GWM (Thailand) ตั้งเป้าเติบโต 40% ผ่านรถใหม่ 7 รุ่น!
ปี 2569 GWM (Thailand) ได้ดำเนินธุรกิจครบรอบ 5 ปีในประเทศไทย ประกาศขอบคุณลูกค้าชาวไทยและทุกภาคส่วนสำหรับการสนับสนุนที่ผ่านมา พร้อมแถลงทิศทางการดำเนินธุรกิจประจำปี 2569 ผ่าน 4 กลยุทธ์สำคัญ เพื่อเร่งสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในประเทศไทย ได้แก่ ด้านผลิตภัณฑ์ ด้านการตลาด ด้านการขาย และด้านบริการหลังการขาย พร้อมเผยศักยภาพนวัตกรรมระดับโลกล่าสุด กับ 5 เทคโนโลยีขุมพลังครอบคลุมทุกพลังงาน สะท้อนแนวคิดของแบรนด์ที่ทุ่มเทและลงทุนในงานวิจัยและพัฒนาขึ้นเพื่อยกระดับการสัญจรแห่งอนาคตของคนไทยและทั่วโลกให้ดียิ่งขึ้น ตั้งแต่เครื่องยนต์สันดาป กลุ่มพลังงานไฮบริด พลังงานไฟฟ้า 100% พลังงานไฮโดรเจน และรถจักรยานยนต์ไฮเอนด์ ยิ่งไปกว่านั้น ในปี 2569 ยังเตรียมเปิดรถยนต์ใหม่ถึง 7 รุ่น พร้อมเร่งเครื่องมุ่งหน้าขยายเครือข่ายพาร์ทเนอร์สโตร์ให้ถึง 100 แห่ง ครอบคลุมทั่วประเทศไทย เพื่อสานต่อความไว้วางใจและเสริมแกร่งการดูแลผู้ใช้งานรถยนต์ GWM ได้อย่างใกล้ชิดและทั่วถึง
GWM (Thailand) ในฐานะบริษัทที่ให้บริการเทคโนโลยีอัจฉริยะระดับโลก (Global Intelligent Technology Company) ด้วยเม็ดเงินลงทุนสะสมในไทยแล้วกว่า 20,000 ล้านบาท และมีแผนที่จะลงทุนอีก 10,000 ล้านบาท เพื่อสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งในการดำเนินธุรกิจและระบบนิเวศยานยนต์ที่ครอบคลุม โดย ณ สิ้นปี 2568 GWM มียอดขายสะสมในไทยรวมทั้งสิ้น 53,619 คัน พร้อมสร้างสถิติยอดขายสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปีที่ผ่านมาที่ 18,096 คัน เติบโตขึ้นถึง 146% ตอกย้ำเป้าหมายการเป็น “The Most Trusted Chinese Brand in Thailand” โดยในปี 2569 GWM (Thailand) ตั้งเป้าหมายยอดขายอยู่ที่ 25,000 คัน เติบโตจากปีที่ผ่านมาประมาณ 40% พร้อมสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนด้วย 4 กลยุทธ์หลัก ได้แก่
- กลยุทธ์ด้านผลิตภัณฑ์ เดินหน้าเปิดตัวรถยนต์ใหม่ในปีนี้ทั้งสิ้น 7 รุ่น ครอบคลุมทั้ง HEV, PHEV, BEV และเครื่องยนต์ดีเซล เพื่อตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์แบบ User-Centric โดยมีไฮไลต์สำคัญคือ GWM ORA 5 รถยนต์ในเซกเมนต์ SUV-B ที่มาพร้อมทั้งรุ่น EV สำหรับชีวิตเมืองที่ทันสมัย และรุ่น HEV ที่ใช้เทคโนโลยีไฮบริดเจเนอเรชันใหม่ มอบสมรรถนะและการใช้พลังงานที่มีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังวางแผนเปิดตัวผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ WEY เพิ่มขึ้นอีก 1 รุ่นในปลายปีนี้ และอีก 2 รุ่นในปี 2570 เพื่อตอกย้ำความมุ่งมั่นในการทำการตลาดของรถยนต์ระดับลักซัวรี่ โดยจะมีการสร้าง WEY Exclusive Showroom ตามพื้นที่สำคัญ ๆ ทั่วประเทศ แยกเป็นอิสระจากโชว์รูมทั่วไปของ GWM
- กลยุทธ์ด้านการตลาด มุ่งเน้นการสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่ง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจให้กับผู้บริโภคชาวไทย เพื่อขึ้นสู่การเป็น “The Most Trusted Chinese Brand in Thailand” โดยเราจะเร่งสร้างการรับรู้ของแบรนด์ผ่านกลยุทธ์ Omni Channel พร้อมทำงานร่วมกับสื่อมวลชนเพื่อสื่อสารอย่างตรงจุด ตอบโจทย์ความต้องการผู้ใช้ รวมถึงการสร้างชุมชนผู้ใช้ที่แข็งแกร่งและมั่นคง นอกจากนี้ GWM จะทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์ทั่วประเทศเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการทำการตลาดให้สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าตามภูมิภาคต่าง ๆ ได้ดีมากยิ่งขึ้น
- กลยุทธ์ด้านการขาย ตั้งเป้าขยายเครือข่ายพาร์ทเนอร์สโตร์ให้ครบ 100 แห่งทั่วประเทศ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าและมอบบริการได้อย่างทั่วถึง นอกจากนี้ยังเตรียมรุกตลาดรถยนต์ฟลีท (Fleet) เพื่อตอบโจทย์การใช้งานเชิงพาณิชย์ของหน่วยงานภาครัฐและเอกชนอย่างเต็มรูปแบบ ยิ่งไปกว่านั้น GWM จะมีการนำรูปแบบการดำเนินธุรกิจแบบใหม่เข้ามาใช้ ซึ่งเป็นการนำจุดแข็งของระบบปัจจุบัน มารวมเข้ากับข้อดีของระบบ Wholesales เพื่อให้ได้สิ่งที่สมบูรณ์แบบในการทำการตลาดในปัจจุบัน และสร้างการเติบโตต่อไปในอนาคต โดยองค์ประกอบสำคัญในรูปแบบธุรกิจใหม่นี้ คือ การกระจายสินค้าให้พร้อมต่อปริมาณความต้องการในตลาดอย่างทั่วถึงและรวดเร็ว ด้วยระดับสต็อกที่เหมาะสม และการรักษานโยบาย One Price เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าและรักษาผลกำไรให้พาร์ทเนอร์ โดย GWM ได้เริ่มใช้รูปแบบการดำเนินธุรกิจแบบใหม่นี้ ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา
- กลยุทธ์ด้านการบริการหลังการขาย เน้นย้ำสร้างความเชื่อมั่นและมุ่งสู่การเป็นอันดับหนึ่งในใจลูกค้า ผ่านการบริการจัดการอะไหล่ที่มีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็น แคมเปญ “รับประกันความพร้อมของอะไหล่ภายใน 7 วัน” โดยมีอัตราการมีอะไหล่ (Part Fill Rate) ไม่น้อยกว่า 95% พร้อมบริการส่งด่วนภายใน 3 ชั่วโมงในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล และการจัดส่งทั่วประเทศภายใน 2 วันทำการ ควบคู่กับการขยายศูนย์มาตรฐานซ่อมตัวถังและสี (Certified Body & Paint) จาก 14 แห่ง เป็น 40 แห่งทั่วประเทศ และเตรียมนำเทคโนโลยี AI และ Intelligent Chatbot มาช่วยวินิจฉัยปัญหาและตอบคำถามลูกค้าอย่างแม่นยำและรวดเร็ว
ภายในงาน GWM Day – 5 Years Anniversary 2026
