มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอสโอเวอร์…บึกน้อยจอมลุย!
มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส โดดเด่นด้วยรูปลักษณ์ที่ดูแข็งแกร่งโฉบเฉี่ยว มีความอเนกประสงค์เพราะมีการออกแบบการพับเบาะได้หลากหลาย การขับขี่เรียกว่าใช้งานในเมืองได้อย่างคล่องตัวแถมยังมั่นใจในการเดินทางไกลอีกด้วย
ดีไซน์ที่มีเอกลักษณ์ DYNAMIC SHIELD เวอร์ชั่นใหม่ล่าสุด ดูทันสมัยโดดเด่นด้วยเส้นสายเลขาคณิตบนกันชนหน้าและกระจังหน้า โฉบเฉี่ยวด้วยไฟหน้า LED ดีไซน์ใหม่พร้อมไฟตัดหมอก LED ขนาดใหญ่ที่ให้ภาพลักษณ์เข้มบึกบึนสวยงามแปลกตาจนบางคนอาจจะรับไม่ได้ในความแปลกใหม่ แต่ผมว่าสวยนะดูมันพร้อมลุยดี
เพิ่มความเท่ดุดันด้วยสีดำที่แผงกันกระแทกขอบล่างข้างประตูไหลมาที่ซุ้มล้อทั้ง 4 ด้านรับกับล้ออัลลอยสีทูโทนดีไซน์ใหม่ 5 ก้านขนาด 17 นิ้ว มั่นใจยิ่งขึ้นด้วยระยะความสูงใต้ท้องรถ 225 มม. สูงกว่ารุ่นมาตรฐาน 20 มม. น้ำรอการระบายที่ไหนๆ เราก็ผ่านได้สบายช่วงล่างเซ็ทอัพใหม่ทำให้รู้สึกนุ่มนวลมากยิ่งขึ้น
คนชอบขน มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส ใหม่ ก็มีราวหลังคามาให้เราสามารถยึดติดแร็คหลังคาไว้ขนจักรยานหรือขนของได้ตามสไตล์รถอเนกประสงค์เอสยูวี ประตูท้ายดีไซน์ใหม่โฉบเฉี่ยวหรูหราด้วยวัสดุเปียโนแบล็คขับให้ไฟท้ายดูโดดเด่นสวยงามมากยิ่งขึ้น เสาอากาศครีบฉลาม และกันชนหลังพร้อมแผงกันกระแทกขนาดใหญ่
มาดูภายในห้องโดยสารของ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส ยังคงการออกแบบแนวคิด ‘โอโมเตะนาชิ’ ของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ที่เน้นความประณีตพิถีพิถันผิวสัมผัสนุ่มสบาย พร้อมด้วยการตกแต่งด้วยวัสดุสีเงินและสีดำเปียโนแบล็ค
แดชบอร์ดและเบาะนั่งดีไซน์ทูโทนสีดำและน้ำตาล
พวงมาลัย หัวเกียร์และเบรกมือหุ้มหนังดูพรีเมียม การวางตำแหน่งเบรกมือค่อนข้างสะดวกเวลาใช้งานเอื้อมมือลงไปทีไรโดนทุกทีผมอาจจะเริ่มชินกับรถที่เป็นเบรกมือไฟฟ้าแล้ว แต่สำหรับนักดริฟต์คงคิดเหมือนผมถ้าเอาคันนี้ไปดริฟท์มันต้องมันส์มากแน่ๆ แค่คิดก็หนาวแล้ววววว
มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส ครบครันด้วยเทคโนโลยีที่ทำให้เราสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น เพราะมีทั้งจอแสดงข้อมูลอเนกประสงค์ มาตรวัดการขับขี่แบบ HIGH CONTRAST พวงมาลัยหุ้มหนังจับกระชับมือที่มาพร้อมสวิตช์ควบคุมระบบเครื่องเสียง
ปุ่มรับวางสายโทรศัพท์และระบบล็อกความเร็ว
กุญแจอัจฉริยะ KOS และปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์ เชื่อมต่อระบบเครื่องเสียงผ่านระบบบลูทูธ เครื่องเสียง 2DIN ที่รองรับดีวีดี ซีดี และเอ็มพี3 พร้อมจอภาพระบบสัมผัสขนาด 6.2 นิ้ว ที่สามารถแสดงภาพด้านหลังขณะถอยจอด

รถคันนี้บอกได้เลยว่านั่งสบายแถมยังนั่งได้ถึง 7 คนเพราะมีที่นั่งถึง 3 แถว และมีพื้นที่ใช้งานได้หลากหลายด้วยการออกแบบเบาะที่นั่ง ที่เมื่อพับเบาะแถว 2 ที่สามารถพับแยกแบบ 60:40 และเบาะแถว 3 ที่สามารถพับแยกแบบ 50:50 และถ้าต้องการพื้นที่ขนของอย่างเต็มที่ก็ให้ปรับเบาะทั้ง 2 แถวลงเราจะได้พื้นที่แบนราบที่ผมสามารถลงไปนอนได้ แอบเก๋ด้วยช่องซ่อนเงินเมีย เอ๊ย!…ช่องเก็บของเอนกประสงค์

ตอนขับก็รู้สึกได้ทันทีว่าเสียงรบกวนในห้องโดยสารลดลงด้วยการติดตั้งวัสดุดูดซับเสียงพิเศษช่วยลดเสียงรบกวนจากภายนอก ที่สำคัญหมดกังวลเรื่องความร้อนในห้องโดยสารรับรองหนาวทุกตำแหน่งแน่นอนด้วย สวิตช์ควบคุมระบบปรับอากาศและช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารแถวที่ 2 พร้อมช่องจ่ายกระแสไฟ 12 โวลต์ติดตั้งสำหรับผู้โดยสารทุกแถวเพราะยุกนี้ช่องจ่ายไฟสำคัญพอๆ กับอากาศแล้ว!
