เผยโฉม Galaxy Z Flip x SIRIVANNAVARI BANGKOK Special Case Limited Edition เตรียมวางขาย 27 มีนาคมนี้

ซัมซุง Galaxy Z Flip สมาร์ทโฟนพับได้รุ่นล่าสุดของสายแฟชั่น จับมือกับ SIRIVANNAVARI BANGKOK แบรนด์แฟชั่นระดับแนวหน้าของไทย เผยโฉม “Galaxy Z Flip x SIRIVANNAVARI BANGKOK Special Case Limited Edition” โดยคอลเลคชั่นพิเศษนี้จะมาใน Boxset สุดเอ๊กซ์คลูซีฟประกอบด้วย Galaxy Z Flip และเคสรุ่นพิเศษภายใต้คอนเซ็ปต์ The Reflection of Style ที่ผสมผสานเอกลักษณ์แห่งงานดีไซน์ของทั้งสองแบรนด์ไว้อย่างลงตัว นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับวอลเปเปอร์ลายโลโก้นกยูง สัญลักษณ์ของแบรนด์ SIRIVANNAVARI BANGKOK อีกด้วย

Galaxy Z Flip x SIRIVANNAVARI BANGKOK Special Case Limited Edition เปิดตัวเป็นครั้งแรกในงานแฟชั่นโชว์ SIRIVANNAVARI BANGKOK SPRING/SUMMER 2020 ที่ รอยัล พารากอน ฮอลล์ ศูนย์การค้าสยามพารากอน เมื่อวันที่ 12 มีนาคมที่ผ่านมา โดย พีช-พชร จิราธิวัฒน์ หนึ่งในเซเลบริตี้ที่เข้าร่วมชมแฟชั่นโชว์ พร้อมได้สัมผัสกับเคส ลิมิเต็ด เอดิชั่นรุ่นนี้เป็นกลุ่มแรก ได้กล่าวว่า

“สำหรับเคสรุ่นพิเศษนี้ เรียกได้ว่า Perfect-fit กับ Galaxy Z Flip อย่างมาก รู้สึกสะดุดตาตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็น โดยเฉพาะการจับคู่โทนสีที่โดดเด่น อย่างปริซึมสีฟ้าหรือสีชมพูมาตัดบนเคสสีดำ บวกกับดีไซน์ของกราฟฟิกบนเคสทำให้ดูโมเดิร์น แสดงออกถึงเอกลักษณ์ของสองแบรนด์ได้ชัดเจน ทำให้สมาร์ทโฟนที่มีความพิเศษอยู่แล้ว ยิ่งดูล้ำยิ่งขึ้นไปอีก ถือเป็นโปรเจคต์คอลลาบอเรชันที่พิเศษมากๆ”

ซัมซุงเตรียมวางจำหน่าย Galaxy Z Flip x SIRIVANNAVARI BANGKOK Special Case Limited Edition ในวันที่ 27 มีนาคม 2563 เป็นต้นไป เฉพาะที่ Samsung Experience Store 10 สาขา ได้แก่ ซัมซุง เอ็กซ์พีเรียนซ์ สโตร์ สาขาสยาม พารากอน, เอ็มควอเทียร์, เซ็นทรัล เวิลด์, เซ็นทรัล ลาดพร้าว, เซ็นทรัล พระราม9, เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า, เดอะมอลล์ บางกะปิ, เซ็นทรัล เฟสติวัล พัทยาบีช, แฟชั่นไอส์แลนด์ และ เมกาบางนา มาในจำนวนจำกัดเพียง 200 เซ็ตเท่านั้น โดยมีดีไซน์ให้เลือกสองสี ได้แก่ สีฟ้า และ สีชมพู สำหรับเคสสีฟ้าจะมาพร้อมกับ Galaxy Z Flip สีดำ Mirror Black และเคสสีชมพูจะมาพร้อมกับ Galaxy Z Flip สีม่วง Mirror Purple


ซัมเมอร์นี้ เตรียมตัวให้พร้อม เพื่อพบกับ ซีน บีช คลับ สมุย

ฤดูร้อนที่จะถึงนี้ เตรียมชุดว่ายน้ำและฟิตรูปร่างให้พร้อม แล้วมาอวดโฉมที่งานปาร์ตี้ริมทะเลที่ใหญ่ที่สุดบนเกาะสมุย กับการเปิดตัวของ ซีน บีช คลับ สมุย (SEEN Beach Club Samui) บีชคลับสุดอลังการที่จะทำให้ปาร์ตี้บนเกาะสมุยไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ด้วยที่ตั้งที่อยู่ริมหาดเฉวง มองเห็นทิวทัศน์ที่งดงามของท้องทะเลแบบสุดสายตา ซีน บีช คลับ สมุย พร้อมให้บริการในทุกมิติของการพักผ่อน อีกทั้งนำเสนอตัวเลือกของอาหาร เครื่องดื่ม และกิจกรรมต่าง ๆ มากมายสำหรับผู้มาเยือนที่มีความต้องการที่แตกต่าง ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่โปรดปรานการผ่อนคลายริมสระน้ำ บนชายหาด หรือ รักการเต้นรำใต้แสงดาว

ซีน ประกอบด้วยห้องอาหารที่มีที่นั่งทั้งด้านในและด้านนอก บาร์ 3 แห่ง ห้องสังสรรค์แบบส่วนตัว (private cabana) บูธดีเจ และสระน้ำสีเทอร์ควอยซ์ 2 สระ ซึ่งรายล้อมไปด้วยเดย์เบดขนาดใหญ่มากมาย โดยสระว่ายน้ำใหญ่ตรงกลางมีพูลบาร์กลางสระน้ำพร้อมให้ผู้มาเยือนได้เพลิดเพลินและคลายร้อน ไม่ว่าจะเป็น จิบแชมเปญหรือเครื่องดื่มเย็นฉ่ำ ลิ้มลอง ดราก้อน มากิ (Dragon Maki) และ โรลแซลมอนกับไข่กุ้ง (Salmon Ebiko Rolls) แสนอร่อย หรือแหวกว่ายในสระว่ายน้ำแบบอินฟินิตี้ที่ตั้งอยู่ริมชายหาด พร้อมเพลิดเพลินไปกับวิวทะเลและเกลียวคลื่น

 

เมนูอาหารของ ซีน บีช คลับ สมุย เป็นแนว Pan-Eclectic ได้รับอิทธิพลจากเมดิเตอร์เรเนียน เอเชีย และอเมริกา ซึ่งรังสรรค์โดย เชฟจอย อิ่มประสิทธิชัย (Chef Joy Imprasittichai) อดีตหัวหน้าเชฟของร้านอาหาร เดอะ บิสโทร บาย โวล์ฟกัง พัค (The Bistro by Wolfgang Puck) ในนครซิดนีย์ โดยมีหลากหลายเมนูที่โดดเด่น อาทิ Tako Carpaccio ปลาหมึกยักษ์แล่บาง โรยหน้าด้วย เซเลอรี่ แรดิชแดง พริกไทยสีชมพู ผักต้นอ่อน เจลวาซาบิ ขิง และน้ำสลัดปอนสึ และ Tuna Poke สลัดทูน่าสไตล์ฮาวายเอียน ที่เสิร์ฟบนผักโขม ล้อมรอบด้วย กะหล่ำปลีม่วง แตงกวา ถั่วแระญี่ปุ่น ไชเท้าดอง และสาหร่ายวากาเมะ พร้อมด้วยน้ำสลัดงาจากบาร์อาหารทะเล

นอกจากนั้น ทางด้านนอกของห้องอาหาร ยังมี ซีเรียล กริลเลอร์ (Serial Griller) ฟู้ดทรัคที่มาในรูปโฉมเท่ ๆ ของรถตู้ซีตรอง เอช วาย (Citroen HY) สีเงิน ให้บริการมินิเบอร์เกอร์ไก่กระเทียมและกะเพรารสเผ็ด และมินิเบอร์เกอร์ไส้กุ้ง เสิร์ฟพร้อมไข่นกกระทาทอด

