เปิดประสบการณ์ช้อปออนไลน์ราคาสูงสุดในชีวิต!
BMW Thailand ชวนเราเที่ยวชมบูธ BMW ในงาน MOTOR SHOW 2020 ผ่านระบบดิจิทัลเป็นการตอกย้ำความเป็นผู้นำในเรื่องของนวัตกรรมและเทคโนโลยีอันทันสมัย ซึ่งในงานมอเตอร์โชว์ครั้งนี้ BMW Thailand ได้นำเสนอ BMW VIRTUAL MOTOR SHOW 2020 ผ่านทางเว็บไซต์เป็นครั้งแรก
BMW VIRTUAL MOTOR SHOW 2020 เป็นเหมือนการพาทุกคนเที่ยวชมบูธ BMW ผ่านทางหน้าจอคอมพิวเตอร์เสมือนได้ไปเที่ยวชมบูธด้วยตัวคุณเอง ถือเป็นการนำเสนอที่เข้ากับไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่อย่างแท้ทรู
ผมลองเล่นมาแล้วเลยอยากเล่าว่า BMW VIRTUAL MOTOR SHOW 2020 มันดีงามยังไง เมื่อเข้าไปที่หน้าเว็บ virtualmotorshow.bmw.co.th ก็จะพบกับเว็บหน้าตาเรียบง่ายแต่ดูทันสมัย เมื่อกดไปที่คำว่า TAKE A TOUR ก็จะเจอกับสาวน้อยหน้าตาน่ารัก อย่างน้อง เซน เมจกา พิธีกรสาวสุดน่ารักที่จะพาเราเดินทัวร์บูธ BMW ไปทุกซอกทุกมุมเหมือนเราได้ไปเที่ยวกับเพื่อนระดับ VIP รับรองว่าไปเองก็ไม่ได้ไปทุกมุมขนาดนั้น จากการที่น้องเซนพาเดินทัวร์ทำให้ผมรู้สึกถึงการดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดีของทาง BMW
เพราะก่อนจะเข้าไปในบูธเราก็ต้องทำการสแกน OR Code เพื่อเป็นการเช็กอิน ตอนจะออกก็อย่าลืมเช็คเอาท์ละกัน หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ก็จะแปะสติ๊กเกอร์ BMW เก๋ๆ ให้เรา…อันนี้ใครอยากได้คงต้องลงทุนออกจากบ้านไปที่งานจริงๆ แล้วล่ะ ในบูธก็จะมีเครื่องพ่นแอลกอฮอล์ให้เราล้างมืออยู่หลายจุด แถมยังมีเจ้าหน้าที่ประจำอยู่ตามรถทุกคันเพื่อดูแลผู้ที่มาดูรถให้อุ่นใจด้วยการทำความสะอาดภายในรถทุกครั้งด้วยน้ำยาทำความสะอาดทั้งก่อนและหลังเราสัมผัสรถ
น้องเซนพาซอกแซกทุกจุดจริงๆ ครับท่านผู้โชมมมมม ปีนขึ้นรถคันนู้น ลงรถคันนี้ โอ๊ยยยยน่ารัก เท่านั้นยังไม่พอยังพาพวกเราไปป้ายยาที่โซน BMW Lifestye ที่มีของมากมายทั้งเสื้อผ้า, รองเท้า, กระเป๋า, นาฬิกา, โมเดลรถหลากหลายแบบ ดูแล้วก็ของขึ้น

อีกจุดที่เด่นมากๆ คือโซน BMW Art Car Exhibition ที่จะมีโมเดลรถ BMW สีสันสวยงามที่จำลองสีสันลวดลายมาจากรถแข่งระดับตำนานคันจริงเลย…สุดยอดมากๆ
มาถึงไฮไลท์ของ virtualmotorshow.bmw.co.th กันที่ผมเกริ่นไว้ตอนต้นว่าเคยช้อปออนไลน์อะไรราคาสูงที่สุด…ต้องดูตรงนี้เลย แตะลงไปเลยแถบดำข้างล่างที่เขียนรุ่นรถไว้ชอบคันไหนกดไป! สำหรับผมคนพันธ์ุเอ็กซ์ ผมเลือกดูเฉพาะรถ XXX เท่านั้น อย่างตอนนี้คันที่ผมชอบมากคือ BMW X5 xDrive45e M Sport เว็บไซต์ออกแบบมาดีมีลูกเล่นอย่างการให้หมุนโมเดลรถแบบ 360 องศาหมุนติ้วติ้วเห็นรอบคันกันเลย
พอกดดูคลิปก็เจอกับ ดีเจ อ้น หนุ่มมาดเท่ที่จะพาเราชมรถแบบถ้าไปเองคงไม่ได้ดูทุกจุดทุกฟังก์ชั่นขนาดนี้ รับรองสาวๆ คนไหนได้ดูต้องยิ้มน้อยยิ้มใหญ่แน่นอน ข้อมูลที่ได้เรียกว่าครบครันแต่เข้าใจง่าย ที่สำคัญท้ายคลิปยังมีตอบปัญหาคาใจโดย BMW Genius อีกด้วยเค้าคุยไรกันต้องไปดูเอง virtualmotorshow.bmw.co.th ความสนุกไม่ได้จบแค่คลิปนี้เพราะผมลองกดดูรถคันอื่นๆ ก็จะเจอกับพิธีกรหลากหลายคาแรคเตอร์ที่จะมารีวิวรถให้เราดู บอกได้เลยว่าเพลินมากๆ ดูแล้วติดหนึบไม่ต่างกับการดูซีรีย์เกาหลีเลยทีเดียวรู้ตัวอีกทีก็ดูจบไปแล้วกับการรีวิว BMW ที่นำไปโชว์ทั้งหมด 24 รุ่น…บ้าที่สุดเพลินอะไรขนาดนั้น
ทีนี้พอนั่งดูรีวิวจนเหมือนป้ายยาตัวเองเรียบร้อย อยากได้ทำไง…ทาง virtualmotorshow.bmw.co.th ก็มีบริการ BMW Live Chat เป็นปุ่มน้ำเงินที่มุมขวาล่างของจอ พอกดปุ๊ปก็สามารถเลือกคุยกับ BMW Genius เพื่อพูดคุยไขข้อข้องใจกันหรืออยากเห็นหน้าก็สามารถวิดีโอคอลกันไปเลย ส่วนใครอยากคุยเรื่องการซื้อขายหรือนัดแนะเรื่องทดลองขับก็สามารถคุยต่อกับที่ปรึกษาการขายได้เลยแบบสดๆ ตัวเป็นๆ สะดวกสบายกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว
งานนี้บอกได้เลยว่าการเกิด BMW VIRTUAL MOTOR SHOW 2020 ครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญแต่เป็นเรื่องที่ทาง BMW Thailand ได้คิดและวางแผนกันมาเป็นอย่างดีเพราะนอกจากจะเป็นการแสดงออกถึงความนำสมัยในเรื่องของเทคโนโลยีและการบริการแล้วยังมีความใส่ใจในเรื่องของสุขภาพของลูกค้าทุกท่านอีกด้วย…ไป! กดเลย virtualmotorshow.bmw.co.th แต่ถ้าคันมากสามารถไปเกาได้ที่งาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 41 ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 26 กรกฎาคมนี้เท่านั้นที่ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี
#BMWVirtualMotorShow #DrivewithJOY #JOYisBMW #สุนททรียภาพแห่งการขับขี่l #covid19 #Y_Ride #Y_Life
