Audi Thailand ยกระดับความพร้อมบริการหลังการขายเพิ่มปริมาณอะไหล่ในสต๊อกอีก 3 เท่ารองรับลูกค้าเพิ่ม!

หลังเปิด Audi Thailand Centre โชว์รูมพร้อมศูนย์บริการ Audi ที่ทันสมัยที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อาวดี้ ประเทศไทย ก็ประกาศเดินหน้ารุกเต็มพิกัด เสริมความมั่นใจให้ลูกค้าด้วยการยกระดับคุณภาพการบริการหลังการขายให้มีความครบวงจร เผยศูนย์กระจายอะไหล่ และศูนย์เตรียมรถใหม่ตามมาตรฐาน Audi พร้อมสั่งเพิ่มปริมาณอะไหล่ในสต๊อกอีก 3 เท่า รองรับปริมาณลูกค้าที่เพิ่มขึ้นทั้งในกรุงเทพ และต่างจังหวัด

วัลลภ เฉลิมวงศาเวช รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายการบริการหลังการขาย อาวดี้ ประเทศไทย เปิดเผยว่า จากปริมาณการเติบโตของลูกค้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และจากแผนธุรกิจที่จะมีการเปิดโชว์รูมและศูนย์บริการ ทั้งในกรุงเทพ และต่างจังหวัดเพิ่มรวมเป็น 6 แห่งใน ปี 2019 นี้ ในส่วนของการบริการหลังการขาย ได้เตรียมการรองรับการเติบโตของลูกค้าอย่างเต็มที่ โดยขณะนี้ ศูนย์กระจายอะไหล่และศูนย์เตรียมรถใหม่ที่ได้มาตรฐานของ Audi ภายใต้เงินลงทุนมากกว่า 50 ล้านบาท ได้ก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์แล้ว พร้อมเปิดดำเนินงานเพื่อสนับสนุนงานขายและงานบริการลูกค้าให้มีประสิทธิภาพและมีความรวดเร็วมากยิ่งขึ้น

“คุณภาพมาตรฐานการบริการหลังการขาย เป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดในการสร้างความเชื่อมั่นและความพึงพอใจของลูกค้า อีกทั้งยังเป็นส่วนที่นำลูกค้าใหม่ๆ มาด้วย เราจึงให้ความสำคัญกับการพัฒนางานบริการหลังการขายอย่างเต็มที่ โดยมีการทำงานร่วมกับ Audi AG อย่างใกล้ชิด เพื่อพัฒนาและยกระดับบุคลากร ทั้งวิศวกรและช่างเทคนิค รวมถึง เครื่องมือ อุปกรณ์ เทคโนโลยี ให้สามารถบริการลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ คือมีการวิเคราะห์ปัญหารถของลูกค้าแต่ละคันอย่างถูกต้อง แม่นยำ พร้อมทำการซ่อม บำรุงรักษา ให้เสร็จอย่างรวดเร็ว หากต้องเปลี่ยนอะไหล่ ก็มีอะไหล่แท้อยู่ในสต๊อก พร้อมติดตั้งให้ลูกค้าอย่างทันท่วงที ในราคาที่เหมาะสม ซึ่งจากการเปิดศูนย์กระจายอะไหล่ และศูนย์เตรียมรถใหม่ ที่เสร็จพร้อมสมบูรณ์แล้วนี้ จะทำให้ลูกค้ามีความพึงพอใจ มั่นใจและประทับใจเมื่อมาเป็นลูกค้าของอาวดี้ มากขึ้น”

ศูนย์กระจายอะไหล่ และศูนย์เตรียมรถใหม่ของอาวดี้ ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 2,700 ตารางเมตร ในย่านบางนา ใช้เงินลงทุนไปกว่า 50 ล้านบาท ภายในศูนย์มีการบริหารจัดการอะไหล่อย่างเป็นระบบ รองรับปริมาณอะไหล่ได้มากกว่า 10,000 รายการ เพื่อให้การบริหารจัดการอะไหล่และการส่งอะไหล่ไปยังโชว์รูมต่างๆ มีประสิทธิภาพความรวดเร็ว ทันกับความต้องการของลูกค้า บริษัทฯ ได้สั่งปริมาณอะไหล่แท้ในสต๊อกเพิ่มอีก 3 เท่า ขณะที่ในส่วนของศูนย์เตรียมรถใหม่ ซึ่งมีการจัดทีมบุคลากร พร้อมเครื่องมือตรวจสอบที่ทันสมัยให้ความละเอียด แม่นยำ ตามมาตรฐานของ Audi สามารถเตรียมรถเพื่อการส่งมอบให้ลูกค้าได้อย่างประทับใจ จำนวนมากกว่า 200 คันต่อเดือน ซึ่งเพียงพอต่อการเติบโตในสามปีข้างหน้า

อาวดี้ ประเทศไทย มีแผนที่จะเพิ่มจำนวนโชว์รูมและศูนย์บริการ ให้ได้ 6 แห่ง ภายในปี 2019 โดยทุกแห่งจะได้รับการติดตั้งเครื่องมือ วิเคราะห์ปัญหา ที่ทันสมัย สามารถให้บริการอย่างครบวงจร ตามมาตรฐานของ Audi AG รวมทั้งติดตั้งเครื่องตั้งศูนย์ ถ่วงล้อ และเปลี่ยนยาง ที่ควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์เทคโนโลยีสูงสุด ขณะที่ในด้านบุคลากร บริษัทฯ ได้รับการสนับสนุนจาก Audi AG ส่งช่างเทคนิคชำนาญการสูงของบริษัทแม่มาฝึกอบรม ทีมวิศวกร และช่างเทคนิคในทุกระดับอย่างต่อเนื่อง

ลูกค้าอาวดี้ที่ซื้อจากผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการทั้งในอดียและปัจจุบัน สามารถนำรถมาใช้บริการหลังการขายของอาวดี้ ประเทศไทย ได้ทุกโชว์รูม อย่างไรก็ตาม อาวดี้ยังคงนโยบายไม่รับบริการรถยนต์อาวดี้ ที่นำเข้าโดยผู้จำหน่ายอิสระ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2561 เนื่องจากรถยนต์ที่นำเข้ามาไม่ได้มีการปรับเปลี่ยนชิ้นส่วนอุปกรณ์ต่างๆ ให้เหมาะสมกับการใช้งานในสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย และยังมีความแตกต่างในรายละเอียดของชนิดน้ำมัน ที่อาจส่งผลกระทบต่อการทำงานของรถยนต์


ขณะที่รถอาวดี้ที่นำเข้าโดยผู้นำเข้าอิสระก่อนหน้าวันที่ 1 มกราคม 2561 นั้น สามารถมารับบริการได้ โดยมีค่าลงทะเบียนแรกเข้าตั้งแต่ 20,000 – 100,000 บาท ตามแต่ละรุ่นโดยมีรายละเอียดดังนี้

  • ค่าลงทะเบียน 20,000 บาท สำหรับรถรุ่น A1, A2, A3, A4, Q2, Q3 แต่ไม่นับรวมรุ่น S และ RS
  • ค่าลงทะเบียน 50,000 บาท สำหรับรุ่น A5, A6, A7, Q4, Q5, TT แต่ไม่นับรวมรุ่น S และ RS
  • ค่าลงทะเบียน 100,000 บาท สำหรับรุ่น Q7, A8, Q8, R8 และรุ่น S และ RS ทุกรุ่น

สำหรับรถยนต์อาวดี้ที่นำเข้าโดยผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการรายเดิม สามารถนำเข้ามารับบริการโดยไม่มีค่าลงทะเบียนแต่อย่างใด

ลูกค้าอาวดี้สามารถเข้าใช้บริการหลังการขายได้ที่ สำนักงานใหญ่ Audi Centre Thailand ซึ่งในส่วนศูนย์บริการเปิด ตั้งแต่เวลา 08:00 – 17:00 น. วันจันทร์ถึงวันเสาร์ สามารถสอบถามและนัดหมาย ได้ที่ 02 765 8888 หรือ ติดต่อโชว์รูม Audi New Petchburi 02 023 4888 (ฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์) และที่โชว์รูม Audi Pattaya 038 197 888


‘Nissan Navara Dark Sky’ ต้นแบบหอดูดาวเคลื่อนที่จากองค์การอวกาศยุโรป

นิสสัน เผยโฉม ‘นาวารา ดาร์ค สกาย คอนเซ็ปท์’ รถยนต์ต้นแบบที่แตกต่างไม่เหมือนใคร ที่งานฮันโนเวอร์ มอเตอร์โชว์ 2018 พิสูจน์ให้เห็น นวัตกรรมอัจริยะไร้ขีดจำกัด

