จากัวร์ เอฟ-ไทป์ ใหม่ ราคาเริ่มต้น 6.4 ล้านบาท พร้อมโปรแกรม Car Configurator ที่คุณสามารถคัสตอมรถได้เอง!

บริษัท อินช์เคป (ประเทศไทย) จำกัด ผู้แทนจำหน่ายรถยนต์จากัวร์และแลนด์โรเวอร์อย่างเป็นทางการ เปิดตัวจากัวร์ เอฟ-ไทป์ โฉมใหม่ (New Jaguar F-Type) วิวัฒนาการสู่การถ่ายทอดถึงเอกลักษณ์ความสปอร์ตและความดุดันมากกว่าเดิม ด้วยเครื่องยนต์เบนซินซูเปอร์ชาร์จแบบ V8 ขนาด 5.0 ลิตร กำลังสูงสุด 575 แรงม้า ใช้ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อด้วยการปรับแบบพลศาสตร์ และเครื่องยนต์ Ingenium เบนซิน ขนาด 2.0 ลิตร กำลังสูงสุด 300 แรงม้า ระบบขับเคลื่อนล้อหลัง รุ่นที่จำหน่ายในประเทศไทย ประกอบด้วย

  • F-Type 2.0 Litre Ingenium Petrol Coupé ราคาจำหน่าย 6,400,000 บาท
  • F-Type 2.0 Litre Ingenium Petrol Coupé R-Dynamic ราคาจำหน่าย 6,900,000 บาท
  • F-Type 2.0 Litre Ingenium Petrol Convertible R-Dynamic ราคาจำหน่าย 7,600,000 บาท
  • F-Type 5.0 Litre V8 Superchardged Petrol Coupé R ราคาจำหน่าย 12,000,000 บาท
  • F-Type 5.0 Litre V8 Superchardged Petrol Convertible R ราคาจำหน่าย 13,000,000 บาท

จากัวร์ เอฟ-ไทป์ โฉมใหม่ ถือได้ว่าเป็นรุ่นที่รวมดีเอ็นเอในการออกแบบตามแบบฉบับของจากัวร์เข้าไว้ด้วยกัน รถสปอร์ตสองที่นั่งรุ่นนี้มอบความสมดุลที่ลงตัวทั้งในส่วนของสมรรถนะและการให้ความสำคัญกับผู้ขับขี่มากขึ้น ด้วยดีไซน์ที่ดุดันแข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม ห้องโดยสารซึ่งใช้วัสดุชั้นดี หรูหรา รายละเอียดที่สวยงาม เทคโนโลยีก้าวล้ำที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้ขับขี่

แผงคอนโซลและมาตรวัดดิจิตอลแบบ TFT ที่สามารถกำหนดค่าใหม่ได้ตามความต้องการ พร้อมจอแสดงผลความละเอียดสูงขนาด 12.3 นิ้ว ระบบอินโฟเทนเมนท์ Touch Pro พร้อม Smartphone Pack รวมถึงการเชื่อมต่อ Apple CarPlay ที่เป็นมาตรฐาน และฟังก์ชันระบบอัปเดตซอฟต์แวร์อัตโนมัติแบบ Over The Air เพื่อให้สามารถอัปเดตข้อมูลและความบันเทิงในอนาคตได้ตามความสะดวกของลูกค้า โดยไม่ต้องนำรถเข้าศูนย์บริการฯ ระบบเสียงชั้นยอดจาก Meridian ผู้นำแห่งนวัตกรรมเครื่องเสียง และเบาะนั่งรูปทรงบางน้ำหนักเบาผสมผสานรูปแบบที่ปรับให้เหมาะตามหลักสรีรศาสตร์ ที่มอบความสะดวกสบายอย่างเหนือชั้น

การออกแบบของรุ่น จากัวร์ เอฟ-ไทป์ โฉมใหม่ ยังคงมุ่งเน้นไปที่ความแข็งแกร่งที่มากขึ้นเพื่อสร้างรูปแบบความประณีตบรรจงอย่างสมบูรณ์ ไฟหน้า LED พิกเซลเรียวบาง รูปทรงตัว J เอกลักษณ์เฉพาะที่ปรับปรุงใหม่อย่างประณีตด้วยศิลปะตัวอักษรแบบ Calligraphy เพื่อการส่องสว่างเวลากลางวัน พร้อมไฟเลี้ยวขนาดใหญ่


ฝากระโปรงทรงเปลือกหอยแบบใหม่ผสมผสานเข้ากับพื้นผิววัสดุ Liquid Metal ที่มีความแข็งแรง ทำให้ตัวรถดูกว้างขึ้น เน้นถึงรูปโฉมที่ดุดัน กันชนหน้าแบบใหม่และกระจังหน้าที่ใหญ่ขึ้นแฝงความเคร่งขรึม เพิ่มความสะดุดตา และเสริมรูปลักษณ์ที่โดดเด่นยิ่งขึ้นของตัวรถ ท้ายที่แข็งแกร่งเน้นรูปลักษณ์ที่น่าทึ่งอันเป็นเอกลักษณ์ของรุ่น เอฟ-ไทป์ ขณะที่ไฟท้าย LED แบบใหม่ทรงเรียว มาในรูปทรงคอนเซ็ปต์ Chicane สวยงามไร้ที่ติที่เริ่มใช้ตั้งแต่ จากัวร์ ไอ-เพซ (Jaguar I-Pace) ซึ่งเป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้า


นายชาญชัย กล่าวว่า “สำหรับ จากัวร์ เอฟ-ไทป์ โฉมใหม่ ลูกค้าสามารถออกแบบเลือกอุปกรณ์รถยนต์ตามความต้องการ ด้วยโปรแกรม Car Configurator ภาพจำลองเสมือนจริงผ่านทางเว็บไซต์ สามารถเลือกได้ตั้งแต่ หลังคาแบบคูเป้หรือแบบเปิดประทุน ด้านขุมพลังมีให้เลือกทั้งเครื่องยนต์เทอร์โบชาร์จสี่สูบ ขุมพลัง 300 แรงม้า และ V8 ซูเปอร์ชาร์จสมรรถนะ 575 แรงม้า โดดเด่นด้วยระบบไอเสียแบบ Active Exhaust System ซึ่งสามารถสลับเป็นตัวเลือกหรือใช้เป็นมาตรฐานได้ ลูกค้าที่เลือกรุ่น V8 จะได้รับประโยชน์จากฟังก์ชัน Quiet Start แบบใหม่ ลูกค้าสามารถเข้าไปเลือกปรับแต่ง จากัวร์ เอฟ-ไทป์ ได้แล้ววันนี้ ที่เว็บไซต์ www.jaguar.co.th

จองจากัวร์และแลนด์โรเวอร์ทุกรุ่น รับแคมเปญ “Worry-Free Program” ให้ความคุ้มค่ากับการรับประกันนาน 5 ปี บริการซ่อมบำรุงฟรี 5 ปี และบริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง นาน 5 ปี สำหรับผู้สนใจสามารถร่วมสัมผัสและทดลองขับได้ที่ โชว์รูมรถยนต์จากัวร์และแลนด์โรเวอร์ ถนนพระรามที่ 4 หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 02-666-7500


นิสสัน คิกส์ เอสยูวี อี-พาวเวอร์ รุ่นแรกในประเทศไทย…รถไฟฟ้าของคนอยากลองดี!

นิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ (e-POWER) รถยนต์คอมแพ็ค เอสยูวี ที่จะให้ประสบการณ์การขับขี่และสมรรถนะที่ใกล้เคียงรถยนต์ไฟฟ้าโดยรถยนต์จะขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวเท่านั้น เครื่องยนต์สันดาปภายในจะทำหน้าที่เพียงผลิตกระแสไฟฟ้าให้กับระบบ ทั้งนี้เทคโนโลยี อี-พาวเวอร์ ประกอบไปด้วย เครื่องยนต์เบนซิน เครื่องกำเนิดไฟฟ้า (generator) อินเวอร์เตอร์ (Inverter) มอเตอร์ไฟฟ้า (electic motor) และแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน (Lithium-ion battery)

เทคโนโลยี อี-พาวเวอร์ ในนิสสัน คิกส์ ใหม่ ประกอบไปด้วย มอเตอร์ไฟฟ้า EM57 เครื่องกำเนิดไฟฟ้า (generator) และอุปกรณ์แปลงกระแสไฟฟ้า (Inverter) ทีผลิตกระแสไฟฟ้าจากเครื่องยนต์สันดาปภายในขนาด 1.2 ลิตร 12 วาล์ว 3 สูบ แถวเรียงแบบ DOHC (Double Overhead Camshaft) ระบบอี-พาวเวอร์ ให้พละกำลังสูงสุด 95 กิโลวัตต์ (129 พีเอส) มีแรงบิดสูงสุด 260 นิวตันเมตร (Nm) และใช้แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนขนาด 1.57 กิโลวัตต์-ชั่วโมง (kWh) ที่มี 4 โมดูล เทคโนโลยีนี้ทำให้นิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ ใหม่ มอบอัตราเร่งที่ราบรื่น ให้การขับขี่ที่เงียบ มีการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงอย่างมีประสิทธิภาพ และมอบประสบการณ์การขับขี่เช่นเดียวกับรถยนต์ไฟฟ้า


นิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ ใหม่ ยังเพิ่มประสบการณ์การขับขี่ด้วยเทคโนโลยีคันเร่งอัจฉริยะ วัน-เพดัล (One-Pedal) ช่วยให้ผู้ขับขี่ เร่ง ชะลอความเร็ว และเบรกจนรถหยุดนิ่งได้ด้วยคันเร่งเพียงอย่างเดียว การใช้คันเร่งเดียวช่วยให้ การรักษาระยะห่างระหว่างรถยนต์คันหน้า การชะลอความเร็ว และการหยุดเมื่อลงเขาหรือหยุดเมื่อเจอสัญญาณไฟจราจร สะดวกสบายและง่ายยิ่งขึ้น

นิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ มาพร้อมกับการขับขี่ 4 รูปแบบ คือ

  • แบบปกติ (Normal Mode) รถจะให้อัตราเร่งความเร็ว และการหยุดรถที่ดีเยี่ยม (โดยการปล่อยเท้าออกจากคันเร่ง) เทียบเท่ากับการหยุดของรถที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในทั่วๆ ไป
  • แบบเอส หรือสมาร์ทโหมด (Smart Mode) รถจะเพิ่มประสิทธิภาพการเร่งความเร็วและการหยุดรถได้ดีมากยิ่งขึ้น 
  • แบบอีโค (Eco Mode) รถจะปรับการขับเคลื่อนเพื่อการประหยัดน้ำมัน โดยเน้นใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ลดการใช้พลังงานที่สิ้นเปลือง
  • แบบอีวี (EV Mode) รถจะปรับเปลี่ยนให้รถขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าที่เหลือภายในแบตเตอรี โดยเครื่องยนต์จะไม่ทำงานจนกระทั่งแบตเตอรีอยู่ในระดับต่ำ สัมผัสถึงความเงียบและอีกขั้นของความประหยัด

นอกจากนี้ นิสสัน คิกส์ อีพาวเวอร์ ใหม่ ยังมาพร้อม 14 เทคโนโลยีจาก นิสสัน อินเทลลิเจนท์ โมบิลิตี (NissanIntelligent Mobility) ที่ดีที่สุด อาทิ เทคโนโลยีควบคุมความเร็วอัตโนมัติอัจฉริยะ (Intelligent Cruise Control) เทคโนโลยีช่วยเตือนก่อนการชนด้านหน้าอัจฉริยะ (Intelligent Forward Collision Warning) เทคโนโลยีเบรกฉุกเฉินอัจฉริยะ (Intelligent Emergency Braking) เทคโนโลยีเตือนจุดอับสายตา (Blind Spot Warning system) เทคโนโลยีเตือนรถในทางสวนขณะถอยรถ (Rear Cross Traffic Alert) เทคโนโลยีกล้องอัจฉริยะมองภาพรอบทิศทาง (Intelligent Around View Monitor) พร้อมด้วยเทคโนโลยีตรวจจับและส่งสัญญาณเตือนวัตถุและบุคคลที่เคลื่อนไหวจากกล้องรอบคัน (Moving Object Detection) และเทคโนโลยีกระจกมองหลังอัจฉริยะ (Intelligent Rear View Mirror) เป็นต้น

ขณะที่คุณสมบัติด้านความปลอดภัยและความสะดวกสบายในการขับขี่ เป็นอีกหนึ่งจุดเด่นของนิสสัน คิกส์ ใหม่ ประกอบไปด้วยระบบเบรกป้องกันล้อล็อค (Anti-lock Braking System) ระบบกระจายแรงเบรก (Electronic Brake Force Distribution System) และระบบเสริมแรงเบรก (Brake Assist) เป็นระบบมาตรฐานในรถยนต์ทุกรุ่น รวมไปถึงถุงลมนิรภัย SRS 6 จุด

นิสสัน คิกส์ อีพาวเวอร์ ใหม่ มีการออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์ ผสมผสานเส้นสายของอารมณ์เข้ากับการใช้งานจริงได้อย่างลงตัว มาพร้อมการออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของนิสสัน ด้วยรูปแบบที่โดดเด่นทันสมัย อาทิ กระจังหน้าแบบ V-Motion ไฟหน้า และไฟท้ายแบบบูมเมอแรง หลังคาแบบลอยตัว (floating roof) พร้อม ที่บังแดด (wrap-around visor) จากกระจกหน้าไปถึงกระจกข้าง เสาหลังคาท้ายถูกซ่อนพรางสายตาด้วยสีดำที่ผสมผสานเข้ากับกระจกประตูท้าย ในขณะที่หลังคาแบบลอยตัวที่ถูกขยายออก ทำให้ดูโดดเด่นสะดุดทุกสายตา

การออกแบบภายนอกที่โดดเด่นอื่นๆ ได้แก่ ไฟหน้าแบบ LED พร้อมไฟเลี้ยวแบบบูมเมอแรง LED Signature Light ไฟส่องสว่างเวลากลางวัน (DRL) แบบ LED ไฟหน้า พร้อมระบบ Follow-me-home ไฟท้ายแบบ LED ภายนอกได้รับการออกแบบใหม่ให้ปราดเปรียวกว้างและยาวขึ้น ภายใต้ปรัชญาในการสร้างสรรค์รถยนต์แบบรูปทรงเรขาคณิตที่สื่อถึงอารมณ์ หรือ Emotional Geometry” ของนิสสัน ที่เพิ่มพื้นที่ใช้สอยภายในที่กว้างขวางของนิสสัน คิกส์ ใหม่ อีพาวเวอร์ อีกด้วย

