Sime Darby Motors Roadshow 2020

กลุ่มบริษัทไซม์ ดาร์บี้ มอเตอร์ ยกทัพยนตรกรรมในเครือฯ ทั้ง บีเอ็มดับเบิลยู,มาสด้า,ฟอร์ดยึดพื้นที่ เซ็นทรัลพลาซา เวสต์เกต จัด Sime Darby Motors Roadshow 2020 พร้อมจัดโปรโมชั่นพิเศษ ฉลองเทศกาลตรุษจีน แจกหนักลุ้นอังเปาและของรางวัลมากมาย


คุณ
พอล ชาง อิน เชง  ( Mr. Paul  Chan Aing Sheng )  กรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัท ไซม์ ดาร์บี้ มอเตอร์ ประเทศไทย เผยถึง จากประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญ ในการดำเนินธุรกิจตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ มาเป็นระยะเวลาร่วม 20 ปี ทำให้วันนี้ ไซม์ ดาร์บี้ มอเตอร์ส ประเทศไทย ได้ขยายธุรกิจให้กว้างไกล และครอบคลุมลูกค้ากลุ่มเป้าหมายโดยเฉพาะในกรุงเทพฯ อย่างต่อเนื่อง โดยมีการดำเนินธุรกิจตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ 3 แบรนด์  มีโชว์รูมและศูนย์บริการมากถึง 10 โชว์รูม ซึ่งครอบคลุมการให้บริการของลูกค้าตั้งแต่รถยนต์พรีเมี่ยมแบรนด์ อย่าง บีเอ็มดับเบิลยู รวมทั้งรถยนต์ที่ได้รับความนิยม อย่าง มาสด้า และฟอร์ด


ล่าสุดเพื่อเป็นการร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลปีใหม่
และตรุษจีน กลุ่มไซม์ ดาร์บี้ ได้จัดกิจกรรมโรดโชว์ เพื่อขนขบวนยนตรกรรมในเครือ มาเสิร์ฟให้กับลูกค้า ในงาน Sime Darby Motors Roadshow 2020 ภายในงานท่านจะได้พบกับรถยนต์จากทั้ง 3 แบรนด์ และไฮไลท์ต่างๆ


โดยขบวนทัพรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู
,ฟอร์ด, มาสด้า มาจัดแสดงเต็มพื้นที่จัดงานที่มีขนาดมากกว่า 400ตารางเมตร   เพื่อให้คุณลูกค้าได้เลือกชม  ตลอดระยะเวลาการจัดงาน ระหว่างวันที่ 22-28 มกราคม  2563  นี้  ลานกิจกรรม ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซ่า เวสต์เกต


ที่สำคัญ
พลาดไม่ได้ กับ โปรโมชั่นพิเศษ ที่กลุ่มไซม์ ดาร์บี้ ตั้งใจ นำมาร่วมเฉลิมฉลองในเทศกาลปีใหม่และตรุษจีน พบกับโปรโมชั่นของทั้ง 3 แบรนด์  พร้อมลุ้นรับอังเปาชั้นที่ 2 อาทิ เช่น ไอโฟน 11 , สมาร์ท ทีวี , และจี้ทองคำมงคล พิเศษก่อนใคร 


สิทธิพิเศษสำหรับลูกค้าที่ตัดสินใจซื้อรถ
  ภายในงานระหว่างวันที่ 22-28 มกราคม 2563 และออกรถภายในระยะเวลาที่กำหนดท่านจะได้รับสิทธิ์ลุ้นรับโชค  นอกจากนี้ยังพบกับกิจกรรมความบันเทิงตลอดการจัดงาน Sime Darby Motors Roadshow 2020   

**********


อนึ่งปัจจุบันกลุ่มไซม์ ดาร์บี้ ถือเป็นกลุ่มทุนที่เข้ามาประกอบธุรกิจค้าปลีกรถยนต์ในประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันมี มีโชว์รูม และศูนย์บริการภายใต้แบรนด์ต่างๆ อยู่มากกว่า 10 สาขา ตั้งแต่แบรนด์มาสด้า ภายใต้การดูแลของ ไซม์ ดาร์บี้ มาสด้า (ประเทศไทย)  ,แบรนด์ฟอร์ด ภายใต้การดูแลของ ไซม์ ดาร์บี้ แวนเทจ (ประเทศไทย) จำกัด  และแบรนด์บีเอ็มดับเบิลยู ซึ่งถือเป็นแบรนด์หลักที่มียอดขาย พร้อมทั้งสร้างรายได้ให้กับกลุ่มไซม์ ดาร์บี้ มอเตอร์ส ประเทศไทย มากที่สุด อยู่ภายใต้การดูแลของ บริษัท เพอร์ฟอร์แมนซ์ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด และ กลุ่มบริษัท ไซม์ ดาร์บี้ ยังเป็นหนึ่งในบริษัทชั้นนำด้านธุรกิจยานยนต์ในภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกร่วม 10 ประเทศ ได้แก่ มาเลเซีย ออสเตรเลีย จีน ฮ่องกง มาเก๊า นิวซีแลนด์ สิงคโปร์ เวียดนาม ไต้หวัน และ ประเทศไทย


อาดิดาส “พรีเดเตอร์ 20 มิวเทเตอร์” เสริมคมหนาม “เดมอนสกิน” เพิ่มการคอนโทรลที่เหนือกว่า!

อาดิดาส เปิดตัวรองเท้าฟุตบอล พรีเดเตอร์ 20 มิวเทเตอร์ (Predator 20 Mutator) ซึ่งมาพร้อมกับเทคโนโลยีใหม่ “เดมอนสกิน” (Demonskin) ที่ถูกคิดค้นและพัฒนาขึ้นมาเพื่อเสริมคุณสมบัติในการยึดเกาะลูกบอลและการคอนโทรลลูกบอลได้อย่างไร้ที่ติ


เดมอนสกิน ถือเป็นเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดของอาดิดาส ฟุตบอล ด้วยการออกแบบพื้นผิวสัมผัสของรองเท้าฟุตบอลพรีเดเตอร์ 20 มิวเทเตอร์ ให้มีลักษณะเหมือนกับหนาม โดยหลังจากที่เก็บข้อมูลมาวิเคราะห์และทดสอบมานานหลายปี เทคโนโลยี “เดมอนสกิน” ก็ถูกคิดค้นขึ้นมาด้วยอัลกอริทึมของคอมพิวเตอร์ ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือพื้นผิวสัมผัสรูปแบบใหม่ที่อยู่คั่นกลางระหว่างรองเท้าฟุตบอลและลูกฟุตบอล โดยที่หนามเหล่านั้นถูกติดตั้งทั่วบริเวณส่วนหน้าเท้าและด้านข้างเท้า ซึ่งจะเป็นจุดที่สัมผัสกับลูกบอลเป็นหลัก ส่งผลให้นักฟุตบอลสามารถควบคุมลูกบอลได้อย่างเหนือชั้น มีการจับบอลที่สมบูรณ์แบบ และเพิ่มประสิทธิภาพในการยิงแบบปั่นโค้งอีกด้วย


จากจุดเริ่มต้นของพรีเดเตอร์ การออกแบบรองเท้าฟุตบอลรุ่นนี้มักได้แรงบันดาลใจมาจากบรรดาสัตว์ที่ดุร้ายและมีความอันตราย เพื่อแสดงถึงพลังอำนาจที่รองเท้าคู่นี้มอบให้กับผู้สวมใส่เพื่อให้มีความสามารถและข้อได้เปรียบที่เหนือกว่าคู่แข่งทั้งปวง แต่สำหรับพรีเดเตอร์ 20 มิวเทเตอร์ นั้นถือว่าอยู่ในระดับขีดสูงสุดแห่งธรรมชาติเลยก็ว่าได้ สังเกตได้จากรูปแบบของรองเท้าอันเป็นเอกลักษณ์ที่ถูกปรับโฉมใหม่จนเหนือล้ำจินตนาการและได้ออกมาเป็นดีไซน์รูปแบบใหม่ที่ดูแปลกตาและปราดเปรียวทั้งแบบไฮคอลลาร์ (แบบหุ้มข้อ) และแบบโลว-คัท (แบบไม่หุ้มข้อ) เลยทีเดียว


อย่างไรก็ตาม รองเท้าฟุตบอลในตระกูลพรีเดเตอร์นั้นจะมีวิวัฒนาการใหม่ๆ เกิดขึ้นอยู่เสมอ โดยพรีเดเตอร์ 20 มิวเทเตอร์นั้นถูกสร้างสรรค์ขึ้นมาเพื่อยกระดับความสามารถในการเคลื่อนที่ในระดับสูงสุดด้วยการใช้พื้นรองเท้ารูปแบบใหม่ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเสริมพื้นที่การคอนโทรลไปพร้อมๆ กับช่วยให้ผู้สวมใส่สามารถเคลื่อนที่ได้อย่างมั่นคง โดยการประกอบรองเท้าด้วยพื้นรองเท้าจำนวน 2 ชิ้น ซึ่งจะช่วยลดน้ำหนักรวมของรองเท้าและช่วยให้ตัวรองเท้าสามารถปรับเข้ากับรูปเท้าได้พอดี ด้วยโครงสร้างหลักของรองเท้าในลักษณะนี้บวกกับชิ้นส่วนที่หุ้มข้อเท้า (Sockfit Collar) ก็จะทำให้ตัวรองเท้าปรับเข้ากับรูปเท้าได้แนบเนียนและทั่วถึงทุกจุด ปิดท้ายด้วยการติดปุ่มสตั๊ดที่มีรูปทรงหลายรูปแบบ ก็จะทำให้ผู้สวมใส่สามารถหมุนตัวและยึดเกาะกับพื้นสนามได้ดีขึ้นด้วยเช่นกัน


