ผลการตัดสิน ‘บูธจักรยานยนต์ที่ออกแบบ และตกแต่งได้งดงามที่สุด’ จากมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 35 ได้แก่ ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน™
สายยศ สุวรรณหงษ์ ผู้อำนวยการกองบรรณาธิการ บริษัท สื่อสากล จำกัด มอบรางวัล ‘บูธจักรยานยนต์ที่ออกแบบและตกแต่งได้งดงามที่สุด’ ให้กับ ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน™ ผู้ผลิตรถมอเตอร์ไซค์ชั้นนำระดับโลกสัญชาติอเมริกัน โดยมี ต้องใจ เดชาติวัฒนา เจ้าหน้าที่การตลาด ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน™ ประเทศไทย เป็นตัวแทนรับมอบรางวัล จากการเข้าร่วมงานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 35 หรือ Motor Expo 2018 ณ อาคารอิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี เมื่อเร็ว ๆ นี้






‘Exhibit Pack’ รองเท้าฟุตบอลคอลเลคชั่นแรกจาก ‘อาดิดาส ฟุตบอล’ ประจำปี 2019
อาดิดาส ฟุตบอล เปิดตัวรองเท้าฟุตบอลคอลเลคชั่นแรกประจำปี 2019 ในชื่อ ‘เอ็กซ์ฮิบิท แพ็ค’ (Exhibit Pack) ที่จะมาเปลี่ยนสนามแข่งขันให้กลายเป็นเวทีโชว์ฝีเท้าสุดอลังการ โดยประกอบด้วยรองเท้าฟุตบอลทั้งหมด 4 รุ่น ได้แก่ โคปา (Copa), พรีเดเตอร์ (Predator), เอ็กซ์ (X) และ เนเมซิซ (Nemeziz)
*****************
เอ็กซ์ฮิบิท แพ็ค โคปา 19+ (Exhibit Pack Copa 19+)
โคปา 19+ ในคอลเลคชั่นนี้ก็ยังคงคอนเซ็ปต์ความคลาสสิกไว้อย่างเหนียวแน่น โดยการใช้ สีดำ (Core Black) เป็นหลักแล้วเติมสีเหลือง (Solar Yellow) ตามเทรนด์สมัยใหม่ เกิดเป็นส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างต้นกำเนิดแห่งรองเท้าฟุตบอล และความทันสมัย ซึ่งอัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยีเพื่อประสิทธิภาพการใช้งานในระดับสูงสุด
จากตำนานรองเท้าฟุตบอลที่ฝังลึกอยู่ในความทรงจำของเหล่าแฟนบอลมาอย่างยาวนาน โคปา กลับมาโลดแล่นบนสนามแข่งขันอีกครั้งด้วยคุณสมบัติการจับบอลที่ถูกยกระดับขึ้นมาด้วยนวัตกรรมแห่งยุคปัจจุบันอย่าง FUSE SKIN โดยนำเอาแผ่นหนังจิงโจ้แท้เต็มผืนแบบไร้รอยต่อ ที่มีจุดเด่นด้านความนุ่มสบายเท้า บวกกับการวางโครงสร้างตัวรองเท้าแบบ PURECUT ที่ปราศจากเชือกผูกรองเท้า รวมถึง COMFORTFRAME พื้นรองเท้าแบบใหม่ที่ถูกคิดค้นขึ้นมาเพื่อเสริมความคล่องตัวในการเคลื่อนที่ได้อย่างมั่นคง และมีการจัดเรียงตำแหน่งปุ่มสตั๊ดที่คำนึงถึงการกลับตัว จากเทคโนโลยีทั้งหมดที่ว่ามานี้ทำให้ โคปา 19+ เป็นอาวุธคู่กายในการล่าตาข่ายของ เปาโล ดีบาล่า ศูนย์หน้าจากสโมสรยูเวนตุสและทีมชาติอาร์เจนติน่า

*****************
เอ็กซ์ฮิบิท แพ็ค พรีเดเตอร์ 19+ (Exhibit Pack Predator 19+)
พรีเดเตอร์ 19+ อีกหนึ่งรองเท้าฟุตบอลแห่งตำนานที่อยู่เคียงคู่วงการลูกหนังมาหลายทศวรรษ สำหรับคอลเลคชั่นนี้ตัวรองเท้าจะถูกวางด้วยสีน้ำเงิน (Bold Blue) แซมด้วยลายเส้นสีแดง (Active Red) ตามจุดต่างๆ เพื่อเติมความฉูดฉาด ซึ่งตัดกับแถบเส้นสีเงิน (Silver Metallic) ที่ด้านข้างรองเท้าและส้นเท้าอย่างสวยงาม

ด้านเทคโนโลยียังคงความเป็นสุดยอดแห่งการคอนโทรลไว้ทุกประการ เริ่มตั้งแต่ PURECUT LACELESS ซึ่งก็คือโครงสร้างของตัวรองเท้าที่ไม่มีเชือกผูกรองเท้า ทำให้มีพื้นที่ในการควบคุมลูกบอลได้ทั่วทุกจุดของรองเท้า ตามด้วยการเสริมพื้นผิวตัวรองเท้าด้วย CONTROLSKIN อย่างไรก็ตาม นอกจากคุณสมบัติด้านการควบคุมลูกบอลแล้ว พรีเดเตอร์ 19+ ยังมอบความรู้สึกสบายขณะสวมใส่ให้กับเหล่าเพลย์เมกเกอร์อีกด้วย โดยมีการใช้โครงสร้างตัวรองเท้าแบบ ANATOMICAL UPPER ที่ปรับเข้ากับรูปเท้าอย่างแนบเนียน ซึ่งจะทำให้เกิดความรู้สึกกระชับพอดีตั้งแต่ส้นเท้าจนถึงปลายเท้า ส่วนบริเวณหุ้มข้อเท้า SOCKFIT COLLAR ก็มีการใช้วัสดุไพรม์นิต (Primeknit) ที่เสริมด้วย FORGED KNIT บริเวณกลางเท้าเพื่อประคอง และให้ความรู้สึกมั่นคง รวมถึงแผ่นรองพื้น BOOST™ ที่ช่วยคืนพลังให้ผู้สวมใส่ในทุกย่างก้าวในสนาม ทำให้ พอล ป็อกบา จอมทัพฟอร์มแรงแห่งแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สามารถขับเคลื่อนเกมในแดนกลางได้ตลอด 90 นาที

