GWM POER SAHAR กับเครื่องดีเซลใหม่

NEW GWM POER SAHAR DIESEL มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซล 2.4T เจเนอเรชันใหม่ล่าสุด ที่สร้างชื่อมาแล้วใน NEW GWM TANK 300 DIESEL และ NEW GWM TANK 500 DIESEL พร้อมระบบเทอร์โบแปรผัน (VGT) จับคู่เกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด (9AT) ถ่ายทอดพลังอย่างต่อเนื่อง ตอบสนองฉับไว มิติตัวรถยาว 5,445 มิลลิเมตร กว้าง 1,991 มิลลิเมตร สูง 1,924 มิลลิเมตร และระยะฐานล้อ 3,350 มิลลิเมตร พร้อมลุยทุกสถานการณ์ด้วยระยะความสูงใต้ท้องรถ 224 มิลลิเมตร และความสามารถลุยน้ำได้ลึกถึง 800 มิลลิเมตร เติมความสปอร์ตด้วยกระจังหน้าสีดำ ราวหลังคาและบันไดข้างสีดำ กรอบหน้าต่างสีดำ ไฟหน้าและไฟท้ายแบบรมดำ พร้อมล้ออัลลอยสีดำขนาด 18 นิ้ว จับคู่ยาง 265/60 R18 ที่รับกับดีไซน์ภายนอกอย่างลงตัว

NEW GWM POER SAHAR DIESEL มาพร้อม 3 รุ่นย่อย ได้แก่

  • NEW GWM POER SAHAR DIESEL รุ่น 2.4T PRO DOUBLE CAB AUTO ราคา 849,000 บาท
  • NEW GWM POER SAHAR DIESEL รุ่น 2.4T ULTRA DOUBLE CAB AUTO ราคา 949,000 บาท
  • NEW GWM POER SAHAR DIESEL รุ่น 2.4T ULTRA DOUBLE CAB AUTO 4WD ราคา 1,049,000 บาท

พร้อมตัวเลือกสีภายนอก 3 สี ได้แก่ สีขาว, สีดำ และสีเทา เติมเต็มบุคลิกแข็งแกร่งและพรีเมียมได้อย่างชัดเจน ภายในห้องโดยสารตกแต่งโทนสีดำสุดหรู เน้นบรรยากาศเรียบหรูทันสมัย ให้ความรู้สึกมั่นใจและผ่อนคลายตลอดการเดินทาง พร้อมการจัดวางพื้นที่ใช้งานอย่างลงตัว รองรับทั้งภารกิจงานบุกลุยและไลฟ์สไตล์แบบพรีเมียมบนทุกเส้นทาง

4 จุดเด่นที่ฉีกกฎความเป็นรถกระบะแบบเดิมๆ

  1. NEW GWM POER SAHAR DIESEL ขุมพลังดีเซล 2.4T เจเนอเรชันใหม่ให้แรงม้าสูงสุด 184 แรงม้า และแรงบิด 480 นิวตันเมตรตั้งแต่รอบต่ำ 1,500–2,500 รอบ/นาที เสริมการเผาไหม้ด้วยหัวฉีดแรงดันสูง 2,000 บาร์ ชุดเกียร์ 9 สปีดมีช่วงอัตราทดเกียร์ 8.843 สามารถเข้าสู่เกียร์ 9 ที่ความเร็วเพียง 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พร้อมยกระดับไปอีกขั้นด้วยการควบคุม NVH (Noise, Vibration, and Harshness) อย่างมีประสิทธิภาพ มอบความนิ่ง เงียบ นุ่มนวล ในการนั่งและการขับขี่ ถังน้ำมันขนาดใหญ่ 78 ลิตร วิ่งได้ไกลกว่า 1,000 กิโลเมตรต่อการเติมหนึ่งถัง อัตราการบริโภคน้ำมันเฉลี่ย 14 กิโลเมตรต่อลิตร (ในรุ่น 2WD) และ 13.5 กิโลเมตรต่อลิตร (ในรุ่น 4WD) ตามมาตรฐาน NEDC นอกจากนี้ ยังมาพร้อมดิสก์เบรค 4 ล้อ
  2. NEW GWM POER SAHAR DIESEL มาพร้อม 3 โหมดการขับขี่ ได้แก่ โหมดปกติ, สปอร์ต และประหยัด (สำหรับรุ่น 2WD) ส่วนในรุ่น 4WD มาพร้อมโหมดการขับเคลื่อน 2 ล้อ (2H) โหมดการขับเคลื่อน 4 ล้อ (4H) และโหมดการขับเคลื่อน 4 ล้อแบบอัตราทดเกียร์ต่ำ (4L) ระยะใต้ท้อง 224 มิลลิเมตรสามารถลุยน้ำลึก 800 มิลลิเมตร กล้องมองภาพรอบทิศทาง 360 องศาและระบบแสดงภาพใต้ท้องรถ Body Transparent (เฉพาะรุ่น 2.4T ULTRA และ 2.4T ULTRA 4WD) เพิ่มทัศนวิสัยขณะผ่านพื้นที่แคบหรือทางขรุขระ
  3. ภายในห้องโดยสารมาในโทนสีดำเสริมความรู้สึกพรีเมียมตั้งแต่แรกสัมผัส เบาะหลังปรับเอนได้ 2 ระดับ (ประมาณ 33 องศา) พร้อมพนักพิงเบาะพับได้แบบ 40:20:40 ที่มาพร้อมที่พักแขนและที่วางแก้ว วัสดุหุ้มเบาะหนังสังเคราะห์พรีเมียม มอบประสบการณ์ขั้นกว่าด้วยหน้าจอมัลติมีเดียแบบสัมผัสขนาด 12.3 นิ้ว (ในรุ่น 2.4T PRO) และขนาด 14.6 นิ้ว (ในรุ่น 2.4T ULTRA และ 2.4T ULTRA 4WD) เกียร์ควบคุมด้วยระบบไฟฟ้า Electronic Shifter เสริมความสะดวกสบายด้วย Smart Key และ Push Start ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแยกอิสระซ้าย-ขวา และระบบล็อกประตูอัตโนมัติเมื่อถึงความเร็วที่กำหนด เบาะคนขับสามารถปรับไฟฟ้าได้ 6 ทิศทาง และเบาะผู้โดยสารด้านหน้าปรับแบบไฟฟ้าได้ 4 ทิศทาง พอร์ต USB หน้า-หลัง (มีช่องต่อสำหรับกล้องบันทึกภาพแยกต่างหาก) และช่องจ่ายไฟสำรอง 220V ในรถ พร้อมที่ชาร์จโทรศัพท์แบบไร้สาย
  4. สะดวกและปลอดภัยด้วยระบบสั่งการด้วยเสียงและระบบนำทาง ช่วยลดการละสายตาและการสัมผัสปุ่ม รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto แบบไร้สาย เสริมความอุ่นใจด้วยระบบช่วยขับและระบบความปลอดภัยมากถึง 26 รายการ (ในแต่ละรุ่นอาจแตกต่างกัน) อาทิ ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผันพร้อมการเข้าโค้งอัจฉริยะ (ACC), ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ (AEB), ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน (LKA) ขณะที่โครงสร้างตัวถังใช้เหล็กกล้าความแข็งแรงสูงกว่า 64.3% ของโครงสร้างทั้งหมด ทนแรงบิดได้ 61,118 นิวตันเมตร/องศา แรงดัดได้ 26,163 นิวตันเมตร/มิลลิเมตร และหลังคารับแรงกดได้ถึง 4.88 เท่าของน้ำหนักตัวรถ ตอกย้ำมาตรฐานความปลอดภัยเชิงโครงสร้าง ปกป้องทุกคนในครอบครัวในกรณีเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน

ยิ่งไปกว่านั้น NEW GWM POER SAHAR DIESEL สามารถปรับแต่งได้หลากหลายตามความต้องการ รองรับทั้งวันทำงาน ทริปท่องเที่ยว และการผจญภัย ผสานความพรีเมียมกับความอเนกประสงค์ไว้ในคันเดียว ไม่ว่าจะเป็น สายแคมป์ปิ้ง สายกิจกรรมกลางแจ้งที่ต้องบรรทุกอุปกรณ์ทั้งชิ้นเล็กและชิ้นใหญ่ สายลากจูงรถบ้านเดินทางท่องเที่ยว หรือแม้แต่สายออฟโรด ก็จบได้ภายในคันเดียวในทุกเส้นทาง พร้อมภาพลักษณ์ทันสมัย โดดเด่น และสะดวกสบาย