‘นาวารา ดาร์ค สกาย’ คอนเซ็ปท์ได้รับการพัฒนาขึ้นที่ประเทศอังกฤษ ด้วยความร่วมมือกับองค์การอวกาศยุโรป ภายใต้แนวคิด นิสสัน อินเทลลิเจ้นท์ โมบิลิตี้ เพื่อสร้างศูนย์วิจัยดาราศาสตร์เคลื่อนที่ ด้วยกล้องโทรทรรศน์คุณภาพสูงที่ติดตั้งบนรถต่อพ่วงแบบออฟโรด ติดตั้งเทคโนโลยีขับขี่อัตโนมัติอัจฉริยะ ProPILOT ที่รับการอัพเกรดเพื่อเพิ่มสมรรถนะความปลอดภัยอันชาญฉลาด

องค์การอวกาศยุโรปสำรวจดวงดาวด้วยดาวเทียมไกย่า และได้ทำการสำรวจดวงดาวไปแล้วกว่าพันล้านดวง รถยนต์ต้นแบบ ‘นาวารา ดาร์ค สกาย’ จะทำหน้าที่สนับสนุนโครงการนี้โดยนำนักดาราศาสตร์ติดตามการสำรวจจักรวาลบนพื้นที่ที่เรียกว่า ‘ดาร์ค สกาย’ หรือพื้นที่ห่างไกลจากตัวเมืองที่เข้าถึงได้ยาก

รถยนต์ต้นแบบ “นาวารา ดาร์ค สกาย เป็นตัวอย่างที่ดีเยี่ยมที่นิสสันได้เข้ามาเป็นพันธมิตร ด้วยแนวคิดที่ช่วยส่งเสริมให้ลูกค้าของเราพร้อมเดินทางไปได้ทุกที่” กล่าวโดย นาย อัชวานี กุปต้า รองประธานอาวุโส ฝ่ายรถบรรทุกขนาดเล็กเพื่อการพาณิชย์ “เรากำลังสร้างโซลูชันที่ดีที่สุดเพื่อความท้าทายของธุรกิจไม่ว่าความต้องการเชิงพาณิชย์จะซับซ้อนเพียงใด ผ่านแนวคิด นิสสัน อินเทลลิเจนท์ โมบิลิตี้ และเทคโนโลยีขับขี่อัตโนมัติอัจฉริยะ ProPILOT”

รถยนต์ต้นแบบ ‘นาวารา ดาร์ค สกาย’ มาพร้อมกับฟีเจอร์อันชาญฉลาดมากมาย เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า ดังนี้

  • เทคโนโลยีระบบขับขี่อัตโนมัติอัจฉริยะ ProPILOT ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมรถผ่านการผสมผสานระหว่างเทคโนโลนีอินเทลลิเจนท์ ครูซ คอนโทรล Intelligent Cruise Control และ เทคโนโลยีช่วยหมุนพวงมาลัย หรือ Steering Assist Technologies เข้าด้วยกัน เพื่อช่วยรักษาระยะห่างระหว่างรถยนต์คันหน้า ในขณะที่รถยนต์ต้นแบบ “นาวารา ดาร์ค สกาย” และรถพ่วงเทรลเลอร์แบบออฟโรด ยังสามารถวิ่งอยู่ในเลน หรือแม้ในขณะเข้าโค้ง
  • เทคโนโลยีกล้องอัจฉริยะมองรอบทิศทาง (Intelligent Around View Monitor) ได้รับการอัพเกรดเพื่อช่วยการลากจูง ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถมองเห็นรอบคันจากภาพมุมสูงหรือ bird-eye-view และยังทำให้สามารถจอดรถได้ง่ายขึ้น รวมไปถึงรถต่อพ่วงด้านหลังด้วย
  • เทคโนโลยีเตือนเมื่อมีวัตถุอยู่ในจุดอับสายตา (Blind Spot Warning) ได้รับการปรับปรุงเพื่อให้เห็นวัตถุในมุมอับที่อยู่ในรถต่อพ่วงด้านหลังด้วย
  • เทคโนโลยี การควบคุมและการทรงตัวของรถต่อพ่วง (Intelligent Towing Hitch Alignment) ช่วยควบคุมการขับขี่ การเร่งความเร็ว การเบรคและการเปลี่ยนเกียร์ ทำให้สามารถควบคุมตัวรถและรถต่อพ่วงด้านหลังให้อยู่ในระดับเดียวกันเมื่อต้องลากจูงสิ่งของด้านหลังรถ
  • แบตเตอรี่แบบเคลื่อนที่ จากเทคโนโลยีของนิสสัน ลีฟ รถยนต์พลังไฟฟ้าไร้มลพิษ เพื่อให้มั่นใจว่ามีแหล่งไฟสำรอง แม้ว่าจะอยู่ในพื้นที่ห่างไกล

รถยนต์ต้นแบบ ‘นาวารา ดาร์ค สกาย’ บรรทุกอุปกรณ์สำคัญ อย่าง กล้องโทรทรรศน์คุณภาพสูง PlaneWave telescope เพื่อขนส่งกล้องโทรทรรศน์นี้ไปยังพื้นที่ที่มีความมืดมิดของท้องฟ้าที่ห่างไกลผู้คนได้ด้วยเทคโนโลยี Nissan Intelligent Mobility technologies

“รถยนต์ต้นแบบ “นาวารา ดาร์ค สกาย” ทำให้เราสามารถสำรวจดวงดาวในพื้นที่ห่างไกล ด้วยการหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีแสงไฟของเมืองรบกวน ในขณะเดียวกันก็สามารถขนส่งกล้องดูดาวได้อย่างปลอดภัยและง่ายดาย” นาย เฟร็ด เจนเซ่น ผู้จัดการอาวุโส โครงการองค์การอวกาศยุโรปสำหรับกายา กล่าว “กล้องดูดาวอย่างที่อยู่ในเทรเลอร์นี้ มีความจำเป็นต่อการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับดาวเคราะห์และดวงดาวในกาแล็กซี่ของเรา ทำให้พวกเราที่อยู่บนโลกสามารถติดตามข้อมูลของโครงการจากดาวเทียมกายาได้”

การออกแบบ “รถยนต์ต้นแบบ นาวารา ดาร์ค สกาย” ได้รับแรงบันดาลใจมาจากห้วงจักรวาล ภายนอกถูกออกแบบให้มีสีเข้ม พร้อมลวดลายสวยงามตามแบบของกลุ่มก๊าซ เนบิวลา ในลักษณะพาราเมทริค ภายในมีการตกแต่งอย่างลงตัว ผสมผสานระหว่างกลุ่มสีเข้มของท้องฟ้ายามกลางคืน กับสีส้มของพระอาทิตย์ตกดิน แนวเส้นสีส้มสะท้อนแสงบนเบาะที่นั่งยังช่วยให้สามารถมองเห็นภายในรถได้อย่างง่ายดาย ทำให้ไม่ต้องใช้ไฟแสงขาว ที่จะมีผลกระทบต่อการดูดาวของนักดาราศาสตร์ในยามค่ำคืน

ทั้งนี้ แสงสีแดงมีผลกระทบต่อการมองเห็นตอนกลางคืนของมนุษย์น้อยที่สุด โดยตัวรถ และรถต่อพ่วงจะใช้หลอดไฟสีแดง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดแสงรบกวนระหว่างการดูดาว

รถยนต์ต้นแบบ นิสสัน นาวารา ดาร์ค สกาย เป็นรถยนต์ที่ได้รับการพัฒนาอย่างจริงจังในเรื่องวิศวกรรมการออกแบบ อันทำให้นิสสันอยู่ในระดับแนวหน้าของรถกระบะ โดยตัวรถมีแชสซีเหล็กกล้าชิ้นเดียวที่แข็งแรง มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซล ทวิน เทอร์โบ ขนาด 2.3 ลิตร 190 แรงม้า ที่ให้แรงบิด 450 นิวตันเมตร ทำให้นาวาราสามารถขับเคลื่อนไปได้บนทุกเส้นทางแม้ในพื้นที่ห่างไกล ขณะบรรทุกกล้องดูดาวที่มีน้ำหนักอยู่ได้อีกด้วย

รถยนต์ต้นแบบ นิสสัน นาวารา ดาร์ค สกาย มาพร้อมกับแบตเตอรี่แบบ เอ็กซ์สตอเรจ โรม (xStorage ROAM) เป็นการนำเทคโนโลยีแบตเตอรี่ใช้งานแล้วสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าที่นิสสันเป็นผู้ผลิตมาใช้งาน 
โดยเมื่อใส่ลงในช่องใส่แบตเตอรี่ ชุดแบตเตอรี่จะอยู่ในโหมดชาร์จตลอดเวลาและพร้อมใช้งานเมื่อจำเป็น

นอกจากนี้ยังมี ฟีเจอร์อัจฉริยะอื่นๆ ได้แก่ สัญญาณ Wi-Fi แท่นวางแล็บท็อป และสัญญาณโทรทัศน์ย่านความถี่สูงแบบ UHF เพื่อส่งสัญญาณได้อย่างทันทีไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนบนโลกก็ตาม มีการติดตั้งเรดาร์ 8 ตัวรอบคันรถรวมถึงรถต่อพ่วง ทำให้สามารถให้ข้อมูลแก่ผู้ขับขี่เกี่ยวกับสิ่งที่อยู่รอบตัวรถได้ โดยผ่านหน้าจอระบบสัมผัสของ Nissan Connect infotainment บริเวณแผงควบคุมรถ

