อย่าซื้อ chevrolet ถ้ายังไม่ได้อ่าน 5 ข้อนี้


เห็นคลื่นความสนใจกับกระแสการปิดตัวลงของแบรนด์ Chevrolet ในเมืองไทยทำให้ใจหายได้ไม่ทันข้ามคืน ก็เกิดกระแสใหม่ที่แรงกว่าข่าวการปิดตัวของ Chevrolet คือการประกาศหั่นราคาขายออกครึ่งนึงเพื่อระบายสต็อค (ซึ่งก็ได้ข่าวว่าหมดแล้วในบางรุ่น) ของตัวแทนเจ้าต่างๆ จนตอนแรกคิดว่าเป็นการโพสกันเล่นๆ แต่ปรากฎว่าหลังจากตรวจสอบข่าวเป็นที่เรียบร้อยมันคือเรื่องจริง!


เอ้าในเมื่อราคามันโดนจะซื้อก็ไม่ว่าอะไร แต่นี่คือสิ่งที่เราคิดว่าคุณควรรู้เพื่อประกอบการตัดสินใจ โดยเราลิสออกมาเป็นข้อๆเพื่อให้ง่ายต่อการตัดสินใจเพราะเราเชื่อว่าหลายคนคงร้อนใจว่าเอาไงดีว๊า ซื้อไม่ซื้อ ที่แม้แต่เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ หลายคนก็ถามเรากันมาหลังไมค์ ขอสรุปง่ายตามนี้

  1. จากที่เห็นจากข่าวหลายที่คือ ไฟแนนท์ไม่รับ(ลองเช็กกันดีๆ) ถ้าซื้อสดก็ข้ามข้อนี้ไป
  2. อาจจะต้องซื้ออะไหล่เก็บไว้ล่วงหน้า เพราะไม่มีใครรับประกันได้ว่าจะหาอะไหล่ได้ในอนาคต ตามเซียงกงเองก็ไม่ใช่ว่าจะหาของง่าย อะไหล่ในทีนี้คือทั้งอะไหล่ภายนอกอย่าง / ชุดไฟหน้า ไฟตัดหมอก ไฟท้าย / ชุดกันชนหน้าหลัง / ชิ้นส่วนภายในที่ดูซับซ้อน ของพวกนี้มีติดไว้บ้างกันเหวอ แต่ถ้าเป็นสายเล่นรถ แต่งรถ ดัดแปลง ก๋ไม่น่าจะยาก
  3. ต้องลองหาอู่นอกที่ซ่อมได้ เดี๋ยวนี้คงไม่ยากเพราะกูเกิลอะไรก็เจอ ปัญหาน่าจะเป็นเรื่องคิวซ่อมมากกว่า
  4. อาจจะต้องเกาะกลุ่มกันกับผู้ใช้เพื่อแลกเปลี่ยนการแก้ไขปัญหาต่างๆ มีอยู่หลายกลุ่มในเฟสบุ๊ค
  5. เช็กเรื่องประกันรถยนต์ให้ดีว่าเค้ารับประกันมั้ย หรือถ้ารับคำนวนว่าคุ้มรายจ่ายเรื่องเบี้ยประกันรึเปล่า เพราะตอนนี้จะกลายเป็นเล่นรถแบรนด์หายากแล้ว

หลังจากทราบถึงสิ่งที่เราลิสให้ บวกลบคูณหารทั้งทางตัวเลขและความรู้สึกแล้ว ถ้ารับได้กับข้อสังเกตุต่างๆ และมีทางออกของตัวเอง ก็จัดไปโลดดดด

และเพื่อประกอบการตัดสินใจเพิ่มขึ้นถึงการใช้งานรถแต่ละรุ่น ไปดูคลิปที่เราเคยไปทดสอบด้วยก็ได้นะครับ

#chevrolet #heavy69 #yride

ทดสอบ All New Chevrolet Captiva

ทดสอบ ALL NEW TRAILBLAZER 2016


กลุ่มโรงแรมอนันตรา เชิญร่วมงาน “การแข่งขันเรือยาวช้างไทย และเทศกาลริมน้ำ” ครั้งที่ 2 28 กุมภาพันธ์ ถึง 1 มีนาคมนี้

กลุ่มโรงแรมอนันตรา เชิญผู้สนใจร่วมงานการกุศล “การแข่งขันเรือยาวช้างไทย และเทศกาลริมน้ำ ครั้งที่ 2” ใน วันที่ 28 กุมภาพันธ์ ถึง มีนาคม พ.ศ. 2563 ตั้งแต่เวลา 14.00 น.-เที่ยงคืน ในวันศุกร์และเสาร์ และ 12.00-20.00 น. ในวันอาทิตย์ ณ บริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยา ซอยเจริญนคร 57/1 ใกล้กับ อนันตรา ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ รีสอร์ท ถนนเจริญนคร 

 ผู้ร่วมงานจะได้เพลิดเพลินไปกับสุดสัปดาห์แห่งความบันเทิงและกิจกรรมความสนุกครบครัน อาหารรสเลิศและเครื่องดื่มจากหลากหลายร้านดัง คอนเสิร์ตจาก พาราด็อกซ์ และ โอ๊ต ปราโมทย์ พร้อมเหล่าดีเจชื่อดังจากต่างประเทศ ที่จะมาระเบิดความมันส์และสร้างสีสันให้งานเทศกาลริมน้ำ และไฮไลท์ของงานที่พลาดไม่ได้ คือ การแข่งขันเรือยาวช้างไทยหนึ่งเดียวของโลก กับสุดยอดทีมฝีพายระดับประเทศ ที่จะมาชิงชัยในศึกแห่งศักดิ์ศรีบนลำน้ำเจ้าพระยาอีกครั้ง

บัตรเข้าชมงานแบบวันเดียว ราคา 200 บาท ต่อใบ/ต่อท่าน (เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี เข้าฟรี)

บัตรวีไอพี ราคา 3,000 บาท ต่อใบ/ต่อท่าน รวมเครื่องดื่มและของว่าง ณ เต๊นท์วีไอพี

ซื้อบัตรได้ที่ eventpop.me หรือ ที่จุดขายบัตรบริเวณหน้างาน โดยรายได้จากการจำหน่ายบัตรทั้งหมดจะนำไปสนับสนุนโครงการเพื่อช่วยเหลือช้างไทย ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.bangkokriverfestival.com


“พรูเด็นเชียล ประเทศไทย” ห่วงใยคนไทย ผนึก “เอไอเอส” มอบความคุ้มครองประกันชีวิตไวรัสโคโรนา หรือ โควิด-19 ฟรี! ครั้งแรกของไทย

บริษัท พรูเด็นเชียล ประกันชีวิต (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (“พรูเด็นเชียล ประเทศไทย”) ผนึก เอไอเอส  ผู้นำบริการดิจิทัลที่ห่วงใย และพร้อมดูแลลูกค้าให้อุ่นใจยิ่งกว่าเดิม มอบกรมธรรม์ประกันชีวิตไวรัสโคโรนา (โควิด-19) ให้แก่ลูกค้าเอไอเอส ฟรี! ครั้งแรกของไทย มอบความคุ้มครองชีวิต 50,000 บาท นาน 30 วัน ตลอด 24 ชั่วโมงทั่วโลก ครอบคลุมการเสียชีวิตทุกกรณี หรือหากเป็นผู้ป่วยในที่เข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล เนื่องจากติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 (โควิด-19) ก็ยังได้รับความคุ้มครองชดเชยรายได้ 1,000 บาทต่อวัน สูงสุด 15 วัน

ลูกค้าเอไอเอสทั้งระบบรายเดือนและเติมเงิน สามารถลงทะเบียนรับสิทธิ์ง่ายๆ เพียงกด *638# แล้วกดโทรออก ฟรี! ไม่เสียค่าใช้จ่าย จากนั้นจะได้รับข้อความ SMS พร้อม Link ไปหน้าลงทะเบียนของพรูเด็นเชียล ทำการกรอกข้อมูล และคลิกลงทะเบียน แล้วรอรับ SMS ยืนยัน โดยสามารถลงทะเบียนรับสิทธิ์ได้ตั้งแต่วันที่ 18-29 กุมภาพันธ์ 2563 จำนวนจำกัด 100,000 สิทธิ์ตลอดโครงการ ลูกค้าที่ลงทะเบียนรับสิทธิ์แล้ว กรมธรรม์จะเริ่มคุ้มครองในวันถัดไปจนถึงวันที่สิ้นสุดความคุ้มครอง 30 วัน

นางเจนนิเฟอร์ วิลลาโลโบส ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารเทคโนโลยีและดิจิทัล พรูเด็นเชียล ประเทศไทย กล่าวว่า “พรูเด็นเชียล ประเทศไทยรู้สึกดีใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้ผนึกพลังร่วมกับ เอไอเอส ในการมอบความคุ้มครองไวรัสโคโรนา (โควิด-19) ครั้งแรกของประเทศไทย ให้แก่ลูกค้าเอไอเอส โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมแต่อย่างใด และนับเป็นการทำงานร่วมกันเป็นครั้งแรกระหว่างพรูเด็นเชียล และ เอไอเอส ทั้งนี้ ด้วยการผสานจุดแข็งของทั้งสององค์กร พรูเด็นเชียล ประเทศไทยและ เอไอเอสมีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการด้านการประกันชีวิตเพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของลูกค้าเอไอเอสทั่วประเทศอย่างไม่หยุดยั้งต่อไป”