ภายในของนิสสัน คิกส์ อีพาวเวอร์ ใหม่ ได้รับการออกแบบขึ้นเพื่อรองรับแผงหน้าปัดดีไซน์ใหม่ หน้าจออินโฟเทนเมนท์ (infotainment) พวงมาลัย และเบาะที่นั่ง ได้อย่างลงตัว ห้องโดยสารที่มีสไตล์ ได้รับการออกแบบและการปรับแต่งอย่างประณีต รวมถึงการออกแบบแผงหน้าปัดด้วยลายเส้นของแนวปีกเครื่องร่อนหรือ Gliding Wing ที่เรียบง่ายและทันสมัย โดดเด่นด้วยจอสีแสดงผลบนหน้าปัดขนาด 7 นิ้ว ติดตั้งอยู่ภายในพร้อมระบบอินโฟเทนเมนต์เต็มรูปแบบ นิสสัน คิกส์ อีพาวเวอร์ ใหม่ ยังนำเสนอลวดลายภายในแบบ   ทูโทน สีดำและสีส้ม ซึ่งมีเฉพาะในรุ่น VL เท่านั้น

ด้านการเชื่อมต่ออัจฉริยะ (Intelligent Integration) จัดการผ่านระบบข้อมูลและความบันเทิง Nissan Connect ระบบอินโฟเทนเมนท์ มาพร้อมหน้าจอสีระบบสัมผัสแบบ AIVI ขนาด 8 นิ้ว เพิ่มความทันสมัยด้วยการเชื่อมต่อสาระและความบันเทิง ระบบนำทาง และความปลอดภัย ภายใต้แพลตฟอร์มเดียว โดยผ่านการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนด้วย Apple CarPlay (สำหรับระบบปฏิบัติการ iOS) นอกจากนี้ Nissan Connect ยังแสดงให้เห็นถึงการบูรณาการของเทคโนโลยีแบบอัจฉริยะ ซึ่งเป็นคุณสมบัติหลักของนิสสัน อินเทลลิเจนท์ โมบิลิตี


นิสสัน
คิกส์ อีพาวเวอร์ ใหม่ มาพร้อม 6 สีภายนอกให้ลูกค้าเลือก ได้แก่ สีดำ แบล็ค สตาร์ (Black Star) / สีขาว สตอร์ม ไวท์ (Storm White) / สีแดง เรเดียนท์ เรด (Radiant Red) / สีเทา กัน เมทาลิค (Gun Metallic) / สีเงิน บริลเลียนท์ ซิลเวอร์ (Brilliant Silver) และสีส้ม โมนาร์ช (Monarch Orange)

นอกจากนี้ยังมีสี ทูโทนที่ให้ความรู้สึกหรูหรามากขึ้นด้วยหลังคาแบบลอยตัวสีดำโดดเด่นสะกดทุกสายตาซึ่งมีให้เลือกเฉพาะในรุ่น VL สำหรับ 4 สีภายนอก สีส้ม โมนาร์ช / สีแดง เรเดียนท์ เรด / สีเทา กัน เมทาลิค และสีขาว สตอร์ม ไวท์

นิสสัน คิกส์ อีพาวเวอร์ ใหม่ มี สี่รุ่นย่อย พร้อมราคาเริ่มต้นช่วงเปิดตัว

  • 1.2 ลิตร รุ่น S 889,000 บาท
  • 1.2 ลิตร รุ่น E 949,000 บาท
  • 1.2 ลิตร รุ่น V 999,000 บาท
  • 1.2 ลิตร รุ่น VL 1,049,000 บาท

นิสสัน คิกส์ อีพาวเวอร์ ใหม่ ทุกรุ่น มาพร้อมการรับประกันแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนที่มี อายุการใช้งานที่นาน มีความทนทาน และมีสมรรถนะและคุณภาพสูงเป็นเวลา 10 ปี และรับประกันระบบไฟฟ้าเป็นเวลา 5 ปี และการรับประกันคุณภาพรถยนต์ ใหม่ เป็นเวลา 3 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน

สำหรับลูกค้าที่สนใจสามารถจองนิสสัน คิกส์ อีพาวเวอร์ ใหม่ ได้ตั้งแต่วันนี้ โดยรถยนต์จะเริ่มส่งมอบรถในเดือนมิถุนายน .. 2563 สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเยี่ยมชมที่ผู้จำหน่ายฯ ของนิสสัน หรือติดต่อศูนย์บริการลูกค้านิสสัน โทร 02 401 9600 หรือ www.nissan.co.th


มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย พัฒนาบุคลากรผ่านระบบฝึกอบรมทางไกล

สถาบันการศึกษาและฝึกอบรม มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย หรือ EA ก่อตั้งขึ้นในเดือนมิถุนายน 2561 ด้วยความมุ่งมั่นในการนำเสนอผลิตภัณฑ์และการบริการที่ดีที่สุดเพื่อสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้า โดยมีพันธกิจหลักคือการพัฒนาบุคลากรของผู้จำหน่ายให้มีทักษะความรู้เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งทั้งในด้านการขายและบริการหลังการขาย

ด้วยสถานการณ์ความท้าทายจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในปัจจุบัน มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย จึงเริ่มนำระบบ “การฝึกอบรมทางไกล” มาประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาความรู้และทักษะให้แก่บุคลากรของผู้จำหน่ายอย่างต่อเนื่อง

“แม้ต้องเผชิญกับสถานการณ์ความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นขณะนี้ แต่เราไม่คิดที่จะหยุดนิ่งและยังคงมุ่งมั่นพัฒนาการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ด้วยการร่วมมือกับเครือข่ายผู้จำหน่ายทั่วประเทศในการพัฒนาบุคลากรให้พร้อมทั้งในด้านความรู้และทักษะเพื่อส่งมอบการบริการที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้า โดยระบบการฝึกอบรมทางไกลนี้จะสามารถฝึกอบรมบุคลากรได้มากกว่า 5,000 คน ภายใต้สถานการณ์ที่ท้าทายนี้” มร. โมะริคาซุ ชกกิ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว

ระบบการฝึกอบรมทางไกลของสถาบันการศึกษาและฝึกอบรม มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทยประกอบด้วยหลักสูตรการฝึกอบรม 3 ประเภท ได้แก่ 1) การเรียนด้วยตนเอง 2) การสอนโดยครูฝึกประจำศูนย์บริการ (In-House Training หรือ Train the Trainer) และ 3) การเรียนรู้ผ่านระบบถ่ายทอดสดออนไลน์ (Online Broadcasting)