ในอดีตรองเท้าตระกูลนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อเหล่านักเตะระดับดาวค้างฟ้า อาทิ เดวิด เบ็คแฮม, ซีเนอดีน ซีดาน, สตีเวน เจอร์ราด แต่ในวันนี้ก็ถึงเวลาแล้วที่รองเท้าฟุตบอลพรีเดเตอร์ 20 มิวเทเตอร์ จะได้รับการสืบทอดโดยนักเตะชั้นยอดประจำยุคสมัยนี้เพื่อจารึกตำนานบทใหม่ ไม่ว่าจะเป็น พอล ป็อกบา, เบ็คกี้ เซาเออร์บรุนน์, มาร์ค-อันเดร แตร์ สเตเก้น และ เทสซ่า วุนราสซ์ ยิ่งไปกว่านั้น เทคโนโลยี “เดมอนสกิน” ของพรีเดเตอร์ 20 มิวเทเตอร์ ก็จะถูกนำไปใช้กับถุงมือของผู้รักษาประตูเพื่อเสริมคุณสมบัติการควบคุมและเพิ่มแรงส่งขณะการชกบอลป้องกันประตูอีกด้วย


รองเท้าฟุตบอลพรีเดเตอร์ 20 มิวเทเตอร์ วางจำหน่ายแล้ววันนี้ที่ อาริ ฟุตบอล คอนเซ็ปต์ สโตร์ และที่ อาดิดาส แบรนด์ เซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์, อาดิดาส แบรนด์ เซ็นเตอร์ สยามพารากอน, อาดิดาส สปอร์ต เพอร์ฟอร์แมนซ์, อาดิดาส ออนไลน์ สโตร์ www.adidas.co.th, และร้านค้าอุปกรณ์กีฬาชั้นนำทั่วไป ตั้งแต่วันที่ 28 มกราคม 2563 เป็นต้นไป


K11 MUSEA ต้อนรับเทศกาลตรุษจีน ด้วยซองอั่งเปาสีแดงคลาสสิคสุดประณีต พร้อมจัดแสดงนิทรรศการกี่เพ้าและมรดกทางวัฒนธรรมสุดล้ำค่า

ขึ้นต้นทศวรรษใหม่ไปกับการเริ่มต้นสิ่งดี ๆ  กับการเฉลิมฉลองเทศการตรุษจีนครั้งแรกของ K11 MUSEA จุดหมายปลายทางของความบันเทิงและศูนย์รวมความหลากหลายทางวัฒนธรรมแห่งใหม่ของเอเชีย ณ ใจกลางโครงการ Victoria Dockside ด้วยซองอั่งเปาสีแดงอำพันอันแสนประณีต ในนิทรรศการกี่เพ้า ซึ่งจัดแสดงมรดกศิลปะและวัฒนธรรมงานฝีมืออันล้ำค่าจากประเทศจีน พร้อมด้วยเวิร์คช็อปการทำอาหารเพื่อสุขภาพที่ยั่งยืนเนื่องในโอกาสอันเป็นมงคลนี้

 

งานประณีตโดย K11 MUSEA: ซองอั่งเปาสีแดง สื่อถึงตรุษจีนได้อย่างเป็นเอกลักษณ์ ควรค่าแก่การสะสม

เทศการเฉลิมฉลองตรุษจีนคือช่วงเวลาแห่งความทรงจำที่น่าประทับใจสำหรับใครหลายคน ซึ่งหนึ่งในความพิเศษของเทศกาลนี้คือ ของขวัญในรูปแบบซองสีแดง ในปีนี้ K11 MUSEA จึงได้ถ่ายทอดศิลปะอันงดงามผ่านการประดิษฐ์ซองสีแดงสุดประณีตขึ้นมาทั้งหมด 4 เฉด เพื่อสะท้อนตัวตนของการเป็น ซิลิคอนวัลเล่ย์แห่งวัฒนธรรม ได้อย่างโดดเด่นผ่านตราสัญลักษณ์ MUSEA ถือเป็นการเฉลิมฉลองให้กับความรุ่งเรืองของเส้นทางสายไหม ซึ่งเป็นมรดกวัฒนธรรมที่ K11 MUSEA ต้องการสืบสานและอนุรักษ์ไว้

  

เพื่อเฉลิมฉลองบรรยากาศของเทศกาลตรุษจีน ขบวนหุ่นเชิดสิงโตสุดอลังการที่จะถูกจัดขึ้นตั้งแต่เวลาเที่ยงวันเป็นต้นไปในวันที่ 30 มกราคม ณ บริเวณทางเข้าหลักที่ถนนซาลิสบูรีไปยังจุดต่าง ๆ ภายใน K11 MUSEA

 งานจัดแสดงกี่เพ้าและมรดกทางวัฒนธรรม: ความสวยงามตระการตาที่กำลังเลือนหายไปตามกาลเวลา

เพื่อให้สมกับซิลิคอนวัลเลย์แห่งวัฒนธรรมใจกลางเกาะฮ่องกง K11 MUSEA จึงเลือกจัดแสดงกี่เพ้า ซึ่งมีความสวยงามล้ำค่า เหมาะกับการถูกขนานนามให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมได้เป็นอย่างดี ทั้งยังจัดแสดงเครื่องมือที่ใช้ตัดเย็บกี่เพ้าโดยเฉพาะ ภายในนิทรรศการยังมีการจัดแสดงผลงานจากหลากหลายศิลปินผู้เชี่ยวชาญ อาทิ หยาง คา แมน ผู้ซึ่งตัดเย็บกี่เพ้าที่มีความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์มาแล้วกว่า 60 ปี ทั้งยังอยู่เบื้องหลังการออกแบบกี่เพ้าให้กับนางงามใน Miss Hong Kong Pageants ทุกปี และถูกสวมใส่โดยเหล่าเซเลบบริตี้จนเป็นที่นิยมในช่วง 1960

 

เพื่อสืบสานต่อการเผยแพร่วัฒนธรรม การแสดงสดของศิลปินผู้เชี่ยวชาญ หยิน โก๋ว ซาง ผู้ซึ่งจะมาแสดงการถักทอกี่เพ้าด้วยมือให้ออกมาสมบูรณ์แบบที่สุด จะมีขึ้นตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 29 กุมภาพันธ์ ในเวิร์คช็อป hauniu (กระดุมดอกไม้)

Cheongsam Heritage Exhibition: สัมผัสงานฝีมือที่กำลังจางหายไป

วันที่: 8 มกราคม – 29 กุมภาพันธ์ 2020

สถานที่สถานที่นิศการ Experience Chamber ชั้น 1 K11 MUSEA

วันและเวลาสำหรับงานแสดงสดและเวิร์คช็อปสำหรับวันที่ 1, 8, 15, 22 และ 29 ในเดือนกุมภาพันธ์ ช่วงเวลาตั้งแต่ 14:00 – 15:30 (สำหรับการแสดง) และ 15:30 – 16:00 (สำหรับเวิร์คช็อป กระดุมดอกไม้)


5 เคล็ดลับ “ฮาวทูเคลียร์..ตู้เย็น” ไม่ให้เหลือทิ้งสไตล์คนยุคใหม่ เพียงปรับพฤติกรรมก็ช่วยลดปริมาณขยะตามแบบฉบับของเบโค

ปัจจุบันปริมาณอาหารที่เหลือทิ้งขว้างในประเทศไทยมีสูงมากและมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากพฤติกรรมการซื้ออาหารที่อาจมากเกินความจำเป็น และการเก็บรักษาอาหารในตู้เย็นที่ผู้บริโภคอาจละเลยความใส่ใจหรือเก็บชนิดของอาหารในช่องเก็บของตู้เย็นที่ไม่เหมาะสมทำให้คุณภาพหรืออายุของอาหารสั้นลงเร็วยิ่งขึ้น รวมถึงไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของคนเมืองที่ต้องแข่งกับเวลาที่เร่งด่วน ทำให้ไม่มีเวลาและส่งผลให้มีปริมาณอาหารที่ถูกลืมหรือถูกทิ้งขว้างในบ้านเป็นจำนวนมาก จากข้อมูล ThaiHealth Watch สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) ระบุถึงปัญหา 10 พฤติกรรมสุขภาพคนไทยที่ต้องจับตาในปี 2563 หนึ่งในนั้น คือ เรื่องขยะอาหาร อาหารส่วนเกิน1