นายปรัธนา ลีลพนัง หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าทั่วไป เอไอเอส กล่าวว่า “เอไอเอสห่วงใยในทุกสถานการณ์ฉุกเฉินที่เกิดขึ้นเสมอและพร้อมอยู่เคียงข้างลูกค้าในทุกช่วงเวลาของชีวิต โดยที่ผ่านมา เราได้มอบสิทธิพิเศษด้านกรมธรรม์ประกันภัยให้แก่ลูกค้ามาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในช่วงเทศกาลปีใหม่และสงกรานต์ ดังนั้น ในช่วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ 2019 (โควิด-19) สร้างความวิตกกังวลให้แก่คนไทยจำนวนมาก เอไอเอส จึงได้จับมือ พรูเด็นเชียล ประกันชีวิต ร่วมส่งมอบความห่วงใยให้ลูกค้าเอไอเอส ด้วยกรมธรรม์ประกันชีวิตไวรัสโคโรนา (โควิด-19)  ฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ เพื่อช่วยให้ลูกค้าคลายความกังวลหากเจ็บป่วยกะทันหัน และรู้สึกอุ่นใจตลอดเวลาที่อยู่กับเอไอเอส”


อาดิดาส เปิดตัวรองเท้าวิ่งระยะไกลที่เร็วที่สุดตลอดกาล “อาดิซีโร่ โปร” พร้อมทะยานสู่ตำแหน่ง “เจ้าความเร็วแห่งทศวรรษใหม่”

อาดิดาส เปิดตัว “อาดิซีโร่ โปร” (adizero Pro) รองเท้าวิ่งระยะไกลที่พัฒนาขึ้นมาด้วยเทคโนโลยีสุดล้ำสมัยเพื่อการวิ่งระยะไกลด้วยความเร็วสูงสุด โดยนอกจากรองเท้าคู่นี้จะเป็นการฉลองครบรอบ 70 ปีที่อาดิดาสได้สร้างสรรค์เทคโนโลยีอย่างไม่หยุดยั้งนับตั้งแต่ผลิตรองเท้าวิ่งขึ้นมาเป็นคู่แรกแล้ว อาดิซีโร่ โปร ก็ยังถูกสร้างขึ้นเพื่อที่จะมาสานต่อความสำเร็จในการบันทึกสถิติโลกของตระกูลรองเท้าวิ่งระดับตำนานของอาดิดาสอย่าง “อาดิซีโร่” ที่ได้สร้างสถิติใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่าในช่วงระหว่างปี 2008 – 2018 นอกเหนือจากนี้ อาดิซีโร่ โปร ยังเป็นรองเท้าวิ่งที่อยู่บนจุดสูงสุดของตระกูลอาดิซีโร่ ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อตอบสนองความต้องการของนักวิ่งมาราธอนระดับโลกทุกประการ โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้นักวิ่งทุกคนที่สวมใส่รองเท้าคู่นี้สามารถพิชิตเป้าหมายและทำเวลาที่ดีที่สุดของตัวเอง (Personal Best) อีกด้วย

สำหรับคอนเซ็ปต์ในการออกแบบรองเท้าวิ่งอาดิซีโร่ โปร นั้นก็คือการพิชิตขีดจำกัดแห่งศักยภาพของนักวิ่งโดยเฉพาะ เช่นเดียวกับจุดเริ่มต้นของตระกูลรองเท้าวิ่งในตำนานอย่างอาดิซีโร่ที่เกิดขึ้นในปี 2008 โดย
เฮล เกบเซลาสซี่ ที่สามารถทำลายสถิติมาราธอนระดับโลกด้วยการเป็นนักวิ่งคนแรกที่สามารถทำเวลาได้เร็วกว่า 2 ชั่วโมง 4 นาที ถือเป็นการประกาศกร้าวให้โลกใบนี้ได้ตระหนักถึงประสิทธิภาพอันไร้ที่ติของรองเท้าวิ่งอาดิซีโร่ อาดิโอส 1 (adizero Adios 1) โดยหลังจากนั้นในช่วงเวลา 10 ปีต่อมา รองเท้าวิ่งในตระกูลอาดิซีโร่ก็ยังคงเดินหน้าสร้างสถิติโลกใหม่อย่างไม่จบสิ้นเลยทีเดียว

 

สำหรับอาดิซีโร่ โปร นั้นไม่เพียงแต่เป็นรองเท้าวิ่งที่อยู่บนจุดสูงสุดแห่งประวัติศาสตร์แล้ว แต่ยังเป็นนวัตกรรมแห่งยุคใหม่เพื่อความสมบูรณ์แบบ ซึ่งเกิดจากการผสมผสานอันลงตัวระหว่างชีวกลศาสตร์และการทดสอบการใช้งานโดยนักวิ่งระดับโลก ไม่ว่าจะเป็น จอยซิลีน เจปคอสเก, เอมอส คิปรูโต, อัลเบิร์ต โคเรียร์ หรือแม้กระทั่ง แมรี่ เคทานี นักวิ่งเจ้าของสถิติมาราธอนระดับโลก ที่ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนารองเท้าด้วยตัวเองอีกด้วย เท่านั้นยังไม่พอ ทีมออกแบบของอาดิดาสยังได้เชิญเพื่อนร่วมฝึกซ้อมของเธอที่เมืองอิเทน ประเทศเคนย่า มาร่วมแบ่งปันข้อมูลที่สำคัญหลังจากได้ทดลองใช้งานรองเท้ารุ่นโปรโตไทป์ในระยะ 20 ไมล์ บนความสูงจากระดับน้ำทะเลถึง 2,400 เมตรอีกด้วย

ส่วนขั้นตอนในการสร้างรองเท้าวิ่งอาดิซีโร่ โปร นั้นเกิดจากความร่วมมือกันระหว่างทีมวิศวกรและทีมออกแบบของอาดิดาส ที่ได้แสดงความมุ่งมั่นตั้งใจจริงในการทำงานร่วมกับ มิสเตอร์โอโมริ ยอดปรมาจารย์นักออกแบบรองเท้าชาวญี่ปุ่นที่ได้ร่วมงานกับอาดิดาสมาเป็นเวลา 20 ปี โดยที่เขาได้ใช้เวลานานกว่าหลายเดือนในการออกแบบรองเท้าด้วยสูตรเฉพาะตัว นั่นก็คือ การออกแบบรองเท้าจากภายในสู่ภายนอก เพื่อให้ส่วนโค้งต่างๆ ของตัวรองเท้าสามารถปรับเข้ากับรูปเท้าได้อย่างแนบเนียน รวมถึงบรรจงเลือกวัสดุในการผลิตที่เหมาะสมที่สุดเพื่อให้รองเท้าวิ่งคู่นี้มีทั้งความสวยงามและความกระชับที่สบายเท้าที่สุด จนในที่สุดก็ได้ออกมาเป็นรองเท้าวิ่งอาดิซีโร่ โปร ที่เกิดจากการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างนวัตกรรมอันสุดล้ำและผลงานศิลปะชิ้นเอกนั่นเอง

เพื่อเป็นการสานต่อตำนานรองเท้าวิ่งจอมพิชิตสถิติโลกอย่าง อาดิดาส อาดิซีโร่ อาดิโอส ให้ดียิ่งขึ้นไปอีกระดับ อาดิซีโร่ โปร จึงถูกปรับโฉมใหม่ทั้งหมดเพื่อให้ผู้สวมใส่สัมผัสได้ถึงน้ำหนักที่เบา ความรู้สึกสบายเท้าในทุกสภาพอากาศ สามารถทะยานไปข้างหน้าด้วยความเร็วสูงสุด ช่วยรองรับแรงกระแทกได้อย่างยอดเยี่ยม และมีความทนทานในการใช้งานสูง ซึ่งคุณสมบัติทั้งหมดที่ว่ามานี้ล้วนแต่เป็นสิ่งที่นักวิ่งทุกคนต้องการจากรองเท้าวิ่ง โดยสุดยอดเทคโนโลยีของอาดิซีโร่ โปร มีดังต่อไปนี้

  • แผ่นคาร์บอน Multidirectional CARBITEX – มอบความยืดหยุ่นในทุกจังหวะที่เท้าสัมผัสกับพื้น พร้อมแรงดีดที่จะส่งพลังขับเคลื่อนให้ก้าวไปข้างหน้าโดยใช้พลังงานน้อยที่สุด
  • พื้นรองเท้าแบบ LIGHTSTRIKE และ BOOST – ไลท์สไตรค์ ถือเป็นนวัตกรรมพื้นรองเท้าแบบใหม่ที่มีน้ำหนักเบาและรองรับแรงกระแทกได้อย่างยอดเยี่ยมในขณะเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงสุด ซึ่งจะทำงานร่วมกับเทคโนโลยีบูสท์ที่บริเวณส้นเท้า โดยนอกจากจะช่วยให้ความรู้สึกสบายแล้ว ยังช่วยคืนพลังงานให้ในทุกย่างก้าวและในทุกสภาพอากาศอีกด้วย
  • CELERMESH แบบชั้นเดียว – ตัวรองเท้าวิ่งคู่นี้ทำจากวัสดุที่มีความบางที่สุดในบรรดาวัสดุแบบผ้าตาข่ายของอาดิดาสเลยทีเดียว ซึ่งจะช่วยมอบความรู้สึกกระชับพอดีแก่เท้าของผู้สวมใส่และสัมผัสได้ถึงความเร็วสูงเลยทีเดียว
  • QUICKSTRIKE DSP และ ยาง CONTINENTAL – พื้นรองเท้าชั้นนอก DSP แบบฝังตัวกับพื้นรองเท้ามีน้ำหนักเบา มอบความยืดหยุ่น และความทนทานสำหรับการวิ่งบนพื้นถนนและการวิ่งบนคอร์ท เมื่อรวมกับยางคอนทิเนนทอลก็จะช่วยให้เกิดการยึดเกาะที่ยอดเยี่ยมในทุกสภาพอากาศและพื้นผิวทุกรูปแบบด้วยเช่นกัน

