ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2026 เตรียมระเบิดความมันส์ 19–22 กุมภาพันธ์ 2569
โทชิโอะ คุวาฮาระ ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ บริษัท เอเชี่ยนฮอนด้ามอเตอร์ จำกัด กล่าวว่า “ฮอนด้ามุ่งมั่นส่งเสริมเยาวชนและกีฬาระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่องมากกว่า 60 ปี ภายใต้แนวคิด Honda Sports Challenge เพราะเราเชื่อว่ากีฬาเป็นเวทีสำคัญในการพัฒนาคนและสร้างแรงบันดาลใจในระดับสากล สำหรับการแข่งขันในปีนี้ การที่แฟนกอล์ฟชาวไทยจะได้ร่วมเชียร์นักกอล์ฟหญิงมือหนึ่งของโลกลงแข่งในบ้าน ถือเป็นช่วงเวลาที่น่าจดจำและยังสะท้อนการเติบโตของกีฬากอล์ฟในประเทศไทยควบคู่กับการสร้างประสบการณ์ร่วมให้ผู้ชม ด้วยเหตุนี้ ‘ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์’ จึงเป็นมากกว่าการแข่งขันระดับโลก หากแต่เป็นเวทีที่เชื่อมโยงกีฬาเข้ากับชุมชน พร้อมมีส่วนช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และภาพลักษณ์ของประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของฮอนด้าในการสร้างคุณค่าให้สังคมอย่างยั่งยืน”
ด้าน ดร.นิตยา เกิดจันทึก ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการกีฬาอาชีพ การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) กล่าวว่า “ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ เป็นหนึ่งในต้นแบบสำคัญของการยกระดับกีฬากอล์ฟในหลายมิติ นอกจากโครงการนำร่องพัฒนาเยาวชนต่างๆ แล้ว การมีนักกอล์ฟไทยที่ประสบความสำเร็จขึ้นสู่มือ 1 ของโลกถึง 2 คน ได้แก่ เอรียา จุฑานุกาล และ จีโน่ อาฒยา ฐิติกุล เป็นตัวอย่างและแรงบันดาลใจในการผลักดันบุคลากรกีฬา ควบคู่กับการบริหารจัดการแข่งขันในระดับนานาชาติที่มีการมีส่วนร่วมของผู้ชมทั้งไทยและเทศอย่างต่อเนื่อง การกีฬาแห่งประเทศไทยภาคภูมิใจที่ได้มีส่วนสนับสนุนความสำเร็จนี้ ซึ่งสอดคล้องกับแนวนโยบายยกระดับกีฬาทุกประเภทสู่มาตรฐานสากล”
ขณะเดียวกัน มิสวินนี่ เฮง รองประธานอาวุโสและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอเอ็มจี เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) จำกัด ผู้จัดการแข่งขัน กล่าวว่า “ความร่วมมือที่แข็งแกร่งของพันธมิตรทุกภาคส่วน เป็นพลังสำคัญที่ทำให้ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ เติบโตอย่างมั่นคง ควบคู่กับเป้าหมายในการขยายการเติบโตของกอล์ฟอย่างยั่งยืนในมิติของนักกอล์ฟ แฟนๆและระบบนิเวศกีฬาทั้งหมด แม้กอล์ฟจะเป็นหนึ่งในกีฬาที่เก่าแก่ที่สุดในโลก แต่ปัจจุบันกลับเป็นกีฬาที่เติบโตเร็ว โดยมีคนรุ่นใหม่และผู้หญิงซึ่งเป็นกำลังสำคัญ ด้วยรูปแบบการเล่นที่เร็วขึ้น เข้าถึงง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสนามพาร์ 3 ไดรวิ่งเรนจ์ หรือกอล์ฟซิมูเลเตอร์ ทำให้กอล์ฟเป็นกิจกรรมทางสังคมที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ เราจึงขอเชิญชวนทุกท่านมาร่วมเปิดประสบการณ์กอล์ฟที่ครบทั้งการแข่งขันระดับโลกและกิจกรรมสำหรับครอบครัวไปด้วยกัน”
สำหรับรายชื่อนักกอล์ฟไทยที่จะมาสร้างความตื่นเต้นในการแข่งขันปีนี้ เริ่มจากทัพนักกอล์ฟไทย ได้แก่ เม–เอรียา จุฑานุกาล อดีตมือ 1 ของโลกและแชมป์ปี 2021 มืออันดับ 22 ของโลก, ปาจรีย์ อนันต์นฤการ มืออันดับ 54 และรองแชมป์ CME Group Tour Championship ปี 2025, พราว–ชเนตตี วรรณแสน มืออันดับ 55, รวมถึง เอพริล-ชนกนันท์ อังกุรเศรณี ผู้คว้าแชมป์การแข่งขันรอบคัดเลือกระดับประเทศ National Qualifiers ร่วมลงแข่งขันอีกด้วย
ในขณะที่นักกอล์ฟระดับโลกที่จะเข้าร่วมการแข่งขัน “ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2026” นำโดย แองเจิล หยิน แชมป์เก่าจากสหรัฐอเมริกา มืออันดับ 13 ของโลก ที่จะกลับมาป้องกันแชมป์อีกครั้ง, ลิเดีย โค มืออันดับ 6 ของโลกจากนิวซีแลนด์, รัวหนิง หยิน มืออันดับ 7 ของโลกจากสาธารณรัฐประชาชนจีน, ลอตตี้ โหวด ดาวรุ่งมืออันดับ 8 จากอังกฤษคิม ฮโย จู มืออันดับ 9 ของโลกจากเกาหลีใต้, มายา สตาร์ค มืออันดับ 15 ของโลกจากสวีเดน, ฮันนาห์ กรีน มืออันดับ 19 จากออสเตรเลีย, เซลีน บูติเยร์ มืออันดับ 21 ของโลกจากฝรั่งเศส ในส่วนของนักกอล์ฟจากญี่ปุ่นที่สร้างผลงานยอดเยี่ยมในฤดูกาลที่ผ่านมา ก็ยังคงน่าจับตาเช่นกัน นำโดย มิยู ยามาชิตะ มืออันดับ 4 ของโลก เจ้าของรางวัลรุกกี้แห่งปีและแชมป์เมเจอร์รายการ วีเมนส์ โอเพ่น, มาโอะ ไซโกะ มืออันดับ 11 ของโลก แชมป์เมเจอร์รายการ เชฟรอน แชมเปียนชิพ รวมถึง ริโอะ ทาเคดะ มืออันดับ 14 ของโลก และ อากิเอะ อิวาอิ มืออันดับ 25 ของโลก รองแชมป์ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2025
การแข่งขัน ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2026 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19–22 กุมภาพันธ์ 2569 ณ สยามคันทรีคลับ โอลด์คอร์ส พัทยา จังหวัดชลบุรี ชิงเงินรางวัลรวม 1.8 ล้านดอลลาร์ฯ (ประมาณ 60 ล้านบาท) เปิดจำหน่ายบัตรแล้วทางเว็บไซต์ hondalpgathailand.com โดยบัตรเข้าชมวันเดียว วันพฤหัสบดี–ศุกร์ ราคา 500 บาทต่อวัน, วันเสาร์–อาทิตย์ ราคา 700 บาทต่อวัน บัตรเข้าชมสองวัน (เสาร์–อาทิตย์) ราคา 1,200 บาท และบัตรเข้าชมทั้ง 4 วัน ราคา 1,600 บาท พร้อมสิทธิพิเศษสำหรับผู้ถือบัตรเครดิตและบัตรเดบิตบีเฟิสต์ ธนาคารกรุงเทพ รับส่วนลดสูงสุด 15 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ ผู้ชมอายุต่ำกว่า 16 ปี และมากกว่า 60 ปี สามารถลงทะเบียนเข้าชมการแข่งขันได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย และรับชมการถ่ายทอดสดได้ทาง PPTV HD ช่อง 36 และ AIS Play
สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.hondalpgathailand.com หรือเฟซบุ๊ก www.facebook.com/lpgaThailand และอินสตาแกรม www.instagram.com/hondalpgathailand
140 ปี เมอร์เซเดส-เบนซ์ กับทิศทางปี 2569 อนาคตยานยนต์ไฟฟ้า
ในปี 2568 ที่ผ่านมา ถือเป็นปีที่สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าอย่างชัดเจน อ้างอิงจากการเติบโตของยอดขายรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% และรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดของแบรนด์ โดยในส่วนของรถยนต์ระดับ Top-End Luxury (TEV+) มีการเปิดตัวเพิ่มเติมถึง 4 รุ่น ได้แก่ Mercedes-AMG SL 55, Mercedes-AMG GT 63, Mercedes-AMG G 63 และ G 450 d Edition STRONGER THAN THE 1980s ซึ่งสอดคล้องกับเทรนด์การเติบโตในระดับโลกของแบรนด์ Mercedes-AMG และโมเดลระดับตำนานอย่าง G-Class
และสำหรับโมเดลธุรกิจ Retail of the Future ที่เริ่มปรับใช้เป็นปีที่ 2 หลังจากการประกาศอย่างเป็นทางการในปี 2567 สะท้อนให้เห็นถึงผลดีต่อลูกค้าชาวไทยในด้านความโปร่งใสของราคาจำหน่ายที่เท่าเทียมกัน และสามารถเข้าถึงคลังสินค้าส่วนกลางที่เชื่อมต่อกันทั่วประเทศ ในด้านของตัวแทนจำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่างเป็นทางการ ก็จะไม่ต้องแบกรับต้นทุนของรถยนต์และการจัดการคลังสินค้า ทำให้สามารถยกระดับการบริการและประสบการณ์ของลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น โดยในปี 2568 เมอร์เซเดส-เบนซ์ ขึ้นแท่นแบรนด์ที่ได้รับความพึงพอใจจากลูกค้ามากที่สุดในแบรนด์รถยนต์ระดับลักชัวรี จากการสำรวจของ NielsenIQ ด้วยคะแนนถึง 89.1% โดยโมเดลธุรกิจ Retail of the Future ถือเป็นส่วนสำคัญของแผนการดำเนินงานระยะยาวที่จะเข้ามายกระดับอุตสาหกรรมค้าปลีกระดับลักชัวรีในประเทศไทย”
ในปัจจุบัน เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย มีการเปิดตัวและจำหน่ายรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% รวมกว่า 8 รุ่น ประกอบไปด้วย EQB 250, EQE Sedan, EQE 350 4MATIC SUV, Mercedes-AMG EQE 53, EQS Sedan, EQS 450 4MATIC SUV, Mercedes-Maybach EQS 680 SUV, G 580 with EQ Technology และกำลังจะเปิดตัวรุ่นที่ 9 อย่าง The all-new electric CLA ซึ่งเป็นโมเดลที่ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากการเผยโฉมครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา โดยจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการและประกาศราคาจำหน่ายในงาน Motor Show 2026 ในช่วงเดือนมีนาคม
ในโอกาสเดียวกัน เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ได้จัดพิธีส่งมอบตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ (CEO Handover Ceremony) เพื่อสะท้อนการเปลี่ยนผ่านผู้นำขององค์กร โดยประกาศแต่งตั้ง คริสเตียน เชลล์ (Christian Schell) เข้ารับตำแหน่งต่อจาก มาร์ทิน ชเวงค์ โดยมีผลตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นไป
คริสเตียน เชลล์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ในฐานะผู้นำคนใหม่ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะสานต่อวิสัยทัศน์ของคุณมาร์ทิน ชเวงค์ ที่เป็นผู้บุกเบิกโมเดลธุรกิจ Retail of the Future ในประเทศไทย และแนะนำรถยนต์และเทคโนโลยีใหม่ๆ ให้กับลูกค้าชาวไทยอย่างต่อเนื่อง โดยในปีนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย จะเดินหน้าตอกย้ำประวัติศาสตร์อันยาวนานของแบรนด์ ผ่านการเฉลิมฉลอง 140 ปี แห่งนวัตกรรมยานยนต์ และต่อยอดเทคโนโลยียานยนต์แห่งอนาคตด้วย The all-new electric CLA ที่มาพร้อมเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ล้ำสมัยที่สุดในปัจจุบัน การันตีด้วยรางวัล Car of the Year 2026 โดยการเปิดตัวในประเทศไทยที่จะถึงนี้ จะมาพร้อมแคมเปญการตลาดที่ผสานทุกมิติของไลฟ์สไตล์ เพื่อสร้าง CLA Community ให้เกิดขึ้นในประเทศไทย และทำให้แบรนด์สามารถสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้าในกลุ่มต่างๆ โดยเฉพาะคนเจเนอเรชันใหม่ ที่มีความต้องการและไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างกัน
นอกจากนี้ สำหรับกลุ่มลูกค้าเมอร์เซเดส-เบนซ์ ที่เป็นนักสะสมและชื่นชอบรถยนต์คลาสสิกของ
เมอร์เซเดส-เบนซ์ เรามีแผนที่จะสร้างพื้นที่ศูนย์กลางที่จะให้ผู้คนมารวมตัวกัน และตอกย้ำให้เห็นถึงคุณค่าที่เหนือกาลเวลาและประวัติศาสตร์ของรถยนต์รุ่นต่างๆ ผ่านการเปิดตัว Mercedes-Benz Classic Car Center แห่งแรกในทวีปเอเชีย ซึ่งจะมาเป็นแพลตฟอร์มที่จะให้ผู้เชี่ยวชาญด้านรถยนต์คลาสสิกของเมอร์เซเดส-เบนซ์ มาช่วยตรวจสอบรถยนต์คลาสสิกทุกรุ่น และออกใบรับรองอย่างเป็นทางการให้กับรถยนต์ที่ผ่านมาตรฐานรถยนต์คลาสสิกระดับโลกของเมอร์เซเดส-เบนซ์”
พุทธิ ตุลยธัญ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการฝ่ายบริการลูกค้า บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้กล่าวถึงความสำเร็จและวิสัยทัศน์ด้านบริการลูกค้าว่า “ในปี 2568 ที่ผ่านมา ฝ่ายบริการลูกค้าประสบความสำเร็จอย่างโดดเด่น โดยคว้าอันดับที่ 2 ในการรักษาลูกค้าของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ในระดับภูมิภาค และได้รับคะแนนความพึงพอใจของลูกค้า (5 Star Rater) สูงถึง 4.90 คะแนน โดยมีการเปิดตัวบริการใหม่ อาทิ Mercedes-Benz In-Car Store ในเดือนธันวาคม เพื่อให้ลูกค้าสามารถอัปเกรดหรือต่ออายุแพ็กเกจ Digital Extras ได้อย่างง่ายดายผ่านหน้าจอรถยนต์รุ่นที่รองรับ* รวมถึงการนำเสนอโปรแกรม Service Select ทางเลือกใหม่สำหรับการบำรุงรักษารถยนต์ที่มีอายุ 7 ปีขึ้นไป* พร้อมเสริมพอร์ตโฟลิโออะไหล่แท้เมอร์เซเดส-เบนซ์ ด้วย StarParts ซึ่งเป็นอะไหล่กลุ่มบำรุงรักษาที่คุ้มค่าสำหรับรถยนต์อายุ 5 ปีขึ้นไปโดยเฉพาะ และการแนะนำระบบ XENTRY Workshop เพื่อยกระดับประสบการณ์ดิจิทัลของลูกค้าให้ดียิ่งขึ้น
