เผยคอลเล็กชั่นปี 2019 จาก ‘Targus’ ผู้นำด้านแอคเซสซอรีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เคลื่อนที่จากอเมริกา

ทาร์กัส (Targus) ผู้นำด้านแอคเซสซอรีสำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เคลื่อนที่ฉลองครบรอบ 35 ปีแห่งการนำเสนอนวัตกรรม บุกเบิกโซลูชั่นเพื่อผู้คน ที่แม้รูปแบบชีวิตการทำงานเปลี่ยนไป ก็แสดงความสามารถออกมาได้อย่างเต็มที่ในทุกที่ทุกเวลา พร้อมออกคอลเล็กชั่นใหม่สำหรับปี 2019

ทาร์กัสเริ่มต้นในไทยเมื่อพ.ศ. 2545 ที่ปรับจากกิจการรับผลิต (OEM) เป็นผู้ผลิตกระเป๋าคอมพิวเตอร์และแล็ปท็อป รวมทั้งเป้แบ็กแพ็ก ที่กลายเป็นธุรกิจหลักของบริษัทในไทย โดยร้อยละ 60 ของธุรกิจทาร์กัสมาจากกระเป๋า ร้อยละ 40 ที่เหลือเน้นไปที่ธุรกิจโซลูชั่นเทคโนโลยีต่างๆ ทาร์กัสมีผู้จัดจำหน่ายสำคัญ 2 รายในตลาดไทย ได้แก่ บริษัท SIS Distribution และบริษัท Ingram Micro และตัวแทนจำหน่ายหลักคือร้าน IT CITY superstore ที่มีสาขา
กว่า 70 แห่งทั่วประเทศส่วนหนึ่งในคอลเล็กชั่นปี 2019 ของทาร์กัสที่ได้รับความสนใจท่วมท้น ได้แก่ รุ่น Groove X generation 2 – Max and Compact, CityLite Pro, Newport generation 2 – convertible และ Work and Play และยังมี New iPad case ซึ่งเป็นหนึ่งในไอเท็มยอดฮิตหลังจากเปิดตัวไปได้ไม่นาน

นอกจากนี้ ยังมี Targus USB-C™ Universal Quad Video HD Docking Station (DOCK520USZ) ที่เพิ่งคว้ารางวัลนวัตกรรม CES® 2019 Innovation Awards Honoree พร้อมกันนี้ยังได้เปิดตัว Targus DOCK190 ซึ่งเป็น Universal Docking Station (UDS) รองรับ USB Type-C 3.1 Gen 1 (USB Super Speed) อีกด้วย

กลยุทธ์ส่วนหนึ่งของทาร์กัสในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก คือ การเจาะตลาดบริษัทและองค์กรขนาดใหญ่ ด้วยโซลูชั่นด็อกกิ้งแบบต่างๆ ที่จะออกมาต่อเนื่องทุกปี พร้อมรั้งตำแหน่งผู้นำโซลูชั่นที่ตอบสนองไลฟ์สไตล์ประจำวัน ด้วยผลิตภัณฑ์หลัก คือ คอลเล็กชั่นกระเป๋าพรีเมียมที่ตอบโจทย์การใช้งาน และโซลูชั่นเทคโนโลยีที่ทรงคุณภาพ ขณะเดียวกัน ทาร์กัสยังให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนา เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีอย่างไม่หยุดยั้ง พร้อมทั้งจับมือกับพันธมิตรเพื่อขยายการจัดจำหน่ายในไทยให้กว้างขวาง

การเป็นทั้งผู้บุกเบิกและครองความเป็นผู้นำต่อเนื่องในตลาดผลิตภัณฑ์โมบายล์ แอคเซสเซอรี ทำให้ทาร์กัสมีความพร้อมในการนำอุตสาหกรรมและพัฒนาโซลูชั่นที่ทันสมัย ถึงพร้อมด้วยคุณภาพ ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้กับมืออาชีพผู้ไม่หยุดนิ่ง ด้วยผลิตภัณฑ์ต่างๆ ทั้งเคสใส่อุปกรณ์ แอคเซสซอรีและอุปกรณ์ต่อพ่วงต่างๆ อย่างครบวงจร ซึ่งทาร์กัส มีความโดดเด่นต่างจากคู่แข่งด้วยผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์การใช้งานระดับพรีเมียม เปี่ยมด้วยคุณภาพสูง และได้สิทธิบัตรคุ้มครอง แบรนด์อื่นไม่สามารถลอกเลียนได้


ส่องบูธ ‘ไทรอัมพ์ มอเตอร์ไซเคิลส์’ ในงานมอเตอร์เอ็กซ์โป 2018 ปีนี้มีอะไรเด็ด!

‘ไทรอัมพ์ มอเตอร์ไซเคิลส์’​ รถมอเตอร์ไซค์​ชื่อดังแดนอังกฤษ ได้เข้าร่วมมอเตอร์เอ็กซ์โป 2018 ซึ่งถือว่าเป็นงานแสดงรถยนต์​ และรถจักรยานยนต์สุดยิ่งใหญ่ของประเทศไทยส่งท้ายปี​ งานสิ้นปีอย่างนี้ไทรอัมพ์จึงไม่พลาดที่จะขนทัพรถมอเตอร์ไซค์ครบทุกเซกเมนต์ทุกรุ่นมาให้สัมผัสกันอย่างใกล้ชิด​ พร้อมอัดโปรโมชั่นสุดเร้าใจแถมยังมีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่อีกด้วย


ไฮไลท์ครั้งนี้คือการเปิดตัวสองสมาชิกใหม่ล่าสุดของตระกูลบอนเนวิลล์ ได้แก่​ ‘สตรีท ทวิน’​ (New Street Twin 2019) และ ‘สตรีท สแครมเบลอร์’​ (New Street Scrambler 2019) โฉมใหม่ล่าสุดปี 2019 ที่ได้รับการพัฒนาในเรื่องพละกำลังเครื่องยนต์ อุปกรณ์ที่มีคุณลักษณะเฉพาะมากขึ้น รวมถึงเทคโนโลยีชั้นนำ และรายละเอียดการตกแต่งตัวรถที่มีสไตล์เฉพาะตัว มาให้คนไทยได้ยลโฉม​ และสัมผัสกันอย่างใกล้ชิด รวมถึงจับจองเป็นเจ้าของก่อนใครเป็นครั้งแรกในเอเชียแปซิฟิก

‘สตรีท สแครมเบลอร์’ โฉมใหม่ปี 2019 ราคา 489,000 บาท‘สตรีท ทวิน’ โฉมใหม่ปี 2019 ราคา 407,000 บาทขณะที่ภายในงานยังมีรถมอเตอร์ไซค์โมเดิร์นคลาสสิกสายลุยตัวจริงที่เพิ่งเปิดตัวไปล่าสุดอย่าง ‘สแครมเบลอร์ 1200 เอ็กซ์ซี’​(Scrambler 1200 XC) และ ‘สแครมเบลอร์ 1200 เอ็กซ์อี’’ (Scrambler 1200 XE) รถมอเตอร์ไซค์คลาสสิกสายลุยที่มาพร้อมเครื่องยนต์แรงบิดสูงสูบคู่ขนาด 1,200 ซีซี และนำเสนอความสามารถแบบ Dual Purpose พร้อมสไตล์การตกแต่งแบบโมเดิร์น พร้อมด้วยคุณลักษณะเฉพาะ​ และเทคโนโลยีชั้นนำ

สแครมเบลอร์ 1200 เอ็กซ์อี ราคาประมาณการ 656,000 บาทสแครมเบลอร์ 1200 เอ็กซ์ซี ราคาประมาณการ 613,000 บาทสำหรับโปรโมชั่นก็จัดเต็มสำหรับลูกค้าที่ซื้อรถมอเตอร์ไซค์ไทรอัมพ์ทุกรุ่นภายในงาน รับข้อเสนอพิเศษมากมาย อาทิ รับ Gift Voucher มูลค่าสูงสุดครึ่งแสนบาทกันไปเลย รวมถึงรับดอกเบี้ยพิเศษ ดาวน์ต่ำเริ่มต้น 10 เปอร์เซ็นต์ ผ่อนนานสูงสุด 60 เดือน ตลอดจนรับฟรี ค่า พ.ร.บ. และค่าจดทะเบียน และโปรแกรม Triumph Roadside Assistance บริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนนตลอด 24 ชั่วโมง เป็นระยะเวลา 24 เดือน รวมถึงการรับประกันคุณภาพของรถยังยาวนานถึง 24 เดือน โดยที่ไม่จำกัดระยะทาง

