นักวิ่งกว่า 2,300 คน ร่วมวิ่งการกุศล ในงาน มิตซูบิชิ มอเตอร์ส มินิมาราธอน ครั้งที่ 1

เหล่านักวิ่งการกุศลกว่า 2,300 คนมุ่งหน้าสู่นิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง เพื่อร่วมกิจกรรมการแข่งขัน มิตซูบิชิ มอเตอร์สมินิมาราธอน ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2561 ที่ผ่านมา

กิจกรรมการแข่งขัน มิตซูบิชิ มอเตอร์ส มินิมาราธอน ครั้งที่ 1 นี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือกันระหว่างบริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกับสหภาพแรงงานรถยนต์ มิตซูบิชิแห่งประเทศไทย และชมรมวิ่งเพื่อสุขภาพ มิตซูบิชิ มอเตอร์สประเทศไทย

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมสมทบทุนในการสร้างอาคารศรีสวรินทิรานุสรณ์ 150 ปี โรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา การแข่งขันวิ่งดังกล่าวฯ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ประเภทมินิมาราธอนระยะทาง 10
กิโลเมตร และประเภทฟันรันระยะทาง 5 กิโลเมตร โดยการแข่งขันทั้ง 2 ประเภท มีการจัดอันดับผู้ชนะเลิศโดยแบ่งแยกตามกลุ่มอายุของผู้ที่เข้าร่วมการแข่งขัน

โดยกิจกรรมในครั้งนี้สามารถระดมเงินทุนได้ทั้งสิ้น 370,000 บาท โดยมี มร. โมริคาซุ ชกกิกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด (ที่ 3 จากขวา) เป็นผู้แทนมอบเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่ นายแพทย์ สมเกียรติ บวรเสรีผไท รองผู้อำนวยการโรงพยาบาล สมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา (ที่ 2 จากขวา)

“ย้อนไปเมื่อปี พ.ศ. 2535 เราได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนชาวศรีราชา ด้วยการเปิดโรงงานแห่งแรกของเราที่นี่ นับจากนั้นความผูกพันแบบครอบครัวระหว่าง มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย พนักงานของเรา และชุมชนชาวศรีราชา ก็แนบแน่นขึ้น ผ่านการช่วยเหลือสนับสนุนซึ่งกันและกันในรูปแบบต่างๆ เพื่อมุ่งสร้างชุมชนศรีราชาให้เข้มแข็ง โดยกิจกรรม มินิมาราธอน ในวันนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมดีๆ ที่เราจัดขึ้นเพื่อส่งเสริมให้ชาวศรีราชามีสุขภาพที่แข็งแรง” มร. ชกกิ กล่าว


บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ร่วมต้อนรับดอร์นา สปอร์ต ผู้จัดโมโตจีพี สู่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย นำโดย มร. คริสเตียน วิดมานน์ (ที่ 4 จากซ้าย) ประธาน, พร้อมด้วย มร. คาร์เมโล เอซเปเลต้า (ที่ 3 จากซ้าย) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ มร. พาว เซอราแคนต้า (ที่ 5 จากซ้าย) กรรมการผู้จัดการ ดอร์นา สปอร์ต ผู้จัดการแข่งขันโมโตจีพี พร้อมคณะผู้บริหารของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ถ่ายภาพร่วมกันในโอกาสที่บีเอ็มดับเบิลยูร่วมสนับสนุนรถยนต์เซฟตี้คาร์และรถยนต์เมดิคอลคาร์ ในระหว่างการแข่งขันมอเตอร์ไซค์ “พีทีที ไทยแลนด์ กรังด์ปรีซ์ 2018” ที่ผ่านมา ณ สนามช้างอินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ โดยการสนับสนุนครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการเป็น ผู้สนับสนุนรถยนต์เซฟตี้คาร์และรถยนต์เมดิคอลคาร์อย่างเป็นทางการของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ให้แก่การแข่งขันโมโตจีพีทั่วโลก  จัดขึ้นโดย ดอร์นา สปอร์ต นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2542

ในปี 2562 นี้ยังเป็นปีที่ 20 ของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ในการเป็นผู้สนับสนุนรถยนต์เซฟตี้คาร์และรถยนต์เมดิคอลคาร์อย่างเป็นทางการให้แก่การแข่งขันโมโตจีพีทั่วโลก โดยได้ส่งรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูในตระกูล M และ M Performance ถึง 7 รุ่น ได้แก่ บีเอ็มดับเบิลยู M4 Coupe, บีเอ็มดับเบิลยู M3, บีเอ็มดับเบิลยู M6 Gran Coupe, บีเอ็มดับเบิลยู M5, บีเอ็มดับเบิลยู X5 M และบีเอ็มดับเบิลยู M550d xDrive Touring พร้อมด้วยรถมอเตอร์ไซค์เซฟตี้ไบค์จากบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด อย่างบีเอ็มดับเบิลยู S 1000 RR

สำหรับศึกโมโตจีพีครั้งแรกในไทยที่ผ่านมานั้น บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ได้นำรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู M5 และรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู M3 เข้าร่วมในฐานะรถยนต์เซฟตี้คาร์ รวมถึงบีเอ็มดับเบิลยู 740Le xDrive Pure Excellence และบีเอ็มดับเบิลยู X5 xDrive40e M Sport ในฐานะรถยนต์เมดิคอลคาร์

มร. คริสเตียน วิดมานน์ (ขวา) ประธานบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย และมร.มาร์คุส เกลเซอร์ (ซ้าย) ผู้อำนวยการ บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย

มร. คริสเตียน วิดมานน์ (ซ้าย) ประธาน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย และคุณเนวิน ชิดชอบ (ขวา)ประธานบริษัท บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด อินเตอร์เนชั่นแนล เซอรกิต จำกัด

ในภาพจากซ้าย มร.มาร์คุส เกลเซอร์ ผู้อำนวยการ บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทยคุณตนัยศิริ ชาญวิทยารมณ์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จำกัดมร. คริสเตียน วิดมานน์ ประธาน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทยคุณเนวิน ชิดชอบ (ขวา) ประธาน บริษัท บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จำกัดมร. บียอร์น แอนทอนส์สัน ประธานกรรมการบริหาร บีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชียล เซอร์วิส ประเทศไทย และคุณกฤษฎา อุตตโมทย์ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารกิจการองค์กร บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย

ทัพรถยนต์เซฟตี้คาร์และเมดิคอลคาร์จากบีเอ็มดับเบิลยู และมอเตอร์ไซค์เซฟตี้ไบค์ บีเอ็มดับเบิลยู S 1000 RR

รถยนต์เซฟตี้คาร์บีเอ็มดับเบิลยู M5 และรถยนต์เมดิคอลคาร์ บีเอ็มดับเบิลยู XM


10 เรื่องน่ารู้ (ที่คุณยังไม่รู้) เกี่ยวกับจีเอ็มและเชฟโรเลต

จีเอ็ม และฝ่ายผลิตรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติของบริษัท Cruise Automation ที่เป็นผู้พัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ไร้คนขับได้ประกาศความร่วมมือกันระหว่างฮอนด้า เพื่อสานต่อการพัฒนาเทคโนโลยีขับเคลื่อนยานยนต์ด้วยระบบอัตโนมัติ ซึ่งฮอนด้าจะทำงานร่วมกับครูซ และเจนเนอรัล มอเตอร์ส ในการพัฒนายานยนต์ไร้คนขับสำหรับครูซเพื่อการใช้งานทั่วโลก

ในการร่วมมือในครั้งนี้ ฮอนด้าจะใช้งบลงทุนกว่า 2.75 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และเพิ่มการลงทุนกว่า 2.75 พันล้านดอลลาร์สหรัฐจากนักลงทุนในกองทุน Vision Fund ของ Softbank ความร่วมมือ และการระดมทุนครั้งนี้จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับจีเอ็ม ในฐานะเป็นผู้นำเทคโนโลยียานยนต์ไร้คนขับ โดยจีเอ็มมีแผนที่จะเปิดตัวยานยนต์ไร้คนขับในปี 2562 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในวิสัยทัศน์ของการพัฒนายานยนต์ในอนาคตเพื่อต้องการทำให้อุบัติเหตุเป็นศูนย์ ไร้มลพิษ และปราศจากความแออัด

