‘เคล็ดไม่ลับ’ สะอาดปลอดภัยห่างไกล COVID-19

โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (โควิด-19) เป็นโรคติดต่อที่เกิดจากเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่เพิ่งค้นพบโดยต้นสายปลายเหตุจริงๆ มาจากไหนไม่มีใครรู้แต่เรารู้แค่ว่ามันเริ่มระบาดมาจากเมือง’อู่ฮั่น’เมืองเอกมณฑลหูเป่ย์ สาธารณรัฐประชาชนจีนในช่วงกลางเดือนมกราคม 2563 ล่าสุดเดือนพฤศจิกายน 2563 มีผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ทั่วโลกกว่า 50.4 ล้านคน และเสียชีวิตกว่า 1.26 ล้าน ช่วงนี้เห็นหลายคนเริ่มชิลๆ #การ์ดเริ่มตก  เราอยากบอกด้วยความเป็นห่วงว่า…โลกเรายังไม่มีวัคซีนโควิดนะจ๊ะ


วันนี้เราเลยอยากแนะนำการดูแลความสะอาดรถยนต์เพื่อความมั่นใจห่างไกลโควิดมากยิ่งขึ้น จริงๆ เรื่องทำความสะอาดรถมันก็เป็นเรื่องปกติที่ต้องทำกันอยู่แล้ว แต่อาจจะต้องจริงจังมากขึ้น แค่ล้างสีดูดฝุ่นคงไม่พอ

อันดับแรกเราอาจจะต้องล้างรถบ่อยขึ้น หรือล้างทุกวันได้ยิ่งดีโดยเน้นในจุดสัมผัสอย่างที่จับเปิดปิดรถ, ฝาถังน้ำมัน ด้วยน้ำยาล้างรถที่ได้มาตรฐานซึ่งปัจจุบันมีแบบผสมน้ำยาฆ่าเชื้อโรคด้วยและที่สำคัญใส่ถุงมือยางทุกครั้งตอนล้างรถเพื่อลดการสัมผัสเชื้อโรคโดยตรง ภายในรถตามจุดสัมผัสต่างๆ เราก็ไล่ทำความสะอาดไป เริ่มตั้งแต่เบาะที่นั่งถ้าเป็นหนังแท้หรือหนังเทียมเราสามารถเอาผ้าชุปน้ำสบู่เช็ดหมาดๆ แล้วตามด้วยผ้าแห้งได้เลย ส่วนเบาะผ้าเราสามารถฉีดน้ำยาฆ่าเชื้อโรคและเปิดประตูผึ่งแดดให้แห้งได้


จุดสัมผัสบ่อยๆ ในรถอย่างหน้าจอทัชสกรีน วิทยุ ช่องแอร์ ปุ่มสวิทช์ต่างๆ เราก็เอาผ้าชุบน้ำสบู่หมาดๆ เช็ดทำความสะอาดได้เลย หรือจะฉีดพ่นด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อก็ได้ แต่ถ้ามีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ลองฉีดน้อยๆ ดูก่อนเพื่อให้แน่ใจว่าแอลกอฮอล์จะไม่ทำความเสียหายให้กับพื้นผิวนั้นๆ

พวงมาลัย หัวเกียร์ เบรกมือ ที่ท้าวแขน ช่องวางแก้วน้ำ ก็ต้องเช็ดทำความสะอาดเพราะเป็นจุดสะสมของเชื้อโรค 

ผ้ายางปูพื้น ถาดใส่ของท้ายรถสามารถเอาออกมาขัดด้วยแปรงกับผงซักฟอกได้เลยล้างเสร็จแล้วตากแดดให้แห้งก่อนเก็บเข้าที่

ช่องเก็บของท้ายรถสำหรับคุณสาวๆ ที่ชอบขนรองเท้าคู่โปรดไปในทุกๆ ที่ลองเลือกคู่โปรดจริงๆ ไว้ใช้งานก็พอ เพราะนอกจากจะทำให้รถเบาลงแล้วก็ยังลดการสะสมของเชื้อโรคได้อีกด้วย

กุญแจรถ เป็นของใกล้ตัวที่สุดที่สัมผัสกันอยู่ตลอดเวลา เราแค่เอาสเปรย์แอลกอฮอล์ฉีดพ่นทั่วๆ บางๆ แล้วปล่อยให้แห้ง อย่าฉีดพ่นจนฉ่ำเยิ้มเพราะอาจะส่งผลถึงระบบไฟฟ้าในรีโมทกุญแจได้…เพียงเท่านี้เราก็ใช้รถได้อย่างสะอาดปลอดภัยสบายใจสุขภาพแข็งแรงแล้ว…


ฟูลมูน บริวเวอร์ค ผสานทีมเชฟอินดี้ ‘บุกรังโจร’

ฟูลมูน บริวเวอร์ค (Full Moon Brewworks) ผู้ผลิตคราฟต์เบียร์ไทยชื่อคุ้นหูอย่างชาลาวัน เพลเอล จับมือกับทีมเชฟ Tonight’s the Greatest จัดกิจกรรม Beer Tasting ที่นำขบวนโดยคราฟต์เบียร์ Limited Release ตัวล่าสุด ‘โจรห้ารส มิลก์เชก ไอพีเอ (Jone Ha Ros Milkshake IPA)’ มาสร้างรสชาติแปลกใหม่คู่กับอาหารไทยฟิวชั่น ให้ทุกคนได้ท่องไปกับรสชาติที่ไม่เคยได้สัมผัสที่ไหนมาก่อน ณ Beer Belly ร้านคราฟต์เบียร์ เทรนดี้ใจกลางทองหล่อ ในธีมงาน ‘บุกรังโจร’ เรือนจำเท่ๆ แหล่งรวมตัวของเหล่าโจรร้าย

เชฟเติ้ล-พีรพล จิวะเจริญชัย เล่าถึงที่มาของ Tonight’s the Greatest ว่า “ พวกเราเป็นกลุ่มเพื่อนที่คบกันมานาน มารวมตัวกันเพราะชอบทำอาหาร สุดท้ายก็ตัดสินใจจับมือกันเปิดร้านแนว Chef Table ของตัวเองขึ้นมา สมาชิกอีกสองคนก็คือ เชฟโป๋-ณัฐชา โสรธรณ์ ชื่นชอบการทำอาหารไทยให้มีความแปลกใหม่ ไม่ซ้ำใคร และเชฟกี๋-นันทิพัชร ลิมพะสุต ที่มาร่วมทีมช่วยกันสร้างสรรค์เมนูต่างๆ ให้ออกมามีเอกลักษณ์แบบที่หาที่ไหนไม่ได้

ในงานนี้เพื่อให้เข้ากับธีม ‘บุกรังโจร’ พวกเราเลยนำเสนอคอนเซ็ปต์ ‘อาหารมื้อสุดท้าย (The Last Meal)’ เสิร์ฟอาหารแนว Small Bite ที่จะสร้างความประทับใจไม่รู้ลืมให้เหล่าโจรก่อนถูกส่งตัวเข้าเรือนจำ มีชื่อเรียกเก๋ๆ แต่ละเมนูว่า Jail Snack, ลูกชิ้นเยี่ยมญาติ, เครื่องจิ้มเรือนจำ และ คุกกี้กลับใจ เสิร์ฟคู่กับคราฟต์เบียร์สไตล์แปลก ‘โจรห้ารส มิลก์เชก ไอพีเอ’”

คุณสุกิจ ทีปฏิมา, เฮดบริวเวอร์ & Co-Founder, ฟูลมูน บริวเวอร์ค เสริมว่าสาเหตุที่เบียร์ใหม่นี้ถูกตั้งชื่อว่า ‘โจรห้ารส’ ที่นอกจากจะเป็นการแปลงคำไทยๆ คุ้นหูยังเป็นชื่อที่สะท้อนถึงมิติรสชาติหลากหลากและแฝงความร้ายกาจ ซึ่งคำว่า ‘ห้ารส’ บ่งถึงความซับซ้อนหลากรสชาติผ่านวัตถุดิบที่ใช้เช่น สายพันธุ์ฮอปส์ใหม่ล่าสุดอย่าง ‘ทัลลัส’ (Talus) จาก ฟาร์มฮอปส์ชั้นนำ Yakima Chief และวัตถุดิบหายากอื่นๆ ที่จะทำให้เบียร์มีทั้งความหอมหวานแบบผลไม้เมืองร้อนสดชื่น สัมผัสนุ่มนวลแบบครีม แฝงกลิ่นอายและเสน่ห์ของความเป็นไอพีเอได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง

“การทำเบียร์ก็เหมือนการปรุงอาหาร ยิ่งทำให้เข้าใจรสชาติได้ง่ายขึ้นเท่าไรโอกาสที่คนจะหยิบมาดื่มก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น นี่คือโอกาสดีที่จะได้ลองทำอะไรที่ท้าทายขีดความสามารถของเรา มันเป็นเรื่องปกติที่คนรักการทำเบียร์ย่อมอยากจะสร้างสรรค์รสชาติเบียร์ของตัวเองให้ดีและแปลกใหม่ขึ้นเสมอเพื่อสร้างความแตกต่าง

เบียร์สไตล์ มิลก์เชก ไอพีเอ เพิ่งจะเริ่มเป็นที่พูดถึงกันในแวดวงคราฟต์เบียร์ได้ไม่นาน โดยเบียร์ตัวนี้เป็นอีกสไตล์ที่ต่อยอดแตกไอเดียออกมาจากคราฟต์เบียร์สไตล์หลักอย่างไอพีเอที่บางคนอาจจะรู้สึกว่าดื่มยากเพราะรสชาติของฮอปส์ที่มีความเข้มข้นมาก มิลก์เชก ไอพีเอก็เลยถูกทำให้ดื่มง่ายขึ้นด้วยรสชาติที่คุ้นเคยเพื่อดึงดูดคนที่อาจจะเคยปฏิเสธเบียร์อย่างไอพีเอให้มาลองเบียร์สไตล์นี้

จุดเด่นอย่างหนึ่งของเบียร์นี้คือการนำเอาน้ำตาลแลกโตสที่พบได้ในนมที่เราดื่มกันมาเป็นส่วนผสมพิเศษที่ช่วยให้รู้สึกได้ว่าเนื้อสัมผัสของเบียร์จะนุ่มๆ เนียนๆ คล้ายเนื้อครีม เลยเป็นที่มาของชื่อที่เรียกกันว่ามิลก์เชก ไอพีเอ และด้วยขั้นตอนที่ค่อนข้างมีรายละเอียดเยอะและละเอียดอ่อนกว่าสไตล์อื่น เบียร์ตัวนี้เลยเป็นเบียร์ที่ต้องใช้ความพยายาม และลองผิดลองถูกในการผลิตเพื่อให้ได้เบียร์ที่เราเชื่อว่าพร้อมให้นักดื่มได้ทดลองกัน”

สำหรับคนที่พลาดโอกาสคงต้องรีบหน่อยเพราะเบียร์ผลิตมาแบบจำกัดจำนวน (Limited Release) มีจำหน่ายทั้งแบบเบียร์สด (Draught Beer) และแบบบรรจุขวด โดยเบียร์สดสามารถหาดื่มได้ในร้าน Taproom ชั้นนำในในกรุงเทพช่วงเดือนพฤศจิกายนและธันวาคมนี้เท่านั้น ส่วนแบบขวดนั้นผลิตเพียงออกมาเพียง 7,500 ขวดเท่านั้น จำหน่ายในราคาขวดละ 149 บาท สามารถหาซื้อได้ตามร้านคราฟต์เบียร์ชั้นนำ และท็อปส์ซุปเปอร์มาร์เก็ต


บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย ปรับโครงสร้างการบริหารพร้อมลุยภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย ประกาศปรับเปลี่ยนโครงสร้างองค์กร ผนึกกำลังระหว่างตลาดต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเพื่อเดินหน้าสู่อนาคตที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น พร้อมแต่งตั้ง มร. มิเกล ญาเบรส-โปห์ล ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประจำประเทศไทย ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และผู้นำเข้าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2563 เป็นต้นไป ขณะที่คุณเศรษฐิพงศ์ อนุตรโสตถิ เข้ารับตำแหน่งผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายแบรนด์ระดับภูมิภาคและฝ่ายขายประเทศไทย บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และผู้นำเข้าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก มีผลตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2563 เป็นต้นไป

ภายใต้โครงสร้างองค์กรใหม่นี้ ทีมงานบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออก จะปฏิบัติงานควบคู่ไปกับทีมของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ในประเทศไทย เพื่อดูแลการดำเนินงานและขยายศักยภาพอันแข็งแกร่งของแต่ละตลาดในภูมิภาค นอกจากนี้ โครงสร้างการบริหารรูปแบบใหม่ยังผนึกการดำเนินงานของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด มาเลเซีย เข้าไว้ภายใต้การดูแลของมร. มิเกล ญาเบรส-โปห์ล ในตำแหน่งผู้อำนวยการ บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประจำประเทศไทย ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และผู้นำเข้าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เพื่อขับเคลื่อนศักยภาพการเติบโตของตลาดที่หลากหลายในภูมิภาคอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันยิ่งขึ้น มร. ญาเบรส-โปห์ล เข้ารับหน้าที่ในการบริหารดูแลบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย ต่อจาก มร. คริสเตียน แซมลาวสกี้ ซึ่งย้ายไปรับตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายขายในภูมิภาคอเมริกาเหนือ เพื่อดูแลรับผิดชอบด้านการขายของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์าดในสหรัฐอเมริกา โดยประจำอยู่ที่กรุงมิวนิก ประเทศเยอรมนีมร. มิเกล ญาเบรส-โปห์ล สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท ด้านการตลาดและการขายจากมหาวิทยาลัย ESIC ในเมืองมาดริด ประเทศสเปน และได้เริ่มต้นร่วมงานกับบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ในปี พ.ศ. 2545 โดยก่อนหน้าเข้ารับตำแหน่งในประเทศไทย มร. ญาเบรส-โปห์ล ประจำอยู่ที่บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ในประเทศสิงคโปร์ ในฐานะผู้อำนวยการของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด รับผิดชอบดูแลตลาดนำเข้า 10 แห่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ในตำแหน่งใหม่นี้ มร. ญาเบรส-โปห์ล จะดูแลการบริหารและขับเคลื่อนการพัฒนาศักยภาพของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย และประเทศมาเลเซีย รวมถึงตลาดนำเข้าอีก 10 แห่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เช่น ไต้หวัน ฟิลิปปินส์ เวียดนาม อินโดนีเซีย สิงคโปร์ นิวซีแลนด์ ฮ่องกง บรูไน นิวแคลิโดเนีย และเฟรนช์โปลินีเซีย

นอกจากนี้ การวางโครงสร้างบริหารใหม่ของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย ยังรวมถึงการแต่งตั้งคุณเศรษฐิพงศ์ อนุตรโสตถิ ในตำแหน่งผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายแบรนด์ระดับภูมิภาคและฝ่ายขายประเทศไทย บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และผู้นำเข้าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยคุณเศรษฐิพงศ์ ได้ร่วมงานกับบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ปมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 และปฏิบัติงานในหลากหลายบทบาทหน้าที่ตลอด 16 ปีกับบีเอ็มดับเบิลยู รวมถึงการรับตำแหน่งผู้จัดการทั่วไปฝ่ายการตลาด บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย เป็นระยะเวลา 5 ปี หลังจากที่ได้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายกิจการองค์กร บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป เอเชีย ในประเทศสิงคโปร์ โดยในตำแหน่งใหม่นี้ คุณเศรษฐิพงศ์จะรับผิดชอบดูแลการพัฒนาแบรนด์และประสบการณ์ลูกค้าของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราดทั่วทั้งภูมิภาค รวมทั้งดูแลด้านการขายของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราดในประเทศไทยมร. อเล็กซานเดอร์ บารากา ประธาน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า “การปรับโครงสร้างเพื่อผนึกกำลังทั่วภูมิภาคในครั้งนี้ จะช่วยให้เรายกระดับศักยภาพของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราดในตลาดที่สำคัญต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น โดยหลอมรวมความรู้ความเชี่ยวชาญของทีมจากแต่ละตลาดที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวเข้าไว้ด้วยกัน ในโอกาสนี้ ผมขอต้อนรับ มร. มิเกล ญาเบรส-โปห์ล สู่ครอบครัวบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ผมเชื่อว่าความเชี่ยวชาญจากการทำงานในระดับภูมิภาคและประสบการณ์ของ มร. ญาเบรส-โปห์ล จะสร้างทีมที่แข็งแกร่ง ขับเคลื่อนบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย รวมทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออกให้ก้าวสู่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่กว่าได้อย่างสวยงาม และผมยังขอแสดงความยินดีกับคุณเศรษฐิพงศ์ ที่จะได้เริ่มต้นก้าวใหม่ที่น่าตื่นเต้นในบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ซึ่งประสบการณ์กว่า 16 ปีของคุณเศรษฐิพงศ์ ได้เป็นข้อพิสูจน์ถึงความสามารถที่โดดเด่นทั้งในด้านการตลาดและการบริหาร ผมมั่นใจว่า เราจะสามารถสร้างความสำเร็จอีกมากมายร่วมกันทั้งในประเทศไทยและในภูมิภาคเอเชียตะวันออกอย่างแน่นอน”