พร้อมกันนี้ยังมีโซนเสื้อผ้าคอลเลคชั่นใหม่ล่าสุดที่ขนมาให้เลือกชมและซื้อกันอย่างจุใจ พร้อมส่วนลดพิเศษสูงสุด 30% ตลอดจนโปรโมชั่นอีกมากมาย พิเศษสุด ๆ สำหรับลูกค้าที่จองรถมอเตอร์ไซค์ไทรอัมพ์ทุกรุ่นทุกคันภายในงานเท่านั้นจะได้รับ “Triumph Exclusive Surprise” ลุ้นรับของขวัญเซอร์ไพรส์สุดพิเศษจากไทรอัมพ์อีกด้วย บอกเลยว่างานนี้ได้ของเต็มไม้เต็มมือกลับบ้านกันไปอย่างแน่นอน

ผู้สนใจสามารถเยี่ยมชมและสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่บูธไทรอัมพ์ G07 อาคารชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 3 อิมแพค เมืองทองธานี ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 10 ธันวาคม 2561 ตลอดจนสอบถามและทดลองขี่รถมอเตอร์ไซค์ไทรอัมพ์ทุกรุ่นได้ที่โชว์รูมผู้แทนจำหน่ายไทรอัมพ์ทั้ง 14 แห่งทั่วประเทศ


‘ลูมาร์ เพนท์ โพรเทคชั่น ฟิล์ม แพลทินัม’ ที่สุดแห่งนวัตกรรมฟิล์มปกป้องสีรถระดับแพลทินัม รับประกันสูงสุด 5 ปี ในราคาเริ่มต้นที่ 220,000 บาท พร้อมติดตั้ง!

เทคโนเซล ผู้นำตลาดฟิล์มกรองแสงรถยนต์และฟิล์มใสคุณภาพสูงเพื่อการปกป้องสีรถยนต์ในประเทศไทย เดินหน้าเปิดตัวฟิล์มปกป้องสีรถยนต์สมรรถนะสูงรุ่นใหม่ เพื่อตอบสนองความต้องการระดับสูงสุดของลูกค้าในประเทศไทย หลังจากที่ตลาดให้การต้อนรับฟิล์มปกป้องสีรถยนต์ลูมาร์ เพนท์​ โพรเทคชั่น ฟิล์ม เป็นอย่างดี
นางสาวจันทร์นภา สายสมร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เทคโนเซล (เฟรย์) จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายฟิล์มกรองแสงรถยนต์และอาคารลามิน่า ฟิล์มกลุ่มพิเศษลูมาร์ ผลิตโดยซีพีฟิล์มอิงค์ มาตรฐานไอเอสโอ 9001 ในเครือบริษัท อีสท์แมน เคมิคัล จากสหรัฐอเมริกา อุปกรณ์บรรทุกสัมภาระธูเล่ จากสวีเดนรวมไปถึง ผลิตภัณฑ์เคลือบปกป้องรถยนต์ เรือ อากาศยาน ไทรบอส จากอังกฤษ ผลิตภัณฑ์ลำโพงติดรถยนต์ระดับไฮเอนด์ โซนิค ดีไซน์ จากญี่ปุ่น และฟิล์มนิรภัยติดด้านนอกรถคุณภาพสูง เบรย์ จากสหรัฐอเมริกา แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย เปิดเผยว่า บริษัทได้เปิดตัวลูมาร์ เพนท์ โพรเทคชั่น ฟิล์ม แพลทินัม (ลูมาร์ พีพีเอฟ แพลทินัม) ในงานไทยแลนด์ อินเตอร์​เนชั่นแนล มอเตอร์ เอ็กซ์โป ครั้งที่ 35 ในปีนี้


ลูมาร์​ พีพีเอฟ แพลทินัม เกราะใสปกป้องสีรถให้หรูหราดุจแพลทินัม นวัตกรรมฟิล์มปกป้องสีรถยนต์ระดับสูงสุดผลิตจากโรงงานซีพีฟิล์มอิงค์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ด้วยประสบการณ์ในการผลิตและติดตั้งให้กับรถยนต์ซูเปอร์คาร์ทั่วโลกกว่า 20 ปี ฟิล์มปกป้องสีรถยนต์รุ่นใหม่ล่าสุด มาพร้อมความใส หรูหรา และช่วยปกป้องสีรถจากสิ่งที่ไม่คาดฝันบนท้องถนนด้วยนวัตกรรมใหม่ล่าสุด Advanced Nano Hydrogard™ เคลือบผิวฟิล์มถึงระดับชั้นนาโนลิขสิทธิ์เฉพาะของลูมาร์ ทำให้ได้ผิวฟิล์มที่มีความทนทานเรียบลื่น เงางามมากกว่าฟิล์มปกป้องสีรถทั่วไปถึง 2 เท่า ป้องกันการเกาะตัวของคราบน้ำและสิ่งสกปรกได้ดีเยี่ยม ช่วยปกป้องสีรถจากเศษวัสดุต่างๆที่อาจปลิวมากระทบ เช่น สะเก็ดหิน ยางมะตอย มูลนก ยางไม้ และซากแมลง เสริมให้รถเงางามดุจดังแพลทินัม

ลูมาร์ พีพีเอฟ แพลทินัม ผลิตจากโพลียูรีเทนคุณภาพสูง ใสกระจ่างมีความหนารวม 200 ไมครอน แข็งแรงทนทานต่อแรงดึง แรงฉีกขาด ตามมาตรฐาน ASTM รวมทั้งผ่านการทดสอบความทนทานต่อสภาพการใช้งานตามมาตรฐาน ASTM และ SAEJ1960 ทนต่อสารเคมีทั้ง Isopropyl Alcohol/Heptane/Hexane/Toluene และทนต่อความร้อนสูงถึง 116°C รวมถึงความเป็นกรดด่าง สามารถปกป้องสีรถได้เป็นอย่างดีจนกล้ารับประกันคุณภาพ 5 ปี สูงสุดในประเทศไทย และด้วยนวัตกรรม Advanced Self-Healing จะช่วยยกระดับการปกป้องและความงามสูงสุดด้วยคุณสมบัติการซ่อมแซมรอยขีดข่วนที่เกิดขึ้นกับเนื้อฟิล์มโดยอัตโนมัติได้อย่างรวดเร็ว เมื่อฟิล์มโดนความร้อนจากแสงแดดหรือฝากระโปรงเครื่องยนต์

ทั้งนี้ การทำตลาดของลูมาร์ พีพีเอฟ แพลทินัม จะเน้นกลุ่มลูกค้าซูเปอร์คาร์และกลุ่มรถยนต์หรูที่มีตลาดรวมมากกว่า 30,000 คันต่อปี รวมถึงกลุ่มลูกค้ารถยนต์ป้ายแดงรุ่นใหม่ที่ต้องการดูแลรถยนต์เป็นพิเศษ​ โดยมีราคาจำหน่ายพร้อมติดตั้งเริ่มต้นทั้งคันที่ 220,000 บาทต่อคัน รับประกัน 5 ปีสูงสุดในประเทศไทย ซึ่งเชื่อว่าจะตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้า และได้รับการตอบรับที่ดีจากตลาด

นางสาวจันทร์นภากล่าวเพิ่มเติมถึงภาพรวมของตลาดฟิล์มกรองแสงรถยนต์ในปีนี้ ว่าน่าจะมีตลาดรวมที่ 1,500 – 1,700 ล้านบาท เติบโตประมาณ 12% เป็นผลมาจากการขยายตัวของตลาดรถยนต์ใหม่ที่คาดว่าจะมียอดจำหน่ายรวมประมาณ 1 ล้านคัน หรือเติบโตมากกว่า 15% ซึ่งตลาดฟิล์มกรองแสงรถยนต์ก็จะเติบโตตามการขยายตัวของทั้งตลาดรถยนต์ใหม่และตลาดรถยนต์มือสอง