สำหรับปี 2569 นี้ ฝ่ายบริการลูกค้าเมอร์เซเดส-เบนซ์ มีแผนที่จะเดินหน้าพัฒนาบริการใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองทั้งลูกค้าเก่าและลูกค้าใหม่ อาทิ โปรแกรมบำรุงรักษา MBSP Extra Guarantee Lite ที่ขยายเวลารับประกันคุณภาพรถยนต์ครอบคลุมอะไหล่เครื่องยนต์และเกียร์ ในช่วงอายุรถยนต์ปีที่ 6-10 แบบไม่จำกัดระยะทาง การทำแคมเปญสำหรับโปรแกรม Service Select อย่างต่อเนื่อง และยกระดับบริการ Mobile Service ในรูปแบบใหม่ ที่ไม่เพียงแค่รับ-ส่งรถ แต่ยังสามารถให้บริการพื้นฐานอย่าง Service A/B ได้ถึงบ้านลูกค้าหรือนอกสถานที่ นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอพิเศษสำหรับยางรถยนต์ MB Tires และสินค้าจาก MB Collection เช่น Mercedes-Benz Wallbox 3.0 และกล้อง Mercedes-Benz Drive Recorder 360 รวมถึงเตรียมเปิดตัวโปรแกรมการดูแลที่ครอบคลุมเมื่อรถยนต์เกิดความเสียหายจากอุบัติเหตุหรืออุทกภัย และการบริการด้านดิจิทัลผ่านระบบ XENTRY และ XENTRY Vehicle Detector ที่จะผสานเทคโนโลยีเข้ามาช่วยตรวจสอบรถยนต์ของลูกค้า ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยเสริมสร้างมิติการบริการลูกค้าให้ครอบคลุมและเหนือระดับยิ่งขึ้น ด้วยมาตรฐานการบริการของเมอร์เซเดส-เบนซ์”
*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กำหนด
GWM ประกาศ ‘ปิดการขาย’ ORA Good Cat
- ตลอดเส้นทางความสำเร็จในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา GWM ORA Good Cat ได้สร้างปรากฏการณ์อันยิ่งใหญ่ให้กับวงการยานยนต์ไทยในหลากหลายมิติอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นเป็นรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรกที่จุดกระแสรถยนต์ไฟฟ้า หรือ “BEV Phenomenon” ให้เกิดขึ้นในประเทศไทยและได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลามตั้งแต่การเปิดตัวครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อเดือนตุลาคม 2564 จนเกิดเป็น “Good Cat Fever” จากดีไซน์ที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ และเทคโนโลยีที่ทันสมัย
- สร้างความสำเร็จจากกระแสความนิยม ด้วยการครองตำแหน่งรถยนต์ไฟฟ้ายอดขายอันดับ 1 ของไทยในปี 2565 สะท้อนความเป็นผู้นำที่สร้างมาตรฐานใหม่ให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าไทย
- เป็นรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรกที่ผลิตจากโรงงานในประเทศไทยเพื่อส่งมอบให้กับลูกค้าชาวไทย
- เป็นรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรกที่ส่งออกจากประเทศไทยไปยังตลาดสำคัญ ๆ ระดับโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งออสเตรเลียและบราซิล
นอกจากการสร้างคุณค่าให้กับอุตสาหกรรมยายนต์ไทยในภาพใหญ่ GWM ORA Good Cat ยังสร้างเรื่องราวอันน่าจดจำมากมายในใจผู้บริโภคชาวไทย ด้วยดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ ไม่ว่าระยะเวลาจะผ่านไปนานกี่ปี รถคันนี้ก็ยังคงโดดเด่นท่ามกลางรถยนต์คันอื่น ๆ และดึงดูสายตาของผู้คนเสมือนได้ขับรถใหม่ในทุกวัน ยิ่งไปกว่านั้น ช่วงระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมา GWM ORA Good Cat ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงคุณภาพ ความแช็งแกร่ง และความปลอดภัย ผ่านเหตุการณ์จริงที่เป็นที่กล่าวขวัญถึงมากมาย ไม่ว่าจะเป็น เหตุรถตกน้ำ เหตุไฟไหม้ อุบัติเหตุการชนหนัก เจ้าเหมียวไฟฟ้าก็สามารถปกป้องชีวิตและทรัพย์สินได้อย่างมีประสิทธิภาพ จากโครงสร้างตัวถังที่ทำจากเหล็กกล้าความแข็งแรงสูง ระบบช่วยเหลือการขับขี่ที่ทันสมัย พร้อมความปลอดภัยขั้นสูงของแบตเตอรี่แรงดันสูง ยืนยันด้วยรางวัลมาตรฐานความปลอดภัยระดับ 5 ดาวจากเวทีระดับโลก ทั้ง EURO NCAP (2022) และ ANCAP (2022)
ถึงแม้ในช่วงปลายปี 2568 GWM ได้ประกาศอย่างเป็นทางการแล้วว่าได้ทำการผลิตและจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าตามมาตรการ EV 3.0 อย่างครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว แต่ GWM ORA Good Cat ยังคงครองใจแฟน ๆ ชาวไทยและได้รับการเรียกร้องอย่างต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้ อย่างไรก็ตาม GWM ได้เตรียมยุติการทำตลาดรถยนต์รุ่นนี้ เพื่อเปิดทางสู่บทใหม่ของตระกูล GWM ORA ในประเทศไทยอย่างเต็มรูปแบบ โดยเตรียมนำ GWM ORA 5 SUV เข้ามายกระดับประสบการณ์ผู้ใช้ในทุกมิติ พร้อมเดินหน้ารุกตลาดด้วยรถยนต์รุ่นใหม่รวมอย่างน้อย 5 รุ่นภายในปีนี้ และมีแผนเดินหน้าขยายเครืองข่ายพาร์ทเนอร์ สโตร์ให้ครอบคลุมทุกจังหวัดทั่วประเทศรวมกว่า 100 แห่ง เพื่อขยายการมอบการบริการให้กับลูกค้าชาวไทยอย่างเต็มรูปแบบ ตอกย้ำพันธกิจของ GWM ในการขึ้นสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์จีนที่คนไทยให้ความไว้วางใจสูงสุด และอันดับหนึ่งของแบรนด์รถยนต์จีนด้านบริการหลังการขาย
