มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส ใหม่ บึกบึนโดดเด่นยิ่งขึ้น!

มิตซูบิชิเสริมทัพรถครอสโอเวอร์ด้วย มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส ใหม่ ที่มาพร้อมแนวคิด “อีกขั้นกับ SUV ที่เป็นคุณ” โดดเด่นด้วยรูปลักษณ์แข็งแกร่งโฉบเฉี่ยว ครบครันด้วยความอเนกประสงค์และการขับขี่ที่ยอดเยี่ยมตอบสนองการใช้งานได้อย่างหลากหลาย ภายในห้องโดยสารกว้างขวางสะดวกสบายระดับพรีเมียม

***พิเศษสำหรับช่วงแนะนำด้วยราคาจำหน่าย 899,000 บาท จนถึง 30 มิถุนายน 2563 นี้***

มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ เปิดตัวในประเทศไทยด้วยการบุกเบิกเซ็กเมนท์ครอสโอเวอร์ใหม่เมื่อปี 2561 และในปี 2562 มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ มียอดจำหน่ายสูงถึง 16,196 คัน คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 18 ของยอดจำหน่ายทั้งหมดของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส ใหม่ มีรูปลักษณ์ที่มีความแข็งแกร่งและทรงพลังยิ่งขึ้นด้วยดีไซน์ DYNAMIC SHIELD เวอร์ชั่นใหม่ล่าสุด เปี่ยมด้วยความทันสมัยและโดดเด่นด้วยเส้นสายเลขาคณิตบนกันชนหน้าและกระจังหน้า

มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส ใหม่ โฉบเฉี่ยวด้วยไฟหน้า LED ดีไซน์ใหม่พร้อมไฟตัดหมอก LED ขนาดใหญ่ที่ให้ภาพลักษณ์เข้มบึกบึนโดดเด่นยิ่งขึ้นด้วยด้านหน้าที่กว้างขึ้น 50 มม. แผงตกแต่งข้างประตูและซุ้มล้อสีดำรับกับล้ออัลลอยสีทูโทนดีไซน์ใหม่ขนาด 17 นิ้ว ฝ่าอุปสรรคได้อย่างมั่นใจยิ่งขึ้นด้วยระยะความสูงใต้ท้องรถ 225 มม. สูงกว่า มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ รุ่นมาตรฐาน 20 มม. ช่วงล่างปรับแต่งใหม่เพื่อการขับขี่ดียิ่งขึ้นและความสะดวกสบายในทุกการเดินทาง

มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส ใหม่ ติดตั้งราวหลังคาที่เพิ่มความอเนกประสงค์และตอบโจทย์การใช้งานได้อย่างหลากหลายตามสไตล์รถอเนกประสงค์เอสยูวี เสริมบุคลิกแกร่งโฉบเฉี่ยวด้วยประตูท้ายดีไซน์ใหม่ตกแต่งด้วยวัสดุเปียโนแบล็ค เสาอากาศครีบฉลาม และกันชนหลังพร้อมแผงกระแทกขนาดใหญ่ขึ้น รถอเนกประสงค์รุ่นใหม่นี้มาพร้อม 2 สีใหม่ ได้แก่ สีส้ม SUNRISE ORANGE และ สีเทา GRAPHITE GRAY เพิ่มเติมจาก สีดำ JET BLACK MICA สีเงิน STERLING SILVER และสีขาว QUARTZ WHITE PEARL ซึ่งมีให้เลือกใน มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ รุ่นมาตรฐาน

ภายในห้องโดยสารของ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส ใหม่ ยังคงถ่ายทอดแนวคิด ‘โอโมเตะนาชิ’ ของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ที่มุ่งเน้นความประณีตพิถีพิถันและใส่ใจในทุกรายละเอียด ภายในห้องโดยสารมอบผิวสัมผัสนุ่มสบาย พร้อมด้วยการตกแต่งด้วยวัสดุสีเงินและสีดำเปียโนแบล็ค 
แดชบอร์ดและเบาะนั่งหรูอีกระดับด้วยดีไซน์ทูโทนสีดำและน้ำตาล ขณะที่พวงมาลัย หัวเกียร์และเบรกมือหุ้มหนังช่วยสร้างบรรยากาศและเติมเต็มความพรีเมียมให้กับห้องโดยสาร

ผู้โดยสารทุกที่นั่งได้รับความสะดวกสบายอย่างเต็มที่ พื้นที่ใช้สอยกว้างขวางสามารถรองรับผู้โดยสารสูงสุด 7 คน เบาะแถวที่ 2 สามารถพับแยกแบบ 60:40 และเบาะแถวที่ 3 สามารถพับแยกแบบ 50:50 สามารถปรับเบาะทั้ง 2 แถวให้แบนราบเพื่อเพิ่มพื้นที่รองรับการจัดเก็บสัมภาระขนาดใหญ่ รถอเนกประสงค์ เอ็กซ์แพนเดอร์ ในเวอร์ชั่นเอสยูวีใหม่นี้ยังคงไว้ซึ่งดีไซน์แบบแนวราบ (HORIZONTAL AXIS) อันเป็นเอกลักษณ์ของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส

เสียงรบกวนในห้องโดยสารลดลงด้วยการติดตั้งวัสดุดูดซับเสียงพิเศษช่วยลดเสียงรบกวนจากภายนอก และมอบความสะดวกสบายให้กับผู้โดยสารตลอดการเดินทางด้วยสวิตช์ควบคุมระบบปรับอากาศและช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารแถวที่ 2 พร้อมช่องจ่ายกระแสไฟ 12 โวลต์ติดตั้งสำหรับผู้โดยสารทุกแถว

รถอเนกประสงค์เอสยูวีรุ่นใหม่นี้ยังครบครันด้วยเทคโนโลยีทันสมัย ทั้งจอแสดงข้อมูลอเนกประสงค์ มาตรวัดการขับขี่แบบ HIGH CONTRAST พวงมาลัยพร้อมสวิตช์ควบคุมระบบเครื่องเสียง 
ปุ่มรับวางสายโทรศัพท์และระบบล็อกความเร็ว กุญแจอัจฉริยะ KOS และปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์ การเชื่อมต่อบลูทูธ เครื่องเสียง 2DIN รองรับดีวีดี ซีดี และเอ็มพี3 พร้อมจอภาพระบบสัมผัสขนาด 6.2 นิ้ว

มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส ใหม่ ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.5 ลิตร พละกำลังสูงสุด 105 แรงม้าที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 141 นิวตันเมตรที่ 4,000 รอบต่อนาที เครื่องยนต์รุ่นนี้ถูกพัฒนาบนพื้นฐานของเครื่องยนต์ตระกูล 4A9 โดยมีการปรับปรุงความเงียบในการทำงานและความประหยัดเชื้อเพลิง เครื่องยนต์รุ่นนี้ส่งกำลังด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติแบบ 4 สปีด พร้อมกับมอบสมรรถนะการขับขี่ที่ยอดเยี่ยมทั้งการเดินทางผ่านการจราจรในเมืองและบนถนนทางไกล

มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส ใหม่ ครบครันด้วยระบบความปลอดภัยทั้งการปกป้องและการป้องกันเพื่อให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารมุ่งสู่จุดหมายได้อย่างไร้ความกังวล ได้แก่ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว (ASC) ระบบป้องการลื่นไถล (TCL) ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน (HSA) ระบบป้องกันล้อล็อกขณะเบรก (ABS) ระบบกระจายแรงดันน้ำมันเบรกแบบอิเล็กทรอนิกส์ (EBD) ระบบเสริมแรงเบรก (BA) ระบบไฟกระพริบฉุกเฉินอัตโนมัติขณะเบรกกะทันหัน (ESS) ถุงลมนิรภัยสำหรับคนขับและผู้โดยสารตอนหน้า พร้อมกล้องมองภาพด้านหลังขณะถอยจอด

มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส ใหม่ คืออีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ภายใต้กลยุทธ์แบรนด์ระดับโลก ‘Drive your Ambition’ พัฒนาและสร้างสรรค์ขึ้นยกระดับข้ามข้อจำกัดด้านการออกแบบและเทคโนโลยี เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้ลูกค้าขับเคลื่อนสู่ทุกความสำเร็จในชีวิต


