“Heineken Star Celebration Experiential Flagship Store” เปิดประสบการณ์พิเศษแห่งการสังสรรค์ในช่วงปลายปี 2019!


Heineken® Star Celebration
ครั้งแรกกับการปฏิวัติลานเบียร์แบบเดิมให้เป็นพื้นที่สังสรรค์สุดล้ำ พร้อมยกระดับการเฉลิมฉลองให้พิเศษกว่าใครภายใต้แนวคิด ปีใหม่นี้เลือกมอบมุมมองใหม่ๆ” (Wondering what to buy? Some gifts are always right) ด้วยการเปิดตัว Heineken® Star Celebration Experiential Flagship Store และ Pop-Up Store ในอีก 12 จังหวัด กระจายทั่วประเทศเพื่อที่จะสร้างประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใครสำหรับการพลิกมุมใหม่ของการสังสรรค์ในช่วงเทศกาลแห่งการเฉลิมฉลอง ตั้งแต่วันนี้ จนถึง 5 มกราคม 2563 Quartier Avenue ศูนย์การค้า ดิ เอ็มควอเทียร์ และ Pop-Up Store ทั้ง 12 แห่งทั่วประเทศ

Heineken® Star Celebration Experiential Flagship Store มาพร้อมกับไฮไลท์ที่ตอบโจทย์การพลิกมุมใหม่ในทุกมิติตามไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคในยุคนี้ ได้แก่


Heineken® Star Celebration Experiential Flagship Store
พื้นที่สังสรรค์กลางเมืองในบรรยากาศที่แตกต่างทั้งในช่วงกลางวันและกลางคืน ไม่ว่าจะเป็น Drinking Space ที่ยกเอาความพิเศษของเหล่าเมนู เครื่องดื่มซิกเนเจอร์ที่ไม่มีแอลกอฮอล์ (Mocktail) จาก Heineken® 0.0 เครื่องดื่มมอลต์ไม่มีแอลกอฮอล์มาเอาใจเหล่าบรรดา Cafe Hopper ในช่วงกลางวัน


ส่วนตอนกลางคืนยังมี Heineken® Extra Cold
กับความเย็นที่ติดลบ 2 องศาที่มาช่วยเติมสีสันให้ Celebration Space ช่วงเวลากลางคืน เติมอิ่มในบรรยากาศบาร์สังสรรค์สุดล้ำที่จัดเต็มมาพร้อมแสง สี และอีกไฮไลท์ที่น่าสนใจกับ Giftmaker Box Space โซนเลือกจัดเซ็ตของขวัญ Customize ตามสไตล์คุณในแบบที่ไม่เคยมีใครเห็นมาก่อน ให้ทุกคนได้มาเลือกสรรไอเท็มพิเศษที่รับรองว่าไม่ซ้ำใครและจะต้องประทับใจกันอย่างแน่นอน


Heineken® Star Collection
กับไอเท็ม Merchandise สุดพิเศษที่ส่งตรงมาจากกรุงอัมสเตอร์ดัม ให้สาวกแบรนด์ ไฮเนเก้นได้จับจองซื้อกันแบบไม่ต้องบินไปไกลถึงประเทศเนเธอร์แลนด์ นอกจากนี้ยังมี Limited Edition คอลเลคชั่นสุดพิเศษจากการร่วมงานกับไทยดีไซเนอร์รุ่นใหม่ Heineken® X Q Design and Play ครีเอทไอเท็มสายสตรีทแฟชั่น ดีไซน์ภายใต้คอนเซปต์ “Star Celebration”


ในคอลเลคชั่น Heineken® X Q Design and Play ที่มาพร้อมกับหมวก
(บักเก็ต แฮท), กางเกง, เสื้อโค้ท เพื่อเอาใจสายแฟชั่นให้ได้ช้อปและเลือกแต่งตัวสร้างสีสันในช่วงเทศกาลนี้กันได้อย่างคอมพลีทลุคตามสไตล์ของตัวเอง หรือจะเลือกเป็นของขวัญพิเศษให้กับก๊วนแบบพลิกมุมมองที่ไม่ซ้ำใครรับปีใหม่ ซึ่งคอลเลคชั่นนี้ถูกผลิตออกมาในจำนวนจำกัดและจะมีให้เลือกช้อปเฉพาะที่ Heineken® Star Celebration Experiential Flagship Store @EmQuartier และ Pop-Up Store ทั้ง 12 แห่งทั่วประเทศ


Heineken® Star Celebration Bottle Creation
กับไอเดียที่นำเอาขวด Heineken® 0.0 มาเป็นส่วนหนึ่งในกิมมิคของถ้วยรางวัลประจำปีที่จะมอบให้คนพิเศษของคุณตามความโดดเด่นด้านต่างๆ ในแบบ Of The Year อาทิแฟน Of The Year’ ‘หัวหน้า Of The Year’ เพื่อตอบแทนโมเมนต์ดีๆ ที่มีด้วยกันตลอดปี

เริ่มต้นเทศกาลแห่งการเฉลิมฉลองในโอกาสปีใหม่ที่กำลังจะมาถึงกับไลฟ์สไตล์ที่ไม่ซ้ำใครด้วยการพลิกมุมใหม่ๆ (Fresh perspective) แบบไฮเนเก้นในแคมเปญ Heineken® Star Celebration 2019 พร้อมกัน ที่ Heineken® Star Celebration Experiential Flagship Store ตั้งแต่วันนี้ จนถึง 5 มกราคม 2563 Quartier Avenue ศูนย์การค้า ดิ เอ็มควอเทียร์ และ Heineken® Pop-Up Store ทั้ง 12 แห่งทั่วประเทศ (ทุกกิจกรรมจำกัดเฉพาะผู้ที่มีอายุ 20 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปเท่านั้น)


ติดตามกิจกรรมความสนุกกับไฮเนเก้นและรายละเอียดเพิ่มเติม
ได้ทาง www.facebook.com/Heineken และ Instagram @heineken_th


ยูนิโคล่ส่งยูนิฟอร์ม LifeWear สุดเท่!…สำหรับนักกีฬาโอลิมปิกและพาราลิมปิก ทีมชาติสวีเดน!

ยูนิโคล่ แบรนด์เครื่องแต่งกายระดับโลกจากญี่ปุ่น ประกาศว่าบริษัทฯ จะเริ่มแจกจ่ายชุดยูนิฟอร์มไลฟ์แวร์ (LifeWear) ให้กับนักกีฬาโอลิมปิกและพาราลิมปิกทีมชาติสวีเดนที่ค่ายเก็บตัวฝึกซ้อมในสตอกโฮล์มตั้งแต่วันที่ 18 พฤศจิกายนนี้เป็นต้นไป


คอลเลคชั่นนี้ประกอบไปด้วยเสื้อผ้าไลฟ์แวร์
(LifeWear) หลากหลายรายการ ทั้งเสื้อแจ็คเก็ต เสื้อตัวนอก เครื่องแต่งกายท่อนล่าง เสื้อเชิ้ต เสื้อถัก และเสื้อผ้าตัดเย็บพิเศษ (cut and sewn) ซึ่งล้วนเป็นอเท็มของยูนิโคล่มีชื่อเสียงไปทั่วโลกโดยชิ้นหลักๆ ได้แก่เสื้อแจ็คเก็ตไฮบริดดาวน์และอัลตร้าไลท์ดาวน์ เสื้อพาร์ก้าบล็อคเทค และเสื้อผ้าอินเนอร์แวร์ ฮีทเทค LifeWear คือความมุ่งมั่นของยูนิโคล่ในการสร้างสรรค์เสื้อผ้าที่สมบูรณ์แบบเพื่อตอบสนองความต้องการตามไลฟ์สไตล์ในชีวิตประจำวันของทุกคน เสื้อผ้า LifeWear มีคุณภาพสูงและเปี่ยมด้วยฟังก์ชั่นการใช้งานที่ดีเยี่ยมในราคาที่เหมาะสมและยังได้รับการพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง โดยมีให้เลือกหลากหลายสีสันและดีไซน์เพื่อคนทุกช่วงวัยยูนิโคล่เป็นพันธมิตรหลักในกีฬาโอลิมปิกและผู้สนับสนุนเครื่องแต่งกายอย่างเป็นทางการให้กับนักกีฬาโอลิมปิกและ   พาราลิมปิกทีมชาติสวีเดนตั้งแต่เดือนมกราคม 2562 โดยภายใต้ข้อตกลงนี้ ยูนิโคล่จะทำหน้าที่จัดหาเสื้อผ้า LifeWear ให้กับนักกีฬาและเจ้าหน้าที่ทีมชาติสวีเดนเป็นระยะเวลา 4 ปี ครอบคลุมการเข้าร่วมแข่งขันในกีฬาโอลิมปิก และพาราลิมปิก 2020 ที่กรุงโตเกียว และกีฬาโอลิมปิกและพาราลิมปิกฤดูหนาว 2022 ที่กรุงปักกิ่ง

