บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 41 พร้อมปฏิวัติงานจัดแสดงรถยนต์!

บริษัทกรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ประกาศความพร้อมการจัดงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 41 ระหว่างวันที่ 15-26 กรกฎาคมนี้ที่ ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยเตรียมปฏิวัติงานจัดแสดงรถยนต์ตามรูปแบบวิถีชีวิตใหม่-New Normal วางมาตรการคัดกรองผู้เข้าชมงานอย่างเคร่งครัดตามข้อกำหนดของรัฐบาล ค่ายรถยนต์-จักรยานยนต์ชั้นนำเข้าร่วมงานคับคั่งบนพื้นที่กว่า 170,000 ตารางเมตร และเตรียมเปิดประสบการณ์ใหม่ Virtual Motor Show จำลองบรรยากาศงงานสู่โลกออนไลน์เพิ่มทางเลือกให้ผู้ที่ต้องการเลือกซื้อรถยนต์

ดร.ปราจิน เอี่ยมลำเนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทกรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ในฐานะประธานจัดงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 41 เปิดเผยว่า “งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 41 จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “แรงบันดาลใจ” หรือ “INSPIRATION UNLOCKS THE FUTURE” เพื่อสื่อถึงการที่โลกยุคปัจจุบัน ผู้คนต่างสรรสร้างแนวความคิดใหม่ๆ เพื่อสร้างเรื่องราวสู่ความสำเร็จ ค้นหาแรงบันดาลใจเพื่อเป็นจุดเริ่มต้น และปลดทุกพันธนาการสู่ความสำเร็จ”

“แม้ว่าในช่วงต้นปีที่ผ่านมาประเทศไทย และทั่วโลกเผชิญวิกฤตการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19 แต่บริษัทรถยนต์ชั้นนำ และบริษัทจักรยานยนต์ ตอบรับเข้าร่วมงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 41 อย่างคึกคักเหมือนเดิมบนพื้นที่จัดแสดง 170,960 ตารางเมตร ยืนยันได้ถึงการเป็นงานแสดงรถยนต์ชั้นนำของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” ดร.ปราจิน กล่าว

สำหรับบริษัทรถยนต์ และจักรยานยนต์ที่เข้าร่วมงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 41 ประกอบด้วย Ford / BMW / MINI / SUZUKI / Rolls-Royce / Aston Martin / Maserati / Mazda / Nissan / Toyota / Lexus / Honda / Audi / MG / Isuzu / Mitsubishi / Porsche / Volvo / Land Rover / Jaguar / Kia / FOMM / Lamborghini / Subaru / Hyundai Truck& Bus / Takano / Royal Enfield / BMW Motorrad / Vespiario / A.P.Honda / Thai Suzuki / Kawasaki / Yamaha / BAJAJ / KTM / Husquavana / Triumph

สำหรับมาตรฐานการคัดกรองผู้เข้าชมเพื่อความปลอดภัยด้านสุขภาพจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 คุณจาตุรนต์ โกมลมิศร์ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการบริษัทกรังด์ปรีซ์ฯ และรองประธานจัดงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ เปิดเผยว่าจำเป็นต้องขอความร่วมมือผู้เข้าชมงานทุกคนสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาที่อยู่ในฮอลล์จัดแสดง และใช้สเปรย์แอลกอฮอล์พ่นมือทำความสะอาดทุกครั้งก่อนเข้าไปทดลองนั่งรถยนต์

คุณจาตุรนต์ เปิดเผยถึงขั้นตอนเพื่อคัดกรองผู้จัดแสดงงาน และประชาชนผู้เข้าชมงานตามข้อกำหนดของภาครัฐ “ในตอนนี้ทางอิมแพ็ค เมืองทองธานี ซึ่งเป็นเจ้าของสถานที่จัดแสดง มีมาตรการตรวจสอบดูแลด้านสุขอนามัยตามข้อกำหนดของภาครัฐอย่างเคร่งครัด การตั้งจุดสแกนแอปพลิเคชั่นไทยชนะ, การวัดอุณหภูมิร่างกาย และซื้ออุปกรณ์เครื่องฉายแสงยูวีฆ่าเชื้อแบบเคลื่อนที่ Germ Saber UVC Sterilizer เพื่อใช้ทำความสะอาดฆ่าเชื้อภายในพื้นที่จัดแสดงเข้ามาเพิ่มเติม โดยทางบริษัทกรังด์ปรีซ์ฯ ในฐานะผู้จัดงานจะเสริมความมั่นใจให้ผู้เข้าชมด้วยการเตรียมจุดคัดกรองก่อนเข้าสู่ฮอลล์จัดแสดงอีก 1 ครั้ง รวมทั้งจัดเตรียมอุปกรณ์เพื่อวัดอุณหภูมิร่างกายทางดวงตา (Eye Temperature) ที่มีความแม่นยำเป็นมาตรฐานสากลที่ใช้งานในสนามบินหลายแห่งทั่วโลก”

ในขณะที่มาตรการเสริมเพื่อลดความแออัดของพื้นที่การจัดงาน คุณจาตุรนต์ กล่าวว่ามีการปรับเพิ่มพื้นที่ทางเดินทางกลางจาก 6 เมตรเป็น 10 เมตร และทางเดินระหว่างบูธจาก 3 เมตรเป็น 6 เมตร จัดพื้นที่สำหรับการเจรจาธุรกิจเพื่อรองรับลูกค้าเพิ่มเติมกว่า 3,000–5,000 ที่นั่งให้กับแต่ละแบรนด์รถยนต์ และรถจักรยานยนต์ เพื่อจะสามารถกระจายลูกค้าที่ทำธุรกรรมต่าง สู่บริเวณพื้นที่โหลดดิ้งด้านหลังของอาคารชาเลนเจอร์ 2

นอกจากนี้บริษัทกรังด์ปรีซ์ฯ เพิ่มความเชื่อมั่นให้บริษัทรถยนต์ที่ร่วมจัดแสดง และผู้เข้าชมงาน หลังจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) มอบตราสัญลักษณ์ Amazing Thailand Safety and Health Administration (SHA) รับรองว่าการจัดงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 41 มีการจัดเตรียมมาตรการทั้งด้านบริการ และด้านสุขอนามัยเป็นไปตามที่ภาครัฐกำหนด

ในขณะเดียวกันเพื่อสอดคล้องกับรูปแบบวิถีชีวิตใหม่-New Normal บริษัทกรังด์ปรีซ์ฯ ร่วมมือกับผู้พัฒนาแพล็ตฟอร์มออนไลน์ เตรียมเปิดประสบการณ์ใหม่ Virtual Motor Show จำลองบรรยากาศของงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 41 สู่แพล็ตฟอร์มออนไลน์ พร้อมออกแบบ e-Catalog และมีระบบแชตเพื่อพูดคุยโต้ตอบกับเจ้าหน้าที่ เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่แก่ผู้ที่ต้องการเลือกซื้อรถ และรับโปรโมชั่นเหมือนในงานปีนี้ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกของงานแสดงรถยนต์ในประเทศไทยที่มีการจัดงานแบบ Virtual พร้อมกันไปด้วย

คุณพีระพงศ์ เอี่ยมลำเนา ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการบริษัทกรังด์ปรีซ์ฯ และรองประธานการจัดงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 41 อธิบายรายละเอียดของแพล็ตฟอร์ม Virtual Motorshow “ในปีนี้จะเป็นครั้งแรกที่เรานำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ในยุค New Normal สำหรับผู้ที่ไม่สะดวกเดินทางมาร่วมงาน แต่อยากทราบข้อมูล และมีความประสงค์จะขอรับข้อมูลต่างๆ ของงาน โดยเราได้เปิดบริการ Virtual Motorshow ขึ้นมาผ่านทางเว็บแพล็ตฟอร์ม เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลพื้นฐานของแต่ละผู้จัดแสดงที่มาเข้าร่วมงานในปีนี้ทั้งข้อมูลรถยนต์ โปรโมชั่น และการดาวน์โหลดโบรชัวร์ โดยที่พิเศษจากนี้คือระบบ Live Chat ที่สามารถคุยรายละเอียด และเปิดการจองรถยนต์กับท่านฝ่ายขายของบริษัทนั้นๆ ผ่านช่องทางนี้ ถือเป็นการพัฒนาในด้านบริการของบริษัทกรังด์ปรีซ์ฯ ในฐานะผู้จัดงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ในยุค New Normal ที่แม้ว่าจะต้องห่างกันหรือเว้นระยะจากกัน แต่เราก็ยังเชื่อมต่อกันได้ สามารถเข้าถึงบรรยากาศ และบริการในด้านต่างๆ ของงานผ่านทางโลกออนไลน์ที่เราจัดเตรียมเอาไว้ให้ได้”

สำหรับงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 41 จัดขึ้นที่ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1-3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 15-26 กรกฎาคม 2563 โดยวันจันทร์-ศุกร์ เปิดให้เข้าชมงานเวลา 12.00-22.00น. วันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เปิดให้เข้าชมงานเวลา 11.00-22.00น. ราคาบัตรเข้าชมงาน 100 บาท

กำหนดการจัดงานบางกอกอินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 41:

  • วันแขกพิเศษ V.I.P Day: วันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคม 2563
  • วันสื่อมวลชน Press Day: วันอังคารที่ 14 กรกฎาคม 2563
  • วันสำหรับประชาชนทั่วไป: วันพุธที่ 15 กรกฎาคม–วันอาทิตย์ที่ 26 กรกฎาคม 2563 (รวมระยะเวลา 12 วัน)
  • เวลาเปิดเข้าชม: วันจันทร์-ศุกร์ เวลา 12.00-22.00 น.; วันเสาร์-วันอาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 11.00–22.00 น.
  • สถานที่จัดงาน: อาคารชาเลนเจอร์ 1-3, อิมแพค เมืองทองธานี

ALL NEW MITSUBISHI MIRAGE จิ๋วจี๊ดตัวเดิมเพิ่มเติมความโฉบเฉี่ยว!

ถ้าพูดถึงรถยนต์ที่เหมาะกับการใช้งานในเมืองที่สุดของมิตซูบิชิคงหนีไม่พ้นมิตซูบิชิ แอททราจ และมิตซูบิชิ มิราจ ซึ่งล่าสุดรถทั้ง 2 รุ่นก็กลับมากับโฉมใหม่ ที่ดูเท่ห์ สปอร์ต มากยิ่งขึ้น และครั้งนี้ผมได้เอาเจ้ามิตซูบิชิ มิราจ มาลองใช้งานดู บอกได้เลยว่ามันคล่องตัวมากๆ แถมยังโดดเด่นด้วยรูปโฉมใหม่ที่ดูโฉบเฉี่ยวตามคอนเซ็ป Advanced ‘Dynamic Shield’ อันเป็นเอกลักษณ์ของมิตซูบิชิ

ภายนอกดีไซน์ใหม่ ดูเท่ห์ ซิ่งขึ้นมาก สิ่งที่ทำให้รู้สึกต่างจากรุ่นก่อนหน้าก็อย่างกระโปรงหน้าที่ออกแบบใหม่ กระจังหน้าแต่งซิ่งด้วยเส้นสีแดงรับเข้ากับไฟหน้าแบบ Bi-LED พร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ โดดเด่นด้วยแถบโครเมี่ยม ที่ไหลจากไฟหน้าลงมาเข้ากับกันชนหน้าแบบใหม่ที่มากับชุดไฟตัดหมอกแบบใหม่ให้ความรู้สึกทันสมัย โฉบเฉี่ยวกว่าเดิมด้วยสปอยเลอร์หลังดีไซน์สปอร์ต ไฟท้ายแบบ LED และล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่ขนาด 15 นิ้ว

ดูจากรูปร่างหน้าตาภายนอกอาจจะดูเล็กๆ น่ารัก แต่พอลองเข้ามานั่งภายห้องโดยสารบอกได้เลยว่าไม่เล็กนะครับ ด้วยความสูงของผมอยู่ 180 เซนติเมตร เมื่อเข้าไปนั่งแล้วหัวยังไม่ติดเพดาน เมื่อเลื่อนเบาะให้พอดีกับท่านั่ง ที่นั่งด้านหลังก็ยังเหลือที่มากพอให้โดยสารได้อยู่ และอีกอย่างที่ชอบมากคือในตำแหน่งคนขับจะมีที่เท้าแขนพับขึ้นลงและปรับระดับความชันได้ติดตั้งมาให้ด้วยทำให้รู้สึกสบายตอนที่ขับรถนานๆ

เพิ่มความสปอร์ตด้วยลายคาร์บอนบริเวณที่เท้าแขน แต่แฝงความกิ๊บเก๋ที่เบาะนั่งวัสดุหนังสังเคราะห์และผ้าด้วยลวดลายที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ สิ่งที่มิตซูบิชิใส่มาให้ในรถ มิราจ คือจอแสดงข้อมูลการขับขี่ขนาด 7 นิ้วแบบ High Contrast ที่สามารถเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนเข้ากับหน้าจอแบบสัมผัส Smartphone – Link Display Audio (SDA) ที่รองรับแอปเปิล คาร์เพลย์ และระบบสั่งการด้วยเสียง Siri และการเชื่อมต่อบลูทูธ นอกจากนั้นจอนี้ยังแสดงผลเป็นภาพด้านหลังตอนถอยรถอีกด้วย

หลังจากได้ลองขับแล้วบอกได้เลยว่า มิตซูบิชิ มิราจ ใหม่ เป็นรถที่ขับสนุกอัตราเร่งดีเยี่ยมด้วยเครื่องยนต์ 1.2 ลิตร DOHC พร้อมระบบวาล์วแปรผัน MIVEC ที่นอกจากขับสนุกแล้วยังมาคู่กับความประหยัดอีกด้วย

อีกสิ่งที่จะไม่พูดถึงคงไม่ได้คือวงเลี้ยวที่แคบมาก สะดวกมากเวลาขับขึ้นลานจอดรถที่ค่อนข้างแคบ ในส่วนของช่วงล่างก็ไม่ธรรมดาเพราะเซ็ทออกมาได้ดีไม่นุ่มจนย้วย แต่ก็ไม่แข็งกระด้าง แต่ถ้าเติมลมยางมาเต็มๆ แต่ขับคนเดียวก็ได้ฟิลล์รถโกคาร์ทอยู่ไม่น้อย

สิ่งดีงามที่ติดมากับรถ มิตซูบิชิ มิราจ คือระบบล็อกความเร็ว cruise control ที่สามารถสั่งงานได้ที่ปุ่มบนพวงมาลัยลดความเมื่อยล้าตอนขับขี่ได้เป็นอย่างดี แอร์ปรับอัตโนมัติตามอุณหภูมิที่เราตั้งไ้ว้ กุญแจที่ให้มาเป็นแบบ KOS แค่พกกุญแจไว้กับตัวเปิดปิดรถเราแค่กดปุ่มที่ประตูได้เลย

ช่วงการขับรถในเมืองที่การจารจรค่อนข้างติดขัด มิตซูบิชิ มิราจ ก็มีระบบ Auto Stop & Go ที่จะเริ่มการทำงานตั้งแต่เราสตาร์ทรถระบบนี้มันจะหยุดการทำงานของเครื่องยนต์เมื่อรถติดนานๆ ทำให้เราประหยัดน้ำมันมากยิ่งขึ้น แต่หลายคนอาจจะรำคาญเราก็สามารถปิดการทำงาน Auto Stop & Go ได้ที่ปุ่ม ด้านหน้าที่วางแก้วน้ำปุ่มจะอยู่ข้างๆ ช่องเสียบ USB


มิตซูบิชิ มิราจ แม้จะเป็นรถขนาดเล็กที่ดูภายนอกเหมือนจะขนของย้ายบ้านไม่ได้ แต่อย่าเพิ่งคิดอย่างงั้น เพราะเจ้า มิราจ ได้ถูกออกแบบการใช้งานพื้นที่ห้องโดยสารมาเป็นอย่างดี หากเราต้องการขนของใหญ่ ก็สามารถพับพนักพิงด้านหลังลงได้แบบแยกเป็น 60:40 เมื่อเปิดพื้นตรงที่วางสัมภาระขึ้นก็จะเจอกับถาดเก็บของที่ออกแบบมาอย่างลงตัวทำให้เราสามารถเก็บของได้เป็นระเบียบเรียบร้อยมากยิ่งขึ้น

