อาดิดาส ถ่ายทอดเรื่องราวอันน่าภาคภูมิใจของนักกีฬา ผ่านตราสัญลักษณ์บนเสื้อแจ็คเก็ตวีอาร์ซีที
เสื้อแจ็คเก็ตวีอาร์ซีที มีการปรับทรงและออกแบบให้ดูคล่องตัวตามสไตล์โมเดิร์นเพื่อการสวมใส่ในช่วงก่อน-หลังการฝึกซ้อม โดยมีการใช้วัสดุที่ยืดหยุ่นและน้ำหนักเบาเพื่อให้ผู้สวมใส่สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ นอกจากนี้ ยังมีการใช้ผ้าถักสองชั้นที่ให้ความรู้สึกนุ่มสบายเพื่อให้สามารถใช้งานได้ตลอดทั้งปีอีกด้วย

จุดเด่นอีกอย่างหนึ่งของเสื้อแจ็คเก็ตวีอาร์ซีทีก็คือ การใช้ความคิดและการเปิดเผยตัวตนอย่างสร้างสรรค์ ซึ่งเสื้อแจ็คเก็ตวีอาร์ซีทีจะมีแผ่นผ้าตัวอักษร “A” ที่แสดงถึงทีมอาดิดาส และอีกหลายรูปแบบเพื่อให้ผู้สวมใส่เลือกเปลี่ยนและบอกเล่าเรื่องราวของตัวเองได้อย่างที่ต้องการ เหมือนกับที่เหล่าครีเอเตอร์ระดับท็อปของอาดิดาส อาทิ เจมส์ ฮาร์เดน, เมทท์ ทาวลีย์, เปาโล ดิบาล่า, เดนิส ชินด์เลอร์, หนิง เจ๋อเทา และสเตฟานอส ซิสซิพาส ร่วมแสดงจุดยืนและถ่ายทอดเรื่องราวของตัวเองผ่านการติดแผ่นผ้ารูปแบบต่างๆ ดังนี้

เจมส์ ฮาร์เดน นักกีฬาบาสเก็ตบอลระดับเอ็มวีพี

เดนิส ชินด์เลอร์ นักปั่นจักรยานพาราลิมปิก

เมทท์ ทาวลีย์ ศิลปินและนักเต้น

ปาโล ดิบาลา นักฟุตบอลจากสโมสรยูเวนตุส

หนิง เจ๋อเทา อดีตนักว่ายน้ำแชมป์โลก

สเตฟานอส ซิสซิพาส นักเทนนิส
- เจมส์ ฮาร์เดน นักกีฬาบาสเก็ตบอลระดับเอ็มวีพี – เลือก “FAMILY” ซึ่งเปรียบเสมือนแรงบันดาลใจที่ช่วยมอบความมั่นใจและแนวทางที่นำพาเขามาถึงจุดสูงสุดในวันนี้
- เดนิส ชินด์เลอร์ นักปั่นจักรยานพาราลิมปิก – เลือก “I’MPERFECT” เพื่อต่อสู้กับแนวคิดทางสังคมที่มีต่อความสมบูรณ์แบบด้วยการเอาชนะในสิ่งที่แทบจะเป็นไปไม่ได้
- เมทท์ ทาวลีย์ ศิลปินและนักเต้น – เลือก “AUTHOR” ที่เธอเป็นผู้สร้างสรรค์เรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นในชีวิตด้วยตัวของเธอเอง
- เปาโล ดิบาลา นักฟุตบอลจากสโมสรยูเวนตุส – เลือก “SACRIFICE” เพื่อบ่งบอกถึงการเสียสละของตัวเองและครอบครอบที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จในวันนี้
- หนิง เจ๋อเทา อดีตนักว่ายน้ำแชมป์โลก – เลือก “BRAVE” ที่แสดงถึงการลุกขึ้นมาเพื่อปกป้องในสิ่งที่เขาเชื่อมั่น
- สเตฟานอส ซิสซิพาส นักเทนนิส – เลือก “BELIEVER” เพื่อเผยถึงความฝันในการเป็นแชมเปี้ยนที่เปรียบเสมือนแรงขับเคลื่อนของเขา
เจมส์ ฮาร์เดน นักกีฬาบาสเก็ตบอลระดับเอ็มวีพี กล่าวว่า “การเล่นกีฬาถือเป็นการแสดงออกอย่างหนึ่งที่ทำให้โลกได้เห็นถึงตัวตนที่แท้จริงของเรา ซึ่งตัวผมเองก็มักจะแสดงสิ่งนั้นออกมาอยู่เสมอ ไม่ว่าผมจะอยู่ในหรือนอกสนามแข่งขันก็ตาม สำหรับเสื้อแจ็คเก็ตวีอาร์ซีทีนั้นก็ได้มีการออกแบบตามเสื้อแจ็คเก็ตกีฬาดั้งเดิม เปรียบเสมือนผืนผ้าใบที่เปิดโอกาสให้ทุกคนปลดปล่อยความเป็นตัวตนออกมาอย่างเต็มที่”
เสื้อแจ็คเก็ตวีอาร์ซีที มีให้เลือกทั้งสำหรับผู้ใหญ่และเด็ก วางจำหน่ายตั้งแต่วันนี้ที่ร้านอาดิดาส แบรนด์ เซ็นเตอร์ ร้านอาดิดาส สปอร์ต เพอร์ฟอร์มานซ์ และร้านค้าอุปกรณ์กีฬาชั้นนำ ในราคา 3,500 บาท และ 3,200 บาท ตามลำดับ
พิเศษ!! สำหรับผู้ที่ซื้อเสื้อแจ็คเก็ตวีอาร์ซีทีระหว่างวันที่ 20 ตุลาคม – 6 ตุลาคม 2562 รับสิทธิ์ออกแบบแผ่นติดเสื้ออีก 1 ชิ้น เพื่อสร้างสรรค์และบอกเล่าเรื่องราวในแบบของตัวคุณเองโดยเฉพาะ โปรดตรวจสอบเงื่อนไขเพิ่มเติม ณ จุดขาย

เป็นมากกว่าทีวี! ซัมซุง “เดอะเฟรม และเดอะเซรีฟ” ไลฟ์สไตล์ทีวีมิติใหม่ ผสานเทคโนโลยีกับงานดีไซน์เป็นดังเฟอร์นิเจอร์ชิ้นเอก เนรมิตพื้นที่ในบ้านให้สวยงามลงตัวกว่าที่เคย

หากมองโดยผิวเผินแก็ดเจ็ตชิ้นนี้
โดย เดอะเฟรม ยังสามารถดึงเอาภาพงานอาร์ตชื่

อีกหนึ่งผลงานชิ้นเอกที่ดีไซน์
บูรูลเลค (Ronan & Erwan Bouroullec) มาร่วมออกแบบ เดอะเซรีฟ ที่เป็นการผสมผสานเฟอร์นิเจอร์
เดอะเซรีฟ ถูกออกแบบส่วนขอบจอให้ขึ้นรู

นอกจากเรื่องภาพแล้วทางฝั่
ซัมซุง เดอะเฟรม 2019 มีให้เลือกทั้งหมด 2 ขนาด คือ เดอะเฟรม ไลฟ์สไตล์ทีวี 55 นิ้ว ราคา 47,990 บาท และ 65 นิ้ว ราคา 69,990 บาท ซัมซุง เดอะเซรีฟ ขนาดจอ 55 นิ้ววางจำหน่ายที่ราคา 59,990 บาท และ คิว ซาวด์บาร์ รุ่น HW-Q60, HW-Q80 และ HW-Q90 วางจำหน่ายที่ราคาเริ่มต้น 33,990 บาท สามารถเป็นเจ้าของที่สุดของนวั

Homecoming ครั้งนี้จะหวานชื่นแค่ไหนสำหรับ “ริกะ อิชิเกะ”
หนึ่งในไฮไลต์ของ ศึก ONE: CENTURY การแข่งขันนัดประวัติศาสตร์ ครั้งที่ 100 ของ วัน แชมเปียนชิพ ซึ่งจะจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 13 ตุลาคมนี้ ณ สนามเรียวโงกุ โกกุงิกัง กรุงโตเกียว คือการลงสังเวียนแห่งศักดิ์ศรี
แม้จะเคยผ่านการต่อสู้
ด้าน ริกะ เองได้กล่าวถึงคู่ต่อสู้

สำหรับ “อิตซูกิ ฮิราตะ” คือดาวรุ่งในวงการศิลปะการต่อสู้
เพียงนัดแรกชื่อเสียงของ ฮิราตะ ก็ได้รับการกล่าวถึงไปทั่วอย่
ฮิราตะ สามารถเผด็จศึกคู่ต่อสู้แบบไม่
นอกจากเทคนิคการจับล็อกที่