NBA และ NEXT Team เปิดตัวแอปพลิเคชั่น HomeCourt ใช้เทคโนโลยี AI ค้นหาผู้เล่นหน้าใหม่

สมาคมบาสเก็ตบอลแห่งสหรัฐอเมริกา หรือ  NBA และ NEXT Team ร่วมกันเปิดตัว NBA Global Scout โครงการพัฒนากีฬาบาสเก็ตบอลและค้นหาผู้เล่นที่มีความสามารถผ่าน HomeCourt แอปพลิเคชั่นบนมือถือโดยใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ในการฝึกสอน รวมไปถึงช่วยเปิดโอกาศให้นักกีฬาบาสเก็ตบอลที่มีความสามารถทั่วโลกได้โชว์ทักษะและความสามารถโดยจะมีการประเมินผลผ่านทางแอปพลิเคชั่นด้วย

โครงการคัดเลือกผู้เล่น NBA Global Scout ใช้แอปพลิเคชั่น HomeCourt ผ่านทางโทรศัพท์มือถือโดยมีเทคโนโลยี AI จะช่วยให้ทีมแมวมอง NBA สามารถวิเคราะห์และวัดความสามารถและทักษะของผู้เล่นตามมาตราฐานของ NBA รวมถึงแบบฝึกหัดเพื่อพัฒนาทักษะสำหรับตำแหน่งการเล่นต่างๆ ในเกมบาสเก็ตบอลซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจาก NBA Draft Combine  ผู้เล่นที่มีแอปพลิเคชั่น HomeCourt บนโทรศัพท์มือถือระบบ iOS  จะสามารถโชว์ทักษะและพัฒนาความสามารถผ่านระบบการฝึกจำลอง และยังสามารถแชร์สัดส่วนของร่างกายตัวเอง อาทิเช่น ขนาดความกว้างของหัวไหล่ ส่วนสูง และความยาวของท่อนแขน เพื่อที่จะนำไปประเมินและจัดหาโอกาสในการพัฒนาตัวผู้เล่นในอนาคต

สำหรับผู้เล่นที่เข้าร่วมในโครงการ NBA Global Scout บนแอปพลิเคชั่น HomeCourt จะได้รับการพิจารณาให้เข้าร่วมโครงการ NBA และ WNBA โครงการพัฒนาบาสเก็ตบอลสำหรับเยาวชน แคมป์ และอีเวนต์ต่างๆ ทั้ง Basketball Without Borders, โครงการ NBA และ FIBA ในการพัฒนาบาสเก็ตบอลระดับโลก โครงการเพื่อการศึกษา NBA Academies เครือข่ายศูนย์ฝึกอบรมบาสเก็ตบอลสำหรับผู้เล่นชายและหญิงที่มีความสามารถจากทั่วโลกจากนอกสหรัฐอเมริกา

แอปพลิเคชั่นดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อกำจัดอุปสรรคทางภูมิศาสตร์ในการค้นหาและให้โอกาสผู้เล่นชั้นนำจากทั่วโลกไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ที่ไหนก็ตาม ทั้งนี้แอปพลิเคชั่น HomeCourt ยังเผยแพร่เนื้อหาการฝึกอบรมที่ครอบคลุมและเป็นเครื่องมือพัฒนาผู้เล่นที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้โดยใช้แอปพลิเคชันบน iPhone หรือ iPad

แพลตฟอร์มใหม่นี้ถือเป็นงานพัฒนาชิ้นล่าสุดซึ่งเป็นความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ระหว่าง NBA และ NEX Team Inc. โดย NEX Team Inc นั้นถือว่าเป็นบริษัทด้านปัญญาประดิษฐ์บนมือถือชั้นนำและผู้พัฒนาของ HomeCourt หลังจากการเปิดตัวความร่วมมือในเดือนกรกฎาคม 2019 ที่ผ่านมา


บลิงก์ตัวจริงห้ามพลาด! ซัมซุงชวนเกาะเทรนด์ท่าโพสต์สุด Awesome ปี 2020 จากสี่สาว BLACKPINK กับซัมซุง กาแลคซี่ เอ 51

หลังจากที่ซัมซุงดึงสี่สาว แบล็กพิงก์ (BLACKPINK) เจนนี่ จีซู โรเซ่ และ ลิซ่า ขึ้นแท่น
พรีเซนเตอร์ ซัมซุง กาแลคซี่ เอ ซีรีส์ ต่อเนื่องเป็นปีที่สองภายใต้ธีม Awesome! ล่าสุดสาวๆ ได้มาร่วมโพสต์ท่าถ่ายภาพกับซัมซุงอีกครั้งในลุคแฟชั่นเซ็ตสุดชิคกับท่าโพสต์แบบจัดเต็มพร้อม กาแลคซี่ เอ 51 สมาร์ทโฟนสำหรับคนเจเนเรชัน Z ที่ให้ครบทั้งหน้าจอใหญ่สะใจ (Awesome Screen), กล้องถ่ายภาพที่ครบทุกมุมมอง (Awesome Camera) และการใช้งานแบตเตอรี่ยาวนานตลอดทั้งวัน (Long lasting battery life) ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของทุกคน (Awesome is for everyone) ที่พร้อมจะออกไปปลดปล่อยความคิดสร้างสรรค์และเต็มที่กับทุกกิจกรรมได้แบบไม่มีขีดจำกัด

 

ซึ่งนอกจากจะได้ชมภาพสาวๆ แบบออนไลน์แล้ว เหล่าบลิงก์และคนเจน Z ที่อยากไปโพสต์ท่าถ่ายรูปสุดเก๋เเบบสาว ๆ ซัมซุงเตรียมเซอร์ไพรส์พลิกโฉมเอ็มอาร์ทีสถานีสวนจตุจักร ให้กลายเป็นแกลเลอรีแบล็กพิงก์สุดปัง พร้อมให้เหล่าแฟนคลับไปร่วมถ่ายภาพ  เล่นกิจกรรม และเก็บบรรยากาศกันแบบสุดฟินได้แล้วเร็วๆ นี้ เกริ่นมาขนาดนี้ให้ภาพเล่าเรื่องเลยดีกว่า ถ้าพร้อมแล้ว
ชาวบลิงก์ไปกดเซฟรูปสี่สาวกันเลย!

เริ่มที่ภาพกรุ้ปช็อต ที่สาวๆ แบล็กพิงก์ไม่เคยทำให้ผิดหวัง กับการโพสต์ท่าสุด Awesome แบบเป็นตัวของตัวเอง และบ่งบอกสไตล์ของแต่ละคนออกมาได้อย่างชัดเจน ทั้งมาดแก่นเซี๊ยวแสนซนของสาวเจนนี่ ลุคสุดน่ารักของโรเซ่ ความสดใสของจีซู และท่าทางสุด SWAG ของลิซ่า รวมกันเป็นมวลที่เต็มเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์แบบล้นเฟรม ที่ใครๆ เห็นเป็นต้องตกหลุมรัก ใครที่อยากโคฟเวอร์เป็นแบล็กพิงก์อย่าลืมชวนเดอะแกงค์ออกไปโพสต์ท่าถ่ายรูปตามสี่สาวกันได้แล้ว

ส่วนสายถ่ายรูปเดี่ยวฟังทางนี้ ลบภาพท่าโพสต์แบบเดิมออกไปได้เลย เพราะสมาชิกแบล็กพิงก์แต่ละคนได้ครีเอตท่าโพสต์สุดว้าวให้ทุกคนสามารถทำตามและเตรียมกดชัตเตอร์กันแบบรัวๆ ได้แล้ว อย่างใครที่ชื่นชอบสไตล์สุดเท่ของลิซ่า ลองโพสต์ท่ากับเฟอร์นิเจอร์หรือพิงกำแพง เพิ่มลูกเล่นด้วยการมองกล้องส่งแอดติจูดและหุบยิ้มชวนให้สงสัย หรือใครที่ชอบคาแรกเตอร์แสนซนมีความหวานอมเปรี้ยวนิดๆ ต้องลองโพสต์แบบ เจนนี่ คิม ที่เน้นการเล่นกับรูปร่าง จับแขนสลับไปมา หรือจับปอยผมเบาๆ
อมยิ้มเล็กน้อย เผยให้เห็นใบหน้าชัดเจน แค่นี้ก็ได้ลุคสุดน่ารักมองยังไงก็ไม่น่าเบื่อ

