ฟินไปตามๆ กันเมื่อยูนิโคล่จับมือมารีเมกโกะ เปิดตัวลิมิเต็ดอิดิชัน คอลเลคชั่นเดือนมิถุนายน 2020
ยูนิโคล่ แบรนด์เครื่องแต่งกายระดับโลกจากญี่ปุ่น ประกาศเปิดตัวคอลเลคชั่นใหม่ล่าสุดที่ร่วมมือกับแบรนด์มารีเมกโกะ (Marimekko) ซึ่งพร้อมวางจำหน่ายทั่วประเทศในวันศุกร์ที่ 12 มิถุนายน 2020 ที่ร้านยูนิโคล่ทุกสาขาและบนออนไลน์สโตร์ นับเป็นการสานต่อความสำเร็จจาก UNIQLO x Marimekko ลิมิเต็ดอิดิชันทั้งสองคอลเลคชั่นที่เปิดตัวไปแล้วก่อนหน้านี้
คอลเลคชั่นล่าสุดประจำฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อนปี 2020 ได้นำเสนอวิถีชีวิตช่วงซัมเมอร์ของชาวฟินแลนด์ด้วยลวดลายและสีสันที่โดดเด่นสะดุดตา เติมเต็มความสดใสและความสนุกสนานให้กับผลิตภัณฑ์ไลฟ์แวร์ (LifeWear) จากยูนิโคล่ได้เป็นอย่างดี โดย UNIQLO x Marimekko ลิมิเต็ดอิดิชัน คอลเลคชั่นนี้ ถือเป็นหนึ่งในความร่วมมือระหว่างยูนิโคล่กับแบรนด์ชั้นนำจำนวนมากที่เปิดตัวในปีนี้
“หลังจากได้ร่วมงานกับมารีเมกโกะอย่างใกล้ชิดมาถึง 3 ฤดูกาล ก็ยิ่งทำให้เราเข้าใจอย่างลึกซึ้งและรู้สึกหลงใหลในแฟชั่นและดีไซน์เฮ้าส์สัญชาติฟินแลนด์ รวมถึงศิลปะการพิมพ์ลวดลาย เรารู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่จะได้นำลวดลายอันเป็นเอกลักษณ์ของมารีเมกโกะที่ออกแบบโดยดีไซเนอร์ระดับตำนานอย่าง ไมยา อิโซลา (Maija Isola) และแอนนิกา ริมาลา (Annika Rimala) มาใช้อีกครั้ง
โดยคอลเลคชั่นล่าสุดนี้ยังมีกลิ่นอายของการเฉลิมฉลองการสิ้นสุดของช่วงฤดูหนาวอันยาวนาน และความสนุกสนานในช่วงซัมเมอร์กับเพื่อนๆ และคนในครอบครัวของชาวฟินแลนด์ เราหวังว่าผลิตภัณฑ์ไลฟ์แวร์ที่เปิดตัวครั้งนี้จะเป็นที่ชื่นชอบของทุกคน” มร. ยูกิ คัทซึตะ (Yuki Katsuta) หัวหน้าฝ่ายวิจัยและพัฒนาของยูนิโคล่ กล่าว
“การที่แบรนด์ได้ร่วมทำงานกับพาร์ทเนอร์ที่มีหลักการและแนวคิดเดียวกัน ทำให้เราสามารถสร้างสรรค์ผลงานอันโดดเด่นสำหรับลูกค้าของเรา ไปพร้อมกับเปิดโอกาสพิเศษให้กับมารีเมกโกะในการถ่ายทอดปรัชญาการออกแบบของเราให้ผู้คนทั่วโลกได้รับรู้ เรารู้สึกตื่นเต้นมากที่ได้ร่วมงานกับพาร์ทเนอร์ของเราอย่างยูนิโคล่อีกครั้งกับคอลเลคชั่นที่มีกลิ่นอายแห่งความสนุกสนานในช่วงซัมเมอร์นี้ ซึ่งสร้างสรรค์ขึ้นจากการนำจุดแข็งของทั้งสองแบรนด์มารวมกัน ทั้งความงดงามที่ทรงพลังซึ่งขึ้นชื่อด้านศิลปะเทคนิคการพิมพ์ของมารีเมกโกะ และปรัชญาการออกแบบผลิตภัณฑ์ไลฟ์แวร์จากยูนิโคล่ ที่ทำให้ทุกคนสามารถสวมใส่เสื้อผ้าที่ใช้งานได้ดี มีคุณภาพสูง ในราคาที่จับต้องได้” ตีน่า อลาฮูห์ตา–กาสโก (Tiina Alahuhta-Kasko) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้งแบรนด์มารีเมกโกะ กล่าว
จุดเด่นของคอลเลคชั่นนี้อยู่สไตล์การออกแบบชุดสำหรับช่วงเวลาแห่งการผ่อนคลาย ด้วยชุดที่เป็นซิกเนเจอร์อย่างเดรสยาวคอวีและเชิ้ตแบบต่างๆ เข้ากันได้ดีมากกับกางเกงขากว้าง กระโปรงและกางเกงขาสั้น ที่เพิ่มความสดใสขึ้นไปอีกด้วยลวดลายของมารีเมกโกะ สำหรับกระโปรงและกางเกงของคอลเลคชั่นนี้มาพร้อมกับลุคที่เข้าคู่กันบนเนื้อผ้าที่สวมใส่สบายตามสไตล์ของผ้าลินินผสม คอตตอนและเจอร์ซี่ ปิดท้ายด้วยไอเทมใหม่อย่าง เสื้อฮู้ดพาร์กาพับเก็บได้ (Pocketable Parkas) ที่ช่วงป้องกันฝนในช่วงซัมเมอร์
คอลเลคชั่นนี้อัดแน่นไปด้วยไอเทมที่ทำให้คนในครอบครัวสนุกกับการแต่งตัวธีมเดียวกันได้ง่าย ทั้งไอเทมเสื้อผ้าตัดเย็บพิเศษ (cut and sewn) สุดฮิต โดยมีชุดใหม่ล่าสุดทั้งเสื้อยืดทรงบ็อกซีและทรงทูนิคสำหรับผู้หญิง เดรสผ้าเจอร์ซี่และกางเกงขาสั้นสำหรับเด็กผู้หญิง เลกกิ้งสำหรับเด็กวัยหัดเดิน และบอดี้สูทสองชิ้นที่เหมาะสำหรับการนำไปมอบให้เป็นของขวัญสำหรับเด็กแรกเกิด
ของต้องมีจากคอลเลคชั่นนี้สำหรับการพักผ่อนในช่วงซัมเมอร์ ได้แก่ หมวกสาน กระเป๋าสาน รองเท้าพื้นสาน และผ้าพันคอ โดยหมวกและกระเป๋าสานจากคอลเลคชั่นนี้มีดีไซน์การสานจากใยต้นปาล์ม (รัฟเฟีย) ซึ่งเข้ากันได้ดีกับลวดลายผ้าที่นำมาตัดเย็บเข้าคู่กัน ส่วนผ้าพันคอที่เป็นผ้าผสมลินินผืนใหญ่ สามารถนำมาใช้ประดับเก๋ๆ ได้อีก
**********
เกี่ยวกับดีไซเนอร์ของมารีเมกโกะ
ไมยา อิโซลา (Maija Isola)
เส้นทางอาชีพในแวดวงแฟชั่นที่น่าจดจำของ ไมยา อิโซลา (พ.ศ. 2470-2544) ในฐานะดีไซเนอร์สิ่งทอเริ่มต้นที่บริษัท พรินเท็กซ์ (Printex) ในปี พ.ศ. 2492 โดยทำมานานกว่า 38 ปี โดยไมยาออกแบบลวดลายผ้ารวมกันแล้วมากกว่า 500 ลาย ซึ่งเต็มไปด้วยเทคนิคการออกแบบและแนวคิดที่หลากหลาย
แอนนิกา ริมาลา (Annika Rimala)
แอนนิกา ริมาลา (พ.ศ. 2479-2557) เป็นดีไซเนอร์ให้กับมารีเมกโกะตั้งแต่ปี พ.ศ. 2503 ถึงปี 2525 ด้วยการออกแบบที่ล้ำสมัย สไตล์เสื้อผ้าที่เป็นเอกลักษณ์ รวมถึงลายพิมพ์บนผืนผ้าที่โดดเด่น ตั้งแต่ช่วงแรกของการทำงานทำให้ผลงานของเธอกลายเป็นที่รู้จักและมีชื่อเสียงจนถูกนำไปขึ้นปกนิตยสารแฟชั่นชั้นนำของโลกหลายเล่ม จุดเด่นสำหรับผลงานของแอนนิกาคือ ความอยู่เหนือกาลเวลา ใช้งานได้จริง และมีอารมณ์ขัน
อาวดี้ ประเทศไทย เปิดตัว ‘The New Audi A5’ เริ่มต้นเพียง 2.699 ล้านบาทพร้อมผ่อนได้นาน 7 ปี!