การที่ต้องมาเจอกับ ริกะ บนเวทีประวัติศาสตร์ครั้งนี้ ดูเหมือนสาว “นักสู้หัวใจแกร่ง” ในฐานะเจ้าถิ่นก็เตรียมทำการบ้
สุดท้ายนี้ “ริกะ อิชิเกะ” จะมีช่วงเวลา Homecoming อันดื่มด่ำตามที่เธอหวังไว้ หรือว่าดาวรุ่งสุดแกร่งอย่าง “อิตซูกิ ฮิราตะ” จะได้ประกาศศักดาตามที่เธอลั่
และในศึกนี้ยังมีการแข่งขันอี
Sahred Toy X DogKillMen เมื่อโลกของ 2 ตัวท็อปมารวมกันความมันส์จึงบังเกิด!!
จุดเริ่มต้นของ Sahred Toy X DogKillMen
‘ต๊อด’ นักวาดภาพประกอบลายเส้นสุดกวนที่มีผลงานโดดเด่นมาแล้วบนโปรดักต์หลากหลายแบบ ไม่ว่าจะเป็นปกหนังสือ กล่องถุงยางอนามัย Durex รวมทั้งเป็นผู้บุกเบิกก่อตั้งแบรนด์ URFACE สตรีทแบรนด์ชื่อดัง ที่ทำให้เราพกงานศิลปะไปได้ทุกที่ในชีวิตประจำวัน เล่าให้เราฟังว่า “จำได้ว่าวันนั้นไปภาคใต้กับพี่เป๋ง ระหว่างเดินทางบนรถตู้ พี่ตือ ศิวกร จารุพงศา ผู้ร่วมก่อตั้ง Fatblack record โทรเข้ามาว่ามีงานอยากชวนมาร่วมโปรเจกต์ของ BMW โอ้ว…เชี่ย! พราวด์ว่ะ เราจะมีโอกาศทำงานให้กับแบรนด์รถยนต์ระดับโลกอย่าง BMW ที่มีความซีเรียส มีความไฮโซ แต่ในขณะที่งานเราเป็นงานที่สนุกแบบนี้ เราว่ามันน่ารักเกินไปสำหรับ BMW เราก็งงเขาจะให้เราทำอะไร? (ในขณะที่จินตนาการอยู่นั้น) พี่ตือบอกว่าโปรเจกต์ที่ว่าคือเค้าจะทำแผ่นไวนิลอยากให้ต๊อดมาออกแบบปก ตอนนั้นยังไม่เข้าใจอะไรมากแต่พี่ตือบอกแค่ว่า เป็นตัวของต๊อดเลย…! เพราะ reference มันคืองานต๊อดเราก็เลยโอเค ซึ่งเป็นครั้งแรกในการออกแบบปกแผ่นเสียงเลยครับ แต่ถ้าเป็นตัวซีดี อันนี้เป็นอัลบั้มที่สาม”
ความ BE MY WORLD ผ่านปกไวนิล
โลกของ BMW มันต้องเป็นโลกที่เหมือนรวมรถหลายๆ คันไว้ มีการเคลื่อนไหวที่สนุกมีตึกที่มันดูเพี้ยนๆ และอยากทำให้มันดูไม่สมบูรณ์จนเกินไป อยากให้มีความ weird ให้มันดูไม่มีความเป็นจริง ดูเพี้ยนๆ สุดท้ายแล้วตอนเราเริ่มสเก็ตช์ เราก็สเก็ตช์ให้เขาเห็นผังเมืองของโลกใบนี้ว่าจะเล่าอะไรบ้าง มีอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยที่เป็นแบบของเรามีสถานที่ที่ทุกคนกำลังขับ BMW ทุกคนกำลังใช้ชีวิตในโลกใบนี้อยู่ ภาพ background บางทีเป็นตึกที่ถูกตัดและขยับออกไป เป็นตึกที่ไม่มีความสมส่วน มีวัดพระแก้ว เสาชิงช้าในแบบของเรา เราอยากให้โลกนี้เป็นแฟนตาซี สนุก สนุกในแบบของเรา และเราเชื่อว่า ถ้าเราสนุก คนดูงานของเราก็จะสนุกคิดแค่นั้นเลยครับ
ส่วนคนต่างๆ ที่เราวาดเราดึงมาจากคนที่เกี่ยวข้องกับโปรเจกต์นี้ ทั้งนักร้อง พี่บอย พี่ป๊อด พี่มาเรียม พี่ตุลย์ อพาร์ทเม้นท์คุณป้า และที่ขาดไม่ได้คือพวก monster คาแรกเตอร์ที่เป็นตัวเรา มี element ที่อยู่ในหัวเราเราก็พยายามใส่เข้าไป เราโตมากับยุค ‘เบเกอรี่มิวสิค’ สะสมนิตยสาร 375 F(375 องศาฟาเรนไฮต์) BAKERY MUSIC MAGAZINE เขาเรียกว่ายุคเบเกอรี่เราจะตามทุกคน มันจะมีพี่บอยพี่ป๊อด ซึ่งคนพวกนี้เป็นไอดอลเราในยุคหนึ่งอยู่แล้ว ก็ดีใจที่ได้มีโอกาสได้วาดรูปพี่บอย พี่ป๊อด ในแบบของเราเอง อย่างตัวบุคคลที่เราเอาเข้ามาใส่ เราก็พยายามวาดให้เหมือนแต่มันไม่เหมือน หรือบางคนที่เรารู้สึกว่าชอบวิ่ง เราก็ใส่กิมมิกนั้นให้เขาไปวิ่งในมุมแคบๆ มุมแอบๆ หน้าที่ของเราคือนำคนที่เกี่ยวข้องมาอยู่ในโลกใบนี้ให้ได้ หน้าที่ของเราคือดูว่าใครสำคัญที่สุด คนที่สำคัญรองลงมา แล้วก็พวกรถ อะไรพวกนี้
หาจู๋ของต๊อดกัน!
เอาเข้าจริง ทีแรกก็ไม่ได้กะใส่ไว้ แต่พอทำไปเรื่อยๆ เราก็แบบ…ไอ้เหี้ย! ด้วยความที่ element มันเยอะ ซ่อนตรงนี้เขาก็ไม่รู้หรอก ซ่อนตรงนั้นเขาก็ไม่รู้หรอก เราก็ซ่อนไปเรื่อยๆ จนวันนึงคนก็เห็น เอ้ย…ไอ้เหี้ย! ทำไมมันมีจู๋อยู่ตรงนี้วะ เราก็บอกเราแอบวาดไว้เฉยๆ สนุกๆ สุดท้ายแล้วมันเลยเป็นกิมมิกในงานเราที่แอบใส่ไว้ คนที่รู้จักงานเรา เขาก็จะอ๋อเดี๋ยวมันต้องมีสักจุดแหละ และบนปก BE MY WORLD ของแท้ก็ต้องมีเช่นกัน…ไปหาดูกันเอง
ทำงานกับ BMW ยากมั้ย
เฮ้ยชอบ เราเป็นคนที่สนุกกับโปรเซสมากๆ เวลาเราทำงานเราจะสนุกอยู่ 3 โปรเซสคือตอนที่รับบรีฟ เราจะรู้สึกว่าไอ้เหี้ย! มันจะออกมายังไงวะ และเราจะมีภาพในหัวที่ค่อนข้างชัดประมาณนึง อันที่สองคือ ตอนเริ่มสเก็ตช์ดินสอ มันจะออกมาเป็นแบบนี้ เราก็สเก็ตช์ภาพที่เราคิดว่า มันน่าจะเป็นทรงนี้ว่ะ การวางทิวทัศน์มุมเปอร์สเปคทีฟจะประมาณนี้ มีคนเล่นประมาณนี้ สนุกอันที่สามคือ ตอนลงคอมคือภาพสเก็ตช์บางทีมันเสร็จแล้ว แต่คนตรงนี้เราอาจจะย้ายไปอยู่ตรงโน้น มีซ่อนตรงนี้หน่อยไหมอาจจะมีการโผล่หน้าออกจากจอ LCD มีความสนุก เรารู้สึกว่าขั้นตอนนี้เป็นการเพิ่มความสนุก แล้วเหมือนการเล่นซ่อนแอบเวลาเราซ่อนอะไรในภาพนี้ แล้วให้คนไปหาดู
ความท้าทายของโปรเจกต์นี้คือ
เราว่าคือการตีความ BMW ในแบบที่ยังเป็นเราอยู่ได้ หลายครั้งเรารู้สึกว่าบางทีด้วยความที่เราทำงานศิลปะ งานเราต้องชัดมากๆ เพราะฉะนั้นการประยุกต์ความชัดของเราให้มันเข้ากับโปรดักซ์ได้ ตรงนี้คือความยาก BMW ในมุมของเราคือมันเป็นรถที่แบบมีความเงา มีแฉกของหน้ารถสี่แฉก มีภาพในหัวในแบบของเราอยู่ เราจะวาดยังไงให้รถมีความเบี้ยว มีความบิด แต่ยังดูเป็น BMW อยู่ หรือการรักษาโทนสีที่มันยังมีความ BMW ขณะที่เราเป็นคนที่เรื่องสีเยอะมากสีของเรามันคือลิเกเลย มันคือการเอาแม่สีกับสีพิเศษมาชนกัน โอกาสที่มันจะดูเสี่ยวๆ หรือมีความลิเก มันจะสูงมาก แต่เราชอบความเสี่ยวนั้น เรารู้สึกว่าแบบนี้มันคือเสน่ห์อย่างนึง เรารู้สึกว่าเราจะทำยังไงให้สไตล์แบบนี้มันยังมีความเป็น BMW อยู่ได้
Sahred Toy X DogKillMen
ทำไมต้องเป็นพี่เป๋ง DogKillMen เพราะหน้าที่ของผมคือการสร้างบรรยากาศขึ้นมา ภาพๆ นึง แต่ว่าสุดท้ายแล้วมันต้องมีอีกหน้านึงที่เล่าทุกอย่างทุกดีเทล เนื้อเพลงเอย ชื่อเพลงเอย ซึ่งถ้าเป็นเรา มันจะเป็นงานอาร์ททั้งหมดเลย มันจะดูไม่ออกเลยว่าเราต้องการสื่ออะไร เราต้องการคนที่เป็นอาร์ตไดเรกเตอร์มาคอยควบคุมว่า จริงๆ แล้วเบากว่านี้หน่อยไหมเทกซ์ตรงนี้ให้มันชัดขึ้น หน้าที่ตรงนั้นเราว่าเราทำได้ไม่ดีเท่าพี่เป๋งแน่นอน เราว่ามันควรจะมีคนที่มาคอมโพสต์ให้เราอีกทีนึง
เป๋ง DogKillMen
ชานันท์ ยอดหงษ์ ฉายา DogKillMen ผู้รับหน้าที่จัดวางองค์ประกอบศิลป์ปก BE MY WORLD อาร์ตไดเร็คเตอร์อิสระ ผู้ออกแบบปกซีดีและออกแบบคอนเสิร์ตของศิลปินชื่อดังในเมืองไทยมาแล้วมากมาย เป๋งเป็นนักสะสมแผ่นเสียงที่ไม่ฟังแผ่นเสียง ด้วยเหตุผลที่เป่งเล่าให้เราฟังว่า “ผมไม่ใช่คนละเมียด คนฟังแผ่นเสียงเขาจะมีความละเอียดอ่อน ฟัง นั่งจิบกาแฟ ผมไม่มีสมาธิขนาดนั้น แต่ผมอยากมีมันไว้ในบ้าน ผมรู้สึกว่าถ้าวงที่ผมรัก ผมรักเขามากกว่าที่จะซื้อแค่ซีดีหนึ่งแผ่น ผมอยากได้ทุกอย่างที่เป็นของเขา อยากได้เสื้อเขา อยากได้บ็อกเซ็ท ถ้าวงไหนมีบ็อกเซ็ทผมจะเลือกซื้อแพ็กที่แพงสุดเพราะมันจะมีอะไรที่เยอะกว่า
อย่าง Stone Temple Pilots ผมเห็นซีดีมันเล็กไป แต่พอจับแผ่นเสียงมันดู อุ้ย! มันวะมันมีความสุขมาก ในการได้ดูแบบเต็มๆ อันนี้เป็นวงที่ผมเลือกฟังเพราะปกนะ Pink Floyd นี้เห็นมาตั้งแต่เด็กที่บ้านบ้า Pink Floyd โตมาก็เจอ ก็ต้องซื้อเก็บหรืออย่าง Red Hot Chilli Pepper จำได้ว่าซื้อเทปตอน ม.2-3 ฝากเพื่อนซื้อมา แล้วเป็นอัลบั้มที่ชอบมาก (One Hot Minute) กรี๊ดมาก พอโตมาก็เลย เก็บซีดี ผมซื้อซีดีเรดฮอตอัลบั้มนี้ 2 แผ่น ไม่มีเหตุผลด้วย แต่รู้สึกว่ามันไม่พอก็เลยซื้อสองแผ่น เป็นเหตุผลที่ปัญญาอ่อนมาก(หัวเราะ) แล้วพอมีซีดีสองแผ่น แล้วไงต่อวะ ก็ต้องแผ่นเสียงดิวะ! ก็เลยหาซื้อแผ่นเสียง จริงๆ มันต้องแผ่นแดงแต่หมดได้แผ่นดำ แล้วตามหาบ็อกเซ็ทก็ไม่มี เหมือนเป็นอัลบั้มเปลี่ยนชีวิตในการฟังเพลงประมาณนึง
ชอบไวนิลเพราะมันใหญ่ เต็มตา มันมีเสน่ห์
ถ้านอกจากใหญ่ ผมก็ยังนึกไม่ออกเหมือนกัน ผมชอบเวลามันอยู่บนเชลฟ์เห็นมันวางเรียงมันเหมือนเป็นกำแพงผนังบ้านที่มองไปแล้ว โห…สวยดีวะ! อย่างน้อยมองห่างๆ ไกลๆ ก็สวยแล้ว คือไม่ต้องเข้าไปมองใกล้ๆ หรือมองผ่านๆ ตาก็รู้สึกกับมันได้ ถ้าเกิดซีดีหรือเทปต้องเข้าไปเพ่ง จริงๆ มันเป็นเรื่องเชิงภาพล้วนๆ ผมจะไม่มีเรื่องเสียง เพราะแผ่นเสียงเรื่องทางเทคนิคแมกคานิคต่างๆ มันน้อยกว่าซีดีหรือบ็อกเซ็ทอยู่แล้ว มันเลยใช้ประโยชน์จากมันตรงนี้ได้น้อยหน่อย แต่มันได้ความสะใจล้วนๆ เลยครับจากการมองครั้งแรก
จบสวยๆ ในมือ เป๋ง DogKillMen
ครั้งนี้ครั้งที่ 2 ที่ทั้ง 2 คนได้ร่วมงานกันครั้งแรกเป็นอัลบั้ม Push วง ETC ผมกับต๊อดก็รู้จักกันมานานแล้ว ผมก็ตามงานเขามาสักพัก เคยร่วมงานกันสามครั้ง ครั้งแรกเป็นวง ETC ครั้งที่สองเขาทำแบรนด์ URFACE ได้ไป collaborate ลายกระเป๋าให้เขา ครั้งนี้เป็นครั้งที่สามทำ BE MY WORLD จริงๆ ก่อนหน้านี้ผมกับต๊อดเจอกันตอนออกไปสอน ไปบรรยายด้วยกัน เจอกันบ่อย พอเป็นต๊อดก็โอเค ผมกับต๊อดสนิทกันอยู่แล้ว ไม่มีปัญหาเรื่องการทำงาน
ผมว่างานต๊อดเขามีเสน่ห์ ผมชอบลูกบ้า ลูกทะลึ่งลามกของเขาที่มันแอบในงาน ว่ากันตรงๆ มันเป็นสไตล์ที่ก็อปง่ายมาก เด็กหัดวาดก็ก็อปมันได้แต่ผมเชื่อว่าไม่มีใครอยากได้งานคนอื่นนอกจากต๊อด ต้องเป็นต๊อดวาดเท่านั้นแบบนี้เท่านั้น งานเขาจะมีสีสันที่รุนแรงสีที่เป็นคู่สีที่… ถ้าเคยเรียนหลักการสี มันคือผิดทุกอย่างที่โรงเรียนเคยสอนมา หรือสกิลของคนที่จะต้องมีอะไรแบบนี้ สไตล์ต๊อดคือ แม่งทำลายทุกอย่าง หลักทุกอย่างแม้กระทั่งองค์ประกอบศิลป์ก็ผิด คู่สีก็ผิด สกิลการวาดก็ผิด คือผิดทุกข้อแต่เป็นงานต๊อดที่ออกมาแล้วมันดี ผมชอบเสน่ห์ตรงนี้ มันคือข้อผิดพลาดทั้งหมด แล้วก็จะมีลูกบ้าที่…เป็นผม ผมไม่กล้าวาดอย่างนี้ส่งลูกค้าแน่นอน แต่มันก็วาดอย่างนี้ส่งลูกค้า มันมันตรงนี้ครับ
ผมว่ามันดีมากเหมือนกันนะครับ เอาคนสไตล์นี้มาวาด มันทำให้ลดความเป็นทางการขององค์กรลงได้ มันจะสร้างให้ภาพมันออกมามุมกว้างมากกว่ามุมลึก ถ้าเกิดมันมีความเป็นองค์กรสูงในงาน ผมว่าเสน่ห์มันจะหายไปเยอะมากเหมือนกัน แต่สิ่งที่ต๊อดวาดเหมือนเขาปล่อยไปในทางวงกว้างมากกว่าที่เป็นเชิงลึก ทำให้คนเข้าใจง่ายขึ้น เพราะผมว่าลักษณะที่มีความเป็นแบรนดิ้งขององค์กรสูง คนยุคใหม่เขาจะไม่ค่อยอยากรับแมสเสจตรงนี้เท่าไหร่ การมีแบรนด์ครอบแต่ดีไซน์ออกแบบและเล่าเรื่องด้วยวิธีอื่นที่ไม่ขายของมากจนเกินไป ผมว่าคนจะสนใจมากขึ้น เหมือนปกอัลบั้มนี้ผมดูแล้วแบบ…ไม่มีคำว่าขายของเลย ดูสนุกสนานมาก ฟรีดอมมาก
แล้วรู้สึกยังไงที่ได้ทำงานให้พี่บอย
ผมเป็นแฟนพี่บอย โกสิยพงศ์ตั้งแต่เด็กเลย ตั้งแต่อัลบั้มแรกๆ มีเทป มีซีดี แต่แผ่นเสียงซื้อไม่ทัน ก็เลยเลือกจะไปดูคอนเสิร์ตพี่เขา ล่าสุดหลังๆ นี้ก็ไปดูไปเก็บทุกคอนเสิร์ตของพี่บอยเหมือนกัน เหมือนได้ย้อนไปช่วงเวลาวัยเด็ก อัลบั้ม Rhythm & Boyd ก็เป็นอัลบั้มที่ผมหยิบกระดาษมาดมด้วยเหมือนกันนะ เป็นกระดาษปอนด์แห้งๆ มี texture กระดาษหอมมาก กระดาษละมุนมาก แล้วผมก็ติดตามคนออกแบบปกของพี่บอยมาตลอดเหมือนกัน ในยุคนั้นที่พี่บอยปล่อยเพลงอัลบั้ม Rhythm & Boyd ผมรู้สึกว่าเนื้อเพลงที่เขาเขียนกับอาร์ตไดเรกชั่นของภาพ มันฉีกจากทุกคน ทุกศิลปินในยุคนั้นเลย อยู่ๆ เขามาเนี๊ยบ สวยงาม สวยหรู เขาเรียกว่าเป็นคนแรกๆ ที่ทำให้งานศิลปะกับปกซีดีอยู่ด้วยกันได้อย่างชัดเจนที่สุด ในยุค Bakery Music ของพี่บอยก็จะมีดีไซน์สวยๆ ทุกปก คือคุณไม่ชอบเพลงหรือคุณไม่ฟังก็ได้ แต่ซื้อเก็บไว้ก็เท่แล้วอะ แล้วยุคนั้นผมได้เริ่มเรียนอาร์ต เรียนศิลปะ ผมจำได้ว่าเพื่อนๆ ทุกคนต้องเก็บแพ็กเกจจิ้งของอะไรก็ได้ที่พี่บอยปล่อยออกมา คือถ้าใครซื้อ มีไว้ในครอบครองคือเท่ คนนั้นแม่งโคตรอาร์ตเลย เพราะปกมันสวยทุกปกเลยครับ
เมื่อจบการพูดคุยกับทั้ง 2 คนทำให้ผมมั่นใจได้ว่าแผ่นเสียง ‘BE MY WORLD’ จะสามารถเป็นปรากฎการณ์แผงแตกได้อย่างแน่นอน ถึงแม้คนที่ซื้อจะมีเครื่องเล่นแผ่นเสียงรึเปล่า เพราะเสียงที่ถูกบันทึกในนั้นมันมีคุณค่าแก่การเป็นเจ้าของ แถมงานอาร์ตเวิร์คจากการร่วมมือระหว่าง 2 นักออกแบบตัวท็อปของเมืองไทย แค่ซื้อไว้โชว์ก็เท่วัวตายความล้มแล้ว…อันนี้ไม่อยากให้พลาดจริงๆ
อัลบั้มแผ่นเสียง ‘BE MY WORLD’ เป็นอัลบั้มเอ็กซ์คลูซีฟที่จะเปิดให้เจ้าของรถยนต์ BMW สมาชิกโปรแกรม The Ultimate JOY Experience หรือโปรแกรม JOY ได้จองก่อนใครที่ http://bit.ly/2kN7GKt ในราคาอัลบั้มละ 2,200 บาท ก่อนจะวางจำหน่ายให้บุคคลทั่วไปผ่านช่องทางการจัดจำหน่ายของ Fatblack record ในเดือนตุลาคม นอกจากจะมีเพลงที่หาฟังยากแล้วอัลบั้มนี้ยังมีกิมมิคพิเศษอีกหลายอย่าง ตั้งแต่การออกแบบปกไปจนถึงสีของแผ่นเสียง
สามารถติดตามความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับอัลบั้มแผ่นเสียง ‘BE MY WORLD’ และโปรแกรม JOY ได้ที่ www.facebook.com/BMWUltimateJOY
#คุยไปเรื่อย กับ ต๊อด Sahred Toy ผู้นำเสนอจู๋จิ๋มต่อสังคมในมุมมองสุดกวน!
ทำไมถึงชื่อเสลดทอย