ส่วน โรเซ่ มาในลุคคุณหนูผู้ทรงสเน่ห์แฝงไปด้วยมนต์สะกด กับเทคนิคเน้นการจิกกล้องส่งอารมณ์ผ่านทางสายตา หรือจะลองกอดเข่าเอียงคอแล้วมองกล้องก็ช่วยให้ภาพออกมาดูน่าค้นหามากยิ่งขึ้น ปิดท้ายด้วย จีซู พี่สาวคนโตของวงที่มากับลุคน่ารักสดใส พร้อมซิกเนเจอร์การถ่ายรูปแบบไม่มองกล้อง เพิ่มความขี้เล่น ทะเล้น และเป็นตัวของตัวเองมากยิ่งขึ้น

 

ใครที่กำลังมองหาแรงบันดาลใจในการโพสต์ท่าสุดคูล ห้ามพลาดกดเซฟภาพสาวๆ ไว้ในเครื่อง และอย่าลืมพกไอเท็มสุดเจ๋ง อย่าง กาแลคซี่ เอ 51 ออกไปถ่ายรูปสุด Awesome พร้อมติดแฮชแท็ก #AwesomeGalaxyA กันได้แล้ววันนี้ ส่วนใครที่อยากสัมผัสประสบการณ์ใกล้ชิดกับสี่สาวแบล็กพิงก์แบบเต็มๆ ตา อย่าลืมไปเจอกันที่รถไฟฟ้าเอ็มอาร์ทีสถานีสวนจตุจักร ทางออก 3 ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป และรอติดตามอัพเดตรายละเอียดจากซัมซุงว่าจะเปลี่ยนเอ็มอาร์ทีแห่งนี้ให้กลายเป็นพื้นที่สุด Awesome ขนาดไหน งานนี้เหล่าบลิงก์ห้ามพลาด!

 

ซัมซุง กาแลคซี่ เอ 51 มีให้เลือกทั้งหมด 3 สี ได้แก่ Prism Crush Pink, Prism Crush Blue และ Prism Crush Black วางจำหน่ายในราคา 10,490 บาท


อาดิดาส เปิดตัวคอลเลคชั่น READY เสื้อผ้ากีฬาที่ตอบโจทย์ทุกสภาพอากาศ เทคโนโลยีที่ผลิตขึ้นเพื่อนักกีฬาทุกระดับ

อาดิดาส เปิดตัวคอลเลคชั่น READY เสื้อผ้ากีฬารุ่นใหม่ มาพร้อมเนื้อผ้าที่ตอบสนองการเคลื่อนไหวร่างกาย ช่วยให้นักกีฬาแสดงศักยภาพได้มากขึ้น ไม่ว่าต้องเผชิญกับสภาพอากาศแบบใด และจากความนิยมในการเล่นกีฬาและออกกำลังกายกลางแจ้งที่สูงขึ้น เสื้อผ้าคอลเลคชั่น READY นี้จะทำให้นักกีฬาทุกระดับสามารถฝึกฝนร่างกายได้โดยไร้อุปสรรคด้านสภาพอากาศ

ในช่วงฤดูร้อนนี้ อุณหภูมิภายในโตเกียวจะสูงที่สุดเป็นประวัติศาสตร์ เทคโนโลยี READY จะถูกนำไปทดสอบด้วยการให้เหล่านักกีฬาโอลิมปิกสวมใส่สวมใส่เสื้อผ้าในคอลเลคชั่น HEAT.RDY ในการแข่งขันในสนามระดับโลกครั้งนี้ นอกจากนี้เทคโนโลยีดังกล่าวยังถูกนำไปใช้กับชุดกีฬาทีมชาติ ได้แก่ ทีมชาติสหราชอาณาจักร ทีมชาติเยอรมัน ทีมชาติเอธิโอเปีย
ทีมชาติฮังการี รวมไปถึงนักกีฬาของอาดิดาสในสนามแข่งขันต่างๆ และทีมนักกีฬาที่อาดิดาสให้การสนับสนุนทั่วโลก

 

โจสไฟน์ เอเบิร์ก รองกรรมการด้านดีไซน์ของอาดิดาส กล่าวว่า “สภาพอากาศกลายมาเป็นปัจจัยภายนอกที่สำคัญอย่างมากกับการเล่นกีฬา ดังนั้น เราจึงนำเสนอเทคโนโลยีที่จะต่อสู้กับสิ่งเหล่านี้ และช่วยให้นักกีฬาทุกคนสามารถฝึกฝนตัวเองได้โดยปราศจากสิ่งรบกวน คอลเลคชั่นนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากหลักการของเครื่องแต่งกายทหาร แต่ให้ความรู้สึกของปี 2020 ซึ่งนอกจากจะใช้งานได้ดีแล้วยังมีสไตล์ และมีการแบ่งหลายเลเยอร์ เพื่อปกป้องร่างกายของคุณจากทุกสภาพอากาศตลอดทั้งปี”

คอลเลคชั่น READY ผลิตด้วยระบบการเลเยอร์เนื้อผ้าอันชาญฉลาดที่ทำให้ได้เสื้อผ้ากีฬาที่มีมาตรฐานและตอบทุกความต้องการในทุกฤดูกาล สามารถเลือกเสื้อผ้าแต่ละชิ้นมาสวมใส่ด้วยกันหรือใส่ทับกันโดยที่ไม่ต้องกังวลเรื่องความหนาของตะเข็บ ทำให้เคลื่อนไหวร่างกายได้เต็มที่ สบาย และระบายอากาศ นอกจากนั้น ยังออกแบบมาเพื่อการเคลื่อนไหวทุกรูปแบบ ผสมผสานเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยที่สุดของอาดิดาสไปกับเสื้อผ้ากีฬา และการรวมตัวทีมดีไซน์ทุกประเภทกีฬาของอาดิดาส ไม่ว่าจะเป็น กางเกงวิ่ง กางเกงเทรนนิ่ง เสื้อยืด เสื้อแจ็กเก็ต และเสื้อฮู้ดสำหรับนักกีฬา โดยคอลเลคชั่นนี้ประกอบไปด้วย 4 เทคโนโลยีที่ส่งเสริมการเล่นกีฬาของนักกีฬาให้ดีขึ้นในทุกสภาพอากาศ ดังนี้

HEAT.RDY – มอบความเย็นสบายแม้อากาศร้อน

  • อาดิดาสใช้เทคโนโลยีตรวจวัดอุณหภูมิในร่างกายล่าสุดในการออกแบบเพื่อทำให้มั่นใจว่าการจัดวางเทคโนโลยีระบายอากาศอยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้อง เพื่อช่วยให้ร่างกายเย็นสบายแม้เผชิญสภาพอากาศที่ร้อน
  • เนื้อผ้าแบบไฮบริดทำจากเส้นใย Aqua-X Yarns ที่ดูดซับเหงื่อจากร้างกายและช่วยระบายอากาศได้ดี
  • เนื้อผ้าที่บางเบาช่วยเรื่องการไหลเวียนของอากาศ ด้วยการตัดเย็บที่รองรับการเคลื่อนไหวร่างกายและมีความกระชับที่ยืดหยุ่นได้ จึงทำให้เสื้อผ้าคอลเลคชั่นนี้มอบความยืดหยุ่นและความสบายในการเคลื่อนไหวร่างกายของนักกีฬา

COLD.RDY – กักเก็บความร้อนเพื่อรักษาความอบอุ่นให้กับร่างกายในวันที่อากาศหนาวเหน็บ