ไอคอน โครโนกราฟ สเกเลทัน คุณค่าดั่งผลงานประติมากรรม
‘ไอคอน โครโนกราฟ สเกเลทัน’ คือผลงานรังสรรค์ร่วมสมัยที่งดงามดั่งประติมากรรม ด้วยการผสมผสานเส้นสายและเหลี่ยมมุมที่ดูแข็งแรงและสื่อถึงความเป็นชายจาก ‘AIKON Automatic’ เข้ากับหนึ่งในรูปแบบการเคลื่อนไหวของฟันเฟืองที่โดดเด่นที่สุดจาก มอริซ ลาครัวซ์ การเผยให้เห็นโครงสร้างกลไกอันเปลือยเปล่า (Skeletonisation) ของนาฬิกาโครโน กราฟอัตโนมัติเรือนนี้ช่วยขับเน้นรายละเอียดของเข็มนาฬิกา กรอบหน้าปัด และปุ่มกดต่าง ๆ ด้วยลูกเล่นระหว่างแนวเส้นที่คมสลับกับรูปร่างวงกลมและหกเหลี่ยม มอริซ ลาครัวซ์ ได้เนรมิตชิ้นเหล็กกล้าให้กลายเป็นงานศิลปะของศาสตร์แห่งการทำนาฬิกาอันทรงพลัง
‘ไอคอน โครโนกราฟ สเกเลทัน’ สะท้อนให้เห็นถึงพลังสร้างสรรค์ในด้านการออกแบบและระบบของแบรนด์ ตั้งแต่มรดกองค์ความรู้ด้านการผลิตนาฬิกาของคอลเลคชั่น ‘Masterpiece’ ไปจนถึงรูปลักษณ์อันแข็งแกร่งจากคอลเลคชั่น ‘Aikon’ ไม่กี่เดือนหลังจากการบุกเบิกไลน์ผลิตภัณฑ์ด้วยนาฬิกา ‘AIKON Mercury’ มอริซ ลาครัวซ์ ก็ได้ขยายไลน์ให้กับคอลเลคชั่นที่โดดเด่นนี้ ด้วยผลงานชิ้นใหม่ที่มีทั้งความซับซ้อน สวยงาม และเด็ดเดี่ยว
ความเป็นเลิศทางเชิงช่างของ ‘ไอคอน โครโนกราฟ สเกเลทัน’ คือความปรารถนาทางสุนทรียภาพและการประกาศกร้าวของบุคลิกอันทรงพลังแบบ ‘ไอคอน’ ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาเพื่อให้บรรลุศักยภาพสูงสุด แต่เบื้องหลังการสร้างนาฬิกาที่เปี่ยมไปด้วยความกล้าหาญและชัดเจนเรือนนี้ มอริซ ลาครัวซ์ ยังคงยึดมั่นในหลักการสำคัญ นั่นก็คือนาฬิกาแบบ ‘Complication’ หรือนาฬิกาหลายระบบของแบรนด์นั้น จะต้องถูกประกอบขึ้นอย่างสมบูรณ์แบบ โดยไม่ลืมคำนึงถึงความสัมพันธ์ระหว่างวัตถุประสงค์การใช้งาน คุณค่าที่มองเห็น และราคาที่ต้องลงตัวและน่าครอบครอง
เส้นผ่านศูนย์กลาง 44 มม. และความหนาที่ทำให้ดูแข็งแกร่งและสง่างาม กรอบหน้าปัดที่บางลงช่วยให้คุณสามารถชื่นชมการเคลื่อนไหวของฟันเฟืองได้อย่างเต็มที่ หน้าปัดที่โดดเด่นกว่าเคยด้วยการประดับแขน 6 จุดอันเป็นลักษณะเฉพาะของ ‘ไอคอน’และการแกะสลักเลขแบบ 10 x 10 สะกดสายตาด้วยปุ่มกดควบคุมแบบฐานหกเหลี่ยมที่ยื่นออกมาจากตัวเรือน ปุ่มปรับเวลาขนาดใหญ่และยาวแต่งด้วยขอบฟันเลื่อยและเคลือบผิวด้วย PVD สีดำ เสน่ห์ความเป็นชายของนาฬิกาโครโนกราฟที่เป็นเลิศทั้งด้านงานศิลป์และภาพลักษณ์อัลตร้า–สปอร์ตได้ถูกถ่ายทอดออกมาอย่างเต็มภาคภูมิ และเพื่อให้นาฬิกาโครโนกราฟ สเกเลทัน เรือนนี้ยิ่งสมบูรณ์ มอริซ ลาครัวซ์ ยังได้ปรับแต่งการเคลือบผิวขัดเงาเพื่อสร้างลูกเล่นในการรับรู้มิติที่มากขึ้น
องค์ประกอบต่างๆ ที่อยู่ใน ‘ไอคอน โครโนกราฟ สเกเลทัน’ นั้น ยิ่งมีมากขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งมองเห็นได้ชัดเจนขึ้นเท่านั้น เริ่มจากแขนและกรอบหน้าปัดที่ทำมาจากเหล็กกล้าเคลือบผิวแบบซาติน หน้าปัดที่ประกอบด้วยเครื่องหมายบอกชั่วโมง 4 จุดและหน้าปัดย่อยสำหรับจับเวลาก็มีการเคลือบผิวแบบซาตินในเฉดที่เข้มขึ้น แถบนูนของหน้าปัดจับเวลาถูกขัดด้วยไมโครบีทและใช้สีที่เข้มขึ้นอีก ในชั้นถัดลงมาคือพื้นที่สำหรับแสดงการเคลื่อนไหวของกลไก ประดับด้วยทองคำสีดำ DLC ซึ่งถูกขับเน้นให้เด่นด้วยการเล่นสีเทาอ่อนในชั้นล่างสุดเพื่อให้เกิดความแตกต่าง
องค์ประกอบของกรอบหน้าปัด ตัวยึดหน้าปัด และแผงหน้าปัดทั้งหมด ก่อให้เกิดเอฟเฟกต์แบบวอร์เท็กซ์หรือกระแสน้ำวน สัญลักษณ์และเครื่องหมายทั้งหมดถูกจัดเรียงให้มีทิศทางและจุดนำสายตายที่พุ่งไปยังศูนย์กลางของนาฬิกา เส้นบอกเวลาสีดำที่สลักอยู่บนขอบหน้าปัดถูกต่อขยายให้ยาวขึ้นไปถึงพื้นที่ของตัวหน้าปัดแซฟไฟร์ ต่อเนื่องไปจนถึงเครื่องหมายบอกชั่วโมง และปิดท้ายด้วยเครื่องหมายสำหรับการจับเวลา เข็มวินาทีสีน้ำเงินและเข็มนาฬิกาชุบโรเดียมของ ‘ไอคอน’ ยิ่งงดงามมากขึ้นด้วยสารเรืองแสง SLN ที่แผ่ออกมาจากศูนย์กลาง การตัดกันของเฉดสีที่แฝงไว้ด้วยความขี้เล่นนี้ ถูกเติมเต็มให้สมบูรณ์ด้วยสายรัดข้อมือเฉพาะของ ‘ไอคอน โครโนกราฟ สเกเลทัน’ ที่ใช้หนังลูกวัวสีดำ ประดับด้วยด้ายเย็บมือสีขาวและเครื่องหมายโลโก้ M ซิกเนเจอร์ของแบรนด์ พร้อมระบบ Easychange ที่ช่วยให้เปลี่ยนสายได้อย่างง่ายดายภายในไม่กี่วินาที
กลไกที่เป็นพื้นฐานของนาฬิกาอันทรงพลังเรือนนี้คือ ML206 Calibre ซึ่งเป็นระบบโครโนกราฟอัตโนมัติด้วยพร้อมหน้าปัดจับเวลา 2 ส่วน และแบตเตอรี่สำรอง 48 ชั่วโมง ซึ่งเป็นกลไกเดียวกันกับที่ใช้ใน ‘มาสเตอร์พีซ โครโนกราฟ สเกเลทัน’ (Masterpiece Chronograph Skeleton) ในปี พ.ศ. 2559 และด้วยภาพลักษณ์แบบสปอร์ตก็ทำให้กลไกนี้สามารถกลายเป็นส่วนหนึ่งของ ‘ไอคอน โครโนกราฟ สเกเลทัน’ ได้อย่างเป็นธรรมชาติ ตอกย้ำด้วยอัตลักษณ์ทางเชิงช่างของการเปลือยกลไกและการเล่นกับเส้นที่ดูแข็งแรง