*****************
เอ็กซ์ฮิบิท แพ็ค เอ็กซ์ 18+ (Exhibit Pack X 18+)
ส่วนนักเตะขาแรงประจำทีมที่ต้องการสปีดสูงสุดในการสร้างความปั่นปวนในแผงรับของทีมฝ่ายตรงข้ามนั้น เอ็กซ์ 18+ คือรองเท้าฟุตบอลที่ตอบโจทย์ข้อนี้ได้ดีที่สุด เพราะนี่คือรองเท้าที่สองสุดยอดดาวยิงระดับโลก โมฮาเหม็ด ซาลาห์ และ กาเบรียล เชซุส ให้ความไว้วางใจมาโดยตลอด และในคอลเลคชั่นนี้ก็มีการใช้สีสุดฮอทร้อนแรงสีแดง (Active Red) แล้วเพิ่มความโดดเด่นด้วยแถบเส้นสีเงิน (Silver Metallic)

โดยเฉพาะตัวรองเท้าที่ทำจาก SKELETAL WEAVE แผ่นผ้าชั้นบางๆ ที่ทอด้วยด้าย Speed Yarns ซึ่งมีคุณสมบัติการตอบสนองต่อการสัมผัสลูกบอลได้ดี ประกบด้วย SPEEDFRAME พื้นรองเท้าที่มีน้ำหนักเบา และมีการนำชิ้นส่วนที่ไม่จำเป็นออกไป เอ็กซ์ 18+ ไม่ได้ช่วยเพิ่มความเร็วเพียงอย่างเดียวแต่ยังเสริมความมั่นคงในขณะเคลื่อนที่ด้วย CLAW COLLAR ที่ผลิตด้วยวัสดุที่ยืดหยุ่นได้ดี รวมถึง 3D MOULDED HEEL บริเวณส้นเท้าที่ให้ความกระชับเข้ากับรูปเท้า เพื่อป้องกันการขยับเขยื้อนของเท้าขณะออกตัวด้วยความเร็ว จึงทำให้ผู้สวมใส่รองเท้าคู่นี้สามารถใช้ความเร็วในการแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

*****************
เอ็กซ์ฮิบิท แพ็ค เนเมซิซ 18+ (Exhibit Pack Nemeziz 18+)
ปิดท้ายคอลเลคชั่นอย่างสมบูรณ์แบบด้วย เนเมซิซ 18+ รองเท้าฟุตบอลที่ช่วยให้ผู้สวมใส่มีความคล่องตัวสูงขึ้น ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับศูนย์หน้ามากลีลาอย่าง โรแบร์โต้ ฟิร์มิโน่

สำหรับ เนเมซิซ 18+ ในคอลเลคชั่นนี้ถูกดีไซน์มาในสีเหลือง (Solar Yellow) ที่พร้อมจะสะกดทุกสายตาของผู้ชมในสนามได้ไม่ต่างจากฟอร์มการเล่นอันไร้ขีดจำกัดจากการใช้สุดยอดเทคโนโลยีอย่าง AGILITYBANDAGE และ TORSIONTAPES ที่มอบความรู้สึกกระชับแบบพิเศษเพื่อให้ความรู้สึกมั่นใจขณะเคลื่อนไหว ส่วนบริเวณข้อเท้าก็มีการใช้ Dual-lock collar เพื่อโอบรัดข้อเท้าเอาไว้ให้ผู้สวมใส่สามารถพลิกแพลงเปลี่ยนทิศทางได้ทันทีที่ต้องการ ส่วนเทคโนโลยี AGILITYKNIT 2.0 ก็ทำให้ผู้สวมใส่สัมผัสได้ถึงความนุ่มสบาย และสัมผัสอันบางเบาไปพร้อมๆ กัน

*****************
ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ adidas.com/football หรือเยี่ยมชมเฟซบุ๊คได้ที่ facebook.com/adidasfootball หรือ facebook.com/adidasTH และช่องทางทวิตเตอร์ได้ที่ @adidasfootball หรือ #adidasthailand
‘Desmo Ride 2019’ ดูคาติขับเคลื่อนความสุขสู่สังคมกับสุดยอดทริป 1,200 กิโลเมตร กรุงเทพฯ-เขาค้อ
คุณอภิชาติ ลีนุตพงษ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ดูคาทิสติ จำกัด กล่าวถึงความสำเร็จของกิจกรรมใหญ่ของดูคาติซึ่งเป็นทริปแรกรับศักราชใหม่ว่า “Desmo Ride 2019 ครั้งนี้ได้รับการตอบรับจากลูกค้าทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติเป็นอย่างดี เป็นการรวมกลุ่มคอมมิวนิตี้แฟนพันธุ์แท้ดูคาติจากทั่วประเทศ มาร่วมขี่รถจากกรุงเทพฯ ขึ้นเขาค้อบนเส้นทางอันท้าทายแบบเอ็กซ์คลูซีฟ ท่ามกลางอากาศหนาวเย็นของที่พักที่ขึ้นชื่อว่ามีทิวทัศน์สวยงาม และอากาศสดชื่นบริสุทธิ์บนเขาค้ออย่าง อิมพีเรียล ภูแก้ว ฮิลล์ รีสอร์ท
พร้อมการดูแลอย่างใกล้ชิดจากทีมงานดูคาติไทยแลนด์ ซึ่งลูกค้าต่างประทับใจในเส้นทาง และประสบการณ์แบบพรีเมียมที่ได้ไปสัมผัส เรามีความภาคภูมิใจที่ได้สร้างความสุขความประทับใจให้แก่ลูกค้า และผมเชื่อว่าลูกค้าก็มีความภาคภูมิใจที่ได้ร่วมแบ่งปันความสุขส่งต่อให้สังคม โดยผู้่ร่วมทริป Desmo Ride 2019 ได้ร่วมทำกิจกรรม CSR กับดูคาติไทยแลนด์ และมูลนิธิปันสุข ของชาริช โฮลดิ้ง ด้วยการนำอุปกรณ์พัฒนาทักษะการเรียนรู้ ของเล่น ขนม นม น้ำดื่ม ไปมอบให้แก่น้องๆ