เปิดปีใหม่นี้ บริษัท เบโค ไทย จำกัด จึงอยากชวนทุกคนมารักบ้านของตัวเองและรักโลกด้วย 5 เคล็ดลับง่าย ๆ กับ ฮาวทูเคลียร์..ตู้เย็น ไม่ให้เหลือทิ้งสไตล์คนยุคใหม่ ตามแบบฉบับของเบโค เพื่อเป็นแนวทางให้ทุกคนสามารถปรับพฤติกรรมการซื้ออาหารและการจัดระเบียบตู้เย็นให้เรียบร้อยสะอาดใหม่อยู่เสมอ และที่สำคัญสามารถช่วยประเทศรวมถึงช่วยโลกในการลดปริมาณขยะอาหารที่เหลือทิ้งหรือ Food Waste ที่กำลังเป็นปัญหาใหญ่ในปัจจุบันได้อีกด้วย โดยเคล็ดลับที่ทุกคนสามารถทำตามหรือนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันนั้น ประกอบไปด้วย:

1.       เช็คทุกครั้ง ก่อนออกไปช็อป เริ่มจากการเปิดตู้เย็นสำรวจดูว่ามีอะไรที่เราควรหรือไม่ควรซื้อเพิ่มเติม จะทำให้เราซื้อของในปริมาณที่พอเหมาะ ไม่ซื้อของเกินความจำเป็น หากคุณเป็นสายเก็บลืมหรือชอบซื้ออาหารและเอาแต่เก็บแล้วล่ะก็ จะทำให้ตู้เย็นมีแต่อาหารที่มากเกินความจำเป็น เมื่อทานไม่ทันทำให้สุดท้ายอาหารหมดอายุไปก่อน นอกจากจะเป็นการเพิ่มปริมาณขยะอาหารแล้ว ยังเป็นการสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายอีกด้วย เพราะฉะนั้นถ้าเราปรับพฤติกรรมการซื้ออาหารเพียงเท่าที่จำเป็น บริโภคแต่พอดี บริโภคของที่สดใหม่ในตู้เย็นเสมอนั้น จะช่วยให้เรามีสุขภาพที่ดีและช่วยลดปริมาณขยะอาหารในโลกอีกด้วย

2.       แยกประเภท เก็บให้เป็นหมวดหมู่ เมื่อซื้อของเข้าบ้านแล้ว การจัดวางของให้เป็นระเบียบในตู้เย็น นอกจากจะทำให้ตู้เย็นเรียบร้อยแล้ว ยังสามารถหยิบของได้สะดวกยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการแยกเก็บของให้เป็นหมวดหมู่ ไม่ว่าจะเป็นของสด อาทิ ผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ เครื่องดื่ม หรือแม้กระทั่งครีม เครื่องสำอางค์ต่าง ๆ
เป็นต้น ก็จะทำให้ไม่เกิดกลิ่นปะปนในตู้เย็น รวมถึงลดปัญหาการเก็บลืมจนอาหารหมดอายุและกลายเป็นขยะอาหารที่ถูกทิ้งในที่สุด

3.       เลี่ยงคำว่า เสียดาย หลายคนมักเสียดายของและไม่กล้าทิ้ง เนื่องจากของที่ซื้อมานั้นไม่ว่าจะเป็นอาหารประเภท ขนมปัง นม โยเกิร์ต ผัก ผลไม้ หรือแม้กระทั่งเครื่องสำอางและน้ำหอม อาจมีราคาที่สูงและอาจเพิ่งหมดอายุไปเพียงไม่กี่วัน แต่คำว่า “เสียดาย” ถือเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของการเก็บลืมและทำให้เกิดขยะอาหารนั่นเอง เพราะฉะนั้นการที่เรายอมทิ้งของหมดอายุในตู้เย็นไปบ้างนั้น จะช่วยให้ตู้เย็นเป็นระเบียบ สะอาดน่าเปิดใช้งาน

4.       โชว์สกิลฝีมือตัวเอง อวดเพื่อนโซเชียล แม้คนยุคใหม่จะต้องเผชิญกับเวลาที่เร่งด่วนในแต่ละวัน หากสามารถปรับพฤติกรรมเผื่อเวลาให้ตัวเองสามารถทำอาหารเองที่บ้าน ไม่ว่าจะทำเพื่อทานที่บ้านหรือเอาไปทานที่ออฟฟิสก็ตาม นอกจากจะช่วยประหยัดค่ามื้ออาหารของเราได้แล้ว ยังทำให้รับประทานได้อย่างสบายใจหายห่วง เพราะเราใช้วัตถุดิบที่สะอาดปลอดภัยจากตู้เย็นของเราเอง อีกทั้งช่วยลดปริมาณขยะอาหารในบ้าน รวมถึงขยะพลาสติกหรือกล่องโฟมได้อีกด้วย เพราะการซื้ออาหารกล่องหรือถุงข้าวแกงเป็นอีกหนึ่งสาเหตุของการเพิ่มปริมาณขยะพลาสติกหรือกล่องโฟมและเป็นการทำร้ายโลกของเราด้วย

5.       เลือกตู้เย็นที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ เราทุกคนต่างต้องเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเองและคนที่เรารักเสมอ หนึ่งในของใช้ในบ้านที่ขาดไม่ได้เลยก็คือตู้เย็น ซึ่งเราก็ต้องเลือกรุ่นที่ดีที่สุดและสามารถเก็บรักษาอาหารให้คงความสดและคงคุณค่าได้ยาวนานที่สุด ซึ่งเบโคได้คิดค้นนวัตกรรมเทคโนโลยีระบบทำความเย็นอัจฉริยะแยกส่วนอิสระ 3 โซนอย่าง Triple Cooling ที่ช่วยลดปัญหากลิ่นปะปนภายในตู้เย็น และเทคโนโลยีในช่องแช่ผักและผลไม้แบบพิเศษอย่าง EverFresh+ ที่ช่วยคงคุณค่าวิตามิน รักษาความสดและยืดอายุของผักและผลไม้ได้ยาวนานขึ้นกว่าเดิม 3 เท่า หรือนานกว่า 30 วัน ทำให้สามารถลดปริมาณขยะอาหารได้อย่างมากเลยทีเดียว ทั้งนี้เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ที่ชอบความหรูหรามีสไตล์ โดยเฉพาะนักสะสมไวน์หรือสายปาร์ตี้ที่รักการทำอาหารในบ้าน พลาดไม่ได้กับ Beko Multi-Door Wine Cooler ตู้เย็นเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดจากยุโรปที่ถูกออกแบบให้มีความหรูหรา พร้อมช่องแช่ไวน์ที่สามารถแช่ไวน์ได้สูงสุดถึง 28 ขวด อีกทั้งประตูกระจกป้องกันแสงยูวีที่ช่วยรักษารสชาติของไวน์ และสามารถปรับอุณหภูมิสำหรับแช่ทั้งไวน์ขาวหรือไวน์แดงได้ตั้งแต่ 5-20 องศา ถือเป็นอุณหภูมิที่ดีที่สุดในการแช่ไวน์ เพื่อคงคุณภาพไวน์ขวดโปรดของคุณได้อย่างดีเยี่ยม ซึ่งรับประกันว่าสามารถแบ่งแยกประโยชน์ให้ตรงกับไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ได้อย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นช่องจัดเก็บที่เป็นหมวดหมู่ ดีไซน์ที่หรูหรา เทคโนโลยีต่าง ๆ รวมถึงช่วยประหยัดไฟเบอร์ 5 อีกด้วย

            เพียงนำแนวทางของเคล็ดลับทั้ง 5 กับ ’ฮาวทูเคลียร์..ตู้เย็น’ ไม่ให้เหลือทิ้งสไตล์คนยุคใหม่ ตามแบบฉบับของเบโค มาปรับพฤติกรรมการซื้ออาหารและการจัดระเบียบตู้เย็นในบ้าน ก็สามารถช่วยลดปริมาณขยะอาหารและพลาสติกลงไปได้อย่างมาก สำหรับคนยุคใหม่ที่กำลังมองหาตู้เย็นเทคโนโลยีที่ครบวงจรใหม่ล่าสุดจากยุโรป มาพร้อมการออกแบบที่หรูหราพร้อมช่องแช่ไวน์อย่างรุ่น Beko Multi-Door Wine Cooler สามารถติดต่อได้ที่จุดจำหน่ายต่าง ๆ อาทิ ศูนย์การค้าสยาม พารากอนเซ็นทรัล ชิดลมเซ็นทรัล อีสวิลล์เซ็นทรัล ลาดพร้าวเมกา บางนาโฮมโปร ราชพฤกษ์โฮมโปร พระราม2โฮมโปร รามอินทรา และโฮมโปร รังสิต หรือติดตามรายละเอียดได้ทางเว็บไซต์ www.beko.co.th


เอมิเรตส์ มอบข้อเสนอ Early Bird สุดพิเศษให้คุณได้เริ่มต้นปี 2020 ด้วยราคาสุดคุ้ม เติมเต็มความสุขตลอดทริป

เอมิเรตส์ สายการบินชั้นนำระดับโลก พร้อมให้นักท่องเที่ยวได้วางแผนเปิดประสบการณ์ใหม่ในช่วงขึ้นทศวรรษใหม่นี้ ด้วยบัตรโดยสารชั้นประหยัดและชั้นธุรกิจราคาสุดคุ้มจากโปรโมชั่น Early Bird เพื่อตอบโจทย์ผู้ที่รักในการเดินทาง พร้อมเปิดโลกทัศน์ให้กว้างมากยิ่งขึ้นไปด้วยกัน

