HYPER TAPING™︎ งานออกแบบจากสองแบรนด์ไอคอนิกญี่ปุ่น

ASICS (เอสิคซ์) มีประวัติในการร่วมงานกับพันธมิตรที่มีคุณค่าและแนวคิดสอดคล้องกันมาอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับความร่วมมือกับ Issey Miyake ในครั้งนี้ ซึ่งมีรากฐานจากความเคารพซึ่งกันและกันและความเชื่อมั่นอย่างมั่นคง ที่ถูกหล่อหลอมผ่านการสร้างสรรค์และพัฒนาผลิตภัณฑ์ในประเทศญี่ปุ่นของทั้งสองบริษัทมาอย่างยาวนาน พร้อมด้วยความทุ่มเทอย่างไม่หยุดยั้งในด้านเทคโนโลยีและงานช่างฝีมือภายใต้ปรัชญา “A Sound Mind in a Sound Body” ASICS ยังคงเดินหน้าพัฒนาการผสานระหว่างฟังก์ชันและดีไซน์อย่างต่อเนื่อง โดยมีงานวิจัยด้านสรีระมนุษย์ การเคลื่อนไหว และเทคโนโลยีรองเท้าจาก ASICS Institute of Sport Science เป็นหัวใจสำคัญ ในโปรเจกต์นี้ MIYAKE DESIGN STUDIO (MDS) ได้ร่วมมือกับ ASICS เพื่อศึกษารูปทรงและการทำงานของเท้ามนุษย์ พร้อมสร้างสรรค์รองเท้าที่นำเสนอประสบการณ์และมุมมองใหม่สำหรับการใช้ในชีวิตประจำวัน ผ่านความร่วมมือที่ปลดล็อกศักยภาพของทั้งสองทีม และเปิดประตูสู่ความเป็นไปได้ใหม่ของรองเท้าในอนาคต

ดีไซน์ที่หลอมรวมแนวคิด ‘Taping’ เข้ากับรูปทรงของรองเท้าอย่างชัดเจน

“HYPER TAPING” ได้รับการเปิดตัวครั้งแรกบนเวที Paris Fashion Week Men’s ภายในโชว์ IM MEN คอลเลกชัน Spring/Summer 2026 โดยถือกำเนิดจากการนำดีไซน์ไอคอนของ ASICS อย่าง “ASICS Stripes” มาตีความและปรับโครงสร้างใหม่ ด้วยแรงบันดาลใจจากการผสานระหว่างโครงสร้างและงานออกแบบ ทีม MIYAKE DESIGN STUDIO (MDS) จึงพัฒนาแนวคิด “Taping” ซึ่งทำหน้าที่ช่วยเสริมความมั่นคงให้กับร่างกายและสนับสนุนการเคลื่อนไหวอย่างมีประสิทธิภาพ

“HYPER TAPING™︎” ได้นำแนวคิดดังกล่าวมาถ่ายทอดสู่รูปทรงของรองเท้า ผ่านองค์ความรู้และประสบการณ์ที่ผสานกันของทั้ง ASICS และ MIYAKE DESIGN STUDIO (MDS) จนยกระดับออกมาเป็นงานออกแบบในมิติใหม่ ตั้งแต่การเลือกใช้พื้นรองเท้าสไตล์มวยปล้ำ (Wrestling Outsole) การออกแบบแผ่นรองพื้นด้านใน (Insole) เพื่อความสบายในการสวมใส่ในชีวิตประจำวัน ไปจนถึงการคัดสรรและปรับสมดุลของวัสดุและโทนสีอย่างพิถีพิถัน โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างสรรค์รองเท้าที่เปี่ยมด้วยความร่วมสมัย มีแนวคิดที่เป็นเอกลักษณ์ และยังคงคุณค่าแห่งความคลาสสิกที่ตอบโจทย์การใช้งานในระยะยาว

โครงสร้างแบบดั้งเดิม และการออกแบบแถบยืด

โครงสร้างที่ได้แรงบันดาลใจจากแนวคิด “Taping” ซึ่งเป็นหัวใจหลักของการดีไซน์ในครั้งนี้ ถูกถ่ายทอดผ่านแถบยางยืดต้นแบบพิเศษที่มีความหนา สร้างเส้นสายอันโดดเด่นโอบกระชับรอบเท้า เสริมด้วยลิ้นรองเท้าแบบบุฟองน้ำ (Cushioned Tongue Wings) และการปรับรายละเอียดบริเวณข้อเท้าอย่างละเอียดอ่อน ช่วยเสริมความกระชับและมอบความสบายในทุกการเคลื่อนไหว

รองเท้ารุ่นแรกที่พลิกโฉมรองเท้ามวยปล้ำของ ASICS ให้กลายเป็นสนีกเกอร์ในโครงสร้างดีไซน์ใหม่
ดีไซน์ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อสร้างความรู้สึกเสมือนเท้าถูกโอบกระชับด้วยเทปพยุง (Taping)
งานออกแบบจึงเลือกใช้พื้นรองเท้าสไตล์มวยปล้ำที่ขยายขึ้นมาครอบคลุมช่วงล่างของอัปเปอร์ช่วยเสริมการยึดเกาะ ความมั่นคง และความกระชับในการสวมใส่ โดยได้แรงบันดาลใจจากโครงสร้างของเท้าจิ้งจกที่ถูกนำมาตีความใหม่ ซึ่งไม่เพียงมอบสมรรถนะด้านการยึดเกาะที่ยอดเยี่ยมเท่านั้น แต่ยังสร้างงานออกแบบที่มีเอกลักษณ์อย่างชัดเจน

การพัฒนาแม่พิมพ์ต้นแบบและอินโซลดีไซน์พิเศษ เพื่อมอบความสบายและการรองรับรูปเท้าอย่างลงตัว
เพื่อรองรับการสวมใส่ในชีวิตประจำวันอย่างยาวนาน ทีมพัฒนาได้ออกแบบแม่พิมพ์รูปเท้าใหม่ หรือที่เรียกว่า “Last” ในอุตสาหกรรมรองเท้า โดยขยายความกว้างจากทรงพื้นรองเท้ามวยปล้ำเดิมที่มีความกระชับเป็นพิเศษ เสริมด้วยแผ่นรอง FLYTEFOAM PROPEL ที่ให้แรงตอบสนองได้เป็นอย่างดี และแผ่นรอง Ortholite® ที่นุ่มสบายเป็นพิเศษ แม้จะคงดีไซน์พื้นรองเท้าที่บางเฉียบ รองเท้ารุ่นนี้ยังคงมุ่งเน้นการมอบความสบายในการสวมใส่ตลอดวัน

ดีไซน์เหนือกาลเวลาและเฉดสีที่โดดเด่น เข้ากับการแต่งกายในทุกสไตล์ได้อย่างลงตัว

อัปเปอร์ของรองเท้าได้รับการออกแบบด้วยวัสดุหนังและผ้าตาข่ายหลากหลายชนิด พร้อมเปิดตัวใน 3 โทนสี ได้แก่ สีเขียวนีออนอันเป็นเอกลักษณ์ สีดำ และสีเทา ซึ่งได้รับการพัฒนาและคัดสรรอย่างพิถีพิถัน เพื่อให้สามารถแมตช์เข้ากับไลฟ์สไตล์และทุกช่วงเวลาของชีวิตได้อย่างกลมกลืน