#GWM #GWMThailand #GWMPOER #POER #POERDIESEL #NEWGWMPOERSAHARDIESEL #MotorExpo2025


GWM ปิดฉาก Motor Expo 2025 สุดปัง! กวาดยอดจอง 4,609 คัน

GWM (Thailand) สร้างปรากฏการณ์ในงาน Motor Expo 2025 ด้วยยอดจองรวมทั้งสิ้น 4,609 คัน สะท้อนกระแสตอบรับอันร้อนแรงและความมั่นใจในแบรนด์ GWM จากผู้บริโภคชาวไทยที่มองหารถยนต์ที่ตอบโจทย์ทั้งเทคโนโลยี ความปลอดภัย รวมถึงความไว้วางใจในการบริการหลังการขายที่ได้มาตรฐาน โดยยอดจองสะสมในงาน Motor Expo 2025 นี้ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนกว่า 124%

3 ไฮไลต์ที่ได้ความสนใจสูงสุดใน Motor Expo 2025

GWM TANK 300 DIESEL – รถยนต์ SUV สไตล์ Premium Boxy ยังคงความร้อนแรงด้วยยอดจองสูงที่สุดของ GWM ถึง 1,818 คัน ด้วยดีไซน์ที่โดดเด่นสะดุดตา พร้อมสมรรถนะอันทรงพลังของเครื่องยนต์ดีเซล 2.4T เจเนอเรชันใหม่ที่ให้ประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือกว่า พร้อมการรับประกันเครื่องยนต์ดีเซลถึง 1 ล้านกิโลเมตร (หรือ 8 ปี) และเทคโนโลยีอัจฉริยะที่มอบความสะดวกสบายและความปลอดภัย ที่มอบความคุ้มค่าคุ้มราคาให้กับแฟน ๆ ชาวไทย นอกจากนี้ ยังมี GWM TANK 300 DIESEL Desert Storm Limited Edition เข้ามาสร้างสีสันและสะท้อนสไตล์เฉพาะตัว ในจำนวนจำกัดเพียง  300 คัน จึงไม่แปลกใจว่าทำไม GWM TANK 300 DIESEL ที่ส่งมอบไปแล้วกว่า 6,000 คัน ยังคงเป็นรถยอดนิยมสำหรับคนไทยที่ชื่นชอบสไตล์และการผจญภัย

GWM ORA Good Cat – เหมียวไฟฟ้าขวัญใจคนรุ่นใหม่ ที่ไม่ใช่แค่ “รถคันแรกในใจใครหลายคน” แต่เป็นไอคอนของความคิ้วท์ ทันสมัย ปลอดภัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มาพร้อมระบบความปลอดภัยล้ำสมัยและแบตเตอรี่ผลิตในประเทศที่ผ่านการทดสอบอย่างเข้มงวด ทำให้เป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์ทั้งคนยุคใหม่และผู้ปกครองที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัย ความคุ้มค่า และดีไซน์ที่สะท้อนตัวตน นอกจากนี้เดือนธันวาคม 2568 ถือเป็นโค้งสุดท้ายในการเป็นเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้าภายใต้มาตรการ EV 3.0 กับสิทธิประโยชน์สูงถึง 150,000 บาทและข้อเสนอที่ดีที่สุดของ GWM ORA Good Cat ซึ่งหลังจากจบงาน ได้กวาดยอดจองไปได้อย่างถล่มทะลายถึง 1,566 คัน

WEY G9 – The Crafted Masterpiece รถลักชัวรี่ MPV รุ่นแรกของ GWM WEY ก็ได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยมและเกินความคาดหมายจากผู้บริหารระดับสูง นักธุรกิจ ข้าราชการระดับผู้ใหญ่ ที่ต้องการภาพลักษณ์เหนือระดับ และครอบครัวที่ต้องการรถ MPV ที่สามารถตอบโจทย์การใช้ชีวิตประจำวันที่หลากหลาย โดดเด่นด้วยดีไซน์หรูหรา เทคโนโลยีไฮบริดขับเคลื่อนสี่ล้ออัจฉริยะ หรือ Hi4 ที่มอบทั้งสมรรถนะ เสถียรภาพในการขับขี่ ความปลอดภัย และความสะดวกสบายระดับแฟลกชิปด้วยเบาะแถวสองแบบ Zero-Gravity Seats สามารถเดินทางได้มากกว่า 1,000 กิโลเมตรโดยไม่ต้องแวะชาร์จ WEY G9 รุ่น Hi4 Ultra สามารถทำยอดจองสูงสุดที่ 378 คัน

นอกจาก 3 รุ่นไฮไลต์แล้ว รถรุ่นยอดนิยมอื่นของ GWM ก็ได้รับความสนใจอย่างสูงเช่นกัน โดยเฉพาะ GWM POER SAHAR Diesel กระบะพรีเมียมสำหรับสายลุยที่ไม่ทิ้งความสบาย รถกระบะขนาดใหญ่ที่เหมาะกับการปรับแต่งให้ตรงกับความต้องการ เป็น “Next Level of Lifestyle Partner” ที่มีสมรรถนะสูง แต่ยังคงใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึง NEW GWM TANK 500 Diesel รถ SUV ระดับพรีเมียมอัดแน่นด้วยเทคโนโลยีล้ำหน้า ตอบโจทย์การขับขี่ที่หลากหลาย และ GWM HAVAL H6 PHEV ที่ยังคงเป็นหนึ่งในรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดที่ครองใจผู้บริโภคด้วยความประหยัดและเทคโนโลยีล้ำสมัย ทั้งสามรุ่นได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมงานอย่างล้นหลาม สะท้อนความแข็งแกร่งของผลิตภัณฑ์ในทุกเซกเมนต์ ซึ่งมียอดจองรวมกันทั้งสิ้น 4,609 คัน

เวย์น โจว กรรมการผู้จัดการ GWM (Thailand) กล่าวว่า “เราขอขอบคุณลูกค้าชาวไทยทุกท่านสำหรับความไว้วางใจและการตอบรับที่ยอดเยี่ยมในงาน Motor Expo 2025 ความสำเร็จครั้งนี้ไม่ใช่เพียงตัวเลขยอดจอง แต่เป็นหลักฐานที่ชัดเจนว่า GWM ยืนหยัดดำเนินธุรกิจในประเทศไทยอย่างมั่นคงและแข็งแรง ภายใต้กลยุทธ์ Multi-powertrain การนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายในทุกระบบขับเคลื่อน เพื่อตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าในหลากหลายเซกเมนต์ ครอบคลุมถึง 85% ของตลาดรถยนต์ในประเทศไทย นอกจากนี้ ความสำเร็จของเรายังมาจากการรับฟังเสียงของลูกค้า หรือ User-Centric เราเชื่อว่าการฟังเสียงผู้ใช้คือหัวใจของการสร้างแบรนด์และการเติบโตในระยะยาว เพื่อนำมาพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรม และผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความชื่นชอบของคนไทย ผลลัพธ์คือการตอบรับที่เหนือความคาดหมายจากลูกค้าชาวไทยในงาน Motor Expo ปีนี้ นอกจากผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่นแล้ว GWM ยังให้ความสำคัญกับการบริการหลังการขาย เพื่อสร้างความอุ่นใจไร้กังวลให้กับลูกค้าของเรา เรามุ่งยกระดับมาตรฐานการบริการให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป เพื่อก้าวขึ้นสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์จีนอันดับ 1 ด้านบริการหลังการขาย และแบรนด์ที่คนไทยให้ความไว้วางใจสูงสุด”

#GWM #GWMThailand #GWMTH #WEYG9 #GWMPOERSAHAR #GWMORAGoodCat #GWMWEY #GWMTANK #GWMHAVAL #WEY #TANK #HAVAL #ORA #MotorExpo2025


GWM ระดมพนักงานกว่า 100 ชีวิต จัดสิ่งของบรรเทาทุกข์กว่า 1,200 ชุด ช่วยเหลือสู่ผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้

GWM (Thailand) เดินหน้าสานต่อพันธกิจยืนหยัดเคียงข้างคนไทยในทุกสถานการณ์ จัดกิจกรรมเร่งด่วน ภายใต้โครงการ GWM รวมหัวใจพร้อมก้าวผ่านทุกวิกฤตไปด้วยกัน ช่วยภัยน้ำท่วมใต้” โดยระดมพลังทีมผู้บริหารระดับสูง พนักงานจากสำนักงานใหญ่กรุงเทพฯ และโรงงานระยอง รวมกว่า 100 คน ร่วมกันบรรจุสิ่งของบรรเทาทุกข์จำนวนกว่า 1,200 ชุด เพื่อส่งต่อให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และจังหวัดใกล้เคียง ที่กำลังเผชิญกับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่