ในส่วนของบริษัทนั้น คาดว่าจะมีการเติบโตตามตลาดฟิล์มกรองแสงรถยนต์ในภาพรวม โดยคาดว่าในปีนี้จะมีรายได้รวมที่ 850 ล้านบาท แบ่งเป็นธุรกิจฟิล์มกรองแสงรถยนต์ 800 ล้านบาท ซึ่งจะทำให้สามารถรักษาส่วนแบ่งตลาดฟิล์มกรองแสงที่ 35-37% ไว้ได้ ขณะที่ธุรกิจอื่น ๆ ก็คาดว่าจะเติบโตเช่นกัน โดยมีรายได้รวม 50ล้านบาทในปีนี้


พบกับบู๊ธของเทคโนเซล ได้ที่บู๊ธหมายเลข เอช 01 อิมแพค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 3 ในงานไทยแลนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์ เอ็กซ์โป ครั้งที่ 35 ตั้งแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน – 10 ธันวาคม 2561 นอกจากสินค้ารุ่นต่างๆ ที่ยกทัพมาให้เลือกชมกันอย่างครบครัน ภายในงานยังพบกับกิจกรรมที่น่าสนใจและแคมเปญ โปรโมชั่นพิเศษอื่น ๆ อีกมากมายไว้รอต้อนรับทุกท่านในงานนี้


SKILL DRIVING EXPERIENCE JUNIOR “โตไป…ขับเป็น” ปลูกฝังวินัยจราจรให้เยาวชน

โครงการ “ขับเป็น..ขับปลอดภัย กับสื่อสากล” จัดกิจกรรม “โตไป…ขับเป็น” ในงาน “MOTOR EXPO 2018” เปิดอบรมทักษะการขับขี่ปลอดภัยปลูกฝังวินัยจราจรให้เด็ก และเยาวชน พร้อมลุ้นชิง “คาร์ซีท” ฟรี!ชไมพร ปภัสร์พงษ์ ผู้อำนวยการโครงการ “ขับเป็น..ขับปลอดภัย กับสื่อสากล” (SKILL DRIVING EXPERIENCE) เผยว่า กิจกรรม “โตไป…ขับเป็น” (SKILL DRIVING EXPERIENCE JUNIOR) จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชน ได้เรียนรู้กฎจราจร และฝึกขับขี่ในถนนจำลองที่ปลอดภัย พร้อมรับใบขับขี่รุ่นเยาว์ในงาน “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 35”

ผู้ปกครองสามารถสมัครร่วมกิจกรรมด้วยการลงทะเบียนใช้บริการได้ในพื้นที่ หรือสมัครออนไลน์ผ่าน facebook.com/SkillDriving ลุ้นชิง “คาร์ซีท” มูลค่ากว่า 20,000 บาท ช่องทางละ 1 รางวัล โดยน้องๆ ที่จะเข้าอบรมต้องมีอายุระหว่าง 4-8 ปี สูงไม่เกิน 120 เซนติเมตร และ น้ำหนักไม่เกิน 30 กิโลกรัม วันธรรมดาอบรม 12 รอบ ตั้งแต่ 12.00-20.40 น. วันหยุดอบรม 14 รอบ ตั้งแต่ 11.00-20.40 น. ถึงวันที่ -10 ธันวาคม 2561

กิจกรรมทั้งหมดใช้เวลา 45 นาทีต่อรอบ รอบละไม่เกิน 10 คน แบ่งเป็น 2 ช่วง ได้แก่ ช่วงอบรมความปลอดภัยในการใช้รถและถนน โดยวิทยากรจากกองบังคับการตำรวจจราจร บรรยายความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับ สัญญาณไฟ และความหมายสัญลักษณ์ป้ายต่างๆ เพื่อปลูกฝังการเคารพกฎจราจร ให้ขับขี่อย่างปลอดภัย ลดอุบัติเหตุได้ในอนาคต

ส่วนช่วงภาคปฎิบัติ น้องๆ จะได้ฝึกขับขี่ด้วยรถบังคับขนาดเล็กในสนามจำลอง เพื่อฝึกฝนทักษะการมองและบังคับควบคุมพวงมาลัย เพื่อสร้างทักษะการขับขี่ขั้นพื้นฐาน

สมัครฟรี! ในงาน “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 35” ถึงวันที่ 10 ธันวาคม 2561 ณ บริเวณลอบบี ฮอลล์ 2 อาคารชาลเลนเจอร์ IMPACT เมืองทองธานี ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ facebook.com/skilldriving


มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ปรับโฉมโชว์รูม​ พร้อมให้บริการที่ดีเยี่ยมกว่าเดิม… ทั่วไทย

บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ประสบความสำเร็จในการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่หลายรุ่นในปี2561 ทั้ง มิตซูบิชิ แอททราจ มิตซูบิชิ มิราจ มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต รุ่นปรับโฉมใหม่และรุ่นพิเศษ รวมถึงรถครอสโอเวอร์ขวัญใจมหาชนอย่าง มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ และกระบะพันธุ์แกร่งอย่าง มิตซูบิชิ ไทรทัน ใหม่ ที่พึ่งเปิดตัวไปเมื่อเร็วๆนี้ แต่ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาความสำเร็จในด้านอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านผลิตภัณฑ์ ด้านงานขาย ด้านการให้บริการ ตลอดจนภาพลักษณ์ของโชว์รูมและศูนย์บริการ เพื่อสร้างความพึงพอใจและส่งมอบประสบการณ์เหนือระดับให้แก่ลูกค้า

ปัจจุบัน มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ได้ดำเนินการปรับภาพลักษณ์ใหม่ของโชว์รูมและศูนย์บริการ เพื่อให้สอดคล้องกับกลยุทธ์แบรนด์ระดับโลก “Drive your Ambition” เพื่อการยกระดับและสร้างประสบการณ์แก่ลูกค้าผ่านบรรยากาศที่ยอดเยี่ยมภายในโชว์รูมและศูนย์บริการ อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมภาพลักษณ์อันแข็งแกร่งของแบรนด์ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส

มร. โมริคาซุ ชกกิ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “โดยภาพรวมของการดำเนินการในปีนี้อยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ และเรามั่นใจว่าจะสามารถบรรลุเป้าหมายตามที่ได้กำหนดไว้ในปี 2561 นี้อย่างแน่นอน แต่อย่างไรก็ตามเรายังคงมุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพทั้งด้านผลิตภัณฑ์และการให้บริการอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการสร้างภาพลักษณ์ใหม่ของโชว์รูมและศูนย์บริการทั้งภายนอกและภายใน เพื่อเน้นย้ำถึงความเป็น มิตซูบิชิ ทั้งด้านภาพลักษณ์และสัมผัส พร้อมยกระดับคุณภาพด้านบริการของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ”

สำหรับแผนงานการปรับภาพลักษณ์ใหม่ของโชว์รูมและศูนย์บริการของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ในปีงบประมาณ 2561 นี้จะอยู่ที่ 40 แห่งทั่วประเทศ และมีแผนที่จะปรับภาพลักษณ์ใหม่ดังกล่าวให้ครบ 220 แห่งทั่วประเทศภายในระยะเวลา 3 ปี

โดยปัจจุบันได้ดำเนินการปรับภาพลักษณ์ใหม่แล้วเสร็จจำนวน 9 แห่ง ได้แก่

  1. บริษัท มิตซู บีเอ็นที จำกัด (สำนักงานใหญ่ ฉะเชิงเทรา)
  2. บริษัท เอ็น เค ซี มอเตอร์ จำกัด (สำนักงานใหญ่ ตากสิน)
  3. บริษัท กวงไถ่มอเตอร์เซลส์ จำกัด (สำนักงานใหญ่ บางนา กม13)
  4. บริษัท มิตซูรุ่งเจริญ จำกัด (สำนักงานใหญ่ เทพารักษ์)
  5. บริษัท มิตซู ออโต้เฮ้าส์ จำกัด (สำนักงานใหญ่ สมุทรปราการ)
  6. บริษัท มิตซู วิภาวดี จำกัด (สำนักงานใหญ่ จตุจักร)
  7. บริษัท มิตซู ออโต้ หาดใหญ่ จำกัด (สำนักงานใหญ่ หาดใหญ่)
  8. บริษัท มิตซูไทยยนต์กลการ จำกัด (สำนักงานใหญ่ พัทลุง)
  9. บริษัท มิตซู เอส.พี.กรุ๊ป จำกัด (1S ซีคอนบางแค)

Vinter 2018 มาจัดบ้านต้อนรับเทศกาลความสุขกับ IKEA กันเถอะ !