หลังจากงาน ฮันโนเวอร์ มอเตอร์ โชว์ นิสสันจะบริจาคกล้องดูดาวนี้ เพื่อส่งต่อจิตวิญญาณแห่งการสำรวจและการผจญภัย อันเป็นการสร้างแรงบันดาลใจและส่งเสริมการศึกษาเพื่อคนรุ่นต่อๆ ไป


‘MG Expo 2018’ งานโชว์นวัตกรรมอัจฉริยะแห่งอนาคตจากเอ็มจี

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์-ซีพี จำกัด และบริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด จัดงาน MG Expo 2018 ย้ำจุดยืนความเป็นผู้นำด้านยนตรกรรมอัจฉริยะพร้อมโชว์ความล้ำสมัยของระบบปฏิบัติการ ‘i-SMART’ นวัตกรรมยานยนต์ที่ถูกออกแบบมาเพื่อความสะดวกสบาย ความปลอดภัย และการเชื่อมต่อไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ในยุคดิจิตัล

นายพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “MG Expo 2018 ครั้งนี้จัดขึ้นเป็นครั้งแรกเพื่อแสดงเทคโนโลยี และนวัตกรรมยานยนต์ของเอ็มจี คือ ‘ระบบปฏิบัติการอัจฉริยะ หรือ i-SMART’ ภายใต้แนวคิด ‘Greeting Tomorrow’ โดยผู้เข้าชมงานจะได้รับรู้ถึงความล้ำสมัยของระบบ i-SMART ผ่านกิจกรรมในรูปแบบต่างๆ อีกทั้งยังสามารถทดลองใช้งานระบบดังกล่าวด้วยตนเอง ซึ่งผมมั่นใจว่าการจัดงานในครั้งนี้จะช่วยสร้างกระแส และสะท้อนให้เห็นถึงแนวทางการดำเนินงานของเอ็มจีที่มุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ใหม่ๆ รวมถึงความเป็นผู้นำด้านยนตรกรรมอัจฉริยะของเอ็มจีได้เป็นอย่างดี

เอ็มจี เริ่มดำเนินธุรกิจในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2013 ซึ่งตลอดระยะเวลากว่า 5 ปีที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้พยายามอย่างเต็มที่เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย ทั้งการลงทุนเพื่อการสร้างโรงงานผลิตรถยนต์ในประเทศ การขยายเครือข่ายผู้จำหน่ายให้ครอบคลุม และการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้จากความมุ่งมั่นเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมยานยนต์ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีในแบบที่ไม่เคยมีบริษัทรถยนต์รายใดทำมาก่อน ทำให้รถยนต์ MG เป็นยนตรกรรมที่มีความโดดเด่นที่มาพร้อมนวัตกรรมใหม่ๆ อยู่เสมอโดยหนึ่งในเทคโนโลยีที่มีความโดดเด่นคือ ‘ระบบปฏิบัติการอัจฉริยะ i-SMART’


ระบบปฏิบัติการอัจฉริยะ i-SMART เป็นผลลัพธ์จากวิสัยทัศน์หลักของเอสเอไอซี คอร์ปอเรชั่น ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของเอ็มจี ในด้านการพัฒนารถยนต์แห่งอนาคตให้มีความเป็นอัจฉริยะ และการพัฒนาเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ต และระบบการเชื่อมต่อภายในรถยนต์โดยเป็นระบบปฏิบัติการที่ให้ทั้งความสะดวกสบาย ความปลอดภัย และการเชื่อมต่อที่อัจฉริยะ

ภายหลังจากประสบความสำเร็จจากการแนะนำนวัตกรรมการสื่อสารระหว่างผู้ขับขี่กับรถยนต์เอ็มจีในแบบเรียลไทม์ผ่านเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ ภายใต้ชื่อ inkaNet ในปีพ.ศ. 2558 ซึ่งปัจจุบันระบบดังกล่าวมีการติดตั้งในรถยนต์ MG 6, MG 5 และ MG GS เอ็มจี ได้พัฒนาระบบปฏิบัติการ i-SMART สู่ตลาดเมืองไทยเมื่อเดือนกันยายน 2560 ซึ่งถูกนำมาใช้งานครั้งแรกในรถยนต์รุ่น MG ZS ก่อนจะมีการติดตั้งใน MG3 รุ่นใหม่ ที่เปิดตัวไปเมื่อกลางปี 2018 ที่ผ่านมา

ระบบ i-SMART ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากลูกค้าในฐานะระบบการเชื่อมต่ออัจฉริยะระบบแรก และระบบเดียวในโลกที่รองรับการสั่งการด้วยเสียงภาษาไทย และสามารถเรียนรู้พฤติกรรมของผู้ขับขี่ทำให้ยอดขายโดยรวมของเอ็มจีเติบโตขึ้นเท่าตัว โดย ณ เดือนกันยายนที่ผ่านมา เอ็มจี มียอดขายรวม 17,500 คัน เติบโตขึ้น 108% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันกับปีที่ผ่านมา ซึ่งรุ่นที่ได้รับความนิยมสูงสุด คือ MG ZS ที่มาพร้อมระบบ i-SMART

สำหรับระบบปฏิบัติการอัจฉริยะ i-SMART สามารถยกระดับประสบการณ์การขับขี่ของผู้ใช้รถยนต์เอ็มจี ใน 3 แกนหลักๆ คือด้านการสั่งการ หรือ SMART Command ด้านการเชื่อมต่อ หรือSMART Connect และด้านการตรวจเช็ครถหรือ SMART Check

SMART COMMAND – สั่งการทุกฟังก์ชันอย่างแม่นยำ

ระบบ i-SMART รองรับการสั่งการควบคุมการทำงานในรถยนต์เอ็มจีด้วยเสียงภาษาไทยช่วยให้ผู้ขับขี่ไม่ต้องละมือจากพวงมาลัย เพียงแค่พูด “ฮัลโหล เอ็มจี” เพื่อเริ่มต้นสั่งการฟังก์ชันต่างๆ อาทิ โทรออกเพียง ค้นหาจุดสนใจ เปิด-ปิดหรือเปลี่ยนเพลง ควบคุมระบบปรับอากาศ รวมไปถึงเปิด-ปิดซันรูฟและหน้าต่างฝั่งคนขับ นอกจากนี้ยังสามารถควบคุมหรือสั่งการระบบต่างๆ ผ่านหน้าจอภายในรถ อาทิ โทรออก – รับสายจากจอทัชสกรีนในกรณีฉุกเฉินซึ่งโทรฟรีได้ 50 นาทีต่อเดือน ใช้ระบบ i – CALL ติดต่อ MG CALL CENTRE เพื่อสอบถามข้อมูลและขอรับจุดสนใจ Point Of Interest ด้วยปุ่มลัดบนพวงมาลัย หรือเลือกสั่งการบนสมาร์ทโฟนผ่าน MG Mobile Application เพื่อสั่งสตาร์ทเครื่องยนต์และเปิดเครื่องปรับอากาศ

SMART CONNECT เชื่อมต่อไลฟ์สไตล์ให้สนุกได้ไม่รู้จบ

ผู้ขับขี่สามารถเชื่อมต่อไลฟ์สไตล์เข้ากับการใช้งานรถยนต์เอ็มจีผ่านระบบ i-SMART ทั้งฟังเพลงฮิตจากทั่วโลกได้มากกว่า 1 ล้านเพลงผ่านระบบไลฟ์สตรีมจาก TRUE Online Music ค้นหาร้านอาหารยอดนิยมหรือที่พักระหว่างเดินทางผ่าน FOOD & TRAVEL GUIDE จาก WONGNAI และ AGODA สามารถเชื่อมต่อแอพลิเคชั่นต่างๆในระบบแอนดรอยด์ บนสมาร์ทโฟนเข้ากับรถผ่านเทคโนโลยี MG LINK หรือค้นหาเส้นทางผ่าน Smart Navigation ซึ่งแสดงผลการจราจรแบบเรียลไทม์ นอกจากนี้ผู้ใช้งานยังสามารถอัพเกรดระบบได้เองผ่านออนไลน์ (OTA upgrade system)

SMART CHECK – ขับขี่ปลอดภัยเมื่อความมั่นใจอยู่ในมือ

ระบบ i-SMART มาพร้อมฟังก์ชันที่ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถตรวจเช็คการทำงานของรถยนต์เอ็มจีได้ง่ายๆ เพิ่มความสะดวกและปลอดภัยยิ่งขึ้น ด้วยแอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟน ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบความผิดปกติและแจ้งสถานะการทำงานของรถ (Remote vehicle diagnosis) อาทิ เครื่องยนต์ ลมยาง ระบบเบรก ถุงลมนิรภัย และการล็อกประตู หรือใช้คำสั่งล็อกหรือปลดล็อกประตู (Remote vehicle control) รวมทั้งค้นหารถโดยกำหนดให้รถเปิดไฟหน้าไฟท้ายหรือใช้เสียงแตรผ่านการตั้งค่า (Find my Car) และตรวจสอบตำแหน่งของรถพร้อมบอกเส้นทางไปยังรถยนต์ และสามารถกำหนดขอบเขตการใช้รถได้ตั้งแต่ 500 ม. ถึง 10 กม. ซึ่งระบบจะแจ้งเตือนเมื่อรถเข้าออกในขอบเขตที่กำหนดไว้