นายกฤษณะกร เศวตนันทน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร อาวดี้ ประเทศไทย เปิดเผยว่า การทำการตลาดในสถานการณ์ช่วงนี้ เพื่อแสดงถึงความมุ่งมั่นและความจริงใจของแบรนด์ ผ่านแนวคิด ATTRACTIVE & AFFORDABLE ในการส่งมอบคุณค่าและความคุ้มค่ามากที่สุดให้กับลูกค้า ผ่านการเปิดตัวยนตรกรรมใหม่ๆ การบริการและข้อเสนอพิเศษเพื่อให้ลูกค้ารับรู้ถึงความตั้งใจ ว่าเราคัดสรรมานำเสนอและมอบให้จริงๆ ดังเช่นยนตรกรรมรุ่นล่าสุดที่ได้มีการเปิดตัวและแนะนำเข้าสู่ตลาด “The New Audi A5” พรีเมียมลักซ์ชัวรีสปอร์ตคาร์ส ดุดัน ปราดเปรียว ซึ่งมีการอัพเกรดความสปอร์ตด้วยรุ่นปรับโฉม สมรรถนะและเทคโนโลยีสุดล้ำ ให้ความสะดวกสบายในการขับขี่
“มั่นใจว่าการมาของ “The New Audi A5” ที่เราต้องการให้เป็นอีกหนึ่งไอคอนยอดนิยมของกลุ่มคนรักอาวดี้ในประเทศไทย สำหรับลูกค้าที่มองหายนตรกรรมแนวสปอร์ตมาเติมเต็มไลฟ์สไตล์ “The New Audi A5” คือยนตรกรรมที่ตอบโจทย์ได้จริงๆ โดยนำเข้ามาให้เลือกถึง 4 รุ่นย่อย ออฟชั่นครบ จัดเต็ม ในราคาพิเศษสุด ซึ่งทาง AUDI AG ก็จัดเต็มเรื่องของราคาให้เหมาะกับสถานการณ์ โดยราคาปรับลงมาจากรุ่นที่แล้ว”
The New Audi A5 ราคาใหม่ฝ่าวิกฤต เริ่มต้น 2.699 ล้านบาท ประกอบด้วย
- A5 Coupé 40 TFSI S line ราคาขายแนะนำ 2,699,000 บาท
- A5 Coupé 45 TFSI quattro S line Black Edition ราคาขายแนะนำ 3,599,000 บาท
- A5 Sportback 40 TFSI S line ราคาขายแนะนำ 2,699,000 บาท
- A5 Sportback 45 TFSI quattro S line Black Edition ราคาขายแนะนำ 3,599,000 บาท
เพื่อให้ความคุ้มค่าในสภานการณ์ปัจจุบัน อาวดี้ ประเทศไทย ยังจัดโปรแกรมผ่อนที่มีความหลากหลายให้ลูกค้าได้เลือกตามไลฟ์สไตล์ ทางการเงินของลูกค้า โดยสามารถผ่อนได้สูงสุดนานถึง 7 ปี เพียงเดือนละ 26,000 บาท
The New Audi A5 Coupé 45 TFSI quattro S line Black Edition ถูกออกแบบตามแนวทางการออกแบบใหม่ (New Design Language) ที่โดดเด่นมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว มุมมองของตัวรถตั้งแต่ด้านหน้าถึงด้านท้ายเฉียบคมลงตัว สปอร์ตเรียบหรู สะดุดตาเป็นอย่างมาก และยังมีทางเลือกใหม่ที่ไม่เหมือนใครใน segment รถหรูกับเทรนด์แฟชั่นสีภายนอกใหม่ District Green หรือสีเขียวทหารพราน ตัดกับคาลิปเปอร์เบรกสีแดงหน้า-หลัง สมรรถนะที่มาพร้อมลุคสปอร์ต ดุดัน พร้อมขุมพลังเครื่องยนต์ Mild Hybrid แบบ 4 สูบ พร้อมเทอร์โบชาร์จ ทำงานควบคู่กับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ quattro with ultra technology ปรับกระจายแรงบิดไปยังล้อทั้งสี่ได้อย่างอิสระภายในเสี้ยววินาที
เครื่องยนต์ 45 TFSI ให้กำลังสูงสุด 249 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 370 นิวตัน อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 5.8 วินาที ทำความเร็วสูงสุด 250 กม./ชม. มีสีให้เลือก 6 สี District Green, Glacier White, Mythos Black, Quantum Grey, Tango Red และ Navarra Blue
ส่วนเครื่องยนต์ Mild Hybrid รุ่น 40 TFSI ให้กำลังสูงสุด190 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 320 นิวตัน ขับเคลื่อนล้อหน้า อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลา 7.3 วินาที ทำความเร็วสูงสุด 240 กม./ชม. มีให้เลือก 4 สี คือ Glacier White, Mythos Black, Quantum Grey และ Navarra Blue
ชุดแต่งภายนอกของ A5 Coupé 45 TFSI quattro S line มาพร้อมความสปอร์ตดุดันแบบ Black Edition ไฟหน้าดีไซน์ใหม่ที่มีความเฉียบคมทำให้ดูมีความทันสมัยยิ่งขึ้น และได้รับการอัพเกรดชุดไฟเป็นแบบ Matrix LED ปรับการส่องสว่างแบบอัจฉริยะ โดยจะไม่รบกวนสายตารถที่วิ่งสวนมา พร้อมไฟเลี้ยวแบบ Dynamic อันเป็นเอกลักษณ์ของ Audi การออกแบบประตูหลังและไฟท้ายที่เรียวยาว ดูสะดุดตา มาพร้อมช่วงล่างแบบ Sports พร้อมคาลิปเปอร์เบรกสีแดงหน้า-หลัง
ภายในห้องโดยสารโปร่งสบายด้วยหลังคา พาโนรามิคเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ในเบาะนั่งคู่หน้าหุ้มหนัง Fine Nappa แบบ S sports ตกแต่งด้วยลาย diamond cut พร้อมสัญลักษณ์ S line และฟังก์ชันนวดเพื่อการผ่อนคลาย พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันแบบสปอร์ตท้ายตัดพร้อม Paddle shift ให้ความสะดวกสบายกับผู้ขับขี่ด้วยระบบเปลี่ยนเกียร์จากพวงมาลัย ระบบข้อมูลและความบันเทิงที่ล้ำสมัยภายในห้องโดยสารออกแบบอย่างประณีต พิถีพิถันในการคัดเลือกวัสดุคุณภาพสูง ตอบสนองทั้งอารมณ์สปอร์ตและเสริมความหรูหราผ่านอุปกรณ์ทันสมัย ได้รับการออกแบบให้ภายในห้องโดยสาร มีความสะดวกสบาย เอื้อต่อการขับขี่มากที่สุด จอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ
Virtual cockpit plus ขนาด 12.3 นิ้ว พร้อมระบบเครื่องเสียงระดับพรีเมียมจากแบรนด์ดังระดับโลก Bang & Olufsen ไฟภายในห้องโดยสารของ The New Audi A5 Coupé 45 TFSI quattro S line Black Edition เป็นไฟเรืองแสงแบบปรับสีได้ (Contour / ambient lighting) มีให้เลือกถึง 30 สี