เวย์น โจว กรรมการผู้จัดการ GWM (Thailand) กล่าวว่า “ผมขอขอบคุณลูกค้าชาวไทยทุกคนที่ได้ให้การสนับสนุน GWM ORA Good Cat มาตลอดระยะเวลา 4 ปี รถยนต์รุ่นนี้คือไอคอนของรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยและเป็นหนึ่งในความภาคภูมิใจสูงสุดของเรา ความสำเร็จตลอด 4 ปีที่ผ่านมาไม่ได้วัดแค่ยอดขาย แต่คือความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่มีให้กับแบรนด์และผลิตภัณฑ์ของเรา GWM ORA Good Cat ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าไทย และผลักดันให้ GWM เดินหน้ายกระดับนวัตกรรมและประสบการณ์การใช้งานให้ก้าวไกลยิ่งกว่าเดิม เรายืนยันว่าจะยังคงดูแลลูกค้า GWM ORA Good Cat ทุกท่านด้วยบริการหลังการขายที่มีคุณภาพอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างความมั่นใจตลอดอายุการใช้งาน ล่าสุด GWM ได้เปิดตัวแคมเปญ “GWM รับประกันความพร้อมของอะไหล่ภายใน 7 วัน” เพื่อยกระดับความมั่นใจให้กับลูกค้า โดยรับประกันการจัดหาอะไหล่ภายในระยะเวลา 7 วันนับจากวันที่มีการยืนยันคำสั่งซ่อมของลูกค้า หากไม่สามารถจัดหาอะไหล่ได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด ลูกค้าจะได้รับ GWM Points จำนวน 4,500 คะแนน เป็นการชดเชย เพื่อสร้างความอุ่นใจและความมั่นใจสูงสุดตลอดการใช้งานรถยนต์ของลูกค้า นอกจากนี้ เราจะมีการนำ GWM ORA 5 SUV รถยนต์รุ่นเรือธงของเราอีกรุ่นหนึ่งที่ได้รับการพัฒนามาอย่างเต็มรูปแบบมาเซอร์ไพรส์ชาวไทยเร็ว ๆ นี้”
#GWM #GWMThailand #GWMTH #GWMORA #ORA #GWMORAGoodCat #ORAGoodCat #GWMORA5
5 ข้อต้องรู้ก่อนซื้อมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า
อย่างไรก็ตาม “มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า” ยังคงเป็นเรื่องใหม่สำหรับใครหลายคน กรุงศรี ออโต้ ในฐานะผู้นำธุรกิจสินเชื่อยานยนต์ครบวงจร เครือธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ขอแนะนำ 5 แนวทางการเลือกซื้อมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า เพื่อให้ทุกคนได้ครอบครองรถที่ “ใช่” ตรงใจทุกรูปแบบการใช้งาน

1.เช็กรูปแบบการใช้งาน
ผู้ใช้รถควรเริ่มจากการประเมินรูปแบบการเดินทางของตนเองเป็นหลัก เพราะหากเน้นใช้งานในเมือง ขี่ไปทำงาน หรือทำธุระ ด้วยระยะทางเฉลี่ยราว 20–50 กิโลเมตรต่อวัน
การซื้อมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าที่วิ่งได้ประมาณ 60–70 กิโลเมตรต่อการชาร์จก็ถือว่าเพียงพอ ในขณะที่ถ้าเป็นกลุ่มไรเดอร์หรือผู้ใช้งานเชิงพาณิชย์ที่ต้องขับขี่ต่อเนื่องตลอดวัน ควรมองหารุ่นที่สามารถขับขี่ได้อย่างน้อย 120–150 กิโลเมตรต่อการชาร์จ หรือรองรับระบบสลับแบตเพื่อลดเวลาหยุดชาร์จระหว่างวัน แต่หากเป็นคนชอบท่องเที่ยวหรือเดินทางไกลเป็นครั้งคราว ควรเลือกมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าที่มีแบตเตอรี่ความจุสูง รองรับการเดินทางระยะ 150 กิโลเมตรขึ้นไป พร้อมระบบชาร์จเร็ว เพื่อให้สามารถขี่ได้อย่างต่อเนื่องตลอดเส้นทาง
2.เช็กระบบชาร์จที่เหมาะสม
ก่อนเลือกซื้อมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า ผู้ใช้รถควรพิจารณาว่าตัวรถรองรับระบบชาร์จแบบไหน เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมและไลฟ์สไตล์ของตนเอง เช่น ผู้ที่มีปลั๊กไฟที่บ้านหรือสามารถชาร์จข้ามคืนได้ มักเหมาะกับรถที่รองรับการชาร์จแบบปกติ (AC Charging) ขณะที่ผู้ที่อาศัยในคอนโด หรือไม่มีปลั๊กส่วนตัว อาจมองหารุ่นที่สามารถถอดแบตออกมาชาร์จได้ ส่วนการใช้งานที่อาจต้องการการชาร์จระหว่างวัน อาจเลือกรุ่นที่รองรับการชาร์จเร็ว (DC Fast Charging) เพื่อช่วยลดระยะเวลารอชาร์จ
3.เช็กบริการหลังการขาย
บริการหลังการขายถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ส่งผลต่อการเลือกซื้อมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า โดยผู้ใช้รถควรตรวจสอบความพร้อมของแต่ละแบรนด์ในด้านนี้ ทั้งในเรื่องจำนวนและความครอบคลุมของศูนย์บริการ ระยะเวลาการซ่อม รวมถึงความพร้อมของอะไหล่สำรอง เนื่องจากมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้ามีระบบไฟฟ้าและแบตเตอรี่เป็นหัวใจสำคัญ หากเกิดปัญหาและต้องรออะไหล่นาน อาจส่งผลต่อการใช้งานในชีวิตประจำวันได้ นอกจากนี้ ผู้ใช้รถยังควรเช็กช่องทางการติดต่อ และขั้นตอนการเคลมให้ชัดเจน เช่น การแจ้งซ่อมผ่านแอปหรือคอลเซ็นเตอร์ และระยะเวลาการรับประกัน เพื่อให้มั่นใจว่าเมื่อเกิดปัญหาจะสามารถเข้ารับบริการได้ง่าย ไม่มีสะดุด
4.เช็กความคุ้มครองประกันภัยให้ครอบคลุม
ศึกษารายละเอียดความคุ้มครองประกันภัยก่อนตัดสินใจซื้อมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า ตั้งแต่ภาคบังคับ (ประกันภัย พ.ร.บ.) จนถึงภาคสมัครใจ อย่าง “ประกันภัยสูญเสียทางการเงินสำหรับเช่าซื้อประเภทรถจักรยานยนต์” หรือ “ประกันรถจักรยานยนต์สูญหาย” ที่จะช่วยคุ้มครองทั้งกรณีการเกิดโจรกรรม เช่น ลักทรัพย์ ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ และกรณีรถเสียหายจากอุบัติเหตุโดยสิ้นเชิงได้ ช่วยให้ผู้ใช้รถอุ่นใจและลดภาระค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
5.เช็กสินเชื่อก่อนซื้อ
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญก่อนตัดสินใจซื้อมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า คือการวางแผนด้านสินเชื่อให้เหมาะกับงบประมาณและความสะดวกของแต่ละคน ผู้ซื้อควรพิจารณาอัตราดอกเบี้ย ระยะเวลาผ่อนชำระ และเงื่อนไขต่าง ๆ เพื่อไม่ให้เป็นภาระทางการเงินในระยะยาว ในยุคดิจิทัล
การเข้าถึงแหล่งเงินทุนสามารถทำได้สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น ผู้ใช้แอป โก บาย กรุงศรี ออโต้ สามารถขอสินเชื่อดิจิทัลได้ทุกที่ทุกเวลา พร้อมรู้ผลการอนุมัติเงินไวใน 30 นาที
หากเลือกรถที่ถูกใจได้แล้ว กรุงศรี ออโต้ ก็พร้อมเป็นอีกหนึ่งแรงสนับสนุนที่จะทำให้การเข้าถึงมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าเป็นไปได้ง่ายขึ้น ด้วยสินเชื่อกรุงศรี มอเตอร์ไซค์ ที่จะทำให้คนไทยเข้าถึงบริการทางการเงินอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม (Financial Inclusion)
#มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า #EV #สินเชื่อมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า