ใช้งานได้ดีในเมือง และขับทางไกลด้วยเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.5 ลิตร พละกำลังสูงสุด 105 แรงม้าที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 141 นิวตันเมตรที่ 4,000 รอบต่อนาที เครื่องยนต์รุ่นนี้ถูกพัฒนาบนพื้นฐานของเครื่องยนต์ตระกูล 4A9 ที่พัฒนาให้เงียบลงและประหยัดเชื้อเพลิงยิ่งขึ้น ทำงานคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด
หลายคนอาจจะสงสัยว่าเกียร์ 4 สปีดมันจะพอมั้ย หลังจากที่ลองใช้งานจริงอยู่หลายวัน ใช้ทั้งในเมืองและต่างจังหวัดบอกเลยว่าพอ…แต่อาจจะไม่รวดเร็วทันใจในช่วงออกตัวแต่การใช้งานไม่อึดอัดทรมานแน่นอน แถมยังประหยัดน้ำมันอีกด้วย ยังไงก็อยากให้ไปลองขับกันดูเพราะประสบการณ์การขับรถคนเราไม่เท่ากัน…ชอบไม่ชอบยังไงมาพูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็นกันได้นะครับ
ขอขอบคุณ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ที่ให้ยืม มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส ในการทดลองใช้งานในครั้งนี้

ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของ สโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูลกับชุดแข่งคุณภาพสูงจากไนกี้
สโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล ร่วมกับ ไนกี้ เผยโฉมชุดแข่งทีมเหย้าของสโมสรฯ สำหรับฤดูแข่งขัน 2020-21 ซึ่งนับเป็นการร่วมงานกันครั้งแรก ความร่วมมือครั้งนี้ คือห้วงเวลาที่สำคัญยิ่งสำหรับสโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูลและไนกี้ ในฐานะสโมสรที่เก่าแก่แห่งหนึ่งพวกเขาจึงมีสายสัมพันธ์อันแสนพิเศษกับเมืองแห่งนี้ และฐานแฟนพันธุ์แท้ของฟุตบอลสโมสรฯนี้ ที่มีอยู่ทั่วโลก และยังมีเสน่ห์ด้วยสไตล์การเล่น และเจตคติของพวกเขาในยามที่ลงสนาม ไนกี้จะทำหน้าที่หล่อเลี้ยงฐานแฟนฟุตบอลเหล่านี้ ผ่านนวัตกรรมการออกแบบ และความร่วมมือเชิงสร้างสรรค์ที่จะนำความตื่นเต้น เร้าใจ และความมีชีวิตชีวามาสู่วงการกีฬาทั่วโลก
“เรารู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมากกับการจับมือเป็นพันธมิตรกับไอคอนระดับโลกอย่างสโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล การเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ในครั้งนี้จะทำให้ไนกี้มีสถานะที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นในฐานะแบรนด์ฟุตบอลที่ดีที่สุดและมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางที่สุด ในโลก” เบิร์ต ฮอยต์ (Bert Hoyt) รองประธานและผู้จัดการทั่วไปของไนกี้ประจำภาค พื้นยุโรป ตะวันออกลาง และแอฟริกา กล่าว “เมื่อฤดูแข่งขันต่อไปเริ่มต้นขึ้น เราตั้งตาคอยที่จะได้จัดหาคอลเลคชั่นซึ่งเต็มไปด้วยนวัตกรรม พร้อมทั้งมอบความมั่นใจด้วยดีไซน์ และสไตล์ที่โดดเด่นให้กับสโมสรฯ และผู้สนับสนุน พร้อมกับสานต่อความมุ่งหมายที่เรามีร่วมกันในการสร้างแรงบันดาลใจให้กับเยาวขนและคนรุ่นต่อๆ ไป ผ่านเกมกีฬาฟุตบอลที่แสนงดงาม”
“เราได้เคยกล่าวไว้แล้วในเดือนมกราคมที่ผ่านมา เมื่อครั้งที่เราประกาศการเป็นพันธมิตรกับไนกี้ให้ได้ทราบเป็นครั้งแรกถึงความคาดหวังของเราต่อการที่พวกเขาก้าวเข้ามาเป็นพันธมิตรอันน่าทึ่งของสโมสรฯ” บิลลี โฮแกน (Billy Hogan) กรรมการผู้จัดการและประธานฝ่ายการพาณิชย์ ของสโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูลกล่าว “เรารู้สึกตื่นเต้นอย่างมากที่จะได้เริ่มต้นการเดินทางร่วมกับไนกี้ซึ่งเป็นแบรนด์เสื้อผ้ากีฬาชั้นนำระดับโลก และเราเฝ้าคอยที่จะได้ทำงานร่วมกันเพื่อส่งมอบประสิทธิภาพและผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์สู่ผู้สนับสนุนของเราต่อไป ในฤดูกาลหน้านี้”
ชุดแข่งทีมเหย้าของสโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูลสำหรับฤดูแข่งขัน 2020-21 เป็นการเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ครั้งใหม่ โดยสื่อถึงการเห็นคุณค่าของอดีตพร้อมกับกำหนด แนวทางให้กับคอลเลคชั่นต่อๆ ไปในอนาคต ชุดแข่งทีมเหย้าของลิเวอร์พูลประกอบด้วยเสื้อสีแดง กางเกงขาสั้นสีแดง และถุงเท้าสีแดงตามธรรมเนียม การใช้สีแดงที่สว่างขึ้นแสดงถึงความอ่อนเยาว์และความมีชีวิตชีวาอย่างเหลือล้น เสริมกันเป็นอย่างดีกับสีขาวตามธรรมเนียมและสีฟ้าอมเขียว (Teal) ที่นำมาใช้ในเสื้อแข่งทีมเหย้าเป็นครั้งแรก
สีแดง สีขาว และสีฟ้าอมเขียว เป็นสีที่ใช้ร่วมกันเป็นธรรมเนียมของสโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูลตลอดหลายปีที่ผ่านมา เนื่องจากมีความเกี่ยวข้องกับตราสโมสร สีฟ้าอมเขียวยังมีความเชื่อมโยงในเชิงสัญลักษณ์กับเมืองลิเวอร์พูลผ่านประติมากรรมรูปนกลิเวอร์ (Liver Birds) ที่ยืนเด่นเป็นสง่าเสมือนคอยตรวจตราเมืองแห่งนี้อยู่ และเป็นสัญลักษณ์อันโดดเด่นที่ปรากฏอยู่บนเสื้อแข่งของสโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูลมาโดยตลอด นับตั้งแต่ก่อตั้งสโมสรขึ้นในปี ค.ศ.1892
“ผมเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวไนกี้มา 6 ปีแล้ว และเรามีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันอย่างน่าเหลือเชื่อ” เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค (Virgil van Dijk) ผู้เล่นกองหลังกล่าว “ผมคุ้นเคยเป็นอย่างมาก กับคุณภาพการออกแบบและนวัตกรรมที่นำมาใช้ในชุดแข่งแบบนี้ การได้สวมชุดแข่งนี้ก้าวลงสู่สนามในฤดูแข่งขันหน้าในฐานะแชมป์ จะเป็นความรู้สึกที่พิเศษมากๆ”
เสื้อแข่งทีมเหย้ามีคอเสื้อเป็นแบบคอวีสวยทันสมัย ตัดสีแบบคัลเลอร์บล็อคเป็นแถบสีขาวและน้ำเงินอมเขียว แถบสีนี้ยังปรากฏอยู่ที่ชายแขนเสื้อและคาดเป็นวงรอบส่วนบนของถุงเท้าอีกด้วย ที่ต้นคอด้านหลังมีเลขสัญลักษณ์ 96 ประกบด้วยรูปเปลวไฟที่ไม่มีวันดับ ซึ่งประดับไว้อย่างสง่างามเพื่อรำลึกถึงเด็กๆ ผู้หญิงและผู้ชายรวม 96 คนที่ เสียชีวิตในเหตุการณ์ที่ฮิลส์โบโรห์ (Hillsborough)
