใช้ทั้งเครื่องยนต์และแบตเตอรี่ ไม่ว่าจะเป็น การใช้ยานยนต์ไฟฟ้าไฮบริด (Hybrid Electric Vehicle : HEV) ยานยนต์ไฟฟ้าไฮบริดปลั๊กอิน (Plug-in Hybrid Electric Vehicle : PHEV) รวมทั้งยานยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (Battery Electric Vehicle : BEV) รวมถึงการออกนโยบายสนับสนุนการใช้รถยนต์ประเภทนี้ อาทิรัฐแคลิฟอร์เนียออกนโยบายการเงินในการสนับสนุนเงินให้ผู้ซื้อยานยนต์ไฟฟ้าสูงสุดกว่า 200,000 บาทต่อคัน และการสนับสนุนให้ตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้า ทำให้ในปี .. 2018 มีจำนวนแท่นชาร์จไฟกว่า 450,000 มากที่สุดในประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นต้นสำหรับประเทศไทย ซึ่งเป็นฐานการผลิตยานยนต์ที่สำคัญ โดยในปี .. 2019 มีการผลิตอยู่ในอันดับที่ 11 ของโลก และอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ถือเป็น 1 ใน 12 อุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-Curve) ที่มีศักยภาพและมีบทบาทสำคัญในการผลักดันเศรษฐกิจของประเทศ รัฐบาลไทยได้จัดตั้งคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ และมีการบูรณาการทำงานร่วมกันกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยการประชุมครั้งที่ 1 ได้มีการเห็นชอบแผน 30@30 โดยปี .. 2030 จะผลิตยานยนต์ไฟฟ้า 30% ของการผลิตรถยนต์ในไทย โดยแบ่งการทำงานเป็น 3 ระยะ คือ

  • ระยะสั้น (2020-2022) ผลิตรถสำหรับรถราชการ รถสาธารณะ รถจักรยานยนต์สาธารณะ 60,000-110,000 คัน
  • ระยะกลาง (2021-2025) จะผลักดัน ECO EV จำนวน 100,000-250,000 คัน และผลักดันสมาร์ท ซิตี้ บัส จำนวน 300,000 คัน
  • ระยะยาว (2026-2030) ให้มีการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าประมาณ 750,000 คัน

พร้อมกันนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมยังได้หารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเดินหน้าโครงการมาตรการยานยนต์เก่าแลกยานยนต์ไฟฟ้า (xEV) โดยการนำรถเก่าที่มีอายุการใช้งานมากกว่า 15 ปี มาเปลี่ยนเป็นยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อส่งเสริมตลาดและการจัดการซากยานยนต์ โดยจะมีการศึกษาการจัดการซากยานยนต์ในประเทศไทยอย่างจริงจัง เพื่อให้เกิดการจัดการซากรถยนต์ที่เป็นระบบ ลงทุนการรีไซเคิลซากรถยนต์และแบตเตอรี่ และเข้าสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน

ด้านโครงสร้างพื้นฐานได้รองรับการส่งเสริมสถานีอัดประจุไฟฟ้า โดยใช้อัตราค่าไฟฟ้าแบบคงที่ 2.63 บาทต่อหน่วย และตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้าสาธารณะให้ตั้งภายในรัศมี 50-70 กิโลเมตร เพื่อให้ครอบคลุมการเดินทางระยะไกล ซึ่งที่ผ่านมาภาครัฐและภาคเอกชนมีการส่งเสริมอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยมีความพร้อมในการเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าที่สำคัญแห่งหนึ่งในอนาคตอันใกล้

บทสรุปสัมมนา “New Generation of Automotive” โดยตัวแทนจากทั้งภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และภาคเอกชน

มร. จาง ไห่โป กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ซีพี จำกัด และบริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด

  • นิยามของ New Generation of Automotive ในมุมของเอ็มจี ประกอบด้วย 3 ประเด็นสำคัญ คือ ระบบอิเล็กทรอนิกส์ ระบบไร้คนขับ และพลังงานทางเลือก สำหรับ SAIC Motor ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของเอ็มจี ถือเป็นหนึ่งในผู้นำทางด้านเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าลำดับต้นๆ ของโลกที่พัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง
  • สำหรับประเทศไทยเราทำตลาดด้วยแบรนด์เอ็มจี โดยเราถือเป็นผู้จุดประกายให้เกิดกระแสยานยนต์ไฟฟ้าในสังคมไทยด้วยการเปิดตัว MG ZS EV ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% ที่สามารถตอบสนองความต้องการของคนรุ่นใหม่ด้วยคอนเซ็ปต์ “EASY” ที่สามารถเป็นเจ้าของได้ง่าย ดูแลรักษาได้ง่าย ใช้งานได้ง่าย เมื่อปีที่ผ่านมา
  • และในปีนี้ เอ็มจีได้เดินหน้าสร้างระบบนิเวศรถยนต์ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่องด้วยการลงทุนติดตั้งจุดชาร์จในรูปแบบ DC โดยภายในปีนี้ จะมีจุดชาร์จจำนวน 100 แห่งในโชว์รูมและศูนย์บริการเอ็มจีทั่วประเทศ และวางแผนในการขยายจุดชาร์จเพิ่มอีก 1 เท่าตัวภายในปีหน้า ส่วนแผนงานในระยะที่ 2 ในการเพิ่มจำนวนสถานีชาร์จให้มากขึ้น จะเลือกสถานีที่อยู่เส้นทางหลักตามทางหลวง และแผนงานในระยะที่ 3 จะเพิ่มสถานีชาร์จที่ศูนย์การค้า ออฟฟิศ หมู่บ้าน ที่พักอาศัย นอกจากนี้ ยังมีแผนนำรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ รวมทั้งรถยนต์ไฟฟ้าปลั๊กอินไฮบริดเข้ามาทำตลาดอีกด้วย โดยเอ็มจีมุ่งหวังให้เกิดการบูรณาการและพร้อมที่จะสนับสนุนความร่วมมือกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สังคมยานยนต์ไฟฟ้าไทยเติบโตมากขึ้น พร้อมนำเสนอให้รัฐบาลช่วยผลักดันเรื่องสิทธิพิเศษด้านภาษี หรือการลงทุน รวมถึงการมอบสิทธิพิเศษให้กับผู้ซื้อรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น