Manchester United x The Stone Roses เมื่อตำนานลูกหนังผสานไอคอนดนตรีอังกฤษ
เพลง This Is The One คือเพลงที่บรรเลงในวันแข่งขันที่สนามโอลด์ แทรฟฟอร์ด มากว่า 2 ทศวรรษ โดยบทเพลงนี้สะท้อนถึงศรัทธา ความเป็นหนึ่งเดียว และความคาดหวัง สำหรับคอลเลกชันนี้ อาดิดาส ได้นำแรงบันดาลใจจากอัตลักษณ์ทางภาพอันโดดเด่นของ The Stone Roses ตั้งแต่ไอคอนเลมอนระดับตำนาน ไปจนถึงงานอาร์ตของ John Squire จากปกซิงเกิล I Wanna Be Adored มาตีความใหม่ผ่านดีไซน์ของ adidas Originals ในมุมมองร่วมสมัย ที่เชื่อมโยงวัฒนธรรมดนตรีและฟุตบอลเข้าไว้ด้วยกันอย่างมีชีวิตชีวา
หัวใจสำคัญของคอลเลกชันนี้คือเสื้อ Manchester United Stone Roses Jersey ไอเท็มซิกเนเจอร์ที่ผสานมรดกของฟุตบอลเข้ากับการแสดงออกทางศิลปะอันโดดเด่น ลายกราฟิกทั่วทั้งตัวที่ได้รับแรงบันดาลใจจากผลงานของ The Stone Roses ผสานเข้ากับทรงสลิมคอวีที่เรียบเท่ ผลิตจากผ้าแจ็คการ์ดเพื่อความสบายและความทนทานในทุกวัน ขณะที่รุ่นแขนยาวยกระดับดีไซน์สู่ชิ้นงานสำหรับนักสะสมยุคใหม่ ด้วยงานดีเทลพรีเมียมและสัญลักษณ์ Trefoil ที่หลอมรวมดนตรีและกีฬาเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว
คอลเลกชันนี้ไม่ได้มีเพียงแค่เสื้อเจอร์ซีย์ แต่ยังมีไอเท็มไลฟ์สไตล์อื่นๆ ซึ่งมีที่มาจากวัฒนธรรมฟุตบอลบนอัฒจันทร์แบบคลาสสิก โดย Manchester United Stone Roses Track Top และ Track Pants ได้นำรูปแบบที่เป็นเอกลักษณ์ของอาดิดาสมาปรับปรุงใหม่ โดยมีการใส่ลายพิมพ์แบบทั่วตัวและสไตล์เฮอริเทจ ขณะที่ Stone Roses Jacket เลือกใช้ผ้าแจ็คการ์ดที่ออกแบบพิเศษ พร้อมลวดลายเลมอนแบบซ่อนรายละเอียด สร้างสรรค์เป็นเสื้อแจ็กเก็ตที่ดูเรียบเท่ พร้อมสวมใส่ในชีวิตประจำวัน นอกจากนี้ยังมีไอเท็มกางเกงขาสั้น ทั้งแบบคลาสสิกและแบบลายพิมพ์ทั่วตัว เพื่อเพิ่มความหลากหลายในการสวมใส่ทั้งวันแข่งขันและวันทั่วไป

สวนสุนันทาจับมือ’โทระ เอ็นเนอร์จี้’ เปิดสวัสดิการมอไซค์ไฟฟ้าให้บุคลากรและนักศึกษา
สาระสำคัญของโครงการนี้ คือการมอบสิทธิประโยชน์ที่ “ดีกว่าการซื้อรถจักรยานยนต์ทั่วไปในท้องตลาด” อย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบด้านภาระค่าใช้จ่ายในระยะยาว การซื้อทั่วไปมักต้องแบกรับอัตราดอกเบี้ยตามตลาด ค่าใช้จ่ายแฝงด้านประกัน การบำรุงรักษา และค่าดำเนินการต่าง ๆ ขณะที่การเข้าร่วมโครงการผ่านมหาวิทยาลัยช่วยลดภาระเหล่านี้ได้อย่างเป็นรูปธรรม
สำหรับบุคลากรทางการศึกษา นักศึกษา และครอบครัวสวนสุนันทาที่เข้าร่วมโครงการ จะได้รับสิทธิพิเศษ อาทิ ฟรีดาวน์ ผ่อนชำระยาวสูงสุด 48 เดือน อัตราผ่อนที่ออกแบบให้เหมาะกับรายได้ ลดภาระรายเดือนอย่างชัดเจน พร้อมประกันตัวรถและแบตเตอรี่ยาวนานถึง 4 ปี รวมถึงสิทธิประโยชน์ด้านการดูแลรักษาและบริการหลังการขายภายใต้เงื่อนไขโครงการ ซึ่งแตกต่างจากการซื้อทั่วไปที่ผู้ซื้อจำเป็นต้องรับภาระค่าใช้จ่ายเหล่านี้ด้วยตนเอง
รองศาสตราจารย์ ดร.คมสัน โสมณวัตร รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ระบุว่า ความร่วมมือครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายมหาวิทยาลัยในการยกระดับสวัสดิการและคุณภาพชีวิตของบุคลากรและนักศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม โดยมุ่งลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ควบคู่กับการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนของมหาวิทยาลัยในระยะยาว โครงการดังกล่าวได้รับการออกแบบให้ตอบโจทย์การใช้งานจริงของครอบครัวสวนสุนันทา โดยผู้เข้าร่วมโครงการจะได้รับสิทธิประโยชน์ที่ดีกว่าการซื้อรถจักรยานยนต์ทั่วไปในท้องตลาด ทั้งในด้านเงื่อนไขทางการเงิน การผ่อนชำระระยะยาว การรับประกัน และการดูแลหลังการขาย ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสะดวกสบาย ความปลอดภัย และความมั่นใจในการใช้งาน
ขณะที่บริษัท โทระ เอ็นเนอร์จี้ จำกัด ยืนยันความพร้อมในการดูแลโครงการอย่างครบวงจร ตั้งแต่การเข้าร่วมโครงการ การให้บริการหลังการขาย ไปจนถึงการบำรุงรักษา เพื่อให้ผู้เข้าร่วมได้รับประโยชน์สูงสุดตลอดระยะเวลาโครงการโดยสามารถสอบถามรายละเอียดและดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ tora-ev.com
PRAKAAN ผลักดันความเป็นไทยสู่ระดับโลกผ่าน “The Quest of PRAKAAN”
โสภณ ราชรักษา รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุด กลุ่มธุรกิจสุรา กล่าวว่า “ตลาดวิสกี้โลกยังคงมี
ในปี 2568 ที่ผ่านมา หนึ่งในผลิตภัณฑ์จากซีรีส์ตรีบู
ทรงวิทย์ ศรีธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุด สายธุรกิจสุรา ประเทศไทย กล่าวว่า “จากข้อมูลปี 2568 ตลาดซิงเกิลมอลต์วิสกี้
ก้าวสู่ปีที่ 2 ของ PRAKAAN (ปราการ) ในการถ่ายทอดความเป็นไทยสู่ระดับโลก
ภายในงานยังมีเซอร์ไพรส์สุดพิเศษจาก “NIXSA x Synthderellar” ที่ร่วมกันสร้างสรรค์การแสดงซึ่งผสานดนตรีไทยเข้ากับดนตรีอิเล็กทรอนิกส์สมัยใหม่ได้อย่างลงตัว นอกจากนี้ PRAKAAN (ปราการ) ยังได้รังสรรค์เมนูอาหารสุดพิเศษภายใต้แนวคิด “Recomposing Thainess” ที่ผสานความโดดเด่นของ 3 ผลิตภัณฑ์ในซีรีส์ตรีบูร อันประกอบด้วย PRAKAAN SELECT CASK (ปราการ ซีเล็คท์ คาสก์) ที่ผ่านกระบวนการเก็บบ่มในถังอเมริกันโอ๊กเอ๊กซ์เบอร์เบิ้น ทำให้ได้กลิ่นของวานิลลา น้ำผึ้ง และผลไม้ตระกูลส้ม PRAKAAN DOUBLE CASK (ปราการ ดับเบิ้ล คาสก์) ที่ผ่านกระบวนการเก็บบ่มพิเศษถึง 2 ขั้นตอนอย่างพิถีพิถัน ทั้งในถังอเมริกันโอ๊กเอ๊กซ์เบอร์เบิ้น และถังสแปนิชโอ๊กเอ๊กซ์เชอร์รี่ ทำให้มีกลิ่นของลูกเกด ช็อกโกแลต ปิดท้ายด้วยกลิ่นเครื่องเทศอ่อน ๆ และ PRAKAAN PEATED MALT (ปราการ พีตเท็ด มอลต์) ที่โดดเด่นด้วยข้าวมอลต์บาร์เลย์คุณภาพดีซึ่งผ่านการรมควันด้วยถ่านพีตให้เกิดกลิ่นรมควัน พร้อมกลิ่นวานิลลาและน้ำผึ้ง เกิดเป็นประสบการณ์แบบองค์รวมที่แสดงถึงคุณภาพและมาตรฐานระดับโลก