ผมลืมประมาณนึงนะ จำไม่ได้แม่นๆ เมื่อเกือบสิบปีที่แล้ว มีงานประกวดออกแบบคาแรกเตอร์ ในกลุ่มมันต้องมี 3 คน แล้วเราก็พยายามสร้างชื่อของเรา พยายามจะเป็นคนคูลๆ เราก็ตั้งชื่อกลุ่มแบบ เสลดถุย เสลดทอย ชื่อเสลดอะไรสักอย่างลืมไปแล้ว สุดท้ายมันก็เลยเป็นว่า เสลดก็คือเสลดของเรานี่แหละ คือ ความน่าขยะแขยง ส่วนทอย มันคือของเล่น แต่จริงๆ มันพ้องมาจากคำว่า ถ่อย มันคือคำหยาบคายสองคำรวมกัน แล้วเราพยายามบิดให้มันดูน่ารักขึ้นด้วยคำว่า ทอย ซึ่งสองคำนี้คือเนื้องานของเราในสมัยก่อน เราเป็นคนชอบวาดรูปที่มันดูลามก ชอบวาดอวัยวะ ชอบวาดสิ่งที่ดูขยะแขยงแต่ว่ามันยังมีความน่ารักอยู่ เรารู้สึกว่าชื่อเสลดทอยเป็นชื่อที่น่าจะเหมาะ และมันก็เรียกยากดี เราเคยตั้งมิชชั่นกับตัวเองไว้ว่า ชื่อและนามปากกาที่มันยากๆ ถ้าเราดังไม่พอ คนน่าจะจำได้ แต่ถ้าวันหนึ่งมีคนจดจำเราได้ ชื่อจะยากแค่ไหนเขาก็ต้องจำได้ เราเลยอยากให้คนเรียกชื่อเราได้ด้วยคำว่า เสลดทอย เพราะมันดูยากดี
อะไรทำให้ต๊อดชอบวาดของลับโดยเฉพาะ ‘จู๋’
จริงๆ ผมวาด element เยอะแยะมากมายไปหมด สมัยเรียนก็วาดจู๋ จิ๋ม นม อะไรก็วาด แต่เมื่อมีโซเชียลมีเดียแล้วเราวาดรูปพวกนี้ มันกลายเป็นทอปปิกที่คนมาคอมเมนต์กัน มันมีความหมิ่นเหม่อะไรที่แบบว่า มันไม่ใช่เรื่องที่ควรจะพูดในวงกว้างหรือเปล่า แต่เรารู้สึกว่าทุกอย่างมันพูดได้หมดแหละ เพียงแต่ว่าเราจะพูดในบริบทไหน ซึ่งเรารู้สึกว่า ศิลปะ ข้อดีของมันคือการตีความ เราก็พยายามพูดเรื่องส่อเสียดผ่านศิลปะและให้คนไปตีความเอาเอง
สมมุติเราวาดรูปจู๋ที่เป็นจู๋จริงๆ มีอะไรแบบนั้น มีเอ็น มีขน เราว่าคนคงด่า แต่เราก็สร้างมิชชั่นของเราเองขึ้นมาอีกว่า เราอยากให้วันหนึ่งมีผู้หญิงน่ารักๆ มาขอจู๋เรา หรืออะไรแบบนี้ ซึ่งมันก็เป็นไปได้จริงๆ นะ ตอนที่เราเขียนหนังสือ แล้ววันนึงมีน้องมัธยมคนนึง น่ารักๆ แล้วเดินมาบอก พี่ต๊อด ขอสติ๊กเกอร์จู๋หน่อย นั่นคือเรารู้สึกว่า มิชชั่นเราคอมพลีทแล้ว เพราะเราว่าเรื่องแบบนี้จะเป็นเรื่องที่พูดยาก มันพูดยากแต่เป็นคาแรกเตอร์ที่แข็งแรงประมาณนึง หรืออย่างเราทำตัวนี้ มันมีกลิ่นอายของเรื่องเพศเข้ามา
แรงบันดาลใจจากการ์ตูนและงานศิลปะ
สมัยเด็ก ผมดูการ์ตูนแบบคนทั่วไปเลยอย่าง ไยบะ(Kenyuu densetsu Yaiba), ร็อกแมน(Mega Man), ดราก้อนบอล(Dragon Ball), มาเอดะ จอมเกมบลู(Rokudenashi Blues), บอย ฮาเลลูยา(Boy Haleluya) เราแค่อยากเป็นนักเขียนการ์ตูนมากๆ เราจำได้ว่าตอนเด็กๆ เราเขียนเป็นเล่มๆ เลยเพื่อให้เพื่อนเราอ่าน เรามีความสุขกับการวาดรูปแล้วเราก็ไม่คิดว่าเราจะทำเป็นอาชีพได้ แต่มันเป็นสิ่งเดียวที่เราทำได้ดี เราเป็นคนความจำไม่ดี ในยุคนั้นก็ตัดสินแล้วว่าเราเป็นคนไม่ฉลาด พ่อเลยส่งไปเรียนช่างอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเราไม่เข้าใจโลกของไฟฟ้า เราไม่เข้าใจอะไรเลย เราเรียนอยู่สามปีกับความไม่เข้าใจ คือเหี้ยอะไรวะ! เราไม่สนุกกับมันเลย กลับมาบ้านเราก็ชอบวาดรูป อ่านหนังสือ ฟังเพลง เรารู้สึกว่านี่มันเป็นสิ่งที่เราชอบมากๆ เราบ้าอ่านหนังสือ ชอบวาดรูป ชอบฟังเพลง ซึ่งเรารู้สึกว่า ในยุคนี้คนเข้าใจคนแบบนี้กันมากขึ้นทำให้มีทางเลือกกันหลายทางมากขึ้น
พอเรียนจบ ปวช. เข้ามหา’ลัย เราไม่รู้อะไรเกี่ยวกับศิลปะเลย ตอนนั้นเราไม่รู้จักศิลปากรด้วยซ้ำ โลกของเราอยู่แค่นี้ เราแค่อยู่กับโลกของการวาดรูปของเรา เราแค่เรียนอะไรก็ได้ที่เป็นศิลปะ เราไปเรียนมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี คลองหก ซึ่งเรียน product design เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอันนี้คืออะไร แต่เราสอบผ่าน เราก็เรียนไปช่วงเรียนปี 3-4 มีกระแส street culture ประเทศไทยขึ้นมา คือกลุ่ม B.O.R.E.D. (Band of Radical Experimental Design) คือ การรวมตัวกันของคนเบื่อ B.O.R.E.D. โดยมารวมตัวกันในปี 2002 เหมือนเป็นกลุ่มที่รวมตัวท็อปๆ ของดีไซเนอร์ยุคนั้น อย่าง เอก วันประชา ธิติไพศาล, พี่คลัง คูณคลัง เค้าภูไทย, พี่ตั้ม Mamafaka ซึ่งพี่ตั้มคือ inspiration ในการใช้ชีวิตของเรา เรารู้สึกว่าเขาเป็นศิลปินที่มากกว่าแค่คนวาดรูปสวย
ในยุคนั้นคือ เราเป็นเด็กมหา’ลัย เราเห็นเขาไปเพ้นท์กำแพง โลกนี้มีการเพ้นท์กำแพงแบบนี้ด้วยเหรอ มันมีแบรนด์มาจ้างศิลปินทำแบบนี้ได้ด้วย ยุคนั้นมันคือเปิดโลกศิลปะใบใหม่ในประเทศ เราคือผลผลิตจากคนยุคนั้นอีกที เราก็ชอบพี่ตั้มมากถึงขั้นว่าเราตามดูงานเขาเยอะมาก เรารู้สึกว่าผู้ชายคนนี้ทำไมถึงเป็นตัวของตัวเองได้เท่ขนาดนี้ เป็นตัวของตัวเองได้ดูภูมิใจขนาดนี้ เราอยากเป็นคนแบบนี้ นั่้นคือ inspire แรกของเราในวงการ
เรียนช่างไฟแต่ชอบวาดรูปคิดว่าตัวเองวาดรูปสวยไหม
คืออย่างนี้…ห้องเรียนทุกห้อง มันจะมีคนที่เก่งศิลปะอยู่คนหรือสองคนเสมอ เวลาจะต้องวาดรูปก็จะใช้คนนี้ เราคือหนึ่งในนั้นเว่ย เราแม่งภูมิใจในเรื่องนี้มาตลอด ตอนเด็กๆ ครูชอบว่าเราว่า “ให้พ่อวาดรูปมาให้หรอ?” เราก็รู้สึกพราวด์มากเลยนะ ว่าไอ้เหี้ยกูแม่งเก่งว่ะ แต่พอมาเรียน product design แล้วเรารู้สึกว่าฟังก์ชั่นการวาดการ์ตูนมันคนละเรื่องกับสิ่งที่เขาสอน มันคือการออกแบบโต๊ะ ออกแบบเก้าอี้ เราไม่สนว่าคุณวาดรูปสวย เขาสนวิธีการคิด เราก็เลยถอยห่างจากตรงนั้น แต่ขณะเดียวกัน เรากลับหอ เราก็ไปวาดรูป อย่างที่บอกว่าเราได้ inspire มาจากพี่ตั้ม Mamafaka เรารู้สึกว่า อะไรทำให้เขาคิดคาแรกเตอร์แบบนี้ขึ้นมาได้ คนจำศิลปินคนนี้จากอะไร เรารู้สึกว่า อ๋อ ศิลปินต้องมีลายเส้น ต้องมีสไตล์ แล้วมันมาจากอะไรเราว่าสไตล์มันเป็นเรื่องง่ายในความยาก คือลายเส้นเรามันดูเหมือนง่าย แต่จริงๆ แล้วมันไม่ได้เกิดจากการที่เราวาดรูปยากๆ หรือง่ายๆ มาก่อน แต่เราวาดมันไปเรื่อยๆ เราเชื่อว่าสไตล์เกิดจากการทำซ้ำไปเรื่อยๆ ซ้ำจนเราคล่องมือ รู้ว่าวาดรูปคนต้องวาด curve แบบนี้ตาแบบนี้ เราว่ามันตรงกับทฤษฎีที่เขาบอกว่าทำอะไรก็แล้วแต่ครบ 10,000 ชั่วโมง คุณจะเป็นคนเก่งในศาสตร์นั้น เราคิดว่าเราก็เป็นอย่างนั้นเพราะเราวาดรูปมาตั้งแต่เกิด เราทำมันตลอดเวลา เราว่าสไตล์เรามันมาจากการที่เราทำบ่อยๆ
อะไรทำให้เกิดเป็นเสลดทอยอย่างทุกวันนี้
พอดีได้เงินมาก้อนนึง แล้วในวัยที่ผมกำลังไฟแรงมาก ตอนนั้นเรายังไม่มีสไตล์ตัวเองด้วยซ้ำ เราก็อยากเห็นโลกมากกว่านี้ แล้วเราได้เงินจากงานฟรีแลนซ์ก้อนนึง มันก็ไม่ได้เยอะ แต่เราก็พยายามจิ้มประเทศไหนก็ได้ที่เราอยู่ได้มากสุดคือ 1 ปี เราก็เลือกมาสองประเทศ คือจีน กับ อินเดีย สุดท้ายเราเลือกอินเดียเพราะเพื่อนเราอยู่ที่นั่น ตั้งเป้าไว้ปีหนึ่งแต่ใช้เงินบ้าคลั่งมาก สองเดือนใช้เงินหมด ผมก็ต้องกลับบ้าน แต่อินเดียก็เปลี่ยนชีวิตผมประมาณหนึ่งเหมือนกัน มันทำให้เรารู้สึกว่าโลกมันกว้างใหญ่จริงๆ เราเคยรู้สึกว่าไทยมันระยำแล้ว อินเดียมันระยำกว่า นึกออกไหมคือ เราไม่เคยคิดแบบนั้นมาก่อน แต่เราชอบอินเดีย เราชอบในความ weird ของมันแบบนี้ แล้วในเรื่องของสี อินเดียมีไลฟ์สไตล์และวิธีการโปรโมทที่ตลกดี อย่างบางทีมีหนังใหม่ เขาไม่ใช้วิธีสกรีนหรือปริ้นท์ลงบนกระดาษแล้วแปะฝาผนัง เขาใช้วิธีการเพ้นท์บนผนัง เพราะกระดาษถูกขโมยได้ เขากลัวโดนขโมย คือที่นั่นคนมันขโมยกระทั่งกระดาษ เราว่า culture มันสนุกมาก เรื่องสีก็สนุกมาก
เราเป็นคนชอบคาแรกเตอร์ของศาสนาหลายๆ ศาสนา อย่างฮินดู เราว่าคาแรกเตอร์มันสนุก เรารู้สึกว่าเป็นคาแรกเตอร์ที่เอามาทำ figure ได้ด้วยซ้ำถ้าไม่ติดเรื่องความเชื่อ ฮินดูมีความหย่อน มันไม่ตึงเหมือนพุทธ เราชอบองค์ประกอบของหน้าตาพวกเทพต่างๆ เรารู้สึกว่าอินเดียมีผลกับเรื่องโลกทัศน์ของเรามาก
ช่วงที่กลับจากอินเดียช่วงหนึ่งของเราเสพงานของ Jeremyville ศิลปินอังกฤษ ช่วงนั้นเขาดังมาก ดังทั่วโลก เราเสพงานเค้าจนมันเข้าไปฝังในสมองเราโดยที่ไม่ตั้งใจ เราก็วาดรูปมา มันมีความคล้ายเขามากเลย แล้วเราก็พยายามถอยออกมา แต่ว่าเราว่าการที่เราไปเก็บ inspiration จากคนนู้นคนนี้ มันเป็นเรื่องที่ดีนะ เพียงแต่ว่ามันอาจจะยังให้ผลไม่ถึงปลายทาง คุณอาจจะต้องลองค่อยๆ ทำมันไปเรื่อยๆ ทำซ้ำๆ จนไอ้ผลผลิตนี้ มันจะค่อยๆ แตกยอดออกมา เราก็คงแตกยอดออกมาจาก Jeremyville หรือพี่ตั้ม Mamafaka หรือหลายคาแรกเตอร์หลายเรื่องอาจเป็นหนังสือเป็นการ์ตูน มันไปอยู่ในหัวเราแล้วเราก็ออกมาเป็นภาพแบบนี้
เล่าถึง URFACE ให้ฟังหน่อย
URFACE ที่ผมทำจริงๆ แล้วผมสานต่อจากพี่ตั้ม Mamafaka ตัวอายุของแบรนด์มีมาแปดปีแล้ว แล้วพอพี่ตั้มเสียก็เลยมีช่วงเว้นวรรคไปผมก็เลยมาช่วย หลักๆ แบรนด์นี้เราพยายามจะเอางานศิลปะมาอยู่ในโปรดักซ์ เราตั้งใจว่าจะเอางานศิลปะที่เคยอยู่ในแกลเลอรี่มาพิมพ์เป็นสินค้า อยากให้ศิลปะที่เคยอยู่ในแกลเลอรี่จับต้องง่ายขึ้น อยู่ในกลุ่มวัยรุ่นอยู่ในกลุ่มคนที่เห็นความสำคัญ ผมรู้สึกว่ากระเป๋าหรือเครื่องแต่งกายมันคือการบ่งบอกรสนิยมของเรา ผมก็อยากให้ URFACE เป็นรสนิยมอย่างหนึ่งของเขาให้คนที่เคยชอบงานศิลปินคนนี้ได้สะพายได้สวมใส่ผมอยากให้งานศิลปะจับต้องได้ง่ายขึ้น
ในยุคหนึ่งงานศิลปะมันคือต้องอยู่ในแกลเลอรีเท่านั้น ผมรู้สึกว่าโลกนี้มันเปลี่ยนไปแล้วก็เลยเกิดเป็นโปรเจกต์ที่นำพี่น้องศิลปินทั้งไทยและต่างประเทศมาทำงานกับเรา ใครที่อยากเอ็นจอยอยากเห็นงานของเราไปอยู่กลางอกบนเสื้อคนอื่น เห็นคนอื่นสะพายกระเป๋าที่เป็นลายของเรา เรารู้สึกว่าเราอยากเป็นตัวแทนของศิลปะที่สามารถจับต้องได้ คนที่เป็นแฟนคลับของศิลปินเขาก็คงอยากมีผลงานที่ชื่นชอบมาอยู่ในห้อง อนาคตเราอยากให้มีสินค้ามากกว่าเครื่องนุ่งห่ม อยากทำเป็นเฟอนิเจอร์หรืออะไรก็ได้
งานต๊อด Sahred Toy หลายชิ้นไม่ได้อยู่บนกระดาษ
คือสกิลการวาดเราพูดได้เลยว่า “กระจอกมาก” การวาดรูปบางคนค่อยๆ เพ้นท์ ค่อยๆ เกลี่ย ของเรานี่คือ เริ่มจากดินสอ สมุด แล้วอยู่ๆ โลกก้มี Photoshop ขึ้นมาเราโดดข้ามไปโฟโต้ช้อปโดยที่ไม่ได้ผ่านการเรียนพวกการใช้ทีแปรงการร่างเส้น ทุกวันนี้ให้เราแรเงาเราแรเงาเหี้ยมาก! มันต้องสานกันแบบอะไรของมัน ซึ่งเราไม่เข้าใจ เพราะฉะนั้นเวลาเราทำงานภาพที่เป็นมิติ เราจะรู้สึกว่าถ้าเราเพ้นท์งานเราจะดูโง่มาก ดูกระจอกมาก คนที่เป็น มันดูออก เราเลยว่าถ้างั้นหาวิธีอื่นที่ไม่ได้เป็นเพ้นท์ตรงๆ หาวิธีสร้าง object อะไรบางอย่างที่มันมีความนูนมีความเว้า เราเป็นคนชอบเย็บปักถักร้อยมาก ม.3 นี่จะเป็นตุ๊ดอยู่แล้ว
คือแบบชอบมาก ชอบเย็บไม่รู้เป็นเหี้ยอะไร มีวิชา กพอ. โอโห เย็บจังเลย เย็บทั้งวันคือชอบอะ เราเลยรู้สึกว่าคือสกิลนี้คือแม่งเอารอดเว้ย! เราก็มาเย็บเองอะไรเอง ไปซื้อของสำเพ็งบ้านมีของอะไรบ้างเอามาเติมสร้างเป็นชิ้นงานขึ้นมา ซึ่งเราก็ไม่รู้หรอกว่ามันจะเป็นงานที่ดีหรือไม่ดี แต่เรารู้สึกว่าเราแค่เห็นไอ้หน้านี้ เออ มันดูเพี้ยนๆ ดีเราชอบความประหลาด ชอบความไม่สมบูรณ์ มันออกมาจากหัวเราเราก็รู้สึกว่าจบแล้ว… ในมุมของคนที่สะสมงานศิลปะงานอย่างนี้คือมันยังไม่เข้าขั้นด้วยซ้ำมันเป็นงานที่ผิวๆ แต่เราแค่…เหมือนคนอยากระบายอารมณ์ เราก็ระบายกับสิ่งนี้ขึ้นมาเท่านั้นแหละ…
มีงานชิ้นไหนที่ทำแล้วภูมิใจมากๆ
จริงๆ เป็นงานดูเร็กซ์นะ งานดูเร็กซ์คืองานแรกๆ ของเราที่ได้โชว์ความเป็นตัวเอง 100% ตอนนั้นเราเจอสไตล์ หลังจากกลับจากอินเดียได้ไม่นานมาก น่าจะสองสามปี ไม่แน่ใจ ก็เริ่มวาดสไตล์นี้มาเรื่อยๆ แล้วพอเราเริ่มลงงานพวกบล็อกพวกเพจ ก็มีแบรนด์เริ่มเข้ามาจ้างเรา แล้วเราก็รู้สึกแบบ… คือเขาจ้างงานเราเพราะอะไรวะ เพราะเราวาดรูปจู๋รึเปล่า แต่สุดท้ายเข้าไปฟังบรีฟ เขาบอกว่าไม่ขอรูปที่เป็นอวัยวะเพศอะไรทั้งนั้น ขอเป็นแบบที่เราสามารถถ่ายรูปได้ เราก็เลยแบบเฮ้ย ลองเล่นอะไรที่มันดูลึกๆ ดีกว่า ที่มันดูไม่ใช่เรา เพราะเราเป็นคนตื้นมาก ก็เลยแบบตีความจากสุภาษิต เรือล่มปากอ่าว นกกระจอกไม่ทันกินน้ำ เราก็ตีเป็นภาพ เราก็เอามาเล่นเป็นภาพ 4 ภาพนี้ คือถ้าเรียงต่อกันมันคือโลกของเรื่องเพศ เราอยากให้คนที่ได้ไปค่อยๆ ดู ทีแรกอาจจะดูสวย มองๆ ไปแล้วเห็นทำไมนกกระจอกอยู่ตรงนี้ เกิดการตีความขึ้นมา เรารู้สึกว่าอย่างน้อยถ้าเป็นแค่ผิว เราก็อาจจะลงเรื่องดีเทล มันเป็นงานที่เราค่อนข้างภูมิใจกับมันประมาณนึง
อิลาสเตเตอร์รุ่นใหม่ๆ ทำยังไงให้อยู่รอด
จริงๆ ก็คิดว่าเราจะเอาท์ไปแล้วนะ ก็งงอยู่เหมือนกันมันควรจะไปตั้งนานแล้ว แต่เราไม่รู้ว่าเพราะอะไรเหมือนกัน เรามีเพื่อนคนหนึ่งชื่อ หมู ไตรภัค สุภวัฒนา เป็นนักวาดการ์ตูนและวาดภาพประกอบที่เป็นคนขยันมาก ทำงาน แชร์งานในเฟสบุ๊กทุกวัน คือขยันแบบขยันสุดๆ มันก็บอกมาง่ายๆ ว่าจริงๆ แล้ว ไม่เห็นต้องคิดอะไรมาก คือต่อให้คุณไม่มีงาน แต่สิ่งนี้คือสิ่งที่คุณชอบ ตื่นมาคุณก็แค่วาดรูป ถ้าวันหนึ่งแบรนด์หรือลูกค้าเห็นในสิ่งที่คุณทำ เขาชอบ เขาก็จ้างคุณเอง คือไม่เห็นต้องคิดอะไรเยอะขนาดนั้น เราไม่จำเป็นต้องรวยก็ได้ แต่ขอแค่ตื่นขึ้นมาแล้วได้ทำในสิ่งที่เรารักและเราแฮปปี้ก็จบ!
คือเรารู้ว่าเฮ้ยแม่งจริงว่ะ คือเราต้องไปขายประกันหรือทำอะไรที่เราไม่ได้ชอบมัน มันคงรู้สึกอีกแบบหนึ่ง อย่างน้อยคือเราว่าได้ทำในสิ่งที่เรารักแล้วมันได้เงินด้วยเลี้ยงครอบครัวได้คือเราว่าจบ!