ส่วนเครื่องดื่มนั้น ซีนขอแนะนำ 2 ค็อกเทลสูตรเฉพาะ ได้แก่ “Kiss On The Lips” ซึ่งมีส่วนผสมหลัก คือ วิสกี้ และน้ำเชื่อมราสเบอร์รี่ลาเกอร์ (Raspberry Lager Syrup) ซิตรัส และโซดา และ “The Sky Is Blue” ที่มีส่วนผสมหลัก คือ จิน ผสมกับ บลู คูราโซ (Blue Curacao) เหล้าหวานจากโกโก้ผสมกับวนิลา (Crème de Cacao) น้ำเชื่อมไวน์ขาว และเนื้อเงาะ

 

ทุกวันที่ ซีน บีช คลับ สมุย ผู้มาเยือนจะได้เพลิดเพลินกับเพลงจังหวะสนุก ๆ จากดีเจ ใน 2 ช่วงเวลา ได้แก่ 12.00 – 17.00 น. และ 17.00 น. – ช่วงดึก และทุกวันเสาร์ พบกับพูลปาร์ตี้ Sin@SEEN ที่มาพร้อมกับบรรยากาศสุดคึกคัก พร้อมพรายฟองของแชมเปญ ค็อกเทลเย็นฉ่ำ และเสียงเพลงที่จะสร้างสีสันและความสนุกสนานอย่างต่อเนื่อง

ซันเดย์ ฟรี โฟลว บรั้นช์ มื้อสายวันอาทิตย์ที่จะเนรมิตบรรยากาศของซีนให้เป็นพูลปาร์ตี้ตลอดทั้งวัน สนุกไปกับเพลงจากดีเจ แดนซ์เซอร์ และเสียงกลองที่เร้าอารมณ์ พร้อมกับใช้เวลาเลือกลิ้มลองอาหารที่มีให้เลือกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ซุ้มซูชิ สลัดบาร์ อาหารย่าง บาร์บีคิวซีฟู้ด และของหวานนานาชนิด

ซีน บีช คลับ สมุย ได้รับอิทธิพลการออกแบบมาจากการฟื้นตัวของงานดีไซน์แนวทรอปิคอลในช่วงกลางศตวรรษ ที่เน้นการผสมผสานความต่างของลวดลายเรขาคณิต และเส้นโค้งที่อ่อนช้อย ลื่นไหล ชวนให้นึกถึงบีชคลับในไมอามี่และแคลิฟอร์เนีย ที่นิยมตกแต่งในสไตล์เรโทรของยุค ’50 อันเก๋ไก๋ โดยตัวสถาปัตยกรรมแบบมินิมัลลิสต์ ได้ถูกชดเชยด้วยเฟอร์นิเจอร์จำนวนมาก ตกแต่งด้วยโลหะมันเงา และผ้าหลากสี ซึ่งการเลือกใช้สีสันที่สดใสนั้น ช่วยสร้างบรรยากาศให้บีชคลับมีความผ่อนคลายและทันสมัย นอกจากนั้น ด้านในอาคาร ยังมีรถแวน Metro Harvester สีชมพูนีออน ซึ่งทำหน้าที่เป็นบาร์เครื่องดื่ม และระบบไฟ LED หลากหลายเฉดสี ช่วยสร้างสรรค์บรรยากาศยามค่ำคืนให้แตกต่าง

 

ซีน บีช คลับ สมุย เปิดให้บริการทุกวัน ระหว่างเวลา 10.00-24.00 น. ผู้มาเยือนสามารถเก็บเกี่ยวประสบการณ์สไตล์ทรอปิคัลบนชายหาดไว้เป็นความทรงจำที่จะประทับใจไม่รู้ลืม อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.seenbeachclubsamui.com


มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส ใหม่ บึกบึนโดดเด่นยิ่งขึ้น!

มิตซูบิชิเสริมทัพรถครอสโอเวอร์ด้วย มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส ใหม่ ที่มาพร้อมแนวคิด “อีกขั้นกับ SUV ที่เป็นคุณ” โดดเด่นด้วยรูปลักษณ์แข็งแกร่งโฉบเฉี่ยว ครบครันด้วยความอเนกประสงค์และการขับขี่ที่ยอดเยี่ยมตอบสนองการใช้งานได้อย่างหลากหลาย ภายในห้องโดยสารกว้างขวางสะดวกสบายระดับพรีเมียม

***พิเศษสำหรับช่วงแนะนำด้วยราคาจำหน่าย 899,000 บาท จนถึง 30 มิถุนายน 2563 นี้***

มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ เปิดตัวในประเทศไทยด้วยการบุกเบิกเซ็กเมนท์ครอสโอเวอร์ใหม่เมื่อปี 2561 และในปี 2562 มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ มียอดจำหน่ายสูงถึง 16,196 คัน คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 18 ของยอดจำหน่ายทั้งหมดของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส ใหม่ มีรูปลักษณ์ที่มีความแข็งแกร่งและทรงพลังยิ่งขึ้นด้วยดีไซน์ DYNAMIC SHIELD เวอร์ชั่นใหม่ล่าสุด เปี่ยมด้วยความทันสมัยและโดดเด่นด้วยเส้นสายเลขาคณิตบนกันชนหน้าและกระจังหน้า

มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส ใหม่ โฉบเฉี่ยวด้วยไฟหน้า LED ดีไซน์ใหม่พร้อมไฟตัดหมอก LED ขนาดใหญ่ที่ให้ภาพลักษณ์เข้มบึกบึนโดดเด่นยิ่งขึ้นด้วยด้านหน้าที่กว้างขึ้น 50 มม. แผงตกแต่งข้างประตูและซุ้มล้อสีดำรับกับล้ออัลลอยสีทูโทนดีไซน์ใหม่ขนาด 17 นิ้ว ฝ่าอุปสรรคได้อย่างมั่นใจยิ่งขึ้นด้วยระยะความสูงใต้ท้องรถ 225 มม. สูงกว่า มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ รุ่นมาตรฐาน 20 มม. ช่วงล่างปรับแต่งใหม่เพื่อการขับขี่ดียิ่งขึ้นและความสะดวกสบายในทุกการเดินทาง

มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส ใหม่ ติดตั้งราวหลังคาที่เพิ่มความอเนกประสงค์และตอบโจทย์การใช้งานได้อย่างหลากหลายตามสไตล์รถอเนกประสงค์เอสยูวี เสริมบุคลิกแกร่งโฉบเฉี่ยวด้วยประตูท้ายดีไซน์ใหม่ตกแต่งด้วยวัสดุเปียโนแบล็ค เสาอากาศครีบฉลาม และกันชนหลังพร้อมแผงกระแทกขนาดใหญ่ขึ้น รถอเนกประสงค์รุ่นใหม่นี้มาพร้อม 2 สีใหม่ ได้แก่ สีส้ม SUNRISE ORANGE และ สีเทา GRAPHITE GRAY เพิ่มเติมจาก สีดำ JET BLACK MICA สีเงิน STERLING SILVER และสีขาว QUARTZ WHITE PEARL ซึ่งมีให้เลือกใน มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ รุ่นมาตรฐาน

ภายในห้องโดยสารของ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส ใหม่ ยังคงถ่ายทอดแนวคิด ‘โอโมเตะนาชิ’ ของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ที่มุ่งเน้นความประณีตพิถีพิถันและใส่ใจในทุกรายละเอียด ภายในห้องโดยสารมอบผิวสัมผัสนุ่มสบาย พร้อมด้วยการตกแต่งด้วยวัสดุสีเงินและสีดำเปียโนแบล็ค 
แดชบอร์ดและเบาะนั่งหรูอีกระดับด้วยดีไซน์ทูโทนสีดำและน้ำตาล ขณะที่พวงมาลัย หัวเกียร์และเบรกมือหุ้มหนังช่วยสร้างบรรยากาศและเติมเต็มความพรีเมียมให้กับห้องโดยสาร

