ผลการตัดสิน ‘บูธจักรยานยนต์ที่ออกแบบ และตกแต่งได้งดงามที่สุด’ จากมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 35 ได้แก่ ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน™

สายยศ สุวรรณหงษ์ ผู้อำนวยการกองบรรณาธิการ บริษัท สื่อสากล จำกัด มอบรางวัล ‘บูธจักรยานยนต์ที่ออกแบบและตกแต่งได้งดงามที่สุด’ ให้กับ ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน™ ผู้ผลิตรถมอเตอร์ไซค์ชั้นนำระดับโลกสัญชาติอเมริกัน โดยมี ต้องใจ เดชาติวัฒนา เจ้าหน้าที่การตลาด ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน™ ประเทศไทย เป็นตัวแทนรับมอบรางวัล จากการเข้าร่วมงานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 35 หรือ Motor Expo 2018 ณ อาคารอิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี เมื่อเร็ว ๆ นี้


‘Exhibit Pack’ รองเท้าฟุตบอลคอลเลคชั่นแรกจาก ‘อาดิดาส ฟุตบอล’ ประจำปี 2019

อาดิดาส ฟุตบอล เปิดตัวรองเท้าฟุตบอลคอลเลคชั่นแรกประจำปี 2019 ในชื่อ ‘เอ็กซ์ฮิบิท แพ็ค’ (Exhibit Pack) ที่จะมาเปลี่ยนสนามแข่งขันให้กลายเป็นเวทีโชว์ฝีเท้าสุดอลังการ โดยประกอบด้วยรองเท้าฟุตบอลทั้งหมด 4 รุ่น ได้แก่ โคปา (Copa), พรีเดเตอร์ (Predator), เอ็กซ์ (X) และ เนเมซิซ (Nemeziz)

*****************

เอ็กซ์ฮิบิท แพ็ค โคปา 19+ (Exhibit Pack Copa 19+)

โคปา 19+ ในคอลเลคชั่นนี้ก็ยังคงคอนเซ็ปต์ความคลาสสิกไว้อย่างเหนียวแน่น โดยการใช้
สีดำ (Core Black) เป็นหลักแล้วเติมสีเหลือง (Solar Yellow) ตามเทรนด์สมัยใหม่ เกิดเป็นส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างต้นกำเนิดแห่งรองเท้าฟุตบอล และความทันสมัย ซึ่งอัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยีเพื่อประสิทธิภาพการใช้งานในระดับสูงสุด

จากตำนานรองเท้าฟุตบอลที่ฝังลึกอยู่ในความทรงจำของเหล่าแฟนบอลมาอย่างยาวนาน โคปา กลับมาโลดแล่นบนสนามแข่งขันอีกครั้งด้วยคุณสมบัติการจับบอลที่ถูกยกระดับขึ้นมาด้วยนวัตกรรมแห่งยุคปัจจุบันอย่าง FUSE SKIN โดยนำเอาแผ่นหนังจิงโจ้แท้เต็มผืนแบบไร้รอยต่อ ที่มีจุดเด่นด้านความนุ่มสบายเท้า บวกกับการวางโครงสร้างตัวรองเท้าแบบ PURECUT ที่ปราศจากเชือกผูกรองเท้า  รวมถึง COMFORTFRAME พื้นรองเท้าแบบใหม่ที่ถูกคิดค้นขึ้นมาเพื่อเสริมความคล่องตัวในการเคลื่อนที่ได้อย่างมั่นคง และมีการจัดเรียงตำแหน่งปุ่มสตั๊ดที่คำนึงถึงการกลับตัว จากเทคโนโลยีทั้งหมดที่ว่ามานี้ทำให้ โคปา 19+ เป็นอาวุธคู่กายในการล่าตาข่ายของ เปาโล ดีบาล่า ศูนย์หน้าจากสโมสรยูเวนตุสและทีมชาติอาร์เจนติน่า

*****************

เอ็กซ์ฮิบิท แพ็ค พรีเดเตอร์ 19+ (Exhibit Pack Predator 19+)

พรีเดเตอร์ 19+ อีกหนึ่งรองเท้าฟุตบอลแห่งตำนานที่อยู่เคียงคู่วงการลูกหนังมาหลายทศวรรษ สำหรับคอลเลคชั่นนี้ตัวรองเท้าจะถูกวางด้วยสีน้ำเงิน (Bold Blue) แซมด้วยลายเส้นสีแดง (Active Red) ตามจุดต่างๆ เพื่อเติมความฉูดฉาด ซึ่งตัดกับแถบเส้นสีเงิน (Silver Metallic) ที่ด้านข้างรองเท้าและส้นเท้าอย่างสวยงาม


ด้านเทคโนโลยียังคงความเป็นสุดยอดแห่งการคอนโทรลไว้ทุกประการ เริ่มตั้งแต่ PURECUT LACELESS ซึ่งก็คือโครงสร้างของตัวรองเท้าที่ไม่มีเชือกผูกรองเท้า ทำให้มีพื้นที่ในการควบคุมลูกบอลได้ทั่วทุกจุดของรองเท้า ตามด้วยการเสริมพื้นผิวตัวรองเท้าด้วย CONTROLSKIN อย่างไรก็ตาม นอกจากคุณสมบัติด้านการควบคุมลูกบอลแล้ว พรีเดเตอร์ 19+ ยังมอบความรู้สึกสบายขณะสวมใส่ให้กับเหล่าเพลย์เมกเกอร์อีกด้วย โดยมีการใช้โครงสร้างตัวรองเท้าแบบ ANATOMICAL UPPER ที่ปรับเข้ากับรูปเท้าอย่างแนบเนียน ซึ่งจะทำให้เกิดความรู้สึกกระชับพอดีตั้งแต่ส้นเท้าจนถึงปลายเท้า ส่วนบริเวณหุ้มข้อเท้า SOCKFIT COLLAR ก็มีการใช้วัสดุไพรม์นิต (Primeknit) ที่เสริมด้วย FORGED KNIT บริเวณกลางเท้าเพื่อประคอง และให้ความรู้สึกมั่นคง รวมถึงแผ่นรองพื้น BOOST™ ที่ช่วยคืนพลังให้ผู้สวมใส่ในทุกย่างก้าวในสนาม ทำให้ พอล ป็อกบา จอมทัพฟอร์มแรงแห่งแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สามารถขับเคลื่อนเกมในแดนกลางได้ตลอด 90 นาที