สำหรับประเทศไทยรองเท้า HYPER TAPING™︎ จะวางจำหน่ายในราคา 8,200 บาท ในวันที่ 22 มกราคม 2026 ที่ ASICS.com เท่านั้น


‘เรนเจอร์ ซูเปอร์ ดิวตี้’ ชื่อนี้มีที่มา

‘ซูเปอร์ ดิวตี้ (Super Duty)’ ไม่ใช่เพียงชื่อรุ่นหรือกลยุทธ์ทางการตลาดที่สร้างความตื่นเต้นให้กับรถรุ่นใหม่ แต่คือปรัชญาการทำงาน ที่บ่งบอกถึงรถสมรรถนะสูง เบื้องหลังชื่อนี้คือรากฐานความแกร่งที่ฝังลึกถึงระดับโครงสร้าง ผ่านบทพิสูจน์ความทรหดและการทำงานหนักมาอย่างยาวนาน

กำเนิดจากขุมพลังดีเอ็นเอพันธุ์แกร่ง

ตำนานเริ่มขึ้นในทศวรรษที่ 1950 เมื่อวิศวกรของฟอร์ดตระหนักว่าลูกค้ากลุ่มรถบรรทุกหนักต้องการพละกำลังและสมรรถนะที่ยอดเยี่ยม จึงได้พัฒนาเครื่องยนต์ V8 พร้อมประทับตรา ‘Super Duty’ เพื่อการันตีสมรรถนะในการแบกรับภารกิจสุดโหด และถูกนำไปติดตั้งในรถบรรทุก Extra Heavy Duty ของฟอร์ด แม้เวลาผ่านไป แต่ปรัชญาดังกล่าวยังคงอยู่ ดังปรากฎในโบรชัวร์ปี 1993 ที่ระบุว่า ‘สิ่งที่อยู่ใต้โครงสร้างตัวรถของคุณต่างหากคือหัวใจสำคัญ… F-Super Duty คือนิยามของความแข็งแกร่ง ความทนทาน สมรรถนะ และความน่าเชื่อถือ’

จุดเปลี่ยนปี 1999: แยกไลน์เพื่อตอบโจทย์ที่ใช่

ในปี 1997 ฟอร์ดเริ่มนำชื่อซูเปอร์ ดิวตี้ มาใช้กับรถกระบะ F-350 ซึ่งมาพร้อมตัวเลือกทั้งแบบแค็บแชสซีในระบบขับเคลื่อน 2 ล้อ และระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ และแบบแชสซีเปล่าในระบบขับเคลื่อน 2 ล้อ ซึ่งรุ่นย่อยนี้เองที่เป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างปรากฏการณ์ครั้งใหญ่ ด้วยการเปิดตัว ‘F-Series Super Duty’ แยกออกมาอย่างชัดเจน เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าสองกลุ่ม คือ กลุ่มที่ใช้งานทั่วไป และกลุ่มที่ต้องการรถเพื่อภารกิจหนัก แนวคิดการแยกไลน์อัพผลิตภัณฑ์นี้เองที่ทำให้ฟอร์ดครองใจผู้งานทั่วโลก เพราะช่วยให้ลูกค้าทั้งสองกลุ่มได้รับรถที่ตรงกับความต้องการสูงสุด โดยไม่ต้องลดทอนประสิทธิภาพด้านในด้านหนึ่งลง

บทพิสูจน์ความทรหด: จาก F-Series สู่ Ranger

เพื่อรองรับชื่อของ F-Series Super Duty ฟอร์ดได้ยกระดับมาตรฐานการทดสอบความทนทานขึ้นใหม่ ทั้งการสร้างสนามทดสอบซิลเวอร์ ครีก และการใช้ ‘หุ่นยนต์’ ขับทดสอบอย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง บททดสอบสุดโหดเหล่านี้ถูกนำมาใช้กับ ‘ฟอร์ด เรนเจอร์ ซูเปอร์ ดิวตี้’ ที่สนามทดสอบของฟอร์ด ออสเตรเลีย เหมือนกัน เพื่อให้มั่นใจว่าเรนเจอร์รุ่นนี้สืบทอดความ ‘เกิดมาแกร่ง’ ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ฟอร์ด เรนเจอร์ ซูเปอร์ ดิวตี้: มาตรฐานใหม่ของรถกระบะ!

เช่นเดียวกับจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของ F-Series ในปี 1999 วันนี้ฟอร์ดนำแนวคิดดังกล่าวมาใช้กับเรนเจอร์ โดยแบ่งเป็นรุ่นสำหรับใช้งานทั่วไป และ ‘ฟอร์ด เรนเจอร์ ซูเปอร์ ดิวตี้’ สำหรับผู้ที่ต้องการลากจูงและบรรทุกหนักโดยเฉพาะ นี่ไม่ใช่เพียงการนำรถเดิมมาดัดแปลง แต่คือรถกระบะสมรรถนะสูงที่ผลิตออกมาจากโรงงาน ด้วยการออกแบบโครงสร้างแชสซีใหม่ทั้งหมด เพื่อรองรับภารกิจที่ท้าทายยิ่งกว่า ให้มาเป็นรถคู่ใจที่ฟอร์ดส่งตรงถึงมือลูกค้าเพื่อตอบรับทุกเสียงเรียกร้องที่ต้องการ ‘มากกว่า’ รถกระบะทั่วไป

เตรียมพบกับ ‘ฟอร์ด เรนเจอร์ ซูเปอร์ ดิวตี้’ เร็วๆ นี้

*** หมายเหตุ: รถยนต์ รายละเอียดและอุปกรณ์ในภาพถ่ายทำด้วยรถยนต์ที่จำหน่ายในประเทศออสเตรเลีย รายละเอียดรุ่นและข้อมูลจำเพาะที่จำหน่ายในประเทศไทยจะมีการประกาศอย่างเป็นทางการในภายหลัง


DROPSET 4 ครบจบในคู่เดียวจาก ‘อาดิดาส’

จากข้อมูล 7 ใน 10 คนที่ออกกำลังกายในยิมสวมใส่รองเท้าไม่เหมาะสมกับตนเอง อาดิดาสจึงพัฒนา Dropset 4 ขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือนักกีฬารุ่นใหม่ให้ก้าวข้ามความสับสนและค้นพบศักยภาพของตนเอง ผ่านรองเท้าที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการของการเทรนแบบฟังก์ชันนัล

Dropset 4 พัฒนาต่อยอดจาก Dropset 3 ที่ผสานเทคโนโลยีและฟีเจอร์อันเป็นเอกลักษณ์ เพื่อสร้างสมดุลระหว่างความมั่นคงและการส่งคืนพลังงานอย่างมีไดนามิก รองรับทุกความต้องการของการฝึกแบบฟังก์ชันนัล พร้อมมอบการซัพพอร์ตตลอดทุกช่วงของการออกกำลังกายตั้งแต่ท่าเดดลิฟต์พื้นฐาน (Deadlifts) ไปจนถึงบ็อกซ์จัมพ์ (Box Jump) ที่มีแรงกระแทกสูง และการวิ่งสปรินต์ (Sprints) ระยะไกลถึง 800 เมตร