ผู้โดยสารทุกที่นั่งได้รับความสะดวกสบายอย่างเต็มที่ พื้นที่ใช้สอยกว้างขวางสามารถรองรับผู้โดยสารสูงสุด 7 คน เบาะแถวที่ 2 สามารถพับแยกแบบ 60:40 และเบาะแถวที่ 3 สามารถพับแยกแบบ 50:50 สามารถปรับเบาะทั้ง 2 แถวให้แบนราบเพื่อเพิ่มพื้นที่รองรับการจัดเก็บสัมภาระขนาดใหญ่ รถอเนกประสงค์ เอ็กซ์แพนเดอร์ ในเวอร์ชั่นเอสยูวีใหม่นี้ยังคงไว้ซึ่งดีไซน์แบบแนวราบ (HORIZONTAL AXIS) อันเป็นเอกลักษณ์ของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส

เสียงรบกวนในห้องโดยสารลดลงด้วยการติดตั้งวัสดุดูดซับเสียงพิเศษช่วยลดเสียงรบกวนจากภายนอก และมอบความสะดวกสบายให้กับผู้โดยสารตลอดการเดินทางด้วยสวิตช์ควบคุมระบบปรับอากาศและช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารแถวที่ 2 พร้อมช่องจ่ายกระแสไฟ 12 โวลต์ติดตั้งสำหรับผู้โดยสารทุกแถว

รถอเนกประสงค์เอสยูวีรุ่นใหม่นี้ยังครบครันด้วยเทคโนโลยีทันสมัย ทั้งจอแสดงข้อมูลอเนกประสงค์ มาตรวัดการขับขี่แบบ HIGH CONTRAST พวงมาลัยพร้อมสวิตช์ควบคุมระบบเครื่องเสียง 
ปุ่มรับวางสายโทรศัพท์และระบบล็อกความเร็ว กุญแจอัจฉริยะ KOS และปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์ การเชื่อมต่อบลูทูธ เครื่องเสียง 2DIN รองรับดีวีดี ซีดี และเอ็มพี3 พร้อมจอภาพระบบสัมผัสขนาด 6.2 นิ้ว

มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส ใหม่ ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.5 ลิตร พละกำลังสูงสุด 105 แรงม้าที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 141 นิวตันเมตรที่ 4,000 รอบต่อนาที เครื่องยนต์รุ่นนี้ถูกพัฒนาบนพื้นฐานของเครื่องยนต์ตระกูล 4A9 โดยมีการปรับปรุงความเงียบในการทำงานและความประหยัดเชื้อเพลิง เครื่องยนต์รุ่นนี้ส่งกำลังด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติแบบ 4 สปีด พร้อมกับมอบสมรรถนะการขับขี่ที่ยอดเยี่ยมทั้งการเดินทางผ่านการจราจรในเมืองและบนถนนทางไกล

มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส ใหม่ ครบครันด้วยระบบความปลอดภัยทั้งการปกป้องและการป้องกันเพื่อให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารมุ่งสู่จุดหมายได้อย่างไร้ความกังวล ได้แก่ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว (ASC) ระบบป้องการลื่นไถล (TCL) ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน (HSA) ระบบป้องกันล้อล็อกขณะเบรก (ABS) ระบบกระจายแรงดันน้ำมันเบรกแบบอิเล็กทรอนิกส์ (EBD) ระบบเสริมแรงเบรก (BA) ระบบไฟกระพริบฉุกเฉินอัตโนมัติขณะเบรกกะทันหัน (ESS) ถุงลมนิรภัยสำหรับคนขับและผู้โดยสารตอนหน้า พร้อมกล้องมองภาพด้านหลังขณะถอยจอด

มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส ใหม่ คืออีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ภายใต้กลยุทธ์แบรนด์ระดับโลก ‘Drive your Ambition’ พัฒนาและสร้างสรรค์ขึ้นยกระดับข้ามข้อจำกัดด้านการออกแบบและเทคโนโลยี เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้ลูกค้าขับเคลื่อนสู่ทุกความสำเร็จในชีวิต


NBA และ NEXT Team เปิดตัวแอปพลิเคชั่น HomeCourt ใช้เทคโนโลยี AI ค้นหาผู้เล่นหน้าใหม่

สมาคมบาสเก็ตบอลแห่งสหรัฐอเมริกา หรือ  NBA และ NEXT Team ร่วมกันเปิดตัว NBA Global Scout โครงการพัฒนากีฬาบาสเก็ตบอลและค้นหาผู้เล่นที่มีความสามารถผ่าน HomeCourt แอปพลิเคชั่นบนมือถือโดยใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ในการฝึกสอน รวมไปถึงช่วยเปิดโอกาศให้นักกีฬาบาสเก็ตบอลที่มีความสามารถทั่วโลกได้โชว์ทักษะและความสามารถโดยจะมีการประเมินผลผ่านทางแอปพลิเคชั่นด้วย

โครงการคัดเลือกผู้เล่น NBA Global Scout ใช้แอปพลิเคชั่น HomeCourt ผ่านทางโทรศัพท์มือถือโดยมีเทคโนโลยี AI จะช่วยให้ทีมแมวมอง NBA สามารถวิเคราะห์และวัดความสามารถและทักษะของผู้เล่นตามมาตราฐานของ NBA รวมถึงแบบฝึกหัดเพื่อพัฒนาทักษะสำหรับตำแหน่งการเล่นต่างๆ ในเกมบาสเก็ตบอลซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจาก NBA Draft Combine  ผู้เล่นที่มีแอปพลิเคชั่น HomeCourt บนโทรศัพท์มือถือระบบ iOS  จะสามารถโชว์ทักษะและพัฒนาความสามารถผ่านระบบการฝึกจำลอง และยังสามารถแชร์สัดส่วนของร่างกายตัวเอง อาทิเช่น ขนาดความกว้างของหัวไหล่ ส่วนสูง และความยาวของท่อนแขน เพื่อที่จะนำไปประเมินและจัดหาโอกาสในการพัฒนาตัวผู้เล่นในอนาคต

สำหรับผู้เล่นที่เข้าร่วมในโครงการ NBA Global Scout บนแอปพลิเคชั่น HomeCourt จะได้รับการพิจารณาให้เข้าร่วมโครงการ NBA และ WNBA โครงการพัฒนาบาสเก็ตบอลสำหรับเยาวชน แคมป์ และอีเวนต์ต่างๆ ทั้ง Basketball Without Borders, โครงการ NBA และ FIBA ในการพัฒนาบาสเก็ตบอลระดับโลก โครงการเพื่อการศึกษา NBA Academies เครือข่ายศูนย์ฝึกอบรมบาสเก็ตบอลสำหรับผู้เล่นชายและหญิงที่มีความสามารถจากทั่วโลกจากนอกสหรัฐอเมริกา

แอปพลิเคชั่นดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อกำจัดอุปสรรคทางภูมิศาสตร์ในการค้นหาและให้โอกาสผู้เล่นชั้นนำจากทั่วโลกไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ที่ไหนก็ตาม ทั้งนี้แอปพลิเคชั่น HomeCourt ยังเผยแพร่เนื้อหาการฝึกอบรมที่ครอบคลุมและเป็นเครื่องมือพัฒนาผู้เล่นที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้โดยใช้แอปพลิเคชันบน iPhone หรือ iPad

แพลตฟอร์มใหม่นี้ถือเป็นงานพัฒนาชิ้นล่าสุดซึ่งเป็นความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ระหว่าง NBA และ NEX Team Inc. โดย NEX Team Inc นั้นถือว่าเป็นบริษัทด้านปัญญาประดิษฐ์บนมือถือชั้นนำและผู้พัฒนาของ HomeCourt หลังจากการเปิดตัวความร่วมมือในเดือนกรกฎาคม 2019 ที่ผ่านมา