อเล็กซ์ เคสซิดิส (นักกีฬามวยปล้ำเกรโกโรมันเกิดวันที่ 23 มีนาคม .. 1995

  • 2016: เหรียญทอง รุ่น 80 กก. ในรายการ Nordic Championship
  • 2017: เหรียญทอง รุ่น 80 กก. ในรายการ Nordic Championship
  • 2018: อันดับ 4 ในรายการ World Wrestling Championships
  • 2018: เหรียญเงิน รุ่น 77 กก. ในรายการ World Championships

ลีนา วัตส์ (นักกีฬาว่ายน้ำเกิดวันที่ 22 พฤษภาคม .. 1996

  • 2016: อันดับ 8 ประเภทฟรีสไตล์ 50 เมตร หญิง ในกีฬาพาราลิมปิกฤดูร้อน

โทเบียส จอนส์สัน (นักกีฬากระโดดไกลเกิดวันที่ 29 กุมภาพันธ์ .. 1996

  • 2012: อันดับ 10 ในกีฬาพาราลิมปิกฤดูร้อน
  • 2016: อันดับ 6 ในกีฬาพาราลิมปิกฤดูร้อน
  • 2017: เหรียญทองแดง ในรายการ World Championships

ลินเนีย สเตนซิลส์ (นักกีฬาเรือแคนูเกิดวันที่ 8 มีนาคม .. 1994

  • 2016: อันดับ 7 ในกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อน
  • 2018: เหรียญทองแดงจากการแข่งขันประเภท K-1 200 เมตร หญิง ในรายการ ICF Canoe Sprint World Championships

อนันตรา สามเหลี่ยมทองคำ มอบประสบการณ์ใหม่…ลุยป่าด้วย ‘รอยัล เอนฟิลด์’

อนันตรา สามเหลี่ยมทองคำ แคมป์ช้าง แอนด์ รีสอร์ท สร้างปรากฏการณ์ในการเดินทางรูปแบบใหม่ให้กับแขกที่เข้าพัก ด้วยการให้บริการจักรยานยนต์รุ่น รอยัล เอนฟิลด์ คลาสสิก 500 แบบมีรถพ่วงข้าง (Royal Enfield Classic 500 sidecar) ถึงสองคัน เพื่อให้แขกของรีสอร์ทได้รับประสบการณ์ที่มีเอกลักษณ์ในการเที่ยวชมป่าและสำรวจภูมิประเทศอันงดงาม โดยรีสอร์ทที่มีชื่อเสียงระดับโลกแห่งนี้ ถือเป็นโรงแรมแห่งเดียวในประเทศไทยที่มีการให้บริการยานพาหนะชนิดนี้ ซึ่งมีทั้งความคลาสสิกและมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่น


รอยัล เอนฟิลด์ ถือเป็นแบรนด์จักรยานยนต์เก่าแก่ที่สุดของโลกที่มีสายการผลิตต่อเนื่องยาวนานถึงปัจจุบัน โดยเริ่มสายการผลิตครั้งแรกในปี พ.ศ. 2444 การออกแบบ รอยัล เอนฟิลด์ คลาสสิก 500 จึงเป็นแนวย้อนยุคที่มีกลิ่นอายของช่วงเวลาหลังสงครามโลก และเป็นจักรยานยนต์ที่มีสมรรถนะสมบูรณ์แบบสำหรับการขับขี่ ทั้งบนเส้นทางภูเขาและพื้นราบ โดย รอยัล เอนฟิลด์ คลาสสิก 500 แบบมีรถพ่วงข้าง ถือเป็นยานพาหนะที่เหมาะที่สุดในการพานักท่องเที่ยวออกผจญภัยไปในป่า พร้อมสำรวจทัศนียภาพบริเวณภาคเหนือของประเทศไทย บนพื้นที่กว่า 650,000 ตารางเมตร นอกจากนี้ เนื่องจาก อนันตรา สามเหลี่ยมทองคำ ตั้งอยู่บริเวณสันเขาในจังหวัดเชียงราย แขกที่เข้าพักยังสามารถชื่นชมกับทิวทัศน์ของแม่น้ำโขงและแม่น้ำรวก พร้อมกับวิวที่สวยงามของชายแดนรอยต่อทั้งสามประเทศ ได้แก่ ไทย เมียนมาร์ และ ลาว และยังมีโอกาสได้สังเกตการณ์สัตว์ใหญ่ที่แสนอ่อนโยนอย่าง ช้าง เคี้ยวใบไม้จากกิ่งไม้ในป่าอย่างเพลิดเพลิน ในบรรยากาศอันน่าทึ่งอีกด้วย

นอกเหนือจากกิจกรรมต่างๆ ภายในรีสอร์ทหรู และแคมป์ช้างที่มีชื่อเสียงอันดับต้นๆ ของเอเชียแห่งนี้แล้ว แขกที่เข้าพักยังสามารถค้นหาประสบการณ์ใหม่ๆ เช่นการออกสำรวจดินแดนสามเหลี่ยมทองคำที่โด่งดัง หรือเดินทางด้วย รอยัล เอนฟิลด์ คลาสสิก สู่พื้นที่เหนือสุดของประเทศ เพื่อเที่ยวดอยที่ขึ้นชื่อว่ามีมนต์ขลังอย่างดอยตุง


การออกเดินทางไปยังสามเหลี่ยมทองคำด้วยรถจักรยานยนต์ที่รีสอร์ทให้บริการ จะทำให้แขกสัมผัสได้ถึงเอกลักษณ์และวัฒนธรรมอันเก่าแก่ของอาณาจักรแห่งนี้ของไทย ซึ่งใกล้กับชายแดนประเทศเมียนมาร์ และยังรวมไปถึงการได้เยี่ยมชมสถานที่สำคัญต่างๆ เช่น พระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่เชียงแสน วัดโบราณอันศักดิ์สิทธิ์ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ในยุคศตวรรษที่ 8, 12 และ 14 การเดินชมตลาดพื้นเมือง และการสัมผัสวิถีชีวิตชาวล้านนาแบบดั้งเดิม

แขกที่เข้าพัก อนันตรา สามเหลี่ยมทองคำ แคมป์ช้าง แอนด์ รีสอร์ท สามารถทำการสำรองจักรยานยนต์ รอยัล เอนฟิลด์ แบบมีรถพ่วงข้าง พร้อมคนขับได้ในราคา 3,000 บาทต่อชั่วโมง สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมสามารถดูได้ที่ www.goldentriangle.anantara.com หรือ โทร. 05 378 4084 และ อีเมล [email protected]


บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ร่วมสนับสนุนการจัดการแข่งขัน 
‘ปริ้นเซส คัพ ไทยแลนด์ 2019’ ต่อเนื่องเป็นปีที่สี่

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย นำโดย มร. อเล็กซานเดอร์ บารากา ประธาน ร่วมกับสมาคมกีฬาขี่ม้าแห่งประเทศไทย นำโดย มร. ฮาราลด์ ลิงค์ นายกสมาคมกีฬาขี่ม้าแห่งประเทศไทยและประธาน 
กลุ่มบริษัท บี.กริม ร่วมเป็นผู้สนับสนุนการแข่งขันกีฬาขี่ม้าระดับประเทศ ‘ปริ้นเซส คัพ ไทยแลนด์ 2019’

เมื่อเร็ว ๆ นี้ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย นำโดย มร. อเล็กซานเดอร์ บารากา ประธาน 
บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ร่วมกับ สมาคมกีฬาขี่ม้าแห่งประเทศไทย สนับสนุนการจัดการแข่งขัน ‘ปริ้นเซส คัพ ไทยแลนด์ 2019’ (Princess Cup Thailand 2019) งานแข่งขันกีฬาขี่ม้าเพื่อเตรียมความพร้อมตัวแทนนักกีฬาไทยในการแข่งขันระดับชาติและนานาชาติ ณ สนามขี่ม้า กองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ แขวงสามเสนใน กรุงเทพฯ

ทั้งนี้ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ได้รับเกียรติให้เป็นผู้จัดเตรียมพาหนะสำหรับเจ้าหน้าที่ในการแข่งขันซึ่งประกอบด้วยรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู 6 รุ่น คือบีเอ็มดับเบิลยู 430i คอนเวอร์ทิเบิล บีเอ็มดับเบิลยู X2 sDrive20i M Sport บีเอ็มดับเบิลยู X3 xDrive20d M Sport บีเอ็มดับเบิลยู X4 xDrive20d M Sport 
บีเอ็มดับเบิลยู X5 xDrive30d M Sport และบีเอ็มดับเบิลยู X7 M50d นอกจากนี้ยังให้บริการอาหารและเครื่องดื่มแก่ผู้เข้าร่วมการแข่งขันและผู้เข้าชมภายในบีเอ็มดับเบิลยู เลานจ์อีกด้วย

จากซ้ายไปขวา : คุณวรรณภา ตั้งบรรยงค์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อมร เพรสทีจ จำกัด, มร. อเล็กซานเดอร์ บารากา ประธาน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย, มร. ฮาราลด์ ลิงค์ นายกสมาคมกีฬาขี่ม้าแห่งประเทศไทยและประธาน กลุ่มบริษัท บี.กริม, มร. กัลดริค ดอนเนอซาน ผู้อำนวยการฝ่ายขายและการตลาด บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย


อาดิดาส Ultraboost 20 นวัตกรรมอวกาศสู่ความสุดยอดของนักกีฬา!