 

เมื่อเทศกาลแห่งความสุขเวียนมาบรรจบอีกครั้ง หลายคนคงกำลังง่วนกับการวางแผนใช้เวลาในเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ในสไตล์ของตัวเองกันอยู่ บางคนใช้เวลาอย่างเต็มที่กับครอบครัว บางคนอยากชวนเพื่อนมาจัดปาร์ตี้กันที่บ้าน บางคนอยากใช้เวลาอยู่กับตัวเอง ไม่ว่าคุณจะใช้ช่วงเวลาในเทศกาลนี้แบบไหนกับใคร อิเกียมีไอเดียดีๆ ในการแต่งบ้านด้วยคอลเล็คชั่นประจำปีมาฝากกับ VINTER 2018/วินเตอร์ 2018 ที่มีทั้งของตกแต่งบ้าน ไฟประดับ ปลอกหมอน อุปกรณ์ทำขนม กระดาษห่อของขวัญ ริบบิ้น รวมถึงอาหารและขนมสไตล์สวีเดนแท้ๆ

1.อยู่กันแบบอุ่นหนาฝาคั่ง เทศกาลปีใหม่เป็นช่วงเวลาสำคัญที่หลายคนชอบใช้ไปกับครอบครัว หรือเพื่อนสนิท ชวนกันมาจัดปาร์ตี้แสนอบอุ่นที่บ้าน สร้างความครื้นเครงและความทรงจำแสนสนุก ส่วนที่เป็นไฮไลต์สำหรับปาร์ตี้คงหนีไม่พ้นมื้ออาหาร นับถอยหลังรับช่วงเวลาแห่งความสุขที่เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่การเตรียมอาหาร โดยมีทุกคนอยู่พร้อมหน้าพร้อมตา ช่วยกันปรุง ชิม กิน ดื่ม และหยิบยกสารพัดเรื่องราวมาเล่าสู่กันฟัง

  • รังสรรค์มื้อสุขสันต์ในวันพิเศษ ได้เวลาโชว์ฝีมือและความคิดสร้างสรรค์ ปลดปล่อยความเป็นศิลปินในตัวคุณ ชวนทุกคนในบ้านรวมถึงเจ้าตัวเล็กมาช่วยกันทำอาหาร ซึ่งในคอลเล็คชั่น VINTER 2018/วินเตอร์ 2018 มีตัวช่วยให้คุณตกแต่งเมนูเก๋ๆ ในลวดลายต่างๆ ได้มากมาย

  • จัดโต๊ะอาหารสร้างบรรยากาศ ชวนทั้งรุ่นเล็กและรุ่นใหญ่มาช่วยกันจัดโต๊ะอาหาร ลอง เริ่มต้นง่ายๆ ด้วยการแต่งเติมเอกลักษณ์ความเป็นตัวของตัวเองให้กับโต๊ะอาหารผ่านการเลือกใช้ภาชนะที่มีลวดลายสวยงามให้เข้ากับเทศกาลแทนก็ดีไม่แพ้กัน

2. แค่มีเธอกับฉันในช่วงเวลาสำคัญ สำหรับใครที่อยู่กับคนรู้ใจในค่ำคืนส่งท้ายปี คงไม่มีอะไรดีไปกว่าการใช้เวลาอยู่ด้วยกัน ออกเดทยามค่ำคืน และปิดท้ายด้วยดินเนอร์ใต้แสงเทียนในบรรยากาศสุดแสนโรแมนติก ดื่มด่ำกับคืนข้ามปีแบบ 2 ต่อ 2

  • โรแมนติกใต้แสงไฟ แสงและอุณหภูมิจะช่วยสร้างบรรยากาศให้ห้องดูอบอุ่นขึ้น ลองเลือกใช้เชิงเทียน และโคมไฟในรูปทรงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นวงกลม รูปหัวใจ หรือรูปสัตว์ต่างๆ แต่งแต้มแสงและเงาให้กับห้องด้วยไฟที่มีลวดลายที่ต่างกัน

  • ของขวัญปีใหม่ ใช้ช่วงเวลาในวันหยุดช่วยกันประดิษฐ์ของขวัญ หรือตกแต่งกล่องของขวัญ เพื่อมอบให้แก่ครอบครัวและเพื่อนๆ หรือจะเป็นของขวัญเซอร์ไพรส์คนรักก็เป็นไอเดียที่ดี นอกจากนี้  ยังสามารถนำมาวางตกแต่งห้องให้ดูมีชีวิตชีวา และสร้างบรรยากาศของเทศกาลปีใหม่ได้ด้วย

3. อยากอยู่เงียบๆ คนเดียว สำหรับบางคนก็อยากจะใช้เวลาวันหยุดไปกับการเอนกายพักผ่อน หลีกหนีความวุ่นวายในชีวิตประจำวัน ใช้เวลาอยู่กับตัวเอง หรือทำอะไรเพื่อตัวเอง อย่างเช่น การตกแต่งมุมโปรดไว้สำหรับผ่อนคลายและเติมพลังให้กับตัวเองได้ตลอดทั้งปี


‘โฟลท’ รัฐพงษ์ ควง ‘ตั้น’ เดชา ควบ YZF-R6 ครองโพเดี้ยม 1-2 คว้าแชมป์เอเซียประจำปี 2018

“โฟลท” รัฐพงษ์ วิไลโรจน์ #56 นักแข่ง Yamaha Thailand Racing Team สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ควบ Yamaha YZF-R6 คว้าแชมป์รุ่นใหญ่ ซูเปอร์สปอร์ต 600 ซีซี ในศึก Asia Road Racing Championship 2018 ควงคู่หูทีมเมทรุ่นพี่ “ตั้น” เดชา ไกรศาสตร์ #24 ขึ้นโพเดี้ยมอันดับ 2

ศึกชิงเจ้าความเร็วชิงแชมป์เอเชีย ในรายการ FIM Asia Road Racing Championship 2018 ปิดฉากสนามสุดท้ายที่ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ โดยในการแข่งขันรุ่น ซูเปอร์สปอร์ต 600 ซีซี เป็นการขับเคี่ยวเพื่อชิงตำแหน่งแชมป์ประจำปี 2561 โดย Yamaha Thailand Racing Team ส่งสองนักแข่งเข้าร่วมชิงชัย ในฤดูกาลนี้

โดยมี “ตั้น” เดชา ไดรศาสตร์ #24 แชมป์เก่าสองสมัย และ“โฟลท” รัฐพงษ์ วิไลโรจน์ #56 นักแข่งน้องใหม่ที่สร้างผลงานได้อย่างดีเยี่ยม เกมการแข่งขัน 18 รอบสนาม หลังสัญญาณไฟดับลง “โฟลท” รัฐพงษ์ วิไลโรจน์ #56 ที่ออกสตาร์ทในกริดที่ 1 ออกตัวได้อย่างดีขึ้นนำคู่แข่งตั้งแต่โค้งแรก โดยมี “ตั้น” เดชา ไกรศาสตร์ #24 ตามมาติดๆ ในอันดับที่ 2

โดยในอับดับที่ 3 “เค” เขมินท์ คูโบะ #64 นักแข่งไทยผลผลิตจาก Yamaha Thailand Racing Team ที่ลงทำการแข่งขันในสังกัด Yamaha Racing Team Asean ก็ลงควบ Yamaha YZF-R6 คู่ใจเบียดคู่แข่งอย่างสูสี ก่อนพลาดล้มไม่จบการแข่งขันในเรซที่ 2