นายโชคดี แก้วแสง รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI)

  • ในปี .. 2560 BOI เตรียมการลงทุนเรื่องนโยบายการลงทุนรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ครอบคลุมทุกเรื่องการผลิต ความต้องการตลาด การส่งเสริมการลงทุน การสร้างสถานีชาร์จ รถยนต์ใช้ส่วนบุคคล รถยนต์สาธารณะ และชิ้นส่วน ในปัจจุบัน มีผู้เข้ามาลงทุนในส่วนของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าทั้งหมด 16 บริษัท รวม 26 โครงการ โดยมีการขอส่งเสริมการลงทุนในการผลิตรถยนต์ ประเภทไฮบริด (HEV) ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) รวมถึงรถพลังงานไฟฟ้า 100% (BEV) และมียอดการผลิตรวมกันกว่า 560,000 คัน เรากำลังพิจารณาส่งเสริมการลงทุนเพิ่มเติมในส่วนของสามล้อไฟฟ้า และรถจักรยานยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้า ที่มีแผนการเปิดโครงการในช่วงการประชุมคณะกรรมการบีโอไอครั้งต่อไป 
  • สำหรับประเทศไทย BOI มองว่า เราต้องมีขีดความสามารถในการสร้างการรับรู้เรื่องนวัตกรรม ต่อยอดสู่การพัฒนาให้ได้ เราต้องเข้าใจบริบทของความต้องการ เพราะประเทศเราเป็นฐานการผลิตรถยนต์ประเภทสันดาปภายในมานาน ดังนั้น เราต้องรีบศึกษาเพื่อจะผันตัวเป็นศูนย์กลางในการผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ฉะนั้น เราต้องปรับตัวให้ได้และให้ทัน ทั้งเรื่องเครื่องมือ (Supply) และการขยายตลาด (Demand) ต้องดูเรื่องผู้ผลิตและผู้ใช้งานมีความพร้อมหรือไม่ ซึ่งจากแผน 30@30 เราต้องคิดกลยุทธ์เพื่อให้เกิดการลงทุนที่มากขึ้น อาทิ การผลิตรถบัสพลังงานไฟฟ้า เพื่อการใช้งานขนส่งสาธารณะ ซึ่งเป็นถือเป็นจำนวนการผลิตที่ค่อนข้างสูง

นายเสกสรร เสริมพงศ์ รองผู้ว่าการวางแผนและพัฒนาระบบไฟฟ้า การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA)

  • การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค รับผิดชอบพื้นที่ครอบคลุม 74 จังหวัด โดยในปัจจุบัน เรามีการสร้างสถานีอัดประจุไฟฟ้าสำหรับรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ทั้งหมด 11 แห่ง นอกจากนี้ เรายังมีแผนในการทำสถานีร่วมกับบางจาก เพิ่มอีก 62 จุด แบ่งเป็นสถานีปั๊มน้ำมันบางจาก 56 จุด และส่วนพื้นที่ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคอีก 6 จุด โดยจะแล้วเสร็จภายในไตรมาสที่ 2 ของ ปี .. 2564 และในระยะถัดไป ระหว่างปี .. 2564 – .. 2565 เราจะดำเนินการสร้างสถานีอัดประจุไฟฟ้าอีก 64 จุด ทำให้ในปี .. 2565 ทางการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จะมีสถานีอัดประจุไฟฟ้าทั้งหมด 137 จุด ซึ่งจะครอบคลุมพื้นที่ 75 จังหวัด(รวมกรุงเทพมหานคร)
  • สำหรับต้นทุนในการสร้างสถานีอัดประจุไฟฟ้า เฉลี่ย 2.5 ล้านบาท ต่อหนึ่งแท่นชาร์จ

นายพรศักดิ์ อุดมทรัพยากุล ผู้ช่วยผู้ว่าการวางแผนและพัฒนาองค์กร การไฟฟ้านครหลวง (MEA)

  • ส่วนงานของการไฟฟ้านครหลวง ครอบคลุมพื้นที่ใน 3 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร นนทบุรี และสมุทรปราการ ในปัจจุบัน เรามีสถานีอัดประจุไฟฟ้า 10 จุด จำนวน 15 แท่นชาร์จ โดยมีแผนการขยายสถานีอัดประจุไฟฟ้า เพิ่มขึ้นอีก 118 จุด รวมเป็น 128 จุด ภายในปี .. 2565 พร้อมทั้งมีการพัฒนาแอพพลิเคชั่น ในการค้นหาสถานีชาร์จไฟฟ้าทั้งประเทศ และสามารถจองแท่นชาร์จก่อนเข้ารับบริการได้ในเชิงนโยบายนั้น ทางการไฟฟ้านครหลวงได้มีการเร่งดำเนินการขยายสถานีชาร์จอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ เราจะส่งเสริมให้ผู้บริโภคเข้าใจในการใช้งานรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในชีวิตประจำวัน หากไม่ได้ออกนอกบริเวณจังหวัดที่ใกล้เคียง รถยนต์พลังงานไฟฟ้า ในปัจจุบันมีระยะทางวิ่งมากกว่า 200 กิโลเมตร ถือว่าเพียงพอต่อการใช้งาน สะดวกต่อการชาร์จพลังงานไฟฟ้าที่ที่พักอาศัยของผู้ใช้งาน