“ทั้งนี้ผมต้องขอขอบคุณ มร. คริสเตียน แซมลาวสกี้ ผู้มีบทบาทสำคัญในการนำทีมฝ่าฟันสภาวะตลาดสุดท้าทายในปีที่ผ่านมา รวมถึงสร้างความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราดให้เติบโตขึ้น ผมมั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่า มร. แซมลาวสกี้จะประสบความสำเร็จในตำแหน่งใหม่เช่นกัน” มร. บารากา กล่าว


‘จูลส์ นอร์ตัน แซลเซอร์’ ผู้อำนวยการฝ่ายองค์กรสัมพันธ์คนใหม่ดิอาจิโอ โมเอ็ท เฮนเนสซี่ (ประเทศไทย)

บริษัท ดิอาจิโอ โมเอ็ท เฮนเนสซี่ (ประเทศไทย) หรือ DMHT ผู้นำด้านเครื่องดื่มแอลกอฮอล์พรีเมียมระดับโลก ประกาศแต่งตั้ง มร. จูลส์ นอร์ตัน แซลเซอร์ เป็นผู้อำนวยการฝ่ายองค์กรสัมพันธ์คนใหม่ โดยรับตำแหน่งต่อจาก นายธนากร คุปตจิตต์ ซึ่งจะเกษียณอายุในเดือนตุลาคม หลังปฏิบัติหน้าที่ที่ DMHT มาเป็นเวลา 30 ปี โดยการแต่งตั้งดังกล่าวมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2563 เป็นต้นมา

มร. จูลส์ นอร์ตัน แซลเซอร์ เข้ามารับผิดชอบงานด้านองค์กรสัมพันธ์และงานด้านความยั่งยืนที่ DMHT ต่อจากนายธนากร คุปตจิตต์ ซึ่งมีกำหนดเกษียณอายุการทำงานในวันที่ 30 ตุลาคม 2563 หลังปฏิบัติงานที่ DMHT จนครบกำหนดวาระ ตลอดระยะเวลา 30 ปี นายธนากรประสบความสำเร็จในการผลักดันชื่อเสียงของบริษัทและการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย สำหรับ มร. จูลส์ นอร์ตัน แซลเซอร์ เป็นผู้มีประสบการณ์การทำงานในตลาดที่มีการควบคุมผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์จากรัฐบาลอย่างเข้มงวด เช่น สหราชอาณาจักร ยุโรป ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ เป็นเวลามากกว่า 10 ปี รับผิดชอบงานด้านนโยบายและให้การสนับสนุนในภาครัฐและหน่วยงานภายนอกในเรื่องการลดปัญหาที่เกี่ยวกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จนสามารถสร้างชื่อเสียงที่ดีแก่บริษัท

มร. จูลส์ นอร์ตัน แซลเซอร์ เริ่มทำงานกับดิอาจิโอ ที่สหราชอาณาจักรในปีพ.ศ. 2557 และประสบความสำเร็จในการรณรงค์ด้านภาษีสรรพสามิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ต่อมาในปีพ.ศ. 2559 มร. จูลส์ ได้ย้ายไปปฏิบัติงานที่ดิอาจิโอ ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ รับผิดชอบงานด้านองค์กรสัมพันธ์ และมีผลงานเป็นที่ยอมรับ เช่น การปฏิรูปธุรกิจกลางคืน (Nighttime Economy) ของนครซิดนีย์ การปรับปรุงกฎหมายการปิดกั้นการขาย (Lockout Laws) รวมถึงขับเคลื่อนโครงการดื่มอย่างรับผิดชอบทั้งของดิอาจิโอและภาคอุตสาหกรรม ก่อนที่จะร่วมงานกับดิอาจิโอ มร. จูลส์ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาให้กับบริษัทสินค้าอุปโภคบริโภค (FMCG) ข้ามชาติและธุรกิจด้านความยั่งยืนชั้นนำหลายองค์กร

ประสบการณ์การทำงานด้านองค์กรสัมพันธ์ของ มร. จูลส์ นอร์ตัน แซลเซอร์ เป็นประโยชน์และส่งเสริมศักยภาพของ DMHT ซึ่งให้ความสำคัญต่อการสร้างวัฒนธรรมการดื่มอย่างรับผิดชอบ รวมถึงการทำงานร่วมกับภาครัฐในเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับผู้บริโภคและอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในประเทศไทย

มร. จูลส์ นอร์ตัน แซลเซอร์ จบการศึกษาระดับปริญญาตรี ด้านการเมืองการปกครอง จากมหาวิทยาลัยบริสทอล (University of Bristol) และปริญญาโทด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจากมหาวิทยาลัย คิงส์ คอลเลจ ลอนดอน (King’s College London) สหราชอาณาจักร


‘ซึโม ลิม’ ดีไซเนอร์แดนโสมผู้ปรับลุคใหม่ BMW 4 Series Coupé ให้ร้อนแรง!

2345ซึงโม ลิม (Seungmo Lim) ดีไซเนอร์ชาวเกาหลีใต้ที่มีผลงานลายเส้นอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ได้รับความไว้วางใจให้รับหน้าที่ปรับโฉมใหม่ให้กับรถยนต์ต้นแบบ BMW 4 Series Coupé ให้ทรงพลังยิ่งขึ้นพร้อมสะท้อนภาพแห่งอนาคตของแบรนด์ได้อย่างถึงแก่น

ซึงโม ลิมต้องการออกแบบให้ BMW 4 Series Coupé ออกมาเป็นรถคูเป้ที่โดดเด่นสะดุดตาโดยใช้เส้นสายที่เรียบง่าย สำหรับเขาแล้วรถยนต์ต้นแบบเปรียบเสมือนหนังตัวอย่าง ขณะที่การผลิตรถยนต์จริงๆ นั้นมีปัจจัยที่ต้องบริหารจัดการมากมาย อย่างการที่จะลดตัดทอนรายละเอียดของป้ายทะเบียน ไฟสัญญาณหรือเซนเซอร์ต่างๆ แบบในรถต้นแบบก็คงเป็นไปไม่ได้ ซึ่งเป็นเรื่องท้าทายเค้าในฐานะดีไซเนอร์ที่ต้องออกแบบยานยนต์ให้มีความแตกต่างโดดเด่นและคงเอกลักษณ์ของแบรนด์ภายใต้ข้อจำกัดต่างๆ เหล่านั้น

ซึ่งข้อจำกัดต่างๆ ก็ไม่สามารถปิดกั้นจินตนาการในการออกแบบของซึงโม ลิมได้ เห็นได้จากการปรากฏโฉมของ BMW 4 Series Coupé ที่ถอดแบบแนวคิดของ Concept 4 ได้แทบทุกกระเบียดนิ้ว ที่มาพร้อมเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่สร้างความแตกต่างได้อย่างลงตัว โดยเฉพาะความโดดเด่นของลายเส้นบนตัวรถที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง

ซึงโม ลิมใช้ “จินตนาการ” ในการออกแบบโดยนึกถึงภาพของผู้คนว่าจะเกิดความรู้สึกอย่างไรเมื่อได้เห็นรถยนต์ที่เขาออกแบบเป็นครั้งแรก ไม่ว่าจะเห็นรถคันนั้นในโชว์รูม บนถนนหรือจากกระจกมองหลัง รถคันนี้ต้องสามารถสร้างอิมแพคให้ผู้คนจนต้องร้อง “ว้าว! นี่สิ  BMW” โดยถ้าเป็นงานออกแบบคอนเซ็ปต์คาร์ เขาเลือกที่จะนำเสนอผ่านฉากหลังอย่างเวที และแสงไฟสปอร์ตไลท์เพราะอยากให้คนที่ได้เห็นมีจินตนาการภาพตัวเองขณะอยู่ในยานยนต์แห่งอนาคตของ BMW