สำหรับโปรโมชั่นพิเศษนี้ นักท่องเที่ยวสามารถออกเดินทางด้วยบัตรโดยสารชั้นประหยัดและชั้นธุรกิจได้จากกรุงเทพฯ หรือภูเก็ต สู่จุดหมายปลายทางของเอมิเรตส์ที่มีเครือข่ายครอบคลุมทั่วโลก เช่น ดูไบ ลอนดอน ปารีส มิวนิก มอสโคว อิสตันบูล บอสตัน และนิวยอร์ก เป็นต้น โดยผู้โดยสารสามารถซื้อบัตรโดยสารจากโปรโมชั่น Early Bird ได้แล้วตั้งแต่วันนี้ถึง 28 มกราคม 2563 นี้เท่านั้น และสามารถออกเดินทางได้ตั้งแต่วันที่ 16 มกราคม ถึง 30 กันยายน 2563

สำรองบัตรโดยสารล่วงหน้ากับเอมิเรตส์วันนี้ เพื่อราคาที่ประหยัดและคุ้มค่ายิ่งขึ้น พร้อมเปิดประสบการณ์การเดินทางที่ราบรื่น ไม่ว่าท่านจะเดินทางไปสำรวจดินแดนตะวันออกกลาง ลิ้มรสความงามของยุโรป หรือชื่นชมชายฝั่งตะวันออกของสหรัฐอเมริกา

สำหรับราคาเริ่มต้นของบัตรโดยสารสู่เส้นทางต่าง ๆ มีรายละเอียดดังตารางด้านล่างนี้

จุดหมายปลายทาง ราคาบัตรโดยสารชั้นประหยัด

เริ่มต้นที่

ราคาบัตรโดยสารชั้นธุรกิจ

เริ่มต้นที่

ดูไบ 15,055 บาท 49,785 บาท
ลอนดอน 20,050 บาท 88,790 บาท
ปารีส 18,680 บาท 78,510 บาท
มิวนิก 19,220 บาท 99,770 บาท
มอสโคว 16,645 บาท 88,195 บาท
อิสตันบูล 16,645 บาท 81,215 บาท
บอสตัน 35,605 บาท 135,605 บาท
นิวยอร์ก 29,605 บาท 126,105 บาท

ข้อมูลเพิ่มเติมและการสำรองที่นั่งสามารถเข้าชมได้ที่ www.emirates.com/th หรือจองผ่านตัวแทนจำหน่ายใกล้บ้านท่าน ซึ่งราคาบัตรโดยสารดังกล่าวได้รวมค่าภาษีสนามบินและค่าธรรมเนียมแล้ว ทั้งนี้อัตราค่าโดยสารอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามอัตราการแลกเปลี่ยนเงินตราในแต่ละวัน โดยเงื่อนไขและข้อกำหนดเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด

ผู้โดยสารจากประเทศไทย สามารถเดินทางจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิสู่จุดหมายปลายทางต่าง ๆ ผ่านท่าอากาศยานนานาชาติดูไบ ด้วยบริการ 5 เที่ยวบินต่อวันจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และ 1 เที่ยวบินต่อวันจากสนามบินนานาชาติภูเก็ต โดยมีตารางการบินหลากหลายเวลาให้เลือกตลอดทั้งวันเพื่อเชื่อมต่อผู้โดยสารสู่จุดหมายปลายทางต่าง ๆ ผ่านดูไบ นอกจากนี้ผู้โดยสารยังสามารถสัมผัสประสบการณ์สุดมหัศจรรย์ด้วยแหล่งชอปปิ้งชื่อดังระดับโลก ชิมอาหารเลิศรส ท่องเที่ยวแบบผจญภัย หรือดื่มด่ำในมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ ผ่านโปรแกรม Stopover ในระยะเวลาสั้นๆ ณ ดูไบ

เมืองดูไบ นับเป็นเมืองที่ให้ความประทับใจในทุกมิติ ซึ่งสายการบินเอมิเรตส์ ขอมอบสุดยอดสิทธิประโยชน์ให้กับผู้โดยสารสายการบินเอมิเรตส์กับโปรแกรม “My Emirates Pass” ที่จะเปลี่ยนบอร์ดดิ้งพาสของคุณให้กลายเป็นบัตรสมาชิกสุดพิเศษ สำหรับใช้เป็นส่วนลดสูงถึง 50% ณ ร้านค้าและแหล่งท่องเที่ยวกว่า 500 แห่งในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมถึง 31 มีนาคม 2563 ไม่ว่าผู้โดยสารจะแวะเปลี่ยนเครื่องหรือพักผ่อนในช่วงวันหยุดระยะสั้น ก็

สามารถแสดงบัตรผ่านขึ้นเครื่องของสายการบินเอมิเรตส์และบัตรประจำตัวยืนยันตนเพื่อรับสิทธิประโยชน์จากร้านค้าที่ร่วมรายการ

นอกจากสถานที่ท่องเที่ยวที่หลากหลายแล้ว นักท่องเที่ยวที่จะเดินทางไปดูไบตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2563 จะได้สนุกสนานไปกับเทศกาลงาน Dubai Shopping Festival (DSF) 2020 งานประจำปีที่ใหญ่ที่สุดในตะวันออกกลาง พร้อมส่วนลดและสิทธิประโยชน์สุดพิเศษจากร้านค้าต่าง ๆ ที่รวมถึงหมวดหมู่แฟชั่น อัญมณีเครื่องประดับ สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และอีกมากมาย สำหรับผู้โดยสารสายการบินเอมิเรตส์ชั้นประหยัดที่จะเดินทางจากประเทศไทยไปยังดูไบในช่วงเทศกาล DSF สายการบินเอมิเรตส์อนุญาตให้เพิ่มน้ำหนักสำหรับสัมภาระอีก 10 กิโลกรัมในการเดินทางกลับ ซึ่งข้อเสนอนี้ใช้ได้กับตั๋วเครื่องบินไปกลับชั้นประหยัดที่ซื้อในช่วงโปรโมชั่นพิเศษเท่านั้น และใช้ได้สำหรับการเดินทางกลับสู่ประเทศไทยตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2563

ผู้โดยสารที่ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ สู่ดูไบจะได้รับประสบการณ์การเดินทางอันยอดเยี่ยมจากเครื่องบินแอร์บัส A380 และเชื่อมต่อด้วยบริการจากเครื่องบินคุณภาพสู่จุดหมายปลายทางอื่น ๆ ในขณะที่ผู้โดยสารที่ออกเดินทางจากภูเก็ตกสามารถได้รับประสบการณ์การบินบนเครื่องบินสองชั้น (double-decker) กับเที่ยวบินที่แวะต่อเครื่องที่ดูไบ ขึ้นอยู่กับจุดหมายปลายทางที่เลือก นอกจากนี้ เอมิเรตส์ยังให้บริการบินตรงทุกวันจากกรุงเทพฯ สู่ ฮ่องกง และพนมเปญ อีกด้วย

เครื่องบินแอร์บัส A380 ของสายการบินเอมิเรตส์ในชั้นธุรกิจ พร้อมให้ผู้โดยสารเพลิดเพลินไปกับที่นั่งซึ่งสามารถปรับให้กลายเป็นเตียงนอน มอบความบันเทิงผ่านหน้าจอ LCD แบบ HD ขนาด 23 นิ้ว รวมถึงบริการห้องรับรองบนเครื่องบินให้ได้พบปะสังสรรค์ระหว่างเที่ยวบิน สำหรับผู้โดยสารชั้นประหยัดจะได้รับความสะดวกสบายผ่านที่นั่งที่มีพื้นที่วางขากว้างเป็นพิเศษ ไฟส่องสว่างประจำที่นั่งที่สามารถปรับได้ตามความต้องการ บริการ Wi-Fi รวมถึงระบบความบันเทิงบนเที่ยวบิน ice  ที่ได้รับรางวัลการันตีระดับโลก ซึ่งได้รวบรวมภาพยนตร์ เกม เพลง และความบันเทิงต่างๆ จากทั่วโลก กว่า 4,500 ช่อง ให้ผู้โดยสารได้เพลิดเพลินตลอดทั้งการเดินทาง

ทั้งนี้ ไม่ว่าจะผู้โดยสารชั้นธุรกิจจะเดินทางเพื่อธุรกิจหรือการพักผ่อน ก็สามารถได้รับบริการรับ-ส่งฟรีจากที่พักสู่สนามบิน ภายในกรุงเทพฯ และสามารถพักผ่อน รับประทานอาหาร หรือทำงานก่อนเที่ยวบินได้ ณ ห้องรับรองพิเศษผู้โดยสารที่ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ

นอกเหนือจากนี้ สมาชิก Skywards จะได้รับสิทธิประโยชน์สุดคุ้ม ด้วยสิทธิ์การแลกซื้อบัตรโดยสารโดยใช้ไมล์สะสมแทนเงินสด เพื่อราคาบัตรโดยสารที่สบายกระเป๋ายิ่งขึ้นอีกด้วย

ปัจจุบันสายการบินเอมิเรตส์ให้บริการเที่ยวบินสู่จุดหมายปลายทางกว่า 159 แห่ง ใน 85 ประเทศทั่วโลก รวมไปถึงเส้นทางการบินใหม่ล่าสุดจากดูไบสู่เม็กซิโกซิตี้ผ่าน บาร์เซโลน่า โดยให้บริการทั้งหมด 35 เที่ยวบินต่อสัปดาห์จากสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ และ 7 เที่ยวบินต่อสัปดาห์จากสนามบินนานาชาติภูเก็ต ไปยังสนามบินนานาชาติดูไบ ด้วยเครื่องบิน   โบอิ้ง 777 และเครื่องบินแอร์บัส A380