ชุดแข่งชุดนี้มีคุณสมบัติโดดเด่นจากนวัตกรรมเพื่อประสิทธิภาพใหม่ล่าสุดของไนกี้ ในด้านความกระชับของรูปทรงและการจัดการความเปียกชื้น นอกจากนี้ยังมั่นคงต่อพันธสัญญาของไนกี้ในด้านความยั่งยืน โดยชุดแข่งของสโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูลชุดนี้ ใช้ผ้าโพลีเอสเตอร์ (Polyester) รีไซเคิล 100% ซึ่งผลิตขึ้นจากขวดพลาสติกที่นำกลับมารีไซเคิล
ไนกี้จะเป็นผู้จัดหาชุดให้กับทีมชาย ทีมหญิง และทีมเยาวชน ตลอดจนทีมผู้ฝึกสอน นอกจากนี้ไนกี้ยังจะให้การสนับสนุนภารกิจหลักของมูลนิธิสโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล ซึ่งเป็นองค์กรการกุศลอย่างเป็นทางการของสโมสรฯ ไนกี้จะสร้างสรรค์วิธีการใหม่ให้แฟนๆ เข้าถึงผลิตภัณฑ์ได้ก่อนใคร รวมถึงเชื่อมต่อกับนักกีฬาคนโปรดได้บ่อยยิ่งขึ้นตลอดจนนำเสนอเรื่องราวอันน่าทึ่งจากชุมชนลิเวอร์พูล และส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ของหนุ่มสาวรุ่นใหม่จากเมืองนี้โดยทั้งหมดนี้ทำขึ้นเพื่อสมาชิกไนกี้ผ่านทาง nike.com และแอพฯ ไนกี้
ททท. เปิดตัวคู่มือเส้นทางท่องเที่ยวปลอดโรค 5 ภูมิภาค “Safety & Hygienic Road Trip”
จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั่วโลก รวมถึงอุตสาหกรรมท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวมีความกังวลในการเดินทางมากขึ้น เพื่อเป็นการสร้างความเชื่อมั่น ให้กับนักท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดย ททท. ได้ร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ดำเนินโครงการมาตรฐานความปลอดภัยด้านสุขอนามัย Amazing Thailand Safety & Health Administration (SHA) ซึ่งเป็นโครงการกระตุ้นให้สถานประกอบการ ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวได้ดำเนินการปรับปรุงสถานประกอบการให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตใหม่ (New normal) ที่ผู้ประกอบการต้องเสนอสินค้าและบริการที่ดีควบคู่กับมาตรฐานความปลอดภัย ด้านสุขอนามัย ตราสัญลักษณ์ SHA เป็นเครื่องมือสื่อสารให้นักท่องเที่ยวในการสร้างความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี
ททท. ได้ต่อยอดแนวมาตรฐาน SHA ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวไทยที่มีความสนใจในการเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนบุคคล โดยรวมกันเป็นหมู่คณะเล็กๆ อาทิ สมาชิกในครอบครัว หรือกลุ่มเพื่อน เพื่อท่องเที่ยวไปยังแหล่งท่องเที่ยวในจังหวัดใกล้เคียง ททท. จึงได้จัดทำคู่มือเส้นทางท่องเที่ยวปลอดโรค 5 ภูมิภาค (Safety & Hygienic Road Trip) ขึ้น เพื่อย้ำเตือนแนวทางการปฏิบัติตัวระหว่างเดินทางท่องเที่ยว โดยจัดกิจกรรมนำร่องเส้นทางท่องเที่ยวปลอดโรค โดยเดินทางท่องเที่ยวตามมาตรฐานวิถีชีวิตใหม่ (New normal) เส้นทางกรุงเทพฯ-สมุทรสงคราม-ราชบุรี ระหว่างวันที่ 31 กรกฎาคม – 2 สิงหาคม 2563 และเป็นแบบอย่างการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่แก่นักเดินทางในการวางแผนการเดินทางท่องเที่ยวด้วยต่อไป ให้การเดินทางมีความสะอาด ปลอดภัย และมีความสุข ตามมาตรฐาน SHA ตลอดเส้นทาง
บทบาทความร่วมมือของ TCEB จะดำเนินการส่งเสริมการตลาดและประชาสัมพันธ์ที่มุ่งเน้นไปยังกลุ่มองค์กรเอกชน เพื่อให้เกิดการประชุมสัมมนาในเส้นทางสาย SHA ท่องเที่ยวปลอดภัย-ปลอดโรค โดยเมื่อวันที่ 20 – 22 กรกฎาคม 2563 ที่ผ่านมา ได้จัดกิจกรรม “ประชุมเมืองไทย มั่นใจ MICE ไทยปลอดภัย @กาญจนบุรี” เพื่อเป็นเส้นทางตัวอย่างให้ผู้ประกอบการจัดทำแพ็คเกจเสนอขายกลุ่มองค์กรเอกชน โดยเน้นให้มีกิจกรรมสันทนาการ MICE เช่น การสร้างทีมเวิร์ค, การทำกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR), การสัมผัสประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมชุมชนควบคู่ไปกับการประชุมสัมมนาด้วย โดยมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมกว่า 100 ราย ทั้งบริษัทรับจัดการธุรกิจMICE กว่า 90 ราย และสื่อมวลชน 10 ราย
นอกจากนี้ TCEB ได้ดำเนินโครงการ “ประชุมเมืองไทย ปลอดภัยกว่า” ให้งบประมาณสนับสนุนองค์กรเอกชน บริษัทรับจัดงาน โรงแรมหรือสถานที่ จัดงาน เร่งจัดประชุมสัมมนาและให้รางวัลพนักงานเดินทางกันในประเทศ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศอีกด้วย
อพท. ได้ยกระดับแหล่งท่องเที่ยวโดยชุมชน โดยเป็นพี่เลี้ยงให้กับชุมชนท่องเที่ยว ในการพัฒนาสุขอนามัย ความปลอดภัย ใส่ใจในสุขภาพ เพื่อรองรับตลาดนักท่องเที่ยว หลังวิกฤตโควิด-19 โดยให้ชุมชนสมัครเข้ารับการประเมินมาตรฐาน SHA และได้จัดทำโครงการยกระดับเส้นทางท่องเที่ยวชุมชนเชิงสร้างสรรค์เชื่อมโยงกับแหล่งท่องเที่ยวหลักในการรองรับตลาดนักท่องเที่ยวคุณภาพ เพื่อฟื้นฟูและเยียวยาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว โดยร่วมกับสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และ 6 สมาคมท่องเที่ยว และหน่วยงานสนับสนุน ได้แก่ กรมอนามัย ททท. และ สสปน. จัดกิจกรรมนำผู้ประกอบการท่องเที่ยว ให้ความรู้ชุมชนท่องเที่ยวในการพัฒนาและยกระดับกิจกรรมท่องเที่ยวของชุมชน
พร้อมให้คำแนะนำให้เป็นไปตามมาตรฐาน SHA เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับชุมชนท่องเที่ยวและนักท่องเที่ยว และผู้ประกอบการนำเที่ยวนำกิจกรรมท่องเที่ยวของชุมชนผนวกเข้ากับโปรแกรมนำเที่ยวของบริษัทเพื่อเสนอขายแก่นักท่องเที่ยวกลุ่มคุณภาพ โดยมีบริษัทนำเที่ยวที่เข้าร่วมโครงการ จำนวน 90 บริษัท และชุมชนท่องเที่ยวต้นแบบ จำนวน 40 ชุมชน ที่ได้รับการเลือกจากบริษัทนำเที่ยว ซึ่งช่วยสร้างรายได้แก่ชุมชนท่องเที่ยวและบริษัทนำเที่ยวต่อไป
ทั้งนี้ คู่มือเส้นทางท่องเที่ยวปลอดโรค 5 ภูมิภาค (Safety & Hygienic Road Trip) จะช่วยในการเตรียมความพร้อมให้กับประชาชนเรื่องการตรวจเช็คความปลอดภัยในการขับขี่ยานพาหนะเพื่อการท่องเที่ยว โดยครอบคลุมไปถึงรถยนต์ส่วนบุคคล รถตู้ และรถบัส นอกจากนี้ ยังนำเสนอตัวอย่างเส้นทางท่องเที่ยว ปลอดภัย-ปลอดโรค เพื่อใช้เป็นแนวทางสำหรับการเดินทางท่องเที่ยวของแต่ละภูมิภาคอีกด้วย โดยประชาชนทั่วไปขอรับฟรีได้จากสถานีบริการน้ำมัน PTT Station (พีทีที สเตชั่น) ทั่วประเทศ หรือ ดาวน์โหลดคู่มือดังกล่าวได้ที่ www.tourismthailand.org/tourismproduct