กิจกรรมครั้งนี้จัดขึ้น ณ GWM Smart Factory จังหวัดระยอง นำโดยทีมผู้บริหาร พร้อมด้วยพนักงานจากกรุงเทพฯ และระยอง ร่วมแรงร่วมใจบรรจุสิ่งของจำเป็นในชีวิตประจำวัน อาทิ อาหารแห้ง น้ำดื่ม ยารักษาโรค และของใช้ที่จำเป็นสำหรับการดำรงชีวิต เพื่อให้ผู้ประสบภัยสามารถนำไปใช้บรรเทาความเดือดร้อนได้ทันที หลังจากเสร็จสิ้นการบรรจุ ได้ลำเลียงขึ้นรถเพื่อเตรียมจัดส่งลงสู่พื้นที่ภาคใต้ โดยจะส่งมอบให้หน่วยงานในพื้นที่เพื่อกระจายความช่วยเหลือไปยังชุมชนที่ได้รับผลกระทบอย่างทั่วถึง

เวย์น โจว กรรมการผู้จัดการ GWM (Thailand) กล่าวถึงความตั้งใจของโครงการว่า “GWM ขอแสดงความห่วงใยอย่างสุดซึ้งต่อพี่น้องชาวใต้ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตอุทกภัยในครั้งนี้ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของประชาชนจำนวนมาก GWM ขอเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน และขอส่งกำลังใจให้ทุกท่านก้าวผ่านเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้โดยเร็ว เราเชื่อว่าพลังของการร่วมมือและการช่วยเหลือกัน คือหัวใจสำคัญที่ทำให้สังคมของเราน่าอยู่ยิ่งขึ้น และ GWM จะยังคงเคียงข้างคนไทยในทุกวิกฤตเสมอ GWM มุ่งมั่นในการดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง โดยเชื่อว่าความร่วมมือระหว่างองค์กร พนักงาน พาร์ทเนอร์ ลูกค้า และภาคประชาชน จะช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับสังคมไทย และช่วยให้ทุกคนก้าวผ่านวิกฤตไปด้วยกันตามเจตนารมณ์ของ GWM อย่างแท้จริง”

#GWM #GWMThailand #SouthernFlood


“Botanica The Collector” สร้างนิยามใหม่แห่งการอยู่อาศัย

ภูเก็ต 2 ธันวาคม 2568 — โบทานิก้า ลักซูรี่ วิลล่า ผู้นำตลาดพูลวิลล่าระดับลักชัวรีของเมืองไทย เดินหน้าต่อยอดวิสัยทัศน์ในการสร้างสรรค์ชุมชนที่อยู่อาศัยเหนือระดับให้ภูเก็ต พร้อมขับเคลื่อนจังหวัดสู่หมุดหมายไลฟ์สไตล์ครบวงจรชั้นนำของโลก ล่าสุดเปิดตัวแคมเปญอาร์ตยิ่งใหญ่ “Botanica The Collector” พลิกโฉม Sales Gallery ให้กลายเป็น “อาร์ตแกลเลอรีที่มีชีวิต”พร้อมจัดเป็นนิทรรศการ Botanica Art Collection ชวนผู้หลงใหลการใช้ชีวิตเปี่ยมคุณค่า ร่วมสัมผัสนิยามใหม่ของการอยู่อาศัยที่ศิลปะไม่ใช่แค่ของตกแต่ง แต่เป็นส่วนหนึ่งที่สะท้อนตัวตนของการใช้ชีวิต ภายใต้ความเชื่อที่ว่า “ศิลปะ” คือหนึ่งในมิติสำคัญที่ช่วยหลอมรวมผู้คน สร้างแรงบันดาลใจใหม่ ๆ และยกระดับสังคมให้เปี่ยมไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ โดยนิทรรศการนี้เป็นหนึ่งในพื้นที่จัดแสดงอย่างเป็นทางการของมหกรรมศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ Thailand Biennale Phuket 2025 ตอกย้ำบทบาทของโบทานิก้าฯ ในฐานะผู้สนับสนุนภูมิทัศน์ศิลปะร่วมสมัยของภูเก็ต ผ่านการจับมือกับเครือข่ายศิลปินท้องถิ่น คิวเรเตอร์ และแกลเลอรีชั้นนำ เพื่อขับเคลื่อนให้ภูเก็ตเป็นฮับทางวัฒนธรรมที่ยั่งยืนของเมืองไทย

นิทรรศการ Botanica Art Collection ครั้งนี้ นำเสนอผลงานระดับมาสเตอร์พีซของศิลปินไทยชั้นครูอย่าง ถวัลย์ ดัชนี, เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์, ศักดิ์วุฒิ วิเศษมณี และนที อุตฤทธิ์และศิลปินชื่อดังอีกมากมาย ตลอดจนไฮไลต์สำคัญอย่างผลงานระดับโลกโดยศิลปินฝรั่งเศสระดับตำนาน Pierre-Auguste Renoir ผู้เข้าชมจะได้ดื่มด่ำการจัดแสดงงานอาร์ตในหลากหลายโซน ทั้งภายใน Sales Gallery ของโบทานิก้าฯ ทั้งสองชั้น และพื้นที่สวนกลางแจ้ง พร้อมร่วม Curated Tour ที่ออกแบบเส้นทางชมงานให้สอดรับกับแสง วัสดุ และภูมิทัศน์

อรรถสิทธิ์ อินทรชูติ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท โบทานิก้า ลักซูรี่ ภูเก็ต จำกัดกล่าวว่า “ผมเป็นนักสะสมศิลปะที่เชื่อว่างานศิลป์ควรใช้ชีวิตอยู่กับเรา ไม่ใช่อยู่หลังเชือกกั้น จึงชอบสะสมมาสเตอร์พีซที่มีเรื่องเล่าและเปี่ยมคุณค่ามาอยู่ในพื้นที่การอยู่อาศัยจริง โดยโบทานิก้าฯ ยังพบว่ากลุ่มผู้ซื้อระดับลักชัวรี เล็งเห็นว่าศิลปะคือทั้งสุนทรียะของการอยู่อาศัยและเป็น ‘สินทรัพย์แห่งความหลงใหล’ การคิวเรตงานศิลป์ให้

เหมาะกับสเปซ ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยเรื่องแสงสว่าง องค์ประกอบในพื้นที่ การถ่ายเทของอากาศ ไปจนถึงการดูแลรักษา จึงสำคัญไม่แพ้การเลือกภาพของศิลปินที่ชื่นชอบ เราอยากทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมองค์ความรู้เหล่านี้ให้ลูกค้าได้เห็นภาพและสัมผัสด้วยตัวเอง สำหรับแคมเปญ Botanica The Collector นี้ เราตั้งใจให้ทุกคนได้เข้าใจว่า ศิลปะไม่ได้แค่ทำให้บ้านสวยขึ้น แต่ทำให้ใจสงบและสร้างแรงบันดาลใจใหม่ ๆ บ้านที่ดีควรฮีลจิตใจเราได้ และงานศิลป์ที่ถูกคัดสรรอย่างเหมาะสม เปรียบเสมือนเพื่อนที่ช่วยคลายความกังวล กลับถึงบ้านแล้วหายใจลึกขึ้น ได้พัก นี่แหละคือความหรูหราที่แท้จริงในยุคนี้ เราตั้งใจพิสูจน์ว่า ‘ศิลปะ’ ไม่ใช่ของไกลตัว แต่คือสื่อกลางที่ทำให้ทุกบ้านมีหัวใจ”

“ภายใต้แคมเปญ Botanica The Collector เรายังภูมิใจที่ได้จัดนิทรรศการพิเศษขึ้นมาในชื่อ Botanica Art Collection เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่จัดแสดงของงานอาร์ตระดับนานาชาติ Thailand Biennale Phuket 2025 เพราะเราเชื่อในพลังของศิลปะที่จะขับเคลื่อนสังคมสู่มิติใหม่ที่สร้างสรรค์มากขึ้น เรายินดีที่ได้ร่วมทำหน้าที่ขับเคลื่อนภูเก็ตสู่ฮับทางวัฒนธรรมที่สำคัญของเมืองไทยและพร้อมผลักดันให้จังหวัดเป็นศูนย์รวมศิลปะและวัฒนธรรมระดับโลกต่อไป”

ร่วมสัมผัสนิทรรศการ Botanica Art Collection ได้แล้ววันนี้ จนถึงวันที่ 29 เมษายน 2569 ตั้งแต่เวลา 10:00 – 17:00 น. ณ Sales Gallery โบทานิก้า แกรนด์ อเวนิว


ฟอร์ด–มาสด้า ฉลอง 30 ปีโรงงานเอเอที ตอกย้ำบทบาทผู้นำอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย!