นายพิสิฐ รังสฤษฎ์วุฒิกุล ผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์

  • สถาบันยานยนต์เป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่เป็นกลไกของภาครัฐเพื่อสนับสนุนให้กับกระทรวงอุตสาหกรรมมีพันธกิจในเรื่องของการศึกษาวิจัยในด้านเทคโนโลยียานยนต์ร่วมกับทั้งทางภาครัฐและเอกชน รวมถึงการพัฒนาบุคลากรในแวดวงอุตสาหกรรมยานยนต์ ฝึกอบรม ศูนย์ทดสอบ ตามมาตรฐาน มอก. และตามมาตรฐานต่างประเทศด้วย ปัจจุบันสถาบันยานยนต์มีที่ตั้ง 3 แห่ง ประกอบด้วย กล้วยน้ำไท ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางข้อมูล นิคมอุตสาหกรรมบางปู .สมุทรปราการ ทำหน้าที่ทดสอบเรื่องมลพิษ และสนามไชยเขต  .ฉะเชิงเทรา ทำหน้าที่ทดสอบด้าน EV ทั้งรถยนต์ไฟฟ้าและรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า สำหรับ ศูนย์ทดสอบสนามไชยเขต คาดว่าจะแล้วเสร็จในช่วงเดือนตุลาคมพฤศจิกายนนี้
  • ในส่วนของเครื่องมือที่จำเป็นต่อการทดสอบ ในปี .. 2562 ทางสถาบันฯ ได้รับอุปกรณ์มาแล้วทั้งสิ้น 5 ชิ้น เป็นเครื่องทดสอบความแข็งแรง การชาร์จไฟ การปล่อยประจุเกิน การทนต่ออุณหภูมิ ไฟรั่วหรือไฟฟ้าลัดวงจร ส่วนอุปกรณ์อีก 4 ชิ้น จะเป็นงบประมาณของปี .. 2563 ซึ่งจะทำให้ทางสถาบันฯ มีเครื่องมือในการทดสอบรวมทั้งสิ้น 9 เครื่อง ในส่วนงานด้านบุคลากร เรากำลังจะมีการทำ MoU กับทางศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (PTEC)

ดร. ไกรสร อัญชลีวรพันธุ์ ผู้อำนวยการศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (PTEC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)

  • ศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ นับได้ว่าเป็น Think Tank ในด้านการทำ R&D เพราะการวิจัยที่ดีจะทำให้ประเทศสามารถพัฒนาไปได้ไกล ในอนาคตเราได้มีการจัดทำมาตรฐานแกนการขับเคลื่อนอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของแบตเตอรี่ Charging Station ในด้านของการกำหนดมาตรฐานเราใช้ IEC & ISO เป็นตัวกำหนด และมีการพัฒนาระบบยานยนต์ รวมถึงระบบช่วยขับขี่ ADAS ที่มีการใช้มากขึ้น เราต้องการให้มีมาตรฐานของเครื่องชาร์จ หัวชาร์จ แบตเตอรี่ แท่นชาร์จ และหัวใจสำคัญของยานยนต์ไฟฟ้าอย่างแบตเตอรี่ เพราะฉะนั้นมาตรฐานในเรื่องนี้จึงสำคัญมาก
  • PTEC จะเป็นฝ่ายดูแลและควบคุมเรื่องแบตเตอรี่ผ่านขั้นตอนการทำ Lab Test ที่เป็นมาตรฐานบังคับรวมไปถึงการนำ Cell Battery ที่มีโมดูลและวงจรควบคุมแบตเตอรี่ (Battery Management System) ในการจัดการและควบคุมประจุของแบตเตอรี่ การวิจัยเรื่องการปล่อยประจุไฟฟ้า และการชาร์จไฟฟ้า ทั้งในรูปแบบ AC และ DC การตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ และการระบายความร้อนของแบตเตอรี่              
  • ในด้านการทดสอบเราทดสอบตั้งแต่เรื่องอุณหภูมิแบตเตอรี่ขณะขับขี่ ระบบระบายความร้อนการสั่นสะเทือนขณะขับขี่ ระบบความปลอดภัย และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับประสิทธิภาพและคุณภาพการขับขี่ ในประเทศไทย นอกจากนี้ เรากำลังดำเนินการสร้าง Lab ทดสอบ ที่สามารถนำรถบัส 2 ชั้นที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าและมีเป็นยานยนต์อัตโนมัติ ไร้คนขับ พร้อมทั้งทดสอบโครงสร้างที่น้ำหนักเบา และรูปแบบต่างๆ รวมทั้งการควบคุมเรื่องความถี่ของรถที่จะไม่กวนการทำงานของเครื่องยนต์หรือ ซอฟต์แวร์ อื่นๆ
  • ทั้งนี้ PTEC มองว่าประเทศไทย อุตสาหกรรมยานยนต์ของเราไม่ได้มีความห่างชั้นกับประเทศเพื่อนบ้าน เพราะเรามีศักยภาพที่ค่อนข้างพร้อม และประเทศไทยก็ยังเป็นศูนย์การผลิตรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดเป็นอับดับ 2 ของภูมิภาคอาเซียน และส่วนสำคัญที่จะเร่งการพัฒนาของประเทศไปอีกขั้น คือการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีที่โดดเด่นจากประเทศอื่นๆ เข้ามาปรับใช้ในเมืองไทย หากเราได้เรียนรู้นวัตกรรมใหม่ๆ ก็จะสามารถทำให้เกิดการพัฒนาได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น


BMW Xpo 2020 พร้อมอวดโฉมยนตรกรรมพรีเมียม…4 มุมเมืองตลอด 4 สัปดาห์

มหกรรมประจำปีสำหรับคนรักบีเอ็มดับเบิลยู BMW Xpo กลับมาอีกครั้งเพื่อมอบความตื่นตาตื่นใจด้วยข้อเสนอสุดพิเศษกับหลากหลายรุ่นรถยนต์ที่มีมาให้เลือกสรร ในรูปแบบที่ตอกย้ำที่สุดของพลังแห่งทางเลือกจากบีเอ็มดับเบิลยู โดยปีนี้จะเป็นปีแรกที่ BMW Xpo ขยายพื้นที่การจัดแสดง ด้วยการออกเดินทางไปหาลูกค้าถึงที่ กับการยกขบวนรถยนต์ไปจัดงานทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑลถึง 4 แห่ง ตลอด 4 สัปดาห์ เพื่อมอบที่สุดของประสบการณ์แห่งยนตรกรรมระดับพรีเมียมให้แฟน ๆ และลูกค้าบีเอ็มดับเบิลยูได้สัมผัสอย่างใกล้ชิดมากกว่าที่เคย