*****************

เอ็กซ์ฮิบิท แพ็ค เอ็กซ์ 18+ (Exhibit Pack X 18+)

ส่วนนักเตะขาแรงประจำทีมที่ต้องการสปีดสูงสุดในการสร้างความปั่นปวนในแผงรับของทีมฝ่ายตรงข้ามนั้น เอ็กซ์ 18+ คือรองเท้าฟุตบอลที่ตอบโจทย์ข้อนี้ได้ดีที่สุด เพราะนี่คือรองเท้าที่สองสุดยอดดาวยิงระดับโลก โมฮาเหม็ด ซาลาห์ และ กาเบรียล เชซุส ให้ความไว้วางใจมาโดยตลอด และในคอลเลคชั่นนี้ก็มีการใช้สีสุดฮอทร้อนแรงสีแดง (Active Red) แล้วเพิ่มความโดดเด่นด้วยแถบเส้นสีเงิน (Silver Metallic)

โดยเฉพาะตัวรองเท้าที่ทำจาก SKELETAL WEAVE แผ่นผ้าชั้นบางๆ ที่ทอด้วยด้าย Speed Yarns ซึ่งมีคุณสมบัติการตอบสนองต่อการสัมผัสลูกบอลได้ดี ประกบด้วย SPEEDFRAME พื้นรองเท้าที่มีน้ำหนักเบา และมีการนำชิ้นส่วนที่ไม่จำเป็นออกไป เอ็กซ์ 18+ ไม่ได้ช่วยเพิ่มความเร็วเพียงอย่างเดียวแต่ยังเสริมความมั่นคงในขณะเคลื่อนที่ด้วย CLAW COLLAR ที่ผลิตด้วยวัสดุที่ยืดหยุ่นได้ดี รวมถึง 3D MOULDED HEEL บริเวณส้นเท้าที่ให้ความกระชับเข้ากับรูปเท้า เพื่อป้องกันการขยับเขยื้อนของเท้าขณะออกตัวด้วยความเร็ว จึงทำให้ผู้สวมใส่รองเท้าคู่นี้สามารถใช้ความเร็วในการแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

*****************

เอ็กซ์ฮิบิท แพ็ค เนเมซิซ 18+ (Exhibit Pack Nemeziz 18+)

ปิดท้ายคอลเลคชั่นอย่างสมบูรณ์แบบด้วย เนเมซิซ 18+ รองเท้าฟุตบอลที่ช่วยให้ผู้สวมใส่มีความคล่องตัวสูงขึ้น ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับศูนย์หน้ามากลีลาอย่าง โรแบร์โต้ ฟิร์มิโน่

สำหรับ เนเมซิซ 18+ ในคอลเลคชั่นนี้ถูกดีไซน์มาในสีเหลือง (Solar Yellow) ที่พร้อมจะสะกดทุกสายตาของผู้ชมในสนามได้ไม่ต่างจากฟอร์มการเล่นอันไร้ขีดจำกัดจากการใช้สุดยอดเทคโนโลยีอย่าง AGILITYBANDAGE และ TORSIONTAPES ที่มอบความรู้สึกกระชับแบบพิเศษเพื่อให้ความรู้สึกมั่นใจขณะเคลื่อนไหว ส่วนบริเวณข้อเท้าก็มีการใช้ Dual-lock collar เพื่อโอบรัดข้อเท้าเอาไว้ให้ผู้สวมใส่สามารถพลิกแพลงเปลี่ยนทิศทางได้ทันทีที่ต้องการ ส่วนเทคโนโลยี AGILITYKNIT 2.0 ก็ทำให้ผู้สวมใส่สัมผัสได้ถึงความนุ่มสบาย และสัมผัสอันบางเบาไปพร้อมๆ กัน

*****************

ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ adidas.com/football หรือเยี่ยมชมเฟซบุ๊คได้ที่ facebook.com/adidasfootball หรือ facebook.com/adidasTH และช่องทางทวิตเตอร์ได้ที่ @adidasfootball หรือ #adidasthailand


‘Desmo Ride 2019’ ดูคาติขับเคลื่อนความสุขสู่สังคมกับสุดยอดทริป 1,200 กิโลเมตร กรุงเทพฯ-เขาค้อ

ทริปแรกของปีสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ‘ดูคาติไทยแลนด์’ รวมเหล่าไบค์เกอร์ทั้งชาวไทย และต่างชาติ รวมรถดูคาติหลากสไตล์ และที่พลาดไม่ได้กับสุดยอดซูเปอร์ไบค์ Ducati 1299 Superleggera เคลื่อนขบวนออกไปสัมผัสประสบการณ์แห่งความประทับใจแบ่งปันความสุขให้แก่สังคม บนเส้นทางกรุงเทพฯ-เขาค้อ กว่า 1,200 กม. ในทริป ‘Desmo Ride 2019’

คุณอภิชาติ ลีนุตพงษ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ดูคาทิสติ จำกัด กล่าวถึงความสำเร็จของกิจกรรมใหญ่ของดูคาติซึ่งเป็นทริปแรกรับศักราชใหม่ว่า “Desmo Ride 2019 ครั้งนี้ได้รับการตอบรับจากลูกค้าทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติเป็นอย่างดี เป็นการรวมกลุ่มคอมมิวนิตี้แฟนพันธุ์แท้ดูคาติจากทั่วประเทศ มาร่วมขี่รถจากกรุงเทพฯ ขึ้นเขาค้อบนเส้นทางอันท้าทายแบบเอ็กซ์คลูซีฟ ท่ามกลางอากาศหนาวเย็นของที่พักที่ขึ้นชื่อว่ามีทิวทัศน์สวยงาม และอากาศสดชื่นบริสุทธิ์บนเขาค้ออย่าง อิมพีเรียล ภูแก้ว ฮิลล์ รีสอร์ท

พร้อมการดูแลอย่างใกล้ชิดจากทีมงานดูคาติไทยแลนด์ ซึ่งลูกค้าต่างประทับใจในเส้นทาง และประสบการณ์แบบพรีเมียมที่ได้ไปสัมผัส เรามีความภาคภูมิใจที่ได้สร้างความสุขความประทับใจให้แก่ลูกค้า และผมเชื่อว่าลูกค้าก็มีความภาคภูมิใจที่ได้ร่วมแบ่งปันความสุขส่งต่อให้สังคม โดยผู้่ร่วมทริป Desmo Ride 2019 ได้ร่วมทำกิจกรรม CSR กับดูคาติไทยแลนด์ และมูลนิธิปันสุข ของชาริช โฮลดิ้ง ด้วยการนำอุปกรณ์พัฒนาทักษะการเรียนรู้ ของเล่น ขนม นม น้ำดื่ม ไปมอบให้แก่น้องๆ