‘ไอคอน’ เป็นไลน์ผลิตภัณฑ์รุ่นทายาทของ ‘Maurice Lacroix Calypso’ นาฬิกาเหล็กกล้านี้เป็นหนึ่งในรุ่นไอคอนของแบรนด์ในทศวรรษที่ 90 โดยยังคงไว้ซึ่งรหัสการออกแบบดั้งเดิมที่ยังโลดแล่นอยู่ในนาฬิการุ่นหลังอย่าง ‘ไอคอน’ ตัวเรือนกันน้ำ กรอบหน้าปัด 6 แขนที่โอบล้อมหน้าปัดแซฟไฟร์ สายรัดที่มีโลโก้ M และการปรากฏกายที่โดดเด่น ทำให้นาฬิการุ่นนี้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีเอกลักษณ์ที่สุดของแบรนด์ ในปี พ.ศ. 2559 โมริซ
ลาครัวซ์ได้ตีความผลงานรังสรรค์นี้ใหม่ในคอนเซ็ปต์ร่วมสมัย และได้ให้กำเนิดนาฬิกาในไลน์ ‘ไอคอน’ ที่ใช้การแกว่งของแร่ควอตซ์ ในปี พ. ศ. 2561 มหากาพย์แห่ง คอลเลคชั่น ‘ไอคอน ออโตเมติก’ (AIKON Automatic) ยังคงดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง และในปี พ.ศ. 2562 ‘ไอคอน เมอร์คิวรี’ (AIKON Mercury) ก็ได้เปิดตัวในฐานะนาฬิกาแบบคอมพลิเคชั่นสไตล์ ‘มาสเตอร์พีซ’ (Masterpiece-style complications) ที่เข้ามาเติมเต็มคอลเลคชั่นให้สมบูรณ์
มอริซ ลาครัวซ์ ‘ไอคอน โครโนกราฟ สเกเลทัน’ คอลเลคชั่น นาฬิกาหรูเหนือระดับจากสวิตเซอร์แลนด์ มีเพียง 6 เรือนในไทยเท่านั้น สนนราคาอยู่ที่ 249,000 บาท
BIG BOLD SPECTRUM แรงบันดาลใจจากสีสันแสงไฟเมือง!
BIG BOLD SPECTRUM โดดเด่นที่เอฟเฟคหน้าปัดสะท้อนแสง ให้การดูเวลาของคุณให้สนุกยิ่งกว่าที่เคยด้วยเทคนิคเฉพาะจากสวอท์ช อย่าง Swatch Solar Spectrum ที่จะสร้างโทนสีที่แตกต่างเมื่อหน้าปัดสะท้อนกับแสงไฟทุกครั้งที่คุณเคลื่อนไหว
ดีไซน์โดดเด่นที่จะมาเพิ่มมิติในการแต่งตัวของเราให้โดดเด่นสุดๆ ด้วยการจับคู่สีสุดจี๊ดบนหน้าปัดขนาด 47 มม. โชว์กลไกควอทซ์สีดำสนิท ตัดกับสีนีออนบนตำแหน่งบอกชั่วโมง เข็มนาฬิกา และขอบวงรอบนาฬิกา ตัวเรือนสีดำกึ่งโปร่งใส รับกับสายซิลิโคนสีเดียวกัน และเม็ดมะยมที่ตำแหน่ง 2 นาฬิกาอันเป็นเอกลักษณ์
BIG BOLD SPECTRUM คือไอเทมที่ให้คุณได้มิกซ์แอนด์แมทช์ตามใจชอบตามสไตล์ของตัวคุณเอง ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์สายสตรีทเออร์เบิน พร้อมออกไปค้นพบกับแรงบันดาลใจใหม่ๆ รอบตัว
ใส่ BIG BOLD SPECTRUM แล้วออกไปแอคทีฟกับชีวิตให้สุดได้แล้ววันนี้ BIG BOLD SPECTRUM มาในราคาสบายๆ 3,800 บาท ไปจัดกันได้ที่ SWATCH Store ทุกสาขา และสั่งซื้อทางออนไลน์ได้ที่เว็บไซต์ shop.swatch.co.th และ Swatch Official Store ที่ Shopee และ Lazada จัดส่งฟรีทั่วประเทศ
#Swatch_TH #SwatchBIGBOLD #iambold
เอ็มจี ส่ง NEW MG ZS EV 40 คัน ลงโครงการ EV Car Sharing พร้อมเพิ่มสถานีชาร์จกว่า 20 จุดทั่วกรุงเทพฯ
Car Sharing ถือเป็นหนึ่งใน 4 แกนหลักในการดำเนินงานของเอ็มจี นอกเหนือไปจากการพัฒนารถยนต์ให้มีความอัจฉริยะในการเชื่อมต่อ (Intelligence connectivity) ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า (Electrification) และมีความเป็นสากล (Globalization) ซึ่งในครั้งนี้เรากำลังจะทำให้การดำเนินงานด้าน Car Sharing ของเอ็มจีมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้นผ่านการร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจด้วยการสนับสนุน “เบส ออโต้เซลส์” ผู้จำหน่ายรายใหญ่กับ “ฮ้อปคาร์” ผู้ให้บริการ Car Sharing ที่มีความรู้ ความชำนาญ
โครงการนี้เริ่มต้นด้วยการส่ง “NEW MG ZS EV” รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% เข้าร่วมโครงการ EV Car Sharing ซึ่งนอกจากจะทำให้แนวทางเรื่อง Car Sharing เป็นรูปธรรมแล้ว ยังเป็นการสนับสนุนให้มีการใช้งานรถยนต์พลังงานไฟฟ้าอย่างแพร่หลายมากขึ้น เพราะผู้ที่สนใจสามารถเลือกใช้บริการ NEW MG ZS EV ผ่านแอปพลิเคชั่น Haup ที่สามารถดาวน์โหลดได้จาก App Store หรือ Google Play หลังจากนั้นก็ทำการจองได้อย่างง่ายดาย อีกทั้งยังมีสถานีชาร์จในทุกจุดบริการ ที่มีอยู่กว่า 20 แห่งทั่วกรุงเทพฯ ทำให้การใช้งานรถยนต์พลังงานไฟฟ้าเป็นเรื่องที่ “ง่าย” สำหรับทุกคนอย่างแท้จริง
เอ็มจียังมีแผนที่จะขยายการบริการในรูปแบบ Car Sharing อย่างต่อเนื่อง เพราะเราเข้าใจถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคในปัจจุบันที่กำลังเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ยุคใหม่ ซึ่งความต้องการเป็นเจ้าของรถยนต์ลดลง และมองหารถที่สามารถเลือกใช้บริการได้อย่างอิสระ เพราะนอกจากสะดวก รวดเร็ว และยืดหยุ่นสูงแล้วยังช่วยลดภาระของผู้บริโภคและส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อม