ปัจจุบันเอ็มจียังคงเดินหน้าพัฒนาระบบ i-SMART เพื่อยกระดับประสบการณ์การขับขี่ของลูกค้าโดยเน้นความสะดวกสบายและความปลอดภัยในการใช้งานมากยิ่งขึ้น โดยล่าสุดได้เตรียมปรับอินเตอร์เฟซใหม่เพื่อให้การใช้งานสะดวกและคล่องตัวมากยิ่งขึ้น พร้อมเพิ่มการอัพเกรดแบบออนไลน์ หรือ FOTA ซึ่งจะทำให้ลูกค้าสามารถอัพเกรดได้ทุกที่ทุกเวลาผ่านระบบออนไลน์โดยไม่ต้องนำรถเข้าศูนย์

รวมไปถึงการเพิ่มประสิทธิภาพในรับคำสั่งเสียงพร้อม Voice guidance เพื่อแนะนำคำสั่งเสียง ให้กับผู้ใช้ เสียงแจ้งเตือนเมื่อรถน้ำมันใกล้หมดหรือสถานะยางผิดปกติ และเพิ่มความเพลิดเพลินตลอดการเดินทางได้มากยิ่งขึ้นด้วยการฟังเพลงผ่านระบบไลฟ์สตรีมได้มากขึ้นอีกทั้งยังสามารถเพิ่มเพลงผ่านเพลย์ลิสต์ได้ และเลือก ID การเชื่อมต่อด้วยการสแกน QR Code หรือ ปุ่มบนหน้าจอระบบสัมผัสซึ่งระบบสามารถจำแนกสิทธิในการใช้งานตั้งแต่เจ้าของรถ ผู้ใช้ทั่วไป และผู้ใช้ชั่วคราว พร้อมจดจำการตั้งค่าส่วนตัวของแต่ละไอดีไม่ว่าจะเป็นสถานีวิทยุที่ฟังประจำ เพลย์ลิสต์ที่เล่นประจำ และการตั้งค่าอื่นๆ ได้ ทั้งนี้บริษัทฯ คาดว่าผู้ใช้รถยนต์ MG ZS และ MG 3 ใหม่ จะสามารถอัพเกรดระบบ i-SMART ใหม่ ได้ภายในปีนี้

ผู้ที่สนใจสามารถไปร่วมชมและสัมผัสระบบปฏิบัติการอัจฉริยะ i-SMART ที่งาน MG Expo 2018 ระหว่าง วันที่ 29 ตุลาคม – 4 พฤศจิกายน 2561 ณ ลานอีเดน ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ราชประสงค์ หรือ ที่โชว์รูมรถยนต์เอ็มจีทั้ง90 แห่งทั่วประเทศ ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ i-SMART ได้ที่ mgcars.com/th/Innovation/ismart


อิเกีย แนะเฟอร์นิเจอร์ใหม่เพื่อชาวออฟฟิต ตอบโจทย์คนรักสุขภาพ

ปัจจุบันหลายคนหันมาใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้น ขณะที่การขยับตัวน้อยเกินไปในแต่ละวันนับเป็นปัญหาสุขภาพอย่างหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มหนุ่มสาวออฟฟิศที่มักนั่งทำงานหรืออยู่ในอิริยาบถเดิมต่อเนื่องกันวันละหลายชั่วโมง อิเกียจึงได้ออกแบบเฟอร์นิเจอร์สำหรับสำนักงานยุคใหม่ที่ตอบโจทย์เรื่องสุขภาพ โดยจะเน้นโต๊ะและเก้าอี้ทำงานที่ปรับความสูงให้สามารถใช้งานได้ทั้งแบบนั่งและยืน เพื่อให้ร่างกายได้เคลื่อนไหวตลอดเวลา ทั้งยังอัดแน่นด้วยประโยชน์ใช้สอย ใช้แนวคิดการออกแบบที่ทันสมัย และมาในสไตล์อินดัสเตรียลดั้งเดิม

เฟอร์นิเจอร์สำนักงานใหม่ล่าสุดจากอิเกีย ประกอบด้วย โต๊ะทำงานท็อปไม้ ตู้เก็บของตาข่ายเหล็ก เก้าอี้หนัง และท็อปโต๊ะกระเบื้องยาง (linoleum) ซึ่งพร้อมเติมสไตล์ที่โดดเด่นให้ออฟฟิศ และให้ทำงานได้สบายตลอดทั้งวัน โดยจะเริ่มวางจำหน่ายตั้งแต่เดือนตุลาคมเป็นต้นไป

มาดูกันเถอะว่าอิเกียมีอะไรใหม่ๆบ้าง


เก้าอี้หมุน รุ่น
 ALEFJÄL/อาเลฟแยลล์ ราคา 9,900 บาท

งานดีไซน์ที่ผสมผสานสไตล์การออกแบบดั้งเดิมเข้ากับหลักการยศาตร์อย่างลงตัว เก้าอี้หมุนรุ่นนี้เป็นเก้าอี้ดีไซน์ดั้งเดิมรุ่นแรกที่สามารถปรับองค์ประกอบต่างๆ ได้ตามความต้องการ ทั้งพนักพิงและความสูง มีระบบชดเชยความเอียงและน้ำหนัก ออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์ จึงนั่งทำงานได้สบาย เก้าอี้หมุน รุ่น ALEFJÄL/อาเลฟแยลล์ ทำจากหนังและเหล็กคุณภาพดี ทั้งสวยงามและคงทน มีให้เลือก 2 สี ได้แก่ สีเบจ และดำ

โต๊ะทำงาน รุ่น IDÅSEN/อิดัวเซน ราคา 8,490 บาท

มีขนาดใหญ่ ทนทาน ใช้งานได้นาน หน้าโต๊ะทรงโค้ง ช่วยรองรับข้อมือและแขนขณะเขียนหนังสือได้ดี มาพร้อมตะแกรงเก็บสายไฟที่ซ่อนอยู่ใต้โต๊ะ จึงจัดระเบียบโต๊ะให้เรียบร้อยได้ง่ายๆ

ตู้เก็บของ รุ่น IDÅSEN/อิดัวเซน
ออกแบบมาเพื่อรองรับความต้องการใหม่ๆ ในการจัดเก็บของใช้ในสำนักงาน มีให้เลือกทั้งตู้สูง ตู้เตี้ย ตู้มีบานหรือลิ้นชัก และตู้กระจกแบบบานเลื่อน ตู้ทุกแบบมีตัวกันกระแทกช่วยให้ปิดบานตู้ได้อย่างนุ่มนวล ไร้เสียงรบกวน สามารถใช้คู่กับอุปกรณ์เสริมระบบล็อก NFC ที่เปิดและปิดโดยใช้การ์ดหรือโทรศัพท์มือถือ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้กับออฟฟิศที่เป็นแบบเปิด มีให้เลือก 4 สี ได้แก่ สีเบจ เทาเข้ม น้ำเงิน และน้ำตาลทอง (ขึ้นอยู่กับแบบของสินค้า)

ตู้เก็บของมีล้อราคา 4,000 บาท

ตู้เก็บของมีประตูและลิ้นชัก ราคา 8,000 บาท

ตู้เก็บของแบบสูง มีประตูและลิ้นชัก ราคา 7,500 บาท

ตู้กระจกแบบบานเลื่อน ราคา 12,000 บาท

เก้าอี้ นั่ง/ยืน รุ่น TROLLBERGET/โทรลเบเรียต ราคา 3,490 บาท

เก้าอี้ นั่ง/ยืน ออกแบบมาเพื่อรองรับสรีระร่างกายให้อยู่ในตำแหน่งกึ่งนั่งกึ่งยืนเพื่อให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่าตลอดเวลา ปรับหมุนได้ 360 องศา มอบอิสระในการเคลื่อนไหวร่างกายทั้งช่วงบนและล่าง เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว และยังช่วยกระตุ้นการไหลเวียนและทำให้ระบบเผาผลาญทำงานดีขึ้น เป็นเก้าอี้ นั่ง/ยืน รุ่นแรกที่ออกแบบในสไตล์คลาสสิกดั้งเดิม แต่มาพร้อมฟังก์ชั่นปรับระดับความสูงได้ ใช้วัสดุหนังและเหล็ก มี 2 สี ได้แก่ สีเบจ และดำ

โต๊ะทำงานและตู้เก็บของ รุ่น BEKANT/บีแคนท์
โครงโต๊ะ นั่ง/ยืน ราคา 18,000 บาท ท็อปโต๊ะกระเบื้องยางสีฟ้า ราคา 4,990 บาท