รองเท้า Dropset 4 มีเทคโนโลยีที่โดดเด่น

  • โฟม Repetitor แบบเต็มความยาว: โฟมประสิทธิภาพสูงที่ช่วยคืนพลังงานและเสริมความมั่นคงสม่ำเสมอ และรองรับการฝึกหนักได้อย่างมั่นใจในทุกเซสชัน
  • Energyrods: เทคโนโลยีที่ผสานความแข็งแรงและความยืดหยุ่นของโครงสร้าง ช่วยปกป้องเท้าด้วยการกระจายแรงอย่างมีประสิทธิภาพ รองรับส้นเท้าในจังหวะการเคลื่อนไหวที่ใช้แรงสูงและเพิ่มแรงส่งบริเวณหน้าเท้า สำหรับท่าฝึกอย่างบ็อกซ์จัมพ์ (Box Jumps) และการกระโดดเชือก
  • Continental & Adiwear Rubber Combination: ยางประสิทธิภาพสูงที่ช่วยเพิ่มการยึดเกาะและความทนทาน รองรับการเคลื่อนไหวที่มีแรงต้านและน้ำหนักถ่วง เช่น การดัน sled และ weighted lunges
  • Footadapt Sockliner: เทคโนโลยี FOOTADAPT ช่วยเพิ่มการรับรู้ตำแหน่งของเท้าภายในรองเท้า เสริมการควบคุมสมดุลของร่างกาย เพื่อรักษาฟอร์มการเคลื่อนไหวและกระตุ้นการทำงานของกล้ามเนื้อได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
  • Haptic Print: ชั้นอัปเปอร์ที่พิมพ์ลาย 3 มิติ เพิ่มความทนทานต่อการเสียดสี พร้อมคงประสิทธิภาพการระบายอากาศ โปร่งสบาย แม้ในการฝึกหรือออกกำลังกายหนักๆ
“ทุกการออกกำลังกาย เบเชื่อว่าต้องเริ่มจากรองเท้าที่พอดีและให้ความมั่นคง พร้อมซัพพอร์ตที่ดีในทุกท่า เพื่อสร้างความมั่นใจในทุกการเคลื่อนไหว ไม่ว่าจะเป็นเวทเทรนนิงหรือการวิ่งสปรินต์ ซึ่ง Dropset 4 สามารถตอบโจทย์การเทรนนิงของเบได้อย่างครบถ้วน และช่วยให้การออกกำลังกายของเบมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น” เบเบ้-ธันย์ชนก อาดิดาส แบรนด์ แอมบาสเดอร์
“การออกกำลังกายของผมต้องการรองเท้าที่ตอบโจทย์ทั้งความคล่องตัวและความสบายที่ลงตัว Dropset 4 สามารถรองรับการเคลื่อนไหวที่หลากหลายได้ ตั้งแต่การยกเวทไปจนถึงท่าที่ต้องใช้ความรวดเร็ว ทำให้พร้อมสำหรับทุกการเทรนนิง และยังช่วยให้ผมได้ก้าวข้ามทุกขีดจำกัดในการออกกำลังกายอีกด้วย” เพื่อน-คณิน ชอบประดิถ
รองเท้า Dropset 4 วางจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2569 โดย Dropset 4 Power Trainer มาในราคา 4,300 บาท หาซื้อกันได้ที่ อาดิดาส แบรนด์ เซ็นเตอร์, อาดิดาส สปอร์ต เพอร์ฟอร์แมนซ์, อาดิดาส ออนไลน์ สโตร์ www.adidas.co.th

‘ฮุนได’ เปิดโลกใหม่กับหุ่นยนต์ AI ในงาน CES 2026

ฮุนได มอเตอร์ กรุ๊ป เดินหน้าขับเคลื่อนโลกสู่อนาคตอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเข้าร่วมงาน CES 2026 พร้อมเผยกลยุทธ์หุ่นยนต์ AI (AI Robotics) ภายใต้ธีม Partnering Human Progress โดยฮุนได ได้ขึ้นเวทีนำเสนอภายในงาน CES (Consumer Electronics Show) 2026 ณ Mandalay Bay Convention Center ที่ลาสเวกัส

ภายในงาน ฮุนไดได้โชว์เคสการใช้เทคโนโลยีหุ่นยนต์ AI ภายในเครือข่ายคุณค่าของกลุ่มบริษัท (Group Value Network) พร้อมนำเสนอกลยุทธ์ที่ผลักดันการนำหุ่นยนต์ AI มาใช้จริงในเชิงพาณิชย์ เพื่อดึงศักยภาพจากการทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์กับหุ่นยนต์ และการบูรณาการเทคโนโลยีล้ำสมัยในการดำเนินธุรกิจของฮุนได

หุ่นยนต์ AI รุ่นใหม่ จากบอสตัน ไดนามิกส์ : New Atlas

อีกหนึ่งไฮไลต์ที่สร้างความฮือฮาภายในงาน CES 2026 คือการปรากฏตัวครั้งแรกของ new Atlas หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์รุ่นใหม่โดยบอสตัน ไดนามิกส์ (Boston Dynamics) บริษัทในเครือฮุนได มอเตอร์ กรุ๊ป

โดย Atlas เจนเนเรชั่นใหม่นี้นับเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงการพัฒนาหุ่นยนต์เพื่อนำมาใช้ในเชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม สะท้อนความมุ่งมั่นของกลุ่มบริษัทในการสร้างหุ่นยนต์ที่เข้ามาเสริมความปลอดภัยและช่วยคนทำงานได้จริงในหลากหลายสถานการณ์

ขีดสุดความสามารถของหุ่นยนต์ AI ผ่านเครือข่ายกลุ่ม Partnering Human Progress

ฮุนได มอเตอร์ กรุ๊ป ยังได้เผยแผนเชิงกลยุทธ์ด้านการเรียนรู้ การฝึกฝน และการขยายขีดความสามารถหุ่นยนต์ AI ผ่านเครือข่ายคุณค่าของกลุ่มบริษัทและแนวทางการสร้างโรงงานที่ใช้ซอฟต์แวร์จัดการกระบวนงาน (Software-Defined Factory หรือ SDF) โดยแนวทาง Software-Defined Factory ของฮุนได จะใช้กลยุทธ์ด้านการผลิตล้ำสมัยและโรงงานอัจฉริยะขั้นสูงที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและซอฟต์แวร์ เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและความคล่องตัวตลอดกระบวนการผลิต พร้อมเดินหน้าสู่สายการผลิตแห่งอนาคต ฮุนได วางแผนจัดการห่วงโซ่ทั้งหมดตั้งแต่การพัฒนาหุ่นยนต์ AI ไปจนถึงการเรียนรู้ การฝึกฝน และการดำเนินงาน ผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพในหลายมิติ ทั้งการใช้ชิ้นส่วนหุ่นยนต์ ระบบโลจิสติกส์ และซอฟต์แวร์

เปิดโลกใหม่กับหุ่นยนต์ AI ในงาน CES 2026

ภายในงานที่จัดขึ้นระหว่าง 6–9 มกราคม 2569 ณ Las Vegas Convention Center ฮุนได ได้จัดนิทรรศการเพื่อนำเสนอการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีหุ่นยนต์ AI ในโลกจริง ซึ่งผู้เข้าชมบูธได้สัมผัสกับ