ขอขอบคุณบางส่วนภาพจาก
www.instagram.com/sahredtoy
www.instagram.com/urfacestore
#คุยไปเรื่อย กับนักออกแบบปกวงดนตรีแถวหน้าของเมืองไทย เป๋ง ชานนท์ ยอดหงส์
อย่างงานคอนเสิร์ตซิลลี่ฟูลที่เป็นคอนเสิร์ตครั้งที่ 2 (WELCOME TO LEO Presents SILLY WAR II Concert สงครามของคนโง่) เป๋งก็เป็นคนดูแลทั้งโปรเจกต์ และเป็น Visual Director ให้คอนเสิร์ต Room39 ล่าสุดทำ BOMB AT TRACK และเวทีของน้าเนก ในงาน Big Mountain ซึ่งทำมาแล้วสองปีซ้อน
ในส่วนของงานออกแบบปกซีดีที่ทำล่าสุดคือ วิชาตัวเบาของ Body Slam, Room39, Big Ass, พี่ป้าง, นนท์ ธนนท์ แล้วยังมีงานออกแบบกับ LOVEiS พี่โอ แว่นใหญ่ (หัวเราะ) เยอะ! นอกจากจะออกแบบปกซิงเกิ้ลกับปกอัลบั้ม พวกงาน Key visual ก็ยังดูแลและที่เป๋งชอบมากที่สุดคืองานออกแบบให้กับแผ่นเสียงบอดี้สแลม
คิดว่าคนรู้จักเป๋งตอนไหน
ผลงานที่ทำให้คนรู้จักน่าจะเป็นอัลบั้ม คราม ของบอดี้สแลม คนรู้จักเพราะตัวศิลปินเขามีชื่อเสียงอยู่แล้วด้วย ทำให้มีคนรู้จักเรา และเขาให้เครดิตเราเยอะเหมือนกัน เวลาสัมภาษณ์วงเขาก็จะพูดถึงเรา คนรู้จักมากขึ้นจากอัลบั้มนี้เลย ‘คราม’ เป็นอัลบั้มวัดใจมากเพราะไปถ่ายที่สามพันโบก ซึ่งไกลมากและแทบไม่มีข้อมูลสามพันโบกเลย รู้แค่ว่าจะถ่ายที่นั่นเพราะพี่ตูนบอกว่ามันสวยดีว่ะ คือตอนนั้นยังคิดคอนเซปต์ไม่ออกว่าจะไปถ่ายที่ไหน แล้วตอนนั้นผมนั่งดูทีวีกับพี่ตูนตอนค่ำๆ แล้วรายการท่องเที่ยวพาไปสามพันโบกพี่ตูนบอกว่า “แม่งสวยดีว่ะ ไปปะๆ” ไปดิพี่ ไปๆๆ เราก็ไป เสนอค่ายค่ายด่าเลย มึงเคยไปเหรอวะ แล้วมึงรู้ไหมว่ามันเป็นไง ไม่รู้พี่ แต่อยากไป พี่บอก รู้ไหมมันลำบากมากแค่ไหน ก็ไม่รู้ แล้วคือต้องขนเอาอะไรไปวุ่นวายมาก ก็เลยไปปรึกษาไอ้โอ๊ต ช่างภาพโอ๊ตบอก ฮื้อ ไม่เป็นไรเอากล้องไปตัวสองตัว ไปกดๆ ยิงๆ สแนปเอาไม่ต้องใช้ไฟ แสงธรรมชาติ ก็ถ่ายงานออกมา จบ ดี สวย
ทำได้เว้ย! จบเลยทีนี้เขาเลยปล่อยให้เราได้คิดงาน เหมือนเขาเชื่อเรามากขึ้นเลยตอนนั้น ทีมงานเขาเชื่อเรากับทีมเรามากขึ้น จากนั้นเขาก็ปล่อยเราเราก็ทำงานคล่องตัวขึ้น จากที่เขากลัวว่าเราจะทำไม่ได้ก็เลยออกมาเป็นอัลบั้มนี้ คราม บอดี้สแลม
จริงๆ เขาก็ยังไม่เชื่อฝีมือผมหรอกเพราะเรายังเด็กๆ เด็กมากประสบการณ์ก็ยังน้อยแต่ก็ขยี้ๆ กันไปจนเขาเชื่อใจ ผมเดาว่า…อาจจะเป็นผมกับวงเกิดในเจนใกล้ๆ กัน เรื่องการฟังเพลงหรือไลฟ์สไตล์มันมีความใกล้เคียงกันประมาณนึง คุยกันแล้วก็เลยงานไม่ติดขัด สนิทกันเร็วมาก ก็เลยทำงานจนจบ ทีนี้บอดี้สแลมก็เลยใช้งานผมยาวเลย (หัวเราะ) ต่อด้วยอัลบั้ม ดัม-มะ-ชา-ติ คราวนี้พี่ตูนเริ่มมันแล้ว ก็เลยบอกว่า เป๋ง มึงอยากทำอะไร มึงทำเลย อยากทำอะไรก็ได้ ไม่มีโจทย์ ไม่มีอะไรเลย ก็เลยคิดงานออกมาให้เขา แล้วเขาก็ชอบ แล้วล่าสุดก็ทำอัลบั้ม วิชาตัวเบา ให้เขา แล้วเขาก็รีเควสมาว่า อยากให้เราทำ เราก็โคตรดีใจเลย เราก็เลยได้ทำกับบอดี้สแลม 3 อัลบั้ม
เป็นคนฟังเพลงหลายแนวอยู่แล้ว?
จริงๆ ผมเป็นคนฟังเพลงมาแต่เด็ก บ้านผมเป็นครอบครัวใหญ่ อยู่กับน้าๆ หลายคน น้าผมจะบ้าฟังเพลงกันทุกคน แล้วแต่ละคนจะมีห้องของตัวเอง ห้องนึงจะเป็นพังก์จะบ้า Sex Pistols หรือ Nirvana เป็นแบบกรันจ์ อีกคนก็มาแจ๊ส Miles Davis อีกคนจะเป็นสาย Pink Floyd อะไรแบบนี้คือแต่ละคนมีสไตล์แตกต่างกัน ผมก็เลือกเข้ามันทุกห้อง น้าผมจะสอนผมตลอดเลยว่า อย่าไปทำอะไรเหมือนคนอื่น เขาจะพูดคำนี้ตลอด อย่างเช่นผมไปซื้อเสื้อผ้ากับน้า ผมบอกว่า นี่กำลังฮิตเลย น้าผมบอกว่า ไอ้พวกนี้อย่าไปใส่มัน แม่งเหมือนคนอื่น คือคำนี้ผมจะโดนฝังมาในหัว เพราะผมสนิทกับน้าผมมาก สมมติเสื้อผ้าหรือแฟชั่นนี้กำลังมา ผมจะไม่เอา หรือรองเท้ายี่ห้อนี้ผมซื้อแล้วพอรู้ว่ามันฮิต ผมจะไม่เอาเลย ทั้งที่มันสวยนะ ไม่เอาแม่งฮิต ผมก็ไม่เอา กลายเป็นคนแต่งตัวหรือซื้อของยาก เพราะเราต้องรีเสิร์ชก่อนว่ามันฮิตไหม เคยซื้อมาแล้วมันฮิต แล้วแบบ…โห เชี่ย มันฮิตหรอวะเนี่ย เฟลมาก ก็เลยไม่ใส่เลย รอจนมันเลิกฮิต แล้วค่อยมาใส่ คือจะกลัวมาก ผมกลัวการที่เดินออกจากบ้านแล้วใส่เสื้อหรือรองเท้าเหมือนคนอื่น เห็นแล้วจะเฮ้ย… เออ จะเป็นแบบนี้ มันเหมือนโดนปลูกฝังมาแบบนี้
อย่างรองเท้า ผมจะซื้อรุ่นที่มันไม่ฮิต อย่างผมไป Atmos ผมก็ถามคนขาย เฮ้ย รุ่นนี้คนใส่เยอะไหม เขาบอก โหยพี่จะไปเก็บแล้วเนี่ย ผมบอก เฮ้ย รีบเอามาเลย คือ มันต้องสวยด้วยและไม่ฮิตด้วย ผมจะเอา มันเลยเหลือสิ่งที่เราจะเอาแค่นิดเดียว มันก็เลยมีผลกับงานที่ทำอยู่ กระแสไหนมา ผมจะพยายามเลี่ยง กระแสกราฟิกหรือภาพสไตล์นี้มา ผมก็พยายามเลี่ยง แต่บางครั้งมันก็เลี่ยงไม่ได้ บางครั้งลูกค้าอยากได้อะไรที่มันเป็นกระแส ผมก็โอเค ทำได้ แต่เราก็ไม่ได้เอามาทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์
ความฝังใจวัยเด็กส่งผลสู่ปัจจุบัน
ช่วง ม.4 ยุคพาราด็อกซ์ พี่ป้าง เป็นยุควงอินดี้กำลังมาวงไร้สังกัดกำลังมา แต่พี่ป้างน่าจะอยู่โซนี่ตอนนั้นเป็นยุคที่ปกทุกอันเป็นศิลปินขึ้นปกหมดเลย จนมีของพี่ป้างโผล่มา เราก็เห็นแล้วแบบ…คืออะไรวะ มาฟังเพลง เพลงโคตรมันเลย พอซื้อเทป จำได้เปิดกล่องเทปขึ้นมา แล้วจับกระดาษ นี่มันอะไรวะเนี่ย กระดาษที่เราไม่เคยจับ ยุคนั้นจะนิยมกระดาษมันๆ กระดาษอาร์ตการ์ด แต่นี่คือมันเป็นกระดาษแห้งๆ แล้วมันมีกลิ่น ผมหยิบขึ้นมาแล้วถูๆ แล้วดมกลิ่นกระดาษยังจำความรู้สึกนั้นได้อยู่เลย แล้วก็ฟังเพลงแล้วก็อ่านปกเทปทุกหน้า เครดิตทุกอย่าง เพราะมันเป็นเรื่องบันเทิงในการที่ เราฟังเพลง ใส่เทป แล้วอ่านเนื้อเพลงตาม ผมรู้สึกว่าเพลงมันจะเพราะขึ้น 60% ผมรู้สึกอย่างนั้นเลยนะ ผมรู้สึกว่าเพลงที่ฟังอย่างเดียวไม่ได้เห็นเนื้อเพลงจะเฉยๆ แต่พอได้อ่าน โห! เพลงเพราะจังวะ! แล้วมันเป็นความฝังใจว่าเราชอบกระดาษนี้ จนพอได้ทำออกแบบปกอัลบั้มแพ็กเกจจิ้งซีดี ผมเลยฝังใจว่าเราต้องเอากระดาษนี้มาใช้ให้ได้ เหมือนได้ตอบสนองความต้องการในวัยเด็กของเรา ประมาณนั้น ก็เลยเอามาใช้ แต่ก็ไม่ใช้ของพี่ป้างนะไปใช้กับวงอื่น
‘เวลา’ ความยากในการทำงาน
งบครับ น่าจะเป็นทุกอาชีพ แต่ผมก็มองว่า งบประมาณเหมือนน้ำท่วมอะ รู้แล้ว รัฐบาลเตือนแล้วว่าน้ำกำลังจะท่วมในช่วงนี้ ฝนจะตกหนัก สิ่งที่จะต้องทำคือ ป้องกันไม่ให้น้ำเข้าบ้านแค่นั้นเอง ครีเอทีฟกับการป้องกัน ก็อย่างที่หลายคนบอกว่า ยิ่งงบน้อย ยิ่งทำให้คนมีครีเอทีฟมากขึ้น แต่งบเยอะก็ทำให้ครีเอทีฟได้กว้างขึ้นเหมือนกันนะครับ (หัวเราะ) ก็เป็นเรื่องของงบกับเวลา เอ้อ…จริงๆ เวลาเป็นปัญหาหลักเลยเพราะงบประมาณมันมีเลขตายตัวอยู่ประมาณนึงแต่น่ากลัวสุดคือเวลา
เรื่องศิลปินเรื่องมากนี่ผมไม่เคยเจอเลย ผมโคตรชอบศิลปินเรื่องมาก ชอบมากๆ มาเลยชอบ! เวลาเจอใครติดต่อมาแล้วบอกว่า “พี่คนนี้จะเยอะหน่อยนะ จะเรื่องมากหน่อย” ผมบอก มาเลยชอบ! แต่พวกเรื่องน้อยๆ ผมไม่ชอบเพราะเขาจะไม่มีอะไรมาเลย ผมชอบแบบ…เราจะต้องอย่างนี้ว่ะ มาเลยมาพูดมาอีกถกเถียงกันอย่างนี้ผมก็สนุก แต่ถ้าเกิดมาแบบ… อะไรก็ได้ครับ อย่างนี้ผมทำงานไม่ได้ถ้าอะไรก็ได้ผมทำไม่ได้เหมือนเข้าร้านอาหาร “กินอะไรดีครับ” แล้วบอก “กินอะไรก็ได้ครับ” โห…คนทำกับข้าวทำไม่ถูกเลยนะ ผมเลยชอบคนเรื่องเยอะๆ
เวลาน้อยงานมันก็ออกมาตามเวลาเหมือนกัน บางทีงานออกมาไม่ดีเราก็ไม่อยากบอกใครว่าเป็นงานเรา เพราะในงานที่ผมภาคภูมิใจผมก็อยากโม้มาก ผมทำอะไรมาปุ๊บ! ผมเอาลงเพจแล้วอธิบายเรื่องราวในเพจผมถึงเหตุการณ์หรือขั้นตอนการคิดเป็นยังไง แล้วทุกเรื่องจะไม่เหมือนกันสักเรื่อง ผมสนุกในการเล่าพวกนี้ แต่ถ้าเกิดงานไม่มีอะไรเลย ผมจะไม่กล้าเล่า แทบจะไม่โพสต์ด้วยซ้ำถ้างานไหนไม่ชอบ
มีอันไหนที่ภูมิใจและอยากพูดถึงไหม
จริงๆ ชอบเยอะมากเลย อย่างบอดี้สแลม ‘วิชาตัวเบา’ ผมทำปกเป็นรูปว่าว ตอนนั้นพี่ตูนอยากได้เป็นก้อนเมฆ แล้วผมว่า ก้อนเมฆมันเบาไปหน่อย ผมชอบไอเดียที่แบบไม่อยากให้ใครคิดตามได้ ต้องเป็นของกูเท่านั้น ก็เลยคิดว่าว่าวน่าจะเป็นตัวแทนของสัญลักษณ์เครื่องเล่นไทยได้ดีอย่างหนึ่งผมเลยเลือกอันนี้เป็นว่าว แล้วมันมีเรื่องต้องแก้ปัญหา พอดีวงเขาไม่ว่างมาถ่ายรูป ผมก็เลยใช้รูปที่ถ่าย key visual concert ตอนเล่นที่ราชมังคลาฯ แล้วผมก็เลยใช้กิมมิกด้วยการเอาแผ่นใสมาลองทำทับกับรูปวงอีกที อยากให้มันมีเรื่องราวข้างใน จริงๆ อัลบั้มนี้จะมีโปสเตอร์ที่แรนดอม และมีแผ่นใสที่เอาไว้ส่องดูกับท้องฟ้า มีสภาพอากาศที่แตกต่างกันไป ผมมองว่า ยุคที่คนใช้ social network มากกว่าที่จะซื้อซีดี ผมเลยอยากให้เอาของพวกนี้ไปเล่นใน social network ถ่ายรูปอารมณ์ของตัวเองในแต่ละวันและก็โพสต์ลงโซเชียล เป็นอารมณ์ของวันนั้น ก็มีคนเล่นแผ่นใสนี้นะ คือต่อให้ฝนตกแต่เราก็มีความสุข เราก็จะหยิบท้องฟ้าสดใส มีรุ้ง แล้วก็ถ่ายรูปลงโซเชียล ผมอยากให้มีกิมมิก และผมชอบบอดี้สแลมอย่างนึง คือพี่ตูนและคนในวงชอบรีเควสว่า อย่ารีทัชหน้าเขา ชอบอะไรที่ดิบๆ เซอๆ มากกว่ารีทัชหน้าให้เนียนๆ ใสๆ อันนี้เป็นความชอบส่วนตัวมากกว่าไม่ใช่เรื่องดีหรือไม่ดี