นิสสัน อริยะ รถครอสโอเวอร์ พลังไฟฟ้า 100%
นิสสัน นำเสนอ นิสสัน อริยะ ใหม่ (all-new Nissan Ariya) รถยนต์เอสยูวีครอสโอเวอร์ไฟฟ้า ที่ให้ลูกค้าเดินทางได้ไกลขึ้นพร้อมสนุกไปกับความตื่นเต้นในการขับขี่ ด้วยความมั่นใจและความสะดวกสบาย รวมถึงการเชื่อมต่อ
ด้วยระบบไฟฟ้า 100% นิสสัน อริยะ มอบอัตราเร่งที่ทรงพลัง การขับขี่ที่ราบรื่นและสงบเงียบในขณะขับเคลื่อน ผู้ขับขี่และผู้ร่วมเดินทางสามารถผ่อนคลายและเพลิดเพลินกับการขับขี่ด้วยเทคโนโลยีระบบการขับขี่อัตโนมัติ ระบบผู้ช่วยเหลือเสมือนจริง การเชื่อมโยงข้อมูลอย่างไร้รอยต่อ และการออกแบบภายในที่กว้างขวางสร้างบรรยากาศเสมือนห้องรับรองอันหรูหรา ด้วยระยะทางการขับขี่ถึง 610 กิโลเมตร (ภายใต้มาตรฐานการทดสอบรถยนต์ WLTP ของประเทศญี่ปุ่น) อริยะ เป็นเพื่อนร่วมทางที่สมบูรณ์แบบสำหรับการเดินทางในชีวิตประจำวันและการเดินท่องเที่ยวในช่วงสุดสัปดาห์
นิสสัน อริยะ ใหม่ มีกำหนดวางจำหน่ายในญี่ปุ่นในช่วงกลางปีพ.ศ. 2564 ด้วยราคาเริ่มต้นโดยประมาณ 5 ล้านเยน และมีแผนที่จะวางจำหน่ายนิสสัน อริยะในยุโรป อเมริกาเหนือ และจีนในช่วงปลายปีพ.ศ. 2564
ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าของนิสสัน อริยะ ได้ผสานการถ่ายทอดกำลังขับเคลื่อน และประสิทธิภาพการชาร์จที่ดีเยี่ยม พร้อมระยะทางในการขับขี่ที่ไกลกว่าเดิมเข้าด้วยกัน ลูกค้าสามารถเลือกกำหนดค่าต่าง ๆ ตามความต้องการในการขับขี่ของลูกค้าที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นระบบขับเคลื่อนสองล้อ และเทคโนโลยีการควบคุม e-4ORCE ที่ควบคุมได้สำหรับล้อทั้งสี่ รวมทั้งแบตเตอรี่สองขนาดที่แตกต่างกัน
เทคโนโลยีการควบคุม e-4ORCE ที่ควบคุมได้สำหรับล้อทั้งสี่ ให้ความสมดุลในประสิทธิภาพที่ทรงพลังพร้อมรองรับการขับขี่ในทุกสภาพอากาศ มอเตอร์ไฟฟ้าคู่ในนิสสัน อริยะ ทำให้การขับขี่มีความสมดุลและมั่นคงด้วยพลังระดับรถสปอร์ตในพริบตา
นิสสัน อริยะ เป็นรถยนต์ที่ใช้เทคโนโลยีที่ล้ำหน้าที่สุดของนิสสันที่มีในปัจจุบัน ผู้ขับขี่จะรู้สึกมั่นใจมากขึ้นและมีเครียดลดลงด้วยระบบขับขี่อัตโนมัติแบบโปรไพลอต 2.0 หรือ ProPILOT 2.0 ที่ช่วยเหลือผู้ขับขี่ และระบบช่วยจอดผ่านรีโมต หรือ ProPILOT Remote Park และเทคโนโลยีคันแร่งอัจฉริยะ e-Pedal นิสสัน อริยะ ยังมาพร้อมกับคุณสมบัติด้านความปลอดภัย นิสสัน เซฟตี้ ชิลด์ (Nissan Safety Shield) ซึ่งรวมถึงเทคโนโลยีกล้องอัจฉริยะมองภาพรอบทิศทาง Intelligent Around View Monitor เทคโนโลยีช่วยเตือนก่อนการชนด้านหน้าอัจฉริยะ Intelligent Forward Collision Warning เทคโนโลยีเบรกฉุกเฉินอัจฉริยะ Intelligent Emergency Braking และเทคโนโลยีเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติขณะถอย Rear Automatic Emergency Brake
อินเทอร์เฟซใหม่ ระหว่างผู้ขับขี่และรถยนต์ ทำให้ลูกค้าสามารถใช้ภาษาธรรมชาติเพื่อปรับการตั้งค่าต่าง ๆ ของรถยนต์ได้ รวมถึงการอัพเดตเฟิร์มแวร์ต่างๆ แบบไร้สายที่ทำให้นิสสัน อริยะมีความแปลกใหม่น่าตื่นเต้น นอกจากนี้ อริยะ ยังมีเทคโนโลยีช่วยเหลืออย่าง อเมซอน อเล็กซ่า (Amazon Alexa) เพื่อช่วยให้ลูกค้าลดความซับซ้อนและจัดการเรื่องต่าง ๆ ในชีวิตของพวกเขาได้ง่ายขึ้น
รูปลักษณ์ที่โดดเด่นของ นิสสัน อริยะ นำเสนอปรัชญาในการออกแบบใหม่ของนิสสัน ที่เรียกว่า “Timeless Japanese Futurism” หรือ “โลกแห่งอนาคตแบบญี่ปุ่นที่อยู่อยู่กาลเวลา” ที่ถูกถ่ายทอดในรูปแบบที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง
ทีมออกแบบของนิสสันใช้ประโยชน์ของแพลตฟอร์มรถยนต์ไฟฟ้าใหม่ของนิสสัน ทำให้อริยะสามารถนำเสนอพื้นรถที่เรียบเปิดโล่ง ส่วนประกอบของระบบส่งกำลังที่มีขนาดกะทัดรัด ทำให้ห้องโดยสารของอริยะมีขนาดกว้างขวางที่สุดในรถยนต์ระดับเดียวกัน การออกแบบภายในสร้างบรรยากาศเสมือนห้องรับรอง พร้อมเบาะที่นั่งแบบ Zero Gravity ที่สร้างบรรยากาศอันอบอุ่นให้แก่ผู้ขับขี่และผู้ร่วมเดินทาง
สามารถดูรอบปฐมทัศน์พร้อมกันทั่วโลกและเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับนิสสัน อริยะ ใหม่ ได้ที่ TheNissanNext.com
ASICS x atmos x Sean Wotherspoon ‘GEL-LYTETM III’ สนีกเกอร์สุดคูลแห่งปี 2020
ASICS Sportstyle เผยโฉมสนีกเกอร์สุดคูลแห่งปี 2020 การร่วมมือครั้งสำคัญระหว่างที่สุดแห่งวงการสตรีทระดับโลก ASICS x atmos x Sean Wotherspoon และร่วมเฉลิมฉลองในโอกาสการครบรอบ 30 ปี ของโมเดลระดับตำนานอย่าง GEL-LYTE TM III
ด้วยผลงานการดีไซน์จาก Sean Wotherspoon (ฌอน วอทเธอร์สปูน) ดีไซน์เนอร์ นักสะสมรองเท้าชื่อดัง และเจ้าของร้านรองเท้า Round Two ที่ครั้งนี้ได้หยิบเอาโมเดลสุดคลาสสิกอย่าง ASICS GEL-LYTE TM III OG มาออกแบบโดยใช้ผ้าลูกฟูกที่ถือเป็นลายเซ็นของเขา
โดยได้แรงบันดาลใจจากสองสถานที่สำคัญ และถ่ายทอดออกมาผ่านสีสันอันโดดเด่นของรองเท้าในแต่ละข้าง อย่างข้างขวาที่เป็นตัวแทนสีสันของช่วงเวลาซัมเมอร์ ความสดใส และความมีชีวิตชีวาในลอสแอนเจลิส แคลิฟอเนียร์ เมืองที่อยู่อาศัยของ Sean Wotherspoon และข้างซ้ายแทนแสงไฟในยามค่ำคืนของกรุงโตเกียว บ้านเกิดของ Hirofumi Kojima (ฮิโรฟูมิ โคจิมะ) Creative Director จาก atmos
GEL-LYTETM III คู่นี้ยังมาพร้อมกับความพิเศษมากมาย ไม่ว่าจะเป็นแพทช์ ASICS Stripe ลูกเล่นสุดคูลที่มีกว่า 5 สีสัน รวมถึงแพทช์ของโลโก้ atmos และ Sean Wotherspoon ให้คุณได้ครีเอทลุคที่ชอบและเลือก mix & match ได้ตามสไตล์ นอกจากนั้นยังมีอีกหนึ่งกิมมิกที่น่าสนใจคือแถบคำว่า “GEL” ที่บริเวณส้นเท้าซึ่งสามารถตัดออกได้และจะปรากฎโลโก้ของ “atmos” และ “Sean Wotherspoon” ด้านใน

สำหรับ ASICS x atmos x Sean Wotherspoon GEL-LYTETM III จะวางจำหน่ายทั้งโมเดลสำหรับผู้ใหญ่และสำหรับเด็ก โมเดลสำหรับผู้ใหญ่ในราคา 5,900 บาท และไซส์สำหรับเด็กๆ ในราคา 2,900 บาท
สายลุยตัวจริง แลนด์โรเวอร์ ดีเฟนเดอร์ ใหม่ กับข้อเสนอพิเศษในงาน บางกอกอินเตอร์เนชั่นแนลมอเตอร์โชว์!