1) การเรียนด้วยตนเองผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ประกอบไปด้วยการฝึกอบรมในรูปแบบอีเลิร์นนิ่ง (E-Learning) และ รูปแบบวีดีโอเลิร์นนิ่ง (Video Learning) บุคลากรของผู้จำหน่ายสามารเรียนผ่านระบบออนไลน์ได้จากคอมพิวเตอร์ และโทรศัพท์มือถือหรือแท็บเล็ต ซึ่งทำให้การฝึกอบรมง่ายและสะดวกยิ่งขึ้น ผู้เรียนสามารถจัดสรรเวลาสำหรับการเรียนได้เอง โดยสถาบันการศึกษาและฝึกอบรมฯ ออกแบบและผลิตเนื้อหาให้กระชับ เข้าใจง่าย เหมาะสำหรับการเรียนด้วยตัวเอง และกำหนดเป้าหมายในปีงบประมาณ 2563 นี้ ให้มีพร้อมทั้งหมด 12 กลุ่มวิชา แบ่งเป็นอีเลิร์นนิ่ง 49 วิชา วีดีโอเลิร์นนิ่ง 167 คลิป 

2) การสอนโดยผู้ฝึกสอนประจำศูนย์บริการ ที่เกิดจากความร่วมมือกับเครือข่ายผู้จำหน่ายโดยการต่อยอดจากหลักสูตรที่มุ่งพัฒนาให้พนักงานของผู้จำหน่ายแต่ละแห่งสามารถเป็นผู้ฝึกสอนประจำศูนย์บริการ สำหรับแผนกขาย และบริการหลังการขาย โดยผู้ฝึกสอนจะได้รับการสนับสนุนจากสถาบันการศึกษาและฝึกอบรมฯ อย่างต่อเนื่องรวมถึงได้รับคู่มือ และสื่อการสอนมาตรฐาน ให้สามารถดำเนินการฝึกอบรมได้ในรูปแบบการสอนในห้องเรียน (Classroom Training) การสอนในระหว่างปฏิบัติงาน (On the Job Training) รวมทั้งให้คำแนะนำ (Coaching)

3) ระบบถ่ายทอดสดออนไลน์ เป็นการสอนผ่านระบบประชุมทางไกล โดยทั้งผู้ฝึกสอนและผู้เข้ารับการฝึกอบรมจะสามารถพูดคุยถามตอบกันได้แบบเรียลไทม์ ระบบดังกล่าวนำมาใช้สำหรับการฝึกอบรม ให้แก่ พนักงานผู้จำหน่ายจากทุกแผนก ได้แก่ ที่ปรึกษาการขาย เจ้าหน้าที่ลูกค้าสัมพันธ์ ที่ปรึกษางานบริการ พนักงานอะไหล่ เจ้าหน้าที่ด้านเทคนิค รวมถึงเจ้าหน้าที่ซ่อมสี และตัวถัง โดยในปีงบประมาณ 2563 นี้มีแผนที่จะทำการถ่ายทอดสดทางออนไลน์สำหรับ 63 หัวข้อวิชา ทั้งนี้สถาบันการศึกษาและฝึกอบรมยังสามารถสอบวัดผลและประเมินผู้เข้ารับการฝึกอบรมผ่านการถ่ายทอดสดออนไลน์ได้อีกด้วย

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย มุ่งมั่นพัฒนาบุคลากร โดยมีสถาบันการศึกษาและฝึกอบรม เป็นศูนย์กลางการดำเนินงานเพื่อพัฒนาความรู้และทักษะให้สอดคล้องกับเป้าหมายเพื่อพัฒนาความพึงพอใจลูกค้าอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับกลยุทธ์แบรนด์ระดับโลก ‘Drive your Ambition’


เมอร์เซเดส-เบนซ์ ส่งแคมเปญบริการหลังการขายแทนคำขอบคุณแด่บุคลากรทางการแพทย์

บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด เล็งเห็นถึงความสำคัญและความทุ่มเทของบุคลากรทางการแพทย์เนื่องจากสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19  บริษัทฯจึงขอเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนบุคลากรทางการแพทย์ ด้วยการมอบส่วนลด 5,000 บาทแทนคำขอบคุณ สำหรับการเข้ารับบริการบำรุงรักษารถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์  Service A หรือ Service B ตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม – 15 มิถุนายน พ.ศ. 2563 ที่ศูนย์บริการเมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ

บุคลากรทางการแพทย์สามารถนำรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ทุกรุ่นเข้ารับบริการ Service A หรือ Service B และรับทันทีส่วนลด 5,000 บาท โดยทำการนัดหมายเข้ารับบริการล่วงหน้ากับศูนย์บริการเมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ  เท่านั้นโดยติดต่อศูนย์บริการฯ โดยตรง หรือสามารถนัดหมายออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ www.mercedes-benz.co.th/OnlineAppointmentBooking

ลูกค้าที่สนใจสามารถติดต่อศูนย์บริการเมอร์เซเดสเบนซ์อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ โดยแคมเปญพิเศษนี้มีผลตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม ถึงวันที่ 15 มิถุนายน 2563 นี้


หนังสั้นสุดซิ่งจาก BMW FILMS ฉบับ Remastered ชัดตาแตกระดับ 4K!

BMW Film หนังสั้นแนวแอ็คชั่นบู๊ล้างผลาญที่ผสมผสานมุขตลกอย่างลงตัว ที่สำคัญฉากการไล่ล่าบนท้องถนนที่มีรถ BMW ออกมาวาดลวดลายในทุกๆ ตอน และในแต่ละตอนยังเป็นการรวมตัวของนักแสดงและผู้กำกับชั้นนำระดับแม่เหล็ก ล่าสุดแฟนพันธุ์แท้ BMW คนหนึ่งทำการรีมาสเตอร์ไฟล์หนังซึ่งบางตอนสร้างขึ้นมาตั้งแต่ยุค ’90 โดยปรับคุณภาพให้ชัดขึ้นไปถึง 4K เรียกว่ามันส์ทะลุจอกันเลยทีเดียว แถมยังแชร์ให้ชมทาง Youtube แบบฟรีๆ ทั้ง 10 ตอน อีกด้วย รับรองได้ว่าคนรักรถดูแล้วหลังติดเบาะ (โซฟา) เพลินจนไม่อยากลุกไปไหนแน่นอน!


LAMBORGHINI x SUPREME ลัมโบร์กินี จับมือ ซูพรีมเปิดตัวคอลเลคชั่นไฟลุก!

ออโตโมบิลี ลัมโบร์กินี ผู้ผลิตรถซูเปอร์สปอร์ตคาร์ระดับโลกอย่างลัมโบร์กินี จับมือกับซูพรีม แบรนด์สเก็ตบอร์ดจากนิวยอร์กที่ทรงอิทธิพลต่อวงการสตรีทแวร์ทั่วโลก เผยโฉมแคปซูลคอลเลคชั่นสุดฮ็อต ผ่านคาแรกเตอร์ของ ไทฌอน โจนส์ (Tyshawn Jones) นักสเก็ตบอร์ดชื่อดังชาวอเมริกัน ที่มาตอกย้ำเอกลักษณ์ของการ Co-branding ในคอลเลคชั่น Spring/Summer 2020 โดยเฉพาะ


“ลัมโบร์กินีและซูพรีมได้เล็งเห็นถึงอัตลักษณ์ตัวตนของอีกแบรนด์ ที่สะท้อนถึงจิตวิญญาณและพลังความมุ่งมั่นที่ไม่เคยหยุดยั้ง จึงนำมาสู่การผสมผสานเป็นคอลเลคชั่นพิเศษใหม่ล่าสุด ระหว่างดีไซน์และสมรรถนะสุดเร้าใจของลัมโบร์กินี เข้ากับความสมบูรณ์แบบของแฟชั่นสตรีทแวร์ระดับโลก” คาเทีย บัสซิ ประธานฝ่ายการตลาดและการสื่อสารองค์กร ออโตโมบิลี ลัมโบร์กินี ได้กล่าวไว้