สังเกตว่างานเป๋งจะชอบให้คนมีส่วนร่วม?
ผมชอบให้คนมีส่วนร่วมกับชิ้นงาน เหตุผลคือผมรู้สึกว่า การที่คนมีส่วนร่วมกับชิ้นงาน ถ่ายรูปลงโซเชียลฯ แล้วมันจะเพิ่มยอดขายได้ อย่าง Room39 อัลบั้ม Restart รีสตาร์ทคือเริ่มต้นใหม่ ทางวงเขารีเควสมาอย่างเดียวว่าขออะไรก็ได้ที่ดูสนุก มีเรื่องราว ผมก็เลยทำเป็นคอลลาจ ผมรู้สึกว่าทุกคนรีสตาร์ทมาบนเส้นทางและจุดเริ่มต้นเดียวกัน แต่คุณใส่รองเท้าคนละแบบ คนหนึ่งใส่บูท คนหนึ่งใส่สนีกเกอร์ เรื่องราวก็จะเปลี่ยนไปอีก ผมเลยเลือกเป็นคอลลาจ ตัดแปะ คือคนซื้อสามารถเอามาวางซ้อนกัน แปลว่าหน้าปกของทุกคนจะไม่เหมือนกัน ถ้าคุณเอาแผ่นนี้ขึ้นก่อน ตามด้วยแผ่นนี้ เรื่องก็จะเปลี่ยนไปกลายเป็นว่าปกซีดีอันนี้เวลาวางแผงจะไม่มีปกไหนเหมือนกันเลย ผมบอกทางโรงพิมพ์ว่าให้วางมั่วไปเลย ผมชอบเวลาเห็นร้านซีดี ปกเวลาวางขายมันก็จะต่างกัน แล้วผมให้วงเขียนลงโซเชียลฯ ว่า หน้าปกซีดี Room39 ของคุณเป็นยังไง เท่ากับได้กระตุ้นยอดขายของเขาอีกทีนึง แต่ละคนก็ปกไม่เหมือนกันเลยสักคน สนุกดีกับผลงานชิ้นนี้
กฎเหล็ก 2 ข้อในการทำงาน
ผมตั้ง mind set ของงานตัวเองไว้ตั้งแต่แรกเลยว่า ผมจะไม่ให้งานซ้ำกัน ผมไม่ใช่อาร์ตทิส ผมเป็นอาร์ตไดเรกเตอร์ ผมตั้งโจทย์ไว้ว่า หน้าที่ของคุณคือห้ามใช้สไตล์เป็นตัวเล่าเรื่อง ต้องใช้ตัวศิลปินเป็นตัวเล่าเรื่อง เพราะเราเป็นคน follow เขาอีกทีหนึ่ง เราไม่ได้เป็นเจ้าของผลงาน ผมต้องปักหมุดไว้อย่างนั้นเลย ถ้างานไหนมีความคล้ายๆ เดิม ผมจะเริ่มคิดว่า ไม่ได้แล้วว่ะ ต้องเปลี่ยนแล้วว่ะ ข้อแรกคือห้ามเหมือนใคร ข้อสองคือห้ามซ้ำเดิม เป็นสองข้อที่ผมตั้งกฎไว้กับตัวเองตลอดเวลาทำงาน
แนวคิดแบบนี้ทำให้ทำงานยากเสียเวลาเยอะเหมือนกัน เพราะพอทำงานมาเป็นสิบปีสิ่งที่มันจะมีคือสไตล์หรือสูตรวิธีการทำงานแบบเดิมๆ ที่เราจะคิดเหมือนเดิมทุกอย่าง ซึ่งอันนี้มันใช้เวลา สมมติว่ามันออกมาเหมือนเดิม ผมก็ต้องคิดว่าทำยังไงต่อวะหลุดออกไปจากวิธีเดิมให้ได้ แต่มันจะมีโครงสร้างหลักๆ ในสไตล์ที่ลูกค้าเขาชอบ ถ้าเป็นงานปกอัลบั้มหรือซิงเกิ้ล เขาจะชอบผมในความกวนตีน (หัวเราะ) มันจะมีความกวนตีน ทะลึ่ง ลามก อยู่ในงาน คือมันตรงกับตัวผม เหมือนแบบลูกค้าจะซื้อ ไม่ใช่สไตล์แต่เป็นสันดานคือมันมาจากความเป็นตัวผมที่ถ่ายทอดออกมาในงาน
ดูอะไรที่ไม่ชอบบ้างเพื่อค้นหาไอเดียใหม่ๆ
ผมไม่นั่งทำงานแบบมานั่งเปิดเน็ต Pinterest ผมจะไม่ทำอย่างนั้น ผมจะปล่อยไปเรื่อยๆ แล้วผมเชื่อในสมองของคน เวลามันเห็นอะไรสะกิดใจ ไอเดียบางอย่างจะเข้ามาปุ๊บแล้วเราก็ เฮ้ย! เออว่ะ อันนี้ได้เว้ย! ผมให้สมองทำงานด้วยตัวมันเอง ผมชอบไปดูหนัง ฟังเพลง เปิดเอ็มวี เปิดไวรัล ผมจะดูทุกอย่าง ผมดูแม้กระทั่งโฆษณาในยูทูปที่บางคนอาจกดข้ามแต่ผมก็เลือกที่จะดู จริงๆ ผมไม่ได้ชอบดูนะแต่ผมรู้สึกว่าการดูสิ่งที่ตัวเองไม่ชอบ มันจะเจอไอเดียใหม่ หรือไปในที่ที่เราไม่อยากไป มันจะเจอไอเดียใหม่ แต่ถ้าไปในที่ที่เราชอบไปอยู่แล้ว หรือฟังเพลงหรือดูหนังที่เราชอบดูอยู่แล้ว เราจะไม่เกิดไอเดียใหม่ขึ้นมา เพราะเราจะมีวิธีคิดของเราในรูปแบบเดิม อย่างผมไปต่างจังหวัด ผมจะเดินไปคนเดียวไปที่ที่ไม่มีชื่อเสียงเป็นที่ที่อะไรก็ไม่รู้เดินมั่วๆ ไป เจอใครผมก็ไปคุยด้วยเลอะเทอะเหมือนกันมั่วซั่วมาก
ไอเดียมันก็จะมาของมันเรื่อยๆ แล้วผมก็จะชอบจดเก็บไว้ หลังๆ บันทึกลงโทรศัพท์ บางทีก็อัดเสียง เจอไอเดียอะไรก็รวบรวมข้อมูลแล้วกลายเป็นก้อนไอเดีย อีกอย่างผมสอนหนังสือสอนนักศึกษาความสนุกคือการได้คุยกับนักศึกษาหลายๆ คนเขาจะมีไอเดียนั่นนี่ เราก็คุยว่ามีไอเดียอะไรมาแชร์กันหน่อยมันก็เลยได้สิ่งเหล่านี้เป็น source เก็บไว้กับตัวเยอะมาก สนุกดี ผมชอบให้เด็กพูด ผมสอน ผมพูดน้อยกว่าเด็กเยอะเลย พอเด็กทุกคนมาพรีเซนท์มาเล่าให้ฟัง มีอะไรบ้าง สนุกมากเลย
เป๋งรักษาตัวตนที่มีมาตั้งแต่เด็กยังไง
ผมว่าตัวตน ความชอบ มันหายไปไม่ได้ แต่ว่ามันน่าจะเป็นแค่การปรับเปลี่ยนตามยุคสมัย เหมือนตอนเด็กๆ เราชอบฟังเพลงที่หนักๆ เมื่อก่อนผมฟังพวกพังก์ Sex Pistols ตอนเด็กๆ ชอบมา โตมากลับมาฟังแล้วฟังไม่ได้เลยนะ รู้สึกปวดหูว่ะ เคยเปิดให้ลูกฟัง จำได้ลูกฟังแล้วหยิบแผ่นซีดีอีกแผ่นมาทุบ ปัง! เลิกฟังและ มันพังก์เกินไป แล้วมันมันส์มันดิบพี่ออฟบิ๊กแอสซื้อมาบอกว่าเป๋ง “เราฟังไม่ได้ว่ะ” เขาเอามาให้ เรายกมือไหว้ขอบคุณครับเพราะเป็นอัลบั้มที่ชอบมากอยู่แล้ว ผมเชื่อว่ามันปรับตามยุคสมัย ตอนนี้ผมก็ฟังเพลงที่สุขุมขึ้น นิ่งขึ้น ไม่โฉ่งฉ่าง โวยวาย แต่ก็ยังมีบางอารมณ์ที่กลับไปฟังบ้าง แก้เลี่ยน แต่ผมไม่ได้ใส่หนัก เมื่อก่อนผมจะเกลียดดนตรีที่มีคีย์บอร์ด แม้กระทั่งมีคีย์บอร์ดเข้ามานิดนึงผมจะไม่ฟังนะผมต้องกีต้าร์ดิบๆ แบบ Kurt Cobain, Nirvana พอโตมาเดี๋ยวนี้ฟังไม่ได้แล้วก็ตามยุคสมัยของมัน ผมว่าวิธีคิดก็เปลี่ยนไป ผมเชื่อว่าแกนกลางยังอยู่คนเรามันเปลี่ยนไม่ได้
แผ่นเสียงคือความสะใจ ‘ไม่ฟังก็เสพได้’
เป็นความสะใจ! ผมไม่ใช่คนละเมียด คนฟังแผ่นเสียง เขาจะมีความละเอียดอ่อน ฟัง นั่งจิบกาแฟ ผมไม่มีสมาธิขนาดนั้น แต่ผมอยากมีมันไว้ในบ้านผมรู้สึกว่าถ้าวงที่ผมรักผมจะไม่สามารถมีได้แค่ซีดีหนึ่งแผ่น ผมรักเขามากกว่าที่จะซื้อแค่ซีดีหนึ่งแผ่น ผมอยากได้ทุกอย่างที่เป็นของเขา อยากได้เสื้อเขา อยากได้บ็อกเซ็ท ผมก็เลยซื้อแผ่นเสียงมาเก็บด้วย คือแบบวางเรียงกัน มันมีความสุขมาก ดูอาร์ตเวิร์ก สมมุติอย่าง Stone Temple Pilots ผมเห็นซีดีมันเล็กไป แต่พอจับแผ่นเสียงมันดู อุ้ย….มันวะ มันมีความสุขมาก ในการได้ดูแบบเต็มๆ อันนี้เป็นวงที่ผมเลือกฟังเพราะปกนะ พอเห็นปกแล้วมันสวยเป็นงานคอลลาจแล้วมันคอลลาจได้ห่วยแตกมาก จระเข้โง่ๆ โผล่มา ผู้หญิงชุดว่ายน้ำ ศาลจีนโผล่มา คือมันไม่มีอะไรเกี่ยวกันเลย ผมดูแล้วแบบ เฮ้ย! มันคืออะไรวะ มันไม่เข้ากันเลย ก็เลยเอามาฟัง โหย มันเว้ย นักร้องเท่อีก ก็เลยยาวเลยทีนี้
นี่ Pink Floyd เห็นตั้งแต่เด็ก ที่บ้านบ้า Pink Floyd โตมาก็เจอ ก็ต้องซื้อเก็บ หรืออย่าง Red Hot Chilli Pepper จำได้ว่าซื้อเทปตอน ม.2-3 ฝากเพื่อนซื้อมา แล้วเป็นอัลบั้มที่ชอบมาก (One Hot Minute) กรี๊ดมาก พอโตมาก็เลย เก็บซีดี ผมซื้อซีดีเรดฮอตอัลบั้มนี้ 2 แผ่น ไม่มีเหตุผลด้วย แต่รู้สึกว่ามันไม่พอก็เลยซื้อสองแผ่น เป็นเหตุผลที่ปัญญาอ่อนมาก (หัวเราะ) แล้วพอมีซีดีสองแผ่น แล้วไงต่อวะ ก็ต้องแผ่นเสียงดิวะ ก็เลยหาซื้อแผ่นเสียง จริงๆ มันต้องแผ่นแดง แต่หมด ได้แผ่นดำ แล้วตามหาบ็อกเซ็ทก็ไม่มี เหมือนเป็นอัลบั้มเปลี่ยนชีวิตในการฟังเพลงประมาณนึง
ผมสะสมแผ่นเสียงเยอะนะแต่ผมว่าผมหาเงินคืนจากมันได้เยอะกว่า เหมือนผมทำงานด้านนี้ด้วยเหมือนการซื้อของผมมันสามารถต่อยอดได้เป็นไอเดีย พอผมซื้อมาผมก็มานั่งแกะดู ได้ไอเดียจากลูกเล่น แพ็กเกจ อย่าง The Smashing Pumpkins อันนี้ อัลบั้ม Mellon Collie & the Infinite Sadness ผมมานั่งดู แล้วผมก็ได้ไอเดียจากมันเยอะมาก ผมรู้สึกว่าผมซื้อมาไม่กี่พันแต่ผมสามารถต่อยอดได้หลายหมื่น
ถ้าล้มตอนอายุ 40 มันยังกลับขึ้นมาได้
เป้าหมายต่อไปที่ตั้งใจให้สำเร็จคือตอนนี้อยากให้บริษัทของตัวเองไปได้ไกลบริษัทผมไม่ได้ใหญ่โตทำกันเอง จ้างฟรีแลนซ์ จริงๆ อยากทำแบรนด์เสื้อผ้า เมื่อก่อนเคยทำ เป็นแบรนด์ชื่อเดียวกับบริษัท มันไม่มีเวลา คือมันขายดีมาก แต่เวลามันน้อย และเราก็เลือกงานที่มันได้เงินชัวร์ๆ ทำก่อน ตอนแรกผมจะเอาแบรนด์เสื้อผ้าเป็นงานรอง แต่ตอนนี้ผมรู้สึกว่าถ้าทำแบบนี้ แล้วตอนนี้อายุ 38 แล้ว เราจะต้องมีอะไรมากกว่านี้แล้ว ก็เลยคิดว่าจะกลับไปทำแบรนด์เสื้อผ้าอีกครั้ง แล้วก็จะลงแรง 100% เลยและจะไม่รับงานเพลง กะว่าต้องวัดดวงอย่างน้อยถ้าล้มตอนอายุ 40 มันยังกลับขึ้นมาได้ ถ้าเลยไป 40 กว่า ล้มทีจะลุกลำบาก ผมก็เลยว่าจะลองดู
จำไว้ห้ามแก่!
ผมชอบบอกตัวเองว่า “ห้ามแก่!” ไม่ว่ายังไงห้ามรู้สึกว่าตัวเองแก่แล้วว่ะ ผมจะเกลียดมากที่การโพสต์ลงเฟสบุ๊ก(อันนี้เป็นความเกลียดส่วนตัว) ปีนี้เราแก่ขึ้นอีกปีแล้วว่ะ! หรือปีนี้อายุ 38 แล้ว แก่ว่ะ ผมไม่เคยคิดอย่างนั้นเลย กูยังไม่อยากตายตอนอายุ 40 ทำไมต้องคิดว่าตัวเองแก่วะ แก่คือต้องคุณต้อง 70 ขึ้นไปแล้ว เป็นอีกเรื่องนึงแล้ว คือเราจะไม่แก่ เราต้องดูแลตัวเอง แต่งตัว เสพสื่อ สิ่งใหม่ๆ อันนี้เป็นวิธีคิดของผม

