Mercedes-Benz A 200 AMG Dynamic น้องใหม่ตระกูล A-Class พรีเมี่ยมคอมแพ็คคาร์เครื่องเล็กแต่แรง!
พร้อมยกระดับความสะดวกสบายขณะขับขี่ด้วย “เอ็มบียูเอ็กซ์” (MBUX) หรือ “Mercedes-Benz User Experience” ระบบมัลติมีเดียใหม่ล่าสุดที่ติดตั้งใน The new A-Class เป็นรุ่นแรกในกลุ่มรถยนต์คอมแพ็คคาร์ Mercedes-Benz A 200 AMG Dynamic นำเสนอในราคา 2,490,000 บาท สำหรับผู้สนใจสามารถเยี่ยมชมพร้อมสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ผู้จำหน่ายรถยนต์ เมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการทั้ง 33 แห่งทั่วประเทศ หรือในงาน “เมอร์เซเดส-เบนซ์ สตาร์เฟส” ที่จะเคลื่อนคาราวานไปทั่วประเทศจนถึงสิ้นเดือนตุลาคม 2562 นี้
มร.โรลันด์ โฟล์เกอร์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “เมอร์เซเดส-เบนซ์ นำเสนอรถยนต์กลุ่มคอมแพ็คคาร์ครั้งแรกจากการเปิดตัว Mercedes-Benz A-Class ในงานเจนีวา มอเตอร์โชว์ เมื่อปีพ.ศ. 2540 นับเป็นเวลากว่า 20 ปี ที่รถยนต์ตระกูล A-Class ได้รับการพัฒนาสมรรถนะในด้านต่างๆ รวมถึงการปรับรูปแบบดีไซน์มาอย่างต่อเนื่อง ทำให้รถยนต์ตระกูล A-Class ได้รับการตอบรับที่ดีจากสาวกดาวสามแฉกจากทั่วโลก ส่งผลให้ยอดขายรถยนต์ในกลุ่มคอมแพ็คคาร์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก”
“โดยในปีที่ผ่านมารถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ที่ถูกจำหน่ายทั่วโลกทุกๆ สี่คันจะเป็นรถยนต์ คอมแพ็คคาร์หนึ่งคัน ซึ่งปัจจัยที่ทำให้บริษัทฯ ประสบความสำเร็จในตลาดพรีเมี่ยมคอมแพ็คคาร์ คือ การขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อให้ลูกค้ามีตัวเลือกที่หลากหลายมากขึ้น การปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์ ของรถยนต์ การนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาใช้ในรถยนต์ ตลอดจนความสามารถในการสร้างสรรค์ยนตรกรรมในด้านสมรรถนะที่ดีเยี่ยม และมอบความสะดวกสบายให้แก่ทั้งผู้ขับขี่ และผู้โดยสารได้อย่างเหนือระดับ”
“ด้วยเหตุนี้ ทางบริษัทฯ จึงมีความมุ่งมั่นในการสานต่อความสำเร็จของรถยนต์กลุ่มคอมแพ็คคาร์ ด้วยการเปิดตัวรถยนต์ The new Mercedes-Benz A-Class เจเนอเรชันที่ 4 ในรุ่น Mercedes-Benz A 200 AMG Dynamic เจาะกลุ่มเป้าหมายยังก์เจเนอเรชัน เติมเต็มพอร์ตโฟลิโอของรถยนต์กลุ่มคอมแพ็คคาร์ที่ปัจจุบันบริษัทฯ นำเสนอใน 5 รุ่นย่อยได้แก่ CLA 200 Urban, CLA 250 AMG Dynamic (Night Edition), CLA 250 AMG Dynamic (WhiteArt Edition), GLA 200 Urban และ GLA 250 AMG Dynamic โดย Mercedes-Benz A 200 AMG Dynamic มาพร้อมกับดีไซน์สปอร์ตเร้าใจทั้งดีไซน์ภายนอก และภายในที่ได้รับการออกแบบใหม่ทั้งหมด แต่ยังคงความเป็นเอกลักษณ์ของรถยนต์ตระกูลเอ-คลาสอยู่อย่างเต็มเปี่ยม ไม่ว่าจะเป็นรูปลักษณ์ภายนอกที่ดูปราดเปรียว ภายในห้องโดยสารที่กว้างขวางเพื่อประโยชน์ใช้สอยสูงสุด เครื่องยนต์ที่ทันสมัยมีอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันที่ยอดเยี่ยม และมีระบบความปลอดภัยที่ดีที่สุด เพื่อตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายที่เป็นคนรุ่นใหม่ที่รักอิสระ ชื่นชอบดิจิทัลไลฟ์สไตล์ และให้ความสำคัญกับการสร้างบาลานซ์ให้กับการใช้ชีวิต”

“นอกจากนี้รถยนต์ A-Class 4 ประตูนี้ ยังมาพร้อมกับระบบมัลติมีเดียใหม่ล่าสุดอย่าง MBUX หรือ Mercedes-Benz User Experience ที่เมอร์เซเดส-เบนซ์พัฒนาขึ้นเพื่อให้ใช้งานได้ง่าย และสามารถจดจำลักษณะการใช้งานของผู้เป็นเจ้าของได้ โดยรถยนต์รุ่นนี้ ถือเป็นครั้งแรกของรถยนต์ในกลุ่มคอมแพ็คคาร์ที่ระบบ MBUX จะทำงานร่วมกับบริการ Mercedes me connect ทำให้การเชื่อมต่อระหว่าง ลูกค้า รถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการ รวมถึงการบริการอื่นๆ ของเมอร์เซเดส-เบนซ์เป็นไปอย่างสะดวกและง่ายดายมากขึ้น อีกทั้งยังมีความสามารถใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นการจากทำงานร่วมกันของสองระบบนี้อีกมากมาย เช่น การสั่งการด้วยเสียงอัจฉริยะที่สามารถตรวจจับการสั่งการด้วยภาษาพูดอย่างเป็นธรรมชาติ (Natural speech recognition) ทำให้ระบบเข้าใจภาษาอังกฤษในหลายสำเนียงได้ เพียงแค่พูด คำว่า ‘Hey, Mercedes’ เพื่อเริ่มต้นการทำงาน ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถใช้สมาธิกับการขับรถได้ มากขึ้นระหว่างการสั่งการระบบ เป็นต้น”
Mercedes-Benz A 200 AMG Dynamic มาพร้อมกับ new design body language เหมาะสำหรับผู้ขับขี่ที่ต้องการเติมความโฉบเฉี่ยวให้กับชีวิตในเมืองใหญ่ เพราะนอกจากจะเป็นรถยนต์ระดับพรีเมี่ยมรุ่นแรกในตลาดที่ใช้เครื่องยนต์ขนาดเล็กเพียง 1,332 ซีซี แต่ให้กำลังสูงสุดถึง 163 แรงม้า ซึ่งถือเป็นคอมแพ็คคาร์ที่มีกำลังแรงม้ามากที่สุดในโลกเมื่อเทียบกับรถยนต์ที่มีขนาดเครื่องยนต์เท่ากัน แรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตรที่ความเร็ว 1,620 รอบ/นาที มีอัตราการปล่อยไอเสียต่ำเพียง 119-124 กรัม/กม. และยังมีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันที่ยอดเยี่ยมเฉลี่ยเพียง 5.2 ลิตร/100 กม. อีกด้วย

ดีไซน์ภายนอก
Mercedes-Benz A 200 AMG Dynamic มีการออกแบบที่สอดคล้องกับปรัชญา Sensual Purity ที่บริษัทฯ ยึดถือมาตลอด โดยจะเน้นความเรียบง่าย และให้ความสำคัญกับผิวสัมผัส แต่ในขณะเดียวกันก็มีความร้อนแรง และน่าดึงดูดใจ ด้วยโครงสร้างภายนอกแบบ AMG ที่โดดเด่นด้วยการตัดทอนเส้นสาย และช่องว่างให้มีน้อยที่สุด ถือเป็นการผสมผสานระหว่างดีไซน์คลาสสิกของรถยนต์ในกลุ่มคอมแพ็คคาร์ และความปราดเปรียวเร้าใจได้อย่างลงตัว ด้านหน้าของตัวรถดูมีความล้ำสมัยสอดรับกับช่วงกระโปรงหน้าที่ลาดตัวต่ำและทอดตัวยาวมี ฝากระจังหน้าแบบ diamond radiator grille ที่ประกอบด้วยเส้นเดี่ยวแนวนอน และ ตราสัญลักษณ์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ตรงกลาง ด้านกว้างของตัวรถถูกออกแบบมาให้ดูทรงพลังและเร้าอารมณ์สอดรับกับเส้นสายด้านข้างที่ทอดตัวอยู่บริเวณช่วงล่างของตัวถัง ช่วยให้ตัวรถดูกว้าง ส่วนกระจกมองข้างนั้นอยู่ในระนาบเดียวกับขอบล่างของกระจกห้องโดยสารพอดี นอกจากนั้นยังมีล้อขนาด 18 นิ้ว แบบ 5 ก้านคู่ และโคมไฟหน้าแบบ LED High Performance ที่มีความ เพรียวบาง และกรอบเคลือบโครเมี่ยมที่ทำงานร่วมกับไฟส่องสว่างขณะขับขี่ตอนกลางวันแบบ LED ที่มีลักษณะคล้ายคบเพลิง