คอลเลคชั่นของ LAMBORGHINI x SUPREME
ในฤดูกาล Spring/Summer 2020 นี้ เต็มไปด้วยไอเท็มสีสันสุดร้อนแรง ทั้งเสื้อยืด เสื้อฮอกกี้ เสื้อเชิ้ต แจ็คเก็ต จั๊มสูท หมวก รวมถึงสเก็ตบอร์ด ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากสีรถลัมโบร์กินี ทุกไอเท็มจึงโดดเด่นด้วยสีสันสะดุดตา ทั้งสีส้มนีออน สีเขียวนีออน หรือโทนเรียบหรูอย่างสีขาวและสีดำ


สำหรับแฟนพันธุ์แท้ซูเปอร์สปอร์ตคาร์ลัมโบร์กินี สามารถสัมผัสโฉมจริงของไอเท็มต่างๆ ในคอลเลคชั่นพิเศษนี้ได้ที่โชว์รูมและศูนย์บริการครบวงจร ‘ลัมโบร์กินี กรุงเทพฯ’ บนถนนวิภาวดีรังสิต ซึ่งเปิดทำการวันจันทร์-วันเสาร์ เวลา 9.00-18.00 น. ทั้งนี้ สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เบอร์โทร 087-8158888


ซัมเมอร์สุดเดือดกับ ฮอนด้า ซีวิค สีใหม่ ‘แดงอิกไนต์’ เฉพาะรุ่น TURBO RS เท่านั้น!

ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) เปิดตัว ฮอนด้า ซีวิค สีใหม่ สีแดงอิกไนต์ (Ignite Red) ในรุ่น TURBO RS ที่ยกระดับความร้อนแรงไปอีกขั้นรับซัมเมอร์ ซึ่งมาพร้อมดีไซน์สปอร์ตโฉบเฉี่ยว สมรรถนะการขับขี่ที่เร้าใจด้วย เครื่องยนต์เทอร์โบ 1.5 ลิตร ที่ทรงพลังและให้อัตราการประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยม พร้อมด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ ฮอนด้า เซนส์ซิ่ง (Honda SENSING) มาตอกย้ำกระแสความนิยมของฮอนด้า ซีวิค อย่างต่อเนื่องในฐานะผู้นำตลาดคอมแพคท์ 4 ปีซ้อน
ฮอนด้า ซีวิค สีแดงอิกไนต์ รุ่น TURBO RS โดดเด่นด้วยดีไซน์สปอร์ตพรีเมียมในสไตล์ RS ภายในห้องโดยสารกว้างขวางสะดวกสบาย เบาะที่นั่งตกแต่งด้วยด้ายสีแดง ให้ความสปอร์ตเร้าใจทุกการขับขี่ด้วยเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร DOHC VTEC TURBO และระบบเกียร์อัตโนมัติ CVT ให้กำลังสูงสุด 173 แรงม้าที่ 5,500 รอบต่อนาที ด้วยแรงบิดสูงสุดที่ 220 นิวตัน-เมตร ที่ 1,700 – 5,500 รอบต่อนาทีให้กำลังเทียบเท่าเครื่องยนต์ขนาด 2.4 ลิตร แต่มีอัตราการประหยัดน้ำมันเทียบเท่าเครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร

ครบครันด้วยฟังก์ชันความสะดวกสบายอ่างระบบปรับอุณหภูมิอัตโนมัติแบบปรับอุณหภูมิแยกอิสระซ้าย-ขวา ระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว แบบ Advanced Touch รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay และระบบสั่งการด้วยเสียง Siri เป็นต้น พร้อมด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ ฮอนด้า เซนส์ซิ่ง
ฮอนด้า เซนส์ซิ่ง (Honda SENSING) และมาตรฐานความปลอดภัยอันล้ำสมัยเพื่อความมั่นใจในทุกการเดินทาง อาทิ ระบบแสดงภาพมุมอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน (Honda LaneWatch) กล้องส่องภาพด้านหลังปรับมุมมอง 3 ระดับ (Multi-angle Rearview Camera) ระบบเบรกมือไฟฟ้า (Electric Parking Brake) ระบบ Auto Brake Hold และระบบล็อกรถอัตโนมัติเมื่อกุญแจรีโมทอยู่ห่างจากตัวรถ (Walk Away Auto Lock) เป็นต้น

ฮอนด้า ซีวิค มีให้เลือกทั้งหมด 4 รุ่น ได้แก่ รุ่น TURBO RS ราคา 1,219,000 บาท รุ่น TURBO ราคา 1,104,000 บาท รุ่น 1.8 EL ราคา 964,000 บาท และรุ่น 1.8 E ราคา 874,000 บาท โดยมีให้เลือกทั้งหมด 6 สี ได้แก่ สีใหม่ สีแดงอิกไนต์ (เมทัลลิก) เฉพาะในรุ่น TURBO RS / สีน้ำเงินบริลเลียนท์ สปอร์ตตี้ (เมทัลลิก) / สีเงินลูนาร์ (เมทัลลิก) / สีเทาโมเดิร์นสตีล (เมทัลลิก) / สีดำคริสตัล (มุก) และสีขาวแพลทินัม (มุก)

สำหรับลูกค้าที่จองและรับรถยนต์ฮอนด้า ซีวิค ผ่านทางผู้จำหน่ายรถยนต์ฮอนด้าทั่วประเทศ ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 พฤษภาคม 2563 รับเครื่องฟอกอากาศยับยั้งเชื้อโรคในรถยนต์ Sharp Plasmacluster Ion Generator Limited Edition รุ่น IG-GC2B-BH มูลค่า 4,990 บาท ในแคมเปญ “Honda Easy Deal Easy Life” นอกจากนี้ยังสามารถเลือกรับข้อเสนอสุดพิเศษ ได้แก่

  • รับดอกเบี้ยพิเศษ 1.99% พร้อมฟรีประกันภัย 1 ปี ฟรีบัตรเติมน้ำมันมูลค่า 10,000 บาท และโปรแกรมการให้บริการพิเศษด้านคุณภาพรถยนต์ฮอนด้า อัลติเมท แคร์ (Honda Ultimate Care) ขยายเวลารับประกันคุณภาพรถยนต์ใหม่อีก 2 ปี หรือ 40,000 กม. อย่างใดอย่างหนึ่งมาถึงก่อน หรือ
  • แคมเปญ “Double Smile” ดาวน์ 0 บาท หรือเลือกผ่อนสบายเริ่มต้น 11,900 บาท พร้อมฟรีประกันภัย 1 ปี ฟรีบัตรเติมน้ำมันมูลค่า 10,000 บาท และโปรแกรมการให้บริการพิเศษด้านคุณภาพรถยนต์ ฮอนด้าอัลติเมท แคร์ (Honda Ultimate Care) ขยายเวลารับประกันคุณภาพรถยนต์ใหม่อีก 2 ปี หรือ 40,000 กม. อย่างใดอย่างหนึ่งมาถึงก่อน