ขอขอบคุณภาพบางส่วนจาก
www.instagram.com/peng_chanon
“อาดิดาส เอาท์เล็ต” ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เปิดแล้ววันนี้ที่ เซ็นทรัล วิลเลจ

ปัจจุบัน อาดิดาส มีเอาท์เล็ตทั้งหมด 4 สาขาในประเทศไทย ได้แก่ แฟคทอรี่ เอาท์เล็ต (เมืองทองธานี),
แฟคทอรี่ เอาท์เล็ต(Paseo), แฟคทอรี่ เอาท์เล็ต (คริสตัล ราชพฤกษ์) และล่าสุด เซ็นทรัล วิลเลจ (Central Village) ลักชูรี่ เอาท์เล็ตแห่งแรกในประเทศไทย

ซัมซุงเปิดตัว “กาแลคซี่ แท็บ เอส 6” ปลดปล่อยความคิดสร้างสรรค์ไร้ขอบเขต เติมเต็มประสิทธิภาพการทำงานทุกที่ทุกเวลา
“เพราะแรงบันดาลใจเกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลา ดังนั้นเหล่าครีเอทีฟและคนทำงานจึงจำเป็นต้องมีอุปกรณ์ที่ตอบรับทุกจินตนาการบนชีวิตที่เร่งรีบของตัวเองได้ กาแลคซี่ แท็บ เอส 6 ช่วยให้พวกเขาสามารถปลดล็อคความคิดสร้างสรรค์ ในขณะเดียวกันก็มอบฟีเจอร์การใช้งานที่มีประสิทธิภาพสูงสุด มาพร้อมนวัตกรรมขั้นสูงที่ผู้ใช้คาดหวังจะเห็นบนแท็บเล็ตของซัมซุง” ดีเจ โกห์ ประธานธุรกิจโทรคมนาคม บริษัท ซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด กล่าว
ปลดปล่อยไอเดียให้โลดแล่น พร้อมสร้างสรรค์ชิ้นงานได้ทุกที่ทุกเวลาด้วย S Pen ใหม่
ปากกา S Pen อัจฉริยะอันเป็นเอกลักษณ์ของซัมซุง เริ่มต้นจากการเป็นอุปกรณ์ในการเขียนและวาดรูป ปัจจุบันได้ถูกพัฒนาจนกลายมาเป็นคู่หูที่ช่วยสร้างสรรค์ผลงานที่มีประสิทธิภาพ ด้วยฟีเจอร์รีโมทคอนโทรล และการชาร์จแบบไร้สาย S Pen บนกาแลคซี่ แท็บ เอส 6 มอบประสิทธิภาพการควบคุมไว้บนมือของผู้ใช้งาน ด้วยระบบรีโมทคอนโทรล BLE[1] ที่มาพร้อมฟีเจอร์ S Pen Air actions สามารถถ่ายเซลฟี่และวิดีโอ หรือควบคุมคอนเทนต์ที่ต้องการได้แม้แท็บเล็ตจะไม่ได้อยู่ในมือ เพิ่มความคล่องตัว ด้วยระบบชาร์จไร้สายอันทรงพลัง สามารถใช้งานแบตเตอรี่ได้ยาวนานถึง 10 ชั่วโมง ด้วยการชาร์จเพียง 10 นาที[2]
กาแลคซี่ แท็บ เอส 6 ช่วยให้การจดบันทึกด้วย S Pen กลายเป็นเรื่องง่าย สามารถเปลี่ยนลายมือเป็นข้อความแบบดิจิทัลและแปลงไฟล์ให้อยู่ในรูปแบบของ Microsoft Word ได้ นอกจากนี้ยังสามารถจดบันทึกหรือสเก๊ตช์ภาพระหว่างดูวิดีโอไปพร้อมกันได้อย่างง่ายดายและสมบูรณ์แบบมากขึ้น โดยการปรับค่า Transparent บนหน้าต่าง Samsung Notes