บลิงก์ตัวจริงห้ามพลาด! ซัมซุงชวนเกาะเทรนด์ท่าโพสต์สุด Awesome ปี 2020 จากสี่สาว BLACKPINK กับซัมซุง กาแลคซี่ เอ 51

หลังจากที่ซัมซุงดึงสี่สาว แบล็กพิงก์ (BLACKPINK) เจนนี่ จีซู โรเซ่ และ ลิซ่า ขึ้นแท่น
พรีเซนเตอร์ ซัมซุง กาแลคซี่ เอ ซีรีส์ ต่อเนื่องเป็นปีที่สองภายใต้ธีม Awesome! ล่าสุดสาวๆ ได้มาร่วมโพสต์ท่าถ่ายภาพกับซัมซุงอีกครั้งในลุคแฟชั่นเซ็ตสุดชิคกับท่าโพสต์แบบจัดเต็มพร้อม กาแลคซี่ เอ 51 สมาร์ทโฟนสำหรับคนเจเนเรชัน Z ที่ให้ครบทั้งหน้าจอใหญ่สะใจ (Awesome Screen), กล้องถ่ายภาพที่ครบทุกมุมมอง (Awesome Camera) และการใช้งานแบตเตอรี่ยาวนานตลอดทั้งวัน (Long lasting battery life) ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของทุกคน (Awesome is for everyone) ที่พร้อมจะออกไปปลดปล่อยความคิดสร้างสรรค์และเต็มที่กับทุกกิจกรรมได้แบบไม่มีขีดจำกัด

 

ซึ่งนอกจากจะได้ชมภาพสาวๆ แบบออนไลน์แล้ว เหล่าบลิงก์และคนเจน Z ที่อยากไปโพสต์ท่าถ่ายรูปสุดเก๋เเบบสาว ๆ ซัมซุงเตรียมเซอร์ไพรส์พลิกโฉมเอ็มอาร์ทีสถานีสวนจตุจักร ให้กลายเป็นแกลเลอรีแบล็กพิงก์สุดปัง พร้อมให้เหล่าแฟนคลับไปร่วมถ่ายภาพ  เล่นกิจกรรม และเก็บบรรยากาศกันแบบสุดฟินได้แล้วเร็วๆ นี้ เกริ่นมาขนาดนี้ให้ภาพเล่าเรื่องเลยดีกว่า ถ้าพร้อมแล้ว
ชาวบลิงก์ไปกดเซฟรูปสี่สาวกันเลย!

เริ่มที่ภาพกรุ้ปช็อต ที่สาวๆ แบล็กพิงก์ไม่เคยทำให้ผิดหวัง กับการโพสต์ท่าสุด Awesome แบบเป็นตัวของตัวเอง และบ่งบอกสไตล์ของแต่ละคนออกมาได้อย่างชัดเจน ทั้งมาดแก่นเซี๊ยวแสนซนของสาวเจนนี่ ลุคสุดน่ารักของโรเซ่ ความสดใสของจีซู และท่าทางสุด SWAG ของลิซ่า รวมกันเป็นมวลที่เต็มเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์แบบล้นเฟรม ที่ใครๆ เห็นเป็นต้องตกหลุมรัก ใครที่อยากโคฟเวอร์เป็นแบล็กพิงก์อย่าลืมชวนเดอะแกงค์ออกไปโพสต์ท่าถ่ายรูปตามสี่สาวกันได้แล้ว

ส่วนสายถ่ายรูปเดี่ยวฟังทางนี้ ลบภาพท่าโพสต์แบบเดิมออกไปได้เลย เพราะสมาชิกแบล็กพิงก์แต่ละคนได้ครีเอตท่าโพสต์สุดว้าวให้ทุกคนสามารถทำตามและเตรียมกดชัตเตอร์กันแบบรัวๆ ได้แล้ว อย่างใครที่ชื่นชอบสไตล์สุดเท่ของลิซ่า ลองโพสต์ท่ากับเฟอร์นิเจอร์หรือพิงกำแพง เพิ่มลูกเล่นด้วยการมองกล้องส่งแอดติจูดและหุบยิ้มชวนให้สงสัย หรือใครที่ชอบคาแรกเตอร์แสนซนมีความหวานอมเปรี้ยวนิดๆ ต้องลองโพสต์แบบ เจนนี่ คิม ที่เน้นการเล่นกับรูปร่าง จับแขนสลับไปมา หรือจับปอยผมเบาๆ
อมยิ้มเล็กน้อย เผยให้เห็นใบหน้าชัดเจน แค่นี้ก็ได้ลุคสุดน่ารักมองยังไงก็ไม่น่าเบื่อ

ส่วน โรเซ่ มาในลุคคุณหนูผู้ทรงสเน่ห์แฝงไปด้วยมนต์สะกด กับเทคนิคเน้นการจิกกล้องส่งอารมณ์ผ่านทางสายตา หรือจะลองกอดเข่าเอียงคอแล้วมองกล้องก็ช่วยให้ภาพออกมาดูน่าค้นหามากยิ่งขึ้น ปิดท้ายด้วย จีซู พี่สาวคนโตของวงที่มากับลุคน่ารักสดใส พร้อมซิกเนเจอร์การถ่ายรูปแบบไม่มองกล้อง เพิ่มความขี้เล่น ทะเล้น และเป็นตัวของตัวเองมากยิ่งขึ้น

 

ใครที่กำลังมองหาแรงบันดาลใจในการโพสต์ท่าสุดคูล ห้ามพลาดกดเซฟภาพสาวๆ ไว้ในเครื่อง และอย่าลืมพกไอเท็มสุดเจ๋ง อย่าง กาแลคซี่ เอ 51 ออกไปถ่ายรูปสุด Awesome พร้อมติดแฮชแท็ก #AwesomeGalaxyA กันได้แล้ววันนี้ ส่วนใครที่อยากสัมผัสประสบการณ์ใกล้ชิดกับสี่สาวแบล็กพิงก์แบบเต็มๆ ตา อย่าลืมไปเจอกันที่รถไฟฟ้าเอ็มอาร์ทีสถานีสวนจตุจักร ทางออก 3 ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป และรอติดตามอัพเดตรายละเอียดจากซัมซุงว่าจะเปลี่ยนเอ็มอาร์ทีแห่งนี้ให้กลายเป็นพื้นที่สุด Awesome ขนาดไหน งานนี้เหล่าบลิงก์ห้ามพลาด!

 

ซัมซุง กาแลคซี่ เอ 51 มีให้เลือกทั้งหมด 3 สี ได้แก่ Prism Crush Pink, Prism Crush Blue และ Prism Crush Black วางจำหน่ายในราคา 10,490 บาท


อาดิดาส เปิดตัวคอลเลคชั่น READY เสื้อผ้ากีฬาที่ตอบโจทย์ทุกสภาพอากาศ เทคโนโลยีที่ผลิตขึ้นเพื่อนักกีฬาทุกระดับ

อาดิดาส เปิดตัวคอลเลคชั่น READY เสื้อผ้ากีฬารุ่นใหม่ มาพร้อมเนื้อผ้าที่ตอบสนองการเคลื่อนไหวร่างกาย ช่วยให้นักกีฬาแสดงศักยภาพได้มากขึ้น ไม่ว่าต้องเผชิญกับสภาพอากาศแบบใด และจากความนิยมในการเล่นกีฬาและออกกำลังกายกลางแจ้งที่สูงขึ้น เสื้อผ้าคอลเลคชั่น READY นี้จะทำให้นักกีฬาทุกระดับสามารถฝึกฝนร่างกายได้โดยไร้อุปสรรคด้านสภาพอากาศ