  • การจำลองแบบอินเทอร์แอกทีฟที่แสดงสภาพแวดล้อมการทำงานและชีวิตประจำวันที่นำหุ่นยนต์ AI มาใช้งานได้
  • การโชว์การวิจัยด้านหุ่นยนต์ของฮุนได เพื่อให้ผู้เข้าชมได้เข้าใจเทคโนโลยีได้อย่างเห็นภาพมากยิ่งขึ้น
  • การสาธิตหุ่นยนต์ AI หลากหลายรูปแบบ และการปรากฏตัวของ Atlas, Spot และ MobED ทุกชั่วโมง พร้อมข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับขีดความสามารถของหุ่นยนต์แต่ละตัว

‘Wingstop’ แบรนด์ระดับโลกรุกไทยเปิดสาขาแรก MBK

วิงสต๊อป (Wingstop) แบรนด์ระดับโลกที่สร้างปรากฏการณ์ความอร่อยมาแล้วกว่า 3,000 สาขา ใน 18 ประเทศ ประเดิมเปิดสาขาแรกในประเทศไทยที่ MBK Center ประกาศจุดยืน “เราไม่ใช่ธุรกิจไก่ทอด แต่เป็นธุรกิจแห่งรสชาติ” นำไก่ทอด Wingstop ถึง 9 รสชาติสุดเข้มข้น พร้อมเสิร์ฟให้ทุกคนได้ลิ้มลอง ผสานเอกลักษณ์ของแบรนด์เครื่องดื่มที่ครองใจคนทั่วโลก “โคคา-โคล่า” เติมสีสันความซ่าในแบบฉบับ Gen Z

เจสัน ไรลีย์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธุรกิจโฮเรก้า (HoReCa) บริษัท ไทยน้ำทิพย์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องดื่ม “โคคา-โคล่า” ในประเทศไทย กล่าวว่า “ไทยน้ำทิพย์ โคคา-โคล่า ยินดีที่ได้เข้ามาเป็นพันธมิตรของ Wingstop และมีส่วนร่วมในหมุดหมายสำคัญในการนำอีกแบรนด์อาหารชั้นนำระดับโลกเข้ามาสร้างประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้นให้ผู้บริโภคในประเทศไทย ด้วยจุดขายของแบรนด์ที่โดดเด่นด้านรสชาติที่หลากหลาย ซอสเข้มข้นถึงใจ น่าจะสร้างความคึกคักและดันโมเมนตัมตลาดไก่ทอดที่มีสีสันมากยิ่งขึ้นอีก เราเชื่อว่าการร่วมมือกันในฐานะพันธมิตรระดับโลก และการนำจุดแข็งของแบรนด์เครื่องดื่มที่ทุกคนคุ้นเคยของ “โคคา-โคล่า” จะช่วยยกระดับการสร้างประสบการณ์การรับประทานไก่ทอดที่อร่อยซ่าและสนุกสนานยิ่งขึ้น ตอบโจทย์เป้าหมายของแบรนด์ Wingstop ที่มุ่งเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ เพราะนอกจากเราจะมีเครื่องดื่มรีฟิลไม่อั้น ทั้ง “โค้ก”, “สไปร์ท” และ “แฟนต้า” อีก 3 รสชาติยอดฮิตของชาว Gen Z แล้ว เรายังมี “มินิทเมด” สแปลช และ “ฟิวซ์ ที” อีกด้วย นอกจากนี้ ไทยน้ำทิพย์ โคคา-โคล่า และ Wingstop ก็เตรียมผนึกกำลังในการจัดกิจกรรมสุดพิเศษร่วมกัน เพื่อมอบประสบการณ์แห่งรสชาติที่ต่อยอดสู่ไลฟ์สไตล์ลูกค้าของ Wingstop ต่อไป”

ปราการ  ไรวา ผู้บริหารแบรนด์วิงสต๊อปประเทศไทย หรือ Wingstop’s Bro กล่าวว่า “จุดเด่นของ Wingstop ที่แตกต่างคือไม่ใช่แค่แบรนด์ไก่ทอด แต่เป็นแบรนด์ที่มีเอกลักษณ์ด้านรสชาติ และคาแรกเตอร์แบรนด์ที่มีความสนุกสนาน กล้าที่จะนำเสนอรสชาติใหม่ที่แตกต่างจากที่อื่นอย่างชัดเจน ทำให้ได้ใจคนรุ่นใหม่ จนมีแฟนคลับที่เคยมีประสบการณ์กับ ร้าน Wingstop ในต่างประเทศและติดใจในแบรนด์นี้ เราภูมิใจที่ได้นำแบรนด์ Wingstop มาเสิร์ฟความอร่อยให้ผู้บริโภคในประเทศไทย เราเชื่อว่ารสชาติไม่ใช่แค่เรื่องของอาหาร  แต่คือการสร้างประสบการณ์ที่ทำให้ชีวิตของผู้คนมีรสชาติพิเศษขึ้นในทุก ๆ วัน ดังนั้นการเป็นพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจกับไทยน้ำทิพย์ โคคา-โคล่า จะช่วยเพิ่มประสบการณ์ที่มีสีสัน เติมความซ่า มอบความสนุกมากขึ้นไปอีก ด้วยคาแรกเตอร์ของเครื่องดื่มจาก “โคคา-โคล่า” ที่มีชีวิตชีวา ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคน Gen Z ที่ตรงกับความตั้งใจของแบรนด์ Wingstop ในการทำแบรนด์เจาะตลาดเพื่อเป็น Top of Mind และเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของคนรุ่นใหม่ เติบโตไปด้วยกัน ยิ่งไปกว่านั้นการมีพันธมิตรที่มีการดำเนินธุรกิจในมาตรฐานระดับโลก จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งของการดำเนินการในสาขาของเรา เพื่อให้บริการลูกค้าได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ”

Wingstop เปิดให้บริการแล้วสาขาแรกที่ MBK Center ชั้น 2 โซนทางเชื่อมสถานีรถไฟฟ้า เปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่เวลา 10.00 – 02.00 น. พร้อมเสิร์ฟเมนูไก่ทอด 9 รสชาติซิกเนเจอร์ และเครื่องดื่มจากโคคา-โคล่า โดยมี “โค้ก” รสชาติออริจินัล  “โค้ก” ไม่มีน้ำตาล “สไปรท์” ไม่มีน้ำตาล “แฟนต้า” กลิ่นส้ม กลิ่นสตรอเบอร์รี และกลิ่นฟรุตพันช์ และยังมีเครื่องดื่มไม่อัดลมอย่าง “มินิทเมด” สแปลช และ “ฟิวซ์ ที” แบบรีฟิลเติมได้ไม่อั้น


CHANGAN และ Shanghai Electric Drive ผนึก สวทช. รวมพลังพัฒนาบุคลากรยานยนต์ไฟฟ้าไทย!