GWM ได้นำเสนอ Technology Showcase ซึ่งรวบรวมนวัตกรรมขุมพลัง 5 รูปแบบที่ออกแบบและพัฒนาเพื่อรองรับการขับเคลื่อนแห่งอนาคต โดยประกอบด้วยกลุ่มเครื่องยนต์สันดาป (ICE) ได้แก่ V6 Powertrain ที่ทรงพลังและให้การขับขี่ราบรื่น รองรับงานหนักและออฟโรดเต็มรูปแบบ พร้อมด้วยเครื่องยนต์ดีเซล 3.0T เทอร์โบที่ให้สมดุลระหว่างพละกำลังและการประหยัดเชื้อเพลิง และเครื่องยนต์ดีเซล 2.4T ที่ขึ้นชื่อด้านความทนทานและแรงบิดสูง พร้อมการรับประกันคุณภาพสูงสุด 1 ล้านกิโลเมตร; กลุ่มเครื่องยนต์ไฮบริด (Hybrid) ที่ประกอบด้วย H8 Boxer Engine ช่วยลดจุดศูนย์ถ่วงเพื่อเพิ่มเสถียรภาพ ระบบ Hi4 – Chassis ระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัจฉริยะที่ผสานทำงานร่วมกันระหว่างมอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องยนต์อย่างชาญฉลาดและไร้รอยต่อ และเครื่องยนต์ไฮบริด 2.0T / 1.5T เจเนอเรชันใหม่ที่เน้นการประหยัดพลังงานพร้อมสมรรถนะที่มากกว่า; กลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) ซึ่งมีทั้งมอเตอร์ Good Cat ที่ให้การขับขี่นุ่มนวล คล่องตัว เหมาะกับไลฟ์สไตล์ในเมือง และมอเตอร์ ORA 07 ที่มอบพละกำลังสปอร์ต พร้อมระบบจัดการพลังงานมีประสิทธิภาพสำหรับการเดินทางไกล; กลุ่มพลังงานไฮโดรเจน (Fuel Cell) ที่นำเสนอ Fuel Cell Engine เทคโนโลยีพลังงานสะอาดซึ่งเปลี่ยนไฮโดรเจนเป็นกระแสไฟฟ้าพร้อมไอเสียเป็นเพียงน้ำ และสุดท้ายคือกลุ่มรถจักรยานยนต์ระดับไฮเอนด์ นำโดย SOUO Motorcycle รถจักรยานยนต์ที่สะท้อนศักยภาพด้านวิศวกรรมของ GWM ด้วยดีไซน์พรีเมียมและเครื่องยนต์สมรรถนะสูงเพื่อประสบการณ์การขับขี่เหนือระดับ
เวย์น โจว กรรมการผู้จัดการ GWM (Thailand) กล่าวว่า “เป้าหมายในปีนี้ของ GWM (Thailand) ไม่ได้หยุดอยู่แค่การเติบโตด้านยอดขาย แต่คือการสร้างแบรนด์ที่ผู้ใช้งานชาวไทยสามารถเชื่อมั่นได้ในระยะยาว และตอกย้ำการดำเนินธุรกิจในไทยอย่างมั่นคง แข็งแกร่ง และต่อเนื่อง ผ่านผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ เทคโนโลยียานยนต์ที่ล้ำสมัย และการดำเนินธุรกิจด้วยความโปร่งใสควบคู่กับการดูแลลูกค้าอย่างใส่ใจในทุกขั้นตอน ซึ่งหนึ่งในความสำเร็จอันเป็นรูปธรรมที่สะท้อนถึงความไว้วางใจของลูกค้าที่มีต่อเรา คือความสำเร็จในการส่งมอบ GWM TANK 300 Diesel ครบ 10,000 คัน ภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว เราจึงวางกลยุทธ์การดำเนินงานปี 2569 อย่างรอบด้าน ครอบคลุมทั้งการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์การใช้งานของคนไทยภายใต้กลยุทธ์ Multi-powertrain การขยายเครือข่ายให้ทั่วประเทศรวมถึงต่อยอดทางธุรกิจด้านต่าง ๆ ภายใต้รูปแบบการดำเนินธุรกิจแบบใหม่เป็นตัวขับเคลื่อนการเติบโต และการยกระดับมาตรฐานบริการหลังการขาย เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีและความมั่นใจให้กับผู้ใช้งานชาวไทย พร้อมวางรากฐานการเติบโตที่มั่นคงให้กับ GWM ในตลาดประเทศไทย”
#GWMDAY #5YearsAnniversary #GWMTH #GWMThailand
XPEL จับมือ “ออโต้ โซไซตี้” เตรียมเปิดศูนย์บริการ 5 สาขา ทั่วกรุงเทพฯ
ตลาดฟิล์มกรองแสงระอุ XPEL (เอ็กซ์เพล) แบรนด์ฟิล์มกันรอยระดับพรีเมียมอันดับ 1 ของโลก จากประเทศ สหรัฐอเมริกา ประกาศรุกตลาดในไทย ล่าสุดเซ็นต์สัญญาแต่งตั้ง บริษัท ออโต้ โซไซตี้ จำกัด (Auto Society Co., Ltd) ให้เป็นตัวแทนทำตลาดในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ประกาศปักธงรุกตลาดเต็มที่ ประเดิมส่ง 3 ไฮไลต์เด็ด เขย่าตลาดพร้อมกันถึง 3 รุ่น คาดก่อนกลางปีปูพรมเปิดศูนย์บริการมาตรฐานระดับเวิลด์คลาส 5 สาขา ทั่วกรุงเทพฯ ยึดแนวพื้นที่ยุทธศาสตร์หลักของกรุงเทพฯ ทั้งย่านกาญจนาภิเษก นวมินทร์ วิภาวดีรังสิต และจรัญสนิทวงศ์
ธนบดี จินวัฒนาภรณ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ออโต้ โซไซตี้ จำกัด ผู้บริหารหนุ่มไฟแรง ซึ่งมีประสบการณ์ยาวนานและประสบความสำเร็จในการบริหารแบรนด์รถยนต์ของประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่อง เปิดเผยว่าบริษัทฯ ได้รับการแต่งตั้งจาก XPEL แบรนด์ฟิล์มกันรอยอันดับ 1 ของโลก จากประเทศสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการ ให้เป็นตัวแทนจัดจำหน่ายฟิล์มกรองแสง XPEL ในประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2569
“จากสถานการณ์การแข่งขันและการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของตลาดฟิล์มกรองแสงในประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่าหลายพันล้านบาท และยังมีแนวโน้มเติบโตสูงขึ้นตามการเติบโตของอุตสาหกรรมรถยนต์ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ขณะที่ผู้บริโภคมีความตื่นตัวและให้ความสำคัญเรื่องการปกป้องรถมากกว่าเดิม ส่งผลให้ตลาดฟิล์มกรองแสงและฟิล์มกันรอย PPF มีการขยายตัวและเติบโตอย่างมาก จึงมั่นใจว่าการจับมือทางธุรกิจระหว่าง XPEL และ Autosociety จะสร้างความตื่นเต้นคึกคักให้ตลาดฟิล์มกรองแสงในภูมิภาคเอเชีย”
คริส เวสต์ รองประธานภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก บริษัท เอ็กซ์เพล อินช์คอร์ปอเรชั่น ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งบินมาเซ็นสัญญาด้วยตัวเอง กล่าวว่า ตนเองให้ความสำคัญกับความร่วมมือครั้งนี้มาก เพราะสำหรับ XPEL การมีพาร์ทเนอร์ที่ใช่ สำคัญกว่าทุกอย่าง สำหรับ Autosociety นับเป็นพันธมิตรทางธุรกิจของ XPEL ที่มีศักยภาพสูง โดยเฉพาะทีมผู้บริหารที่มีความมุ่งมั่นและความหลงใหลในคุณภาพฟิล์มกรองแสง XPEL อย่างแท้จริง การร่วมมือกับ Autosociety ครั้งนี้จึงเป็นอีกก้าวสำคัญของ XPEL ซึ่งมั่นใจว่าจากความสำเร็จระดับโลก ที่ได้รับความไว้วางใจจากแบรนด์รถยนต์หรูทั่วโลก อาทิเช่น Landrover, Porsche, Tesla ที่ต่าง ไว้วางใจในมาตรฐานคุณภาพการผลิตระดับโลของ XPEL เชื่อมั่นว่าจะทำให้เราประสบความสำเร็จในการทำตลาดในประเทศไทยได้อย่างแน่นอน โดยปัจจุบันในไทยมีแบรนด์รถยนต์ชั้นนำ Audi, Landrover, Lambogini ได้จับมือกับ XPEL เป็นที่เรียบร้อย
“คนที่คลุกคลีอยู่ในแวดวงซูเปอร์คาร์ ไฮเปอร์คาร์ หรือเป็น “คนเล่นรถ” ตัวจริง เสียงจริง จะรู้ดีว่าก่อนที่รถระดับ หลายสิบล้านจะแตะพื้นถนน สิ่งแรกที่เจ้าของรถทุกคนต้องทำ คือการติดฟิล์มใสกันรอย (PPF) โดยต่างมองหา แบรนด์ที่สามารถเป็น “ตัวจบ” ซึ่งจากที่คนรักรถทั่วโลกโหวตให้ XPEL เป็นอันดับ 1 ในใจ ชื่อของ XPEL จึงเป็นคำตอบที่ใช่ในใจของผู้บริโภคชาวไทยได้ไม่ยาก”
XPEL by AutoSociety ยังได้เปิดตัวไลน์อัพ “ฟิล์มกรองแสงเซรามิก” ตระกูล XPEL PRIME ที่ขึ้นชื่อเรื่องเทคโนโลยีการกันความร้อนระดับท็อปของโลก พร้อมกันถึง 3 รุ่น โดยแต่ละรุ่นมีความพิเศษ โดดเด่น สามารถตอบโจทย์พฤติกรรมผู้ขับขี่ในเมืองไทยแตกต่างกันไป ดังนี้