โต๊ะทำงาน นั่ง/ยืน ยืดหยุ่นรองรับการใช้งาน และพร้อมช่วยสร้างสุขภาพที่ดีให้คนทำงานออฟฟิศ เพราะสามารถปรับเปลี่ยนอิริยาบถต่างๆ ได้ตลอดทั้งวัน จึงช่วยกระตุ้นการไหลเวียนและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานไปพร้อมๆ กัน โต๊ะทำงาน BEKANT/บีแคนท์ รุ่นใหม่นี้มีท็อปโต๊ะให้เลือกหลากหลาย ทั้งสีและวัสดุ อาทิ ท็อปโต๊ะที่ทำจากกระเบื้องยางธรรมชาติสีฟ้าซึ่งเป็นวัสดุที่มีความคงทน ให้สัมผัสนุ่มและสบายเวลาเขียนหนังสือ มีสีขาว วีเนียร์ไม้แอชสีดำ และวีเนียร์สีไวท์โอ๊คให้เลือกด้วย

ตู้เก็บของมีล้อเลื่อน ราคา 5,750 บาท

เฟอร์นิเจอร์ในซีรีส์นี้ยังมีตู้เก็บของหลากฟังก์ชั่นและชั้นวางของที่ทำจากตาข่ายเหล็กสีดำและขาว มีตะขอที่สามารถเคลื่อนย้ายได้ เพิ่มลูกเล่นให้เก็บของได้มากขึ้น ลงตัวทั้งการใช้งานที่ออฟฟิศและที่บ้าน


‘ยัวร์บอย ทีเจ’ 
ออกแบบนาฬิกาคอลเลคชั่นพิเศษ G-SHOCK X Urboy TJ ลิมิเต็ดอิดิชั่น ฉลองครบรอบ 35 ปี G-SHOCK

G-SHOCK ฉลองครบรอบ 35 ปี เปิดตัวนาฬิกา ลิมิเต็ดอิดิชั่น 2 รุ่น ร่วมกับแร็ปเปอร์หนุ่ม ยัวร์บอย ทีเจ ในรุ่น G-Shock DW-5600E และ นาฬิกา Baby-G BGD-560 ให้กับเหล่าสาวก และนักสะสมได้ตื่นเต้นกันอีกครั้งในปีนี้

G-SHOCK X Urboy TJ นี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก ‘THE OWL’ หรือสัญลักษณ์รอยสักนกฮูกอันโดดเด่นประจำตัวของ ยัวร์บอย ทีเจ ซึ่งแร็ปเปอร์หนุ่มเล่าว่า ‘THE OWL’ คือสัญลักษณ์ของความกล้าที่จะแตกต่าง และไม่ยอมแพ้ที่จะเดินตามความฝันและทำในสิ่งที่ตัวเองเชื่อ จนวันนี้ทำให้ทีเจได้กลายเป็นแร็ปเปอร์ที่ประสบความสำเร็จ โดย ‘THE OWL’ หรือสัญลักษณ์ นกฮูกยังสะท้อนชีวิตในอีกหลายด้านของทีเจ ไม่ว่าจะเป็น ความเป็นนักสู้ การชอบทำงานในตอนกลางคืน และการให้ความสำคัญกับครอบครัวมาเป็นอันดับหนึ่ง


นาฬิการุ่น ลิมิเต็ด อิดิชั่น G-SHOCK X Urboy TJ นี้จัดทำขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองจุดเริ่มต้นของจี – ช็อค ด้วยการเลือกใช้นาฬิกา G-SHOCK DW-5600 ระบบดิจิตอล รุ่นหน้าเหลี่ยมในตำนานแห่งความอึดที่สามารถทนทานแรงกระแทกได้นานาชนิด ซึ่งนาฬิการุ่นนี้ยังเป็นรุ่นแรกที่คุณ Kikuo Ibe ผู้ก่อตั้งจี-ช็อคได้คิดค้นขึ้นเมื่อ 35 ปีที่แล้ว นอกจากนั้น G-SHOCK X Urboy TJ ยังเป็นตัวแทนการบอกเล่าเรื่องราวและปณิธานของความไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคต่างๆ ของทั้งคุณคิคูโอะ อีเบะ และ ทีเจ อีกด้วย

นอกเหนือจากความพิเศษของที่มาและนาฬิการุ่นนี้แล้ว G-SHOCK X Urboy TJ ยังมาพร้อมกับแพคเก็จดีไซน์พิเศษและเสื้อโอเว่อร์ไซส์สุดเท่ที่ แร็ปเปอร์สายแฟชั่นอย่างทีเจร่วมออกแบบเพื่อให้เหล่าสาวกได้เก็บสะสมกันเป็นคอลเลคชั่น และพิเศษสุดสำหรับสาวก 350 คนแรกที่จองผ่านช่องทางออนไลน์ จี-ช็อคยังมีเซอร์ไพรส์มอบหมวกรุ่นลิมิเต็ดอิดิชั่นเข้าเซ็ทให้อีก 1 ใบด้วย

ใครที่เป็นสาวก จี-ช็อค และ ยัวร์บอย ทีเจ ห้ามพลาด โดยงานนี้ผลิตเพียงแค่ 1,350 เซ็ททั่วโลก (นาฬิกาและเสื้อพร้อมกล่องดีไซน์พิเศษ) เพื่อฉลอง 35ปี จี – ช็อคในปีนี้เท่านั้น ในราคาเพียง 8,500 บาท/เซ็ท โดยจะเริ่มเปิดให้สามารถสั่งจองและมัดจำคอลเลคชั่นพิเศษนี้ได้ก่อนใคร ตั้งแต่วันพฤหัสบดีที่ 15 พฤศจิกายน 2018 ที่ www.gshock35th.com
#GSHOCKXUrboyTJ #GSHOCK35th #NEVERGIVEUP


ปลุกประสบการณ์ความมันส์ไปกับไฮเนเก้น Futuristic จุดแฮงก์เอ้าท์สุดชิคใจกลางเมือง

ไฮเนเก้นปลุกไฮซีซั่น ย้ำความเหนือระดับที่แตกต่างด้วยจุดแฮงเอาท์สุดชิคใจกลางเมือง “Heineken® Star Voyager” ในคอนเซ็ปต์ Futuristic ชวนฉลองส่งท้ายปี ตลอดเดือน พ.ย. – ธ.ค. นี้

ไฮเนเก้น แบรนด์เครื่องดื่มชั้นนำระดับโลก พร้อมยกระดับประสบการณ์ปลุกไฮซีซั่นส่งท้ายปีกับแหล่งแฮงเอาท์ใหม่ใจกลางกรุงเทพ Heineken® Star Voyager” ชวนทุกคนมาร่วมผ่อนคลายพร้อมสัมผัสประสบการณ์สุดล้ำกับ Brand Space ด้วยงานสร้างสรรค์รูปแบบใหม่ projection mapping ภายใต้แนวคิด Futuristic Innovative Experience เปิดโลกจำลองไฮเนเก้น ถ่ายทอดเรื่องราวความสำเร็จของไฮเนเก้นที่คงคุณภาพมากว่า 145 ปี ตั้งแต่เริ่มผลิตในช่วง ปี 1873 – ปัจจุบัน ผ่านเทคนิคการนำเสนอสุดตระการตาที่โดดเด่นและแตกต่างใน 4 โซน ได้แก่

1. โซนยุค 1873 : The Taste of The Beginning

2. โซนยุค 1889 : The Taste of Success

3. โซนยุค 1950 : The Taste of The World 

4. โซนยุค 1953 : The Taste of The Icon

Heineken® Star Voyager” พร้อมพาทุกท่านร่วมเดินทางข้ามเวลาค้นหาความพิเศษในแบบฉบับที่ไม่เหมือนใคร ในเทศกาลแห่งการเฉลิมฉลองด้วยเมนูอาหารตะวันตกและอาหารไทยหลากหลายเมนูที่เตรียมไว้บริการในบรรยากาศสุดล้ำ พร้อมนวัตกรรม Heineken® Extra Cold เบียร์สดกับความเย็นติดลบ 2 องศา พร้อมความสนุกกับเกม “Star Serve” ที่ดึงเอาเอกลักษณ์การเสิร์ฟตามมาตรฐานไฮเนเก้นมาเป็นเกมบนจอ LED อีกทั้งยังมีช่วงเวลาพิเศษในทุกวันที่จะมาสร้างบรรยากาศความสนุกให้คุณกับ “Heineken® Moment” ทุกวันในเวลา 22.00 น.

Heineken® Star Voyager” จัดขึ้น ณ ลานหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน – 31 ธันวาคมนี้ เวลา 17.00 – 24.00 น. จำกัดเฉพาะผู้ที่มีอายุ 20 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปเท่านั้น


16 ศิลปินร่วมถ่ายทอดปัญหาเด็กผ่านสตรีทอาร์ต ‘Art for The Future’ ทั่วกรุงเทพ!