จบเกมการแข่งขัน 18 รอบสนาม “โฟลท” รัฐพงษ์ วิไลโรจน์ #56 บิด YZF-R6 เข้าเส้นชัยเป็นอันดับที่ 1 โดยมีทีมเมทรุ่นพี่ “ตั้น” เดชา ไกรศาตร์ เข้าเส้นชัยในอันดับที่ 2 คว้าแชมป์ประจำปีไปครองอย่างยิ่งใหญ่

สรุปผลงานประจำปี “โฟลท” รัฐพงษ์ วิไลโรจน์ #56 สร้างประวัติศาสตร์ให้วงการมอเตอร์สปอร์ตไทยอีกครั้งด้วยการคว้าชัยอย่างเหนือชั้นทั้ง 2 เรซ ในประเทศไทย และคว้าแชมป์ประจำปี 2018 ในรุ่น ซูเปอร์สปอร์ต 600 ซีซี มาครองได้อย่างยิ่งใหญ่


GC จับมือ ททท. อีโคอัลฟ์ ฉลองความสำเร็จโครงการ “Upcycling the Oceans, Thailand” เผยโฉมผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากขยะขวดพลาสติกคอลเลคชั่นแรกจากโครงการฯเพื่อการกุศล

GC ผู้นำด้านนวัตกรรมและเคมีภัณฑ์ของประเทศ จับมือ ททท. และอีโคอัลฟ์ ฉลองความสำเร็จในการดำเนินโครงการ “Upcycling the Oceans, Thailand” รณรงค์การใช้ทรัพยากรหมุนเวียนให้เกิดประโยชน์คุ้มค่าสูงสุด ตามแนวคิด Circular Living..ไลฟ์สไตล์เปลี่ยนโลก” เดินหน้าสร้างมิติใหม่ในวงการอุตสาหกรรมไทย ด้วยการเปิดตัว “Thailand Collection” ในโครงการ  “Upcycling the Oceans, Thailand” ต้นแบบการอัพไซเคิลจากขยะขวดพลาสติกของโครงการฯ เพื่อให้คนไทยได้มีส่วนร่วมในการใช้สินค้ารีไซเคิลคุณภาพดีในราคาที่ซื้อหาได้ พร้อมวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการ ในงาน Circular Living Festival วันศุกร์ที่ 23 พฤศจิกายน นี้ ที่สยามดิสคัฟเวอรี่ ทั้งนี้จะนำรายได้จากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ทั้งหมด โดยไม่หักค่าใช้จ่าย เพื่อสมทบทุนมูลนิธิชัยพัฒนา

Thailand Collection ในโครงการ Upcycling the Oceans, Thailand ใช้กระบวนการอัพไซเคิลด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง แปลงร่างขยะขวดพลาสติกให้เป็นผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า เริ่มตั้งแต่ขั้นตอน 1) การเก็บและคัดแยกขยะพลาสติก 2) นำขวดมาตัดเป็นชิ้นแล้วนำไปปั่นเป็นเส้นใย 3) ปั่นเป็นเส้นด้าย 4) นำเส้นด้ายมาทอเป็นผืนผ้า 5) ออกแบบตัดเย็บจนเป็นเสื้อหรือกระเป๋าเป้ ซึ่งล้วนสะท้อนถึงการใช้ทรัพยากรหมุนเวียนอย่างคุ้มค่าและยาวนานจากต้นน้ำสู่ปลายน้ำ เพื่อสร้างสรรค์คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้แก่คนไทย

Thailand Collection ในโครงการฯ ประกอบด้วย เสื้อยืดที่ทำจากขวดพลาสติกใส 14 ขวด ขนาดสำหรับเด็ก ไซส์ S-XXL ราคา 249 บาท และผู้ใหญ่ ไซส์ S-XXXL ราคา 299 บาท มีทั้งหมด 3 ดีไซน์ ได้แก่ ดีไซน์ที่ 1: Upcycling the Oceans, Thailand บ่งบอกถึงพลังใจของผู้คนที่ร่วมกันเก็บขยะเพราะอยากให้ทะเลสะอาดและสวยงาม ดีไซน์โดย ฮาเวียร์ โกเยนิเซ่ ดีไซเนอร์จากสเปน  ดีไซน์ที่ 2: From Trash to Trashion ได้รับแรงบันดาลใจจากการนำคำว่า ‘Trash’ และ‘Fashion’ หรือขยะกับแฟชั่นมาผสานกันอย่างลงตัว และ ดีไซน์ที่ 3: Trash to Treasure Designed by James Jirayu ดีไซน์พิเศษ ลิมิเต็ด เอดิชั่น ผลงานการออกแบบของเจ้าชายแห่งวงการรีไซเคิล เจมส์ จิรายุ ตั้งศรีสุข ที่ถ่ายทอดคอนเซ็ปท์ From Trash to Treasure ผ่านการวาดลวดลายนาฬิกาทรายที่สะท้อนถึงการนำขยะพลาสติกมาแปลงร่างเป็นผลิตภัณฑ์แฟชั่นที่เพิ่มมูลค่าอย่างลงตัว พร้อมทั้งกระเป๋าเป้ 5 สีสันสดใส ซึ่งแต่ละใบทำจากขยะขวดพลาสติกใส จำนวน 14  ขวด พร้อมวางจำหน่ายเร็วๆ นี้ ที่ร้าน Ecotopia ชั้น 4 ศูนย์การค้าสยาม ดิสคัฟเวอรี่ ร้านภัทรพัฒน์ สาขาสนามเสือป่า และทางเฟซบุ๊ก Upcycling the Oceans Thailand

เสื้อยืดจาก Thailand Collection:
ดีไซน์ที่ 1: Upcycling the Oceans, Thailand บ่งบอกถึงพลังใจของผู้คนที่ร่วมกันเก็บขยะเพราะอยากให้ทะเลสะอาดและสวยงาม ดีไซน์โดย ฮาเวียร์ โกเยนิเซ่ ดีไซเนอร์จากสเปน

ดีไซน์ที่ 2: From Trash to Trashion ได้รับแรงบันดาลใจจากการนำคำว่า ‘Trash’ และ ‘Fashion’ หรือขยะกับแฟชั่นมาผสานกันอย่างลงตัว

ดีไซน์ที่ 3: Trash to Treasure Designed by James Jirayu ดีไซน์พิเศษ
ลิมิเต็ด เอดิชั่นโดย เจมส์ จิรายุ ตั้งศรีสุข ที่ถ่ายทอดคอนเซ็ปท์ From Trash to Treasure ผ่านการวาดลวดลายนาฬิกาทรายที่สะท้อนถึงการนำขยะพลาสติกมาแปลงร่างเป็นผลิตภัณฑ์แฟชั่น

กระเป๋าเป้:         
พร้อมลายปักโลโก้โครงการ Upcycling the Oceans, Thailand โดยกระเป๋า 1 ใบทำจากขวดพลาสติกใส 14 ขวด ดีไซน์เน้นความโมเดิร์นทันสมัย

กระเป๋าถือ ลิมิเต็ด เอดิชั่น:
ผลงานการออกแบบโดย ดร. จารุพัชร อาชวะสมิต โดยใช้เส้นใยที่ได้จากขยะพลาสติกโพลีเอทิลีน ผสานด้วยฝีมือการถักทอของคนในชุมชนจังหวัดระยอง โดยกระเป๋า 1 ใบทำมาจากถุงพลาสติก จำนวน 43 ใบ มีวางจำหน่ายเพียง 50 ใบ ในราคา 1,699 บาท ที่ร้านภัทรพัฒน์ สาขาสนามเสือป่า


‘อูรุส’ ซูเปอร์เอสยูวี รุ่นแรกของโลกทั้งลุยและแรงจบในคันเดียวพร้อมลุยตลาดในไทย!