บริษัท อินช์เคป (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์จากัวร์และแลนด์โรเวอร์อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 41 พบกับแลนด์โรเวอร์ ดีเฟนเดอร์ ใหม่ (All-New Land Rover Defender) ด้วยตำนานยาวนานกว่า 70 ปีของการลุยทุกภูมิประเทศบนโลก ราคาเริ่มต้น 5,400,000 บาท สำหรับแลนด์โรเวอร์ ดีเฟนเดอร์ รุ่น 3 ประตู (รุ่น 90)
และราคาเริ่มต้น 5,800,000 บาท สำหรับแลนด์โรเวอร์ ดีเฟนเดอร์ รุ่น 5 ประตู (รุ่น 110) พร้อมคอนเซ็ป “MAKE IT YOUR DEFENDER” ให้คุณปรับแต่งเพื่อแสดงตัวตนในแบบของคุณ และความสะดวกมากขึ้นด้วยระบบการสั่งซื้อผ่าน Online Car Configurator การออกแบบ–เลือกอุปกรณ์รถยนต์ตามความต้องการ ด้วยโปรแกรมภาพจำลองเสมือนจริงผ่านทางออนไลน์ ที่สามารถแสดงราคาทุกออปชั่นให้ลูกค้าเลือกได้อย่างชัดเจน
ด้านรถยนต์จากัวร์ พบกับผลงานศิลปะที่สะท้อนเอกลักษณ์ของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า จากัวร์ ไอ–เพซ (Jaguar I-Pace) การนำเสนอสมรรถนะที่ยั่งยืนผ่านงานศิลปะ ที่ออกแบบโดย Pomme Chan ธัชมาพรรณ จันทร์จำรัสแสง ศิลปินมากฝีมือในวงการศิลปะร่วมสมัย ด้วยผลงานการออกเเบบที่เต็มไปด้วยจินตนาการและลายเส้นที่เป็นเอกลักษณ์
แนวคิดในการออกแบบผลงานได้แรงบันดาลใจมาจากการออกแบบรถยนต์จากัวร์ ไอ–เพซ ด้วยกระจังหน้ารถได้รับการพัฒนาให้เข้ากับรูปทรงตามหลักอากาศพลศาสตร์อย่างดีเยี่ยม การใช้ช่องลมฝากระโปรงหน้าเพื่อให้กระแสลมไหลผ่านออกสู่กระจกหน้ารถ แล้วขึ้นสู่เส้นขอบหลังคาสไตล์รถคูเป้เพื่อลดแรงต้าน พบกับความโดดเด่นของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า จากัวร์ ไอ–เพซ ได้ที่งานมอเตอร์โชว์
ข้อเสนอพิเศษสำหรับลูกค้าที่จองรถยนต์จากัวร์และแลนด์โรเวอร์ ภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 41 ระหว่างวันที่ 15 – 26 กรกฎาคม 2563
- Jaguar I-Pace ดอกเบี้ย 0% นาน 4 ปี พร้อมฟรี Wallbox สำหรับรองรับการชาร์จไฟรถยนต์ที่บ้าน
- Jaguar F-Type, Jaguar F-Pace, Jaguar XE, Jaguar XF, Jaguar XJ ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง 1 ปี
- Land Rover ทุกรุ่น รับฟรีคอร์สฝึกอบรมการขับขี่ออฟโรด Land Rover Off-Road Experience Driving School ให้คุณขับขี่อย่างมั่นใจและปลอดภัยในทุกเส้นทาง
*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯกำหนด
Jaguar และ Land Rover ทุกรุ่น รับแคมเปญ “Worry-Free Program” ให้ความคุ้มค่ากับการรับประกันนาน 5 ปี บริการซ่อมบำรุงฟรี 5 ปี และบริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง นาน 5 ปี
พบกับรถยนต์จากัวร์และแลนด์โรเวอร์ที่งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 41 ระหว่างวันที่ 15 -26 กรกฎาคม 2563 ณ อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพค เมืองทองธานี
RADO True Square ทรงเหลี่ยมที่ถ่ายทอดมาจากอดีตสู่อนาคต!
Rado ไม่ได้เพียงแค่คุ้นเคยกับนาฬิกาไฮเทคเซรามิกในรูปทรงสี่เหลี่ยมเท่านั้น เพราะแรกเริ่มเดิมที ราโด คือผู้ผลิตนาฬิกาทรงเหลี่ยมขึ้นมาก่อนใครในอดีต และปีนี้ Rado ได้คิดค้นรูปทรงสี่เหลี่ยมขึ้นมาใหม่ซึ่งเป็นรูปทรงที่คุ้นเคยกันเป็นอย่างดี เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของผู้สวมใส่นาฬิกาในศตวรรษที่ 21 กับคอลเล็คชั่นใหม่ล่าสุด True Square ที่เปิดตัวพร้อมกันทั่วโลกและพร้อมจำหน่ายแล้วในประเทศไทย

True Square มีความเรียบง่ายน้ำหนักเบาใส่สบาย รวมทั้งยังผ่านมาตราฐานทุกประการของ Rado เพราะเหตุใดนาฬิการูปทรงสี่เหลี่ยมนี้จึงมีความแตกต่าง ความลับก็คือเทคโนโลยีที่เริ่มต้นตั้งแต่ตอนที่ Rado ผลิตคอลเล็คชั่น Ceramica ขึ้นเป็นครั้งแรก นาฬิการูปทรงสี่เหลี่ยมที่โดดเด่นที่สุดของ Rado ในปี 1990 ในยุคนั้นRado นำเซรามิกมาใช้โดยผ่านวิธีการบีบอัดซึ่งเป็นเทคนิคที่นำไปสู่การออกแบบนาฬิการูปทรงสี่เหลี่ยมที่มีสีดำเงาอันโดดเด่น ตัวเรือนผลิตแบบเป็นชิ้นเดียวที่มีมุมโค้งมนให้ความทนทานและรูปทรงที่ทันสมัย สามารถสวมใส่ได้สบายและตรงตามหลักสรีรศาสตร์
True Square มีโครงสร้างตัวเรือนและสายข้อมือที่ทำจากไฮเทคเซรามิก เป็นสัญลักษณ์ใหม่ที่แสดงถึงความทนทาน ได้รับการออกแบบมาเพื่อให้ยืนหยัดอยู่ได้ภายใต้การทดสอบของกาลเวลามีความสวยงามตลอดอายุการใช้งานเหมาะสำหรับคนรุ่นใหม่ที่กำลังมองหานาฬิกาที่ราคาไม่แพงแต่มีคุณภาพสูง มีเพียง Rado เท่านั้นที่มีเทคโนโลยีนี้
นอกจากนี้ยังนำเสนอมุมมองที่โดดเด่นของกลไกการเดิน C07 พร้อมกับพลังงานสำรองที่ยาวนานถึง 80 ชั่วโมงผ่านหน้าปัดที่ได้รังสรรค์ขึ้นอย่างสวยงามกับTrue Square Open Heart มาพร้อมรูปลักษณ์ที่สะดุดตาและตราตรึงใจ นี่คือนาฬิกาไฮเทคเซรามิกรูปทรงสี่เหลี่ยมที่มีโครงสร้างแบบสเกเลตันเพียงรุ่นเดียวเท่านั้น
ความสามารถในการมองเห็นกลไกการเดินถือเป็นประสบการณ์ที่เป็นเอกลักษณ์สำหรับผู้ที่ชื่นชอบนาฬิกา ซึ่งมักดื่มด่ำกับช่วงเวลาในการเฝ้ามองกลไกการเดินที่แม่นยำ การม้วนและการคลายตัวของสปริงปรับสมดุล รวมทั้งการเดินอย่างละมุนละไมของฟันเฟืองและซี่ล้อต่างๆ ในระดับไมโครสเกล เป็นสิ่งย้ำเตือนที่ยอดเยี่ยมซึ่งบ่งบอกว่าเวลามีค่าอย่างแท้จริง เรือนเวลาสีดำและสีพลาสม่ามีรูปลักษณ์ที่ดูไม่หรูหราจนเกินไป ในขณะที่สีขาวมีการประดับตกแต่งอย่างเต็มที่ด้วยการเพิ่มเพชรอันแวววาว 12 เม็ดที่ดัชนีบอกเวลา
The New XC60 T8 AWD Polestar Engineered สปอร์ตเอสยูวีขุมพลังปลั๊กอินไฮบริด!