ในช่วงฤดูร้อนนี้ อุณหภูมิภายในโตเกียวจะสูงที่สุดเป็นประวัติศาสตร์ เทคโนโลยี READY จะถูกนำไปทดสอบด้วยการให้เหล่านักกีฬาโอลิมปิกสวมใส่สวมใส่เสื้อผ้าในคอลเลคชั่น HEAT.RDY ในการแข่งขันในสนามระดับโลกครั้งนี้ นอกจากนี้เทคโนโลยีดังกล่าวยังถูกนำไปใช้กับชุดกีฬาทีมชาติ ได้แก่ ทีมชาติสหราชอาณาจักร ทีมชาติเยอรมัน ทีมชาติเอธิโอเปีย
ทีมชาติฮังการี รวมไปถึงนักกีฬาของอาดิดาสในสนามแข่งขันต่างๆ และทีมนักกีฬาที่อาดิดาสให้การสนับสนุนทั่วโลก

 

โจสไฟน์ เอเบิร์ก รองกรรมการด้านดีไซน์ของอาดิดาส กล่าวว่า “สภาพอากาศกลายมาเป็นปัจจัยภายนอกที่สำคัญอย่างมากกับการเล่นกีฬา ดังนั้น เราจึงนำเสนอเทคโนโลยีที่จะต่อสู้กับสิ่งเหล่านี้ และช่วยให้นักกีฬาทุกคนสามารถฝึกฝนตัวเองได้โดยปราศจากสิ่งรบกวน คอลเลคชั่นนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากหลักการของเครื่องแต่งกายทหาร แต่ให้ความรู้สึกของปี 2020 ซึ่งนอกจากจะใช้งานได้ดีแล้วยังมีสไตล์ และมีการแบ่งหลายเลเยอร์ เพื่อปกป้องร่างกายของคุณจากทุกสภาพอากาศตลอดทั้งปี”

คอลเลคชั่น READY ผลิตด้วยระบบการเลเยอร์เนื้อผ้าอันชาญฉลาดที่ทำให้ได้เสื้อผ้ากีฬาที่มีมาตรฐานและตอบทุกความต้องการในทุกฤดูกาล สามารถเลือกเสื้อผ้าแต่ละชิ้นมาสวมใส่ด้วยกันหรือใส่ทับกันโดยที่ไม่ต้องกังวลเรื่องความหนาของตะเข็บ ทำให้เคลื่อนไหวร่างกายได้เต็มที่ สบาย และระบายอากาศ นอกจากนั้น ยังออกแบบมาเพื่อการเคลื่อนไหวทุกรูปแบบ ผสมผสานเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยที่สุดของอาดิดาสไปกับเสื้อผ้ากีฬา และการรวมตัวทีมดีไซน์ทุกประเภทกีฬาของอาดิดาส ไม่ว่าจะเป็น กางเกงวิ่ง กางเกงเทรนนิ่ง เสื้อยืด เสื้อแจ็กเก็ต และเสื้อฮู้ดสำหรับนักกีฬา โดยคอลเลคชั่นนี้ประกอบไปด้วย 4 เทคโนโลยีที่ส่งเสริมการเล่นกีฬาของนักกีฬาให้ดีขึ้นในทุกสภาพอากาศ ดังนี้

HEAT.RDY – มอบความเย็นสบายแม้อากาศร้อน

  • อาดิดาสใช้เทคโนโลยีตรวจวัดอุณหภูมิในร่างกายล่าสุดในการออกแบบเพื่อทำให้มั่นใจว่าการจัดวางเทคโนโลยีระบายอากาศอยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้อง เพื่อช่วยให้ร่างกายเย็นสบายแม้เผชิญสภาพอากาศที่ร้อน
  • เนื้อผ้าแบบไฮบริดทำจากเส้นใย Aqua-X Yarns ที่ดูดซับเหงื่อจากร้างกายและช่วยระบายอากาศได้ดี
  • เนื้อผ้าที่บางเบาช่วยเรื่องการไหลเวียนของอากาศ ด้วยการตัดเย็บที่รองรับการเคลื่อนไหวร่างกายและมีความกระชับที่ยืดหยุ่นได้ จึงทำให้เสื้อผ้าคอลเลคชั่นนี้มอบความยืดหยุ่นและความสบายในการเคลื่อนไหวร่างกายของนักกีฬา

COLD.RDY กักเก็บความร้อนเพื่อรักษาความอบอุ่นให้กับร่างกายในวันที่อากาศหนาวเหน็บ

  • ระบบการเลเยอร์ผ้าอย่างชาญฉลาดที่นำมาปรับใช้กับฉนวนกันความร้อนเพื่อกักเก็บความร้อนเฉพาะจุด ทำให้ร่างกายของนักกีฬาอบอุ่นแม้เล่นกีฬาอยู่ในสภาพอากาศที่หนาวเย็น
  • โครงสร้างใยผ้าที่โปร่งจะกักเก็บอากาศระหว่างเนื้อผ้าแต่ละชั้นไว้ ซึ่งโครงสร้างใยผ้านี้ยังสามารถทำให้เหงื่อซึมผ่านได้ดีจึงช่วยลดความร้อนในระหว่างที่กำลังออกกำลังกายอย่างหนัก แต่ก็ยังคงกักเก็บความอบอุ่นให้นักกีฬาไม่รู้สึกหนาวอีกด้วย
  • เส้นใยนวัตกรรมดูดซับเหงื่อและทำให้เหงื่อระเหยไปอย่างรวดเร็ว ในขณะที่วัสดุที่ทอด้วยเส้นใยที่ยืดหยุ่นและกันน้ำได้ มอบการปกป้องนักกีฬาจากสภาพอากาศที่เป็นอุปสรรค

WIND.RDY – เกราะป้องกันนักกีฬาจากแรงลม

  • ใช้เทคโนโลยี WindweaveTM ผ้าชิ้นเดียวที่มีความหนาแน่นแตกต่างกัน ซึ่งช่วยไม่ให้ลมโดนร่างกายและยังช่วยให้ระบายอากาศได้ตามจุดต่างๆ ของร่างกายอีกด้วย
  • วัสดุผ้าที่ทออย่างหนาจะช่วยปกป้องผู้สวมใส่จากแรงลม อีกทั้งยังป้องกันไอน้ำเกาะจึงช่วยให้ร่างกายแห้งอยู่เสมอแม้ต้องเจอกับสภาพอากาศอันโหดร้าย
  • พื้นผิวทำจากวัสดุที่กันน้ำจึงช่วยปกป้องร่างกายจากสภาพอากาศต่าง ๆ ได้

RAIN.RDY – เพราะกันฝนได้ จึงทำให้นักกีฬาตัวแห้งอยู่เสมอ

  • เทคโนโลยีเพอร์ฟอร์แมนซ์ เมมเบรนส์ ช่วยป้องกันน้ำทั้งจากน้ำฝนและหิมะ อีกทั้งยังจะช่วยระบายอากาศเมื่อเคลื่อนไหวร่างกายอีกด้วย
  • ไอน้ำจากเหงื่อจะถูกส่งผ่านเนื้อผ้าออกมาจึงทำให้ร่างกายแห้งสบายอยู่ภายใต้เสื้อผ้า
  • ทุกรอยเย็บนั้นสามารถป้องกันน้ำได้ 100% เพราะมีเทปกันน้ำที่จะทำให้น้ำไม่เข้า

 

สำหรับการเปิดตัวเทคโนโลยี HEAT.RDY อาดิดาสได้ร่วมมือกับทีมนักกีฬาโอลิมปิกและเหล่านักกีฬาคนดังจากทั่วโลก ได้แก่ เดวิด เบ็คแฮม, จัสมิน ซอว์เยอร์ส, โนอาห์ ไลลี่ส์, แคโรลายน์ ดูบัวส์ และมิโฮ โนนากะ ในการบอกเล่าเรื่องราวส่วนตัวว่าพวกเขาเตรียมพร้อมทางร่างกายและจิตใจก่อนการแข่งขันแต่ละครั้งอย่างไร

 