อีกอย่างที่ดีไซเนอร์หนีไม่พ้นคือ เราไม่สามารถถ่ายทอดทุกเส้นสายที่เราออกแบบในรถยนต์ต้นแบบมาสู่การผลิตในเวอร์ชั่นไฟนอลได้ ซึ่งเขายอมรับว่านั้นแหละคือความท้าทายในการออกแบบทุกครั้ง แต่ในทุกๆ ความท้าทายนั้นก็มักมีโอกาสซ่อนอยู่ มันเป็นโอกาสที่ทำให้ได้คิดและพัฒนาอะไรใหม่ๆ ซึ่งนำไปสู่การปรับโฉม BMW Concept 4 ให้กลายเป็น BMW 4 Series Coupé ที่น่าหลงไหลยิ่งขึ้น ซึ่งรวมถึงการออกแบบกระจังหน้าไตคู่อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของ BMW ใหม่อีกด้วย

ในมุมมองของ ซึงโม ลิม การออกแบบไตคู่แนวตั้งเปรียบเสมือน “สะพาน” ที่เชื่อมตัวตนของแบรนด์ BMW สู่อนาคต และเขาอธิบายเพิ่มเติมในจุดนี้ว่า “การออกแบบรถยนต์ BMW คือการนำประวัติศาสตร์ของแบรนด์ที่มีมายาวนานนับร้อยปีกลับมาตีความและสร้างแรงบันดาลใจใหม่อีกครั้ง และไตคู่คือหนึ่งในเครื่องหมายการค้าของ BMW ที่ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งเอกลักษณ์ที่ผู้คนทั่วโลกจดจำ

เรื่องของสีก็สำคัญ ซึงโม ลิมยอมรับว่าแม้งานออกแบบจะเริ่มต้นด้วยภาพลายเส้น แต่หากจะสร้างให้ภาพนี้ทรงพลังมากขึ้นการเลือกสีที่เหมาะสมจึงสำคัญไม่แพ้กันเพราะ “สีสันคือพลังของตัวรถ” พร้อมยกตัวอย่างการเลือกสี Forbidden Red ให้กับ Concept 4 ที่สามารถขับเน้นความโดดเด่นของตัวรถทั้งในยามต้องแสงไฟสปอร์ตไลท์ในโชว์รูม หรือแสงจากดวงอาทิตย์ แม้ในที่มืด Forbidden Red ก็สามารถสร้างแสงเงาที่น่าตื่นเต้นเร้าใจให้กับตัวรถได้เช่นกัน

ซึงโม ลิม สุดยอดดีไซเนอร์ของ BMW กล่าวทิ้งท้ายแบบหล่อๆ ว่า “สีทุกเฉดสามารถสร้างเอกลักษณ์ให้รถยนต์ได้ฉันใด ลายเส้นบน BMW 4 Series Coupé ก็มีหน้าที่ผลักดันให้สีสันเหล่านั้นสะท้อนเอกลักษณ์ออกมาได้ดีที่สุดเช่นกัน” ซึ่งสิ่งที่ ซึงโมลิม กล่าวไว้ได้แสดงผลออกมาแล้วกับ BMW 4 Series Coupé Forbidden Red สุดร้อนแรงที่จะมาสะกดทุกสายตาของทุกคนบนท้องถนน และผู้ที่ได้พบเห็นมันจะต้องร้องว้าวววววว ตาค้างอย่างแน่นอน!


อาวดี้ ประเทศไทย เปิดตัว e-tron Sportback รถไฟฟ้า 100% ในราคา 5.299 ล้านบาท

ความร้อนแรงตลาดรถยนต์ปลายปีร้อนฉ่า เมื่ออาวดี้ ประเทศไทย ตอกย้ำจุดยืนในการเป็นผู้นำเทรนด์ยานยนต์ ยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% ก้าวไปอีกขั้นเปิดตัว “The New e-tron Sportback” รถยนต์พลัง งานไฟฟ้า 100% โมเดลที่ 2 เป็นแบรนด์แรกในประเทศไทย ชูจุดเด่นและความสมบูรณ์แบบทางเทคโนโลยีไฟฟ้า 100% ตอบรับกลยุทธ์ของ AUDI AG ที่กำหนดนิยามใหม่ของ “Vorsprung” ให้มีความทันสมัย สะท้อนจุดยืน ความพร้อม และบทบาทของแบรนด์  Audi สำหรับยุคยานยนต์ใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า

พร้อมเปิดตัว “แคมเปญ Branding ใหม่พร้อมกันทั่วโลกกับสโลแกน “Future is An Attitude” พร้อมชูจุดเด่นและความสมบูรณ์แบบของเทคโนโลยี ดีไซน์ที่สะท้อน DNA ของ Audi ลุคสปอร์ตพรีเมียมและสมรรถนะอันยอดเยี่ยม โดยเฉพาะระยะทางที่วิ่งได้ถึง 463 กิโลเมตร ต่อการชาร์จแบตเตอรี่เต็ม 1 ครั้ง มั่นใจว่าจะได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีทั้งจากลูกค้าและองค์กรชั้นนำ ที่ชื่นชอบความก้าวล้ำของเทคโนโลยี รวมถึงแนวคิดความรับผิดชอบต่อสังคม (Green Energy) พร้อมเปิดจองและส่งมอบทันทีใน ราคา 5,299,000 บาท

Audi e-tron Sportback 55 quattro S line เอสยูวีทรงสปอร์ตคูเป้ สมรรถนะสูง ทรงพลัง ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% รุ่นใหม่ มาพร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้ออัจฉริยะแบบไฟฟ้า (electric quattro) มอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตำแหน่ง ให้พละกำลังสูงสุดถึง 300 กิโลวัตต์ หรือ 408 แรงม้า ระยะทางวิ่งสูงสุด 463 กิโลเมตรต่อการชาร์จไฟ  หนึ่งครั้ง (อ้างอิงตามผลการทดสอบโดยใช้มาตรฐาน NEDC) การขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตำแหน่งผสมผสานกับระบบขับเคลื่อน quattro ไฟฟ้าทำให้ Audi e-tron Sportback 55 quattro S line ตอบสนองฉับไว ให้ประสบการณ์การขับขี่ที่สมบูรณ์แบบ ตื่นเต้น เร้าใจ และสนุกสนาน ขณะที่ความเงียบภายในห้องโดยสารให้ความรู้สึกที่ยอดเยี่ยม รื่นรมย์ เพลิดเพลิน ทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสาร

เทคโนโลยีระบบขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าของ Audi e-tron Sportback 55 quattro S line มีการนำพลังงานกลับมาใช้ใหม่ (Recuperation) อย่างชาญฉลาด 2 รูปแบบ คือ ทั้งจากพลังงานจากการปล่อยให้รถวิ่งในลักษณะลอยตัว (Coasting) และพลังงานจากการเบรก (Braking)

  • รูปแบบที่ 1 พลังงานจากการปล่อยให้รถวิ่งในลักษณะลอยตัว ซึ่งมีวิธีการตั้งค่าการทำงานรูปแบบนี้ 2 วิธี คือตั้งค่าจากแป้น paddle shift ที่สามารถเลือกปรับได้ 3 ระดับ ผู้ขับขี่สามารถเลือกที่จะตั้งระดับการนำพลังงานกลับมาใช้ใหม่โดยอัตโนมัติผ่านฟังก์ชัน Predictive efficiency assist (PEA) ในระบบ MMI ได้อีกด้วย
  • รูปแบบที่ 2 พลังงานจากการเบรก (Braking) เมื่อผู้ขับขี่เหยียบเบรกจะส่งผลให้เกิดพลังงานกลับเข้ามาในระบบการขับขี่ หากเหยียบเบรกที่ความเร็ว 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง จะสามารถนำพลังงานกลับเข้าไปได้สูงสุดถึง 300 Nm และ 220 Kw หรือคิดเป็นมากกว่า 70% ของกำลังที่มอเตอร์ผลิตได้

Audi e-tron Sportback 55 quattro S line นับเป็นยนตรกรรมพลังงานไฟฟ้า 100 % ที่สามารถตอบสนองการใช้งานจริงในชีวิตประจำวันอย่างสมบูรณ์แบบ  Audi ได้นำประสบการณ์การพัฒนาระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัจฉริยะมากว่า 40 ปี มาพัฒนาระบบขับเคลื่อน 4 ล้ออัจฉริยะแบบไฟฟ้า (electric quattro) และยังเป็นผู้ผลิตรถยนต์    แบรนด์แรกที่พัฒนาเทคโนโลยีการขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตำแหน่ง อีกด้วย Audi e-tron Sportback 55 quattro S line สะท้อนวิสัยทัศน์ของอาวดี้ ที่ว่า “รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% คืออนาคต” และสะท้อนปรัชญาพื้นฐาน “Vorsprung Durch Technik” ก้าวล้ำด้วยเทคโนโลยี นอกจากนี้ยังสะท้อนปรากฏการณ์สำคัญครั้งใหม่ยุคของการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100%