ดีไซน์ภายใน
ภายในห้องโดยสารได้รับการปรับโฉมใหม่ให้ดูทันสมัย สไตล์สปอร์ตแบบ AMG และกว้างขวางเพื่อประโยชน์ใช้สอยที่มากที่สุด โดยจะมีพื้นที่ว่างบริเวณช่วงไหล่ ข้อศอก และเหนือศีรษะมากกว่าค่าเฉลี่ยของรถยนต์ประเภทเดียวกัน รวมไปถึงการออกแบบห้องโดยสาร ตอนหลังให้เข้าออกได้ง่าย ห้องเก็บสัมภาระด้านหลังมีปริมาตร 420 ลิตร ช่องกระโปรงหลัง มีขนาดกว้าง 950 มิลลิเมตร และมีระยะเส้นทแยงมุมจากตัวล็อกถึงขอบล่างของกระจกหลัง ถึง 462 มิลลิเมตร ช่วยให้ใส่หรือนำสัมภาระที่มีขนาดใหญ่ออกได้อย่างสะดวก พวงมาลัยของรถยนต์รุ่นนี้ตกแต่งแบบสปอร์ตท้ายตัดหุ้มด้วยหนัง nappa เพื่อเพิ่มความเร้าใจในการขับขี่ เบาะที่นั่งหุ้มด้วยหนัง ARTICO / DINAMICA microfibre ทั้งหมด โดยเบาะที่นั่งด้านคนขับ จะมาพร้อมหน่วยบันทึกความจำ อีกทั้งเบาะด้านหลังยังสามารถพับได้แบบ 40:20:40
รูปลักษณ์ของแผงหน้าปัดมีความล้ำสมัยด้วยฝาครอบทรงปีกนกที่ทอดยาวตั้งแต่ประตูหน้า ผ่านคอนโซลกลางอย่างไร้รอยต่อ เชื่อมไปจนถึงด้านบนของแผงหน้าปัดฝั่งผู้ขับขี่ที่มาพร้อมกับหน้าจอ Widescreen ขนาด 10.25 นิ้วต่อกัน 2 หน้าจอ เป็นอุปกรณ์มาตรฐานโดยหน้าจอทั้งสองจะอยู่ติดกันและมีลักษณะลอยตัวแบ่งการแสดงผลเป็น 2 ส่วน คือ แผงหน้าปัดสำหรับแสดงมาตรวัดต่างๆ ซึ่งเป็นหน้าจอแบบ Widescreen ขนาดใหญ่เพื่อให้ผู้ขับขี่มองเห็นได้ชัดเจน และอีกส่วนหนึ่งจะเป็นหน้าจออินโฟเทนเมนต์ที่ใช้ระบบ Touchscreen
ถือเป็นครั้งแรกของ เมอร์เซเดส-เบนซ์ที่นำหน้าจอระบบสัมผัสมาใช้ในรถยนต์คอมแพ็คคาร์ โดยผู้ขับขี่สามารถควบคุมและออกคำสั่งได้ด้วยการสัมผัสที่หน้าจอ หรือใช้ Touchpad ดีไซน์ใหม่ ส่วนช่องลมของครื่อง ปรับอากาศนั้นได้รับการออกแบบโดยใช้กังหัน (turbine) เป็นต้นแบบ ซึ่งถือเป็นจุดเด่นที่ช่วยขับเน้นลักษณะสปอร์ตอีกอย่างหนึ่งของรถยนต์รุ่นนี้ นอกจากนั้นส่วนล่างของคอนโซลกลางยังได้รับ การออกแบบให้มีลักษณะคล้ายปีกที่ดูแบนราบและไร้รอยต่อจากด้านหนึ่งไปอีกด้านหนึ่งของ ห้องโดยสาร โดยมีระบบไฟส่องสว่างในห้องโดยสารที่มีให้เลือกถึง 64 สี มากกว่ารุ่นก่อนหน้า ถึง 5 เท่า ที่ช่วยขับเน้นเอกลักษณ์นี้โดดเด่นยิ่งขึ้น อีกทั้งยังสามารถผสมสีสันต่างๆ เพิ่มเป็นสีพิเศษ ได้อีก 10 สีสำหรับผู้ขับขี่ที่ต้องการความแปลกใหม่ไม่เหมือนใครอีกด้วย
เทคโนโลยี และระบบความปลอดภัย
Mercedes-Benz A 200 AMG Dynamic เป็นรถยนต์ รุ่นที่ได้รับการปรับเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด จึงมาพร้อมกับเทคโนโลยีที่ไม่เคยมีในรถยนต์รุ่นก่อนหน้ามากมาย เช่น ระบบช่วยหยุดรถ (Active Brake Assist) ที่ได้รับพัฒนาขึ้นไปอีกขั้นโดยสามารถ ลดความเสียหายหรือป้องกันการพุ่งชนกับรถยนต์ข้างหน้าที่ใช้ความเร็วต่ำกว่า กำลังชะลอ หรือแม้แต่รถที่จอดอยู่ข้างหน้าได้ และยังช่วยป้องกันไม่ให้รถเฉี่ยวชนกับผู้ที่ข้ามถนนหรือผู้ใช้จักรยานได้เช่นกัน อีกทั้งยังเป็นครั้งแรกของรถยนต์ในตระกูลคอมแพ็คคาร์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ที่มาพร้อมกับระบบช่วยจอดพร้อมกล้องหลัง (Parking package with reversing camera) ที่จะช่วยให้การถอยจอดง่ายขึ้นอีกด้วย นอกจากนั้นยังมีเทคโนโลยีที่เป็นไฮไลท์ของรถยนต์รุ่นใหม่นี้ คือบริการ Mercedes me connect ที่มีความสามารถในการเชื่อมต่อระหว่างลูกค้า และผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการ ที่จะทำงานร่วมกับระบบมัลติมีเดียอัจฉริยะที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาใหม่ล่าสุดอย่างระบบ MBUX หรือ Mercedes-Benz User Experience เป็นครั้งแรกสำหรับรถยนต์ในกลุ่มคอมแพ็คคาร์ โดยผลลัพธ์ที่ได้คือ มีฟีเจอร์ต่างๆ ที่หลากหลายขึ้น และความสะดวกสบายที่ มากขึ้นสำหรับผู้ขับขี่ บริการ Mercedes me connect มาพร้อมฟังก์ชันอันโดดเด่นมากมายที่ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเลือกปรับเพิ่มบริการ และฟังก์ชันต่างๆ ตามต้องการได้ผ่านแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟน อาทิ
Mercedes-Benz emergency call system
ในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุรถชน เซ็นเซอร์ ของระบบนี้จะทำงานโดยอัตโนมัติ และส่งตำแหน่งของรถยนต์ให้กับศูนย์ช่วยเหลือทันที
- Vehicle Monitoring เจ้าของรถยนต์สามารถเช็คตำแหน่งล่าสุด หรือเส้นทางการขับขี่ของรถยนต์ได้ผ่านแอปพลิเคชั่นของ Mercedes me connect ได้
- Vehicle Set-up ผู้ขับขี่สามารถตรวจสอบสภาพรถยนต์ได้จากระยะไกล โดยเซ็นเซอร์ที่ อยู่ในรถจะตรวจสอบสภาพของรถยนต์ในขณะนั้น และส่งเป็นข้อมูลผ่านแอปพลิเคชั่นฯให้ทั้งผู้ขับขี่ และศูนย์ซ่อมบำรุงสามารถเปิดดูรายละเอียดข้อมูลสถานะต่างๆ ได้
- Maintenance Management ระบบนี้จะช่วยเตือนเมื่อถึงเวลานำรถยนต์เข้าตรวจสภาพ โดยจะตั้งวัน และเวลาเข้ารับบริการในครั้งต่อไปให้อัตโนมัติ
- Remote Engine Start ฟังก์ชันที่ช่วยให้การใช้รถของคุณสะดวกสบายมากขึ้น โดยคุณสามารถเชื่อมต่อผ่านโทรศัพท์มือถือ เพื่อเปิดเครื่องปรับอากาศทำความเย็นล่วงหน้า หรือการสั่งเปิด หรือล็อกประตูรถจากระยะไกล เป็นต้น
- Online Booking ฟังก์ชั่นสำหรับการนัดหมายเพื่อเข้ารับบริการต่างๆ จาก เมอร์เซเดส-เบนซ์ได้ง่ายเพียงปลายนิ้ว
สำหรับระบบ MBUX นั้น เป็นระบบมัลติมีเดียใหม่ล่าสุดที่เมอร์เซเดส-เบนซ์พัฒนาขึ้นเพื่อยกระดับความสะดวกสบายให้แก่ทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสาร รองรับการสั่งการผ่านจุดสำคัญ 2 จุด คือ หน้าจอ Widescreen ระบบสัมผัส (หน้าจอส่วนอินโฟเทนเมนต์) และ Touchpad ที่อยู่ ตรงคอนโซลกลาง
ระบบนี้มีจุดเด่นอยู่ที่คุณสมบัติด้านการเรียนรู้ที่สามารถจดจำความต้องการ ของผู้เป็นเจ้าของผ่านระบบ AI ส่งผลให้ MBUX เป็นระบบมัลติมีเดียที่สามารถปรับแต่งหรือปรับเปลี่ยนตามลักษณะ การใช้งานจริงของผู้เป็นเจ้าของรถได้ ซึ่งเป็นการสร้าง ความผูกพันระหว่างผู้ขับขี่ ผู้โดยสาร และรถยนต์ได้เป็นอย่างดี โดยระบบนี้มาพร้อมกับฟังก์ชันใหม่ๆ ที่น่าสนใจมากมาย อาทิ
- Navigation ระบบนำทางแบบใหม่ที่มาพร้อมกับ GPS ที่แม่นยำยิ่งขึ้น และแผนที่ ที่แสดงผลแบบ 3D ด้วยกราฟิกที่มีความละเอียดสูง ทำงานร่วมกับระบบ AR ในการนำทางโดยผู้ใช้สามารถหาจุดหมายที่ต้องการได้ด้วยการสัมผัสหน้าจอ นอกจากนั้นยังสามารถรายงานสภาพถนนและสถานะของร้านค้าต่างๆ ได้แบบเรียลไทม์อีกด้วย
- Personal profiles ที่จะจดจำข้อมูลของผู้ขับขี่แต่ละคนไว้ ทั้งลักษณะของการปรับเบาะ ที่นั่ง สีไฟในห้องโดยสารที่ชอบ สถานที่ที่ไปเป็นประจำ ฯลฯ โดยระบบนี้สามารถจดจำข้อมูลของผู้ขับขี่ได้ถึง 22 โปรไฟล์
- Linguatronic ระบบสั่งการด้วยเสียงที่รองรับได้ทั้งภาษาอังกฤษ ภาษาเยอรมัน และภาษาฝรั่งเศสของทุกสำเนียงทั่วโลก ระบบนี้สามารถรับรู้และเข้าใจเกือบทุกคำที่ปรากฏอยู่ในระบบอินโฟเทนเม้นท์ของรถยนต์ โดยผู้ขับขี่สามารถเปิดระบบได้เพียงพูดคำว่า “Hey, Mercedes”
Mercedes-Benz A 200 AMG Dynamic ราคา 2,490,000 บาท
2 คู่รักบันลือโลก! มิคกี้ และ มินนี่ ในลุคไท๊ยไทยชวนแฟนๆ ทั่วโลกร่วมเช็คอินในแคมเปญ ‘Mickey GO Thailand’ พร้อมเปิดตัวคอลเลกชั่น ‘Mickey check in Bangkok’ เฉพาะในไทยเท่านั้น!
ครั้งนี้จะเป็นเป็นครั้งแรกที่แฟนๆ จะได้เห็นตัวละครอย่างมิคกี้ เม้าส์ และมินนี่ เม้าส์ มาสัมผัสกับเสน่ห์ท้องถิ่นความเป็นไทย ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอันเป็นเอกลักษณ์ อาหารไทยเลิศรสมากมาย รวมถึงวัฒนธรรมไทยอันงดงาม ผ่านทั้งช่องทางออนไลน์ และออฟไลน์ พร้อมจับมือกับแบรนด์พันธมิตรชั้นนำจากหลากหลายกลุ่มผลิตภัณฑ์เปิดตัวคอลเลกชั่น ‘มิคกี้ เช็คอิน แบงค็อก (Mickey Check-in Bangkok)’ เป็นครั้งแรกในประเทศไทย