เรนาสโซ มอเตอร์ ตัวแทนจำหน่าย และให้บริการหลังการขายรถยนต์ลัมโบร์กินีอย่างเป็นทางการรายเดียวในประเทศไทย เปิดตัว ‘อูรุส’ ซูเปอร์เอสยูวี คันแรกของโลกอย่างเป็นทางการในประเทศไทย ที่ได้รับการถ่ายทอดดีเอ็นเอของแบรนด์ลัมโบร์กินี ทั้งดีไซน์ สมรรถนะ และการมอบประสบการณ์การขับขี่แบบสปอร์ตที่เหนือระดับ สามารถใช้งานในชีวิตประจำวันและทุกสภาพการขับขี่ อูรุส จึงนับเป็นการเปิดเซกเมนต์ใหม่ในตลาดรถยนต์ลักซูรี ในฐานะซูเปอร์เอสยูวี ที่ตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวันของครอบครัวได้อย่างสมบูรณ์แบบ

https://youtu.be/Xo1pEPoYi8Y

อูรุสคือรถลัมโบร์กินีสายพันธุ์ใหม่ที่ลงตัวสมบูรณ์แบบที่สุดสำหรับครอบครัว ที่คงคาแรกเตอร์ของลัมโบร์กินีทั้งภายนอกและภายในไว้อย่างชัดเจน ดีไซน์ภายในสปอร์ตหรู มาพร้อมเครื่องยนต์ V8 ขนาด 4.0 ลิตร ทวิน-เทอร์โบ สามารถทำความเร็วได้สูงสุดถึง 305 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ขณะที่ยังสามารถควบคุมและขับขี่ได้ง่าย คล่องตัว ให้ความสะดวกสบายแก่ผู้โดยสารตลอดการเดินทางบนทุกสภาพถนน ผ่าน Tamburo – Lamborghini driving dynamics control อูรุสจึงเป็นซูเปอร์เอสยูวีตัวจริงที่ก้าวข้ามขีดจำกัด และทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการสูงสุดของลูกค้าทั่วโลก


มร. ดาวิเด ซเฟรโคลา ผู้จัดการฝ่ายขายประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ออโตโมบิลี ลัมโบร์กินี กล่าว “ลัมโบร์กินี อูรุส คือวิสัยทัศน์ที่ก้าวล้ำในการผนวกดีเอ็นเอของลัมโบร์กินี เข้ากับยนตรกรรมอเนกประสงค์หรือรถยนต์เอสยูวี อูรุสจึงยกระดับเอสยูวีให้ก้าวล้ำเกินกว่าสิ่งที่เคยเป็นไปได้ในวงการที่เรียกว่าเป็นซูเปอร์เอสยูวี ซึ่งเราเป็นแบรนด์ลัคชัวรี่ที่ไม่เหมือนใครพร้อมจะเปลี่ยนอนาคตและสร้างสรรค์ประสบการณ์ใหม่ ๆ อยู่ตลอดเวลา เพราะเราอยากให้ลูกค้าของเราได้สัมผัสประสบการณ์ความเป็นที่สุดในโลก ที่ลัมโบร์กินีเท่านั้นจะมอบประสบการณ์นี้ให้กับคุณได้”


ม.ล. ณัฐสิทธิ์ ดิศกุล กรรมการ บริษัท เรนาสโซ มอเตอร์ จำกัด หรือ ลัมโบร์กินี กรุงเทพฯ กล่าวว่า “ลัมโบร์กินี กรุงเทพฯมีความภาคภูมิใจที่จะนำเสนอ “ลัมโบร์กินี อูรุส” ซูเปอร์เอสยูวีคันแรกของโลกให้แก่ลูกค้าในเมืองไทย ซึ่งเป็นรุ่นที่ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากทั่วโลก ผมเชื่อมั่นว่า อูรุส ที่ถ่ายทอดดีเอ็นเอของแบรนด์ลัมโบร์กินีมาอย่างเต็มเปี่ยม พร้อมมอบประสบการณ์ของรถซูเปอร์สปอร์ตลักซูรี จะยกระดับมาตรฐานรถซูเปอร์สปอร์ตให้ก้าวล้ำไปอีกขั้น กลายเป็นขวัญใจหนึ่งเดียวของคนรักรถซูเปอร์เอสยูวี และครองใจผู้บริโภคไทยในทันทีที่เปิดตัว”

“ลัมโบร์กินี อูรุส มีราคาเริ่มต้นที่ 23.42 ล้านบาท พร้อมบริการหลังการขายระดับท็อปคลาสและบริการซ่อมบำรุงครบวงจรเป็นเวลา 5 ปี โดยทีมงานที่มีประสบการณ์ในการดูแลรถซูเปอร์คาร์หรูมากว่า 20 ปี ผมมั่นใจว่า อูรุส จะสามารถตอบโจทย์ความต้องการของทุกท่าน โดยเฉพาะกลุ่มครอบครัวคนรุ่นใหม่ ในฐานะซูเปอร์เอสยูวีหนึ่งเดียวในตลาดรถยนต์ลักซูรีของไทย ทำให้เกิดมาตรฐานใหม่ในเซกเมนต์ และตอกย้ำความสำเร็จของ อูรุส ในตลาดโลก” ม.ล. ณัฐสิทธิ์กล่าวเสริม

ลัมโบร์กินี อูรุส” รถซูเปอร์เอสยูวี 5 ที่นั่งที่มาพร้อมกับความหรูหราและทรงพลังที่สุดในรถเอสยูวีระดับเดียวกันและยังให้ประสบการณ์การขับขี่ที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร การออกแบบรูปทรงและเส้นสายของตัวรถยังคงเอกลักษณ์ความเป็นลัมโบร์กินีอย่างแท้จริง ทั้งรูปทรงด้านหน้าที่ดูปราดเปรียว ลาดลง และช่องรับอากาศด้านหน้าที่เป็นรูปตัว Y เข้ากันกับไฟหน้าแบบ LED ที่ดูเพรียวบาง โฉบเฉี่ยวไปกับประตูแบบไร้ขอบ

ห้องโดยสารภายในสปอร์ตหรู สะท้อนเอกลักษณ์ลัมโบร์กินีด้วยดีไซน์ทรงหกเหลี่ยมทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นช่องระบายอากาศ ที่จับประตู และที่วางแก้ว นอกจากนี้อูรุสยังขับเคลื่อนด้วยสุดยอดเทคโนโลยีแห่งการขับขี่และความสะดวกสบาย เช่น พวงมาลัยสามก้านพร้อมระบบลดการสั่นสะเทือนและระบบมัลติฟังก์ชั่นบนพวงมาลัยที่ช่วยควบคุมระบบอินโฟเทนเมนต์เฉพาะของลัมโบร์กินี (Lamborghini Infotainment System-LIS) ทั้งการตั้งค่าในรถยนต์ ระบบแอปเปิลคาร์เพลย์ และแอนดรอยด์ ออโต้ การควบคุมโทรศัพท์ ระบบนำทาง ปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์แบบอัจฉริยะไร้กุญแจ พร้อมระบบปลดล็อคประตูรถแบบสัมผัสที่ประตูและกระโปรงหลัง เบาะนั่งปรับไฟฟ้าอัตโนมัติ  และโหมดการขับขี่ EGO Mode ที่สามารถปรับเปลี่ยนคาแรกเตอร์ของรถให้ผู้ขับขี่เกิดความพึงพอใจสูงสุด

ลัมโบร์กินี อูรุส ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ V8 ขนาด 4.0 ลิตร ทวิน-เทอร์โบ ให้กำลังสูงสุด 650 แรงม้า (478 กิโลวัตต์) รอบสูงสุดที่ 6,800 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 850 นิวตันเมตรที่ 2,250 รอบ/นาที จึงจัดได้ว่ามีสมรรถนะสูงสุดในรถเอสยูวี ระดับเดียวกัน ด้วยอัตราส่วนแรงม้าต่อที่ทำแรงม้าได้ถึง 162.7 แรงม้าต่อลิตร และอัตราส่วนแรงม้าต่อน้ำหนักรถทำได้ดีที่สุดที่ 3.38 กก./แรงม้า นั่นเป็นเหตุผลให้อูรุสเป็นเอสยูวีที่ทำความเร็วได้ดีที่สุด ด้วยอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชั่วโมงในเวลา 3.6 วินาที อัตราเร่งจาก 0-200 กม./ ชั่วโมงในเวลา 12.8 วินาที และทำความเร็วได้สูงสุด 305 กม./ชั่วโมง