รวมถึงการมอบเงินบริจาคให้ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก อบต.เข็กน้อย อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ จำนวน 106,000 บาท โดยมีน้องๆ ต่างมารอต้อนรับขบวนไบค์เกอร์ดูคาติด้วยการแต่งกายชุดพื้นเมืองชาวเขาพร้อมรอยยิ้มที่สดใส ทั้งนี้ อบต.เข็กน้อยจะดูแลศูนย์พัฒนาเด็กเล็กทั้งหมด 7 ศูนย์ โดยมีน้องๆ อายุตั้งแต่ 3-4 ปี จำนวน 300 คน”
สำหรับบันทึกหน้าประวัติศาสตร์ครั้งใหม่ของการรวมตัวสาวกดูคาทิสต้ากว่า 50 คันที่มาพร้อมรถดูคาติหลากหลายรุ่น ทั้ง Monster, Multistrada, Diavel, Panigale, Scrambler นอกจากนี้ ยังมีสุดยอดนวัตกรรมแห่งรถสปอร์ตสายพันธุ์อิตาเลียนที่ใช้เทคโนโลยีที่ล้ำสมัยมากที่สุดในโลกอย่าง Ducati 1299 Superleggera ซึ่งในปัจจุบันมีเพียง 5 คันในประเทศไทย จากการผลิตเพียง 500 คันทั่วโลกมาร่วมทริป Desmo Ride 2019

ดูคาติแต่ละรุ่นจะมีคาแรกเตอร์ที่แตกต่างกันไป แต่ทุกรุ่นยังคงจุดเด่นทางด้านสมรรถนะ และเทคโนโลยีของรถดูคาติ ช่วยเพิ่มความสนุกและความมั่นใจในทุกเส้นทาง โดยเฉพาะเส้นทางบนภูเขาที่มีโค้งคดเคี้ยวสูงชัน โดยมีทีมงานดูคาติ ทีมงานมาร์แชล รถตำรวจ รถเซอร์วิสและรถพยาบาลคอยดูแลความปลอดภัย และอำนวยความสะดวกตลอดทริป

จากกรุงเทพฯ-เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ รวมระยะทางกว่า 1,200 กม. เป็นเวลา 3 วัน 2 คืน นอกจากนี้ ทริป Desmo Ride 2019 ยังได้รับการสนับสนุนจากพาร์ทเนอร์คนสำคัญ ได้แก่ FPG ประกันภัย, ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) และ ลิสซิ่งกสิกรไทย (K Leasing)