รวมถึงการมอบเงินบริจาคให้ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก อบต.เข็กน้อย อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ จำนวน 106,000 บาท โดยมีน้องๆ ต่างมารอต้อนรับขบวนไบค์เกอร์ดูคาติด้วยการแต่งกายชุดพื้นเมืองชาวเขาพร้อมรอยยิ้มที่สดใส ทั้งนี้ อบต.เข็กน้อยจะดูแลศูนย์พัฒนาเด็กเล็กทั้งหมด 7 ศูนย์ โดยมีน้องๆ อายุตั้งแต่ 3-4 ปี จำนวน 300 คน”

สำหรับบันทึกหน้าประวัติศาสตร์ครั้งใหม่ของการรวมตัวสาวกดูคาทิสต้ากว่า 50 คันที่มาพร้อมรถดูคาติหลากหลายรุ่น ทั้ง Monster, Multistrada,  Diavel, Panigale, Scrambler นอกจากนี้ ยังมีสุดยอดนวัตกรรมแห่งรถสปอร์ตสายพันธุ์อิตาเลียนที่ใช้เทคโนโลยีที่ล้ำสมัยมากที่สุดในโลกอย่าง Ducati 1299 Superleggera ซึ่งในปัจจุบันมีเพียง 5 คันในประเทศไทย จากการผลิตเพียง 500 คันทั่วโลกมาร่วมทริป Desmo Ride 2019

ดูคาติแต่ละรุ่นจะมีคาแรกเตอร์ที่แตกต่างกันไป แต่ทุกรุ่นยังคงจุดเด่นทางด้านสมรรถนะ และเทคโนโลยีของรถดูคาติ ช่วยเพิ่มความสนุกและความมั่นใจในทุกเส้นทาง โดยเฉพาะเส้นทางบนภูเขาที่มีโค้งคดเคี้ยวสูงชัน โดยมีทีมงานดูคาติ ทีมงานมาร์แชล รถตำรวจ รถเซอร์วิสและรถพยาบาลคอยดูแลความปลอดภัย และอำนวยความสะดวกตลอดทริป

จากกรุงเทพฯ-เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ รวมระยะทางกว่า 1,200 กม. เป็นเวลา 3 วัน 2 คืน นอกจากนี้ ทริป Desmo Ride 2019 ยังได้รับการสนับสนุนจากพาร์ทเนอร์คนสำคัญ ได้แก่ FPG ประกันภัย, ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) และ ลิสซิ่งกสิกรไทย (K Leasing)


ถึงเวลาเปิดโรงภาพยนตร์ส่วนตัวในบ้านแล้ว! กับทีวีจอยักษ์ LG Big Screen TV ภาพคมชัดทะลุจอระดับ 4K

อีกหนึ่งทางเลือกให้เหล่าคอบันเทิงได้เปิดโลกแห่งภาพยนตร์อย่างเต็มรูปแบบภายในบ้านด้วยทีวีจอขนาดใหญ่จุใจ LG Big Screen TV (UK6500) ขนาด 86, 75 และ 70 นิ้ว ความคมชัดเสมือนจริงจากเครื่องเล่น LG 4K Blu-ray Player รุ่น UBK80 และเสริมอรรถรสเหนือชั้นด้วยพลังเสียงกระหึ่มรอบทิศทางจาก LG Sound Bar ให้คุณได้เพลิดเพลินกับภาพยนตร์เรื่องโปรดเป็นส่วนตัวได้ทุกวันที่บ้านของคุณLG Big Screen TV ที่พกพานวัตกรรมภาพระดับ 4K ULTRA HD ที่ความละเอียดหน้าจอกว่า 8 ล้านพิกเซล ชิปประมวลผล α7 Intelligent Processor ยกระดับความคมชัดของภาพให้มีความใกล้เคียงกับต้นฉบับมากยิ่งขึ้น และความสามารถในการรองรับ Multi HDR ได้แก่ Dolby Vision, HDR10 และ HLG อีกทั้งยังสามารถรองรับการประมวลผลภาพเคลื่อนไหว HFR ได้อย่างราบรื่นไร้รอยสะดุดสูงสุดที่ 200 ภาพต่อวินาทีLG Big Screen TV ทั้งสามขนาดยังมาพร้อมเทคโนโลยีการสั่งงานด้วยเสียง LG ThinQ AI ที่สามารถรองรับคำสั่งเสียงและค้นหาคอนเทนต์ได้ทั้งภาษาไทย และภาษาอังกฤษผ่านเมจิกรีโมท มิติเสียงกระหึ่มแบบหลายมิติด้วยระบบ DTS Virtual : X พร้อมมอบทางเลือกในการรับชมที่หลากหลายด้วยช่องเสียบ HDMI 4 ช่องและช่อง USB อีก 3 ช่องสำหรับขนาด 86 นิ้ว และ 2 ช่องสำหรับขนาด 75 นิ้วและ 70 นิ้ว โดยมาในดีไซน์แบบเมทัลเฟรมให้ความรู้สึกหรูหราสง่างามทุกมุมมองเพิ่มทางเลือกด้านการรับชมที่เต็มเปี่ยมด้วยคุณภาพสมจริงทั้งภาพและเสียงด้วย LG 4K Blu-ray Player รุ่น UBK80 สามารถเล่นแผ่น Blu-Ray, DVD และ CD รองรับคอนเทนต์ระดับ 4K Ultra HD ถ่ายทอดภาพที่คมชัดตระการตาทั้งคอนทราสต์และสีสันสดใส สามารถแสดงภาพ HDR10 พร้อมรองรับการใช้งานผ่านช่องต่อที่หลากหลายทั้ง HDMI 2.0, ช่อง Optical Audio Output ที่สามารถรับส่งสัญญาณเสียงได้อย่างเสถียรและมีประสิทธิภาพ รวมทั้งช่อง USB 2.0 และ LG 4K Blu-ray Player รุ่น UBK80 ยังมาในดีไซน์ Unibody เฉียบบางและเรียบหรูลงตัวกับทุกสไตล์การตกแต่งของบ้าน