อาดิดาส รันนิ่ง สร้างความฮือฮาอย่างยิ่งใหญ่ในวงการรองเท้าวิ่งอีกครั้ง ด้วยการเปิดตัวรองเท้าวิ่ง Ultraboost 20 เพื่อฉลองการร่วมมือกับ ห้องปฏิบัติการแห่งชาติของสหรัฐ ประจำสถานีอวกาศนานาชาติ (International Space Station U.S. National Lab) ซึ่งผ่านขั้นตอนการผลิตรองเท้าที่สอดคล้องกับหลักการสร้างกระสวยอวกาศ จึงทำให้ทุกชิ้นส่วนของรองเท้าวิ่งอัลตร้าบูสท์ 20 ถูกนำมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานและเพื่อพัฒนาศักยภาพของนักกีฬาขึ้นไปอีกระดับโดยเฉพาะ

รองเท้าวิ่งอัลตร้าบูสท์ 20 ถือเป็นผลลัพธ์ที่มาจากการทดลองและการศึกษาค้นคว้าอย่างจริงจังมานับครั้งไม่ถ้วน รวมถึงการนำเอาความคิดเห็นจากนักวิ่งหลายพันคนมาปรับใช้จนได้ออกมาเป็นรองเท้าวิ่งที่มีคุณสมบัติการตอบสนองและความนุ่มสบายสูงสุด เพื่อให้นักวิ่งทุกคนมีความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยมในการก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง


สำหรับตัวรองเท้าของ
อัลตร้าบูสท์ 20” นั้นได้มีการใช้เทคโนโลยี Tailored Fiber Placement (TFP) ในการทำตัวรองเท้าด้วยวัสดุ Primeknit ซึ่งทำให้การตัดเย็บและการจัดวางโครงสร้างของเส้นใยมีความถูกต้องและแม่นยำในระดับมิลลิเมตร ส่งผลให้รองเท้าคู่นี้มีประสิทธิภาพในการใช้งานในระดับสูงสุดและมีน้ำหนักเบาเป็นพิเศษ เพื่อให้ทุกการยกเท้าขึ้นและวางเท้าลงบนพื้น นักวิ่งทุกคนจะเป็นหนึ่งเดียวกับรองเท้า เพื่อที่จะสามารถปลดปล่อยพลังแห่งบูสท์ออกมาได้อย่างเต็มที่

นอกเหนือจากนี้ นักวิ่งทุกคนยังสามารถยกระดับศักยภาพของตัวเองขึ้นไปอีกหนึ่งขั้นด้วยรองเท้าวิ่งอัลตร้าบูสท์ 20 ที่มี Boost ซึ่งจะเก็บสะสมพลังงานในทุกย่างก้าวและคืนพลังส่งให้นักวิ่งทะยานออกไปข้างหน้า ในขณะเดียวกัน ชิ้นส่วน 3D Heel Frame ก็จะคอยพยุงส้นเท้าเอาไว้อย่างมั่นคง จึงทำให้รองเท้าวิ่งอัลตร้าบูสท์ 20 มีคุณสมบัติการใช้งานที่ผสมผสานกันอย่างสมบูรณ์แบบระหว่างการปรับเข้ากับรูปเท้าในขณะเคลื่อนไหวและการซัพพอร์ทที่ยอดเยี่ยม รวมถึงสุดยอดเทคโนโลยีต่างๆ ดังต่อไปนี้

  • Primeknit with TFPการอัพเกรดครั้งสำคัญจากรองเท้าวิ่งอัลตร้าบูสท์ 19 ซึ่งในรุ่นใหม่นี้จะมีการใช้วัสดุไพรม์นิตและเทคโนโลยี Tailored Fibre Placement ที่ช่วยในการจัดวางเส้นใยได้อย่างแม่นยำในระดับมิลลิเมตร เพื่อให้ตัวรองเท้าสามารถมอบคุณสมบัติการซัพพอร์ทและการปรับเข้ากับรูปเท้าให้แก่ผู้สวมใส่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • Optimized Boostพื้นบูสท์ที่จะคอยกักเก็บพลังงานในทุกย่างก้าวและคืนพลังงานเพื่อส่งแรงกลับไปให้นักวิ่งในการพุ่งทะยานออกไปข้างหน้า
  • Stretchwebพื้นรองเท้าชั้นนอกที่ปรับโครงสร้างและสามารถทำงานร่วมเป็นหนึ่งเดียวกันกับพื้นบูสท์ ซึ่งพื้นรองเท้าชั้นนอกก็มีการใช้วัสดุยางคอนติเนนทัลที่ช่วยเสริมการยึดเกาะกับทุกพื้นผิวในระดับสูงสุดอีกด้วย
  • Torsion Springโครงสร้างด้านในพื้นรองเท้าที่ช่วยเสริมการซัพพอร์ทอย่างมั่นคงในจังหวะที่ลงเท้า พร้อมกับช่วยขับเคลื่อนให้นักวิ่งก้าวต่อไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง

เป็นครั้งแรกที่รองเท้าอัลตร้าบูสท์ได้ผลักดันทุกขีดจำกัดของรองเท้าวิ่งออกไปอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในทุกๆ ครั้งที่มีรุ่นใหม่ออกมาก็จะมีการพัฒนาที่เหนือกว่ารุ่นก่อนอย่างชัดเจน เช่นเดียวกับอัลตร้าบูสท์ 20 ที่เราพัฒนาขึ้นและเอาใจใส่ในการผลิตเป็นพิเศษ เพื่อให้รองเท้าคู่นี้สามารถส่งคืนพลังงานให้กับผู้สวมใส่ได้สูงขึ้น


การผสมผสานและการทำงานร่วมกันระหว่างพื้นบูสท์และตัวรองเท้าที่ทำจากวัสดุไพรม์นิต
ซึ่งมีการใช้เทคโนโลยี Tailored Fibre Placement เข้ามาเสริม นั่นจึงทำให้เราสามารถสรุปได้ว่า รองเท้าคู่นี้มีการตอบสนองในทุกย่างก้าวและมีแรงส่งให้นักวิ่งพุ่งไปข้างหน้า ส่วนการออกแบบที่มีความสวยงามเป็นพิเศษนั้นก็มาจากความร่วมมือระหว่างอาดิดาสกับห้องปฏิบัติการแห่งชาติของสหรัฐ ประจำสถานีอวกาศนานาชาติ ซึ่งแน่นอนว่าในอนาคตก็จะมีผลงานใหม่ๆ ออกมาอีกเป็นจำนวนมาก


ยิ่งไปกว่านั้น
การทำงานร่วมกันระหว่าง อาดิดาส และ สถานีอวกาศนานาชาติ ยังได้ทำให้อาดิดาสได้เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการเตรียมสภาพร่างกายและจิตใจของนักบินอวกาศให้พร้อมต่อการอยู่อาศัยและปฏิบัติภารกิจในอวกาศ และด้วยข้อมูลส่วนนี้ที่นำไปประยุกต์ใช้กับ EXOS ห้องปฏิบัติการระดับโลกที่ศึกษาด้านสมรรถภาพร่างกายของมนุษย์ อาดิดาสจึงสามารถจัดโปรแกรมการออกกำลังกายให้กับนักวิ่งทั่วโลก ซึ่งจะทำให้พวกเขาได้เผชิญหน้ากับความท้าทายต่อตนเอง พร้อมทั้งสัมผัสประสบการณ์การฝึกแบบเดียวกับนักบินอวกาศอีกด้วย ทั้งนี้ ท่านสามารถตรวจสอบโปรแกรมการฝึก “Train Like An Astronaut” ได้ที่ https://bit.ly/2Ow4VJw

รองเท้าวิ่งอัลตร้าบูสท์ 20 จะวางจำหน่ายในจำนวนจำกัด ตั้งแต่วันที่ 6 ธันวาคม 2562 ในราคา 6,500 บาท ที่ อาดิดาส แบรนด์ เซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์, อาดิดาส แบรนด์ เซ็นเตอร์ สยามพารากอน, อาดิดาส สปอร์ต เพอร์ฟอร์แมนซ์, อาดิดาส ออนไลน์ สโตร์ https://www.adidas.co.th/goodbyegravity และร้านค้าอุปกรณ์กีฬาชั้นนำทั่วประเทศ


HUAWEI FreeBuds 3 หูฟังไร้สายรุ่นใหม่ล่าสุดจาก’หัวเว่ย’ในราคาเบาๆ!