ถึงเวลาเปิดโรงภาพยนตร์ส่วนตัวในบ้านแล้ว! กับทีวีจอยักษ์ LG Big Screen TV ภาพคมชัดทะลุจอระดับ 4K
LG Big Screen TV ที่พกพานวัตกรรมภาพระดับ 4K ULTRA HD ที่ความละเอียดหน้าจอกว่า 8 ล้านพิกเซล ชิปประมวลผล α7 Intelligent Processor ยกระดับความคมชัดของภาพให้มีความใกล้เคียงกับต้นฉบับมากยิ่งขึ้น และความสามารถในการรองรับ Multi HDR ได้แก่ Dolby Vision, HDR10 และ HLG อีกทั้งยังสามารถรองรับการประมวลผลภาพเคลื่อนไหว HFR ได้อย่างราบรื่นไร้รอยสะดุดสูงสุดที่ 200 ภาพต่อวินาทีLG Big Screen TV ทั้งสามขนาดยังมาพร้อมเทคโนโลยีการสั่งงานด้วยเสียง LG ThinQ AI ที่สามารถรองรับคำสั่งเสียงและค้นหาคอนเทนต์ได้ทั้งภาษาไทย และภาษาอังกฤษผ่านเมจิกรีโมท มิติเสียงกระหึ่มแบบหลายมิติด้วยระบบ DTS Virtual : X พร้อมมอบทางเลือกในการรับชมที่หลากหลายด้วยช่องเสียบ HDMI 4 ช่องและช่อง USB อีก 3 ช่องสำหรับขนาด 86 นิ้ว และ 2 ช่องสำหรับขนาด 75 นิ้วและ 70 นิ้ว โดยมาในดีไซน์แบบเมทัลเฟรมให้ความรู้สึกหรูหราสง่างามทุกมุมมอง
เพิ่มทางเลือกด้านการรับชมที่เต็มเปี่ยมด้วยคุณภาพสมจริงทั้งภาพและเสียงด้วย LG 4K Blu-ray Player รุ่น UBK80 สามารถเล่นแผ่น Blu-Ray, DVD และ CD รองรับคอนเทนต์ระดับ 4K Ultra HD ถ่ายทอดภาพที่คมชัดตระการตาทั้งคอนทราสต์และสีสันสดใส สามารถแสดงภาพ HDR10 พร้อมรองรับการใช้งานผ่านช่องต่อที่หลากหลายทั้ง HDMI 2.0, ช่อง Optical Audio Output ที่สามารถรับส่งสัญญาณเสียงได้อย่างเสถียรและมีประสิทธิภาพ รวมทั้งช่อง USB 2.0 และ LG 4K Blu-ray Player รุ่น UBK80 ยังมาในดีไซน์ Unibody เฉียบบางและเรียบหรูลงตัวกับทุกสไตล์การตกแต่งของบ้าน
อกจากนี้ แอลจียังแนะนำ LG Sound Bar รุ่น SK8 และ SK5 ที่จะมาช่วยเติมเต็มอรรถรสแห่งการรับชมอย่างจัดเต็มจุใจมากยิ่งขึ้น ด้วยการยกระดับคุณภาพพลังเสียงถึง 360 วัตต์แบบ 2.1 แชนแนล เทียบเท่าระดับโรงภาพยนตร์ถ่ายทอดทุกอารมณ์อย่างสมจริงทุกฉากด้วยเทคโนโลยี Dolby Atmos (SK8) และDTS Virtual : X (SK5) จำลองประสบการณ์ด้วยเสียงกระหึ่มโอบล้อมรอบทิศทางแบบสามมิติ พร้อมเทคโนโลยี Hi-Res Audio เก็บครบทุกรายละเอียดไม่ว่าจะเป็นเสียงเพลงหรือเสียงจากภาพยนตร์ ทำงานร่วมกับ Adaptive Sound Control ปรับเปลี่ยนโหมดเสียงอัตโนมัติ ไม่ว่าจะเป็นการรับชมภาพยนตร์แอ็คชั่น กีฬา ดนตรี หรือรายการข่าว เพื่อสร้างสรรค์ประสบการณ์ด้านเสียงที่เหมาะสมที่สุดสำหรับทุกความต้องการรับชม
สามารถซื้อได้ที่โฮมโปร เพาเวอร์บาย เพาเวอร์มอลล์และร้านค้าตัวแทนจำหน่ายที่ร่วมรายการ ผู้สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ข้อมูลแอลจี 0-2878-5757 หรือ www.lg.com/th
‘Taco Bell’ เชนร้านอาหารจานด่วนตำนานความอร่อยกว่า 50 ปี สไตล์เม็กซิกันมาเยือนไทยแล้ว
ทาโก้ เบลล์มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องตลอดเกือบ 57 ปีที่เปิดให้บริการ จากการเป็นที่ยอมรับจากผู้บริโภคในเซาท์เทิร์นแคลิฟอร์เนียจนกลายเป็นแบรนด์ที่เปิดให้บริการแล้วในเกือบ 28 ประเทศทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นที่สาขาใดในโลก ลูกค้าที่เป็นแฟนคลับทาโก้ เบลล์ จะได้สัมผัสการออกแบบและตกแต่งร้านในสไตล์ทันสมัยแต่ผสานไว้ซึ่งกลิ่นอายของวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างลงตัว
ทาโก้ เบลล์ สาขา เดอะ เมอร์คิวรี่ วิลล์ ได้รับการออกแบบและตกแต่งให้ร่วมสมัยเพื่อรองรับผู้บริโภคย่านชิดลม ซึ่งเป็นศูนย์กลางธุรกิจและแหล่งช้องปิ้งสำคัญในกรุงเทพฯ โดยสามารถรองรับลูกค้าได้ถึง 60 ที่นั่ง ด้วยขนาดพื้นที่ที่กว้างขวาง ครัวแบบเปิด และม้านั่งดีไซน์เก๋ ทำให้ร้านทาโก้ เบลล์ เป็นจุดนัดพบสังสรรค์แห่งใหม่ของย่านชิดลม
แฟนชาวไทยเตรียมลิ้มลองรสชาติอาหารสไตล์เม็กซิกันกับเมนูขึ้นชื่อของทาโก้ เบลล์ไม่ว่าจะเป็น ครั้นช์แรป ซูพรีม, กริลด์สตัฟท์ เบอร์ริโต้ และเมนูซิกเนเจอร์อย่าง ครั้นชี่ ทาโก้
นอกจากนี้จากการสำรวจความชื่นชอบในรสชาติอาหารของคนไทย เชฟของทาโก้ เบลล์ ได้รังสรรค์เมนูพิเศษสำหรับประเทศไทยโดยเฉพาะ อาทิ คิกกิ้น ชิ้กเก้น ทาโก้ ซึ่งได้นำเอาไก่ทอดใหม่กรุบกรอบมาห่อในแป้งตอติญ่าแบบนุ่ม เพิ่มรสเผ็ดจัดจ้านด้วย คิกกิ้น ซอส ท๊อปด้วยผักสลัด, พิโก้ เดอร์กายโย ซัลซ่า โรยหน้าด้วยชีสผสม 2 แบบ และสามารถสั่งเมนูทานเล่นอย่าง ชีสซี่ ชิพส์ หรือ โล้ดเด้ด ฟรายส์ เพิ่มเข้าไปในออเดอร์ได้