อัลเบอร์โต้ อันชินี มังกาเนลลี ผู้จัดการทั่วไปของอาดิดาส รันนิ่ง ได้กล่าวว่า ความเร็วนั้นเป็นสิ่งที่อยู่ในดีเอ็นเอของพวกเราทุกคนอยู่แล้ว ที่ผ่านมาเราได้คิดค้นผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุดสำหรับนักกีฬาอย่างต่อเนื่อง สังเกตได้จากการพิชิตสถิติมาราธอนระดับโลกช่วงระยะเวลา 10 ปีตั้งแต่ปี 2008 จนถึงปี 2018 ซึ่งเราเองก็มีความตั้งใจที่จะมอบสิ่งที่พิเศษที่สุดลงในรองเท้าวิ่งอาดิซีโร่ โปร เพราะนี่คือรองเท้าวิ่งที่อยู่ ณ จุดสูงสุดของตระกูลอาดิซีโร่ และนับเป็นรองเท้าวิ่งที่เร็วที่สุดของอาดิดาสอีกด้วย อย่างไรก็ตาม ความภาคภูมิใจของเรานั้นไม่ได้อยู่ที่ผลิตภัณฑ์ที่เราได้มอบให้กับนักกีฬาระดับโลกที่มีจำนวนเล็กน้อยเท่านั้น แต่ผลงานของเรายังได้ช่วยมอบพลังและความสามารถให้กับนักวิ่งอีกหลายต่อหลายคนอีกด้วย หากคุณได้ลองสังเกตที่รองเท้าของนักกีฬาระดับอาชีพ ผู้ที่ยืนตระหง่านอยู่บนแท่นรับรางวัลของงาน นิวยอร์ก มาราธอน เมื่อปีก่อน หรือการแข่งขันชิงแชมป์โลกที่โดฮา นี่แหละคือสิ่งที่ลูกค้าของเราจะได้รับจากการซื้อรองเท้าของเรา และนั่นก็คือ ความเร็วแรงที่พุ่งทะยานออกมานับตั้งแต่เปิดฝากล่องรองเท้าเลยทีเดียว

ด้าน แมรี่ เคทานี เจ้าของสถิตินักวิ่งมาราธอนระดับโลกและนักกีฬาของอาดิดาส ได้กล่าวเสริมว่า “สิ่งเดียวที่คุณต้องรู้ในวันแข่งขันก็คือ สิ่งที่คุณกำลังสวมใส่อยู่ในขณะนั้นคือสิ่งที่ดีที่สุด เพื่อที่คุณจะได้ตั้งสมาธิอยู่กับการวิ่งเท่านั้น สำหรับฉันแล้ว อาดิซีโร่ โปร ได้มอบสิ่งที่ฉันต้องการเป็นอย่างมาก นั่นก็คือ ความสงบทางจิตใจ เพื่อที่ฉันจะได้ปล่อยวางสิ่งต่างๆ รอบตัวออกไปทั้งหมดและมองไปข้างหน้า และในทุกๆ ครั้งที่ฉันได้ใส่รองเท้าคู่นี้ ฉันสัมผัสได้อย่างชัดเจนถึงน้ำหนักที่เบา ความเร็ว และความรู้สึกสบายเท้า ได้ตลอดเวลาการแข่งขันอันเข้มข้นเลยค่ะ”

 

รองเท้าวิ่งอาดิซีโร่ โปร จะวางจำหน่ายในจำนวนจำกัดที่ราคา 6,800 บาท ตั้งแต่วันที่ 24 เมษายน 2563 ที่ อาดิดาส แบรนด์ เซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์, อาดิดาส แบรนด์ เซ็นเตอร์ สยามพารากอน, อาดิดาส ออนไลน์ สโตร์ https://www.adidas.co.th/ และร้านอาริ รันนิ่ง คอนเซ็ปต์ สโตร์


เปิดตัวแคมเปญสุดเจ๋ง “ช่วยลด ช่วยโลก เพื่ออนาคตของทุกชีวิต” สตีเบล เอลทรอน นำเทรนด์รักษ์โลก แปลงโฉมขยะพลาสติก ให้เป็นกล่องใส่ของอเนกประสงค์

บริษัท สตีเบล เอลทรอน เอเซีย จำกัด ผู้ผลิตเครื่องทำน้ำอุ่น เครื่องทำน้ำร้อน เครื่องกรองน้ำ ปั๊มน้ำ ฮีทปั๊ม และเครื่องเป่ามือชั้นนำจากประเทศเยอรมนี เปิดแคมเปญ ช่วยลด ช่วยโลก เพื่ออนาคตของทุกชีวิตนำวัสดุพลาสติกจากผลิตภัณฑ์ที่ไม่ใช้แล้วของ สตีเบล เอลทรอน มารีไซเคิลเป็นกล่องใส่ของอเนกประสงค์หรือน้อง Willy Whale ประกาศจุดยืนร่วมสนับสนุนการลดขยะพลาสติก และสร้างจิตสำนึกรักษ์สิ่งแวดล้อมให้กับพนักงานในองค์กร ชุมชนรอบข้าง และผู้บริโภคชาวไทยทุกคน

บริษัท สตีเบล เอลทรอน เอเซีย จำกัด ต้องการรณรงค์ให้ผู้คนหันมาใส่ใจอนาคตของการมีสิ่งแวดล้อมที่ดีมากขึ้น แนวคิดสุดเจ๋งจึงได้ถือกำเนิดในแคมเปญ ช่วยลด ช่วยโลก เพื่ออนาคตของทุกชีวิต ซึ่งเป็นการร่วมมือกันระหว่าง บริษัท    สตีเบล เอลทรอน เอเซีย จำกัด บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (PTTGC) และ Qualy แบรนด์ผู้ผลิตงานดีไซน์ข้าวของเครื่องใช้ฝีมือคนไทย โดยนำเอาวัสดุพลาสติกจากผลิตภัณฑ์ของ สตีเบล เอลทรอน ที่ไม่ใช้และรอการทิ้ง นำมารีไซเคิลให้เป็นกล่องใส่ของอเนกประสงค์วาฬน้อยรักษ์โลกที่ชื่อว่า Willy Whale เพราะวาฬบริโภคพลาสติกโดยเฉลี่ยถึง 171 ชิ้นต่อวัน โดยกล่องอเนกประสงค์วาฬน้อยถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในฐานะผู้ผลิตในประเทศไทยที่จะแสดงจุดยืนเพื่อลดขยะพลาสติก โดยเครื่องทำน้ำอุ่นหนึ่งเครื่องสามารถนำมารีไซเคิลเปลี่ยนเป็นกล่องใส่ของอเนกประสงค์ปลาวาฬได้ถึง 2 ตัวเลยทีเดียว

“กระแสการรณรงค์และรักษาสิ่งแวดล้อมนั้นกลายเป็นปรากฏการณ์ที่กลุ่มอุตสาหกรรมในประเทศไทยและทั่วโลกต่างตระหนักถึง ซึ่งนั่นคือสิ่งที่เราจำเป็นจะต้องปรับตัวให้ทัน” คุณพัลลภ เชี่ยวชาญวิทยเวช ผู้อำนวยการฝ่ายขายและการตลาด บริษัท สตีเบล เอลทรอน เอเซีย จำกัด กล่าว “ผลกระทบของขยะพลาสติกทั้งบนบกและในน้ำที่กำลังเกิดขึ้นเมื่อครั้งอดีต ปัจจุบัน ไปจนถึงอนาคตนั้น กำลังส่งผลร้ายแรงต่อธรรมชาติและทำให้สัตว์หลายชนิดเกือบจะสูญพันธุ์จากขยะพลาสติกเหล่านี้ เราจึงได้คิดถึงกระบวนการที่จะลดปริมาณขยะลง ซึ่งการทำกล่องอเนกประสงค์ Willy Whale ณ ตอนนี้ยังอยู่ในช่วงแรกที่จะแจกให้แก่ลูกค้าของเราในกิจกรรมทางการตลาดก่อน ในระยะต่อไป เราเริ่มการรับบริจาคผลิตภัณฑ์ที่ไม่ใช้แล้วเพื่อนำมาแปรรูปเป็นของใช้อื่น ๆ เพื่อสร้างประโยชน์ให้แก่ชุมชนต่อไป”

พลาสติกถูกคิดค้นขึ้นมากว่า 60 ปี ในช่วงศริสต์ทศวรรษ 1960 ซึ่งจากข้อมูลสถิติเปิดเผยว่ามีปริมาณขยะที่เป็นพลาสติกทั้งหมดในปี 2010 จำนวนมากกว่า 2.75 แสนล้านตัน อีกทั้งระยะเวลาการย่อยสลายของพลาสติกนั้นใช้เวลาตั้งแต่สิบถึงหนึ่งพันปี ซึ่งหมายความว่าพลาสติกที่ถูกผลิตขึ้นมาตั้งแต่ช่วง ค.ศ. 1960 นั้น ยังคงกระจายอยู่บนโลกมากมาย ทั้งบนบก และในมหาสมุทร โดยการรายงานของนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยจอร์เจียประมาณการไว้ว่ามนุษย์เพิ่มขยะให้กับมหาสมุทรประมาณการที่ราว 12 ล้านตันต่อปี และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ

ติดตามข่าวสารและรายละเอียดเพิ่มเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์จากสตีเบล เอลทรอน บริษัทผู้ผลิตเครื่องทำน้ำอุ่น เครื่องทำน้ำร้อน เครื่องกรองน้ำ ปั๊มน้ำ ฮีทปั๊มและเครื่องเป่ามือชั้นนำจากประเทศเยอรมนีและแคมเปญดี ๆ แบบนี้ได้ที่ www.facebook.com/stiebeleltronasia หรือ http://www.stiebeleltronasia.com


ซัมซุงเปิดตัว “กาแลคซี่ เอส 20” พร้อมสมาร์ทโฟนพับได้รุ่นใหม่ “กาแลคซี่ ซี ฟลิป” สองสุดยอดนวัตกรรมสมาร์ทโฟนที่จะเปิดมุมมองการสื่อสารแห่งทศวรรษใหม่

ซัมซุงเปิดทศวรรษใหม่ของ ‘ซัมซุง กาแลคซี่’ เผยโฉมสุดยอดนวัตกรรมสมาร์ทโฟนรุ่นล่าสุด นำโดย กาแลคซี่ เอส 20 (Galaxy S20) สมาร์ทโฟนแฟลกชิปที่จะมาพลิกกฎการถ่ายภาพและวิดีโอแบบเดิมๆ ด้วยนวัตกรรมกล้องวิดีโอที่ดีที่สุดของซัมซุง พร้อมฟีเจอร์ใหม่ตอบโจทย์มิลเลนเนียลที่รักการบันทึกและแชร์โมเมนต์โดนใจบนโซเชียลมีเดีย และ กาแลคซี่ ซี ฟลิป (Galaxy Z Flip) สมาร์ทโฟนพับได้โฉมใหม่ ที่โดดเด่นและสวยงามทันสมัยกับการพับในแนวตั้ง มาพร้อมนวัตกรรมจอกระจกพับได้เป็นครั้งแรก ดีไซน์การใช้งานที่ถูกคิดค้นและพัฒนาขึ้นพิเศษนี้ จะเปลี่ยนนิยามของการถ่ายภาพ การแบ่งปันประสบการณ์ และการเพลิดเพลินไปกับคอนเทนท์บนสมาร์ทโฟนไปอย่างสิ้นเชิง

ออกแบบอนาคตของการสื่อสารด้วย กาแลคซี่ เอส 20 ซีรีส์

ในทศวรรษใหม่นี้ เทคโนโลยี 5G จะมาพลิกโฉมการสื่อสารและเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับผู้คนบนโลก ซัมซุงในฐานะผู้นำนวัตกรรมสมาร์ทโฟน พร้อมแล้วที่จะกำหนดนิยามของยุคใหม่ ด้วยการเปิดตัวสมาร์ทโฟน 5G รุ่นแรกในประเทศไทย ‘กาแลคซี่ เอส 20 อัลตร้า 5G’ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสมาร์ทโฟนแฟลกชิปซีรีส์ใหม่ในตระกูล กาแลคซี่ เอส ประกอบด้วย กาแลคซี่ เอส 20, กาแลคซี่ เอส 20 พลัส และ กาแลคซี่ เอส 20 อัลตร้า 5G

 

พลิกทุกกฎเกณฑ์ของการถ่ายภาพและวิดีโอด้วย กาแลคซี่ เอส 20 ซีรีส์

จากเทรนด์ของคนในปัจจุบันที่นิยมถ่ายภาพและวิดีโอเพื่อบอกเล่าเรื่องราวของตนเองผ่านสมาร์ทโฟน ทำให้ ‘กล้อง’ กลายเป็นฟีเจอร์ที่สำคัญที่สุดที่ผู้บริโภคใช้เป็นปัจจัยในการตัดสินใจเลือกซื้อสมาร์ทโฟนเครื่องใหม่ ซึ่งกาแลคซี่ เอส 20 ซีรีส์ ได้รับการออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์รูปแบบการใช้ชีวิตของผู้ใช้งาน ด้วยการนำเสนอเทคโนโลยีกล้องวิดีโอที่ดีที่สุดของซัมซุง ที่ทำงานด้วย AI อันทรงพลังและเซ็นเซอร์รับภาพขนาดใหญ่ที่สุดของซัมซุง เพื่อให้ผู้ใช้สามารถบันทึกทุกโมเมนต์สำคัญได้อย่างดีที่สุด

  • วีดีโอคมชัด ประสบการณ์เสมือนอยู่ในโรงภาพยนตร์: กาแลคซี่ เอส 20 สามารถถ่ายวิดีโอด้วยความคมชัดระดับ 8K เพื่อให้ผู้ใช้ได้บันทึกโลกที่พวกเขามองเห็นด้วยสีและคุณภาพที่สมจริงที่สุด รวมถึงแคปเจอร์ภาพนิ่งจากวิดีโอ 8K ดังกล่าวในรูปแบบภาพความละเอียดสูง (Hi-Res) ได้ทันที ด้วยฟีเจอร์ 8K VDO Snap ทั้งนี้ ด้วยระบบ Super Steady ที่ป้องกันการสั่น รวมถึงการวิเคราะห์การเคลื่อนไหวด้วย AI จึงทำให้ภาพวิดีโอที่มีการเคลื่อนไหวสูงดูนิ่งและนุ่มนวลเสมือนถ่ายโดยใช้อุปกรณ์กันสั่น Gimbal
  • หนึ่งการบันทึกภาพกับความเป็นไปได้ไม่รู้จบ: โหมดถ่ายภาพอัจฉริยะ Single Take ให้ผู้ใช้งานได้ทั้งภาพถ่ายและวิดีโอในรูปแบบที่หลากหลายมากสูงสุด 14 แบบ ผ่านการกดบันทึกในช็อตเดียว ไม่ว่าจะเป็นแบบ Live Focus, Cropped, Ultra Wide กว้างถึง 120 องศา โดยผ่านเทคโนโลยีกล้อง AI เพื่อให้ไม่พลาดทุกโมเมนต์สำคัญที่เกิดขึ้น
  • ที่สุดของความคมชัดในทุกรายละเอียด: ด้วยเซนเซอร์รับภาพขนาดใหญ่ของกาแลคซี่ เอส 20 ซีรีส์ ทำให้ภาพมีความละเอียดเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก โดยมีความละเอียด 64 ล้านพิกเซลในกาแลคซี่ เอส 20 และ
    กาแลคซี่ เอส 20 พลัส และสูงถึง 108 ล้านพิกเซล ในกาแลคซี่ เอส 20 อัลตร้า 5G ซึ่งทำให้ภาพถ่ายคุณภาพสูง คมชัดแม้ต้องซูม, ครอป และแก้ไขภาพ พร้อมกันนี้ จากการรับแสงที่มากขึ้นผ่านเซนเซอร์ขนาดใหญ่ และความก้าวล้ำไปอีกขั้นของกาแลคซี่ เอส 20 อัลตร้า 5G ที่มีความสามารถในการสลับสับเปลี่ยนระหว่างโหมดความละเอียดสูง 108 ล้านพิกเซล กับโหมด 12 ล้านพิกเซล ผ่านเทคโนโลยี Nona-binning ที่สามารถรวมพิกเซลเก้าเม็ดเป็นหนึ่งเดียวที่ระดับเซ็นเซอร์ จึงทำให้ผู้ใช้ได้สัมผัสกับภาพที่มีคุณภาพสูงขึ้นแม้ในสภาพแสงน้อยก็ตาม
  • พลังซูมเหนือระดับ: ไม่ว่าจะอยู่ห่างไกลแค่ไหน ด้วยพลังของเทคโนโลยีสเปซ ซูม (Space Zoom) ที่เป็นการทำงานร่วมกันของ Hybrid Optic Zoom, Super Resolution Zoom และ AII-powered digital Zoom จึงทำให้กาแลคซี่ เอส 20 สามารถซูมภาพทุกสิ่งที่ต้องการให้เข้ามาใกล้อย่างง่ายดาย ด้วยความสามารถในการซูมถึง 30 เท่าในกาแลคซี่ เอส 20 และกาแลคซี่ เอส 20 พลัส หรือก้าวล้ำไปอีกขั้นกับกาแลคซี่ เอส 20 อัลตร้า 5G ซึ่งใช้ AI อันทรงพลังและการประมวลผลภาพหลายภาพเข้าด้วยกันในขณะซูมไกล เพื่อให้ผู้ใช้ได้ซูมภาพขั้นสูงสุดถึง 100 เท่า พร้อมสัมผัสกับภาพอันคมชัดอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

 