สำหรับ บริษัท เบส ออโต้เซลส์ จำกัด ถือเป็นผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีรายใหญ่ มีโชว์รูมและศูนย์บริการมาตรฐาน มากถึง 9 สาขา ทั้งในพื้นที่กรุงเทพฯ ชลบุรี และเชียงใหม่ ซึ่งเป็นผู้จำหน่ายที่มีความพร้อมทั้งในด้านของสินค้าและบริการ รวมถึงมีความสนใจในธุรกิจ Car Sharing
ในส่วนของบริษัท ฮ้อปคาร์ จำกัด เป็นผู้ให้บริการ Car Sharing
เจ้าแรกในประเทศไทย มีความรู้ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ ในการให้บริการเช่าและแชร์รถรูปแบบใหม่ที่ทันสมัย โดยทั้งสองบริษัทได้ร่วมลงนามความร่วมมือดำเนินธุรกิจให้เช่ารถยนต์พลังงานไฟฟ้า โครงการ “BEST-HAUP”
เพื่อให้บริการรถยนต์พลังงานไฟฟ้าระบบเช่า (EV Car Sharing) สำหรับผู้ที่สนใจใช้รถยนต์ NEW MG ZS EV
ในรูปแบบ Car Sharing สามารถจองผ่านแอปพลิเคชั่น Haup บนมือถือได้ตั้งแต่กลางเดือนกรกฎาคมนี้เป็นต้นไป
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ MG CALL CENTRE โทร. 1267 และสามารถ
***********
#PassionToBeBetter #MGCarsTH #PassionDrives
GET เตรียมรีแบรนด์สู่ Gojek เพื่อยกระดับประสบการณ์ระดับโลกแก่ผู้ใช้ชาวไทย!
นายภิญญา นิตยาเกษตรวัฒน์ ผู้จัดการใหญ่ Gojek ประเทศไทย กล่าวว่า “เราตื่นเต้นกับ
การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ที่แสดงให้เห็นว่าไทยยังคงเป็นประเทศยุทธศาสตร์ในการดำเนินธุรกิจของ Gojek นับตั้งแต่การเปิดตัว GET ในปี 2562 เราประสบความสำเร็จในการก่อตั้งและพัฒนาหนึ่งในแพลตฟอร์มออนดีมานด์ชั้นนำของประเทศ ผ่าน 4 บริการซึ่งได้รับอัตราความพึงพอใจของผู้ใช้งานสูงถึง 96% ขณะที่เรากำลังก้าวสู่การเติบโตในขั้นต่อไป ทีมบริหารชุดเดิมของไทยที่ได้พัฒนาและก่อตั้ง GET จะยังคงนำทีมบริหารและดำเนินธุรกิจของ Gojek ในประเทศไทยต่อไป พร้อมกับวางกรอบการพัฒนาโปรดักส์เพื่อตอบสนองต่อความต้องการต่างๆ ของตลาดประเทศไทยที่มีการแข่งขันสูง โดยขณะนี้ถือเป็นช่วงเวลา
ที่เหมาะสมในการนำจุดแข็งและศักยภาพของ Gojek มาขับเคลื่อนให้เราสามารถขยายธุรกิจและคงจุดยืนในฐานะบริษัทชั้นนำต่อไป”
Gojek เป็นกลุ่มธุรกิจด้านเทคโนโลยีชั้นนำของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นผู้บุกเบิกคอนเซปต์ “ซูเปอร์แอพ” รวมถึงโมเดลอีโค่ซิสเต็มที่ช่วยเชื่อมโยงผู้ใช้งานแอพพลิเคชั่นเข้ากับพาร์ทเนอร์คนขับที่อยู่ในระบบกว่า 2 ล้านคน และพาร์ทเนอร์ร้านอาหาร GoFood อีกกว่า 500,000 ราย ในกว่า 200 เมืองทั่ว
ทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
GET ก่อตั้งขึ้นด้วยพันธกิจเดียวกับ Gojek ในการใช้เทคโนโลยีเพื่อยกระดับชีวิตของผู้ใช้บริการ โดย GET ได้เชื่อมผู้ใช้บริการในกรุงเทพฯ เข้ากับพาร์ทเนอร์คนขับมากกว่า 50,000 คน และร้านอาหารอีกกว่า 30,000 แห่ง ที่กว่า 80% เป็นกลุ่มวิสาหกิจรายย่อยขนาดย่อม ด้วยการรีแบรนด์เป็น Gojek จะทำให้บริษัทสามารถสร้างสรรค์ผลกระทบเชิงบวก และเพิ่มโอกาสใหม่ๆ ในการสร้างรายได้ให้กับพาร์ทเนอร์ ด้วยการนำเทคโนโลยีระดับโลกมาเติมเต็มความต้องการของผู้บริโภคที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดของผู้ใช้งานชาวไทย พร้อมนำฟีเจอร์และและโปรดักส์ในออนไลน์ออกสู่ตลาดได้รวดเร็วและเต็มศักยภาพ
แอนดรูว์ ลี ผู้อำนวยการกลุ่มธุรกิจต่างประเทศ (Group Head of International) ของ Gojek กล่าวว่า “GET ประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้นในระยะเวลาอันสั้น และเราเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะเป็นบันไดนำเราไปสู่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ขึ้น การรวมแพลตฟอร์มเทคโนโลยีของเราเข้าด้วยกันเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ในระยะยาว เพื่อให้เราสามารถส่งมอบประสบการณ์อันยอดเยี่ยมให้แก่ผู้ใช้งานทั้งในปัจจุบันและในอนาคตต่อไป การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นและทุ่มเทของ Gojek ต่อธุรกิจเราในตลาดต่างประเทศ ผ่านการเปิดตัวแบรนด์ของเราสู่ฐานผู้ใช้งานที่กว้างขึ้น เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกให้กับคนทั่วทั้งภูมิภาค”
ผู้ใช้บริการยังสามารถใช้บริการเดิม ทั้งบริการส่งอาหาร บริการเรียกรถจักรยานยนต์ บริการรับ-ส่งพัสดุ และบริการอีวอลเล็ต พร้อมจะสามารถเพลิดเพลินไปกับประสบการณ์ที่ดียิ่งขึ้นจากแอพพลิเคชั่นใหม่ของ Gojek สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมจะประกาศให้ทราบอีกครั้งเร็วๆ นี้ ทั้งนี้ ผู้ใช้งาน GET ในปัจจุบัน รวมทั้งคนขับและร้านพาร์ทเนอร์ต่างๆ ยังคงสามารถใช้งานแอพพลิเคชั่น GET ได้ตามปกติ
Mercedes-Benz G 350 d Sport เบนส์สายลุย!