The New XC60 T8 AWD Polestar Engineered สุดยอดนวัตกรรม The Electrified Sport SUV สูงด้วยสมรรถนะแต่ปราศจากมลพิษ มอบขุมพลังด้วยเครื่องยนต์ T8 Twin Engine ระบบ Plug-in Hybrid กำลังเครื่อง 422 แรงม้า แรงบิด 670 นิวตันเมตร พร้อมแพคเกจ Polestar Software และ โครงแชสซี Polestar สุดล้ำ รวมถึงช่วงล่างและส่วนประกอบของระบบเบรกที่ได้รับการอัพเกรด และสไตล์การตกแต่งภายในที่รังสรรค์ขึ้นเพื่อให้ดูสปอร์ตทรงพลัง มอบประสบการณ์การขับขี่ที่น่าประทับใจด้วยประสิทธิภาพการตอบสนองอันฉับไว พร้อมข้อเสนอสุดพิเศษ “Volvo Premium Service Program” ภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 41
ปฏิวัติการขับขี่กับรถยนต์ระบบ Plug-In Hybrid จากวอลโว่ที่มาพร้อม Polestar Software ติดตั้งจากโรงงาน ทำให้ The New XC60 T8 AWD Polestar Engineered เปี่ยมด้วยความหรูหราแบบสปอร์ตเอสยูวี ในทุกมุมมองและทำงานด้วยชุดระบบ Polestar Engineered เต็มรูปแบบ มอบสมรรถนะขั้นสุดยอดด้วยระบบส่งกำลังแบบไฮบริดที่สามารถทำงานร่วมกับเทคโนโลยีโครงแชสซี Polestar ขั้นสูงได้อย่างราบรื่น ตอบสนองทันทีเมื่อสภาพการขับขี่เปลี่ยนแปลง ผสานฟีเจอร์เพื่อความปลอดภัยมาตรฐานระดับโลกของวอลโว่และระบบเบรก Akebono สำหรับรถสมรรถนะสูง ที่ดีไซน์ให้จานเบรกมีรูระบายความร้อน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเบรกที่ดียิ่งขึ้น และโดดเด่นด้วยคาลิเปอร์เบรก 6 pot มาพร้อมจานเบรคที่มีขนาดใหญ่ถึง 20 นิ้ว สำหรับล้อด้านหน้า เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมและการหยุดรถที่คุณมั่นใจโดยใช้เวลาตอบสนองของเบรกน้อยที่สุด แม้ในสภาพการขับขี่ที่ท้าทายในทุกเส้นทาง
The New XC60 T8 AWD Polestar Engineered มอบความเร้าใจในการขับขี่และระบบควบคุมการขับขี่ที่แม่นยำสไตล์สปอร์ต โดยยังคงความสบายตลอดเส้นทาง ด้วยตัวลดแรงกระแทก “Ohlins Shock Absorbers” แบรนด์ชั้นนำของสวีเดน ที่มอบทั้งความฉับไวและความนุ่มสบายที่สมบูรณ์แบบ ช่วยให้ล้อและยางรถกลับมายึดเกาะพื้นถนนได้ทันทีหลังการกระแทกโดยไม่เสียการทรงตัว
วอลโว่ได้นำเสนอ The New XC60 T8 AWD Polestar Engineered ราคา 4.39 ล้านบาท ใน 3 โทนสี ได้แก่ Crystal White Premium Metallic, Osmium Grey Metallic และ Onyx Black Metallic
ชุดเทคโนโลยี Polestar Engineered Package
- เครื่องยนต์ T8 Twin Engine กำลัง 422 แรงม้า แรงบิด 670 นิวตันเมตร พร้อม Polestar Software และโครงแชสซี Polestar
- ปลายท่อไอเสียสี Black Chromed ติดโลโก้ Polestar
- คาลิเปอร์เบรกหลัง สี Ohlins Gold และจานเบรกเพลตสุดหรู
- จานเบรกหน้าแบบมีรูระบายความร้อนขนาด 20 นิ้วและคาลิเปอร์ระบบเบรก Akebono แบบ 6 pot
- ล้ออัลลอยForgedให้น้ำหนักเบาโทนสีดำขนาด 21 นิ้วแบบ 5 ก้าน
- ตัวลดแรงกระแทก Ohlins Shock Absorbers ปรับความหน่วงได้ 22 ตำแหน่ง
- เหล็กค้ำโช๊คหน้า (Strut Bar)
- สายรัดเข็มขัดนิรภัยสีทอง
- ตราโลโก้ Polestar อันเป็นเอกลักษณ์ ทั้งบนกระจังหน้าและท้ายรถ
วอลโว่มอบโปรโมชั่นสุดพิเศษในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 41
วอลโว่นำเสนอแพ็คเกจบำรุงรักษารถระดับพรีเมียม “Volvo Premium Service Program” ในราคาเพียง 50% สำหรับลูกค้าที่ซื้อรถยนต์ Volvo XC40, XC60, XC90, Volvo S60 และ Volvo V60 รับสิทธิ์อัพเกรดทันที Volvo Maintenance Service (บริการบำรุงรักษารถยนต์) เป็น 10 ปี หรือ 100,000 กม. (แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน)* พร้อมรับ Wall Box (เครื่องชาร์ทไฟรถยนต์ Plug-in Hybrid) ฟรี! เมื่อซื้อรถยนต์วอลโว่ ประเภทเครื่องยนต์ Plug-in Hybrid ทุกรุ่น (มูลค่า 59,000 บาท)* ตลอดเดือนกรกฏาคม 2563 นี้
Volvo Premium Service Program ถือเป็นบริการดูแลรักษารถมาตรฐานขั้นสูงอันเป็นซิกเนเจอร์เฉพาะของทางแบรนด์รถยนต์วอลโว่ ที่มอบความอุ่นใจและความสะดวกสบายที่เหนือกว่าให้แก่ลูกค้าด้วยบริการและสิทธิประโยชน์มากมาย ดังนี้
- บริการบำรุงรักษา 10 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร (แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน)
- บริการประกันคุณภาพ 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร (แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน)
- บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 5 ปี
*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯกำหนด
โปรโมชั่นพิเศษนี้สำหรับลูกค้าที่สนใจในซีรี่ส์ Volvo XC, Volvo Sedan และ Volvo Estate Hatchback ทั้งที่ซื้อในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 41 และ ที่โชว์รูมรถยนต์วอลโว่ทุกสาขาตั้งแต่วันที่ 1-31 กรกฏาคม 2563 และ กำหนดส่งมอบรถยนต์ภายในเดือนกรกฏาคม โดยเฉพาะรุ่น XC40 จากราคาแพ็คเกจปกติ 130,000 บาท จ่ายเพียง 65,000 บาท ส่วนรุ่นอื่นๆ จากราคาแพ็คเกจปกติ 150,000 บาท จ่ายเพียง 75,000 บาท รายละเอียดเพิ่มเติม คลิก https://bit.ly/2ChELU5