ปฏิเสธไม่ได้ว่า หูฟังไร้สายถือเป็นไอเท็มที่ขาดไม่ได้ของคนยุคนี้ ด้วยความสะดวกสบายในการใช้ในชีวิตประจำวัน พกพาง่ายและไม่ต้องกังวลกับสายที่อาจพันกัน มอบความคล่องตัวในทุกขณะ ไม่ว่าจะใส่ออกกำลังกาย ใส่ขับรถ หรือใส่เดินไปมา นอกจากนี้ยังเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย อย่างไรก็ตามหูฟังไร้สายมักมาพร้อมราคาที่น่าปวดใจไม่น้อย


หูฟังจากหลากหลายแบรนด์ดังมีราคาที่สูงลิ่ว ตั้งแต่หลักหลายพันไปจนถึงหมื่นกว่า แต่ล่าสุดหัวเว่ยเปิดตัว HUAWEI FreeBuds 3 ซึ่งนับเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ต้องการหูฟังไร้สายหน้าตาเรียบเก๋ มาพร้อมประสิทธิภาพยอดเยี่ยมในราคาจับต้องได้ บอกเลยว่า HUAWEI FreeBuds 3 มีคุณภาพเทียบเท่าหูฟังตัดเสียงจากแบรนด์อื่น ในราคาที่จับต้องได้ง่ายๆ ไม่ต้องนอนฝันถึง!!!

ดีไซน์เรียบหรูมีให้เลือกทั้งสีขาวและดำ

ดีไซน์ของ HUAWEI FreeBuds 3 เรียบหรู มินิมัล จับถนัดมือ มีให้เลือก 2 สี ขาวและดำ ไม่ว่าจะใช้สมาร์ทโฟนสีอะไรก็เลือกสีให้เข้าสไตล์ได้ไม่ขัด นวัตกรรมการดีไซน์แบบ Open Fit สวยงาม สวมใส่สบาย กระชับแต่ไม่ทำให้ปวดหูด้วยดีไซน์ Dolphin Bionic ตอบโจทย์ทุกกิจกรรมในชีวิตประจำวันอย่างคล่องตัว มาพร้อมกับเคสทรงกลมจับถนัดมือ
HUAWEI FreeBuds 3 อัดแน่นด้วยขุมพลังจากชิปเซ็ตอัจฉริยะ Kirin A1 เชื่อมต่อหูฟังกับสัญญานได้เสถียรไม่มีสะดุดและมีประสิทธิภาพสูงแม้ในสภาพแวดล้อมที่มีคลื่นรบกวนมากมาย เทคโนโลยี Active Noise Cancelling และ Aerodynamic Mic Duct Design ทำหน้าที่ตัดเสียงรบกวนหรือแม้แต่เสียงลมได้ทันใจ ให้การสนทนาราบรื่นทั้งต้นสายและปลายสาย และสามารถปรับระดับของการตัดเสียงได้อย่างง่ายดายผ่านแอป AI Life เมื่อยังต้องการฟังเสียงจากรอบข้าง นอกจากนี้ยังลดอาการหน่วง ให้ภาพและเสียงสมจริงไม่มีสะดุด จึงทำให้รับชมภาพยนตร์หรือเล่นเกมได้อย่างปราศจากการรบกวน


HUAWEI FreeBuds 3 ให้คุณภาพเสียงคมชัดดุจสตูดิโอ ด้วยไดร์เวอร์ไดนามิกขนาด 14 มม.      ทำให้ส่งมอบเสียงต้นฉบับได้อย่างสมบูรณ์แบบ และเสียงเบสเน้นๆ เพิ่มอรรถรสในการฟังเพลงได้คมชัดเสมือนอยู่ในสตูดิโอ


HUAWEI FreeBuds 3 สามารถชาร์จได้ด้วย USB-C และรองรับการชาร์จไร้สายผ่านอุปกรณ์ชาร์จไร้สาย หรือ HUAWEI Reverse Charging ผ่านสมาร์ทโฟนของหัวเว่ย ชาร์จ 1 ครั้งใช้ได้ถึง 4 ชั่วโมง และใช้ได้ถึง 20 ชั่วโมงเมื่อใช้พร้อมกับ Charging Case

ราคาคิวท์ๆ แบบเห็นแล้วใจสั่น

หูฟังแบบ Earbuds ในตลาดตอนนี้ ถ้าพูดถึงสเปคและความคุ้มค่าแล้ว ต้องมอบมงให้กับ HUAWEI FreeBuds 3 เพราะมาในราคาน่ารักจับต้องได้เพียง 4,990 บาท ห้าพันยังมีเงินทอน! เห็นอย่างนี้แล้ว ผู้ที่รักในความสะดวกสบาย ดีไซน์เรียบหรูที่มาพร้อมกับราคาที่เข้าถึงได้ สามารถไปจับจอง HUAWEI FreeBuds 3 ได้ หัวเว่ยแบรนด์ช็อปและร้านตัวแทนจำหน่ายที่ร่วมรายการทั่วประเทศ


ฮุนได เปิดตัว เอชวัน ใหม่ ชูแคมเปญ “ความสุขของครอบครัวสำคัญที่สุด”

บริษัท ฮุนได มอเตอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด แนะนำรถยนต์อเนกประสงค์ เอชวัน และแกรนด์ สตาร์เร็กซ์ รุ่นปรับโฉมใหม่ปี 2020 เปิดตัวและรับจองครั้งแรกในงาน มหกรรมยานยนต์ 2019

ฮุนได เอชวัน และแกรนด์ สตาร์เร็กซ์ รุ่นปี 2020 ได้รับการปรับโฉม ทั้งภายนอกและภายใน ภายใต้แนวคิด ทันสมัยและพรีเมี่ยม รวมทั้งยังเพิ่มและปรับปรุงอุปกรณ์อำนวยความสะดวกอื่น ๆ เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายและความสุขให้กับทุกการเดินทาง

ฮุนได เอชวัน และแกรนด์ สตาร์เร็กซ์ รุ่นปี 2020 ได้รับการดีไซน์กระจังหน้าด้วยการเพิ่มรายละเอียดให้มีมิติมากขึ้น เพิ่มความสปอร์ตอเนกประสงค์ด้วยชุดแต่งโครเมี่ยมดีไซน์ใหม่รอบคัน ไฟหน้าแบบโปรเจคเตอร์เลนส์ และไฟวิ่งเวลากลางวัน พร้อมล้ออัลลอยขนาด 16 นิ้วและขนาด 17 นิ้ว ดีไซน์ใหม่ ให้ความลงตัวได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ส่วนภายใน ได้มีการเพิ่มอุปกรณ์เพื่อความสะดวกและความบันเทิง รวมทั้งเพิ่มฟังค์ชั่นการเชื่อมต่อ Apple CarPlay การรองรับ USB/HDMI และ Mirror Link ของจอ LCD ในส่วนห้องผู้โดยสาร ระบบการชาร์จโทรศัพท์มือถือแบบไร้สาย และที่ชาร์จอุปกรณ์สื่อสารอื่นๆ ระหว่างการเดินทาง เบาะตำแหน่งที่นั่งคนขับ ปรับความเย็นและอุ่นได้

ฮุนได เอชวัน และแกรนด์ สตาร์เร็กซ์ มาพร้อมกับเครื่องยนต์ดีเซลประสิทธิภาพสูง ขนาด 2.5 ลิตร พร้อมระบบ คอมมอน เรล ไดเร็ค อินเจ็คชั่น  ให้กำลังสูงสุด 175 แรงม้า ที่แรงบิด 441 นิวตันเมตร ตอบสนองการขับขี่ได้ดั่งใจ ขับง่ายเพราะรัศมีวงเลี้ยวที่แคบสุดเพียง 5.6 เมตร และขนาดความสูงของรถยนต์ที่ 1.9 เมตร ทำให้ไม่ต้องกังวลเมื่อต้องเดินทางเข้า- ออก อาคารที่จอดรถ พร้อมระบบความปลอดภัยและอำนวยความสะดวก ไม่ว่าจะเป็น Smart View Monitor กล้องมองรอบทิศทาง เพิ่มความมั่นใจมากขึ้นโดยเฉพาะเมื่อต้องขับหรือจอดในบริเวณที่แคบ

นอกจากนี้ ยังมีถุงลมนิรภัยทั้งด้านหน้า และด้านข้าง ปกป้องผู้โดยสารด้านหน้า และระบบควบคุมเสถียรภาพ ESP และระบบเบรค ABS ที่ให้ความมั่นใจได้ทุกการขับขี่ และพิเศษในรุ่นแกรนด์ สตาร์เร็กซ์ ได้มีการปรับปรุงระบบช่วงล่างใหม่ เพิ่มความนุ่มนวล มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ เอชวัน รุ่นอีลิท ยังมีสีใหม่ เทา กราฟไฟต์ Steel Graphite และรุ่นทัวริ่ง ยังได้เพิ่มสีดำ Timeless Black และล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่เป็นอุปกรณ์มาตรฐานให้อีกด้วย

ในส่วนของแคมเปญการสื่อสาร ของเอชวัน รุ่นปี 2020 บริษัท ฯ ได้เปิดตัว แคมเปญ การสื่อสาร ใหม่ “เพราะความสุขของครอบครัวสำคัญที่สุด” ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากการสำรวจการใช้งานของลูกค้าที่เลือกใช้รถยนต์รุ่นนี้ การเล่าเรื่องผ่านภาพยนตร์และภาพถ่ายโฆษณา เป็นการจำลองสถานการณ์ของบรรยากาศการใช้งานและความรู้สึกจริงๆ ของลูกค้า