ฮอนด้าได้ยกระดับมาตรการเฝ้าระวังและป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 อย่างต่อเนื่องและเคร่งครัด

เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าในการเข้ารับบริการที่โชว์รูมพร้อมศูนย์บริการฮอนด้าทั้ง 229 แห่งทั่วประเทศ อาทิ มีจุดคัดกรองเพื่อตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายก่อนเข้าโชว์รูม บริการเจลแอลกอฮอล์ในจุดต่างๆ จัดพื้นที่ให้บริการและที่นั่งแบบเว้นระยะห่าง (Social Distancing) และแนะนำให้สวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาที่เข้ารับบริการ รวมทั้งมีการทำความสะอาดพื้นที่จุดสัมผัสในบริเวณโชว์รูมและศูนย์บริการไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ที่จัดแสดงตามจุดต่างๆ และรถยนต์ทดลองขับ เป็นต้น

ลูกค้าที่สนใจฮอนด้า ซีวิค สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมทาง www.honda.co.th/civic หรือสอบถามรายละเอียดข้อเสนอพิเศษเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์บริการข้อมูลฮอนด้า 24 ชั่วโมง (Honda Call Center) โทร. 0 2341 7777 หรืออ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.honda.co.th/promotions

***หมายเหตุ***

  • อุปกรณ์มาตรฐานแตกต่างกันในแต่ละรุ่น
  • สีขาวแพลทินัม (มุก) เพิ่ม 10,000 บาท และสีดำคริสตัล (มุก) เพิ่ม 6,000 บาท
  • เงื่อนไขแคมเปญเฉพาะลูกค้าที่ทำสัญญาเช่าซื้อกับสถาบันการเงินที่ร่วมรายการ
  • เงื่อนไขนี้ไม่สามารถใช้ร่วมกับเงื่อนไขสินเชื่อ สำหรับธุรกิจรถเช่า รถรับจ้าง รถทดลองขับ การขายกลุ่ม (Fleet) หรือรถที่ซื้อขายภายใต้เงื่อนไขพิเศษอื่นๆ บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ในการยกเลิกหรือเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า
  • รายละเอียดและเงื่อนไขมีความแตกต่างกัน และเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด

Sugar Free Communication พีอาร์ คอนเทนต์เอเยนซี่เลือดไทยพร้อมลุยทุกแพลตฟอร์ม!

Sugar Free Communication เอเยนซี่น้องใหม่ แต่เก๋าด้านการประชาสัมพันธ์และคอนเทนต์ พร้อมลุยทุกแพลตฟอร์มการสื่อสาร ทั้ง ออนไลน์ ออฟไลน์ รวมทั้งการให้บริการด้านการตลาดดิจิทัล แบบครบวงจรในความตั้งใจสร้างสรรค์การสื่อสารที่มีอิทธิพลเชิงบวกต่อพฤติกรรมและจิตใจสามด้านหลัก Like, Love และ Loyalty

น้ำผึ้ง บัวเจริญ กรรมการผู้จัดการ และผู้ก่อตั้ง บริษัท ซูการ์ฟรี คอมมูนิเคชั่น จำกัด หลายคนอาจคุ้นหน้าคุ้นตาในวงการประชาสัมพันธ์และการสื่อสาร เพราะน้ำผึ้งทำงานด้านนี้มาเกือบ 20 ปี จากยุคการทำประชาสัมพันธ์หรือการตลาดแบบ traditional เปลี่ยนถ่ายมาสู่ยุคดิจิทัล นับเป็นความท้าทายและการปรับตัวครั้งสำคัญของนักประชาสัมพันธ์บนคำถามที่ว่างานประชาสัมพันธ์ยังสร้างคุณค่าให้กับองค์กรหรือแบรนด์อย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างไรในยุคนี้

สำหรับการทำงานในช่วงรอยต่อนี้ พบว่าการทำงานประชาสัมพันธ์รวมไปถึงงานด้านการสื่อสารมีหัวใจสำคัญอยู่ที่การสร้างสรรค์คอนเทนต์ที่มีคุณค่า ตลอดจนการเลือก Key message ผสานการเล่าเรื่องที่น่าสนใจ สอดคล้องไปกับการสื่อสารที่ตรงกลุ่มเป้าหมาย โดยใช้เครื่องมือ และช่องทางการสื่อสารในทุกแพลตฟอร์ม รวมไปถึงมีวิธีการวัดผลที่มีประสิทธิภาพนำมาต่อยอดเพื่อการปรับปรุงพัฒนากลยุทธ์ให้กับแบรนด์ได้ในระยะยาว จากการเล็งเห็นความสำคัญในก้าวต่อไปของการทำงานบนความตั้งใจที่อยากจะเป็นส่วนหนึ่งในการเสริมความแข็งแกร่งให้กับองค์กรและภาคธุรกิจต่างๆของเมืองไทย จึงก่อตั้งบริษัท บริษัท ซูการ์ฟรี คอมมูนิเคชั่น จำกัด ขึ้นมา ด้วยความมุ่งหวังที่จะสร้างการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพที่จะสามารถสร้าง Like Love และ Loyalty ของกลุ่มเป้าหมายที่มีต่อแบรนด์ ทั้งนี้เพื่อตอบโจทย์การทำงานที่มีการเปลี่ยนแปลงไปในแต่ละยุค


ในยุคที่การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วสร้างผลกระทบให้กับทุกวงการ ซึ่งเกิดจากการวิวัฒน์ของเทคโนโลยี ซึ่งส่งผลกับพฤติกรรมผู้บริโภค ดังนั้นกลไกด้านการตลาดที่มุ่งเน้นตอบสนองความต้องการผู้บริโภคจึงปรับเปลี่ยนไปด้วย ในส่วนแวดวงการสื่อสาร ที่เห็นอย่างชัดเจนคือ เปลี่ยนมาสื่อสารบนออนไลน์แพลตฟอร์มมากขึ้น เหล่านักการตลาด นักประชาสัมพันธ์ ก็หันมาโฟกัสสื่อออนไลน์มากขึ้น เริ่มให้มาทำความเข้าใจบทบาทของ Influencer , Data , Social insight และ Social movement มากยิ่งขึ้น

แต่ท้ายที่สุดแล้วสิ่งที่จะทำให้คนทำงานสื่อสารยังสามารถสร้างคุณค่าให้กับองค์กรต่อไปได้ ยังคงเป็นเรื่องของแก่นแท้ หัวใจในการสื่อสาร คือการสร้างสรรค์คอนเทนต์ที่มีคุณค่า เหมาะสม สอดคล้อง กับกลุ่มเป้าหมาย และความต้องการขององค์กร โดยอาศัยการวิเคราะห์ข้อมูล เครื่องมือและช่องทางการสื่อสารที่สมดุล ทั้งออนไลน์ และ ออฟไลน์ ตราบใดที่เรายังไม่รู้ว่ากลุ่มเป้าหมายของเราเป็นใคร มีพฤติกรรมแบบไหน เรายังฟันธงไม่ได้ว่าเราจะเลือกใช้ออนไลน์ ออฟไลน์ในสัดส่วนแค่ไหน อย่างไร เพราะทั้งสองแพลตฟอร์ม มีบุคลิกบางอย่างที่มีความเฉพาะเจาะจง ที่มีอิทธิพลต่อกลุ่มเป้าหมายซึ่งมีพฤติกรรมที่หลากหลาย แตกต่างกัน