- XPEL PRIME XR PLUS™เป็นฟิล์มกรองแสงพรีเมียม สำหรับคนที่ต้องการที่สุดของเทคโนโลยีกันความร้อน ซึ่งนี่คือ “ตัวจบ” ด้วยนวัตกรรม Multi-Layer Nanoparticle ที่สามารถบล็อกรังสีความร้อนอินฟราเรด (IR) ได้สูงสุดถึง 98% XPEL PRIME XR PLUS™ ยังถูกออกแบบมาเพื่อรถซูเปอร์คาร์และรถ EV หรูที่ต้องการทัศนวิสัยเคลียร์ใสขั้นสุด แต่กันความร้อนได้แบบเหนือชั้น
- XPEL PRIME XR BLACK™เป็นฟิล์มกรองแสงพรีเมียมสำหรับสายสปอร์ตที่หลงใหลในความดุดัน XR Black คือคำตอบ ตัวนี้ให้เฉดสีดำสนิทที่ดูแพงและเป็นเอกลักษณ์ (Custom Black) มอบความเป็นส่วนตัวสูง จากภายนอก แต่ยังคงความใสจากด้านใน พร้อมประสิทธิภาพการกันความร้อนระดับพรีเมียมที่รักษาสภาพห้องโดยสารให้เย็นฉ่ำ
- XPEL PRIME ASเป็นฟิล์มกรองแสงพรีเมียมที่นับว่าเป็น”หมัดเด็ด” ที่ซ่อนไว้ โดย PRIME AS ถูกวางหมากให้ “ยกระดับ” ให้เป็นฟิล์มระดับพรีเมียมที่ใครๆ ก็เข้าถึงได้ โดยเฉพาะ “โชว์รูมรถใหม่” ด้วยคุณภาพและความเป็นแบรนด์ระดับโลก แต่จำหน่ายในราคาที่โชว์รูมและดีลเลอร์สามารถจับต้องได้ XPEL PRIME AS จึงเป็นฟิล์มกรองแสง” ระดับไฮเอนด์ (Premium Giveaway) ที่สามารถช่วย “สร้างมาตรฐานใหม่” ให้กับแบรนด์รถยนต์ ที่ต้องการมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าตั้งแต่ป้ายแดง อันหมายถึงความพึงพอใจของลูกค้า (CSI) และเสริมภาพลักษณ์ของแบรนด์รถยนต์นั้นๆ ให้ดูเหนือระดับขึ้นไปอีก
XPEL PRIME AS มีค่า TSER (Total Solar Energy Rejected) – “ค่ากันความร้อนรวม” ที่สูงสุดถึง 65% ส่วน UVR (UV Rejection) – “กันรังสีอัลตราไวโอเลต” สามารถปกป้องผิวและเบาะหนังด้วยค่า UV 99% หรือเทียบเท่า SPF 500 และโทนสีที่ให้ความสวยพรีเมียม
ผู้ที่สนใจข้อมูลผลิตภัณฑ์ฟิล์มกรองแสง XPEL สามารถดูรายละเอียดได้ที่ Facebook Fanpage ของบริษัท ออโต้ โซไซตี้ จำกัด (Auto Society Co., Ltd) ผู้แทนทำตลาด XPEL ฟิล์มกันรอยระดับพรีเมียมอันดับ 1 ของโลก facebook.com/XPELbyAutoSociety หรือสอบถามได้ทาง โทร. 088 983 9998
ฟอร์ดเตรียมหวนคืนสนาม F1
สานต่อจากเรื่องราวการแข่งขั นของครอบครัวฟอร์ด
สำหรับฟอร์ด การแข่งขันฟอร์มูล่าวันในฤดูกาล 2026 ที่กำลังจะมาถึงนี้ นับเป็นการเดินทางที่เต็มไปด้
หลังห่างหายจากการแข่งขันฟอร์มู
“การได้เห็นโลโก้ฟอร์ดบลู
นวัตกรรมระบบไฟฟ้าแรงสูง ขุมพลังที่พัฒนาโดยฟอร์ด
คริสเตียน เฮิร์ทริช หัวหน้าวิศวกรระบบส่งกำลังของ ฟอร์ด เรซซิ่ง และหนึ่งในผู้นำทีมวิศวกรสำหรั
ในฐานะทีมพัฒนาขุมพลังรถแข่งหน้
ด้านการจัดการพลังงานแบตเตอรี่
“สนามแข่งรถฟอร์มูล่าวัน เปรียบเสมือนสนามทดสอบรถที่เปี่
จากสนามแข่ง สู่ความเชื่อมั่นบนท้องถนนจริง
ก่อนที่การแข่งขันฟอร์มูล่าวัน 2026 จะเริ่มขึ้นในเร็ว ๆ นี้ ฟอร์ดได้เริ่มทดสอบรถอย่างเต็
คริสเตียน เฮิร์ทริช เผยว่า “ชิ้นส่วนเหล่านี้ไม่ได้เป็นชิ้
ฟอร์ดได้นำความเชี่
คีธ เฟอร์เรลล์ ผู้เชี่ยวชาญทีมพัฒนาเทคโนโลยี
Honda e:N2 SUV ไฟฟ้า 100% วิ่งไกล 530 กิโลเมตร(NEDC)
Honda e:N2 มาพร้อมดีไซน์สปอร์ตเอสยูวีท้ายลาดแบบ Fastback เส้นสายเฉียบคม โดดเด่นด้วยกระจังหน้าและกันชนหน้าในดีไซน์ Grille-less เอกลักษณ์ของรถยนต์ไฟฟ้า พร้อมกระจกด้านหลังแบบ Privacy กระจกที่นั่งด้านหน้าและด้านหลังแบบกันเสียงซึ่งติดตั้งเป็นครั้งแรกของรถยนต์ฮอนด้าในไทย! ห้องโดยสารกว้างขวาง ครบครันด้วยเทคโนโลยีเพื่อความสะดวกสบาย อาทิ เบาะนั่งคู่หน้าแบบระบายอากาศ เบาะนั่งด้านคนขับปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง พร้อมระบบบันทึกตำแหน่งเบาะนั่งของผู้ขับขี่ พร้อมเลื่อนอัตโนมัติเวลาขึ้น – ลงรถ (Easy Entry / Exit) เบาะนั่งผู้โดยสารด้านหน้าปรับไฟฟ้า 4 ทิศทาง ไฟสร้างบรรยากาศภายในห้องโดยสารแบบปรับเฉดสีได้ แผ่นกรองอากาศกรองฝุ่น PM 2.5 และระบบแสดงระดับฝุ่น PM 2.5 ระบบฟอกอากาศในห้องโดยสาร Plasmacluster พร้อมเทคโนโลยีที่เชื่อมต่อทุกไลฟ์สไตล์อย่างลงตัว อาทิ ระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 12.8 นิ้วแบบ Advanced Touch รองรับ Apple CarPlay และ Android AutoTM แบบไร้สาย อุปกรณ์ชาร์จไฟแบบไร้สาย ช่องเชื่อมต่อ USB Type-C 4 ตำแหน่ง ระบบเชื่อมต่อ Honda CONNECT อีกทั้งฟีเจอร์ที่ติดตั้งเป็นครั้งแรกของรถยนต์ฮอนด้าในไทย! อาทิ น้ำหอมอโรมา (Aroma Diffuser) และกระจกมองหลังแบบกล้องพร้อมปรับลดแสงอัตโนมัติ
ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังไฟฟ้า 100% ที่พัฒนาบนแพลตฟอร์มขับเคลื่อนด้วยล้อหน้า e:N Architecture F ประสิทธิภาพสูง ที่มาพร้อมการปรับจูนการตอบสนองของอัตราเร่งอย่างเหมาะสม มอบการขับขี่ที่มั่นใจ นุ่มนวล และควบคุมง่าย ตอบสนองเร็วทันใจด้วยกำลังสูงสุด 150 กิโลวัตต์หรือ 204 แรงม้า (PS) ให้แรงบิดสูงสุด 310 นิวตัน-เมตร รองรับระยะทางวิ่งสูงสุด 530 กิโลเมตร** (ตามมาตรฐาน NEDC) ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง
จัดเต็มเทคโนโลยีความปลอดภัย เพื่อความมั่นใจในทุกการเดินทาง ทั้งเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ Honda SENSING ครอบคลุม 6 ฟังก์ชันการใช้งาน รวมถึงระบบช่วยเตือนมุมอับสายตาที่กระจกมองข้าง (Blind Spot Information: BSI) ระบบเตือนเมื่อมีรถเคลื่อนผ่านขณะถอย (Cross Traffic Monitor: CTM) ระบบกล้องมองภาพรอบทิศทาง (Multi-view Camera System: MVCS) เซนเซอร์กะระยะหน้า 4 จุด และหลัง 4 จุด พร้อมครั้งแรกของรถยนต์ฮอนด้าในประเทศไทย! กับถุงลมกลางด้านหน้า พร้อมด้วยเทคโนโลยีการขับขี่ระดับพรีเมียม ไม่ว่าจะเป็นมาตรวัดพร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ TFT ขนาด 9.4 นิ้ว ระบบแสดงข้อมูลบนกระจกหน้า (Head Up Display: HUD) ขนาด 11.5 นิ้ว ระบบเบรกมือไฟฟ้า (Electric Parking Brake: EPB) และระบบ Auto Brake Hold
Honda e:N2 มาพร้อมสีภายนอกที่มีให้เลือกทั้งหมด 3 สี ได้แก่ สีเทาเออร์เบิน (มุก) สีดำคริสตัล (มุก) และ สีใหม่! สีขาวไดมอนด์ดัสต์ (มุก) พร้อมภายในห้องโดยสารสีทูโทน (เทา/ดำ) ตกแต่งด้วยแถบสีส้ม