ดูคาติเปิดตัวรถรุ่นใหม่ในงาน Motor Show 2020
ดูคาติไทยแลนด์เปิดตัวบิ๊กไบค์ระดับพรีเมียมที่อัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย เผยโฉม 2 รุ่นใหม่ ทั้ง New Panigale V4 (พานิกาเล่ วีโฟร์ ใหม่ เวอร์ชั่นปี 2020) และ Scrambler 1100 Pro (สแครมเบลอร์ หนึ่งพันหนึ่งร้อย โปร) พร้อมเผยสีใหม่ Diavel 1260 S ในงานมอเตอร์โชว์ 2020
สมรรถ รอบบรรเจิด กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดูคาทิสติ จำกัด หรือ ดูคาติไทยแลนด์ กล่าวถึงไฮไลท์ในการเข้าร่วมงาน Motor Show 2020 ว่า “สำหรับงาน Motor Show 2020 ในปีนี้ ดูคาติไทยแลนด์ยังคงตอกย้ำความเป็นผู้นำในด้านนวัตกรรมใหม่ๆ ด้วยการนำรถดูคาติที่ได้มีการคิดค้นและพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อตอบสนองการใช้งานทางด้านการขับขี่ทั้งในสนามแข่งขันและการใช้งานบนท้องถนนอย่าง New Panigale V4 (พานิกาเล่ วีโฟร์ ใหม่ เวอร์ชั่นปี 2020) และรถที่ขี่สนุก โดดเด่นด้วยดีไซน์ใหม่ พร้อมให้คุณใช้เทคโนโลยีในการขับขี่ได้อย่างเต็มที่ กับ Scrambler 1100 Pro (สแครมเบลอร์ หนึ่งพันหนึ่งร้อย โปร) นอกจากนี้ ยังมีแคมเปญพิเศษสำหรับผู้ที่จองรถดูคาติในงาน ทั้งการผ่อนดอกเบี้ย 0% นานสูงสุด 72 เดือน และฟรีดาวน์ 15% ที่งาน Motor Show 2020 ตั้งแต่วันนี้-26 กรกฎาคม 2563 ณ อิมแพ็คเมืองทองธานี” สำหรับรถดูคาติรุ่นใหม่ที่นำมาเปิดตัวในงาน Motor Show 2020 มีดังนี้
พานิกาเล่ วีโฟร์ ใหม่ เวอร์ชั่นปี 2020 ได้มีการพัฒนาประสิทธิภาพอย่างไม่หยุดยั้ง ยกระดับความเป็นมืออาชีพในสนามแข่ง ทำให้รถ Panigale V4 รุ่นปี 2020 เป็นรถที่ง่ายต่อการควบคุม และสามารถทำเวลาได้เร็วขึ้นทั้งในสนามแข่งและการใช้งานบนท้องถนน
เครื่องยนต์ Desmosedici Stradale ถูกวางทำมุมในตำแหน่ง 90 องศา เช่นเดียวกับเทคโนโลยีที่ใช้ในรถ Ducati ใน MotoGP ความจุกระบอกสูบ 1,103 ซีซี โดยมีระบบ Desmodromic Timing, Counter-rotating Crankshaff ที่หมุนตรงกันข้ามกับเครื่องยนต์ทั่วไป เพื่อลดผลกระทบจากแรงเหวี่ยงของล้อ และ “Twin Pulse” fingle order การจุดระเบิด 2 ครั้งในการหมุน 90 องศา และด้วยเทคโนโลยีเหล่านี้ ส่งผลให้เครื่องยนต์ Desmosedici Stradale มีพละกำลังอยู่ที่ 214 แรงม้า ที่ 13,000 รอบต่อนาที และเรียกแรงบิดสูงสุดได้ที่ 124 นิวตันเมตร ที่ 10,000 รอบต่อนาที และมาพร้อมกับล้อ Marchesini
ทางทีม Ducati และ Ducati Corse ได้ร่วมกันพัฒนารถโดยใช้ข้อมูลจากผู้ใช้รถ Ducati ทั้งการใช้งานบนท้องถนนทั่วไป และจากการแข่งขัน World Superbike จึงปรับเฟรมหน้าให้มีความแข็งแรงและมีการยืดหยุ่นที่ดี ซึ่งเป็นจุดเด่นที่ต่างจาก Panigale V4 เวอร์ชั่นที่แล้ว ที่เฟรมหน้าและระบบช่วงล่างที่มีจุดศูนย์ถ่วงสูงขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุดขององศาการเอียงรถในขณะเข้าโค้งเช่นเดียวกันกับ V4 R ส่งผลให้ผู้ขับขี่สามารถเข้าโค้งได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น สำหรับ V4 ตัวมาตรฐานจะใช้ช็อคอับหน้า Showa ขนาดลูกสูบ 43 มิลลิเมตร และกันสะบัดจาก Sachs พร้อมทั้งช็อคอับหลัง Sachs โดยทั้งด้านหน้าและด้านหลัง สามารถปรับระดับแรงกดสปริง, ความแข็งและความหนืดได้เช่นเดียวกัน
ส่วนในเวอร์ชั่น S จะมีระบบช่วงล่างปรับอิเล็กทรอนิกส์ Ohlins NIX-30 สำหรับช็อคอับหน้า, กันสะบัดปรับไฟฟ้า Ohlins และช็อคอับ Ohlins TTX 36 ปรับไฟฟ้าเช่นกัน ทั้งหมดทำงานร่วมกับระบบ IMU ( Initial Measurement Unit ) 6 แกน จึงทำให้ Ducati Panigale V4 เวอร์ชั่นนี้ สามารถควบคุมได้ง่ายขึ้นและมีการยึดเกาะถนนที่ดีเยี่ยม โดยระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ใน Panigale V4 เวอร์ชั่นปี 2020 เป็นเทคโนโลยีล่าสุดที่มีอยู่ใน Panigale V4 R ซึ่ง Ducati ได้ทำการพัฒนาระบบอากาศพลศาสตร์บนตัวรถ มีการคำนวณแรงกดอากาศในอุโมงค์ลมโดยใช้ระบบ preliminary CFD บนคอมพิวเตอร์ในการทดสอบและออกแบบ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุดในการยึดเกาะถนนและเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้ขับขี่ โดยพัฒนา New Aerodynamic package ใหม่ดังนี้
- แฟริ่งด้านข้างที่กว้างขึ้นและชิลด์หน้าใหม่ที่กว้างและสูงขึ้น เพื่อลดแรงลมที่มาปะทะกับผู้ขับขี่
- ช่องอากาศที่มีประสิทธิภาพในการเพิ่มการไหลเวียนของอากาศผ่านระบบระบายความร้อนและออยล์คูลเลอร์ ถึง 6% หรือ 16% ตามความเร็วของรถ
- Aerofoils หรือ Winglets บริเวณด้านหน้า เมื่อทำงานร่วมกับอากาศพลศาสตร์ของชุดแฟริ่ง จะมีแรงกดอากาศที่ล้อหน้าเพิ่มขึ้นถึง 30 กก.ที่ความเร็ว 270 กม./ชม.