นอกจากนี้ กาแลคซี่ แท็บ เอส 6 ยังมาพร้อม Samsung DeX[3] รูปแบบใหม่ ให้ผู้ใช้สัมผัสประสบการณ์การเชื่อมต่อในรูปแบบของคอมพิวเตอร์เดสก์ทอปได้อย่างลงตัวและไร้ที่ติ สามารถทำงานหลายอย่างพร้อมกันได้บนการมองเห็นที่สะดวกยิ่งขึ้น อีกทั้งสามารถเชื่อมต่อ Samsung DeX ได้อย่างง่ายดายด้วยปุ่ม DeX ที่เพิ่มขึ้นมาบนเคสคีย์บอร์ด (Book Cover Keyboard) ใหม่ซึ่งถูกพัฒนาเพื่อมอบฟังก์ชั่นการใช้งานที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นช่องเก็บปากกา ทัชแพด และปุ่มลัดรูปแบบใหม่ ให้ผู้ใช้สามารถทำงานได้อย่างเต็มศักยภาพทุกที่ทุกเวลา
เทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อความสะดวกสบายในทุกวัน
กาแลคซี่ แท็บ เอส 6 ยกระดับประสิทธิภาพของกล้องถ่ายภาพด้วยกล้องเลนส์คู่ที่มาพร้อมกับเลนส์ Ultra Wide เป็นครั้งแรกของแท็บเล็ต โดยเลนส์ Ultra Wide บนกาแลคซี่ แท็บ เอส 6 สามารถเก็บภาพได้กว้างถึง 123 องศา ให้ผู้ใช้บันทึกภาพวิวทิวทัศน์เสมือนตาเห็น ในขณะเดียวกัน ชิปประมวลผล NPU (Neural Processing Unit) ช่วยให้ภาพถ่ายออกมาได้ราวกับถ่ายโดยมืออาชีพ ซึ่งทั้งหมดนี้ถูกบรรจุอยู่ในตัวเครื่องที่มีความบางเพียง 5.7 มิลลิเมตร และมีน้ำหนักเบา สะดวกต่อการพกพา
เพื่อความสะดวกสบายยิ่งขึ้น ซัมซุงได้นำระบบสแกนนิ้วบนหน้าจอมาไว้บนแท็บเล็ตเป็นครั้งแรก ช่วยให้สามารถเข้าใช้งานได้อย่างง่ายดายแต่ยังคงความปลอดภัยของข้อมูลผู้ใช้ด้วยแพลตฟอร์ม Samsung Knox นอกจากนี้ผู้ใช้ยังสามารถเปิดใช้งานแท็บเล็ตได้อย่างรวดเร็วด้วยการแตะ 2 ครั้งบนหน้าจอ
กาแลคซี่ แท็บ เอส 6 เป็นอีกหนึ่งอุปกรณ์ที่เติมเต็มอีโค่ซิสเต็มของซัมซุง กลายเป็นศูนย์กลางในการเชื่อมต่อและควบคุมเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ผ่าน SmartThings ได้ และยังมาพร้อมกับ Bixby อัจฉริยะ สามารถควบคุมการทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ ได้อย่างง่ายดายผ่านการสั่งงานด้วยเสียง

ความบันเทิงไร้ขีดจำกัด
กาแลคซี่ แท็บ เอส 6 มอบประสบการณ์ความบันเทิงสุดพิเศษบนหน้าจอ Super AMOLED ขนาด 10.5 นิ้ว มาพร้อมกับลำโพงแบบ Quad Speakers โดยผู้เชี่ยวชาญด้านเสียงอย่าง AKG และ Dolby Atmos® ให้ผู้ใช้ดื่มด่ำไปกับเสียงสมจริงแบบเต็มอรรถรสไม่ว่าจะเป็นตอนเล่นเกมตัวใหม่ หรือขณะดูซีรี่ส์เรื่องโปรด
กาแลคซี่ แท็บ เอส 6 อัดแน่นไปด้วยการผสมผสานด้านกราฟฟิก เสียง และความอัจฉริยะของฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ เสริมประสิทธิภาพการทำงานด้วยความร่วมมือกับแพลตฟอร์มเกมชั้นนำอย่าง Unity และ Unreal Engine ด้วยหน่วยประมวลผลอันทรงพลังและ AI ใน Game Booster ช่วยยกระดับประสบการณ์ในการเล่นเกมบน กาแลคซี่ แท็บ เอส 6 โดยผ่านการพัฒนา FPS ความเร็วในการแสดงผลหน้าจอ เวลาในการโหลด และอีกมากมาย จากความร่วมมือระหว่างซัมซุงและแพลตฟอร์มผู้ให้บริการติดต่อสื่อสารระหว่างเกมเมอร์ หรือ Discord[4] ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงฟีเจอร์การพูดคุยแบบเรียลไทม์ผ่าน Game Launcher เพื่อพูดคุยกับเพื่อนร่วมทีมในระหว่างการเล่นเกมได้อีกด้วย
ผู้ใช้งานสามารถสนุกสนานไปกับคอนเทนต์โปรดได้มากขึ้น โดยสามารถชมรายการต่างๆ ผ่านทาง Netflix ได้อย่างง่ายดายด้วยการค้นหาบน Finder ฟังเพลงโปรดผ่าน Spotify ฟรีถึง 3 เดือนด้วย Spotify Premium หรือแม้กระทั่งรับชมวิดีโอผ่านทาง YouTube แบบไม่มีโฆษณาคั่นและออฟไลน์ได้ฟรี 4 เดือนด้วย YouTube Premium[5]

กาแลคซี่ แท็บ เอส 6 มีทั้งหมด 3 สี ได้แก่ Mountain Gray, Rose Blush และ Cloud Blue โดยเริ่มวางจำหน่ายบนช่องทางออนไลน์แล้ววันนี้ และจะวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน 2562 เป็นต้นไป โดย กาแลคซี่ แท็บ เอส 6 รุ่น 6GB / 128 GB วางจำหน่ายในราคา 25,900 บาท และ กาแลคซี่ แท็บ เอส 6 รุ่น 8GB / 256 GB ในราคา 28,900 บาท สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ได้ที่ ซัมซุงแบรนด์ช็อป หรือ เว็ปไซต์ https://www.samsung.com/th/tablets/galaxy-tabs6-t865/SM-T865NZAATHL/
[1] ฟังก์ชั่นรีโมทบน S Pen สามารถใช้ได้ในพื้นที่โล่งกว้างในระยะ 10 เมตร โดยประสิทธิภาพของการทำงานขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม
[2] แบตเตอรี่ของ S Pen สามารถสแตนด์บายใช้งานได้นานถึง 10 ชั่วโมง ต่อการชาร์จ 1 รอบ และการใช้งานจริงของแบตเตอรี่ขึ้นอยู่กับสภาพการใช้งาน การเชื่อมต่อเครือข่าย และปัจจัยอื่นๆ
[3] สามารถดูรายชื่อแอพพลิเคชั่นที่รองรับการใช้งานและรายละเอียดเพิ่มเติมของ Samsung DeX ได้ทางหน้าเว็บไซต์ทางการของ Samsung DeX
[4] ฟีเจอร์ Discord ใน Game Launcher จะเปิดให้บริการภายเดือนสิงหาคม โดยการให้บริการจะแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ
[5] ข้อเสนอสำหรับผู้ที่ไม่เคยใช้งานสมาชิก Premium ของ Spotify ที่มีบัญชีผู้ใช้ของซัมซุงและได้รับการแจ้งเตือนจากซัมซุงโดยตรงเท่านั้น โดยจะแตกต่างกันไปในแต่ประเทศและอาจจะไม่สามารถใช้งานได้เมื่อเดินทางไปต่างประเทศ บัญชีผู้ใช้งานแบบ Premium ฟรี 4 เดือนของ YouTube สามารถใช้ได้เมื่อซื้อสินค้าและเปิดใช้งานอุปกรณ์ภายในวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2020 ข้อเสนอนี้จะมีในประเทศที่สามารถใช้งาน YouTube Premium ได้เท่านั้นและอาจจะไม่สามารถใช้งานได้เมื่อเดินทางไปต่างประเทศ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมของข้อเสนอพิเศษได้ทาง www.youtube.com/t/premium_restrictions
“แสงมณี” เสริมทัพศึกวัน แชมเปียนชิพ ประกาศศักดิ์ศรีสังเวียนโลก
มาช้ายังดีกว่าไม่มา ล่าสุดชื่อของ “แสงมณี” ได้เตรียมเข้าไปอยู่ในลิสต์นักชกรุ่นแบนตัมเวตของรายการ วัน แชมเปียนชิพ หลังจากที่เจ้าตัวตัดสินใจเข้าร่วมงานกับรายการดังระดับโลก เพื่อหวังอนาคตที่สดใสในตลาดสากลเจ้าของฉายา “ทารกเงินล้าน” หรือที่ชาวต่างชาติเรียกว่า “The Million Dollar Baby” วัย 22 ปี พื้นเพชาวอำเภอมัญจาคีรี จังหวัดขอนแก่น ได้ฉายานี้จากการเป็นนักมวยอัจฉริยะ มีเงินเก็บหลักล้านตั้งแต่อายุเพียง 10 ขวบ
จากมวยเด็กค่าตัว 200 บาทที่หามาได้จากการชกมวยครั้งแรกเมื่ออายุ 6 ปี เพียงเพื่อหวังแบ่งเบาภาระครอบครัวที่ยากจน เติบโตภายใต้พรสวรรค์ทางสายเลือดจากพ่อผู้เป็นอดีตนักมวยไทย “นายหนูกัน สิทธิเดช” บวกกับพรแสวงที่ผู้เป็นพ่อพยายามขับเคี่ยวลูกชายหัวแก้วหัวแหวนคนนี้ทุกวิถีทางเข้าทำนอง “เก่งเลือกได้” แสงมณี เป็นนายตัวเอง เป็นเจ้าของค่ายมวย “แสงมณีเสถียรมวยไทยยิม” ซึ่งตั้งอยู่ท้ายซอยรามคำแหง 52 แต่กว่าจะเดินทางมาถึงจุดนี้ ต้องยอมรับว่าแม้วัยเพียง 22 ปี แต่เขาผ่านอะไรมามากมายในวงการมวยไทย ทำให้ผู้เป็นพ่อ “นายหนูกัน” ที่ยอมรับว่าตนเรียนหนังสือมาน้อย ก้าวเข้ามาทำหน้าที่กำกับดูแลและปกป้องผลประโยชน์ แสงมณี จึงเป็นนักมวยเพียงไม่กี่คน (หรือแทบจะนับคนได้) ในประเทศนี้ ที่สามารถชกต่างศึกต่างสายได้ด้วยการตัดสินใจของตัวเอง
วันนี้ “ทารกเงินล้าน” เจ้าของแชมป์สนามมวยเวทีลุมพินีและราชดำเนินรวม 4 รุ่น และนักมวยถ้วยพระราชทานฯ ปี 2555 ซึ่งคว้ามาได้ด้วยวัยเพียง 15 ปีในขณะนั้น ถือเป็นนักชกผู้มีไอคิวบนสังเวียนสูงสุดคนหนึ่งของประเทศ ไต่ค่าตัวจาก 200 บาทสู่ 250,000 บาทต่อไฟต์ในปัจจุบัน ซึ่งยังไม่รวมถึงค่าตัวจากการชกต่างประเทศที่เคยได้รับมากกว่านี้การตัดสินใจเข้ามาร่วมงานกับ วัน แชมเปียนชิพ จึงเป็นการพลิกชีวิตครั้งใหญ่ แม้จะเป็นการเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่กับองค์กรระดับโลกแห่งนี้ แต่มันก็คุ้มค่ากับการได้มีโอกาสพิสูจน์ฝีมือ และศักยภาพของตนเองในระดับสากล
“The Million Dollar Baby” แสงมณี แสงมณีเสถียรมวยไทยยิม นักชกฝีมือขั้นเทพผู้ไม่เอาเปรียบคนดู จะทุ่มสุดตัวให้สมกับโอกาสที่เขาได้รับ เพื่อตอกย้ำให้ผู้ชม 140 ประเทศทั่วโลกที่ติดตามรายการ วัน แชมเปียนชิพ ได้รู้ว่า “ไทยแลนด์” ยืนหนึ่งเรื่องหมัดมวย เขาผู้นี้จะสร้างความตื่นเต้นเร้าใจบนสังเวียนผืนผ้าใบระดับโลก และสร้างความภาคภูมิใจให้กับประเทศในฐานะตัวแทนจากดินแดนขวานทอง ซึ่งเชื่อว่าไม่นานเกินรอ แฟนๆ จะได้เห็นการปรากฏตัวของเขาบนเวที วัน แชมเปียนชิพ ในเร็ววันนี้!
ไลฟ์กันได้สนุกกว่าเดิม กับ ‘ซัมซุง กาแลคซี่ เอ 50 เอส’ จัดเต็มด้วยหลากหลายฟีเจอร์ฉบับอัพเกรด พร้อมจอ Super AMOLED ในราคาสุดคุ้ม
ซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ ผู้นำด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีระดับโลก เปิดตัว “ซัมซุง กาเลคซี่ เอ 50 เอส” ใหม่ ที่มาพร้อมกับดีไซน์สวยโดดเด่น พร้อมอัพเกรดนวัตกรรมกล้องและฟีเจอร์กล้องที่ทำให้การถ่ายรูป ถ่ายวีดีโอสนุกได้มากกว่าเดิม จอแสดงภาพสีสด คมชัด แบตเตอรี่ขนาดใหญ่ความจุจัดเต็ม ซึ่งทำให้สมาร์ทโฟนรุ่นอัพเกรดใหม่ล่าสุดนี้ ตอบโจทย์วัยรุ่นชาว Gen-Z ได้เป็นอย่างดี
ซัมซุง มุ่งมั่นในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง โดย ซัมซุง กาแลคซี่ เอ 50 เอส คือสมาร์ทโฟนที่ออกแบบมาเพื่อให้คุณได้บันทึกทุกช่วงเวลาประทับใจได้อย่างละเอียดสมจริง ผ่านทั้งกล้องหลัง 48 ล้านพิกเซล และกล้องเลนส์ Ultra Wide มุมมอง 123 องศา ทำให้คุณสามารถเก็บภาพทุกอย่างได้กว้างดั่งตาเห็น รวมไปถึงกล้อง Depth camera ที่ไม่ใช่แค่ถ่าย Live Focus หน้าชัดหลังละลาย แต่ยังสามารถเพิ่มเอฟเฟกต์ให้รูปสวยโดดเด่น แบบไม่เหมือนใคร นอกจากการถ่ายภาพนิ่งสนุกๆ แล้ว ซัมซุง กาเลคซี่ เอ 50 เอส ยังมีฟีเจอร์ถ่ายวีดีโอ Super Steady[1] เทคโนโลยีป้องกันภาพสั่นไหวระบบดิจิทัล จะช่วยให้คุณถ่ายภาพวิดีโอได้อย่างราบรื่น
เท่านี้ยังไม่พอ ซัมซุง กาเลคซี่ เอ 50 เอส ยังมาพร้อมหน้าจอไร้ขอบ Full HD+ ความละเอียดสูง Super AMOLED ให้ภาพสีสดสวย ดีไซน์แบบ Infinity-U ขนาด 6.4 นิ้ว แบตเตอรี่ความจุ 4,000 มิลลิแอมป์ ที่รองรับการชาร์จเร็ว นอกจากนี้สมาร์ทโฟนรุ่นนี้ ยังสามารถเชื่อมต่อกับ ‘กาแลคซี่ อีโคซิสเต็ม (Galaxy ecosystem)’ ได้อย่างราบรื่น เพื่อใช้ให้คุณได้ใช้งานบริการสุดล้ำบนแพลตฟอร์ม Samsung Health, Knox และอีกมากมาย
ซัมซุง กาแลคซี่ เอ 50 เอส โดดเด่นด้วยดีไซน์ใหม่ที่มาพร้อมเอฟเฟกต์โฮโลกราฟิกด้านหลัง โดยมีให้เลือก 3 สี ได้แก่ Prism Crush Black, Prism Crush White และPrism Crush Green ซึ่งจะจำหน่ายในราคา 10,990 บาท
ทั้งนี้ ซัมซุงได้เปิดจองเพื่อให้คุณได้เป็นเจ้าของสมาร์ทโฟนรุ่นกาแลคซี่ เอ 50 เอส ก่อนใคร ตั้งแต่วันที่ 7-17 กันยายนนี้ พร้อมรับสินค้าเอ็กซ์คลูซีฟเซ็ต Galaxy A50s x SMILEYHOUND มูลค่ารวม 2,490 บาท ที่ประกอบไปด้วย Hound Explorer Wallet และ Hound Explorer Jacket ดีไซน์ใหม่ ไม่เหมือนใคร ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ซัมซุง กาแล็คซี่ เอ ร่วมมือกับแบรนด์สตรีทแฟชั่นสุดคูล สไมลี่ฮาวด์ (SMILEYHOUND) ภายใต้แบรนด์เกรย์ฮาวด์ (GREYHOUND) นอกจากนี้ยังสามารถรับสิทธิ์ผ่อน 0% นานสูงสุด 24 เดือน เมื่อชำระด้วยบัตร Citi Ready Credit Card หรือเลือกผ่อน 0% นาน 10 เดือน เมื่อชำระสินค้าด้วยบัตรกรุงศรีเฟิร์สช้อยส์ สามารถติดตามรายละเอียดเกี่ยวกับสิทธิพิเศษเพิ่มเติมได้ที่ http://www.samsung.com/th/galaxy-a50s/