ไฮไลต์ข้อมูล ‘Honda e:N2’
▸ดีไซน์ภายนอก โดดเด่นด้วยทรงสปอร์ตเอสยูวีท้ายลาดแบบ Fastback ภายใต้แนวคิด ‘Knives Out’ เน้นการใช้เส้นสายที่เฉียบคม มาพร้อม
- กระจังหน้าและกันชนหน้าสีเดียวกับตัวรถในดีไซน์ Grille-less สะท้อนเอกลักษณ์รถยนต์ไฟฟ้า
- ช่องชาร์จแบตเตอรี่ด้านข้าง พร้อมไฟแสดงสถานะการชาร์จ ที่ทำให้รู้ถึงสถานะการชาร์จได้อย่างรวดเร็ว
- หลังคาซันรูฟพร้อมม่านบังแดด
- ใหม่! สัญลักษณ์ H-mark พร้อมไฟเรืองแสง
- ไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวันแบบ LED
- ไฟหน้าและไฟท้ายแบบ LED
- ไฟเลี้ยวด้านหน้าและด้านหลังแบบ LED
- ระบบเปิด-ปิดไฟหน้าอัตโนมัติ
- ใหม่! มือจับประตูด้านนอกแบบซ่อน
- ครั้งแรกของรถยนต์ฮอนด้าในไทย! กระจกด้านหลังแบบ Privacy
- ครั้งแรกของรถยนต์ฮอนด้าในไทย! กระจกที่นั่งด้านหน้าและด้านหลังแบบกันเสียง
- กระจกมองข้างพร้อมระบบไล่ฝ้า
- กระจกมองข้างปรับและพับไฟฟ้า พร้อมไฟเลี้ยว พร้อมพับเก็บอัตโนมัติ
- ฝากระโปรงท้ายเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้าแบบแฮนด์ฟรี พร้อมระบบปิดอัตโนมัติเมื่อกุญแจรีโมทอยู่ห่างจากตัวรถ
- สปอยเลอร์หลัง
- ล้ออัลลอย ขนาด 18 นิ้ว
- มาพร้อมทางเลือกสีภายนอก 3 สี ได้แก่ สีเทาเออร์เบิน (มุก) สีดำคริสตัล (มุก) และ สีใหม่! สีขาว
ไดมอนด์ดัสต์ (มุก) พร้อมภายในห้องโดยสารสีทูโทน (เทา/ดำ) ตกแต่งด้วยแถบสีส้ม
▸ภายในห้องโดยสาร เน้นความเรียบง่ายและทันสมัย มอบความสะดวกสบาย ผ่อนคลายในทุกที่นั่ง มาพร้อมฟังก์ชันการใช้งานและเทคโนโลยีที่พร้อมเติมเต็มสุนทรียะในการเดินทาง ไม่ว่าจะเป็น
- ครั้งแรกของรถยนต์ฮอนด้าในไทย! น้ำหอมอโรมา (Aroma Diffuser) แคปซูลน้ำหอมที่กระจายกลิ่นผ่านช่องปรับอากาศ ถ่ายทอดความพรีเมียมเชิงประสบการณ์
- ครั้งแรกของรถยนต์ฮอนด้าในไทย! กระจกมองหลังแบบกล้องพร้อมปรับลดแสงอัตโนมัติ
- ใหม่! เบาะนั่งคู่หน้าแบบระบายอากาศ
- ใหม่! ไฟสร้างบรรยากาศภายในห้องโดยสารแบบปรับเฉดสีได้
- เบาะนั่งด้านคนขับปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง พร้อมระบบบันทึกตำแหน่งเบาะนั่งของผู้ขับขี่
(Driver Memory Seat) พร้อมเลื่อนอัตโนมัติเวลาขึ้น – ลงรถ (Easy Entry / Exit) - เบาะนั่งผู้โดยสารด้านหน้าปรับไฟฟ้า 4 ทิศทาง
- แผ่นกรองอากาศกรองฝุ่น PM 2.5
- ระบบแสดงระดับฝุ่น PM 2.5
- ระบบฟอกอากาศในห้องโดยสาร Plasmacluster
อีกทั้งหลากหลายเทคโนโลยีที่เชื่อมต่อทุกไลฟ์สไตล์อย่างลงตัว อาทิ
- ระบบเครื่องเสียงพร้อมลำโพง BOSE 12 ตำแหน่ง เติมเต็มทุกการเดินทางด้วยสุนทรียะแห่งดนตรี
- ระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 12.8 นิ้วแบบ Advanced Touch รองรับ Apple CarPlay และ Android AutoTM แบบไร้สาย มอบประสบการณ์ดิจิทัลเต็มรูปแบบ ใช้งานง่าย ควบคุมและสั่งการได้อย่างเป็นธรรมชาติ เพียงปลายนิ้วสัมผัส
- อุปกรณ์ชาร์จไฟแบบไร้สาย (Wireless Charger)
- ช่องเชื่อมต่อ USB Type-C 4 ตำแหน่ง (ด้านหน้า 2 ตำแหน่งและด้านหลัง 2 ตำแหน่ง)
- ระบบเชื่อมต่อ Honda CONNECT
- กระจกไฟฟ้าปรับขึ้น-ลงอัตโนมัติคู่หน้าและคู่หลัง
- ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบ Dual Zone ปรับอุณหภูมิแยกอิสระซ้าย/ขวา
- ระบบสตาร์ทรถยนต์พร้อมเครื่องปรับอากาศด้วยกุญแจรีโมท (Remote Climate Pre-Conditioning)
- ระบบควบคุมประตูแบบอัจฉริยะ (Honda Smart Key System)
▸ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังไฟฟ้า 100% ที่พัฒนาบนแพลตฟอร์มขับเคลื่อนด้วยล้อหน้า e:N Architecture F ประสิทธิภาพสูง ที่มาพร้อมการปรับจูนการตอบสนองของอัตราเร่งอย่างเหมาะสม มอบการขับขี่ที่มั่นใจ นุ่มนวล และสนุกในทุกจังหวะการขับขี่ แต่ยังควบคุมง่ายและไม่ก่อให้เกิดอาการเวียนหัวหรือเมารถ
- ตอบสนองเร็วทันใจด้วยกำลังสูงสุด 150 กิโลวัตต์ หรือ 204 แรงม้า (PS) และแรงบิดสูงสุด 310 นิวตัน-เมตร
- ระยะทางวิ่งสูงสุด 530 กิโลเมตร (ตามมาตรฐาน NEDC) ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง
- ทำงานร่วมกับระบบเกียร์ไฟฟ้าแบบสวิตช์พร้อมไฟตกแต่ง
- มาพร้อมสวิตช์ฟังก์ชัน Drive Mode ให้เลือกโหมดการขับขี่ได้ถึง 4 โหมด เพื่อปรับคาแรกเตอร์การขับขี่ให้ตรงกับทุกสไตล์การเดินทาง
เทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ Honda SENSING ครอบคลุม 6 ฟังก์ชันการทำงานหลักๆ ได้แก่
- ระบบเตือนการชนพร้อมระบบช่วยเบรก (Collision Mitigation Braking System: CMBS)
- ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางเดินรถ (Lane Keeping Assist System: LKAS)
- ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (Auto High-Beam: AHB)
- ระบบเตือนเมื่อรถคันหน้าเคลื่อนที่ (Lead Car Departure Notification System: LCDN)
- ระบบเตือนและช่วยควบคุมเมื่อรถออกนอกช่องทางเดินรถ (Road Departure Mitigation System with Lane Departure Warning: RDM with LDW)
- ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน พร้อมระบบปรับความเร็วตามรถยนต์คันหน้าที่ความเร็วต่ำ (Adaptive Cruise Control with Low-Speed Follow: ACC with LSF)
พร้อมเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยและการขับขี่อื่น ๆ อาทิ
- ระบบช่วยเตือนมุมอับสายตาที่กระจกมองข้าง (Blind Spot Information: BSI)
- ระบบเตือนเมื่อมีรถเคลื่อนผ่านขณะถอย (Cross Traffic Monitor: CTM)
- ระบบกล้องมองภาพรอบทิศทาง (Multi-view Camera System: MVCS)
- เซนเซอร์กะระยะหน้า 4 จุด และหลัง 4 จุด
- ไฟส่องสว่างด้านข้างอัตโนมัติขณะเลี้ยว (Active Cornering Light: ACL)
- ระบบแจ้งเตือนแรงดันลมยาง (TPMS)
- ถุงลมคู่หน้า
- ถุงลมด้านข้างคู่หน้า
- ม่านถุงลมด้านข้าง
- ครั้งแรกของรถยนต์ฮอนด้าในไทย! ถุงลมกลางด้านหน้า
- ไฟเตือนเบาะนั่งด้านหลัง (Rear Seat Reminder)
- ระบบล็อกรถอัตโนมัติเมื่อกุญแจรีโมทอยู่ห่างจากตัวรถ (Walk Away Auto Lock)
เมอร์เซเดส-เบนซ์ เปิดประสบการณ์ City Run ใจกลางสาทร!