  • ระบบการเลเยอร์ผ้าอย่างชาญฉลาดที่นำมาปรับใช้กับฉนวนกันความร้อนเพื่อกักเก็บความร้อนเฉพาะจุด ทำให้ร่างกายของนักกีฬาอบอุ่นแม้เล่นกีฬาอยู่ในสภาพอากาศที่หนาวเย็น
  • โครงสร้างใยผ้าที่โปร่งจะกักเก็บอากาศระหว่างเนื้อผ้าแต่ละชั้นไว้ ซึ่งโครงสร้างใยผ้านี้ยังสามารถทำให้เหงื่อซึมผ่านได้ดีจึงช่วยลดความร้อนในระหว่างที่กำลังออกกำลังกายอย่างหนัก แต่ก็ยังคงกักเก็บความอบอุ่นให้นักกีฬาไม่รู้สึกหนาวอีกด้วย
  • เส้นใยนวัตกรรมดูดซับเหงื่อและทำให้เหงื่อระเหยไปอย่างรวดเร็ว ในขณะที่วัสดุที่ทอด้วยเส้นใยที่ยืดหยุ่นและกันน้ำได้ มอบการปกป้องนักกีฬาจากสภาพอากาศที่เป็นอุปสรรค

WIND.RDY – เกราะป้องกันนักกีฬาจากแรงลม

  • ใช้เทคโนโลยี WindweaveTM ผ้าชิ้นเดียวที่มีความหนาแน่นแตกต่างกัน ซึ่งช่วยไม่ให้ลมโดนร่างกายและยังช่วยให้ระบายอากาศได้ตามจุดต่างๆ ของร่างกายอีกด้วย
  • วัสดุผ้าที่ทออย่างหนาจะช่วยปกป้องผู้สวมใส่จากแรงลม อีกทั้งยังป้องกันไอน้ำเกาะจึงช่วยให้ร่างกายแห้งอยู่เสมอแม้ต้องเจอกับสภาพอากาศอันโหดร้าย
  • พื้นผิวทำจากวัสดุที่กันน้ำจึงช่วยปกป้องร่างกายจากสภาพอากาศต่าง ๆ ได้

RAIN.RDY – เพราะกันฝนได้ จึงทำให้นักกีฬาตัวแห้งอยู่เสมอ

  • เทคโนโลยีเพอร์ฟอร์แมนซ์ เมมเบรนส์ ช่วยป้องกันน้ำทั้งจากน้ำฝนและหิมะ อีกทั้งยังจะช่วยระบายอากาศเมื่อเคลื่อนไหวร่างกายอีกด้วย
  • ไอน้ำจากเหงื่อจะถูกส่งผ่านเนื้อผ้าออกมาจึงทำให้ร่างกายแห้งสบายอยู่ภายใต้เสื้อผ้า
  • ทุกรอยเย็บนั้นสามารถป้องกันน้ำได้ 100% เพราะมีเทปกันน้ำที่จะทำให้น้ำไม่เข้า

 

สำหรับการเปิดตัวเทคโนโลยี HEAT.RDY อาดิดาสได้ร่วมมือกับทีมนักกีฬาโอลิมปิกและเหล่านักกีฬาคนดังจากทั่วโลก ได้แก่ เดวิด เบ็คแฮม, จัสมิน ซอว์เยอร์ส, โนอาห์ ไลลี่ส์, แคโรลายน์ ดูบัวส์ และมิโฮ โนนากะ ในการบอกเล่าเรื่องราวส่วนตัวว่าพวกเขาเตรียมพร้อมทางร่างกายและจิตใจก่อนการแข่งขันแต่ละครั้งอย่างไร

 

คอลเลคชั่นเสื้อผ้า READY เทคโนโลยี HEAT.RDY จะวางขายทาง อาดิดาส ออนไลน์ สโตร์ https://www.adidas.co.th ในวันที่ 16 มีนาคม 2563 และที่อาดิดาส แบรนด์ เซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์, อาดิดาส แบรนด์ เซ็นเตอร์ สยามพารากอน, อาดิดาส สปอร์ต เพอร์ฟอร์แมนซ์ และร้านค้าอุปกรณ์กีฬาชั้นนำทั่วไปในวันที่ 26 มีนาคม 2563 ในราคาเริ่มต้น 1,400 บาท ส่วนเทคโนโลยี COLD.RDY, WIND.RDY และ RAIN.RDY จะวางขายในซีซั่นออทั่มและวินเทอร์ 2020


สัมผัสประสบการณ์ขับขี่ใหม่กับ e-POWER ที่จะทำให้การขับขี่ของคุณสนุก และประหยัดยิ่งขึ้น!

e-POWER คือ เทคโนโลยีขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% เอกสิทธิ์เฉพาะของนิสสัน ที่มอบประสบการณ์การขับขี่แบบรถยนต์พลังงานไฟฟ้าอย่างแท้จริง ขุมพลัง e-POWER เป็นการประยุกต์จากแนวคิดของเทคโนโลยีขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าที่มีอยู่ในนิสสัน ลีฟ โดยในระบบใหม่นี้มีการติดตั้งเครื่องยนต์สันดาปภายในขนาดเล็กเพิ่มเติมเพื่อทำหน้าที่เป็นเครื่องปั่นไฟฟ้าพลังงานสูง เพื่อสร้างกระแสไฟฟ้าชาร์จเข้ามาเก็บในแบตเตอรี่

e-POWER ทำให้การขับขี่ในชีวิตประจำวันดีขึ้นได้ยังไง?

  1. การออกแบบให้เครื่องยนต์ทำงานเพียงเพื่อชาร์จไฟเข้าไปในแบตเตอรี่เพียงอย่างเดียวทำให้รอบเครื่องยนต์ทำงานอยู่ในช่วงที่มีประสิทธิภาพสูงและใช้เชื้อเพลิงน้อยกว่าเมื่อเทียบกับรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปทั่วไป
  2. อัตราเร่งที่ดีและราบรื่นกว่าที่เคยด้วยการควบคุมมอเตอร์ไฟฟ้าที่แม่นยำถึง 1/10,000 รอบต่อวินาที e-POWER จึงมีอัตราเร่งที่ทรงพลัง และราบรื่น ประกอบกับแรงบิดของมอเตอร์ไฟฟ้าที่จะทำให้รถออกตัวได้เร็วและแรง ในการขับขี่ที่ต้องใช้พลังงานมากอย่างการใช้ความเร็วตอนขับบนทางด่วน เครื่องยนต์จะทำงานร่วมกับเครื่องกำเนิดไฟฟ้าในการเก็บประจุแบตเตอรี่ให้สามารถจ่ายไฟกับมอเตอร์ไฟฟ้าได้โดยตรง
  3. การขับเคลื่อนระบบ e-POWER Drive (ในโหมด S หรือ ECO) จะช่วยให้เราสามารถเร่งความเร็วและชะลอความเร็วรถโดยใช้เพียงแค่คันเร่งโดยไม่ต้องเหยียบเบรกเพียงแค่ผ่อนคันเร่งเพื่อชะลอความเร็ว การขับขี่แบบคันเหยียบเดี่ยว (One Pedal) ของ e-POWER ช่วยให้การหยุดและออกตัวรถเป็นไปได้อย่างง่ายดายไร้กังวล  และอรรถรสความสุนทรีย์ในการขับขี่แม้บนเส้นทางบนภูเขาสุดท้าทาย โดยขณะที่รถกำลังชะลอความเร็วลง การเบรกยังจะช่วยจ่ายพลังงานคืนกลับไปสู่ระบบ เพื่อไปประจุสะสมในแบตเตอรี่
  4. ระบบการขับขี่แบบ e-POWER ให้ความเงียบในการเดินทางเนื่องจากรถยนต์ถูกขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ จึงให้ความเงียบได้เหนือกว่าเครื่องยนต์ที่ใช้น้ำมันทั่วไป  โดยส่วนมากระบบการทำงานของเครื่องยนต์ที่ใช้น้ำมันทั่วไปจะชาร์จไฟกลับเข้าสู่แบตเตอรี่เมื่อมีการเร่งความเร็วที่สูงมาก ผลก็คือเราจะไม่ได้ยินเสียงเครื่องยนต์เพราะเสียงรบกวนบนท้องถนนกลบเสียงของเครื่องยนต์ไว้