เตรียมพบกับปรากฏการณ์สุดยิ่งใหญ่ที่ถ่ายทอดเอกลักษณ์ความเป็นไทยในมิติใหม่ได้ในงาน “The Quest of PRAKAAN” ณ The House on Sathorn – W Hotel Bangkok ในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.prakaanmaltwhisky.com
Meta ชวนเปิดประสบการณ์ไขปริศนา ‘คฤหาสน์หลอน เปิดโปงโลกสแกม’
Meta ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการสร้างสภาพแวดล้อมออนไลน์ที่ปลอดภัย ผนึกกำลังพันธมิตรภาครัฐ 6 หน่วยงาน ได้แก่ กรุงเทพมหานคร (กทม.) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดตัวกิจกรรมอินเทอร์แอคทีฟสุดอิมเมอร์ซีฟ “The Mystery Mansion of Scams: คฤหาสน์หลอน เปิดโปงโลกสแกม” ชวนประชาชนร่วมไขปริศนาเบื้องหลังโลกกลโกงออนไลน์ ผ่านประสบการณ์ลึกลับ น่าติดตาม และเต็มไปด้วยสาระความรู้ เปิดให้เข้าร่วมฟรีตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 25 มกราคม 2569 เวลา 15.00–21.00 น. ณ การประปาแม้นศรี (หลังเก่า) เพื่อเปลี่ยนการเรียนรู้เรื่องภัยสแกมจากรูปแบบเดิม ๆ ให้กลายเป็นประสบการณ์ที่ผู้เข้าร่วมได้มีส่วนร่วมจริง เสริมสร้างการตระหนักรู้และความรู้เท่าทันด้านดิจิทัลให้กับประชาชนในวงกว้าง
ยิ่งยศ ลีชัยอนันต์ หัวหน้าฝ่ายนโยบายสาธารณะจาก Facebook ประเทศไทย กล่าวว่า “ภัยหลอกลวงออนไลน์กำลังทวีความรุนแรงและแพร่หลายมากขึ้น ส่งผลกระทบต่อแพลตฟอร์มดิจิทัลหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่แอปหาคู่ เกมออนไลน์ ไปจนถึงแพลตฟอร์มคริปโตฯ หรือการหลอกลวงผ่านการส่งข้อความทางโทรศัพท์ ทั้งนี้ Meta มีการใช้แนวทางการทำงานหลายระดับในการรับมือกับอาชญากรที่มีความซับซ้อนเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ระบบป้องกันทางเทคนิคแบบอัตโนมัติ การสกัดกั้นและรบกวนเครือข่ายมิจฉาชีพ การทำงานร่วมกับพันธมิตรในอุตสาหกรรมและหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ตลอดจนการเสริมสร้างความรู้ให้ผู้ใช้งานสามารถสังเกตและป้องกันภัยหลอกลวงได้ แคมเปญในวันนี้ถือเป็นเครื่องยืนยันที่ชัดเจนถึงความสำคัญของความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันพันธกิจของ Meta และพันธมิตรในการสร้างสภาพแวดล้อมออนไลน์ที่ปลอดภัยและยั่งยืน”
กิจกรรมนี้เป็นการต่อยอดจากแคมเปญโซเชียล “อันนี้จริงหรือหลอก?” (Is This Legit?) ซึ่งเป็นแคมเปญให้ความรู้ระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่ครอบคลุม 17 ประเทศ ระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงธันวาคม ปี 2568 ที่ผ่านมา โดยแคมเปญมีเป้าหมายเพื่อสร้างการตระหนักรู้เกี่ยวกับรูปแบบภัยหลอกลวงออนไลน์ที่พบบ่อย และให้ความรู้แก่ผู้ใช้งานถึงความสำคัญของเครื่องมือรักษาความปลอดภัยของบัญชี ผ่านการผสานประสบการณ์จากเกมออนไลน์แบบอินเทอร์แอคทีฟ แคมเปญบนแพลตฟอร์มแบบบูรณาการ รวมถึงกิจกรรมออฟไลน์ พร้อมประสบการณ์ที่ปรับให้เหมาะกับแต่ละประเทศ ตลอดระยะเวลาการจัดแคมเปญในภูมิภาค สื่อให้ความรู้นี้สามารถเข้าถึงผู้ใช้งานบนแพลตฟอร์มที่ไม่ซ้ำกันกว่า 382 ล้านคน และสร้างยอดการแสดงผลมากกว่า 2 พันล้านครั้งบน Facebook และ Instagram โดยมีผู้ใช้งานมากกว่า 343,000 คนเข้าร่วมเล่นเกม รวมระยะเวลาการมีส่วนร่วมกว่า 2.74 ล้านนาที สำหรับในประเทศไทย แคมเปญ “อันนี้จริงหรือหลอก?” (Is This Legit?) ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐ 6 แห่ง ได้แก่ กรุงเทพมหานคร (กทม.), กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี), กองบัญชาการตำรวจนครบาล, สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.), สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) สามารถเข้าถึงผู้ใช้งานกว่า 31 ล้านคน และสร้างยอดการแสดงผลมากกว่า 130 ล้านครั้ง อีกทั้งยังมีผู้เข้าร่วมเล่นเกมมากกว่า 23,700 คน รวมระยะเวลาการมีส่วนร่วมกว่า 190,000 นาทีในการเรียนรู้เกี่ยวกับรูปแบบภัยหลอกลวงออนไลน์ต่าง ๆ
The Mystery Mansion of Scams: คฤหาสน์หลอน เปิดโปงโลกสแกม
ภายในกิจกรรม “The Mystery Mansion of Scams: คฤหาสน์หลอน เปิดโปงโลกสแกม” ผู้เข้าร่วมจะได้สัมผัสประสบการณ์เสมือนจริงผ่านการสืบสวนพร้อมไขปริศนาเบื้องหลังเรื่องราวอุทาหรณ์ของหญิงสาวคนหนึ่ง โดยเดินทางตามเสียงแมวดำนักเล่าเรื่องและคำใบ้จากผีสาว เพื่อค้นหาความจริงและเรียนรู้รูปแบบกลโกงออนไลน์ที่แฝงอยู่ในเรื่องราว เช่น การหลอกให้รัก (Romance Scams) การหลอกให้ลงทุน การแอบอ้างตัวตน และกลโกงในรูปแบบต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นกับทุกคน
ประสบการณ์รูปแบบอิมเมอร์ซีฟที่ออกแบบมาเพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับภัยกลโกงออนไลน์ กำลังเปิดประตูต้อนรับประชาชนในสุดสัปดาห์นี้ “The Mystery Mansion of Scams: คฤหาสน์หลอน เปิดโปงโลกสแกม” ชวนทุกคนมาร่วมสำรวจ สืบค้น และเรียนรู้ผ่านประสบการณ์เชิงโต้ตอบ ที่ถ่ายทอดเรื่องราวของกลโกงในรูปแบบที่เข้าใจง่ายและเข้าถึงได้ ผู้เข้าร่วมยังสามารถเพลิดเพลินกับภารกิจสะสมแสตมป์ใน ‘Scam Survival Passport’ เพื่อรับของขวัญสุดเอ็กซ์คลูซีฟ จากการเข้าร่วมสืบสวนในคฤหาสน์ และกิจกรรมอื่น ๆ อีกมากมายในบริเวณงาน ได้แก่
- นิทรรศการจากพันธมิตร เปิดโลกความร่วมมือจัดการกลโกงออนไลน์ เช่น การจำลองเครื่องมือปฏิบัติงานจริงของสแกมเมอร์โดย AIS ควบคู่กับสื่อวิดีโอให้ความรู้จากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA)
- เรียนรู้ทักษะการจับกลโกงผ่านการเล่นเกม “อันนี้จริงหรือหลอก?” (Is This Legit?)