เมอร์เซเดส–เบนซ์ ประเทศไทย เดินหน้ามอบประสบการณ์เชิงไลฟ์สไตล์ที่ตอบโจทย์เทรนด์การวิ่งในเมืองของกลุ่มคนเจเนอเรชันใหม่ ผ่านแคมเปญ “The Urban Performance Presented by The all-new electric CLA” ชวนลูกค้าเมอร์เซเดส-เบนซ์ ร่วมกิจกรรมการวิ่งแบบ City Run กับระยะทางรวม 5.6 กิโลเมตร (5K) ในเส้นทางย่านสาทร – ถนนจันทน์ พร้อมนำรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% รุ่นล่าสุด “The all-new electric CLA” มาร่วมนำขบวนในงาน เพื่อตอกย้ำการสร้าง CLA Community ร่วมกับลูกค้าชาวไทยทุกคน โดยจะมีการจัดแคมเปญอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี ครอบคลุมมิติไลฟ์สไตล์ทั้งในด้านกีฬา ดนตรี และแฟชั่น
กิจกรรม City Run ในสไตล์ The all-new electric CLA จัดขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา ณ โครงการวนิลามูน (Vanilla Moon) โดยมีคณะผู้บริหารจากเมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด นำโดยพุทธิ ตุลยธัญ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการฝ่ายบริการลูกค้า บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด และ อัชฌ์ บุณยประสิทธิ์ ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายการตลาดและสื่อสารองค์กร ที่เดินทางมาต้อนรับลูกค้าทุกคน พร้อมร่วมเปิดงานอย่างเป็นทางการ ก่อนที่นักวิ่งทุกคนจะเริ่มวอร์มอัพและเตรียมปล่อยตัวจากจุดสตาร์ท โดยแบ่งกลุ่มนักวิ่งออกเป็น 4 กลุ่ม ซึ่งแต่ละกลุ่มจะมีเหล่าเพซเซอร์ (Pacer) ที่เป็นนักวิ่งอาชีพมานำการวิ่งและดูแลความปลอดภัยของนักวิ่งทุกคนตลอดเส้นทาง
โดยเส้นทางการวิ่งในระยะทางรวม 5.6 กิโลเมตร จากบริเวณถนนจันทน์ นักวิ่งทุกคนจะได้พบกับบรรยากาศของชุมชนกลางเมืองกรุงเทพมหานคร พร้อมเห็นมุมมองของวิถีไลฟ์สไตล์ผ่านการออกกำลังกายยามเช้าในวันที่ไม่เร่งรีบ โดยมุ่งหน้าสู่แลนด์มาร์คสำคัญอย่างสกายวอล์กช่องนนทรี (Chong Nonsi Skywalk) ที่เชื่อมต่อกับสวนสาธารณะลอยฟ้าที่อยู่กลางถนนนราธิวาสราชนครินทร์ และวิ่งผ่านเส้นทางในซอยสาทร 11 (เซนต์หลุยส์ 3) กลับมาเข้าเส้นชัยที่จุดรวมตัวบริเวณโครงการวนิลามูน เพื่อเข้าร่วมกิจกรรมพิเศษ “The Fastest Lap” การแข่งวิ่งระยะสั้นแบบ Sprint Challenge ในระยะทาง 300 เมตร เพื่อหาผู้ชนะที่จะได้รับรางวัลพิเศษจาก The all-new electric CLA ก่อนจบกิจกรรมด้วย Networking Party ที่ให้ทุกคนร่วมเฉลิมฉลองไลฟ์สไตล์ในแบบฉบับของ CLA Community ไปด้วยกัน
“The Urban Performance Presented by The all-new electric CLA” เป็นหนึ่งในกิจกรรมด้านไลฟ์สไตล์จากเมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ที่จัดขึ้นเพื่อเติมเต็มประสบการณ์ให้กับลูกค้าที่ สนใจเป็นเจ้าของ The all-new electric CLA รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ที่ล้ำสมัยที่สุดของเมอร์เซเดส-เบนซ์ และยังสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ในการพัฒนาและนำเสนอยนตรกรรมแห่งอนาคตอย่างต่อเนื่อง โดยรถยนต์รุ่นดังกล่าวจะเปิดตัวและประกาศราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการในเดือนมีนาคมนี้ ที่งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47
ลูกค้าที่สนใจรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ตัวแทนจำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่างเป็นทางการทั้ง 31 แห่ง ทั่วประเทศ หรือผ่านช่องทางออนไลน์ที่ www.mercedes-benz.co.th หรือโทร 1250 และติดตามข่าวสารอัพเดทผ่านทาง Facebook: Mercedes-Benz Thailand IG: @MercedesBenzThailand และ LINE: @mercedesbenzth
‘Tomorrowland Thailand’ ชูแพ็กเกจที่พักและกำหนดการจำหน่ายบัตร 11-13 ธันวาคม 2569
Tomorrowland และพันธมิตรในประเทศไทย ประกาศก้าวสำคัญของโปรเจกต์ยักษ์ใหญ่ “Tomorrowland Thailand” มุ่งเป้ายกระดับประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางยุทธศาสตร์ระยะยาวในระบบนิเวศของเทศกาลดนตรีระดับโลก พร้อมเปิดเผยกำหนดการจำหน่ายบัตร แพ็กเกจที่พัก และการเปิดตัว Tomorrowland Academy Bootcamp ครั้งแรกในเอเชีย
ทั้งนี้ Tomorrowland ได้ทำงานอย่างใกล้ชิดร่วมกับทีมงานในกรุงเทพฯ เพื่อนำความเชี่ยวชาญระดับโลก ทั้งในด้านดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ การออกแบบเวที การเล่าเรื่องราวที่เปี่ยมด้วยจินตนาการ และโปรดักชันขนาดใหญ่มาสู่ประเทศไทย เพื่อสร้างวิวัฒนาการของประสบการณ์เทศกาลดนตรีระดับตำนาน โดย Tomorrowland Thailand จะจัดขึ้นในวันที่ 11-13 ธันวาคม 2569 ณ Wisdom Valley พัทยา ข้อมูลเพิ่มเติมที่ thailand.tomorrowland.com
‘ประเทศไทย’เสาหลักสำคัญในการขยายตัวสู่ระดับโลกของ Tomorrowland
Bruno Vanwelsenaers CEO ของ WEAREONE.world ระบุว่า ความเคลื่อนไหวในครั้งนี้สะท้อนถึงการสร้างความสัมพันธ์และการวางแผนเชิงกลยุทธ์อย่างรอบคอบมานานกว่าทศวรรษ พร้อมกล่าวว่า
“ประเทศไทยไม่ใช่โปรเจกต์ทดลองสำหรับ Tomorrowland แต่กำลังก้าวขึ้นเป็นเสาหลักสำคัญในระบบนิเวศระดับโลกของเรา เช่นเดียวกับเบลเยียม ฝรั่งเศส และบราซิล เรามาที่นี่ด้วยวิสัยทัศน์ระยะยาวและความมุ่งมั่นอย่างเต็มที่ เราไม่ได้ต้องการเร่งรีบกับโปรเจกต์นี้ ตลอดหลายปีที่ผ่านมาเราให้ความสำคัญกับการเฟ้นหาพันธมิตรที่ใช่ สถานที่ที่เหมาะสม และจังหวะเวลาที่ลงตัว ซึ่งในวันนี้ ทุกอย่างลงตัวและพร้อมแล้ว”
Tomorrowland ได้จัดตั้งสำนักงานในกรุงเทพฯ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาและการเติบโตในระยะยาว
Tomorrowland ปักหมุด Wisdom Valley ตำบลเขาไม้แก้ว เมืองพัทยา จ.ชลบุรี เป็นสถานที่จัดงานที่แสนพิเศษแห่งใหม่ ด้วยพื้นที่อันงดงามแห่งนี้สามารถถ่ายทอดบรรยากาศอันเป็นเอกลักษณ์และพลังงานทางธรรมชาติที่บริสุทธิ์ เช่นเดียวกับสถานที่จัดงานระดับตำนานในเบลเยียมและบราซิล
โดยในขณะนี้พื้นที่ดังกล่าวกำลังถูกเนรมิตให้พร้อมสำหรับการรองรับเวทีสุดอลังการมากมาย รวมถึงการเปิดตัวครั้งแรกในเอเชียของเวทีระดับโลกอย่าง CORE และ Freedom ควบคู่ไปกับประสบการณ์แปลกใหม่ที่สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อประเทศไทยโดยเฉพาะ โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 50,000 คนต่อวัน ตลอดระยะเวลาทั้ง 3 วันของเทศกาล
ททท. มั่นใจสร้างแรงกระเพื่อมมหาศาลทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เน้นย้ำถึงประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับประเทศ พร้อมระบุว่าโปรเจกต์นี้สอดรับกับยุทธศาสตร์ในการผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลาง mega-event hub
ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “เราในฐานะคนไทยรู้สึกเป็นเกียรติและภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่ประเทศไทยได้ถูกรับเลือกให้ต้อนรับเทศกาลดนตรีระดับโลกอย่าง Tomorrowland จากเบลเยียม นี่คือก้าวสำคัญในการยกระดับภาคการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทย ความร่วมมือในครั้งนี้สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพของไทยในการเป็นเจ้าภาพจัดงานระดับโลก เรามั่นใจว่า Tomorrowland Thailand จะดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพจากทั่วโลก พร้อมโชว์ศักยภาพทางวัฒนธรรม อาหาร และการต้อนรับที่อบอุ่นแบบไทย ให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสความรู้สึกที่น่าประทับใจ หรือ ‘Feel all the feelings’ อย่างแท้จริง”
ความมุ่งมั่นสู่ความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ในระยะยาว
ทั้ง Tomorrowland และพันธมิตรในประเทศไทยต่างเน้นย้ำอย่างชัดเจนว่าโปรเจกต์นี้ถูกออกแบบมาให้เป็นการทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน ไม่ใช่เพียงการจัดงานแบบครั้งเดียวจบ แต่เป็นการสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งร่วมกันในอนาคต
Bruno กล่าวทิ้งท้ายด้วยความมั่นใจว่า “ประเทศไทยมีความพร้อมสำหรับการเริ่มต้นบทใหม่ในหน้าประวัติศาสตร์ของ Tomorrowland และเรามีความภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่จะได้ร่วมกันจารึกบทใหม่นี้ไปพร้อมๆ กัน”
กำหนดการจำหน่ายบัตรและแพ็กเกจการเดินทาง
เพื่ออำนวยความสะดวกสูงสุดแก่แฟนเพลงจากทั่วโลก Tomorrowland Thailand จะเริ่มจำหน่ายแพ็กเกจที่พัก (Hotel Packages) ในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 16:00 น. (ตามเวลาประเทศไทย) โดยแพ็กเกจนี้จะรวบรวมทั้งที่พัก การันตีบัตรเข้างาน และบริการรถรับ-ส่งเข้าด้วยกันในที่เดียว สำหรับการจำหน่ายบัตรอย่างเป็นทางการทั่วโลก (WorldWide Ticket Sale) จะมีขึ้นในวันที่ 7 มีนาคม 2569 เวลา 16:00 น. (ตามเวลาประเทศไทย) โดยมีบัตรให้เลือกสรรทั้งหมด 4 ประเภท
นอกจากนี้ นักเดินทางจะได้มีโอกาสสัมผัสประเทศไทยในมุมมองใหม่ผ่านแพ็กเกจ “Discover Thailand” การเดินทางท่องเที่ยวในหลากหลายจุดหมายปลายทางที่ได้รับการคัดสรรมาอย่างดี ผสมผสานการสำรวจวัฒนธรรมเข้ากับประสบการณ์ความมหัศจรรย์ในสุดสัปดาห์ที่ Tomorrowland Thailand
ครั้งแรกในเอเชียกับ Tomorrowland Academy Bootcamp
นอกเหนือจากความบันเทิงในเทศกาลดนตรี Tomorrowland ยังให้ความสำคัญกับมิติด้านการศึกษาด้วยการจัด Tomorrowland Academy Bootcamp ครั้งแรกในประเทศไทย โปรแกรมนี้มุ่งเน้นการเสริมสร้างระบบนิเวศทางดนตรีของไทยให้แข็งแกร่ง และสนับสนุนศิลปินรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพผ่านการฝึกอบรมอย่างเข้มข้น โดยเหล่าศิลปินจาก Tomorrowland และทีมอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญที่ผ่านการรับรอง
CONSCIENCIA: สายใยเชื่อมโยงเบลเยียม ไทย และบราซิล
Tomorrowland Thailand จะเป็นส่วนหนึ่งของ CONSCIENCIA ธีมระดับโลกหนึ่งเดียว (Unified Global Theme) ครั้งแรกของเทศกาล ที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงการจัดงานในแต่ละทวีปเข้าด้วยกันเป็นเรื่องราวเดียว ทั้งนี้ รายละเอียดเพิ่มเติมและรายชื่อศิลปินจะมีการประกาศให้ทราบอย่างเป็นทางการในเดือนถัดๆ ไป
**********
วันจัดงาน: 11-13 ธันวาคม 2569
รายละเอียดบัตร: thailand.tomorrowland.com
เปิดจำหน่ายแพ็กเกจที่พัก: 28 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 16:00 น. (ตามเวลาประเทศไทย)
เปิดจำหน่ายแพ็กเกจ DJ Academy: 3 มีนาคม 2569 เวลา 16:00 น. (ตามเวลาประเทศไทย)
เปิดจำหน่ายบัตรอย่างเป็นทางการทั่วโลก (WorldWide Ticket Sale): 7 มีนาคม 2569 เวลา 16:00 น. (ตามเวลาประเทศไทย)
**********
การประกาศครั้งนี้มีขึ้นในงานแถลงข่าว ณ กรุงเทพมหานคร โดยได้รับเกียรติจากผู้บริหารและตัวแทนหน่วยงานสำคัญร่วมให้ข้อมูล ได้แก่
- ณัฐ ครุฑสูตร รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)
- Laurent De Greef เลขานุการเอก สถานเอกอัครราชทูตราชอาณาจักรเบลเยียม ประจำประเทศไทย
- อดิเรก อุ่นโอสถ รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี คุณ Bruno Vanwelsenaers CEO ของ WEAREONE.world
- รชต ธันยาวุฒิ กรรมการบริหาร WEAREONE.world Thailand
พร้อมด้วยพันธมิตรระดับนานาชาติและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในท้องถิ่นเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง
Defender Trophy Edition รุ่นพิเศษ 10 คันในไทยราคาเพียง 7,799,000 บาท
อินช์เคป (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์จากัวร์และแลนด์โรเวอร์อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย เฉลิมฉลองครบรอบ 10 ปี แห่งการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการนำเสนอประสบการณ์การขับขี่และการบริการระดับพรีเมียมแก่ลูกค้าชาวไทยอย่างต่อเนื่องตลอดทศวรรษที่ผ่านมาพร้อมสะท้อนบทบาทผู้นำด้านการนำเข้าและจัดจำหน่ายรถยนต์ระดับหรูในตลาดประเทศไทย โดยหนึ่งในไฮไลท์สำคัญของการเฉลิมฉลองในปีนี้ คือการเปิดตัวรถยนต์รุ่นพิเศษเพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งความสำเร็จและการก้าวสู่ทศวรรษใหม่ขององค์กร
การเปิดตัว Defender 110 Trophy Edition ในวาระครบรอบ 10 ปี ไม่เพียงเป็นการนำเสนอรถยนต์รุ่นพิเศษสู่ตลาดไทยเท่านั้น หากยังเป็นการตอกย้ำถึงความสำเร็จและความเชื่อมั่นของ อินช์เคป (ประเทศไทย) ในการทำตลาดรถยนต์จากัวร์และแลนด์โรเวอร์ในประเทศไทย พร้อมก้าวสู่ทศวรรษที่สองด้วยความมุ่งมั่นในการนำเสนอนวัตกรรม เทคโนโลยีและประสบการณ์สุดพิเศษให้แก่ลูกค้าอย่างต่อเนื่อง สำหรับ Defender 110 Trophy Edition ได้รับการออกแบบเป็นพิเศษ พร้อมอุปกรณ์เสริมเพื่อการผจญภัย ทำให้รถยนต์รุ่นนี้เป็นเพื่อนคู่ใจที่สมบูรณ์แบบสำหรับทุกการเดินทาง โดยมีตัวเลือกสีตัวถัง 2 สีสุดพิเศษ ได้แก่
- Deep Sandglow Yellow สีเหลืองอำพันที่ถูกตีความใหม่ในสไตล์โมเดิร์น ถ่ายทอดเอกลักษณ์ของรถแข่ง Trophy ในอดีต
- Keswick Green สีเขียวเข้ม สื่อถึงการเดินทางสำรวจชนบทของสหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นถิ่นกำเนิดของ Defender