CHANGAN Automobile (ฉางอาน) ร่วมกับ Shanghai Electric Drive ผู้ผลิตและซัพพลายเออร์ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า เดินหน้าสนับสนุนการพัฒนาบุคลากรยานยนต์ไฟฟ้าและเทคโนโลยี Hardware-in-the-Loop (HIL) ของไทยผ่านสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ตามนโยบาย EV30@30 ของภาครัฐที่มุ่งให้ยานยนต์ไฟฟ้าคิดเป็นสัดส่วน 30% ของยอดการผลิตรถยนต์ทั้งหมดในประเทศภายในปี 2030 (พ.ศ. 2573) โดยได้จัดสรรชุดควบคุมมอเตอร์ (eDrive/Motor Controller) สำหรับใช้ในการทดสอบเชิงเทคนิค การฝึกอบรม และการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า เพื่อยกระดับมาตรฐานการออกแบบและพัฒนาชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้าให้ทัดเทียมระดับสากล สานต่อภารกิจของ CHANGAN ในการขับเคลื่อนนวัตกรรมและการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานใหม่ในไทยอย่างยั่งยืน

พิธีการประกาศความร่วมมือได้รับเกียรติจาก กวน ซิน รองประธาน ฉางอาน ออโต้ เซ้าท์อีสเอเชีย จำกัด, Ying Hongliang รองประธาน Shanghai Electric Drive, ดร.สุมิตรา จรสโรจน์กุล ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านยานยนต์ไฟฟ้าแห่งประเทศไทย (TECE) และผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) สวทช. และ ดร.เกรียงศักดิ์ วงศ์พร้อมรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์ (TAI) ร่วมงาน ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย

กวน ซิน รองประธาน ฉางอาน ออโต้ เซ้าท์อีสเอเชีย จำกัด กล่าวว่า “ชุดควบคุมมอเตอร์เป็นชิ้นส่วนสำคัญซึ่งทำหน้าที่เปรียบเสมือน ‘สมอง’ ในการควบคุมการทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้า ความร่วมมือในโอกาสนี้ จึงไม่เพียงเป็นการต่อยอดแนวทางการส่งต่อองค์ความรู้ที่มีคุณค่าด้านเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าขั้นสูงระหว่าง สวทช. กับภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า แต่ยังสนับสนุนการพัฒนาบุคลากร งานวิจัย และการเรียนการสอนด้านยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรมซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญในการสร้างความพร้อมของระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าเพื่อรองรับนโยบาย EV30@30 ของภาครัฐ รวมถึงตอกย้ำความมุ่งมั่นของเราต่อประเทศไทยทั้งในด้านการดำเนินธุรกิจ การผลิต การพัฒนาเทคโนโลยีผ่านความร่วมมือกับทุกภาคส่วนเพื่อยกระดับศักยภาพของอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานใหม่ พร้อมทั้งสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งให้สังคมไทยสามารถก้าวสู่อนาคตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างแท้จริง”

CHANGAN พร้อมร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าไทย โดยมุ่งเน้นการสร้างบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเพื่อเดินหน้าประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตและนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาคอาเซียน ตามเป้าหมายการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมสู่ยุคพลังงานสะอาดและการคมนาคมอัจฉริยะของภาครัฐ


โรงไฟฟ้า ‘บีแอลซีพี’ โชว์บำบัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ด้วยจุลสาหร่ายสำเร็จ!

ยุทธนา เจริญวงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บีแอลซีพี เพาเวอร์ จำกัด (BLCP) กล่าวถึงเป้าหมายการลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในกระบวนการผลิตไฟฟ้า และ ความคืบหน้าโครงการวิจัยนวัตกรรมจุลสาหร่ายเพื่อบำบัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศว่า โรงไฟฟ้าบีแอลซีพีนอกจากจะมีภารกิจหลักในการผลิตไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานของประเทศแล้ว ยังให้ความสำคัญกับการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ด้วย ซึ่งการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และการเดินหน้าไปสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์อย่างแท้จริงนั้น ไม่สามารถทำสำเร็จได้โดยวิธีใดวิธีหนึ่งต้องใช้หลายวิธีร่วมกัน ดังนั้นโรงไฟฟ้าบีแอลซีพี จึงได้ดำเนินการศึกษาการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในหลายแนวทาง ไม่ว่าจะเป็นการใช้เชื้อเพลิงชีวมวล (Biomass) และแอมโมเนียคาร์บอนต่ำเป็นเชื้อเพลิงร่วม โครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture) รวมถึงโครงการวิจัยนวัตกรรมจุลสาหร่ายเพื่อดักจับและบำบัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในกระบวนการผลิตไฟฟ้า

โดยโครงการวิจัยจุลสาหร่ายเป็นความร่วมมือระหว่างโรงไฟฟ้าบีแอลซีพี และ บริษัท อัลกัล ไบโอ จำกัด (Algal Bio) บริษัทสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีชีวภาพที่มีความเชี่ยวชาญด้านจุลสาหร่ายระดับโลกจากประเทศญี่ปุ่น ด้วยการสนับสนุนจากองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (JETRO : เจโทร) และ กระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมของประเทศญี่ปุ่น (Ministry of Economy, Trade and Industry : METI) เพื่อศึกษาการนำจุลสาหร่ายที่เพาะเลี้ยงในระบบปิดมาดักจับและเปลี่ยนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้เป็นชีวมวลที่นำไปใช้ประโยชน์ต่อได้ โดยข้อดีของการนำจุลสาหร่ายมาใช้ดักจับและบำบัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์นั้น มีข้อได้เปรียบหลายประการ อาทิ ดูดซับก๊าซได้โดยตรงจากแหล่งกำเนิดไม่ต้องผ่านกระบวนการดักจับแบบซับซ้อน มีศักยภาพด้านต้นทุนที่แข่งขันได้เมื่อเทียบกับเทคโนโลยีอื่น เช่น DAC (Direct Air Capture) หรือการผลิตทางชีวเคมี สามารถนำชีวมวลที่ได้จากการเพาะเลี้ยงจุลสาหร่ายมาเพิ่มมูลค่าด้วยการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง (High Value Product)  สามารถพัฒนาต่อยอดร่วมกับภาคธุรกิจและชุมชนเพื่อสร้างเป็นระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนสีเขียวในการนำของเสียกลับมาใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ล่าสุดทางเจโทร กรุงเทพฯ (JETRO, Bangkok) และ บริษัท เจร่า จำกัด (JERA) ได้นำคณะผู้บริหารจากหลายอุตสาหกรรมชั้นนำ อาทิ อาหาร อาหารเพื่อสุขภาพ ยา ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เครื่องสำอาง อาหารสัตว์ ยานยนต์ ฯลฯ เข้าเยี่ยมชมการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าและโครงการทดลองเพาะเลี้ยงจุลสาหร่าย พร้อมรับทราบถึงข้อมูลรายละเอียดความสำเร็จของโครงการฯ แนวทางการพัฒนาและการนำจุลสาหร่ายไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์

สำหรับผลตอบรับที่ได้รับจากผู้เข้าเยี่ยมชมนั้น มีแนวโน้มที่ดีหลายบริษัทเห็นถึงความสำคัญและประโยชน์ของโครงการฯ พร้อมให้ความสนใจสอบถามข้อมูลและพูดคุยเบื้องต้นถึงความเป็นไปได้ในการร่วมมือพัฒนาต่อยอดไปสู่หลายอุตสาหกรรม ทั้งในแง่การใช้ประโยชน์จากจุลสาหร่ายในการดักจับคาร์บอนไดออกไซด์ในกระบวนการผลิต รวมถึงการพัฒนาขยายผลในการนำจุลสาหร่ายไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง

นอกจากนั้นยุทธนา ยังได้กล่าวเพิ่มเติมถึงการสร้างความร่วมมือในการลดคาร์บอนไดออกไซด์ของผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมและภาคประชาชนว่า แม้การเริ่มต้นของโครงการวิจัยนวัตกรรมจุลสาหร่ายเพื่อบำบัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จะยังช่วยลดปริมาณก๊าซได้ไม่มากนัก แต่ก็เป็นการเริ่มต้นของการลงมือทำ เพื่อสร้างนวัตกรรม โดยโรงไฟฟ้าบีแอลซีพี พร้อมจะร่วมมือและถ่ายทอดเทคโนโลยีแก่พันธมิตร ภาครัฐ ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม ชุมชน และภาคประชาชน ในการขยายความร่วมมือการลดและใช้ประโยชน์จากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้มากขึ้นต่อไป


TANK OFF-ROAD ACADEMY ครั้งที่ 2 ตลุยเชียงใหม่!