ทำสิ่งที่รักได้ดียิ่งขึ้นด้วย กาแลคซี่ เอส 20 ซีรีส์

  • เพลิดเพลินกับเพลงโปรดเฉพาะตัว: ด้วยความร่วมมือระหว่าง Spotify และ Bixby Routines ผู้ใช้จะได้เพลิดเพลินกับซาวด์แทร็กส่วนตัว (personalized soundtrack) ที่ปรับเปลี่ยนตามกิจวัตรประจำวันของตนเอง นอกจากนี้ ด้วยฟีเจอร์ Music Share ผู้ใช้ยังสามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนของเพื่อนของคุณผ่านเทคโนโลยี Bluetooth และสามารถควบคุม เปิด เปลี่ยนเพลงไปยังเครื่องเสียงรถยนต์หรือลำโพง ทำให้ผู้ใช้และเพื่อนได้สนุกกับการผลัดเปลี่ยนกันเป็นดีเจได้อย่างสนุกสนานตลอดการเดินทาง
  • วิดีโอแชทผ่าน Google Duo: ผู้ใช้ กาแลคซี่ เอส 20 สามารถวิดีโอแชทได้อย่างง่ายดายยิ่งขึ้น และด้วยเทคโนโลยี 5G กาแลคซี่ เอส 20 จะช่วยยกระดับการสนทนาทางวิดีโอขึ้นไปอีกขั้น จากการทำงานร่วมกับ Google Duo ซึ่งนี่ถือเป็นครั้งแรกที่ผู้ใช้จะได้สัมผัสกับฟีเจอร์ Duo ใหม่ในกาแลคซี่ เอส 20 และสามารถเพลิดเพลินกับภาพที่คมชัดระดับ Full HD[1] ได้ตั้งแต่เริ่มต้นกดปุ่ม Duo เพื่อใช้งานวิดีโอแชท ซึ่ง Google Duo สามารถทำงานร่วมกันได้กับทุกระบบปฏิบัติการ ดังนั้นผู้ใช้จึงสามารถสนทนาผ่านวิดีโอได้กับทุกคนอย่างไม่มีข้อจำกัด และเมื่อใช้เลนส์ไวด์ (Wide lens) ผู้ใช้จะสามารถพูดคุยกับเพื่อนได้พร้อมกันสูงสุดถึง 8 คน

 

สัมผัสประสบการณ์แห่งความเป็นไปได้ที่ไม่สิ้นสุด

กาแลคซี่ เอส 20 ซีรีส์ อัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยีระดับพรีเมี่ยมที่ทุกคนรอคอย ซึ่งสมาร์ทโฟนซีรีส์นี้ คืออุปกรณ์ที่มีความปลอดภัยสูงที่สุด จากการปกป้องด้วย ซัมซุง น็อกซ์ (Knox) แพลตฟอร์มความปลอดภัยสมาร์ทโฟนชั้นนำของอุตสาหกรรม ที่ให้ความคุ้มครองตั้งแต่ระดับชิปจนถึงซอฟต์แวร์

กาแลคซี่ เอส 20 ซีรีส์ มาพร้อมแบตเตอรี่อัจฉริยะความจุสูง และที่ชาร์จ 25W โดยรุ่น กาแลคซี่ เอส 20 อัลตร้า 5G ยังสามารถรองรับระบบชาร์จเร็ว Super Fast Charge 45W ทุกรุ่นมาพร้อมพื้นที่เก็บข้อมูลขนาด (Storage) 128 GB สำหรับ กาแลคซี่ เอส 20 และ กาแลคซี่ เอส 20 พลัส มาพร้อมหน่วยความจำ (RAM) 8 GB  และในรุ่น กาแลคซี่ เอส 20 อัลตร้า 5G มาพร้อมหน่วยความจำ (RAM) 12 GB

ทั้งนี้ กาแลคซี่ เอส 20 ซีรีส์ ยังมาพร้อมกับ One UI 2 ซึ่งนำเสนอการออกแบบที่กระชับเรียบง่าย โดยผู้ใช้สามารถใช้งานสมาร์ทโฟนรุ่นนี้เพื่อควบคุมอุปกรณ์อัจฉริยะภายในบ้านผ่านแอปพลิเคชั่น SmartThings ติดตามกิจกรรมด้านสุขภาพผ่าน Samsung Health รวมถึงชำระค่าบริการต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย ผ่าน Samsung Pay

กาแลคซี่ เอส 20 ซีรีส์ มีวางจำหน่ายในประเทศไทย 3 รุ่น ได้แก่ กาแลคซี่ เอส 20 สี Cosmic Grey, Cloud Blue และ Cloud Pink ราคา 28,900 บาท กาแลคซี่ เอส 20 พลัส สี Cosmic Grey, Cloud Blue และ Cosmic Black ราคา 31,900 บาท กาแลคซี่ เอส 20 อัลตร้า 5G สี Cosmic Grey และ Cosmic Black ราคา 39,900 บาท เริ่มเปิดจอง พร้อมรับสิทธิพิเศษมากมาย ตั้งแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ – 5 มีนาคม นี้


สู่ทศวรรษใหม่ของสมาร์ทโฟนจอพับได้ กับ กาแลคซี่ ซี ฟลิป

หาก กาแลคซี่ โฟลด์ (Galaxy Fold) คือผู้ปฏิวัติวงการและบุกเบิกยุคของสมาร์ทโฟนพับได้ วันนี้ กาแลคซี่ ซี ฟลิป (Galaxy Z Flip) ได้กลายเป็นผู้กำหนดทิศทางของสมาร์ทโฟนพับได้ในทศวรรษใหม่นี้อีกครั้ง โดยเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกใน ตระกูล Z พอร์ตโฟลิโอใหม่ล่าสุดจากซัมซุง ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการเป็นผู้นำตลาด พร้อมเดินหน้าต่อยอดพัฒนาเทคโนโลยีจอพับได้ที่จะสร้างความตื่นตาตื่นใจและเซอร์ไพรส์อีกมากมายนับจากนี้

เมื่อแฟชั่นมาบรรจบกับเทคโนโลยี

ดีไซน์ที่โดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์ของ กาแลคซี่ ซี ฟลิป ถูกออกแบบมาสำหรับผู้ที่หลงใหลในแฟชั่น ขณะเดียวกันก็มีความสนใจในเทคโนโลยีใหม่ๆ ซึ่งทุกองค์ประกอบของสมาร์ทโฟนเครื่องนี้สามารถตอบโจทย์ดังกล่าวได้เป็นอย่างดี

  • สไตล์ที่พกพาได้ในกระเป๋า – กาแลคซี่ ซี ฟลิป เมื่อพับแล้วจะมีขนาดเล็กเท่ากระเป๋าสตางค์ จึงสามารถใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้อหรือกระเป๋าถือได้อย่างสบาย แม้จะมีขนาดกะทัดรัดพอดีมือ แต่เมื่อกางออกจะพบกับหน้าจอสวยงามขนาดใหญ่ 6.7 นิ้ว[2] นอกจากนี้ กาแลคซี่ ซี ฟลิป ยังโดดเด่นสะดุดตาด้วยเฉดสีที่ทันสมัย ดีไซน์โค้งมนสะท้อนความเรียบหรู เพิ่มเสน่ห์ด้วยรูปแบบการพับในแนวตั้งที่สามารถพับปิดได้อย่างนุ่มนวล
  • ครั้งแรกของโลกกับจอกระจกพับได้ – หน้าจอแบบ Infinity Flex Display ของ กาแลคซี่ ซี ฟลิป มาพร้อม Ultra Thin Glass (UTGหรือนวัตกรรมแผ่นกระจกที่สามารถโค้งงอได้ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่คิดค้นโดยทีมวิจัยและพัฒนาของซัมซุง ช่วยให้จอภาพมีความเพรียวบาง มอบสัมผัสที่หรูหราและทันสมัยแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อนบนสมาร์ทโฟนพับได้ อีกทั้งกล้องหน้าของ กาแลคซี่ ซี ฟลิป ถูกออกแบบให้อยู่บริเวณกึ่งกลางด้านบน จึงไม่มีรอยบากบนหน้าจอมากวนใจ ด้วยสัดส่วนของจอที่ 21.9 : 9 กาแลคซี่ ซี ฟลิป ช่วยเพิ่มพื้นที่ให้เพลิดเพลินกับคอนเทนต์โปรดโดยเฉพาะคอนเทนต์ประเภทภาพยนตร์ในอัตราส่วนภาพที่21 : 9
  • กลไกบานพับแบบใหม่ – กาแลคซี่ ซี ฟลิป ใช้กลไกบานพับแบบใหม่ที่เรียกว่า Hideaway Hinge ซึ่งเป็นผลงานออกแบบทางวิศวกรรมที่คำนึงถึงความสวยงาม ประกอบด้วยกลไก Dual CAM ขนาดเล็กที่ช่วยให้ทุกการพับเป็นไปอย่างนุ่มนวลและมั่นคง โดยสามารถกางออกและหยุดได้ตามองศาที่ต้องการเหมือนกับบนหน้าจอแล็ปท็อป ระบบบานพับ Hideaway Hinge ยังผสานการทำงานเข้ากับเทคโนโลยีระดับสูงของซัมซุง ในการใช้เส้นใยไนลอนที่พัฒนาขึ้นพิเศษเพื่อกำจัดสิ่งแปลกปลอมและฝุ่นที่เข้ามาในบานพับ

 

ประสบการณ์ครั้งใหม่บน ‘สมาร์ทโฟนจอพับได้

กาแลคซี่ ซี ฟลิป ถูกออกแบบมาเพื่อเติมเต็มโมเดิร์นไลฟ์สไตล์ที่ไม่หยุดนิ่ง ด้วยดีไซน์ตัวเครื่องที่สามารถพับได้หลายระดับ ไปจนถึงการใช้งานแบบแฮนด์ฟรี ทำให้ กาแลคซี่ ซี ฟลิป แตกต่างจากสมาร์ทโฟนรุ่นอื่นๆ