ความท้าทายของการทำประชาสัมพันธ์ในยุคดิจิทัล หรือยุคของการ Disruption น้ำผึ้งมองว่าต้องหา แก่น และคุณค่าในการทำงานด้านนั้นๆให้เจอ สร้างความแข็งแกร่งในแก่นของงาน เรียนรู้อยู่ตลอดเวลานำสมัย ยืดหยุ่น ปรับตัวให้ทันการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆที่เข้ามา ถ้ามองเป็น ซอฟต์แวร์ ก็ถือเป็นการอัปเกรดเวอร์ชัน ให้ทันความความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นรอบด้านอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าเทรนด์ไหนมา ทั้งเรื่องของ Data, Behavioral economics, Digital platform ใหม่ๆ ไม่ว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไรก็ยังสามารถขับเคลื่อนไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างคุณค่าให้กับองค์กรและกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งชูการ์ฟรีเอง มีความตั้งใจ และยินดีที่จะเข้าไปมีส่วนสนับสนุนการทำงานให้กับองค์กรและภาคธุรกิจต่างๆ ด้วยประสบการณ์ ด้วยความเข้าใจในทุกมิติ

สำหรับจุดแข็งของ ชูการ์ฟรี คือ ประสบการณ์ของทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน มีความเป็นมืออาชีพ Ownership mind เป็นนักฟังที่ดี เรียนรู้และปรับอยู่ตลอดเวลา มีความคิดสร้างสรรค์ มีมุมมองใหม่ในการพัฒนาคอนเทนต์ บริหารประเด็น Key message ที่สำคัญสามารถตีโจทย์และทำความเข้าใจบุคลิกของลูกค้า บุคลิกของสื่อและเครื่องมือแต่ละประเภท ทั้งออนไลน์ ออฟไลน์ มีความสัมพันธ์อันดีกับสื่อมวลชนสายหลัก และ Influencer ประการสำคัญเข้าใจบุคลิก ความสนใจและพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมาย ทำงานบนความเข้าใจลูกค้า และกลุ่มเป้าหมาย โดยมีทัศนคติการทำงานที่เปรียบเสมือนคู่คิด มองหาโอกาสให้กับลูกค้า สนุกกับการแก้ไขปัญหาและหาโซลูชัน เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งนี้ในแง่การทำงานด้านกลยุทธ์ การจัดการชื่อเสียง ภาพลักษณ์ องค์กร ทีมงานให้ความสำคัญกับการใช้ข้อมูล งานวิจัย การสำรวจความคิดเห็นสื่อมวลชน Influencer กลุ่มเป้าหมาย การประยุกต์ และวิเคราะห์ DATA และ Social Listening เพื่อสำรวจเสียง ความเห็น ความเคลื่อนไหวของผู้บริโภคที่อยู่บนโลกออนไลน์ มาปรับใช้ในการวางกลยุทธ์อีกด้วย


Sugar Free Communication ให้บริการ 3 บริการหลัก ได้แก่

PR&CONTENT
การบริหารการสื่อสารโดยใช้เครื่องมือด้านการประชาสัมพันธ์และคอนเทนต์ที่มีประสิทธิภาพ และมากไปกว่านั้น เราให้ความสำคัญในการสร้างสรรค์และวิธีการนำเสนอ Key message ที่สอดคล้องกับความต้องการขององค์กร และกลุ่มเป้าหมาย โดยทำความเข้าใจความต้องการขององค์กร วิเคราะห์กลุ่มเป้าหมาย เชี่ยวชาญในการเลือกใช้เครื่องมือ และช่องทางการสื่อสาร ทั้งออนไลน์ ออฟไลน์

CRISIS COMMUNICATIONS
บริหารจัดการวิกฤติการสื่อสาร ด้านกลยุทธ์ วางแผนป้องกัน และรับมือ จัดทำคู่มือ อบรมภายในองค์กร ตลอดจนบริหารจัดการประเด็นสื่อสาร ติดตามสถานากรณ์ โดยใช้เครื่องมือ เทคนิควิธีการที่เฉพาะเจาะจง สอดคล้องกับองค์กร กลุ่มเป้าหมาย รวมทั้งการทำ Social Listening เพื่อสำรวจเสียง ความเห็น ความเคลื่อนไหวของผู้บริโภคที่อยู่บนโลกออนไลน์ อีกด้วย

DIGITAL MARKETING
บริการทำการตลาดออนไลน์, ให้คำปรึกษาด้านการทำการตลาดออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นการทำการตลาดบนเฟซบุ๊ก, การทำ Facebook Ads, Instagram, Line@, การทำโฆษณา Google Adwords, รวบถึงการพัฒนาเว็บไซต์ เว็บธุรกิจ และพัฒนาระบบต่างๆ ได้ตามความต้องการ, เว็บอีคอมเมิร์ช eCommerce สำหรับซื้อขายสินค้าออนไลน์เพื่อเพิ่มยอดขายบนออนไลน์
เพิ่มเติม www.sugarfreecommunication.co.th


โอ๊ต ปราโมทย์ X G-SHOCK METAL FACE สาย Street Luxury ต้องมี!

หากเอ่ยถึงนาฬิกาผู้ชายสาย Street Luxury สุดฮอตแห่งปี 2020 นี้ คงหนีไม่พ้นซีรี่ส์ใหม่ยอดฮิตจากค่าย G-SHOCK อย่าง G-SHOCK Metal Face GM-6900 ที่นำเสนอความความเท่ห์เหนือกาลเวลา ล่าสุดบริษัท เซ็นทรัล มาร์เก็ตติ้ง กรุ๊ป จำกัด (CMG) ประกาศเปิดตัวนักร้องหนุ่มสายแฟ ‘โอ๊ต’ ปราโมทย์ ปาทาน ขึ้นแท่นพรีเซ็นเตอร์คนล่าสุดของ G-SHOCK Metal Face GM-6900 ตอกย้ำ DNA ความเท่ห์ แบบมีสไตล์

G-SHOCK Metal Face GM-6900 ดีไซน์ขึ้นจากพื้นฐานนาฬิกาซีรี่ส์ 6900 ที่มีชื่อเสียงในกลุ่มแร็ปเปอร์ทั่วโลก ด้วยดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนรุ่นอื่น เจ้าของฉายา “Triple Graph” (ทริปเปิ้ล กราฟ) หรือที่เรียกติดปากกันในประเทศไทยว่า “ไอ้สามตา” โดยความพิเศษของรุ่นใหม่นี้อยู่ที่วงกรอบตัวเรือนโลหะ ที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก Metal Series ยอดนิยมของสายสตรีทแฟชั่น หล่อหลอมมาเป็นนาฬิกา GM6900 ที่จัดทำขึ้นเป็นพิเศษเพื่อฉลองวาระครบรอบ 25 ปีของซีรี่ส์ 6900 นั่นเอง