คุณอาจจะยังไม่รู้ว่า จีเอ็มได้นำเอาเทคโนโลยียานยนต์ไร้คนขับเข้าสู่ประเทศไทยแล้ว ในรูปแบบรถลำเลียงขนส่งชิ้นส่วนอัตโนมัติ หรือ Autonomous guided vehicles (AGV) เราเรียกรถดังกล่าวว่า “บัมเบิลบี” (Bumblebees) ซึ่งเป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้าขนาดเล็กที่มีระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ ทำหน้าที่ส่งชิ้นส่วนและส่วนประกอบไปยังสายการผลิตของรถกระบะเชฟโรเลต โคโลราโด และรถอเนกประสงค์เชฟโรเลต เทรลเบลเซอร์ ที่ศูนย์การผลิตของจีเอ็ม ประเทศไทย ในจังหวัดระยอง รถลำเลียงขนส่งอัตโนมัติจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และช่วยลดต้นทุนค่าใช้จ่ายในการขนส่งชิ้นส่วนไปยังสายการผลิต เทคโนโลยียานยนต์ไร้คนขับเป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ของการสร้างนวัตกรรมและความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ก้าวล้ำของจีเอ็มในระยะเวลา 100 ปีที่ผ่านมา ซึ่งส่วนใหญ่จะถูกนำมาใช้ในรถยนต์ของเชฟโรเลต เราลองมาย้อนความทรงจำถึงเหตุการณ์ในอดีตกันว่า ไฮไลต์สำคัญของจีเอ็มและเชฟโรเลตนั้นมีอะไรบ้าง ไม่แน่ว่าเรื่องราวบางเรื่องอาจจะสร้างความประหลาดใจให้คุณก็เป็นได้

5 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับจีเอ็ม

1. ผู้พัฒนาด้านเซลส์เชื้อเพลิง (Fuel Cell): ความร่วมมือในการพัฒนายานยนต์ไร้คนขับระหว่างจีเอ็ม และฮอนด้าไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก ก่อนหน้านี้ ในช่วงปี 2533 ทั้งสองบริษัทได้ร่วมมือกันพัฒนารถยนต์หลากหลายรุ่น และคิดค้นเทคโนโลยีต่างๆ ร่วมกัน เมื่อเดือนมิถุนายน 2561 จีเอ็มและฮอนด้าได้ลงนามข้อตกลงในการพัฒนาแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ในปี 2560 ทั้งสองบริษัทได้จัดตั้งบริษัทร่วมทุน เพื่อผลิตระบบเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจนชั้นสูงในอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยคาดว่าจะเริ่มผลิตการผลิตในปี 2563

2. ผู้คิดค้นรถยนต์พลังงานไฟฟ้า: ในขณะที่ความสำเร็จของจีเอ็มด้านรถยนต์พลังงานไฟฟ้าสามารถเห็นได้อย่างชัดเจนจากเชฟโรเลต โบลต์ และเชฟโรเลต โวลต์ รถยนต์พลังงานไฟฟ้ารุ่นแรกของบริษัทซึ่งได้รับการเปิดตัวไปเมื่อปี 2539 ถึงปี 2542 จีเอ็มได้ออกแบบ และผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้ายุคใหม่ รุ่น EV1 ซึ่งเป็นรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรกที่ผลิตจำนวนมากโดยผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ EV1 เป็นรถพลังงานไฟฟ้ารุ่นแรกที่ได้รับการออกแบบให้เป็นรถยนต์ขนาดเล็กที่เป็นรถโดยสารคันแรก และรุ่นเดียวที่จะวางขายในตลาด ภายใต้แบรนด์จีเอ็ม

3. ผู้บุกเบิกสนามทดสอบรถยนต์: จีเอ็มเป็นบริษัทรถรายแรกที่สร้างสนามทดสอบรถยนต์เมื่อปี 2467 โดยตั้งอยู่ที่เมืองมิลฟอร์ด รัฐมิชิแกน มีขนาดพื้นที่ 16 ตารางกิโลเมตร มีเส้นทางทดสอบรถความยาวกว่า 212 กิโลเมตร เพื่อใช้ทดสอบการขับขี่ในรูปแบบต่างๆ รถทุกๆ คันของจีเอ็มจากทุกมุมโลกจะต้องผ่านการทดสอบโดยเจ้าหน้าที่จีเอ็ม ที่สนามทดสอบรถยนต์แห่งนี้ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาจีเอ็มได้เปิดสนามทดสอบรถยนต์หลายแห่งในทวีปอเมริกาเหนือ อเมริกาใต้ ยุโรป ออสเตรเลีย และจีน ซึ่งสนามทดสอบรถยนต์หลายแห่งยังคงเปิดดำเนินการอยู่ถึงปัจจุบัน

4. ผู้นำด้านความปลอดภัย: ทุกวันนี้จีเอ็มใช้หุ่นจำลองในทุกรูปแบบ และทุกขนาดภายในห้องปฏิบัติการทดสอบความปลอดภัย โดยแต่ละตัวมีเซ็นเซอร์ 70-80 ตัวที่คอยจับการเคลื่อนไหว และส่งข้อมูลการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นถึง 10,000 ครั้งต่อวินาที เพื่อตรวจจับความแรง และประเภทของความรุนแรงในระหว่างการชน ทีมวิศวกรจะศึกษาข้อมูลจากทั้งการทดสอบทางกายภาพ และการจำลองแบบโดยคอมพิวเตอร์ เพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับการผลิตรถยนต์รุ่นใหม่ ระบบความปลอดภัย และการตอบสนองของผู้โดยสารเมื่อเกิดการชน จากนั้นจึงนำข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้ไปใช้ในการพัฒนารถยนต์ต่อไป

5. ผู้สร้างสรรค์ระบบการสื่อสารในรถยนต์: ก่อนที่สมาร์ทโฟน และแอพพลิเคชั่นจะช่วยให้ผู้บริโภคเชื่อมต่อกับศูนย์บริการคอลล์ เซ็นเตอร์ จีเอ็มพัฒนาระบบออน์สตาร์ ซึ่งเป็นระบบการสั่งงานด้วยเสียงแบบแฮนด์ฟรีในรถยนต์เป็นรายแรกของโลกเมื่อปี 2539 เทคโนโลยีออนสตาร์จะใช้ตำแหน่ง และการสื่อสารผ่านดาวเทียมทั่วโลก เพื่อเชื่อมการติดต่อระหว่างผู้ขับขี่รถยนต์กับเจ้าหน้าที่ของออนสตาร์ ที่จะให้คำปรึกษาตั้งแต่เส้นทางการขับขี่ไปจนถึงการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง

5 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับเชฟโรเลต

1. หลุยส์ เชฟโรเลต เกิดที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อปี 2454 เขาเป็นนักแข่งรถ และวิศวกร หลุยส์ได้ร่วมกับวิลเลียม บิลลี่ ซี ดูแรนท์ ก่อตั้งเชฟโรเลต บริษัทผลิตรถยนต์ในประเทศสหรัฐอเมริกา และเริ่มผลิตรถยนต์รุ่นแรก เมื่อปี 2455 โดยเริ่มจากแชส์ซีส์ C Classic Six ซึ่งเป็นรถยนต์หรูที่มีเครื่องยนต์สมรรถนะสูงหกสูบ ตามด้วยรุ่น Model H ที่จับต้องได้ง่ายขึ้น ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์สี่สูบที่มีความทนทาน ซึ่งช่วยสร้างชื่อเสียงให้กับเชฟโรเลตในฐานะรถยนต์ที่สามารถไว้วางใจได้ ช่วงปลายปี 2456 หลุยส์ได้ย้ายไปอยู่ที่เมืองอินเดียแนโพลิส เพื่อมุ่งเน้นไปที่การแข่งรถ ซึ่งเขาและพี่น้องได้กลายเป็นตำนานของการแข่งขันอินเดียแนโพลิส 500

2. 100 ปีที่ผ่านมาเชฟโรเลตผลิตรถกระบะคันแรก คือ แชส์ซีส์ Series 490 Light Delivery และขายในราคาเพียง 595 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 19,000 กว่าบาท) รถกระบะรุ่นดังกล่าวถือเป็นจุดเริ่มต้นของตำนานรถกระบะเชฟโรเลตที่แข็งแกร่งที่สานต่อมาจนถึงปัจจุบัน จากรถกระบะ Roadster ปี 1930 จนมาถึงรถกระบะ Advance Design Series ปี 1947-1955 รถกระบะ Task Force ปี 1955-1959 รถกระบะ C/K series ปี 1960-1999 และรถกระบะซิลเวอร์ราโด และโคโลราโด รุ่นปัจจุบัน เชฟโรเลตได้จำหน่ายรถกระบะไปทั่วโลกมากกว่าหลายล้านคัน โดยที่ศูนย์การผลิตของจีเอ็ม ประเทศไทย ได้ผลิตรถกระบะโคโลราโด 481,402 คัน เพื่อจำหน่ายในประเทศไทย และส่งออกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งแต่ปี 2546