เทคโนโลยีที่ช่วยให้การเดินทางสมบูรณ์แบบ: นวัตกรรมยานยนต์จากยนตรกรรมระบบไฟฟ้า

เทคโนโลยี e-POWER เปิดตัวเป็นครั้งแรกใน Nissan Note ในปีพ.ศ. 2559 ในประเทศญี่ปุ่น นับแต่นั้นเป็นต้นมา นิสสัน ได้เดินหน้านำเทคโนโลยี e-POWER เข้ามาใช้ใน Nissan Serena ซึ่งเป็นรถตู้คอมแพ็คเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.  2561 ด้วยหลักการที่ใช้เทคโนโลยีการขับเคลื่อนระบบไฟฟ้า 100% เฉกเช่นเดียวกับที่ใช้ใน Nissan LEAF เพื่อสร้างแรงบิดได้อย่างทันใจและสมรรถนะในการขับขี่ได้อย่างเร้าใจ

ขุมพลังมอเตอร์ไฟฟ้าอัจฉริยะ e-POWER ประกอบด้วยเครื่องยนต์สันดาปภายในที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง, อินเวอร์เตอร์ (Inverter), เครื่องกำเนิดไฟฟ้า (Generator) และมอเตอร์ไฟฟ้า โดยรถยนต์จะถูกขับเคลื่อนด้วยกำลังจากมอเตอร์ไฟฟ้าที่ส่งกำลังในการขับเคลื่อนไปที่ล้อ โดยกระแสไฟฟ้าที่ถูกส่งมายังมอเตอร์ไฟฟ้าจะถูกเก็บอยู่ในแบตเตอรี่กำลังสูง ส่วนเครื่องยนต์สันดาปภายในทำหน้าที่สร้างกระแสไฟฟ้าเข้ามาเก็บ เพื่อชดเชยกระแสไฟฟ้าที่ถูกใช้ไป และไม่จำเป็นต้องชาร์จไฟแบบรถยนต์ไฟฟ้าทั่วไปอีกด้วย

เทคโนโลยี e-POWER คือ ส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ระบบขับเคลื่อนพลังงานไฟฟ้าของนิสสัน โดยนิสสันมีแผนการเปิดตัวรถยนต์เทคโนโลยี e-POWER ทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง รวมถึงประเทศไทยในเร็ว ๆ นี้ สนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเทคโนโลยี e-POWER อ่านเพิ่มได้ที่เว็บไซต์ www.nissan.co.th


“วินนี่เฟร็ด เวลส์” ตำนานนักบิดหญิงผู้พิชิตเส้นทางสุดโหดกว่า 8,000 กิโลเมตรภายใน 15 วัน

ในโอกาสวันสตรีสากล รอยัล เอนฟิลด์ ขอยกย่องชีวิตอันน่าทึ่งที่เต็มไปด้วยการผจญภัย การเดินทาง และการค้นพบ ของสุดยอดตำนานนักขี่รถมอเตอร์ไซค์ผู้หญิง “วินนี่เฟร็ด เวลส์” วินนี่เป็นบุคคลผู้สร้างประวัติการณ์ กล้าหาญ และเป็นแรงบันดาลใจให้แก่ผู้หญิงทั่วโลก รวมทั้งวงการมอเตอร์ไซค์ในอดีตจนถึงปัจจุบัน ที่ต่างยกย่องวีรกรรมความกล้าของเธอในการขี่มอเตอร์ไซค์รอยัล เอนฟิลด์วนรอบประเทศออสเตรเลียในปี 1950วินนี่ เกิดเมื่อปี 1928 ณ รัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย เป็นคนที่ไม่เหมือนใครตั้งแต่เด็กเพราะเต็มไปด้วยจิตวิญญาณของนักสำรวจและความโหยหาการผจญภัยอย่างไม่มีที่สิ้นสุด จึงไม่น่าแปลกใจที่เธอสามารถกลายมาเป็นตำนานหญิงเหล็กแห่งวงการมอเตอร์ไซค์ด้วยอายุเพียง 22 ปี เมื่อ วินนี่ ตัดสินใจเลือกเส้นทางเป็นนักบิดมอเตอร์ไซค์ เธอต้องเจอกับแรงต้านทานจากไบค์เกอร์เพศชายอย่างมาก เพราะโลกแห่งมอเตอร์ไซค์ในอดีตก็ไม่ต่างจากโลกของผู้ชาย ที่มักดูแคลนผู้หญิงอายุน้อยที่พยายามจะเข้ากลุ่มกับพวกเขา แต่ด้วยนิสัยที่ไม่ยอมแพ้ของวินนี่ เธอตั้งใจจะไม่ให้ใครมาดูถูก วินนี่วางแผนที่จะขี่มอเตอร์ไซค์ข้ามออสเตรเลียในแบบที่สิงห์มอเตอร์ไซค์ชายคงได้แต่ฝันที่จะทำ

ในวันที่เธอได้เป็นเจ้าของรอยัล เอนฟิลด์ บุลเล็ต 350 ซีซี เธอป่าวประกาศว่าเธอจะเป็นผู้สร้างสถิติการเดินทางจากชายฝั่งตะวันตกไปสุดชายฝั่งตะวันออกภายใน 3 สัปดาห์ ตัดผ่านใจกลางออสเตรเลียที่แสนท้าทาย จากเพิร์ธถึงซิดนีย์และกลับในเส้นทางเดิม ไม่ว่าจะเป็นคำตักเตือนหรือคำขู่จากกลุ่มมอเตอร์ไซค์ผู้ชาย ก็ไม่สามารถบั่นทอนวินนี่ได้ ในวันที่ 26 ธันวาคม 1950 วินนี่เริ่มออกผจญภัยครั้งยิ่งใหญ่ ผ่านภูมิประเทศสุดโหดของพื้นที่ห่างไกลในออสเตรเลียกลางฤดูร้อน มีเพียงอุปกรณ์ธรรมดา เช่น กระเป๋าติดอานรถมอเตอร์ไซค์ กระเป๋าท้ายรถมอเตอร์ไซค์ อุปกรณ์ไม่กี่ชิ้นในกระเป๋ากางเกง รองเท้าบู๊ท แจ็คเก็ตหนัง และหมวกผ้าทวีตเก่าๆ หนึ่งใบเท่านั้น

ในสมัยนั้น ถนนในประเทศออสเตรเลียส่วนใหญ่มีสภาพย่ำแย่ วินนี่ต้องฝ่าดงพุ่มไม้สุดทรหด เส้นทางเป็นหลุมเป็นบ่อและยาวสุดลูกหูลูกตา ความยากลำบากนี้เป็นบททดสอบที่ท้าทายความสามารถของวินนี่อย่างถึงที่สุด เพียง 2 วันหลังออกเดินทาง วินนี่ร่วงลงจากรถมอเตอร์ไซค์ที่กำลังแล่นลงบนพื้นกรวดทำให้หัวแตก เหตุการณ์เช่นนี้อาจเป็นการจบการเดินทางที่สมเหตุสมผลของใครหลายคนแต่ไม่ใช่กับวินนี่ เธอไม่สนใจคำแนะนำที่ให้เธอเข้าพบแพทย์และกลับบ้านของผู้คนที่เห็นอุบัติเหตุ วินนี่กลับดูไม่เดือดร้อนและมุ่งมั่นมากขึ้นที่จะพิชิตการผจญภัยครั้งนี้

เส้นทางที่อันตรายที่สุดที่วินนี่จะต้องผ่านคือ ที่ราบนูลลาร์บอร์ ทะเลทรายอันร้อนระอุยาว 1,000 ไมล์ ที่มีอุณหภูมิสูงกกว่า 40 องศาเซลเซียสในฤดูร้อน ท่ามกลางคำครหา วินนี่เดินทางถึง แอดิเลด รัฐเซาท์ออสเตรเลีย ในวันปีใหม่ และภายในวันที่ 5 มกราคมเธอก็เดินทางถึงซิดนีย์ ครึ่งทางของระยะทางทั้งหมด หลังจากหยุดพักผ่อนหนึ่งวันและแวะเที่ยวตามจุดท่องเที่ยวต่างๆ เธอมุ่งหน้าสู่โลกกว้างอีกครั้ง และอีกเพียง 1 อาทิตย์ ในวันที่ 16 มกราคม 1951 วินนี่ก็กลับถึงบ้านที่เพิร์ธ โดยเธอพิชิตการเดินทางเป็นระยะทาง 5,504 ไมล์ ภายใน 15 วัน ซึ่งหมายความว่าเธอขี่มอเตอร์ไซค์ถึง 366 ไมล์ ต่อวันโดยเฉลี่ย