ลูกค้าที่เลือกใช้รถยนต์เอชวันสามารถใช้เวลาร่วมกันอย่างมีความสุข ความต้องการเดินทางด้วยกันทั้งครอบครัว แบ่งปันช่วงเวลาดี ๆ ด้วยกันตลอดการเดินทาง โดยเฉพาะเมื่ออยู่บนรถ เพราะรถยนต์เอชวัน ไม่เพียงแต่เป็นพาหนะที่พาทุกคนไปถึงที่หมายได้อย่างปลอดภัย แต่เอชวัน ยังเป็นรถยนต์ที่ให้พื้นที่ในการใช้เวลาและแชร์ความสุขได้ตลอดการเดินทาง

แม้ว่าฮุนได เอชวัน จะได้รับความนิยมเป็นอย่างสูงและมียอดขายสูงสุดในกลุ่มรถยนต์อเนกประสงค์ขนาดใหญ่เป็นเวลาติดต่อกันหลายปี แต่การพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อเพิ่มความสะดวก และความคุ้มค่าให้กับผู้บริโภคเป็นเรื่องสำคัญมากที่ฮุนไดใส่ใจมากที่สุด ดังนั้น รถยนต์ฮุนได เอชวัน และ แกรนด์ สตาร์เร็กซ์ รุ่นปรับโฉมใหม่ปี 2020 ที่มีการออกแบบและเพิ่มอุปกรณ์หลายอย่างแต่จะไม่มีการปรับเพิ่มราคาจากรุ่นเดิม (รายละเอียดราคาในแต่ละรุ่น ตามเอกสารแนบ) ถือเป็นการขอบคุณลูกค้าที่ให้ความไว้วางใจและเชื่อมั่นในคุณภาพของเอชวัน ตลอดระยะเวลากว่าสิบปี

ลูกค้าที่สนใจ สามารถชมและทดลองขับฮุนได เอชวัน และแกรนด์ สตาร์เร็กซ์ รุ่นปี 2020 ได้แล้ว ที่งานไทยแลนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์ เอ็กซ์โป และโชว์รูมฮุนได ทั่วประเทศ

ฮุนได เอชวัน และแกรนด์ สตาร์เร็กซ์ ใหม่ มีสีตัวถังให้เลือกในแต่ละรุ่นย่อย ดังนี้

  • H-1 Touring ราคา 1,329,000 บาท มี 2 สี สีดำไทม์เลสแบล็ก (สีใหม่), สีไฮเปอร์เมทัลลิก
  • H-1 Elite ราคา 1,529,000 บาท มี 3 สี สีไฮเปอร์เมทัลลิก, สีดำไทม์เลสแบล็ก, สีเทา กราฟไฟต์ (สีใหม่)
  • H-1 Deluxe ราคา 1,729,000 บาท มี 3 สี สีไฮเปอร์เมทัลลิก, สีดำไทม์เลสแบล็ก, สีน้ำตาลแทนบราวน์

**********

  • Grand Starex Premium ราคา 2,349,000 บาท
  • Grand Starex VIP ราคา 2,349,000 บาท
  • ใน 2 รุ่นนี้มี 3 สี สีขาวอาร์ติกไวท์, สีไฮเปอร์เมทัลลิก, สีดำไทม์เลสแบล็ก

“ฮอนด้า ซิตี้ ใหม่” เจเนอเรชันที่ 5 ใหม่หมดจดทุกซอกมุม…กระชากทุกสายตา!

มาแล้ว! ตามคำเรียกร้อง ฮอนด้า ซิตี้ใหม่ เจเนอเรชั่นที่ 5 ที่เปิดตัวครั้งแรกในโลกที่ประเทศไทย ฮอนด้า ซิตี้ใหม่ มาพร้อมรูปลักษณ์ที่ดูสปอร์ตหรูหราทั้งดีไซน์ภายนอก และภายในห้องโดยสาร เรียกว่าหรูหราเกินคลาสก็ว่าได้ และที่สำคัญยังวางเครื่องยนต์ใหม่ขนาด 1.0 ลิตร เทอร์โบ VTEC TURBO 122 แรงม้า ที่ทรงพลังและให้อัตราการประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยม ครบครันด้วยเทคโนโลยีเพื่อความสะดวกสบายและเทคโนโลยีความปลอดภัยอันล้ำสมัย

ฮอนด้า ซิตี้ ใหม่ มาพร้อมดีไซน์ภายนอกที่สปอร์ตและสง่างาม สะกดทุกสายตาด้วยเส้นสายที่เฉียบคม
โดดเด่นด้วยไฟหน้าแบบโปรเจคเตอร์พร้อมไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวันแบบ LED และไฟท้ายแบบ LED กระจังหน้าแบบโครเมียม เสาอากาศแบบครีบฉลาม และล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่ขนาด 15 นิ้ว

ภายในห้องโดยสารเปลี่ยนทุกสุนทรียภาพให้กว้างขวางกว่าที่เคย ด้วยการออกแบบพื้นที่ให้สอดคล้องกับสรีระ เพื่อความสะดวกสบายในทุกที่นั่งทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสาร มาพร้อมความหรูหราและสวยงามยิ่งขึ้นในโทน
สีดำ หรือเบาะหนังและภายในสีทูโทน ไอเวอรี่/ดำ (เฉพาะรุ่น SV) คอนโซลหน้าแบบ Piano Black มือจับเปิดประตูด้านในตกแต่งโครเมียม

ตอบสนองทุกการขับขี่ด้วยฟังก์ชันการใช้งานระดับพรีเมียม อาทิ มาตรวัดเรืองแสงพร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่ ระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว แบบ Advanced Touch รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay และระบบสั่งการด้วยเสียง SIRI พวงมาลัยแบบมัลติฟังก์ชัน พร้อมปุ่มควบคุระบบเครื่องเสียงและปุ่มรับ-วางสายโทรศัพท์ ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ เป็นต้น

ครั้งแรกกับ ฮอนด้า ซิตี้ ใหม่ รุ่น RS ที่เปลี่ยนมุมมองรถซิตี้คาร์ให้สปอร์ตหรูหรามากกว่าที่เคย ด้วยชุดแต่งสไตล์สปอร์ตแบบ RS รอบคัน โดดเด่นด้วยกระจังหน้าแบบ Gloss Black และสัญลักษณ์ RS มาพร้อมกันชนหน้าและกระจังหน้าสไตล์สปอร์ต ไฟหน้าดีไซน์ใหม่แบบ LED พร้อมไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวันแบบ LED ไฟตัดหมอกแบบ LED

กระจกมองข้างสีดำแบบสปอร์ตพร้อมไฟเลี้ยวในตัว สปอยเลอร์หลังแบบ Gloss Black พร้อมสัญลักษณ์ RS และล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ตขนาด 16 นิ้ว ภายในห้องโดยสารสะท้อนความสปอร์ตยิ่งขึ้น
ด้วยเบาะหนังกลับดีไซน์ใหม่ตกแต่งด้วยด้ายสีแดง พร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่ พร้อมมาตรวัดเรืองแสง
สีแดง และดึงดูดทุกสายตาด้วยสีภายนอกใหม่ สีแดงอิกไนต์ (Ignite Red) เฉพาะรุ่น RS

ท้าทายข้อจำกัดทุกการขับขี่ด้วยขุมพลังเทอร์โบใหม่ เครื่องยนต์ 1.0 ลิตร DOHC VTEC TURBO 3 สูบ 
12 วาล์ว มาพร้อม Turbo Charger ที่อัดอากาศเข้าสู่ห้องเผาไหม้ของเครื่องยนต์ได้เร็วขึ้น ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเผาไหม้ได้อย่างรวดเร็ว ให้กำลังสูงสุด 122 แรงม้า ที่ 5,500 รอบต่อนาที ตอบสนองได้ทันใจด้วยแรงบิดสูงสุด 173 นิวตัน-เมตร ที่ 2,000 – 4,500 รอบต่อนาที ให้สมรรถนะการขับขี่ที่เหนือกว่าเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร (เมื่อเทียบกับรุ่นเดิม) และแรงบิดเทียบเท่าเครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร

ระบบเกียร์อัตโนมัติอัตราทดแปรผันต่อเนื่อง (CVT) ให้อัตราเร่งและอัตราการประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยมสูงถึง 23.8 กิโลเมตร/ลิตร ตอบสนองทุกการขับขี่ด้วยระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัยแบบ 7 สปีด สะดวกสบายด้วยระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ โดยเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตามมาตรฐานไอเสียยูโร 5 (EURO 5) 
ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ 99 กรัม/กิโลเมตร และสามารถรองรับน้ำมัน E20 ได้อีกด้วย