สำหรับวันและสถานที่ในการจัดงาน BMW Xpo 2020 ในทั้ง 4 สัปดาห์ มีดังนี้:

  • BMW Xpo ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา พระราม 2 วันที่ 10-13 กันยายน 2563
  • BMW Xpo ณ ศูนย์การค้าเอ็มควอเทียร์และเอ็มโพเรียม วันที่ 17-20 กันยายน 2563
  • BMW Xpo ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พลาซ่า เวสต์เกต วันที่ 24-27 กันยายน 2563
  • BMW Xpo ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว วันที่ 1-4 ตุลาคม 2563

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย สานต่อความแข็งแกร่ง แม้เผชิญวิกฤติโควิด-19

สถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ได้สร้างผลกระทบอย่างใหญ่หลวงให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ยังคงเดินหน้าต่อไปด้วยความแข็งแกร่ง หลังจากที่ทั้งแบรนด์บีเอ็มดับเบิลยูและมินิต่างทำผลงานได้ดีกว่าสถิติช่วงครึ่งปีแรกของตลาดรถยนต์ในประเทศ ทั้งในภาพรวมและในเซกเมนต์รถยนต์พรีเมียมมร. อเล็กซานเดอร์ บารากา ประธาน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า “โลกของเรากำลังเผชิญกับความท้าทายอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน แต่ผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งของเราตลอดหลายปีที่ผ่านมาก็ยังคงเป็นปัจจัยบวกที่สนับสนุนให้เรายังฝ่าฟันอุปสรรคนี้ต่อไปได้ ด้วยยอดส่งมอบรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูและมินิกว่า 4,164 คัน ตลอดครึ่งแรกของปี 2563 หรือลดลง 24% เมื่อเทียบปีต่อปี ซึ่งนับเป็นอัตราที่ดีกว่าตลาดในภาพรวมที่มียอดขายลดลง 41.5% ขณะที่ยอดขายของเซกเมนต์รถยนต์พรีเมียมลดลงที่ 35.5% ความแข็งแกร่งนี้ทำให้ส่วนแบ่งตลาดรถยนต์พรีเมียมของเราขยายตัวขึ้นเป็น 43.6% หรือคิดเป็นการเติบโตถึง 6% ในช่วงครึ่งปีแรก”

ความแข็งแกร่งนี้ยังสะท้อนต่อไปถึงบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ที่มียอดส่งมอบมอเตอร์ไซค์ทั้งหมด 616 คันลดลงเล็กน้อยที่ 6% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่รถยนต์มือสองของบีเอ็มดับเบิลยูกลับทำผลงานสวนกระแสตลาด ด้วยยอดขายทั้งสิ้น 727 คัน สูงขึ้นถึง 15%

“เรายังคงมีความมุ่งมั่นที่แรงกล้าในการขับเคลื่อนนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าให้ก้าวสู่การเป็นมาตรฐานใหม่ แม้ในสถานการณ์เช่นนี้ โดยภายในครึ่งแรกของปีนี้ เราได้เผยโฉมรุ่นรถยนต์ไฟฟ้าจากทั้งแบรนด์บีเอ็มดับเบิลยูและมินิถึง 4 รุ่น ขณะที่โครงการ ChargeNow ยังขยายเครือข่ายอย่างต่อเนื่องกับแผนการเปิดให้บริการสถานีอัดประจุไฟฟ้าสาธารณะตลอดทั้งปี ปัจจุบัน เครือข่ายของ ChargeNow รวมทั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้าที่ผู้จำหน่ายของเรามีให้บริการทั้งหมด 141 หัวจ่ายใน 63 แห่งทั่วประเทศไทย ซึ่งทุกหัวจ่ายของเครือข่าย ChargeNow สามารถอัดประจุไฟฟ้าได้ทั้งรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดและรถยนต์ไฟฟ้าล้วนในทุกรุ่นและทุกแบรนด์ และคาดว่าจะสามารถขยายเครือข่ายทั้งหมดให้ก้าวสู่จำนวนรวม 150 หัวจ่ายได้ภายในปี 2563”

“ด้วยยอดขายรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูปลั๊กอินไฮบริดที่พุ่งสูงขึ้น เราจึงได้เห็นลูกค้าบีเอ็มดับเบิลยูและมินิเลือกติดตั้งตู้ชาร์จ i Wallbox ที่บ้านและสำนักงานของตนเอง รวมเป็นจำนวนกว่า 1,230 ตู้ นับตั้งแต่ปี 2559 เป็นต้นมา โดยตามข้อมูลและสถิติที่เรามี ลูกค้านิยมติดตั้งตู้ชาร์จที่บ้านและที่ทำงานมากขึ้น เพราะสามารถใช้พลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วยระบบขับเคลื่อนแบบไฟฟ้าล้วนได้ในทุก ๆ วัน โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการติดตั้งตู้ชาร์จเป็นจำนวนมาก ซึ่งปัจจุบัน เราคาดว่าจะสามารถติดตั้งตู้ชาร์จ i Wallbox ณ บ้านและสำนักงานของลูกค้าเพิ่มขึ้นรวม 1,840 จุดในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้”

BMW Xpo 2020 สานต่อ 11 ปีแห่งความ ‘JOY’ กับการจัดงาน 4 แห่งทั่วเมือง

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ได้ยกระดับความมุ่งมั่นในการนำเสนอทางเลือกที่หลากหลายที่สุดในการเป็นเจ้าของรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูให้กับลูกค้า โดยงาน BMW Xpo ที่จัดขึ้นในทุก ๆ ปีนั้น ก็ถือกำเนิดขึ้นโดยคำนึงถึงความต้องการของลูกค้าเป็นสำคัญ เพื่อดึงที่สุดแห่งประสบการณ์สไตล์บีเอ็มดับเบิลยูมาให้ลูกค้าได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด ผ่านการยกทัพรถยนต์จากโชว์รูมสู่ศูนย์การค้าที่ผู้คนแวะเวียนผ่านไปผ่านมาเป็นประจำ