- อาหารและเครื่องดื่มจาก Food Truck
- และอื่น ๆ ที่เตรียมพบได้ในงาน
อย่าพลาด! ขอเชิญชวนทุกท่านร่วมพิสูจน์ฝีมือการไขปริศนา และเรียนรู้กลโกงนักต้มตุ๋นออนไลน์ในกิจกรรม The Mystery Mansion of Scams: คฤหาสน์หลอน เปิดโปงโลกสแกม เปิดให้เข้าชมฟรีทุกวัน ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 23 ถึงวันอาทิตย์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569 เวลา 15.00–21.00 น. ณ การประปาแม้นศรี (หลังเก่า)
“โค้ก” เปิดฟีลซ่าส์! นำถ้วย Original FIFA World Cup™ Trophy ถึงไทยแล้ว
ยกระดับความพิเศษอย่างไม่เคยมีมาก่อน เพื่อฉลองโอกาสครบรอบ 2 ทศวรรษของ FIFA World Cup Trophy Tour by Coca-Cola โดยแคมเปญนี้ได้นำถ้วยฟุตบอลโลกของจริงเดินทางเยือนสมาชิกของสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือฟีฟ่า 30 สมาคม ครอบคลุม 75 จุดทั่วโลก ตลอดการเดินทางรวมกว่า 150 วัน รวมถึงประเทศไทย ถือเป็นการเปิดประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิตสำหรับแฟนฟุตบอลชาวไทย กับประสบการณ์ชมถ้วย FIFA World Cup Trophy ของจริง ที่สง่างาม ตัวถ้วยทำจากทองคำแท้ 18 กะรัตอันล้ำค่า ไม่ควรพลาดอย่างยิ่งในการมาชมด้วยตาตนเองสักครั้งในชีวิต
เซลแมน คาเรกา ประธานภูมิภาคอาเซียนและแปซิฟิกตอนใต้ เดอะ โคคา-โคล่า คัมปะนี กล่าวว่า “ “โคคา-โคล่า” ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้นำจิตวิญญาณของกีฬาฟุตบอลมาให้คนไทยได้สัมผัส ในแคมเปญ FIFA World Cup Trophy Tour by Coca-Cola เราประทับใจในความรักและแพชชั่นที่คนไทยมีต่อกีฬาฟุตบอลอย่างแท้จริง “โคคา-โคล่า” ภูมิใจที่ได้นำถ้วยฟุตบอลโลกเดินทางมาจัดแสดงให้ชมอย่างใกล้ชิดถึงใจกลางกรุงเทพฯ เพื่อเปิดประสบการณ์ระดับโลกสุดพิเศษนี้ให้กับคนไทย ซึ่งมีเพียง “โค้ก” เท่านั้นที่ทำได้ และช่วยเชื่อมโยงคนไทยและคนทั่วโลกให้เป็นหนึ่งเดียวกัน ก่อนมหกรรมฟุตบอลโลก 2026 ที่กำลังจะมาถึงในปีนี้”
โรมี ไก ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายธุรกิจของฟีฟ่า กล่าวว่า “ถ้วยฟุตบอลโลก ได้รับการยอมรับจากทั่วโลกว่าเป็นสัญลักษณ์กีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เช่นเดียวกับ “โค้ก” ที่เป็นหนึ่งในแบรนด์ไอคอนิคระดับโลกที่ทุกคนรู้จัก ความร่วมมือสองทศวรรษของฟีฟ่ากับ “โคคา-โคล่า” ใน FIFA World Cup Trophy Tour by Coca-Cola มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการนำจิตวิญญาณของกีฬาฟุตบอลไปสู่ผู้คนทั่วโลก ตลอดห้าครั้งที่จัดแคมเปญ เราได้นำถ้วยฟุตบอลโลกเดินทางเยือน 182 สมาคมสมาชิกจากทั้งหมด 211 แห่ง ซึ่งแคมเปญในปีนี้จะพิเศษยิ่งกว่า เพราะไม่เพียงแต่เป็นการฉลองครบรอบ 20 ปีของ FIFA World Cup Trophy Tour by Coca-Cola เท่านั้น แต่กำลังจะมีการแข่งขันฟุตบอลโลกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ด้วยประเทศเจ้าภาพถึง 3 ประเทศ คือ แคนาดา เม็กซิโก และสหรัฐอเมริกา
สำหรับในวันที่ 24 มกราคม 2569 “โค้ก” จะเนรมิต ริเวอร์ พาร์ค ไอคอนสยาม เป็นพื้นที่เปิดฟีลซ่าให้คนไทยได้เฉลิมฉลองโลกของฟุตบอลอย่างไม่เคยมีมาก่อน พร้อมจัดแสดงถ้วย FIFA World Cup Trophy ของจริงให้ได้สัมผัสประสบการณ์ชมอย่างใกล้ชิด ภายในงานยังจัดเต็มด้วยธีมที่ตื่นตาตื่นใจ บอกเล่าเรื่องราวความร่วมมืออันยาวนานระหว่าง “โคคา-โคล่า” และฟีฟ่า ด้วยบรรยากาศแสงสีเสียง เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานได้สัมผัสบรรยากาศการเฉลิมฉลองกับเกมกีฬาฟุตบอลไปกับ “โค้ก” อย่างประทับใจไม่รู้ลืม
นอกจากจะได้ชมถ้วยฟุตบอลโลกของจริงแล้ว แฟนฟุตบอลยังจะได้เปิดฟีลซ่า กับโซนกิจกรรมอินเตอร์แอคทีฟหลากรูปแบบ เช่น เกม Strike Score Challenge ท้าประลองความแม่นยำในฝีมือดวลจุดโทษ, เกม Interactive Perfect Pass ประลองทักษะรับส่งลูกฟุตบอลแบบมือโปร และเกม Coke AI Kick Challenge ท้าทายทักษะฟุตบอลที่ว่าแน่ต้องไม่แพ้เอไอ เพียงร่วมเล่นเกมจะได้รับแสตมป์เพื่อสะสมในพาสปอร์ตของงาน นำไปแลกรับเครื่องดื่มเติมความซ่าสดชื่น และของที่ระลึกสุดเอ็กซ์คลูซีฟจาก “โค้ก” คอบอลยังดับกระหายคลายความร้อนแรงของเกมได้ที่ Mixology Counter ที่มีมิกโซโลจิสต์มากฝีมือคอยรังสรรค์เครื่องดื่มม็อกเทล “โค้ก” สูตรพิเศษ ที่ได้แรงบันดาลใจจากนานาประเทศทั่วโลก พร้อมโฟโต้บูธที่มีเทคโนโลยี AI Jersey Fans สุดล้ำ ให้คุณเก็บภาพโมเมนต์ฟีลซ่าของคุณกับ “โค้ก” ในแบบไม่ซ้ำใคร
ความเร้าใจยังไม่จบเพียงเท่านี้ ภายในงานยังจัดเต็มการแสดงจากเหล่า Magic Maker ของ “โค้ก” ทั้ง ‘พีพี กฤษฏ์’, ‘บิวกิ้น พุฒิพงศ์’, และ ‘ปัน สรณวรรธ’ ที่จะมาปลุกทุกฟีลซ่าให้แฟนฟุตบอลได้ฉลองช่วงเวลาประวัติศาสตร์นี้ไปพร้อมกัน ร่วมด้วยศิลปินสุดฮอตอย่าง VIIS, PERSES และ โอ๊ต ปราโมทย์ นอกจากนี้แฟนฟุตบอลยังจะได้ใกล้ชิดกับ ‘จิลแบร์โต ซิลวา’ ตำนานนักเตะฟุตบอลโลกผู้เป็นแรงบันดาลใจ ที่จะมาปรากฏตัวภายในงานด้วยตนเอง ปิดท้ายด้วยไฮไลต์เหนือจินตนาการ กับการแสดงโดรนเหนือแม่น้ำเจ้าพระยายามค่ำคืน ที่สะกดทุกสายตาด้วยภาพจำลองระยิบระยับของถ้วยฟุตบอลโลก และแผนที่ประเทศไทย ให้แฟนฟุตบอลได้เก็บภาพความทรงจำครั้งหนึ่งในชีวิตอันแสนประทับใจในแคมเปญนี้กับ “โค้ก” อย่างไม่รู้ลืม
อย่าพลาด! อีเวนท์จัดแสดงถ้วย FIFA World Cup ของจริง 24 มกราคมนี้ ณ ริเวอร์ พาร์ค ไอคอนสยาม โดยเปิดให้ผู้สนใจเข้าชมพร้อมร่วมกิจกรรมมากมายตั้งแต่เวลา 10:00-20:00 น. มาร่วมเปิดประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิตเพื่อสัมผัสโมเมนต์ประวัติศาสตร์นี้ด้วยตาตัวเอง!