คอลเลคชั่นเสื้อผ้า READY เทคโนโลยี HEAT.RDY จะวางขายทาง อาดิดาส ออนไลน์ สโตร์ https://www.adidas.co.th ในวันที่ 16 มีนาคม 2563 และที่อาดิดาส แบรนด์ เซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์, อาดิดาส แบรนด์ เซ็นเตอร์ สยามพารากอน, อาดิดาส สปอร์ต เพอร์ฟอร์แมนซ์ และร้านค้าอุปกรณ์กีฬาชั้นนำทั่วไปในวันที่ 26 มีนาคม 2563 ในราคาเริ่มต้น 1,400 บาท ส่วนเทคโนโลยี COLD.RDY, WIND.RDY และ RAIN.RDY จะวางขายในซีซั่นออทั่มและวินเทอร์ 2020


สัมผัสประสบการณ์ขับขี่ใหม่กับ e-POWER ที่จะทำให้การขับขี่ของคุณสนุก และประหยัดยิ่งขึ้น!

e-POWER คือ เทคโนโลยีขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% เอกสิทธิ์เฉพาะของนิสสัน ที่มอบประสบการณ์การขับขี่แบบรถยนต์พลังงานไฟฟ้าอย่างแท้จริง ขุมพลัง e-POWER เป็นการประยุกต์จากแนวคิดของเทคโนโลยีขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าที่มีอยู่ในนิสสัน ลีฟ โดยในระบบใหม่นี้มีการติดตั้งเครื่องยนต์สันดาปภายในขนาดเล็กเพิ่มเติมเพื่อทำหน้าที่เป็นเครื่องปั่นไฟฟ้าพลังงานสูง เพื่อสร้างกระแสไฟฟ้าชาร์จเข้ามาเก็บในแบตเตอรี่

e-POWER ทำให้การขับขี่ในชีวิตประจำวันดีขึ้นได้ยังไง?

  1. การออกแบบให้เครื่องยนต์ทำงานเพียงเพื่อชาร์จไฟเข้าไปในแบตเตอรี่เพียงอย่างเดียวทำให้รอบเครื่องยนต์ทำงานอยู่ในช่วงที่มีประสิทธิภาพสูงและใช้เชื้อเพลิงน้อยกว่าเมื่อเทียบกับรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปทั่วไป
  2. อัตราเร่งที่ดีและราบรื่นกว่าที่เคยด้วยการควบคุมมอเตอร์ไฟฟ้าที่แม่นยำถึง 1/10,000 รอบต่อวินาที e-POWER จึงมีอัตราเร่งที่ทรงพลัง และราบรื่น ประกอบกับแรงบิดของมอเตอร์ไฟฟ้าที่จะทำให้รถออกตัวได้เร็วและแรง ในการขับขี่ที่ต้องใช้พลังงานมากอย่างการใช้ความเร็วตอนขับบนทางด่วน เครื่องยนต์จะทำงานร่วมกับเครื่องกำเนิดไฟฟ้าในการเก็บประจุแบตเตอรี่ให้สามารถจ่ายไฟกับมอเตอร์ไฟฟ้าได้โดยตรง
  3. การขับเคลื่อนระบบ e-POWER Drive (ในโหมด S หรือ ECO) จะช่วยให้เราสามารถเร่งความเร็วและชะลอความเร็วรถโดยใช้เพียงแค่คันเร่งโดยไม่ต้องเหยียบเบรกเพียงแค่ผ่อนคันเร่งเพื่อชะลอความเร็ว การขับขี่แบบคันเหยียบเดี่ยว (One Pedal) ของ e-POWER ช่วยให้การหยุดและออกตัวรถเป็นไปได้อย่างง่ายดายไร้กังวล  และอรรถรสความสุนทรีย์ในการขับขี่แม้บนเส้นทางบนภูเขาสุดท้าทาย โดยขณะที่รถกำลังชะลอความเร็วลง การเบรกยังจะช่วยจ่ายพลังงานคืนกลับไปสู่ระบบ เพื่อไปประจุสะสมในแบตเตอรี่
  4. ระบบการขับขี่แบบ e-POWER ให้ความเงียบในการเดินทางเนื่องจากรถยนต์ถูกขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ จึงให้ความเงียบได้เหนือกว่าเครื่องยนต์ที่ใช้น้ำมันทั่วไป  โดยส่วนมากระบบการทำงานของเครื่องยนต์ที่ใช้น้ำมันทั่วไปจะชาร์จไฟกลับเข้าสู่แบตเตอรี่เมื่อมีการเร่งความเร็วที่สูงมาก ผลก็คือเราจะไม่ได้ยินเสียงเครื่องยนต์เพราะเสียงรบกวนบนท้องถนนกลบเสียงของเครื่องยนต์ไว้

เทคโนโลยีที่ช่วยให้การเดินทางสมบูรณ์แบบ: นวัตกรรมยานยนต์จากยนตรกรรมระบบไฟฟ้า

เทคโนโลยี e-POWER เปิดตัวเป็นครั้งแรกใน Nissan Note ในปีพ.ศ. 2559 ในประเทศญี่ปุ่น นับแต่นั้นเป็นต้นมา นิสสัน ได้เดินหน้านำเทคโนโลยี e-POWER เข้ามาใช้ใน Nissan Serena ซึ่งเป็นรถตู้คอมแพ็คเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.  2561 ด้วยหลักการที่ใช้เทคโนโลยีการขับเคลื่อนระบบไฟฟ้า 100% เฉกเช่นเดียวกับที่ใช้ใน Nissan LEAF เพื่อสร้างแรงบิดได้อย่างทันใจและสมรรถนะในการขับขี่ได้อย่างเร้าใจ

ขุมพลังมอเตอร์ไฟฟ้าอัจฉริยะ e-POWER ประกอบด้วยเครื่องยนต์สันดาปภายในที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง, อินเวอร์เตอร์ (Inverter), เครื่องกำเนิดไฟฟ้า (Generator) และมอเตอร์ไฟฟ้า โดยรถยนต์จะถูกขับเคลื่อนด้วยกำลังจากมอเตอร์ไฟฟ้าที่ส่งกำลังในการขับเคลื่อนไปที่ล้อ โดยกระแสไฟฟ้าที่ถูกส่งมายังมอเตอร์ไฟฟ้าจะถูกเก็บอยู่ในแบตเตอรี่กำลังสูง ส่วนเครื่องยนต์สันดาปภายในทำหน้าที่สร้างกระแสไฟฟ้าเข้ามาเก็บ เพื่อชดเชยกระแสไฟฟ้าที่ถูกใช้ไป และไม่จำเป็นต้องชาร์จไฟแบบรถยนต์ไฟฟ้าทั่วไปอีกด้วย

เทคโนโลยี e-POWER คือ ส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ระบบขับเคลื่อนพลังงานไฟฟ้าของนิสสัน โดยนิสสันมีแผนการเปิดตัวรถยนต์เทคโนโลยี e-POWER ทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง รวมถึงประเทศไทยในเร็ว ๆ นี้ สนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเทคโนโลยี e-POWER อ่านเพิ่มได้ที่เว็บไซต์ www.nissan.co.th


“วินนี่เฟร็ด เวลส์” ตำนานนักบิดหญิงผู้พิชิตเส้นทางสุดโหดกว่า 8,000 กิโลเมตรภายใน 15 วัน