  • การใช้งานแบบแฮนด์ฟรี – ดีไซน์ของ กาแลคซี่ ซี ฟลิป ช่วยทลายข้อจำกัดในการใช้งานสมาร์ทโฟน เพราะเมื่อตัวเครื่องสามารถกางออกได้ทุกองศาและตั้งวางได้ จึงสามารถใช้งานฟังก์ชั่นต่างๆ ได้แบบโดยไม่ต้องใช้มือจับเครื่อง สามารถถ่ายเซลฟี่หรือวิดีโอแชทผ่านแอปพลิเคชัน Google Duo พร้อมเผยบรรยากาศรอบตัวและแสดงท่าทางได้มากกว่าที่เคย
  • โหมด Flex – ซัมซุงร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับ Google ในออกแบบโหมด Flex ที่ออกแบบขึ้นพิเศษเพื่อรองรับคอนเทนต์บนดีไซน์จออันเป็นเอกลักษณ์ของ กาแลคซี่ ซี ฟลิป เมื่อกางหน้าจอออกและเครื่องอยู่ในแนวตั้ง (Free-standing) จอแสดงผลจะถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วนโดยอัตโนมัติ ให้ผู้ใช้สามารถดูภาพหรือวิดีโอที่จอด้านบน และสามารถควบคุมคอนเทนต์เหล่านั้นที่จอด้านล่าง หรือขณะที่สตรีมคอนเทนต์ YouTube[3]  ในจอบน ก็สามารถค้นหาวิดีโออื่นๆ หรือเขียนคอมเมนต์ใต้วิดีโอได้พร้อมกันที่หน้าจอด้านล่าง
  • ปฏิวัติวงการกล้องสมาร์ทโฟน – กาแลคซี่ ซี ฟลิป สามารถตั้งวางเองได้ ผู้ใช้จึงสามารถบันทึกภาพได้สะดวกยิ่งขึ้นไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม จะตั้งเวลาเพื่อถ่ายภาพกรุ๊ปช็อต หรือถ่ายภาพกลางคืนก็สามารถทำได้ เป็นตัวช่วยในการสร้างคอนเทนต์บนโซเชียลมีเดียด้วยภาพถ่ายจากมุมที่ดีที่สุดโดยไม่ต้องพึ่งพาขาตั้งกล้องหรือแม้กระทั่งใช้มือจับเครื่อง และเมื่อในขณะพับเครื่องพับก็สามารถถ่ายภาพเซลฟี่คุณภาพสูงได้อย่างง่ายดายด้วยกล้องหลัง นอกจากนี้ Night Mode ของ กาแลคซี่ ซี ฟลิป ยังสามารถถ่ายวิดีโอ Hyperlapse ในเวลากลางคืนหรือในที่มีแสงน้อยให้มีชีวิตชีวาได้โดยไม่ต้องพึ่งแฟลช อีกทั้งยังสามารถเพลิดเพลินไปกับการถ่ายวิดีโอในอัตราส่วน 16 : 9 ซึ่งเป็นขนาดที่ดีที่สุดสำหรับการอัพโหลดขึ้นบนโซเชียลมีเดีย
  • ไม่พลาดทุกการแจ้งเตือน – ถึงแม้จะอยู่ในโหมดพับก็ไม่พลาดที่จะรับข้อความ สายโทรศัพท์ หรือการแจ้งเตือนต่างๆ และยังสามารถเช็ควัน เวลา และสถานะของแบตเตอรี่ ได้อย่างรวดเร็วผ่าน Cover Display[4] ด้านหน้าที่แสดงผลแจ้งเตือนแบบเรียลไทม์ สามารถรับสายได้อย่างง่ายดายโดยไม่ต้องเปิดตัวเครื่อง หรือตอบข้อความได้อย่างรวดเร็วเพียงแตะที่แถบ Cover Display แล้วเปิดเครื่อง
  • Multi-Active Window – ใช้งานหลายแอปพลิเคชันพร้อมกันได้อย่างราบรื่นด้วยฟีเจอร์ Multi-Active Window เพียงลากและวางแอปพลิเคชันที่ต้องการใช้งานใน Multi-Window Tray ก็สามารถเลื่อนดูบทความแฟชั่นล่าสุดที่หน้าต่างบน และเลือกซื้อไอเท็มโปรดไปพร้อมๆ กันในหน้าต่างด้านล่าง[5]

กาแลคซี่ ซี ฟลิป มาในสี Mirror Purple และ Mirror Black เตรียมวางจำหน่ายครั้งแรกในประเทศไทย 200 เครื่องแรกในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2563 และจะวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในวันที่ 6 มีนาคม 2563 ในราคา 44,900 บาท


การสืบทอดมรดกแห่งเสื้อผ้ากีฬามาสู่การดีไซน์ยุคใหม่ กับคอลเลคชั่น Athletics ใหม่ จากอาดิดาส

อาดิดาส เปิดตัวเสื้อผ้ากีฬาคอลเลคชั่น Athletics สปริงแอนด์ซัมเมอร์ 2020 ที่ไม่มีวันตกยุคและจะเปลี่ยนแปลงภาพเดิมๆ ของเสื้อผ้ากีฬาเพื่อนักกีฬารุ่นใหม่ คอลเลคชั่นสปริงแอนด์ซัมเมอร์ 2020 ประกอบไปด้วยเสื้อผ้าออกกำลังกายทันสมัยสำหรับผู้ชายและผู้หญิงทุกคนที่มองหาความลงตัวทั้งด้านการใช้งานและการออกแบบที่มีสไตล์สามารถสวมใส่ได้ทุกวัน คอลเลคชั่นนี้เกิดจากการผสมผสานกันระหว่างการสวมใส่เพื่อออกกำลังกายและสวมใส่แบบสตรีท ทั้งเสื้อผ้า รองเท้า และแอคเซสซอรีส์ ที่สามารถมิกซ์แอนด์แมทช์ได้เป็นลุคอันโดดเด่นและหลากหลาย

สินค้าในคอลเลคชั่นนี้ผลิตมาเพื่อสวมใส่ทั้งก่อนและหลังการออกกำลังกาย สวมใส่สบายและได้รับการออกแบบมาอย่างมีสไตล์ เนื้อผ้าเหมาะกับการเล่นกีฬาที่จะมอบความสบายที่ไม่มีใครเทียบได้ ทำให้เคลื่อนไหวร่างกายได้อย่างอิสระ พร้อมทั้งเสริมรายละเอียดเพื่อการใช้งานเข้าไป เช่น ช่องกระเป๋าที่เย็บซ่อน แผ่นผ้าติดปะที่สามารถปรับแต่งเองได้ และเสื้อผ้าที่สวมใส่ได้สองด้าน

เพื่อแสดงความเคารพต่อวัฒนธรรมการกีฬาสุดคลาสสิค คอลเลคชั่นนี้ได้ตีความหมายอันเป็นพื้นฐานของการออกแบบเสื้อผ้าสำหรับกีฬาใหม่ด้วยดีไซน์ที่ทันสมัย ไม่ว่าจะเป็น เสื้อแจ็กเก็ต VRCT Jacket ขนาดโอเวอร์ไซส์ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเสื้อแจ็กเก็ตทีมสุดคลาสสิค และลวดลายที่อยู่บน Urban Tiger Oversized Hoodie ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากมวยไทย หรือแม้แต่การเติมแต่งสีให้กับ Sports Dress ใหม่ โดยเครื่องแต่งกายในคอลเลคชั่นนี้ได้ปรับรูปแบบและรูปทรงใหม่ด้วยลวดลายที่โดดเด่น การปักที่น่าทึ่ง และรูปทรงที่แปลกใหม่ และเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองให้กับคอลเลคชั่นสปริงแอนด์ซัมเมอร์ 2020 อาดิดาสได้ร่วมงานกับกลุ่มนักสร้างสรรค์ผลงานในด้านต่าง ๆ จากทั่วโลก ได้แก่ แมต โทวเลย์ นักเต้นจากนิวยอร์ค อิสโก้ นักฟุตบอลทีมเรอัล มาดริด และนาตาชา หลิว บอร์ดิซโซ นักแสดง

เสื้อผ้าในคอลเลคชั่นสปริงแอนด์ซัมเมอร์ 2020 จะวางจำหน่ายวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2563 ที่
อาดิดาส แบรนด์เซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ และอาดิดาส สปอร์ตเพอร์ฟอร์แมนซ์ ทุกสาขา รวมทั้งร้านค้าที่ร่วมจำหน่าย และอาดิดาส ออนไลน์สโตร์ https://www.adidas.co.th/th ราคาเริ่มต้น 800 บาท


ประกายจรัสแห่งรัก จุดเริ่มต้นแรงบันดาลใจของสวารอฟสกี้ สู่คอลเลกชันวาเลนไทน์ในปี 2020

ความรัก มีจุดเริ่มต้นจากการสปาร์คพลังงานของคนสองคน ความรัก เป็นความรู้สึกที่น่าตื่นเต้น ชวนให้คิดถึง และตราตรึงในความทรงจำ วาเลนไทน์ในปีนี้ สวารอฟสกี้จึงขอเฉลิมฉลองให้กับแรงสปาร์คที่จุดประกายการเดินทางอันแสนพิเศษสู่ความรักอันเป็นนิรันดร์ ตั้งแต่วินาทีแรกที่สายตาจับจ้องกัน สู่ช่วงเวลาแห่งการหล่อเลี้ยงประกายนั้นให้เจิดจรัสตลอดไป