“เราได้ส่งมอบที่สุดของความเพลิดเพลินในการขับขี่ให้กับลูกค้าในทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า สมรรถนะที่เปี่ยมด้วยความคุ้มค่าของเครื่องยนต์ดีเซล หรือขุมพลังเบนซินที่เร้าใจทุกสัมผัส ที่พร้อมตอบสนองความต้องการเฉพาะตัวของลูกค้าแต่ละคน โดยผู้ที่ชื่นชอบประสิทธิภาพในด้านความประหยัดของเครื่องยนต์ดีเซลสามารถมั่นใจได้เต็มเปี่ยมสำหรับอนาคต เพราะรถยนต์รุ่นเครื่องยนต์ดีเซลรุ่นใหม่ที่จำหน่ายในปัจจุบันของเราทุกรุ่นผ่านการรับรองเพื่อใช้งานกับน้ำมันไบโอดีเซล B10 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยการเลือกใช้น้ำมันเชื้อเพลิงประเภทนี้จะไม่มีผลกระทบใด ๆ กับการรับประกันเครื่องยนต์” มร. กัลดริค ดอนเนอซาน ผู้อำนวยการฝ่ายขายและการตลาด บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย กล่าว “สำหรับมหกรรม BMW Xpo 2020 เป็นอีกหนึ่งโอกาสที่เราจะมอบทางเลือกมากมายให้กับลูกค้า ในวัน เวลา และสถานที่ ที่ทุกคนจะสามารถสัมผัสประสบการณ์ความเพลิดเพลินที่บีเอ็มดับเบิลยูมอบให้ได้อย่างสะดวกสบายยิ่งขึ้น นอกจากนี้ เรายังมีหลากหลายข้อเสนอสุดพิเศษมานำเสนอ เพื่อให้ลูกค้าได้เป็นเจ้าของยนตรกรรมระดับพรีเมียมได้อย่างง่ายดายยิ่งขึ้น รวมไปถึงรถยนต์รุ่นยอดนิยมอย่างบีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 ที่หรูหราเหนือระดับ หรือบีเอ็มดับเบิลยู X1 ที่พร้อมโลดแล่นสู่ทุกภารกิจในตัวเมือง”

ข้อเสนอสุดพิเศษภายในงาน BMW Xpo 2020

มหกรรม BMW Xpo 2020 มาพร้อมกับข้อเสนอสุดพิเศษที่คัดสรรมาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าบีเอ็มดับเบิลยู ด้วยทางเลือกที่หลากหลายกว่าเคย

ลูกค้าที่เลือกจองรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูภายในงาน BMW Xpo 2020 และมีกำหนดส่งมอบรถภายในวันที่ 30 กันยายน 2563 จะได้รับข้อเสนอพิเศษดังนี้*:

  • บัตรเติมน้ำมัน มูลค่า 10,000 บาท สำหรับรถยนต์ บีเอ็มดับเบิลยู X1 บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 2 และบีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 3
  • บัตรเติมน้ำมัน มูลค่า 20,000 บาท สำหรับรถยนต์ บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 4 บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 บีเอ็มดับเบิลยู X3 บีเอ็มดับเบิลยู X4 บีเอ็มดับเบิลยู X5 บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 6 Gran Turismo และบีเอ็มดับเบิลยู Z4
  • บัตรเติมน้ำมัน มูลค่า 30,000 บาท สำหรับรถยนต์ บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 7 บีเอ็มดับเบิลยู X6 บีเอ็มดับเบิลยู X7 บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 8 และทุกรุ่นในตระกูล บีเอ็มดับเบิลยู M และบีเอ็มดับเบิลยู i
    • ลูกค้าที่จองรถยนต์รุ่นใดก็ได้ในงาน BMW Xpo 2020 จะได้รับโมเดลรถยนต์ BMW Miniature Cars ฟรี

นอกจากนี้ ลูกค้าที่เลือกเป็นเจ้าของรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูรุ่นต่าง ๆ ต่อไปนี้ ภายใต้ข้อตกลงทางการเงินกับบีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชียล เซอร์วิส ประเทศไทย และมีกำหนดส่งมอบรถยนต์ภายในวันที่ 31 ตุลาคม 2563 จะได้รับข้อเสนอพิเศษดังนี้


ทดลองขับของแรง Mercedes-AMG GLC 43 4MATIC Coupé ดึงหน้าหงาย!

ดีใจเหลือเกินหลังจากที่ไม่ได้ออกจากบ้านไปไหนเป็นเวลานาน วันนี้ก็มาถึงวันที่เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) ได้ชวนไปกินเนื้อกัน เนื้อจริงๆ วัวล้วนๆ ที่ไม่ใช่สมุนไพร ไปกินกันไกลถึง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ทำไมต้องไปกันไกลขนาดนั้นเพราะที่นั้นเนื้ออร่อยเหรอ…ก็ใช่ แต่จริงๆ แล้วคืออยากให้เราได้ลองขับรถยักษ์ใหญ่สายโหดอย่าง Mercedes-AMG GLC 43 4MATIC Coupe ใช่ครับถ้ามีคำว่า AMG พ่วงมาด้วยมันจะต้องไม่ธรรมดาแน่ๆ

ความสนุกของทริปนี้มันเริ่มต้นตั้งแต่สตาร์ท​รถกันเลยเสียท่อนิดังกระหึ่ม​ขนาดผมกดปุ่มสตาร์ต​เองยังมีสะดุ้ง​ มาดูภายในรถที่ออกแบบมาเป็นอย่างดีวัสดุที่เลือกสรรค์มาให้ก็สมศักดิ์ศรีไม่เสียชื่อเมอร์เซเดส-เบนซ์ ภายในมาในโทนสีดำดูสปอร์ตด้วยการเดินด้ายแดงตามเบาะหนังและพวงมาลัยหนัง ปลุกวิญญาณนักแข่งให้ผู้ขับด้วยเข็มขัดนิรภัยสีแดงในทุกที่นั่ง…บอกเลยโคตรเดือด มาตรวัดแบบดิจิทัลที่มีสกินให้เลือกหลายแบบตามรสนิยม และที่ขาดไม่ได้ระบบเครื่องเสียงจาก Burmester ที่เสียงโคตรดีเปิดเพลงแนวไหนฟังก็เพราะ