แม้ว่าจะเกิดมาเพื่อลุยแต่ก็ยังไม่ทิ้งความสะดวกสบายสำหรับการใช้งานในเมือง ด้วยสมรรถนะการขับขี่ที่ยอดเยี่ยมจากเครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2,925 ซีซี และระบบส่งกำลังอัตโนมัติ 9 จังหวะแบบ 9G-TRONIC ช่วยให้การเปลี่ยนเกียร์ทำได้รวดเร็วและนิ่มนวล
Mercedes-Benz G 350 d Sport ให้กำลังสูงสุด 286 แรงม้า ให้แรงบิดสูงสุด 600 นิวตันเมตร พร้อมอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรที่สามารถทำได้ในเวลา 7.4 วินาที พร้อมเพิ่มความนุ่มนวลอีกระดับให้กับห้องโดยสารด้วยระบบกันสะเทือนแบบอิสระ
รูปลักษณ์ภายนอกของ Mercedes-Benz G 350 d Sport โดดเด่นน่าเกรงขามด้วยไฟหน้าแบบ LED High Performance และไฟสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวันแบบ LED Daytime Running Lights ที่มอบทัศนวิสัยในการขับขี่ที่ดีเยี่ยม
พร้อมการตกแต่งภายนอกแบบ Stainless Steel Package หลังคาซันรูฟแบบกระจกเลื่อนเปิด-ปิดได้ด้วยระบบไฟฟ้า กระจกมองข้างและกระจกส่องหลังปรับลดแสงอัตโนมัติ พร้อมล้อ อัลลอย 19 นิ้วในดีไซน์แบบมินิมัลที่ช่วยเติมเต็มความหรูหราให้กับ G-Class สุดเท่คันนี้

Mercedes-Benz G 350 d Sport พลิกโฉมแนวทางการออกแบบรถยนต์ G-Class ด้วยการตกแต่งห้องโดยสารตามแนวคิดวิถีแห่งธรรมชาติ ในพื้นที่ห้องโดยสารที่โอ่โถงกว้างขวาง โดยได้รับการตกแต่งด้วยความหรูหราและล้ำสมัย ด้วยช่องปรับอากาศดีไซน์ใหม่สีเงินขัดเงา สอดรับกับแผงหน้าปัดอลูมิเนียม
G 350 d Sport ยังมาพร้อมสุดยอดเทคโนโลยีที่จะอำนวยความสะดวกให้เราด้วยจอแสดงผลความละเอียดสูงแบบ Digital Widescreen Cockpit ขนาด 12.3 นิ้ว ทำงานสอดประสานกับ Touchpad with Controller ที่ใช้งานง่ายราวกับสัมผัสบนสมาร์ทโฟนที่คุณคุ้นเคย พร้อมให้คุณไปสู่ทุกจุดหมายได้เร็วขึ้นด้วยระบบนำทางแบบ COMAND Online: 3D Map ที่จะรายงานและวิเคราะห์เส้นทางที่ปลอดภัยและรวดเร็วที่สุดในรูปแบบ 3 มิติ
Mercedes-Benz G 350 d Sport ยังมาพร้อมอุปกรณ์มาตรฐานอาทิ ระบบช่วยในการนำรถเข้าจอดอัตโนมัติพร้อมกล้อง 360 องศา (Parking package with 360° camera) หมอนรองศีรษะนิรภัยแบบ NECK-PRO Luxury head restraints โปรแกรมควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติ (Electronic Stability Program) ระบบรักษาความเร็ว (Cruise Control) และจำกัดความเร็ว (SPEEDTRONIC) และระบบเตือนความดันลมยาง (Tyre Pressure Loss Warning System) ฯลฯ
และยังมีระบบความปลอดภัยขั้นสูงอีกมากมาย โดยเฉพาะระบบบังคับและควบคุมการส่งกำลังแบบ 100% differential locks ระบบล็อกเฟืองท้ายที่ให้คุณพิชิตได้ทุก ภูมิประเทศ ทุกสภาพถนน เพื่อให้ทุกการขับขี่คือช่วงเวลาของการได้สัมผัสจิตวิญญาณแห่งการผจญภัยที่แท้จริงในแบบฉบับของรถยนต์ G-Class
Mercedes-Benz G 350 d Sport ยังมีอุปกรณ์ตกแต่งเพิ่มเติมรอบคันแบบ AMG Body Styling พร้อมล้ออัลลอย Multi-Spoke ขนาด 20 นิ้ว
เพิ่มความสปอร์ตเร้าใจด้วยการตกแต่งภายในแบบ AMG อาทิ เบาะหนังสีดำที่เดินด้ายสีแดงและเข็มขัดนิรภัยสีแดง รวมถึงระบบเสียงรอบทิศทางแบบ Burmester ใครที่สนใจทั้งหมดนี้สามารถสั่งซื้อเพิ่มเติมได้ในราคา 300,000 บาท…ใช่ครับทั้งหมดจ่ายเพิ่มอีกเพียงสามแสนบาท
Mercedes-Benz G 350 d Sport จอมลุยขาโหดมาในราคาสุดเร้าใจ 9,390,000 บาท รับรองได้ว่าเจ้า G-Class พันธุ์โหดคันนี้จะทำให้ใครๆ ต้องหันมามองอย่างแน่นอน
ถ้าเธอเหนื่อยล้าอย่าเดินเข้าป่า…ไปจัดป่าเข้าบ้านกัน!
งานนี้ต้องหาตัวช่วย จะวู่วามลุยตามร้านขายต้นไม้แล้วซื้อมาเลยไม่น่ารอด โชคดีมากที่มีเพื่อนเป็นนักปลูกต้นไม้ทั้งมืออาชีพและมือสมัครเล่นอยู่หลายคน เมื่อตัดสินใจแล้วก็มุ่งหน้าไปบ้านเพื่อนเลย
ปั้น!…เรารู้จักกันตั้งแต่สมัยปั้นยังเป็นช่างภาพในนิตยสารชื่อดัง mars magazine จนตอนนี้ปั้นมีดีกรีเพิ่มเติมนอกจากการเป็นช่างภาพงานอีเว้นท์ และโฆษณาแล้วยังเป็นช่างเค้กฝีมือดีจากสถาบันกูเดินเบลอ เพราะเป็นการเรียนรู้และหัดทำด้วยตัวเอง แต่ได้รับการยอมรับในเรื่องรสชาติจากคาเฟ่หลายที่ ที่สั่งเค้กหน้าตาดีและรสชาติอร่อยจากปั้นไปไว้ที่ร้านถ้าไม่เชื่อต้องตามไปพิสูจน์ด้วยตัวเองที่ Cakestudio365
ส่วนเรื่องต้นไม้นั้นปั้นเล่าว่าที่รู้มากเพราะเจ็บมาเยอะครับ ลองผิดลองถูกหมดเงินไปหลายแสนจนสามารถเพาะต้นไม้ขายเองได้…อย่ารอช้าเราไปบ้านปั้นกัน
เรารีบกระโดดขึ้นรถมิตซูบิชิ มิราจ คันจิ๋ว แล้วบินไปบ้านปั้นย่านบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี
เมื่อเจอปั้นสิ่งที่ผมบอกปั้นคือเราอยากได้ต้นไม้สไตล์ทรอปิคอลที่เค้าฮิตๆ กัน… ปั้นไม่รอช้าจัดมาให้แบบเน้นๆ 5 ต้น ที่ทุกต้นผมคุ้นตาเพราะเห็นตาม Facebook, Instagram ทุกวัน ปั้นบอกว่านอกจากเราจะได้ความชิลกับต้นไม้แล้ว ถ้าถ่ายรูปลงโซเชี่ยลทุกคนต้องร้องว้าววววแน่นอน…เรามาดูกันว่าเราได้ต้นอะไรกลับบ้านบ้าง!