ตบท้ายรายการอาหารด้วยเครื่องดื่มปั่น ทาโก้ เบลล์ ฟรีซ ที่มีให้เลือกถึง 3 รสชาติไม่ว่าจะเป็น แมงโก้ แมดเนส, ทรอปิคอลพั้นช์ และ เบอรี่บลู หรือ เบียร์เย็นๆ อย่างซานมิเกล ไลท์ เบียร์สิงห์ หรือ เบียร์ช้าง ดื่มคู่กับเมนูเด็ด
แฟนๆ ทาโก้ เบลล์ สามารถตืดตามความเคลื่อนไหว และโปรโมชั่นต่างๆ ได้ที่ Facebook.com/TacoBellTH , instagram@TacoBellTH , twitter@TacoBellTH
Mercedes-Benz ออกตัวแรง! เริ่มต้นปีด้วย CLS รุ่นประกอบในประเทศราคาเพียง 4,390,000 บาท
คุณฟรังค์ ชไตน์อัคเคอร์ รองประธานบริหารฝ่ายขายและการตลาด บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “การนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่หลากหลายถือเป็นหนึ่งในแนวทางการดำเนินงานที่ทำให้เมอร์เซเดส-เบนซ์ประสบความสำเร็จ และได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าให้เป็นอันดับหนึ่งในตลาดรถยนต์หรูมาโดยตลอด
ในปี พ.ศ. 2561 ที่ผ่านมา เราได้มีการนำเสนอยนตรกรรมรุ่นประกอบในประเทศไทยเพื่อเป็นการมอบทางเลือกที่หลากหลายให้กับลูกค้าทั้งหมดถึง 7 รุ่นย่อย ทั้งจากตระกูล Mercedes-Benz และรถยนต์สปอร์ตสมรรถนะสูง Mercedes-AMG ซึ่งในครั้งนี้ทางบริษัทฯ ยังคงไม่หยุดยั้งที่จะสานต่อแนวทางดังกล่าว และเปิดศักราชใหม่ด้วยการเปิดตัวรถยนต์ในกลุ่ม ‘ดรีมคาร์’ อย่าง Mercedes-Benz CLS 300 d AMG Premium รุ่นประกอบในประเทศที่มาพร้อมเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย และดีไซน์อันงดงามที่จะช่วยเสริมรากฐาน และเอกลักษณ์ของรถยนต์ตระกูลนี้ให้แข็งแกร่งขึ้นไปอีกขั้น พร้อมตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าผู้ชื่นชอบความหรูหราสไตล์สปอร์ตได้เป็นอย่างดี”
“Mercedes-Benz CLS 300 d AMG Premium รุ่นประกอบในประเทศ เป็นรถยนต์สปอร์ตคูเป้ 4 ประตูรุ่นใหม่ ที่มาพร้อมกับดีไซน์ที่น่าหลงใหลเหนือระดับ สะท้อนแนวคิดของการออกแบบรถยนต์ในแบบฉบับของเมอร์เซเดส-เบนซ์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ โฉบเฉี่ยวด้วยไฟหน้า MULTIBEAM LED และเสริมความมั่นใจให้กับผู้ขับขี่ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี และระบบความปลอดภัยครบครัน อาทิ ระบบช่วยรักษาระยะห่างจากรถที่อยู่ด้านหน้า, ระบบช่วยเตือนเมื่อมีรถอยู่ในจุดอับสายตา หรือระบบช่วยเบรกแบบแอคทีฟ เป็นต้นโดยผู้ที่สนใจสามารถเยี่ยมชมพร้อมสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่างเป็นทางการทั้ง 32 แห่งทั่วประเทศ” มร. ฟรังค์ กล่าวปิดท้าย
สำหรับ ดีไซน์ภายนอก มีจุดเด่นอยู่ที่ชุดไฟหน้าแบบ MULTIBEAM LED ดีไซน์ใหม่ และกระจังหน้าแบบ diamond grille ที่มีเส้นตัดแบ่งเส้นเดียวอันเป็นเอกลักษณ์ของรถยนต์แบบคูเป้ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ พร้อมเส้นสายที่ดูกว้างและมีลักษณะทอดตัวลงไปที่พื้น คล้ายกับลักษณะของ Mercedes-AMG GT
นอกจากนี้ รถยนต์รุ่นนี้ยังมาพร้อมกับหลังคาซันรูฟเลื่อนเปิด – ปิดได้ด้วยระบบไฟฟ้า, กันชนหน้า – หลัง และสเกิร์ตข้างดีไซน์สปอร์ตจาก AMG, สัญลักษณ์ Mercedes-Benz บนคาลิปเปอร์เบรก, ล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ตจาก AMG แบบ 5 ก้านคู่ ขนาด 19″, ยางรถยนต์แบบ Run-flat tyres และไฟท้ายแบบ LED พร้อมเทคโนโลยีไฟเบอร์ออฟติก

ดีไซน์ภายในห้องโดยสารนั้นหรูหราเรียบง่าย แต่เพิ่มความพิเศษด้วยการติดตั้งไฟประดับที่ช่องลมของเครื่องปรับอากาศ เพื่อเสริมรูปลักษณ์ของช่องลมที่ดูคล้ายเครื่องยนต์เครื่องบินเจ็ทให้ดูโดดเด่นสวยงามมากยิ่งขึ้น พร้อมเสริมลูกเล่นด้วยการเปลี่ยนสีเมื่อมีการปรับอุณหภูมิ
รวมถึงการออกแบบแผงหน้าปัดสำหรับผู้ขับขี่แบบดิจิทัล ที่ผู้ขับขี่สามารถเลือกรูปแบบการแสดงผลของแผงหน้าปัดได้ 3 แบบ เพื่อให้เหมาะกับความรู้สึกขณะขับขี่ หรือให้เข้ากับการตกแต่งภายในห้องโดยสาร
นอกจากนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ได้มีการออกแบบเบาะที่นั่งสำหรับรถยนต์ตระกูลซีแอลเอสให้มีการจัดวางเบาะที่นั่งเป็นแบบ 5 ที่นั่ง โดยมีวัสดุหุ้มเบาะเป็นหนัง nappa และฝีเข็มสำหรับทั้งเบาะที่นั่งคู่หน้า และเบาะที่นั่งตอนหลังที่อยู่ในตำแหน่งตรงกับเบาะที่นั่งตอนหน้าถูกจัดวางให้เหมือนกันทุกประการเพื่อสร้างความรู้สึกให้คล้ายกับรถสปอร์ต 1 ที่นั่ง
เบาะที่นั่งตอนหลังยังสามารถพับลงแบบ 40/20/40 ได้, เบาะที่นั่งคู่หน้าสามารถปรับระดับด้วยระบบไฟฟ้า พร้อมหน่วยบันทึกความจำ, พวงมาลัยเพาเวอร์แบบมัลติฟังก์ชั่นแบบสปอร์ต 3 ก้านท้ายตัดที่ปรับน้ำหนักตามความเร็วรถด้วยระบบไฟฟ้า หุ้มหนัง nappa พร้อมปุ่มควบคุมแบบ Touch Control, ระบบ AUDIO 20 GPS และหน้าจอแสดงผลข้อมูลแบบ Digital widescreen cockpit ขนาด 12.3 นิ้ว, ระบบควบคุมและสั่งงานด้วย touchpad, กาบบันไดเรืองแสงพร้อมสัญลักษณ์ Mercedes-Benz, ชุดคันเร่งและแป้นเบรกแบบสปอร์ต อีกทั้งยังสามารถเลือกสีของไฟเรืองแสงล้อมรอบห้องโดยสารได้ถึง 64 สี (Premium ambient lighting)
Mercedes-Benz CLS 300 d AMG Premium รุ่นประกอบในประเทศ มาพร้อมกับระบบเกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะ 9G-TRONIC และระบบเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเปลี่ยนเกียร์ได้อย่างรวดเร็ว ควบคุมแรงเหวี่ยงจากการทำงานของเครื่องยนต์ให้ต่ำลง ช่วยให้สมรรถนะการขับขี่นุ่มนวล และมีประสิทธิภาพมากขึ้น