พวงมาลัยของ AMG GLC 43 เป็นแบบ มัลติฟังก์ชัน 3 ก้านทรงสปอร์ตท้ายตัดหุ้มด้วยหนัง Nappa ผสมหนังกลับ ปุ่มต่างๆ บนพวงมาลัยสีเงินเงาแวววาว แบบ touch control ใช้งานง่าย พร้อมสวิตช์ ควบคุมระบบล็อกความเร็ว Cruise Control พร้อมฟังก์ชั่นจำกัดความเร็ว ฟังก์ชั่นนี้ผมชอบมากเพราะช่วงที่วิ่งบนโทลเวย์ที่มีการจำกัดความเร็วทำให้การขับรถสบายมากขึ้น เหยียบเท่าไรก็ไม่มีทางเร็วกว่ากฎหมายกำหนด

นานๆ จะมาขับเบนซ์ทีก็จะงงๆ หาเกียร์ไม่เจอเพราะเกียร์จะอยู่ตรงด้านหลังพวงมาลัยด้านขวา เกียร์เป็นแบบอัตโนมัติ 9 สปีด ที่ทำงานได้อย่างเนียนไร้รอยต่อตอนเปลี่ยนเกียร์ และขับสนุกยิ่งขึ้นกับ Paddle Shift การขับรถจะไม่น่าเบื่ออีกต่อไป เวลาขับรถไกลๆ เร่งแซงทันใจถูกใจนักซิ่งยิ่งนักเพราะสามารถเลือกขับแบบเกียร์ธรรมดาได้ด้วยเพียงกดปุ่ม M ข้างๆปุ่ม touchpad ส่วนด้านซ้ายจะเป็นก้านไฟเลี้ยวและที่ปัดน้ำฝนที่อยู่ในก้านเดียวกัน

เมื่อมองไปด้านหน้าจะพบกับมาตรแสดงความเร็วที่แสดงอยู่บนกระจกหน้าแบบ AMG Head-up Display และมีมาตรวัดดิจิทัลแบบ All Digital instrument display ขนาด 12.3 นิ้ว ที่อัดแน่นไปด้วยข้อมูลมากมายแต่อ่านง่ายชัดเจนทั้งคมชัดและการจัดวางตำแหน่งต่างๆ ของมาตรวัดความเร็ว การทำงานของรอบเครื่องยนต์ แถมยังสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการของเราอีกด้วย

มาที่จอกลาง MID ระบบสัมผัสขนาด 10.25 นิ้ว นอกจากจะกดได้ที่จอแล้วยังสามารถเขี่ยสั่งงานได้ที่ touchpad อีกด้วยบนจอก็จะบอกการทำงานของตัวรถทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นระบบนำทาง แสดงชื่อเพลง, คลื่นวิทยุ, โทรศัพท์มือถือของเราที่เชื่อมต่อไว้ ฯลฯ และในตอนนี้ผมขับอยู่ในโหมด SPORT+ กราฟิกสีแดงเพลิงมันจะเดือดๆ หน่อย กดคันเร่งทีดึงหน้าหงายอ่าปากหวอออออออ…

เพิ่มความเร้าอารมณ์ปลุกวิญญาณนักแข่งเมื่อคาดเข็มขัดนิรภัยสีแดง Designo สุดจี๊ดดด แป้นคันเร่งและแป้นเบรกสีเงินสไตล์สปอร์ต เบาะนั่งคู่หน้าแบบ AMG Sport seat ที่สามารถปรับระดับได้ด้วยระบบไฟฟ้าพร้อมระบบจดจำตำแหน่งนั่ง 3 ตำแหน่ง หุ้มด้วยหนังแท้สีดำเดินด้ายแดง DINAMICA microfibre ผมรู้สึกได้ทันทีว่าผมพร้อมจะกดคันเร่งลงไปจนมิดเมื่อนั่งอยู่บนเบาะตัวนี้เพราะมันโอบกระกระชับเข้ากับลำตัว ทำให้ผมสามารถควบคุมรถได้อย่างมั่นใจทั้งบนทางตรง ทางโค้ง และทางลูกรัง

เบาะนั่งด้านหลังสามารถพับได้ทั้ง 1/3 และ 2/3 ตามความต้องการใช้งาน แม้ว่าจะเป็นรถแบบคูเป้ที่มีท้ายราดลงแต่เรื่องความจุในห้องสัมภาระก็ไม่ด้อยกว่ารุ่นอื่นๆ การพับเบาะก็ง่ายมากเพียงปลายนิ้ว แค่กดปุ่มพนักพิงก็พับเรียบจนได้พื้นที่ใช้งานอย่างเต็มที่ ฝากระโปรงท้าย เปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้าแบบไม่ต้องใช้มือ (HANDS – FREE ACCESS) วิธีการใช้งานเพียงเรามีกุญแจรถอยู่กับตัวแล้วเตะเท้าไปที่ใต้กันชนหลังด้านซ้ายฝากระโปรงท้ายจะเปิดทันทีชิลๆ อาจจะดูเล็กน้อยแต่ประโยชน์มหาศาลมาก

จุดหมายที่เราวางไว้ครั้งนี้คือเราจะไปกินเนื้อกันที่​ Prime 19 อ.ปากช่อง ระยะทางไปกลับประมาณ​ 380​ กิโลเมตร​ ขับกันเพลินๆ​ อยู่กันยาวๆ​ กับเจ้า​ AMG GLC43​​ หนึ่งวันเต็มๆ​ ที่ยัดเครื่องยนต์ขนาด 3 ลิตร V6 เทอร์โบคู่ 390 แรงม้า เครื่องขนาดนี้จะสร้างความเร้าใจได้มากขนาดไหน ตอนแรกก็แอบกังวลอยู่เหมือนกันเพราะรถใหญ่ขนาดเต็มเลนมันจะขับไหวมั้ยในเมือง แต่ปรากฎว่าขนาดไม่เป็นปัญหาเลยมันคล่องตัวมากๆ​ ทัศนวิสัย​ดีเยี่ยม​ ผมสามารถปรับตัวเข้ากับรถได้ตั้งแต่ขับรถลงมาจากอาคารจอดรถแคบๆ​ ตอนแรกก็ลุ้นๆ​ พอลงมาจากชั้น5 ได้ขับบนถนนกลายเป็นเรื่องชิลๆ​ ไปเลย