**********
สำหรับ The New Audi A5 Sportback อาวดี้ ประเทศไทย นำเข้ามาให้ลูกค้าเลือก 2 รุ่นย่อย คือ รุ่นเริ่มต้น The New Audi A5 Sportback 40 TFSI S line และรุ่นท๊อป The New A5 Sportback 45 TFSI quattro S line Black Edition มาพร้อมเครื่องยนต์ Mild Hybrid แบบ 4 สูบเครื่องยนต์รุ่น 45 TFSI พร้อมเทอร์โบชาร์จรุ่นใหม่ ให้กำลังสูงสุด 249 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 370 นิวตัน อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 6.0 วินาที ทำความ เร็วสูงสุด 250 กม./ชม ที่สามารถทำทั้งแรงม้าและแรงบิดได้ในช่วงรอบที่กว้างในลักษณะ Flat Torque ทำให้รถออกตัวดี ขับสนุก
ช่วงล่างให้อารมณ์แบบสปอร์ตสร้างความตื่นเต้นและเร้าใจในการขับขี่ทั้งทางตรงและทางโค้ง มาพร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อใหม่ quattro with ultra technology ชุดตกแต่งภายนอกแบบ S line และ Black Edition ส่วน เครื่องยนต์ Mild Hybrid 40 TFSI ให้กำลังสูงสุด 190 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 320 นิวตัน ขับเคลื่อนล้อหน้า อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 7.5 วินาที ทำความเร็วสูงสุด 239 กม./ชม
The New Audi A5 Sportback ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ทั้งแบบเดินทางคนเดียวหรือเดินทางทั้งครอบครัว รูปลักษณ์ภายนอก กระจกประตูแบบ frameless ให้ลุคสปอร์ตปราดเปรียวตั้งแต่เส้นแนวหลังคาที่ลาดเอียงจนถึงท้ายรถ ขณะที่พื้นที่การใช้งานเข้าออกสะดวกสบาย
ภายนอกได้รับการออกแบบให้ดูแข็งแกร่งด้วยเส้นสายตัวถังที่ทรงพลัง ผสมผสานอย่างลงตัวในการออกแบบของรถยนต์แบบ Coupé แต่มีความกว้างขวาง เข้า-ออกสะดวกด้วยประตูด้านข้างบานหลังซ้าย-ขวาในลักษณะรถ Sedan ดีไซน์ใหม่สวยงาม ลงตัว ไฟหน้าดีไซน์ใหม่ได้รับการอัพเกรดเป็น Matrix LED ปรับการส่องสว่างอัจฉริยะเพื่อไม่ให้รบกวนสายตารถที่วิ่งสวนมา พร้อมไฟเลี้ยว Dynamic อันเป็นเอกลักษณ์ของ Audi
The New Audi A5 Sportback 45 TFSI quattro S line Black Edition มาพร้อมหลังคาพาโนรามิคที่สามารถเลื่อนเปิด-ปิดได้ด้วยระบบไฟฟ้า ภายในห้องโดยสารที่ออกแบบมาอย่างประณีต มีความสะดวกสบาย เอื้อต่อการขับขี่มากที่สุด ทั้งจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ Virtual cockpit plus ขนาด 12.3 นิ้ว ระบบ MMI Radio Plus พร้อมจอแสดงผลแบบสัมผัส เครื่องเสียงระดับพรีเมียมจากแบรนด์ดังระดับโลก Bang & Olufsen พร้อมระบบเสียง 3 มิติ
ส่วนไฟภายในห้องโดยสารของ The New Audi A5 Sportback 45 TFSI quattro S line Black Edition เป็นไฟเรืองแสงแบบปรับสีได้ (Contour / ambient lighting) มีให้เลือกถึง 30 สี สำหรับ The New Audi A5 Sportback 40 TFSI S line เพิ่มความสะดวกในการใช้งานภายในห้องโดยสารในช่วงเวลากลางคืนด้วยไฟ LED สีขาว ให้กำลังส่องสว่างอย่างเต็มที่
**********
ลูกค้าอาวดี้ที่จองรถใหม่จะได้รับการดูแลจาก Audi Protection ด้วยการรับประกันรถใหม่ 5 ปี หรือระยะทาง 150,000 กิโลเมตร และการให้บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน Roadside Assistance ทั่วประเทศ 24 ชั่วโมง นาน 5 ปี ชมยนตรกรรมนำเข้าใหม่ของอาวดี้ ได้ที่
Audi Centre Thailand 02-765-8888
Audi New Petchburi 02-023-4888
Audi Pattaya 038-197-888
Audi Phuket 076-646-666
Audi Service Chiang Mai 052-081-188
* เงื่อนไขพิเศษเฉพาะรุ่นที่บริษัทฯ กำหนด
The British Army X G-SHOCK MUDMASTER นาฬิกาสุดแกร่งฟิลกองทัพอังกฤษ!
อีกรุ่นที่พลาดไม่ได้ใน MUDMASTER ซีรีส์สุดแข็งแกร่งได้แก่รุ่น The British Army X G-SHOCK ที่ออกแบบร่วมกับพันธมิตรอย่างกระทรวงกลาโหม (HM Armed Forces) ของอังกฤษ พร้อมตอกย้ำปรัชญา Never Give Up ด้วยความแข็งแกร่งที่เหนือชั้น สร้างขึ้นเพื่อให้ทนต่อพื้นที่ที่มีสภาพแวดล้อมที่เลวร้ายที่สุด
โครงสร้างเป็น Carbon Core Guard ที่ล้ำสมัย พร้อมด้วยกรอบฝาครอบแบบคาร์บอนสามชั้นที่มีความทนทานแต่น้ำหนักเบา ทั้งนี้ ยังมีดีไซน์สุดเท่ห์ด้วยลวดลายพรางของกองทัพ และหน้าปัดสีดำซึ่งเป็นความต้องการจากกองทัพอังกฤษเพื่อไม่ให้ดึงดูดความสนใจเมื่อสวมใส่ในการปฏิบัติงาน
MUDMASTER รุ่นพิเศษนี้ ประกอบด้วยเคสตัวเรือนสองชั้นด้านหลังเป็นสแตนเลสสตีลแบบบาง และเรซินชั้นดีเพื่อป้องกันการรั่วซึมทำให้ทนต่อแรงกระแทกแต่ยังให้ความรู้สึกสบายเมื่อสวมใส่ในทุก ๆ วัน นอกจากนี้ยังมาพร้อมคุณสมบัติใหม่ ๆ มากมายรวมถึงเทคโนโลยีในการบอกตำแหน่งและการติดตามกิจกรรมที่หลากหลาย
ความสามารถในการเชื่อมต่อ Bluetooth® ผ่านแอปพลิเคชัน G-SHOCK พร้อมฟังก์ชั่นพิเศษภายในแอปมากมาย รวมถึงการระบุตำแหน่ง หน่วยความจำสำหรับบันทึกกิจกรรมต่าง ๆ หน่วยความจำสำหรับการระบุตำแหน่ง การบอกข้อมูลพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตก รวมถึงแคลอรี่ที่ถูกเผาผลาญ และฟังก์ชันอื่น ๆ ในราคาเพียง 16,500 บาท

#GSHOCK #CASIO #mudmaster #britisharmy #NeverGiveUp #GSHOCK2020
“ริกะ อิชิเกะ” อาลัยการจากไปของนักมวยปล้ำหญิงญี่ปุ่น พร้อมเตือนสตินักเลงคีย์บอร์ดหยุดไซเบอร์บูลลี่!