3. กลุ่มรถที่ขายดีที่สุดในอุตสาหกรรมยานยนต์ คือ รถอเนกประสงค์ หรือ Sport Utility Vehicle (SUV) ซึ่งมีจุดเริ่มต้นเมื่อปี 2478 เมื่อเชฟโรเลตได้เปิดตัวรถอเนกประสงค์รุ่น Suburban Carryall ซึ่งเป็นรถขนาดแปดที่นั่ง สร้างจากโครงตัวถังรถขนาดครึ่งตัน ด้วยราคา 675 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 22,000 บาท) โดยราคานี้ไม่รวมเครื่องทำความร้อน และกันชนด้านหลังรถ รถอเนกประสงค์คันแรกของโลกแทบจะไม่เหมือนกับรถอเนกประสงค์สำหรับครอบครัวในปัจจุบัน ที่มาพร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกแบบครบครันอย่างรถอเนกประสงค์ เทรลเบลเซอร์

4. เชฟโรเลตมีชื่อเสียงทั้งในด้านสมรรถนะของรถยนต์ เช่น คอร์เวตต์ที่ดูโฉบเฉี่ยว และคามาโรที่มีความแข็งแกร่ง รวมถึงการมีส่วนร่วมในการแข่งรถหรือมอเตอร์สปอร์ตของเชฟโรเลตทำให้มีการ ‘ถ่ายทอดเทคโนโลยี’ จากรถที่ใช้ในสนามแข่งไปยังรถยนต์ที่ผลิตเพื่อการใช้งานทั่วไป ความก้าวหน้าในด้านเทคโนโลยีการผลิตเครื่องยนต์ และหลักการของอากาศพลศาสตร์ ล้วนเป็นเทคโนโลยีที่มาจากรถแข่งก่อนที่จะถูกนำมาใช้ในการผลิตรถยนต์สำหรับวิ่งบนถนนจริง

5. ผู้จัดจำหน่ายรถยนต์เชฟโรเลตทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย มีช่างเทคนิคผู้เชี่ยวชาญมืออาชีพคอยให้บริการในด้านการบำรุงรักษา และซ่อมแซมรถยนต์ของลูกค้า เพื่อให้สามารถบำรุงรักษารถยนต์ได้อย่างถูกต้องเหมาะสม ช่างเทคนิคผู้เชี่ยวชาญมืออาชีพของเชฟโรเลตทุกคนจะต้องผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรทั้งหมด 12 ประเภท รวมถึงการอบรมเชิงทฤษฎี และเชิงปฏิบัติต่างๆ อีกหลายหลักสูตร


MMS ลั่น!! เน้นลุยเซอร์วิส หลังสนามที่ 4 ‘ภูเก็ต’ หลังนักแข่งพลาดตกอันดับ…เหตุเบรกมีปัญหา

หลังผ่านศึกรถยนต์ทางเรียบสมรภูมิเดือดที่ภูเก็ตเมื่อเดือนกันยายน ‘แอมป์’ ปรม พวงงาม นักแข่งสังกัดทีม Carzanova Tunap by MMS Racing ก็พลาดท่า ฉีกตั๋วเป็น 2 ตัวแทนนักแข่งไทยไปแข่งขันรายการ Netz Cup Vitz Race สนามฟูจิสปีดเวย์ ประเทศญี่ปุ่น ด้วยความผิดพลาดช่วงควอลิฟายด์ ส่งผลให้คะแนนสะสมประจำปีหล่นไล่ไม่ทัน อดโชว์ฝีมือที่เมืองปลาดิบช่วงปลายปี

นายสุดเขต จันทร์เฉลี่ย ผู้จัดการทั่วไป บริษัท มาสเตอร์ มอเตอร์ เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) จำกัด ศูนย์ซ่อมบำรุงรถยนต์ในเครือบริษัท มาสเตอร์กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ทูแนป เปิดเผยว่า เมื่อช่วงเดือนก่อนทีมแข่ง ‘Carzanova Tunap by MMS’ ที่ลงแข่งขันในรายการโตโยต้า มอเตอร์ สปอร์ต 2018 รุ่นอัลติส วันเมคเรซ หมายเลข 54 ลงชิงดำรอบตัดเชือกเป็น 2 ตัวแทนนักแข่งไทยเข้าร่วมแข่งขันรายการ Netz Cup Vitz Race ที่สนามฟูจิสปีดเวย์ ประเทศญี่ปุ่น แต่พลาดท่าช่วงควอลิฟายด์ เบรกมีปัญหา ส่งผลให้หลุดโพเดียมทำคะแนนสะสมไม่ได้ตามเป้า

“น่าเสียดายแทนนักแข่งของเราที่พลาดท่าฉีกตั๋วไปเป็นตัวแทนแข่งขันที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งสนามภูเก็ตที่ผ่านมา จากสภาพอากาศที่ร้อนจัด ทำให้รถแข่งของเรามีปัญหาในเรื่องเบรกช่วงควอลิฟายด์ ส่งผลให้ทำเวลาต่อรอบออกมาได้ไม่ค่อยดี ต้องออกสตาร์ทในอันดับที่ 6 ซึ่งทางทีมเซอร์วิส จะนำปัญหาไปวิเคราะห์แก้ไข เพื่อทำงานผลงานสนามปิดท้ายฤดูกาล”

ด้าน แอมป์ – ปรม พวงงาม นักแข่ง ขอบคุณทุกแรงเชียร์ และทุกกำลังใจ ช่วงควอลิฟายรถแข่งมีปัญหาเรื่องเบรก ทำให้จุดเบรกที่มาร์คไว้ตั้งแต่ช่วงซ้อมต้องเปลี่ยนไป ประกอบกับวันแข่งช่วงปล่อยสตาร์ทรถดูหนักมาก แถมยังอยู่ไลน์นอก ทำให้เสียตำแหน่งไปอีก 1 ตำแหน่ง ทำให้จบการแข่งขันในอันดับที่ 7 จากรถแข่ง 15 คัน แม้ปีนี้จะไม่ได้เป็นตัวแทนไปแข่งที่ประเทศญี่ปุ่น แต่สนามหน้าซึ่งเป็นสนามสุดท้ายของฤดูกาลจะสู้เต็มที่ หวังปิดท้ายตำแหน่งบนโพเดียม

สุดท้าย!! ขอขอบคุณสปอนเซอร์ที่ให้การสนับสนุน MMS Auto Service & Tires, ผลิตภัณฑ์ทู แนป, บีอาร์จี ผู้จำหน่ายรถยนต์นำเข้าชั้นนำจากต่างประเทศ, มาสเตอร์ เซอร์ทิฟายด์ ยูสคาร์, ฟิล์มกรองแสง รถยนต์ และอาคาร ลามิน่า, บ๊อช อะไหล่และอุปกรณ์เสริมสำหรับรถยนต์, ยางรถยนต์คอนติเนนทอล, น้ำมันเครื่อง Speedster, โช้กอัพ SACHS และเว็บไซต์ carzanova.com รวมถึงสื่อพันธมิตรทั้งรายการ Hot Line Thailand, Z-TV และขับซ่า 34 สำหรับการแข่งอัลติส วันเมค สนามปิดท้ายจะระเบิดศึกขึ้นในวันที่ 26-28 ตุลาคมที่ช้างเซอร์กิต จ.บุรีรัมย์


BASE เปิดสตูดิโอทันสมัยพร้อมพื้นที่ออกกำลังกายส่วนตัวแบบวีไอพี

เอาใจผู้หลงใหลในการออกกำลังกาย ด้วยราคาเริ่มต้นเพียงแค่ 400 บาทเท่านั้น

(BASE)พร้อมทัพเหล่าเทรนเนอร์ระดับเอเชีย เตรียมเปิดตัวสาขาที่สามแห่งใหม่ ณ ใจกลางกรุงเทพฯ ย่านราชประสงค์ ภายใต้ชื่อBASE “ชิดลม” ที่เชื่อมต่อกับรถไฟฟ้า BTS โดยนำเสนอฟีเจอร์การออกกำลังกายใหม่ๆ อาทิ พื้นที่การออกกำลังกายแบบเวทเทรนนิ่งที่ทันสมัย