สำหรับวินนี่ การเดินทางครั้งแรกของเธอเปรียบดั่งเชื้อเพลิงที่ขับเคลื่อนไฟแห่งความกระหายการผจญภัย 
ไม่นานวินนี่จึงตั้งเป้าหมายใหม่คือการขี่มอเตอร์ไซค์วนรอบประเทศออสเตรเลีย โดยครั้งนี้เธอมีจอร์จ พ่อของเธอขี่รอยัล เอนฟิลด์ บุลเล็ต ร่วมทางไปด้วย ครั้งนี้เธอมีมอเตอร์ไซค์รอยัล เอนฟิลด์คู่ใจคันใหม่ ทั้งคู่ออกจากเพิร์ธในวันที่ 23 กันยายน 1952 มุ่งหน้าไปทางเหนือสู่การผจญภัยครั้งใหม่

ทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดี กระทั่งถึงพื้นทรายแห่งพาร์ดู เส้นทางที่ไม่มีถนนตัดผ่านและยาวถึง 100 ไมล์ วันหนึ่งหลังการฝ่าพายุทรายมีชายชาวบ้านคนหนึ่งเข้ามาต่อว่าจอร์จว่าเขาไม่ควรพาลูกสาวมาเสี่ยงชีวิตเช่นนี้ 
จอร์จต้องใช้ความพยายามอย่างมากเพื่ออธิบายว่าทั้งหมดนี้เป็นแผนการเดินทางของลูกสาวเขา ส่วนตัวเขาเป็นเพียงเพื่อนร่วมทางเท่านั้น

หลังจากผ่านพื้นที่ที่ทรหดที่สุดบนเส้นทางและผ่านทุกสถานการณ์ที่สามารถเกิดขึ้นได้ในเขตเหนือของประเทศ ทั้งสองคนก็เดินทางถึง แคนส์ ตอนเหนือของรัฐควีนส์แลนด์ในวันที่ 24 ตุลาคม และ บริสเบนในวันที่ 3 พฤศจิกายน ในเส้นทางลงใต้ที่เป็นใจด้วยถนนเรียบตรง วินนี่สามารถเร่งความเร็วมอเตอร์ไซค์ได้จนเท้าลอย ทั้งคู่ถึงซิดนีย์ในวันที่ 7 พฤศจิกายน และท้ายที่สุดกลับถึงเพิร์ธในวันที่ 26 พฤศจิกายน การขี่มอเตอร์ไซค์วนรอบประเทศออสเตรเลียครั้งนี้มีระยะทางเกือบ 10,000 ไมล์ และใช้เวลาถึง 65 วันชีวิตของวินนี่ได้สร้างการผจญภัยที่ยิ่งใหญ่ถึงสองครั้ง และยังเป็นแรงบันดาลใจเพื่อท้าทายขีดความสามารถเพื่อออกไปค้นหาสิ่งที่ไม่เคยพบเห็น หลังจากนั้นเธอยังเข้าแข่งรถมอเตอร์ไซค์ ผันตัวมาเป็นนักบินพาณิชย์ และได้เป็นเนวิเกเตอร์ให้แชมป์ของการแข่งขันการบินอีกด้วย วินนี่เฟร็ด เวลส์ จากไปเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2563 ด้วยวัย 92 ปี เธอคือตำนานความกล้าแกร่ง ความเด็ดเดี่ยว และการบุกเบิกการผจญภัยบนรถมอเตอร์ไซค์ ปฏิเสธไม่ได้ว่าเธอจะยังคงเป็นดาวที่ส่องแสงให้
แรงบันดาลใจต่อผู้คนอีกมากมายไปอีกหลายสิบปี

**********

นายวิมัล ซุมบ์ลี หัวหน้าฝ่ายธุรกิจประจำภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก รอยัล เอนฟิลด์ กล่าวว่า “เราขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวของวินนี่ สิ่งที่วินนี่ได้ทำเมื่อตอนเธออายุ 22 ปี เป็นเรื่องที่น่ายกย่องและเป็น
แรงบันดาลใจอย่างแท้จริง การเดินทางครั้งนั้นคือประวัติการณ์ ความกล้าหาญ และการตัดสินใจที่เด็ดเดี่ยวมากในการเอาชนะระยะทางกว่า 5,500 ไมล์ ภายใน 21 วัน โดยต้องผ่านอุปสรรคมากมาย”


ดินเนอร์สุดเอ็กซ์คลูซีฟบนเครื่องบิน Lockheed L-1011 TriStar เอกสิทธิ์เฉพาะลูกค้าของเรนาสโซ มอเตอร์!

บริษัท เรนาสโซ มอเตอร์ จำกัด ตัวแทนจำหน่ายและให้บริการหลังการขายรถยนต์ลัมโบร์กินีอย่างเป็นทางการรายเดียวในประเทศไทย มอบประสบการณ์ความเอ็กซ์คลูซีฟผ่านมื้อดินเนอร์แบบไพรเวท ท่ามกลางบรรยากาศสุดหรูของการรับประทานอาหารแบบไม่เหมือนใคร บนเครื่องบิน Lockheed L-1011 TriStar ลำใหญ่เครื่องบิน Lockheed L-1011 TriStar ถือเป็นแลนด์มาร์กของโครงการช่างชุ่ย โดยทางร้านได้พิถีพิถันในการเลือกสรรวัตถุดิบจากธรรมชาติที่อุดมไปด้วยคุณประโยชน์ รังสรรค์เป็นเมนูสุดโปรดแบบ 8 คอร์ส ที่มาพร้อมไอเดียการครีเอทมื้ออาหารสุดพิเศษให้แก่ท่านเจ้าของรถลัมโบร์กินี เอกสิทธิ์เฉพาะลูกค้าของเรนาสโซ มอเตอร์ ได้อย่างน่าประทับใจ

งานนี้ได้รับเกียรติจากท่านเจ้าของรถลัมโบร์กินีจำนวน 60 ท่านมาร่วมดินเนอร์กันอย่างอบอุ่น อาทิเช่น คุณภาณุเมศ จงกลรัตนาภรณ์, คุณสุรเชษฐ วรวงศ์วสุ, คุณวิศรุต รังสีสิงห์พิพัฒน์, คุณณัฐเศรษฐ์ พูนทรัพย์มณี ที่ร้าน Na-Oh Bangkok โครงการช่างชุ่ย เมื่อเร็วๆ นี้


uniqlo x JW ANDERSON คอลเลคชั่นใหม่ช่วงหน้าร้อนครบทุกเพศทุกวัย!

ยูนิโคล่ แบรนด์เครื่องแต่งกายระดับโลกจากญี่ปุ่น เปิดตัวคอลเลคชั่นประจำฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อน ความร่วมมือระหว่างยูนิโคล่และ JW ANDERSON (เจดับเบิลยู แอนเดอร์สัน) ซึ่งถือเป็นอีกครั้งหนึ่งที่ยูนิโคล่ ได้ร่วมงานกับ JW ANDERSON แบรนด์แฟชั่นชั้นนำสัญชาติอังกฤษในกรุงลอนดอน

สำหรับคอลเลคชั่นล่าสุดของดีไซเนอร์ชื่อดัง โจนาธาน แอนเดอร์สัน (Jonathan Anderson) นี้มาในธีม “British Country Style” ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มีการเปิดตัวไลน์เสื้อผ้าเด็ก สำหรับคอลเลคชั่นนี้สะท้อนให้เห็นถึงปรัชญาไลฟ์แวร์ (LifeWear) ของยูนิโคล่ ทั้งด้านฟังก์ชั่นการใช้งานและการลงดีเทลที่ผสมผสานกับความสนุกสนานตามสไตล์ของโจนาธาน แอนเดอร์สัน ด้วยลวดลายแบบอังกฤษ เช่น ลายตาราง (Gingham check) และลายผ้าเย็บต่อกัน (Patchwork)โจนาธาน แอนเดอร์สัน กล่าวว่า “ผมตั้งตารอดูคอลเลคชั่นล่าสุดที่ได้ร่วมงานกับยูนิโคล่ ออกวางจำหน่ายในร้านของยูนิโคล่ โดยคอลเลคชั่นนี้ให้ความรู้สึกสดใหม่แต่ยังคงเอกลักษณ์ความเป็นJW Anderson อยู่ ส่วนไลน์เสื้อผ้าเด็กที่เพิ่มเข้ามานั้น สะท้อนถึงความตั้งใจของผมในการออกแบบเสื้อผ้าที่เหมาะสำหรับทุกคน”