การออกแบบให้มีความปลอดภัยที่เหนือระดับ จุดศูนย์ถ่วงของรถที่ต่ำลง ทำให้เกาะถนนได้ดีขึ้น ขับขี่ได้คล่องแคล่ว แม่นยำ ขณะที่ Balance ของตัวรถ มีการออกแบบการจัดวางส่วนประกอบต่างๆ ของรถมาอย่างลงตัว ทำให้กระจายน้ำหนักได้อย่างสมดุล โดย Perfect balance อยู่ที่ 50:50 ในกรณีที่มีการติดตั้งอุปกรณ์เสริมพิเศษ กล้องแสดงภาพด้านข้าง (Virtual exterior mirrors) นวัตกรรมด้านความสะดวกสบายและความปลอดภัย จะมีจอแสดงผล OLED ความละเอียดสูงขนาด 7 นิ้ว พร้อมฟังก์ชันควบคุมแบบสัมผัส ที่ติดตั้งบริเวณแผงประตูซ้าย–ขวา ทำให้ผู้ขับขี่สามารถมองเห็นภาพด้านข้างตัวรถที่ชัดเจนยิ่งขึ้นแม้อยู่ในสภาวะการเดินทางที่ไม่เอื้อ อำนวย 

ในด้านดีไซน์  Audi e-tron Sportback 55 quattro S line ได้รับการออกแบบให้มีความล้ำสมัย สปอร์ต สมบูรณ์แบบ ภายใต้แนวคิดมุมมองใหม่สำหรับรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% โดยกระจังหน้าแบบคลาสสิกถูกอัพเกรดใหม่เป็น Single frame เส้นสาย รูปทรง สะท้อนเอกลักษณ์ของ Audi คือ ลุคสปอร์ต ขณะที่รูปทรงคูเป้ให้ความสง่า งามในแบบสปอร์ต เส้นสายมีความไดนามิก เพิ่มความแข็งแกร่งดุดัน โดดเด่นด้วยชุดแต่งภายนอกสไตล์สปอร์ต S line สปอยเลอร์หลังและขอบประตูอะลูมิเนียม

ภายในห้องโดยสารมีการตกแต่งผสมผสานดีไซน์ฟังก์ชัน เทคโนโลยีและลุคสปอร์ตพรีเมียมเข้าไว้ด้วยกัน ให้ความรู้สึกเรียบหรู กว้าง สะดวกสบาย และจากการผสานเทคโนโลยีในรูปแบบดิจิตัลอย่างลงตัว ทำให้ใช้งานง่าย จอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ Virtual cockpit plus ขนาด 12.3 นิ้ว

จอควบคุมมัลติฟังก์ชันแบบสัมผัส พร้อมตอบสนองการสั่งงาน (haptic feedback) ขนาด 8.6 นิ้ว เพียงปลายนิ้วสัมผัส รองรับการสั่งการด้วยการเขียนด้วยนิ้ว เชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถืออย่างง่ายดายด้วย Audi smartphone interface ระบบเครื่องเสียงระดับพรีเมียม Bang & Olufsen พร้อมระบบเสียง 3 มิติ 

หลังคาเป็นแบบพาโนรามิคเลื่อน เปิด–ปิด ด้วยระบบไฟฟ้าให้บรรยากาศที่รื่นรมย์ด้วยแสงสว่างจากธรรมชาติ  แพ็คเกจ “Interior S line” ของ Audi e-tron Sportback เบาะนั่งหุ้มหนัง Valcona คุณภาพสูง ให้ผิวสัมผัสที่ละเอียด เบาะนั่งคู่หน้าแบบ S Sports ตกแต่งแบบ diamond cut พร้อมสัญลักษณ์ S line พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันท้ายตัดหุ้มหนังแบบสปอร์ต พร้อมสัญลักษณ์ S line และ Paddle shift

Audi e-tron Sportback 55 quattro S line มีให้เลือกทั้งหมด 6 สี ได้แก่ Glacier white metallic, Floret silver metallic, Mythos black metallic, Daytona grey pearl effect, Siam beige metallic และ Antigua blue metallic โดยมีราคาจำหน่ายที่ 5,299,000 บาท กำหนดส่งมอบตั้งแต่เดือนธันวาคม 2020 เป็นต้นไปนายกฤษณะกร เศวตนันทน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร อาวดี้ ประเทศไทย เปิดเผยว่า ผลตอบรับจากการเปิดตัว Audi e-tron รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% เป็นครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อต้นปี 2562 ทาง Audi ได้รับความไว้ วางใจจากลูกค้าและองค์กรชั้นนำ เช่น บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ถึงความประทับใจในการใช้งานจริง   นอกเหนือจากจะเป็นการใช้พลังงานที่ยั่งยืนแล้ว ยังให้ประสบการณ์ขับขี่ที่น่าตื่นเต้น ท้าทาย อาวดี้ ประเทศไทย จึงไม่รีรอที่จะนำรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% โมเดลที่ 2 เข้ามาให้คนไทยได้สัมผัสอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเปิดตัว “Audi e-tron Sportback 55 quattro S line” รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ที่มีอัตราเร่งเหลือเชื่อ มาพร้อมสมรรถนะทรงพลัง อารมณ์สปอร์ต และแน่นอนความรู้สึกที่ยอดเยี่ยมในการขับขี่โดยไม่สร้างมลภาวะให้กับโลก 

*******************

ลูกค้าอาวดี้ที่จองรถยนต์และรถไฟฟ้า Audi e-tron ใหม่ทุกรุ่นจะได้รับการดูแลจาก Audi Protection ด้วยการรับประกันรถใหม่ 5 ปี หรือระยะทาง 150,000 กิโลเมตร แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน  รถไฟฟ้า Audi e-tron ใหม่ทุกรุ่น รับประกันแบตเตอรี่ 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร แล้วแต่ระยะใดถึงก่อนและการให้บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน Roadside Assistance ทั่วประเทศ 24 ชั่วโมง นาน 5 ปี ชมยนตรกรรมนำเข้าใหม่ของอาวดี้ ได้ที่

  • Audi Centre Thailand 02-765-8888
  • Audi New Petchburi 02-023-4888
  • Audi Pattaya 038-197-888
  • Audi Phuket 076-646-666
  • Audi Service Chiang Mai 052-081-188

Skill Driving Experience เปิดประสบการณ์การเรียนขับรถสุดกรี๊ด!

‘ขับรถได้กับขับรถเป็น’ คุณว่าเหมือนกันมั้ย? ถ้าคิดว่าคุณขับรถเป็นเราอยากให้มาลอง Skill Driving Experience การอบรมการขับรถที่เน้นปฎิบัติจริงในสนามทดสอบแบบปิดโดยผู้ฝึกสอนมากประสบการณ์อดีตนักแข่งรถแถวหน้าของเมืองไทยที่มีใบรับรอง instructor จากต่างประเทศ แค่นี้ก็สามารถการันตีความมันส์บวกความรู้และประสบการณ์การเรียนขับรถที่ยากจะลืม…

โครงการ Skill Driving Experience ขับเป็น ขับปลอดภัย เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมของบริษัทสื่อสากล ที่มุ่งเน้นให้ทุกคนที่มาเรียนได้มีประสบการณ์การขับขี่ที่หลากหลายซึ่งอาจจะเกิดขึ้นบนท้องถนนเมื่อไรก็ได้ การที่ได้มาลงเรียนภาคสนามกับโครงการแบบนี้จะเป็นประโยชน์ทั้งกับเราเองและเพื่อนร่วมทาง

กิจกรรมเริ่มต้นตั้งแต่เช้าหลังจากตรวจวัดอุญหภูมิร่างกาย และล้างมือก่อนลงทะเบียนตามมาตรการ “New Normal” ก็จะเป็นการแนะนำตั้งแต่ท่านั่งในการขับรถ การจับพวงมาลัยที่ตำแหน่ง 9 และ 3 นาฬิกาเพื่อการควบคุมรถที่ง่ายขึ้น และที่สำคัญยังมีการอธิบายถึงสาเหตุอุบัติเหตุทั้งแหกโค้ง และรถหมุนว่าเกิดจากอะไร แล้วจะต้องแก้ยังไง เราใช้เวลาในห้องเรียนไม่นานก็ถึงเวลาลงสนามกันแล้ว…

การเรียนจะแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม แยกออกไปตามสถานีและตามสไตล์ของรถ คือจะมีรถทั้งขับเคลื่อนล้อหน้า, ขับเคลื่อนล้อหลัง และขับเคลื่อน 4 ล้อ ก่อนจะออกไปลุยก็จะมีการแนะนำท่านั่งจากผู้ฝึกสอนที่ตัวรถ ท่านั่งนั้นสำคัญมาก การนั่งต้องไม่สูงหรือต่ำเกินไปสังเกตุได้จากการกำมือวางไว้บนหัวแล้วมืออีกด้านจะชนเพดานพอดี การเหยียบเบรคขาจะไม่เหยียดตึงจนเกินไปเพราะนอกจากจะทำให้มีแรงเหยียบเบรคไม่พอแล้ว เมื่อเกิดการชนขาที่เหยียดตรงจะเกิดแรงกระแทกจนสามารถหักได้ตั้งแต่ข้อเท้า หัวเข่า สะโพก อันตรายมากกกกกก!!!