ตัวถังภายนอกตกแต่งด้วยสีดำเงา (Gloss Black) ในจุดสำคัญ อาทิ ฝากระโปรงหน้า ชายตัวถังด้านล่าง และคาลิปเปอร์เบรก เพื่อเสริมภาพลักษณ์ที่ดุดันและโดดเด่นยิ่งขึ้น รวมถึงห่วงลากด้านหลังสีดำเงา นอกจากนี้ ยังตกแต่งด้วยสติกเกอร์ดีคอล Trophy บนฝากระโปรงหน้า กราฟิกเสา C และตราสัญลักษณ์ Trophy บริเวณด้านหลัง เสริมความดุดันด้วยล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่ขนาด 20 นิ้ว สีดำเงา จับคู่กับยางออลเทอร์เรน (All-Terrain Tires) ที่ให้การยึดเกาะถนนอย่างเต็มสมรรถนะ พร้อมแผ่นกันรอยด้านท้ายรถสีเข้ม แผงป้องกันซุ้มล้อสีดำเงาและแผ่นกันกระแทกใต้ท้องรถด้านหน้าสีดำ
การตกแต่งภายนอกยังติดตั้งอุปกรณ์เสริมเพิ่มเติม อาทิ แร็คหลังคา Expedition Roof Rack บันไดหลังคาแบบพับได้สีดำ ที่วางสัมภาระด้านข้างสีดำเงา เหมาะสำหรับจัดเก็บอุปกรณ์ที่เปื้อนโคลน เปียกน้ำ หรือมีทรายติด รวมถึงบังโคลนหน้า–หลังแบบคลาสสิก และช่องรับอากาศแบบยกสูงสำหรับช่วยกรองฝุ่น
ภายในห้องโดยสารตกแต่งอย่างประณีต ตอกย้ำเอกลักษณ์ความเป็นรุ่นพิเศษด้วยแผ่นกันรอยสลักคำว่า “Trophy” พร้อมระบบไฟส่องสว่างเพิ่มบรรยากาศพรีเมียม เบาะนั่งหุ้มหนังคุณภาพสูงโทนสี Ebony Windsor ให้สัมผัสนุ่มสบายและทนทานต่อการใช้งานหนัก เสริมความสะดวกสบายด้วยระบบปรับอากาศแบบแยก 3 โซน ระบบฟอกอากาศและเซ็นเซอร์ตรวจวัดคุณภาพอากาศ กระจกมองหลังดิจิทัล ClearSight, Head-up Display, พวงมาลัยปรับไฟฟ้า, หลังคาพาโนรามาเลื่อนเปิดได้, ช่องแช่เย็นบริเวณคอนโซลกลาง, ไฟหน้า Matrix LED พร้อมไฟ Daytime Running Lights (DRL), ระบบแจ้งเตือนความเหนื่อยล้าของผู้ขับขี่และอุปกรณ์ป้องกันการโจรกรรมล้อ เป็นต้น
Land Rover Defender 110 Trophy Edition เปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทย ด้วยราคาจำหน่าย 7,799,000 บาท
Land Rover Defender 110 Trophy Edition มาพร้อมแพ็กเกจ Defender Care ระยะเวลา 5 ปี ซึ่งครอบคลุมการรับประกันคุณภาพ การบำรุงรักษาตามระยะและบริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อสร้างความอุ่นใจตลอดระยะเวลาการเป็นเจ้าของ Defender 110 Trophy Edition จำนวนจำกัดเพียง 10 คันในประเทศไทย
ทุกการจำหน่ายรถยนต์ Defender 110 Trophy Edition จำนวน 1 คัน จะร่วมบริจาคเงินจำนวน 50,000 บาท ในนามของผู้ซื้อรถยนต์ให้แก่มูลนิธิช้างแห่งประเทศไทย เพื่อนำไปใช้ในโครงการดูแลสุขภาพช้าง การจัดหาอาหารและยารักษาโรค ตลอดจนการสนับสนุนการศึกษาและงานวิจัยด้านการอนุรักษ์ช้างไทยในระยะยาว สะท้อนแนวคิดของ Defender ที่เชื่อว่าการผจญภัยที่แท้จริงต้องดำเนินควบคู่ไปกับการปกป้องโลกอย่างยั่งยืน
พร้อมกันนี้ The New Defender MY26 ได้เริ่มวางจำหน่ายในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ โดดเด่นด้วยเฉดสีภายนอกใหม่ล่าสุด ได้แก่ Borasco Grey สีเทาเมทัลลิกเปล่งประกาย ได้แรงบันดาลใจจากประกายแร่เงินในเหมืองโบราณของรัฐแคลิฟอร์เนีย สะท้อนพลังและความโดดเด่นในแบบ Defender และ Woolstone Green สีเขียวเข้มอันทรงเสน่ห์ ถ่ายทอดความงดงามของธรรมชาติแห่งสหราชอาณาจักร ด้านการออกแบบภายนอกได้รับการปรับใหม่ในหลายรายละเอียด อาทิ แผงฝากระโปรงทรง “Squircles” ที่สื่อถึงความแข็งแกร่งในทุกรายละเอียด รูปทรงโคมไฟหน้าใหม่พร้อมวงแหวนเรืองแสง สัญลักษณ์ Land Rover Oval สีดำใหม่ กันชนล่างดีไซน์ใหม่ และไฟท้ายสีเข้ม เสริมภาพลักษณ์ความบึกบึนและร่วมสมัยอย่างลงตัว ขณะที่ภายในห้องโดยสารติดตั้งหน้าจอสัมผัส Infotainment ขนาด 13.1 นิ้ว พร้อมตำแหน่งเกียร์ใหม่ตามหลักสรีรศาสตร์ และระบบความปลอดภัยอัจฉริยะ Intelligent Safety อาทิ ระบบตรวจจับความเหนื่อยล้าของผู้ขับขี่ (Driver Attention Monitor) เพื่อยกระดับความมั่นใจในทุกเส้นทางการเดินทาง
‘ฮอนด้า ซีโร่ อัลฟ่า’ เอสยูวีไฟฟ้าต้นแบบไลน์อัป Honda 0 Series ครั้งแรกในไทย!
บริษัท เอเชี่ยนฮอนด้ามอเตอร์ จำกัด และบริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด อัปเดตไฮไลต์นวัตกรรมใหม่ที่จัดแสดงภายใน “The M.O.V.E. by Honda” Immersive Experience Center แห่งแรกของแบรนด์ จัดแสดง Honda 0 α (ฮอนด้า ซีโร่ อัลฟ่า) รถ SUV ไฟฟ้าต้นแบบรุ่นล่าสุดในไลน์อัป Honda 0 Series ครั้งแรกในประเทศไทย หลังจากเผยโฉมครั้งแรกในโลกที่งาน Japan Mobility Show 2025 พร้อมด้วย Honda 0 SALOON Flagship Model ของซีรีส์ฯ ส่งตรงจากญี่ปุ่นสู่ประเทศไทยเพื่อให้แฟนๆ ชาวไทยได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด ณ EM GLASS ชั้น G ศูนย์การค้า EMSPHERE ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2569
Honda 0 α ได้รับการพัฒนาให้เป็นรถ SUV ที่สามารถผสานเข้ากับสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติได้อย่างลงตัว พร้อมรองรับไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายของผู้คนในทุกสถานการณ์ โดยนับตั้งแต่การเปิดตัว Honda 0 SALOON และ Honda 0 SUV ภายในงาน CES 2025 Honda 0 α ได้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเป็นอีกหนึ่งโมเดลที่เสริมไลน์อัป Honda 0 Series ในฐานะ “Gateway Model” ที่จะมาเปิดประตูสู่โลกของ Honda 0 Series ซึ่งนำเสนอความโดดเด่นของการออกแบบอันประณีต และมอบความสะดวกสบายที่เหนือระดับให้แก่ผู้โดยสาร สำหรับรุ่นที่จะผลิตจริงจะมาพร้อมเทคโนโลยีที่สะท้อนแนวคิด “Thin, Light and Wise” ในการพัฒนาตามแบบฉบับยนตรกรรม Honda 0 Series โดยมีแผนเปิดตัวสู่ตลาดโลก ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2570 เป็นต้นไป เริ่มด้วยตลาดญี่ปุ่น อินเดีย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทยในอนาคต
แพ็กเกจและดีไซน์ภายนอกของ Honda 0 α
แพ็กเกจตัวรถ ออกแบบภายใต้แนวคิด “Thin” (บาง) ทำให้ความสูงของตัวรถต่ำ แต่ไม่กระทบต่อระยะความสูงจากพื้นถนน พร้อมห้องโดยสารดีไซน์เพรียวบาง แต่ยังมอบพื้นที่ใช้งานที่กว้างขวางและสะดวกสบายแก่ผู้โดยสารทุกที่นั่ง ในขณะเดียวกัน ด้วยระยะฐานล้อที่กว้างขึ้น ยังช่วยมอบทั้งความมั่นคงและความคล่องตัวในการขับขี่ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของรถ SUV ได้อย่างแท้จริง