GWM (Thailand) เดินหน้าปลุกพลังสายลุยอีกครั้ง หลังประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้นจากการจัดกิจกรรม TANK OFF-ROAD ACADEMY ครั้งแรกที่ชลบุรี ด้วยการนำความมันส์ระดับโปรสู่ภาคเหนือใน “TANK OFF-ROAD ACADEMY ครั้งที่ 2” ณ จังหวัดเชียงใหม่ มอบประสบการณ์การเรียนรู้ทักษะออฟโรดแบบเข้มข้นให้ลูกค้าได้ฝึกฝนเทคนิคเฉพาะทาง พร้อมตอบรับเสียงเรียกร้องจากชุมชนผู้ใช้รถ GWM TANK ที่ต้องการสนามอัปสกิลอย่างจริงจัง และได้ทดลองใช้งานเทคโนโลยีออฟโรดของ GWM TANK อย่างเต็มประสิทธิภาพ ผ่านสนามท้าทายที่ออกแบบมาเพื่อยกระดับความมั่นใจและความเชี่ยวชาญในการขับขี่ออฟโรดในรูปแบบต่างๆ

กิจกรรมครั้งนี้ได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลามจากชาว TANKER และกลุ่มลูกค้าเป้าหมายรวม 55 คัน จำนวนกว่า 110 คน ตอกย้ำพลังคอมมูนิตี้ของผู้ใช้รถ GWM TANK ที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งทั่วประเทศ ผู้เข้าร่วมทุกคนได้สัมผัสประสบการณ์ออฟโรดสุดเร้าใจ ผ่านการฝึกทักษะการขับเคลื่อน 4WD ทั้งในสนามจำลองและเส้นทางธรรมชาติที่ออกแบบพิเศษเฉพาะกิจกรรมนี้ โดยมีฐานทดสอบครบทุกสถานการณ์ท้าทาย ไม่ว่าจะเป็นเนินชัน (Steep Slope), หลุมสลับ (Alternating Pits), พื้นทราย (Sand Hill), ทางลาดลงทางชัน (Decline), Tank Turn Zone รวมถึงเส้นทางผจญภัย Adventure Track ที่จะปลุกสัญชาตญาณนักลุยให้พุ่งทะยานอย่างเต็มพิกัด

หนึ่งในไฮไลต์ที่ทำให้ TANK OFF-ROAD ACADEMY ครั้งที่ 2 แตกต่างคือการมอบองค์ความรู้เชิงลึกควบคู่กับประสบการณ์จริง โดยผู้เข้าร่วมไม่ได้แค่ลองขับ แต่ได้เรียนรู้เหตุผลสำคัญเบื้องหลังการเลือกใช้แต่ละโหมดและฟีเจอร์อย่างถูกต้อง ผ่านการอบรมที่ออกแบบโดยผู้ฝึกสอนมืออาชีพ เพื่อยกระดับความเข้าใจและความปลอดภัยในการขับขี่ออฟโรดอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็น

  • Sand Mode สำหรับพื้นทรายและทางลื่น: แนะนำให้ใช้งานผสานกับ Sport Mode เพื่อรักษาโมเมนตัมและเพิ่มความไวคันเร่ง ทำให้การไต่ Sand Hill เป็นไปอย่างมั่นใจ
  • 4L ตัวช่วยที่อัศจรรรย์: ในสถานีที่เป็นเนินชันและพื้นหินด้านล่างในธารน้ำ จะช่วยเพิ่มแรงบิดรอบต่ำ ทำให้ควบคุมรถได้อย่างละเอียดและมั่นคง ป้องกันอาการไหล ลื่น หรือออกตัวแรงเกินไป โดยเฉพาะการขับขี่ขณะลุยน้ำ รวมถึงขณะลงทางชันที่ต้องรักษาความเร็วให้สม่ำเสมอ ช่วยให้รถฝ่าทุกอุปสรรคได้อย่างมั่นใจและควบคุมได้ดียิ่งกว่าเดิม
  • Body Transparent เผยให้เห็นอุปสรรคที่ตาเปล่ามองไม่เห็น: ช่วยให้ผู้ขับประเมินตำแหน่งล้อและไลน์ทางในหลุมสลับหรือพื้นที่ ๆ ไม่คุ้นเคยได้อย่างแม่นยำ
  • TANK TURN หมุนรถในพื้นที่แคบแบบทรงพลัง: เหมาะอย่างยิ่งสำหรับเส้นทางธรรมชาติที่กลับรถลำบากหรือมีผนังดินประกบสองข้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการหมุนตัวรถในพื้นที่จำกัด
  • Off-Road Cruise Control ผู้ช่วยมือโปร: สำหรับสถานี Downhill ที่จะควบคุมความเร็วต่ำให้อัตโนมัติ ทำให้ผู้ขับโฟกัสเพียงการคุมพวงมาลัย ลดโอกาสเหยียบเบรกแรงเกินไป เพื่อความปลอดภัยและความมั่นใจในทุกเส้นทางท้าทาย

ยกระดับองค์ความรู้ เติมพลังทักษะ เพื่อปลดล็อกศักยภาพนักผจญภัยตัวจริง

ผู้เข้าร่วมต่างได้รับการอัปเกรดความรู้แบบก้าวกระโดด ทั้งในด้านฟีเจอร์ เทคนิคการขับ และเหตุผลเบื้องหลังการใช้งานแต่ละโหมด ผ่านการลงมือปฏิบัติจริงในสถานการณ์ออฟโรดที่หลากหลาย ตั้งแต่การเลือกไลน์บนพื้นหินและพื้นนูนอย่างแม่นยำ เทคนิคคุมคันเร่งเพื่อลดแรงกระแทก การปิด Traction Control ในจังหวะที่ต้องการโมเมนตัมเพิ่ม การใช้มุมไต่ (Approach Angle) และมุมจาก (Departure Angle) เพื่อผ่านอุปสรรคได้อย่างมั่นใจ ไปจนถึงการประเมินระดับน้ำด้วย Wading Detection ที่หลายคนยอมรับว่าเป็นฟีเจอร์ที่ “ไม่เคยรู้มาก่อนว่ามีฟีเจอร์นี้” และ “ลองจริงแล้วถึงรู้ว่ารถทำได้มากกว่าที่คิด” โดยมีผู้เชี่ยวชาญแนะนำอย่างใกล้ชิดแบบตัวต่อตัว ทำให้ผู้เข้าร่วมเข้าใจศักยภาพเทคโนโลยีออฟโรดของ GWM TANK ได้ชัดเจนและลึกซึ้งกว่าที่เคย