รถที่ใช้ในการเรียนบอกเลยว่ากรี๊ดดดดดดมาก เพราะรถที่ใช้เรียนไม่ใช่รถไก่กาอาราเล่ธรรมดามีทั้ง Subaru Forester ที่เป็นระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ BMW 3 series รุ่น 330e ที่เป็นรถขับเคลื่อนล้อหลัง และ Mercedes-Benz อีก 2 รุ่นคือ GLA 250 compact SUV และ A200 ซึ่งเป็นรถขับเคลื่อนล้อหน้า เอาเบนซ์ บีเอ็มมาให้เรียนกันเลยป๋ามักมาก

ในบทเรียนแรกเราเริ่มจากสถานี ’แหกโค้ง’(Under Steering) สาเหตุของอาการไม่มีอะไรซับซ้อนแค่เราเข้าโค้งด้วยความเร็วที่มากเกินไป การแก้ก็คือการลดความเร็วก่อนเข้าโค้ง อาจจะแค่ยกเท้าออกจากคันเร่ง หรือแตะเบรคเล็กน้อยมือคุมพวงมาลัยตามองไปในทิศทางที่จะไปและที่สำคัญสติ!

รถที่ใช้ในสถานีนี้จะเป็นรถ Subaru Forester รถ SUV ขนาดใหญ่ที่มากับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ บอกได้เลยว่าหลังจากได้ทำการฝึกอยู่ 4-5 รอบทำให้เรามั่นใจในการขับรถมากยิ่งขึ้นเพราะการสอนเริ่มจากเข้าโค้งแบบเบาๆ ด้วยความเร็ว 40 กม/ชม ไล่ไปจนถึงความเร็ว 60 กม/ชม ตอนเข้าโค้งเสียงยางร้องลั่นเอี๊ยดดดด…บอกได้เลยว่าเสียวเอาเรื่องอยู่เหมือนกันแต่ก็พอเข้าใจแล้วว่าการแหกโค้งมันเป็นยังไงก่อนออกจากสถานีก็มีให้ทดลองกระทืบเบรกจน ABS ทำงานดู เป็นการจำลองเมื่อมีอะไรวิ่งตัดหน้าอันนี้มั่นใจว่าหลายๆ คนยังไม่เคยลอง…บอกเลยว่าต้องลอง!

สถานีต่อไปที่เราจะมาเรียนกันคือ ’รถหมุน’(Over Steering) เคยกันมั้ยครับรถหมุน? ผมเคยเห็นแต่ในคลิปที่เค้าแชร์ๆ กันมา แต่วันนี้เราจะมาหมุนกันจริงๆ ดูซิว่าอาการมันเป็นยังไงแล้วต้องแก้กันยังไง สถานีนี้ใช้รถ BMW 3 series รุ่น 330e รถยนต์สมรรถนะสูงที่เป็นรถขับเคลื่อนล้อหลัง งานนี้ไม่หมุนก็ไม่รู้จะว่ายังไงเพราะพื้นที่เตรียมไว้สำหรับการฝึกเจิ่งนองไปด้วยน้ำผสมผงซักฟอกอะไรจะขนาดนั้น ครูฝึกอธิบายว่าอาการรถหมุนสามารถเกิดขึ้นได้ทุกระดับความเร็ว เพราะเราไม่รู้ว่าเราจะวิ่งไปโดนคราบน้ำมัน ฝุ่นทราย หรือแอ่งน้ำเมื่อไร ว่าแล้วก็เริ่มกันเลย

เริ่มจากขับเข้าไปในวงกลมที่มีกรวยตังไว้เป็นแนววิ่งด้วยความเร็ว 20 กม/ชม เมื่อได้ยินเสียงครูฝึกพูดว่า “กด!” ผ่านทางวิทยุในรถ เราก็แค่กดคันเร่งจนมิด เพียงแค่นั้นเราก็พร้อมจะหมุนติ่วๆๆๆๆ การแก้อาการรถหมุนนั้นไม่ยากพอรถเริ่มมีอาการหมุนให้ตั้งสติ! และสังเกตุจากก้นเราจะเริ่มเบาๆ ลอยๆ จากเบาะที่นั่ง ให้เรายกเท้าออกจากคันเร่ง ตามองไปในทางที่จะไป แล้วรีบควงพวงมาลัยสวนทางกับหน้ารถที่กำลังจะหมุน ไป ง่ายๆ เท่านี้ถามว่าลองทำอยู่ 4-5 รอบแก้ได้มั้ยบอกเลย…ไม่ได้! ของแบบนี้ต้องฝึกบ่อยๆ จนชำนาญส่วนคนที่ชำนาญแล้วจะสามารถก้าวสู้วงการรถดริฟท์ได้…อย่างนี้ https://bit.ly/3dB3qEP

หลังจากพักเหนื่อยก็มาสู่สถานีสุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุดกับการ ‘เปลี่ยนเลนฉุกเฉิน’(Lane Change & Double Lane Change) เป็นสถานีที่บีบหัวใจมากระทึกสุดสำหรับผม นอกจากจะได้ขับ Mercedes-Benz ถึง 2 รุ่นคือ GLA 250 compact SUV และ A200 ซึ่งเป็นรถขับเคลื่อนล้อหน้ายังต้องมาเจอกรวยเยอะแยะข้างหน้า การเรียนสถานีนี้หลักการไม่มีอะไรเพียงแค่มองในช่องทางที่เราจะไปเท่านั้น….ง่ายเนอะ

เริ่มต้นจากการใช้ความเร็วที่ 40 กม/ชม ไล่ไปจนถึงความเร็ว 60 กม/ชม เราแค่วิ่งตรงๆ ไปตามช่องทางที่กำหนดพอเจอกรวยขวางตรงหน้าก็ให้หักหลบแล้วเหยียบเบรกจนรถหยุดสนิทแค่เนี้ยแหละ ใครว่าไม่เห็นมีไรอยากให้มาลองกันเองจริงจริ๊งงงง ฝึกหักหลบทั้งซ้ายขวาจนคล่องแล้วคราวนี้ก็มาลองหักหลบ 2 ทีดูมั้ง เมื่อวิ่งตรงเข้าไปแล้วให้หักรถหลบซ้าย 1 ครั้งแล้วตรงมาหักหลบขวาอีก 1ครั้งแล้วเบรคให้รถหยุดนิ่ง…บอกได้เลยครับกรวยหายเป็นแถบ เรื่องพวกนี้มันต้องฝึกฝนบ่อยๆ อย่างน้อยปีละครั้งบอกเลยว่าคุ้ม!

การอบรมวันนี้นอกจากเราจะได้ประสบการณ์การขับรถที่หลากหลาย เรายังได้ขับรถสมรรถณะสูงระดับแถวหน้าของโลกอีกด้วยโอกาสแบบนี้ไม่ได้หาได้บ่อยๆ ต้องบอกเลยว่าสปอนเซอร์โครงการใจป๋ามากๆ ที่เอารถแบบนี้มาให้เราเรียนรู้กันแบบปู้ยี่ปู้ยำยางนี้ลั่นเอี๊ยดอ๊าด จะหาเรียนอย่านี้ได้ที่ไหนถ้าไม่ใช่ที่นี้ Skill Driving Experience ขับเป็น ขับปลอดภัย กับ สื่อสากล

แม้การฝึกจะไม่ได้เห็นผลว่าเราทำได้ 100% แต่เชื่อว่าเมื่อเกิดสถานการณ์จริงบนท้องถนนการที่เราได้ฝึกในครั้งนี้จะเป็นประโยชน์กับเราแน่ๆ อย่างน้อยวันนี้เราก็ได้รับประสบการณ์ตรงกับสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นกับเราเมื่อไรก็ได้บนท้องถนนทั้งแหกโค้ง รถหหมุน การกระทืบเบรก การเปลี่ยนเลนฉุกเฉิน มาเรียนเหอะไม่ผิดหวัง!