จากข่าวคราวการเสียชีวิตของนักมวยปล้ำหญิงชาวญี่ปุ่น “ฮานะ คิมูระ” ซึ่งสร้างความสลดไปทั่ววงการต่อสู้ทั่วโลก รวมถึงนักกีฬาการต่อสู้แบบผสมผสาน (MMA) หญิงลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่น “ริกะ อิชิเกะ” ที่เปรียบเสมือนเพื่อนร่วมอาชีพและร่วมสายเลือดชาวซามูไรเหมือนกัน ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่เคยผ่านประสบการณ์ถูก “ไซเบอร์บูลลี” จนเธอเข้าใจดีกว่าการเป็น “ผู้ถูกกระทำ” นั้นรู้สึกอย่างไร
สำหรับข่าวเศร้าของวงการกีฬาต่อสู้ เมื่อ “ฮานะ คิมูระ” นักมวยปล้ำหญิงแดนอาทิตย์อุทัย เลือกจบชีวิตตนเองอย่างน่าสลดในวัยเพียง 22 ปี โดยได้รับการเปิดเผยจากต้นสังกัดว่า สาเหตุของการฆ่าตัวตายมาจากที่เธอได้รับข้อความระรานทางโซเชียลมีเดียมากกว่า 100 ข้อความในแต่ละวัน ทั้งด่าทอ ล้อเลียน ข้อความเกลียดชังต่างๆ นับตั้งแต่ที่เธอไปออกรายการเรียลลิตีโชว์ค้นหาความรักของญี่ปุ่น Terrace House Tokyo จากนั้นก็มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ทางลบว่าเธอไม่สวยพอบ้าง หุ่นล่ำแบบนักมวยปล้ำบ้าง แถมยังเอาเธอไปเปรียบกับลิงกอริลลาอีก
เกี่ยวกับกรณีนี้ “ริกะ อิชิเกะ” ซึ่งเป็นนักกีฬาหญิงของสังเวียน วัน แชมเปียนชิพ รู้สึกสะเทือนใจมาก ด้วยเพราะเธอและ ฮานะ ต่างก็มีอาชีพนักกีฬาการต่อสู้ แถมยังมีเชื้อสายญี่ปุ่นเหมือนกัน ที่สำคัญ ริกะ ก็เคยตกอยู่ในสถานการณ์ที่ถูกระรานทางไซเบอร์ ทำให้เธอพอที่จะเข้าใจหัวอก ฮานะ
“ประเทศญี่ปุ่นเป็นสังคมที่เต็
สำหรับ ริกะ เธอเคยโดนบูลลีมาตั้งแต่สมัยเป็
“ริกะ โดนมาหมดเลยค่ะ ทั้งแบบคุกคามทางเพศ ดูถูก หรือตัดสินเราที่ภายนอก แต่สำคัญที่สุด คือเราต้องไม่มองว่
ทั้งนี้ ริกะ ยังฝากทิ้งท้ายถึงนักเลงคีย์
‘เตียงเคลื่อนย้ายผู้ป่วยติดเชื้อแบบแรงดันลบ’ นวัตรกรรมจากทีมวิศวกรจิตอาสา ฮอนด้า ออโตโมบิล
เล็งเห็นความสำคัญของการสาธารณสุข รวมถึงการป้องกันบุคลากรทางการแพทย์ให้รักษาผู้ติดเชื้อได้อย่างปลอดภัย จึงได้ประสานความร่วมมือกับโรงพยาบาลวชิรพยาบาล เพื่อนำทักษะและความเชี่ยวชาญ
ที่มีอยู่มาผลิตเตียงเคลื่อนย้ายผู้ป่วยแบบแรงดันลบ จำนวน 100 เตียง เพื่อเตรียมส่งมอบให้กับโรงพยาบาลกว่า 90 แห่งทั่วประเทศ พร้อมประกาศให้การสนับสนุนเพิ่มเติมบริการรถจักรยานยนต์พยาบาลฮอนด้า (Motorlance) อีก 10 คัน
นายพิทักษ์ พฤทธิสาริกร กรรมการผู้จัดการกองทุนฮอนด้าเคียงข้างไทย กล่าวว่า “ฮอนด้า พร้อม
เคียงข้างคนไทยในทุกสถานการณ์ ในครั้งนี้ เราได้ตั้งทีมเฉพาะกิจขึ้นเพื่อพัฒนานวัตกรรมเตียงเคลื่อนย้ายผู้ป่วยติดเชื้อแบบแรงดันลบ ช่วยให้ไม่ต้องรอการนำเข้าอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ปัจจุบันเป็นที่ต้องการทั่วโลก ซึ่งจะมีการผลิตเตียงฯ ณ โรงงานผลิตรถยนต์ฮอนด้า จ.พระนครศรีอยุธยา โดยมีพนักงานจากสายการผลิต
ที่หยุดเดินสายการประกอบรถยนต์ชั่วคราวเป็นจิตอาสาดำเนินการผลิต ภายใต้การควบคุมคุณภาพการผลิตของคณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช
ซึ่งขณะนี้ผ่านการทดสอบทางการแพทย์และเริ่มการผลิตแล้ว โดยจะทยอยส่งมอบให้กับโรงพยาบาลกว่า 90 แห่งทั่วประเทศ ได้ในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม 2563 นอกจากนี้ กองทุนฯ ยังได้ให้การสนับสนุนเพิ่มเติม โดยมอบบริการรถจักรยานยนต์พยาบาล (Motorlance) 10 คัน ซึ่งดัดแปลงจากรถจักรยานยนต์ฮอนด้า CBR250R ที่มีสมรรถนะสูง
ปราดเปรียวคล่องตัว และสามารถเข้าถึงผู้ป่วยได้อย่างทันท่วงทีในภาวะการจราจรติดขัดหรือในพื้นที่
คับแคบ เพื่อสนับสนุนการเข้าถึงและเคลื่อนย้ายผู้ป่วยโควิด-19 เพิ่มเติมอีกทางหนึ่งด้วย”

ผศ.นพ.อนุแสง จิตสมเกษม รองคณบดีคณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช เปิดเผยว่า “ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในประเทศไทย ทางมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช ได้พยายามคิดค้นนวัตกรรมเตียงเคลื่อนย้ายผู้ป่วยแรงดันลบขึ้นมาเพื่อการใช้งานทางการแพทย์ เพราะเดิมมีจำนวนน้อยและเป็นที่ต้องการ อีกทั้งต้นทุนการนำเข้ามาจากต่างประเทศสูงถึงเตียงละ 500,000 – 1,000,000 บาท ซึ่งเตียงฯ นี้จะช่วยให้การเคลื่อนย้ายผู้ป่วยเป็นไปอย่างปลอดภัยที่สุด ในครั้งนี้ฮอนด้าได้ต่อยอด คือ
มีการพัฒนาทั้งระบบปรับความดันและการกรองละอองขนาดเล็กได้ดีขึ้นกว่าต้นแบบ รวมทั้งมีการใส่
ถังออกซิเจนที่จำเป็นเพิ่มเข้าไป ซึ่งผลทดสอบทางการแพทย์เป็นที่น่าพอใจ ขอขอบคุณทีมงานและการส่งต่อไปให้บุคลากรทางการแพทย์ทั่วประเทศด้วย โดยเมื่อสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคโควิด-19 ยุติลง
เตียงเหล่านี้ยังสามารถนำไปใช้กับกลุ่มผู้ป่วยวัณโรค หรือผู้ป่วยทางเดินหายใจอื่นๆ ได้อีกด้วย”
ด้านนายวัลลภ เหลืองสีนาค ผู้ช่วยผู้จัดการทั่วไปส่วนงานบริหาร ตัวแทนทีมวิศวกรจิตอาสา บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด เผยถึงความคืบหน้าในการผลิตเตียงฯ ว่า “ได้ต่อยอดแนวคิดเตียงเคลื่อนย้ายผู้ป่วยแรงดันลบจากต้นแบบของโรงพยาบาลวชิรพยาบาล โดยได้พัฒนาระบบปรับความดันอากาศ
ให้สามารถดูดลมและกรองอากาศให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยคุมให้มีแรงดันลบภายในไม่ต่ำกว่า
-20 ปาสคาล (นิวตันต่อตารางเมตร หรือ N/m2) เพื่อไม่ให้เชื้อกระจายออกสู่ภายนอก พร้อมทั้งปรับตัวกล่องกรองอากาศ HEPA Filter (High-efficiency Particulate Air Filter) ให้สามารถกรองฝุ่น 0.3 ไมครอน