คอลเลกชันวันวาเลนไทน์ในปีนี้ยังคงถ่ายทอดจิตวิญญาณแห่งความสร้างสรรค์ของสวารอฟสกี้ได้เป็นอย่างดี ด้วยการนำเอาสัญลักษณ์แห่งความรักอันเป็นนิรันดร์แบบดั้งเดิมมาดีไซน์ใหม่ให้มีความทันสมัย ทั้งยังเพิ่มประกายเจิดจรัสให้กับการแต่งกายทุกรูปแบบ จุดเด่นของคอลเลกชันนี้คือ ลวดลายของรักนิรันดร์ที่ถูกนำมาร้อยเรียงและถักทออย่างลงตัวเข้ากับโครงรูปหัวใจที่ให้ความเปล่งประกาย เหมาะสำหรับเป็นของขวัญแทนใจให้กับคนรักในช่วงเวลาพิเศษได้เป็นอย่างดี

คุณนาตาลี โคลิน ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ของสวารอฟสกี้ กล่าวถึงแรงบันดาลใจที่อยู่เบื้องหลังของคอลเลกชันนี้ว่า “ความรักเป็นพลังงานที่ขับเคลื่อนชีวิต ในช่วงเวลาที่โรแมนติกที่สุดอย่างนี้ เราจึงอยากแสดงให้ทุกคนเห็นว่า พลังงานที่เกิดจากความรักสามารถทำให้คนเรารู้สึกมีชีวิตชีวา สดใสร่าเริง เจิดจรัส และเป็นที่รักได้มากมายแค่ไหน เราได้นำสัญลักษณ์ของความรักมาตีความใหม่ให้เข้ากับยุคสมัย เพื่อกุมหัวใจผู้คนทั่วโลก”

ไฮไลท์ในคอลเลกชันวาเลนไทน์

สไตล์ที่งดงามเปล่งประกายจะเติมความแปลกใหม่ให้กับความหมายของคำว่ารักในปีนี้ โดยสวารอฟสกี้ได้นำสัญลักษณ์ของความไม่มีที่สิ้นสุดมาดีไซน์ลงในเครื่องประดับหลายชิ้น เพื่อสื่อความรักเพิ่มพูนขึ้นได้ทุกวันไม่รู้จบ ในขณะเดียวกัน เครื่องประดับบางชิ้นได้นำเอาสัญลักษณ์รูปหัวใจมาประกอบ เพื่อสื่อถึงความรักที่เต็มไปด้วยความบริสุทธิ์และเป็นนิรันดร์ เครื่องประดับในคอลเลกชัน Infinity และ Lifelong Heart ได้ถูกออกแบบขึ้นเพื่อให้เข้ากับผู้หญิงยุคใหม่ โดยมีสัญลักษณ์แห่งความรักในโทนสีมันวาวเปล่งประกาย ประดับด้วยคริสตัลของสวารอฟสกี้แบบพาเว่อย่างประณีต

แคมเปญสำหรับคอลเลกชันวาเลนไทน์จากสวารอฟสกี้

เรื่องราวของความรักอันเป็นนิรันดร์ จะถูกถ่ายทอดออกมาในแคมเปญดิจิทัลของสวารอฟสกี้ โดยมีบันไดเวียนของประภาคารเป็นสัญลักษณ์สำคัญเพื่อเฉลิมฉลองให้กับความรักไม่รู้จบ ซึ่งเรื่องราวของวิดีโอนี้ได้เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่วินาทีแรกที่สายตาทั้งสองคู่สบกัน จนกระทั่งความรักเบ่งบานกลายเป็นความสำพันธ์ที่งดงามซึ่งจะคงอยู่ไปชั่วนิรันดร์ แคมเปญ           วาเลนไทน์นี้ ยังถือเป็นจุดเริ่มต้นของคอลเลกชันฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อน 2020 ของสวารอฟสกี้ ซึ่งในซีซันนี้สวารอฟสกี้จะถ่ายทอดเรื่องราวของจุดเริ่มต้นแห่งประกายความเจิดจรัสที่จะสร้างพลังให้แก่ทุกจังหวะชีวิตของผู้สวมใส่ทุกคน

ติดตามข่าวสาร และข่าวผลิตภัณฑ์ของสวารอฟสกี้เพิ่มเติมได้ที่ อินสตาแกรม เฟซบุ๊ค ยูทูป หรือ Swarovski.com


ซัมซุงส่งสมาร์ทโฟนสุดเจ๋ง ‘กาแลคซี่ เอ 51 และ เอ 71’ ประเดิมต้นปี พร้อมจัดเต็มฟีเจอร์ กล้อง-จอ-แบต สุดทุกเรื่องในเครื่องเดียว

ซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ ผู้นำด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีระดับโลก เผยโฉม
สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ในตระกูล เอ ซีรีส์ประจำปี 2563 นำทัพโดย กาแลคซี่ เอ 51 สมาร์ทโฟนรูปสวย เลนส์ครบ จบในเครื่องเดียว และกาแลคซี่ เอ 71 สมาร์ทโฟนสเปคเทพของเกมเมอร์

สุดยอดนวัตกรรมที่ซัมซุงตั้งใจพัฒนาขึ้นมาเพื่อมอบประสบการณ์การใช้งานสมาร์ทโฟนที่ครบสุดทุกเรื่องสำหรับทุกคน (Awesome is for Everyone) ด้วยฟีเจอร์ที่โดดเด่นและจัดเต็ม ไม่ว่าจะเป็นกล้องถ่ายภาพอัจฉริยะที่มาพร้อมเลนส์ที่ครบครัน พร้อมให้ผู้ใช้งานเก็บภาพได้ทุกแบบ ทุกสไตล์ และในทุกระยะ ไม่ว่าใกล้หรือไกลก็ได้ภาพละเอียด คมชัด เก็บครบดั่งตาเห็น พร้อมด้วยหน้าจอ
แบบ Infinity-O Display ที่จะมอบที่สุดของประสบการณ์การรับชมคอนเทนต์บนจอได้แบบสุดขอบ รวมถึงความจุแบตเตอรี่ที่สามารถใช้งานได้ยาวนานตลอดทั้งวันช่วยจัดการไลฟ์สไตล์ที่ยุ่งเหยิงให้ลงตัวกว่าที่เคย

“ซัมซุงรู้สึกตื่นเต้นที่ได้นำ กาแลคซี่ เอ 51 และ เอ 71 มาเติมเต็มสมาร์ทโฟนตระกูล กาแลคซี่ เอ ซีรีส์ ที่ประสบความสำเร็จ
จากการเปิดตัวเมื่อปีที่ผ่านมา จนกลายเป็นสมาร์ทโฟนที่ผู้ใช้งานชื่นชอบมากที่สุด โดย กาแลคซี่ เอ 51 และ เอ 71 เป็นสมาร์ทโฟน
เจเนอเรชั่นใหม่ที่ต่อยอดนวัตกรรมและส่งต่อเทคโนโลยีที่ผู้ใช้งานหลงรัก ตอบทุกโจทย์ของวัยรุ่น ไม่ว่าจะเป็นสายกล้อง
หรือสายเกม เราก็มีนวัตกรรมใหม่ๆ ที่จะทำให้ใช้ชีวิตได้แบบสุดๆ ไปด้วยกัน” นายวิทยา สินทราพรรณทร ผู้อำนวยฝ่ายการตลาด ธุรกิจโทรคมนาคมและไอที บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด  กล่าว

ซัมซุง กาแลคซี่ เอ 51 และ เอ 71 เป็นสมาร์ทโฟนที่ได้รับการออกแบบเพื่อสะท้อนความเป็นตัวตนของกลุ่มผู้ใช้งาน
Gen Z ซึ่งมีความหลงใหลในการเสพและสร้างสรรค์คอนเทนต์สุดแหวกแนว เป็นตัวของตัวเอง โดดเด่นและไม่ซ้ำใคร พร้อมปลุกกระแสความฮิตบนโลกออนไลน์ผ่านอุปกรณ์สุดล้ำที่รวมเอาทุกฟีเจอร์ไว้อย่างครบครัน โดยซัมซุง กาแลคซี่
เอ 51 นั้นจะชูจุดเด่นในการใช้งานเรื่องกล้อง ภายใต้แนวคิด “รูปสวย เลนส์ครบ จบในเครื่องเดียว” ในขณะที่ซัมซุง
กาแลคซี่ เอ 71 ยังคงตอกย้ำจุดแข็งทางการตลาดในเรื่องเกมที่เป็นสมาร์ทโฟนสเปคเทพของเกมเมอร์ ต่อเนื่องจากโมเดลก่อนหน้า ซัมซุง กาแลคซี่ เอ ทั้ง 2 รุ่น

 

รูปสวย เลนส์ครบ จบในเครื่องเดียว

ซัมซุง กาแลคซี่ เอ 51 มาพร้อมกับเลนส์กล้องหลังอัจฉริยะที่ตอบโจทย์ครบทุกสไตล์การถ่ายภาพ พร้อมกับนวัตกรรมกล้องใหม่ล่าสุด โหมดมาโคร (Macro) 5 ล้านพิกเซล ช่วยให้เก็บรายละเอียดมุมใกล้ได้ชัดกว่าที่เคย โฟกัสระยะใกล้ชัดสุดได้ถึง
4 เซนติเมตร นอกจากนี้ยังมีนวัตกรรมกล้องหลักที่โดดเด่น ประกอบไปด้วย โหมดอัลตร้าไวด์ (Ultra-Wide) 12 ล้านพิกเซล
เก็บภาพมุมกว้างถึง 123 องศา ให้คุณเก็บภาพได้ครบกว่าที่เคย โหมดไลฟ์ โฟกัส (Depth Camera) 5 ล้านพิกเซล
ที่ไม่ใช่แค่ถ่ายภาพหน้าชัดหลังละลาย แต่ยังสามารถเพิ่มเอฟเฟกต์ให้รูปแปลกใหม่ไม่เหมือนใคร รวมถึง กล้องหลัง 48
ล้านพิกเซล
และ กล้องหน้า 32 ล้านพิกเซล ที่ไม่ว่าจะในที่แสงมากหรือแสงน้อย ก็ถ่ายเซลฟี่ได้สวยกว่าเดิม
ด้วยบิวตี้โหมด นอกจากนี้ ผู้ใช้งานยังสามารถเก็บทุกโมเมนต์สุดประทับใจได้นิ่งระดับแอคชั่นแคม กับ โหมดถ่ายวีดีโอกันสั่น (Super Steady Video) เพื่อให้ได้วีดีโอที่คมชัด ภาพลื่นไหลไม่สั่นสะเทือน ไม่ว่าคุณจะอยากทำคอนเทนต์แนวไหน กาแลคซี่ เอ 51 ก็ตอบทุกโจทย์ได้จบในเครื่องเดียว