เพิ่มความมั่นใจในทุกการขับขี่ด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยอันล้ำสมัย ด้วยโครงสร้างตัวถังนิรภัย 
G-Force Control หรือ G-CON ปกป้องห้องโดยสารจากการชนรอบทิศทางด้วยถุงลม 6 ตำแหน่ง ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก (ABS) พร้อมระบบกระจายแรงเบรก (EBD) ระบบช่วยควบคุมการทรงตัวขณะเข้าโค้ง (Vehicle Stability Assist – VSA) ระบบช่วยการออกตัวขณะอยู่บนทางลาดชัน (Hill Start Assist – HSA) และกล้อง
ส่องภาพด้านหลังปรับมุมมองได้ 3 ระดับ (Multi-angle Rearview Camera)

ฮอนด้า ซิตี้ ใหม่ มีให้เลือกทั้งหมด 4 รุ่น ได้แก่

  • รุ่น RS ราคา 739,000 บาท
  • รุ่น SV ราคา 665,000 บาท
  • รุ่น V ราคา 609,000 บาท
  • รุ่น S ราคา 579,500 บาท

ฮอนด้า ซิตี้ ใหม่ มีให้เลือกทั้งหมด 6 สี ได้แก่ สีใหม่ สีแดงอิกไนต์ (เมทัลลิก) เฉพาะรุ่น RS / สีขาวแพลทินัม (มุก) เฉพาะรุ่น RS และรุ่น SV / สีดำคริสตัล (มุก) / สีเงินลูนาร์ (เมทัลลิก) / สีเทาโมเดิร์นสตีล (เมทัลลิก) และสีขาวทาฟเฟต้า เฉพาะรุ่น V และรุ่น S โดยมาพร้อมข้อเสนอพิเศษ สำหรับลูกค้าที่จอง ฮอนด้า ซิตี้ ใหม่ ตั้งแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน 2562 – 31 ธันวาคม 2562 และรับรถภายในวันที่ 31 มกราคม 2563 รับนาฬิกา Fitbit Smart Tracker รุ่น Charge 3 สี Graphite/Black  มูลค่า 6,490 บาท

เสริมความสปอร์ตในสไตล์คุณไปอีกขั้นด้วยชุดอุปกรณ์ตกแต่งโมดูโล (Modulo) รอบคัน ที่มาพร้อมกับ
แนวคิด “Stage Up Booster” โดยมีไอเท็มอุปกรณ์ตกแต่งให้เลือกอย่าง

  • สปอยเลอร์หลังพร้อมไฟเบรก ราคา 8,150 บาท
  • แป้นคันเร่งและเบรกดีไซน์สปอร์ต ราคา 1,300 บาท
  • คิ้วบันได LED ราคา 4,400 บาท
  • ล้ออัลลอยขนาด 
15 นิ้วลายสปอร์ต ราคา 3,600 บาท (ราคาต่อ 1 วง ไม่รวมยาง)
  • ไฟตัดหมอกแบบ LED ราคา 5,500 บาท และกล้องหน้ารถ ราคา 3,850 บาท

นอกจากนี้ยังมีให้เลือกในรูปแบบแพ็กเกจ ทั้งหมด 3 แพ็กเกจ ได้แก่

  • Modulo Aero Package ราคา 15,500 บาท ประกอบด้วย สเกิร์ตหน้า แบบ 2 ชิ้น สเกิร์ตข้าง และสเกิร์ตหลัง แบบ 2 ชิ้น
  • Modulo Aero RS Package ราคา 17,900 บาท ประกอบด้วย สเกิร์ตหน้า แบบ 2 ชิ้น สเกิร์ตข้าง และ สเกิร์ตหลัง แบบ 2 ชิ้น
  • Modulo Aero Sport Package ราคา 23,500 บาท ประกอบด้วย สเกิร์ตหน้า แบบ 2 ชิ้น สเกิร์ตข้าง สเกิร์ตหลัง แบบ 2 ชิ้น และ สปอยเลอร์หลังพร้อมไฟเบรก

ลูกค้าที่สนใจสามารถสัมผัส ฮอนด้า ซิตี้ ใหม่ ได้ที่บูทฮอนด้า (A14) ในงานมหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 36 (The 36th Thailand International Motor Expo 2019) ตั้งแต่วันที่ 29 พฤศจิกายน – 10 ธันวาคม 2562 
ณ อาคารชาเลนเจอร์ฮอลล์ 2 อิมแพ็ค เมืองทองธานี และพบกับ ฮอนด้า ซิตี้ ใหม่ ได้ที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2562 เป็นต้นไป ทั้งนี้ สามารถสอบถามข้อมูลจากที่ปรึกษาการขายได้ที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ หรือศูนย์บริการข้อมูลฮอนด้า 24 ชั่วโมง โทร 0 2341 7777 หรืออ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.honda.co.th/city โดยสามารถลงทะเบียนเพื่อทดลองขับผ่าน www.honda.co.th/testdrive

หมายเหตุ:

  • อุปกรณ์มาตรฐาน อาจแตกต่างกันในแต่ละรุ่น
  • สีขาวแพลทินัม (มุก) เพิ่ม 10,000 บาท และ สีดำคริสตัล (มุก) เพิ่ม 6,000 บาท
  • ราคาแพ็กเกจชุดแต่งโมดูโล ไม่รวม VAT 7%
  • รายละเอียดอุปกรณ์ตกแต่งเพิ่มเติม สามารถอ่านได้จาก hondaaccess.co.th/line-up/honda-city
  • ข้อเสนอพิเศษสำหรับ ฮอนด้า ซิตี้ ใหม่ เป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนด

บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย ตอกย้ำความ JOY ในปี 2563 ด้วยประสบการณ์ใหม่ที่มากกว่าการขับขี่!

บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย สานต่อแคมเปญ ‘JOY is BMW’ หรือเรียกสั้นๆ ง่ายๆ อย่างเป็นกันเองว่า ‘JOY’ โดยมุ่งสร้างสุดยอดประสบการณ์เหนือระดับผ่านโปรแกรม The Ultimate JOY Experience (ดิ อัลติเมท จอย เอ็กซ์พีเรียนซ์) อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เจ้าของรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูไม่ว่าจะเป็นรุ่นใด ได้ร่วมเปิดประสบการณ์ที่ยากจะมีใครได้สัมผัส ครบครันทั้งกิจกรรมไลฟ์สไตล์ในประเทศ และทริปต่างประเทศสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ล่าสุด บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย พร้อมสร้างความเร้าใจครั้งใหม่กับการพลิกโฉม JOY ด้วยกิจกรรมใหม่สุดพิเศษตลอดปี 2563 นี้ที่พร้อมเชื่อมโยงลูกค้าและแบรนด์เข้าไว้ด้วยกันคุณเศรษฐิพงศ์ อนุตรโสตถิ ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายการตลาด บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย เผยว่า ‘JOY’ คือตัวตนของบีเอ็มดับเบิลยู ซึ่งเป็นโฟกัสของแบรนด์ที่มุ่งเน้นการสร้างสุนทรียภาพในการขับขี่ด้วยเทคโนโลยีวิศวกรรมยานยนต์ที่ล้ำสมัย ควบคู่ไปกับดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ ดังนั้น JOY จึงเปรียบดั่งหัวใจของแบรนด์ที่แทรกซึมและขับเคลื่อนทุก ๆ สิ่งที่เราทำ เพราะเราไม่ได้สร้างแค่รถยนต์ แต่เราสร้างความรู้สึกที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า และตอนนี้เรามุ่งเน้นสร้างความ JOY ที่เหนือไปกว่าการขับขี่ด้วยประสบการณ์ไลฟ์สไตล์อันหลากหลายที่คัดสรรมาให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นสายท่องเที่ยว สายกินดื่ม ผู้ที่ชอบเล่นกีฬา รักสุขภาพ ขาช้อป หรือคนรักเสียงเพลงและความบันเทิง เชื่อว่าครบและตอบโจทย์ทุกคนอย่างแน่นอน”


“ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา โปรแกรม
The Ultimate JOY Experience โดดเด่นและแตกต่างจากโปรแกรมสิทธิประโยชน์อื่น ๆ เพราะรูปแบบของโปรแกรมที่ไม่ใช่การคืนกำไรหรือมุ่งหวังด้านการขาย แต่เปิดกว้างให้ทุกคนมีสิทธิ์เข้าร่วมได้ ไม่ว่าคุณจะเป็นเจ้าของบีเอ็มดับเบิลยูรุ่นใดก็ตาม เราสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดเป็นแบรนด์แพลตฟอร์มที่เปิดให้เจ้าของรถยนต์ BMW ได้เข้ามาสัมผัสความ JOY ในรูปแบบของ BMW อย่างใกล้ชิด ผ่านกิจกรรมไลฟ์สไตล์ต่าง ๆ ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเราได้เชื่อมโยงแบรนด์และลูกค้ากว่า 20,000 คนเข้าไว้ด้วยกัน ให้ทุกคนได้มีโอกาสร่วมกันลองทำสิ่งใหม่ ๆ รวมถึงประสบการณ์พิเศษหาได้ยากมีแค่ที่บีเอ็มดับเบิลยูเท่านั้น และเป็นประสบการณ์ที่สะท้อนแนวคิดยุคใหม่ที่ว่า Experience is the new luxury” คุณเศรษฐิพงศ์ กล่าวเสริม