ได้ 99.9% นอกจากนี้ ยังมีการปรับตัวกล่องให้กระชับมากขึ้น และเผื่อให้มีพื้นที่สำหรับเพิ่มถังออกซิเจน
เข้าไปได้ ทางทีมฯ รู้สึกภูมิใจที่ได้นำทักษะในการผลิตรถยนต์ มาประยุกต์ใช้ในการผลิตเตียงเคลื่อนย้ายผู้ป่วยแรงดันลบ ที่ช่วยป้องกันการแพร่กระจายเชื้อโควิด-19 และเพิ่มความปลอดภัยให้แก่บุคลากรทางการแพทย์
ที่ต้องดูแลผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงด้วย ซึ่งหลังจากนี้ จะทยอยส่งมอบไปยังโรงพยาบาลต่างๆ จนครบตามจำนวน 100 เตียง ภายในต้นเดือนพฤษภาคม 2563”
ทั้งนี้ กองทุนฮอนด้าเคียงข้างไทย ต้านภัยโควิด-19 ได้สนับสนุนอุปกรณ์ทางการแพทย์ รวมมูลค่ากว่า
40 ล้านบาท ที่ประกอบด้วย
- สนับสนุนบริการรถพยาบาลของกองทุนฮอนด้าเคียงข้างไทย 10 คัน ซึ่งดัดแปลงจากรถยนต์ฮอนด้า สเตปแวกอน ที่ได้รับการพัฒนาร่วมกับสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ
- สนับสนุนบริการรถจักรยานยนต์พยาบาล (Motorlance) 10 คัน ซึ่งดัดแปลงจากรถจักรยานยนต์ฮอนด้า CBR250R เพื่อให้การช่วยเหลือและการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยโควิด-19 เป็นไปได้อย่างคล่องตัว
- เตียงเคลื่อนย้ายผู้ป่วยติดเชื้อแบบแรงดันลบ (Negative Pressure Mobile Bed) 100 เตียง โดยมีพนักงานสายการผลิตรถยนต์ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด เป็นทีมผลิต
- หน้ากากกันกระเด็น (Face Shield) 1,000 ชิ้น ที่เกิดจากการรวมพลังของพนักงานจิตอาสาบริษัท ไทยฮอนด้า แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด และบริษัท เอ.พี.ฮอนด้า จำกัด
- ชุดป้องกันเชื้อ หรือ Personal Protective Equipment Suit (PPE Suit) 10,000 ชุด ให้บุคลากรทางการแพทย์ใส่รักษาผู้ป่วยโควิด-19
- หน้ากากอนามัย (Face Mask) 100,000 ชิ้น ที่จัดซื้อจากกรมราชทัณฑ์ เพื่อมอบให้แก่ชุมชนใกล้เคียงโรงพยาบาล
งบประมาณของกองทุนฮอนด้าเคียงข้างไทยที่สนับสนุนอุปกรณ์ทางการแพทย์ในครั้งนี้ รวมมูลค่ากว่า
40 ล้านบาท มาจากเงินสมทบจากการจำหน่ายรถยนต์ รถจักรยานยนต์ และเครื่องยนต์อเนกประสงค์
ซึ่งลูกค้าผู้ซื้อผลิตภัณฑ์ของฮอนด้าล้วนเป็นผู้มีส่วนร่วมในการช่วยเหลือสังคม และยังเป็นการสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกองทุนฯ ที่พร้อมอยู่เคียงข้างคนไทยและให้ความช่วยเหลือในด้านต่างๆ เพื่อให้สังคมไทยผ่านพ้นวิกฤตโควิด-19 ไปได้ด้วยดี และจะเดินหน้าสร้างประโยชน์สุขให้กับคนไทย ดังเจตนารมณ์ของฮอนด้าในการสร้างสรรค์คุณค่าเพื่อเป็นองค์กรที่สังคมไทยต้องการให้ดำรงอยู่ตลอดไป
โค้งสุดท้ายก่อนเผยโฉม บีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 4 คูเป้รุ่นล่าสุด 2020
บีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 4 คูเป้รุ่นใหม่ ได้ผ่านการทดสอบรถยนต์ในสนามทดสอบฤดูหนาวในเมืองเมืองอัยเยโพล่ก ประเทศสวีเดน ที่บอกได้เลยว่าโหดจริงเพราะสนามนี้ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นพื้นที่ลื่นที่สุดในโลกยืนยันได้จากการที่ BMW Thailandได้เคยพาเจ้าของรถยนต์ BMW ไปทดสอบความลื่นมาแล้วในทริป JOY GO ///M ON ICE 2020 – Arjeplog แค่นั้นยังไม่พอยังเอาเจ้า บีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 4 คูเป้ ใหม่ ไปทดสอบสมรรถนะบนเส้นทางนรกสีเขียวนอร์ดชไลเฟ่ที่สนามนูร์เบิร์กริงสนามระดับตำนาน จนในที่สุดก็ถึงขั้นตอนสุดท้ายคือการวิเคราะห์จากข้อมูลการทดสอบที่ได้มาปรับจูนเทคโนโลยีช่วงล่างเป็นครั้งสุดท้าย
การทดสอบขั้นสุดท้ายทีมวิศวกรจะปรับแต่งรายละเอียดต่างๆ ของรถเพื่อให้ได้สมรรถนะการขับขี่ที่ดีที่สุดของ บีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 4 คูเป้ ใหม่ ทั้งบนสนามแข่งที่ต้องใช้ความเร็ว การใช้งานปกติบนถนนสาธารณะ มีการทดสอบอัตราเร่งและการควบคุมรถที่แม่นยำในเส้นทางชนบทอันคดเคี้ยวหรือสภาพถนนที่เปลี่ยนไปมาระหว่างมอเตอร์เวย์กับถนนในเมือง
เทคโนโลยีช่วงล่างของ บีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 4 คูเป้ ใหม่ แตกต่างจากรุ่นก่อนๆ ทั้งสัดส่วน สมรรถนะด้านแอโรไดนามิกและการกระจายน้ำหนักของรถยนต์สองประตู ซึ่งเป็นรากฐานอันสำคัญของการประกอบช่วงล่าง ที่เน้นความแม่นยำของสมรรถนะเพื่อการขับขี่ที่สนุกเร้าใจ เมื่อเทียบแต่ละจุดกับ บีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 3 ซีดาน จะทำให้เห็นความแตกต่างของ บีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 4 คูเป้ ใหม่ นี้ชัดเจนอย่างตัวรถของ บีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 4 คูเป้ ใหม่ ที่ต่ำลง 57 มิลลิเมตรเมื่อเทียบกับรถ 4 ประตูในซีรีส์เดียวกัน ส่งผลให้มีจุดศูนยถ่วงต่ำลงไปอีก 21 มิลลิเมตร ประกอบกับมุมแคมเบอร์ของล้อหน้าที่ลดลง และช่วงล้อหลังที่ห่างกันเพิ่มขึ้น 23 มิลลิเมตร การปรับแต่งทั้งหมดทำให้การบังคับรถแม่นยำและง่ายยิ่งขึ้น ทำให้ บีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 4 คูเป้ ใหม่ คันนี้เป็นรถที่ได้ทั้งความคล่องตัวและอัตราเร่งที่เพิ่มขึ้นจากรุ่นก่อนๆ อย่างเห็นได้ชัด