*เงื่อนไขและข้อกำหนดเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด


บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย เผยโฉม บีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 7 ใหม่ ยนตรกรรมระดับ BIG BOSS

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย เปิดมิติใหม่แห่งความหรูหรา ด้วยการเปิดตัวบีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 7 ใหม่ในสองรุ่นย่อย ได้แก่ บีเอ็มดับเบิลยู 745Le xDrive M Sport และบีเอ็มดับเบิลยู 730Ld sDrive M Sport โดยทั้งสองรุ่นโดดเด่นด้วยรูปลักษณ์และเส้นสายที่สง่างามอย่างมีชั้นเชิง เพียบพร้อมด้วยนวัตกรรมที่เสริมความสะดวกสบายและคล่องตัวอย่างรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่สุดทันสมัยหรือเทคโนโลยีการเชื่อมต่อครบวงจร ที่ล้วนตอบโจทย์ทุกการขับขี่อย่างเหนือชั้น


มร. อเล็กซานเดอร์ บารากา ประธาน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า “บีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 7 ใหม่ นับเป็นการยกระดับมาตรฐานของรถซีดานหรูขึ้นไปอีกขั้น ด้วยการออกแบบที่เด่นสะดุดตา เปี่ยมด้วยบุคลิกและความสง่างามที่สะท้อนถึงความหรูหราแบบร่วมสมัย ทั้งยังมาพร้อมกับเทคโนโลยีการขับเคลื่อนที่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ร่วมด้วยขีดสุดของนวัตกรรมล้ำสมัยที่รองรับทุกการเชื่อมต่อในยุคดิจิทัล ซึ่งล้วนออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าของเราในทุกด้าน นอกจากจะเป็นที่สุดแห่งยนตรกรรมหรูแล้ว บีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 7 ใหม่ ยังเป็นเครื่องตอกย้ำถึงความมั่นใจของเราในศักยภาพของประเทศไทย ในฐานะรถยนต์ที่เป็นผลผลิตจากโรงงานบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทยของเราในจังหวัดระยอง”


การมาถึงของบีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 7 ใหม่จะยกระดับความเพลิดเพลินในการขับขี่สู่มาตรฐานใหม่ที่เหนือกว่าสำหรับรถซีดานระดับหรู ด้วยการผสมผสานนวัตกรรมล้ำสมัยมากมายไว้ในระบบส่งกำลังของแต่ละรุ่น ไม่ว่าจะเป็นเครื่องยนต์ดีเซล 6 สูบในบีเอ็มดับเบิลยู 730Ld sDrive M Sport หรือระบบปลั๊กอินไฮบริดที่มอบทั้งระยะทางการขับขี่ สมรรถนะ และความประหยัดพลังงานที่เหนือกว่าในบีเอ็มดับเบิลยู 745Le xDrive M Sport โดยทั้งสองรุ่นต่างพัฒนาต่อยอดเอกลักษณ์อันเป็นเลิศของยนตรกรรมระดับเรือธง ด้วยความสมดุลระหว่างความสะดวกสบายขณะเดินทางและความคล่องตัวบนท้องถนน พร้อมด้วยความมั่นใจเต็มพิกัดจากระบบช่วยเหลือการขับขี่ที่ครบครันทั้งในด้านความแม่นยำและความปลอดภัยในการขับขี่


ภายนอกของบีเอ็มดับเบิลยูบีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 7 ใหม่ มาในดีไซน์ล่าสุดที่แสดงถึงความสง่างามบนท้องถนน และความเฉียบคมในทุกมุมมองตามแบบฉบับของบีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 7 อย่างแท้จริง รูปโฉมใหม่ตอกย้ำถึงความปราดเปรียวและความสะดวกสบายจากยนตรกรรมหรูระดับพรีเมียม ดีไซน์ด้านหน้ารถสื่อถึงความทรงพลังยิ่งขึ้น โดยโดดเด่นกว่าด้วยกระจังหน้าทรงไตคู่ขนาดใหญ่อันเป็นเอกลักษณ์ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นว่ารุ่นก่อนหน้า 30 เปอร์เซ็นต์ พร้อมขอบโครเมียมที่เชื่อมต่อกันเป็นชิ้นเดียวทั้งหมด พร้อมระบบ Active Air Flap Control เปิดปิดแผ่นในกระจังหน้าอัตโนมัติเพื่อระบายความร้อนในเครื่องยนต์ ไฟหน้าทรงเรียวยาวตัดกับกระจังหน้าทรงไตคู่ขนาดใหญ่สร้างความเอกลักษณ์ที่โดดเด่นไม่ซ้ำใคร โดยไฟหน้าของบีเอ็มดับเบิลยู 730Ld sDrive M Sport มาในระบบ Adaptive LED ขณะที่บีเอ็มดับเบิลยู 745Le xDrive M Sport มาในระบบ BMW Laserlight


ด้านหน้าของรถในดีไซน์ใหม่ สะกดสายตายิ่งขึ้นด้วยความสูงในส่วนหน้าสุดของตัวรถที่เพิ่มขึ้น 50 มิลลิเมตร พร้อมปรับโฉมกระโปรงหน้าให้มาพร้อมเส้นสายที่เฉียบคมและทรงพลังยิ่งขึ้น ตราสัญลักษณ์บีเอ็มดับเบิลยูบนกระโปรงหน้ามีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางใหญ่ขึ้น 13 มิลลิเมตร ช่องดักอากาศด้านล่างกระจังหน้ามาพร้อมแผ่นปรับทิศทางลมเพื่อสร้างการไหลเวียนของอากาศเข้าไปยังช่องระบายอากาศของระบบเบรกและช่องดักลม Air Curtains โดยมาในรูปทรงตัว L ที่สะดุดตายิ่งขึ้นด้วยขอบโครเมียม นอกจากนี้ บริเวณด้านหน้าของรถยังได้รับการออกแบบมาให้สอดรับกับการปรับปรุงด้านอากาศพลศาสตร์ของเส้นสายบนกระโปรงรถ


รูปลักษณ์ด้านข้างของบีเอ็มดับเบิลยูซีรี่ส์ 7 ใหม่ โดดเด่นด้วยช่องดักอากาศทรงแนวตั้ง 90 องศา ที่นอกจากจะช่วยเสริมความเด่นชัดของดีไซน์โดยรวมแล้ว ยังได้รับการออกแบบมาเพื่อพัฒนาการไหลเวียนของอากาศผ่านซุ้มล้อ ช่วยลดแรงต้านลม โดยมาในสีดำ Dark Chrome จากชุดแต่ง BMW Individual high-gloss Shadow Line ในทั้งสองรุ่นย่อย


ในขณะที่ส่วนท้ายรถ ตอกย้ำถึงความทันสมัยและความสง่างามยิ่งขึ้น มาในรูปลักษณ์แปลกใหม่ด้วยเส้นสายและรูปลักษณ์ที่สะท้อนถึงงานออกแบบสไตล์ใหม่ด้านหน้ารถ พร้อมด้วยท่อไอเสียแต่งขอบโครเมียมขนาดใหญ่ขึ้น ไฟท้ายทรงเรียวยาวสามมิติแบบใหม่ในสีดำ/แดงที่มีรูปทรงเรียวกว่ารุ่นก่อนหน้าประมาณ 35 มิลลิเมตร และเส้นไฟด้านล่างแถบโครเมียมลากยาวระหว่างไฟท้ายสองข้าง เสริมความหรูหราสะดุดตายิ่งขึ้นด้วยล้ออัลลอย M ลาย Star-spoke ขนาด 20 นิ้วในบีเอ็มดับเบิลยู 745Le xDrive M Sport และล้ออัลลอย M ลาย Double-spoke แบบสลับสี ขนาด 19 นิ้วในบีเอ็มดับเบิลยู 730Ld sDrive M Sport


บีเอ็มดับเบิลยู 745Le xDrive M Sport ใหม่ มาพร้อมระบบขับเคลื่อนปลั๊กอินไฮบริดใหม่ล่าสุด ทำงานร่วมกับเครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบ พร้อมเทคโนโลยี BMW EfficientDynamics และมอเตอร์ไฟฟ้า มอบพละกำลังรวมสูงสุด 290 กิโลวัตต์ / 394 แรงม้า แรงบิดรวมสูงสุด 600 นิวตันเมตร ทำงานคู่กับเกียร์อัตโนมัติ Steptronic Sport 8 จังหวะ ส่งกำลังจากหยุดนิ่งถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 5.1 วินาทีที่ความเร็วสูงสุด 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง นอกจากนี้ความเร็วสูงสุดในการขับขี่ด้วยระบบไฟฟ้าล้วน ยังเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 140 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ช่วยขับเคลื่อนแบบปลอดมลภาวะได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น ทั้งนี้ระบบแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออนรุ่นใหม่ล่าสุดที่ติดตั้งไว้ใต้เบาะที่นั่งหลัง ยังเพิ่มความจุเป็นขนาด 12 กิโลวัตต์ชั่วโมง ขยายระยะทางการขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าล้วนได้ไกลถึง 50-58 กิโลเมตร ตามการทดสอบ NEDC ในต่างประเทศ