ชมคอลเลคชั่นล่าสุดของยูนิโคล่และ JW ANDERSON ได้ที่ www.uniqlo.com

เกี่ยวกับ JW ANDERSON

ดีไซเนอร์หนุ่มชาวไอริสเหนือ โจนาธาน แอนเดอร์สัน ก่อตั้งแบรนด์ JW ANDERSON (เจดับเบิลยู แอนเดอร์สัน) ขึ้นมาในปี 2008 และเปิดตัวด้วยคอลเลคชั่นเครื่องประดับสุดประนีต หลังจากนั้นไม่นาน แบรนด์ JW ANDERSON ได้กลายเป็นที่รู้จักเป็นวงกว้าง จนถูกทาบทามให้นำคอลเลคชั่นไปโชว์ในงานลอนดอน แฟชั่นวีค ในปีเดียวกันความสำเร็จจากการเปิดตัวคอลเลคชั่นแรก นำมาซึ่งชื่อเสียงและความสำเร็จในเชิงธุรกิจ และทำให้แบรนด์ JW ANDERSON ได้รับการยกย่องให้เป็นแบรนด์ที่ล้ำสมัยและหัวก้าวหน้าที่สุดแบรนด์หนึ่งในกรุงลอนดอน

แบรนด์ JW ANDERSON ได้กลายเป็นแบรนด์ที่คว้ารางวัลชั้นนำและมีชื่อเสียงในระดับสากล ดังนี้

  • 2012 รางวัล British Fashion Awards สำหรับนักออกแบบดาวรุ่ง (Emerging Talent), เสื้อผ้าสำเร็จรูป
  • 2013 รางวัลแบรนด์น้องใหม่ (New Establishment Award)
  • 2014 รางวัลสุดยอดนักออกแบบเสื้อผ้าผู้ชายแห่งปี (Menswear Designer of the Year)
  • 2015 รางวัล British Fashion Awards สำหรับสุดยอดนักออกแบบเสื้อผ้าผู้ชายและเสื้อผ้าผู้หญิงแห่งปี (Menswear and Womenswear Designer of the Year)
  • 2017 รางวัล British Fashion Awards สำหรับสุดยอดนักออกแบบเสื้อผ้าผู้หญิงแห่งปี (Womenswear Designer of the Year)

งานการแข่งขันเรือยาวช้างไทย และเทศกาลริมน้ำ เพื่อช่วยเหลือช้างไทย ปิดฉากด้วยความสำเร็จอีกครั้ง

การแข่งขันเรือยาวช้างไทย และเทศกาลริมน้ำ ประจำปี 2563 ซึ่งเป็นงานการกุศลที่จัดขึ้นเพื่อระดมทุนช่วยเหลือช้างไทย ที่กลุ่มโรงแรมอนันตรา จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 ณ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ใกล้กับโรงแรมอนันตรา ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ – 1 มีนาคม ที่ผ่านมา ได้ปิดฉากลงด้วยความสำเร็จอย่างงดงามด้วยความสนุกของกิจกรรมทั้งบนบกและบนน้ำ โดยทีมราชนาวี คว้ารางวัลชนะเลิศ ถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ จากการแข่งขันเรือยาวช้างไทยซึ่งเป็นกิจกรรมกีฬาหลักของงาน

ในรอบชิงชนะเลิศการแข่งขันเรือยาวช้างไทยเพื่อชิงถ้วยพระราชทานจาก พระบาทสมเด็จพระปรเมนทร รามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว   เป็นการพบกันระหว่าง 4 ทีมสุดท้าย ซึ่งได้แก่ ทีมราชนาวี สนับสนุนโดย ซิตี้ ทีมมหาวิทยาลัยกีฬาวิทยาเขตลำปาง สนับสนุนโดย คาซิเญโร เดล ดิอาโบล ทีมจังหวัดสมุทรปราการ สนันสนุนโดย พีดับบลิวซี และ ทีมเจ้าแม่ประดู่ทอง สนับสนุนโดย คีธ แอนด์ คิม โดยทีมราชนาวี เป็นผู้คว้าชัยมาครองต่อเนื่องเป็นปีที่สอง

นอกจากกีฬาการแข่งเรือยาวบนสายน้ำเจ้าพระยาที่ตื่นเต้นเร้าใจแล้ว งานในปีนี้ยังคงมอบความสนุกให้กับผู้เข้าชมงานทุกเพศทุกวัยด้วย การแข่งเรือยาวชักกะเย่อ การแข่งขันกรรเชียงบก และแพดเดิ้ลบอร์ดแบบยืน พาย ไปจนถึงกิจกรรมบันเทิง มินิคอนเสิร์ตจาก พาราด็อกซ์ และ โอ๊ต ปราโมทย์  ดีเจชื่อดังจากต่างประเทศ เวิร์คช็อปว่าวไทย 4 ภาค โชว์เพนท์กราฟฟิตี้จาก Alex Face อาหารและเครื่องดื่มรสเลิศจากร้านดัง พร้อมส่งท้ายค่ำคืนด้วยพิธีมอบรางวัลแก่ทีมผู้เข้าแข่งขัน และดอกไม้ไฟสวยงามสว่างไสวเหนือคุ้งน้ำเจ้าพระยา

ตลอด 3 วัน ของงาน ได้มีเหล่าเซเลบและบุคคลแถวหน้าในแวดวงสังคม ให้ความสนใจเข้าร่วมงานเพื่อสนับสนุนการช่วยเหลือช้างไทยอย่างคับคั่ง อาทิ เจย์ สเปนเซอร์, อมตา จิตตะเสนีย์ (แพรี่พาย), เจสสิก้า อมรกุลดิลก, ทิพย์ระวีย์ ภู่ไชย, ฐาปกรณ์ อังกูรานนท์ ร่วมด้วย เซเลบจากต่างประเทศ อาทิ แคนเดซ บุชเนลล์ ผู้เขียนนวนิยาย Sex and the City สุดโด่งดัง และ นิโคล มิลเลอร์ ดีไซเนอร์เสื้อผ้าแบรนด์ดังจากสหรัฐอเมริกา ที่บินตรงมาร่วมงานการกุศลครั้งนี้โดยเฉพาะ

โดยกลุ่มโรงแรมอนันตราจะมอบรายได้จากการจำหน่ายบัตรผ่านประตูทั้งหมดให้กับ มูลนิธิ โกลเด้น ไทรแองเกิ้ล เอเชียน เอเลเฟนท์ (Golden Triangle Asian Elephant Foundation) เพื่อนำไปสนับสนุนและสานต่อโครงการเพื่อการช่วยเหลือและพัฒนาคุณภาพชีวิตช้างต่อไป

ข้อมูลและภาพเพิ่มเติม www.bangkokriverfestival.com

 

ข้อมูลสำหรับบรรณาธิการ

“การแข่งขันเรือยาวช้างไทย และเทศกาลริมน้ำ” เป็นงานการกุศล จัดขึ้นเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2562 โดยกลุ่มโรงแรมอนันตรา ด้วยการสนับสนุนจากพันธมิตรจากภาคส่วนต่างๆ เพื่อระดมทุนนำไปช่วยเหลือช้างเร่ร่อน ช้างบ้าน และช้างป่า รวมถึงสนับสนุนงานวิจัยและโครงการต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตช้างในภาพรวม