ทีมพัฒนา บีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 4 คูเป้ ใหม่ ยังเพิ่มความแตกต่างให้รถรุ่นนี้ด้วยการใช้เทคโนโลยีช่วงล่างใหม่ และเชื่อมต่อระบบกันสะเทือนเข้ากับตัวถัง ประกอบเข้ากับเพลาหน้าแบบดับเบิล-จอยนท์ สตรัทและเพลาท้ายแบบไฟฟ์-ลิงค์ สตรัทคู่หน้าแบบทาวเวอร์-ทู-ฟรอนท์และเชียร์ แพเนิลใต้เครื่องที่ถูกเพิ่มเข้ามาในช่วงหน้าของชัสซีส์ ทำให้การบังคับทิศทางและการตอบสนองของรถแม่นยำเฉียบคม พร้อมชิ้นส่วนเสริมความแข็งแรงต่างๆที่เพิ่มเติมเข้ามาในบริเวณเพลาหลัง เพื่อเพิ่มทั้งความแข็งแกร่งและความเสถียรระหว่างเร่งความเร็วทั้งทางตรงและทางโค้ง การปรับจูนทั้งหมดที่ว่ามาก้เป็นตัวการันตีได้เป้นอย่างดีว่า บีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 4 คูเป้ใหม่ แม้จะมีสมรรถนะที่สูงขึ้นกว่าเดิม แต่ยังไม่ทิ้งความสบายในการขับขี่แต่อย่างใด
นอกจากนั้น บีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 4 ใหม่ ยังคงมีตัวแรงรหัส M มาให้สาวก M ได้ใจเต้นรัวด้วยขุมพลังเครื่องยนต์หกสูบตรง ให้พลังขับเคลื่อน 275 kW/374 hp ทั้งยังใช้เทคโนโลยี 48V ไมลด์-ไฮบริด กับสตาร์ทเตอร์-เจเนอเรเตอร์แบบ 48V ที่จะทำงานไปพร้อมกันกับแบตเตอรี่ลูกที่สองเพื่อลดภาระของเครื่องยนต์ นอกจากสมรรถนะที่ถูกปรับปรุงแล้ว ประโยชน์หลักๆ คือกำลังเครื่องที่สูงขึ้นอย่างชัดเจน
เครื่องยนต์ บีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 4 คูเป้รุ่นใหม่ ทำงานร่วมกับเกียร์สเต็ปโทรนิก 8 สปีด และระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ เอ็ม สปอร์ต ให้การควบคุมอย่างมั่นใจในการเข้าโค้งด้วยความเร็วกับระบบล็อคด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าที่จะปรับความเร็วระหว่างล้อหลังทั้งด้านซ้ายและด้านขวา เพิ่มการยึดเกาะถนนและความเสถียรในการบังคับทิศทาง
ระบบเบรกอันทรงพลังของเอ็ม สปอร์ต และล้ออัลลอยน้ำหนักเบาเอ็ม ไลท์ขนาด 18 นิ้วประกอบกับยางต่างขนาดทั้งหน้าและหลัง ด้วยประสบการณ์ของทีม BMW รถรุ่นนี้จึงให้ทั้งการควบคุมที่แม่นยำ มีความคล่องตัวสูง การทรงตัวอันยอดเยี่ยม ให้ความตื่นเต้าเร้าใจทุกครั้งที่ได้ขับ เรามาตั้งตารอการปรากฎโฉมของเจ้า บีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 4 คูเป้ ใหม่ ไปด้วยกันดูสิว่าของที่จะวางขายจะได้อารมณ์ตามที่คุยไว้รึเปล่า
เมื่อ 2 ศิลปินระดับโลกมาร่วมมือกันความมันส์จึงบังเกิดเป็นคอลเลคชั่น UT Billie Eilish x Takashi Murakami
อายลิชเป็นเพื่อนกับมุราคามิหลังจากที่ส่งข้อความคุยกันผ่านอินสตาแกรม ทั้งคู่ได้ร่วมกันสร้างสรรค์มิวสิกวิดีโอที่มียอดวิวถล่มทลายอย่าง “ยู ชู้ด ซี มี อิน อะ คราวน์ (You Should See Me in a Crown) ” ซึ่งมุราคามิได้ถ่ายทอดความคิดของอายลิชผ่านลายเส้นและผลงานแอนิเมชั่นที่มีสไตล์โดดเด่นไม่ซ้ำใคร โดยวิดีโอนี้มียอดรับชมบนยูทูปแล้วกว่า 68 ล้านวิว
สำหรับไฮไลต์ของคอลเลคชั่นนี้อยู่ที่ลวดลายกราฟิกที่ผสมผสาน “บลอช (Blohsh)” สัญลักษณ์ของอายลิช ร่วมกับดอกไม้อันเป็นเอกลักษณ์ของมุราคามิ นอกจากนั้นยังมีลายภาพสเก็ตช์ที่ใช้ในมิวสิกวิดีโอของเธอ รวมถึงโลโก้ บิลลี อายลิช ที่ออกแบบมาสำหรับเสื้อยืด UT โดยเฉพาะ Billie Eilish x Takashi Murakami เป็นคอลเลคชั่นที่นำนักสร้างสรรค์ผู้ทรงอิทธิพลระดับโลกสองคนมาร่วมงานกัน เพื่อถ่ายทอดให้เห็นอีกครั้งว่าศิลปะเป็นของทุกคน

การออกแบบคอลเลคชั่นนี้ผสมผสานลวดลายอันเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละคน รวมถึงการร่วมสร้างสรรค์โลโก้ที่ออกแบบมาเพื่อเสื้อยืด UT โดยเฉพาะ ที่สำคัญอายลิชยังลงมากำกับการออกแบบลวดลายกราฟิกทั้งหมดทั้งบนเสื้อยืด และหมวกที่มีโลโก้ บิลลี อายลิช ซึ่งออกแบบมาสำหรับ UT โดยเฉพาะ www.uniqlo.com
Bear Grylls นักผจญภัยสายลุยรับประกันความถึก Luminox X Bear Grylls
รอบนี้มาพร้อมกับนาฬิกาสายลุยแบรนด์ท็อปอย่าง Luminox
ในคอนเซ็ป SEA – AIR – LAND ให้เลือกกันตามความชอบส่วนตัว
บอกตรงๆว่าโดนทุกตัว ตอนนี้ก็ลังเลอยู่ว่าจะจัดตัวไหน หรือจะทุกตัวมันไปเลยจบๆ
ไปดูกันเลยดีกว่าว่าตัวไหนหน้าตาเป็นยังไง
เริ่มที่ตัวท็อปสุดของซีรี่ย์นี้
Luminox BEAR GRYLLS SURVIVAL 3740 MASTER SERIES

คนที่ชอบนาฬิกาแนวpilotน่าจะถูกใจตัวนี้ ฟังชั่นมีมาให้ครบ สายมีให้โดนถึง 2 สี 2 สไตล์ มาพร้อมเข็มทิศที่สามารถถอดออกได้
ราคา: 30,500 บาท
Luminox BEAR GRYLLS SURVIVAL 3780 LAND SERIES

รุ่น Land Series โดดเด่นที่สาย มีให้เลือก 2 แบบ แบบนึงมาตัวเลขสำหรับวัดขนาดและอีกแบบเป็นพาราคอด สายผจญภัยน่าจะรู้จักเป็นอย่างดีว่าสามารถใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง มีให้เลือกเข้ากับบุคลิกเหล่านักผจญภัยทั้งหลาย ????
รหัส: XB.3781.KM
ราคา: 20,400 บาท
รหัส: XB.3797.KM
ราคา: 21,900 บาท
Luminox BEAR GRYLLS SURVIVAL 3720 SEA SERIES

ส่วนตัวชอบอันนี้สุดด้วยความเรียบ เท่ห์ ถ้าใครต้องการสีสะดุดตาขึ้นอีกหน่อยก็ไปตัวหน้าขอบน้ำเงินเลย
รหัส: XB.3723
ราคา: 15,500 บาท
ถูกใจตัวไหนก็ลองไปชมไปส่องไปลองไปทาบ
แต่ระวังว่าทาบแล้วมันจะติดข้อกลับบ้านมาด้วยนะครับ
หลบ ผบ.ที่บ้านกันให้ดีๆ
สนใจสั่งซื้อหรือติดต่อข้อมูลเพิ่มเติม
โทร – 02-694-1888
Facebook : Luminox Thailand
Instagram : Luminox_Thailand
บริษัทศรีทองพาณิชย์ ผู้นำเข้าและจัดจำหน่าย Luminox อย่างเป็นทางการในประเทศไทย

จากัวร์ เอฟ-ไทป์ ใหม่ ราคาเริ่มต้น 6.4 ล้านบาท พร้อมโปรแกรม Car Configurator ที่คุณสามารถคัสตอมรถได้เอง!