พี่อาร์ทได้เล่าให้เราฟังว่า “เดอะ วอลท์ ดิสนีย์ มุ่งมั่นสร้างสรรค์ประสบการณ์แห่งความบันเทิง และความสนุกสนานให้กับแฟนๆ ทั่วโลก โดยยึดหลักของ ‘การมอบช่วงเวลาแห่ง ความมหัศจรรย์’ หรือ ‘Magical Moments’ ผ่านการนำเสนอเนื้อหา และตัวละครต่างๆที่มีความหลากหลาย รวมถึงการสร้างสรรค์เนื้อหาที่ตรงกับความชื่นชอบของผู้คนในแต่ละท้องถิ่น (Localization) เพื่อสร้างความใกล้ชิดกับแฟนๆ ทั่วโลก
เพื่อเป็นการส่งมอบช่วงเวลาแห่งความมหัศจรรย์ (Magical Moments) ให้กับแฟนๆ ชาวไทยอีกครั้ง ในปีนี้ ดิสนีย์จึงได้เปิดตัวโลคอลแคมเปญ ‘มิคกี้ โก ไทยแลนด์’ (Mickey Go Thailand) โดย จะเริ่มขึ้นตั้งแต่เดือนสิงหาคมปีนี้ ไปจนตลอดปีพ.ศ. 2563 และนับเป็นการสานต่อความสำเร็จจากแคมเปญ ‘แชร์ อะ สมายล์ (Share A Smile)’ ที่จัดขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ 90 ปี ของ มิคกี้ เม้าส์ ตัวละครที่เป็นขวัญใจของคนทั่วโลก ที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก และได้รับเสียงตอบรับที่ยอดเยี่ยมจากแฟนๆ มิคกี้ เม้าส์ ชาวไทย”
มิคกี้ เม้าส์ (Mickey Mouse) ยังคงเป็นตัวละครที่อยู่ในหัวใจของแฟนๆ ทั่วโลก ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน ด้วยอุปนิสัยที่เต็มไปด้วยความสนุกสนาน และความสดใส ที่คอยย้ำเตือนคนทุกเพศทุกวัยถึงความสำคัญของความสุข เสียงหัวเราะ การคิดบวก และความหวัง และในแคมเปญ มิคกี้ โก ไทยแลนด์ นี้เขาไม่ได้มาคนเดียว แต่ยังจูงมือคู่หูที่คอยอยู่เคียงข้างเขาอยู่เสมออย่าง มินนี่ เม้าส์ (Minnie Mouse) มาร่วมสร้างสีสันให้แก่แฟนๆ ชาวไทยด้วยกัน
“ในครั้งนี้จะเป็นครั้งแรกของแฟนๆ ชาวไทยที่จะได้เห็นตัวละครอย่างมิคกี้ เม้าส์ และมินนี่ เม้าส์ มาสัมผัสกับเสน่ห์ท้องถิ่นความเป็นไทย ทั้งสถานที่ท่องเที่ยวอันเป็นเอกลักษณ์ อาหารไทยเลิศรสมากมาย รวมถึงวัฒนธรรมไทย อันงดงาม ผ่านทั้งช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ ในรูปลักษณ์ที่ผสมผสานความน่ารักของตัวละคร เข้ากับ กลิ่นอายความเป็นไทย ไม่ว่าจะเป็นลวดลายกระจัง และลายผ้าขาวม้าที่สะท้อนถึงเอกลักษณ์ไทย
โดยเน้นสีสันสองโทน คือ โทนสีสว่างสดใส (Vivid Bright) เช่น สีชมพู สีเหลือง สีฟ้า และสีเขียว ที่แสดงถึงอุปนิสัยของคนไทยที่ร่าเริงแจ่มใส และพร้อมมอบรอยยิ้มให้กับทุกคนอยู่เสมอ ผสานกับโทนสีโทนอบอุ่นอย่างสีน้ำตาล สีม่วง และ สีน้ำเงิน เพื่อแสดงถึงการเป็นคนที่มีความเมตตา อบอุ่น และอ่อนน้อมถ่อมตน รวมถึงโทนสีทอง (Iconic Gold) เพื่อแสดงออกถึงความสง่างามของวัฒนธรรมไทย”
“ดิสนีย์มีความสัมพันธ์อันดียิ่งกับพันธมิตรในประเทศไทยมาอย่างยาวนาน ในโอกาสนี้จึงได้จับมือกับพันธมิตรที่เป็นแบรนด์ระดับชั้นนำของประเทศไทยในหลากหลายกลุ่มผลิตภัณฑ์ เพื่อร่วมมือกันสร้างสรรค์สินค้าลิขสิทธิ์ในชื่อคอลเลกชั่น ‘มิคกี้ เช็คอิน แบงค็อก (Mickey Check-in Bangkok)’ แฟนๆ จะได้เห็นมิคกี้ เม้าส์ และมินนี่ เม้าส์ในอิริยาบถต่างๆ รวมถึงท่องเที่ยว เช็คอิน ไปในสถานที่สำคัญๆ ของเมืองไทย เช่น ใส่ชุดไทย ไหว้ โดยสารรถตุ๊กตุ๊ก สัมผัสกับรสชาติขนมแบบไทยๆ ท่องเที่ยวใน ตลาดน้ำ เป็นต้น”
“โดยพันธมิตรที่เข้าร่วมแคมเปญฯ ประกอบด้วย กลุ่มเสื้อผ้าและแอคเซสเซอรี่ ได้แก่ ยูนิโคล่ (Uniqlo) เล ซองฟอง (Les Enphant) โฟร์พี (Four P’s) โซว กรุ๊ป (Shou Group) บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ (Big C Supercenter) แบรนด์โจซิลินส์ (Josilins) และโมโมจิ (Momoji) จากเบสท์ โปรเจคท์ (Best Project) พีดับเบิ้ลยูเอส คอลเลกชั่น (P.W.S. Collection) และพันธมิตรใหม่อย่าง พรีม่าโกลด์ (Prima Gold) กลุ่มของเล่น ได้แก่ การ์ตูน แคแร็คเตอร์ (Cartoon Character) และเกี๊ยก (Keak) กลุ่มเครื่องสำอางค์และสินค้าอุปโภคบริโภค ได้แก่ แบรนด์มิว-นิค (MYU-NIQUE) จากวรินดา เอส แอนด์ พี (S&P) และแบรนด์เวล-บี (Wel-B) จากโจ-ลี่ แฟมิลี่ รวมถึงกลุ่มสินค้าตกแต่งบ้าน ได้แก่ นีซ โปรดักท์ (Neez Product), ดับเบิ้ลสตาร์ (Double Star) และแบรนด์เจสสิก้า จากลีรุ่งเจริญ
สินค้าจากทุกแบรนด์จะเริ่มทยอยจัดจำหน่ายตั้งแต่เดือนสิงหาคมปีนี้เป็นต้นไป ในห้างสรรพสินค้าและร้านสะดวกซื้อต่างๆ ทั่วประเทศ และสำหรับช่องทางออนไลน์ ดิสนีย์ยังได้ร่วมมือกับ LINE สร้างสรรค์สติ๊กเกอร์ในแอปพลิเคชั่น ทั้งรูปตัวละครมิคกี้ เม้าส์ และมินนี่ เม้าส์ และข้อความจากใจมิคกี้ เม้าส์ และมินนี่ เม้าส์ ที่ต้องการส่งมอบให้แฟนๆ ชาวไทย อย่าง ‘สวัสดี’ ‘ขอบคุณ’ ฯลฯ เพื่อให้แฟนๆ ได้ใกล้ชิดกับตัวละครทั้งสองมากยิ่งขึ้น”
เตรียมตามรอย และตามเก็บสินค้าคอลเลกชั่นพิเศษภายใต้แคมเปญ “มิคกี้ โก ไทยแลนด์” จากหลากหลาย แบรนด์ชั้นนำของเมืองไทยที่ออกแบบมาเพื่อจำหน่ายในประเทศไทยโดยเฉพาะตั้งแต่เดือนสิงหาคมปีนี้ และตลอดปีพ.ศ. 2563 ไปด้วยกัน งานนี้มีกระเป๋าฉีกแน่นอน….

ซัมซุงจับมือยูเนสโก จัดแฮ็คคาธอน สร้างทักษะดิจิทัลสตรีกลุ่มชาติพันธุ์ ชูเทคโนโลยีช่วยอนุรักษ์มรดกภูมิปัญญา และสร้างโอกาสทางการค้า
ซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ ร่วมกับ องค์การยูเนสโก สำนักงานเพื่อการศึกษาในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก จัดกิจกรรม “Hack Culture: กระเทาะเปลือกวัฒนธรรม: การแก้ปัญหาด้วยสื่อดิจิทัล เพื่อเสริมศักยภาพสตรีและรักษาหัตถกรรมท้องถิ่น” (Hack Culture: Digital Solutions to Empower Women & Safeguard Traditional Crafts) จัดอบรมและการแข่งขันการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ (ICT) ในรูปแบบแฮ็คคาธอน (Hackathon) ให้กับกลุ่มสตรีชาติพันธุ์ม้ง หวังใช้เทคโนโลยีช่วยบันทึกและสืบทอดมรดกภูมิปัญญาด้านหัตกรรมท้องถิ่น สร้างโอกาสทางการตลาด นำทีมให้ความรู้โดยอาสาสมัครจากซัมซุงจากสำนักงานใหญ่กว่า 30 ชีวิต ผู้เชี่ยวชาญจากยูเนสโก กลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจหัตถกรรมท้องถิ่น และคณาจารย์จากอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