Mercedes-AMG GLC 43 4MATIC Coupe โดดเด่นดุดันด้วยกระจังหน้าแบบ AMG-specific radiator grill ดีไซน์ได้ดุดันเหมือนโกรธใครมาด้วยเส้นโครเมี่ยมแนวตั้ง 17 ชี่ ที่ส่งให้โลโก้ดาวสามแฉกโดดเด่นกระแทกทุกสายตา พร้อมตราสัญลักษณ์ AMG เล็กๆ ด้านซ้าย กระจังหน้าออกแบบรับกับกันชนหน้าพร้อมช่องระบายอากาศขนาดใหญ่เพิ่มความสปอร์ตดุดัน ไฟหน้ามาเป็นแบบ MULTIBEAM LED พร้อมไฟ Daytime แบบ LED พร้อมระบบปรับโคมไฟหน้าตามการเลี้ยวของพวงมาลัย ALS (Active Light System) รวมถึงระบบเพิ่มความสว่างขณะเลี้ยวโค้ง

ด้านข้างดูปราดเปรียวสไตล์รถสปอร์ตคูเป้แม้จะอยู่ในร่างยักษ์อย่างรถเอสยูวีแต่ก็สามารถออกแบบมาได้อย่างลงตัว กระจกมองข้างบานใหญ่พร้อมไฟเลี้ยว LED ควบคุมด้วยระบบไฟฟ้า ล้ออัลลอยขนาด 20 นิ้วดีไซน์สปอร์ตจาก AMG แบบ 5 ก้านคู่ทูโทน พร้อมยาง Michelin Latitude Sport 3 ยางคู่หน้าขนาด 255/45 R20 และยางคู่หลังมีความอวบอิ่มกว่าที่ขนาด 285/40 R20 คาลิปเปอร์เบรกหน้าสีเทาพร้อมสัญลักษณ์ AMG

ด้านท้ายติดตั้งสปอยเลอร์ AMG Spoiler lip รับเข้ากับฝากระโปรงท้ายอย่างเนียน ในส่วนของตราสัญลักษณาดาวสามแฉกออกแบบมาให้เป็นที่เปิดฝากระโปรงท้ายและซ่อนกล้องมองหลังไว้ในโลโก้อีกด้วย สิ่งที่สร้างความเร้าใจให้กับ AMG GLC43 คันนี้คือปลายท่อไอเสีย 2 ท่อ แบบ 4-pipe look และท่อไอเสียแบบ AMG Performance exhaust system ที่ให้เสียงอันไพเราะ ดุดัน เร้าอารมณ์สุดๆ บอกเลยว่าหันมองทั้งถนนในโหมด SPORT+ พี่ลั่นมากงานนี้!…ปัง ปัง ปัง บูมมมมมมมมขับสนุกแบบไม่เสียอาการได้สัมผัสระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบ AMG Performance 4MATIC พร้อมเทคโนโลยีระบบ Dynamic Select ที่มีโหมด การขับขี่ 5 แบบ คือ Eco, Individual, Comfort, Sport และ Sport+ ได้มาขับ AMG GLC43 ทั้งทีจะมาขับโหมด ECO หรือ COMFORT ให้เสียเวลาทำไม มันต้องยัด SPORT หรือไม่ก็ SPORT+ เท่านั้น…กดทีหน้าหงายหลังติดเบาะ แถมระบบช่วงล่างแบบถุงลม AMG RIDE CONTROL+ air suspension Based on AIR BODY CONTROL ปรับแต่งแบบ AMG sports ก็ทำงานได้ดีไม่มีย้วยตอนเปลี่ยนเลนแม้รถจะมีความสูงก็ตาม ตอนเข้าโค้งก็ให้ความมั่นใจจิกโค้งสุดๆ อารมณ์ไม่ต่างอะไรกับขับรถแข่งเลยทีเดียว

พวงมาลัยเฉียบคมแถมมีน้ำหนักแปรผันตามความเร็วของรถแบบพาวเวอร์ไฟฟ้า หลังจากสนุกอยู่ในโหมด SPORT+ ได้สักพักก็ลองกดเข้าโหมด COMFORT ดูมั้งบอกได้เลยว่าคาแรคเตอร์เปลี่ยนเลยทันทีกลายเป็นรถที่มีความสุภาพเรียบร้อยสง่างามให้ความนิ่มนวลชวนฝัน ถือเป็นการเลี้ยวเข้าร้าน PRIME 19 อย่างสง่างาม การมากินเนื้อครั้งนี้เราไม่ได้มาเพียงลำพังแต่ยังมีเพื่อนๆ ร่วมในทริปนี้อีกหลายคัน

อะอะนั้น GLC300e รุ่นปลั๊กอินไฮบริดมาจอดคู่กันกับ AMG GLC43 ไหนๆ ก็ไหนๆ มาดูหน่อยว่ามันต่างกันยังไง จากด้านหน้าจะเห็นเลยว่ากระจังหน้าของ GLC300e จะดูหรูหราสง่างามมาดผู้ดีผิดกับ AMG GLC43 ที่ดูดุดันพร้อมลุยกว่า มาดูด้านท้ายรถ แทบจะไม่ต่างกันต่างกันนิดหน่อยตรงท่อไอเสียและ AMG GLC43 จะมีสปอยเลอร์เล็กๆ ที่ทำให้รถดูสปอร์ตขึ้น