สำหรับปี 2563 บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย ได้เตรียมกิจกรรมที่น่าสนใจภายใต้โปรแกรม “The Ultimate JOY Experience” ไว้มากมาย เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจได้ว่าการเข้ามาสัมผัสโลกของบีเอ็มดับเบิลยูนั้นมอบทั้งความสุขและสิทธิประโยชน์เหนือชั้นตลอดทั้งปี โดยเปิดศักราชใหม่ด้วยทริปล่าแสงเหนือ JOY GO ///M ON ICE 2020 – Arjeplog ที่หลายคนรอคอย


ผู้เข้าร่วมจะได้ท้าทายทักษะการขับขี่ด้วยการขับรถบีเอ็มดับเบิลยู
M4 Competition และ M2 Competition บนพื้นทะเลสาบน้ำแข็งในประเทศสวีเดน จากนั้นเรียกน้ำย่อยต่อด้วยทริปตะลุยหิมะ JOY GO ICE DRIVING EXPERIENCE – Rovaniemi ณ เมืองโรวานีมี ประเทศฟินแลนด์ หรือลองซิ่งบนสนามแข่งระดับตำนานกับทริป JOY GO ///M ON TRACK 2020 – Nürburgring และ JOY GO xVENTURE – Namibia การผจญภัยสุดตื่นตาที่ให้ทุกคนเพลิดเพลินไปกับการขับบีเอ็มดับเบิลยู X3 ใหม่ในระยะทางกว่า 1,300 กิโลเมตร และท่องซาฟารีชมวิถีชีวิตสัตว์ป่า


ส่วนผู้ที่ชื่นชอบการเล่นกีฬาเป็นชีวิตจิตใจก็มีกิจกรรมหลากหลายรูปแบบให้เลือกสรร ไม่ว่าจะเป็นทริปโชว์วงสวิง JOY GO GOLF – Pebble Beach ตีตามรอยโปรกอล์ฟ ณ สนามกอล์ฟเพบเบิลบีชในตำนานที่แคลิฟอร์เนีย และในปี 2564 ก็จะเดินสายไปที่สนามกอล์ฟ เซ็นต์ แอนดรูวส์อันเก่าแก่ในสกอตแลนด์ หรือใครที่รักการวิ่งก็สามารถมาร่วมพิชิตมาราธอนระดับโลก
JOY GO MARATHON – #MissionBerlin 2020 ได้


สำหรับแฟน ๆ มอเตอร์สปอร์ต บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทยก็ได้คัดเลือกโปรแกรมกีฬาท้าความเร็วไว้ให้ทุกคนได้ไปเกาะขอบสนามดูอย่างใกล้ชิด เช่น
JOY GO DTM – Hockenheimring รายการแข่งรถยอดนิยม ณ ประเทศเยอรมนี JOY GO FESTIVAL OF SPEED – Goodwood เทศกาลสำหรับคนรักความเร็วสุดคลาสสิค ที่สหราชอาณาจักร หรือ JOY GO FORMULA E การแข่งขันรถพลังงานไฟฟ้าที่กำลังมาแรง


นอกจากนี้สมาชิกยังสามารถเพลิดเพลินไปกับกิจกรรมในประเทศหลากหลายรูปแบบ ทั้งกิจกรรมปั่นจักรยาน วิ่ง ฟุตบอล กิจกรรมเพื่อสังคม รวมถึง
BMW Driving Experience ซึ่งได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง และความพิเศษอื่นๆ จากบีเอ็มดับเบิลยูและพาร์ทเนอร์ อาทิ ประสบการณ์เลิศรสกับเชฟระดับมิชลินสตาร์ การเลือกซื้อคอลเล็กชันใหม่ล่าสุดของแบรนด์ดังก่อนใครแบบเอ็กซ์คลูซีฟ กิจกรรมพิเศษสำหรับครอบครัว และอื่น ๆ อีกมากมาย


“อีกหนึ่งไฮไลท์ของกิจกรรมในปีหน้าก็คือ
JOY GO COACHELLA – California ที่จะพาลูกค้าบีเอ็มดับเบิลยูไปร่วมสัมผัส Coachella Valley Music and Arts Festival เทศกาลดนตรีกลางแจ้งระดับโลกสุดยิ่งใหญ่ด้วยบัตร Artist Guest สุดเอ็กซ์คลูซีฟที่เข้าได้ถึงพื้นที่วีไอพีหลังเวที และไม่มีจำหน่ายทั่วไป ทั้งยังจะได้สนุกไปกับการแสดงจากศิลปินแถวหน้าหลากหลายแนวเพลง เป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ชีวิตที่ไม่อยากให้คุณพลาด ทั้งนี้บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทยได้ปรับระบบจองแบบใหม่สำหรับทริปต่างแดนในปีหน้า ด้วยการให้ลูกค้าสามารถวางมัดจำได้ก่อน ทำให้เตรียมจองไป JOY กันได้สะดวกมากขึ้น” คุณเศรษฐิพงศ์ กล่าวปิดท้าย


โดยในปี 2563 นี้ บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทยยังคงร่วมมือกับพันธมิตรในภาคธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น กล้องและอุปกรณ์
GoPro, ยางรถยนต์บริดจสโตน, บริดจสโตนกอล์ฟ, สถานีโทรทัศน์กีฬากอล์ฟ 24 ช.ม. Golf Channel, ผู้จำหน่ายอุปกรณ์กอล์ฟ Niche, สเปเชียลตี้สโตร์กีฬาวิ่งครบวงจร REV RUNNR, แบรนด์กีฬาชั้นนำ Under Armour, ผู้นำเข้าและจำหน่ายจักรยาน Specialized, บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) และผู้ให้บริการด้านการท่องเที่ยวแนวใหม่ Travel creation เพื่อร่วมกันรังสรรค์ทริปและประสบการณ์อันทรงคุณค่าให้แก่ลูกค้า


เจ้าของรถบีเอ็มดับเบิลยูทุกท่านสามารถร่วมสัมผัสสุดยอดประสบการณ์เหนือระดับ พร้อมสิทธิพิเศษหลากหลายสำหรับทุกไลฟ์สไตล์จากโปรแกรม
The Ultimate JOY Experience ตลอดทั้งปี ไม่มีวันหมดอายุ โดยสามารถรับชมความพิเศษของประสบการณ์ JOY ได้ที่ https://bit.ly/2KiYua6 สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถลงทะเบียนเป็นสมาชิกฟรีได้ที่ www.BMWultimateJOY.com หรือติดตามข่าวสารได้ที่ https://www.facebook.com/bmwultimatejoy


ซัมซุง เปิดตัว กาแลคซี่ วอทช์ แอคทีฟ 2 เพื่อนคู่กายในการดูแลสุขภาพ พร้อมมอบไลฟ์สไตล์การเชื่อมต่ออย่างแท้จริง

ซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ เปิดตัว กาแลคซี่ วอทช์ แอคทีฟ 2 (Galaxy Watch Active2) สมาชิกใหม่ล่าสุดของกลุ่มผลิตภัณฑ์สวมใส่ในตระกูลกาแลคซี่ ถูกออกแบบมาเพื่อตอบรับและเติมเต็มการใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งสามารถปรับแต่งให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้ได้อย่างลงตัว ช่วยยกระดับการดูแลสุขกาพและมอบประสบการณ์แบบไร้รอยต่อที่แท้จริง

ซัมซุง กาแลคซี่ วอทช์ แอคทีฟ 2 ช่วยให้ผู้ใช้สามารถบรรลุเป้าหมายในการดูแลสุขภาพอย่างการออกกำลังกาย หรือการพักผ่อนได้อย่างง่ายดาย อีกทั้งยังคอยบันทึกกิจวัตรและแสดงข้อความต่างๆ ไปจนถึงส่งคำแจ้งเตือนออกไปเมื่อตรวจจับได้ถึงการล้มหรือกระแทก นอกจากนี้ กาแลคซี่ วอทช์ แอคทีฟ 2 ยังช่วยเติมเต็มไลฟ์สไตล์ของผู้สวมใส่ด้วยดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ เรียบหรู และสามารถปรับแต่งให้ลงตัวกับความต้องการได้

 

เพื่อนคู่กายในการดูแลสุขภาพที่สมบูรณ์แบบ

กาแลคซี่ วอทช์ แอคทีฟ 2 เปรียบเสมือนผู้ช่วยที่คอยแนะนำการดูแลสุขภาพ ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกที่เป็นประโยชน์ เพื่อให้สามารถนำไปปรับใช้ตามกิจวัตรของตัวเองได้ ทั้งในด้านการรับประทานอาหาร ออกกำลังกาย การพักผ่อน เป็นต้น