สตูดิโอแบบวีไอพีที่แยกออกจากห้องออกกำลังกายแบบกลุ่มเพื่อรองรับลูกค้าที่ต้องการความเป็นส่วนตัวมากขึ้น และที่พิเศษไปกว่านั้นคือการบริการ BASE Fuel Bar บาร์เครื่องดื่มสมูธตี้เพื่อสุขภาพแก่ลูกค้าที่ต้องการเติมพลังทั้งก่อนและหลังออกกำลังกาย

BASE “ชิดลม” จะเปิดให้บริการในช่วงเดือนพฤศจิกายน BASEพร้อมมอบสิทธิพิเศษในการทดลองคลาสฟรี จำนวน 1,000 สิทธิ์ ให้กับผู้ที่สนใจทดลองคลาสต่างๆ โดยสามารถยืนยันรับสิทธิ์ได้ที่ basebangkok.com/Base3 สมาชิกแพ็กเกจ BASE สามารถเข้าใช้บริการได้ทุกสาขา ราคาแพ็กเกจสำหรับการเทรนแบบกลุ่มเริ่มต้นเพียงแค่ 400 บาท/ครั้ง และการเทรนแบบส่วนตัวเริ่มต้นที่1,750 บาท เตรียมตัวให้พร้อมกับกิจกรรมการเปิดตัวสาขาใหม่ของBASE และกองทัพพาร์ทเนอร์ชื่อดังทั้ง Adidas ClassPass และแบรนด์ชั้นนำอื่นๆ อีกมากมาย

 


Facebook เผย “คลื่นลูกใหม่” ของกลุ่มคนที่จะก้าวขึ้นมาเป็นชนชั้นกลางชาวไทยและโอกาสการเติบโตทางเศรษฐกิจ

Facebook ประเทศไทย เผยผลศึกษาเจาะกลุ่มผู้บริโภคที่จะก้าวขึ้นมาเป็นชนชั้นกลาง (Emerging Middle Class) ในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของเทคโนโลยีดิจิทัลที่มีต่อพฤติกรรมและรูปแบบการซื้อที่เปลี่ยนไปของคนกลุ่มนี้ การสำรวจครอบคลุมในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น มหาสารคาม สุราษฎร์ธานี และอำเภอบ้านนาสาร โดยเน้นถึงความสำคัญที่เพิ่มมากขึ้นของกลุ่มผู้บริโภคที่จะก้าวขึ้นมาเป็นชนชั้นกลาง และนำเสนอข้อมูลให้กับกลุ่มธุรกิจในประเทศไทยสำหรับการมองหาโอกาสการเข้าถึงผู้บริโภคกลุ่มใหม่กลุ่มนี้ได้

มร. จอห์น แวกเนอร์ กรรมการผู้จัดการ Facebookประเทศไทย กล่าวว่า “เราต้องการที่จะสำรวจอย่างจริงจังว่าโลกดิจิทัลเปลี่ยนชีวิตของกลุ่มที่จะก้าวขึ้นมาเป็นชนชั้นกลางกลุ่มใหม่ของประเทศไทยอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ต่างจังหวัด ประชากรกลุ่มนี้เข้าถึงเศรษฐกิจผ่านการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟน ธุรกรรมทางการเงินออนไลน์ และโลจิสติกส์ที่มากยิ่งขึ้น และยังใช้เทคโนโลยีเหล่านี้เพื่อการพัฒนาและเติบโตในหลายๆ มิติ สิ่งที่สร้างแรงบันดาลใจมากที่สุดที่เราเห็นคือ การที่คนไทยใช้ช่องทางดิจิทัลในการแสดงออกถึงตัวตนและสร้างอนาคตที่ดีขึ้น”

ประชากรชนชั้นกลางจำนวน 49 ล้านคนของประเทศไทยนั้น นับเป็นหนึ่งในส่วนสำคัญของการเติบโตอย่างรวดเร็วของชนชั้นกลางในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยภายในปี 2022 จะมีประชากรชนชั้นกลางจำนวน 350 ล้านคน และรายได้ในครัวเรือน 3 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอีก 50 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในช่วงปี 2017 ถึง 2022 เทคโนโลยีทำให้คนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่นอกรอบตัวเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สามารถมีส่วนร่วมในเศรษฐกิจดิจิทัลได้อย่างเต็มที่ โดยคาดว่าการใช้จ่ายผ่านมือถือจะสูงถึง 3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ ในขณะที่โลจิสติกส์บนอีคอมเมิร์ซ จะเติบโตขึ้นถึง 7.5 – 9 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ภายในปี 2022
ในแง่ของธุรกิจที่รองรับกลุ่มผู้บริโภคที่จะก้าวขึ้นมาเป็นชนชั้นกลาง จากการสัมภาษณ์นักธุรกิจชั้นนำทั่วภูมิภาค 77 เปอร์เซ็นต์เห็นตรงกันว่า กลุ่มผู้บริโภคที่จะก้าวขึ้นมาเป็นชนชั้นกลางนี้จะเป็นพลังขับเคลื่อนธุรกิจที่สำคัญมาก ทั้งนี้ เพียง 15 เปอร์เซ็นต์ที่คิดว่าธุรกิจของตนมีกลยุทธ์เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายหลักกลุ่มนี้แล้ว (ผลิตภัณฑ์ การตลาด และยอดขาย/การกระจายสินค้า)

คุณเวทิต โชควัฒนา กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ผลการศึกษาครั้งนี้น่าสนใจสำหรับธุรกิจที่สามารถไปคิดต่อได้ว่าจะนำเสนอสินค้าที่มีความเฉพาะพิเศษ มีความพรีเมียมและตอบโจทย์ผู้บริโภคกลุ่มนี้ที่มีกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้นได้อย่างไร ในฐานะธุรกิจ เราต้องเข้าใจถึงไลฟ์สไตล์และพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของกลุ่มคนที่จะก้าวขึ้นมาเป็นชนชั้นกลาง ซึ่งจะนำไปสู่โอกาสใหม่ๆ ทางธุรกิจสำหรับเรา เช่น ผลิตภัณฑ์ของเราจะตอบโจทย์คความต้องการของพวกเขาหรือไม่”

Facebook ทำงานร่วมกับ Bain & Company และQuantum ผู้เชี่ยวชาญการศึกษาวัฒนธรรมและสังคมของมนุษย์เพื่อทำการสำรวจในกลุ่มผู้บริโภค 12,000 คน ในประเทศอินโดนีเซีย มาเลเซีย ไทย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม โดยเป็นการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ร่วมตอบแบบสำรวจ 80 คน ภายในที่พักอาศัยของพวกเขาจากทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และการสัมภาษณ์กับกลุ่มผู้บริโภคอีกจำนวน 160 คน การศึกษาครั้งนี้ครอบคลุม 16 เมืองทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

“สิ่งที่ทำให้การศึกษาครั้งนี้มีความเป็นเอกลักษณ์คือ เรื่องราวเฉพาะตัวของแต่ละบุคคล ด้วยบริบทของชุมชนท้องถิ่นและวัฒนธรรมที่แตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ แต่การเชื่อมต่อกันในโลกดิจิทัลนี้ทำให้ผู้คนมีพลังอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เป็นพลังของการเลือกสรร และพวกเขาก็แสดงออกในวิธีที่แตกต่างกันออกไป” จอห์น แวกเนอร์ กล่าวเสริม

สี่เทรนด์หลักที่พบในกลุ่มผู้บริโภคที่จะก้าวขึ้นมาเป็นชนชั้นกลางในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

การเลือกที่จะเป็นตัวของตัวเอง

ผู้บริโภคที่จะก้าวขึ้นมาเป็นชนชั้นกลางจะต่างไปจากคนรุ่นก่อนๆ ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลช่วยให้พวกเขาเข้าถึงแหล่งข้อมูล และสามารถเลือกที่จะมีตัวตนและอัตลักษณ์ที่ทันสมัย โดยยังยึดถือคุณค่าทางวัฒนธรรมแบบดั้งเดิม

การเลือกเข้ากลุ่มทางสังคม

พื้นที่บนโลกออนไลน์ได้หลอมรวมผู้คนเข้าไว้ด้วยกันด้วยความสนใจหรืองานอดิเรกที่เหมือนกัน โดยไร้ข้อจำกัดทางด้านพื้นที่ทางกายภาพและสถานที่ ชุมชนบนโลกออนไลน์ยังสามารถช่วยหล่อหลอมทัศนคติ พฤติกรรม และมุมมองต่อโลกได้อีกด้วย