ข้อมูลผลิตภัณฑ์ ซัมซุง กาแลคซี่ เอ ซีรี่ส์
ตอบโจทย์ ‘ยุคแห่งการไลฟ์’ ด้วยหลากหลายฟีเจอร์ฉบับอัพเกรด
สัมผัสความบันเทิงเต็มรูปแบบ จากจอใหญ่คุณภาพสูงคมชัด และระบบเสียง Dolby Atmos®
- โดดเด่นด้วยดีไซน์หน้าจอขนาดใหญ่จุใจ
- เอ 50 เอส: หน้าจอ Infinity-U Display แบบ Full HD+ ขนาด 4 นิ้ว
- เอ 30 เอส: หน้าจอ Infinity-V Display แบบ HD+ ขนาด 4 นิ้ว
- เอ 20 เอส: หน้าจอ Infinity-V Display แบบ HD+ ขนาด 5 นิ้ว
- เอ 10 เอส: หน้าจอ Infinity-V Display แบบ HD+ ขนาด 2 นิ้ว
- เทคโนโลยี Super AMOLED ให้ภาพสีสันสดใส คมชัด ช่วยให้ผู้ใช้งานเพลิดเพลินกับภาพสวยงามเต็มตา ในรุ่น
เอ 50 เอส และเอ 30 เอส - ดื่มด่ำไปกับเสียงสมจริงกับระบบเสียงรอบทิศทาง Dolby Atmos® เมื่อใส่หูฟังเพื่อรับชมและรับฟังความบันเทิงใน
เอ ซี่รี่ส์ทุกรุ่น
ระบบกล้องอัจฉริยะ ให้คุณไม่พลาดทุกช่วงเวลาสำคัญ
- กล้องหลังอัจฉริยะ ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถปรับแต่งระยะโฟกัสของรูปภาพได้ทั้งก่อนถ่ายและหลังถ่าย สามารถเลือกไฮไลต์วัตถุตรงจุดได้ตามใจชอบ
- เอ 50 เอส: 3 กล้องหลัง ประกอบด้วย เลนส์หลัก ความละเอียด 48 ล้านพิกเซล รูรับแสง 0 เลนส์
Ultra Wide ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง F2.2 เก็บภาพมุมกว้างได้ 123° และเลนส์ระยะลึก
ความละเอียด 5 ล้านพิกเซล - เอ 30 เอส: 3 กล้องหลัง ประกอบด้วย เลนส์หลัก ความละเอียด 25 ล้านพิกเซล รูรับแสง 7 เลนส์
Ultra Wide ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง F2.2 เก็บภาพมุมกว้างได้ 123° และเลนส์ระยะลึก
ความละเอียด 5 ล้านพิกเซล - เอ 20 เอส; 3 กล้องหลัง ประกอบด้วย เลนส์หลัก ความละเอียด 13 ล้านพิกเซล รูรับแสง 8 เลนส์
Ultra Wide ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง F2.2 เก็บภาพมุมกว้างได้ 120° และเลนส์ระยะลึก
ความละเอียด 5 ล้านพิกเซล - เอ 10 เอส: กล้องหลังคู่ ประกอบด้วย เลนส์หลัก ความละเอียด 13 ล้านพิกเซล รูรับแสง 8 เลนส์
และเลนส์ระยะลึก ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล - กล้องหน้า พร้อม Selfie Focus หน้าชัดหลังละลาย สามารถตรวจจับใบหน้าเพื่อให้แน่ใจว่าทุกใบหน้าจะคมชัด และโฟกัสชัดทุกครั้ง
- เอ 50 เอส: กล้องหน้าความละเอียด 32 ล้านพิกเซล รูรับแสง 0
- เอ 30 เอส: กล้องหน้าความละเอียด 16 ล้านพิกเซล รูรับแสง 0
- เอ 20 เอส และเอ 10 เอส: กล้องหน้าความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง 0
- เอ 50 เอส และเอ 30 เอส พร้อมรองรับฟีเจอร์ Scene Optimizer จดจำซีนภาพต่าง ๆ ได้กว่า 20 ฉาก และฟีเจอร์ Flaw Detection ตรวจจับความบกพร่องต่าง ๆ บนเฟรม ก่อนกดถ่ายภาพ ให้ภาพออกมาสมบูรณ์แบบมากที่สุด

แบตเตอรี่อึด ขยายเวลาแห่งความสนุกให้ต่อเนื่องยาวนาน
- กาแลคซี่ เอ ซีรี่ส์ ทุกรุ่น มาพร้อมกับแบตเตอรี่ทรงพลังขนาดใหญ่ถึง 4,000 มิลลิแอมป์ ให้อิสระในการเชื่อมต่อได้อย่างเต็มที่ ใช้งานได้ยาวนาน สนุกได้ตลอดทั้งวัน
- เอ 50 เอส เอ 30 เอส และเอ 20 เอส รองรับการชาร์จเร็วแบบ Fast Charging 15 วัตต์ พร้อมให้ผู้ใช้งานกลับมาสนุกกับกิจกรรมบนสมาร์ทโฟนต่อได้เร็วขึ้น
เชื่อมต่ออย่างลื่นไหล ด้วยระบบรักษาความปลอดภัยกว่าที่เคย
- เอ ซีรี่ส์ทุกรุ่น สามารถปลดล็อคด้วยการสแกนใบหน้า (Facial Recognition)
- เอ 50 เอส และเอ 30 เอส มาพร้อมกับระบบสแกนลายนิ้วมือบนหน้าจอ (On-Screen Fingerprint)
- เอ 20 เอส และเอ 10 เอส มาพร้อมกับระบบรักษาความปลอดภัยผ่านการสแกนลายนิ้วมือ
- เอ ซีรี่ส์ทุกรุ่น ผสานการทำงานร่วมกับ Samsung Knox แพลตฟอร์มรักษาความปลอดภัยของซัมซุงที่ได้มาตรฐานระดับกองทัพ(Defense-grade security) ที่ออกแบบมาเพื่อปกป้องตั้งแต่ระดับชิพเซ็ตไปจนถึงซอฟต์แวร์
- เอ 50 เอส และเอ 30 เอส รองรับฟีเจอร์พิเศษจากซัมซุง อย่าง Bixby
ประสิทธิภาพทรงพลัง เพื่อการใช้งานอย่างไม่จำกัด
- ใช้งานเร็วแรง ลื่นไหล ไม่สะดุด ด้วยสุดอดหน่วยประมวลผล
- เอ 50 เอส: ชิปประมวลผล Octa-Core ในความเร็ว 3GHz
- เอ 30 เอส: ชิปประมวลผล Octa-Core ในความเร็ว 8GHz
- เอ 20 เอส: ชิปประมวลผล Snapdragon 450 (Octa-Core)
- เอ 50 เอส: ชิปประมวลผล Octa-Core ในความเร็ว 0GHz
- มอบประสบการณ์ความเร็วเต็มสปีดกับ
- เอ 50 เอส: แรมขนาด 6GB หน่วยความจำภายใน 128GB
- เอ 30 เอส: แรมขนาด 4GB หน่วยความจำภายใน 64GB
- เอ 20 เอส: แรมขนาด 4GB หน่วยความจำภายใน 64GB
- เอ 10 เอส: แรมขนาด 2GB หน่วยความจำภายใน 32GB
- เอ ซีรี่ส์ทุกรุ่น สามารถเพิ่มหน่วยความจำ ด้วย Micro SD Card ได้สูงสุด 512GB
- เอ ซีรี่ส์ทุกรุ่น มาพร้อมระบบปฏิบัติการเวอร์ชั่นล่าสุด Android 9.0

ดีไซน์โดดเด่น พร้อมสีสันสะดุดตา
- เอ 50 เอส และเอ 30 เอส มาพร้อมกับดีไซน์ใหม่จากลวดลายเรขาคณิตอันเป็นเอกลักษณ์ และเอฟเฟกต์
โฮโลกราฟิกด้านหลัง โดยมีให้เลือก 4 สี ได้แก่ Prism Crush Black, Prism Crush White และ Prism Crush Green - เอ 20 เอส และ เอ 10 เอส จะมีให้เลือก 3 สี ได้แก่ Green, Black และ Red
ฟีเจอร์แน่น ราคาโดนใจ
- เอ 50 เอส ราคา 10,990 บาท
- เอ 30 เอส ราคา 7,990 บาท
- เอ 20 เอส ราคา 6,490 บาท
- เอ 10 เอส ราคา 4,490 บาท
รายละเอียดโปรโมชั่น กาแลคซี่ เอ 50 เอส
- กาแลคซี่ เอ 50 เอส วางจำหน่ายในราคา 10,990 บาท โดยเปิดจองล่วงหน้าตั้งแต่วันที่ 7-17 กันยายนนี้ พร้อมรับสินค้าเอ็กซ์คลูซีฟเซ็ต ที่ประกอบไปด้วย Hound Explorer Wallet และ Hound Explorer Jacket จากคอลเลคชั่นใหม่ล่าสุดจากสไมลี่ฮาวด์ (SMILEYHOUND) แบรนด์แคชชวลแวร์ ภายใต้แบรนด์เกรย์ฮาวด์ (GREYHOUND) มูลค่ารวม
2,490 บาท รวมถึงรับสิทธิ์ผ่อน 0% นานสูงสุด 24 เดือน เมื่อชำระด้วยบัตร Citi Ready Credit Card หรือเลือกผ่อน 0% นาน 10 เดือน เมื่อชำระสินค้าด้วยบัตรกรุงศรีเฟิร์สช้อยส์ สามารถติดตามรายละเอียดเกี่ยวกับสิทธิพิเศษเพิ่มเติมได้ที่ http://www.samsung.com/th/galaxy-a50s/