บริษัท ออโต้ อัลลายแอนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ เอเอที โรงงานร่วมทุนฟอร์ดและมาสด้า ฉลองการดำเนินงานในประเทศไทยครบ 30 ปี พร้อมตอกย้ำบทบาทสำคัญในการเป็นหนึ่งในผู้ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยด้วยเทคโนโลยีให้ก้าวหน้าด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง ภายใต้นโยบาย ‘One AAT’ ที่หลอมรวมความเป็นหนึ่งเดียวของพนักงานทุกคนสู่ความเป็นเลิศ

3 ทศวรรษแห่งความภาคภูมิใจและรากฐานอันแข็งแกร่ง

นับตั้งแต่ก่อตั้งขึ้นในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2538 ในฐานะบริษัทร่วมทุนระหว่างฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี และมาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น เอเอทีได้สร้างประวัติศาสตร์เป็นโรงงานผลิตยานยนต์แบบครบวงจรที่ทันสมัย ด้วยเงินลงทุนเริ่มต้นกว่า 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยตลอดสามทศวรรษที่ผ่านมา เอเอทีไม่เพียงเป็นโรงงานผลิตรถยนต์ที่มีบทบาทสำคัญในการวางมาตรฐาน และยกกระดับคุณภาพในการผลิตรถยนต์ แต่ยังเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมอย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบันนี้ ฟอร์ด และ มาสด้า มีการลงทุนที่เอเอที อย่างต่อเนื่อง สร้างงานให้กับพนักงานกว่า 5,400 คน และยกระดับทักษะแรงงานไทยสู่มาตรฐานสากล การจัดซื้อชิ้นส่วนภายในประเทศในสัดส่วนสูงถึง 67% ยังเป็นการสนับสนุนผู้ประกอบการในประเทศไทยและสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างเป็นรูปธรรม ความสำเร็จอันน่าภาคภูมิใจนี้ยืนยันด้วยยอดการผลิตรถยนต์สะสมมากกว่า 4 ล้านคัน ซึ่งเป็นเครื่องตอกย้ำถึงบทบาทสำคัญของเอเอทีในการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางยานยนต์ชั้นนำระดับโลก

‘ฝีมือการผลิต’ หัวใจขับเคลื่อนสู่ความเป็นเลิศระดับโลก

เอเอทียึดมั่นในปรัชญา ‘ฝีมือและทักษะในการผลิต’ (craftsmanship) ที่เชื่อว่าพนักงานคือหัวใจของกระบวนการผลิตรถยนต์ พนักงานแต่ละคนไม่ใช่เพียงผู้ปฏิบัติงาน แต่คือ ‘ผู้สร้างสรรค์’ ที่ประกอบรถยนต์ทุกคันด้วยความใส่ใจในทุกรายละเอียดด้วยทักษะความเชี่ยวชาญและความมุ่งมั่น ทำให้รถยนต์ทุกคันที่ออกจากสายการผลิตของเอเอทีมีคุณภาพมาตรฐานระดับโลก

ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา เอเอทีเติบโตอย่างมั่นคง พร้อมกับการพัฒนาบุคลากรอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบัน ทีมผู้บริหารหลักในทุกหน่วยงานของเอเอทีล้วนเป็นคนไทย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสำเร็จในการพัฒนาศักยภาพและความสามารถของคนไทยให้ก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้นำในระดับสากล และความเชื่อมั่นที่ทั้งฟอร์ด และมาสด้ามีต่อบุคลากรชาวไทยในการขับเคลื่อนเอเอทีให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืน

ศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ระดับโลกและวิสัยทัศน์แห่งอนาคต

เอเอทีเป็นฐานการผลิตที่สำคัญของทั้งฟอร์ดและมาสด้า ในการผลิตรถกระบะ ฟอร์ด เรนเจอร์ รถยนต์นั่งอเนกประสงค์ ฟอร์ด เอเวอเรสต์ พร้อมทั้งรถยนต์นั่งที่ได้รับความนิยมอย่าง Mazda2 Mazda CX – 3 และ Mazda CX – 30 และยังได้ส่งออกรถ Mazda CX – 3 ไปขายในตลาดประเทศญี่ปุ่น โดยนอกจากเอเอทีจะเป็นโรงงานเดียวในโลกที่ผลิตฟอร์ด เอเวอเรสต์ เพื่อขายในประเทศและส่งไปจำหน่ายมากกว่า 100 ประเทศทั่วโลกแล้ว ล่าสุดเอเอทียังได้รับความไว้วางใจจาก ฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี ให้เป็นโรงงานเดียวในโลกที่ผลิต ฟอร์ด เรนเจอร์ ซูเปอร์ ดิวตี้ รถกระบะที่ผสานความสามารถในการทำงานหนัก (Heavy Duty) เข้ากับความอเนกประสงค์สำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุดที่เพิ่งเปิดจำหน่ายอย่างเป็นทางการที่ประเทศออสเตรเลีย และกำลังจะเปิดตัวในประเทศไทยอย่างเป็นทางการในปีหน้า

“การฉลองครบรอบ 30 ปีของเอเอที เป็นการยกย่องพนักงานทุกคนที่ยึดมั่นใน ‘ฝีมือและทักษะในการผลิต’ เราภูมิใจที่คนไทยได้ก้าวขึ้นเป็นผู้นำในการขับเคลื่อนองค์กรให้เป็นที่ยอมรับระดับสากล’  มร. ซิลวิโอ อิลลี ประธานบริษัทและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออโต้อัล ลายแอนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว ‘เราขอขอบคุณซัพพลายเออร์และพันธมิตรทางธุรกิจทุกท่านที่ร่วมสร้างความสำเร็จนี้มาด้วยกัน เอเอทีจะยังคงมุ่งมั่นพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อเป็นผู้นำในการผลิตรถยนต์คุณภาพที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในอนาคต โดยลงทุนต่อเนื่องในการยกระดับบุคลากรให้เชี่ยวชาญเทคโนโลยีขั้นสูง พร้อมยึดมั่นในหลักการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนและรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยให้ก้าวหน้าอย่างมั่นคง”


Meta ชวนสร้างสรรค์ด้วย AI ในงาน ‘A Weekend with Meta AI x Song Wat’

Meta นำพลังแห่งการสร้างสรรค์ของ AI มาสู่ชีวิตจริงใจกลางย่านทรงวาดอันเปี่ยมด้วยมรดกทางวัฒนธรรมของกรุงเทพฯ ผ่านงาน “A Weekend with Meta AI x Song Wat” ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 28–30 พฤศจิกายน 2568 ณ ลาน Vintage Vespa Thailand ถนนทรงวาด โดยกรุงเทพฯ ถือเป็นเมืองที่ 4 ที่ได้สัมผัสประสบการณ์อิมเมอร์ซีฟจาก Meta AI ต่อจากความสำเร็จในลอนดอน สิงคโปร์ และเวียดนาม

Meta ได้แรงบันดาลใจจากเสน่ห์ของย่านทรงวาดที่กำลังได้รับความนิยมในหมู่คนรุ่นใหม่ของกรุงเทพฯ และได้พันธมิตรความร่วมมือกับกรุงเทพมหานคร (กทม.) และสมาคมเมดอินทรงวาด (Made in Song Wat Association)  รังสรรค์ให้ย่านเก่าแก่อย่างทรงวาดให้กลายเป็น “A Weekend with Meta AI x Song Wat” ประสบการณ์ทางศิลปะและวัฒนธรรมที่ไม่เคยมีมาก่อน Meta และกทม.ได้เปิดงานอย่างเป็นทางการด้วยกิจกรรมวิ่งเชิงสร้างสรรค์ผสมผสานการออกกำลังกายและการท่องเที่ยวไปพร้อมกันกับ ‘Meta AI Song Wat Fun Run’ในระยะทาง 3 กม. นำโดยตัวแทนจากภาครัฐ ครีเอเตอร์ ศิลปิน คนดังและผู้ที่ชื่นชอบการวิ่งจาก Run Club นับเป็นจุดเริ่มต้นสุดสัปดาห์แห่งการสร้างสรรค์ที่ส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่ได้ออกสำรวจชุมชนอันเป็นที่รักและย่านเมืองเก่าของกรุงเทพฯ โดยมี Meta AI ออกแบบเส้นทางการวิ่งและช่วยแสดงให้เห็นเสน่ห์ของสถานที่ต่างๆ ในกรุงเทพฯ ให้มากขึ้น 