การเลือกตามความฝัน

ภาวะเศรษฐกิจสังคมซึ่งจากเดิมเป็นข้อจำกัดของโอกาส แต่พื้นที่บนโลกออนไลน์ช่วยให้ความมุ่งหวังกลายเป็นความฝันที่เป็นจริงได้

การเลือกเติมเต็มความสุข

กลุ่มผู้บริโภคที่จะก้าวขึ้นมาเป็นชนชั้นกลางมีความซับซ้อนมากขึ้นในพฤติกรรมการใช้จ่าย รวมไปถึงวิธีหรือช่องทาง คนกลุ่มนี้จะเลือกซื้อสิ่งที่เติมเต็มความสุขของพวกเขา ได้แก่ ความงาม การท่องเที่ยว ประสบการณ์ และสินค้าแบรนด์ต่างๆ

“ปัจจุบัน การแพร่หลายของสื่อดิจิทัลช่วยเปิดโลกแห่งโอกาสให้กับกลุ่มผู้บริโภคที่จะก้าวขึ้นมาเป็นชนชั้นกลางที่มีรายได้ในครัวเรือนเพิ่มขึ้น และใส่ใจในสิ่งที่พวกเขาซื้อมากยิ่งขึ้น ผู้คนในภูมิภาคนี้มีโอกาสทางเศรษฐกิจที่เพิ่มมากขึ้น การที่เราจะเติบโตไปพร้อมกับประชาชนกลุ่มใหม่กลุ่มนี้ได้ ภาคธุรกิจสามารถมองหาโอกาสในการปรับกลยุทธ์และค้นหาวิธีที่จะเติบโตไปพร้อมกับคนกลุ่มนี้” จอห์น แวกเนอร์ กล่าวสรุป


แกร็บ เปิดตัวเทคโนโลยี Safer Everyday ในประเทศไทย แนะนำหลากหลายฟีเจอร์ใหม่ เพื่อยกระดับความปลอดภัยในการเดินทางขนส่งแก่ผู้ใช้

แกร็บ เปิดตัวเทคโนโลยี Safer Everyday ในประเทศไทย แนะนำหลากหลายฟีเจอร์ใหม่ เพื่อยกระดับความปลอดภัยในการเดินทางขนส่งแก่ผู้ใช้ นำโดย (ขวาสุด) นายธรินทร์ ธนียวัน กรรมการผู้จัดการใหญ่ (ซ้ายสุด) นางสาวมนรวี อำพลพิทยานันท์ ผู้อำนวยการฝ่ายรัฐกิจสัมพันธ์ แกร็บ ประเทศไทย ร่วมด้วยนางสาวนิษฐา จิรยั่งยืน หรือ มิว

● เตรียมเพิ่มการลงทุนในระบบความปลอดภัยเพิ่มเป็นสองเท่าในปี 2562 ที่กำลังมาถึง
● เทคโนโลยี Safer Everyday ประกอบด้วยหลากหลายฟีเจอร์ความปลอดภัยใหม่ล่าสุด เพื่อป้องกันการเกิดเหตุไม่คาดฝันและเสริมสร้างพฤติกรรมการขับขี่ปลอดภัยซึ่งจะนำไปสู่ความปลอดภัยบนท้องถนนที่ยั่งยืน
● การร่วมสนับสนุนแคมเปญ UNiTE to End Violence against Women ของเลขาธิการสหประชาชาติเพื่อต่อต้านความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็ก

แกร็บ ผู้นำแพลตฟอร์มแบบ Online to Offline เดินหน้าผลักดันวิสัยทัศน์ระดับภูมิภาค เปิดตัวเทคโนโลยี Safer Everyday แนะนำฟีเจอร์และบริการความปลอดภัยใหม่ล่าสุดหลากหลายรายการเพื่อยกระดับความปลอดภัยในการเดินทางขนส่งของผู้ใช้  โดยฟีเจอร์และบริการความปลอดภัยใหม่ล่าสุดที่เปิดตัวนั้นรวมถึงระบบสอดส่องเพื่อป้องกันความเหนื่อยล้าและการรายงานพฤติกรรมการขับขี่เพื่อให้พาร์ทเนอร์ผู้ขับขี่ทราบและตระหนักถึงการขับขี่อย่างปลอดภัย ซึ่งจะช่วยลดโอกาสในการเกิดอุบัติเหตุ พร้อมเสริมสร้างความปลอดภัยบนท้องถนนอย่างยั่งยืน โดย แกร็บ ยังวางแผนเพิ่มการลงทุนในระบบความปลอดภัยเพิ่มเป็นสองเท่าจวบจนปลายปี 2562 ที่กำลังมาถึง


“ธุรกิจของเราเริ่มต้นจากความพยายามที่จะมอบการเดินทางที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน” นายธรินทร์ ธนียวัน กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย กล่าว “เราเชื่อว่าความปลอดภัยบนท้องถนนเป็นสิ่งที่คนไทยให้ความสำคัญ เนื่องจากประเทศไทยถือเป็นประเทศที่มีอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนสูงสุดเป็นอันดับสองของโลกและมีผู้เสียชีวิตมากถึง 24,000 คนในแต่ละปี ปัญหาความปลอดภัยบนท้องถนนจึงเป็นสิ่งที่แกร็บให้ความใส่ใจและต้องการเข้ามาช่วยเหลือในการแก้ไข”

“แกร็บ ตระหนักดีว่าผู้โดยสารและพาร์ทเนอร์ผู้ขับขี่ของเราทุกคนมีคนที่รักและห่วงใยซึ่งเฝ้ารอให้พวกเขาถึงที่หมายอย่างปลอดภัย นี่คือเหตุผลที่ในวันนี้ ที่ถึงแม้บริษัทฯ จะมีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิมและธุรกิจของเราจะเติบโตขึ้นหลายเท่า ความปลอดภัยก็ยังคงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่เรายึดถือ ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้เตรียมขยายเพิ่มการลงทุนด้านความปลอดภัยเป็นสองเท่าในปีหน้า การเปิดตัวเทคโนโลยี Safer Everyday ถือเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามของแกร็บในระดับภูมิภาค โดยแกร็บ ถือเป็นผู้ให้บริการเรียกรถผ่านแอพลิเคชั่นเพียงรายเดียวที่ลงทุนในความปลอดภัยที่สำคัญ อาทิ การจัดให้มีศูนย์ให้บริการคอลล์เซ็นเตอร์ตลอด 24 ชั่วโมง ฟีเจอร์การปกปิดเบอร์มือถือผู้ใช้ และการตรวจสอบประวัติผู้ที่มาสมัครเป็นพาร์ทเนอร์ผู้ขับขี่ตลอดจนการยืนยันแอคเคาท์ผู้ใช้อย่างเข้มงวด”
ด้วยเหตุนี้ แกร็บ จึงสามารถลดจำนวนเหตุไม่พึงประสงค์ที่เกิดบนแพลตฟอร์มได้มากถึง 40% นับจากไตรมาสสามในปี 2560

ทั้งนี้ เมื่อเร็วๆ นี้ แกร็บ ได้มีการปรับโฉมแอพพลิเคชั่นเพื่อมุ่งสู่การเป็นซูเปอร์แอพที่ตอบรับความต้องการในทุกวันของภูมิภาค โดยปรับดีไซน์ใหม่ให้มีความสวยงาม ใช้งานง่าย และตอบรับความต้องการหลากหลายด้วยฟีเจอร์ใหม่ อาทิ หน้าเมนูที่แบ่งแยกประเภทของบริการ หน้าข่าวสารที่ได้รับการคัดสรรให้เหมาะสำหรับแต่ละพื้นที่ แคตตาล็อกของสมนาคุณแกร็บรีวอดส์ และเกมส์ต่างๆ