‘โอ๊ต’ ปราโมทย์ ปาทาน ในฐานะพรีเซ็นเตอร์ใหม่แกะกล่องของ GM-6900 กล่าวว่า “ดีใจมากครับที่ได้ร่วมงานกับแบรนด์ในตำนานอย่าง G-SHOCK ซึ่งถ้าพูดตามตรง ทั้งผมและคนรักนาฬิกาแทบจะทุกคนต้องเคยใส่กันมาอยู่แล้ว บวกกับความแข็งแกร่งในตำนานของ G-SHOCK ที่ต้องยกให้เค้าจริง ๆ ตอนแรกที่ได้รับเลือกให้มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ของ GM-6900 ยังคุยขำ ๆ อยู่ว่า เอ้ยไอ้เรือนเนี่ย ผมใส่มาตั้งแต่สมัยมัธยมแล้ว! แต่ตัวใหม่นี้ดูหรูขึ้น สตรีทขึ้น แต่งตัวมันส์ขึ้นเยอะ เออ! มันได้ว่ะ ดีไซน์ลงตัว ได้ลุคสตรีทแบบมี Identity อย่างที่ผมชอบ เอาอยู่ทุกลุคทุกสไตล์”

ในด้านการผลิต ตัวเรือน Metal Face ของ GM6900 นั้นผ่านการหล่อหลอมด้วยกระบวนการสร้างรูปทรงและขึ้นรูปถึง 20 ขั้นตอน ตลอดจนการเคลือบชุบและขัดเงาด้วยเทคนิคพิเศษอีกหลายขั้นตอน ทำให้ G-SHOCK Metal Face GM6900 เป็นนาฬิกาที่มีทั้งความเท่ห์ และหรูหราในเรือนเดียวกัน

G-SHOCK Metal Face GM6900 มาพร้อมสามสไตล์ให้หนุ่มสายแฟได้เลือก Sterling Soul (GM-6900-1DR) กรอบตัวเรือนโลหะสีเงิน พร้อมสายเรซินสีดำ ราคา 8,000 บาท, Gold Metal (GM-6900G-9DR) กรอบตัวเรือนโลหะสีทอง พร้อมสายเรซินสีดำ ราคา 8,900 บาท และ Red Electro (GM-6900B-4DR) กรอบตัวเรือนโลหะสีดำ พร้อมชุบด้วยเทคนิคพิเศษ มากับสายเรซินสีแดงโปร่งแสง ในราคา 8,900 บาท ซึ่งเป็นรุ่น Limited ของซีรี่ส์นี้

G-SHOCK Metal Face GM6900 พร้อมให้คุณเป็นเจ้าของแล้ววันนี้ที่ https://www.robinson.co.th/gm6900 หรืออัพเดตข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.caio-cmg.com และ Facebook/Casio Watches Thailand

 #CASIOCMG #GSHOCK #MetalFace #GM6900 #StreetLuxury


เมอร์เซเดส-เบนซ์ ชวนต้านภัยโควิด-19 ด้วยการโพสต์ภาพคู่กับรถยนต์ของคุณ เพื่อมอบเงินบริจาค 500 บาทต่อภาพ!

บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมต้านภัยโควิด-19 โดยการชวนผู้ใช้เมอร์เซเดส-เบนซ์ โพสต์ภาพถ่ายกับรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ของคุณ พร้อมเปิดไฟหน้ารถ และเขียนข้อความให้กำลังใจบุคลากรทางการแพทย์ และใส่ #ShineForTomorrow #MercedesForTomorrow #MercedesBenzThailand เพื่อเป็นการแสดงเชิงสัญลักษณ์ในการให้กำลังใจบุคลากรทางการแพทย์และก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปด้วยกัน ก่อนโพสต์ลงในโซเชียลมีเดียไม่ว่าจะเป็นทางเฟซบุ๊ค หรือ อินสตาแกรม ตั้งแต่วันนี้จนถึง 31 พฤษภาคม 2563 ทุก ๆ โพสต์ เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จะร่วมสมทบเงินบริจาค 500 บาท โดยเมื่อจบโครงการ เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) ตั้งเป้ารวบรวมเงินบริจาคและสมทบเข้าโครงการเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 2,000,000 บาท เพื่อส่งต่อความช่วยเหลือไปยัง 4 โรงพยาบาลที่เป็นศูนย์กลางการดูแลรักษาผู้ติดเชื้อ ได้แก่ โรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลรามาธิบดี โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และสถาบันบำราศนราดูร เพื่อใช้สำหรับค้นคว้าและวิจัยวัคซีนในอนาคต

มร. โรลันด์ โฟล์เกอร์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้ติดตามสถานการณ์ของโรคโควิด-19 อย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง และทำให้เราตระหนักว่า บุคลากรทางการแพทย์เป็นกลุ่มบุคคลที่ต้องทำงานอย่างหนักเพื่อรับมือกับสถานการณ์โรคระบาดที่อาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา แม้ว่าสถานการณ์ปัจจุบัน จำนวนผู้ติดเชื้อจะไม่ได้เพิ่มมากขึ้นมากแล้ว เนื่องด้วยภาครัฐมีนโยบายป้องกันโควิด-19 ที่เข้มข้น ทั้งการปิดทำการสถานที่เสี่ยง และการเว้นระยะห่างทางสังคม ซึ่งได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากประชาชนในช่วงเดือนที่ผ่านมา ทว่าสถานการณ์ปัจจุบันยังเป็นสิ่งที่ต้องเฝ้าระวังต่อไป เมอร์เซเดส-เบนซ์จึงขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อความช่วยเหลือแก่บุคลากรทางการแพทย์ใน 4 โรงพยาบาลหลักที่เป็นศูนย์กลางการดูแลรักษาผู้ติดเชื้อโควิด-19 เพื่อร่วมเป็นอีกหนึ่งกำลังใจให้คนไทยได้ฝ่าวิกฤติโรคระบาดครั้งนี้ได้สำเร็จร่วมกัน”

และด้วยตระหนักในความไม่สะดวกของลูกค้าในการนำรถยนต์เข้ารับบริการที่ศูนย์บริการเมอร์เซเดส-เบนซ์ในช่วงของการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 เมอร์เซเดส-เบนซ์จึงออก 2 มาตรการเพื่อช่วยเหลือลูกค้าไปพร้อมกัน ดังนี้

  1. หากรถยนต์ของท่านสิ้นสุดระยะการประกันคุณภาพ หรือสิ้นสุดระยะแพ็คเกจเมอร์เซเดส-เบนซ์ เซอร์วิส พลัส (Mercedes-Benz Service Plus) ภายในช่วงการระบาดของโควิด-19 ให้ถือว่ารถยนต์ของท่านยังอยู่ภายใต้ความคุ้มครองการรับประกันคุณภาพของเมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่    26 กุมภาพันธ์ถึง 30 กันยายน 2563
  2. เมอร์เซเดส-เบนซ์ขยายช่วงระยะเวลาเกินกำหนดของการเข้ารับบริการบำรุงรักษาสำหรับรถยนต์นั่งส่วนบุคคลและรถตู้เป็นระยะเวลา 150 วันหรือ 5,000 กิโลเมตรแล้วแต่ว่าระยะใดถึงก่อน โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ถึง 30 กันยายน 2563

ทั้งนี้ ภาพและข้อความให้กำลังใจบุคลากรทางการแพทย์ที่ผู้ใช้รถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ส่งเข้ามาร่วมแคมเปญ จะได้รับการรวบรวมไว้ที่เว็บไซต์ www.mercedes-benz.co.th/MercedesForTomorrow


Privacy Preference Center