ทั้งนี้ สามารถเพิ่มสมรรถนะของ Panigale V4รุ่นปี 2020 ด้วยท่อไอเสีย Akrapovic racing exhaust system ซึ่งจะทำให้น้ำหนักรถโดยรวมลดลงถึง 6 กิโลกรัม และแรงม้าเพิ่มขึ้น 6% เป็น 226 แรงม้า ซึ่งจะทำให้อัตราส่วน แรงม้าต่อน้ำหนักรถอยู่ที่ 1.19 แรงม้าต่อ 1 กิโลกรัม สำหรับราคา Panigale V4 เวอร์ชั่น Standard อยู่ที่ 999,000 บาท และ Panigale V4 เวอร์ชั่น S อยู่ที่ 1,249,000 บาท เริ่มส่งมอบเดือนสิงหาคมเป็นต้นไ
ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ขนาด 1,079 ซีซี 86 แรงม้า มาพร้อมระบบสมองกล ECU M4C โดย Continental และระบบเซ็นเซอร์ใหม่ “lambda sensor” รวมถึง “Map sensors” ที่ใช้ใน Panigale V4 ที่มีเทคโนโลยีอันทันสมัย ไม่ว่าจะเป็น ระบบเเทรคชั่นคอนโทรลที่จะช่วยควบคุมการสไลด์ของตัวรถในขณะเจอสภาพถนนที่เปียกลื่น หรือแม้กระทั่งขณะเพลิดเพลินอยู่ในโค้งแล้วเผลอใช้คันเร่งแรงเกินไป โดยเมื่อรถมีอาการล้อหลังเริ่มหมุนเร็วกว่าล้อหน้า ตัวรถจะตัดกำลังของเครื่องยนต์ลงเพื่อรักษาอาการรถไม่ให้เสียอาการเนื่องจากล้อหลังสไลด์ หรือแม้กระทั่งการใช้เบรกอย่างเต็มน้ำหนักขณะรถเอียงอยู่ในโค้ง ระบบ Cornering ABS ก็จะช่วยไม่ให้รถลื่นไถลจากการใช้เบรกในโค้ง ควบคุมด้วยระบบล่าสุด “IMU แบบ 6 แกน” นอกจากนี้ ยังสามารถปรับเปลี่ยน Riding Modes ได้ 3 รูปแบบ ทั้ง Active, Journey และ City ช่วยเพิ่มความมั่นใจและตอบโจทย์ได้ทุกการเดินทาง
สำหรับ Scrambler 1100 PRO มีดีไซน์สีทูโทน“Ocean Drive” ผนวกเข้ากับเฟรมสีดำและซับเฟรมหลังอลูมิเนียม มาพร้อมกับท่อไอเสียทรงใหม่ดีไซน์ออกคู่ด้านข้าง และการ์ดบังโคลนหลังที่ยึดป้ายทะเบียนด้านล่าง รวมถึงชุดโคมไฟหน้าแบบ “X-shape” อันเป็นเอกลักษณ์ ส่วน Scrambler 1100 Sport PRO มีการออกแบบที่เพิ่มเติมในหลายจุด
โดยสะท้อนบุคลิกที่ดูสปอร์ตและความเป็นอิสระบนท้องถนนอย่างชัดเจน ด้วยสีดำด้านดุดัน และแฮนด์เดิลบาร์ทรงต่ำ รับกันกับกระจกส่องหลังสไตล์ “café racer” มาพร้อมกับช่วงล่างที่ประสิทธิภาพยอดเยี่ยมจากช็อคอับระดับโลกอย่าง Öhlins ทั้งด้านหน้าและหลัง ตอกย้ำความเป็นรถสปอร์ตได้อย่างชัดเจน โดยราคาของ Ducati Scrambler 1100 PRO อยู่ที่ 579,000 บาท และราคา Ducati Scrambler 1100 Sport PRO อยู่ที่ 659,000 บาท เริ่มส่งมอบเดือนสิงหาคมเป็นต้นไป
การผสมผสานระหว่างเอกลักษณ์ของรถ Diavel และเครื่องยนต์ Testastretta DVT 1260 (เทสตาสเทรทต้า ดีวีที หนึ่งสองหกศูนย์) ที่มีวาล์วเดสโมโดรมิกแบบแปรผัน ทำให้การตอบสนองของคันเร่งมีความนุ่มนวลสูงสุดในรอบต่ำ และให้อารมณ์การขับขี่แบบสปอร์ตในรอบสูง ทำให้การขับขี่ที่ใช้ความเร็วสูงหรือการเข้าโค้ง มีความปลอดภัยจากเทคโนโลยีอันทันสมัย ทำให้ Ducati Diavel ใหม่ยังคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์อันโดดเด่นและสุนทรียภาพในการขับขี่ไว้ได้อย่างลงตัว สำหรับราคา Diavel 1260 S สีแดง (Ducati Red) ใหม่ อยู่ที่ 999,000 บาท เริ่มส่งมอบเดือนสิงหาคมเป็นต้นไป
“UCC Coffee Roastery” ร้านกาแฟ UCC concept store แห่งแรกของเอเชียแปซิฟิกในไทย!
UCC Concept Store นี้มาจากแนวคิดภายใต้รูปแบบร้านกาแฟที่มีเอกลักษณ์เฉพาะของญี่ปุ่น และจะเป็น UCC concept store แห่งแรกในเอเชียแปซิฟิก ณ ศูนย์การค้าเกทเวย์ เอกมัย ชั้น M UCC Coffee Roastery Thailand Flagship store ที่ซึ่งคอกาแฟจะได้ลิ้มรสประสบการณ์ในแบบ “Good Coffee Smile!” โดยกาแฟ ยู ซี ซี (UCC) ผลิตจากเมล็ดกาแฟคุณภาพสูง มาพร้อมเทคนิคการคั่วที่ทันสมัยที่สุดจัดเตรียมโดยทีมแชมเปียนส์ จาก ยู ซี ซี (UCC) ที่จะมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับเรา ตั้งแต่การคัดสรรเมล็ดกาแฟรวมถึงกรรมวิธีการจัดเตรียมกาแฟ
UCC Coffee Roastery ยังรังสรรค์บรรยากาศที่สมบูรณ์อย่างเต็มรูปแบบโดยจัดชั้นเรียนความรู้เกี่ยวกับกาแฟบนพื้นที่ด้านบนของร้าน และประสบการณ์การคั่วกาแฟหลากหลายแบบสำหรับผู้สนใจและรักกาแฟอย่างแท้จริง รวมทั้งเป็นสถานที่สำหรับคอกาแฟที่ชอบดื่มกาแฟและพบปะสังสรรค์แลกเปลี่ยนความรู้และเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับกาแฟ
พบกับ ยู ซี ซี ทีม ได้ที่ UCC Coffee Roastery ร้านกาแฟรูปแบบใหม่ผสานกลิ่นอายจากญี่ปุ่น และเคาท์เตอร์ที่นำเสนอบริการการทำกาแฟอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวได้แล้ววันนี้ ที่ UCC Coffee Roastery ศูนย์การค้าเกทเวย์ เอกมัย ชั้น M