พ่อหลวงเมธาพันธ์ ภุชกฤษฎาภา ผู้ใหญ่บ้านดอยปุย กล่าวว่า “รายได้หลักของกลุ่มแม่บ้านชาวม้งก็คืองานหัตถกรรมฝีมือ ปัญหาที่หมู่บ้านดอยปุยกำลังเผชิญอยู่คือ ทักษะงานหัตถกรรมเหล่านั้นถูกถ่ายทอดโดยปากเปล่าและการจดจำ นับวันคนรุ่นใหม่สนใจงานหัตถกรรมน้อยลงเรื่อยๆ หลายคนไปเรียนต่อในเมืองแล้วไม่ได้กลับมาทำงานที่หมู่บ้านอีก โจทย์ที่ต้องแก้ไขคือจะเก็บมรดกวัฒนธรรมเหล่านี้ที่มีอายุกว่า 100 ปีไว้ได้อย่างไร ทำอย่างไรให้คนรุ่นใหม่รู้จักและเข้าใจเอกลักษณ์ทางหัตถกรรมของชาวม้ง นอกจากนี้ข้อจำกัดอีกข้อก็คือ รายได้จากการขายสินค้าขึ้นอยู่กับนักท่องเที่ยวที่ขึ้นมาบนดอยเป็นหลัก ดังนั้นโจทย์ก็คือชาวบ้านจะขายสินค้าโดยไม่พึ่งนักท่องเที่ยวเพียงช่องทางเดียวได้อย่างไร การที่ซัมซุงจะนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาช่วยแก้ปัญหาที่หมู่บ้านดอยปุยกำลังเผชิญอยู่ ถือว่า เป็นโครงการที่ดี”

นางสาวจีเฮียน ยูน ผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายกิจกรรมเพื่อสังคม บริษัท ซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด (ประเทศเกาหลี) เผยว่า “การเสริมพลังให้กับคนในสังคมผ่านการมอบความรู้ นวัตกรรม และสร้างสรรค์ผลงาน เป็นหนึ่งในวิสัยทัศน์ด้านความรับผิดชอบต่อสังคมของซัมซุงทั่วโลก โดยซัมซุงได้มุ่งส่งเสริมการศึกษาให้สตรีและคนรุ่นใหม่มาตั้งแต่ปี 2553 กิจกรรม “Hack Culture: กระเทาะเปลือกวัฒนธรรม: การแก้ปัญหาด้วยสื่อดิจิทัล เพื่อเสริมศักยภาพสตรีและรักษาหัตถกรรมท้องถิ่น” เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Samsung OneWeek ซึ่งเป็นโครงการที่ซัมซุงนำพนักงานอาสาสมัครที่มีความเชี่ยว ชาญด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม มามอบความรู้แก่ชุมชนที่ต้องการความช่วยเหลือในภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก โดยในปีนี้พนักงานชาวเกาหลีร่วม 200 คน ได้กระจายตัวไปทำกิจกรรมอาสาสมัครเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ ใน 6 ประเทศทั่วโลก ได้แก่ กัมพูชา คาซัคสถาน อินโดนีเซีย ไทย เนปาล และฮังการี ซึ่งกิจกรรมในแต่ละประเทศจะมีลักษณะแตกต่างกัน ตามความต้องการและบริบทของแต่ละประเทศ”
“สำหรับในประเทศไทย ซัมซุงได้ร่วมมือกับยูเนสโก โดยนำอาสาพนักงานซัมซุงกว่า 30 คนมาร่วมจัดงานแฮ็คคาธอนเพื่ออบรมให้ความรู้การใช้เทคโนโลยีและสื่อดิจิทัลในการแก้ปัญหาเกี่ยวกับหัตถกรรมท้องถิ่นให้กับสตรีกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งนอกจากจะเป็นการช่วยปลดล็อคข้อจำกัดในการเข้าถึงเทคโนโลยีของพวกเธอแล้ว ซัมซุงยังหวังว่า ทักษะดิจิทัลจะเป็นประโยชน์ในการสร้างรายได้ และเป็นเครื่องมือในการส่งผ่านภูมิปัญญาหัตถกรรมจากรุ่นผู้เฒ่าผู้แก่ ไปสู่เจเนอเรชั่นใหม่ รุ่นต่อรุ่น”นางสาวจีเฮียน ยูน กล่าวเสริม

ดร.ซุง บี แฮน์ หัวหน้าแผนกวัฒนธรรม องค์การยูเนสโก กรุงเทพมหานคร กล่าวว่า “สตรีกลุ่มชาติพันธุ์ม้งสามารถสร้างสรรค์และผลิตสินค้าหัตถกรรม โดยใช้วิธีสืบทอดความรู้จากรุ่นสู่รุ่นมาแต่อดีต แต่ปัจจุบัน สถานการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไปจากการลงสำรวจพื้นที่ของยูเนสโกพบว่า จังหวัดเชียงใหม่เกิดความเปลี่ยนแปลงเช่นเดียว กับส่วนอื่นๆ ทั่วโลก ความอยู่รอดของทักษะงานฝีมือกำลังเสี่ยงที่จะสูญหายไปจากปัจจัยรอบด้านมากมาย เช่น การแข่งขันจากผู้ผลิ ตที่ใช้เครื่องจักรในการผลิตสินค้าที่ถูกและรวดเร็วกว่า รวมถึงคนรุ่นใหม่ในชนเผ่าที่ไม่มีความสนใจในการทำงานหัตถกรรม จึงเป็นที่มาของโครงการความร่วมมือระหว่างซัมซุงและยูเนสโก ที่ต้องการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศมาเป็นตัวช่วยแก้ปัญหาดังกล่าว”

ตลอดระยะเวลา 4 วันของการดำเนินกิจกรรมแฮ็คคาธอน บรรยากาศเป็นไปอย่างสนุกสนาน เต็มไปด้วยพลังแห่งความมุ่งมั่นของคนรุ่นใหม่ที่ต้องการสร้างสรรค์สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม เหล่าอาสาฯ ได้ช่วยสตรีชนเผ่าม้ง พัฒนาต้นแบบสื่อดิจิทัล (Prototype) ในการแก้ไขปัญหาด้านการอนุรักษ์มรดกภูมิปัญหาและขยายโอกาสทางการตลาดให้กับสินค้าหัตถกรรม โดยแบ่งกลุ่มการทำกิจกรรมเป็น 5 กลุ่มย่อย แต่ละกลุ่มได้นำเสนอผลงานในรูปแบบต่างๆ ได้แก่ เวปไซต์และเฟสบุ๊คที่รวบรวมข้อมูลและประวัติความเป็นมาของงานหัตกรรม วิดิโอและคอร์สสอนการปักผ้าเบื้องต้นสำหรับผู้ที่สนใจและนักท่องเที่ยว รวมทั้งการทำแบรนดิ้งและบรรจุภัณฑ์สินค้าให้น่าสนใจและทันสมัย โดยต้นแบบผลงานที่แต่ละกลุ่มได้พัฒนาขึ้นสามารถนำมาขยายผลต่อให้กับคนในชุมชนหมู่บ้านดอยปุย ซึ่งมีจำนวนทั้งสิ้นราว 1,408 คน ประกอบด้วย 3 ชนเผ่า ได้แก่ ม้ง ปกากะญอ (กะเหรี่ยง) และคนพื้นเมือง

นางสาวลิม คาง ฮา หนึ่งในพนักงานอาสามัครซัมซุง ได้กล่าวถึงความรู้สึกจากการเข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้ว่า “ตลอดเวลา 4 วันที่ได้ร่วมทำกิจกรรมกับพี่น้องสตรีชาวม้งเป็นช่วงเวลาที่ประทับใจและได้เรียนรู้อะไรเยอะมาก ถึงแม้เราจะเป็นอาสาที่มาให้ความรู้และช่วยพวกเขาพัฒนาสื่อออนไลน์เพื่อช่วยแก้ไ ขปัญหาที่เกิดขึ้น แต่เราก็ได้เรียนรู้จากพวกเขาเช่นเดียวกัน สิ่งที่สำคัญไม่ได้ขึ้นอยู่กับการแข่งขันหรือสิ่งที่คิดค้นขึ้น แต่มันคือความรู้สึกว่าเราได้เป็นผู้ให้ ได้ทำสิ่งที่มีค่าให้กับคนกลุ่มหนึ่งที่ต้องการมัน ซึ่งความรู้สึกนี้เป็นความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูก และประสบการณ์ในครั้งนี้ได้เปลี่ยนมุมมองในการดำเนินชีวิตของฉันอย่างที่ไม่ได้คาดคิดไว้มาก่อน”
นางสาวศศิพัชร์ เฟื่องฟูกิจการ หนึ่งในสตรีกลุ่มชาติพันธุ์ม้งที่เข้ารับการอบรมและหนึ่งในสมาชิกทีมที่ได้รับรางวัลชนะเลิศจากการแข่งขัน กล่าวว่า “สนุกและได้ประโยชน์มากจากการเข้าร่วมกิจกรรมนี้ค่ะ นอกจากความรู้ที่ได้แล้วยังรู้สึกผูกพันธ์กับพี่ๆ อาสาซัมซุงที่มาจัดกิจกรรมให้ รู้สึกขอบคุณและประทับใจมาก จะนำความรู้ที่ไ ด้จากการอบรมในครั้งนี้ไปเป็นเครื่องมือในการโปรโมทสินค้าของทั้งร้านตัวเองและของหมู่บ้าน โดยจะใช้เฟสบุ๊คขึ้นมาเป็นช่องทางหลัก ตื่นเต้นมากกับโปรเจคใหม่ที่จะได้ทำ และดีใจที่หมู่บ้านดอยปุยจะมีช่องทางในการบันทึกงานหัตถกรรมฝีมือซึ่งเป็นวัฒนธรรมและเอกลักษณ์ของชาวม้ง ขอบคุณซัมซุงและยูเนสโกที่จัดกิจกรรมนี้ขึ้นมาค่ะ”


Subaru ส่งสมาชิกฝึกอบรมขับขี่รถขับเคลื่อน 4 ล้อกับ Spirit of the 4×4 Driving School!
โรงเรียนพัฒนาทักษะการขับขี่รถขับเคลื่อนสี่ล้อ (Spirit of the 4×4 Driving School) โดย สุกานดา ปภัสร์พงษ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนฯ ได้รับความไว้วางใจจาก บริษัท ทีซี ซูบารุ (ประเทศไทย) จํากัด ให้จัดฝึกอบรมการขับรถขับเคลื่อน 4 ล้อ ขั้นพื้นฐาน (Basic Full Time) แก่เจ้าของรถ Subaru Forester เพื่อเพิ่มทักษะการขับขี่รถขับเคลื่อน 4 ล้อ และสามารถใช้งานรถ Subaru รุ่นนี้ได้เต็มประสิทธิภาพ ณ สนาม Spirit Adventure Ground จังหวัดนครนายก

นอกจากนี้ เนื่องในวันที่ 31 กค. ที่ผ่านมาเป็นวันเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าโลก บริษัท ทีซี ซูบารุ (ประเทศไทย) จํากัด ร่วมกับ Spirit 4×4 มอบเงินจำนวน 40,000 บาท สนับสนุนกิจกรรมหน่วยงานเขตการจัดการอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ที่ 5 เพื่อเป็นขวัญ และกำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ฯ
หน่วยงานภาครัฐ และเอกชน หรือผู้ที่สนใจเข้าร่วมฝึกอบรมการขับรถขับเคลื่อน 4 ล้ออย่างถูกวิธี สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โรงเรียนพัฒนาทักษะการขับขี่รถขับเคลื่อนสี่ล้อ spirit4x4.imc.co.th หรือ facebook.com/Spirit4x4 และโทรศัพท์ 0-2641-8444 ต่อ 404-405