**********************
สามารถติดตามตารางอบรมในปีต่อไปได้ที่ Facebook: Skill Driving Experience ขับเป็น ขับปลอดภัย กับ สื่อสากล หรือ www.skilldriving.imc.co.th


นิสสัน รี-ลีฟ รถยนต์ไฟฟ้าต้นแบบแหล่งพลังงานเคลื่อนที่สู้ภัยพิบัติ!

เมื่อนิสสันดัน นิสสัน ลีฟ รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% มาเป็นซูปเปอร์ฮีโร่ในการเป็นด่านหน้าเมื่อเกิดภัยพิบัติ โดยนำ นิสสัน ลีฟ มาพัฒนาให้เป็นแหล่งพลังงานเคลื่อนที่ยามเกิดภัยพิบัติในชื่อ นิสสัน รี-ลีฟ (RE-LEAF) รถคันนี้ได้เพิ่มสมรรถนะให้สามารถลุยไปได้ทุกอุปสรรคเช่นพื้นที่ที่เต็มไปด้วยซากปรักหักพัง ด้านนอกของรถติดตั้งชุดเชื่อมต่ออุปกรณ์ไฟฟ้าขนาด 110 – 230 โวลต์ จากแบตเตอรี่ลิเธียม ไอออน ที่สามารถใช้เป็นแหล่งพลังงานเคลื่อนที่สำหรับการกู้ภัย ด้วยการจัดการพลังงานแบบบูรณาการ ทำให้สามารถให้พลังงานไฟฟ้ากับอุปกรณ์ทางการแพทย์ ระบบสื่อสาร ไฟส่องสว่าง ระบบทำความร้อน และเครื่องมือช่วยชีวิตอื่นๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“เราเห็นโอกาสที่รถยนต์ไฟฟ้าจะเป็นประโยชน์ต่อชีวิตผู้คนนอกเหนือการเดินทางแบบไร้มลพิษ” เฮเลน เพอร์รี่ หัวหน้าฝ่ายรถยนต์ไฟฟ้าแบบโดยสารและโครงสร้างพื้นฐานสำหรับนิสสันในยุโรป กล่าว “รถยนต์ต้นแบบ รี-ลีฟ แสดงถึงความเป็นไปได้ในการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในการจัดการภัยพิบัติด้วยเทคโนโลยีที่สะอาด และอัจฉริยะเพื่อการช่วยเหลือ และฟื้นคืนชีวิตสู่สภาวะปกติ”ภัยพิบัติทางธรรมชาติคือสาเหตุหลักของไฟฟ้าดับ จากรายงานในปี 2019 ธนาคารโลกระบุว่าภัยธรรมชาติและการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศเป็นสาเหตุของไฟฟ้าดับถึง 37% ในยุโรประหว่างปี 2000 ถึงปี 2017 และ 44% ในสหรัฐอเมริกาของช่วงเวลาเดียวกัน เมื่อมีภัยพิบัติเกิดขึ้น ไฟฟ้าจะกลับมาใช้งานได้ภายใน 24 – 48 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับความระดับความเสียหาย ในระหว่างนี้เราสามารถใช้รถยนต์ไฟฟ้าเป็นแหล่งพลังงานแบบไร้มลพิษได้

นิสสันพัฒนา ‘รี-ลีฟ’ ขึ้นมาเพื่อแสดงศักยภาพของรถยนต์ไฟฟ้าในการให้ความช่วยเหลือเมื่อเกิดภัยพิบัติ แม้ว่ามันจะเป็นแค่รถยนต์ต้นแบบ แต่เทคโนโลยีนี้ก็ได้ถูกนำมาใช้จริงแล้ว เช่นในประเทศญี่ปุ่นที่นิสสันได้นำรถยนต์ ลีฟ มาใช้เป็นแหล่งพลังงานและพาหนะเมื่อเกิดภัยพิบัติตั้งแต่ปี 2011 อีกทั้งยังได้ร่วมมือกับองค์กรท้องถิ่นกว่า 60 แห่งในการให้ความช่วยเหลือเมื่อเกิดภัยพิบัติ รถยนต์ไฟฟ้าของนิสสันยังสามารถเป็นแหล่งพลังงานเคลื่อนที่สำหรับบ้านเรือนและชุมชนแม้ในเหตุการณ์ปกติ ผ่านโครงข่าย นิสสัน เอเนอจี้ แชร์ ที่สร้างโมเดลการแจกจ่ายพลังงานเพื่อรักษาเสถียรภาพของ อุปสงค์และอุปทานของการใช้พลังงาน

รี-ลีฟ ใช้ความสามารถในการชาร์จแบบสองทางของลีฟซึ่งเป็นคุณสมัติมาตรฐานที่มากับตัวรถตั้งแต่เปิดตัวเมื่อปี 2010 โดยไม่เพียงแต่ ลีฟ จะสามารถ “ดึง” พลังงานออกมาชาร์จแบตเตอรี่ประสิทธิภาพสูง แต่ยังสามารถ “ป้อนพลังงาน” กลับไปยังระบบโครงข่าย หรือ grid ผ่านเทคโนโลยี V2G (Vehicle-to-Grid) หรือส่งไปยังเครื่องใช้ไฟฟ้าโดยตรงผ่านระบบ V2X (Vehicle-to-everything)

นิสสัน ลีฟ อีพลัส (LEAF e+) สามารถเป็นสถานีพลังงานไฟฟ้าเคลื่อนที่ โดยเมื่อชาร์จเต็มสู่ แบตเตอรี่ ขนาดความจุไฟฟ้า 62 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง (kWh) จะสามารถให้พลังงานแก่บ้านหนึ่งหลังในทวีปยุโรปได้ถึงหกวัน และเมื่อไฟฟ้ากลับมาใช้งานได้ตามปกติ เราก็สามารถชาร์จไฟกลับสู่ตัวรถใช้สำหรับการเดินทางแบบไร้มลพิษ ซึ่งนิสสัน ลีฟ อีพลัส สามารถวิ่งได้ถึง 385 กิโลเมตร ต่อการชาร์จเพียงหนึ่งครั้ง

“รถยนต์ไฟฟ้ากำลังกลายเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่จะเข้ามาช่วยให้การฟื้นตัวหลังเกิดภัยพิบัติมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น” เพอร์รี่กล่าว “การเตรียมรถยนต์ไฟฟ้าไว้หลายพันคัน ไม่ว่าจะเพื่อช่วยเหลือเมื่อเกิดภัยพิบัติ หรือเชื่อมต่อกับโครงข่ายยานพาหนะไฟฟ้าสู่ระบบโครงข่าย หรือ V2G จะสร้างโรงไฟฟ้าแบบเสมือนจริงเพื่อรักษาอุปทานของพลังงานไฟฟ้าได้”


‘อเมซฟิต นีโอ’ สมาร์ทวอชสายสุขภาพดีไซน์สไตล์เรโทร!

อเมซฟิต (Amazfit) เผยโฉมสมาร์ทวอชรุ่นล่าสุดในกลุ่มผลิตภัณฑ์ Wearable “อเมซฟิต นีโอ” (Amazfit Neo) ที่มาพร้อมกับดีไซน์เรโทร ฟังก์ชันการออกกำลังกายและการเล่นกีฬา 
และแบตเตอรีที่อยู่ได้ยาวนาน เหมาะสำหรับผู้ที่กำลังมองหานาฬิกาที่มีเอกลักษณ์และเข้ากับสไตล์เฉพาะตัว 
เป็นสมาร์ทวอชที่ช่วยติดตามและจัดการกิจกรรมให้ถึงเป้าหมาย และรู้ถึงข้อมูลสุขภาพของตนได้ทันที 
อเมซฟิต นีโอ พร้อมวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 2 ตุลาคม 2563 เป็นต้นไปในราคาเพียง 1,190 บาท

อเมซฟิต นีโอ หน้าจอทรงสี่เหลี่ยมมุมโค้งมนตัวเรือนทำจากพลาสติกทนทานพร้อมปุ่มกดสี่ปุ่ม สายรัดข้อมือโพลียูรีเทน (PUR) จอแสดงผล STN ความคมชัดสูง และหน้าจอใหญ่ 1.2” ที่แสดงข้อมูลเวลาและจำนวนก้าว หน้าจอประหยัดพลังงาน อ่านง่ายและชัดเจน แม้ในที่แสงจ้า สามารถทำงานได้ต่อเนื่องสูงสุดสี่สัปดาห์สำหรับการชาร์จไฟเต็มหนึ่งครั้ง โดยมีการใช้งานปกติในแต่ละวัน และทำงานได้สูงสุด 37 วัน ในโหมดประหยัดพลังงาน น้ำหนัก 32 กรัม มีให้เลือก 3 สีได้แก่ ดำ / เขียว / แดง