การแข่งขันเรือยาวช้างไทย และเทศกาลริมน้ำ เป็นงานที่ผนวกการประเพณีแข่งขันเรือยาวของไทยที่สืบต่อกันมาแต่โบราณ เข้ากับกิจกรรมบันเทิงต่างๆ รวมถึงกิจกรรมเพื่อสร้างความตระหนักรู้ถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ช้าง โดยไฮไลท์ของงานอยู่ที่ การแข่งขันเรือยาว ที่ใช้เรือยาวหัวช้างหนึ่งเดียวในโลก ที่ออกแบบโดยมีแรงบันดาลใจมาจากช้างศึกและ “วารีกุญชร” ซึ่งเป็นสัตว์ป่าหิมพานต์ในวรรณคดี โดยหัวเรือของเรือเป็นรูปหัวช้างชูงวงงามสง่า ในขณะที่ท้ายเรือเป็นหางปลาประดับลวดลายไทยอย่างวิจิตรสวยงาม โดยทีมผู้ชนะการแข่งขันเรือยาวรายการนี้จะได้รับถ้วยรางวัลพระราชทานจาก พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

รายได้จากการจัดงานจะนำไปมอบให้กับ มูลนิธิ โกลเด้น ไทรแองเกิ้ล เอเชียน เอเลเฟนท์ (Golden Triangle Asian Elephant Foundation – GTAEF) นำไปช่วยเหลือช้างต่อไป

ข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาเยี่ยมชมเว็บไซต์ https://www.bangkokriverfestival.com/th/  หรือ ติดตามข่าวสารผ่านทาง https://www.facebook.com/bangkokriverfestival/ หรือ Instagram @bangkok.riverfestival

 


ซัมซุง Galaxy Z Flip แจ้งเกิดบนรันเวย์ “แฟชั่น วีค 2020” สายแฟชาวไทยห้ามพลาด เป็นเจ้าของสมาร์ทโฟนสุดล้ำได้แล้ววันนี้ !

เมื่อเร็วๆ นี้ ซัมซุงได้ปลุกเทรนด์สมาร์ทโฟนพับได้ให้กลับมาโลดเล่นอีกครั้งด้วยการเปิดตัวสมาร์ทโฟนจอพับรุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง Galaxy Z Flip ที่ตอนนี้ได้วางจำหน่ายอย่างเป็นทางการแล้วในประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 6 มีนาคม ไม่ว่าจะด้วยสไตล์ที่โดดเด่น ดีไซน์โฉบเฉี่ยวกะทัดรัด ไปจนถึงการใช้งานที่แปลกใหม่ไม่เหมือนใคร ทำให้สมาร์ทโฟนเครื่องนี้กลายเป็นอีกหนึ่งไอเทมที่มาแรงในหมู่สายแฟชั่นทั่วโลก ณ ขณะนี้ เรียกได้ว่านอกจากจะสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับวงการเทคโนโลยีแล้ว Galaxy Z Flip ยังได้แจ้งเกิดในวงการแฟชั่น ด้วยการปรากฏตัวในอีเวนท์แฟชั่นระดับโลกอย่างแฟชั่นวีค ณ  4 เมืองใหญ่อย่าง นิวยอร์ก ลอนดอน มิลาน และปารีส

นิวยอร์ก แฟชั่น วีค
Galaxy Z Flip ปรากฏตัวเป็นครั้งแรกที่งาน “นิวยอร์ก แฟชั่น วีค” ที่ผ่านมา เปิดตัวสมาร์ทโฟนคอลเลคชันพิเศษ “Galaxy Z Flip Thom Browne Edition” ผลงานที่ทางซัมซุง Collaborate กับแบรนด์แฟชั่นชื่อดังอย่าง Thom Browne เป็นการผสมผสานเอกลักษณ์ของดีไซน์เนอร์ชาวอเมริกันเข้ากับเทคโนโลยีจากซัมซุงอย่างลงตัว ตัวเครื่อง Galaxy Z Flip มาในสีเทาคลาสสิกพร้อมแถบสีแดง ขาว และน้ำเงินอันเป็นเอกลักษณ์ของ Thom Browne โดยคอลเลคชันนี้มาใน Boxset สุดหรู ประกอบไปด้วยสมาร์ทโฟน Galaxy Z Flip นาฬิกา Galaxy Watch Active2 และหูฟังไร้สายรุ่นล่าสุด Galaxy Buds+ ให้เหล่าแฟชั่นนิสต้าได้เผยสไตล์ที่โดดเด่นของพวกเขาผ่านคอลเลคชันสุดไอคอนิกนี้

 

ลอนดอน แฟชั่น วีค
ตามมาติดๆ กับ ลอนดอน แฟชั่น วีค 2020 ที่ Galaxy Z Flip ประเดิมรันเวย์แรกกับแฟชั่นโชว์จากแบรนด์ Ashley Williams (แอชลี่ย์ วิลเลียมส์) ซึ่งเป็นที่รู้จักด้วยแนวคิดการออกแบบนอกกรอบแต่ยังคงกลิ่นอายแบบ Retro อย่างชัดเจน ซึ่งเอกลักษณ์ที่โดดเด่นนี้ได้เข้ามาเติมเต็มสไตล์ให้กับ Galaxy Z Flip อย่างลงตัว

สำหรับโชว์ของคอลเลคชัน AW 2020 นี้ Ashley Williams ได้นำ Galaxy Z Flip มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของรันเวย์ พร้อมเปิดตัวไอเทมมาแรงอย่างกระเป๋าไซส์มินิที่สามารถใส่ Galaxy Z Flip ได้อย่างสบายๆ และกิ๊บติดผมที่ออกแบบขึ้นพิเศษสำหรับสมาร์ทโฟน Galaxy Z Flip จากซัมซุงโดยเฉพาะ สะท้อนให้เห็นถึงความเก๋ของสมาร์ทโฟนเครื่องนี้ที่ช่วยสร้างสีสันและเพิ่มคาแรคเตอร์ของผู้ใช้ให้โดดเด่นขึ้น

 

มิลาน แฟชั่น วีค
เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา Galaxy Z Flip ได้รับเชิญให้เป็นส่วนหนึ่งของงานเปิดตัว ‘10 Corso Como’ Pop-up Store คาเฟ่สุดฮิปจากดีไซน์เนอร์ชื่อดังกลางเมืองมิลาน โดยเหล่าแฟชั่นนิสต้าภายในงานต่างให้ความสนใจ Galaxy Z Flip และ Galaxy Z Flip Thom Browne Edition กันอย่างล้นหลาม นอกจากนี้ ผู้ที่สนใจยังสามารถเป็นเจ้าของ Galaxy Z Flip Thom Browne Edition ได้ที่ Pop-up Store แห่งนี้อีกด้วย

 

ปารีส แฟชั่น วีค
ปิดท้าย แฟชั่น วีค 2020 ด้วย Pop-up Store ของ Galaxy Z Flip ใจกลางแลนด์มาร์คของกรุงปารีสอย่างห้างสรรพสินค้า Galaries Lafayette ตลอดช่วงปารีส แฟชั่น วีค ที่ผ่านมา โดย Pop-up Store แห่งนี้ถูกรายล้อมไปด้วยร้านค้าของแบรนด์แฟชั่นชั้นนำระดับโลก เป็นการผสมผสานของไลฟ์สไตล์ด้านแฟชั่นและเทคโนโลยีอย่างลงตัว

การปรากฏตัวของ Galaxy Z Flip ในอีเวนท์แฟชั่นระดับโลก แสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีสามารถโลดแล่นอยู่ในแวดวงแฟชั่นได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยเฉพาะกับสมาร์ทโฟนพับได้เครื่องนี้ที่โดดเด่นด้วยดีไซน์ที่โฉบเฉี่ยว ทันสมัย แต่อัดแน่นไปด้วยนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคอย่างแท้จริง เห็นอย่างนี้แล้วแฟชั่นนิสต้าไทยอย่ารอช้า ต้องไม่พลาดที่จะเป็นเจ้าของ Galaxy Z Flip สมาร์ทโฟนพับได้ที่มาแรงที่สุดในยุคนี้ สำหรับประเทศไทย ซัมซุงได้วางจำหน่าย Galaxy Z Flip อย่างเป็นทางการแล้วตั้งแต่วันที่ 6 มีนาคม เป็นต้นไปที่ Samsung Experience Store หรือสามารถสั่งซื้อได้ทาง Samsung Online Shop และผู้ให้บริการเครือข่าย ในราคา 44,900 บาท มาในสีม่วง Mirror Purple และสีดำ Mirror Black สามารถดูรายละเอียดผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมได้ที่ www.samsung.com/th/galaxy-z-flip


Privacy Preference Center