‘ZUMA’ ห้องอาหารญี่ปุ่นร่วมสมัยระดับโลกกลับมาเขย่าภูเก็ตอีกครั้ง!
ด้วยจำนวนสาขาถึง 11 แห่ง ในเมืองหลักที่มีชื่อด้านอาหารระดับโลก ไม่ว่าจะเป็น นิวยอร์ก ลอนดอน ฮ่องกง และอีกมากมาย ซูม่าได้ยกระดับการรับประทานอาหารสไตล์ ‘อิซากายะ’ ซึ่งมีรูปแบบการรับประทานอาหารร่วมกันในแบบญี่ปุ่น ซึ่งอาหารแต่ละจานนั้นจะทำจากส่วนผสมที่ดีที่สุดซึ่งผ่านการคัดสรรโดยผู้เชี่ยวชาญ สิ่งเหล่านี้จะสร้างประสบการณ์ที่สนุกสนานในบรรยากาศเป็นกันเอง ให้ผู้รับประทานสามารถลิ้มลองอาหารที่หลากหลาย ดื่มด่ำกับเมนูจานโปรด และค้นพบรสชาติของความสุขอย่างเต็มอิ่ม
เมนูไฮไลท์ที่จะมาพร้อมกับห้องอาหารซูม่าในเทศกาลแห่งการเฉลิมฉลองนี้ ประกอบด้วย เนื้อสันในรสเผ็ดเสิร์ฟพร้อมซอสงาสูตรพิเศษ (Spicy beef tenderloin with sesame and sweet soy sauce)
ปลากระพงแล่บางพร้อมยูสุทรัฟเฟิลออยล์และไข่ปลาแซลมอน (Thin-sliced seabass with yuzu truffle oil and salmon roe)
ปลาคอดดำหมักซอสมิโสะห่อใบสักทอง (Miso-marinated black cod wrapped in hoba leaf)
แขกทุกท่านสามารถเพลิดเพลินกับรสชาติอาหารญี่ปุ่นต้นตำรับในสไตล์โมเดิร์นของซูม่าได้ ทั้งจากครัวหลัก เตาย่าง รวมถึงเคาน์เตอร์ซูชิ พร้อมกันนี้ยังมีดีเจเปิดแผ่นเพลงชิลฟังสบาย ภายใต้บรรยากาศริมทะเลอันสดชื่น ห้องอาหารซูม่าในแบบป๊อปอัพ จะปักหลักที่โรงแรมอนันตรา ลายัน ภูเก็ต รีสอร์ท และพร้อมดึงดูดเหล่านักชิมทั้งใกล้และไกล ตลอดช่วงเทศกาลแห่งความสุข รวมถึงปีใหม่และวาเลนไทน์ที่กำลังจะมาถึงนี้ (15 ธันวาคม 2561 – 15 กุมภาพันธ์ 2562)
โหลดแอปพลิเคชัน ‘M-DRIVE’ รับทันที! ส่วนลด ค่าบำรุงรักษาจากมิตซูบิชิ มอเตอร์ส
สำหรับไอโฟนกด Apple Store และสำหรับแอนดรอยด์กด Google Play เพื่อใช้เป็นส่วนลดสำหรับการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องที่ร่วมรายการ และพิเศษสำหรับลูกค้าที่ทำการลงทะเบียนออนไลน์รับคูปองผ่านทางแอพพลิเคชั่น M-Drive สามารถรับส่วนลดเพิ่มเป็นคูปองมูลค่า 100 บาท ได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 ตุลาคม 2562 (คูปองมีจำนวนจำกัด)

สำหรับการดาวน์โหลดคูปอง และข้อมูลเพิ่มเติมมี 2 ทางคือ
- แอพพลิเคชั่น M-Drive (ดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นได้จาก Apple Store และ Google Play)
- www.mmthservice.com/as_evoucher/