อกจากนี้ แอลจียังแนะนำ LG Sound Bar รุ่น SK8 และ SK5 ที่จะมาช่วยเติมเต็มอรรถรสแห่งการรับชมอย่างจัดเต็มจุใจมากยิ่งขึ้น ด้วยการยกระดับคุณภาพพลังเสียงถึง 360 วัตต์แบบ 2.1 แชนแนล เทียบเท่าระดับโรงภาพยนตร์ถ่ายทอดทุกอารมณ์อย่างสมจริงทุกฉากด้วยเทคโนโลยี Dolby Atmos (SK8) และDTS Virtual : X (SK5) จำลองประสบการณ์ด้วยเสียงกระหึ่มโอบล้อมรอบทิศทางแบบสามมิติ พร้อมเทคโนโลยี Hi-Res Audio เก็บครบทุกรายละเอียดไม่ว่าจะเป็นเสียงเพลงหรือเสียงจากภาพยนตร์ ทำงานร่วมกับ Adaptive Sound Control ปรับเปลี่ยนโหมดเสียงอัตโนมัติ ไม่ว่าจะเป็นการรับชมภาพยนตร์แอ็คชั่น กีฬา ดนตรี หรือรายการข่าว เพื่อสร้างสรรค์ประสบการณ์ด้านเสียงที่เหมาะสมที่สุดสำหรับทุกความต้องการรับชม

สามารถซื้อได้ที่โฮมโปร เพาเวอร์บาย เพาเวอร์มอลล์และร้านค้าตัวแทนจำหน่ายที่ร่วมรายการ ผู้สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ข้อมูลแอลจี 0-2878-5757 หรือ www.lg.com/th


‘Taco Bell’ เชนร้านอาหารจานด่วนตำนานความอร่อยกว่า 50 ปี สไตล์เม็กซิกันมาเยือนไทยแล้ว

ทาโก้ เบลล์ เชนร้านอาหารจานด่วนสไตล์เม็กซิกันชื่อดังระดับโลกมาเปิดสาขาแรกในไทยแล้ววันนี้ ร้าน ‘ทาโก้ เบลล์’ สาขาแรกนี้ตั้งอยู่ที่ชั้น 1 ศูนย์การค้า เดอะ เมอร์คิวรี่ วิลล์ แอท ชิดลม ซึ่งการเปิดตัวครั้งยิ่งใหญ่นี้เกิดขึ้นจากการร่วมมือกันระหว่าง บริษัท สยาม ทาโก้ จำกัด (ในเครือ บริษัท โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ จำกัด (มหาชน)) และตระกูลมหากิจศิริ ซึ่งมีประสบการณ์ในการบริหารธุรกิจร้านอาหารมาอย่างยาวนานในประเทศไทย

ทาโก้ เบลล์มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องตลอดเกือบ 57 ปีที่เปิดให้บริการ จากการเป็นที่ยอมรับจากผู้บริโภคในเซาท์เทิร์นแคลิฟอร์เนียจนกลายเป็นแบรนด์ที่เปิดให้บริการแล้วในเกือบ 28 ประเทศทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นที่สาขาใดในโลก ลูกค้าที่เป็นแฟนคลับทาโก้ เบลล์ จะได้สัมผัสการออกแบบและตกแต่งร้านในสไตล์ทันสมัยแต่ผสานไว้ซึ่งกลิ่นอายของวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างลงตัวทาโก้ เบลล์ สาขา เดอะ เมอร์คิวรี่ วิลล์ ได้รับการออกแบบและตกแต่งให้ร่วมสมัยเพื่อรองรับผู้บริโภคย่านชิดลม ซึ่งเป็นศูนย์กลางธุรกิจและแหล่งช้องปิ้งสำคัญในกรุงเทพฯ โดยสามารถรองรับลูกค้าได้ถึง 60 ที่นั่ง ด้วยขนาดพื้นที่ที่กว้างขวาง ครัวแบบเปิด และม้านั่งดีไซน์เก๋ ทำให้ร้านทาโก้ เบลล์ เป็นจุดนัดพบสังสรรค์แห่งใหม่ของย่านชิดลมแฟนชาวไทยเตรียมลิ้มลองรสชาติอาหารสไตล์เม็กซิกันกับเมนูขึ้นชื่อของทาโก้ เบลล์ไม่ว่าจะเป็น ครั้นช์แรป ซูพรีม, กริลด์สตัฟท์ เบอร์ริโต้ และเมนูซิกเนเจอร์อย่าง ครั้นชี่ ทาโก้

นอกจากนี้จากการสำรวจความชื่นชอบในรสชาติอาหารของคนไทย เชฟของทาโก้ เบลล์ ได้รังสรรค์เมนูพิเศษสำหรับประเทศไทยโดยเฉพาะ อาทิ คิกกิ้น ชิ้กเก้น ทาโก้ ซึ่งได้นำเอาไก่ทอดใหม่กรุบกรอบมาห่อในแป้งตอติญ่าแบบนุ่ม เพิ่มรสเผ็ดจัดจ้านด้วย คิกกิ้น ซอส ท๊อปด้วยผักสลัด, พิโก้ เดอร์กายโย ซัลซ่า โรยหน้าด้วยชีสผสม 2 แบบ และสามารถสั่งเมนูทานเล่นอย่าง ชีสซี่ ชิพส์ หรือ โล้ดเด้ด ฟรายส์ เพิ่มเข้าไปในออเดอร์ได้

ตบท้ายรายการอาหารด้วยเครื่องดื่มปั่น ทาโก้ เบลล์ ฟรีซ ที่มีให้เลือกถึง 3 รสชาติไม่ว่าจะเป็น แมงโก้ แมดเนส, ทรอปิคอลพั้นช์  และ เบอรี่บลู หรือ เบียร์เย็นๆ อย่างซานมิเกล ไลท์ เบียร์สิงห์ หรือ เบียร์ช้าง ดื่มคู่กับเมนูเด็ด

แฟนๆ ทาโก้ เบลล์ สามารถตืดตามความเคลื่อนไหว และโปรโมชั่นต่างๆ ได้ที่ Facebook.com/TacoBellTH , instagram@TacoBellTH , twitter@TacoBellTH


Mercedes-Benz ออกตัวแรง! เริ่มต้นปีด้วย CLS รุ่นประกอบในประเทศราคาเพียง 4,390,000 บาท

บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ตอกย้ำความเป็นอันดับหนึ่งวงการรถยนต์หรูในประเทศไทย เปิดตัวยนตรกรรมสปอร์ตสุดหรูรุ่นล่าสุดที่ประกอบในประเทศ อย่าง Mercedes-Benz CLS 300 d AMG Premium ที่มาพร้อมเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย และดีไซน์อันงดงามที่จะช่วยเสริมรากฐาน และเอกลักษณ์ของรถยนต์ตระกูลนี้ให้แข็งแกร่งขึ้นไปอีกขั้น พร้อมนำเสนอในราคา 4,390,000 บาท ผู้สนใจสามารถเยี่ยมชมพร้อมสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่างเป็นทางการทั้ง 32 แห่งทั่วประเทศ

คุณฟรังค์ ชไตน์อัคเคอร์ รองประธานบริหารฝ่ายขายและการตลาด บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “การนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่หลากหลายถือเป็นหนึ่งในแนวทางการดำเนินงานที่ทำให้เมอร์เซเดส-เบนซ์ประสบความสำเร็จ และได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าให้เป็นอันดับหนึ่งในตลาดรถยนต์หรูมาโดยตลอด

ในปี พ.ศ. 2561 ที่ผ่านมา เราได้มีการนำเสนอยนตรกรรมรุ่นประกอบในประเทศไทยเพื่อเป็นการมอบทางเลือกที่หลากหลายให้กับลูกค้าทั้งหมดถึง 7 รุ่นย่อย ทั้งจากตระกูล Mercedes-Benz และรถยนต์สปอร์ตสมรรถนะสูง Mercedes-AMG ซึ่งในครั้งนี้ทางบริษัทฯ ยังคงไม่หยุดยั้งที่จะสานต่อแนวทางดังกล่าว และเปิดศักราชใหม่ด้วยการเปิดตัวรถยนต์ในกลุ่ม ‘ดรีมคาร์’ อย่าง Mercedes-Benz CLS 300 d AMG Premium รุ่นประกอบในประเทศที่มาพร้อมเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย และดีไซน์อันงดงามที่จะช่วยเสริมรากฐาน และเอกลักษณ์ของรถยนต์ตระกูลนี้ให้แข็งแกร่งขึ้นไปอีกขั้น พร้อมตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าผู้ชื่นชอบความหรูหราสไตล์สปอร์ตได้เป็นอย่างดี”

“Mercedes-Benz CLS 300 d AMG Premium รุ่นประกอบในประเทศ เป็นรถยนต์สปอร์ตคูเป้ 4 ประตูรุ่นใหม่ ที่มาพร้อมกับดีไซน์ที่น่าหลงใหลเหนือระดับ สะท้อนแนวคิดของการออกแบบรถยนต์ในแบบฉบับของเมอร์เซเดส-เบนซ์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ โฉบเฉี่ยวด้วยไฟหน้า MULTIBEAM LED และเสริมความมั่นใจให้กับผู้ขับขี่ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี และระบบความปลอดภัยครบครัน อาทิ ระบบช่วยรักษาระยะห่างจากรถที่อยู่ด้านหน้า, ระบบช่วยเตือนเมื่อมีรถอยู่ในจุดอับสายตา หรือระบบช่วยเบรกแบบแอคทีฟ เป็นต้นโดยผู้ที่สนใจสามารถเยี่ยมชมพร้อมสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่างเป็นทางการทั้ง 32 แห่งทั่วประเทศ” มร. ฟรังค์ กล่าวปิดท้าย

สำหรับ ดีไซน์ภายนอก มีจุดเด่นอยู่ที่ชุดไฟหน้าแบบ MULTIBEAM LED ดีไซน์ใหม่ และกระจังหน้าแบบ diamond grille ที่มีเส้นตัดแบ่งเส้นเดียวอันเป็นเอกลักษณ์ของรถยนต์แบบคูเป้ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ พร้อมเส้นสายที่ดูกว้างและมีลักษณะทอดตัวลงไปที่พื้น คล้ายกับลักษณะของ Mercedes-AMG GT

นอกจากนี้ รถยนต์รุ่นนี้ยังมาพร้อมกับหลังคาซันรูฟเลื่อนเปิด – ปิดได้ด้วยระบบไฟฟ้า, กันชนหน้า – หลัง และสเกิร์ตข้างดีไซน์สปอร์ตจาก AMG, สัญลักษณ์ Mercedes-Benz บนคาลิปเปอร์เบรก, ล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ตจาก AMG แบบ 5 ก้านคู่ ขนาด 19″, ยางรถยนต์แบบ Run-flat tyres และไฟท้ายแบบ LED พร้อมเทคโนโลยีไฟเบอร์ออฟติก

ดีไซน์ภายในห้องโดยสารนั้นหรูหราเรียบง่าย แต่เพิ่มความพิเศษด้วยการติดตั้งไฟประดับที่ช่องลมของเครื่องปรับอากาศ เพื่อเสริมรูปลักษณ์ของช่องลมที่ดูคล้ายเครื่องยนต์เครื่องบินเจ็ทให้ดูโดดเด่นสวยงามมากยิ่งขึ้น พร้อมเสริมลูกเล่นด้วยการเปลี่ยนสีเมื่อมีการปรับอุณหภูมิ

รวมถึงการออกแบบแผงหน้าปัดสำหรับผู้ขับขี่แบบดิจิทัล ที่ผู้ขับขี่สามารถเลือกรูปแบบการแสดงผลของแผงหน้าปัดได้ 3 แบบ เพื่อให้เหมาะกับความรู้สึกขณะขับขี่ หรือให้เข้ากับการตกแต่งภายในห้องโดยสาร

นอกจากนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ได้มีการออกแบบเบาะที่นั่งสำหรับรถยนต์ตระกูลซีแอลเอสให้มีการจัดวางเบาะที่นั่งเป็นแบบ 5 ที่นั่ง โดยมีวัสดุหุ้มเบาะเป็นหนัง nappa และฝีเข็มสำหรับทั้งเบาะที่นั่งคู่หน้า และเบาะที่นั่งตอนหลังที่อยู่ในตำแหน่งตรงกับเบาะที่นั่งตอนหน้าถูกจัดวางให้เหมือนกันทุกประการเพื่อสร้างความรู้สึกให้คล้ายกับรถสปอร์ต 1 ที่นั่ง