นอกจากนี้ยังเสริมประสิทธิภาพในการขับขี่ด้วยระบบช่วงล่างที่ได้รับการพัฒนาในด้านพละกำลังให้เพิ่มขึ้นจากซีรี่ส์ 7 รุ่นก่อนหน้า เพื่อความคล่องตัว ความแม่นยำ และความมั่นคงในการขับขี่มากยิ่งขึ้น ขณะที่ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ xDrive ส่งกำลังแบบเต็มพิกัดลงสู่ล้อทั้งสี่และเพิ่มความเกาะถนนในทุกสภาพการขับขี่


บีเอ็มดับเบิลยู 730Ld sDrive M Sport ใหม่ ผสานสมรรถนะที่เหนือชั้นเข้ากับที่สุดของเทคโนโลยีเพื่อการขับขี่ที่ทรงพลัง ด้วยเครื่องยนต์ดีเซล 6 สูบ พร้อมเทคโนโลยี BMW TwinPower Turbo ที่ทำงานอย่างราบรื่นในทุกรอบเครื่อง ส่งพละกำลังสูงสุด 195 กิโลวัตต์ / 265 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 620 นิวตันเมตรที่ 2,000 – 2,500 รอบต่อนาที ทำความเร็วสูงสุดได้ที่ 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำงานคู่กับเกียร์อัตโนมัติ Steptronic 8 จังหวะ ร่วมกับระบบช่วงล่างแบบถุงลมที่สามารถปรับระดับอัตโนมัติ และเทคโนโลยีแชสซีใหม่ Executive Drive Pro ที่ทำงานประสานกับระบบช่วงล่าง มอบการควบคุมที่เฉียบคม คล่องตัวและปราดเปรียวยิ่งขึ้น โดยที่ยังรักษาความนุ่มสบายสำหรับผู้โดยสารและความปลอดภัยไว้เต็มเปี่ยม


ส่วนห้องโดยสารของบีเอ็มดับเบิลยูซีรี่ส์ 7 ใหม่ ออกแบบมาให้หรูหราอย่างมีรสนิยม เพื่อมอบความสะดวกสบายในบรรยากาศที่ผ่อนคลายยิ่งขึ้นสำหรับผู้โดยสาร แม้ในขณะเดินทางในระยะไกล ด้วยเบาะหนังแท้ Nappa ลายใหม่ปรับไฟฟ้า และระบบระบายอากาศทั้งตอนหน้าและตอนหลัง รวมทั้งระบบนวดผ่อนคลายสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารตอนหลัง ในห้องโดยสารตกแต่งด้วยวัสดุลวดลายไม้ที่สร้างบรรยากาศให้หรูหรายิ่งขึ้น เสริมความโอ่อ่าด้วยหลังคากระจก Panorama Sky Lounge ในบีเอ็มดับเบิลยู 745Le xDrive M Sport ที่สามารถสร้างบรรยากาศเอ็กซ์คลูซีฟได้จากทั้งแสงธรรมชาติและชุดไฟ ambient light


บีเอ็มดับเบิลยูซีรี่ส์ 7 ใหม่ ยังมาพร้อมพวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นบุหนังแท้ ครบครันด้วยระบบความบันเทิงในห้องโดยสารอย่างเต็มรูปแบบ ประกอบด้วยจอระบบสัมผัสความละเอียดสูงบริเวณเบาะหลัง ระบบ BMW Live Cockpit Professional พร้อมระบบนำทาง จอแสดงผลดิจิทัลที่แผงคอนโซล ขนาด 12.3 นิ้ว และจอ Control Display ขนาด 10.25 นิ้ว พร้อมระบบกราฟฟิกรูปแบบใหม่ ทำงานด้วยระบบประมวลผล BMW Operating System 7.0 ควบคู่กับ BMW ConnectedDrive ระบบผู้ช่วยส่วนตัวฉลาดล้ำ BMW Intelligent Personal Assistant พร้อมระบบสั่งการด้วยเสียง


ผู้โดยสารเบาะหลังสามารถเพลิดเพลินไปกับความบันเทิงเต็มรูปแบบจากหน้าจอขนาด 10 นิ้ว ความละเอียดระดับ Full HD ถึงสองจอ พร้อมด้วยเครื่องเล่นบลูเรย์ที่ติดตั้งมาด้วย โดยที่ผู้โดยสารสามารถใช้หน้าจอนี้ควบคุมระบบนำทางและฟังก์ชันออนไลน์ต่าง ๆ ของตัวรถได้โดยตรงจากเบาะหลัง นอกจากนี้ เสียงรบกวนจากภายนอกยังถูกกลั่นกรองออกไปด้วยด้วยกระจกกันเสียงที่หนากว่าเดิมถึง 5.1 มิลลิเมตร พร้อมด้วยฉนวนกันเสียงเพิ่มเติมรอบซุ้มล้อหลัง จึงมอบประสบการณ์การเดินทางที่น่าประทับใจที่สุดให้แก่ผู้โดยสาร


บีเอ็มดับเบิลยู 745Le xDrive M Sport ใหม่ มีราคาจำหน่ายที่ 6,439,000 บาท และ บีเอ็มดับเบิลยู 730Ld sDrive M Sport ใหม่ มีราคาจำหน่ายที่ 6,139,000 บาท พร้อมแพคเกจ BSI Standard ประกอบด้วยการบริการบำรุงรักษา 3 ปี หรือ 60,000 กม. และการรับประกัน 3 ปีไม่จำกัดระยะทาง โดยตัวถังมีให้เลือก 3 สี คือ สีดำ Black Sapphire สีขาว Mineral White และสีเทา Bernina Grey


5 วิธีอยู่บ้านแบบชิลๆ เพลินๆ มึนๆ

ในช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลงรวมถึงวิกฤตฝุ่น PM2.5 ที่เพิ่มขึ้นทุกวันเช่นนี้ การใช้เวลาพักผ่อนภายในบ้านกับการดูหนังเรื่องโปรด ช้อปปิ้งออนไลน์ ฟังเพลงโปรดพร้อมจิบเครื่องดื่มที่ชื่นชอบ หรือจัดปาร์ตี้กับเพื่อน ๆ น่าจะเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยให้การใช้ชีวิตมีความสุขได้ไม่แพ้กัน เราขอเสนอ 5 วิธีที่จะทำให้คุณมีความสุขง่าย ๆ แบบชิค ๆ ภายในบ้านกับรสชาติใหม่ ๆ จาก Penfolds, Wolf Blass, และ Maison de Grand Esprit โดยไม่ต้องออกนอกบ้านให้วุ่นวายใจ


อาหารแบบเรียบง่าย 
เรื่องกินเป็นเรื่องสำคัญเสมอ แต่ไม่จำเป็นที่จะต้องหรูหราเสมอไป เช่น บางคืนคุณอยากจะนอนอยู่บนโซฟา ลืมเรื่องการเตรียมอาหารบนจานหรูหราไปซะ และไม่สนใจกับกฎการจับคู่ไวน์กับอาหาร ลองเปลี่ยนมาใส่เสื้อผ้าสบาย ๆ โทรสั่งอาหารอย่างคอหมูย่าง มานั่งทานหน้าจอทีวีแล้วดูหนังแบบมาราธอน และคงความเรียบง่ายด้วยไวน์แดงที่ทานกับอาหารได้หลากหลาย เช่น Penfolds Bin 2 Shiraz Mataro ในแก้วมัคใบโปรดของคุณ


มีความสุขกับฟองเนียนนุ่ม 
การได้อาบน้ำในอ่างนั้นเป็นเหมือนสวรรค์สำหรับการผ่อนคลายและเติมพลังหลังจากวันช้อปปิ้งอันเหน็ดเหนื่อย ให้รางวัลตัวเองสักนิด ด้วยการเลือกหนังสือดี ๆ สักเล่ม แล้วลงแช่ตัวในอ่างอาบน้ำที่ตีฟองสบู่จนเนียนนุ่ม เพิ่มเติมด้วยการจุดเทียนหอมกลิ่นลาเวนเดอร์และแซนดัลวู้ด พร้อมจิบไวน์  Maison de Grand Esprit L’Etre Magique Cremant De Bourgogne เพื่อสร้างประสบการณ์สุดพิเศษ


เคล็ดลับมือโปร: ถ้าต้องการให้ไวน์ที่เหลือยังคงมีฟองอยู่ แค่เพียงจุ่มช้อนเงินลงไปแล้วแช่ตู้เย็น แม้ว่าจะไม่ได้เก็บฟองไว้ได้นานตลอดไป แต่ก็ยังดีกว่าเอาจุกไม้คอร์กปิดไว้เฉย ๆ


แข่งกันเลย
กิจกรรมบางอย่างจะสนุกได้ก็ต่อเมื่อได้ทำกันเป็นกลุ่มเท่านั้น ลองเปลี่ยนห้องนั่งเล่นของคุณให้เป็นที่กล่าวขานของหมู่เพื่อน ๆ โดยเปลี่ยนให้เป็นลานประลองเกมส์ซะเลย จัดที่ทางเสียใหม่สำหรับเล่นบอร์ดเกมส์ หรือ เอาไว้แข่งเต้นก็ยังได้ เอาที่รองนั่งหรือบีนแบคเก๋ ๆ มาจัดวาง เพิ่มความสนุกด้วยขนมและไวน์รสชาติสดชื่น แอซซิดดี ๆ อย่าง Wolf Blass Yellow Label Sauvignon Blanc เอาไว้ แค่นี้ก็สนุกทั้งคืน อย่าลืมเอามือถือขึ้นมาถ่ายวิดีโอกันด้วยล่ะ!