เมื่อเปิดถาดใส่ของก็จะเจอกับที่วางยางอะไหล่ซึ่งปัจจุบันก็ไม่มียางอะไหล่มาให้แล้ว แต่จะเป็นชุดปะยางฉุกเฉินพร้อมที่ปั๊มลมมาให้แทน สะดวกปลอดภัยขึ้นเยอะตัดปัญหาความยุ่งยากในการเปลี่ยนยางด้วยตัวเอง เพราะการเปลี่ยนยางมันไม่ใช่เรื่องง่ายของใครหลายๆ คน

มิตซูบิชิ ไม่เคยขี้เหนียวเรื่องความปลอดภัย แม้ในรถยนต์ขนาดเล็ก อย่าง มิตซูบิชิ มิราจ ก็ยังอัดแน่นระบบความปลอดภัยมาให้อย่างครบครันทั้งระบบเตือนการชนด้านหน้าตรงพร้อมระบบช่วยชลอความเร็ว (FCM-LS) ระบบตัดกำลังเครื่องยนต์ชั่วขณะเมื่อเหยียบคันเร่งอย่างรุนแรงและรวดเร็วเฉพาะด้านหน้า (RMS-Forward) ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน (HSA) ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว (ASC) และระบบป้องกันการลื่นไถล (TCL)

มิตซูบิชิ มิราจ อัดแน่นด้วยถุงลมนิรภัยคู่หน้าสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารตอนหน้า ไม่จำเป็นอย่าได้เห็นเลยเจ้าถุงลมรู้ว่ามีแต่ไม่ต้องใช้ก็ได้ ระบบป้องกันล้อล็อกขณะเบรก (ABS) พร้อมระบบกระจายแรงดันน้ำมันเบรกอิเล็กทรอนิกส์ (EBD) และระบบเสริมแรงเบรก (BA) ซึ่งทำงานประสานกันทำให้เรามั่นใจในการขับขี่มากยิ่งขึ้น และที่สำคัญไฟจะฉุกเฉินจะกะพริบอัตโนมัติตอนที่เบรกกะทันหัน (ESS) อีกด้วย

ส่วนคันนี้ที่เห็นก็เป็นมิตซูบิชิ มิราจ ใหม่ รุ่น GLS – LTD CVT มาในราคา 619,000 บาทซึ่งถือว่าคุ้มมากกับสิ่งที่อัดแน่นมาในรถ ยังไงอยากให้ไปลองขับกันดู ติดต่อทดลองขับได้ที่นี้ https://bit.ly/2YyZqir


โรยัล เอ็นฟีลด์ ชวนสร้างประสบการณ์กับ 2 ล้อคันโปรดแบบออนไลน์!

โรยัล เอ็นฟีลด์แบรนด์มอเตอร์ไซค์เก่าแก่ที่สุดของโลกที่มีสายการผลิตต่อเนื่องยาวนานถึงปัจจุบันและยังเป็นผู้นำตลาดรถจักรยานยนต์ขนาดกลางที่มุ่งมั่นสร้างประสบการณ์การขับขี่มอเตอร์ไซค์ให้เป็นเรื่องสนุก ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โรยัล เอ็นฟีลด์ให้ความสำคัญกับการสื่อสารกับกลุ่มลูกค้าและคนรักรถมอเตอร์ไซค์ผ่านช่องทางดิจิทัล และมุ่งมั่นในการเข้าถึงคอมมูนิตี้มอเตอร์ไซค์และลูกค้าหน้าใหม่

ในฐานะที่โรยัล เอ็นฟีลด์เป็นแบรนด์ที่ให้ความสำคัญกับดิจิทัลเป็นอันดับหนึ่ง บริษัทจึงริเริ่มแคมเปญและกิจกรรมบนโลกเสมือนจริง เพื่อให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบันที่จำเป็นต้องลดการสัมผัสเพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงต่อการแพร่กระจายเชื้อ แคมเปญมากมายถูกคิดขึ้นเพื่อตอบโจทย์ทุกคนในคอมมูนิตี้ของโรยัล เอ็นฟีลด์ไม่ว่าจะเป็น นักขี่มอเตอร์ไซค์ คนรักรถมอเตอร์ไซค์ นักคัสตอมมอเตอร์ไซค์ และทุกคนที่หลงใหลการขับขี่ที่แท้จริง

แคมเปญ “Trip Story” คือหนึ่งในไม่กี่กิจกรรมที่เน้นการสร้างบทสนทนาในคอมมูนิตี้มอเตอร์ไซค์ท่ามกลางสถานการณ์โควิด-19 ลูกค้าสามารถแบ่งบันเรื่องราวทริปขับขี่ที่ชอบกับเพื่อนชาวโรยัล เอ็นฟีลด์ได้ง่ายๆ และแท็กโรยัล เอ็นฟีลด์บนโซเชียลมีเดีย ซึ่งตอนนี้มีเรื่องราวมากกว่า 300 เรื่องจากกลุ่มลูกค้าของโรยัล เอ็นฟีลด์ในหลายประเทศ

โรยัล เอ็นฟีลด์ได้เปิดกิจกรรมให้ทุกคนมีส่วนร่วมได้อย่างง่ายๆ โดยใช้รูปแบบใหม่ๆ ของการมีส่วนร่วมทางโซเชียลมีเดีย อาทิ การแข่งขันที่เกี่ยวกับมอเตอร์ไซค์ทางอินสตราแกรมและเฟซบุ๊ก เกมบิงโกเกี่ยวกับมอเตอร์ไซค์ ครอสเวิร์ด เกม Catch the Motorcycle วิดีโอดีไอวาย และทิปส์ต่างๆ รวมไปถึงความรู้ในการดูแลมอเตอร์ไซค์ในช่วงล็อคดาวน์ ซึ่งโรยัล เอ็นฟีลด์ได้รับวิดีโอจากลูกค้า คอมมูนิตี้ และอินฟลูเอนเซอร์จำนวนมากในช่วงล็อคดาวน์นี้

แคมเปญ “The Sound of Royal Enfield” ชวนทุกคนมาสนุกกับการเดาเสียงของรถมอเตอร์ไซค์โรยัล เอ็นฟีลด์บนอินสตาแกรมสตอรี่ของแบรนด์ อีกหนึ่งกิจกรรม “เกม Catch the Motorcycle” ให้ทุกคนได้ร่วมเพลิดเพลินกับการจับรถมอเตอร์ไซค์โรยัล เอ็นฟีลด์ที่วิ่งเข้ามาในกรอบวิดีโอ จากนั้นแชร์บนอินสตาแกรมสตอรี่ และยังมีแคมแปญ “AR Filter Activation” สร้างภาพเสมือนจริงให้นักขับขี่ได้สัมผัสความสุขจากการขี่มอเตอร์ไซค์โดยไม่ต้องออกจากบ้าน

ด้านแคมเปญ “The Royal Enfield Custom World Live!” คือสุดยอดซีรีส์ที่รวมนักคัสตอมมอเตอร์ไซค์จากทั่วทุกมุมโลกไว้ ในการไลฟ์สดผู้รับชมจะได้สัมผัสรถมอเตอร์ไซค์โรยัล เอ็นฟีลด์คัสตอมผ่านเรื่องราวและแรงบันดาลใจของนักคัสตอมมืออาชีพ สิ่งนี้จุดประกายให้โรยัล เอ็นฟีลด์สนับสนุนให้คอมมูนิตี้นักขับขี่ใส่ตัวตนลงไปในมอเตอร์ไซค์ และให้โรยัล เอ็นฟีลด์สะท้อนตัวตนของคุณออกมา แคมเปญนี้เป็นประโยชน์แก่ผู้ที่สนใจการคัสตอมมอเตอร์ไซค์ที่มีความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก นักคัสตอมอย่าง “Be it Smoked Garage” “Thrive Customs” จากประเทศอินโดนีเซีย และ “Bandit 9” จากประเทศเวียดนาม ล้วนแบ่งบันประสบการณ์น่าสนใจสำหรับนักคัสตอมทุกคนใน
ซีรีส์นี้