บริษัท อินช์เคป (ประเทศไทย) จำกัด ผู้แทนจำหน่ายรถยนต์จากัวร์และแลนด์โรเวอร์อย่างเป็นทางการ เปิดตัวจากัวร์ เอฟ-ไทป์ โฉมใหม่ (New Jaguar F-Type) วิวัฒนาการสู่การถ่ายทอดถึงเอกลักษณ์ความสปอร์ตและความดุดันมากกว่าเดิม ด้วยเครื่องยนต์เบนซินซูเปอร์ชาร์จแบบ V8 ขนาด 5.0 ลิตร กำลังสูงสุด 575 แรงม้า ใช้ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อด้วยการปรับแบบพลศาสตร์ และเครื่องยนต์ Ingenium เบนซิน ขนาด 2.0 ลิตร กำลังสูงสุด 300 แรงม้า ระบบขับเคลื่อนล้อหลัง รุ่นที่จำหน่ายในประเทศไทย ประกอบด้วย
- F-Type 2.0 Litre Ingenium Petrol Coupé ราคาจำหน่าย 6,400,000 บาท
- F-Type 2.0 Litre Ingenium Petrol Coupé R-Dynamic ราคาจำหน่าย 6,900,000 บาท
- F-Type 2.0 Litre Ingenium Petrol Convertible R-Dynamic ราคาจำหน่าย 7,600,000 บาท
- F-Type 5.0 Litre V8 Superchardged Petrol Coupé R ราคาจำหน่าย 12,000,000 บาท
- F-Type 5.0 Litre V8 Superchardged Petrol Convertible R ราคาจำหน่าย 13,000,000 บาท
จากัวร์ เอฟ-ไทป์ โฉมใหม่ ถือได้ว่าเป็นรุ่นที่รวมดีเอ็นเอในการออกแบบตามแบบฉบับของจากัวร์เข้าไว้ด้วยกัน รถสปอร์ตสองที่นั่งรุ่นนี้มอบความสมดุลที่ลงตัวทั้งในส่วนของสมรรถนะและการให้ความสำคัญกับผู้ขับขี่มากขึ้น ด้วยดีไซน์ที่ดุดันแข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม ห้องโดยสารซึ่งใช้วัสดุชั้นดี หรูหรา รายละเอียดที่สวยงาม เทคโนโลยีก้าวล้ำที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้ขับขี่
แผงคอนโซลและมาตรวัดดิจิตอลแบบ TFT ที่สามารถกำหนดค่าใหม่ได้ตามความต้องการ พร้อมจอแสดงผลความละเอียดสูงขนาด 12.3 นิ้ว ระบบอินโฟเทนเมนท์ Touch Pro พร้อม Smartphone Pack รวมถึงการเชื่อมต่อ Apple CarPlay ที่เป็นมาตรฐาน และฟังก์ชันระบบอัปเดตซอฟต์แวร์อัตโนมัติแบบ Over The Air เพื่อให้สามารถอัปเดตข้อมูลและความบันเทิงในอนาคตได้ตามความสะดวกของลูกค้า โดยไม่ต้องนำรถเข้าศูนย์บริการฯ ระบบเสียงชั้นยอดจาก Meridian ผู้นำแห่งนวัตกรรมเครื่องเสียง และเบาะนั่งรูปทรงบางน้ำหนักเบาผสมผสานรูปแบบที่ปรับให้เหมาะตามหลักสรีรศาสตร์ ที่มอบความสะดวกสบายอย่างเหนือชั้น
การออกแบบของรุ่น จากัวร์ เอฟ-ไทป์ โฉมใหม่ ยังคงมุ่งเน้นไปที่ความแข็งแกร่งที่มากขึ้นเพื่อสร้างรูปแบบความประณีตบรรจงอย่างสมบูรณ์ ไฟหน้า LED พิกเซลเรียวบาง รูปทรงตัว J เอกลักษณ์เฉพาะที่ปรับปรุงใหม่อย่างประณีตด้วยศิลปะตัวอักษรแบบ Calligraphy เพื่อการส่องสว่างเวลากลางวัน พร้อมไฟเลี้ยวขนาดใหญ่

ฝากระโปรงทรงเปลือกหอยแบบใหม่ผสมผสานเข้ากับพื้นผิววัสดุ Liquid Metal ที่มีความแข็งแรง ทำให้ตัวรถดูกว้างขึ้น เน้นถึงรูปโฉมที่ดุดัน กันชนหน้าแบบใหม่และกระจังหน้าที่ใหญ่ขึ้นแฝงความเคร่งขรึม เพิ่มความสะดุดตา และเสริมรูปลักษณ์ที่โดดเด่นยิ่งขึ้นของตัวรถ ท้ายที่แข็งแกร่งเน้นรูปลักษณ์ที่น่าทึ่งอันเป็นเอกลักษณ์ของรุ่น เอฟ-ไทป์ ขณะที่ไฟท้าย LED แบบใหม่ทรงเรียว มาในรูปทรงคอนเซ็ปต์ Chicane สวยงามไร้ที่ติที่เริ่มใช้ตั้งแต่ จากัวร์ ไอ-เพซ (Jaguar I-Pace) ซึ่งเป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้า

นายชาญชัย กล่าวว่า “สำหรับ จากัวร์ เอฟ-ไทป์ โฉมใหม่ ลูกค้าสามารถออกแบบเลือกอุปกรณ์รถยนต์ตามความต้องการ ด้วยโปรแกรม Car Configurator ภาพจำลองเสมือนจริงผ่านทางเว็บไซต์ สามารถเลือกได้ตั้งแต่ หลังคาแบบคูเป้หรือแบบเปิดประทุน ด้านขุมพลังมีให้เลือกทั้งเครื่องยนต์เทอร์โบชาร์จสี่สูบ ขุมพลัง 300 แรงม้า และ V8 ซูเปอร์ชาร์จสมรรถนะ 575 แรงม้า โดดเด่นด้วยระบบไอเสียแบบ Active Exhaust System ซึ่งสามารถสลับเป็นตัวเลือกหรือใช้เป็นมาตรฐานได้ ลูกค้าที่เลือกรุ่น V8 จะได้รับประโยชน์จากฟังก์ชัน Quiet Start แบบใหม่ ลูกค้าสามารถเข้าไปเลือกปรับแต่ง จากัวร์ เอฟ-ไทป์ ได้แล้ววันนี้ ที่เว็บไซต์ www.jaguar.co.th”
จองจากัวร์และแลนด์โรเวอร์ทุกรุ่น รับแคมเปญ “Worry-Free Program” ให้ความคุ้มค่ากับการรับประกันนาน 5 ปี บริการซ่อมบำรุงฟรี 5 ปี และบริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง นาน 5 ปี สำหรับผู้สนใจสามารถร่วมสัมผัสและทดลองขับได้ที่ โชว์รูมรถยนต์จากัวร์และแลนด์โรเวอร์ ถนนพระรามที่ 4 หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 02-666-7500
นิสสัน คิกส์ เอสยูวี อี-พาวเวอร์ รุ่นแรกในประเทศไทย…รถไฟฟ้าของคนอยากลองดี!
นิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ (e-POWER) รถยนต์คอมแพ็ค เอสยูวี ที่จะให้ประสบการณ์การขับขี่และสมรรถนะที่ใกล้เคียงรถยนต์ไฟฟ้าโดยรถยนต์จะขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวเท่านั้น เครื่องยนต์สันดาปภายในจะทำหน้าที่เพียงผลิตกระแสไฟฟ้าให้กับระบบ ทั้งนี้เทคโนโลยี อี-พาวเวอร์ ประกอบไปด้วย เครื่องยนต์เบนซิน เครื่องกำเนิดไฟฟ้า (generator) อินเวอร์เตอร์ (Inverter) มอเตอร์ไฟฟ้า (electic motor) และแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน (Lithium-ion battery)

เทคโนโลยี อี-พาวเวอร์ ในนิสสัน คิกส์ ใหม่ ประกอบไปด้วย มอเตอร์ไฟฟ้า EM57 เครื่องกำเนิดไฟฟ้า (generator) และอุปกรณ์แปลงกระแสไฟฟ้า (Inverter) ทีผลิตกระแสไฟฟ้าจากเครื่องยนต์สันดาปภายในขนาด 1.2 ลิตร 12 วาล์ว 3 สูบ แถวเรียงแบบ DOHC (Double Overhead Camshaft) ระบบอี-พาวเวอร์ ให้พละกำลังสูงสุด 95 กิโลวัตต์ (129 พีเอส) มีแรงบิดสูงสุด 260 นิวตันเมตร (Nm) และใช้แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนขนาด 1.57 กิโลวัตต์-ชั่วโมง (kWh) ที่มี 4 โมดูล เทคโนโลยีนี้ทำให้นิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ ใหม่ มอบอัตราเร่งที่ราบรื่น ให้การขับขี่ที่เงียบ มีการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงอย่างมีประสิทธิภาพ และมอบประสบการณ์การขับขี่เช่นเดียวกับรถยนต์ไฟฟ้า

นิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ ใหม่ ยังเพิ่มประสบการณ์การขับขี่ด้วยเทคโนโลยีคันเร่งอัจฉริยะ วัน-เพดัล (One-Pedal) ช่วยให้ผู้ขับขี่ เร่ง ชะลอความเร็ว และเบรกจนรถหยุดนิ่งได้ด้วยคันเร่งเพียงอย่างเดียว การใช้คันเร่งเดียวช่วยให้ การรักษาระยะห่างระหว่างรถยนต์คันหน้า การชะลอความเร็ว และการหยุดเมื่อลงเขาหรือหยุดเมื่อเจอสัญญาณไฟจราจร สะดวกสบายและง่ายยิ่งขึ้น
นิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ มาพร้อมกับการขับขี่ 4 รูปแบบ คือ
- แบบปกติ (Normal Mode) รถจะให้อัตราเร่งความเร็ว และการหยุดรถที่ดีเยี่ยม (โดยการปล่อยเท้าออกจากคันเร่ง) เทียบเท่ากับการหยุดของรถที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในทั่วๆ ไป
- แบบเอส หรือสมาร์ทโหมด (Smart Mode) รถจะเพิ่มประสิทธิภาพการเร่งความเร็วและการหยุดรถได้ดีมากยิ่งขึ้น
- แบบอีโค (Eco Mode) รถจะปรับการขับเคลื่อนเพื่อการประหยัดน้ำมัน โดยเน้นใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ลดการใช้พลังงานที่สิ้นเปลือง
- แบบอีวี (EV Mode) รถจะปรับเปลี่ยนให้รถขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าที่เหลือภายในแบตเตอรี โดยเครื่องยนต์จะไม่ทำงานจนกระทั่งแบตเตอรีอยู่ในระดับต่ำ สัมผัสถึงความเงียบและอีกขั้นของความประหยัด
นอกจากนี้ นิสสัน คิกส์ อี–พาวเวอร์ ใหม่ ยังมาพร้อม 14 เทคโนโลยีจาก นิสสัน อินเทลลิเจนท์ โมบิลิตี (NissanIntelligent Mobility) ที่ดีที่สุด อาทิ เทคโนโลยีควบคุมความเร็วอัตโนมัติอัจฉริยะ (Intelligent Cruise Control) เทคโนโลยีช่วยเตือนก่อนการชนด้านหน้าอัจฉริยะ (Intelligent Forward Collision Warning) เทคโนโลยีเบรกฉุกเฉินอัจฉริยะ (Intelligent Emergency Braking) เทคโนโลยีเตือนจุดอับสายตา (Blind Spot Warning system) เทคโนโลยีเตือนรถในทางสวนขณะถอยรถ (Rear Cross Traffic Alert) เทคโนโลยีกล้องอัจฉริยะมองภาพรอบทิศทาง (Intelligent Around View Monitor) พร้อมด้วยเทคโนโลยีตรวจจับและส่งสัญญาณเตือนวัตถุและบุคคลที่เคลื่อนไหวจากกล้องรอบคัน (Moving Object Detection) และเทคโนโลยีกระจกมองหลังอัจฉริยะ (Intelligent Rear View Mirror) เป็นต้น
ขณะที่คุณสมบัติด้านความปลอดภัยและความสะดวกสบายในการขับขี่ เป็นอีกหนึ่งจุดเด่นของนิสสัน คิกส์ ใหม่ ประกอบไปด้วยระบบเบรกป้องกันล้อล็อค (Anti-lock Braking System) ระบบกระจายแรงเบรก (Electronic Brake Force Distribution System) และระบบเสริมแรงเบรก (Brake Assist) เป็นระบบมาตรฐานในรถยนต์ทุกรุ่น รวมไปถึงถุงลมนิรภัย SRS 6 จุด
นิสสัน คิกส์ อี–พาวเวอร์ ใหม่ มีการออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์ ผสมผสานเส้นสายของอารมณ์เข้ากับการใช้งานจริงได้อย่างลงตัว มาพร้อมการออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของนิสสัน ด้วยรูปแบบที่โดดเด่นทันสมัย อาทิ กระจังหน้าแบบ V-Motion ไฟหน้า และไฟท้ายแบบบูมเมอแรง หลังคาแบบลอยตัว (floating roof) พร้อม ที่บังแดด (wrap-around visor) จากกระจกหน้าไปถึงกระจกข้าง เสาหลังคาท้ายถูกซ่อนพรางสายตาด้วยสีดำที่ผสมผสานเข้ากับกระจกประตูท้าย ในขณะที่หลังคาแบบลอยตัวที่ถูกขยายออก ทำให้ดูโดดเด่นสะดุดทุกสายตา
การออกแบบภายนอกที่โดดเด่นอื่นๆ ได้แก่ ไฟหน้าแบบ LED พร้อมไฟเลี้ยวแบบบูมเมอแรง LED Signature Light ไฟส่องสว่างเวลากลางวัน (DRL) แบบ LED ไฟหน้า พร้อมระบบ Follow-me-home ไฟท้ายแบบ LED ภายนอกได้รับการออกแบบใหม่ให้ปราดเปรียวกว้างและยาวขึ้น ภายใต้ปรัชญาในการสร้างสรรค์รถยนต์แบบ “รูปทรงเรขาคณิตที่สื่อถึงอารมณ์ หรือ Emotional Geometry” ของนิสสัน ที่เพิ่มพื้นที่ใช้สอยภายในที่กว้างขวางของนิสสัน คิกส์ ใหม่ อี–พาวเวอร์ อีกด้วย
ภายในของนิสสัน คิกส์ อี–พาวเวอร์ ใหม่ ได้รับการออกแบบขึ้นเพื่อรองรับแผงหน้าปัดดีไซน์ใหม่ หน้าจออินโฟเทนเมนท์ (infotainment) พวงมาลัย และเบาะที่นั่ง ได้อย่างลงตัว ห้องโดยสารที่มีสไตล์ ได้รับการออกแบบและการปรับแต่งอย่างประณีต รวมถึงการออกแบบแผงหน้าปัดด้วยลายเส้นของแนวปีกเครื่องร่อนหรือ Gliding Wing ที่เรียบง่ายและทันสมัย โดดเด่นด้วยจอสีแสดงผลบนหน้าปัดขนาด 7 นิ้ว ติดตั้งอยู่ภายในพร้อมระบบอินโฟเทนเมนต์เต็มรูปแบบ นิสสัน คิกส์ อี–พาวเวอร์ ใหม่ ยังนำเสนอลวดลายภายในแบบ ทูโทน สีดำและสีส้ม ซึ่งมีเฉพาะในรุ่น VL เท่านั้น
ด้านการเชื่อมต่ออัจฉริยะ (Intelligent Integration) จัดการผ่านระบบข้อมูลและความบันเทิง Nissan Connect ระบบอินโฟเทนเมนท์ มาพร้อมหน้าจอสีระบบสัมผัสแบบ AIVI ขนาด 8 นิ้ว เพิ่มความทันสมัยด้วยการเชื่อมต่อสาระและความบันเทิง ระบบนำทาง และความปลอดภัย ภายใต้แพลตฟอร์มเดียว โดยผ่านการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนด้วย Apple CarPlay (สำหรับระบบปฏิบัติการ iOS) นอกจากนี้ Nissan Connect ยังแสดงให้เห็นถึงการบูรณาการของเทคโนโลยีแบบอัจฉริยะ ซึ่งเป็นคุณสมบัติหลักของนิสสัน อินเทลลิเจนท์ โมบิลิตี

นิสสัน คิกส์ อี–พาวเวอร์ ใหม่ มาพร้อม 6 สีภายนอกให้ลูกค้าเลือก ได้แก่ สีดำ แบล็ค สตาร์ (Black Star) / สีขาว สตอร์ม ไวท์ (Storm White) / สีแดง เรเดียนท์ เรด (Radiant Red) / สีเทา กัน เมทาลิค (Gun Metallic) / สีเงิน บริลเลียนท์ ซิลเวอร์ (Brilliant Silver) และสีส้ม โมนาร์ช (Monarch Orange)
นอกจากนี้ยังมีสี ทูโทนที่ให้ความรู้สึกหรูหรามากขึ้นด้วยหลังคาแบบลอยตัวสีดำโดดเด่นสะกดทุกสายตาซึ่งมีให้เลือกเฉพาะในรุ่น VL สำหรับ 4 สีภายนอก สีส้ม โมนาร์ช / สีแดง เรเดียนท์ เรด / สีเทา กัน เมทาลิค และสีขาว สตอร์ม ไวท์
นิสสัน คิกส์ อี–พาวเวอร์ ใหม่ มี สี่รุ่นย่อย พร้อมราคาเริ่มต้นช่วงเปิดตัว
- 1.2 ลิตร รุ่น S 889,000 บาท
- 1.2 ลิตร รุ่น E 949,000 บาท
- 1.2 ลิตร รุ่น V 999,000 บาท
- 1.2 ลิตร รุ่น VL 1,049,000 บาท
นิสสัน คิกส์ อี–พาวเวอร์ ใหม่ ทุกรุ่น มาพร้อมการรับประกันแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนที่มี อายุการใช้งานที่นาน มีความทนทาน และมีสมรรถนะและคุณภาพสูงเป็นเวลา 10 ปี และรับประกันระบบไฟฟ้าเป็นเวลา 5 ปี และการรับประกันคุณภาพรถยนต์ ใหม่ เป็นเวลา 3 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน
สำหรับลูกค้าที่สนใจสามารถจองนิสสัน คิกส์ อี–พาวเวอร์ ใหม่ ได้ตั้งแต่วันนี้ โดยรถยนต์จะเริ่มส่งมอบรถในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2563 สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเยี่ยมชมที่ผู้จำหน่ายฯ ของนิสสัน หรือติดต่อศูนย์บริการลูกค้านิสสัน โทร 02 401 9600 หรือ www.nissan.co.th