ตื่นรับวันใหม่อย่างสดใส 
ปี 2563 เป็นจุดเริ่มต้นใหม่ และโอกาสที่จะเริ่มสิ่งดี ๆ  หากคุณเชื่อในการตั้งเป้าหมายชีวิตในช่วงปีใหม่ล่ะก็ ทำไมไม่ลองจินตนาการสิ่งที่คุณอยากทำและเขียนมันลงสมุดในขณะที่ทานอาหารเช้าบนเตียงที่มีทั้งกาแฟหอมกรุ่น และครัวซองต์ล่ะ จากนั้น พร้อมเริ่มต้นสิ่งใหม่ด้วยเครื่องดื่มรสชาติทรอปิคอลฟรุตลื่นคออย่างไวน์ Penfolds Koonunga Hill Chardonnay ในยามที่ดวงอาทิตย์ส่งแสงแดดอ่อน ๆ เข้ามาในห้องนอนของคุณ


ค้นหารสชาติใหม่ๆ 
อาหารเป็นสิ่งหนึ่งที่จะชักชวนผู้คนเข้ามาอยู่รวมกันได้ ชวนเพื่อน ๆ และสมาชิกครอบครัวมาร่วมกันทำอาหารสไตล์ใหม่ ๆ ที่บ้านเพื่อสร้างความสนุกสนานและสร้างความทรงจำดี ๆ ไม่รู้ลืม อย่าลืมจับคู่อาหารกับ Wolf Blass Gold Label Cabernet Sauvignon ที่มีบอดี้หนัก มาพร้อมกลิ่นเครื่องเทศ แล้วผลลัพธ์ที่ได้ จะทำให้คุณประหลาดใจ


“ผลบุญ” พวงหรีดหนังสือดีไซส์เก๋จาก 3 นักออกแบบชื่อดัง!

โครงการ  “ผลบุญ”  โครงการพวงหรีดหนังสือ ร่วมกับ 3 ศิลปินชืดัง ได้แก่ พัชรพล แตงรื่น หรือ ALEX FACE, กชวัช บูรณภิญโญ และ กรศริน ภัทรโสภาคย์ หรือ REENP  โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อส่งต่อโอกาส ส่งต่อหนังสือ ภายใต้คอนเซ็ปท์ซื้อพวงหรีดเท่าไร บริจาคหนังสือเท่ากัน 100% เต็ม  ให้แก่  7  องค์กรพันธมิตร, กรมราชทัณฑ์, มูลนิธิกระจกเงามูลนิธิส่งเสริมพัฒนาเด็กและเยาวชน CYF, มูลนิธิหนังสือเพื่อเด็กบ้านเด็กอ่อนพญาไท, โรงเรียนสังกัดกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน และยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทย หรือองค์กรใดก็ตาม ที่ผู้ซื้อพวงหรีดผลบุญมีความประสงค์ที่จะบริจาคหนังสือ   


นางระริน
อุทกะพันธุ์ ปัญจรุ่งโรจน์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ อมรินทร์กรุ๊ป กล่าวว่าตลอดระยะเวลากว่า 40 ปีที่  อมรินทร์กรุ๊ป ได้แก่ บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) และ บริษัท อมรินทร์บุ๊คเซ็นเตอร์ จำกัด ได้สืบสานเจตนารมณ์ในการทำงานเพื่อความสุขและความรุ่งโรจน์ของสังคม ริเริ่มโครงการบริจาคหนังสือให้แก่สังคมผ่านโครงการปันความรักด้วยความรู้โครงการส่งความรู้ สร้างความสุขและอีกหลายโครงการ  ซึ่งได้ทำการบริจาคหนังสือไปยังองค์กรต่างๆ ทั่วประเทศ เป็นจำนวนรวมกว่า 1,000,000 เล่ม หรือกว่า 150,000 บาท แต่ยังพบว่า ยังมีผู้ด้อยโอกาส ทั้ง เด็กและเยาวชน มูลนิธิ ผู้ที่อยู่ในทัณฑสถาน ที่ไม่สามารถเข้าถึงหนังสือได้อีกจำนวนมาก เราจึงจัดตั้งโครงการผลบุญ พวงหรีดหนังสือ เพื่อเปิดโอกาสในทุกคนในสังคม สามารถที่จะเป็น ผู้ให้ และ ผู้เติมเต็มโอกาส ให้แก่ผู้ด้อยโอกาสในสังคมไทยได้ต่อยอดทางความคิด ต่อยอดอนาคต”  


พวงหรีดผลบุญ
ได้รับเกียรติจากศิลปินนักออกแบบที่มีชื่อเสียงของประเทศไทย 3 ท่านสร้างสรรค์ขึ้นมา 3 แบบ 3 สไตล์ ออกแบบ พัฒนาให้มีความสวยโดดเด่นเป็น Art Piece เฉพาะตัว ทำจากกระดาษลูกฟูก มีรูปแบบเป็นหนังสือเล่มใหญ่ขนาด 120 x 80 เซ็นติเมตร สะท้อนถึงการบริจาคหนังสือสู่สังคมไทยโดย คุณพัชรพล แตงรื่น หรือที่รู้จักกันในนาม  Alex Face

Alex Face ศิลปินกราฟฟิตี้แนวสตรีทอาร์ต ผู้ทรงอิทธิพลคนหนึ่งของเมืองไทย ที่ใช้ศิลปะออกแบบผลงานชื่อ  Flower  To  The  Souls ถ่ายทอดให้เห็นมุมมองความเป็นสัจธรรม ความไม่จีรัง ผ่านคาแรคเตอร์ เด็กสามตาหน้าบึ้งหรือน้องมาร์ดี คาแรคเตอร์ชื่อดังระดับ International ที่มีขนร่วง


ตัวแทนของหลักธรรมของการพิจารณาสังขาร
ได้แก่ เกศา โลมา นขา ทันตา ตโจ ประกอบกับรูปดอกไม้สีชมพู เพื่อลดทอนความเศร้าหมองในจิตใจ และพร้อมในการดำเนินชีวิตต่อไปด้วยการส่งต่อโอกาสให้แก่ผู้อื่น

คุณกชวัช บูรณภิญโญ เจ้าของภาพเขียนศิลปะลายไทยประยุกต์ ผลงานชื่อ  The Last Friendship เล็งเห็นความสำคัญของพวงหรีดที่จะไม่ใช่แค่พวงหรีดอีกต่อไป แต่สามารถส่งต่อความรัก ความทรงจำที่มีต่อผู้วายชนม์ให้เกิดการรับรู้จากรุ่นสู่รุ่น


โดยเพิ่มฟังก์ชันในพวงหรีด
ให้สามารถเขียนข้อความระลึกถึงผู้วายชนม์ ประกอบกับลายเส้นลายไทยรูปคนกอดปลอบใจอยู่รอบข้าง เพื่อปลอบประโลมผู้ที่สูญเสีย พร้อมแฝงด้วยสัจธรรม การเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เป็นวัฎสงสาร เป็นธรรมดาในการดำเนินชีวิต

คุณกรศริน ภัทรโสภาคย์ กราฟฟิคดีไซน์เจ้าของนามปากกา REENP นักวาดภาพประกอบสไตล์มินิมอลชื่อดังกับผลงานชื่อ A Never Ending Journey ถ่ายทอดถึงความสูญเสียที่ไปสู่การเริ่มต้นใหม่ผสานดอกไม้ ผ่านเส้นทางการเดินทางที่ไม่มีจุดจบ จากดินกลับสู่ท้องฟ้าที่ดงาม


สิ่งที่เหลืออยู่คือรอยประทับที่จะบันทึกเรื่องราวดีๆ
และการระลึกถึงบุคคลที่จากไป


..ลือศักดิ์  จักรพันธุ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อมรินทร์บุ๊คเซ็นเตอร์ จำกัด  กล่าวเพิ่มเติมถึงโครงการผลบุญว่า โครงการนี้จัดขึ้นเพื่อต่อยอดการบริจาคหนังสือให้แก่ผู้ด้อยโอกาสให้สามารถเข้าถึงหนังสือ  พัฒนาความรู้ สติปัญญา และสามารถนำความรู้ไปต่อยอดสู่ชีวิตที่ดีขึ้นได้  และเป็นโครงการที่จะช่วยสร้างผลบุญกับผู้ให้   ช่วยกระจายความรู้สู่สังคม   โดยทางเราได้คัดสรรหนังสือ 5 กลุ่มหนังสือ  ได้แก่  กลุ่มหนังสือเพื่อเด็กและเยาวชน  กลุ่มหนังสือพัฒนาส่งเสริมอาชีพและพัฒนาตัวเอง  กลุ่มหนังสือธรรมะและสุขภาพ  ที่เหมาะกับชุมชนหรือหน่วยงานที่รับบริจาค เพื่อให้ทุกคนที่ได้หนังสือ นำไปเสริมสร้างทักษะในการเรียนรู้ สร้างการพัฒนาการศึกษาทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ทั่วประเทศ