สำหรับ “The Custom Showcase Contest” ที่จัดขึ้นในประเทศไทย เชิญชวนให้ลูกค้าโรยัล เอ็นฟีลด์นำมอเตอร์ไซค์คัสตอมมาโชว์ และลุ้นรับของที่ระลึกจากโรยัล เอ็นฟีลด์ โดยที่ผ่านมา มีมอเตอร์ไซค์คัสตอมเข้าร่วมกว่า 100 คัน และเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นายวิมัล ซุมบ์ลี หัวหน้าฝ่ายธุรกิจประจำภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก โรยัล เอ็นฟีลด์กล่าวว่า “ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โรยัล เอ็นฟีลด์ต้องการเข้าถึงลูกค้าและคนรักมอเตอร์ไซค์ผ่านดิจิทัลแคมเปญที่หลากหลายอย่างต่อเนื่องในทุกช่องทาง เราต้องการให้ประสบการณ์ที่ลูกค้าได้รับมีความแปลกใหม่ เสมือนจริง และรู้สึกว่ามีส่วนร่วมกับแบรนด์ โรยัล เอ็นฟีลด์ได้รับเสียงตอบรับที่ดีบนโซเชียลมีเดีย วัดจากการพูดถึงและบทสนทนาเกี่ยวกับแบรนด์ที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ แคมเปญดิจิทัลต่างๆ ยังดำเนินต่อไปในทุกตลาด และผู้คนจากหลากหลายกลุ่มก็ให้ความสนใจอย่างต่อเนื่อง”


หูฟังตัดเสียงรบกวนแบบ In-Ear ‘FreeBuds 3i’ จาก HUAWEI

หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป (ประเทศไทย)ส่งหูฟังไร้สายรุ่นใหม่ล่าสุด “HUAWEI FreeBuds 3i” จัดเต็มด้วยฟีเจอร์ตัดเสียงรบกวน (Active Noise Cancellation)เพื่อประสบการณ์ฟังเพลงและการรับสายที่ไร้ที่ติ ทั้งยังมาพร้อมดีไซน์สวย ขนาดพอดีใส่ได้สบายหูและฟังก์ชันการใช้งานที่ง่ายดายเพียงปลายนิ้วสัมผัส กับราคา 3,299 บาท พิเศษโปรโมชั่นของสมนาคุณช่วงพรีออเดอร์ตั้งแต่วันนี้ – 21 มิถุนายน 2563หูฟัง HUAWEI FreeBuds 3i สามารถส่งมอบเสียงดนตรีระดับพรีเมี่ยมไปพร้อมกับฟีเจอร์การตัดเสียงรบกวน “Active Noise Cancellation” ไม่ว่าเราจะฟังอยู่ในห้องส่วนตัว หรือฟังระหว่างการเดินทางบนรถไฟฟ้าและรถใต้ดินที่มีคนพลุกพล่านก็ตาม ด้วยพลังเสียงที่หนักแน่นจากไดรเวอร์ขนาด 10 มม. พ่วงเสียงกระหึ่มของเบส เมื่อผนวกกับไมโครโฟนติดหูฟังจำนวน 3 ตัวที่ช่วยตรวจจับและตัดเสียงรบกวนภายนอกด้วยพลังเสียง 32 dB ทำให้ทุกประสบการณ์การฟังเพลงและการสนทนาทางโทรศัพท์ของคุณเป็นไปอย่างราบรื่นสมบูรณ์แบบ

ตัวหูฟัง FreeBuds 3i ยังมาพร้อมกับฟังก์ชันการเชื่อมต่ออัตโนมัติกับสมาร์ทดีไวซ์ระบบปฏิบัติการ EMUI 10 เพียงแค่เปิดฝาเคสขึ้นมาเท่านั้น โดยตัวหูฟังสามารถส่งมอบเสียงดนตรีแบบไร้สายได้อย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานถึง 3.5 ชั่วโมง หลังจากนั้นผู้ใช้สามารถนำกลับไปชาร์จในเคสเพื่อใช้งานต่อได้รวมทั้งหมด 15 ชั่วโมง

FreeBuds 3i ยังได้รับการออกแบบด้วยสไตล์ที่เรียบหรูและสามารถสวมเข้ากับใบหูของคุณได้อย่างพอดี ผู้ใช้งานสามารถสั่งการให้หูฟังเล่นเพลง เพิ่มเสียง หรือลดเสียงได้เพียงแค่การใช้ปลายนิ้วสัมผัส ทั้งยังมีเทคโนโลยีป้องกันน้ำระดับ IPX 4 ซึ่งจะช่วยให้คุณสามารถใส่หูฟังตัวนี้ไปออกกำลังได้อย่างหายห่วง

ใครต้องการประสบการณ์รับฟังเสียงดนตรีรวมทั้งการรับสายโทรเข้าโทรออกอันไร้ที่ติ HUAWEI FreeBuds 3i สี Ceramic White ราคา 3,299 บาท สามารถสอบถามข้อมูลผลิตภัณฑ์ได้ที่หัวเว่ยแบรนด์ช้อปและร้านค้าที่ร่วมรายการทั่วประเทศ โดยลูกค้าที่สั่งจองระหว่างวันที่ 10-21 มิถุนายนนี้ จะได้รับ HUAWEI FreeBuds 3i Case สีขาว ฟรี หูฟังสวย คุ้มค่าและตอบโจทย์การใช้งานขนาดนี้ คอเพลงตัวจริงต้องห้ามพลาด


Edo Era Tribute Pack คอลเลคชั่นคอนเซ็ป Eco-Friendly


Edo Era Tribute Pack คอลเลคชั่นรองเท้าที่มาในคอนเซ็ป Eco-Friendly ครั้งนี้มีมาให้สัมผัสกันทั้งรองเท้าวิ่งสาย performance จาก ASICS และรองเท้าสายแฟชั่นจาก ASICS Sportsyle ความพิเศษอยู่ตรงบริเวณด้านบนของรองเท้า (Upper) ที่วัสดุเป็นเส้นใยโพลีเอสเตอร์ที่มาจากการรีไซเคิลขวดพลาสติกที่ใช้แล้ว พร้อมเปิดตัวให้จับจองพร้อมกันแล้วทั่วโลก

เรียกได้ว่า Edo Era Tribute Pack นี้ ถือเป็นการตอกย้ำความตั้งใจที่จะสร้างความยั่งยืน เพื่อเป็นการแสดงความนับถือของแนวคิดของความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในยุคเอโดะ ในช่วงศตวรรษที่ 17 ถึงศตวรรษที่ 19 ซึ่งเป็นช่วงระยะเวลาที่แนวคิด reuse และ recycle เป็นส่วนสำคัญในชีวิตของชาวญี่ปุ่น ผู้คนตระหนักถึงคุณค่าของทรัพยากร ตั้งแต่เสื้อผ้าเก่า กระดาษที่ใช้แล้ว ไปจนถึงเครื่องครัว อย่างกระทะที่ชำรุด และเครื่องใช้เซรามิกที่แตกหัก หรือแม้กระทั่งน้ำตาเทียน

การเปิดตัวคอลเลคชั่นนี้ เปรียบเสมือนการเรียกคืนจิตวิญญาณจากยุคเอโดะ ในการรักษาความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม ให้กลับมาโลดแล่นอีกครั้งในปีนี้ ซึ่งเป็นปีที่สายตาทุกคู่จับจ้องมายังกรุงโตเกียว มหานครที่กำลังจะจัดการแข่งขันกีฬาระดับโลก

และในช่วงที่ผ่านมา ASICS ได้มุ่งมั่นที่จะต่อยอดแนวคิดความยั่งยืนนี้ ให้ขยายไปยังทุกภาคส่วนขององค์กร โดยการเปลี่ยนวัสดุส่วนบนของรองเท้า (Upper) ในคอลเลคชั่นนี้ ที่ประกอบไปด้วย รองเท้าวิ่ง และรองเท้า Sportstyle เป็นเส้นใยโพลีเอสเตอร์ที่มาจากกระบวนการรีไซเคิลขวดพลาสติกใช้แล้วกว่า 300,000 ขวด นับเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของความมุ่งมั่นนี้ และภายในปี 2030 ASICS ตั้งใจที่จะเปลี่ยนไปใช้วัสดุจากเส้นใยโพลีเอสเตอร์บนส่วน Upper ให้ได้ทั้งหมด 100% เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการต่อสู้กับปัญหาระดับโลกอย่างการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change)