เวย์น โจว กรรมการผู้จัดการ GWM (Thailand) กล่าวถึงการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ว่า “TANK OFF-ROAD ACADEMY ครั้งที่ 2 ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมสานต่อความสำเร็จจากครั้งแรกเท่านั้น แต่คือการตอบรับพลังเสียงของชาว TANKER ภาคเหนือที่ต้องการพื้นที่เรียนรู้จากประสบการณ์จริง เราตั้งใจให้ลูกค้าทุกคนได้เข้าใจศักยภาพที่แท้จริงของรถ ไม่ว่าจะบนถนนหรือในสภาพออฟโรด พร้อมพัฒนาทักษะที่จำเป็นเพื่อให้ขับขี่ได้อย่างมั่นใจ สนุก และปลอดภัยในทุกสถานการณ์ ผมขอขอบคุณลูกค้าทุกท่านที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางนี้ เพราะพวกคุณคือหัวใจสำคัญที่ทำให้คอมมูนิตี้ TANKER CLUB ประเทศไทยเติบโต แข็งแกร่ง และทรงพลังมากขึ้นในทุกครั้งที่เราก้าวไปด้วยกัน

#GWM #GWMThailand #GWMTANK #TANK300 #TANK500 #TANKSpirit #TANKHeroMoment #TANKOffroadAcademy #GWMTANKOWNERSCLUB


‘MTR 1924’ ตำนานอาหารมังสวิรัติอินเดียใต้ 100 ปีส่งตรงจากเบงกาลูรู

MTR 1924 ร้านอาหารระดับตำนานจากอินเดีย ประกาศเปิดสาขาแรกในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ณ โครงการบ้านสีลม (Baan Silom) พร้อมนำเสนอคอนเซ็ปต์ “ประวัติศาสตร์บนจานอาหาร” (A Century on a Plate) ถ่ายทอดสูตรรสชาติต้นตำรับและความพิถีพิถันที่สืบทอดมากว่า 100 ปี มากกว่าการเป็นเพียงร้านอาหาร MTR 1924 คือ “ตำนานที่มีชีวิต” จากจุดเริ่มต้นในปี ค.ศ. 1924 ณ เมืองเบงกาลูรู แบรนด์ MTR (Mavalli Tiffin Rooms) ได้สร้างมาตรฐานทองคำให้กับอาหารมังสวิรัติสไตล์อูดูปี (Udupi) ผ่านปรัชญาที่ให้ความสำคัญกับ ความบริสุทธิ์ (Purity) และ รสชาติดั้งเดิม (Authenticity) อย่างเคร่งครัด ทำให้ทุกจานที่ MTR 1924 กรุงเทพฯ นำเสนอ ไม่ได้เป็นเพียงอาหาร แต่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น

  • ที่ตั้ง: โครงการบ้านสีลม (Baan Silom Community Mall), ถนนสีลม MAP
  • สำรองที่นั่ง ติดต่อ 082-215-9724
  • Menu: https://www.mtr1924thailand.com/menu

“สำหรับเรา ประเทศไทยคือที่ที่เหมาะสมอย่างยิ่ง เพราะที่นี่ให้ความสำคัญกับประเพณี อาหาร และวัฒนธรรมเหมือนที่เราให้ความสำคัญมาเสมอ เราดีใจมากที่ได้นำ MTR 1924 มายังกรุงเทพฯ และจะยังคงเสิร์ฟความเป็นต้นตำรับที่เรายึดถือมาตลอดกว่า 100 ปี” — คุณวิเวก โทลาซี (Vivek Tholasi)ผู้อำนวยการ บริษัท คูลิน เวนเจอร์ส จำกัด

เมนูซิกเนเจอร์ระดับโลก

ไฮไลท์สำคัญที่นักชิมชาวไทยไม่ควรมองข้ามคือ
  • Rava Idli (ราวา อิดลี) เมนูระดับตำนานที่ MTR 1924 เป็นผู้คิดค้นเป็นครั้งแรกของโลกในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 จากวิกฤตสถานการณ์ขาดแคลนข้าว กลายมาเป็นนวัตกรรมทางอาหารที่สร้างสรรค์จากวิกฤติ สู่ซิกเนเจอร์จานเด่นที่โด่งดังไปทั่วโลก ด้วยเนื้อสัมผัสนุ่มละมุนและรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์
  • Masala Dosa (มาซาล่า โดซ่า) แป้งหมักสูตรลับที่กรอบนอกนุ่มใน
  • Filter Coffee อันเลื่องชื่อที่ใช้เมล็ดอาราบิก้าคัดพิเศษจากไร่ Chikmagalur แหล่งเดียวกับที่ MTR 1924 ใช้มายาวนานกว่า 60 ปี ให้รสชาติหอมเข้ม กลมกล่อม และไร้สิ่งเจือปน

เมนูพิเศษประจำวัน

เพิ่มสีสันให้มื้ออาหารด้วยเมนูพิเศษที่จะหมุนเวียนมาให้ลิ้มลองเฉพาะบางวันเท่านั้น อาทิ ความหอมเครื่องเทศของ Vangi Bhath (วังกีบาธ) ข้าวมะเขือม่วงสูตรต้นตำรับในวันอังคาร หรือของว่างทานเล่นยามเย็นอย่าง Capsicum Bhajji (พริกชุบแป้งทอด) และ Banana Bhajji (กล้วยชุบแป้งทอด) ที่สลับสับเปลี่ยนมาเสิร์ฟ พร้อมเต็มอิ่มไปกับ Tomato Bhath (โตเมโต้ บาธ) และ Akki Roti (อักกิโรตี)ที่ MTR 1924 เมนูขวัญใจชาวอินเดียใต้ที่จะทำให้ทุกมื้อของคุณพิเศษยิ่งกว่าเคย

เชิญสัมผัสตำนานรสชาติระดับโลกที่สืบทอดความอร่อยไม่เคยเปลี่ยนมากว่า 100 ปี ได้แล้ววันนี้ ที่ MTR 1924 สาขา กรุงเทพฯ โดยเปิดให้บริการทุกวัน เวลา 08:30 น. – 22:00 น. (ปิดรับออเดอร์ 21.45 น.) สำหรับรับประทานที่ร้านและ delivery ผ่าน GRAB และ Lineman

HOKA ขยายพื้นที่ Active Lifestyle กับ 2 แลนด์มาร์กกลางกรุง!