ใน Meta AI Playground ผู้เข้าชมงานจะได้เพลิดเพลินกับยามเย็น ด้วยมุมถ่ายภาพที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก Meta AI และผลงานศิลปะของ Sahred Toy อิ่มอร่อยกับอาหารสตรีทฟู้ดไทยต้นตำรับจากผู้ประกอบการท้องถิ่นและเครื่องดื่มฟรีเมื่อใช้ Meta AI นอกจากนี้ยังพักผ่อนหย่อนใจไปกับบรรยากาศพระอาทิตย์ตกดินริมแม่น้ำ พร้อมขอคำแนะนำเพลงจาก Meta AI เพื่อขอให้ดีเจเปิดในงานได้อีกด้วย

Meta AI Hub ปลดล็อกโลกแห่งการสร้างสรรค์แบบอินเทอร์แอคทีฟ ผู้เข้าชมสามารถออกแบบโปสการ์ดในสไตล์ของตนเอง หรือเลือกดีไซน์สุดพิเศษจาก Meta AI x Sahred Toy เพื่อส่งข้อความถึงตัวเองในอนาคตที่ Meta AI Mailbox to The Future ตามด้วยปลดปล่อยความเป็นซูเปอร์สตาร์โดยไม่จำเป็นต้องมีพรสวรรค์ที่ กับการเป็นนักร้องเพลงโปรดของคุณผ่านฟีเจอร์การลิปซิงค์บน Meta AI Vibe ที่ Meta AI Lipsyncing Booth อีกทั้งยังสามารถเติมเต็มประสบการณ์การสร้างคอนเทนต์ กับงานศิลปะเคลื่อนไหวสุดล้ำใน Meta AI Interactive Zone พร้อมทั้งชาร์จอุปกรณ์มือถือ และเติมพลังความสดชื่นได้ที่ Meta AI Recharging Zone อีกด้วย


HOKA @EmQuartier ช็อปใหม่ใจกลางเมือง!

HOKA เดินหน้าสู่บทใหม่ของแบรนด์ ด้วยการเปิดตัวสาขาใหม่ล่าสุดที่ EmQuartier “Concept Store” แห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคที่มีไลฟ์สไตล์แอคทีฟ ทันสมัย และให้ความสำคัญกับรองเท้าที่ผสานทั้งฟังก์ชั่นและแฟชั่นเข้าด้วยกัน สาขานี้ยังมีบทบาทสำคัญในฐานะ Lifestyle Hub ที่นำเสนอทั้งสินค้า แรงบันดาลใจ และวัฒนธรรมแห่งการเคลื่อนไหวในแบบฉบับของ HOKA ไว้ในที่เดียว ซึ่งสะท้อนจุดมุ่งหมายของแบรนด์ในการเชื่อมต่อกับผู้บริโภคยุคใหม่และเข้าถึงกลุ่มคน Urban Lifestyle มากขึ้น

ภายในร้าน HOKA สาขา EmQuartier ได้รับการออกแบบให้สะท้อนตัวตนของคนรุ่นใหม่ที่เชื่อในพลังของ “การเคลื่อนไหวที่ไร้ขีดจำกัด” โดยเชื่อมโยงแนวคิด “Performance Meets Lifestyle” เข้ากับดีไซน์ร้านผ่านโทนวัสดุธรรมชาติ และเส้นสายที่ให้ความรู้สึกพริ้วไหว มีชีวิตชีวา พร้อมจัดแสดง คอลเลกชัน Mafate Family ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของแนวคิด Trail-to-Street ที่ผสานเทคโนโลยีรองเท้าวิ่งเทรลเข้ากับดีไซน์สำหรับชีวิตในเมืองได้อย่างลงตัว 

โดยสาขานี้จะเป็นสาขาหลักในการเปิดตัวและรวบรวมสินค้าเพอร์ฟอร์แมนซ์ไลฟ์สไตล์หรือรุ่น Collaboration ใหม่ ๆ ก่อนสาขาอื่น ๆ ในประเทศไทย หรือในระดับภูมิภาค และภายในช่วงสิ้นปีนี้ HOKA ยังเตรียมเปิดสาขาใหม่อีกสองสาขา คือสาขาสยามเซ็นเตอร์และสาขาเซ็นทรัลลาดพร้าว เพื่อขยายการเข้าถึงผู้บริโภคในหลากหลายพื้นที่ร่วมกับพันธมิตรศูนย์การค้าที่มีโลเคชั่นหลักในหัวเมืองของกรุงเทพมหานคร 

เฉพาะช่วง Grand Opening สำหรับลูกค้าแบรนด์ HOKA สนุกกับกิจกรรมสุดพิเศษในเวิร์คช็อปของที่ระลึกสุดเอ็กซ์คลูซีฟ จากการร่วมมือระหว่าง HOKA และ Wood and Mountain เฉพาะสาขา EmQuartier เท่านั้นที่จัดขึ้นในวันที่ 27–30 พฤศจิกายน 2568 

ไท จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Central Brand & Specialty Group ในเครือบริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “HOKA ต้องการเข้าถึงกลุ่มคนได้หลากหลายมากขึ้น ผ่านไลน์สินค้ากลุ่มไลฟ์สไตล์ และต้องการให้คนเข้าถึงแบรนด์ HOKA ได้ง่ายมากขึ้นผ่านการขยายสาขาหลักของแบรนด์ ซึ่ง EmQuartier คือจุดเริ่มต้นของการขยายตัวที่ตอบโจทย์วิถีของคนเมืองยุคใหม่ โดยเหตุผลที่ HOKA เลือกกรุงเทพฯ เป็นเมืองแรกของการเปิด Concept Store เนื่องจากกรุงเทพฯ เป็นศูนย์รวมวัฒนธรรมที่ผสมผสานธรรมชาติ ความมีสีสันของเมือง และแฟชั่นไว้ด้วยกัน อีกทั้งมีคอมมูนิตี้สายวิ่งและ Run Club ที่แข็งแรง ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการเติบโตในระดับภูมิภาค นี่ถือเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ทางธุรกิจและการขยายการเติบโตของแบรนด์ HOKA ในประเทศไทย และผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า       ร้าน HOKA ในคอนเซ็ปต์ใหม่ครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ที่ช่วยแสดงศักยภาพของแบรนด์ที่มุ่งเติบโตร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจของเราอย่างต่อเนื่อง”

พรศักดิ์ ชินวงศ์วัฒนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เรฟ อีดิชั่น จำกัด หรือ REV Edition ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายแบรนด์ HOKA กล่าวว่า “HOKA EmQuartier เป็นมากกว่าร้านขายอุปกรณ์กีฬา แต่คือสัญลักษณ์ของการก้าวข้ามการเป็นแค่แบรนด์รองเท้า Performance สู่การขยายไปสู่ DNA ของแบรนด์ในฝั่ง Lifestyle ที่เชื่อมต่อโลกของการวิ่งเข้ากับชีวิตคนเมืองและกิจกรรมได้จริง โดย HOKA ยังคงยืนหยัดในรากฐานของแบรนด์ที่กำเนิดมาจาก Performance  เพื่อเข้าถึงอินไซต์ของผู้ใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพอย่างมีเอกลักษณ์ ผ่านการออกแบบที่สะท้อนจิตวิญญาณ “Fly Human Fly” เพราะสำหรับ HOKA แล้ว การเคลื่อนไหวไม่ใช่แค่การวิ่ง แต่คือวิถีชีวิตที่พร้อม “ร่วมเฉลิมฉลองพลังของผู้คนรอบตัว ที่ช่วยผลักดันให้เราเติบโตไปไกลกว่าที่เคย” 

ร้าน HOKA สาขา EmQuartier เปิดแล้ววันนี้ที่ ชั้น M, Waterfall Quartier, ศูนย์การค้า EmQuartier

#FlyHumanFly #HOKABangkok #HOKAEmQuartier#HOKATH


เปิดสเปก ‘WEY G9’ พร้อมระบบขับเคลื่อนใหม่ ‘Hi4’

ด้วยแนวคิด “ครอบคลุมทุกการใช้งาน (All Scenarios) ด้วยผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมทุกพลังงาน (All Powertrains) สู่การตอบสนองทุกกลุ่มผู้ใช้งานอย่างแท้จริง (All Users)” ล่าสุด GWM เปิดสเปกรถ MPV ลักชัวรี่ระดับไฮเอนด์ แบรนด์ WEY (เวย์) แบรนด์ลักชัวรี่ของ GWM โดย WEY G9 (เวย์ จีไนน์) โดดเด่นด้วย Hi4 Technology ระบบขับเคลื่อนไฮบริดสี่ล้ออัจฉริยะ ผสานพลังเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าคู่เพื่อการขับขี่ที่มั่นคงและทรงพลัง พร้อม Coffee OS 3.3 ระบบปฏิบัติการอัจฉริยะที่ทำงานร่วมกับ AI เชื่อมต่อทุกฟังก์ชันอย่างล้ำสมัย เพิ่มความสบายเหนือระดับด้วยเบาะแถวสอง Zero-Gravity Seat พร้อมระบบนวดไฟฟ้าและระบายอากาศ มอบประสบการณ์การเดินทางที่หรูหรา ปลอดภัย และสะดวกสบายในทุกการเดินทางมากกว่า 1,000 กิโลเมตรแบบไร้กังวล โดยในเดือนตุลาคม 2568 WEY MPV มียอดขายกว่า 10,000 คัน ขึ้นเป็นอันดับหนึ่งของเซกเมนต์ MPV ในประเทศจีน

Hi4 Technology คืออะไร?