เทคโนโลยี Safer Everyday
เทคโนโลยี Grab’s Safer Everyday ถือเป็นส่วนหนึ่งของการปรับโฉมและเปิดตัวเทคโนโลยีและฟีเจอร์ใหม่ๆ ต่างๆ ที่มุ่งยกระดับความปลอดภัยให้กับลูกค้า พาร์ทเนอร์ผู้ขับขี่ พาร์ทเนอร์คู่ค้า พาร์ทเนอร์ผู้ให้บริการขนส่ง รวมไปถึงการทำธุรกรรมจับจ่ายบนแอพพลิเคชั่นแกร็บ
ตัน ฮุ่ย หลิง ผู้ร่วมก่อตั้ง แกร็บ กล่าวว่า “ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่แกร็บ ได้ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยให้กับทั้งอุตสาหกรรมเดินทางขนส่งของภูมิภาค เทคโนโลยี Safer Everyday จะเข้ามาเสริมความแข็งแกร่งด้านความปลอดภัยของแกร็บ โดยเรามีเป้าหมายที่จะผลักดันให้อัตราการเกิดเหตุไม่พึงประสงค์ต่างๆ ที่เราสามารถป้องกันได้ให้เหลือศูนย์ พร้อมทั้งช่วยลดอัตราการเกิดอุบัติเหตุหากเป็นไปได้ ปัจจัยหลักที่จะทำให้เป้าหมายของเราสำเร็จนั้นคือการทำให้ผู้ใช้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับความปลอดภัยบนท้องถนน”

ทั้งนี้ ฟีเจอร์ต่างๆ ในมาตรฐานความปลอดภัยใหม่ของแกร็บ ได้แก่
1. การยืนยันตัวตนผู้ร่วมทาง ทั้งพาร์ทเนอร์ผู้ขับขี่และผู้โดยสาร – ขั้นตอนการยืนยันตัวตนที่เพิ่มความโปร่งใสและไว้วางใจด้วยระบบยืนยันตัวตนผู้โดยสารและพาร์ทเนอร์ผู้ขับขี่ พร้อมการตรวจสอบประวัติพาร์ทเนอร์ผู้ขับขี่ที่ละเอียดเข้มงวดมากยิ่งขึ้น ซึ่งรวมถึงการตรวจสอบประวัติอาชญากรรม และบัญชีพาร์ทเนอร์ผู้ขับขี่ที่ไม่ได้ใช้งานเป็นเวลานาน
2. ขอความช่วยเหลือทันท่วงที – การเพิ่มฟีเจอร์แชร์มายไรด์  (Share My Ride) และปุ่มแจ้งเตือนฉุกเฉิน (Emergency SOS) ซึ่งปัจจุบันมีเฉพาะในแอพสำหรับผู้โดยสาร ให้มีในแอพของพาร์ทเนอร์ผู้ขับขี่ด้วย เพื่อให้สามารถแชร์ตำแหน่งที่ขับขี่อยู่ ณ ปัจจุบันให้แก่คนที่รักและห่วงใย
3. เสริมสร้างพฤติกรรมความปลอดภัย – เทคโนโลยีการวิเคราะห์ของ แกร็บ สามารถช่วยให้                พาร์ทเนอร์ผู้ขับขี่เข้าใจถึงพฤติกรรมการขับขี่ของตนเองและสิ่งที่สามารถปรับปรุง ระบบตรวจสอบความเหนื่อยล้าในการขับขี่ของพาร์ทเนอร์ผู้ขับขี่ (Driver Fatigue Monitoring System) จะส่งข้อความเตือนและแนะนำให้พัก หากพาร์ทเนอร์ผู้ขับขี่ที่มีการรับงานติดต่อกันนานเกินระยะเวลาที่กำหนด นอกจากนี้ พาร์ทเนอร์ผู้ขับขี่ยังจะได้รับรายงานพฤติกรรมการขับขี่จากระบบเทเลมาติกส์ (Telematics) ซึ่งบอกถึง พฤติกรรมการเร่งความเร็ว การเบรก และการวิเคราะห์อื่นๆ ที่จะมีมาเพิ่มเติมในอนาคต ทั้งนี้ ภายหลังการเปิดตัวระบบเทเลมาติกส์ มีเหตุที่เกิดจากการขับรถเร็วลดลง 50% นอกจากนี้ พฤติกรรมการเบรกและเร่งความเร็วแบบกะทันหันซึ่งเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุก็ลดลงถึง 20%
4. ปลอดภัยในทุกขั้นตอน – มาตรฐานความปลอดภัยของ แกร็บ ยังครอบคลุมการตรวจตราพฤติกรรมที่น่าสงสัย พร้อมมอบการทำธุรกรรมจับจ่ายที่ปลอดภัย และระบบปกป้องข้อมูลที่รัดกุม

โดยในประเทศไทย แกร็บ ได้สนับสนุนโครงการ UNiTE โดยเลขาธิการสหประชาชาติ ซึ่งมีการดำเนินงานมายาวนานและมีเป้าหมายเรียกร้องให้รัฐบาล ประชาสังคม องค์กรเพื่อสตรี เยาวชน เอกชน สื่อมวลชน และเครือข่ายสหประชาชาติ ร่วมมือกันป้องกันและต่อต้านความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็กผู้หญิงทั่วโลก โดยภายใต้การสนับสนุนโครงการนี้ แกร็บจะดำเนินการรณรงค์ความปลอดภัยผ่านกิจกรรมต่างๆ อาทิ การสำรวจความคิดเห็นผู้ใช้เกี่ยวกับความปลอดภัย การจัดทำป้ายข้อมูลรณรงค์ความปลอดภัยภายในรถที่ให้บริการ บทความทางออนไลน์ และช่องทางอื่นๆ เพื่อเป็นการสร้างการรับรู้เกี่ยวกับความสำคัญของความปลอดภัยของผู้หญิงและผู้เดินทางทั่วไป

• ในกัมพูชาและเมียนมาร์ – แกร็บมุ่งเน้นการให้การศึกษาเรื่องความปลอดภัยและการอบรมผู้ขับขี่   สามล้อ โดยแกร็บจะทำงานร่วมกับกระทรวงขนส่งและโยธาธิการในกัมพูชา และร่วมกับสำนักงานตำรวจในเมียนมาร์
• ในฟิลิปปินส์ – แกร็บ ได้ทำงานร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ คณะกรรมาธิการกำกับการดูแลการขนส่ง (LTFRB) และกองปราบปรามยาเสพติดเพื่อกำจัดอาชญากรรมในอุตสาหกรรมการขนส่ง พร้อมอบรมให้พาร์ทเนอร์ผู้ขับขี่สามารถให้ความช่วยเหลือในกรณีฉุกเฉินเมื่อพบอุบัติเหตุหรือมีภัยธรรมชาติ
• ในสิงคโปร์ – พาร์ทเนอร์ผู้ขับขี่ของแกร็บที่ต้องเผชิญความเสี่ยงจากการให้บริการขับขี่เป็นระยะเวลานาน จะได้รับการดูแลทางการแพทย์ จากความร่วมมือของแกร็บกับสำนักงานคณะกรรมการด้านสุขภาพ

“ทุกคนที่แกร็บรู้สึกภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่เราคือผู้ยกระดับมาตรฐานการเดินทางที่ปลอดภัย ย้อนไปเมื่อ 6 ปีที่แล้ว ผู้คนยังต้องต่อรองค่าโดยสารเวลาใช้บริการแท็กซี่หรือบริการมอเตอร์ไซค์ แล้วก็ไม่รู้ว่าคนขับเป็นใครแต่ก็จำเป็นต้องฝากชีวิตไว้กับคนแปลกหน้า แต่วันนี้ พวกเขารู้ได้ทันทีว่าผู้ขับขี่ที่มารับเป็นใคร ใครมาส่งอาหารและนำเอกสารมาให้ แถมรู้ค่าโดยสารก่อนที่จะขึ้นรถเสียอีก ที่สำคัญ คนที่ห่วงใยของพวกเขาก็สามารถติดตามเส้นทางที่พวกเขาไปได้ตลอดการเดินทาง จวบจนวันนี้ แกร็บจะยังคงก้าวต่อไปไม่หยุดยั้ง  เราตระหนักดีว่ายิ่งธุรกิจของเราขยายและเติบโตเท่าไหร่ ภาระและหน้าที่ของเราในการมอบความปลอดภัยในทุกการเดินทางของพาร์ทเนอร์ผู้ขับขี่ ผู้โดยสาร และทุกคนที่พวกเขารัก ก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน” นายธรินทร์ กล่าวสรุป


ไมโครซอฟท์จับมือสิริเวนเจอร์ส ประกาศการแข่งขัน “Smart Living with micro:bit”

บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด จับมือสิริเวนเจอร์ส ประกาศเปิดรับสมัครนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาตอนปลายไปจนถึงระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายหรือระดับอาชีวศึกษา เพื่อร่วมการแข่งขัน “Smart Living with micro:bit” ครั้งแรกในประเทศไทย สนับสนุนเยาวชนให้สร้างสรรค์แนวคิดที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการใช้ชีวิตประจำวันและยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดียิ่งขึ้น ผ่านการพัฒนาโครงการด้วยการเขียนโค้ดสำหรับอุปกรณ์แผงวงจร micro:bit ของบีบีซี เพื่อสนับสนุนเยาวชนไทยหันมาสนใจเรียนรู้และประกอบอาชีพในสาขาวิชาสะเต็มศึกษามากขึ้น และเตรียมพร้อมสู่ความสำเร็จในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล โดยความร่วมมือในการจัดการแข่งขันดังกล่าวได้ถูกประกาศอย่างเป็นทางการเมื่อเร็วๆ นี้ ในงานมหกรรมด้านดิจิทัลเทคโนโลยีระดับนานาชาติ ดิจิทัล ไทยแลนด์ บิ๊กแบง 2018

การแข่งขัน “Smart Living with micro:bit” เป็นส่วนหนึ่งของพันธกิจของไมโครซอฟท์ในการสร้างบุคลากรที่จะช่วยขับเคลื่อนและสร้างความแข็งแกร่งให้กับประเทศไทย โดยเริ่มจากการสร้างรากฐานที่สำคัญ ซึ่งก็คือเยาวชนของประเทศ พร้อมมุ่งเสริมสร้างทักษะเชิงดิจิทัลให้แก่เยาวชนอย่างต่อเนื่อง โดยอาศัยกิจกรรมการเขียนโค้ดเป็นหลัก เพื่อเข้ามาช่วยขยายแนวทางการเรียนรู้อย่างไร้ขีดจำกัด และผลักดันให้เยาวชนไทยเกิดความสนใจในการเรียนรู้และประกอบอาชีพในสาขาวิชาสะเต็มศึกษามากยิ่งขึ้น เพื่อให้พวกเขาสามารถบรรลุเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่และก้าวข้ามขีดจำกัดในยุคเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลได้

นายธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า“เนื่องจากการสร้างทุนมนุษย์ด้วยการฝึกอบรมทักษะเชิงดิจิทัลมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อการขับเคลื่อนประเทศไทย 4.0 ไมโครซอฟท์จึงมุ่งมั่นสนับสนุนให้เยาวชน’สร้าง’เทคโนโลยีมากกว่า’ใช้’เทคโนโลยี และนำไปต่อยอดใช้งานจริงในห้องเรียนหรือเส้นทางการทำงานในอนาคตที่จะมีเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้องเพิ่มขึ้น ดังนั้น การเรียนรู้ทักษะการเขียนโค้ดจึงมีสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการพัฒนากำลังคนและบุคลากรด้านดิจิทัล เพราะเป็นการฝึกทักษะการคิดอย่างเป็นระบบและทักษะการแก้ปัญหา ช่วยให้สามารถทำความเข้าใจและแยกแยะความซับซ้อนของปัญหาและวิธีการแก้ปัญหาได้อย่างมีเหตุผล”

การแข่งขันดังกล่าวยังถูกจัดขึ้นภายใต้ความร่วมมือกับ สิริเวนเจอร์ส ธุรกิจร่วมทุนระหว่าง แสนสิริ นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ในประเทศไทย และธนาคารไทยพาณิชย์ ที่ทำการวิจัยและลงทุนเพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ด้านการใช้ชีวิตในที่อยู่อาศัย (Property Technology) โดยความร่วมมือในการจัดการแข่งขันในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนได้รับการฝึกอบรมทักษะเชิงดิจิทัลด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย รวมทั้งส่งเสริมการพัฒนาแนวคิดอย่างสร้างสรรค์

นายจิรพัฒน์ จันทร์เจิดศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่เทคโนโลยี บริษัท สิริเวนเจอร์ส จำกัด กล่าวว่า “เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับพันธมิตรอย่างไมโครซอฟท์ที่มีวิสัยทัศน์ที่สอดคล้องกับเราในการนำเทคโนโลยีมายกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย เราหวังว่าการจัดการแข่งขัน Smart Living with micro:bit ในครั้งนี้จะช่วยสร้างการรับรู้ให้แก่เยาวชนเกี่ยวกับความสำคัญในการฝึกทักษะเชิงดิจิทัล เพื่อพัฒนานวัตกรรมที่ช่วยยกระดับการใช้ชีวิตประจำวัน ทั้งในระดับครอบครัวและชุมชน”

การแข่งขัน Smart Living with micro:bit ทีมผู้ชนะเลิศอันดับหนึ่งจะได้รับเงินรางวัลมูลค่า 30,000 บาท และทีมรองชนะเลิศอันดับหนึ่ง 2 รางวัลจะได้รับเงินรางวัลมูลค่า 15,000 บาท

ทั้งนี้ ความร่วมมือในการจัดการแข่งขันดังกล่าวได้ถูกประกาศอย่างเป็นทางการเมื่อเร็วๆ นี้ ในงาน ดิจิทัล ไทยแลนด์ บิ๊กแบง 2018 งานมหกรรมด้านดิจิทัลเทคโนโลยีระดับนานาชาติที่จัดขึ้นโดยสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล อีกทั้งยังได้รับโอกาสจาก นางวรรณพร เทพหัสดิน ณ อยุธยา เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ  ในการเยี่ยมชมโครงการนำร่องต่างๆ ซึ่งเป็นผลงานที่กลุ่มนักเรียนที่เข้าร่วมงานได้พัฒนาขึ้นจากการเขียนโค้ดสำหรับอุปกรณ์ micro:bit เช่น การพัฒนาเครื่องมือเก็บข้อมูลเชิงสถิติที่ทำงานด้วยเซ็นเซอร์วัดแสงและช่วยอำนวยความสะดวกในการจัดกิจกรรมต่างๆ ภายในโรงเรียน เช่น การนับจำนวนผู้ใช้งานห้องสมุดและการเลือกตั้งประธานนักเรียน เป็นต้น ซึ่งเป็นโครงการนำร่องที่นำเสนอโดยกลุ่มนักเรียนจากโรงเรียนบ้านคลองสว่างอารมณ์ จ. นครปฐม และการพัฒนาเครื่องบีบยาสีฟันอัตโนมัติที่ทำงานด้วยเซ็นเซอร์วัดระยะความห่างที่ช่วยให้สามารถจ่ายยาสีฟันในระยะที่แม่นยำ และช่วยยกระดับการใช้ชีวิตประจำวันให้สะดวกสบายยิ่งขึ้น โดยเป็นโครงการนำร่องจากกลุ่มนักเรียนโรงเรียน เทพศิรินทร์ นนทบุรี


ครั้งแรกในเมืองไทย! www.koolator.com แหล่งรวมงานศิลปะออนไลน์รูปแบบใหม่ล่าสุด

คุณมิ่งมงคล ทวีกุลวัฒน์ ประธานกรรมการบริหาร และ คุณยศ สมบูรณ์กุลวุฒิ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ KOOL AGENCY CO.,LTD. และ คุณยุทธนา บุญอ้อม ประธานกรรมการ GAN 555 CO.,LTD. และ คุณพลพงษ์ จิระพนธุ์ ประธานกรรมการ HEARTWORKS CO.,LTD. จับมือ จัดงานเปิดตัว ‘KOOLATOR: ONLINE ART GALLERY’ สร้างแหล่งรวบรวมภาพ Re-Master ของศิลปินร่วมสมัยในประเทศไทยไว้บนโลกออนไลน์ครั้งแรกของประเทศไทย สามารถเข้าไปชมภาพอาร์ตสวยๆ ได้ที่ www.koolator.com ท่านใดสนใจอยากได้มาไว้ในครอบครอง ก็สามารถซื้อได้

ภายในงานมีไฮไลท์ห้ามพลาด ได้แก่ การนำภาพRe-Master ของศิลปินที่มีชื่อเสียงในประเทศไทยมาจัดแสดง อาทิ ภาพจากศิลปิน ทวีศักดิ์ ศรีทองดี (Lolay), กงพัฒน์ ศักดาพิทักษ์ (Ong Kongpats),ปัณพัท เตชเมธากุล (Yoon), กันตภณ เมธีกุล (Gongkan), อารักษ์ อ่อนวิลัย (Sahred Toy), พฤษ์พล มุกดาสนิท (MMFK), พิเชฐ รุจิวรารัตน์ (TIKKYWOW),ชนารดี ฉัตรกุล ณ อยุธยา (Juli Baker and Summer), ปริญญา พิเชษฐศิริพร (Benzilla), ปิยนาฏ ต้นมาลี (Kapi) ใครที่ไม่ค่อยคุ้นก็สามารถดูข้อมูลศิลปินได้ที่ www.koolator.com