ประเทศไทยมีเด็กจำนวนมาก ที่ตกอยู่ในภาวะเปราะบาง ด้วยสาเหตุหลากหลายเช่น ความยากจน สถานะทางกฎหมาย การไร้สัญชาติ การอยู่ในที่ห่างไกล การถูกละเมิดทำร้าย ถูกทอดทิ้ง หรือเกิดจากความทุพพลภาพทางร่างกาย ปัจจัยเหล่านี้ล้วนนำไปสู่ การพรากโอกาสในชีวิตไปจากเด็กๆ ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว การขาดโอกาสเหล่านี้เป็นสิ่งที่ทำให้เด็กไม่สามารถเข้าถึงสิทธิ์ หรือ สิ่งต่างๆ ที่จะช่วยให้ได้มีความเป็นอยู่ที่ดีได้…ในโอกาสครบรอบ 70 ปีในการดำเนินงานของยูนิเซฟในประเทศไทย จึงจัดแคมเปญพิเศษ ‘Art for The Future’ คุณ..เปลี่ยนอนาคตเด็กให้ดีขึ้นได้

ปัญหาของเด็กในประเทศไทยได้ถูกถ่ายทอดโดยเชิญ 16 ศิลปินรังสรรค์ผลงานศิลปะในรูปแบบต่างๆ เพื่อสะท้อนปัญหา 4 ด้าน ได้แก่ ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา, ปัญหาการล่วงละเมิดและความรุนแรงต่อเด็ก, ปัญหาการเข้าไม่ถึงปัจจัยสำหรับพัฒนาการของเด็กปฐมวัย, และปัญหาของวัยรุ่น ที่จะปรากฏทั่วกรุงเทพฯ เพื่อร่วมรณรงค์และสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในประเทศไทย

ยูนิเซฟเป็นองค์กรที่ทำงานเพื่อเด็กในประเทศไทยมายาวนานกว่า 70 ปี กับทุกภาคส่วน ตั้งแต่พัฒนาปัจจัยพื้นฐานเพื่อให้เด็กได้มีชีวิตอยู่รอดปลอดภัย ได้รับการปกป้องดูแล จนถึงได้รับการศึกษาและเติบโตอย่างเต็มศักยภาพ แต่ทว่ายังพบว่ามีเด็กที่ยังขาดโอกาสเพราะความเหลื่อมล้ำ โดยมากเป็นเด็กที่อาศัยอยู่ในครอบครัวที่ยากจน ซึ่งเรื่องความเหลื่อมล้ำนี้ฝังรากเหง้าอยู่ในสังคมมาอย่างต่อเนื่อง ในโอกาสครบรอบ 70 ปีของการดำเนินงานของยูนิเซฟในประเทศไทยจึงจัดแคมเปญรณรงค์ ครั้งใหญ่ ‘Art for The Future’ คุณ..เปลี่ยนอนาคตเด็กให้ดีขึ้นได้เพื่อสื่อสารประเด็นปัญหาต่างๆ ของเด็ก ในประเทศไทยผ่านผลงานศิลปะโดยฝีมือของ 16 ศิลปินชาวไทยที่ยูนิเซฟเชิญมาเปล่งเสียงแทนเด็กๆ ซึ่งศิลปะแต่ละชิ้นมีนัยยะสะท้อนถึงปัญหาของเด็กๆ ทุกคน และผู้ที่สนใจอยากมีส่วนร่วมแสดงพลังสร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ สามารถทำได้โดยเข้าไปที่ www.unicef.or.th/70years ภายในวันที่ 14 พฤศจิกายน และชื่อของทุกท่านจะถูกนำไปเป็นส่วนหนึ่งของผลงานศิลปะทั้ง 16 ชิ้น

ผลงานศิลปะทั้ง 16 ชิ้น จะจัดแสดงอยู่ตามจุดสำคัญต่างๆ ในกรุงเทพมหานคร อาทิ ย่านเจริญกรุง, พระนครบาร์, เยโล่ เฮาส์, วูฟแพ็ค, แอร์พอร์ต เรลลิงค์ มักกะสัน โดย 16 ศิลปินที่มาสร้างสรรค์ผลงานครั้งนี้ได้แก่คุณสยาม เนียมนำ, ศุภโชค ชุมสาย ณ อยุธยา, ชนารดี ฉัตรกุล ณ อยุธยา, พิชฐญาณ์ โอสถเจริญผล, ดริสา ริเอธี การพจน์, น้ำน้อย-ปรียศรี พรหมจินดา, เหนือ- จักรกฤษณ์ อนันตกุล, ชาญณรงค์ ขลุกเอียด, ศุภิสรา เปรมกมลมาศ , ทศพร เหมือนสุวรรณ, Jayoto อุทิศ โพธิ์คำ, ปกรณ์ ธนานนท์, ปรัชญพร วรนันท์, พีรเวทย์ กระแสโสม, ไพโรจน์ พิเชฐเมธากุล , พิเชฐ รุจิวรารัตน์

นอกจากนี้ยูนิเซฟยังจัดทำภาพยนตร์แอนิเมชั่นชุดพิเศษ 4 เรื่อง เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจถึงปัญหาต่างๆ ที่เด็กในประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ให้เด่นชัดยิ่งขึ้นในรูปแบบ แอนิเมชั่นสื่อสารเรื่องความรุนแรงในเด็กจากคนใกล้ตัว, การศึกษาของเด็กชายขอบ, การตั้งท้องก่อนวัย อันควรของวัยรุ่น และความยากจนของเด็กไทย ซึ่งสามารถติดตามภาพยนตร์แอนิเมชั่นทั้ง 4 เรื่องนี้ได้ทาง เฟซบุคยูนิเซฟ ประเทศไทยได้ตลอดเดือนตุลาคมนี้ www.facebook.com/unicefthailand/


ซัมซุงเปิดตัว “กาแลคซี่ เอ 9” และ “กาแลคซี่ เอ 7”

ครั้งแรกของโลกกับที่สุดนวัตกรรมกล้องสมาร์ทโฟนเพื่อบันทึกทุกช่วงเวลามีค่าครบทุกมุมมอง
ซัมซุง เปิดตัวสมาร์ทโฟนสองรุ่นล่าสุดจากตระกูล “กาแลคซี่ เอ” ที่มาพร้อมสุดยอดนวัตกรรมกล้องถ่ายภาพ ตอกย้ำความเป็นผู้นำในการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่แตกต่างให้กับผู้บริโภคทั่วโลก กาแลคซี่ เอ 9 (Galaxy A9) สมาร์ทโฟนกล้องหลัง 4 ตัว (rear quad camera) ครั้งแรกของโลก ที่จะช่วยให้คุณบันทึกทุกความทรงจำมีค่าแบบครบทุกมุมมอง ยิ่งกว่าที่ตาเห็น และ กาแลคซี่ เอ (Galaxy A7) สมาร์ทโฟนกล้องหลัง3 ตัว รุ่นแรกของซัมซุง ที่เพิ่มเลนส์ Ultra Wide เพื่อการเก็บภาพในมุมกว้างได้ดีกว่าใคร พร้อมเทคโนโลยีสุดล้ำเพื่อภาพถ่ายที่ดีที่สุด สเปคจัดเต็ม ในราคาสุดคุ้มค่า

Galaxy A9

Galaxy A7

นายวิชัย พรพระตั้ง รองประธานองค์กร ธุรกิจโทรคมนาคมและไอที บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัดกล่าวว่า “ซัมซุงมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์สมาร์ทโฟนและนำเสนอนวัตกรรมที่มีความหมายและสร้างความแตกต่างให้กับการใช้ชีวิตของผู้คน ด้วยพื้นฐานความเข้าใจในพฤติกรรมและความต้องการของลูกค้าทุกกลุ่ม จึงทำให้เราครองความเป็นผู้นำในตลาดโลก ดังจะเห็นได้จากความสำเร็จของสมาร์ทโฟนทุกระดับตั้งแต่ไลน์พรีเมี่ยมอย่าง “กาแลคซี่ เอส” หรือ “กาแลคซี่ โน้ต” ไปจนถึงสมาร์ทโฟนระดับกลาง หรือระดับเริ่มต้น ซึ่งเป็นตลาดขนาดใหญ่และมีความสำคัญในภูมิภาคเอเชีย รวมถึงประเทศไทย”

“ซัมซุง กาแลคซี่ เอ” เป็นสมาร์ทโฟนในระดับราคาที่คุ้มค่า และถูกออกแบบมาเพื่อคนกลุ่มมิลเลนเนียล รวมถึงผู้บริโภคที่มีรูปแบบการใช้ชีวิตยุคใหม่และรู้ความต้องการของตนเองอย่างชัดเจน สำหรับคนกลุ่มนี้สมาร์ทโฟนจึงไม่ได้เป็นเพียงแค่อุปกรณ์ แต่เป็นคู่หูที่ขาดไม่ได้ในชีวิตที่เร่งรีบและซับซ้อน ชีวิตที่ขับเคลื่อนไปด้วยความต้องการค้นหาสิ่งใหม่ๆ การริเริ่มและแบ่งปันให้กับคนรอบตัว

นายวิชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า “การแนะนำนวัตกรรมใหม่ๆ บนสมาร์ทโฟนรุ่นกลาง อย่าง “กาแลคซี่ เอ” ในครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของซัมซุงในการนำเสนอเทคโนโลยีล่าสุดให้กับสมาร์ทโฟนทุกระดับ ไม่ใช่แต่เฉพาะสมาร์ทโฟนรุ่นแฟลกชิปอย่างที่เคยเป็นมาในอดีต”

ท่ามกลางรูปแบบการดำเนินชีวิตที่รีบเร่งในปัจจุบัน การสแนปภาพเพื่อบันทึกช่วงเวลาสำคัญต่างๆ และแบ่งปันบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียกำลังกลายเป็นรูปแบบของการเชื่อมต่อและการสื่อสารของคนรุ่นใหม่ จะเห็นได้จากความนิยมในการใช้แอพพลิเคชั่นอย่างอินสตาแกรมเพิ่มมากขึ้น โดยในปัจจุบันมีจำนวนผู้ใช้งานทั่วโลกอยู่ที่ 1,000 ล้านคน(ประเทศไทยมีผู้ใช้งานมากกว่า 13.6 ล้านคน มากเป็นอันดับที่ 14 ของโลก) โดยในแต่ละวันมีการโพสรูปมากกว่า 95 ล้านครั้งต่อวัน จะเห็นได้ว่าภาพถ่ายได้กลายเป็นสื่อที่ใช้ในการแสดงออกถึงตัวตนรวมถึงการแบ่งปันประสบการณ์การใช้ชีวิตไปยังคนทั่วโลก ซัมซุงให้ความสำคัญกับกล้องสมาร์ทโฟนมาโดยตลอด และเป็นผู้นำเทคโนโลยีการถ่ายภาพด้วยสมาร์ทโฟนในทุกยุค นับตั้งแต่ ฟีเจอร์ OIS บนกาแลคซี่ โน้ต 4 และ กาแลคซี่ เอส 6 ไปจนถึงเทคโนโลยีกล้องคู่ในกาแลคซี่ เอส 9 พลัส นวัตกรรมเหล่านี้ล้วนสะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจพฤติกรรมและความต้องการของผู้บริโภคมาอย่างยาวนาน และได้ส่งต่อมรดกแห่งความสำเร็จเหล่านี้มายังสมาร์ทโฟนรุ่นต่างๆ ในปัจจุบันและในอนาคต

“กาแลคซี่ เอ 9” ครั้งแรกของโลกกับสมาร์ทโฟนกล้องหลัง 4 ตัว

กาแลคซี่ เอ 9 คือ ที่สุดของสมาร์ทโฟนเพื่อการถ่ายภาพที่ตอบโจทย์ผู้ใช้งานในยุคที่รูปถ่ายกลายเป็นภาษาสากลใหม่ของโลก โดยซัมซุงได้นำเสนอนวัตกรรมกล้องที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา ด้วยการผสมผสานเทคโนโลยีฮาร์ดแวร์และซอฟท์แวร์ที่ดีที่สุดเข้าด้วยกัน ซึ่งมีฟีเจอร์ที่สำคัญ ดังนี้

  • เก็บทุกความทรงจำ คมชัดทุกมุมมอง: ครั้งแรกของโลกที่สมาร์ทโฟนมาพร้อมกล้องหลัง 4 ตัว “ครบทุกเลนส์” ช่วยบันทึกภาพได้สมจริงยิ่งกว่าที่ตาเห็น ชุดเลนส์ทั้ง 4 ตัวประกอบด้วย เลนส์ออพทิคอลซูม สำหรับถ่ายภาพระยะไกล เลนส์ Ultra Wide สำหรับภาพมุมกว้างพิเศษ เลนส์หลักความละเอียด 24 ล้านพิกเซล เพื่อการถ่ายภาพที่คมชัดในทุกสภาพแสง และเลนส์ Depth สำหรับเพิ่มมิติ “หน้าชัดหลังเบลอ” ช่วยให้ภาพถ่ายพอร์ทเทรตสวยงามยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังบรรจุเทคโนโลยี Scene Optimizer (19 รูปแบบ) พร้อมความสามารถของ AI ที่ช่วยวิเคราะห์ประเภทของภาพถ่ายและทำการปรับตั้งค่าอัตโนมัติเพื่อให้ภาพถ่ายที่สวยงามที่สุด ทั้งหมดนี้ เพื่อให้คุณไม่พลาดที่จะเก็บช่วงเวลาสำคัญ “ครั้งหนึ่งในชีวิต”
  • รื่นรมย์มากยิ่งขึ้น: สเปคจัดเต็มเพื่อสุดยอดประสบการณ์การใช้งานอย่างเต็มขั้น ด้วย แบตเตอรี่ที่ใหญ่ขึ้น(3,800 mAh) รองรับการใช้งานยาวนาน และสามารถชาร์จได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ยังมาพร้อม พื้นที่เก็บข้อมูลที่มีความจุมากขึ้น ถึง128 GB และสามารถเพิ่มความจุด้วย SD Card ได้มากถึง 512 GB จอภาพความละเอียดสูง Super AMOLED แบบอินฟินิตี้ไร้ขอบ และ ระบบเสียง Dolby Atmos Surround Sound
  • ปลดปล่อยความเป็นตัวคุณ: แสดงออกตัวตนของคุณด้วยดีไซน์พรีเมี่ยม และสีสันสดใสแบบ Gradient พร้อมการออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์ ที่ทำให้การใช้งานของคุณเต็มไปด้วยความเพลิดเพลิน

เปิดมุมมองโลกให้กว้างขึ้น ด้วย “กาแลคซี่ เอ 7”

กาแลคซี่ เอ 7 เป็นสมาร์ทโฟนที่ชูจุดเด่นด้านการถ่ายภาพ ด้วยกล้องหลัง 3 ตัว พร้อมเลนส์ Ultra Wide ช่วยในการถ่ายภาพมุมกว้างเท่าที่ตามองเห็น มาพร้อมสเปคจัดเต็ม ในราคาคุ้มค่า

  • สมาร์ทโฟนซัมซุงรุ่นแรกที่มีเลนส์ Ultra wide: สามารถเก็บภาพในมุมกว้างได้ถึง 120 องศา กล้องหน้า-หลังเก็บภาพได้คมชัดด้วยความละเอียดสูงถึง 24 ล้านพิกเซล และยังมีฟีเจอร์ Scene optimizer (19 รูปแบบ) เช่นเดียวกับใน กาแลคซี่ โน้ต 9
  • สเปคจัดเต็ม: กาแลคซี่ เอ 7 มาพร้อมหน่วยความจำ (RAM) 4 GB และพื้นที่จัดเก็บข้อมูล (ROM) 64 GBสามารถเพิ่มความจุด้วย Micro SD Card ได้สูงสุดถึง 512 GB เล่นเกมได้ลื่นไหล สามารถเปิดใช้งานหลายแอพฯ สลับกันไปมา หรือทำงานสองจอก็รวดเร็ว ด้วยพื้นที่เก็บข้อมูลที่มากกว่าทำให้สามารถเก็บภาพถ่ายของคุณไว้ได้จำนวนมากโดยไม่ต้องลบ
  • ดีไซน์เรียบหรูมาพร้อมระบบสแกนลายนิ้วมือด้านข้างกาแลคซี่ เอ 7 มีความสวยงามสะดุดตา ด้วยดีไซน์กระจกสุดหรู มีความโค้งมนอันเรียบเนียนและประณีตสอดรับกับองศาของมือ ตัวสแกนนิ้วด้านข้าง ช่วยให้ปลดล็อคง่ายขึ้น รวดเร็ว สะดวกกว่าเดิม

นอกจากนี้ กาแลคซี่ เอ 7 พร้อมถ่ายทอดและแบ่งปันโลกในแบบที่คุณมองเห็น ด้วยหน้าจอ Super AMOLED ขนาดใหญ่ถึง 6 นิ้ว แบบอินฟินิตี้ ดิสเพลย์ (Infinity Display) อันเป็นเอกลักษณ์ของซัมซุง ทำให้ประสบการณ์ของคุณไร้สิ่งรบกวน กาแลคซี่ เอ 7 ยังรองรับสุดยอดเทคโนโลยีเสียงอันทรงพลัง “ดอลบี้ แอดโมส” Dolby Atmos  ที่ส่งมอบความบันเทิงให้คุณได้สัมผัส จากระบบเสียงรอบทิศทาง


เชิญสัมผัสตัวจริงกับ ” WISE EX ” นาฬิกา ” Chronograph “

ไม่ต้องรอแล้ว ! เชิญสัมผัสตัวจริงกับ ” WISE EX ” นาฬิกา ” Chronograph ” ที่มีดีไซน์ที่แตกต่างและบ่งบอกความเป็นตัวคุณ ในสไตล์ X ฉีกกฎนาฬิกาเดิมๆ และมาเพิ่มความเท่ไปพร้อมๆกันนะครับ หนุ่มๆ ไม่ควรพลาดให้คุณได้เป็นเจ้าของแล้ววันนี้