Bullet Trials 500cc ดีเอ็นเอจากรถแข่งไทรอัลส์ในตำนาน ที่มีเพียง 210 คันในไทย!
บุลเล็ต ไทรอัลส์ มาพร้อมเครื่องยนต์ 500 ซีซี จำหน่ายจำนวนจำกัดเพียง 210 คันในประเทศไทย มีดีไซน์ที่โดดเด่นและฟังก์ชั่นรองรับการใช้งานที่สะท้อนยุคที่รุ่งเรืองของการแข่งไทรอัลส์สุดคลาสสิกระหว่างทศวรรษ 1940 และ 1950 ซึ่ง
รถบุลเล็ต ไทรอัลส์รุ่นใหม่ใช้ยางที่มีลายดอกยางทรงเหลี่ยมเพื่อเพิ่มการยึดเกาะบนทางออฟโรดและแฮนด์เดิลบาร์เสริมแกร่งด้วยคานขวางหรือ Crossbar รถมอเตอร์ไซค์รุ่นนี้ยังมาพร้อมท่อไอเสียที่เฉียงสูงขึ้นเพื่อเพิ่มระยะห่างจากพื้นเพื่อเพิ่มความมั่นใจเมื่อต้องลุยน้ำ และยังติดตั้งระบบเบรกป้องกันล้อล็อก (ABS) แบบดูอัลแชนแนล (Dual Channel) บุลเล็ต ไทรอัลส์ถูกติดตั้งบังโคลนล้อดีไซน์ใหม่ เบาะนั่งเดี่ยว และแรคบรรทุกสัมภาระ นอกจากนี้ ยังมีอุปกรณ์ตกแต่ง 5 รายการที่ได้รับการออกแบบสำหรับรถมอเตอร์ไซค์รุ่นนี้โดยเฉพาะ ได้แก่ การ์ดป้องกันเครื่องยนต์ขนาดเล็ก ตะแกรงครอบไฟหน้า บอร์ดประทับหมายเลขแข่ง การ์ดกันแคร้งใต้เครื่องอลูมิเนียม และปลอกสวมครอสบาร์ โดยบุลเล็ต ไทรอัลส์ 500 มีราคาจำหน่ายรวมอุปกรณ์ตกแต่ง 5 รายการที่ 191,500 บาท
มาร์ค เวลส์ หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์และการออกแบบอุตสาหกรรม รอยัล เอนฟิลด์ โกลบอล กล่าวภายในงานเปิดตัวบุลเล็ต ไทรอัลส์ว่า “รอยัล เอนฟิลด์มีประวัติศาสตร์อันยาวนานที่น่าภาคภูมิใจในการสร้างรถมอเตอร์ไซค์ที่เป็นอมตะและมีความทนทาน ซึ่งบุลเล็ตคือรถมอเตอร์ไซค์ที่ทนทานและมีประวัติศาสตร์ความเป็นมายาวนานที่สุด ภาพของรถมอเตอร์ไซค์บุลเล็ต ไทรอัลส์ที่ขี่โดยจอห์นนี บริทเทนนั้นเป็นสิ่งที่เราไม่เคยลืม ภาพเหล่านั้นทำให้เรารำลึกถึงสมรรถนะอันล้นเหลือของรถมอเตอร์ไซค์ที่อยู่เหนือเส้นทางอันท้าทายและความสำเร็จในการแข่งขันไทรอัลส์
โดยรถมอเตอร์ไซค์บุลเล็ต ไทรอัลส์ ปี 2019 ได้แรงบันดาลใจจากรถไทรอัลส์ของจอห์นนี บริทเทนที่คว้าแชมป์มากกว่า
50 ครั้งระหว่างปี 1948 ถึง 1965 และยังเป็นการอุทิศให้แก่รากฐานของการออกแบบและความเชี่ยวชาญทางวิศวกรรมของเราได้อย่างสมบูรณ์แบบจนเกิดเป็นช่วงล่างแบบสวิงอาร์มครั้งแรกในรถบุลเล็ตในปี 1949 และในปีนี้ เราร่วมรำลึกครบรอบ 70 ปีแห่งชัยชนะในรายการ ISDT ของบุลเล็ต ไทรอัลส์ ที่นับเป็นการนำเสนอช่วงล่างแบบสวิงอาร์มเป็นครั้งแรกในปี 1949 ผมมั่นใจว่ารถมอเตอร์ไซค์รุ่นนี้จะได้เสียงตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้ที่มีความหลงใหลต่อแบรนด์รอยัล เอนฟิลด์ใน
ประเทศไทย”
ประวัติศาสตร์ของการแข่งขันไทรอัลส์สามารถย้อนกลับไปได้ถึงต้นยุคทศวรรษ 1920 เมื่อผู้ผลิตรถจักรยานยนต์มักให้รถของตนเข้าร่วมการแข่งขันรถที่เรียกว่าไทรอัลส์ โดยให้คำนิยามการแข่งขันว่า “ไทรอัลส์ที่ไว้ใจได้” (Reliability Trials) เนื่องจากเป็นการโชว์สมรรถนะและศักยภาพในการยึดเกาะถนน ความสามารถในการควบคุมทิศทาง และความทนทานโดยรวมที่ไว้ใจได้ โดยร่วมการแข่งขันในสหราชอาณาจักรและทั่วทั้งภูมิภาคยุโรป อย่างไรก็ตามเมื่อพื้นผิวถนนถูกปรับปรุงให้ดีขึ้นในช่วงทศวรรษที่ 20 การแข่งขันแบบไทรอัลส์ได้เปลี่ยนสนามไปสู่การแข่งขันบน “เส้นทางออฟโรด” ที่จัดขึ้นเป็นโดยเฉพาะ ซึ่งพื้นผิวเส้นทางที่ท้าทายคือบททดสอบอันหนักหน่วงสำหรับทั้งคนและตัวรถ
รอยัล เอนฟิลด์ บุลเล็ตเปิดตัวครั้งแรกในปี 1932 พร้อมกับการได้ชื่อว่าเป็นรถมอเตอร์ไซค์ที่ “สมบูรณ์แบบสำหรับการขับขี่แบบทัวริ่งหรือแข่งขันไทรอัลส์” หลังจากเปิดตัวไม่นาน บุลเล็ตสามารถสร้างความสำเร็จจากการแข่งขันรายการ International Six Days Trial (ISDT) ในปี 1935 โดยที่ทีมรอยัล เอนฟิลด์ เป็นรถมอเตอร์ไซค์สัญชาติอังกฤษหนึ่งเดียวที่ไม่ถูกตัดแต้มแม้แต่คะแนนเดียว จากนั้นในปี 1937 นักขี่เอนฟิลด์ สร้างสถิติคว้าถ้วยรางวัลถึง 37 ใบและเหรียญทองอีก 6 เหรียญในการแข่งขัน ISDT จากนักขี่ในตำนานอย่างชาร์ลี โรเจอร์ส (Charlie Rogers) จอร์จ โฮลด์เวิร์ธ (George Holdworth) และแจ็ค บุ๊คเกอร์ (Jack Booker) ซึ่งขี่บุลเล็ต 250 ซีซี และ 350 ซีซี รวมถึงเวอร์ชั่นคัสตอมพิเศษสำหรับการแข่งขันขนาด 500 ซีซี สู่ชัยชนะ
แต่ความสำเร็จที่แท้จริงเกิดขึ้นในช่วงหลังสงครามโลก รอยัล เอนฟิลด์ กลายเป็นบริษัทแถวหน้าในการแข่งขันไทรอัลส์อย่างแท้จริง ด้วยบุลเล็ตขนาด 350 ซีซี รุ่นใหม่ล่าสุดซึ่งออกแบบโดยเท็ด พาร์โด (Ted Pardoe) และโทนี่ วิลสัน โจนส์
(Tony Wilson-Jones) ซึ่งปฏิวัติวงการด้วยการผสมผสานช่วงล่างแบบสวิงอาร์มเข้ากับโช้คอัพน้ำมันเป็นครั้งแรกในรถจักรยานยนต์รุ่นผลิตจำหน่ายเชิงพานิชย์ การพัฒนาดังกล่าวพลิกโฉมการออกแบบรถมอเตอร์ไซค์ไปตลอดกาล
โดยบุลเล็ตที่มาพร้อมช่วงล่างแบบสวิงอาร์มของรอยัล เอนฟิลด์ได้ฉีกขนบดั้งเดิมของการเปิดตัวรถด้วยการเผยโฉมที่ การแข่งขันไทรอัลส์ด้วยรถต้นแบบ 3 คันในการแข่งขัน Colmore Cup ปี 1948 หลังจากนั้น รถมอเตอร์ไซค์รุ่นนี้ได้รับการคัดเลือกให้ร่วมทีม British Trophy ในการแข่งขัน ISDT ปี 1949 จัดขึ้นในเมืองซานเรโม ประเทศอิตาลี ความสำเร็จตามมาพร้อมกับนักขี่บุลเล็ตทั้งสองคน ชาร์ลี โรเจอร์ส (Charlie Rogers) และวิค บริทเทน (Vic Brittain) คว้าเหรียญทองได้สำเร็จและส่งให้ทีมจากอังกฤษคว้าชัยชนะอันดับหนึ่ง บุลเล็ต ไทรอัลส์มาพร้อมช่วงล่างสวิงอาร์มจึงกลายหัวใจสำคัญของรถรุ่นนี้ต่อมาอีกถึง 14 ปี
วิมัล ซุมบ์ลี หัวหน้าฝ่ายธุรกิจประจำภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก รอยัล เอนฟิลด์ กล่าวภายในงานเปิดตัวรถมอเตอร์ไซค์รุ่นนี้ว่า “รอยัล เอนฟิลด์ บุลเล็ต มีฐานลูกค้าที่มีความภักดีและหลงใหลอย่างยิ่งอยู่ทุกมุมโลกมาตลอด 8 ทศวรรษที่ผ่านมา บุลเล็ต ได้รับการยอมรับว่าเป็นรถมอเตอร์ไซค์ระดับไอคอนและมีชื่อเสียงในด้านความทรหดทนทานและใช้งานได้ยาวนาน อีกทั้งมีประเพณีการส่งต่อรถมอเตอร์ไซค์จากรุ่นสู่รุ่น เพื่อสานต่อตำนานแห่งไทรอัลส์ของบุลเล็ตในปี 2019 เรามีความยินดีที่จะประกาศการจัดจำหน่ายบุลเล็ต ไทรอัลส์ในประเทศไทย”
การบอกเล่าเรื่องราวการครองความเป็นเจ้าสนามแข่ง ISDT ของบุลเล็ต ไทรอัลส์ไม่อาจสมบูรณ์แบบได้ถ้าไม่มี
จอห์นนี บริทเทน ผู้ซึ่งกวาดชัยชนะการแข่งขันไทรอัลส์กับรถบุลเล็ต ไทรอัลส์ 350 มานาน 15 ปี จอห์นนีเป็นลูกชายของตำนานนักขี่รายการไทรอัลส์อย่างวิค บริเทน (Vic Brittain) จอห์นนีร่วมทีมรอยัล เอนฟิลด์ตอนอายุ 18 ปี และคว้าเหรียญทองแรกจากการแข่งขัน ISDT ในปี 1950 ด้วยรถไทรอัลส์ บุลเล็ต 350 ซีซีอันโด่งดัง ประทับหมายเลข HNP 331 โดยจอห์นนีคว้าชัยชนะ Scottish Six Days Trial ซึ่งเป็นการแข่งขันระยะทาง 900 ไมล์ภายในระยะเวลา 6 วันเต็ม อย่างยิ่งใหญ่ถึงสองครั้ง (ปี 1952 และ 1957) ชนะการแข่งขัน Scott Trial สุดท้าทายอีกสองครั้ง (ปี 1955 และ 1956) และ British Experts Trial ที่มีความหฤโหดอีกสองครั้ง ซึ่งเขาเป็นผู้ชนะเลิศที่อายุน้อยที่สุดเท่าที่เคยมีมา (ปี 1952 และ 1953) อีกทั้งยังคว้าแชมป์รายใหญ่อีกกว่า 50 รายการและคว้าอันดับหนึ่งในการแข่งขันโอเพ่นไทรอัลส์อีกมากมายในช่วงเวลากว่า 15 ปี
รถมอเตอร์ไซค์ บุลเล็ต ไทรอัลส์ ปี 2019 คือการอุทิศให้แก่รถบุลเล็ต ไทรอัลส์ ปี 1949 ซึ่งจอห์นนี บริทเทนควบทะยานในการแข่งขันไทรอัลส์หลายรายการ รถมอเตอร์ไซค์รุ่นนี้ถ่ายทอดรูปลักษณ์และความรู้สึกของรถในช่วงต้นยุค 1950 ได้อย่างสมบูรณ์แบบ พร้อมติดตั้งฟีเจอร์ยุคใหม่อย่างระบบดิสก์เบรกคู่พร้อมเอบีเอส และระบบหัวฉีดอิเลคโทรนิค EFI บุลเล็ต ไทรอัลส์ 500 จะขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ UCE ขนาด 498 ซีซีและบุลเล็ต ไทรอัลส์ 350 จะใช้เครื่องยนต์ UCE ขนาด
348 ซีซี
เพื่อยกระดับประสบการณ์การขับขี่รถไทรอัลส์ของรถจักรยานยนต์รุ่นใหม่ บุลเล็ต ไทรอัลส์มีอุปกรณ์ตกแต่งของแท้จาก