WEY G9 รถยนต์ MPV ระดับลักชัวรี่ที่จะมาสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับตลาดรถยนต์ MPV ในประเทศไทย ด้วยการออกแบบที่หรูหรา ฟังก์ชันล้ำสมัย และระบบขับเคลื่อนอันทรงพลังด้วย Hi4 Technology ซึ่งเป็นระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบไฮบริดอัจฉริยะครั้งแรกของโลกที่พัฒนาขึ้นเพื่อรองรับการขับขี่ในทุกสถานการณ์ของรถยนต์พลังงานใหม่ โดย Hi4 หรือ Hybrid Intelligent 4WD ที่ผสาน “3 แหล่งพลังงาน + 9 โหมดการทำงาน” ประกอบด้วยมอเตอร์คู่ที่อยู่ด้านหน้าและด้านหลัง และเครื่องยนต์ที่อยู่ด้านหน้า ครอบคลุมทั้ง EV Mode, Series Range-Extending Mode, Parallel Hybrid Mode, Direct Engine Drive Mode และโหมดการฟื้นพลังงานจากทั้งเพลาหน้าและหลัง พร้อมระบบ iTVC (Intelligent Torque Vectoring Control) ที่สามารถเปลี่ยนแรงบิดของล้อหน้าและหลังตามสถานการณ์การขับขี่ได้อย่างชาญฉลาด ได้ภายในเวลาเพียง 0.01 วินาที ช่วยลดการลื่นไถลและเพิ่มการยึดเกาะบนพื้นผิวลื่น เช่น น้ำ ทราย หรือกรวด ในแง่ของการใช้งาน โดย Hi4 ให้สมรรถนะของการขับเคลื่อน 4 ล้อ แต่ใช้พลังงานในระดับรถขับเคลื่อน 2 ล้อ

วิ่งไกลกว่า 1,000 กิโลเมตร โดยไม่ต้องแวะชาร์จ

นอกจากระบบขับเคลื่อน Hi4 แล้ว WEY G9 ให้สมรรถนะอันทรงพลังที่ผสานเครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร เทอร์โบ กับมอเตอร์ไฟฟ้าคู่แบบ Permanent-Magnet Synchronous ทำงานร่วมกับเกียร์อัจฉริยะ DHT ให้กำลังสูงสุด 325 kW หรือ 442 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 642 นิวตัน–เมตร ตอบสนองทันใจในทุกช่วงความเร็ว และยังรองรับการขับด้วยไฟฟ้าล้วน (EV Mode) ไกลถึง 170 กิโลเมตร (มาตรฐาน NEDC) โดยมีแบตเตอรี่ Lithium Ternary ความจุ 44.28 kWh ชาร์จไวด้วย DC Fast Charging 60 kW และรองรับชาร์จ AC Slow Charging สูงสุด 6.6 kW พร้อมถังน้ำมันขนาด 58 ลิตร เดินทางได้ระยะไกลสูงสุดมากกว่า 1,000 กิโลเมตร โดยไม่ต้องเสียเวลาแวะชาร์จไฟ สามารถเดินทางได้อย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังมาพร้อมโหมดการขับขี่และระบบส่งกำลังที่ออกแบบมาเพื่อรองรับทุกสภาพถนนและทุกสไตล์การใช้งานใน 2 ส่วนหลักคือ 1.) โหมดพลังงาน ประกอบด้วยโหมด EV, โหมดเน้น EV (EV Priority) และโหมด HEV และ 2.) โหมดการขับขี่ ได้แก่ Eco, Normal, Sport, Snow และ AWD Mode ยิ่งไปกว่านั้น ยังมอบความมั่นใจและความนุ่มนวลในการขับขี่ด้วยระบบพวงมาลัยไฟฟ้า (EPS) ผสานเทคโนโลยีปรับน้ำหนักตามความเร็ว ช่วยให้ควบคุมง่ายทั้งในเมืองและทางไกล พร้อมการปรับพวงมาลัยได้ 4 ทิศทางและโหมดช่วยผ่อนแรง 3 แบบ ได้แก่ เบา สบาย และสปอร์ต เพื่อรองรับสไตล์การขับขี่ที่หลากหลาย เสริมความปลอดภัยด้วยดิสก์เบรกสี่ล้อพร้อมครีบระบายความร้อน เพิ่มประสิทธิภาพการหยุดรถและความมั่นใจในทุกสภาพถนน

WEY G9 โดดเด่นด้วยดีไซน์ภายนอกที่ได้รับแรงบันดาลใจจากความงามธรรมชาติแบบตะวันออก ทั้งน้ำตก ขุนเขา และต้นไผ่ ตั้งแต่ด้านหน้าจรดท้าย เน้นเส้นสายเรียบหรู สงบนิ่ง และสมดุลอย่างไร้ที่ติ มีขนาดมิติตัวรถด้วยความยาว 5,050 มิลลิเมตร ความกว้าง 1,985 มิลลิเมตร ความสูง 1,900 มิลลิเมตร และระยะฐานล้อ 3,085 มิลลิเมตร รองรับการใช้งานแบบ 7 ที่นั่ง (2+2+3) ได้อย่างลงตัว ส่วนความสูงใต้ท้องรถ 155 มิลลิเมตร พร้อมบันได 2 ระดับเพื่อก้าวขึ้นรถ พร้อมรองรับผู้โดยสารที่เป็นเด็กและคนสูงอายุ ทำให้รถเหมาะกับการใช้งานจริงในทุกวันสำหรับทุกเพศทุกวัย ประตูท้ายไฟฟ้าแบบแฮนด์ฟรี ช่วยอำนวยความสะดวกในการจัดเก็บสัมภาระ WEY G9 มาพร้อมตัวเลือกสีภายนอกทั้งหมด 4 สีที่สะท้อนความหรูหราและทันสมัยในคราวเดียวกัน ช่วยเติมเต็มภาพลักษณ์ของรถให้โดดเด่นและมีเอกลักษณ์ในทุกมุมมอง ได้แก่ Nebula Black ที่นิ่งสงบและสง่างาม, Superior Gold หรูหราและโดดเด่นอย่างมีระดับ, Aurora White สีขาวละเอียดที่แตกต่างอย่างมีออร่า และ Wisdom Grey เทาเรียบหรูผสานความคลาสสิก