All new ‘Ultraboost 19 Refract’ 1 ใน 4 สีพิเศษใหม่ล่าสุด!
อาดิดาส รันนิ่ง สร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญในวงการวิ่งอีกครั้งด้วยการเปิดตัว ‘Ultraboost 19’ สีรีแฟรคท์ (Refract) เป็นอัลตร้าบูสต์โฉมใหม่ที่ได้รับการพัฒนาใหม่ทั้งหมด ด้านการดีไซน์มีการนำเอารุ่น Triple White มาแปลงโฉมใหม่ จนได้ออกมาเป็นสีพิเศษที่ 3 จากทั้งหมด 4 สี โดยเปิดตัว พร้อมวางจำหน่ายจำนวนจำกัด ก่อนวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2019
สำหรับรองเท้าวิ่งอัลตร้าบูสท์ 19 สีรีแฟรคท์นั้น ถูกออกแบบโดยการใช้สียอดนิยมอย่างสีทริปเปิ้ลไวท์มาเสริมด้วยลายถักสีมัลติโทนัล (multi-tonal) ซึ่งนอกจากดีไซน์ของรองเท้าที่มีความสวยงามแล้ว รองเท้าวิ่งคู่นี้ยังถูกสร้างขึ้นเพื่อประสิทธิภาพการใช้งานสูงสุด โดยทีมนักออกแบบ และทีมพัฒนาผลิตภัณฑ์ของอาดิดาสได้ร่วมมือกับนักวิ่งชั้นนำจากทั่วทุกมุมโลกในการแปลงโฉมรองเท้าวิ่งอัลตร้าบูสท์รุ่นเดิมที่มีชิ้นส่วนถึง 17 ชิ้นให้เหลือเพียงชิ้นส่วนหลักๆ เพียงแค่ 4 ชิ้นเท่านั้น
เริ่มจากพื้นรอง Optimized BOOST แบบใหม่ล่าสุดที่มีปริมาณบูสท์แคปซูลที่เพิ่มขึ้นอีก 20% ส่งผลให้รองเท้าสามารถคืนพลังงานแก่นักวิ่งได้มากกว่ารุ่นก่อน โดยถูกประกอบรวมเข้ากับชิ้นส่วน Torsion Spring ที่มีน้ำหนักเบาและช่วยรองรับการเปลี่ยนรูปของพื้นรองเท้าได้อย่างดีเยี่ยม
ตามมาด้วยตัวรองเท้าที่ผลิตจากวัสดุ Primeknit 360 ที่มาพร้อมกับน้ำหนักที่เบาสบายและดูเรียบง่าย ปิดท้ายด้วยชิ้นส่วน 3D Heel Frame ที่ช่วยในเรื่องของการปรับเข้ากับรูปเท้าและการซัพพอร์ทที่สมบูรณ์แบบ
รองเท้าวิ่งอัลตร้าบูสท์ 19 สีรีแฟรคท์ วางจำหน่ายแล้วในจำนวนจำกัด ราคา 7,300 บาท ที่ร้านอาดิดาส แบรนด์ เซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์, อาดิดาส ออนไลน์ สโตร์ adidas.co.th และร้านอาริ รันนิ่ง คอนเซปต์ สโตร์
อีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญ ‘นิสสัน ประเทศไทย’ ผลิตรถยนต์เพื่อการส่งออกครบ 1 ล้านคัน!
ประวัติศาสตร์หน้าสำคัญของ’นิสสัน’คือความสำเร็จในการผลิตรถยนต์เพื่อการส่งออกจากฐานการผลิตในประเทศไทยไปยังจุดหมายปลายทางทั่วโลกครบ 1 ล้านคัน ซึ่งรถยนต์คันที่ 1 ล้าน คือ นิสสัน เทอร์ร่า ใหม่ รถยนต์อเนกประสงค์ พรีเมียมเอสยูวีแบบตัวถังบนแชสซีส โดยเป็นรถยนต์ที่โรงงานนิสสัน ประเทศไทยดำเนินการผลิตเพื่อส่งออกไปยังทั่วโลก
นิสสัน ประเทศไทย เริ่มทำการส่งออกรถยนต์คุณภาพสูงที่ผลิตขึ้นในประเทศไทยไปสู่ลูกค้าทั่วโลก นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2542 โดย นิสสัน ฟรอนเทียร์ คือรถยนต์รุ่นแรกที่ถูกส่งออกไปยังประเทศออสเตรเลีย นับแต่นั้นเป็นต้นมา ฐานการผลิตของนิสสัน ประเทศไทย ได้มีการขยายตัวเพื่อรองรับการเติบโตที่เพิ่มสูงขึ้นจนได้รับการยอมรับให้เป็นศูนย์กลางการผลิตสำคัญของนิสสันในภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนีย ทำหน้าที่สำคัญในการผลิตรถยนต์คุณภาพส่งถึงมือลูกค้า ผู้ขับขี่จากทั่วทุกมุมโลก
ในปีที่ผ่านมา ตลาดส่งออกสูงสุด 3 อันดับแรกของนิสสัน ประเทศไทย ได้แก่ ฟิลิปปินส์ ออสเตรเลีย และญี่ปุ่น ตามด้วย อินโดนีเซีย มาเลเซีย แอฟริกาใต้ เวียดนาม นิวซีแลนด์ ดูไบ และโอมาน
ตั้งแต่พ.ศ. 2542 นิสสันได้ขยายการส่งออกรถยนต์จากประเทศไทยไปยังกว่า 115 ประเทศทั่วโลก โดยปัจจุบัน รถยนต์ที่นิสสัน ประเทศไทย ผลิตเพื่อการส่งออก มีจำนวน 6 รุ่น ได้แก่ นิสสัน อัลเมลร่า มาร์ช นาวารา ซิลฟี่ เทียน่า และเทอร์ร่า นอกจากนี้ นิสสันยังได้ทำงานร่วมกับ 250 กว่าบริษัทที่อยู่ภายใต้ซัพพลายเชนของอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งก่อให้เกิดการว่าจ้างแรงงานอีกกว่า 170,000 อัตรา และในปี พ.ศ. 2561 นิสสัน ยังมีปริมาณการส่งออกรถยนต์ของไทยสูงสุดเป็นอันดับ 5 โดยมีอัตราเพิ่มขึ้นจากปี พ.ศ. 2560 ถึง 19%
ยูตากะ ซานาดะ รองประธานอาวุโสของนิสสันเอเชียและโอเชียเนีย กล่าวว่า “ความสำเร็จของนิสสัน ในครั้งนี้ เป็นการตอกย้ำถึงบทบาทของประเทศไทยที่มีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนวิสัยทัศน์แห่งนวัตกรรมนิสสัน อินเทลลิเจนท์ โมบิลิตี้ ที่เน้นสร้างสรรค์รูปแบบการขับขี่ที่ปลอดภัย ฉลาด และยั่งยืนให้แก่ผู้คน ผู้ใช้รถบนท้องถนนทั่วทุกมุมโลก นอกจากนี้ ผมรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เห็น นิสสัน เทอร์ร่า รถยนต์เพื่อการส่งออกคันที่ 1 ล้าน ได้เดินทางออกจากท่าเรือแหลมฉบังในวันนี้