รอยัล เอนฟิลด์มากกว่า 30 รายการให้เลือกสรร ทั้งนี้ รอยัล เอนฟิลด์ ได้ออกแบบและพัฒนาอุปกรณ์ตกแต่งรถมอเตอร์ไซค์สุดพิเศษสำหรับบุลเล็ต ไทรอัลส์โดยเฉพาะจำนวน 5 รายการ ได้แก่ การ์ดป้องกันเครื่องยนต์ขนาดเล็ก ตะแกรงครอบไฟหน้า บอร์ดประทับหมายเลขแข่ง การ์ดกันแคร้งใต้เครื่องอลูมิเนียม และปลอกสวมครอสบาร์
เบนซ์สตาร์แฟลก สยายปีก ทุ่มงบกว่า 75 ล้าน เปิดตัว Benz Star Flag AMG Performance Center ใหญ่ที่สุดในเอเชีย
เบนซ์ สตาร์แฟลก ตัวแทนจำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส–เบนซ์ อย่างเป็นทางการ ประกาศความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ สยายปีก ทุ่มงบกว่า 75 ล้าน เปิดตัว Benz Star Flag AMG Performance Center ใหญ่ที่สุดในเอเชีย
คุณชยุส ยังพิชิต กรรมการผู้จัดการ บริษัท สตาร์แฟลก จำกัด หนึ่งในผู้บริหารที่รักความเร็วเป็นชีวิตจิตใจ ทั้งคร่ำหวอด หลงใหลรวมถึงสนใจในเรื่องยานยนต์เป็นอย่างมาก ทั้งนี้จึงก่อกำเนิดเป็นบริษัท สตาร์แฟลก จำกัด ขึ้นเมื่อปี 2556 พร้อมการตั้งเป้าหมายที่จะเป็นโชว์รูม และศูนย์บริการครบวงจรบนพื้นที่ขนาดใหญ่ ในระดับต้นๆ ของภาคพื้นเอเชีย ในการให้บริการด้วยมาตรฐานระดับเวิลด์คลาส
จากวันนั้นถึงวันนี้ เบนซ์สตาร์แฟลกประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง โดยที่ผ่านมามียอดขายเติบโตอย่างเห็นได้ชัดเจนในทุกปี และรักษาความเป็นอันดับ 1 ในด้านยอดขายถึง 5 ปีซ้อน โดยในปี 2561 มียอดขายเติบโตมากกว่า 1,200 คัน ส่วนปีนี้ บริษัทฯ ตั้งเป้าเติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 11โดยประมาณการจากการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ปีนี้ที่เติบโตเพิ่มขึ้น
ตลาดรถยนต์หรูมีการโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดย 6 เดือนแรกปีนี้มียอดขาย 13,449 คัน เบนซ์สตาร์แฟลกจึงเล็งเห็นโอกาสทางธุรกิจสำหรับรถยนต์กลุ่ม AMG ซึ่งเป็นสุดยอดสมรรถนะแห่งเมอร์เซเดส–เบนซ์ บริษัทฯ จึงเผยการทุ่มงบลงทุนยิ่งใหญ่อีกครั้งกับการประกาศ เปิดตัว Benz Star Flag AMG Performance Center ศูนย์ตัวแทนจำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส–เบนซ์ AMG ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย พร้อมศูนย์บริการหลังการขายที่ครบวงจรสำหรับเมอร์เซเดส–เบนซ์ AMG โดยเฉพาะ บนพื้นที่รวมกว่า 2,000 ตารางเมตร เพื่อตอบรับกระแสความนิยมและกลุ่มลูกค้าที่ให้ความสนใจเมอร์เซเดส–เบนซ์ AMG ที่มีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ภายใน Benz Star Flag AMG Performance Center มีพื้นที่จอดรถโชว์กว่า 600 ตารางเมตร สามารถจอดรถได้อย่างเต็มพื้นที่ เพื่อให้ลูกค้าที่เยี่ยมชมสามารถสัมผัสประสบการณ์อย่างเต็มรูปแบบกับรถยนต์เมอร์เซเดส–เบนซ์ AMG หลากหลายรุ่น ซึ่งปัจจุบันเมอร์เซเดส–เบนซ์ AMG มีรถยนต์ที่วางขายในประเทศไทย จำนวนทั้งหมด 19 รุ่น ทั้งรุ่นที่ประกอบในประเทศและนำเข้า ครอบคลุมตั้งแต่รถยนต์คอมแพคคาร์ (Compact Car) , รถซาลูน (Saloon) ที่ใช้เครื่องยนต์หลากหลายแบบหรือแม้แต่รถเอสยูวี (SUV) , รถยนต์สไตล์คูเป้ (Coupé), รถเปิดประทุนสไตล์คาบริโอเลต์ (Cabriolet) และโรดสเตอร์ (Roadster) ตระกูล AMG GT
การดูแลรักษารถยนต์ให้คงประสิทธิภาพอย่างดีที่สุดนั้นจึงถือเป็นปรัชญาสำคัญในการทำธุรกิจครั้งนี้ เพราะรถสมรรถนะสูงอย่างเมอร์เซเดส–เบนซ์ AMG ที่โดดเด่นด้วยเอกลักษณ์พิเศษเฉพาะตัวของรถยนต์และตัวเครื่องยนต์ ต้องอาศัยความเข้าใจและการดูแลอย่างพิถีพิถันจากผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่ผ่านการรับรองมาโดยเฉพาะ แนวคิดการสรรค์สร้าง AMG Service Center จึงกำเนิดขึ้นบนพื้นที่กว่า 1,000 ตารางเมตร พร้อมช่างเฉพาะทางของ AMG Certified สำหรับ AMG Service Center โดยเฉพาะ Benz Star Flag AMG Performance Center พร้อมเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในเดือน สิงหาคม 2562 นี้ เป็นต้นไป ณ โชว์รูมเบนซ์สตาร์แฟลก ชั้น 4
นอกจากนี้ เบนซ์ สตาร์แฟลก พร้อมมอบสิทธิประโยชน์เหนือระดับสำหรับผู้ถือบัตร Citi Mercedes Credit Card เบนซ์สตาร์แฟลก ตัวแทนจำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส–เบนซ์ อย่างเป็นทางการเจ้าแรกที่จับมือกับ Citi Mercedes Credit Card ออกโปรโมชั่นคูณพอยท์ 40 เท่า ผ่อนดาวน์ 0 % นาน 6 เดือน ในส่วนของรถยนต์เมอร์เซเดส–เบนซ์ รุ่นอื่นๆ เบนซ์สตาร์แฟลกยังออกแคมเปญพิเศษอย่างต่อเนื่อง อาทิ Double Bonus สำหรับรุ่น GLC ราคาเริ่มต้นเพียง 2,690,00 บาท และรุ่น E-Class ราคาเริ่มต้นเพียง 2,990,000 บาท และยัง รับพอยท์บัตรเครดิตเพิ่มทันที 20 เท่า และสิทธิพิเศษอื่นๆ อีกมากมาย
เครื่องยนต์เปรียบเสมือนงานศิลปะชั้นยอด เมอร์เซเดส–เบนซ์ AMG จึงยึดมั่นในหลักปรัชญา “ One Man, One Engine” โดยวิศวกร 1 คน จะทำหน้าที่ดูแลรับผิดชอบประกอบเครื่องยนต์แต่เพียงผู้เดียว ในขั้นตอนสุดท้ายวิศวกรที่เป็นผู้ประกอบเครื่องยนต์จะเซ็นชื่อของตนลงบนแผ่นโลหะที่ฝาครอบเครื่องยนต์เพื่อการรันตีความสมบูรณ์แบบแห่งยนตรกรรมสไตล์สปอร์ต ที่ไม่เพียงแค่ออกแบบมาเพื่อการขับขี่เท่านั้น แต่ยังสะท้อนความงามอย่างโดดเด่นเหนือระดับ ทุกองค์ประกอบถูกรังสรรค์ขึ้นด้วยความใส่ใจในทุกรายละเอียดของงานวิศวกรรมชั้นยอด การเปิด Benz Star Flag AMG Performance Center จึงตอบโจทย์และจะสามารถรองรับการให้บริการลูกค้า เมอร์เซเดส–เบนซ์ AMG ที่มีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องได้อย่างมีประสิทธิผล
พบกับ Benz Star Flag AMG Performance Center ชั้น4 โชว์รูมเบนซ์สตาร์แฟลก ดินแดง พร้อมโปรโมชั่นและสิทธิประโยชน์เหนือระดับ
- บริการรับรถจอด ณ โชว์รูม Valet Parking Service
- บริการหลังการขายที่พร้อมให้บริการคุณถึงที่ AMG Exclusive Lounge สำหรับลูกค้าเมอร์เซเดส–เบนซ์ AMG โดยเฉพาะ
- สิทธิพิเศษสำหรับลูกค้า AMG ไม่จำกัดการเรียกรับบริการ Limousine Service เพื่อบริการรับ–ส่ง
- สิทธิประโยชน์เหนือระดับสำหรับผู้ถือบัตร Citi Mercedes Credit Card เบนซ์สตาร์แฟลก ตัวแทนจำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส–เบนซ์ อย่างเป็นทางการเจ้าแรกที่จับมือกับ Citi Mercedes Credit Card ออกโปรโมชั่นคูณพอยท์ 40 เท่า ผ่อนดาวน์ 0 % นาน 6 เดือน
- โปรโมชั่นสุดพิเศษ Double Bonus สำหรับรุ่น GLC ราคาเริ่มต้นเพียง 2,690,00 บาท และรุ่น E-Class ราคาเริ่มต้นเพียง 2,990,000 บาท และยัง รับพอยท์บัตรเครดิตเพิ่มทันที 20 เท่า และสิทธิพิเศษอื่นๆ อีกมากมาย
สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ฝ่ายขาย โทร. 02-248-6699 ตามวันและเวลาทำการ หรือ www.starflag.mercedes-benz.co.th, Facebook : Benz Star Flag, Instagram @BenzStarFlag Line: @benzstarflag
PASMO PASSPORT บัตรโดยสารรถไฟอัจฉริยะพร้อมมอบประสบการณ์การเดินทางที่สะดวก สนุก ประหยัดในญี่ปุ่น!
PASMO PASSPORT ถือเป็นสัญลักษณ์ที่มีคุณค่าดั่ง “หนังสือเดินทางเล่มที่สอง” เมื่อเดินทางไปยังประเทศญี่ปุ่น โดยบัตรนี้ได้รับการออกแบบตามสไตล์ต้นฉบับของซานริโอและนำเสนอตัวการ์ตูนอย่าง HELLO KITTY, CINNAMOROLL และ POMPOMPURIN ตัวการ์ตูนสามตัวจากบริษัทซานริโอ จำกัด ซึ่งมีฐานแฟนคลับจำนวนมากจากทั่วโลก ทั้งนี้ตัวการ์ตูนยอดฮิตเหล่านี้ได้รับการออกแบบให้ปรากฏตัวอยู่ด้านหน้าของฉากหลังที่เป็นดอกซากุระ ดอกไม้อันเป็นสัญลักษณ์ของญี่ปุ่น และสถานที่ท่องเที่ยวที่ชาวต่างชาติคุ้นเคย ได้แก่ ภูเขาไฟฟูจิและ TOKYO SKYTREE® หลังจากใช้บัตรโดยสารเพื่อความสะดวกสำหรับการเดินทางในญี่ปุ่น พร้อมภาพความทรงจำที่สนุกสนานประทับใจแล้ว นักท่องเที่ยวยังสามารถนำบัตรกลับบ้านไปเป็นของที่ระลึกได้อีกด้วย