ระบบ Tamburo ที่มีโหมดการขับขี่ให้เลือกมากถึง 6 โหมด ได้แก่

  • STRADA สำหรับการขับขี่ทั่วไปที่ให้ความสบายเหนือชั้น
  • SPORT สำหรับการขับขี่อย่างมั่นคงและแม่นยำในความเร็วสูง
  • CORSA สำหรับการขับขี่ที่เน้นสมรรถนะ และความแม่นยำสูงสุด
  • NEVE สำหรับการขับขี่บนถนนที่มีหิมะ
  • TERRA สำหรับการขับขี่แบบออฟโร้
  • SABBIA สำหรับการขับขี่แบบออฟโร้ดบนผืนทราย

ทั้งนี้ อูรุสยังมีระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ที่ทันสมัย (Advanced Driver Assistance Systems-ADAS) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเฉพาะของลัมโบร์กินี ให้ความมั่นคง ปลอดภัย และสุนทรียภาพในการขับขี่สูงสุด รวมทั้งระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ เซนเซอร์หน้าและหลังสำหรับจอดรถ ระบบครูซคอนโทรล และระบบ PreCongnition ที่ช่วยป้องกันหรือบรรเทาความรุนแรงจากการปะทะ นอกจากนี้ ยังมีออฟชั่น ADAS ซึ่งมีระบบช่วยเหลือในการขับขี่บนท้องถนน เช่น กล้องจับภาพด้านบน และฟังก์ชั่นตะขอพ่วงรถด้านท้าย เป็นต้น


อูรุสถือว่าเป็นลัมโบร์กินีอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการออกแบบ ขุมพลังและสมรรถนะที่เต็มเปี่ยม รวมถึงประสบการณ์การขับขี่ที่หลากหลายและสามารถใช้ได้ในชีวิตประจำวันได้อย่างสะดวกสบาย ซึ่งนี่คือรถลัมโบร์กินีที่มีความอเนกประสงค์มากที่สุด


‘รอยัล เอนฟิลด์’ ส่งมอเตอร์ไซค์ ‘สูบคู่’ ฉีกกระเป๋าสตางค์นักบิดไทย!

รอยัล เอนฟิลด์ ผู้นำตลาดรถมอเตอร์ไซค์ขนาดกลางระดับโลก เปิดตัวมอเตอร์ไซค์ 2 รุ่น คอนติเนนทัล จีที 650 (Continental GT 650) และอินเตอร์เซปเตอร์ ไอเอ็นที 650 (Interceptor INT 650) ตอกย้ำความมุ่งมั่นของรอยัล เอนฟิลด์ในตลาดประเทศไทย พร้อมเปิดตำนานบทใหม่ในหน้าประวัติศาสตร์ 117 ปีของการผลิตรถจักรยานยนต์ด้วยมอเตอร์ไซค์เครื่องยนต์สูบคู่หรือทวินที่ทุกคนรอคอย


การเปิดตัวครั้งนี้ นับเป็นการผลิตเครื่องยนต์สูบคู่ครั้งแรกของรอยัล เอนฟิลด์นับตั้งแต่ช่วงปี ค.ศ. 1970 โดยมอเตอร์ไซค์รุ่นใหม่ล่าสุดนี้ได้รับอิทธิพลจากยุคทองของรอยัล เอนฟิลด์ที่เริ่มต้นในปี ค.ศ. 1948 ซึ่งเครื่องยนต์แบบสูบคู่ขนาด 500 ซีซี ได้รับการพัฒนาและเปิดตัวเป็นครั้งแรกในชื่อรุ่น Meteor และรุ่น Super Meteor ก่อนที่จะพัฒนามาเป็นรุ่น Interceptor ในปี ค.ศ. 1960

โดยรุ่น Interceptor ขนาด 700 ซีซี และถัดมาที่รุ่น 750 ซีซี ส่วนใหญ่ถูกขายในประเทศสหรัฐอเมริกา และแคนาดาจนได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในวัฒนธรรมของรัฐแคลิฟอร์เนีย ตอบสนองความสนุกสนาน และตื่นเต้นเร้าใจบนการขับขี่สองล้อแบบรถโรดไบค์ที่มีสไตล์ ปราดเปรียวรวมถึงยังประสบความสำเร็จอย่างยิ่งทั้งในรายการแข่งวิบากทางฝุ่น และทางเรียบ

รอยัล เอนฟิลด์ อินเตอร์เซปเตอร์ ไอเอ็นที 650 และคอนติเนนทัล จีที 650 มีขายในไทยทั้งหมด 3 รุ่น ได้แก่ สแตนดาร์ด (Standard) คัสตอม (Custom) และโครม (Chrome) มีให้เลือกหลายสี และมีราคาจำหน่ายดังนี้

  • คอนติเนนทัล จีที 650 ทวิน: แสตนดาร์ด 221,000 บาท / คัสตอม 223,700 บาท  / โครม 226,000 บาท
  • อินเตอร์เซปเตอร์ ไอเอ็นที 650 ทวิน: แสตนดาร์ด 213,000 บาท  / คัสตอม 215,000 บาท  / โครม 218,000 บาท

ราคาดังกล่าวรวมการรับประกันรถ 3 ปี ไม่จำกัดระยะทาง และบริการช่วยเหลือรถเสียฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง โดยอินเตอร์เซปเตอร์ ไอเอ็นที 650 และคอนติเนนทัล จีที 650 ยังมาพร้อมกับอุปกรณ์ตกแต่งมากกว่า 40 แบบที่พร้อมรับประกัน 2 ปี

ถึงแม้จะได้รับอิทธิพลจากรุ่นเดิมในอดีต แต่ทั้งคอนติเนนทัล จีที 650 และอินเตอร์เซปเตอร์ ไอเอ็นที 650 คือมอเตอร์ไซค์ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาใหม่ทั้งหมด โดยความร่วมมือระหว่างทีมนักพัฒนาของรอยัล เอนฟิลด์ทั้งในอินเดีย และศูนย์เทคโนโลยี Bruntingthorpe ใน สหราชอาณาจักร โดยคอนติเนนทัล จีที 650 คือรถสไตล์คาเฟ่ เรเซอร์ ขณะที่อินเตอร์เซปเตอร์ ไอเอ็นที 650 คือรถโรดสเตอร์สไตล์คลาสสิกที่มีเครื่องยนต์อันเรียบง่ายที่จะสร้างความมั่นใจให้ผู้ขับขี่มือใหม่ และมอบความพึงพอใจให้ผู้ขับขี่ที่มีประสบการณ์

เครื่องยนต์สูบคู่ทวินใหม่เลือกใช้ระบบหล่อเย็นด้วยอากาศที่ง่ายต่อการบำรุงรักษาและมีเสียงท่อไอเสียของเครื่องยนต์สองสูบที่เร้าใจ ตอกย้ำเส้นสายที่ถ่ายทอดดีไซน์ในอดีตได้อย่างแท้จริง คอนติเนนทัล จีที 650 และอินเตอร์เซปเตอร์ ไอเอ็นที 650 ถูกสร้างและพัฒนาขึ้นมาเพื่อการขับขี่จริง รถมอเตอร์ไซค์ทั้งสองรุ่นมาพร้อมแรงบิดสูงในรอบต่ำ เพิ่มความสะดวกสบายในการขับขี่ผ่านการจราจรในเมือง และยังมีพละกำลังมากเพียงพอต่อการขับขี่ทางไกล


มอเตอร์ไซค์สูบคู่ทวินรุ่นใหม่ของรอยัล เอนฟิลด์ มีพละกำลังถึง 47 แรงม้า คุณสมบัติลับเฉพาะที่ทำให้เกิดสมรรถนะการขับขี่ที่ยอดเยี่ยมอยู่ที่การถ่ายทอดแรงบิดถึงผู้ขับขี่ได้อย่างต่อเนื่องตั้งแต่รอบต่ำ โดยตัวรถสามารถรีด 80 เปอร์เซ็นต์ของแรงบิดสูงสุดที่ 52 นิวตันเมตรได้ตั้งแต่รอบเครื่องยนต์ที่เพียง 2,500 รอบต่อนาที ทำให้มีอัตราเร่งที่นุ่มนวล และต่อเนื่องโดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนเกียร์บ่อยครั้ง เมื่อผสานกับแชสซีส์ที่มีความปราดเปรียวสูง ซึ่งได้รับการพัฒนาที่ศูนย์เทคโนโลยีของรอยัล เอนฟิลด์ที่สหราชอาณาจักรร่วมกับบริษัทผู้ผลิตเฟรมรถสปอร์ตไบค์ชื่อดังอย่าง Harris Performance คุณสมบัติลับเฉพาะที่ทำให้เกิดสมรรถนะการขับขี่ที่ ยอดเยี่ยมจึงไม่เป็นความลับอีกต่อไป