จะเอาไปยังไงหมดละปั้นแต่ละต้นราคาไม่ธรรมดาการเลี้ยงดูไม่ง่ายไม่ยาก แต่จากประสบการณ์ตรงของผมที่ปลูกอะไรก็ไม่รอด มาลองดูอีกสักครั้งกับการปลูกไม้ใบ…เริ่มจากต้นแรกกันก่อนดูจากในโซเชี่ยวมีเดียต่างกล่าวขานถึงต้นนี้ว่าเป็นระดับมงกุฎเพชร!
มอนสเตร่า ไจแอ้น (ใบด่าง) (Monstera Deliciosa Thai Constellation)
ปั้นบอกต้นนี้ไฮไลท์เลยครับ
ราคาประมาณ 1,500-5,000 บาท อันนี้แล้วแต่ขนาดและความด่าง เลี้ยงค่อนข้างยาก แถมยังหาไม่ค่อยได้ง่ายๆ ซะด้วย…จัดไป
…………………………………………….
พลาวมานิอาย (Philodendron Plowmanii)
ราคาประมาณ 1,500-5,000 บาท เลี้ยงยากระดับปานกลางค่อนไปทางยาก และที่สำคัญหายากมากกกกกก
…………………………………………….
หน้าวัวใบเนคไท (Anthurium Vittarifolium)
ราคาประมาณ 500-3,000 บาท เลี้ยงยากระดับปานกลาง เป็นอีกต้นที่หาได้ไม่ง่าย
…………………………………………….
มอนสเตร่า ไจแอ้น (Monstera Deliciosa)
ราคาประมาณ 500-3,000 บาท เลี้ยงไม่ยากไม่ง่าย แต่หาง่ายร้านทั่วไปน่าจะมีหมด
…………………………………………….
ฟิโลเดนดรอน ใบองุ่น (Philodendron Lacerum)
ราคาประมาณ 500-2,000 เลี้ยงยากระดับปานกลาง หาไม่ง่ายไม่ยาก
…………………………………………….
จินนี่ (Ginny หรือ Raphidophora Tetrasperma)
ราคาประมาณ 250-1,000 บาท เลี้ยงยากระดับปานกลาง หาไม่ง่ายแต่ถ้ารักจริงก็ไม่น่าจะหายาก
…………………………………………….

สรุปคือเลี้ยงยากทุกต้น….ฮืออออออ ก่อนที่ผมจะยัดต้นไม้ทุกต้นขึ้นรถ ปั้นย้ำว่าต้นไม้ถ้าปลูกในบ้านควรจะอยู่ตรงที่มีแสงรำไรไม่ควรวางตากแดดและควรมีอากาศถ่ายเทได้ดี ถ้านึกไม่ออกให้ดูที่ตัวเราอยู่ตรงไหนแล้วมีแสงสว่างแต่ไม่ร้อนหายใจสบายต้นไม้ก็อยากอยู่แบบนั้นนั่นแหละ และที่สำคัญไม่ควรรดน้ำเยอะเกินไป ให้สังเกตุจากวัสดุปลูกดูแห้งๆ ค่อยรดน้ำก็พอ ถ้ารดเยอะเกินไปต้นไม้แสนรักอาจจะลาโลกด้วยอาการรากเน่าไปเสียก่อน

ส่วนใครอยากให้ใบดูสวยๆ สะอาดตาก็ให้ใช้ผ้านุ่มๆ ชุบน้ำเปล่าอุณภูมิปกติเช็ดเบาๆ ก็พอ ไม่ต้องหวังดีเอาออย หรือน้ำสบู่ไปเช็ด ฟังมาจากผู้เชี่ยวชาญหลายที่เค้าไม่แนะนำกันจ้าาา ต้นไม้เต็มรถขับรถกลับบ้านอย่างฟินด้วยความหวังเต็มเปี่ยมกับป่าเขตร้อนในฝันของผม
ใครอ่านมาถึงตรงนี้แล้วชอบ มิตซูบิชิ มิราจ สามารถอ่านรีวิวรถได้ที่ https://bit.ly/3eE8t6Z
ฝากร้านเค้ก Cakestudio365 ของปั้นด้วยนะ สั่งเค้กแล้วปรึกษาเรื่องต้นไม้ได้ฟรีๆ ที่ https://bit.ly/3860flE
ฮ่องกงดิสนีย์แลนด์กลับมาเปิดอย่างเป็นทางการพร้อมมาตรการด้านสุขภาพและความปลอดภัย!
ทางสวนสนุกยังมีกิจกรรมเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสที่ได้กลับมาเปิดอีกครั้ง โดยมีคุณสเตฟานี ยัง กรรมการผู้จัดการฮ่องกงดิสนีย์แลนด์ รีสอร์ท เป็นผู้เปิดงานบริเวณถนน Main Street ภายในสวนสนุก ซึ่งสามารถมองเห็นปราสาทที่เป็นสัญลักษณ์ของฮ่องกงดิสนีย์แลนด์ได้อย่างเด่นชัด พร้อมกับเหล่าเพื่อนดิสนีย์มากมาย เช่น มิกกี้ เม้าส์ มินนี่ เม้าส์ โดนัลด์ ดั๊ก และ กู๊ฟฟี่ ที่มารวมตัวกันแสดงความยินดีกับการกลับมาเปิดตัวอีกครั้งของสวนสนุก โดยบรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความตื่นเต้น สนุกสนานรื่นเริง เพื่อเฉลิมฉลองวันสุดพิเศษนี้
แฟน ๆ ที่ตื่นเต้นกับการกลับมาของสวนสนุกหลังจากที่ปิดไปเป็นเวลาหลายเดือน ต่างได้รับการต้อนรับที่แสนอบอุ่นจากคุณสเตฟานี ยัง และ คุณเมโลดี้ ลึง แบรนด์แอมบาสเดอร์ของฮ่องกงดิสนีย์แลนด์ ณ ประตูทางเข้าของสวนสนุก เพื่อพาทุกคนเข้าไปพบกับความมหัศจรรย์ ซึ่งเป็นมนต์เสน่ห์แห่งสีสันตามแบบฉบับของดิสนีย์อย่างแท้จริง
การกลับมาของฮ่องกงดิสนีย์แลนด์ มีการวางมาตรการอย่างเคร่งครัดด้านสุขภาพและความปลอดภัย ตามที่หน่วยงานสาธารณสุขและรัฐบาลได้กำหนดไว้ โดยสวนสนุกได้จัดทำมาตรการและขั้นตอนพิเศษต่าง ๆ อาทิ การจำกัดจำนวนคนในพื้นที่ แขกทุกท่านต้องทำการจองตั๋วเข้าสวนสนุกล่วงหน้า รวมไปถึง การเว้นระยะห่างในบริเวณที่ต้องเข้าคิว เช่น ร้านอาหาร เครื่องเล่น และ บริการอื่น ๆ พร้อมดำเนินการเพิ่มความถี่ในการทำความสะอาดเพื่อฆ่าเชื้อโรคภายในสวนสนุก
“การก่อสร้างปราสาท Castle of Magical Dreams ได้ดำเนินการมาถึงช่วงสุดท้าย ด้วยกำหนดการที่จะพร้อมเปิดตัวช่วงปลายปี 2563 โดยปราสาทนี้จะเป็นสัญลักษณ์อันเปล่งประกายแห่งความกล้าหาญ ความหวัง และความเป็นไปได้ ซึ่งจะเป็นสัญลักษณ์ที่อยู่ในหัวใจของพวกเราทุกคนตลอดกาล” คุณสเตฟานี กล่าวเสริม
เราสามารถพบกับเวทมนตร์ของดิสนีย์ ได้ทุกแห่งภายในสวนสนุก ไม่ว่าจะเป็นเครื่องเล่น หรือ การแสดง ที่กลับมาให้ทุกคนได้สัมผัสกับประสบการณ์ของความสุขอีกครั้ง นอกจากนี้ ทุกคนควรเตรียมกล้องให้พร้อมเสมอขณะอยู่ในสวนสนุก เพื่อเตรียมเก็บภาพความทรงจำสำหรับการปรากฏตัวของ มิกกี้ เม้าส์ มินนี่ เม้าส์ และผองเพื่อนของเขา เพราะพวกเขาอาจจะโผล่มาเซอร์ไพร์สคุณได้ทุกที่ทุกเวลา!