เบาะที่นั่งตอนหลังยังสามารถพับลงแบบ 40/20/40 ได้, เบาะที่นั่งคู่หน้าสามารถปรับระดับด้วยระบบไฟฟ้า พร้อมหน่วยบันทึกความจำ, พวงมาลัยเพาเวอร์แบบมัลติฟังก์ชั่นแบบสปอร์ต 3 ก้านท้ายตัดที่ปรับน้ำหนักตามความเร็วรถด้วยระบบไฟฟ้า หุ้มหนัง nappa พร้อมปุ่มควบคุมแบบ Touch Control, ระบบ AUDIO 20 GPS และหน้าจอแสดงผลข้อมูลแบบ Digital widescreen cockpit ขนาด 12.3 นิ้ว, ระบบควบคุมและสั่งงานด้วย touchpad, กาบบันไดเรืองแสงพร้อมสัญลักษณ์ Mercedes-Benz, ชุดคันเร่งและแป้นเบรกแบบสปอร์ต อีกทั้งยังสามารถเลือกสีของไฟเรืองแสงล้อมรอบห้องโดยสารได้ถึง 64 สี (Premium ambient lighting)

Mercedes-Benz CLS 300 d AMG Premium รุ่นประกอบในประเทศ มาพร้อมกับระบบเกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะ 9G-TRONIC และระบบเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเปลี่ยนเกียร์ได้อย่างรวดเร็ว ควบคุมแรงเหวี่ยงจากการทำงานของเครื่องยนต์ให้ต่ำลง ช่วยให้สมรรถนะการขับขี่นุ่มนวล และมีประสิทธิภาพมากขึ้น


‘ZUMA’ ห้องอาหารญี่ปุ่นร่วมสมัยระดับโลกกลับมาเขย่าภูเก็ตอีกครั้ง!

ซูม่า (Zuma) ห้องอาหารญี่ปุ่นร่วมสมัยระดับโลก จะกลับมาสร้างปรากฏการณ์ความอร่อยในเมืองภูเก็ตอีกครั้งที่ โรงแรม อนันตรา ลายัน ภูเก็ต รีสอร์ท โดยซูม่าจะแปลงโฉมห้องอาหารศาลาลายัน ให้เป็นงานเทศกาลแห่งรสชาติริมชายหาดตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2561 ถึง 15 กุมภาพันธ์ 2562 ซึ่งป็อปอัพครั้งแรกของซูม่าเกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2559 และได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องจนกลายมาเป็นงานอีเวนท์ประจำปี และมีเหล่านักชิมที่ตั้งหน้าตั้งตารอคอยมาร่วมงานนี้ในทุกๆ ปี

ด้วยจำนวนสาขาถึง 11 แห่ง ในเมืองหลักที่มีชื่อด้านอาหารระดับโลก ไม่ว่าจะเป็น นิวยอร์ก ลอนดอน ฮ่องกง และอีกมากมาย ซูม่าได้ยกระดับการรับประทานอาหารสไตล์ ‘อิซากายะ’ ซึ่งมีรูปแบบการรับประทานอาหารร่วมกันในแบบญี่ปุ่น ซึ่งอาหารแต่ละจานนั้นจะทำจากส่วนผสมที่ดีที่สุดซึ่งผ่านการคัดสรรโดยผู้เชี่ยวชาญ  สิ่งเหล่านี้จะสร้างประสบการณ์ที่สนุกสนานในบรรยากาศเป็นกันเอง ให้ผู้รับประทานสามารถลิ้มลองอาหารที่หลากหลาย ดื่มด่ำกับเมนูจานโปรด และค้นพบรสชาติของความสุขอย่างเต็มอิ่ม

เมนูไฮไลท์ที่จะมาพร้อมกับห้องอาหารซูม่าในเทศกาลแห่งการเฉลิมฉลองนี้ ประกอบด้วย เนื้อสันในรสเผ็ดเสิร์ฟพร้อมซอสงาสูตรพิเศษ (Spicy beef tenderloin with sesame and sweet soy sauce)

ปลากระพงแล่บางพร้อมยูสุทรัฟเฟิลออยล์และไข่ปลาแซลมอน (Thin-sliced seabass with yuzu truffle oil and salmon roe)

ปลาคอดดำหมักซอสมิโสะห่อใบสักทอง (Miso-marinated black cod wrapped in hoba leaf)

แขกทุกท่านสามารถเพลิดเพลินกับรสชาติอาหารญี่ปุ่นต้นตำรับในสไตล์โมเดิร์นของซูม่าได้ ทั้งจากครัวหลัก เตาย่าง รวมถึงเคาน์เตอร์ซูชิ พร้อมกันนี้ยังมีดีเจเปิดแผ่นเพลงชิลฟังสบาย ภายใต้บรรยากาศริมทะเลอันสดชื่น ห้องอาหารซูม่าในแบบป๊อปอัพ จะปักหลักที่โรงแรมอนันตรา ลายัน ภูเก็ต รีสอร์ท และพร้อมดึงดูดเหล่านักชิมทั้งใกล้และไกล ตลอดช่วงเทศกาลแห่งความสุข รวมถึงปีใหม่และวาเลนไทน์ที่กำลังจะมาถึงนี้ (15 ธันวาคม 2561 – 15 กุมภาพันธ์ 2562)


โหลดแอปพลิเคชัน ‘M-DRIVE’ รับทันที! ส่วนลด
ค่าบำรุงรักษาจากมิตซูบิชิ มอเตอร์ส

บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด มอบข้อเสนอพิเศษเพื่อส่งเสริมการขับขี่ปลอดภัย โดยลูกค้าสามารถดาวน์โหลดคูปองมูลค่า 250 บาท ได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 มีนาคม 2562 จาก www.mmthservice.com/as_evoucher หรือจากแอพพลิเคชั่น M-Drive บนสมาร์ทโฟน

สำหรับไอโฟนกด Apple Store และสำหรับแอนดรอยด์กด Google Play เพื่อใช้เป็นส่วนลดสำหรับการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องที่ร่วมรายการ และพิเศษสำหรับลูกค้าที่ทำการลงทะเบียนออนไลน์รับคูปองผ่านทางแอพพลิเคชั่น M-Drive สามารถรับส่วนลดเพิ่มเป็นคูปองมูลค่า 100 บาท ได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 ตุลาคม 2562 (คูปองมีจำนวนจำกัด)

สำหรับการดาวน์โหลดคูปอง และข้อมูลเพิ่มเติมมี 2 ทางคือ


All new ‘Ultraboost 19 Refract’ 1 ใน 4 สีพิเศษใหม่ล่าสุด!