PRIME 19 ร้านที่คนชอบเนื้อต้องมาสักครั้ง มาถึงเราเปิดเกมรุกด้วยเมนูระดับเรือธงของร้าน เนื้อแองกัสสามทหารเสือย่างถ่าน บอกเลยว่าเป็นชุดเนื้อที่อลังการงานสร้างมากๆ เนื้อย่างได้หอมถ่าน เมื่อหั่นแล้วด้านในสุกกำลังดีมีความชุ่มฉ่ำของเนื้อ…จุ๊ยซี่มากๆ

เราจะไม่หยุดแค่นี้ ไหนลองสั่งพิซซ่ามาชิมหน่อยเห็นว่าดังไม่แพ้กัน..จัดไป! กับพิซซ่าคาร์โบนาร่าและพาเมซานชีสเหนียวหนุ่มหวานหอมสมคำเล่าลือ ตบท้ายด้วยสลัดอกเป็ดรมควันและน้ำสลัดบัลซามิค ว่าจะสั่งของหวานมาล้างปากซะหน่อยแต่ไม่ไหวละตึงมากๆ มีโอกาศคงต้องกลับมาลองเมนูอื่นๆ อีก แนะนำเลยร้านนี้ PRIME19 อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา

หลังจากกินเนื้อกันเรียบร้อยก็ได้เวลานอน…ไม่สิเราต้องกลับกรุงเทพฯ อย่ารอช้าถ้าเย็นมากรถอาจติดผมรีบกระโดดขึ้น AMG GLC43 แล้วกดโหมด SPORT+ ให้รถคำรามแล้วบึ่งกลับบ้านกันเลย ในช่วงขากลับก็ได้กดปุ่มล๊อกความเร็วที่อยู่บนพวงมาลัยทำให้ชีวิตง่ายขึ้นแม้เราจะจุ่มเท้าไปที่คันเร่งลึกขนาดไหนความเร็วก็จะไม่เกินที่เราตั้งไว้…สบาย

ถึงกรุงเทพฯ ก็มืดค่ำ ถือเป็นเรื่องที่ดีเพราะเราได้เห็นความงามของกาบบันไดสเตนเลส พร้อมสัญลักษณ์ AMG แบบเรืองแสง แถมในห้องโดยสารก็วิบวับไปด้วยไฟเรืองแสงแบบเปลี่ยนได้ 64 สี Ambient Light ที่สร้างอารมณ์ได้หลากหลายจนอยากจะโทรหาเพื่อนมานั่งดื่มเบาๆ กันในรถเลยทีเดียว

ขอขอบคุณ บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ที่ชวนไปกินเนื้อและทดลองขับ Mercedes-AMG GLC 43 4MATIC Coupe ยักษ์ใหญ่สุดเท่ในครั้งนี้…กราบบบบ


ASICS เผยโฉม RUNNERS FACE COVER เทคโนโลยีพร้อมปกป้องนักวิ่ง!

ASICS (เอสิคซ์) เปิดตัวสุดยอดนวัตกรรม ที่ถูกออกแบบมาเพื่อเหล่านักวิ่ง “ASICS RUNNERS FACE COVER” หน้ากากสำหรับนักวิ่งนี้ถูกออกแบบมาพิเศษโดยนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงระดับโลก วิศวะกร และนักออกแบบจากสถาบันวิทยาศาสตร์การกีฬาของ ASICS (ISS)

ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยและนวัตกรรมพิเศษ ช่องลมนี้ช่วยให้ผู้วิ่งสามารถหายใจได้สะดวกสบาย ในขณะเดียวกันก็สามารถป้องกันการฟุ้งกระจายละอองฝอยที่เกิดจากการหายใจได้ด้วย ASICS RUNNERS FACE COVER ผลิตจากวัสดุที่แห้งเร็วจึงทำให้รู้สึกเย็นสบาย

การออกแบบที่ทันสมัย รวมถึงวัสดุที่ใช้ในการผลิตทั้งหมดนี้ช่วยให้นักวิ่งได้พบประสบการณ์ใหม่ในการออกกำลังกายได้อย่างไร้ความกังวล ผลการทดสอบเปรียบเทียบระหว่าง ASICS Runner Face Cover และหน้ากากทั่วไปจากสถาบันวิทยาศาสตร์การกีฬาของ ASICS (ISS) แสดงให้เห็นว่า ASICS RUNNERS FACE COVER มอบความสะดวกสบายให้แก่ผู้สวมใส่ ให้ความรู้สึกเหมือนกับไม่ได้ใส่หน้ากากในขณะที่วิ่ง และที่สำคัญไม่ว่าจะวิ่งเร็วขึ้นอย่างไรก็จะยังคงความรู้สึกสะดวกสบายได้เหมือนเดิม ต่างกันกับหน้ากากแบบธรรมดาที่จะยับยั้งประสิทธิภาพของนักวิ่ง

นักวิทยาศาสตร์ที่สถาบันวิทยาศาสตร์การกีฬา ASICS ได้ตอบสนองความต้องการของนักวิ่ง ด้วยเทคโนโลยีที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ ด้วยรูปทรงโค้งที่ออกแบบมาพิเศษ ที่ช่วยเพิ่มพื้นที่ด้านในระหว่างใบหน้าและหน้ากาก ที่จะช่วยให้การหายใจในขณะวิ่งเป็นไปได้สะดวกมายิ่งขึ้น ช่องระบายอากาศที่อยู่บริเวณด้านหน้าที่ออกแบบมาอย่างดี จะช่วยให้การระบายอากาศเป็นไปได้ดีมากยิ่งขึ้น วัสดุพิเศษที่จะช่วยทำให้อากาศเย็นสบายมากยิ่งขึ้น พัฒนามาเพื่อความสะดวกสบายในการหายใจทั้งยังสามารถซักทำความสะอาดได้

ดีไซน์ที่ออกแบบมาเฉพาะ ด้วยสายที่สามารถปรับให้เข้ากับรูปหน้าได้เป็นอย่างดีเพื่อรองรับรูปแบบของใบหน้าที่ต่างกัน และยังช่วงป้องกันการเกิดฝ้าขณะใส่แว่นตาอีกด้วย ASICS RUNNERS FACE COVER จะวางจำหน่ายเร็วๆนี้ ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ASICS RUNNERS FACE COVER ได้ที่ asics.tv


Privacy Preference Center