ซัมซุง กาแลคซี่ เอ 51 และ เอ 71 ยังมาพร้อมกับหน้าจอ Super AMOLED ให้ภาพสีสวยสดคมชัดในทุกสภาพแสงและด้วยดีไซน์
จอรูปแบบใหม่ Infinity-O Display ขนาด 6.5 นิ้ว ยังให้คุณได้สนุกกับการดูได้เต็มจอกว่าที่เคย พร้อมใช้งานได้ยาวนานยิ่งขึ้น
ด้วยแบตเตอรี่ขนาด 4,000 มิลลิแอมป์ รองรับการชาร์จเร็ว (Fast Charging) ที่กำลังไฟ 15 วัตต์ ให้คุณสนุกกับชีวิต
แบบสุดๆ ได้ยาวเช้าถึงเย็น

 

สเปคเทพของเกมเมอร์

ซัมซุง กาแลคซี่ เอ 71 ถูกออกแบบมาเพื่อเอาใจคอเกมโดยเฉพาะ ด้วยหน่วยประมวลผลชิปเซ็ตสุดเทพ Snapdragon 730
และ RAM 8 Rom 128 ที่ทำให้เล่นลื่น เร็ว แรง เพิ่มประสิทธิภาพการเล่นเกมด้วย AI Game Booster ตัวช่วยอัจฉริยะที่จะ
ช่วยทำให้การเล่นเกมเสถียรมากยิ่งขึ้น ซึ่งมาพร้อมกับเทคโนโลยีจอรุ่นใหม่ Super AMOLED Plus จอใหญ่ สีสวย ภาพสมจริง บางและเบากว่าเดิม ทำให้จับถนัดมือ พร้อมให้ผู้ใช้งานสตรีม เล่นเกม และใช้งานสมาร์ทโฟนได้อย่างเต็มประสิทธิภาพตลอดเวลา

นอกจากนี้ ซัมซุง กาแลคซี่ เอ 51 และ เอ 71 ยังมอบประสบการณ์สุดล้ำให้ผู้ใช้งานได้เชื่อมต่อกับอีโคซิสเต็มอันชาญฉลาด
ของซัมซุงผ่านแอปพลิเคชันและบริการสุดพิเศษ ไม่ว่าจะเป็น ผู้ช่วยคำสั่งเสียง Bixby ที่รองรับทั้งฟีเจอร์ Vision, Lens Mode
และ Routines รวมทั้งแพลตฟอร์มการชำระเงินผ่าน Samsung Pay และแอปพลิเคชันด้านสุขภาพอย่าง Samsung Health
พร้อมเสริมความมั่นใจให้ผู้ใช้งานด้วยแพลตฟอร์มระบบรักษาความปลอดภัยระดับทางการทหาร Samsung Knox เพื่อช่วยปกป้องความเป็นส่วนตัวให้กับผู้ใช้งานอีกด้วย

 

ซัมซุง กาแลคซี่ เอ 51 มีให้เลือก 3 สี ได้แก่ Prism Crush Pink, Prism Crush Blue และ Prism Crush Black
วางจำหน่ายในราคา 10,490 บาท กาแลคซี่ เอ 71
มีให้เลือก 3 สี คือ Prism Crush Black, Prism Crush Blue
และ Prism Crush Silver ราคา 13,990 บาท พร้อมวางจำหน่ายแล้ว 25 มกราคม นี้

 

พิเศษ โปรโมชันเปิดตัว เมื่อซื้อ กาแลคซี่ เอ 51 หรือ เอ 71 รับฟรี! ส่วนลด 500 บาท สำหรับซื้ออุปกรณ์สวมใส่
หรืออุปกรณ์เสริมอื่นๆ ระหว่างวันที่ 25 มกราคม – 10 กุมภาพันธ์ 2563


“HAMILTON KHAKI PILOT SCHOTT NYC” สไตล์ Military Watch ลิมิเต็ด อิดิชั่น เพียง 1892 เรือนทั่วโลก

Hamilton และ Schott NYC คือสองแบรนด์ที่ปรากฎเมื่อนึกถึงจิตวิญญาณของอเมริกันชน กองทัพสหรัฐฯ เลือกทั้งสองแบรนด์นี้จากจุดเด่นในด้านของความเป็นเลิศและความน่าเชื่อถือ ทั้งสองแบรนด์ยังได้ผลิตนาฬิกาและเสื้อแจ็คเก็ตที่ดีที่สุดให้กับนักบินในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง จนกลายเป็นสัญลักษณ์ของรูปแบบกองทัพในช่วงปี 1940


Hamilton สั่งสมชื่อเสียงผ่านคุณภาพงานฝีมือและความน่าเชื่อถือในเรื่องความเที่ยงตรงแม่นยำ เช่นเดียวกันกับ Schott NYC และคอลเลคชั่นต่างๆ สิ่งที่แบรนด์ทั้งคู่ทำได้อย่างที่ดีที่สุดคือการรังสรรค์ชิ้นงานสำหรับนักสะสมตัวจริง เพื่อให้ผลงานดังกล่าวเป็นตัวแทนที่แสดงถึงคุณภาพและจิตวิญญาณของอเมริกันชน และกลายเป็นเรื่องราวเล่าขานถึงความสำเร็จที่แท้จริงของชาวอเมริกัน


ตัวเรือนขนาด 46 มม. ของ Khaki Pilot Schott NYC โฉมใหม่ มาพร้อมกับกลไกขึ้นลานอัตโนมัติ H-30 day-date และกำลังลานสำรองสูงสุด 80 ชั่วโมง พร้อมด้วยการแสดงผลเวลาบนหน้าปัดสีเขียวกากี โดยเข็มนาฬิกาและตัวเลขได้เคลือบสารเรืองแสง Super-LumiNova® สีเขียวอ่อนที่ตัดกันให้เห็นชัดเจน เพราะสิ่งสำคัญที่ไม่สามารถมองข้ามไปได้คือการทำให้นักบินอ่านเวลาได้ง่ายที่สุด ฉะนั้นสารเคลือบเรืองแสง Super-LumiNova® จึงมีสีตัดให้เห็นอย่างโดดเด่น เพื่อช่วยในเรื่องความชัดเจนและสามารถอ่านได้ง่ายแม้กระทั่งในความมืด


Schott NYC คัดสรรชิ้นส่วนแต่ละชิ้นด้วยความประณีต สายนาฬิกาทำมาจากหนังแท้ ผิวฟอกสำเร็จ และให้น้ำหนักเบา คัดสรรมาโดยเฉพาะสำหรับรุ่นลิมิเต็ดเพียง 1,892 เรือน สายนาฬิกาสีเอิร์ธบราวน์ 30099 เป็นสีเดียวกันกับสีของกองทัพ Federal Standard และทำมาจากหนังชนิดเดียวกันกับที่ใช้ตัดเสื้อแจ็คเก็ตของนักบินตั้งแต่ในระหว่างสงครามโลกและใช้มาจนถึงปัจจุบัน แรกเริ่มแล้วสายหนังจะเป็นสายแข็งและด้าน แต่เมื่อเวลาผ่านไปสายหนังจะเริ่มนุ่มขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติและปรับเข้ารูปกับข้อมือของผู้สวมใส่ เหมือนกับเสื้อแจ็คเก็ตหนังที่จะมีรอยย่นยับตามกาลเวลาจนมีคอนทัวร์เฉพาะของแต่ละตัวที่บ่งบอกถึงเจ้าของได้


จำนวนจำกัด 1,892 เรือนนั้น สื่อถึงปีที่แบรนด์ Hamilton ถือกำเนิดขึ้น รวมถึงเป็นปีเกิดของ Irving Schott ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Schott NYC ซึ่งนาฬิกาทุกเรือนจะมาพร้อมกับเคสหนังที่รังสรรค์ขึ้นมาเป็นพิเศษโดย Schott NYC เพื่อ Hamilton ตัวเคสหนังเป็นผลงานที่เย็บด้วยมือด้วยเทคนิคดั้งเดิมจากโรงงานของ Schott NYC ในเมืองยูเนียน รัฐนิวเจอร์ซีย์ เคสแบบพับได้นี้ ซับในด้วยผ้าค็อตตอนลายสก็อตอย่างดี มีกระเป๋าด้านข้างและช่องใส่การ์ดเพื่อความสะดวกขณะเดินทาง

สัมผัสกับนาฬิสุดคลาสสิคได้แล้วที่เคาน์เตอร์ในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ ในราคา 89,900 บาท


Privacy Preference Center