ในโอกาสวันสตรีสากล รอยัล เอนฟิลด์ ขอยกย่องชีวิตอันน่าทึ่งที่เต็มไปด้วยการผจญภัย การเดินทาง และการค้นพบ ของสุดยอดตำนานนักขี่รถมอเตอร์ไซค์ผู้หญิง “วินนี่เฟร็ด เวลส์” วินนี่เป็นบุคคลผู้สร้างประวัติการณ์ กล้าหาญ และเป็นแรงบันดาลใจให้แก่ผู้หญิงทั่วโลก รวมทั้งวงการมอเตอร์ไซค์ในอดีตจนถึงปัจจุบัน ที่ต่างยกย่องวีรกรรมความกล้าของเธอในการขี่มอเตอร์ไซค์รอยัล เอนฟิลด์วนรอบประเทศออสเตรเลียในปี 1950วินนี่ เกิดเมื่อปี 1928 ณ รัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย เป็นคนที่ไม่เหมือนใครตั้งแต่เด็กเพราะเต็มไปด้วยจิตวิญญาณของนักสำรวจและความโหยหาการผจญภัยอย่างไม่มีที่สิ้นสุด จึงไม่น่าแปลกใจที่เธอสามารถกลายมาเป็นตำนานหญิงเหล็กแห่งวงการมอเตอร์ไซค์ด้วยอายุเพียง 22 ปี เมื่อ วินนี่ ตัดสินใจเลือกเส้นทางเป็นนักบิดมอเตอร์ไซค์ เธอต้องเจอกับแรงต้านทานจากไบค์เกอร์เพศชายอย่างมาก เพราะโลกแห่งมอเตอร์ไซค์ในอดีตก็ไม่ต่างจากโลกของผู้ชาย ที่มักดูแคลนผู้หญิงอายุน้อยที่พยายามจะเข้ากลุ่มกับพวกเขา แต่ด้วยนิสัยที่ไม่ยอมแพ้ของวินนี่ เธอตั้งใจจะไม่ให้ใครมาดูถูก วินนี่วางแผนที่จะขี่มอเตอร์ไซค์ข้ามออสเตรเลียในแบบที่สิงห์มอเตอร์ไซค์ชายคงได้แต่ฝันที่จะทำ

ในวันที่เธอได้เป็นเจ้าของรอยัล เอนฟิลด์ บุลเล็ต 350 ซีซี เธอป่าวประกาศว่าเธอจะเป็นผู้สร้างสถิติการเดินทางจากชายฝั่งตะวันตกไปสุดชายฝั่งตะวันออกภายใน 3 สัปดาห์ ตัดผ่านใจกลางออสเตรเลียที่แสนท้าทาย จากเพิร์ธถึงซิดนีย์และกลับในเส้นทางเดิม ไม่ว่าจะเป็นคำตักเตือนหรือคำขู่จากกลุ่มมอเตอร์ไซค์ผู้ชาย ก็ไม่สามารถบั่นทอนวินนี่ได้ ในวันที่ 26 ธันวาคม 1950 วินนี่เริ่มออกผจญภัยครั้งยิ่งใหญ่ ผ่านภูมิประเทศสุดโหดของพื้นที่ห่างไกลในออสเตรเลียกลางฤดูร้อน มีเพียงอุปกรณ์ธรรมดา เช่น กระเป๋าติดอานรถมอเตอร์ไซค์ กระเป๋าท้ายรถมอเตอร์ไซค์ อุปกรณ์ไม่กี่ชิ้นในกระเป๋ากางเกง รองเท้าบู๊ท แจ็คเก็ตหนัง และหมวกผ้าทวีตเก่าๆ หนึ่งใบเท่านั้น

ในสมัยนั้น ถนนในประเทศออสเตรเลียส่วนใหญ่มีสภาพย่ำแย่ วินนี่ต้องฝ่าดงพุ่มไม้สุดทรหด เส้นทางเป็นหลุมเป็นบ่อและยาวสุดลูกหูลูกตา ความยากลำบากนี้เป็นบททดสอบที่ท้าทายความสามารถของวินนี่อย่างถึงที่สุด เพียง 2 วันหลังออกเดินทาง วินนี่ร่วงลงจากรถมอเตอร์ไซค์ที่กำลังแล่นลงบนพื้นกรวดทำให้หัวแตก เหตุการณ์เช่นนี้อาจเป็นการจบการเดินทางที่สมเหตุสมผลของใครหลายคนแต่ไม่ใช่กับวินนี่ เธอไม่สนใจคำแนะนำที่ให้เธอเข้าพบแพทย์และกลับบ้านของผู้คนที่เห็นอุบัติเหตุ วินนี่กลับดูไม่เดือดร้อนและมุ่งมั่นมากขึ้นที่จะพิชิตการผจญภัยครั้งนี้

เส้นทางที่อันตรายที่สุดที่วินนี่จะต้องผ่านคือ ที่ราบนูลลาร์บอร์ ทะเลทรายอันร้อนระอุยาว 1,000 ไมล์ ที่มีอุณหภูมิสูงกกว่า 40 องศาเซลเซียสในฤดูร้อน ท่ามกลางคำครหา วินนี่เดินทางถึง แอดิเลด รัฐเซาท์ออสเตรเลีย ในวันปีใหม่ และภายในวันที่ 5 มกราคมเธอก็เดินทางถึงซิดนีย์ ครึ่งทางของระยะทางทั้งหมด หลังจากหยุดพักผ่อนหนึ่งวันและแวะเที่ยวตามจุดท่องเที่ยวต่างๆ เธอมุ่งหน้าสู่โลกกว้างอีกครั้ง และอีกเพียง 1 อาทิตย์ ในวันที่ 16 มกราคม 1951 วินนี่ก็กลับถึงบ้านที่เพิร์ธ โดยเธอพิชิตการเดินทางเป็นระยะทาง 5,504 ไมล์ ภายใน 15 วัน ซึ่งหมายความว่าเธอขี่มอเตอร์ไซค์ถึง 366 ไมล์ ต่อวันโดยเฉลี่ย

สำหรับวินนี่ การเดินทางครั้งแรกของเธอเปรียบดั่งเชื้อเพลิงที่ขับเคลื่อนไฟแห่งความกระหายการผจญภัย 
ไม่นานวินนี่จึงตั้งเป้าหมายใหม่คือการขี่มอเตอร์ไซค์วนรอบประเทศออสเตรเลีย โดยครั้งนี้เธอมีจอร์จ พ่อของเธอขี่รอยัล เอนฟิลด์ บุลเล็ต ร่วมทางไปด้วย ครั้งนี้เธอมีมอเตอร์ไซค์รอยัล เอนฟิลด์คู่ใจคันใหม่ ทั้งคู่ออกจากเพิร์ธในวันที่ 23 กันยายน 1952 มุ่งหน้าไปทางเหนือสู่การผจญภัยครั้งใหม่

ทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดี กระทั่งถึงพื้นทรายแห่งพาร์ดู เส้นทางที่ไม่มีถนนตัดผ่านและยาวถึง 100 ไมล์ วันหนึ่งหลังการฝ่าพายุทรายมีชายชาวบ้านคนหนึ่งเข้ามาต่อว่าจอร์จว่าเขาไม่ควรพาลูกสาวมาเสี่ยงชีวิตเช่นนี้ 
จอร์จต้องใช้ความพยายามอย่างมากเพื่ออธิบายว่าทั้งหมดนี้เป็นแผนการเดินทางของลูกสาวเขา ส่วนตัวเขาเป็นเพียงเพื่อนร่วมทางเท่านั้น

หลังจากผ่านพื้นที่ที่ทรหดที่สุดบนเส้นทางและผ่านทุกสถานการณ์ที่สามารถเกิดขึ้นได้ในเขตเหนือของประเทศ ทั้งสองคนก็เดินทางถึง แคนส์ ตอนเหนือของรัฐควีนส์แลนด์ในวันที่ 24 ตุลาคม และ บริสเบนในวันที่ 3 พฤศจิกายน ในเส้นทางลงใต้ที่เป็นใจด้วยถนนเรียบตรง วินนี่สามารถเร่งความเร็วมอเตอร์ไซค์ได้จนเท้าลอย ทั้งคู่ถึงซิดนีย์ในวันที่ 7 พฤศจิกายน และท้ายที่สุดกลับถึงเพิร์ธในวันที่ 26 พฤศจิกายน การขี่มอเตอร์ไซค์วนรอบประเทศออสเตรเลียครั้งนี้มีระยะทางเกือบ 10,000 ไมล์ และใช้เวลาถึง 65 วันชีวิตของวินนี่ได้สร้างการผจญภัยที่ยิ่งใหญ่ถึงสองครั้ง และยังเป็นแรงบันดาลใจเพื่อท้าทายขีดความสามารถเพื่อออกไปค้นหาสิ่งที่ไม่เคยพบเห็น หลังจากนั้นเธอยังเข้าแข่งรถมอเตอร์ไซค์ ผันตัวมาเป็นนักบินพาณิชย์ และได้เป็นเนวิเกเตอร์ให้แชมป์ของการแข่งขันการบินอีกด้วย วินนี่เฟร็ด เวลส์ จากไปเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2563 ด้วยวัย 92 ปี เธอคือตำนานความกล้าแกร่ง ความเด็ดเดี่ยว และการบุกเบิกการผจญภัยบนรถมอเตอร์ไซค์ ปฏิเสธไม่ได้ว่าเธอจะยังคงเป็นดาวที่ส่องแสงให้
แรงบันดาลใจต่อผู้คนอีกมากมายไปอีกหลายสิบปี