สำหรับการออกกำลังกายนั้น กาแลคซี่ วอทช์ แอคทีฟ 2 สามารถติดตามรูปแบบการออกกำลังกายได้กว่า 39 แบบ โดยมาพร้อมโหมดตรวจจับอัตโนมัติได้ถึง 7 แบบ ได้แก่ วิ่ง, เดิน, ปั่นจักรยาน, ว่ายน้ำ, กรรเชียงบก (Rowing Machine), เครื่องเดินวงรี (Elliptical Machine) และการเคลื่อนไหวร่างกายอื่นๆ อีกทั้งมาพร้อมฟีเจอร์ Running Coach รูปแบบใหม่ สามารถติดตามเพซการวิ่งได้แบบเรียลไทม์และสนุกยิ่งขึ้นกับโปรแกรมการวิ่งที่หลากหลายถึง 7 แบบ

กาแลคซี่ วอทช์ แอคทีฟ 2 ติดตั้งเซ็นเซอร์ชุดใหม่ที่ด้านหลังของตัวเรือน ช่วยเพิ่มความเร็วในการตรวจจับความเคลื่อนไหว สามารถแสดงผลได้แบบเรียลไทม์เพื่อมอบประโยชน์สูงสุดในการดูแลสุขภาพ นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับอัลกอริทึมวิเคราะห์การนอนที่ละเอียดถึง 4 ระดับ ช่วยส่งเสริมสุขภาพการพักผ่อนให้ดียิ่งขึ้น สามารถฟื้นฟูร่างกายขณะหลับเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับวันต่อไป

ดีไซน์ที่เติมเต็มการใช้งาน ตอบสนองทุกไลฟ์สไตล์

กาแลคซี่ วอทช์ แอคทีฟ 2 ได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถันเพื่อมอบทั้งดีไซน์ที่สวยงามและตอบโจทย์ทุกความต้องการ โดยมาในหน้าปัด 2 ขนาด ได้แก่ 44 มม. และ 40 มม. และวัสดุตัวเรือนทั้งแบบอลูมิเนียมที่มีน้ำหนักเบา มาพร้อมสายสปอร์ต (ยางฟลูออโรอีลาสโตเมอร์) และตัวเรือนสแตนเลสสุดพรีเมี่ยม ที่มาพร้อมกับสายหนัง ด้วยรูปแบบหน้าปัดและสายนาฬิกาที่หลากหลาย สมาร์ทวอทช์รุ่นนี้จึงสามารถปรับแต่งลูกเล่นและดีไซน์ต่างๆ ได้ตามไลฟ์สไตล์ของผู้สวมใส่

สำหรับสมาร์ทวอทช์รุ่นนี้ กรอบหน้าปัดนาฬิกาหมุนได้อันเป็นเอกลักษณ์ได้ถูกพัฒนาให้เป็นระบบสัมผัส สามารถใช้งานแอปพลิเคชั่นต่างๆ โดยแตะและหมุนที่ขอบจอได้ทั้งทิศตามเข็มและทวนเข็มนาฬิกา เพิ่มความคล่องตัวและสะดวกยิ่งขึ้น เป็นการเพิ่มพื้นที่การใช้งานหน้าจอ Super AMOLED ดีไซน์โค้งได้เต็มประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ซึ่งฟีเจอร์นี้สามารถทำงานร่วมกับ One UI รูปแบบใหม่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ มอบประสบการณ์การใช้งานที่ง่าย ชัดเจน และเป็นธรรมชาติ

 

มากไปกว่านั้น ผู้ใช้กาแลคซี่ วอทช์ แอคทีฟ 2 สามารถปรับแต่งหน้าปัดของนาฬิกาให้เข้ากับเครื่องแต่งกายในแต่ละวันได้ด้วยฟีเจอร์ My Style[1] ในแอปพลิเคชัน Galaxy Wearable เพียงถ่ายภาพชุดที่ใส่จากสมาร์ทโฟน อัลกอริทึมตรวจจับสีบน My Style จะนำเสนอดีไซน์หน้าปัดที่เข้ากับสีและลายของชุดให้เลือกเปลี่ยนถึง 5 แบบ สามารถเลือกแมทช์กับสไตล์ของตัวเองได้ในแต่ละวันหรือบันทึกแพทเทิร์นเหล่านั้นไว้ใช้ต่อไปได้

 

ยกระดับไลฟ์สไตล์การเชื่อมต่อที่ราบรื่น ด้วยผลิตภัณฑ์ในตระกูลกาแลคซี่

กาแลคซี่ วอทช์ แอคทีฟ 2 ช่วยให้การเชื่อมต่อในชีวิตประจำวันสะดวกยิ่งขึ้นแม้อยู่ระหว่างการเดินทาง สำหรับรุ่นที่รองรับสัญญาน eSim สามารถรับสายโทรเข้า-ออกได้อย่างง่ายดายโดยไม่ต้องพึ่งสมาร์ทโฟน หรือแตะเพื่ออัพเดทข่าวสารบนโลกโซเชียลผ่านโซเชี่ยลมีเดียเซอร์วิส โต้ตอบกับคอนเทนต์ต่างๆ ด้วยการกดไลค์โพสต์ หรือดูวิดีโอบนสมาร์ทวอทช์ก็สามารถทำได้ นอกจากนี้ ยังช่วยเพิ่มความมั่นใจขณะท่องเที่ยวไปทั่วโลกเพราะตอนนี้กาแลคซี่ วอทช์ แอคทีฟ 2 รองรับแอปพลิเคชันแปลภาษาทั้งจากเสียงและตัวอักษรได้แบบเรียลไทม์กว่า 16 ภาษา[2]

มากไปกว่านั้น ซัมซุงยังมอบประสบการณ์ความบันเทิงแบบไร้รอยต่อด้วยการจับมือกับพันธมิตรอย่าง Spotify[3] เพียงลงชื่อเข้าใช้บัญชีซัมซุง (Samsung Account) ก็สามารถสตรีมเพลงโปรดหรือพอดแคสต์บนกาแลคซี่ วอทช์ แอคทีฟ 2 ได้โดยไม่ต้องลงชื่อเข้าใช้อีก

ไอเท็มชิ้นสำคัญในอีโคซิสเต็มของ ซัมซุง กาแลคซี่

กาแลคซี่ วอทช์ แอคทีฟ 2 เป็นส่วนสำคัญที่เติมเต็มความสมบูรณ์แบบให้กับอีโคซิสเต็มของ ซัมซุง กาแลคซี่ มอบการเชื่อมต่อที่ง่ายและสะดวกยิ่งขึ้นให้กับผู้ใช้ อาทิ เมื่อเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน ผู้ใช้สามารถควบคุมการถ่ายภาพ บันทึกวิดีโอ เปลี่ยนโหมดกล้อง หรือตั้งเวลาถ่าย ไปจนถึงตรวจเฟรมของภาพก่อนกดชัตเตอร์ได้บนข้อมือผ่านฟีเจอร์  Watch Camera Controller[4] นอกจากนี้ยังรองรับ Wireless PowerShare สามารถชาร์จแบบไร้สายบนสมาร์ทโฟนกาแลคซี่ได้อีกด้วย กาแลคซี่ วอทช์ แอคทีฟ 2 มาพร้อมกับบริการของซัมซุงอย่าง Samsung Health และ SmartThings รองรับการสั่งงานด้วยเสียง Bixby โดยมีระบบความปลอดภัย Samsung Knox คอยปกป้องความเป็นส่วนตัวของข้อมูลบนนาฬิกา

 

รายละเอียดการวางจำหน่าย

กาแลคซี่ วอทช์ แอคทีฟ 2 เริ่มวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการทั่วประเทศแล้ว ตามรายละเอียดดังต่อไปนี้

  • กาแลคซี่ วอทช์ แอคทีฟ 2 รุ่น eSim (ตัวเรือนสแตนเลส-สายหนัง) มีทั้งหมด 3 สี ได้แก่ Silver, Black, และ Gold ขนาด 44 มม. ราคา 13,900 บาท และ 40 มม. ราคา 12,900 บาท โดยจะวางจำหน่ายบนช่องทางออนไลน์และผู้ให้บริการเครือข่าย (AIS, DTAC และ True)
  • กาแลคซี่ วอทช์ แอคทีฟ 2 รุ่น Bluetooth (ตัวเรือนสแตนเลส-สายหนัง) ขนาด 44 มม. มี 3 สี ได้แก่ Silver, Black, และ Gold ราคา 12,900 บาท และขนาด 40 มม. มาในสี Silver และ Pink Gold ราคา 11,900 บาท
  • กาแลคซี่ วอทช์ แอคทีฟ 2 รุ่น Bluetooth (ตัวเรือนอลูมิเนียม-สาย FKM) มาในขนาด 44 มม. มีทั้งหมด 2 สี ได้แก่ Cloud Silver และ Aqua Black ราคา 9,900 บาท
  • กาแลคซี่ วอทช์ แอคทีฟ 2 Under Armour Edition รุ่น Bluetooth  (ตัวเรือนอลูมิเนียม-สายสปอร์ต Under Armour) มาในขนาด 44 มม. สี Black สายสี Black ราคา 10,900 และ ขนาด 40มม. Black มาพร้อมสายสี Silver ราคา 9,900 บาท (เริ่มจำหน่าย 15 พฤศจิกายน 2562)

Privacy Preference Center