HOKA แบรนด์รองเท้าเพอร์ฟอร์แมนซ์ระดับโลก เดินหน้ารุกตลาดปลายปี ด้วยการเปิดตัวสองสาขาใหม่ในกรุงเทพฯ ได้แก่ สยามเซ็นเตอร์ (Siam Center) เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม และ เซ็นทรัลลาดพร้าว (Central Ladprao) เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม ต่อเนื่องจากความสำเร็จของการเปิดสาขาเอ็มควอเทียร์ (EmQuartier) เพื่อขยายการเข้าถึงผู้บริโภคยุคใหม่ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างกันของคนเมือง ทั้งสายแฟชั่น สายสตรีท นักวิ่งจริงจัง มือใหม่หัดวิ่ง ไปจนถึงกลุ่มที่ใช้ชีวิตแบบ Active Lifestyle ที่มองหารองเท้าที่เท่ ใช้งานได้จริง และคุ้มค่าในเวลาเดียวกัน

Siam Center – The Hybrid Flagship Store of Thailand

HOKA สาขาสยามเซ็นเตอร์ถูกออกแบบให้เป็น Hybrid Flagship Store แห่งแรกของแบรนด์ในไทย ที่ถ่ายทอดตัวตนของ HOKA อย่างครบถ้วน และเป็นสโตร์ที่ใหญ่ที่สุดของ HOKA ในประเทศไทย ด้วยพื้นที่โดยรวมกว่า 312 ตร.ม. ร้านสาขานี้ยังถ่ายทอดพลังของ HOKA ผ่านองค์ประกอบ Store ID แบบเต็มรูปแบบ ทั้งงานดีไซน์ ภาพลักษณ์ และพลังงานแบบไดนามิกจาก LED Screens ภายในร้าน พร้อมสินค้า Performance ที่ครบที่สุดในประเทศไทย ครอบคลุมทั้ง Road, Trail, และ Hike เพื่อรองรับทุกไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคที่ต้องการประสิทธิภาพสูงสุดในทุกสภาพเส้นทาง

อเล็กซองต์ อัมเบล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ซี อาร์ ซี สปอร์ต จำกัด (CRC Sports) ในเครือเซ็นทรัล รีเทล กล่าวว่า “สยามเซ็นเตอร์คือศูนย์กลางของพลังสร้างสรรค์และคนเมืองรุ่นใหม่ การเปิดตัว Hybrid Flagship Store ที่นี่คือก้าวสำคัญของเราในการเสริมความแข็งแกร่งให้กลุ่มธุรกิจกีฬา และผลักดันให้ HOKA เป็นผู้นำรองเท้าวิ่งและ Active Lifestyle ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภคที่มีอิทธิพลต่อเทรนด์และวัฒนธรรมการใช้ชีวิตของเมืองหลวง”

Central Ladprao – Performance Store

HOKA สาขาเซ็นทรัลลาดพร้าวมาในคอนเซ็ปต์เดียวกับสโตร์หลักของ HOKA ในประเทศไทย อาทิ เซ็นทรัลเวิลด์ (CentralWorld) เอ็มโพเรียม (Emporium) และ เมกาบางนา (Mega Bangna) เพื่อตอบโจทย์กลุ่มผู้ใช้ที่ต้องการรองเท้าคุณภาพสูงในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่นักวิ่งประจำ คนทำงาน ไปจนถึงคนเมืองที่ต้องเดินทางและเคลื่อนไหวตลอดทั้งวัน ดีไซน์ร้านเน้นความโปร่ง สว่าง โฟกัสสินค้า และใช้งานง่าย เหมาะสำหรับลูกค้าที่ต้องการทดลองรองเท้าหลายรุ่นก่อนตัดสินใจซื้อ และเป็นการขยายการเข้าถึงแบรนด์ HOKA ไปสู่ย่านที่มีชุมชนคนเมืองหนาแน่นที่สุดย่านหนึ่งทางโซนเหนือของกรุงเทพฯ

HOKA กับความตั้งใจเพื่อคนไทย

การเปิดสาขาใหม่ทั้ง เอ็มควอเทียร์ (EmQuartier), สยามเซ็นเตอร์ (Siam Center), และ เซ็นทรัลลาดพร้าว (Central Ladprao) ซึ่งเป็นพื้นที่กว่า 200 ตารางเมตรในทำเลที่เป็นแลนด์มาร์ก หรือ พื้นที่หลักของกรุงเทพฯ เป็นสัญญาณที่ชัดเจน สะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่มีต่อ HOKA ในฐานะแบรนด์สปอร์ตระดับโลก และเป็นกำลังสำคัญต่อการเติบโตอย่างยั่งยืนของแบรนด์ HOKA ในประเทศไทย โดย HOKA ต้องการสร้างพื้นที่ให้คนไทยสามารถเข้าถึงสินค้า กิจกรรม และคอมมูนิตี้ของแบรนด์ได้สะดวกขึ้นในหลายย่านของกรุงเทพฯ โดยมีเป้าหมายคือ

  • มอบรองเท้าคุณภาพสูง ที่คุ้มค่าและทนทาน ตอบโจทย์ทั้งฟังก์ชันและแฟชั่นในชีวิตประจำวัน
  • ขยายการเปิดสาขาในทำเลยุทธศาสตร์ของกรุงเทพฯ เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าถึงแบรนด์ได้ง่ายขึ้น
  • เปิดพื้นที่และมอบโอกาสให้นักวิ่ง รวมถึงคนที่สนใจใน Active lifestyle ได้เข้าร่วมกิจกรรมและคอมมูนิตี้ของ HOKA มากขึ้น

พรศักดิ์ ชินวงศ์วัฒนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เรฟ อีดิชั่น จำกัด หรือ REV Edition ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายแบรนด์ HOKA กล่าวว่า “การเปิดสาขาในช่วงปลายปีนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มจำนวนสาขา แต่เป็นการวางหมุดยุทธศาสตร์ให้แบรนด์เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายสำคัญของ HOKA ได้แบบแม่นยำและหลากหลายยิ่งขึ้น โดยการขยายสาขาในปีนี้ เราได้ถ่ายทอดทั้งแก่นของ Performance และ Lifestyle ของ HOKA ออกมาได้ครบที่สุดเท่าที่เคยมีในไทย พร้อมรองรับกลุ่มลูกค้าที่มีความต้องการและการใช้ชีวิตที่หลากหลาย เพื่อเข้าถึงทั้งคนรุ่นใหม่ แฟนแฟชั่น นักวิ่ง และกลุ่ม Active Lifestyle ที่ต้องการรองเท้าที่เท่และคุ้มค่าในเวลาเดียวกัน ทั้งหมดนี้สอดคล้องกับแบรนด์แคมเปญระดับโลก ‘Fly Human Fly, Together We Fly Higher’ ที่เชื่อในพลังของการเติบโตไปด้วยกัน ดังนั้นเราต้องการมอบพื้นที่เพื่อให้คนที่รักการวิ่งหรือสนใจใน Active Lifestyle ได้ร่วมทำกิจกรรม เรียนรู้ และเติบโตไปพร้อมกันในทุกก้าวของชีวิต”

ไม่ว่าคุณจะเพิ่งเริ่มวิ่ง กำลังหาคู่แรกในชีวิต หรือเป็นคนเมืองที่อยากมีรองเท้าดี ๆ ไว้พาตัวเองก้าวต่อไปในทุกวัน HOKA อยากชวนทุกคนมาสัมผัสประสบการณ์ของการเคลื่อนไหวในแบบของตัวเอง ผ่านสองสาขาใหม่กลางกรุงเทพฯ ทั้ง HOKA สาขาสยามเซ็นเตอร์ ชั้น G และ HOKA สาขาเซ็นทรัลลาดพร้าว ชั้น 2 เปิดให้บริการแล้ววันนี้

#FlyHumanFly #HOKATH


Privacy Preference Center