อาดิดาส รันนิ่ง สร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญในวงการวิ่งอีกครั้งด้วยการเปิดตัว ‘Ultraboost 19’ สีรีแฟรคท์ (Refract) เป็นอัลตร้าบูสต์โฉมใหม่ที่ได้รับการพัฒนาใหม่ทั้งหมด ด้านการดีไซน์มีการนำเอารุ่น Triple White มาแปลงโฉมใหม่ จนได้ออกมาเป็นสีพิเศษที่ 3 จากทั้งหมด 4 สี โดยเปิดตัว พร้อมวางจำหน่ายจำนวนจำกัด ก่อนวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2019

สำหรับรองเท้าวิ่งอัลตร้าบูสท์ 19 สีรีแฟรคท์นั้น ถูกออกแบบโดยการใช้สียอดนิยมอย่างสีทริปเปิ้ลไวท์มาเสริมด้วยลายถักสีมัลติโทนัล (multi-tonal) ซึ่งนอกจากดีไซน์ของรองเท้าที่มีความสวยงามแล้ว รองเท้าวิ่งคู่นี้ยังถูกสร้างขึ้นเพื่อประสิทธิภาพการใช้งานสูงสุด โดยทีมนักออกแบบ และทีมพัฒนาผลิตภัณฑ์ของอาดิดาสได้ร่วมมือกับนักวิ่งชั้นนำจากทั่วทุกมุมโลกในการแปลงโฉมรองเท้าวิ่งอัลตร้าบูสท์รุ่นเดิมที่มีชิ้นส่วนถึง 17 ชิ้นให้เหลือเพียงชิ้นส่วนหลักๆ เพียงแค่ 4 ชิ้นเท่านั้น

เริ่มจากพื้นรอง Optimized BOOST แบบใหม่ล่าสุดที่มีปริมาณบูสท์แคปซูลที่เพิ่มขึ้นอีก 20% ส่งผลให้รองเท้าสามารถคืนพลังงานแก่นักวิ่งได้มากกว่ารุ่นก่อน โดยถูกประกอบรวมเข้ากับชิ้นส่วน Torsion Spring ที่มีน้ำหนักเบาและช่วยรองรับการเปลี่ยนรูปของพื้นรองเท้าได้อย่างดีเยี่ยม

ตามมาด้วยตัวรองเท้าที่ผลิตจากวัสดุ Primeknit 360 ที่มาพร้อมกับน้ำหนักที่เบาสบายและดูเรียบง่าย ปิดท้ายด้วยชิ้นส่วน 3D Heel Frame ที่ช่วยในเรื่องของการปรับเข้ากับรูปเท้าและการซัพพอร์ทที่สมบูรณ์แบบ

รองเท้าวิ่งอัลตร้าบูสท์ 19 สีรีแฟรคท์ วางจำหน่ายแล้วในจำนวนจำกัด ราคา 7,300 บาท ที่ร้านอาดิดาส แบรนด์ เซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์, อาดิดาส ออนไลน์ สโตร์ adidas.co.th และร้านอาริ รันนิ่ง คอนเซปต์ สโตร์


อีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์​ครั้งสำคัญ ‘นิสสัน ประเทศไทย’​ ผลิตรถยนต์เพื่อการส่งออกครบ 1 ล้านคัน!

ประวัติศาสตร์หน้าสำคัญของ’นิสสัน’คือความสำเร็จในการผลิตรถยนต์เพื่อการส่งออกจากฐานการผลิตในประเทศไทยไปยังจุดหมายปลายทางทั่วโลกครบ 1 ล้านคัน ซึ่งรถยนต์คันที่ 1 ล้าน คือ นิสสัน เทอร์ร่า ใหม่ รถยนต์อเนกประสงค์ พรีเมียมเอสยูวีแบบตัวถังบนแชสซีส โดยเป็นรถยนต์ที่โรงงานนิสสัน ประเทศไทยดำเนินการผลิตเพื่อส่งออกไปยังทั่วโลกนิสสัน ประเทศไทย เริ่มทำการส่งออกรถยนต์คุณภาพสูงที่ผลิตขึ้นในประเทศไทยไปสู่ลูกค้าทั่วโลก นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2542 โดย นิสสัน ฟรอนเทียร์ คือรถยนต์รุ่นแรกที่ถูกส่งออกไปยังประเทศออสเตรเลีย นับแต่นั้นเป็นต้นมา ฐานการผลิตของนิสสัน ประเทศไทย ได้มีการขยายตัวเพื่อรองรับการเติบโตที่เพิ่มสูงขึ้นจนได้รับการยอมรับให้เป็นศูนย์กลางการผลิตสำคัญของนิสสันในภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนีย ทำหน้าที่สำคัญในการผลิตรถยนต์คุณภาพส่งถึงมือลูกค้า ผู้ขับขี่จากทั่วทุกมุมโลก

ในปีที่ผ่านมา ตลาดส่งออกสูงสุด 3 อันดับแรกของนิสสัน ประเทศไทย ได้แก่ ฟิลิปปินส์ ออสเตรเลีย และญี่ปุ่น ตามด้วย อินโดนีเซีย มาเลเซีย แอฟริกาใต้ เวียดนาม นิวซีแลนด์ ดูไบ และโอมาน

ตั้งแต่พ.ศ. 2542 นิสสันได้ขยายการส่งออกรถยนต์จากประเทศไทยไปยังกว่า 115 ประเทศทั่วโลก โดยปัจจุบัน รถยนต์ที่นิสสัน ประเทศไทย ผลิตเพื่อการส่งออก มีจำนวน 6 รุ่น ได้แก่ นิสสัน อัลเมลร่า มาร์ช นาวารา ซิลฟี่ เทียน่า และเทอร์ร่า นอกจากนี้ นิสสันยังได้ทำงานร่วมกับ 250 กว่าบริษัทที่อยู่ภายใต้ซัพพลายเชนของอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งก่อให้เกิดการว่าจ้างแรงงานอีกกว่า 170,000 อัตรา และในปี พ.ศ. 2561 นิสสัน ยังมีปริมาณการส่งออกรถยนต์ของไทยสูงสุดเป็นอันดับ 5 โดยมีอัตราเพิ่มขึ้นจากปี พ.ศ. 2560 ถึง 19%