อเมซฟิต นีโอ สามารถซิงก์ข้อมูลได้หลากหลาย ทั้งข้อความ อีเมล และการแจ้งเตือนต่าง ๆ จากแอพยอดนิยมในสมาร์ทโฟน และยังมีฟังก์ชันตามหาโทรศัพท์ find-my-phone ที่สำคัญ อเมซฟิต นีโอ โดดเด่นด้วยเซนเซอร์ PPG BioTracker™ สามารถติดตามอัตราการเต้นของหัวใจได้ตลอดเวลา 24/7 รวมทั้งติดตามชีพจรขณะพัก (resting heart rate) ค่าในโซนต่าง ๆ และอินเทอร์วัล และเตือนเมื่อชีพจรเต้นเร็ว ให้ข้อมูลเรียลไทม์ที่จะช่วยให้ผู้สวมใส่สามารถตรวจเช็คความฟิตของหัวใจได้ง่าย ๆ

ระบบประเมินภาวะสุขภาพส่วนบุคคล (PAI™ Health Assessment System) จะแปลงอัตราการเต้นของหัวใจเป็นคะแนนส่วนบุคคล ทำให้ผู้ใช้เข้าใจภาวะสุขภาพของตนเองได้อย่างรวดเร็ว PAI ย่อมาจาก Personal Activity Intelligence หรือข้อมูลกิจกรรมส่วนบุคคล และคะแนน PAI จะได้มาจากข้อมูลส่วนตัว กิจกรรมและอัตราการเต้นของหัวใจของผู้สวมใส่ คะแนนนี้จึงเป็นข้อมูลที่ปรับให้เข้ากับตัวผู้ใช้จริง ๆ ตัวชี้วัดระดับกิจกรรมได้เข้ามาพลิกโฉมวงการ โดยทำให้ไม่จำเป็นต้องบันทึกและวิเคราะห์ข้อมูล เพียงสวมใส่อเมซฟิต นีโอ ก็ทำให้ผู้ใช้สามารถเก็บคะแนน PAI ได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะอยู่ที่ใด หรือทำกิจกรรมประเภทใดไม่ว่าจะวิ่ง / เดิน / ปั่นจักรยาน เราสามารถดูข้อมูลแบบเรียลไทม์ ระยะทาง และอัตราการเต้นของหัวใจในขณะออกกำลังกายได้ สามารถเชื่อมต่อกับแอพเพื่อติดตามการออกกำลังกายแบบเรียลไทม์ กันน้ำ 5ATM สามารถใส่ว่ายน้ำได้

อเมซฟิต นีโอ ช่วยให้ผู้ใช้สามารถติดตามการนอนและเข้าใจรูปแบบการนอนของตัวเองได้ดีขึ้น จะช่วยปรับปรุงคุณภาพการนอนได้ เมื่อซิงก์ข้อมูลเข้ากับแอพ Zepp สามารถแสดงข้อมูลระยะเวลาการนอนในช่วงหลับตื้นและหลับลึกได้ (light and deep sleep stages) รวมถึงช่วงหลับฝัน หรือ REM (Rapid Eye Movement) หรือแม้กระทั่งช่วงงีบตอนกลางวัน ก็สามารถเก็บเป็นข้อมูลได้

คนรักสุขภาพไม่ควรพลาดกับเจ้า ‘อเมซฟิต นีโอ’ อีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจในเรื่องของรูปร่างหน้าตาฟังก์ชั่นและราคา!


ฝ่าดงกรวยไปกับ SUZUKI SWIFT GL MAX EDITION หล่อจบจากโรงงาน!

SUZUKI SWIFT เป็นรถยนต์อีกรุ่นที่ผมชื่นชอบมากเป็นการส่วนตัวเพราะเป็นรถที่ขับสนุกราคาไม่แพงดีไซส์ได้ชิคๆ คูลๆ มีชุดแต่งออกมาให้เลือกเล่นหลายแบบหลายสไตล์ และวันนี้เราก็ได้รับคำชวนให้มาทดลองขับ SUZUKI SWIFT GL MAX EDITION รุ่นแต่งพิเศษที่หล่อมาจากโรงงานในราคาที่ใครๆ ก็ต้องร้องว้าว!

SUZUKI SWIFT GL MAX EDITION รุ่นนี้มาในคอนเซ็ปต์ ‘เต็มที่กับสไตล์ เร้าใจทุกมุมมอง’ ที่จะมายกระดับให้กับแฮทช์แบ็กอีโคคาร์คันนี้ให้มีความสปอร์ตเร้าใจมากยิ่งขึ้นกับชุดแต่งที่ถูกออกแบบมาเป็นพิเศษ กับชุดสเกิร์ตรอบคันพร้อมด้วยสปอยเลอร์หลังและเสาอากาศครีบฉลาม

ซุ้มล้อสีดำ ท่อไอเสียคู่เพิ่มความดุดันเร้าใจ โดดเด่นด้วยชุดสติ๊กเกอร์ Max Editition สีที่จำหน่ายจะมีสีแดง Ablaze Red Pearl / สีเทาอ่อน Star Silver Metallic / สีเทาเข้ม Mineral Gray Metallic / สีดำ Super Black Pearl สีน้ำเงิน Speedy Blue Metallic จำหน่ายในราคา 541,000 บาท ส่วนสีขาว Pure White Pearl เพิ่มอีก 5,000 บาทเป็น 546,000 บาท

วันนี้เราก็มาอยู่ที่สนามมอเตอร์สปอร์ตพาร์ค สุวรรณภูมิ เพื่อจะทำการทดสอบ SUZUKI SWIFT GL MAX EDITION ในรูปแบบ GYMKHANA ซึ่งการขับแบบยิมคาน่าจะเป็นการแข่งขันแบบจับเวลา โดยเส้นทางการขับจะมีกรวย (cones/pylons) เป็นตัวกำหนดทิศทางที่เราจะไป โดยในแต่ละจุดที่เราจะไปมีทั้งการขับรถแบบสลาลอม โค้งหักศอก วิ่งเป็นวงกลมในวงเวียน การหักหลบในระยะกระชั้นชิด และที่สำคัญยังต้องจอดรถเข้าซองแล้วกลับรถเพื่อย้อนกลับมาในเส้นทางเดิม

ความสนุกจะอยู่ตรงที่มีเวลาเป็นตัวกดดัน แถมถ้ามีการชนกรวยก็จะโดนเพิ่มเวลา(ใครเวลาน้อยสุดชนะ) วิ่งหลงทางก็โดดตัดสิทธิ์อีก เป็นกิจกรรมที่ได้ขับเมื่อไรก็ตื่นเต้นเมื่อนั้น แต่จากกิจกรรมนี้ก็ทำให้เรารับรู้ได้ว่า SUZUKI SWIFT GL MAX EDITION มันให้ความคล่องตัวและอัตราเร่งได้ดีมากๆ เพราะในแต่ละจุดที่ผ่านก็ไม่ต่างอะไรกับสิ่งที่เราอาจจะได้เจอในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว

SUZUKI SWIFT เป็นรถยนต์ที่ให้ความสนุกในการขับขี่ เพราะมีพ่วงมาลัยที่ควบคุมง่ายน้ำหนักเบา เครื่องยนต์แบบเบนซิน 4 สูบ ขนาด 1.2 ลิตร หัวฉีดคู่หรือ DUALJET ทำงานคู่กับเกียร์อัตโนมัติ CVT จุดศูนย์ถ่วงต่ำ และมีฐานล้อที่กว้างรถจึงโยนตัวน้อยในการขับแบบเปลี่ยนเลนกระทันหัน และยังช่วยให้เข้าโค้งในความเร็วสูงได้ง่ายขึ้น อารมณ์คล้ายๆ ขับรถโกคาร์ท

SUZUKI SWIFT GL MAX EDITION เป็นรถยนต์อีกคันที่คุ้มค่าทั้งราคาและคุณภาพ แถมยังมีพื้นที่ใช้สอยในห้องโดยสารมากพอสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวันคุณวัลลภ ตรีฤกษ์งาม กรรมการบริหารด้านการขายและการตลาด บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “จากการที่ซูซูกิมีการแนะนำ SUZUKI SWIFT GL MAX EDITION สปอร์ตแฮทช์แบ็กอีโคคาร์รุ่นพิเศษที่ต่อยอดมาจาก SWIFT GL รุ่นมาตรฐาน ในราคาเริ่มต้นที่ 541,000 บาท เมื่อเดือนสิงหาคม 2563 ซึ่งได้รับผลตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี”


Privacy Preference Center