ความสบายเหนือระดับตั้งแต่สัมผัสแรก

ด้านการออกแบบภายในเน้นความโปร่งโล่ง เดินได้สะดวกสบายด้วยความสูงภายใน 1,277 มม. ขณะที่ช่องทางเดินกลางกว้างถึง 170 มม. หรูหราด้วยวัสดุหนัง NAPPA สัมผัสนุ่ม หรูหรา ทนทาน ไม่ระคายเคืองผิว ระบายอากาศได้ดี และทำความสะอาดง่าย เบาะแถวสองแบบ Zero-Gravity ทำให้ผู้โดยสารแถวสองรู้สึกสบายเหมือนนั่งอยู่ในอวกาศที่ปราศจากแรงโน้มถ่วง ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากเทคโนโลยีการบินและอวกาศของ NASA โดยสามารถปรับองศาเบาะให้อยู่ใน “Golden Angle” ซึ่งเป็นมุมที่เหมาะสมที่สุดสำหรับสรีระมนุษย์ โดยมีมุมลำตัวที่ 127° และมุมต้นขา-น่องที่ 132° พร้อมจัดตำแหน่งหัวใจและหัวเข่าให้อยู่ในระดับเดียวกัน เพื่อช่วยกระจายแรงกดทั่วเบาะอย่างสมดุล โดยร่างกายของผู้โดยสารไม่ได้สัมผัสกับชิ้นส่วนหรือพื้นของรถ ลดแรงกดทับ ลดความเมื่อยล้า และเพิ่มความผ่อนคลายในการโดยสาร ถือเป็นมาตรฐานใหม่ของรถยนต์ Luxury MPV อีกทั้งยังมาพร้อมระบบเบาะนวดไฟฟ้า 6 รูปแบบ และระบบเบาะระบายอากาศที่พนักพิงและที่นั่ง มอบความผ่อนคลายขั้นสุดตลอดการเดินทาง ในขณะที่เบาะแถวที่ 1 เป็นเบาะคนขับปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง พร้อมระบบบันทึกตำแหน่งและระบบ Welcome Seat รวมถึงระบบดันหลังไฟฟ้าและระบบนวดไฟฟ้า 10 จุดที่ช่วยลดความเมื่อยล้า เบาะผู้โดยสารตอนหน้าเป็นแบบปรับไฟฟ้า 6 ทิศทาง และมีระบบระบายอากาศที่พนักพิงและที่นั่ง และเบาะแถวที่ 3 พับได้แบบ 4:6 ช่วยเพิ่มพื้นที่จัดเก็บสัมภาระเมื่อจำเป็น สะดวกสบายไปกับตู้เย็นภายในรถ (Car Refrigerator) ความจุ 12.5 ลิตร พร้อมดีไซน์ Double-Opening เปิดได้ทั้งด้านหน้า (Front Armrest) และด้านหลังแบบลิ้นชัก รองรับทั้งโหมดทำความเย็น 0–15°C และโหมดอุ่น 35–50°C ระบบไฟสร้างบรรยากาศ 64 สี หน้าจอ HUD และจอมัลติมีเดียขนาดใหญ่ รวมถึงการจัดวางพื้นที่ที่เอื้อต่อความสะดวกสบายของผู้โดยสารทุกแถว เพื่อมอบประสบการณ์การเดินทางที่เหนือระดับทั้งความหรูหราและฟังก์ชันล้ำสมัย

เชื่อมต่อได้อย่างไร้ขีดจำกัดกับระบบปฏิบัติการ Coffee OS 3.3

Coffee OS 3.3 ระบบปฏิบัติการอัจฉริยะที่เชื่อมต่อทุกฟังก์ชันในรถอย่างไร้รอยต่อ รองรับคำสั่งเสียง 21 ภาษา แสดงสถานะรถแบบ 3 มิติเรียลไทม์ พร้อมระบบนำทาง Petal Maps Global Navigation และการดาวน์โหลดแอปฯ ผ่าน GWM App Store ผู้ใช้ยังสามารถควบคุมและตรวจสอบรถจากระยะไกลผ่านแอป GWM ไม่ว่าจะเป็นการสตาร์ตเครื่องยนต์ ล็อก–ปลดล็อกประตู เปิด–ปิดซันรูฟ ตั้งเวลาชาร์จ หรือเช็กสถานะพลังงานและแรงดันลมยางได้อย่างสะดวก นอกจากเทคโนโลยีล้ำสมัย WEY G9 ยังใช้วัสดุที่รักษาสิ่งแวดล้อม ลดการใช้กาวในชิ้นส่วนภายในรถ ใช้พลาสติกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อลดกลิ่นและสารประกอบอินทรีย์ระเหยง่าย (Volatile Organic Compounds หรือ VOC) ที่จะเป็นอันตรายต่อสุขภาพ WEY G9 ถือเป็นรถยนต์ MPV รุ่นแรกในประเทศจีนที่ได้รับการรับรอง “การปลอดฟอร์มาลดีไฮด์ (Zero Formaldehyde)” และ “China Green Car Assessment Program (C-GCAP) ระดับห้าดาว”

เทคโนโลยีอัจฉริยะและระบบความปลอดภัยสูงสุดในทุกที่นั่ง

WEY G9 มาพร้อมระบบความปลอดภัยและเทคโนโลยีอัจฉริยะมากถึง 28 รายการ เพื่อยกระดับมาตรฐานการขับขี่ให้มั่นใจและปลอดภัยสูงสุด ระบบจอดรถอัตโนมัติ 3 รูปแบบ และจุดยึดเบาะเด็ก ISOFIX ทั้งแถวสองและแถวสาม เพื่อความปลอดภัยของทุกคนในรถ นอกจากนี้ยังมีระบบความปลอดภัยไซเบอร์ขั้นสูงเพื่อปกป้องข้อมูลส่วนตัวและธุรกิจ ทำให้ WEY G9 เป็นมากกว่ารถ MPV แต่คือประสบการณ์การเดินทางที่หรูหรา ปลอดภัย และมั่นใจในทุกเส้นทาง ด้านโครงสร้างตัวถังทำจากเหล็กกล้าเปอร์เซ็นต์สูงถึง 83.01% ถุงลมนิรภัย 6 จุด โดยมีถุงลมนิรภัยด้านข้างยาวเป็นพิเศษ ครอบคลุมจากที่นั่งแถวหนึ่งถึงแถวสาม พร้อมปกป้องคุณและคนที่คุณรักอย่างเต็มที่ แบตเตอรี่แรงดันสูงมีการปกป้องด้านข้างถึง 4 ชั้น ด้านล่างถึง 6 ชั้น มอบความมั่นใจในการขับขี่ในทุกสถานการณ์

New-Generation Luxury MPV ไลฟ์สไตล์เหนือระดับที่ตอบโจทย์ทั้งด้านการงานและครอบครัว

WEY G9 ไม่ได้ถูกสร้างมาเพียงเพื่อเป็นรถ MPV แต่เพื่อยกระดับทุกกิจกรรมในชีวิตประจำวันให้เหนือระดับไปอีกขั้น ไม่ว่าในฐานะผู้บริหารระดับสูง นักธุรกิจ หรือข้าราชการระดับสูง ที่ต้องเดินทางเพื่อเจรจาทางธุรกิจ ต้องอาศัยภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือ และสามารถเดินทางไปได้ทุกที่ ทั้งระยะใกล้และระยะไกล โดยยังได้รับความสะดวกสบายและความปลอดภัยแบบเหนือระดับ โดยไม่ต้องกังวลกับการแวะชาร์จหรือแวะเติมน้ำมัน เพราะสามารถขับขี่ได้ไกลมากกว่า 1,000 กิโลเมตร ต่อน้ำมันหนึ่งถังและการชาร์จหนึ่งครั้ง นอกจากนี้ รถยนต์คันนี้ยังเหมาะกับครอบครัวระดับไฮเอนด์ ที่ต้องการใช้รถในการเดินทางท่องเที่ยว รับส่งลูกหลานไปโรงเรียน หรือมีผู้สูงอายุที่ต้องดูแล โดยสามารถเปิดระบบปรับอากาศได้ในระหว่างที่อยู่ในรถ โดยไม่ก่อให้เกิดมลพิษต่อสภาพแวดล้อมอีกด้วย

ตั้งแต่การเดินทางในเมืองที่ต้องการความนิ่ง เงียบสงบ หรูหรา ไปจนถึงทริปทางไกลที่ต้องการความผ่อนคลายขั้นสุด ทุกฟังก์ชันในรถถูกออกแบบให้ใช้งานได้จริง ผสานความลักชัวรี่กับความอเนกประสงค์ไว้ในคันเดียว ใช้ได้ทั้งวันทำงาน วันพักผ่อน หรือโอกาสพิเศษที่ต้องการความสมบูรณ์แบบเป็นพิเศษ พร้อมดีไซน์ที่โดดเด่นและสง่างามในทุกมุมมอง GWM (Thailand) พร้อมมุ่งสร้างมาตรฐานเพื่อยกระดับตลาด MPV ลักชัวรี่ไปอีกขั้น ทั้งด้านสมรรถนะ เทคโนโลยี ความปลอดภัย และความสบายที่เหนือชั้น โดย WEY G9 พร้อมแล้วที่จะให้คนไทยได้สัมผัสอย่างเป็นทางการภายในงาน Motor Expo 2025 วันที่ 29 พฤศจิกายน ถึง 10 ธันวาคม 2568 นี้ ณ บูธ GWM หมายเลข A05 อาคารชาเลนเจอร์ฮอลล์ 1-3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี

#GWM #GWMThailand #WEY #WEYG9 #MotorExpo2025


Bridgestone x Top Secret x Carnival เปิดตัวคอลเลคชั่นมอเตอร์สปอร์ต

บริดจสโตนเซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เอาใจแฟนมอเตอร์สปอร์ตและคนรักสตรีทแฟชั่น ด้วยการเปิดตัวเสื้อแจ็คเก็ตลิมิเต็ด “Bridgestone x Top Secret x Carnival” คอลเลคชั่นสุดพิเศษที่มาพร้อมดีไซน์เฉพาะตัว โดดเด่นด้วยโลโก้ของ BRIDGESTONE และ POTENZA ซึ่งสะท้อนถึงพลังและความเร็วในแบบฉบับมอเตอร์สปอร์ตอย่างชัดเจน โดยได้เริ่มวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการ ณ ใจกลางสยามสแควร์ เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา

งานเปิดตัวเต็มไปด้วยบรรยากาศคึกคักจากเหล่าแฟนมอเตอร์สปอร์ตและคนรุ่นใหม่สายแฟชั่นที่มาร่วมงานอย่างอบอุ่น คอลแลบครั้งนี้เกิดจากความร่วมมือของ พาร์ทเนอร์ระดับท็อป และ Top Secret Thailand สำนักแต่งรถยนต์ชื่อดัง ที่นำทีมโดย เบียร์ ใบหยก และ Carnival แบรนด์ไลฟ์สไตล์สตรีทแฟชั่นชั้นนำของไทย นำโดย อนุพงศ์ คุตติกุล ผู้บริหารและผู้ก่อตั้ง

ภายในงานอัดแน่นด้วยความมันแบบเอ็กซ์คลูซีฟ ทั้งการจัดแสดงรถซิ่งสุดเท่ Top Secret Thailand มาพร้อมแก๊งร่างทองที่ติดยาง BRIDGESTONE POTENZA เรียกความสนใจจากเหล่าแฟนคลับอย่างล้นหลาม ไฮไลต์ของงานกับการแจกลายเซ็นบนเสื้อแจ็คเก็ตจาก เบียร์ ใบหยก พร้อมด้วย Smoky Nagata ผู้ก่อตั้ง Top Secret สำนักแต่งรถชื่อดังระดับตำนานจากญี่ปุ่น นอกจากนี้บริดจสโตนยังนำเสนอ BRIDGESTONE POTENZA Adrenalin RE005 ยางรถยนต์สปอร์ตพรีเมียมรุ่นใหม่ล่าสุดให้ผู้ร่วมงานได้สัมผัสประสบการณ์มอเตอร์สปอร์ต และยังจัดเต็มความสนุกด้วยกิจกรรมแจกของที่ระลึก อาทิ กระป๋องน้ำดื่มสีทองสุดลิมิเต็ด Bridgestone x Top Secret ส่วนลดยางบริดจสโตน 15% และอื่นๆ อีกมากมาย

โชทาโร่ คิตะมุระ ผู้อำนวยการสายงานธุรกิจยางรถยนต์นั่งและรถบรรทุกขนาดเล็ก บริษัท บริดจสโตนเซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ความร่วมมือระหว่าง Bridgestone x Top Secret x Carnival ครั้งนี้ เป็นอีกก้าวที่ทำให้บริดจสโตนได้ถ่ายทอดความเป็นมอเตอร์สปอร์ตผ่านยางรถยนต์สปอร์ตพรีเมียมBRIDGESTONE POTENZA บนคอลเลคชั่นแจ็คเก็ตลิมิเต็ดสุดเท่ ด้วยการผสานความเชี่ยวชาญด้านรถยนต์สมรรถนะสูงจาก Top Secret Thailand เข้ากับสตรีทแฟชั่นจาก Carnival ทำให้คอลเลคชั่นนี้เข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้อย่างแท้จริง ผมหวังว่าทุกคนจะได้เห็นอีกมุมหนึ่งของบริดจสโตน ไม่เพียงแค่แบรนด์ยางรถยนต์ที่ผูกพันกับการเดินทางของคนไทย แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์และแฟชั่นที่คนรุ่นใหม่เข้าถึงได้อย่างสนุกและใกล้ชิดยิ่งขึ้น”


GWM คว้ารางวัล “ผู้สร้างมาตรฐานใหม่แห่งการรับประกันในตลาดรถยนต์”

GWM (Thailand) ตอกย้ำความเชื่อมั่นในงานด้านบริการหลังการขาย ผ่านการรับประกันคุณภาพเครื่องยนต์ดีเซลและการดูแลลูกค้าแบบระยะยาว ด้วยการคว้ารางวัล “ผู้สร้างมาตรฐานใหม่แห่งการรับประกันในตลาดรถยนต์” จากสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย (สรยท.) โดยมี ธีร์ธวัฒน์  โกศลานันทกุล ผู้อำนวยการฝ่ายบริการหลังการขาย GWM (Thailand) เป็นผู้แทนรับรางวัลจาก สุรศักดิ์ จรินทร์ทอง นายกสมาคมฯ สรยท. สะท้อนถึงความโดดเด่นและคุณภาพของการรับประกันเครื่องยนต์ดีเซล 2.4T เจนเนอเรชันใหม่ในตระกูล GWM TANK ด้วยระยะทางสูงสุด 1,000,000 กิโลเมตร (หรือ 8 ปี) ที่ต่อยอดจากประสบการณ์ของ GWM ในการคิดค้นและพัฒนาเครื่องยนต์ดีเซลมากว่า 30 ปี ผสานกับกลยุทธ์การรับฟังเสียงของผู้บริโภค และเป้าหมายในการก้าวขึ้นเป็น ‘No.1 Chinese Brand in Aftersales Service’ หรือ อันดับ 1 ของแบรนด์รถยนต์จีนด้านบริการหลังการขาย ในประเทศไทย

รางวัลสำคัญครั้งนี้มีที่มาจากการที่ GWM ทลายมาตรฐานเดิมๆ ในอุตสาหกรรมรถยนต์ กล้าประกาศรับประกันเครื่องยนต์ดีเซลด้วยระยะทางสูงสุดถึง 1,000,000 กิโลเมตร ในตระกูลรถยนต์ดีเซลของ GWM TANK ซึ่งอยู่ในรถยนต์ SUV ยอดนิยมของคนไทย ทั้ง 2 รุ่น ได้แก่ NEW GWM TANK 300 DIESEL และ NEW GWM TANK 500 DIESEL เพื่อสร้างความอุ่นใจในคุณภาพและความเชื่อมั่นในการใช้งานรถในระยะยาว โดยอาศัยพื้นฐานจากประสบการณ์และความเชี่ยวชาญของ GWM ด้านการพัฒนาและผลิตเครื่องยนต์ดีเซลมายาวนานหลายสิบปีทั่วโลก ความเชื่อมั่นในเทคโนโลยี โครงสร้างเครื่องยนต์ และมาตรฐานการผลิตระดับสากล ถูกถ่ายทอดออกมาเป็นเงื่อนไขการรับประกันที่ยาวนาน ครอบคลุม และตรวจสอบได้จริง ช่วยยกระดับให้ GWM กลายเป็นผู้นำในตลาดด้วยการสร้าง “มาตรฐานใหม่ของการรับประกันในตลาดรถยนต์” และเสริมความมั่นใจให้ลูกค้าชาวไทยในระยะยาวอย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ ความสำเร็จของ GWM TANK ในประเทศไทยไม่ได้มาจากการกล้ารับประกัน 1 ล้านกิโลเมตรเท่านั้น หากยังเป็นผลจากกลยุทธ์ด้านการรับฟังเสียงของผู้บริโภค หรือ User-Centric เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดียิ่งขึ้นให้แก่ลูกค้า มุ่งมั่นมอบการบริการที่ไม่เพียงตอบโจทย์ แต่เหนือความคาดหวังผ่านบริการหลังการขายที่มีคุณภาพ การพัฒนาและยกระดับมาตรฐานช่างเทคนิคอย่างต่อเนื่อง การบริหารจัดการอะไหล่อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนการทำงานร่วมกับพาร์ตเนอร์อย่างใกล้ชิด เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกอุ่นใจทั้งก่อนและหลังการตัดสินใจเป็นเจ้าของรถยนต์ GWM ในทุก ๆ ระยะทาง

#GWM #GWMThailand #GWMTANK #TANK300 #TANK300DIESEL #NEWGWMTANK300DIESEL #TANK500 #TANK500DIESEL #NEWGWMTANK500DIESEL #GWMDIESEL


Privacy Preference Center