ชาร์จความสนุกได้ตลอดทั้งวันด้วยอาหารและเครื่องดื่ม รวมไปถึงสินค้าต่าง ๆ มากมาย ที่รอต้อนรับการกลับมาของทุกคน เพื่อสร้างความทรงจำที่แสนประทับใจกับความสุขในช่วงเวลาแห่งเวทมนตร์ไปด้วยกันอีกครั้ง
************
เกี่ยวกับฮ่องกงดิสนีย์แลนด์
ฮ่องกงดิสนีย์แลนด์รีสอร์ท มอบประสบการณ์ที่น่าจดจำ โดดเด่น และไม่เหมือนที่ใดในโลก ให้กับแขกทุกวัย ทุกเชื้อชาติ เพื่อเติมเต็มทุกคนด้วยเรื่องราวและตัวละครดิสนีย์ที่แต่ละคนชื่นชอบ ฮ่องกงดิสนีย์แลนด์เปิดโอกาสให้ทุกคนได้สำรวจดินแดนมหัศจรรย์ทั้งเจ็ดแห่ง ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีของการเป็นที่ท่องเที่ยวที่ได้รับรางวัลมาแล้วมากมาย กับหลากหลายความบันเทิงและเครื่องเล่นที่ไม่เหมือนใคร ซึ่งการผจญภัยของคุณจะสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น ด้วยการเข้าพักที่โรงแรมสุดหรูของดิสนีย์ มากไปกว่านั้นเพื่อให้เวทมนตร์ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในสถานที่แห่งนี้ เรามีความใส่ใจในความเป็นอยู่ที่ดีของสังคม ฮ่องกงดิสนีย์แลนด์จึงส่งต่อเวทมนตร์ผ่านโครงการเพื่อสังคมมากมาย ซึ่งจะช่วยเหลือชุมชนและครอบครัวที่ขาดแคลน และส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ให้แก่เยาวชนและครอบครัว พร้อมสนับสนุนการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ทุกคนมีสุขภาพที่ดียิ่งขึ้น
มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย มอบรางวัลใหญ่ ทองคำแท่งมูลค่า 1 ล้านบาท ให้แก่ลูกค้ากระบะไทรทัน
มร. โมะริคาซุ ชกกิ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด (ที่ 2 จากขวา) แสดงความยินดีและมอบรางวัลทองคำแท่งมูลค่า 1 ล้านบาท ให้แก่ นางเซาดะห์ กรีม (ที่ 3 จากขวา) โดยมีนายสาโรจน์ มะอาจเลิศ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานขายภายในประเทศและสายงานพัฒนาเครือข่ายผู้จำหน่าย (ที่ 4 จากขวา) และ มร.เคน อิโตะ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานกลยุทธ์การขาย (ที่ 5 จากขวา) พร้อมด้วย นายกำธร พฤฒิธาดา กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยธาดา มอเตอร์ จำกัด (สาขานครนายก) (ที่ 1 จากขวา) ร่วมแสดงความยินดีในพิธีมอบรางวัลดังกล่าว
ทั้งนี้นางเซาดะห์ได้ซื้อรถกระบะ มิตซูบิชิ ไทรทัน รุ่น MEGA CAB PLUS GLS สีขาว จาก บริษัท
ไทยธาดา มอเตอร์ จำกัด (สาขานครนายก) เพื่อใช้ในธุรกิจจำหน่ายพันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับ ร่วมกับรถกระบะ มิตซูบิชิ ไทรทัน ที่มีอยู่ก่อนแล้วจำนวน 2 คัน รวมทั้งยังใช้เพื่อการเดินทางในชีวิตประจำวันของครอบครัวอีกด้วย
กิจกรรม มิตซูบิชิ แฮปปี้ เฟสติวัล 2019 เป็นรายการส่งเสริมการขายพิเศษซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26 ตุลาคม 2562 – 22 กุมภาพันธ์ 2563 ที่โชว์รูม มิตซูบิชิ โดยมอบสิทธิพิเศษให้แก่ลูกค้าที่จองรถภายในงานและรับรถภายใน 60 วัน ทั้งนี้พิธีจับรางวัลผู้โชคดีที่ได้รับรางวัลใหญ่ ทองคำแท่งมูลค่า 1 ล้านบาท ได้จัดขึ้นเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2563 ที่ผ่านมา
CASIO G-SHOCK เทรนนิ่งวอทช์สองรุ่นใหม่ล่าสุดที่สายออกกำลังกายไม่ควรพลาด!