ยูตากะ ซานาดะ รองประธานอาวุโสของนิสสันเอเชียและโอเชียเนีย กล่าวว่า “ความสำเร็จของนิสสัน ในครั้งนี้ เป็นการตอกย้ำถึงบทบาทของประเทศไทยที่มีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนวิสัยทัศน์แห่งนวัตกรรมนิสสัน อินเทลลิเจนท์ โมบิลิตี้ ที่เน้นสร้างสรรค์รูปแบบการขับขี่ที่ปลอดภัย ฉลาด และยั่งยืนให้แก่ผู้คน ผู้ใช้รถบนท้องถนนทั่วทุกมุมโลก นอกจากนี้ ผมรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เห็น นิสสัน เทอร์ร่า รถยนต์เพื่อการส่งออกคันที่ 1 ล้าน ได้เดินทางออกจากท่าเรือแหลมฉบังในวันนี้

โดย นิสสัน เทอร์ร่า ซึ่งผลิตขึ้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพื่อภูมิภาคนี้โดยเฉพาะนั้นได้รับเสียงตอบรับจากลูกค้าทั่วทั่งภูมิภาคเป็นอย่างดี” โดยนายยูตากะ ซานาดะ กล่าวเสริมว่า “เราจะยังคงเดินหน้าลงทุนในระบบนิเวศอุตสาหกรรมยานยนต์อย่างต่อเนื่อง ตลอดไปจนถึงการส่งเสริมให้เกิดสร้างงานและกระตุ้นให้เกิดการหมุนเวียนของระบบเศรษฐกิจภายในประเทศ พร้อมนำเอาประโยชน์จากอุตสาหกรรม 4.0 มาประยุกต์ใช้ให้เกิดคุณค่ากับประเทศไทย”

ส่วน อันตวน บาร์เตส ประธาน นิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทย ได้กล่าวภายในงานนี้ถึงความภาคภูมิใจต่อความสำเร็จของยานยนต์คุณภาพระดับโลกที่ผลิตขึ้น ณ โรงงานนิสสัน ประเทศไทย ว่า “ความสำเร็จในการส่งออกรถยนต์ของนิสสันในครั้งนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากปราศจากความมุ่งมั่นและความทุ่มเทของเหล่าพนักงานกว่า 5,000 คน พร้อมด้วยการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากลูกค้า ผู้แทนจำหน่าย และพันธมิตรทางธุรกิจชาวไทยของเรา” พร้อมทั้งกล่าวเสริมอีกว่า “ปัจจุบัน ฐานการผลิตของนิสสันในจังหวัดสมุทรปราการมีกำลังการผลิตรวมถึง 370,000 คันต่อปี”

ดร. บงกช อนุโรจน์ รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่า “ดิฉันขอแสดงความยินดีกับนิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทย ในโอกาสเฉลิมฉลองความสำเร็จในครั้งนี้ ซึ่งถือได้ว่าเป็นประวิติศาสตร์การส่งออกครั้งสำคัญของประเทศไทยที่สามารถส่งออกไปไกลถึงทวีปอเมริกาเหนือ ยุโรป ประเทศญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และตลาดสำคัญอื่น ๆ ที่ล้วนแล้วแต่มีมาตรฐานอุตสาหกรรมที่เข้มงวด

ซึ่งความสำเร็จในครั้งนี้ ยังเป็นส่วนสำคัญในการส่งเสริมประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์เพื่อการส่งออกไปยังทั่วโลก พร้อมกันนี้ ยังช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในการผลิตรถยนต์คุณภาพสูงของประเทศไทยในเวทีระดับโลก โดยบีโอไอจะยังคงมุ่งมั่นในการทำงานร่วมกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องที่รวมถึงบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำ อย่าง นิสสัน เพื่อส่งเสริมการลงทุนด้านการวิจัย การพัฒนา และสร้างสรรค์นวัตกรรมระบบการผลิตอัจฉริยะ รวมถึงการพัฒนาทักษะแรงงานอีกด้วย”

นิสสันเริ่มต้นสายพานการผลิตรถยนต์ในประเทศไทยมาอย่างยาวนานนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2503 และได้ย้ายฐานการผลิตไปยังจังหวัดสมุทรปราการในพ.ศ. 2518 เพื่อรองรับความต้องการรถยนต์นิสสันในประเทศไทยที่เพิ่มมากขึ้น โดยบริษัทฯ ได้เดินหน้าลงทุน เพื่อยกระดับเทคโนโลยีการผลิตให้มีความทันสมัย รวมถึงการพัฒนานวัตกรรมต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง

ต่อมาในปี พ.ศ.2557 นิสสันได้เปิดไลน์การผลิต ณ โรงงานแห่งที่ 2 บนถนนบางนา – ตราด กม. 22 เพื่อเป็นฐานการผลิต นิสสัน นาวารา สำหรับจำหน่ายภายในประเทศและส่งออกไปยังทั่วโลก นอกจากนี้ ยังได้รับการยอมรับให้เป็นศูนย์กลางแห่งความเป็นเลิศระดับโลก (COE) สำหรับรถกระบะอีกด้วย และในเดือนเมษายน พ.ศ. 2558 นิสสันได้เปิดศูนย์วิจัยและพัฒนารถยนต์ระดับภูมิภาค ซึ่งตั้งอยู่บริเวณเดียวกันกับโรงงานในจังหวัดสมุทรปราการ

“นิสสันมุ่งเน้นให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพและประสิทธิภาพของพนักงานอย่างต่อเนื่อง โดยได้ส่งพนักงานไทย เข้าร่วมฝึกอบรมที่โรงงานผลิตในประเทศญี่ปุ่น จำนวน 163 คน นับตั้งแต่เริ่มต้นโครงการในพ.ศ. 2559” นายอันตวนกล่าวเพิ่มเติม

พร้อมกันนี้ นิสสัน ยังให้การสนับสนุนชุมชนทั่วประเทศไทยผ่านโครงการฝึกงานกับมหาวิทยาลัยชั้นนำของไทยกว่า 11 แห่ง และโครงการพัฒนาทักษะภาวะผู้นำสำหรับเด็กและเยาวชนซึ่งเป็นการร่วมมือกับมูลนิธิรักษ์ไทย และ แคร์ ประเทศญี่ปุ่น โดยคาดการณ์จำนวนนักเรียนมากกว่า 1,000 คนจากโรงเรียน 10 แห่งใน 3 จังหวัดที่ร่วมโครงการ ซึ่งรวมถึงจังหวัดสมุทรปราการ จะเข้าร่วมในโครงการผู้นำเยาวชนในครั้งนี้


Privacy Preference Center