ในคอลเลคชั่นนี้ยังมีการใช้กระดาษรีไซเคิล 100% ในการผลิตกล่องรองเท้า ที่สามารถลดปริมาณการใช้วัสดุลงจากกล่องรูปแบบมาตราฐานเดิมประมาณ 10% และยังเปลี่ยนจากหมึกที่มีส่วนผสมเป็นน้ำมัน เป็นหมึกที่มีส่วนผสมของน้ำ ที่ช่วยลดปริมาณการใช้หมึกไปได้ถึงครึ่งนึง และกล่องรองเท้าที่ผ่านการผลิตบนแนวคิดความยั่งยืน (Sustainable) นี้ จะเริ่มนำไปใช้อย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนกรกฏาคมนี้เป็นต้นไป และในปี 2021 รองเท้ากว่า 47.5 ล้านคู่ต่อปี จะถูกบรรุลงในกล่องรองเท้าเเบบใหม่ทั้งหมด ซึ่งคาดว่าจากการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ASICS จะสามารถลดการปล่อย คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ต่อปีได้ประมาณ 1,200 เมตริกตัน หรือกว่า 12,000,000 กิโลกรัม

และอีกหนึ่งความพิเศษของคอลเลคชั่นนี้ อยู่ที่ลายกราฟิกสำหรับส่วนบนของรองเท้า (Upper) ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากดีไซน์ของตัวอักษรใช้กันอย่างแพร่หลายในยุคเอโดะ โดยผสมผสานทั้งสองดีไซน์เข้าไว้ด้วยกัน อย่างโยเสะโมจิ (yose moji) ดีไซน์ของตัวอักษรที่มักใช้บนโปสเตอร์ หรือใบปลิว และคะคุจิ (kakuji) ที่มีลักษณะตัวเหลี่ยมและหนา พบได้บ่อยบนกระดาษที่ผู้เข้ามาสักการะแปะไว้บนประตูศาลเจ้า หรือวัดในญี่ปุ่น

รองเท้าวิ่งในคอลเลคชั่น Edo Era Tribute Pack ได้แก่

  • GT-2000™ 8 ราคา 4,700 บาท
  • GLIDERIDE™ ราคา 5,900 บาท
  • ROADBLAST™ ราคา 3,700 บาท
  • NOVABLAST™ ราคา 4,900 บาท
  • GEL-CUMULUS™ 22 ราคา 4,700 บาท
  • GEL-PULSE™ 12 ราคา 3,200 บาท

รองเท้า Sportstyle ในคอลเลคชั่น Edo Era Tribute Pack ได้แก่

  • GEL-QUANTUM 90™ ราคา 4,700 บาท
  • LYTE CLASSIC™ ราคา 2,900 บาท

รองเท้า NOVABLAST™ ในคอลเลอคชั่น Edo Era Tribute Pack วางจำหน่ายแล้ววันนี้ ที่ ASICS Store, Ari, ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล และทางออนไลน์ที่ WWW.ASICS.COM

#ASICSTH
#ASICSSPORTSTYLETH


Mercedes-Benz C 300 e AMG Sport ปลั๊กอินไฮบริด EQ Power เจเนอเรชันที่ 3

Mercedes-Benz C 300 e AMG Sport คือรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดดีไซน์สปอร์ตที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า EQ Power เจเนอเรชันที่ 3 ที่พร้อมให้คุณโลดแล่นไปได้ไกลกว่าที่เคยด้วยสมรรถนะการขับขี่ที่ยอดเยี่ยมจากเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1,991 ซีซี พร้อมระบบส่งกำลังอัตโนมัติ 9 จังหวะแบบ 9G-TRONIC ที่ให้กำลังสูงสุด 320 แรงม้า ให้แรงบิดสูงสุด 700 นิวตันเมตร และเมื่อผสานกับมอเตอร์ไฟฟ้าที่ให้กำลังสูงสุดดีขึ้นอีกที่ 122 แรงม้า (90 กิโลวัตต์) จึงช่วยมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เป็นที่สุด ทั้งการช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถขับขี่ด้วย E-Mode ได้ไกลกว่าเดิมถึง 30% หรือวิ่งในโหมดนี้ได้ไกลสูงสุดถึง 50 กิโลเมตร ด้วยความเร็วสูงสุด 130 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และการมอบอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตร ที่สามารถทำได้ในเวลาเพียง 5.4 วินาที

รูปลักษณ์ภายนอกของ Mercedes-Benz C 300 e AMG Sport โดดเด่นด้วยไฟ LED ทั้งด้านหน้าและด้านหลังจึงทำให้มองเห็นรถยนต์คันนี้ได้ชัดขึ้น และช่วยเพิ่มความปลอดภัยมากขึ้น ดีไซน์ที่สะดุดตาของไฟหน้าและไฟท้ายซึ่งส่องสว่างในตอนกลางวันจะส่องสว่างอย่างโดดเด่นยิ่งขึ้นในตอนกลางคืน ด้วยระบบไฟหน้าแบบ LED High Performance โดยมีอีกหนึ่งรายละเอียดที่ช่วยเติมสัมผัสของความสปอร์ตให้กับรูปลักษณ์ภายนอก นั่นก็คือ ชุดตกแต่งภายนอกแบบ AMG Body styling พร้อม Night Package สีดำเงา ทั้งในส่วนของกระจกมองหลังด้านข้าง กระจังหน้า กันชนหน้าและกันชนหลัง รวมถึงล้ออัลลอย AMG 5 twin-spoke ขนาด 18 นิ้ว ตกแต่งด้วยสีดำ ที่ดูโดดเด่นยิ่งกว่าที่เคย

ภายในห้องโดยสารของ Mercedes-Benz C 300 e AMG Sport ได้รับการออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อสะท้อนให้เห็นส่วนผสมอันหรูหราของการนำเสนอความสะดวกสบายและเทคโนโลยีภายใต้ดีไซน์ที่ยอดเยี่ยม เริ่มตั้งแต่วัสดุตกแต่งห้องโดยสารแบบ Open-pore black ash wood และอลูมิเนียม และเบาะนั่งแบบสปอร์ตที่หุ้มด้วยหนัง Artico leather สีดำตัดสลับด้วย DINAMICA Micro-fibre ไปจนถึงแผงหน้าปัดดิจิทัลเต็มรูปแบบพร้อมหน้าจอความละเอียดสูงขนาด 12.3 นิ้ว ที่สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบได้มากถึง 3 สไตล์ ได้แก่ Classic, Sporty และ Progressive โดยยังสามารถปรับเปลี่ยนการแสดงผลได้ตามต้องการ เพื่อลดขั้นตอนการเข้าเมนูและทำให้ผู้ขับขี่ใช้เวลาในการอ่านข้อมูลน้อยลงเพื่อความปลอดภัยที่มากขึ้น

ระบบความบันเทิง Audio 20 ที่พร้อมตอบรับทุกความต้องการ สามารถใช้งานได้ทั้งบนหน้าจอสัมผัสขนาด 10.25 นิ้วและบนพวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น นอกจากนี้ ฟังก์ชันการเชื่อมต่อสมาร์ตโฟน พร้อมระบบ Apple CarPlay รวมถึงทุกฟังก์ชั่นบนระบบ Audio 20 GPS ได้รับการออกแบบมาเพื่อให้มีการรบกวนผู้ขับขี่น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ อีกหนึ่งไฮไลต์ในห้องโดยสารของ Mercedes-Benz C 300 e AMG Sport ก็คือ แสงในห้องโดยสารสามารถปรับเปลี่ยนได้สูงสุด 64 สี ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถสร้างบรรยากาศของห้องโดยสารที่ชอบและเติมเต็มอารมณ์การขับขี่ที่ต้องการได้ทุกครั้ง

Mercedes-Benz C 300 e AMG Sport วางจำหน่ายในราคา 2,699,000 บาท


บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย มอบข้อเสนอสุดพิเศษสำหรับแพทย์!

บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย ส่งข้อเสนอสุดพิเศษแทนคำขอบคุณแพทย์ทั่วไทยที่ได้เสียสละแรงกายแรงใจในการต่อสู้กับวิกฤติโควิด-19 ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา มอบการดูแลทั้งสำหรับการเช่าซื้อแบบผ่อนชำระ ด้วยข้อเสนอเงินดาวน์เริ่มต้น 0% และผ่อนดอกเบี้ย 0% นานสูงสุดถึง 60 เดือน พร้อมบริการดูแลบำรุงรักษา BSI Ultimate ครอบคลุมระยะเวลา 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร และเพิ่มความอุ่นใจสำหรับผู้ที่เลือกเป็นเจ้าของบีเอ็มดับเบิลยูผ่านโปรแกรม Freedom Choice ด้วยเงินดาวน์ 0% พร้อมอิสระทางเลือกเมื่อสิ้นสุดสัญญาและการรับประกันมูลค่ารถยนต์ในอนาคตสูงสุดถึง 50% สำหรับผู้ประกอบอาชีพแพทย์ที่จองรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2563

ข้อเสนอสำหรับผู้ประกอบอาชีพแพทย์นี้จะครอบคลุมรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูทั้งหมด 10 รุ่น ได้แก่ บีเอ็มดับเบิลยู X1 sDrive18d xLine บีเอ็มดับเบิลยู X1 sDrive20d M Sport บีเอ็มดับเบิลยู 320d M Sport บีเอ็มดับเบิลยู 330e M Sport บีเอ็มดับเบิลยู 530e Elite บีเอ็มดับเบิลยู 520d M Sport บีเอ็มดับเบิลยู 530e M Sport บีเอ็มดับเบิลยู X3 xDrive20d M Sport บีเอ็มดับเบิลยู X3 xDrive20d xLine และบีเอ็มดับเบิลยู X5 xDrive45e M Sport

มร. กัลดริค ดอนเนอซาน ผู้อำนวยการฝ่ายขายและการตลาด บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย กล่าวว่า “ตลอดช่วงที่ผ่านมาในปี 2563 นี้ หลายประเทศทั่วโลกต้องเผชิญกับวิกฤติโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบกับทุกอุตสาหกรรม หนึ่งในกำลังสำคัญที่ร่วมเสียสละแรงกายแรงใจให้เราก้าวข้ามผ่านอุปสรรคครั้งใหญ่นี้ได้ก็คือบุคลากรทางการแพทย์ ผู้ซึ่งปฏิบัติงานอย่างทุ่มเทในฐานะด่านหน้าในการต่อสู้กับโรคระบาด บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย จึงอยากแสดงความขอบคุณแก่แพทย์ผู้เสียสละด้วยแคมเปญพิเศษนี้ โดยนอกจากแพทย์แล้ว เรายังอยากส่งต่อคำขอบคุณและกำลังใจให้แก่อาชีพอื่น ๆ ที่ได้ร่วมรับมือกับวิกฤติการแพร่ระบาดมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเรายังคงต้องอาศัยแรงกายแรงใจจากทุกภาคส่วนเพื่อฝ่าฝันวิกฤตินี้ไปด้วยกัน”

ข้อมูลเพิ่มเติมดูได้ที่เว็บไซต์ของบีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย ที่ https://bit.ly/3edGSZJ หรือสอบถามข้อมูลได้ที่ผู้จำหน่ายบีเอ็มดับเบิลยูอย่างเป็นทางการทั่วประเทศ


เปิดแล้ว Nike Bangkok at Siam Center
 ร้านไนกี้สาขาที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย!

เปิดแล้ว! Nike Bangkok at Siam Center ร้านไนกี้ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ณ สยามเซ็นเตอร์ โดยมีวาลิรัม (Valiram) เป็นผู้ดำเนินงาน โดย Nike Bangkok at Siam Center นี้จะเปิดประสบการณ์การช้อปปิ้งทั้งในรูปแบบหน้าร้านปกติและแบบดิจิตอลโดยมีนวัตกรรมและการผสมผสานระหว่าง ‘ไนกี้กับความเป็นไทย’ เป็นหัวใจสำคัญ

“Nike Bangkok at Siam Center จะมอบประสบการณ์ให้ทุกๆ คนได้ออกกำลังกายและเล่นกีฬาได้ในทุกๆ วัน อีกทั้งยังเป็นสถานที่ที่จะช่วยสร้างแรงบันดาลใจและความมุ่งมั่นให้ทุกๆ คนออกกำลังกายและเล่นกีฬาได้อย่างสม่ำเสมอ” คุณธารันทีป สิงห์ (Tarundeep Singh) ผู้อำนวยการของร้านไนกี้ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และประเทศอินเดีย กล่าว “ไนกี้พร้อมนำเสนอสุดยอดผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมที่ได้รับการเลือกสรรค์ให้เหมาะสมกับตลาดภูมิภาคนี้ และที่ Nike Bangkok at Siam Center แห่งใหม่นี้มีบริการที่น่าสนใจหลากหลายจุด เพื่อให้ลูกค้าทุกท่านได้รับประสบการณ์อย่างเหนือระดับ โดดเด่น และเป็นเอกลักษณ์ตามแบบฉบับไนกี้”

แฟนๆ ไนกี้สามารถเลือกสรรนวัตกรรมสำหรับการเล่นกีฬาหลากหลายประเภทได้ที่นี่ และสามารถเป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุดของไนกี้ได้ทันทีที่มีการวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วงแรกของการเปิดร้าน Nike Bangkok at Siam Center ไนกี้พร้อมต้อนรับทุกท่านด้วยสุดยอดนวัตกรรมที่เป็นกระแสและถูกพูดถึงเป็นอย่างมาก อย่างรองเท้าวิ่งตระกูลเวเปอร์ฟลาย เน็กซ์ เปอร์เซ็นต์ (Vaporfly NEXT%) รองเท้าบาสเกตบอลตระกูลแอร์ จอร์แดน (Air Jordan) และคอลเลคชั่นไนกี้ ไอคอน แคลช (Nike Icon Clash) คอลเลคชั่นล่าสุดของฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อนปี 2020

ยิ่งไปกว่านั้น ที่ Nike Bangkok at Siam Center ยังมีบริการ “Nike By You” ซึ่งเป็นบริการคัสตอมผลิตภัณฑ์ตามความชอบของลูกค้า โดยให้บริการเต็มรูปแบบเป็นครั้งแรกในประเทศไทย โดยสามารถเป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์ไนกี้ในรูปแบบที่ไม่เหมือนใครได้ โดยเลือกสีสันหรือลวดลายรวมถึงชิ้นส่วนต่างๆ เพื่อสร้างความโดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง

ไนกี้ยังร่วมมือกับคุณจิรายุ คูอมรพัฒนะ (หรือ Jirayu Koo) ศิลปินและนักวาดภาพประกอบชาวไทย  เพื่อนำเสนอลวดลายกราฟิกชุดพิเศษชื่อ “Bangkok Jam” สำหรับโอกาสสุดพิเศษที่ไนกี้นำเสนอบริการ Nike By You อย่างเป็นทางการในประเทศไทยเป็นครั้งแรก ลวดลายกราฟิกของคุณจิรายุเป็นหนึ่งในดีไซน์พิเศษที่ไนกี้จะร่วมมือกับศิลปินชาวไทยเพื่อนำเสนอลวดลายกราฟิกพิเศษสำหรับบริการ Nike By You ในอนาคตอย่างต่อเนื่อง

Nike Bangkok at Siam Center ยังมีบริการพิเศษสำหรับลูกค้าอีกมากมาย เช่น บริการทดลองฟิตติ้งเสื้อผ้าจากไนกี้แบบหัวจรดเท้า รวมไปถึงการทดลองวิ่งหรือออกกำลังกายขณะสวมใส่รองเท้ารุ่นต่างๆ ของไนกี้ ซึ่งบริการเหล่านี้จะช่วยสร้างความผูกพันระหว่างลูกค้ากับแบรนด์ไนกี้ และเพื่อช่วยให้เลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่ตรงตามความต้องการอย่างแท้จริง ผู้มาใช้บริการทุกท่านยังสามารถจองช่วงเวลาสำหรับการรับบริการสไตลิ่งหรือบริการการเลือกซื้อรองเท้าวิ่งแบบตัวต่อตัวกับผู้เชี่ยวชาญด้านรองเท้าวิ่ง หรือสไตลิสต์ซึ่งประจำอยู่ที่ร้านได้ล่วงหน้าอีกด้วย ผู้มาใช้บริการทุกท่านสามารถรับข่าวสารจากไนกี้ หรือเข้าชมช่องทางดิจิตอลของร้านไนกี้สาขาสยามเซ็นเตอร์ได้ทาง LINE OFFICIAL ของไนกี้ประเทศไทย (@nikethailand)


มินิ ประเทศไทย ส่งมอบมินิ คูเปอร์ เอสอี ให้แก่ลูกค้าท่านแรกในประเทศไทย!