เตรียมพบกิจกรรมอีกมากมายตลอดทั้งแคมเปญ
การจัดแสดงถ้วยฟุตบอลโลกของจริง เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของกิจกรรมอีกมากมายที่ “โค้ก” เตรียมจัดเต็มตลอดทั้งแคมเปญในปี พ.ศ. 2569 เพื่อร่วมเฉลิมฉลองกับแฟนฟุตบอลอย่างต่อเนื่องทั่วประเทศ อาทิ คอนเทนต์ดิจิทัลสุดสร้างสรรค์ และกิจกรรมอีกมากมาย ตอกย้ำถึงความตั้งใจของ “โค้ก” ในการมอบโมเมนต์แห่งความสุขเพื่อเชื่อมโยงแฟนฟุตบอลกับมหกรรมกีฬาระดับโลก ในแบบฉบับที่มีเพียง “โค้ก” เท่านั้นที่ทำได้
ติดตามกิจกรรมและความเคลื่อนไหวของแคมเปญ ได้ที่เฟซบุ๊คของ Coca-Cola Thailand และเข้าชมข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแคมเปญ FIFA World Cup Trophy Tour by Coca-Cola ได้ที่ cokeurl.com ส่วนแคมเปญในประเทศไทย เข้าชมได้ที่ www.coca-cola.com
#โค้กเปิดฟีลซ่าส์ #FIFATrophyTour #AllTheFeels #FIFAWorldCup #CokeTH
NHK WORLD-JAPAN ร่วมออกบูธในงาน Thai International Travel Fair ครั้งที่ 31
NHK WORLD-JAPAN บริการนานาชาติของ NHK องค์กรสื่อสาธารณะของญี่ปุ่น ซึ่งนำเสนอข่าวสารหลากหลายภาษา รวมถึงภาษาไทย เข้าร่วมออกบูธในงาน Thai International Travel Fair ครั้งที่ 31 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22–25 มกราคม ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์และได้รับความสนใจจากผู้เข้าชมงานเป็นจำนวนมากตั้งแต่วันแรกของการจัดงาน
ภายในบูธ NHK WORLD-JAPAN ผู้เข้าชมสามารถสัมผัสบริการและคอนเทนต์ที่รับชมได้ทั่วโลก ไม่จำกัดเฉพาะในประเทศไทย พร้อมกิจกรรมที่ช่วยเสริมสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับญี่ปุ่นในด้านการท่องเที่ยว วัฒนธรรม อาหาร การใช้ชีวิต รวมถึงการเตรียมความพร้อมก่อนเดินทาง โดยบูธดังกล่าวเปิดให้เข้าร่วมกิจกรรมตลอดระยะเวลา 4 วันของงาน
ไฮไลต์สำคัญในวันแรกของงานคือกิจกรรมบนเวทีหลัก ภายใต้หัวข้อ “เที่ยวญี่ปุ่นให้สนุกยิ่งขึ้น! กับ NHK WORLD-JAPAN” ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก กิจกรรมดังกล่าวเชิญบุคคลมีชื่อเสียงของไทยมาร่วมแบ่งปันข้อมูล ประสบการณ์ และเคล็ดลับการท่องเที่ยวญี่ปุ่น ทั้งสำหรับผู้ที่ชื่นชอบญี่ปุ่นเป็นทุนเดิมและผู้ที่กำลังเริ่มต้นทำความรู้จักประเทศญี่ปุ่น
กิจกรรมบนเวทีมีการพูดคุยในประเด็นที่เป็นประโยชน์ อาทิ การเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติเพื่อการเดินทางอย่างมั่นใจและปลอดภัย เรื่องราวเบื้องหลังวัฒนธรรมอาหารญี่ปุ่น รวมถึงกิจกรรมร่วมสนุกอย่างการท้ากินนัตโต สร้างบรรยากาศที่เป็นกันเองและเต็มไปด้วยสีสัน
กิจกรรมบนเวทีดำเนินรายการโดย คุณชัยรัตน์ ถมยา จาก NHK WORLD-JAPAN ภาคภาษาไทย พร้อมแขกรับเชิญ ได้แก่ กิตติ สิงหาปัด อรรถ บุนนาค และบีมเซนเซ ซึ่งร่วมถ่ายทอดมุมมองและประสบการณ์เกี่ยวกับญี่ปุ่นในแง่มุมที่หลากหลาย
สำหรับบูธ NHK WORLD-JAPAN เปิดให้เข้าชมตั้งแต่วันที่ 22–25 มกราคม 2569 เวลา 10.00–21.00 น. โดยภายในบูธมีกิจกรรมการทำเข็มกลัดโลหะดีไซน์พิเศษ การร่วมเลือกร้านราเม็งที่อยากลิ้มลองผ่านรายการของ NHK WORLD-JAPAN กิจกรรมสแตมป์แรลลีที่นำเสนอศิลปะญี่ปุ่นดั้งเดิม รวมถึงการรับชมรายการผ่านจอมอนิเตอร์ และการให้คำแนะนำเกี่ยวกับการเรียนภาษาญี่ปุ่น พร้อมแจกหนังสือเรียน “มาเรียนภาษาญี่ปุ่นกันเถอะ” สำหรับผู้ร่วมตอบแบบสอบถาม
การเข้าร่วมงานในครั้งนี้สะท้อนบทบาทของ NHK WORLD-JAPAN ในการเป็นสื่อที่เชื่อมโยงคนไทยกับประเทศญี่ปุ่น ผ่านข้อมูลที่เข้าใจง่าย ใช้ได้จริง และสามารถนำไปปรับใช้ได้ทั้งก่อนและระหว่างการเดินทางสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเข้าชมได้ที่
NHK WORLD-JAPAN ภาษาไทย