นอกจากนี้
ผู้ที่ซื้อพวงหรีดผลบุญจะได้บริจาคหนังสือ 100% เต็มของราคาพวงหรีดแล้ว สำหรับบุคคลธรรมดายังสามารถนำใบเสร็จไปลดหย่อนภาษีได้ 100% อีกด้วยผู้ที่ต้องการร่วมเป็นส่วนหนึ่งของสังคมด้วยการบริจาคหนังสือถึงองค์กรต่างๆ  สนใจซื้อพวงหรีดผลบุญ สามารถสั่งซื้อพวงหรีดผลบุญ ได้โดย ติดต่อช่องทางการสั่งซื้อ ได้แก่

  1. สั่งซื้อผ่านทางเวป www.phonboon.com
  2. สั่งซื้อผ่านทางไลน์ Line @phonboon
  3. หรือจะโทรสั่งทาง 02-4239889

จากนั้น เลือกพวงหรีดของศิลปินที่ต้องการ มี 2 ระดับราคา คือ 3,500 บาท และ 4,500 บาท พร้อมเลือกระบุชุดหนังสือที่ต้องการบริจาคโดยจะมีมูลค่าหนังสือในการบริจาค 100% เต็มตามราคาพวงหรีด ได้แก่ 5 กลุ่มหนังสือ จากนั้น เลือกองค์กรที่ต้องการบริจาคหนังสือจากรายชื่อ 7 องค์กรข้างต้น หรือระบุองค์กรอื่นๆ ตามที่ผู้สั่งซื้อต้องการ


ทางโครงการ
จะดำเนินการส่งพวงหรีดผลบุญไปยังวัดในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร และจังหวัดนนทบุรี พร้อมจัดชุดหนังสือบริจาคแก่หน่วยงานผู้รับบริจาคต่อไปและจัดส่งใบเสร็จกลับไปยังผู้สั่งซื้อ เพื่อนำไปลดหย่อนภาษีได้  100%  และจะขยายพื้นที่ในการสั่งซื้อพวงหรีดไปยังจังหวัดหัวเมืองในอนาคต


มาเงียบแบบโลกสะเทือนกับรถยนต์ไฟฟ้า Sony Vision-S


เรียกว่ามากันแบบเงียบๆ ไม่รู้ไปแอบทำกันตอนไหนกับเจ้า Sony Vision-S ที่พึ่งเปิดตัวไปในงาน CES (Consumer Electronics Show) ที่งานนี้ถือได้ว่าเป็นงานแสดงเทคโนโลยีที่แต่ละแบรนด์ระดับแถวหน้าของโลกจะขนนวัตกรรมใหม่ล่าสุดที่คิดค้นได้มาเปิดตัวให้โลกตะลึง


ซึ่งในงาน CES ปีนี้ Sony Vision-S ยนตกรรมต้นแบบจากค่าย Sony ก็เล่นเอาสะเทือนวงการทั้งยานยนต์ และเทคโนโลยีกันเลยทีเดียว และที่สำคัญไปแอบทำกันตอนไหนเพราะไม่เคยมีข่าวของ Sony Vision-S ออกมาให้เราได้ยินกันเลย

Sony Vision-S ได้รับการออกแบบที่ทาง Sony เรียกการออกแบบนี้ว่า “newly-designed EV platform” ซึ่งเป็นการพัฒนาร่วมกับ Magna เป็นการออกแบบที่ดูลงตัวไม่ได้แปลกตาหลุดโลกแต่มีเส้นสายของตัวถึงที่เฉียบคมดูมีเอกลักษณ์และแน่นอนมันต้องอัดแน่นด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยอย่างระบบ sensor ทั่วคันกว่า 33 ตัวที่ช่วยกันทำหน้าที่ตรวจจับและวัดระยะห่างของสิ่งของ สิ่งมีชีวิต รอบๆ ตัวรถ


ภายในห้องโดยสารก็มีการออกแบบที่เรียบหรูดูดี แต่จุดเด่นที่ระดับ Sony แล้วมีหรือจะพลาดกับระบบความบันเทิงแบบขั้นสุด Visual and Audio มาฝังไว้ที่แผงคอนโซลหน้าทั้งแผงที่ประกอบไปด้วยจอแสดงภาพภายนอกตัวรถทั้งซ้าย/ขวา จอดิสเพลย์แสดงข้อมูลรถ จอควบคุมระบบต่างๆ ในรถ ระบบเสียงรอบทิศทาง ด้านหลังยังมีจอ dashboard-spanning อีกด้วย


Sony Vision-S คงเป็นอีก 1 คู่แข่งเจ้าสำคัญของวงการยนตกรรมในอนาคตอันใกล้นี้แน่ๆ ยังไงก็ต้องขอเอาใจช่วยไว้เลยเพราะผมก็ถือว่าเป็นแฟนตัวยงของ sony เหมือนกัน…


เมื่อ GEL-LYTE III มาจับคู่สามยูนิฟอร์มสุดคลาสสิกในสไตล์เจแปนสตรีทโฟโต้สุดคูล!

เอสิคซ์ (ASICS) ฉลองครบรอบสามสิบปีของ GEL-LYTE III หนึ่งในโมเดลสุดไอคอนิกของแบรนด์ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก ด้วยการนำเสนอผ่านแคมเปญสตรีทโฟโต้ชู้ต กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น โดยการนำสามยูนิฟอร์มสุดคลาสสิกของชาวญี่ปุ่น อย่างชุดนักเรียน และชุดพนักงานออฟฟิศ (salarymen) ที่เรามักจะเห็นผู้คนสวมใส่ยูนิฟอร์มแบบครบชุดอยู่ตลอดเวลา รวมไปถึงผู้สูงอายุ ที่มักจะแต่งตัวอย่างเรียบง่าย โฟโต้ชู้ตนี้จึงได้เปลี่ยนภาพจากรองเท้าและยูนิฟอร์มดั้งเดิมที่มีรูปแบบและสีสันเรียบง่ายธรรมดา


โดยการนำพวกเขามาจับคู่กับ
ASICS GEL-LYTE III โมเดลรองเท้าที่ถูกพูดถึงในเรื่องของการฉีกกฎการดีไซน์ เพื่อมาถ่ายทอดผ่านภาพถ่ายของเด็กนักเรียน พนักงานออฟฟิศ และผู้สูงอายุ ซึ่งสวมใส่ ASICS GEL-LYTE III เพื่อมอบความรู้สึกที่แตกต่าง มีสีสัน และมีชีวิตชีวากว่าเดิม ด้วยการจับคู่ความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงของยูนิฟอร์มกับสนีกเกอร์อันโดดเด่น และยังนับว่าเป็นการสะท้อนถึงประวัติศาสตร์อันยาวนานและความน่าสนใจของ GEL-LYTE III สนีกเกอร์ที่ได้สร้างความโดดเด่นและฉีกกรอบสิ่งเดิม


โฟโต้ชู้ตนี้เป็นส่วนหนึ่งในแคมเปญ
“Go Against All Odds” แคมเปญที่นับได้ว่าเป็นความท้าท้ายของ ชิเงยูกิ มิทซึย (Shigeyuki Mitsui) ดีไซเนอร์ที่ออกแบบรองเท้ารุ่นนี้ อย่างที่หลายคนมักจะพูดอยู่ตลอดเวลาว่าดีไซน์ของเขานั้นเข้าถึงยาก ซับซ้อน และมีความท้าทายทางสุนทรียศาสตร์เป็นอย่างมาก แต่มิทซึยก็ได้พิสูจน์ตัวตนของเขาแล้ว เพราะในที่สุดหลังจากได้ทุ่มเทในการออกแบบรองเท้าคู่นี้ ก็เป็นที่พูดถึงและได้รับความนิยมอย่างมาก

ด้วยรูปลักษณ์ใหม่ที่ทำให้รองเท้าคู่นี้เป็นที่พูดถึงอย่าง ลิ้นของรองเท้าที่ถูกแบ่งเป็นสองส่วน รวมถึง GEL เทคโนโลยีที่นำมาไว้ที่พื้นรองเท้าที่มอบความสบายให้กับผู้สวมใส่  ASICS จึงได้นำสปิริตและความเป็นตัวของตัวเองของมิทซึย ที่กล้าจะมองข้ามกรอบประเพณีสู่สนีกเกอร์สตรีทสไตล์ มานำเสนอร่วมกับความทันสมัยของโตเกียวในยุคปัจจุบันผ่านแคมเปญโฟโต้ชู้ตนี้

ASICS GEL-LYTE III โมเดลคลาสสิก GREEN/YELLOW และ RED/BLACK วางจำหน่ายแล้ววันนี้ที่ ASICS ICONSIAM, Robinson, Supersports และ SEEK สำหรับ 2 โมเดลใหม่สี BLACK และสี GREY วางจำหน่ายที่ Carnival และ Robinson รวมถึงทางออนไลน์ที่ www.asics.com/th ในราคา 3,900 บาท


ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่
www.facebook.com/ASICS.sportstyle.th และ  www.instagram.com/asics_sportstyle_th


Privacy Preference Center