มินิ ประเทศไทย เริ่มการส่งมอบมินิ คูเปอร์ เอสอี รถยนต์ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้ารุ่นแรกจากมินิ ให้แก่ลูกค้าท่านแรกในประเทศไทย ให้ลูกค้าได้สัมผัสไลฟ์สไตล์แบบใหม่แห่งการขับขี่ในตัวเมืองด้วยพลังงานสะอาดในเอกลักษณ์การขับขี่ที่สนุกสนานในสไตล์มินิ พร้อมเสริมวิสัยทัศน์ในการขับเคลื่อนสู่อนาคตที่สะอาดและปลอดมลพิษของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ที่ได้ร่วมมือกับพันธมิตรในการเดินหน้าขยายเครือข่ายสถานีอัดประจุไฟฟ้าสาธารณะ ChargeNow อย่างต่อเนื่อง

มร. อเล็กซานเดอร์ บารากา ประธาน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า “มินิ คูเปอร์ เอสอี ซึ่งเปิดตัวในไทยเป็นประเทศแรกของภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก ไปเมื่อไม่นานมานี้ ได้รับเสียงตอบรับอย่างท่วมท้นจากแฟนๆ มินิทั่วประเทศ โดยมินิ ประเทศไทย ยังได้ทำสถิติครั้งประวัติการณ์กับยอดจองรถยนต์มินิ คูเปอร์ เอสอี ทั้ง 25 คัน หมดภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งนาทีผ่านช่องทางออนไลน์ แสดงให้เห็นถึงความสนใจในการครอบครองยานยนต์ไฟฟ้าที่มากขึ้นของลูกค้าชาวไทย เราจึงยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมอบรถยนต์มินิไฟฟ้าครั้งแรก และนับเป็นอีกก้าวย่างสำคัญในการสานต่อนวัตกรรมยานยนต์แห่งอนาคตของไทยอีกด้วย”

คุณนดา จรรยาประเสริฐ เจ้าของมินิ คูเปอร์ เอสอี คันแรกของประเทศไทย กล่าวว่า “ด้วยความชื่นชอบในรถยนต์มินิอยู่แล้ว ทั้งแบรนด์และสมรรถนะ และมีความสนใจในรถยนต์ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า เมื่อทราบว่ามีการเปิดจองมินิ คูเปอร์ เอสอี ผ่านทางออนไลน์ จึงได้เข้ามารอเพื่อร่วมจองก่อนเวลาเปิดจองและดีใจมากที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในก้าวแรกร่วมกับมินิ ในฐานะที่เป็นคนรุ่นใหม่ มีความภาคภูมิใจที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมจากการใช้รถยนต์มินิที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า 100% และมั่นใจว่ากระแสของการที่คนรุ่นใหม่จะหันมาใช้รถยนต์ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าจะมีมากขึ้นแน่นอน”

มินิ คูเปอร์ เอสอี เป็นรถยนต์ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า 100% จากมินิรุ่นแรก มาในดีไซน์แปลกใหม่สะกดทุกสายตาบนท้องถนน พร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าประสิทธิภาพสูงรุ่นใหม่ล่าสุดที่บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ปได้พัฒนาขึ้น สามารถส่งพละกำลังสูงสุด 135 กิโลวัตต์ / 184 แรงม้า และด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าจึงสามารถส่งแรงบิดสูงสุด 270 นิวตันเมตรได้ทันทีที่เท้าแตะคันเร่งแม้จากรถหยุดนิ่ง ส่งความเร็วจาก 0 ถึง 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 3.9 วินาที มอบความแรงเร้าใจใน 60 เมตรแรกได้เทียบชั้นรถสปอร์ต และสามารถเร่งความเร็วจากหยุดนิ่งถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 7.3 วินาที

มินิ คูเปอร์ เอสอี ทำความเร็วสูงสุดได้ 150 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนในการวิ่งได้ระยะทางสูงสุดราว 217 กิโลเมตร (ตามมาตรฐาน NEDC) ระบบส่งกำลังและวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่ควบคุมการจ่ายพลังงานไฟฟ้าไปยังระบบต่าง ๆ ของมินิ คูเปอร์ เอสอี จะติดตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าของรถในโครงสร้างรูปทรงท่อ ส่วนแบตเตอรี่แรงดันสูงที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาสำหรับมินิ คูเปอร์ เอสอีโดยเฉพาะ ประกอบไปด้วยเซลล์แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนจำนวน 12 โมดูล ติดตั้งในรูปทรงตัว T บริเวณใต้รถ จุพลังงานไฟฟ้ารวม 32.6 กิโลวัตต์ชั่วโมง

พลังงานไฟฟ้าที่ใช้ในการขับเคลื่อนมินิ คูเปอร์ เอสอี สามารถชาร์จจากระบบโครงข่ายไฟฟ้าได้หลายรูปแบบ ทั้งจากปลั๊กไฟในบ้านโดยตรง (อุปกรณ์มาตรฐานของตัวรถ) จากเครื่องชาร์จ MINI ELECTRIC Wallbox และจากสถานีชาร์จสาธารณะ โดยสามารถรองรับหัวชาร์จทั้ง AC และ DC แบบ Type 2 และหัวชาร์จ CCS Combo 2 แบตเตอรี่แรงดันสูงสามารถรองรับสายชาร์จทั้งแบบมาตรฐานและสายชาร์จจาก MINI ELECTRIC Wallbox ที่รองรับกำลังไฟได้สูงสุด 11 กิโลวัตต์ ชาร์จถึง 80 เปอร์เซ็นต์ภายใน 2.5 ชั่วโมง และชาร์จเต็ม 100 เปอร์เซ็นต์ภายใน 3.5 ชั่วโมง ซึ่งลูกค้ายังสามารถเลือกใช้บริการติดตั้งเครื่องชาร์จ MINI ELECTRIC Wallbox ที่สามารถติดตั้งได้ทั้งในโรงรถ และบริเวณที่จอดรถที่มีหลังคา หรือเลือกใช้บริการจากสถานีอัดประจุไฟฟ้าสาธารณะ ChargeNow ซึ่งนับเป็นเครือข่ายสถานีอัดประจุไฟฟ้าสาธารณะที่ใหญ่ที่สุดในโลก เพื่อความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ เครือข่ายสถานีอัดประจุไฟฟ้าสาธารณะ ChargeNow เป็นโครงการภายใต้ความร่วมมือระหว่างบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย และบริษัท จีแอลที กรีน (ประเทศไทย) จำกัด ที่ได้ริเริ่มขึ้นเมื่อปี 2560 เพื่อร่วมขับเคลื่อนการเตรียมความพร้อมระบบสาธารณูปโภคของประเทศไทยสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้าอย่างยั่งยืน โดยได้เดินหน้าขยายสถานีอัดประจุไฟฟ้ามาอย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับความต้องการของรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดและรถยนต์ไฟฟ้าในตลาดที่เพิ่มมากขึ้น

ในปัจจุบัน สถานี ChargeNow มีให้บริการทั้งหมด 125 หัวจ่ายใน 59 สถานีทั่วประเทศไทย แบ่งออกเป็นที่สถานีอัดประจุไฟฟ้าสาธารณะ ChargeNow 75 หัวจ่าย และที่ผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการของบีเอ็มดับเบิลยู 50 หัวจ่าย และได้วางแผนในการขยายสถานีอัดประจุไฟฟ้าสาธารณะ ChargeNow ให้ครบ 100 หัวจ่ายภายในสิ้นปี 2563 นี้ ซึ่งเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้าสามารถใช้บริการ ChargeNow ได้อย่างสะดวกสบายไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ยี่ห้อใด เพียงลงทะเบียนผ่านทาง LINE Official Account @chargenowthailand เพื่อรับสิทธิ์
การชาร์จรถยนต์ที่สถานีอัดประจุไฟฟ้าสาธารณะ ChargeNow ในศูนย์การค้าและโรงแรมชั้นนำทั่วกรุงเทพฯ รวมถึงเมืองใหญ่ในจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศไทย

มร. อเล็กซานเดอร์ บารากา (ที่ 4 จากซ้าย) ประธาน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ร่วมด้วย คุณปรีชา นินาทเกียรติกุล (ที่ 3 จากขวา) ผู้จัดการทั่วไป มินิ ประเทศไทย และ ดร. สัณหวุฒิ ธรรมชวนวิริยะ (ที่ 6 จากขวา) กรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัท มิลเลนเนียม ออโต้ จำกัด ร่วมส่งมอบมินิ คูเปอร์ เอสอี คันแรกของประเทศไทยให้กับ คุณนดา จรรยาประเสริฐ (ที่ 6 จากซ้าย) สร้างปรากฎการณ์ครั้งใหม่จากมินิที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบเป็นครั้งแรก เดินหน้าสู่อนาคตที่สะอาดและปลอดมลพิษอย่างยั่งยืน


บีเอ็มดับเบิลยู X4 โปรไฟล์ใหม่ อัปลุคโฉบเฉี่ยวพร้อมอัดแน่นเทคโนโลยีในราคาเดิม!

บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย เสริมทัพสมาชิกตระกูล Sports Activity Coupe ที่โดดเด่นทั้งในด้านเอกลักษณ์การดีไซน์สไตล์คูเป้ไม่ซ้ำใคร ประสิทธิภาพการขับขี่ และเทคโนโลยีล้ำสมัย เปิดตัวบีเอ็มดับเบิลยู X4 xDrive20d M Sport X ที่พกพานวัตกรรมการขับขี่ล่าสุดจากบีเอ็มดับเบิลยูมามอบความสะดวกสบายแก่ผู้ขับขี่อย่างเต็มเปี่ยมกว่าเคย พร้อมเสริมประสิทธิภาพและลุคสปอร์ตให้โฉบเฉี่ยวยิ่งขึ้นด้วยชุดแต่ง M Sport X ในราคาเดิม 3,999,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม และแพ็คเกจ BSI Standard)

บีเอ็มดับเบิลยู X4 xDrive20d M Sport X ยังคงตอกย้ำรูปโฉมที่เป็นเอกลักษณ์ด้วยหลังคาลาดต่ำสไตล์คูเป้ตามแบบฉบับ Sports Activity Coupe โดดเด่นยิ่งขึ้นด้วยชุดแต่ง M Sport X ที่หลอมรวมกลิ่นอายความสปอร์ตและสมรรถนะออฟโรดเข้าไว้ได้อย่างลงตัว สร้างความสะดุดตาด้วยสเกิร์ตและซุ้มล้อสี Frozen Grey 
การขับขี่เฉียบคมยิ่งขึ้นด้วยคาลิเปอร์เบรก M Sport มาพร้อมเทคโนโลยีการขับขี่ที่ล้ำสมัยยิ่งขึ้น ทั้งกล้องแสดงภาพรอบทิศทาง (Surround View Camera) ระบบจอภาพแสดงข้อมูลการขับขี่ (BMW Head-up Display) และระบบประมวลผลล่าสุด BMW Operating System 7.0

บีเอ็มดับเบิลยู X4 xDrive20d M Sport X มาพร้อมล้ออัลลอย M ขนาด 19 นิ้ว ลาย Double-spoke และไฟหน้า Adaptive LED พร้อมระบบปรับการทำงานไฟสูงอัตโนมัติ (High-beam Assistant) หลังคาลาดต่ำสไตล์คูเป้โดดเด่นด้วยกระจกพาโนรามาที่สามารถเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้า ดีไซน์ภายนอกพิเศษยิ่งขึ้นด้วยองค์ประกอบสี Frozen Grey ตัดกันอย่างลงตัวกับวัสดุสีดำเงา BMW Individual high-gloss Shadow Line

ด้วยเครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบพร้อมเทคโนโลยี BMW TwinPower Turbo บีเอ็มดับเบิลยู X4 xDrive20d M Sport X มอบพละกำลังสูงสุดที่ 140 กิโลวัตต์ / 190 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุดที่ 400 นิวตันเมตร ที่ 1,750 – 2,500 รอบต่อนาที จึงเร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 8 วินาที ก่อนทะยานสู่ความเร็วสูงสุดที่ 213 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ให้สมรรถนะที่คล่องตัวในทุกสภาพท้องถนนด้วยระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ xDrive ทำงานควบคู่กับเกียร์อัตโนมัติ Steptronic 8 จังหวะ และด้วยเทคโนโลยี BMW EfficientLightweight บีเอ็มดับเบิลยู X4 จึงมีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศเพียง 0.30 ซึ่งนับว่ายอดเยี่ยมที่สุดเมื่อเทียบกับรถยนต์รุ่นอื่น ๆ ภายในเซกเมนต์เดียวกัน

นวัตกรรมการขับขี่ล้ำสมัยได้รับการติดตั้งมาในบีเอ็มดับเบิลยู X4 xDrive20d M Sport X อย่างเต็มเปี่ยมเพื่อเสริมสมรรถนะทั้งออนโรดและออฟโรด ไม่ว่าจะเป็นระบบควบคุมความเร็วคงที่่พร้อมฟังก์ชั่นช่วยลดความเร็ว (Cruise Control with braking function) ระบบช่วยการขับขี่ (Driving Assistant) ระบบควบคุมการขับขี่่ขณะลงทางลาดชัน (Hill Descent Control) ระบบช่วยนำรถเข้าที่่จอดอัตโนมัติ รุ่น Plus (Parking Assistant Plus) รวมทั้งระบบความปลอดภัยอีกมากมาย เช่น เซนเซอร์ควบคุมระบบความปลอดภัยเมื่่อเกิดการชน (Crash Sensor) ระบบป้องกันการกระแทกจากด้านข้าง (Side Impact Protection) ระบบช่วยเตือนอาการเหนื่่อยล้าขณะขับขี่่ (Attentiveness Assistant) และเซนเซอร์ควบคุมระยะการจอดด้านหน้าและหลัง

ภายในห้องโดยสาร ยังคงผสานภาพลักษณ์ของความแข็งแกร่งเข้ากับความหรูหราสง่างามไว้ได้อย่างลงตัว มาพร้อมเบาะที่นั่งแบบสปอร์ตหนังแท้ Vernasca พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น M Sport พร้อมแป้นเปลี่ยนเกียร์ แผงคอนโซลหุ้มหนัง Sensatec ตกแต่งภายในด้วย Aluminium Rhombicle Dark พร้อมแถบโครเมียม มอบความหรูหราด้วยชุุดไฟ Ambient Light สะดวกสบายด้วยระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบ 3 โซน และพื้นที่เก็บสัมภาระที่มีความจุถึง 525 – 1,430 ลิตร

นอกจากนี้ บีเอ็มดับเบิลยู X4 xDrive20d M Sport X ยังมาพร้อมระบบความบันเทิงและการสื่อสารต่าง ๆ อีกมากมายที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ขับขี่ โดยทั้งหมดควบคุมด้วยบระบบปฏิบัติการล่าสุด BMW Operating System 7.0 และครบครันด้วยคุณสมบัติมากมาย ทั้งระบบ BMW Live Cockpit Professional เทคโนโลยีเพื่อการเชื่อมต่ออย่างไร้ขีดจำกัด BMW ConnectedDrive ระบบ iDrive ระบบการสั่งการด้วยเสียงและ BMW Gesture Control จอแสดงผลการขับขี่ขนาด 12 นิ้ว หน้าจอ Control Display ระบบสัมผัสขนาด 10.25 นิ้ว และระบบจอภาพแสดงข้อมูลการขับขี่ (BMW Head-up Display)

เป็นเจ้าของบีเอ็มดับเบิลยู X4 xDrive20d M Sport X ได้แล้ววันนี้ที่ราคา 3,999,000 บาท รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม และแพ็คเกจ BSI Standard ซึ่งประกอบด้วยการบริการบำรุงรักษา 3 ปี หรือ 60,000 กิโลเมตร และการรับประกัน 3 ปี ไม่จำกัดระยะทาง


Privacy Preference Center