โดย นิสสัน เทอร์ร่า ซึ่งผลิตขึ้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพื่อภูมิภาคนี้โดยเฉพาะนั้นได้รับเสียงตอบรับจากลูกค้าทั่วทั่งภูมิภาคเป็นอย่างดี” โดยนายยูตากะ ซานาดะ กล่าวเสริมว่า “เราจะยังคงเดินหน้าลงทุนในระบบนิเวศอุตสาหกรรมยานยนต์อย่างต่อเนื่อง ตลอดไปจนถึงการส่งเสริมให้เกิดสร้างงานและกระตุ้นให้เกิดการหมุนเวียนของระบบเศรษฐกิจภายในประเทศ พร้อมนำเอาประโยชน์จากอุตสาหกรรม 4.0 มาประยุกต์ใช้ให้เกิดคุณค่ากับประเทศไทย”
ส่วน อันตวน บาร์เตส ประธาน นิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทย ได้กล่าวภายในงานนี้ถึงความภาคภูมิใจต่อความสำเร็จของยานยนต์คุณภาพระดับโลกที่ผลิตขึ้น ณ โรงงานนิสสัน ประเทศไทย ว่า “ความสำเร็จในการส่งออกรถยนต์ของนิสสันในครั้งนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากปราศจากความมุ่งมั่นและความทุ่มเทของเหล่าพนักงานกว่า 5,000 คน พร้อมด้วยการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากลูกค้า ผู้แทนจำหน่าย และพันธมิตรทางธุรกิจชาวไทยของเรา” พร้อมทั้งกล่าวเสริมอีกว่า “ปัจจุบัน ฐานการผลิตของนิสสันในจังหวัดสมุทรปราการมีกำลังการผลิตรวมถึง 370,000 คันต่อปี”
ดร. บงกช อนุโรจน์ รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่า “ดิฉันขอแสดงความยินดีกับนิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทย ในโอกาสเฉลิมฉลองความสำเร็จในครั้งนี้ ซึ่งถือได้ว่าเป็นประวิติศาสตร์การส่งออกครั้งสำคัญของประเทศไทยที่สามารถส่งออกไปไกลถึงทวีปอเมริกาเหนือ ยุโรป ประเทศญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และตลาดสำคัญอื่น ๆ ที่ล้วนแล้วแต่มีมาตรฐานอุตสาหกรรมที่เข้มงวด
ซึ่งความสำเร็จในครั้งนี้ ยังเป็นส่วนสำคัญในการส่งเสริมประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์เพื่อการส่งออกไปยังทั่วโลก พร้อมกันนี้ ยังช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในการผลิตรถยนต์คุณภาพสูงของประเทศไทยในเวทีระดับโลก โดยบีโอไอจะยังคงมุ่งมั่นในการทำงานร่วมกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องที่รวมถึงบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำ อย่าง นิสสัน เพื่อส่งเสริมการลงทุนด้านการวิจัย การพัฒนา และสร้างสรรค์นวัตกรรมระบบการผลิตอัจฉริยะ รวมถึงการพัฒนาทักษะแรงงานอีกด้วย”
นิสสันเริ่มต้นสายพานการผลิตรถยนต์ในประเทศไทยมาอย่างยาวนานนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2503 และได้ย้ายฐานการผลิตไปยังจังหวัดสมุทรปราการในพ.ศ. 2518 เพื่อรองรับความต้องการรถยนต์นิสสันในประเทศไทยที่เพิ่มมากขึ้น โดยบริษัทฯ ได้เดินหน้าลงทุน เพื่อยกระดับเทคโนโลยีการผลิตให้มีความทันสมัย รวมถึงการพัฒนานวัตกรรมต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง
ต่อมาในปี พ.ศ.2557 นิสสันได้เปิดไลน์การผลิต ณ โรงงานแห่งที่ 2 บนถนนบางนา – ตราด กม. 22 เพื่อเป็นฐานการผลิต นิสสัน นาวารา สำหรับจำหน่ายภายในประเทศและส่งออกไปยังทั่วโลก นอกจากนี้ ยังได้รับการยอมรับให้เป็นศูนย์กลางแห่งความเป็นเลิศระดับโลก (COE) สำหรับรถกระบะอีกด้วย และในเดือนเมษายน พ.ศ. 2558 นิสสันได้เปิดศูนย์วิจัยและพัฒนารถยนต์ระดับภูมิภาค ซึ่งตั้งอยู่บริเวณเดียวกันกับโรงงานในจังหวัดสมุทรปราการ
“นิสสันมุ่งเน้นให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพและประสิทธิภาพของพนักงานอย่างต่อเนื่อง โดยได้ส่งพนักงานไทย เข้าร่วมฝึกอบรมที่โรงงานผลิตในประเทศญี่ปุ่น จำนวน 163 คน นับตั้งแต่เริ่มต้นโครงการในพ.ศ. 2559” นายอันตวนกล่าวเพิ่มเติม
พร้อมกันนี้ นิสสัน ยังให้การสนับสนุนชุมชนทั่วประเทศไทยผ่านโครงการฝึกงานกับมหาวิทยาลัยชั้นนำของไทยกว่า 11 แห่ง และโครงการพัฒนาทักษะภาวะผู้นำสำหรับเด็กและเยาวชนซึ่งเป็นการร่วมมือกับมูลนิธิรักษ์ไทย และ แคร์ ประเทศญี่ปุ่น โดยคาดการณ์จำนวนนักเรียนมากกว่า 1,000 คนจากโรงเรียน 10 แห่งใน 3 จังหวัดที่ร่วมโครงการ ซึ่งรวมถึงจังหวัดสมุทรปราการ จะเข้าร่วมในโครงการผู้นำเยาวชนในครั้งนี้