บรรยายากาศภายในงานเต็มไปด้วยความชื่นมื่นของบรรดาเพื่อนผองน้องพี่สุดสนิท เซเลบริตี้, ดารา และศิลปิน พร้อมแขกวีไอพีตบเท้าเข้าร่วมงานกันอย่างคับคั่ง อาทิ ดนัย สรไกรกิตติกูล, วันทิตา ลิ่วเฉลิมวงศ์, ลสา โสภณพนิช, นิสสา สินพัฒนสกุล,ปรัญช์ ศิริธร, อลิชา-ภูริ หิรัญพฤษณ์,แอมมี่-ไชยอมร แก้ววิบูลย์พันธุ์ , เก๋-ชลลดา เมฆราตรี, เมธี น้อยจินดา นอกจากนี้ บรรดาศิลปิน Koolator ยังถ่ายทอดความรู้สึกประทับใจที่ได้มาร่วมงาน สื่อออกมายังภาพวาด ส่งต่อความสุข ซึ่งแต่ละท่านก็มีภาพวาดที่เป็นเอกลักษณ์มีลายเส้นของตัวเองชัดเจน ได้กล่าวถึงความประทับใจอีกด้วย

คุณพิเชฐ รุจิวรารัตน์ “ สำหรับผม ศิลปะคือความสุขของทั้งสองฝ่ายครับ และการที่ได้มาร่วมงานกับทาง koolator มีความพิเศษตรงที่เราได้ทำงานที่มีความสุข กับคอนเซปต์ที่ทาง koolatorให้มา เราได้สื่อสารความสุขผ่านงานอาร์ต ส่งต่อไปยัง ผู้เสพงานศิลป์ด้วย และหวังว่า ทุกท่านคงจะมีความสุขอย่างที่เรามีความสุขเหมือนกัน การที่ koolator ทำโปรเจกต์นี้ขึ้นมาดีมากเลย เพราะว่าเราวาดภาพมาขายไปแล้วบางทีเพื่อนๆ ก็มาถามหาภาพนั้นเราก็ไม่มีให้ เพราะเราวาดชิ้นเดียว พอมี Koolator ทำให้ตอบโจทย์ตรงนี้ครับ ซึ่งพอมาเห็นงานรีมาสเตอร์ กับ ตัวมาสเตอร์ ตั้งคู่กัน แทบจะแยกไม่ออกเลย ภาพเหมือนมาก”

คุณปัณพัท เตชเมธากุล “ นิยามของศิลปะ สำหรับเรา คือ ศิลปะอยู่รอบข้างเราเสมอ เราสามารถเสพศิลปะได้ทุกๆ ที่ อยู่ที่ว่า เรามองเห็นหรือเปล่า ศิลปะไม่ต้องพยายาม ไม่ต้องคาดหวัง นั่นคือสิ่งที่ใจเราคิด ช่วงนี้มีทำงานดีลกับหลายแบรนด์ มีทำวอลเปเปอร์ ทำพรม ทำของขวัญ การที่ได้มาร่วมงานกับทาง koolator เป็นโปรเจกต์ที่มีความพิเศษคือ ได้วาดภาพชิ้นใหญ่ ชิ้นแรก รู้สึกตื่นเต้นค่ะ”
คุณอารักษ์ อ่อนวิลัย “ งานศิลปะในความหมายของผมคือ การที่ศิลปิน มีความสุขที่ได้ถ่ายทอดวาดภาพออกมา ถึงแม้ภาพนั้นจะมีความเศร้า แต่คนที่ได้เสพ ไม่ได้เศร้าตามภาพ ตรงกันข้ามกลับมีความสุขที่ได้เสพภาพนั้นๆ ครับ ปกติเวลาเราทำงานจะทำตามโจทย์ของลูกค้าโดยส่วนใหญ่ แต่พอได้มาร่วมงานกับทาง koolator ได้ทำงานที่มีความสนุก อย่างหนึ่ง คือ ในผลงานจะมีความเป็นตัวเราประมาณ 70% มีคอนเซ็ปต์ครอบ 30 % ถ่านทอดผ่านทางงานศิลปะออกมาให้ทุกท่านได้ชื่นชม ชอบมากๆครับ
คุณปิยนาฏ ต้นมาลี “ศิลปะ คือ การที่ศิลปินถ่ายทอดความรู้สึกผ่านผลงานสื่อสารออกไปยังผู้เสพและทำให้ผู้เสพมีความสุข ปกติเราจะวาดภาพตามความรู้สึกของเรามากกว่า พอได้มาร่วมงานกับทาง koolator ซึ่งเป็นการทำงานแบบมีคอนเซ็ปต์ครอบ รู้สึกว่า ท้าทาย ดีใจที่ได้มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโปรเจ็กต์นี้ และได้สร้างสรรค์งานพิเศษเพียง 6 ชิ้น เท่านั้นเพื่องานนี้โดยเฉพาะค่ะ”
คุณปริญญา พิเชษฐศิริพร “งานศิลปะ เปรียบเสมือนการที่เราได้ดูหนังที่เราชอบ เราสามารถดูเมื่อไหร่ ก็ไม่มีเบื่อ ศิลปะก็เช่นเดียวกัน สามารถเสพภาพที่เราชอบได้ไม่มีเบื่อครับ สำหรับจุดเด่นของตัวเองในงานอาร์ตคือ ผมชอบงานสตรีท และนำความชอบมาใส่ในงานอาร์ต จึงได้ภาพ งานสตรีทอาร์ตที่เป็นลายเส้นของตัวเองครับ และผมดีใจที่ได้มาร่วมงานกับทาง koolator เป็นงานท้าทาย เป็นการทำงานตามธีมครอบ ผมเห็นภาพมาสเตอร์ กับ ภาพรี-มาสเตอร์แล้ว แทบจะแยกไม่ออกเลยว่า ชิ้นไหนเป็นมาสเตอร์กันแน่ พูดได้คำเดียวว่า koolator เจ๋ง”


ผู้ใช้สมาร์ทโฟน ‘ซัมซุง กาแลคซี่ เจ 8’ ฟินไปตามๆ กันกับมี้ตแอนด์กรี้ดสุดเอ๊กซ์คลูซีฟเกิร์ลกรุ๊ป BNK48

ซัมซุงจัดกิจกรรมสุดพิเศษสำหรับลูกค้าผู้โชคดีที่ซื้อ ‘ซัมซุง กาแลคซี่ เจ 8’ หรือ ‘Samsung Galaxy J8 BNK48 Special Boxset’ ได้ร่วมมี้ตแอนด์กรี้ดกันแบบเอ๊กซ์คลูซีฟ ฟินกันสุดๆ จัดเต็มครั้งยิ่งใหญ่ใกล้ชิดกับสุดยอดสมาชิก ‘BNK48’ ระดับท๊อปทั้ง 16 คน ที่เป็นไอดอลเกิร์ลกรุ้ปยอดนิยมแห่งปี และแบรนด์แอมบาสเดอร์ของซัมซุง กาแลคซี่ เจ ณ BNK48 Campus เดอะมอลล์บางกะปิ เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม ที่ผ่านมา

ภายในงานนอกจากสาวๆ BNK48 จะพกความน่ารักสดใสและเสียงหวานๆ มามอบให้กับผู้โชคดีแบบใกล้ชิดแล้ว ยังทำการถ่ายภาพแบบกรุ๊ปเซลฟี่กับผู้โชคทั้ง 350 คน ด้วยกล้องหน้าความละเอียดสูงถึง 16 ล้านพิกเซลของ “กาแลคซี่ เจ 8” ตอบโจทย์แนวคิด ภาพสวย เสียงดี เซลฟี่จัดเต็ม


นอกจากนี้ ‘กาแลคซี่ เจ 8’ ยังมาพร้อมคอนเทนต์สุดพิเศษ ส่งตรงจากสาวๆ BNK48 ผ่าน BNK48 Application ให้เหล่าแฟนคลับไม่พลาดข่าวสารและอัพเดตต่างๆ โดย ซัมซุง ‘กาแลคซี่ เจ 8’ ไอดอลสมาร์ทโฟน วางจำหน่าย ในขนาดความจุ 32GB ราคาเครื่องละ 9,490 บาท มี 3 สีสันสดใส ได้แก่ สีม่วง สีทอง และ สีดำ


Privacy Preference Center