**ราคาเริ่มต้นที่ 5,500 บาท จากปกติ 12,000 บาท**

*Spec X*

– ตัวเรือน : Stainless steel
– ตัวเครื่อง : เครื่อง Chronograph (โครโนกราฟ) จับเวลาได้, Japan Movement (รับประกันตัวเครื่อง 1 ปี) ถ่านอยู่ได้ 2-3 ปี
– ขนาด : 46 มม.
– กระจก : Sapphire Glass (กันรอยขีดข่วน)
– พรายน้ำ : Super-Luminova C3 (สีเขียว)
– กันน้ำ : 50 เมตร
– สายนาฬิกา : สายหนังฟอกฝาดเคลือบออยล์ สไตล์วินเทจ แตกลายเฉพาะตัว

สัมผัสตัวจริงได้ที่สาขาที่จัดจำหน่าย ( บูธประจำ)

#เซ็นทรัลลาดพร้าว ชั้น 1 โซนเซ็นทรัล แผนกนาฬิกา
#พารากอน ชั้น M แผนกนาฬิกา
#เซ็นทรัลปิ่นเกล้า ชั้น 1 โซนเซ็นทรัล แผนกนาฬิกา แบรนด์ WISE
#โรบินสันฟิวเจอร์รังสิต ชั้น G โซนโรบินสัน แผนกนาฬิกา ตรงข้าม True coffee
#เซ็นทรัลบางนา ชั้น 1 โซนเซ็นทรัล แผนกนาฬิกา แบรนด์ WISE ตรงข้ามแคชเชียร์
#เดอะมอลล์บางแค ชั้น G แผนกนาฬิกา แบรนด์ WISE ตรงข้ามเครื่องสำอาง Tell me
#เดอะมอลล์งามวงศ์วาน ชั้น 1 แผนกนาฬิกา ตรงข้ามเสื้อผ้า Lacoste
#เซ็นทรัลศาลายา ชั้น 1 โซนเซ็นทรัล หน้าเครื่องสำอาง LAMER
#เซ็นทรัลเฟสติวัลพัทยาบีช ชั้น 3 โซนเซ็นทรัลติดบันไดเลื่อน
#เดอะมอลล์โคราช ชั้น 1 โซนห้างแผนกนาฬิกา แบรนด์ WISE ตรงข้ามรองเท้า FITFLOP
#เซ็นทรัลหาดใหญ่ ชั้น 2 ติดบันไดเลื่อนหน้าชุดชั้นใน
#เซ็นทรัลเชียงใหม่เฟส ชั้น 1 โซนเซ็นทรัลแผนกนาฬิกา แบรนด์ WISE ตรงข้ามแคชเชียร์

สอบถามรายละเอียด / สั่งซื้อ
?https://m.me/wisewatch
?Line : @thailandwatch คลิก ?http://line.me/ti/p/%40jwe7171d
TEL. 086-3932937 , 02-5514405

https://www.facebook.com/wisewatch


รองเท้าหายตอนถวายสังฆทาน Singleแรกจากแชมป์ SMTM Thailand “นายนะ”

ในที่สุดเพลงแรกของแชมป์รายการแข่งขัน Show Me The Money Thailand ซี่ซั่นแรก “นายนะ” ก็ได้เวลาเปิดตัว มาพร้อมความปั่นตามสไตร์ตั้งแต่แข่งขันในรายการ โดยมากับค่ายใหม่ล่าสุด “พร้อมบวก” ภายใต้ LOVEis Entertainment โดยมี อุ๋ยและโต้ง วงBuddha Blessเป็นคนดูแล โดยเพลงแรกนี้ได้อุ๋ยมาร่วมบวกด้วย จะพร้อมบวกยังไงลองไปอ่านไปฟังกันดู

เริ่มจากมีโอกาสได้ทำเพลงและสนิทกับพี่อุ๋ย เลยมีโอกาสได้อ่านหนังสือธรรมมะของพี่เขา ซึ่งหนังสือเล่มนี้มีชื่อว่าสงสัยมั้ยธรรมะพูดถึงเรื่องพุทธศาสนาในชีวิตประจำวัน บางครั้งการทำบุญของมนุษย์สมัยนี้ ชอบหวังขอสิ่งต่างๆ ที่ตัวเองต้องการ จะชอบคิดว่าถ้าทำมากก็จะได้มาก ซึ่งจริงๆ แล้ว การทำบุญที่แท้จริงเราต้องอย่าไปคาดหวังผลของมันดีตั้งแต่ตอนเริ่มทำบุญแล้ว และตอนนั้นประกอบกับเห็นเพื่อนลงโซเซียลว่าไปเวียนเทียน แล้วกลัวรองเท้าหายพอดี อีกอย่างเพิ่งมีไปทำบุญ และรองเท้าหายจริงๆ เลยเอาทั้งสองเรื่องมามัดรวมๆ กันจึงได้มาเป็นเพลงนี้แหละครับ

https://www.youtube.com/watch?v=c72ZZZ2DRy0&feature=youtu.be
Title : รองเท้าหายตอนถวายสังฆทาน | Lost Shoes
Artist : นายนะ | Naina
Release Date 26 OCT 2018
Download เพลงนี้ได้ทาง
Joox : http://bit.ly/2ONodMe
Spotify : https://spoti.fi/2RhxsRt

Executive Producer : Oui Buddha Bless
Executive Supervisor : บอย โกสิยพงษ์, เทพอาจ กวินอนันต์, สุธี แสงเสรีชน
เนื้อร้อง : นายนะ, Oui Buddhabless
ทำนอง : นายนะ
เรียบเรียง : Spydamonkee

ตื่นเช้าทำบุญอยากไปวัด
ไปซื้อธูปเทียนในโลตัส
ตอนเช้าห้างยังไม่เปิดครับ
ต้องซื้อร้านชาหน้าลานวัด
เจ้าของร้านบอกซื้อเยอะจะได้บุญเยอะ
น้องชายเหมาสังฆทานไปหมดเลยเหอะ
ผมเหมาสังฆทานไปหมดทั้งร้าน
กะว่าทำบุญรอบเดียวได้ขึ้นสวรรค์
แต่รองเท้าหายตอนถวายสังฆทาน
อดิดาสตัวท๊อปพึ่งซื้อเมื่อวาน
โคตรซวยที่มาถวายสังฆทาน
เสียดายตังที่เคยทำบุญมาตั้งนาน

ชิตังเม โป้งรวย ทำไมทำแล้วโคตรซวย ทำบุญ เชื่อไม่ได้ ทำให้ตายไม่เห็นรวย นี่ โคตรซวย ที่ผมมาทำบุญ ไม่เห็นรวย ทำไมทำแล้วขาดทุน จะซื้อหวยก็ไม่ถูก แทงบอลก็ไม่โดน ดอกเบี้ยพุ่งกระฉูด ต้องเอาไปผ่อน รถยนต์ ผู้คนทำไมชอบทำบุญ ทำไปตั้งเยอะ ทำไมทำแล้วขาดทุน พวกคุณทำบุญไปทำไม ทำกันตั้งเยอะทำแล้วคุณได้อะไร ทำกันนานไม่เห็นเคยได้กำไร ตะกี้ผมไปทำบุญแล้วรองเท้ามันหายไป

อนุโมทนาบุญด้วยนะน้องชาย
แต่ต่อให้น้องทำบุญไปจนตาย
ถ้ารองเท้ามันจะหายก็ช่วยไม่ได้
ก็ดันวางทิ้งไว้เอง โถไอ้ฟาย

นี่จะมาลงทุน หรือ มาทำบุญทำทาน ทำทานเพื่อสละ ถ้าอยากรวยไปทำงาน ประมาทถอดเอาไว้ ก็เสร็จโจรคนพาล พอรองเท้าน้องหาย น้องดันไปโทษสังฆทาน ทำดีก็ดี ไม่ต้องรอจะได้อะไร ทำชั่ว ก็ชั่วตั้งแต่ตอนที่ทำไง เรื่องแบบนี้ต้องปรับความเข้าใจ ไม่ใช่การลงทุน ที่ผู้ลงทุนควรศึกษาก่อนการตัดสินใจ กลัวรองเท้าหายก็คล้องคอไว้ซิจ๊ะ กลัวรองเท้าหายเก็บไว้ที่บ้านเหอะนะ ไม่ก็ใส่ถุงหิ้วจะลาบากมะ หรือใส่ไปเที่ยวที่อื่นไม่ต้องใส่มาโชว์พระ อะทินนาทานา ศีล 5 ระวังไว้ อยู่วัดแต่อยาก Swag โจรชุมต้องทำใจ โยม Sneaker หายจะดราม่ากับพระทำไม ใจเย็นๆ ค่อยๆ หา อาจเป็นหมาที่คาบไป



Privacy Preference Center