PASMO PASSPORT สามารถนำไปใช้ในการดำเนินธุรกรรมทางการเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-money) ได้ครอบคลุมทั่วระบบขนส่งสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นการใช้โดยสารรถไฟและรถประจำทางที่รองรับการใช้บัตร IC หรือใช้สำหรับการซื้อสินค้าที่ร้านค้าต่าง ๆ ที่รับบัตร ผู้ถือบัตร PASMO PASSPORT สามารถเติมเงินลงในบัตรได้ไม่จำกัดจำนวนครั้งที่สถานีต่าง ๆ หรือบนรถประจำทางและในร้านค้าบางแห่งตามสถานีที่ระบุไว้ในข้อ 5 (จุดจำหน่ายบัตร) บัตรดังกล่าวนี้มอบความสะดวกสบาย ความเพลิดเพลิน และส่วนลดสำหรับนักเดินทางที่ท่องเที่ยวในช่วงระยะเวลาสั้นในญี่ปุ่นมากขึ้นเนื่องจากผู้ถือบัตรจะได้รับสิทธิพิเศษมากมายเมื่อแสดง PASMO PASSPORT ที่แหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ ทั่วภูมิภาคคันโต เว็บไซต์ภาษาอังกฤษของ PASMO PASSPORT www.pasmo.co.jp/en/pasmopassport
รายละเอียดเกี่ยวกับ PASMO PASSPORT
- กำหนดการเปิดตัว วันอาทิตย์ 1 กันยายน 2562
- รายละเอียดการใช้งาน ใช้ดำเนินธุรกรรมทางการเงิน (E-money) ผ่านระบบการขนส่งมวลชนในคันโตและภูมิภาคอื่น ได้แก่ โดยสารรถไฟและรถประจำทางที่รองรับบัตร IC หรือจับจ่ายใช้สอยตามร้านค้าในสถานีต่างๆ
- สำหรับ นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางมาญี่ปุ่น
- ราคา 2,000 เยน (1,500 เยนสำหรับการใช้และ 500 เยนสำหรับค่าธรรมเนียมการออกบัตร) *ไม่มีค่ามัดจำ
- จุดจำหน่ายบัตร Keisei Electric Railway สถานี Narita Airport Terminal 1 / สถานี Narita Airport Terminal 2·3 / SKYLINER & KEISEI INFORMATION CENTER เวลา 7:00 น.– 21:00 น.
Keikyu Corporation
สถานี Haneda Airport International Terminal Station
“Keikyu Tourist Information Center Haneda Airport International Terminal Station”
เวลา 7:00 น.– 22:00 น.
สถานี Shinagawa “Keikyu Tourist Information Center Shinagawa Station”
เวลา 8:30 น.– 20:00 น.
Tokyo Metro
สถานี Ueno, สถานี Nihombashi, สถานี Ikebukuro (Marunouchi Line · Yurakucho Line), สถานี Ginza, สถานี Shimbashi, สถานี Shinjuku, สถานี Ebisu, สถานี Iidabashi, สถานี Takadanobaba สถานี Akasaka-mitsuke, สถานี Meiji jingumae <Harajuku>, สถานี Shin-ochanomizu, สถานี Otemachi, สถานี Tokyo, เคาน์เตอร์จำหน่ายบัตรโดยสารรายเดือนของสถานีข้างต้น
เวลา 7:40 น.– 20:00 น.
Toei Subway
สถานี Ueno-okachimachi Tourist Information Center
เวลา 8:00 น.– 20:00 น.
Tokyu Corporation
สถานี Shibuya “WANDER COMPASS SHIBUYA”
เวลา 10:00 น.– 20:00 น.
GEL-KAYANO™ 5 360 จาก ASICS โมเดลที่สุดแห่งการผสานสปอร์ตเทคโนโลยีสู่สตรีทไอเทม!
ในปี 2018 โมเดล GEL-KAYANO™ 5 OG ได้กลับมาโลดแล่นใหม่อีกครั้ง ในโอกาสครบรอบ 20 ปี ซึ่งถือเป็นโมเดลสไตล์ ‘dad shoe’ ของซีซั่นออทั่ม-วินเทอร์ 18 ด้วยอัปเปอร์สไตล์ยุค 90s และรูปทรงแบบชังกี้ (chunky) สุดคูล ซึ่งเป็นที่นิยมของบรรดาเหล่าสนีกเกอร์เฮด
สำหรับโมเดล GEL-KAYANO™ 5 360 โดดเด่นสไตล์เรโทร ด้วยอัปเปอร์จากวัสดุผ้า mesh ประกอบกับหนังเทียม ตามฉบับโมเดล GEL-KAYANO™ 5 ผนวกเข้ากับพื้นจากเทคโนโลยี GEL™ ในรูปแบบ 360° ที่รองรับการกระแทก มีความทนทาน ที่ทำให้โมเดล GEL-QUANTUM 360™ เป็นหนึ่งในรองเท้าที่ส่งมอบความสบายให้กับผู้ที่สวมใส่ได้เป็นอย่างดี ซึ่งการผสมผสานระหว่างฟังก์ชั่นและสไตล์จาก 2 โมเดลนี้ เกิดเป็นสนีกเกอร์สุดล้ำแห่งซีซั่นสปริง-ซัมเมอร์ 19 ที่ใครๆ ก็ต้องมี
GEL-KAYANO™ 5 360 พร้อมวางจำหน่ายแล้ววันนี้ ด้วยหลากหลายสีสัน ไม่ว่าจะเป็นสี OG สี Triple White รวมทั้ง Triple Black ในราคา 5,700 บาท ได้ที่ Seek, Carnival, Atmos, JD Sports และ Robinson
ติดตามข่าวสารและข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ facebook.com/ASICSThailand หรือ instagram.com/asics_sportstyle_th (IG: @asics_sportstyle_th)
‘Anytime Fitness’ ฟิตเนส 24 ชั่วโมงเตรียมเปิดสาขาที่ 6 ในประเทศไทย!
Anytime Fitness มีความมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมและมอบประสบการณ์การออกกําลังกายและสุขภาพที่ดีในประเทศไทย ด้วยยิมที่เปิดให้บริการตลอด 24 ทั้งยังร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ได้ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ตั้งแต่ซุมบ้าไปจนถึงการออกกำลังกายในรูปแบบของ HIIT เพื่อส่งเสริมให้สมาชิกได้เป็นส่วนหนึ่งของสังคมคนการรักสุขภาพ และยังช่วยเป็นแรงผลักดันให้ทุกคนไปถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้อีกด้วย
Anytime Fitness ได้รับเสียงตอบรับที่ดีในประเทศไทย จากจุดเริ่มต้นจนถึงเวลานี้ได้ขยายสาขาถึง 6 สาขา ภายในระยะเวลาเพียง 18 เดือนและยังมีโครงการที่จะขยายสาขาเพิ่มเติม ทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัด พร้อมทั้งสร้างสถานที่ออกกำลังกายที่มีความสะดวกสบายและใกล้กับสถานที่ทำงานหรือที่พัก จากกระแสตอบรับที่ดีเป็นอย่างมาก ส่งผลให้สาขาลุมพินี มีพื้นที่ไม่มีเพียงพอ สมาชิก Anytime Fitness จากสาขาลุมพินี หรือสาขาอื่นๆ สามารถเข้ารับบริการได้ที่ Anytime Fitness ในสาขาต่างๆ ได้ทั่วประเทศและทั่วโลกได้เช่นกันโดยใช้แค่ Key Fob เพียงอันเดียว
Anytime Fitness มุ่งมั่นในการพัฒนาศักยภาพเพื่อพาสมาชิกทุกคนนอกเหนือจากการเป็นฟิตเนสที่เปิดบริการ 24 ชั่วโมงแล้ว Anytime Fitness ในแต่ละยิมจะมีอุปกรณ์ที่จำเป็นต่อการออกกำลังกาย พร้อมกับผู้ให้คำแนะนำและให้ความช่วยเหลือในทุกด้าน โดยที่ลูกค้าไม่ต้องเจอกับความกดดันในการขายคอร์ส หรืออัพเกรดค่าสมาชิกเพิ่มเติมเพื่อใช้บริการพิเศษต่าง ๆ สมาชิกทุกท่านยังสามารถเข้าใช้บริการการออกกำลังกายแบบกลุ่มได้ฟรีโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมอีกด้วย
One Bangkok นำเสนอนิทรรศการศิลปะ ‘In-Betweenness’ นิทรรศการงานศิลป์ที่บอกเล่าเรื่องราวย่านวิทยุ/ลุมพินี/พระรามสี่