คอนติเนนทัล จีที 650 และอินเตอร์เซปเตอร์ ไอเอ็นที 650 มีความโดดเด่นมากกว่าแค่ระบบวิศวกรรม แต่มอเตอร์ไซค์ทั้งสองรุ่นยังตอบโจทย์การขับขี่แบบคลาสสิกยุคใหม่ที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นหัวใจหลักในการดำเนินงานของรอยัล เอนฟิลด์ มอเตอร์ไซค์เครื่องยนต์สูบคู่นี้ สานต่อแนวคิดเดียวกับรุ่น ‘บุลเล็ต’ รถมอเตอร์ไซค์เครื่องยนต์สูบเดียวอันโด่งดัง โดยทั้งสองรุ่นออกแบบมาอย่างร่วมสมัยเหนือกาลเวลาเพื่ออนาคต ปัจจุบัน มีผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์เพิ่มมากขึ้น โดยจะมองหามอเตอร์ไซค์เสมือนเครื่องมือในการบ่งบอกความเป็นตัวตน มอเตอร์ไซค์ที่สามารถตกแต่ง และแสดงความเป็นตัวตนรวมถึงสามารถขับขี่ไปได้ทุกที่ ซึ่งคอนติเนนทัล จีที 650 และอินเตอร์เซปเตอร์ ไอเอ็นที 650 ถูกสร้างขึ้นให้เป็นรถมอเตอร์ไซค์ที่ตอบโจทย์ดังกล่าว แม้ว่ารถทั้งสองรุ่นจะมีเครื่องยนต์แบบเดียวกัน แต่มอบประสบการณ์ขับขี่ที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง


คอนติเนนทัล จีที 650 จะดึงดูดผู้ขับขี่แนวสปอร์ตมากเป็นพิเศษด้วยตัวเลือกอุปกรณ์อย่างเบาะที่นั่งเดี่ยว ถังน้ำมันที่เว้ารับเข่า ชุดพักเท้าหลัง และแฮนด์จับแบบคลิปออน ที่ไม่เพียงมอบความสนุกสนาน ผ่านการขับขี่ด้วยความเร็วสูงบนถนนอันคดเคี้ยวได้อย่างสมบูรณ์แบบ แต่ยังมีการออกแบบตามสรีรศาสตร์ที่มอบความสะดวกสบายเมื่อต้องใช้งานในเมือง พร้อมรองรับการเดินทางบนถนนทางไกลหรือการขับขี่สัมผัสธรรมชาติในวันหยุดสุดสัปดาห์ได้อย่างสบาย

อินเตอร์เซปเตอร์ ไอเอ็นที 650 ถูกออกแบบให้สะท้อนรถมอเตอร์ไซค์รุ่นบุกเบิก ด้วยถังน้ำมันรูปทรงหยดน้ำโดดเด่นสะดุดตาที่เว้าตัวถังให้พักเข่าสไตล์ย้อนยุคมอบความสะดวกสบาย เบาะนั่งคู่ตัดเย็บบุนวม และแฮนด์จับกว้างชวนให้นึกถึงสไตล์สตรีท สแครมเบลอร์ที่ได้รับความนิยมทั่วทั้งแคลิฟอร์เนียในยุคทศวรรษที่ 1960 จากความสะดวกสบายและตำแหน่งที่นั่งที่ควบคุมง่ายทำให้อินเตอร์เซปเตอร์ ไอเอ็นที 650 มอบทั้งความตื่นเต้นเร้าใจและรองรับการใช้งานในทุกสภาพถนน ตั้งแต่ถนนเรียบชายฝั่งที่เต็มไปด้วยทางโค้งไปจนถึงเส้นทางในเมือง และการโลดแล่นออกนอกเมืองไปถึงการขับขี่รับสายลมริมชายหาด


ทั้งอินเตอร์เซปเตอร์ ไอเอ็นที 650 และคอนติเนนทัล จีที 650 มีรายละเอียดที่พิถีพิถันสวยงามถ่ายทอดรูปลักษณ์แบบคลาสสิกได้อย่างยอดเยี่ยม โดยยังใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ อย่างการเชื่อมแฮนด์เดิลบาร์ ฝาถังน้ำมันดีดสไตล์ monza สะท้อนให้เห็นคุณภาพของการประกอบที่สัมผัสได้ทั่วทั้งคัน จากเทรนด์การตกแต่งรถมอเตอร์ไซค์ที่สะท้อนตัวตนของคนในยุคปัจจุบัน ทั้งอินเตอร์เซปเตอร์ ไอเอ็นที 650 และคอนติเนนทัล จีที 650 จึงมีให้เลือกทั้งเวอร์ชั่นแบบสแตนดาร์ด และแบบคัสตอมที่มาพร้อมกับตัวเลือกการตกแต่งแบบย้อนยุค ตั้งแต่สีแบบพิเศษ ลวดลายตกแต่งต่างๆ ไปจนถึงออปชั่นเสริม อาทิ กระจกปลายแฮนด์สุดเท่แบบเรโทร แผงวินด์ชิลด์บังลมหน้า และอุปกรณ์ตกแต่งอื่นๆ เช่น ซุ้มล้อ ไฟส่องสว่าง และอุปกรณ์เสริมช่วงล่าง


มอเตอร์ไซค์ทั้งสองรุ่นมาพร้อมกับอุปกรณ์ในการขับขี่ และเครื่องแต่งกายของรอยัล เอนฟิลด์ ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากยุคทศวรรษที่ 1960 สะท้อนเค้าโครงจากบริบททางวัฒนธรรมไม่ว่าจะเป็นเสื้อแจ็คเก็ต Clymer และ Spirit เสื้อยืดหลากหลายรูปแบบ หมวกกันน็อค รองเท้า รองเท้าผ้าใบหุ้มข้อ และกางเกงยีนส์ Cordura กับถุงมือ Streetborn ซึ่งทั้งหมดเป็นสไตล์ที่ผสมผสานอย่างลงตัวระหว่างความคลาสสิก และการใช้งานแบบร่วมสมัย


อินเตอร์เซปเตอร์ ไอเอ็นที 650 และคอนติเนนทัล จีที 650 ยังมาพร้อมอุปกรณ์ตกแต่ง Genuine Motorcycle Accessories สไตล์สวยงาม และปกป้องผู้ขับขี่รวมถึงยังสร้างเอกลักษณ์ที่โดดเด่นให้แก่ผู้ขับขี่อาทิ การ์ดป้องกันเครื่องยนต์ แม่แรงยกรถ ชุดแท่นยึดกระเป๋าสัมภาระ และช่องจ่ายไฟสำหรับอุปกรณ์ไฟฟ้า ตลอดจนอุปกรณ์เสริมเพื่อรูปลักษณ์อย่าง ท่อสลิปออนสแตนเลส และโครเมียม แผงบังลมวินด์ชิลด์อะคริลิค เบาะนั่งแบบเดี่ยวและแบบคู่ รวมถึงกระเป๋าผ้าใบแคนวาส

รถมอเตอร์ไซค์ทั้งสองรุ่นจะมีบทบาทสำคัญต่อย่างก้าวในอนาคตของรอยัล เอนฟิลด์ เช่นเดียวกับที่อินเตอร์เซปเตอร์รุ่นแรกสร้างชื่อเสียงให้รอยัล เอนฟิลด์โด่งดังในอเมริกา ทั้งคอนติเนนทัล จีที 650 และอินเตอร์เซปเตอร์ ไอเอ็นที 650 ใหม่จะสร้างความนิยมในตลาดรถจักรยานยนต์ขนาดกลางในตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่ในประเทศอินเดีย โซนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และโซนลาตินอเมริกา พร้อมกับมอบตัวเลือกใหม่ที่โดดเด่นแก่ผู้ขับขี่ในโซนยุโรป ออสเตรเลีย และสหรัฐอเมริกา


Privacy Preference Center