ดีไซน์ภายนอกโดดเด่นด้วยรูปทรงที่ผสานความโฉบเฉี่ยว ปราดเปรียว และล้ำสมัย ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของ Honda 0 Series เข้ากับสัดส่วนตัวถังแบบต้นฉบับของรถ SUV ได้อย่างลงตัว โดยทั้งด้านหน้าและด้านท้าย ได้รับการออกแบบเป็นหน้าจอ (Screen Area) ซึ่งส่วนของด้านหน้า องค์ประกอบต่าง ๆ ที่โดยปกติแยกส่วนกัน เช่น ไฟหน้า ฝาปิดช่องชาร์จ และโลโก้เรืองแสง จะถูกออกแบบให้รวมกันในพื้นที่หน้าจอ ในขณะที่ด้านท้าย โดดเด่นด้วยไฟรูปทรงตัว U ซึ่งผสานไฟท้าย ไฟถอยหลัง และไฟเลี้ยวเข้าไว้ด้วยกัน ช่วยขับเน้นเส้นสายและพื้นที่หน้าจอด้านท้ายให้โดดเด่นยิ่งขึ้น สะท้อนการออกแบบโดยรวมที่ทั้งสวยงาม และตอบโจทย์การใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากการจัดแสดงไฮไลต์ยนตรกรรมทั้ง 2 รุ่นในไลน์อัป Honda 0 Series ทั้ง Honda 0 α และ Honda 0 SALOON ในโซน Future Drive แล้ว ภายในศูนย์ ฯ ยังมีการจัดแสดงโซนอื่น ๆ ที่พร้อมให้ผู้เยี่ยมชมได้ร่วมสัมผัสประสบการณ์สู่โลกแห่งการขับเคลื่อนไปพร้อมกับฮอนด้า ไม่ว่าจะเป็น
- Dream Sphere – ถ่ายทอดประวัติศาสตร์ และจิตวิญญาณแห่งความท้าทายของฮอนด้า ผ่านห้องแสดงผลแบบภาพ 360 องศา
- Future Mobility – พบกับโลกแห่งการเดินทางที่ไร้รอยต่อ พร้อมสัมผัสแนวคิดระบบนิเวศใหม่สำหรับการเดินทางในอนาคต
- The M.O.V.E Café – คาเฟ่ที่ให้ทุกคนได้พักผ่อนในบรรยากาศสบาย ๆ พร้อมลิ้มรสเครื่องดื่มและของหวานที่รังสรรค์ขึ้นเป็นพิเศษเฉพาะพื้นที่แห่งนี้
สำหรับท่านใดที่สนใจเข้าชมและร่วมสัมผัสประสบการณ์ล้ำสมัยกับงาน “The M.O.V.E. by Honda” Immersive Experience Center แห่งแรกในไทย สามารถเข้าชมได้ฟรีทุกวัน! ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2569 เวลา 10:00 – 22:00 น. ณ EM GLASS ชั้น G ศูนย์การค้า EMSPHERE
#TheMOVEbyHonda #ExperienceWhatsNext #Honda #HondaThailand #EV #ThePowerOfDreams #HowWeMoveYou #SenseTheSynergy
Honda MEGAFESTO 2026 ยกญี่ปุ่นมากลางเมืองเพื่อชาว ‘ฮอนด้า’
ภายในงานเริ่มต้นด้วยขบวนพาเหรดรถยนต์ และรถจักรยานยนต์ฮอนด้ารุ่นใหม่ที่ยกทัพมาเปิดตัวอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก นำโดย New Honda GB350C, New Honda 500 Series E-CLUTCH ได้แก่ New Honda CBR500R และ New Honda NX500 E-CLUTCH พร้อมกับ New Honda ADV160 ร่วมด้วย New Honda CT125, New Honda UC3, New Honda Scoopy และ New Honda LEAD125 ที่เปิดตัวไปเมื่อต้นปี สร้างสีสันและความคึกคักให้เหล่าไบค์เกอร์และแฟน ๆ รถยนต์ตลอดทั้งงาน นอกจากนี้ ยังเปิดให้ทดลองขับขี่และจองรถภายในงาน พร้อมลุ้นของรางวัลพิเศษมากมาย
อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญ คือการจัดประกวดรถสายคัสตอมญี่ปุ่นตั้งแต่รถจักรยานยนต์ Honda A.T. ที่มีผู้เข้าร่วมประชันกว่า 30 คัน เปิดพื้นที่ให้สายคัสตอมได้แสดงพลังแห่งความคิดสร้างสรรค์อย่างเต็มสูบไปจนถึงโซนรถยนต์ Honda ที่ยกขบวนรถยนต์รุ่นยอดนิยมมาให้ชมแบบเต็มไลน์อัป ทั้ง New CR-V e:HEV HuNT, City e:HEV, City Hatchback e:HEV, HR-V e:HEV Modulo และพิเศษสุดสำหรับสายสปอร์ตตัวจริง Honda Civic Type R ตัวแรงระดับตำนานมาชมกันแบบใกล้ชิดในงาน อีกทั้งยังมีโซนรถยนต์แต่งสไตล์ญี่ปุ่น (JDM) จากกลุ่มคนรักรถแต่งแนวญี่ปุ่น TOFUYA ที่ได้นำรถจากสำนักแต่ง Top secret ชั้นนำจากญี่ปุ่นมาจัดแสดงโชว์ พร้อมร้านแต่งชั้นนำจากทั่วประเทศกว่า 100 ร้าน ที่มาออกบูธให้กับสายแต่งได้มาอัปสไตล์รถคู่ใจแบบจัดเต็ม
นอกจากนี้ตลอดทั้งงาน ยังเต็มไปด้วยกิจกรรมสไตล์ญี่ปุ่นที่ช่วยเติมไวบ์ความคาวาอี้และความสุโค่ยให้สมกับดินแดนญี่ปุ่นใจกลางแลนด์มาร์กกรุงเทพ ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขัน Tamiya และ Beyblade, การประกวด Japan Cosplay Contest, โซนเกมและ Photobooth สุดน่ารัก, รวมถึงกิจกรรมหมุน กาชาปอง ที่สร้างสีสันให้ผู้ร่วมงานตลอดทั้งวัน
ปิดท้ายด้วยคอนเสิร์ตจากศิลปินแถวหน้าของเมืองไทย ทุกแนว ทุกสไตล์ สำหรับทุกคน ไม่ว่าจะเป็น BNK48, NO ONE ELSE, POTATO, YOUNGOHM รวมไปถึง JOEY PHUWASIT พรีเซ็นเตอร์ All New Honda Wave 125 และ LYKN พรีเซ็นเตอร์ New Honda Scoopy ที่สร้างความมันส์ตั้งแต่แสงแดดยังไม่ลับขอบฟ้าไปจนถึงช่วงค่ำคืน ท่ามกลางเสียงเชียร์ของเหล่าแฟนเพลงที่มารอกันจนแน่นขนัด ทุกคนพร้อมใจกันกระโดดและร้องตามไปกับเพลย์ลิสต์สุดฮิตแบบสุดเสียง จนพื้นที่จัดงานดูเล็กลงไปทันที
Honda MEGAFESTO 2026 ตอกย้ำความสำเร็จของฮอนด้าที่รวมทุกแพสชันไว้ในงานเดียวได้อย่างลงตัว โดยความสนุกในรูปแบบนี้เตรียมกลับมาให้ได้พบกันอีกทุกปี แล้วเจอกัน!
อาดิดาส เปิดตัวคอลเลกชันใหม่ ‘บ็อบ มาร์เลย์’ สไตล์
อาดิดาสเปิดตัว Bob Marley Collection ประกอบด้วยเสื้อผ้าสำหรับสวมใส่ก่อน-หลังการแข่งขัน เหมาะสำหรับทั้งนักกีฬาและแฟนบอล เสื้อผ้าทุกชิ้นในคอลเลกชันนี้มีการออกแบบลวดลายที่มีความโดดเด่น ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากชีวิตส่วนตัวและผลงานด้านดนตรีที่มีความหลากหลายของบ็อบ มาร์เลย์ โดยเฉพาะลายคลื่นที่ถูกนำมาใช้ทั่วทุกชิ้นในคอลเลกชันนี้ เพื่อเชื่อมโยงจังหวะของดนตรีและจิตวิญญาณของจาไมกาเป็นหนึ่งเดียวกัน ทั้งนี้ เสื้อผ้าทุกชิ้นในคอลเลกชันนี้ยังมีการใช้โลโก้ Trefoil ของ adidas Originals ซึ่งจัดวางอยู่คนละฝั่งกับคำว่า “Bob” ที่ปักด้วยลายเส้นคัลลิกราฟีอันเป็นเอกลักษณ์
แซม แฮนดี้ ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายฟุตบอลของอาดิดาส กล่าวว่า “มรดกตกทอดของบ็อบ มาร์เลย์ ถือเป็นแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ ที่เรานำกลับมาออกแบบในคอลเลกชันนี้ เราได้ร่วมงานกับ The Bob Marley Foundation ในการย้อนกลับไปสำรวจภาพถ่ายและเสื้อผ้าที่เขาใส่ในช่วงทัวร์ ซึ่งการร่วมงานกันในครั้งนี้นับเป็นเกียรติอย่างยิ่ง และยังเป็นแรงบันดาลใจให้เราสร้างสรรค์คอลเลกชันเสื้อผ้าที่เฉลิมฉลองดนตรี ความรักในฟุตบอล และจิตวิญญาณของจาไมกา”
เซเดลลา มาร์เลย์ ซีอีโอแห่ง The Bob Marley Foundation กล่าวว่า “สำหรับเรานั้น การร่วมงานกันในครั้งนี้ไม่ใช่แค่ความร่วมมือทางธุรกิจ แต่ยังเป็นการรวมใจกันเป็นหนึ่งเดียว พร้อมกับถ่ายทอดแรงบันดาลใจและจิตวิญญาณของบ็อบ มาร์เลย์ ในระดับโลก ความศรัทธาอันแน่วแน่ของเขาที่มีต่อพลังของผู้คนยังคงส่งต่อมาถึงวันนี้ และคอลเลกชันนี้จะเป็นสื่อกลางให้แฟน ๆ ได้ร่วมเฉลิมฉลองและภาคภูมิใจในความเป็นจาไมกา”
คอลเลกชัน adidas x Bob Marley วางจำหน่ายแล้วตั้งแต่วันนี้ เสื้อเจอร์ซีย์ ราคา 4,300 บาท กางเกงขาสั้น ราคา 2,000 บาท และเสื้อยืด ราคา 1,800 บาท ที่ อาดิดาส แบรนด์ เซ็นเตอร์, ADIDAS FOOTBALL FANZONE ณ ดิสคัฟเวอรี่ พลาซ่า สยามดิสคัฟเวอรี่, อาดิดาส แอปพลิเคชัน, อาดิดาส ออนไลน์ สโตร์ www.adidas.co.th, ช่องทาง LINE: @adidasthailand และร้านค้าอุปกรณ์กีฬาชั้นนำทั่วประเทศที่ร่วมรายการ