G-SQUAD GBD-H1000 มาพร้อมระบบเซ็นเซอร์อัจฉริยะทั้งหมด 5 ตัว ได้แก่
-
- เซ็นเซอร์อัตราการเต้นหัวใจ (HRM)
- เซ็นเซอร์วัดระดับความสูง (Altitude)
- เซ็นเซอร์วัดความกดอากาศ (Barometric Pressure Altitude Sensor)
- เซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิ (Thermo Sensor)
- เซ็นเซอร์เข็มทิศ (Compass)
- เซ็นเซอร์จับความเคลื่อนไหว (Accelerometer Sensor)
รวมถึงรองรับการคำนวณค่าการใช้ออกซิเจนสูงสุด (VO2max) ที่ใช้อัตราการเต้นของหัวใจและความเร็วเพื่อเป็นตัวชี้วัด บ่งบอกถึงความแข็งแรงของหัวใจและปอดของผู้สวมใส่ และมีประโยชน์อย่างยิ่งเมื่อต้องการเพิ่มความทนทานในการวิ่งและกิจกรรมการเทรนนิ่งอื่นๆ โดยการวัดค่าและวิเคราะห์ข้อมูลนี้ สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนในแบบไร้สายผ่านระบบ Bluetooth® เพื่อใช้งานควบคู่กับแอปพลิเคชั่น G-SHOCK MOVE
นอกจากนี้ นาฬิกา G-SQUAD GBD-H1000 ยังมาพร้อมความสามารถในการรับสัญญาณ GPS ระบุตำแหน่งและพิกัด ที่ได้ถูกพัฒนามาเพื่อเพิ่มความแอดวานซ์ในการทำกิจกรรมให้แก่ผู้สวมใส่ และเมื่อใช้ร่วมกับระบบจับเวลาก็จะสามารถติดตามข้อมูลการวิ่ง เช่น ระยะทาง ความเร็ว ความเร็วเฉลี่ย และอื่นๆ ได้ อีกทั้งยังมีการเก็บข้อมูลระยะทางและการก้าวเดิน (Step Counter) นานสูงสุด 12 ชั่วโมง ช่วยให้การเก็บข้อมูลของกิจกรรมเป็นไปได้อย่างง่ายดายและเรียลไทม์
ในแง่ของดีไซน์ G-SQUAD GBD-H1000 ถูกออกแบบมาเพื่อการใช้งานที่สะดวกสบายด้วยจอ memory-in-pixel (MIP) LCD ที่ให้ความละเอียดและค่าคอนทราสต์สูง ทำให้สามารถแสดงผลลัพธ์ได้ชัดเจนแม้ขณะทำกิจกรรมกลางแจ้งที่แสงแดดจ้าก็ตาม กรอบตัวเรือนถูกดีไซน์ให้แสดงสัญลักษณ์ของโหมดต่างๆ อย่างชัดเจน และปุ่มกันลื่นขนาดใหญ่เพื่อการใช้งานที่คล่องแคล่ว ทั้งนี้ สายนาฬิกานั้นมีส่วนผสมของวัสดุยูรีเทน ให้ความกระชับรับกับข้อมือ ทำให้สวมใส่และใช้งานได้ในทุกวันและทุกสถานการณ์ เหมาะอย่างยิ่งกับการออกกำลังกายและเล่นกีฬาอย่างการวิ่ง หรือกีฬาที่มีการเคลื่อนไหวเยอะ พร้อมกันน้ำลึกได้ 200 เมตร ด้วยน้ำหนักตัวเรือนเพียง 101 กรัม
นอกจากนี้ นาฬิกา G-SQUAD GBD-H1000 ยังมีฟีเจอร์และฟังก์ชั่นที่ชาญฉลาดอีกมากมายสำหรับผู้ที่รักการออกกำลังกาย อาทิ การตั้งค่าเป้าหมายที่ต้องการและการวิเคราะห์การออกกำลังกาย โดยการบันทึกข้อมูลในแต่ละครั้งบน สมาร์ทโฟน ช่วยในการสร้างวินัยและตั้งเป้าหมายในการออกกำลังกาย รวมถึงฟังก์ชั่นการสื่อสารพื้นฐานผ่านBluetooth® low energy ที่ครอบคลุมขอบเขตของสัญญาณได้สูงสุดถึง 2 เมตร
G-SQUAD GBD-H1000 พร้อมเปิดตัวทั้งหมด 4 สี ได้แก่ สีดำขาว / สีดำ / สีแดง / สีแดงดำ ในราคา 14,900 บาท โดยทุกสีจะมีความสามารถด้านความทนทานต่อแรงสั่นสะเทือนตามมาตรฐาน G-SHOCK อีกทั้งยังสามารถชาร์จไฟผ่าน USB และจากพลังงานแสงอาทิตย์โดยตรงเพื่อความสะดวกต่อการใช้งานในทุกๆ วัน
อีกหนึ่งรุ่นที่ห้ามพลาดสำหรับสายรักการออกกำลังกายและเทรนนิ่ง ได้แก่ G-SQUAD GBD-100 Training Series ที่มาพร้อมฟังก์ชั่นเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนกับเซ็นเซอร์วัดความเร็ว และวัดระยะทางที่แม่นยำกว่าเดิม ผ่านระบบ GPS สะท้อนความเป็นเทรนนิ่งวอทช์ที่เหนือกว่ากับความสามารถในการวัดความเร็ว นับจำนวนก้าว (pedometer) แบบอัตโนมัติ เพื่อคำนวณการเผาผลาญพลังงานในร่างกาย การจับเวลาที่สามารถแบ่งรอบได้สูงสุดถึง 5 รอบต่อหนึ่งครั้งแบบอัตโนมัติ พร้อมฟีเจอร์เชื่อมต่อสมาร์ทโฟนเข้ากับเซ็นเซอร์วัดความเร่งในตัวนาฬิกา โดยใช้ความแม่นยำของจีพีเอสในสมาร์ทโฟนเป็นตัววัดระยะทาง
G-SQUAD GBD-100 Training Series สะท้อน DNA ของแบรนด์ G-SHOCK อย่างครบถ้วน ในทั้งรูปลักษณ์และฟังก์ชัน โดยสามารถทนทานต่อแรงตกกระแทกจากตึกสูง 3 ชั้น ด้วย Technology ของแผ่นครอบฝาหลังจากวัสดุเรซิน ซึ่งทำจากวัสดุคุณภาพสูงเสริมด้วยใยแก้ว รูปทรงโค้งของผิวช่วยลดการระคายเคืองเมื่อสัมผัสกับข้อมือ อีกทั้งยังสามารถกันน้ำลึกได้ถึง 200 เมตร ซึ่งซีรีย์นี้แตกต่างจากรุ่นอื่นที่มีการผลิตออกมาก่อนหน้าในด้านการเชื่อมต่อระบบ Bluetooth® เข้ากับสมาร์ทโฟนผ่านแอปพลิเคชั่น G-SHOCK MOVE เพื่อรับการแจ้งเตือนเมื่อมีการโทรและข้อความเข้าได้อย่างต่อเนื่อง แม้ขณะออกกำลังกาย
หน้าจอวัดผลออกกำลังกาย ที่เชื่อมต่อได้กับสมาร์ทโฟนผ่านระบบ Bluetooth® นอกจากนี้ G-SQUAD GBD-100 ยังมาพร้อมกับความคมชัดของจอ LCD แบบ MIP ที่มีความละเอียดสูงในการแสดงข้อมูลเพื่อความสะดวกต่อการอ่าน อายุการใช้งานที่ยาวนานของแบตเตอรี่ถึง 2 ปีโดยไม่ต้องชาร์จ และดีไซน์ของตัวเรือนที่ได้รับการออกแบบให้ง่ายต่อการใช้งาน พร้อมสายเรซินที่สามารถปรับความกระชับได้เพื่อความสะดวกสบายในการสวมใส่ มีให้เลือกถึง 3 สี ได้แก่ สายสีดำเหลือบแดง, สายสีดำเหลือบน้ำเงิน และสายสีน้ำเงิน ในราคาที่สามารถจับต้องได้ เพียง 7,000 บาท ถือได้ว่า GBD-100 รุ่นใหม่นี้ ตอบโจทย์ความต้องการในการออกกำลังกายที่หลากหลาย ตั้งแต่การจัดการสุขภาพประจำวันจนถึงความทนทานในการวิ่งที่พัฒนามากยิ่งขึ้นเพื่อรองรับการทำกิจกรรมในแต่ละวัน