โครงการ วัน แบงค็อก (One Bangkok) แลนด์มาร์คครบวงจรระดับโลกแห่งใหม่ที่ใหญ่ที่สุดของเมืองไทยเปิดตัวนิทรรศการศิลปะครั้งแรกภายใต้ชื่อ In-Betweenness เพื่อบอกเล่าเรื่องราวของ “พื้นที่” และ “ความทรงจำ” ในบริเวณย่านวิทยุ ลุมพินี และพระรามสี่ ผ่านงานศิลปะหลากหลายรูปแบบที่เป็นเสมือนบันทึกเรื่องราวความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในพื้นที่ ตลอดจนภาพสะท้อนของความทรงจำที่อาจกระจัดกระจายหรือสูญหายไปตลอดระยะเวลากว่าร้อยปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ เพื่อสร้างให้กลายเป็นความทรงจำร่วมชุดใหม่ ซึ่งจะคงอยู่ต่อไปผ่านผู้คนที่ผูกพันกับพื้นที่นับจากนี้

นิทรรศการ In-Betweenness จัดขึ้นที่ เดอะ พรีลูด โครงการวัน แบงค็อก ในส่วนแรกของนิทรรศการ ทีมภัณฑารักษ์ของโครงการจัดแสดงภาพถ่ายขาวดำที่หาชมได้ยากจากฟิล์มกระจกชุดหอพระสมุดวชิรญาณ สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ซึ่งฟิล์มกระจกดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของคอลเลคชั่นภาพฟิล์มกระจก 35,427 รายการ และภาพต้นฉบับ 50,000 รายการ ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนจากองค์การยูเนสโกให้เป็น “มรดกความทรงจำแห่งโลก” ในปี พ.ศ. 2560
รูปภาพอันล้ำค่าเหล่านี้นำเสนอความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของย่านวิทยุ ลุมพินี และพระรามสี่ในอดีต ตั้งแต่การก่อสร้างถนนตรงหรือชื่อปัจจุบันคือ ถนนพระรามที่สี่ ซึ่งเปลี่ยนโฉมทุ่งนาและไร่สวนอันห่างไกลให้กลายเป็นสถานีวิทยุโทรเลขแห่งแรกของประเทศ เป็นพื้นที่จัดแสดงสินค้านานาชาติ ไปจนถึงสวนสาธารณะสำหรับชาวเมือง นอกจากนี้ยังมีภาพถ่ายบุคคลสำคัญที่มีบทบาทต่อการเปลี่ยนแปลงในพื้นที่และการพัฒนาประเทศอีกด้วย ซึ่งภาพถ่ายขาวดำจากฟิล์มกระจกทั้งหมดที่นำมาจัดแสดงในครั้งนี้จะนำช่วงเวลาอันเปี่ยมเสน่ห์กลับมาให้ผู้ชมได้สัมผัสอีกครั้ง
ในส่วนที่สองของนิทรรศการนั้นจัดแสดงผลงานศิลปะที่รังสรรค์ขึ้นใหม่โดยศิลปินไทยชื่อดัง 3 ท่าน ได้แก่ ศาสตราจารย์เกียรติคุณพิษณุ ศุภนิมิตร รัฐ เปลี่ยนสุข และ นักรบ มูลมานัส ซึ่งเป็นการนำความทรงจำ
ส่วนบุคคลที่มีต่อพื้นที่แห่งนี้มาตีความใหม่เป็นงานศิลปะอันเปี่ยมด้วยเอกลักษณ์ และเฉลิมฉลองมรดกเชิงศิลปะและวัฒนธรรมไทยในบริบทที่ร่วมสมัย
ศาสตราจารย์เกียรติคุณพิษณุ ศุภนิมิตร
ผลงานศิลปะขนาด 4×2 เมตร ชิ้นนี้ผสมผสานเทคนิคการลงสี ภาพพิมพ์ และการสลัก เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวของสวนลุมพินีจากความทรงจำของตัวศิลปินเอง

“จิตรกรรมนี้แสดงตำนานบนพื้นที่สวนลุมพินีซึ่งกลายเป็นพื้นที่ของอดีตอันทรงคุณค่า ข้าพเจ้าจึงสร้างให้เป็นหนังสือเล่มใหญ่เสมือนคัมภีร์ที่บอกเล่าเรื่องราวความเป็นมาของสวนแห่งนี้” ศาสตราจารย์เกียรติคุณพิษณุ ศุภนิมิตร กล่าว
รัฐ เปลี่ยนสุข
ศิลปินและนักออกแบบร่วมสมัย ผู้ได้รับแรงบันดาลใจจากองค์ประกอบเชิงจิตวิญญาณที่เกี่ยวข้องกับสิ่งของหรือสถานที่ ได้นำเสนอประติมากรรมสมัยใหม่ที่สะท้อนถึงสายลมอันอ่อนโยนในฤดูหนาวที่พัดยอดรวงข้าวในทุ่งนาให้เปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีทองอร่าม ถักทอจนเกิดเป็นตึกระฟ้าและบ้านเมืองสมัยใหม่ รัฐมุ่งถ่ายทอดความรู้สึกของเขาผ่านจิตวิญญาณของสถานที่แห่งนี้

นักรบ มูลมานัส
ศิลปินคอลลาจที่กำลังมาแรง เพิ่มความท้าทายด้วยการก้าวออกจากรูปแบบงานสองมิติที่คุ้นเคย เพื่อสร้างสรรค์ผลงานวิดีโอคอลลาจชิ้นแรกของตนเอง ด้วยการจำลองชาติ (การเกิด) และภพ (พื้นที่) ที่เกิดขึ้นในพื้นที่แห่งนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า โดยมีหัวใจสำคัญอยู่ที่ผู้ปฏิบัติงานก่อสร้าง ซึ่งเป็นกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการเปลี่ยนผ่านของพื้นที่แต่มักจะถูกละเลย นักรบหวังว่าการจำลองภาพของพวกเขา จะช่วยให้เกิด
การจดจำถึงผู้คนที่มักจะไม่ได้อยู่ในความทรงจำ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำชุดใหม่ต่อไป
และเพื่อเติมเต็มประสบการณ์ของผู้ชมให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น นิทรรศการในครั้งนี้ยังได้นำเสนอข้อมูลชุดพิเศษด้านประวัติศาสตร์ แนวคิดของแต่ละชิ้นงาน และประวัติของศิลปินด้วยอุปกรณ์ดิจิทัล นอกจากนี้ ผู้เข้าชมยังจะได้ชมภาพเบื้องหลังและสัมผัสฟีเจอร์เออาร์เสมือนจริงอีกด้วย (Augmented Reality)
คุณปณต สิริวัฒนภักดี (ที่ 3 จากซ้าย) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ลิมิเต็ด
คุณซู หลิน ซูน (ที่ 2 จากซ้าย) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และคุณจรินทร์ทิพย์ ชูหมื่นไวย (ขวาสุด)
ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายศิลปะและวัฒนธรรม โครงการวัน แบงค็อก พร้อมด้วยศาสตราจารย์เกียรติคุณพิษณุ ศุภนิมิตร
(ที่ 4 จากซ้าย) คุณรัฐ เปลี่ยนสุข (ซ้ายสุด) และคุณนักรบ มูลมานัส (ที่ 5 จากซ้าย) ร่วมเปิดตัวนิทรรศการศิลปะ
“In-Betweenness” ที่บอกเล่าเรื่องราวของ “พื้นที่” และ “ความทรงจำ” ในบริเวณย่านวิทยุ ลุมพินี และพระรามสี่
ณ เดอะ พรีลูด โครงการ วัน แบงค็อก
ศิลปิน: (จากซ้าย) นักรบ มูลมานัส, ศาสตราจารย์เกียรติคุณพิษณุ ศุภนิมิตร, รัฐ เปลี่ยนสุข
คัดเลือกโดย: ทีมงานศิลปะและวัฒนธรรม โครงการวัน แบงค็อก (The Prelude One Bangkok)
สถานที่: เดอะ พรีลูด โครงการ วัน แบงค็อก (The Prelude One Bangkok)
วันที่จัดแสดง: 1 สิงหาคม – 30 พฤศจิกายน 2562
นิทรรศการศิลปะ In-Betweenness ณ เดอะ พรีลูด โครงการวัน แบงค็อก (The Prelude One Bangkok) เปิดแสดงตั้งแต่ 09.00 – 17.00 น. ระหว่างวันที่ 1 สิงหาคมถึง 30 พฤศจิกายน 2562 ปิดทุกวันอาทิตย์ (ไม่เสียค่าเข้าชม) ข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ 02-080-5777
อีเมล: [email protected] เว็บไซต์: onebangkok.com