**********

นายวิมัล ซุมบ์ลี หัวหน้าฝ่ายธุรกิจประจำภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก รอยัล เอนฟิลด์ กล่าวว่า “เราขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวของวินนี่ สิ่งที่วินนี่ได้ทำเมื่อตอนเธออายุ 22 ปี เป็นเรื่องที่น่ายกย่องและเป็น
แรงบันดาลใจอย่างแท้จริง การเดินทางครั้งนั้นคือประวัติการณ์ ความกล้าหาญ และการตัดสินใจที่เด็ดเดี่ยวมากในการเอาชนะระยะทางกว่า 5,500 ไมล์ ภายใน 21 วัน โดยต้องผ่านอุปสรรคมากมาย”


ดินเนอร์สุดเอ็กซ์คลูซีฟบนเครื่องบิน Lockheed L-1011 TriStar เอกสิทธิ์เฉพาะลูกค้าของเรนาสโซ มอเตอร์!

บริษัท เรนาสโซ มอเตอร์ จำกัด ตัวแทนจำหน่ายและให้บริการหลังการขายรถยนต์ลัมโบร์กินีอย่างเป็นทางการรายเดียวในประเทศไทย มอบประสบการณ์ความเอ็กซ์คลูซีฟผ่านมื้อดินเนอร์แบบไพรเวท ท่ามกลางบรรยากาศสุดหรูของการรับประทานอาหารแบบไม่เหมือนใคร บนเครื่องบิน Lockheed L-1011 TriStar ลำใหญ่เครื่องบิน Lockheed L-1011 TriStar ถือเป็นแลนด์มาร์กของโครงการช่างชุ่ย โดยทางร้านได้พิถีพิถันในการเลือกสรรวัตถุดิบจากธรรมชาติที่อุดมไปด้วยคุณประโยชน์ รังสรรค์เป็นเมนูสุดโปรดแบบ 8 คอร์ส ที่มาพร้อมไอเดียการครีเอทมื้ออาหารสุดพิเศษให้แก่ท่านเจ้าของรถลัมโบร์กินี เอกสิทธิ์เฉพาะลูกค้าของเรนาสโซ มอเตอร์ ได้อย่างน่าประทับใจ

งานนี้ได้รับเกียรติจากท่านเจ้าของรถลัมโบร์กินีจำนวน 60 ท่านมาร่วมดินเนอร์กันอย่างอบอุ่น อาทิเช่น คุณภาณุเมศ จงกลรัตนาภรณ์, คุณสุรเชษฐ วรวงศ์วสุ, คุณวิศรุต รังสีสิงห์พิพัฒน์, คุณณัฐเศรษฐ์ พูนทรัพย์มณี ที่ร้าน Na-Oh Bangkok โครงการช่างชุ่ย เมื่อเร็วๆ นี้


uniqlo x JW ANDERSON คอลเลคชั่นใหม่ช่วงหน้าร้อนครบทุกเพศทุกวัย!

ยูนิโคล่ แบรนด์เครื่องแต่งกายระดับโลกจากญี่ปุ่น เปิดตัวคอลเลคชั่นประจำฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อน ความร่วมมือระหว่างยูนิโคล่และ JW ANDERSON (เจดับเบิลยู แอนเดอร์สัน) ซึ่งถือเป็นอีกครั้งหนึ่งที่ยูนิโคล่ ได้ร่วมงานกับ JW ANDERSON แบรนด์แฟชั่นชั้นนำสัญชาติอังกฤษในกรุงลอนดอน

สำหรับคอลเลคชั่นล่าสุดของดีไซเนอร์ชื่อดัง โจนาธาน แอนเดอร์สัน (Jonathan Anderson) นี้มาในธีม “British Country Style” ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มีการเปิดตัวไลน์เสื้อผ้าเด็ก สำหรับคอลเลคชั่นนี้สะท้อนให้เห็นถึงปรัชญาไลฟ์แวร์ (LifeWear) ของยูนิโคล่ ทั้งด้านฟังก์ชั่นการใช้งานและการลงดีเทลที่ผสมผสานกับความสนุกสนานตามสไตล์ของโจนาธาน แอนเดอร์สัน ด้วยลวดลายแบบอังกฤษ เช่น ลายตาราง (Gingham check) และลายผ้าเย็บต่อกัน (Patchwork)โจนาธาน แอนเดอร์สัน กล่าวว่า “ผมตั้งตารอดูคอลเลคชั่นล่าสุดที่ได้ร่วมงานกับยูนิโคล่ ออกวางจำหน่ายในร้านของยูนิโคล่ โดยคอลเลคชั่นนี้ให้ความรู้สึกสดใหม่แต่ยังคงเอกลักษณ์ความเป็นJW Anderson อยู่ ส่วนไลน์เสื้อผ้าเด็กที่เพิ่มเข้ามานั้น สะท้อนถึงความตั้งใจของผมในการออกแบบเสื้อผ้าที่เหมาะสำหรับทุกคน”

ชมคอลเลคชั่นล่าสุดของยูนิโคล่และ JW ANDERSON ได้ที่ www.uniqlo.com

เกี่ยวกับ JW ANDERSON

ดีไซเนอร์หนุ่มชาวไอริสเหนือ โจนาธาน แอนเดอร์สัน ก่อตั้งแบรนด์ JW ANDERSON (เจดับเบิลยู แอนเดอร์สัน) ขึ้นมาในปี 2008 และเปิดตัวด้วยคอลเลคชั่นเครื่องประดับสุดประนีต หลังจากนั้นไม่นาน แบรนด์ JW ANDERSON ได้กลายเป็นที่รู้จักเป็นวงกว้าง จนถูกทาบทามให้นำคอลเลคชั่นไปโชว์ในงานลอนดอน แฟชั่นวีค ในปีเดียวกันความสำเร็จจากการเปิดตัวคอลเลคชั่นแรก นำมาซึ่งชื่อเสียงและความสำเร็จในเชิงธุรกิจ และทำให้แบรนด์ JW ANDERSON ได้รับการยกย่องให้เป็นแบรนด์ที่ล้ำสมัยและหัวก้าวหน้าที่สุดแบรนด์หนึ่งในกรุงลอนดอน

แบรนด์ JW ANDERSON ได้กลายเป็นแบรนด์ที่คว้ารางวัลชั้นนำและมีชื่อเสียงในระดับสากล ดังนี้

  • 2012 รางวัล British Fashion Awards สำหรับนักออกแบบดาวรุ่ง (Emerging Talent), เสื้อผ้าสำเร็จรูป
  • 2013 รางวัลแบรนด์น้องใหม่ (New Establishment Award)
  • 2014 รางวัลสุดยอดนักออกแบบเสื้อผ้าผู้ชายแห่งปี (Menswear Designer of the Year)
  • 2015 รางวัล British Fashion Awards สำหรับสุดยอดนักออกแบบเสื้อผ้าผู้ชายและเสื้อผ้าผู้หญิงแห่งปี (Menswear and Womenswear Designer of the Year)
  • 2017 รางวัล British Fashion Awards สำหรับสุดยอดนักออกแบบเสื้อผ้าผู้หญิงแห่งปี (Womenswear Designer of the Year)

Privacy Preference Center